เห็นการเติบโตแบบไม่หยุดของสกลนครแล้ว ต้องบอกว่าเมืองอีสานนี้พัฒนาแบบไม่ธรรมดาในเวลาไม่กี่ปี นอกจากเป็นเมืองแห่งคราม โคขุน และทรัพยากรดีงามสารพัด ชาวสกลยังขยันขันแข็งต่อยอดภูมิปัญญาเดิมที่มี ขยายอัตลักษณ์ไปสู่ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ไม่สิ้นสุด

เมื่อ พ.ศ.​ 2560 กลุ่มคนทำงานคราฟต์รวมตัวกันจัดเฟสติวัลรับลมหนาวปลายปีชื่อ สกลเฮ็ด ซึ่งเราไปเยือนแล้วประทับใจมาก จากงานเล็ก ๆ ที่มีผู้จัดงานเพียงสิบกว่าร้าน คลื่นเล็ก ๆ นั้นพัดพาไปสู่การจัดงานใหญ่ในปีนี้ ‘สกลจังซั่น’ คือเฟสติวัลความยาว 4 วันที่กินอาณาเขตไปทั้งเมืองเก่า โดยกลุ่มภาคีเครือข่ายในเมืองสกล และภาคีเครือข่ายจากภายนอก ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม ช่วยกันเนรมิตขึ้นมาให้สนุกครบเครื่องทุกมิติ ใช้ความคิดสร้างสรรค์และสินทรัพย์ท้องถิ่น ยกระดับศักยภาพเมืองและเศรษฐกิจไปอีกขั้น

ลายแทงเที่ยว ‘สกลจังซั่น’ เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าสกลนคร

ภายใน 9 – 12 ธันวาคม 2564 นี้ สกลจังซั่นจะมีงานนิทรรศการศิลปะ งานออกแบบและกิจกรรมหลากหลาย ด้วยความร่วมมือของศิลปินและนักสร้างสรรค์ในพื้นที่ ภาครัฐและเอกชน ตลอดจนผู้ประกอบการสร้างสรรค์และเจ้าของธุรกิจท้องถิ่น ซึ่งเรารวมลายแทง 7 กิจกรรมหลัก ตลอด 10 โมง – 3 ทุ่ม มาให้แล้ว ดังนี้ 

ลายแทงเที่ยว ‘สกลจังซั่น’ เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าสกลนคร
01 

จังซั่น Walk

ลายแทงเที่ยว ‘สกลจังซั่น’ เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าสกลนคร

แผนที่เส้นทางเดินย่านเมืองเก่าสกลนคร เรียนรู้วิถีชีวิตคนสกล สำรวจเส้นทางสำคัญในเมืองเก่าสกลนคร ด้วยการเชื่อมต่อเส้นทางเศรษฐกิจที่มีศักยภาพ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการพัฒนาเส้นทางเดินเท้าในย่านเมืองเก่าสกลนคร 

จุดแสดงงานแบ่งออกเป็น 3 จุด คือ สี่แยกวัดพระธาตุเชิงชุม สี่แยกเทศบาลเมือง และสี่แยกศรีนคร (ข้างร้านแมนคราฟท์) ใครไม่รู้จะเริ่มต้นชมเมืองอย่างไร มาส่องแผนที่แล้วเลือกเดินชมได้ตามอัธยาศัย

02

จังซั่น GALLERY

ลายแทงเที่ยว ‘สกลจังซั่น’ เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าสกลนคร

นิทรรศการภาพวาด แสดงวิถีชีวิต สินทรัพย์ในย่านเมืองเก่า ผ่านประวัติศาสตร์และคำบอกเล่าของชาวสกล จัดแสดงตลอดเส้นทางเดินในย่านเมืองเก่าสกลนคร เช่น ประวัติศาสตร์หลากช่วงเวลาของเมืองสกล กลุ่มคนสกลนครหลากหลายชาติพันธุ์ พระธาตุเชิงชุม ผ้าคราม การค้า และอาหารสกลนคร นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการภาพวาดเมืองสกลเทคนิคต่าง ๆ โดยศิลปินกลุ่ม Bangkok Sketcher / วาดสกล และศิลปินในเมืองสกลนคร

จุดแสดงงานคือวัดพระธาตุเชิงชุม หน้าบ้านตลอดเส้นทางเดินย่านเมืองเก่า และร้าน Blue Bica/ บ้านเสงี่ยมมณี/ ภิรมย์บุรี

03

จังซั่น DESIGN SHOWCASE 

จุดนี้เป็นไฮไลต์ของงานที่ไม่ควรพลาด เพราะรวมสุดยอดผลงานนิทรรศการศิลปะ งานออกแบบ งานผลิตภัณฑ์ต้นแบบ ที่แสดงศักยภาพการต่อยอดวัสดุท้องถิ่นอย่างสร้างสรรค์ จากการรวมตัวของศิลปินนักสร้างสรรค์ชาวสกล ชุมชนใกล้เคียง รวมถึงผลงานนักศึกษาจากสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ในพื้นที่ 

จุดแสดงงานคือลานวัดพระธาตุเชิงชุม และติดตั้งในเทียนอันโอสถ สกลโฮเต็ล อาคารเก่าที่ปรับรูปโฉมเป็นพื้นที่แสดงงานแสนเท่ 

