ทั่วประเทศมีเทศกาลย่านสร้างสรรค์มากมายหลายงาน เช่น Bangkok Design Week, Chiang Mai Design Week, สกลจังซั่น แพร่คราฟต์ และ Pattani Decoded ล่าสุดมีงานน้องใหม่ เทศกาลงานสร้างสรรค์ Creative Nakhon โดยมีแนวคิดหลัก RE-SET คิดใหม่ ในย่านเก่า ระหว่างวันที่ 1 – 12 ธันวาคม 2564 ที่ย่านท่าวัง-ท่ามอญ อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช งานนี้จัดมาเป็นครั้งที่ 4 แล้ว แต่ 3 ครั้งแรกจัดในระดับอีเวนต์เล็ก ๆ ในอาคารเดียว ปีนี้ถึงเริ่มยกระดับเป็นเทศกาลที่มีงานให้ชม 19 งาน กระจายตัวทั่วย่าน

ถือเป็นงานย่านสร้างสรรค์รสชาติใหม่ เพราะมีทั้งการนำอัตลักษณ์ของศิลปินใต้มาต่อยอดเป็นงานศิลปะ มีเรื่องอาคารเก่า เรื่องอาหาร และอีกหลายประเด็น งานนี้จัดโดยกลุ่ม Creative Nakhon โดยมีหัวเรือหลักคือ ศุภชัย แกล้วทนงค์ นักออกแบบชื่อดังผู้ตัดสินใจทิ้งชีวิตในเมืองใหญ่กลับมาทำงานที่บ้าน และมีสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA เป็นพี่เลี้ยง

ในวาระที่ The Cloud ได้ไปร่วมงานด้วย ก็เลยชวนทีมงานพัฒนาเครือข่ายย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของ CEA และกลุ่ม Creative Nakhon มานั่งคุยกันเพื่อถอดบทเรียนที่ทุกเมืองสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ ถ้าอยากเปลี่ยนย่านซบเซาให้สร้างสรรค์นั้นไม่ยาก เริ่มต้นได้จากการทำตาม 10 ขั้นตอนดังต่อไปนี้

ถอดบทเรียนจากงาน Creative Nakhon 10 วิธีเปลี่ยนย่านซบเซาให้สร้างสรรค์ที่นำไปใช้ได้ทุกเมือง
ถอดบทเรียนจากงาน Creative Nakhon 10 วิธีเปลี่ยนย่านซบเซาให้สร้างสรรค์ที่นำไปใช้ได้ทุกเมือง

01 รู้จักย่านซบเซา

ทุกจังหวัดล้วนมีย่านการค้ากลางเมืองที่เคยคึกคัก แต่ด้วยการเจริญเติบโตของเมืองทำให้มีการขยายเมือง ย้ายสถานที่สำคัญออกไปรอบนอก รวมไปถึงพฤติกรรมที่คนนิยมเดินห้างสรรพสินค้า ทำให้มีจำนวนคนเข้ามาจับจ่ายในย่านกลางเมืองลดลงเรื่อย ๆ ในฝั่งของเหล่าลูกหลานกิจการต่าง ๆ เมื่อได้เรียนหนังสือในเมือง ก็อาจจะเจองานใหม่ที่ตอบโจทย์ชีวิตมากกว่า จึงไม่กลับไปสานต่อกิจการของครอบครัว

ความซบเซาของย่านไม่ได้มีผลแต่เศรษฐกิจของย่าน แต่ในย่านเหล่านั้นยังมีประวัติศาสตร์ สินทรัพย์ เรื่องราว และเสน่ห์เฉพาะตัว ที่หากหายไป ชีวิตยุคใหม่ในทุกจังหวัดคงไม่แตกต่างกัน หัวใจของการทำงานฟื้นฟูย่านซบเซาคือ การหาอัตลักษณ์ให้เจอ แล้วทำในสิ่งที่ยิ่งกว่ารักษาเอาไว้ ก็คือต่อยอดให้คงอยู่อย่างเข้ายุคเข้าสมัย

