ท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาด การขยับตัวสร้างสรรค์ของย่านท้องถิ่นต่าง ๆ เป็นสัญญาณของการปรับตัวและความหวังใหม่ ในปี 2021 ที่ผ่านมา ทั่วประเทศมีเทศกาลย่านสร้างสรรค์มากมายหลายงาน นำร่องโดยหัวเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ที่จัดงาน Design Week ต่อเนื่องทุกปี ภาคใต้มีความเคลื่อนไหวสนุก ๆ อย่างงาน Made in Songkla และ Creative Nakhon ที่นครศรีธรรมราช ฟากอีสานก็มีงานเทศกาลอีสานสร้างสรรค์ (Isan Creative Festival) ที่ขอนแก่น และ สกลจังซั่น เทศกาลงานสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าสกลนคร 

การเติบโตของเมืองแห่งธรรมะ โคขุน และผ้าครามน่าสนใจมาก ๆ จากเมืองอีสานที่ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวหลัก ภายในระยะเวลาไม่กี่ปี แรงผลักดันจากท้องถิ่น โดยเฉพาะชาวสกลนครรุ่นใหม่ สร้างแรงกระเพื่อมให้เมืองมีมิติร่วมสมัย ควบคู่ไปกับวัฒนธรรมดั้งเดิม 

เบื้องหลังสีสันความสนุกของสกลจังซั่นคือความตั้งใจขับเคลื่อนเมืองอย่างแรงกล้า หลังเฟสติวัลจบ เราจึงชวนผู้จัดงานหลายฝ่ายมาถอดบทเรียนให้ฟังว่างานสร้างสรรค์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร สกลนครในฝันของพวกเขาหน้าตาเป็นอย่างไร ควรเติบโตไปทางไหน และตั้งใจจะปั้นอะไรให้เมืองงอกงามต่อจากนี้บ้าง

สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง

สกลเฮ็ด สกลทำ

เมื่อ พ.ศ.​ 2560 กลุ่มคนทำงานคราฟต์รวมตัวกันจัดเฟสติวัลรับลมหนาวปลายปีชื่อ สกลเฮ็ด จากงานเล็ก ๆ ที่มีผู้จัดงานเพียง 10 กว่าร้าน คลื่นเล็ก ๆ นั้นพัดพาไปสู่การจัดงานใหญ่ในปีนี้ ‘สกลจังซั่น’ คือเฟสติวัลความยาว 4 วันที่กินอาณาเขตไปทั้งเมืองเก่า โดยกลุ่มภาคีเครือข่ายในเมืองสกลอย่างหอการค้า และภาคีเครือข่ายจากภายนอก ทั้งภาครัฐอย่างสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) ซึ่งคัดเลือกให้สกลนครเป็นหนึ่งใน TCDN ( Thailand Creative District Network) และกำลังมองหาพื้นที่ทดลองจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาย่านเศรษฐกิจ ไปจนถึงภาคเอกชนและประชาสังคม ช่วยกันเนรมิตขึ้นมาให้สนุกครบเครื่องทุกมิติ ใช้ความคิดสร้างสรรค์และสินทรัพย์ท้องถิ่น ยกระดับศักยภาพเมืองและเศรษฐกิจไปอีกขั้น

สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง
ภาพ : บ้านเสงี่ยม-มณี
สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง
ภาพ : ปฏิพล รัชตอาภา

‘สกลจังซั่น’ เป็นชื่อที่ ติ๊ดตี่-ธรรศ วัฒนาเมธี สถาปนิกผู้ดูแลที่พัก ‘บ้านเสงี่ยม-มณี’ สมาชิกกลุ่มสกลเฮ็ด และหนึ่งในผู้จัดงานสกลจังซั่นตั้งขึ้น และได้รับโหวตให้เป็นชื่องาน โดยสกลจังซั่น (จังซี่) หมายถึง สกลนครก็เป็นอย่างนั้นแหละ ที่เห็นอยู่นี่ก็เป็นสกลนครแหละ พ้องกับคำว่า ‘Junction’ ในภาษาอังกฤษ หมายถึง ทางแยก จุดตัด จุดเชื่อมต่อ ชุมทาง สื่อถึงลักษณะงานที่เป็นจุดนัดพบของหลาย ๆ ภาคส่วนมาจัดกิจกรรมร่วมกัน และชื่อจังหวัดสกลนคร ที่แปลว่านครแห่งเมืองทั้งมวล หรือหมายถึงการเป็นเมืองศูนย์กลางนั่นเอง

สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง
สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง

หนึ่งในพื้นที่จัดงานหลักคือเทียนอันโอสถ สกลโฮเต็ล ตึกเก่า 5 ชั้นที่ปลดระวางจากการเป็นโรงแรมประจำเมืองมาเนิ่นนาน แปลงโฉมเป็นศูนย์ Showcase งานดีไซน์และศิลปะของชาวสกลนคร ทั้งนักออกแบบ นักเรียนนักศึกษา และประชาชนทั่วไป 

สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง
สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง

ยามค่ำคืน ตึกฝั่งตรงข้ามจะจัดไฟสวยงาม พร้อมให้คณะหมอลำมาเต้นตามระเบียงห้องให้สนุกแบบ Social Distancing กันไปยาว ๆ ส่วนดาดฟ้าสกลโฮเต็ลเองก็จัดดินเนอร์พิเศษวันละครั้ง เป็น Fine Dining ชื่อ สะออน (Sound On) โดย House Number 1712 เล่าวัฒนธรรมการกินอาหารท้องถิ่นของคนสกลนครในหลากหลายเชื้อชาติและชนเผ่าผ่านมื้ออาหาร แต่ละคำผ่านการตีความหมายใหม่ปรับให้เข้ากับยุคสมัย แต่ยังคงไปด้วยเอกลักษณ์และรสชาติตามแบบฉบับดั้งเดิม เสริมความน่าสนใจด้วยวัตถุดิบท้องถิ่นที่เข้าร่วมโครงการ Esan Gastronomy โดยมีเสียงดนตรีหมอลำคลอไปตลอดมื้อ

สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง
สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง

“ผลตอบรับของสกลจังซั่นดูดีกว่าที่คิดเลยนะ งานเปิดวันแรก มีคนต่อคิวยาวมากเพื่อจะขึ้นมาตึกนี้ แต่ไม่แน่ใจว่าต่อคิวเพื่อขึ้นมาดูหมอลำฝั่งตรงข้ามรึเปล่า” แมน-ปราชญ์ นิยมค้า ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Mann Craft และสวนแมนเอ่ยแกมหัวเราะ ขณะพาชมนิทรรศการสีครามเล็ก ๆ ของเขาในตึกโรงแรมเก่า “มันเป็นพื้นที่ใหม่ที่คนอยากจะออกมาดู นอกจากห้างสรรพสินค้าที่สำเร็จรูป เป็นพื้นที่อื่นที่เด็ก ๆ วัยรุ่นอยากจะรู้ว่าตึกนี้มันมีอะไร ทำไมฉันไม่เคยเข้าไป เขาก็อยากสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ ถือว่าเป็นสิ่งที่สร้างได้ดี ปลุกให้คนในพื้นที่รู้ว่ามีสินทรัพย์อะไรดี ๆ บ้าง แล้วถ้าเกิดโชคดีได้ทำต่อเนื่อง มันจะทำให้คนมีส่วนร่วม นอกจากดูแล้วอาจจะเป็นคนมาลงมือทำด้วยกันได้”

สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง
สกลจังซั่น เทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่า ที่คนรุ่นใหม่กลับบ้านมาต่อยอดพัฒนาเมือง

ในสายตานักออกแบบและนักธุรกิจงานคราฟต์ การเกิดขึ้นของสกลจังซั่น ซึ่งรวมตัวคนรักสกลนครหลากหลายกลุ่ม ยกระดับงานท้องถิ่นที่ทำกันเองให้ไปสู่สเกลภูมิภาค ไม่ใช่แค่งานที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่หรือนักท่องเที่ยวบางกลุ่ม แต่งานที่มีกิจกรรมหลากหลายตลอด 4 วัน พาความคึกคักไปสู่หลายพื้นที่ทั่วสกลนคร ตัวเขาเองก็จัดงาน Craft Market ฤดูหนาวที่สวนแมนไปพร้อม ๆ กันใต้ร่มเทศกาลสกลจังซั่น กิจกรรมรวมตัวคนรักงานคราฟต์ทั้งผู้ผลิตและผู้ซื้อไว้ที่เดียว เป็นอีกแหล่งสีเขียวใกล้ชิดธรรมชาติที่ถูกใจผู้คนทั้งในและนอกจังหวัด 

“เราอยากสร้างศูนย์รวมพลังงานดี ๆ สร้างแรงบันดาลใจให้กันและกัน ผมชอบองค์ความรู้และการสร้างเครือข่าย คิดว่ามันเป็นการกระตุ้นความคิดทั้งคนทำงานเองแล้วก็ผู้บริโภคด้วย”

ฟื้นย่านเมืองเก่า

ถอดบทเรียนเทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าอีสาน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังงานสกลจังซั่น
ถอดบทเรียนเทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าอีสาน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังงานสกลจังซั่น
ถอดบทเรียนเทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าอีสาน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังงานสกลจังซั่น

ยิปซี จันทร์เพ็งเพ็ญ แห่ง Gypsy Coffee Drip ชวนเพื่อนฝูงมาจัดงาน ‘จังซั่น ละเบ๋อ ซาวคุ้ม’ ปิดคุ้มกลางธงชัย ย่านเก่ากลางเมืองให้ครึกครื้น ในตรอกเล็ก ๆ ความยาวราว 200 เมตร พวกเขาต่อยอดกราฟฟิตี้สตรีทอาร์ตที่มีอยู่แล้วให้มากขึ้น แล้วรวมกิจกรรมสารพัดมาไว้ด้วยกัน ทั้งตลาดศิลปะ สินค้าทำมือ ร้านตัดผมริมทาง กาแฟ Slow Bar จาก 4 ร้านกาแฟดังในสกล โดยคนรุ่นใหม่จาก 4 ชนเผ่า แถมร้านต่าง ๆ ก็เปิดหน้าบ้านเอาของมาวางขาย เป็นพื้นที่รื่นรมย์ให้คนมาล้อมวงนั่งฟังดนตรี แวะซื้อข้าวจี่ต้มเส้น ปากหม้อ กุนเชียง ขนมจุบจิบ หรือเข้าบ้านไปทำขันหมากเบ็งหรือบายศรีกับคุณยาย แล้วออกมาเล่นสบาย ๆ 

“ย่านนี้เป็นชุมชนดั้งเดิมของสกลนคร อยู่ใกล้วัด มีแต่บ้านไม้เก่าสวย ๆ มีคุ้มเก่าของตระกูลวงกาฬสินธุ์ ที่เป็นตระกูลแรกของสกลนคร บ้านบางหลังไม่มีรั้ว ทะลุกันไปหมด บางบ้านยังมีเตาเก่า เล้าข้าว ปลูกผักปลูกกล้วย คนส่วนใหญ่เป็นคนแก่ที่ยังคงวิถีเดิมของสกล แต่ตอนนี้มีเมืองล้อมรอบ ตรงนี้ก็ดูรก ๆ ซบเซา คนสกลบางคนลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ามีซอยนี้ บางคนก็ไม่รู้จัก” ยิปซีอธิบายเบื้องหลังการปลุกย่านเก่า

ถอดบทเรียนเทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าอีสาน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังงานสกลจังซั่น

“เราอยากแทรกซึมอยู่ในชุมชน ให้เขาเห็นคุณค่าบ้านเก่าตัวเอง ให้พื้นที่นี้กลับมาคึกคักมีชีวิต คนรุ่นใหม่ก็ได้ทำงานกับคนแก่ ไม่ให้เขาเหงา วันเตรียมงานก็สนุกแล้วนะ ยาย ๆ เขาก็ตื่นเต้น มาให้กำลังใจกัน มาบอกว่าอยากให้มาเพนต์บ้านยายบ้าง มีคนมาถ่ายรูป บอกว่าแถวบ้านเขาสวย เขาก็ได้ออกมาเดินดูแล้วก็สดใสขึ้น ส่วนพวกเพื่อน ๆ ก็อยากสนุก ปิดร้านมาขายของ สิงตามบ้านตรงนั้นตรงนี้ เป็นพลังที่น่ารักมาก มากกว่าความร่วมมือคือความรู้สึกว่าของธรรมดานั้นพิเศษ” แกนนำสกลเฮ็ดอธิบายด้วยรอยยิ้ม 

กล่าวตามตรง ด้วยสเกลเล็กจิ๋ว พื้นที่ตรงนี้อาจยังห่างไกลจากการเป็นแม่เหล็กดึงดูดสำหรับนักท่องเที่ยว ผู้ร่วมงานส่วนใหญ่คือคนในท้องที่มากกว่า แต่ในสายตาคนใน พื้นที่นี้คือหนึ่งในหมุดไฮไลต์สำคัญของงาน

ถอดบทเรียนเทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าอีสาน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังงานสกลจังซั่น

“มีคนทำงานหลายกลุ่มมาลงพื้นที่ทำเรื่องสตรีทอาร์ตแล้วนะคะ คืบหน้าดีขึ้นเรื่อย ๆ มีชีวิตขึ้นเรื่อย ๆ แต่อาจจะยังมองไม่เห็นภาพชัดเจนเท่าครั้งนี้ เหมือนคนก็ยังมองภาพไม่ออกว่างานวาดกำแพงมันเป็นยังไง อาจจะติดภาพงานเขียนพ่นสเปรย์เลอะ ๆ แรก ๆ เขาก็ยังไม่เปิดใจ พอมาเห็นงานสวย ๆ ก็อนุญาตให้เพนต์กำแพงบ้าน” เตย-ไอรัตน์ดา มหาชัย ครูศิลปะ เจ้าของร้านกาแฟกึ่งแกลเลอรี่ Blue Bica Coffee x Local Art Space เล่าบ้าง ผู้ออกแบบคาแรกเตอร์ ‘น้องก่ำ’ มาสคอตของงาน มองว่ากิจกรรมป๊อปอัปแบบนี้กระตุ้นชีพจรของเมือง ให้คนหลากหลายกลุ่มหลายช่วงวัยได้พบปะม่วนซื่น แลกเปลี่ยนวิถีที่แตกต่างแต่สนุกร่วมกัน

ก้าวสู่สังเวียนสร้างสรรค์

เทศกาลนี้ดึงผู้คนจากหลายภาคส่วนมาร่วมมือกันอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน จากเป้าหมายในตอนแรกจะจัดกิจกรรมในเดือนมิถุนายน และฝันกันว่าจะเข้าไปจัดในพื้นที่เรือนจำเก่า ขยายผลเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์มากมายทั่วเมืองสกลนคร ไม่ว่านิทรรศการเล่าเรื่องเมืองสกล แผนที่ย่านเมือง นิทรรศการงานออกแบบ ศิลปะ อาหาร ดนตรี งานเสวนา ตลาด ต่างรวมพลังงานดี ๆ ไว้มากมาย

“งานเพียง 4 วันอาจดูสั้นไปเมื่อเทียบกับงานในจังหวัดอื่น แต่ก็ทำให้เกิดสิ่งดี ๆ หลายอย่างต่อเมืองสกล กระตุ้นให้คนสกลนครเองให้ได้เห็นศักยภาพของพื้นที่ที่จะพัฒนาอย่างสร้างสรรค์ เห็นศักยภาพของคนที่ซ่อนอยู่ และเกิดการรวมตัวกันเพื่อทดลองทำสิ่งที่อยากสิ่งคิดให้เป็นจริง ในช่วงเวลาเตรียมงานจนงานจบลงนี้ ทำให้ผมได้รู้จักคนใหม่ ๆ ได้รู้จักคนเก่า ๆ มากยิ่งขึ้น และได้ทำในสิ่งที่เคยคาดหวังว่าจะทำ ผมหวังว่าเหล่าองค์กรภาคีต่าง ๆ ทั้งน้อยใหญ่จะกลับมาสร้างงานนี้ให้สำเร็จลงด้วยดีอีกครั้ง ต้องขอบคุณผู้คนมากมายที่ให้โอกาสได้ร่วมงานกันครับ” ติ๊ดตี่ออกความเห็น โดยหวังอย่างยิ่งว่างานนี้จะได้จัดขึ้นอีกครั้งในปีนี้