04 

จังซั่น EATS 

ลายแทงเที่ยว ‘สกลจังซั่น’ เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าสกลนคร

ดูงานสนุกแล้วท้องก็ต้องอิ่มด้วย เติมพลังความแซ่บนัวได้ที่ อีท จังซั่น ลิ้มลองรสชาติอาหารจากคนสกล ณ ถนนอาหารในย่านเมืองเก่าสกลนคร ที่รวมกลุ่มผู้ประกอบการอาหารในท้องถิ่น และกลุ่มผู้เข้าร่วมโครงการ E-San Gastronomy พัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นอีสาน อาหารท้องถิ่นอีสานรูปแบบใหม่จาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร ซึ่งจัดวันที่ 10 – 12 ธันวาคม ตั้งแต่ 5 โมงเย็นไปจนถึง 3 ทุ่ม บริเวณถนนสุขเกษม 

ส่วนใครอยากนั่งกิน Fine Dining เป็นเรื่องเป็นราว ซื้อตั๋วมานั่งกินข้าวในมื้อ สะออน (Sound On) ซึ่ง Junction EATS ร่วมมือกับ House No. 1712 เล่าวัฒนธรรมการกินอาหารท้องถิ่นของคนสกลนครในหลากหลายเชื้อชาติและชนเผ่า ผ่านมื้ออาหารและการบรรเลงดนตรีตลอด 2 ชั่วโมง แต่ละคำผ่านการตีความหมายใหม่ปรับให้เข้ากับยุคสมัย แต่ยังคงไปด้วยเอกลักษณ์และรสชาติตามแบบฉบับดั้งเดิม และเสริมความน่าสนใจด้วยวัตถุดิบท้องถิ่นที่เข้าร่วมโครงการ Esan Gastronomy จัดเป็น Course ดินเนอร์ 8+2 อย่าง รวมเครื่องดื่มและของหวาน ราคา 1,712 บาท/ท่าน (รับจำนวนจำกัดรอบละ 20 ท่าน) ที่เทียนอันโอสถ สกลโฮเต็ล จัดเพียงวันละมื้อเท่านั้น ในวันที่ 10 – 12 ธันวาคม 

*สำรองที่นั่งล่วงหน้าทาง Facebook Page : สกลจังซั่น l SAKON JUNCTION

05

จังซั่น MARKET

ได้เวลาสนุกของนักช้อป ที่จะได้จับจ่ายของท้องถิ่นให้ถูกใจ คนรักงานคราฟต์ เราขอผายมือไปที่ สวนแมน Craft Market ตลาดศิลปะ งานคราฟต์ และกิจกรรมเวิร์กชอปหลากหลาย แถมมีอาหารเครื่องดื่ม ผลผลิตทางการเกษตร ซึ่ง แมน-ปราชญ์ นิยมค้า เชิญชวนพี่ ๆ น้อง ๆ ชาวสกลนคร มารวมตัวอวดของดีแดนอีสานให้ทุกคนได้ยลกัน ในบรรยากาศกันเองแสนร่มรื่นที่บ้านหนองยาง (แผนที่) ตลอด 10 – 12 ธันวาคม

ใครเดินทางไปไม่ถูก เขามีรถรับ-ส่งจากย่านเมืองเก่า ขึ้นรถได้ที่หน้าวัดพระธาตุเชิงชุม เวลาขาไป 10.00 / 12.00 / 14.00 น. และเวลาขากลับ 12.00 / 14.00 / 16.00 น.

ส่วนใครชอบผลิตภัณฑ์เกษตรออร์แกนิก โปรดมุ่งหน้าไปที่ ตลาดพอใจเกษตรอินทรีย์ ร่วมฟังดนตรี รับประทานอาหาร เครื่องดื่ม และอุดหนุนสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่มีคุณภาพปลอดภัย และสินค้าเกษตรแปรรูปจากสมาพันธ์เกตรกรรมยั่งยืนแห่งประเทศไทย ด้วยแนวคิด พอใจผู้ปลูก ถูกใจผู้ทาน ที่ภายในวิทยาลัยอาชีวศึกษาสกลนครพัฒนศิลป์ (แผนที่) ตลาดนี้จัดแค่วันที่ 11 ธันวาคม เวลา 06.00 – 12.00 น. ไปช้าหมดอดนะ 

06 

จังซั่น MUSIC 

ลายแทงเที่ยว ‘สกลจังซั่น’ เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าสกลนคร

ม่วนซื่นโฮแซว ฟังดนตรีสร้างสรรค์จากกลุ่มศิลปินและนักดนตรี การผสมผสานระหว่างกลิ่นอายดนตรีแบบพื้นบ้านกับดนตรีร่วมสมัย ได้ตลอดวันที่ 10 – 12 ธันวาคม 2564 เวลา 6 โมงเย็นเป็นต้นไป ที่ตรงข้ามเทียนอันโอสถ สกลโฮเต็ล และถนนสุขเกษม

07

จังซั่น ACTIVITY

ปิดท้ายด้วยรวมกิจกรรมต่าง ๆ ในช่วงเทศกาลฯ โดยกลุ่มภาคีเครือข่ายจังหวัดสกลนคร มีทั้งหมด 7 กิจกรรมย่อย ดังนี้ 

