ท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาด การขยับตัวสร้างสรรค์ของย่านท้องถิ่นต่าง ๆ เป็นสัญญาณของการปรับตัวและความหวังใหม่ ในปี 2021 ที่ผ่านมา ทั่วประเทศมีเทศกาลย่านสร้างสรรค์มากมายหลายงาน นำร่องโดยหัวเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ที่จัดงาน Design Week ต่อเนื่องทุกปี ภาคใต้มีความเคลื่อนไหวสนุก ๆ อย่างงาน Made in Songkla และ Creative Nakhon ที่นครศรีธรรมราช ฟากอีสานก็มีงานเทศกาลอีสานสร้างสรรค์ (Isan Creative Festival) ที่ขอนแก่น และ สกลจังซั่น เทศกาลงานสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าสกลนคร 

การเติบโตของเมืองแห่งธรรมะ โคขุน และผ้าครามน่าสนใจมาก ๆ จากเมืองอีสานที่ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวหลัก ภายในระยะเวลาไม่กี่ปี แรงผลักดันจากท้องถิ่น โดยเฉพาะชาวสกลนครรุ่นใหม่ สร้างแรงกระเพื่อมให้เมืองมีมิติร่วมสมัย ควบคู่ไปกับวัฒนธรรมดั้งเดิม 

เบื้องหลังสีสันความสนุกของสกลจังซั่นคือความตั้งใจขับเคลื่อนเมืองอย่างแรงกล้า หลังเฟสติวัลจบ เราจึงชวนผู้จัดงานหลายฝ่ายมาถอดบทเรียนให้ฟังว่างานสร้างสรรค์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร สกลนครในฝันของพวกเขาหน้าตาเป็นอย่างไร ควรเติบโตไปทางไหน และตั้งใจจะปั้นอะไรให้เมืองงอกงามต่อจากนี้บ้าง

สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง

สกลเฮ็ด สกลทำ

เมื่อ พ.ศ.​ 2560 กลุ่มคนทำงานคราฟต์รวมตัวกันจัดเฟสติวัลรับลมหนาวปลายปีชื่อ สกลเฮ็ด จากงานเล็ก ๆ ที่มีผู้จัดงานเพียง 10 กว่าร้าน คลื่นเล็ก ๆ นั้นพัดพาไปสู่การจัดงานใหญ่ในปีนี้ ‘สกลจังซั่น’ คือเฟสติวัลความยาว 4 วันที่กินอาณาเขตไปทั้งเมืองเก่า โดยกลุ่มภาคีเครือข่ายในเมืองสกลอย่างหอการค้า และภาคีเครือข่ายจากภายนอก ทั้งภาครัฐอย่างสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) ซึ่งคัดเลือกให้สกลนครเป็นหนึ่งใน TCDN ( Thailand Creative District Network) และกำลังมองหาพื้นที่ทดลองจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาย่านเศรษฐกิจ ไปจนถึงภาคเอกชนและประชาสังคม ช่วยกันเนรมิตขึ้นมาให้สนุกครบเครื่องทุกมิติ ใช้ความคิดสร้างสรรค์และสินทรัพย์ท้องถิ่น ยกระดับศักยภาพเมืองและเศรษฐกิจไปอีกขั้น

สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง
ภาพ : บ้านเสงี่ยม-มณี
สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง
ภาพ : ปฏิพล รัชตอาภา

‘สกลจังซั่น’ เป็นชื่อที่ ติ๊ดตี่-ธรรศ วัฒนาเมธี สถาปนิกผู้ดูแลที่พัก ‘บ้านเสงี่ยม-มณี’ สมาชิกกลุ่มสกลเฮ็ด และหนึ่งในผู้จัดงานสกลจังซั่นตั้งขึ้น และได้รับโหวตให้เป็นชื่องาน โดยสกลจังซั่น (จังซี่) หมายถึง สกลนครก็เป็นอย่างนั้นแหละ ที่เห็นอยู่นี่ก็เป็นสกลนครแหละ พ้องกับคำว่า ‘Junction’ ในภาษาอังกฤษ หมายถึง ทางแยก จุดตัด จุดเชื่อมต่อ ชุมทาง สื่อถึงลักษณะงานที่เป็นจุดนัดพบของหลาย ๆ ภาคส่วนมาจัดกิจกรรมร่วมกัน และชื่อจังหวัดสกลนคร ที่แปลว่านครแห่งเมืองทั้งมวล หรือหมายถึงการเป็นเมืองศูนย์กลางนั่นเอง

สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง
สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง

หนึ่งในพื้นที่จัดงานหลักคือเทียนอันโอสถ สกลโฮเต็ล ตึกเก่า 5 ชั้นที่ปลดระวางจากการเป็นโรงแรมประจำเมืองมาเนิ่นนาน แปลงโฉมเป็นศูนย์ Showcase งานดีไซน์และศิลปะของชาวสกลนคร ทั้งนักออกแบบ นักเรียนนักศึกษา และประชาชนทั่วไป 

สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง
สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง

ยามค่ำคืน ตึกฝั่งตรงข้ามจะจัดไฟสวยงาม พร้อมให้คณะหมอลำมาเต้นตามระเบียงห้องให้สนุกแบบ Social Distancing กันไปยาว ๆ ส่วนดาดฟ้าสกลโฮเต็ลเองก็จัดดินเนอร์พิเศษวันละครั้ง เป็น Fine Dining ชื่อ สะออน (Sound On) โดย House Number 1712 เล่าวัฒนธรรมการกินอาหารท้องถิ่นของคนสกลนครในหลากหลายเชื้อชาติและชนเผ่าผ่านมื้ออาหาร แต่ละคำผ่านการตีความหมายใหม่ปรับให้เข้ากับยุคสมัย แต่ยังคงไปด้วยเอกลักษณ์และรสชาติตามแบบฉบับดั้งเดิม เสริมความน่าสนใจด้วยวัตถุดิบท้องถิ่นที่เข้าร่วมโครงการ Esan Gastronomy โดยมีเสียงดนตรีหมอลำคลอไปตลอดมื้อ

สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง
สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง

“ผลตอบรับของสกลจังซั่นดูดีกว่าที่คิดเลยนะ งานเปิดวันแรก มีคนต่อคิวยาวมากเพื่อจะขึ้นมาตึกนี้ แต่ไม่แน่ใจว่าต่อคิวเพื่อขึ้นมาดูหมอลำฝั่งตรงข้ามรึเปล่า” แมน-ปราชญ์ นิยมค้า ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Mann Craft และสวนแมนเอ่ยแกมหัวเราะ ขณะพาชมนิทรรศการสีครามเล็ก ๆ ของเขาในตึกโรงแรมเก่า “มันเป็นพื้นที่ใหม่ที่คนอยากจะออกมาดู นอกจากห้างสรรพสินค้าที่สำเร็จรูป เป็นพื้นที่อื่นที่เด็ก ๆ วัยรุ่นอยากจะรู้ว่าตึกนี้มันมีอะไร ทำไมฉันไม่เคยเข้าไป เขาก็อยากสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ ถือว่าเป็นสิ่งที่สร้างได้ดี ปลุกให้คนในพื้นที่รู้ว่ามีสินทรัพย์อะไรดี ๆ บ้าง แล้วถ้าเกิดโชคดีได้ทำต่อเนื่อง มันจะทำให้คนมีส่วนร่วม นอกจากดูแล้วอาจจะเป็นคนมาลงมือทำด้วยกันได้”

สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง
สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง

ในสายตานักออกแบบและนักธุรกิจงานคราฟต์ การเกิดขึ้นของสกลจังซั่น ซึ่งรวมตัวคนรักสกลนครหลากหลายกลุ่ม ยกระดับงานท้องถิ่นที่ทำกันเองให้ไปสู่สเกลภูมิภาค ไม่ใช่แค่งานที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่หรือนักท่องเที่ยวบางกลุ่ม แต่งานที่มีกิจกรรมหลากหลายตลอด 4 วัน พาความคึกคักไปสู่หลายพื้นที่ทั่วสกลนคร ตัวเขาเองก็จัดงาน Craft Market ฤดูหนาวที่สวนแมนไปพร้อม ๆ กันใต้ร่มเทศกาลสกลจังซั่น กิจกรรมรวมตัวคนรักงานคราฟต์ทั้งผู้ผลิตและผู้ซื้อไว้ที่เดียว เป็นอีกแหล่งสีเขียวใกล้ชิดธรรมชาติที่ถูกใจผู้คนทั้งในและนอกจังหวัด 

“เราอยากสร้างศูนย์รวมพลังงานดี ๆ สร้างแรงบันดาลใจให้กันและกัน ผมชอบองค์ความรู้และการสร้างเครือข่าย คิดว่ามันเป็นการกระตุ้นความคิดทั้งคนทำงานเองแล้วก็ผู้บริโภคด้วย”

ฟื้นย่านเมืองเก่า

ถอดบทเรียนเทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าอีสาน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังงานสกลจังซั่น
ถอดบทเรียนเทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าอีสาน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังงานสกลจังซั่น
ถอดบทเรียนเทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าอีสาน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังงานสกลจังซั่น

ยิปซี จันทร์เพ็งเพ็ญ แห่ง Gypsy Coffee Drip ชวนเพื่อนฝูงมาจัดงาน ‘จังซั่น ละเบ๋อ ซาวคุ้ม’ ปิดคุ้มกลางธงชัย ย่านเก่ากลางเมืองให้ครึกครื้น ในตรอกเล็ก ๆ ความยาวราว 200 เมตร พวกเขาต่อยอดกราฟฟิตี้สตรีทอาร์ตที่มีอยู่แล้วให้มากขึ้น แล้วรวมกิจกรรมสารพัดมาไว้ด้วยกัน ทั้งตลาดศิลปะ สินค้าทำมือ ร้านตัดผมริมทาง กาแฟ Slow Bar จาก 4 ร้านกาแฟดังในสกล โดยคนรุ่นใหม่จาก 4 ชนเผ่า แถมร้านต่าง ๆ ก็เปิดหน้าบ้านเอาของมาวางขาย เป็นพื้นที่รื่นรมย์ให้คนมาล้อมวงนั่งฟังดนตรี แวะซื้อข้าวจี่ต้มเส้น ปากหม้อ กุนเชียง ขนมจุบจิบ หรือเข้าบ้านไปทำขันหมากเบ็งหรือบายศรีกับคุณยาย แล้วออกมาเล่นสบาย ๆ 

“ย่านนี้เป็นชุมชนดั้งเดิมของสกลนคร อยู่ใกล้วัด มีแต่บ้านไม้เก่าสวย ๆ มีคุ้มเก่าของตระกูลวงกาฬสินธุ์ ที่เป็นตระกูลแรกของสกลนคร บ้านบางหลังไม่มีรั้ว ทะลุกันไปหมด บางบ้านยังมีเตาเก่า เล้าข้าว ปลูกผักปลูกกล้วย คนส่วนใหญ่เป็นคนแก่ที่ยังคงวิถีเดิมของสกล แต่ตอนนี้มีเมืองล้อมรอบ ตรงนี้ก็ดูรก ๆ ซบเซา คนสกลบางคนลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ามีซอยนี้ บางคนก็ไม่รู้จัก” ยิปซีอธิบายเบื้องหลังการปลุกย่านเก่า

ถอดบทเรียนเทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าอีสาน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังงานสกลจังซั่น