02 การฟื้นฟูย่านเก่าเป็นหน้าที่ใคร

หนึ่ง คนในพื้นที่ ซึ่งเป็นคนที่เข้าใจดีที่สุด และมีส่วนได้ส่วนเสียมากที่สุด

สอง หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ตอนนี้ ‘เศรษฐกิจสร้างสรรค์’ อยู่ในยุทธศาสตร์ชาติแล้ว บางจังหวัดก็นำไปใส่ในแผนของจังหวัดแล้ว หน่วยงานอย่างกลุ่มงานแผนและยุทธศาสตร์ สำนักงานจังหวัด ถือเป็นกลุ่มที่สำคัญ เพราะบรรจุนโยบายนี้ในแผนจังหวัดระยะ 5 ปีได้ ไม่ว่าจะเปลี่ยนทีมผู้บริหารเป็นใคร แผนนี้ก็จะยังอยู่ รวมถึงเมื่อมีแผน ก็จะมีงบประมาณมาใช้ดำเนินการด้วย นอกจากนี้ก็ต้องอาศัยความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ด้วย

สาม นักสร้างสรรค์ในเมืองนั้น ๆ กลุ่มคนที่ทำงานขับเคลื่อนเมือง ทั้งบริษัทพัฒนาเมือง บางจังหวัดก็มีคณะกรรมการเศรษฐกิจสร้างสรรค์ รวมถึงหน่วยงานนอกจังหวัดเช่น อพท. CEA หรือหน่วยงานที่ดูแลเรื่องแผนอนุรักษ์เมืองเก่า

สี่ องค์กรต่าง ๆ ตั้งแต่องค์กรท้องถิ่นไปจนถึงองค์กรต่างประเทศ เช่น บริติช เคานซิล หรือ เจแปนฟาวน์เดชั่น เพราะการขับเคลื่อนเมืองทำได้ตั้งแต่ระดับผลิตภัณฑ์ไปจนถึงชุมชน และต้องทำหลายส่วนประกอบกัน จึงจะนำไปสู่ชุมชนที่มีความสุข จึงต้องการองค์ความรู้และประสบการณ์ที่หลากหลาย

ถอดบทเรียนจากงาน Creative Nakhon 10 วิธีเปลี่ยนย่านซบเซาให้สร้างสรรค์ที่นำไปใช้ได้ทุกเมือง
ถอดบทเรียนจากงาน Creative Nakhon 10 วิธีเปลี่ยนย่านซบเซาให้สร้างสรรค์ที่นำไปใช้ได้ทุกเมือง

03 เราฟื้นเมืองด้วยงานออกร้านขายของแบบเดิม ๆ ไม่ได้หรือ

เราฟื้นเมืองได้หลายวิธี แต่ละวิธีก็ดีคนละแบบ เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายที่ต่างกันออกไป งานออกร้านขนาดใหญ่มีข้อดีหลายอย่าง แต่ร้านค้าจำนวนมากก็เดินสายไปทุกจังหวัด หรือรับของคล้าย ๆ กันมาขาย ทำให้แต่ละงานแทบไม่ต่างกัน งานที่น่าสนใจจจึงเป็นงานที่สร้างเอกลักษณ์ขึ้นจากอัตลักษณ์ของตัวเอง อย่างเช่นงานสกลเฮ็ด ที่ทำให้คนอยากใส่ผ้าย้อมครามไปเดินงาน เสน่ห์ของงานแบบนี้อยู่ที่กลุ่มนักสร้างสรรค์ผู้จัดงาน โปรแกรมในงาน ซึ่งจะดึงดูดกลุ่มเป้าหมายที่สนใจสิ่งเดียวกัน

04 CEA ใช้กระบวนการอะไรฟื้นย่านซบเซา

CEA ขับเคลื่อนย่านสร้างสรรค์ด้วย 5 ยุทธศาสตร์ คือ 

หนึ่ง การขับเคลื่อนเชิงนโยบาย ทำให้ไปอยู่ในแผนของจังหวัด 

สอง พัฒนาพื้นที่เชิงกายภาพ ศึกษาปัญหาและความต้องการของคนในย่าน แล้วทำออกมาเป็นโปรเจกต์ต้นแบบให้คนลองใช้และหน่วยงานรัฐได้เห็น ถ้าตอบโจทย์ก็อาจจะถูกนำไปใช้จริงในระยะยาว