Learn and Play 

โครงการการจัดการและปรับปรุงสภาพแวดล้อมในเมืองเก่าที่เอื้อต่อการเข้าถึงโดยทุกคน ผ่านฐานของชุมชน สร้างพื้นที่ทดลองและกระตุ้นให้เกิดการเดินเท้าในเมืองเก่าสกลนคร จากการออกแบบผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ โดยกลุ่ม Hack Sakon งานนี้เหมาะสำหรับคนที่อยากเรียนรู้เรื่องผังเมืองและการพัฒนาเมืองแบบจับต้องได้ 

วัน-เวลา 

  • 9 ธันวาคม 2564 เวลา 15.00 – 16.00 ถนนข้างวัดสะพานคำ และ 17.00 – 18.00 โรงเรียนสกลราชวิทยานุกูล
  • 10 ธันวาคม 2564 เวลา 10.00 – 12.00 ถนนในคุ้มกลางธงชัย และ 17.00 – 18.00 ถนนสุขเกษม
  • 11 ธันวาคม 2564 เวลา 15.00 – 16.00, ถนนผ้าคราม

SAKON SOLE (สกลโสเหล่)

วัฏจักรสกล (SAKON CYCLE) นิทรรศการเล่าเรื่องราวการเกิด การเติบโต การเปลี่ยนแปลงของเมืองเก่าสกลนครตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน และอนาคต เวทีโสเหล่จะแลกเปลี่ยนความคิดต่อย่านเมืองเก่าสกลนครจากคนหลายบทบาท หลายเจนเนอเรชัน พร้อมด้วยการแสดงดนตรีพื้นบ้าน และการรับประทานของว่างอย่างข้าวจี่ ให้ได้กลิ่นอายวัฒนธรรมการนั่งฟังโสเหล่แบบชาวสกลนครดั้งเดิม ที่ลานคนเมือง เทศบาลสกลนคร เวทีจัดตลอด 10 – 12 ธันวาคม เวลา 17.30 – 20.30 น.

เขียนสกล

ลายแทงครบครันของสกลจังซั่น l SAKON Junction เนรมิตย่านเมืองเก่าของจังหวัดสกลนครเป็นเทศกาลสร้างสรรค์

ชวนคนสกลมาเขียนเมือง ด้วยการลงสี วาดเส้น สร้างสรรค์ภาพวาดเมืองสกลในแบบฉบับของตัวเอง ร่วมกับเพจวาดสกลและศิลปินชาวสกลนคร พร้อมมุมระบายสีสำหรับเด็ก ๆ ได้ลงสีภาพเล่าเรื่องเมืองสกลตามจินตนาการ ที่วัดพระธาตุเชิงชุม วันที่ 9 – 11 ธันวาคม เวลา 15.00 – 18.00 น.

The Art Hopper “สกลจังซั่น มันเป็นจังซี่ 1 day tour” 

ลายแทงครบครันของสกลจังซั่น l SAKON Junction เนรมิตย่านเมืองเก่าของจังหวัดสกลนครเป็นเทศกาลสร้างสรรค์

กิจกรรมเดินทางเที่ยวไปวาดไปกับกลุ่ม The Art Hopper ร่วมตามหาสถานที่ลึกลับในย่านเมืองเก่า เพลิดเพลินกับงานศิลปะและสถาปัตยกรรม ชมงานสตรีทอาร์ตในชุมชนที่เป็นจุดกำเนิดของเมืองสกล ทานอาหารกลางวันแบบคนสกล และไปทำกิจกรรมต่อที่สวนแมน Craft Market งานนี้จัด 11 – 12 ธันวาคม 

ราคา 1,590 บาท/ท่าน (รับจำนวนจำกัดรอบละ 10 ท่าน) *สำรองที่นั่งล่วงหน้าทาง Facebook Page : The Art Hopper Sakon Nakhon

MEET & EAT

กิจกรรมลัดเลาะเที่ยวชมเมืองโดยเจ้าบ้านชาวสกลนคร แวะชมเมืองไปตามจุดสำคัญต่าง ๆ พร้อมพาชิมร้านอาหารและคาเฟ่ท้องถิ่นของชาวสกล 11 – 12 ธันวาคม เวลา 10.00 – 15.00 น. 

STREET PHOTO

ลายแทงครบครันของสกลจังซั่น l SAKON Junction เนรมิตย่านเมืองเก่าของจังหวัดสกลนครเป็นเทศกาลสร้างสรรค์

กิจกรรมพาถ่ายรูปเล่นตามจุดสำคัญต่าง ๆ ในย่านเมืองเก่าสกลนคร และเส้นทางของเทศกาลฯ พร้อมคำแนะนำและเทคนิคการถ่ายภาพให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรม วันที่ 11 – 12 ธันวาคม เวลา 10.00 – 15.00 น. 