“งานนี้เกินคาดไปเยอะมาก ๆ คนตอบรับดี มันสร้างประสบการณ์รับรู้ใหม่ให้คนในพื้นที่มองเมืองเปลี่ยนไป เห็นว่าย่านเมืองเก่าทำอะไรได้มากกว่าจะปล่อยให้ร้างไป และภาคศิลปะก็ตื่นตัว นักดนตรี ศิลปินก็มีกำลังใจสร้างงาน เพราะรู้ว่างานเขามีที่รองรับ มีกลุ่มคนดู และในแง่การท่องเที่ยว คนนอกอยากมาเข้าร่วมเยอะ คนในเมืองก็อยากขอเป็นสปอนเซอร์สนับสนุน อยากมาช่วย” เสือ-ธรรมวิทย์ ลิ้มเลิศเจริญวนิช ทายาทเทียนอันโอสถ สกลโฮเต็ล หนึ่งในผู้จัดงานหลักเอ่ยอย่างกระตือรือร้น

ถอดบทเรียนเทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าอีสาน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังงานสกลจังซั่น

“ต้องยอมรับว่าตัวเมืองสกลนครยังดึงคนให้อยู่เที่ยวยาว ๆ ทั้งวันจนนอนค้างไม่ได้ ขณะที่เมืองข้าง ๆ อย่างนครพนมมีวิวแม่น้ำโขง มีร้านอาหาร ร้านกาแฟ บรรยากาศมันชวนพักผ่อนมาก สิ่งที่ทำให้สกลนครแตกต่างคือวัฒนธรรมและงานคราฟต์ที่มีเอกลักษณ์เหนียวแน่น แต่ยังอาจเข้าถึงยาก คือต้องตั้งใจมามาก ๆ เฟสติวัลนี้เลยช่วยได้มาก ครั้งถัดไปก็อยากจัดให้ใกล้ช่วงเทศกาลแห่ดาวที่ท่าแร่ คนจะได้อยู่สกลนครได้ทั้งอาทิตย์ และปรับปรุงหลายอย่างให้ดีขึ้น ทั้งการประชาสัมพันธ์ การเตรียมสถานที่ การจัดการ หรือการสื่อสารเรื่องการชมงานศิลปะโดยไม่จับชิ้นงานให้เสียหาย สกลจังซั่นครั้งถัดไปน่าจะมีคนมาร่วมหลากหลายขึ้น เยอะขึ้น พอมีเวลาเตรียมตัวมากขึ้น ก็อยากชวนศิลปินจังหวัดอื่น ๆ ใกล้ ๆ มาคอลแล็บกัน เพื่อเพิ่มความสนุกให้มากขึ้น”

ด้วยสถานการณ์การท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบยาว ๆ จากโควิด-19 ผนวกกับความขลุกขลักของการจัดงานครั้งแรก นักท่องเที่ยวอย่างเรามองเห็นช่องว่างหลายจุดที่สกลจังซั่นน่าจะปรับปรุงหรือขยายผลให้ดียิ่งขึ้นได้ อย่างไรก็ดี เทศกาลสร้างสรรค์ร่วมสมัยนี้เป็นก้าวสำคัญที่น่าจับตามองมาก ๆ ของเมืองอีสาน 

“เราอยากให้เมืองเป็นยังไงก็ต้องลงมือทำที่บ้านเรา ก่อนจะไปหวังความช่วยเหลือจากภาครัฐหรือหน่วยงานไหน พูดตรง ๆ ว่าเราต้องดิ้นรนกันเองก่อน จังหวัดข้าง ๆ อย่างมุกดาหารก็ขยับตัวจัดงานเหมือนกันนะครับ เขามาดูงานเราแล้วก็เริ่มโครงการเลย เดือนกุมภาพันธ์กำลังจะมีงานสตรีทอาร์ตและภาพถ่าย คนในมุกดาหารร่วมมือกันทำงานในย่านที่สนใจ เงินจัดงานก็มาจากคนในเมืองช่วยกันบริจาค เราก็ดีใจที่งานนี้มีผลไปถึงคนข้างนอกด้วย” เสือเล่าอย่างภาคภูมิใจ

“ผมคิดว่าวัฒนธรรมอีสานแข็งแรงน่าสนใจมาก ดึงดูดทั้งสายอาร์ต สายคราฟต์ สายมู สายดนตรี สีสันความเป็นอีสานซิ่ง ๆ สด ๆ ทำให้น่าสนใจ คนกลับบ้านก็เยอะ ตอนนี้โจทย์ถัดไปคือต้องค่อย ๆ หาทางปัดฝุ่น หาอะไรมาลงพื้นที่ตลอดทั้งปี พอเทศกาลมันไม่ถาวร จบงานแล้วเมืองก็กลับมาเงียบเหมือนเดิม ผมสนใจงานออกแบบผลิตภัณฑ์แบบ Made in Songkhla อยากหาทุนต่อยอดร้านเก่าแก่ ต่อให้มีโควิด ก็มีกิจกรรมขายของและท่องเที่ยวได้ทั้งปี ร้านค้าก็อยู่ได้อย่างยั่งยืน ชอบอะไรแบบนี้ เริ่มจากสิ่งที่เรามีในเมืองก่อน แล้วขยายผลไปพื้นที่ใกล้เคียง” 

นักธุรกิจรุ่นใหม่เล่าถึงโปรเจกต์ต่อยอดที่เขากำลังดูแล คือ Sakon Gastronomy ส่งเสริมการท่องเที่ยวและอาหาร เข้าป่าไปหาวัตถุดิบมาทำอาหาร แล้วมาเที่ยวในเมืองต่อ เพื่อดึงให้คนอยู่ในจังหวัดให้นานที่สุด รวมถึงการจัดการระบบที่ทันสมัยและการตลาด เพื่อกระจายรายได้ให้เกษตรกรท้องถิ่นมากขึ้น

สกลจังซั่นจะกลับมาเป็นนิทรรศการฉบับย่อส่วนที่เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ (Isan Creative Festival) จังหวัดขอนแก่น ส่วนปลายปีนี้ เราจะได้เห็นสกลจังซั่นเติบโตจนกลายเป็นเทศกาลท้องถิ่นร่วมสมัยประจำปีหรือไม่ โปรดติดตามกันต่อไป 