สาม พัฒนาธุรกิจสร้างสรรค์ ทั้งระดับผลิตภัณฑ์และธุรกิจ ถ้าย่านน่าสนใจ และนักธุรกิจเห็นโอกาสก็จะเข้ามาเชื่อมต่อเอง

สี่ หาอัตลักษณ์และทำแบรนด์ให้ย่าน 

ห้า ชวนภาคส่วนต่าง ๆ มามีส่วนร่วม 

จากยุทธศาสตร์ทั้งห้า บางเมืองอาจจะต้องการแค่การพัฒนาเชิงกายภาพ แต่บางเมืองก็อาจจะเกิดเป็นอีเวนต์ อย่างเช่น ครีเอทีฟนคร เชียงใหม่ดีไซน์วีก หรือ สกลจังซั่น ให้คนได้เห็นการนำความคิดสร้างสรรค์มาทดลองแก้ปัญหา

ถอดบทเรียนจากงาน Creative Nakhon 10 วิธีเปลี่ยนย่านซบเซาให้สร้างสรรค์ที่นำไปใช้ได้ทุกเมือง
ถอดบทเรียนจากงาน Creative Nakhon 10 วิธีเปลี่ยนย่านซบเซาให้สร้างสรรค์ที่นำไปใช้ได้ทุกเมือง
ถอดบทเรียนจากงาน Creative Nakhon 10 วิธีเปลี่ยนย่านซบเซาให้สร้างสรรค์ที่นำไปใช้ได้ทุกเมือง

05 หาคนขับเคลื่อนให้ได้

สิ่งสำคัญที่สุดในการฟื้นเมืองคือ การหากลุ่มแกนนำของแต่ละเมืองให้ได้ เพราะไม่มีทางที่คนนอกจะเข้าไปทำได้โดยลำพัง และงานที่ออกมาก็ไม่มีทางดีแน่นอน ถ้าคนในย่านไม่ร่วมด้วย เมื่อได้กลุ่มคนทำที่มีทั้งไฟและไอเดียแล้ว ก็ต้องเชื่อมให้ทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐประจำจังหวัด รวมไปถึงควรหาหน่วยงานที่จะเป็นเจ้าภาพหลัก ซึ่งจะเป็นหน่วยงานรัฐหรือหน่วยงานประจำจังหวัด อย่างหอการค้าจังหวัดก็ได้ แล้วแต่ผู้ว่าฯ จะเห็นว่าควรมอบหมายให้ใครดูแล

06 เรียนรู้จากงานที่มีอยู่แล้ว

ในประเทศไทยมีงานที่นำความคิดสร้างสรรค์ไปฟื้นย่านมากมาย เมืองที่เพิ่งเริ่มต้นสามารถหยิบยกรูปแบบที่เหมาะกับพื้นที่จากงานต่าง ๆ มาใช้ได้ อย่างงานครีเอทีฟนครก็มีงาน Bangkok Design Week เป็นต้นแบบ เริ่มตั้งแต่การจัดงานเป็นย่านแทนที่จะจัดในสถานที่เดียว มีข้อดีคือ ได้นำงานสร้างสรรค์เข้าไปในย่าน ได้พาคนเข้าไปสัมผัสเสน่ห์ของย่าน และกระตุ้นเศรษฐกิจของย่าน นอกจากนี้ก็ยังนำรูปแบบการจัดนิทรรศการ เวิร์กชอปมาใช้ โดยปรับเนื้อหาให้เข้ากับพื้นที่ อย่างภาพถ่ายย่านเก่า ก็ได้รับเสียงตอบรับดีมากจากผู้สูงอายุ ทำให้พวกเขาเปิดใจกับโครงการแล้วเปิดสถานที่ให้ใช้จัดงานด้วย