จังซั่น ละเบ๋อ ซาวคุ้ม

ปิดท้ายด้วยงานปิดคุ้มกลางธงชัย ย่านเก่ากลางเมืองให้มีชีวิตชีวา นำโดย ยิปซี จันทร์เพ็งเพ็ญ แห่ง Gypsy Coffee Drip ที่ชวนเพื่อนฝูงมาจัดกิจกรรมสารพัด ทั้งตลาดศิลปะ สินค้าทำมือ ร้านตัดผมริมทาง กาแฟ Slow Bar จาก 4 ร้านกาแฟดังในสกล โดยคนรุ่นใหม่จาก 4 ชนเผ่า ล้อมวงนั่งฟังดนตรี แวะซื้อข้าวจี่ต้มเส้น เข้าบ้านไปทำขันหมากเบ็งหรือบายศรีกับคุณยาย แล้วออกมาเล่นสบาย ๆ รอบคุ้ม 4 วันที่คุ้มกลางธงชัยจะคึกครื้น ม่วนซื่นไปกับกิจกรรมหลากหลายตามประสาคนบ้านเฮา 

คุ้มนี้ทะลุได้ทุกซอย ใกล้วัดพระธาตุเชิงชุม เชื่อมมาลานโสเหล่ ตลอดทั้งซอยความยาวราว 200 เมตร จะมีร้านค้าป๊อปอัป 30 กว่าร้าน คละกันระหว่างป้ายายเจ้าของบ้านและคนรุ่นหลาน นอกจากนักท่องเที่ยวจะได้สนุก เป้าหมายที่ชาวสกลรุ่นใหม่หวังไว้คือ ทำให้พี่ป้าน้าอาย่ายายเห็นคุณค่าในตัวเอง ปลายปีไม่เหงา ได้ภูมิใจกับบ้านเก่า กับของเดิมที่ตนเองมีอยู่ด้วย ไปเยี่ยมชาวคุ้มกลางธงชัยได้ตลอด 9 – 12 ธันวาคม 2564 เวลา 10.00 – 20.00 น. 

ภาพ : SAKON JUNCTION

ติดตามเรื่องราวของสกลจังซั่นและรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ทาง สกลจังซั่น l SAKON JUNCTION

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

จิราภรณ์ ล้อมหามงคล

ช่างภาพฟรีแลนซ์ตัวไม่เล็กจากแดนอีสาน ผู้ชื่นชอบในประวัติศาสตร์

Take Me Out

ออกไปทำความรู้จักเมืองในมุมใหม่ด้วยคอนเซปต์หลากหลาย

ณ ตรอก ซอก ซอย แห่งย่านเมืองเก่าบางลำพู ร่องรอยบนกำแพงล้วนแสดงถึงความรุ่งเรืองของเมืองที่เคยรุ่งโรจน์ แม้วันนี้หลายอย่างจะกลายเป็นเพียงความทรงจำ แต่การเดินย่ำเพื่อท่องเที่ยวและถ่ายภาพก็เป็นการเรียนรู้อดีตที่น่าสนใจและสนุกสนานกว่าที่คิด โดยเฉพาะเมื่อเราได้เดินเลาะเสาะหาสถานที่ลับไปกับ ‘ไกด์เด็กบางลำพู

คอลัมน์ Take Me Out ครั้งนี้ กลุ่มไกด์ตัวน้อยพาเราเดินลัดไปตามถนนสายประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ในธีม Se(e)crets of Summer in Banglumphu ทัศนา 7 สถานที่ลับพร้อมประวัติที่น้อยคนจะรู้ โดยเราได้เดินชมเส้นทางใหม่ล่าสุดที่เพจ เสน่ห์บางลำพู เพิ่งเปิดต้อนรับฤดูร้อน พร้อมกิจกรรมสุดพิเศษอย่างการรับประทาน 4 อาหารคาว-หวาน จาก 4 ร้านท้องถิ่นขึ้นชื่อที่เหมาะจะทานลดอุณหภูมิในร่างกาย รวมถึงเข้าร่วมเวิร์กชอปที่จะเปลี่ยนช่วงเย็นของวันอันคุ้นเคย เป็นคลาสเรียนวิถีชีวิตเก่าก่อน แต่ไม่เก่าเก็บของชาวบางลำพู

01
โรงเรียนอายุ 102 ปี แห่งเดียว ท่ามกลางสถานบันเทิงบนถนนข้าวสาร

โรงเรียนพิมานวิทย์

สถานที่ลับและกิจกรรมดับร้อนย่านบางลำพู อิ่มท้องพร้อมเรียนรู้อดีตกับไกด์เด็ก
01
โรงเรียนอายุ 102 ปี แห่งเดียว ท่ามกลางสถานบันเทิงบนถนนข้าวสาร

ไม่มีใครเชื่อแน่นอนว่าท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสนุกของสถานบันเทิง จะมีโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งตั้งอยู่ แถมยังตั้งมานานกว่า 102 ปีแล้ว โรงเรียนนั้นก็คือโรงเรียนพิมานวิทย์ 

ในช่วงเย็นหลังเด็กเลิกเรียนและถนนข้าวสารยังหลับใหล พันธกานต์ เกตุแก้วเจริญ ไกด์เด็กบางลำพูและศิษย์เก่าโรงเรียนพิมานวิทย์ พาเราเดินทางไปพบกับ คุณครูวชิรปราณี อำพล เพื่อเข้าไปทัศนศึกษาในอาคารเรียน 3 ชั้น ที่ก่อตั้งราว พ.ศ. 2465 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6