“เราอยากแทรกซึมอยู่ในชุมชน ให้เขาเห็นคุณค่าบ้านเก่าตัวเอง ให้พื้นที่นี้กลับมาคึกคักมีชีวิต คนรุ่นใหม่ก็ได้ทำงานกับคนแก่ ไม่ให้เขาเหงา วันเตรียมงานก็สนุกแล้วนะ ยาย ๆ เขาก็ตื่นเต้น มาให้กำลังใจกัน มาบอกว่าอยากให้มาเพนต์บ้านยายบ้าง มีคนมาถ่ายรูป บอกว่าแถวบ้านเขาสวย เขาก็ได้ออกมาเดินดูแล้วก็สดใสขึ้น ส่วนพวกเพื่อน ๆ ก็อยากสนุก ปิดร้านมาขายของ สิงตามบ้านตรงนั้นตรงนี้ เป็นพลังที่น่ารักมาก มากกว่าความร่วมมือคือความรู้สึกว่าของธรรมดานั้นพิเศษ” แกนนำสกลเฮ็ดอธิบายด้วยรอยยิ้ม 

กล่าวตามตรง ด้วยสเกลเล็กจิ๋ว พื้นที่ตรงนี้อาจยังห่างไกลจากการเป็นแม่เหล็กดึงดูดสำหรับนักท่องเที่ยว ผู้ร่วมงานส่วนใหญ่คือคนในท้องที่มากกว่า แต่ในสายตาคนใน พื้นที่นี้คือหนึ่งในหมุดไฮไลต์สำคัญของงาน

ถอดบทเรียนเทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าอีสาน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังงานสกลจังซั่น

“มีคนทำงานหลายกลุ่มมาลงพื้นที่ทำเรื่องสตรีทอาร์ตแล้วนะคะ คืบหน้าดีขึ้นเรื่อย ๆ มีชีวิตขึ้นเรื่อย ๆ แต่อาจจะยังมองไม่เห็นภาพชัดเจนเท่าครั้งนี้ เหมือนคนก็ยังมองภาพไม่ออกว่างานวาดกำแพงมันเป็นยังไง อาจจะติดภาพงานเขียนพ่นสเปรย์เลอะ ๆ แรก ๆ เขาก็ยังไม่เปิดใจ พอมาเห็นงานสวย ๆ ก็อนุญาตให้เพนต์กำแพงบ้าน” เตย-ไอรัตน์ดา มหาชัย ครูศิลปะ เจ้าของร้านกาแฟกึ่งแกลเลอรี่ Blue Bica Coffee x Local Art Space เล่าบ้าง ผู้ออกแบบคาแรกเตอร์ ‘น้องก่ำ’ มาสคอตของงาน มองว่ากิจกรรมป๊อปอัปแบบนี้กระตุ้นชีพจรของเมือง ให้คนหลากหลายกลุ่มหลายช่วงวัยได้พบปะม่วนซื่น แลกเปลี่ยนวิถีที่แตกต่างแต่สนุกร่วมกัน

ก้าวสู่สังเวียนสร้างสรรค์

เทศกาลนี้ดึงผู้คนจากหลายภาคส่วนมาร่วมมือกันอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน จากเป้าหมายในตอนแรกจะจัดกิจกรรมในเดือนมิถุนายน และฝันกันว่าจะเข้าไปจัดในพื้นที่เรือนจำเก่า ขยายผลเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์มากมายทั่วเมืองสกลนคร ไม่ว่านิทรรศการเล่าเรื่องเมืองสกล แผนที่ย่านเมือง นิทรรศการงานออกแบบ ศิลปะ อาหาร ดนตรี งานเสวนา ตลาด ต่างรวมพลังงานดี ๆ ไว้มากมาย

“งานเพียง 4 วันอาจดูสั้นไปเมื่อเทียบกับงานในจังหวัดอื่น แต่ก็ทำให้เกิดสิ่งดี ๆ หลายอย่างต่อเมืองสกล กระตุ้นให้คนสกลนครเองให้ได้เห็นศักยภาพของพื้นที่ที่จะพัฒนาอย่างสร้างสรรค์ เห็นศักยภาพของคนที่ซ่อนอยู่ และเกิดการรวมตัวกันเพื่อทดลองทำสิ่งที่อยากสิ่งคิดให้เป็นจริง ในช่วงเวลาเตรียมงานจนงานจบลงนี้ ทำให้ผมได้รู้จักคนใหม่ ๆ ได้รู้จักคนเก่า ๆ มากยิ่งขึ้น และได้ทำในสิ่งที่เคยคาดหวังว่าจะทำ ผมหวังว่าเหล่าองค์กรภาคีต่าง ๆ ทั้งน้อยใหญ่จะกลับมาสร้างงานนี้ให้สำเร็จลงด้วยดีอีกครั้ง ต้องขอบคุณผู้คนมากมายที่ให้โอกาสได้ร่วมงานกันครับ” ติ๊ดตี่ออกความเห็น โดยหวังอย่างยิ่งว่างานนี้จะได้จัดขึ้นอีกครั้งในปีนี้

“งานนี้เกินคาดไปเยอะมาก ๆ คนตอบรับดี มันสร้างประสบการณ์รับรู้ใหม่ให้คนในพื้นที่มองเมืองเปลี่ยนไป เห็นว่าย่านเมืองเก่าทำอะไรได้มากกว่าจะปล่อยให้ร้างไป และภาคศิลปะก็ตื่นตัว นักดนตรี ศิลปินก็มีกำลังใจสร้างงาน เพราะรู้ว่างานเขามีที่รองรับ มีกลุ่มคนดู และในแง่การท่องเที่ยว คนนอกอยากมาเข้าร่วมเยอะ คนในเมืองก็อยากขอเป็นสปอนเซอร์สนับสนุน อยากมาช่วย” เสือ-ธรรมวิทย์ ลิ้มเลิศเจริญวนิช ทายาทเทียนอันโอสถ สกลโฮเต็ล หนึ่งในผู้จัดงานหลักเอ่ยอย่างกระตือรือร้น

ถอดบทเรียนเทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าอีสาน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังงานสกลจังซั่น

“ต้องยอมรับว่าตัวเมืองสกลนครยังดึงคนให้อยู่เที่ยวยาว ๆ ทั้งวันจนนอนค้างไม่ได้ ขณะที่เมืองข้าง ๆ อย่างนครพนมมีวิวแม่น้ำโขง มีร้านอาหาร ร้านกาแฟ บรรยากาศมันชวนพักผ่อนมาก สิ่งที่ทำให้สกลนครแตกต่างคือวัฒนธรรมและงานคราฟต์ที่มีเอกลักษณ์เหนียวแน่น แต่ยังอาจเข้าถึงยาก คือต้องตั้งใจมามาก ๆ เฟสติวัลนี้เลยช่วยได้มาก ครั้งถัดไปก็อยากจัดให้ใกล้ช่วงเทศกาลแห่ดาวที่ท่าแร่ คนจะได้อยู่สกลนครได้ทั้งอาทิตย์ และปรับปรุงหลายอย่างให้ดีขึ้น ทั้งการประชาสัมพันธ์ การเตรียมสถานที่ การจัดการ หรือการสื่อสารเรื่องการชมงานศิลปะโดยไม่จับชิ้นงานให้เสียหาย สกลจังซั่นครั้งถัดไปน่าจะมีคนมาร่วมหลากหลายขึ้น เยอะขึ้น พอมีเวลาเตรียมตัวมากขึ้น ก็อยากชวนศิลปินจังหวัดอื่น ๆ ใกล้ ๆ มาคอลแล็บกัน เพื่อเพิ่มความสนุกให้มากขึ้น”

ด้วยสถานการณ์การท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบยาว ๆ จากโควิด-19 ผนวกกับความขลุกขลักของการจัดงานครั้งแรก นักท่องเที่ยวอย่างเรามองเห็นช่องว่างหลายจุดที่สกลจังซั่นน่าจะปรับปรุงหรือขยายผลให้ดียิ่งขึ้นได้ อย่างไรก็ดี เทศกาลสร้างสรรค์ร่วมสมัยนี้เป็นก้าวสำคัญที่น่าจับตามองมาก ๆ ของเมืองอีสาน 

“เราอยากให้เมืองเป็นยังไงก็ต้องลงมือทำที่บ้านเรา ก่อนจะไปหวังความช่วยเหลือจากภาครัฐหรือหน่วยงานไหน พูดตรง ๆ ว่าเราต้องดิ้นรนกันเองก่อน จังหวัดข้าง ๆ อย่างมุกดาหารก็ขยับตัวจัดงานเหมือนกันนะครับ เขามาดูงานเราแล้วก็เริ่มโครงการเลย เดือนกุมภาพันธ์กำลังจะมีงานสตรีทอาร์ตและภาพถ่าย คนในมุกดาหารร่วมมือกันทำงานในย่านที่สนใจ เงินจัดงานก็มาจากคนในเมืองช่วยกันบริจาค เราก็ดีใจที่งานนี้มีผลไปถึงคนข้างนอกด้วย” เสือเล่าอย่างภาคภูมิใจ

“ผมคิดว่าวัฒนธรรมอีสานแข็งแรงน่าสนใจมาก ดึงดูดทั้งสายอาร์ต สายคราฟต์ สายมู สายดนตรี สีสันความเป็นอีสานซิ่ง ๆ สด ๆ ทำให้น่าสนใจ คนกลับบ้านก็เยอะ ตอนนี้โจทย์ถัดไปคือต้องค่อย ๆ หาทางปัดฝุ่น หาอะไรมาลงพื้นที่ตลอดทั้งปี พอเทศกาลมันไม่ถาวร จบงานแล้วเมืองก็กลับมาเงียบเหมือนเดิม ผมสนใจงานออกแบบผลิตภัณฑ์แบบ Made in Songkhla อยากหาทุนต่อยอดร้านเก่าแก่ ต่อให้มีโควิด ก็มีกิจกรรมขายของและท่องเที่ยวได้ทั้งปี ร้านค้าก็อยู่ได้อย่างยั่งยืน ชอบอะไรแบบนี้ เริ่มจากสิ่งที่เรามีในเมืองก่อน แล้วขยายผลไปพื้นที่ใกล้เคียง” 

นักธุรกิจรุ่นใหม่เล่าถึงโปรเจกต์ต่อยอดที่เขากำลังดูแล คือ Sakon Gastronomy ส่งเสริมการท่องเที่ยวและอาหาร เข้าป่าไปหาวัตถุดิบมาทำอาหาร แล้วมาเที่ยวในเมืองต่อ เพื่อดึงให้คนอยู่ในจังหวัดให้นานที่สุด รวมถึงการจัดการระบบที่ทันสมัยและการตลาด เพื่อกระจายรายได้ให้เกษตรกรท้องถิ่นมากขึ้น

สกลจังซั่นจะกลับมาเป็นนิทรรศการฉบับย่อส่วนที่เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ (Isan Creative Festival) จังหวัดขอนแก่น ส่วนปลายปีนี้ เราจะได้เห็นสกลจังซั่นเติบโตจนกลายเป็นเทศกาลท้องถิ่นร่วมสมัยประจำปีหรือไม่ โปรดติดตามกันต่อไป 

ถอดบทเรียนเทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าอีสาน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังงานสกลจังซั่น

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

จิราภรณ์ ล้อมหามงคล

ช่างภาพฟรีแลนซ์ตัวไม่เล็กจากแดนอีสาน ผู้ชื่นชอบในประวัติศาสตร์

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

9 มิถุนายน 2565
699

The Cloud x British Council

ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความหวังที่เป็นดอกผลจากผลการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่เพิ่งเสร็จสิ้นไป วันนี้เราขอพาทุกคนไปชมเบื้องหลังโปรเจกต์ต้นแบบที่เป็นความหวังในการจัดการขยะพลาสติกในชุมชนทั่วกรุงเทพฯ กันบ้าง