ชวนกลุ่ม Creative Nakhon และ CEA ถอดรหัสวิธีคิดในการใช้ความคิดสร้างสรรค์ฟื้นย่านซบเซา ที่ย่านท่าวัง-ท่ามอญ อำเภอเมือง จ. นครศรีธรรมราช
ชวนกลุ่ม Creative Nakhon และ CEA ถอดรหัสวิธีคิดในการใช้ความคิดสร้างสรรค์ฟื้นย่านซบเซา ที่ย่านท่าวัง-ท่ามอญ อำเภอเมือง จ. นครศรีธรรมราช

07 พลิกแพลงสิ่งที่เหมือนให้ต่าง

แม้ว่างานครีเอทีฟนครจะนำโครงสร้างงานของ Bangkok Design Week มาใช้ แต่ตัวเนื้อหาของงานก็เอาสินทรัพย์ วัตถุดิบ และภูมิปัญญาของย่านที่มีมาต่อยอด ที่เห็นได้ชัดในงานครีเอทีฟนครก็คือ งานศิลปะจากยางพาราของ แก้วตระการ จุลบล

08 อยากให้ใครมาเดิน

หนึ่ง งานนี้ควรอยู่ในหูในตาของผู้กำหนดนโยบาย เพื่อที่เขาจะได้เข้าใจและเห็นพลังของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ อันจะนำมาซึ่งการสนับสนุนในรูปแบบต่าง ๆ ต่อไป การจัดงานของ CEA จึงมีนักการเมืองตั้งแต่ระดับท้องถิ่นจนถึงระดับประเทศมาร่วม ทั้งมาเลือกและตั้งใจเชิญ เพราะคนเหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญในการช่วยอธิบายและสนับสนุนในที่ประชุมต่าง ๆ

สอง นักท่องเที่ยวซึ่งอาจจะไม่ได้สนใจเรื่องงานสร้างสร้างมาก่อน จะได้กิจกรรมสนุก ๆ ของคนเมืองเพิ่มอีกอย่าง รวมถึงได้แรงบันดาลใจบางอย่างกลับไป สิ่งสำคัญคือนักท่องเที่ยวเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ด้วย มีการคำนวณว่างานเชียงไหม่ดีไซน์วีกทำให้เงินหมุนเวียนมากถึง 800 – 900 ล้านบาทเลยทีเดียว

สาม ผู้ประกอบการ เช่น นักธุรกิจในเมืองที่อาจจะไม่รู้จักกลุ่มนักสร้างสรรค์ของเมืองมาก่อน รวมถึงกลุ่ม Buyer ที่จะนำสินค้าไปขายต่อ และคนที่อาจจะมาใช้พื้นที่จัดงานลักษณะนี้บ้าง

สี่ กลุ่มนักสร้างสรรค์ที่ได้เห็นถึงคุณค่าของงานตัวเอง และได้แรงบันดาลใจจากการดูงานคนอื่น

ห้า คนในชุมชนจะได้เห็นศักยภาพของพื้นที่ตัวเองซึ่งไม่เคยเห็นมาก่อน

ชวนกลุ่ม Creative Nakhon และ CEA ถอดรหัสวิธีคิดในการใช้ความคิดสร้างสรรค์ฟื้นย่านซบเซา ที่ย่านท่าวัง-ท่ามอญ อำเภอเมือง จ. นครศรีธรรมราช
ชวนกลุ่ม Creative Nakhon และ CEA ถอดรหัสวิธีคิดในการใช้ความคิดสร้างสรรค์ฟื้นย่านซบเซา ที่ย่านท่าวัง-ท่ามอญ อำเภอเมือง จ. นครศรีธรรมราช