โรงเรียนพิมานวิทย์ก่อตั้งโดย นายฮัจยียอ พิมานแมน คฤหบดีผู้ทรงคุณวุฒิทางศาสนาอิสลาม ภายใต้ชื่อเดิมคือ โรงเรียนอนุเคราะห์อิสลาม ซึ่งเป็นที่นิยมของชาวมุสลิมในกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง ต่อมามีการพัฒนาหลักสูตรสอนภาษาไทย รับนักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล-ประถมศึกษา กระทั่งนายฮัจยียอถึงแก่อนิจกรรม นายมาโนช พิมานแมน บุตรชายจึงดูแลโรงเรียนต่อ และเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนพิมานวิทย์ตั้งแต่นั้น

ภายในโรงเรียนไม่เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชม เนื่องจากยังมีนักเรียนศึกษาอยู่ทุกวันจันทร์-ศุกร์ แต่ในบางโอกาส เหล่าไกด์เด็กก็พาผู้มาเยือนเข้าชมได้ โดยโรงเรียนพิมานวิทย์ตั้งอยู่ริมถนนข้าวสาร แขวงตลาดยอด

02
ป้ายสมาคมสหายสงครามโลกครั้งที่ 1 ป้ายโบราณที่หลับใหลอยู่ในข้าวสาร

สมาคมสหายสงคราม

03
ร้านนวดในเรือนไทยสมัยรัชกาลที่ 4 เรือนหลังสุดท้ายของย่านบางลำพู
สถานที่ลับและกิจกรรมดับร้อนย่านบางลำพู อิ่มท้องพร้อมเรียนรู้อดีตกับไกด์เด็ก

อีกหนึ่งไฮไลต์บนถนนข้าวสาร ที่หลายคนเดินผ่านอาจคิดว่าเป็นเพียงของประดับตกแต่งธรรมดา แต่ป้ายสมาคมสหายสงคราม ในพระบรมราชูปภัมภ์ มีประวัติเก่าแก่กว่านั้น 

หลังฝ่ายสัมพันธมิตรชนะฝ่ายอักษะ พ.ศ. 2461 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระราชทานพื้นที่ถนนข้าวสาร ส่วนหนึ่งคือที่ตั้งของตึก Buddy Group ให้กับทหารอาสาไทยที่ออกไปรบในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และจัดตั้งเป็นสมาคมสหายสงคราม ในพระบรมราชูปภัมภ์ พร้อมให้สัมปทานป่าไม้ในประเทศไทย กล่าวคือ ใครที่ต้องการตัดไม้ในประเทศ จะต้องขออนุญาตกับทางสมาคมฯ และรายได้เหล่านั้นจะถูกมอบให้กับทหารอาสาเป็นการตอบแทน

ประสิทธิ์ สิงห์ดำรงค์ อุปนายกสมาคมผู้ประกอบการถนนข้าวสาร เล่าให้ฟังว่า ป้ายนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่มาตั้งแต่ พ.ศ. 2461 แต่หลังจากนั้นได้ถูกขโมยไปขาย ทางเจ้าของ Buddy Lodge จึงนำเงินไปไถ่คืนและนำมาตั้งไว้ที่ตึกเช่นเดิม

หากใครแวะไปข้าวสาร ก่อนเดินขึ้นบันไดเข้าร้าน Mulligans Irish Bar ก็เงยหน้าชมป้ายสมาคมสหายสงครามกันได้

03
ร้านนวดในเรือนไทยสมัยรัชกาลที่ 4 เรือนหลังสุดท้ายของย่านบางลำพู

ปัยย์สปา

03
ร้านนวดในเรือนไทยสมัยรัชกาลที่ 4 เรือนหลังสุดท้ายของย่านบางลำพู

เดินต่อไปเกือบสุดซอยรามบุตรี ไกด์เด็กพาเราหยุดชมร้านนวดแห่งหนึ่งที่มีเรือนไทยทรงคหบดีตั้งเด่นอยู่ตรงหน้า ที่แห่งนี้คือ ปัยย์สปา ร้านนวดแผนไทยในเรือนไทยไม้สักทอง ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายรัชกาลที่ 4 มีอายุมากกว่า 150 ปี 

ขณะที่เรือนไทยหลังอื่นในละแวกข้าวสารถูกรื้อออกไป เรือนไทยแห่งนี้ถือเป็นหลังสุดท้ายที่ไม่ยอมให้ใครมาชิงพื้นที่ กระทั่งเจ้าของคนปัจจุบันเข้ามาปรับปรุงและปรับเปลี่ยนให้เรือนไทยกลายเป็นร้านนวดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ร้านปัยย์สปาจึงกลายเป็นจุดนัดหมายของผู้คนที่เมื่อยล้า ให้พวกเขาได้มาผ่อนคลายท่ามกลางบรรยากาศสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนกลาง

04
ห้างแรกของตั้งฮั่วเส็ง ที่โดดเด่นเรื่องอุปกรณ์และวัสดุสำหรับงานฝีมือ

ตั้งฮั่วเส็ง

04
ห้างแรกของตั้งฮั่วเส็ง ที่โดดเด่นเรื่องอุปกรณ์และวัสดุสำหรับงานฝีมือ
04
ห้างแรกของตั้งฮั่วเส็ง ที่โดดเด่นเรื่องอุปกรณ์และวัสดุสำหรับงานฝีมือ