ถอดบทเรียนเทศกาลสร้างสรรค์ย่านเมืองเก่าอีสาน ผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังงานสกลจังซั่น

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

จิราภรณ์ ล้อมหามงคล

ช่างภาพฟรีแลนซ์ตัวไม่เล็กจากแดนอีสาน ผู้ชื่นชอบในประวัติศาสตร์

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

74 ปี สำหรับมนุษย์อาจเป็นเวลายาวนานกว่าอายุขัยโดยเฉลี่ยของประชากรบางประเทศ

แต่สำหรับประเทศที่ก่อตั้งมาได้ 74 ปี คงต้องจัดไว้ในหมวดประเทศเกิดใหม่ ซึ่งทยอยถือกำเนิดขึ้นทุกมุมโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ปิดฉากลงด้วยชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตร

ตัวเลขดังกล่าวคืออายุปัจจุบันของ ‘รัฐอิสราเอล’ ประเทศเล็ก ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันตกที่ได้รับการสถาปนาขึ้นเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 1948 ตามมติของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติซึ่งยินยอมให้ชนชาติยิวจัดตั้งรัฐบนแผ่นดินที่เคยเป็นบ้านของพวกเขาเมื่อหลายพันปีที่แล้ว ก่อนพวกเขาแตกสานซ่านเซ็นไปยังดินแดนข้างเคียง ไม่ว่ายุโรป เอเชีย หรือแอฟริกา

ตามทูตอิสราเอลเข้าครัว ลงมือปรุงสำรับอาหาร เพื่อรู้จักความหลากหลายของชาวยิว

ที่ตั้งของประเทศใหม่นี้ยังเป็นแผ่นดินในพันธสัญญาที่พระเป็นเจ้าในศาสนายูดาห์ทรงให้คำมั่นว่าจะประทานเป็นที่อยู่อาศัยแก่ยิวทั้งมวล ด้วยสำนึกทางชาติพันธุ์เต็มเปี่ยมในกมล พี่น้องชาวยิวที่กระจัดกระจายอยู่ในต่างประเทศได้อพยพหลั่งไหลเข้ามาสร้างชีวิตใหม่ในอิสราเอล พร้อมกับวัฒนธรรมที่ติดตัวมาจากดินแดนเดิมของพวกเขา อิสราเอลจึงเป็นชาติเกิดใหม่ที่คลาคล่ำด้วยความแตกต่างทางวัฒนธรรมในหลาย ๆ เรื่อง

หนึ่งในนั้นคือเรื่องอาหาร

ตามทูตอิสราเอลเข้าครัว ลงมือปรุงสำรับอาหาร เพื่อรู้จักความหลากหลายของชาวยิว

เช้าวันศุกร์ที่ 9 กันยายน ค.ศ. 2022 เรามีนัดพิเศษกับสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยที่ Helena Greek Restaurant Bangkok ร้านอาหารกรีกน้องใหม่ท้ายซอยสุขุมวิท 51 เพื่อทำความรู้จักกับ ‘อาหารอิสราเอล’ ซึ่งทางสถานทูตภูมิใจนำเสนอ

ในความรับรู้ของชาวไทยทั่วไป อิสราเอลคือประเทศหนึ่งในตะวันออกกลาง แม้ต่างเชื้อชาติศาสนากับปวงประเทศอาหรับที่อยู่รายล้อม ทว่าหน้าตาผิวพรรณของผู้คน ตลอดจนอาหารการกินคงไม่แปลกแยกจากกันนัก กลับกันชาติยุโรปยังน่าจะแตกต่างจากอิสราเอลมากกว่า

มายาคติข้างต้นได้นำความกังขามหาศาลโถมทับใจเรา ตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้ยินว่าสถานที่จัดงานคือร้านอาหารกรีก ซึ่งดูไม่น่าจะมีความเกี่ยวข้องอันใดกับประเทศของชาวยิว และยิ่งงงตึ้บกว่าเก่า เมื่อได้พบเจ้าหน้าที่สถานทูตหลายท่าน ที่ล้วนแต่มีประพิมพ์ประพายค่อนไปทางชาวตะวันตก ไม่ใช่แขกขาวชาวตะวันออกกลางอย่างที่เราวาดภาพไว้ในใจตอนแรก

คงเป็นบทเรียนแรกที่ ออร์นา ซากิฟ (Orna Sagiv) เอกอัครราชทูตอิสราเอล เตรียมไว้สอนแขกชาวไทยเช่นเรา ก่อนที่งาน ‘Israel’s Diversity: Stories Behind the Dishes’ ในวันนี้จะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ

ตามทูตอิสราเอลเข้าครัว ลงมือปรุงสำรับอาหาร เพื่อรู้จักความหลากหลายของชาวยิว

หลากที่มา

ครั้นผู้เข้าร่วมงานประจำที่บนโต๊ะอาหารกันอย่างพร้อมหน้า ท่านทูตซากิฟจึงลุกขึ้นกล่าวเบื้องหน้าธงชาติพื้นหลังขาวที่กึ่งกลางมีลายดาวดาวิดหกแฉกสีน้ำเงิน

“อิสราเอลเป็นประเทศอายุน้อย ประชาชนชาวอิสราเอลที่เห็นในทุกวันนี้ ส่วนใหญ่อพยพมาจากต่างประเทศได้ไม่นานค่ะ” เธอเข้าสู่ประเด็นทันทีที่เสร็จสิ้นการอารัมภบท