นางเลิ้งพลาสติกแบงค์เกิดจากไอเดียตั้งต้นของ จูเลี่ยน ฮวง กับ นก-สุนัดดา ฮวง 2 นักสร้างสรรค์จากกลุ่ม Weave Artisan Society ซึ่งเป็น Creative Hub ที่ทำงานอยู่ที่เชียงใหม่ แต่อยากลองท้าทายกับการแก้ปัญหาในพื้นที่อื่นดูบ้าง จึงได้กระโดดเข้าร่วมโครงการ Social Innovation Hackathon 2020 ที่มี British Council (ร่วมกับ Urban Studies Lab และ FREC Bangkok) เป็นแม่งาน โดยมีชุมชนนางเลิ้งเป็นบริบทในการทำงาน จนได้รับเงินรางวัลและถูกผลักดันให้ลงมือทำจริง

Nang-Loeng Plastic Bank ส่งถุงเก่ามา-เติมน้ำยาใส่ขวดให้ โปรเจกต์ที่สำเร็จได้จากพลังพลเมือง
Nang-Loeng Plastic Bank ส่งถุงเก่ามา-เติมน้ำยาใส่ขวดให้ โปรเจกต์ที่สำเร็จได้จากพลังพลเมือง

แก่นของไอเดียนั้นเรียบง่าย และคิดมาจากปัญหาที่ทั้งคู่ได้เห็นจริงตอนลงพื้นที่เก็บข้อมูล กลไกคือการเชิญชวนให้ผู้คนเอาพลาสติกที่ใช้แล้วมาทิ้งรวมกันในสเตชันหรือพื้นที่ที่จัดเอาไว้ให้ และมีระบบสะสมแต้มเหมือนธนาคาร หากนำพลาสติกมาแลกครบจำนวนที่กำหนดไว้ ผู้ฝากจะได้รับน้ำยาล้างจานที่ผลิตโดยคนในพื้นที่เป็นสิ่งตอบแทน

การทำงานขับเคลื่อนชุมชนหรือสร้างนวัตกรรมทางสังคมนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนดีดนิ้ว โดยเฉพาะกับชุมชนที่มีความหลากหลายและซับซ้อนสูงอย่างชุมชนนางเลิ้ง ไม่ใช่ว่าใครกระโดดเข้ามาในพื้นที่นี้แล้วจะทำอะไรก็ได้ ทีมนักสร้างสรรค์ทีมนี้จะพาไอเดียให้เกิดขึ้นในพื้นที่จริงได้อย่างไร ไปฟังเรื่องเล่าเคล้าเสียงหัวเราะ (และน้ำตานิด ๆ) ไปพร้อมกัน

ร่วมมือ

ห้องเรียนเล็ก ๆ บนชั้น 2 ของ Ford Resource & Engagement Centre ที่เราใช้เป็นสถานที่นัดสัมภาษณ์ แน่นขนัดไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา นอกจากจูเลี่ยนกับนกแล้ว ยังมี แม่แดง-สุวัน แววพลอยงาม, นะโม-กรกมล แววพลอยงาม และ น้ำมนต์-นวรัตน์ แววพลอยงาม ซึ่งเป็นตัวแทนจาก อีเลิ้ง Creative Hub ที่ทำงานอยู่ในพื้นที่นางเลิ้ง รวมถึงทีมงานจาก British Council อีกหลายท่าน 

Nang-Loeng Plastic Bank ส่งถุงเก่ามา-เติมน้ำยาใส่ขวดให้ โปรเจกต์ที่สำเร็จได้จากพลังพลเมือง

การปรากฏตัวของคนในพื้นที่ให้คำใบ้กับเราว่า โปรเจกต์นางเลิ้งพลาสติกแบงค์นี้ทำงานตามปรัชญาของนวัตกรรมเชิงสังคมจริง ๆ นั่นคือการสร้างความร่วมมือกับคนในพื้นที่ ไม่ใช่แค่มาชี้นิ้วสั่งให้ใครเปลี่ยนแปลง

“นกกับจูเลี่ยน อยากเริ่มต้นบทสนทนาด้วยการขอบคุณแม่แดง นะโม น้ำมนต์ และ ปาล์ม-ธารินี รัตนเสถียร ถ้าไม่มี 4 คนนี้ งานนี้ก็ทำไม่ได้” จูเลี่ยนเฉลยตั้งแต่ประโยคแรกว่า ตัวละครที่เป็นคนในพื้นที่นั้นมีความสำคัญกับทีมของเขาอย่างไร

“นางเลิ้งเป็นชุมชนที่มีความซับซ้อนหลายชั้น ไม่ง่ายเลยที่จะเข้าไปรู้จักกับพวกเขาในเชิงลึก แม่แดงกับทีมอีเลิ้งช่วยเปิดประตูให้จูเลี่ยนเข้าไปเชื่อมโยงกับชุมชนได้ และทำให้ชุมชนเข้าใจจนมองเห็นคุณค่าของโปรเจกต์นี้

“เราไม่รู้เลยว่าคนในชุมชนจะใช้งานไอเดียที่เราออกแบบมาได้จริงหรือไม่” นกเล่าเสริมประเด็นความตั้งใจทำงานกับชุมชน “เราไม่ได้อยากให้ผลของระยะเวลา 6 เดือนที่ทำงานมา เป็นแค่ของประดับที่ไม่มีความหมายกับชุมชน อยากให้โปรเจกต์นี้จบไปโดยที่ชุมชนได้ใช้ประโยชน์ต่อ”