เดินจากถนนข้าวสารมาหลบร้อนกันในห้างสรรพสินค้าขึ้นชื่อของย่านอย่าง ตั้งฮั่วเส็ง ไกด์เด็กยังไม่หยุดบอกเล่าเรื่องราวอันน่าสนใจ เพราะที่แห่งนี้คือแหล่งขายวัสดุและอุปกรณ์งานฝีมือที่มีสินค้าให้เลือกหลากหลาย โดยเฉพาะเส้นด้ายและไหมพรมที่มีสีให้เลือกเยอะกว่าแหล่งอื่น แถมยังเน้นคุณภาพเป็นหลัก

ห้างตั้งฮั่วเส็งก่อตั้งใน พ.ศ. 2505 บนทำเลทองในย่านการค้าบางลำพู ถือเป็นตั้งฮั่วเส็งสาขาแรกของประเทศไทยที่อยู่คู่ย่านเก่ามากว่า 60 ปี โดยคำว่า ตั้ง เป็นชื่อแซ่ของตระกูลจุนประทีปทอง ผู้ก่อตั้ง, ฮั่ว คือ ชื่อของนายอุดม พี่ชายคนโตของตระกูล และผู้บริหารตั้งฮั่วเส็งรุ่นที่ 1 ส่วนคำว่า เส็ง เป็นอักษรมงคลที่หมายถึง ความเจริญงอกงาม นิยมนำมาตั้งชื่อธุรกิจการค้า 

ปัจจุบันห้างแห่งนี้ยังคงเปิดให้บริการทุกวัน และมีส่วนของซูเปอร์มาร์เก็ตเพิ่มเติม เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า แต่ขณะที่การตลาดต้องพัฒนา ทางตั้งฮั่วเส็งก็ไม่ลืมที่จะสนับสนุนชุมชน ในฐานะห้างเก่าและความภูมิใจของคนพื้นที่ด้วย 

05
ศาสนสถานและศูนย์รวมจิตใจของชุมชนชาวมุสลิมในบางลำพู

มัสยิดจักรพงษ์ – ตรอกสุเหร่า

05
ศาสนสถานและศูนย์รวมจิตใจของชุมชนชาวมุสลิมในบางลำพู
05
ศาสนสถานและศูนย์รวมจิตใจของชุมชนชาวมุสลิมในบางลำพู

ตรอกมีความกว้างเล็กกว่าซอย และในตรอกสุเหร่า ทางเข้ามัสยิดจักรพงษ์แห่งนี้ ก็แคบจนแทบจะเดินพร้อมกัน 2 คนไม่ได้ ถึงอย่างนั้น เมริกา พลังเดช หนึ่งในไกด์เด็กบางลำพูก็ยังเชิญชวนให้เรามาในช่วงเช้า เพื่อชิมอาหารจากร้านค้าข้างทางที่ขายอาหารมุสลิมแสนอร่อย (เสียดายว่าตอนที่เราไป ร้านปิดกันหมดแล้ว)

หลังจากเดินผ่านตรอกเข้าไปในชุมชน เราได้ยินเสียงสวดดังมาจากมัสยิดสีเหลืองนวลตรงหน้า นี่คือมัสยิดจักรพงษ์ ศูนย์รวมจิตใจของชาวมุสลิม เดิมทีคนในชุมชนเป็นชาวมุสลิมผู้ประกอบอาชีพช่างทองจากจังหวัดปัตตานี เดินทางเข้ามากรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นช่างสิบหมู่ทำเครื่องประดับจากทองส่งเข้าวัง หลังจากนั้นครอบครัวช่างฝีมือก็เดินทางมาเพิ่มขึ้นจนกลายเป็นชุมชน ซึ่งในบริเวณใกล้เคียงกันจะมีมัสยิดอยู่ทั้งหมด 2 แห่ง คือ มัสยิดจักรพงษ์และมัสยิดบ้านตึกดิน (ตั้งอยู่แถวโรงเรียนสตรีวิทยา)

สุพิน หนองบัว ผู้ดูแลกิจกรรมไกด์เด็กบางลำพูเล่าว่า หากไม่ใช่ช่วงที่มีกิจกรรมทางศาสนา พวกเขาจะพาแขกผู้มาเยือนเข้าเยี่ยมชมด้านบนของมัสยิด ซึ่งด้านในมีการตกแต่งสวยงาม ทั้งยังมีนาฬิกาแบบจันทรคติที่ชาวมุสลิมใช้ดูเวลาตั้งอยู่ด้วย

06
จุดถ่ายภาพแนวสตรีทในตรอกเล็ก ทะลุไปหาร้านขนมเบื้องแม่ประภา

ตรอกต.เง๊กชวน

06
จุดถ่ายภาพแนวสตรีทในตรอกเล็ก ทะลุไปหาร้านขนมเบื้องแม่ประภา
06
จุดถ่ายภาพแนวสตรีทในตรอกเล็ก ทะลุไปหาร้านขนมเบื้องแม่ประภา