09 ทำไมต้องใช้เศรษฐกิจสร้างสรรค์มาฟื้นย่าน

เศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นแค่เครื่องมือหนึ่ง ใครถนัดสิ่งไหนก็ทำสิ่งนั้น โดยที่แต่ละย่านควรจะหาเอกลักษณ์ของตัวเอง โดยนำสินทรัพย์และเรื่องราวที่มีมาใส่ความคิดสร้างสรรค์เข้าไป เพื่อพลิกแพลง ต่อยอดให้เป็นสิ่งใหม่ คนที่มาเดินจึงได้เห็นทั้งชิ้น ศักยภาพของพื้นที่ และแรงบันดาลใจที่จะนำไปใช้ทำอะไรต่อก็ได้ โดยปลายทางของเศรษฐกิจสร้างสรรค์คือ คุณภาพชีวิตของคนที่ดีขึ้น อยู่ดี กินดี เพิ่มมูลค่าให้ชีวิต และส่งเสริมให้ธุรกิจประเทศเดินหน้า

10 ย่านสร้างสรรค์ทำให้นักสร้างสรรค์กลับมาอยู่บ้านได้

การทำให้นักสร้างสรรค์เห็นว่า นี่คือย่านสร้างสรรค์ เป็นพื้นที่ที่ผลิตงานได้ ขับเคลื่อนบ้านเกิดของตัวเองด้วยเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้ จะทำให้นักสร้างสรรค์กลับมาพัฒนาบ้านเกิดตัวเอง ไม่ไปแออัดในเมืองใหญ่ เมืองรองก็จะแข็งแรง ส่งผลให้เกิดการกระจายตัวของเศรษฐกิจทั่วประเทศ

ชวนกลุ่ม Creative Nakhon และ CEA ถอดรหัสวิธีคิดในการใช้ความคิดสร้างสรรค์ฟื้นย่านซบเซา ที่ย่านท่าวัง-ท่ามอญ อำเภอเมือง จ. นครศรีธรรมราช

ภาพ : นันทโนราห์ ธรรมชาต, ณนัทธ์ อารีกุล และ ธนัช สาธรณ์

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ในยุคที่มนุษย์พึ่งพาเรือเป็นพาหนะหลักในการเดินทางระยะไกล ผืนดินกว้างใหญ่ตอนบนของทวีปอเมริกาเหนือซึ่งมีชื่อว่า ‘แคนาดา’ ยังเป็นแดนสนธยาที่น้อยคนจะด้นดั้นไปถึง หากไม่ใช่ผู้อพยพที่ตั้งใจบ่ายหน้ามาตั้งหลักแหล่ง หรือข้าราชการจากเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสและอังกฤษซึ่งถูกส่งตัวมาด้วยภาระหน้าที่เสียอย่าง ก็ยากที่ใครสักคนจะสัญจรมาที่นี่เพื่อเที่ยวชมความงามของดินแดนแห่งต้นเมเปิล ทิวสน ธารน้ำแข็ง ตลอดจนทะเลสาบสีครามในอ้อมกอดของเทือกเขาหิมะ

ครั้นแล้วในปีคริสต์ศักราช 1931 ประวัติศาสตร์แคนาดาก็ต้องจารึกเรื่องราวบทใหม่ เมื่อเรือลำใหญ่จากประเทศญี่ปุ่นนำชนชั้นสูงชาวเอเชียคู่หนึ่ง รอนแรมมาขึ้นฝั่ง ณ ท่าเรือเมืองวิกตอเรีย

แม้ทั้งสองจะเดินทางออกจากแคนาดาทันทีในเช้าวันพรุ่ง แต่มิช้าสองท่านนั้นก็หวนกลับมายังแดนไกลลิบนี้อีกครั้ง ก่อนตระเวนท่องเที่ยวพักผ่อนในแคนาดาเป็นเวลานานถึง 2 เดือน พร้อมกับสถาปนาพระองค์เป็นกษัตริย์และราชินีชาวตะวันออกไกลคู่แรกที่ได้เสด็จฯ เยือนประเทศแคนาดา

ทั้งสองพระองค์นั้นคือ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

เรื่องราวการเสด็จประพาสแคนาดาของรัชกาลที่ 7 แห่งจักรีวงศ์อาจถูกลืมเลือนไปจากความรับรู้ของประชาชนไทย ด้วยระยะเวลาที่ล่วงผ่านมานานกว่า 9 ทศวรรษ อีกทั้งรัชสมัยสั้น ๆ ของพระองค์เป็นที่จดจำมากกว่า ในเรื่องการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองในอีก 1 ปีให้หลัง