ในทางกลับกัน ทีมอีเลิ้งซึ่งทำงานขับเคลื่อนสังคมในพื้นที่นางเลิ้งมานาน ได้รู้จักกับจูเลี่ยนและนกเป็นครั้งแรกในฐานะคู่แข่งในงาน Hackathon เมื่อจบโครงการแล้วจะแยกย้ายกันไปทำงานเลยก็ได้ แต่ทีมอีเลิ้งกลับยื่นมือเข้ามาประสานงาน หาคนทำงาน หาพื้นที่ทำงาน และเป็นผู้ผลิตน้ำยาล้างจานที่มอบให้ผู้ที่นำขยะพลาสติกมาฝากกับธนาคารขยะแห่งนี้

Nang-Loeng Plastic Bank ส่งถุงเก่ามา-เติมน้ำยาใส่ขวดให้ โปรเจกต์ที่สำเร็จได้จากพลังพลเมือง

อะไรคือปัจจัยที่ทำให้คนพื้นที่อยากสร้างสะพานให้กับทีม Weave เข้ามาสู่พื้นที่ได้อย่างอุ่นใจ

“คือเขาเป็นคนไม่เยอะ” แม่แดงตอบอย่างเรียบง่าย “เห็นจูเลี่ยนและคุณนกแล้วชอบ เลยอยากช่วยเหลือ แตกต่างกับคนอื่นที่เข้ามาทำงานกับชุมชนแล้วออกคำสั่ง ชอบเอาเบี้ยเลี้ยงมาล่อเพื่อให้ความร่วมมือ แต่นกกับจูเลี่ยนมาแบบอ่อนน้อม”

เนื่องจากจูเลี่ยนและนกทำงานที่เชียงใหม่เป็นหลัก จะมีโอกาสได้เข้ามาที่นางเลิ้งเพียงเดือนละ 1 – 2 ครั้ง ตัวตนของทีมอีเลิ้งจึงช่วยให้โปรเจกต์นี้มีหลักยึด

“การมีพื้นที่ทำงานที่ชัดเจน จับต้องได้ ช่วยให้โปรเจกต์ดำเนินต่อไปได้” นกออกความเห็น “คนในชุมชนบอบช้ำจากโปรเจกต์ลักษณะนี้มาเยอะ มาชวนให้เขารักษาสิ่งแวดล้อมแล้วก็หายไป เหมือนเป็นแค่ Propaganda แต่เพราะมีพื้นที่ทำงานของอีเลิ้งเป็นสเตชันรับถุงพลาสติก ทำให้ชุมชนนึกออกว่าต้องมาที่ไหน หรือปักหมุดที่นี่ได้ถ้าต้องการจะรับความรู้เรื่องสิ่งแวดล้อม”

เรียกว่าการเคลียร์ด่านแรกของทีมคนนอกอย่างนกและจูเลี่ยนผ่านไปได้ด้วยดี เพราะมีความร่วมมือจากคนพื้นที่นั่นเอง

ลงมือ

ทีมอเวนเจอร์สรวมตัวกันได้แล้ว ก็ได้เวลาลงมือทำงานจริง กับคนจริง และสถานการณ์จริง ปัญหาที่เจอก็จริงไม่แพ้กัน

เมื่อถามถึงความท้าทายที่เจอ จากมุมของคนในพื้นที่อย่างแม่แดงได้แชร์ให้เราฟังว่า ระบบนี่แหละที่ทำงานให้ขับเคลื่อนสังคมยากและท้าทาย

“บางครั้งการทำงานกับระบบแบบ Top-Down ก็ยึดในแบบแผนมากเกินไป จนไม่ได้ฟังเสียงชาวบ้านเลย” แม่แดงว่า “บางอย่างที่เราทำเรื่องขอไปก็ไม่ได้ทำ จนบางครั้งชาวบ้านก็มองว่าเป็นเรื่องเสียเวลา” 

“ชาวบ้านจะคิดเสมอว่า ทำแล้วได้อะไร เขาไม่ได้คิดว่าทำเพื่อสิ่งแวดล้อมใด ๆ เขายังไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมานั่งทำความสะอาดพลาสติกด้วย” แม่แดงเล่าต่อ “เราก็ใช้เวลาระยะหนึ่งเพื่อสื่อสาร ถ้าไปเดินมาชวนทำเวิร์กชอปเฉย ๆ เขาไม่สนใจ เหมือนชวนมานั่งตบมือกันเล่น ๆ แดงเลยชวนชาวบ้านมาทำอาหารกินกันเหมือนมาปาร์ตี้ เพื่อโชว์ผลงานที่ได้มาจากการนำพลาสติกมาแปรรูป เช่น กระเป๋า ให้ชาวบ้านรู้สึกจับต้องได้ ชาวบ้านก็เริ่มให้ความสนใจ และรู้สึกว่า เอ้อ อันนี้ทำได้จริง พลาสติกมันเยอะจริง ๆ ขวดบริจาคได้นะ อันนี้ในอนาคตเปลี่ยนเป็นกระเป๋าได้นะ”

Nang-Loeng Plastic Bank ส่งถุงเก่ามา-เติมน้ำยาใส่ขวดให้ โปรเจกต์ที่สำเร็จได้จากพลังพลเมือง
Nang-Loeng Plastic Bank ส่งถุงเก่ามา-เติมน้ำยาใส่ขวดให้ โปรเจกต์ที่สำเร็จได้จากพลังพลเมือง

“คอนเซ็ปต์การให้น้ำยาล้างจานเป็นรางวัลก็จูงใจได้ครับ” จูเลี่ยนว่า “ทุกคนอยากได้น้ำยาล้างจานจากน้ำหมักของแม่แดง นี่คือกลไกที่เราออกแบบจากการฟังเสียงของผู้ใช้ มันคือสิ่งที่เขาได้ใช้จริง ถ้าเอาถุงมา 1 ใบ ได้น้ำหมัก 1 ปั๊ม เอามา 30 ใบ ได้น้ำหมัก 1 ขวด 50 ถุงได้น้ำหมักแบบพรีเมียม”