คำเตือนแรกคือระหวังหลงทาง หากไม่ได้มากับผู้ช่ำชองพื้นที่อย่างไกด์เด็กบางลำพู แต่อย่างไรก็ตาม ปานทิพย์ ลิกขะไชย ประธานชมรมเกสรลำพู และผู้ดูแลกิจกรรมไกด์เด็กบางลำพู บอกกับเราว่า ทางออกจากมัสยิดจักรพงษ์มีทั้งหมด 4 ทาง ซึ่งชื่อของตรอกจะตั้งตามสถานที่หน้าซอย ได้แก่ ตรอกต.เง๊กชวน ตรอกฟาโรห์ ตรอกก๋วยเตี๋ยวเป็ด และตรอกสุเหร่า

ส่วนที่หน้าตรอกต.เง๊กชวน คือที่ตั้งของร้านขนมเบื้องแม่ประภา ซึ่งแม่ประภาคือสะใภ้ของนายเตีย เง๊กชวน หรือ ต.เง๊กชวน เจ้าของห้างจำหน่ายเครื่องหีบเสียงและจานเสียงตรากระต่าย แต่ในปัจจุบัน ต.เง๊กชวน ปิดกิจการไปแล้ว เหลือเพียงขนมเบื้องแม่ประภาเท่านั้น

07
ศรัทธาอันแรงกล้ากับศาลเจ้าจีน ท่ามกลางยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

ศาลเจ้าพ่อเขาตก

07
ศรัทธาอันแรงกล้ากับศาลเจ้าจีน ท่ามกลางยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

ความศรัทธาและความเชื่อที่มีต่อเจ้าพ่อเขาตกกระจายอยู่หลายพื้นที่ทั่วประเทศ เช่นเดียวกับศาลเจ้าจีนของเจ้าพ่อเขาตกที่ตั้งอยู่บนถนนไกรสีห์ ขนาบข้างด้วยตึกปูนและอาคารจอดยานยนต์ของกรุงเทพมหานคร 

เดิมทีศาลเจ้าพ่อเขาตกเป็นศาลเจ้าประจำตลาดยอด แต่หลังเกิดเพลิงไหม้ใน พ.ศ. 2510 ศาลเจ้าก็ได้รับความเสียหายไปด้วย แต่กระนั้นความศรัทธาของชาวจีนในย่านบางลำพูก็ไม่ได้มอดหมดไปพร้อมเถ้าถ่าน พวกเขาสร้างศาลเจ้าพ่อเขาตกขึ้นอีกครั้งบนพื้นที่ลานจอดรถของตลาดยอดเดิม ก่อนจะมีการย้ายอีกครั้ง และมาตั้งอยู่บนพื้นที่ปัจจุบันเป็น ศาลเจ้าพ่อเขาตก-เจ้าพ่อพันท้ายนรสิงห์ 

08
ข้าวแช่แม่ศิริ และขนมจีนซาวน้ำ

08 
ข้าวแช่แม่ศิริ และขนมจีนซาวน้ำ

เนื่องจากนี่คือทริปสุดพิเศษในธีม Se(e)crets of Summer in Banglumphu ที่จัดขึ้นโดยไกด์เด็กในย่าน หลังจากเดินชมประวัติศาสตร์กันมาเหนื่อย ๆ เจ้าบ้านตัวน้อยจึงได้จัดเตรียมเซ็ตอาหารคาว-หวานขึ้นชื่อประจำย่านมาให้เราได้ทานทั้งหมด 4 เมนู พร้อมผักและผลไม้แกะสลักประดับจานโดย พรชิตา บัวประดิษฐ หนึ่งในเหล่ามัคคุเทศก์ ซึ่งเซ็ตอาหารดังกล่าวสามารถหาทานได้ตลอดปี แต่จะเหมาะที่สุดในช่วงฤดูร้อน โดยทุกท่านสามารถเดินทางไปที่ร้านเอง หรือให้ไกด์เด็กคัดเลือกสำรับมาให้ในช่วงท้ายของวันก็ได้

เมนูแรกคือ ข้าวแช่แม่ศิริ ถือเป็นข้าวแช่ร้านดังในย่านนี้ ตั้งอยู่หลังนิวเวิลด์ ในตรอกไกรสีห์ ถนนพระสุเมรุ ชุมชนบ้านพานถม ซึ่งเป็นร้านที่เริ่มต้นกิจการมานานกว่า 50 ปี เรียกได้ว่าใครมาถึงก็ต้องกิน แต่นอกเหนือจากร้านแม่ศิริแล้วยังมีอีก 4 ร้าน ซึ่งเด็ก ๆ บอกกับเราว่า รสชาติไม่ได้แตกต่างกันมากนัก โดยทั้งหมดถือเป็นของดีที่ชาวบางลำพูแนะนำให้ทานในช่วงฤดูร้อนนี้

ส่วนอาหารคาวอีกอย่างคือ ขนมจีนซาวน้ำ ร้านสมทรงโภชนา ซึ่งมี 2 ร้านได้แก่ เจ้าเก่าวัดสังเวช และเจ้าใหม่ที่ถนนสามเสน แต่ในครั้งนี้ พวกเขาเลือกร้านที่ตั้งอยู่บนถนนสามเสนระหว่างซอย 3 กับซอย 5 ให้เรา ซึ่งนอกจากคนจะเข้ามาทานก๋วยเตี๋ยวสุโขทัยอันขึ้นชื่อแล้ว เมนูขนมจีนซาวน้ำก็เป็นอีกหนึ่งเมนูแนะนำของร้านด้วย