ผู้แทนประเทศอิสราเอลเล่าว่า ก่อนการก่อตั้งชาติของเธอเมื่อ ค.ศ. 1948 ชาวยิวไม่เคยมีประเทศของตัวเองมานานนับพัน ๆ ปี พวกเขาพลัดพรายไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลก ตั้งแต่เอเชียตะวันตก ยุโรปใต้ ยุโรปตะวันออก เรื่อยไปถึงแอฟริกาตะวันตกอันไกลลิบอย่างอัลจีเรียและโมร็อกโก เป็นชนกลุ่มน้อยที่ต่างเชื้อชาติ ต่างศาสนาจากคนส่วนใหญ่ในสังคมเหล่านั้น แต่ขณะเดียวกัน ชาวยิวก็ได้รับเอาวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนในชาตินั้น ๆ มาปนเปในวิถีชีวิตตน จนเกิดเป็นความแตกต่างในหมู่ยิวด้วยกันเอง

ตามทูตอิสราเอลเข้าครัว ลงมือปรุงสำรับอาหาร เพื่อรู้จักความหลากหลายของชาวยิว

ชาวยิวที่ถือสัญชาติอิสราเอลทุกวันนี้ หากไม่ใช่รุ่นที่อพยพเข้ามาด้วยตัวเอง ก็มักจะเป็นคนที่เกิดในอิสราเอลไม่รุ่นที่ 1 ก็รุ่นที่ 2 ทุกครอบครัวจะทราบกันดีว่าปู่ย่าตาทวดของตนย้ายถิ่นมาจากประเทศใด อีกทั้งหลายคนก็ยังพูดภาษาในดินแดนที่พวกเขาจากมาได้ นอกเหนือจากภาษาฮีบรูของชาวยิวด้วย

“ในอิสราเอล ถ้าคุณจะแต่งงาน ครอบครัวคุณจะถามเลยว่าคนรักของคุณเกิดที่ไหน พ่อแม่ของเขาย้ายมาจากประเทศอะไร ถ้าพ่อแม่ของเขาเกิดในอิสราเอลเหมือนกัน ก็จะถามถึงรุ่นปู่ย่าต่อไป” ทูตสาวยกตัวอย่างให้พอเห็นภาพ ก่อนบอกกับเราทุกคนว่าเธอเป็นคนอิสราเอลเชื้อสายโปแลนด์ ที่ครอบครัวได้ย้ายจากโปแลนด์มาอยู่อิสราเอลหลังการสถาปนารัฐอิสราเอลเมื่อ 74 ปีก่อนนั่นเอง

ยามคนอิสราเอลจะดูกันว่าอีกฝ่ายมาจากที่ใด ถ้าไม่ฟังภาษาที่เขาใช้สื่อสารภายในบ้าน ของกินบนโต๊ะอาหารก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ชี้ชัดได้เหมือนกัน เพราะครอบครัวที่มีพื้นเพมาจากรัสเซียก็มักจะกินอาหารรัสเซีย ครอบครัวที่ย้ายมาจากโมร็อกโกก็จะนิยมอาหารแบบแอฟริกาเหนือ หรือครอบครัวไหนที่เคยอาศัยอยู่ประเทศกรีซ ก็จะช่ำชองด้านการปรุงอาหารกรีกและเมดิเตอร์เรเนียนทั้งหลายแหล่ ดังเช่นเจ้าของร้าน Helen Restaurant แห่งนี้ที่เป็นชาวอิสราเอลเหมือนกัน

ตามทูตอิสราเอลเข้าครัว ลงมือปรุงสำรับอาหาร เพื่อรู้จักความหลากหลายของชาวยิว

หลากวิธีทำ

ปูพื้นความเข้าใจเรื่องประเทศ เชื้อชาติ และอาหารกันพอหอมปากหอมคอแล้ว แต่เพราะสิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ ท่านทูตซากิฟพร้อมด้วยรองหัวหน้าคณะผู้แทนทางการทูต อาเรียล ไซด์มัน เลยนำแขกในงานทุกคนออกไปยังบริเวณเฉลียงที่โต๊ะใหญ่ 3 – 4 ตัววางเป็นแถวเป็นแนว โดยมีพืชผักและเครื่องปรุงนานาชนิด ตั้งรอให้เลือกหยิบไปใช้กับเครื่องครัวที่ไม่เหมือนกันบนโต๊ะแต่ละตัว

ท่ามกลางผู้คนที่สวมผ้ากันเปื้อนยืนหน้าสลอน นักการทูตทั้งสองเชื้อเชิญให้แขกผู้มีเกียรติทุกคนได้ทดลองทำอาหารอิสราเอลด้วยน้ำมือตนเองทั้งหมด 3 เมนู ได้แก่ ชักชูกา (Shakshuka), ฟาลาเฟล (Falafel) และขนมปังคาลา (Challa) โดยมีเชฟประจำร้านคอยสาธิตและช่วยเหลืออยู่ห่าง ๆ

ตามทูตอิสราเอลเข้าครัว ลงมือปรุงสำรับอาหาร เพื่อรู้จักความหลากหลายของชาวยิว

เริ่มต้นกันที่ ‘ชักชูกา’ ไข่ลวกกะทะร้อนสไตล์แอฟริกาเหนือซึ่งปรุงด้วยมะเขือเทศ พริก กระเทียม ยี่หร่า น้ำมันมะกอก ให้รสจัดจ้านถูกลิ้นคนไทย

เมนูนี้แพร่เข้ามาในอิสราเอลโดยชาวยิวจากอัลจีเรีย ตูนีเซีย และโมร็อกโก ผู้คนส่วนใหญ่ชอบที่จะรับประทานเป็นอาหารเช้ารับวันใหม่ แต่ด้วยรสชาติอันโอชะ คนอีกไม่น้อยจึงไม่อาจเก็บความอร่อยของชักชูกาไว้ดื่มด่ำเฉพาะมื้อเช้าได้ เราจึงพบชักชูกาได้ทั่วไปในประเทศอิสราเอล ทุกที่ ทุกมื้ออาหาร