แม้ชาวบ้านจะเริ่มให้ความร่วมมือ เอาขยะมาทิ้งในสเตชันของนางเลิ้งพลาสติกแบงค์แล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างที่นำมาทิ้งจะนำไปแปรรูปได้ทั้งหมด เป็นอีกโจทย์ที่จูเลี่ยนและนกต้องหาทางจัดการต่อไป

Nang-Loeng Plastic Bank ส่งถุงเก่ามา-เติมน้ำยาใส่ขวดให้ โปรเจกต์ที่สำเร็จได้จากพลังพลเมือง

“ถังนี่เต็มทุกวันนะครับ” จูเลี่ยนเล่าอย่างดีอกดีใจ ที่อย่างน้อยคนในชุมชนเริ่มมองว่านี่คือจุดทิ้งขยะพลาสติกแล้ว “ร้านค้าในตลาดมีความหลากหลาย ของที่เขาเอามาทิ้งก็หลากหลายไปด้วย เราก็ต้องแยกตามสิ่งที่ต้องการจะเก็บ คือ ขวด ถุงพลาสติก ฝาขวดพลาสติก อย่างฝาขวดนี่เราส่งต่อให้ Precious Plastic ซึ่งทำงานอยู่ในพื้นที่นางเลิ้งเหมือนกัน เราจัดการเองทั้งหมดไม่ได้เพราะค่าใช้จ่ายสูงมาก”

แถมขยะที่ได้ก็ไม่ใช่ว่าจะผ่านการทำความสะอาดมาแล้วเสมอไป ซึ่งการบอกให้ทุกคนล้างขยะก่อนทิ้งเป็นการเปลี่ยนพฤติกรรมที่ท้าทายมาก แต่ในบริบทของโปรเจกต์นี้ พวกเขากลับเปลี่ยนมันให้กลายเป็นงานที่สร้างคุณค่าในตัวคน

“แดงคิดกับนะโมและน้ำมนต์ว่า จะให้ใครมาช่วยจูเลี่ยนเรื่องทำความสะอาด แยกถุงพลาสติกตามสี เก็บขึ้นชั้นดี” แม่แดงมองหน้ากับลูกสาวทั้งสองเชิงขอความเห็น “สุดท้ายเราก็ลองพาเด็กคนหนึ่งในชุมชนมาฝึกงาน ซึ่งตอนนั้นเขามีปัญหาทั้งเรื่องการเสพยาและกำลังตั้งครรภ์”

“เด็กต้องการรักษาตัวและต้องการมิตรที่ดีด้วย เขาพยายามเลิกยา พยายามตื่นเช้ามาช่วยงาน พอมีงานทำ ก็ทำให้เขารู้สึกมีคุณค่า มีตัวตนขึ้นมา จูเลี่ยนกับคุณนกก็ช่วยคุยกับเขา จนเขาดีขึ้น เด็ก ๆ คนอื่นเห็นก็เลยตามมาช่วยทำด้วย ฉะนั้น จูเลี่ยนเลยได้คนมาช่วยงานเพิ่มขึ้น และทุกวันนี้นะโมก็เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักในการดูแลสเตชัน” แม่แดงอธิบายเพิ่มเติม

คนทำงานก็มีแล้ว ขยะก็รวบรวมมาได้ แม้จะไม่สามารถตั้งสเตชันเก็บขยะได้ทั่วตลาดเพราะข้อกำหนดของพื้นที่ แต่นี่คือจุดเริ่มต้นของการลงมือทำที่พวกเขาฝ่าฟันร่วมกันมา

เปลี่ยนมือ

จากไอเดีย Hackathon สู่การลงมือเปลี่ยนแปลงปัญหาพลาสติกร่วมกับชาวชุมชนนางเลิ้ง ที่ใช้ได้จริงเพราะพลังของพลเมือง
จากไอเดีย Hackathon สู่การลงมือเปลี่ยนแปลงปัญหาพลาสติกร่วมกับชาวชุมชนนางเลิ้ง ที่ใช้ได้จริงเพราะพลังของพลเมือง
จากไอเดีย Hackathon สู่การลงมือเปลี่ยนแปลงปัญหาพลาสติกร่วมกับชาวชุมชนนางเลิ้ง ที่ใช้ได้จริงเพราะพลังของพลเมือง

ขยะพลาสติกที่รวบรวมมาจากชุมชน ล้างจนสะอาด สุดท้ายก็จะเดินทางเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า (Upcycle) โดยทีมมีไอเดียสร้างสรรค์ตั้งแต่การสร้างผ้าใบกันสาดหลากสี เพื่อเติมชีวิตชีวาให้พื้นที่นางเลิ้ง จนกลายเป็นจุดถ่ายรูปสุดฮอตให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปลงโซเชียลมีเดีย ไปจนถึงการผลิตเป็นสินค้าอย่างกระเป๋าหรือเครื่องประดับ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้คนในพื้นที่นำไปต่อยอดเพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติมต่อไป ไม่ใช่แค่การเก็บขยะไปขายต่อเหมือนกับธนาคารขยะแบบเดิม ๆ

แนวคิดหลักคือกระบวนการแปรรูปต้องง่ายและจับต้องได้ จูเลี่ยนขยายความให้เราฟังว่า “ทุกอย่างที่ทำผ่านกระบวนการคิดมาแล้วว่าต้องทำได้ง่าย เพื่อให้คนอื่น ๆ ทำตามได้ กระทั่งการเชื่อมพลาสติกเข้าด้วยกัน ก็ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือใหญ่ แค่เตารีดก็ทำได้ ในขณะที่โปรเจกต์อื่น ๆ อาจต้องใช้เครื่องมือหนัก เพื่อแปรรูปขยะเหล่านี้ ซึ่งต้องลงทุนสูง ไม่ได้แปลว่าเขาทำไม่ดี แต่การทำงานกับชุมชนและคนในชุมชน ที่เป็นเจ้าของเครื่องมือเหล่านั้นไม่ได้ เราก็ต้องทำให้มันง่ายที่สุด”