10
แตงโมปลาแห้ง และโบ๊กเกี้ย

10 
แตงโมปลาแห้ง และโบ๊กเกี้ย

แตงโมเป็นอีกหนึ่งผลไม้ที่เหมาะจะรับประทานในช่วงฤดูร้อน เพราะให้ทั้งความหวานและความสดชื่น ยิ่งนำไปจิ้มกับปลาแห้งทำเองจาก ร้านลุงโอ่ง ยิ่งเพิ่มความอร่อยและเข้ากันอย่างไม่น่าเชื่อ โดยร้านลุงโอ่งตั้งอยู่ที่ตลาดเช้าบางลำพู ขายตั้งแต่ประมาณ 6.00 – 8.00 น. นอกจากปลาแห้งยังมีขายข้าวเหนียวมูนสังขยาด้วย สำหรับการตกแต่งภายในจาน รูปทรงแตงโมถูกดีไซน์ออกมาให้เป็นสี่เหลี่ยม เพื่อสื่อถึงกำแพงเมืองเก่าและอาคารโบราณในย่านนี้

อีกหนึ่งของหวานที่นำมาเสิร์ฟคือ โบ๊กเกี้ย ขนมหวานเย็นมาพร้อมขนมสามเหลี่ยมอย่างข้าวต้มน้ำวุ้น ซึ่งเป็นเอกลักษณ์และอาชีพดั้งเดิมของชาวบ้านในชุมชนวัดสามพระยา ทานคู่กันสดชื่นดับร้อนได้เป็นอย่างดี

12
เวิร์กชอปขนมเกสรลำพูและดอกไม้ประดิษฐ์

12 
เวิร์กชอปขนมเกสรลำพูและดอกไม้ประดิษฐ์
12 
เวิร์กชอปขนมเกสรลำพูและดอกไม้ประดิษฐ์

ตกเย็นปิดท้ายกันด้วยเวิร์กชอปสุดพิเศษจาก แก้วใจ เนตรรางกูร เจ้าของสูตรขนมเกสรลำพู และ สายสุนีย์ แซ่ฟุ้ง หัวหน้ากลุ่มศูนย์ฝึกอบรมวิชาชีพ ตรอกบ้านพานถม เจ้าของเวิร์กชอปดอกไม้ประดิษฐ์

แก้วใจเล่าให้ฟังว่า ถึงแม้ขนมเกสรลำพูจะเป็นขนมที่เพิ่งคิดค้นขึ้นในช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา แต่เธอได้ใส่ความเป็นบางลำพูลงไปจนเต็มเนื้อแป้ง ด้วยแป้นพิมพ์ 9 ลายที่บอกเล่าเรื่องราวของชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นลำพู ซึ่งเป็นที่มาของชื่อย่าน โดยลำพูต้นสุดท้ายได้ยืนต้นตายไปแล้วเมื่อครั้งน้ำท่วมใหญ่ใน พ.ศ. 2554

สถานที่ลับและกิจกรรมดับร้อนย่านบางลำพู อิ่มท้องพร้อมเรียนรู้อดีตกับไกด์เด็ก

เวิร์กชอปที่ 2 เป็นกิจกรรมทำดอกไม้ประดิษฐ์ ไม่ว่าจะเป็นพวงมาลัยหรือเข็มกลัด ซึ่งถือเป็นการสร้างอาชีพให้กับผู้สูงวัยในชุมชนบางลำพู หากใครคิดว่าการทำดอกไม้ประดิษฐ์ยาก เราบอกเลยว่าผู้สอนจะทำให้ทุกอย่างดูง่ายขึ้นถนัดตา แถมเรายังได้ดอกไม้สวย ๆ กลับไปเป็นที่ระลึก

สถานที่ลับและกิจกรรมดับร้อนย่านบางลำพู อิ่มท้องพร้อมเรียนรู้อดีตกับไกด์เด็ก

ปิดวันกันเมื่อแสงอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า ทั้งสองเวิร์กชอปรวมถึงอาหารเย็น 2 สำรับ เป็นกิจกรรมพิเศษที่ทางเพจเสน่ห์บางลำพู นำโดยไกด์เด็กจัดขึ้นเพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชน และเป็นการอนุรักษ์ประวัติศาตร์ สถานที่ท่องเที่ยว และความทรงจำให้คงอยู่ต่อไป 

หากใครสนใจเดินชมสถานที่ลับ (ที่แท้จริงแล้วมีมากกว่านี้) รวมถึงดับร้อนด้วยอาหารและกิจกรรมสุดสนุก หรือต้องการชมเส้นทางทัวร์อื่น ๆ สามารถติดต่อไปได้ที่เพจเสน่ห์บางลำพู 

สถานที่ลับและกิจกรรมดับร้อนย่านบางลำพู อิ่มท้องพร้อมเรียนรู้อดีตกับไกด์เด็ก

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load