ฐานนี้ เชฟใหญ่สอนให้ผู้ร่วมเวิร์กชอปฝานพริกหยวก กระเทียม มะเขือเทศ เป็นชิ้นบาง ส่งเสียงฉับ ๆ ดังกึกก้อง แล้วจึงนำทั้งหมดเทรวมกันลงในกระทะ

ตามทูตอิสราเอลเข้าครัว ลงมือปรุงสำรับอาหาร เพื่อรู้จักความหลากหลายของชาวยิว
ตามทูตอิสราเอลเข้าครัว ลงมือปรุงสำรับอาหาร เพื่อรู้จักความหลากหลายของชาวยิว

กริ๊ง! นาฬิกาจับเวลาในมือคุณไซด์มันส่งสัญญาณบอกหมดเวลา ถึงคราวต้องย้ายฐานกันแล้ว

เราละสายตาจากกระทะผัดชักชูกาที่เชฟกำลังเร่งมือผัดส่วนผสมคลุกเคล้าเข้าด้วยกันอย่างขมีขมัน แล้วหันไปให้ความสนใจกับ ‘ฟาลาเฟล’ ของทอดที่สีสันส่วนผสมดูคล้ายกุยช่ายทอด แต่สัณฐานกลมดิก

ทฤษฎีว่าด้วยที่มาของอาหารชนิดนี้ยังเป็นที่โต้แย้งกันไม่มีวันจบสิ้น บางกระแสว่ามันมีต้นกำเนิดมาจากอียิปต์เมื่อ 1,000 ปีก่อน บ้างว่ามาจากอินเดียนานกว่านั้น และบ้างก็ว่าเพิ่งมีเมื่อร้อยกว่าปีมานี้ สมัยที่อังกฤษยึดครองตะวันออกกลางเป็นดินแดนอารักขา

ตามทูตอิสราเอลเข้าครัว ลงมือปรุงสำรับอาหาร เพื่อรู้จักความหลากหลายของชาวยิว

ความจริงจะเป็นเช่นไร คงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักประวัติศาสตร์ทำการสืบค้นต่อไป เนื่องจากขณะนี้เชฟกำลังเร่งรัดเราให้ปั้นก้อนฟาลาเฟลจากถั่วหัวช้าง ถั่ว และเครื่องเทศ ซึ่งตัวเขาได้คลุกทุกอย่างใส่หม้อรอเราไว้แล้ว หน้าที่ของเราในฐานะผู้ทำเวิร์กชอปคือปั้นพวกมันให้แน่นที่สุด เพื่อที่เวลาลงกระทะจะได้ไม่แตกกระจายเป็นเศษเล็กเศษน้อย

รอยังไม่ทันจะเบื่อ ก็ได้ฟาลาเฟลกลิ่นหอมฉุย ขนาดเท่าลูกชิ้น มากินแก้หิวกันพลาง ๆ

ตามทูตอิสราเอลเข้าครัว ลงมือปรุงสำรับอาหาร เพื่อรู้จักความหลากหลายของชาวยิว
ตามทูตอิสราเอลเข้าครัว ลงมือปรุงสำรับอาหาร เพื่อรู้จักความหลากหลายของชาวยิว

นาฬิกาลั่นเสียงดังกังวานอีกครั้ง เป็นเหตุให้เราต้องขยับจากฐานฟาลาเฟล มายังฐานสุดท้าย คือฐานทำ ‘คาลา’ ซึ่งมีจุดรวมสายตาอยู่ ณ กะละมังสแตนเลสบรรจุก้อนแป้ง

สำหรับประชาชาติยิวที่มีมากกว่า 14 ล้านคนทั่วโลก คาลาเป็นมากกว่าขนมปังที่ใช้บริโภคในชีวิตประจำวัน แต่เจ้าขนมปังที่มีทรวดทรงเหมือนเปียผม ยังเป็นดั่งพันธะที่ผูกมัดมนุษย์กับพระเจ้า

ทั้งนี้เพราะคัมภีร์โตราห์ของชาวยิวเล่าย้อนไปในสมัยที่บรรพบุรุษของพวกเขาถูกเนรเทศ ต้องใช้ชีวิตระเหเร่ร่อนอยู่ท่ามกลางความแร้นแค้น พระเจ้าจึงมีรับสั่งให้พวกเขาแสดงความศรัทธาต่อพระองค์ ด้วยการแยกขนมปังบางส่วนของพวกเขาเพื่อถวายเป็นเครื่องสักการะ หลังจากที่พวกเขาเดินทางเข้าสู่แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์โดยสวัสดิภาพ อนุชนชาวยิวจึงถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบมาว่า ต้องอบและรับประทานขนมปังคาลาทุกวาระสำคัญในศาสนายูดาห์ ยกเว้นเทศกาลปัสคาที่ต้องกินขนมปังไร้เชื้อเท่านั้น

แต่เดิมขนมปังคาลาไม่ได้มีรูปแบบชัดเจนตายตัว ส่วนรูปแบบที่แพร่หลายในอิสราเอลทุกวันนี้ได้รับมาจากชาวยิวในยุโรป บางครั้งจะโรยงาให้ดูน่ารับประทานยิ่งขึ้น

เข้าคอร์สทำอาหาร รับประทานบุฟเฟต์กับ ท่านทูตออร์นา ซากิฟ เพื่อเข้าใจรากฐานอิสราเอลผ่านความอร่อย

วิธีทำคาลาก็ง่ายแสนง่าย เพียงแค่แป้งที่หมักยีสต์และน้ำตาลมา ตอกไข่และเติมเนยลงไปเล็กน้อยให้ได้เนื้อแป้งที่นิ่มหยุ่น แล้วทิ้งไว้ในที่อุ่นอย่างน้อย 1 ชั่วโมง