“นักออกแบบออกแบบอะไรก็ได้ แต่ความท้าทายคือจะตอบสนองการใช้งานของชุมชนไหม ชุมชนใช้งานได้ไหม เป็นเรื่องความคาดหวังกับความเป็นจริง” นกแบ่งปันประสบการณ์ “สุดท้ายแล้วผู้ออกแบบไม่ได้เป็นคนใช้ คนที่ใช้งานจริงคือคนในชุมชน เพราะฉะนั้น เราก็ต้องใช้เวลาคุยกันว่าชุมชนต้องการอะไร”

จากไอเดีย Hackathon สู่การลงมือเปลี่ยนแปลงปัญหาพลาสติกร่วมกับชาวชุมชนนางเลิ้ง ที่ใช้ได้จริงเพราะพลังของพลเมือง

ที่น่าสนใจคือ แนวคิดในการทำงานของทั้งทีม Weave และ อีเลิ้ง ที่มาจากต่างบริบทกัน กลับให้ความสำคัญกับสิ่งเดียวกัน คือการส่งต่อคุณค่า ไม่ใช่เพียงมูลค่า

“ถ้าเราย้อนกลับไปมองสิ่งที่ชุมชนต้องการจากโปรเจกต์นี้ ไม่ใช่สินค้าที่จะขายเพื่อทำเงิน แต่เป็นกลไกจัดการขยะ” จูเลี่ยนกล่าว “ไอเดียมันชัดเจนเลยว่า เราจะทำสเตชันสำหรับรีไซเคิลพลาสติก ไม่ใช่แค่เพื่อทำกันสาดหรือทำผลิตภันฑ์ แต่ทำสิ่งที่ชุมชนต้องการจริง ๆ”

ส่วนทีมอีเลิ้งได้แชร์อีกมุมมองที่น่าสนใจจากฝั่งคนพื้นที่ว่า พวกเขาได้รับอะไรที่มากกว่าไอเดียขายของจากการทำโปรเจกต์นี้

“ตอนแรกที่ทำกันสาดกัน นึกว่าจะง่าย” นะโมเล่าติดตลก “แต่พอเข้าใจถึงวิธีการในการทำกันสาดขนาดใหญ่ ก็รู้สึกสนุกกับการที่ได้นำสิ่งที่เราลงมือทำ อย่างล้างพลาสติกเอง เย็บเอง เป็นผลสำเร็จออกมา เลยทำให้รู้สึกอยากทำโปรเจกต์นี้ต่อ”

“ในอนาคตถ้ามีศูนย์ที่ทำหน้าที่โดยตรง เราก็ทำได้เยอะขึ้น ชาวบ้านเริ่มคิดว่าสเตชันของอีเลิ้งเป็นศูนย์จัดการขยะแล้ว” แม่แดงเสริมต่อไป 

“การทำงานโปรเจกต์นี้ทำให้คนในชุมชนแยกถุงแบบต่าง ๆ ออกจากกันได้ ถุงแบบนี้เขารับบริจาคนะ ถุงแบบนี้ไม่รับนะ แถมต่อยอดไอเดียไปอีก เช่น ถุงมีลวดลายหรือมีตัวการ์ตูนอาจเอาไปทำอย่างอื่นต่อได้ ซึ่งมันคือการสร้างความรู้เรื่องการแยกขยะให้เขา จากสิ่งที่เป็นตัวเขาและเขาเข้าถึงได้จริง”

นอกจากการจัดการขยะพลาสติกแล้ว ฝั่งของอีเลิ้งเองก็มีโปรเจกต์ในแบบของตัวเองเพื่อจัดการกับขยะอินทรีย์ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน น้ำมนต์ที่เป็นคนต้นคิดแชร์ให้เราฟังว่า เธอมีความคิดจะรับเอาขยะเศษอาหารมาหมักเป็นปุ๋ย และนำไปใช้ในสวน Urban Farming ของชุมชนที่กำลังอยู่ระหว่างทดลอง และได้รับการสนับสนุนจาก British Council เช่นกัน ซึ่งเท่ากับว่าจะเกิดกระบวนการจัดการขยะอย่างครบวงจร และนำไปสู่กระบวนการเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชน

เรียกได้ว่าเป็นพื้นที่รวมพลเมืองที่ทรงพลังในการสร้างการเปลี่ยนแปลง ฟังแล้วมีความหวังขึ้นมาอย่างเต็มเปี่ยม

“เราอยากมอบแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่เพื่อนำไปต่อยอด โดยใช้โปรเจกต์เล็ก ๆ อย่างกันสาดริมทางเดิน หรือผลิตภัณฑ์ที่เราสอนเขาทำเป็นต้นแบบ เราอยากให้เขาคิดว่าฉันก็ทำแบบนี้ได้นะ ฉันก็อยากขายออนไลน์บ้าง หรือขยะไม่ใช่ขยะ แต่เป็นทรัพยากร”

“ท้ายที่สุดแล้วบทเรียนที่ใหญ่ที่สุดสำหรับผมคือ การสร้างงานออกแบบเพื่อสังคมและการสร้างมิตรภาพชั่วชีวิต อย่างที่กล่าวไปตอนต้นว่า เราทำอะไรไม่ได้เลยถ้าไม่มีพันธมิตรในพื้นที่ และนางเลิ้งพลาสติกแบงค์นี้เป็นเพียงก้าวแรกสู่การเปลี่ยนแปลงเท่านั้นเองครับ” จูเลี่ยนสรุปส่งท้าย

จากไอเดีย Hackathon สู่การลงมือเปลี่ยนแปลงปัญหาพลาสติกร่วมกับชาวชุมชนนางเลิ้ง ที่ใช้ได้จริงเพราะพลังของพลเมือง

Writer

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load