จากนั้นนำแป้งที่เตรียมไว้มาแยกเป็นชิ้น ๆ นวดทุกชิ้นเป็นเส้นยาว และนำแป้ง 2 เส้นมาผูกร้อยกันในลักษณะเดียวกับถักเปีย นำไปอบในเตาที่ให้ความร้อนสูง 180 องศาเซลเซียส ทิ้งไว้ราว 25 นาที เท่านี้ก็จะได้คาลาสีน้ำตาลนวลตาสมดั่งใจแล้ว

เข้าคอร์สทำอาหาร รับประทานบุฟเฟต์กับ ท่านทูตออร์นา ซากิฟ เพื่อเข้าใจรากฐานอิสราเอลผ่านความอร่อย

หลากความอร่อย

เวิร์กชอปทั้ง 3 ฐานจบลงด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของผู้ร่วมกิจกรรมทั้งหมด แต่คงเป็นเพราะทุกคนขลุกอยู่กับการครัวทั้งที่ท้องยังว่าง ท้องไส้ของแต่ละคนจึงเริ่มส่งเสียงจ๊อก ๆ ท่านทูตซากิฟและคุณไซด์มันเลยอาสานำแขกทุกคนกลับเข้าห้องอาหาร โดยปล่อยให้ขั้นตอนการปรุงที่เหลือเป็นหน้าที่รับผิดชอบของเชฟตัวจริงต่อไป

กลับมารอบนี้ โต๊ะบุฟเฟต์ตัวยาวที่ก่อนหน้ายังคลุมด้วยผ้าทึบกลับเปิดโล่ง เผยความอุดมสมบูรณ์ของ ‘อาหารอิสราเอล’ สารพัดเมนูซึ่งดูคล้ายอาหารชาติอื่นไปเสียทุกจาน นี่กระมังความหลากหลายของอิสราเอลที่ท่านทูตและคณะตั้งใจจะอวดให้เราเห็น

เข้าคอร์สทำอาหาร รับประทานบุฟเฟต์กับ ท่านทูตออร์นา ซากิฟ เพื่อเข้าใจรากฐานอิสราเอลผ่านความอร่อย
เข้าคอร์สทำอาหาร รับประทานบุฟเฟต์กับ ท่านทูตออร์นา ซากิฟ เพื่อเข้าใจรากฐานอิสราเอลผ่านความอร่อย

มื้อกลางวันที่ทุกคนตั้งตารอนี้ ทางสถานทูตได้ทยอยเสิร์ฟอาหารเรียกน้ำย่อยและสลัดจานเล็ก ต่อด้วยอาหารจานหลักซึ่งมีเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานเลือกตักในถาดบุฟเฟต์ได้ตามอัธยาศัย ก่อนตบท้ายด้วยของหวาน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเมนูใด ก็มักจะมีเรื่องราวการนำเข้ามาโดยชาวยิวจากที่นั่นที่นี่เสมอ

บางเมนูมีชื่อที่ฟ้องชัดว่าไม่ใช่อาหารพื้นถิ่นของอิสราเอลเป็นแน่แท้ ยกตัวอย่างเช่นสลัดกรีก (Greek Salad) ซึ่งหาพบได้แทบทุกภัตตาคารในอิสราเอล หรือปลาโมร็อกโก (Moroccan Fish) ที่ชาวอิสราเอลนิยมกินเป็นมื้อเย็นวันศุกร์คู่กับขนมปังคาลา

เข้าคอร์สทำอาหาร รับประทานบุฟเฟต์กับ ท่านทูตออร์นา ซากิฟ เพื่อเข้าใจรากฐานอิสราเอลผ่านความอร่อย

บางเมนูเป็นวัฒนธรรมร่วมของผู้คนในตะวันออกกลาง อย่าง ฮุมมุส (Hummus) อาหารเนื้อเหลวละม้ายครีม ทำจากถั่วหัวช้างผสมซอสงาบด เป็นที่นิยมทั้งในอิสราเอล อิหร่าน จอร์แดน เลบานอน ตลอดจนภูมิภาคแอฟริกาเหนือที่เป็นถิ่นทะเลทราย

เข้าคอร์สทำอาหาร รับประทานบุฟเฟต์กับ ท่านทูตออร์นา ซากิฟ เพื่อเข้าใจรากฐานอิสราเอลผ่านความอร่อย

แต่ก็มีอีกหลายเมนูที่ชาวอิสราเอลแสดงความเป็นเจ้าของได้อย่างสมภาคภูมิ อาทิ ขนมปังคาลา และเบเกิลเยรูซาเลม (Jerusalem Bagel)

“อิ่ม” คือคำแรกที่เราบอกกับตัวเองเมื่อแขกเหรื่อทยอยมาอำลาท่านทูต

อิ่มท้อง… ที่ได้กินของอร่อยนานาชาติในมื้อเดียว

อิ่มสมอง… ที่ได้รับรู้ข้อมูลใหม่ ๆ และสาระน่าสนใจของอาหารแต่ละจานที่กินเข้าไป

อิ่มใจ… ที่ได้รับไมตรีจิตจากเจ้าหน้าที่สถานทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยทุกคน

เข้าคอร์สทำอาหาร รับประทานบุฟเฟต์กับ ท่านทูตออร์นา ซากิฟ เพื่อเข้าใจรากฐานอิสราเอลผ่านความอร่อย

จบจากมื้อนี้ ถ้ามีใครถามว่าอาหารอิสราเอลมีรสยังไง

“รสหลากหลาย” นี่แหละ ที่จะเป็นคำตอบของเรา

ภาพ : สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load