แต่มาวันนี้ การเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งประวัติศาสตร์ได้ถูกนำมาเล่าขานกันใหม่ที่พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในรูปแบบนิทรรศการหมุนเวียนชื่อ ‘จาก ‘สยาม’ สู่ ‘แคนาดา’ 1931’

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

“สาระสำคัญของนิทรรศการนี้ คือเรื่องราวเกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศแคนาดาเมื่อ ค.ศ. 1931 ถ้านับแบบไทยก็จะตรงกับ พ.ศ. 2474 ค่ะ” รุ้ง-จิตสุภา หวังศิริสมบูรณ์ ภัณฑารักษ์ผู้ดูแลนิทรรศการบอกด้วยน้ำเสียงแจ่มใส

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

ด้านหลังเธอคือต้นไม้ปลอมสูงเทียมเพดาน ซึ่งหากเยี่ยมสายตามองต่ำลงไปใต้เงาไม้พลาสติกนั้น ก็จะเห็นแม่เหล็กรูปใบเมเปิลอันเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติแคนาดาโรยรายอยู่บนพื้นหญ้าเทียม มุมหนึ่งมีพระบรมฉายาลักษณ์ขององค์รัชกาลที่ 7 ประทับยืนในฉลองพระองค์อย่างชาวตะวันตก สวมพระมาลา (หมวก) รายรอบด้วยบรรดาชาวต่างชาติ มีกองดินที่เพิ่งถูกขุดอยู่เบื้องหน้าพระวรกาย

จุดเริ่มต้นของนิทรรศการนี้ก็เกิดขึ้นได้จากดินกองนั้นเอง

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

“ก่อนเริ่มทำนิทรรศการ ทางสถาบันพระปกเกล้าที่ดูแลพิพิธภัณฑ์ของเรามีข้อตกลงระหว่างองค์กรกับมหาวิทยาลัยวิกตอเรีย (University of Victoria) ที่แคนาดา ดร.วิกเตอร์ วี. รามราช (Dr.Victor V. Ramraj) อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งนั้นได้ส่งภาพต้นไม้ที่เขาไปพบมาให้ เป็นต้นโอ๊กที่สวนสาธารณะในเมืองวิกตอเรีย ตรงต้นไม้มีข้อความเขียนไว้ว่า ‘King Prajadhipok of Siam’ ระบุปี 1931 เขาไปค้นข้อมูลเพิ่มเติม ได้พบข้อมูลในหอจดหมายเหตุเมืองวิกตอเรียที่มีภาพพระองค์ท่านทรงปลูกต้นไม้ ทำให้เรารู้ว่าน่าจะเป็นครั้งเดียวกับที่เสด็จฯ ไปแคนาดาเมื่อ ค.ศ. 1931 เราก็เลยได้ร่วมงานกับสถานทูตแคนาดา”

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

สวนสาธารณะดังกล่าวมีนามว่า สวนสาธารณะบีคอน ฮิลล์ (Beacon Hill Park) ฟากหนึ่งของสวนได้ชื่อว่า สวนของนายกเทศมนตรี หรือ เมเยอร์ส โกรฟ (Mayor’s Grove) ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันว่า คนใหญ่คนโตที่มาเยือนเมืองวิคตอเรียจะต้องมาปลูกต้นไม้ที่สวนแห่งนี้ ลอร์ดบาเดน พาวเวลล์ (Lord Baden-Powell) ผู้สถาปนากิจการลูกเสือโลก และเซอร์วินสตัน เชอร์ชิล (Sir Winston Churchill) อดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐบุรุษแห่งสหราชอาณาจักรล้วนเคยฝากผลงานการปลูกต้นไม้ของตนไว้ทั้งสิ้น

ซึ่งหากจะต้องเลือกสถานที่สำหรับจัดแสดงแง่มุมในพระชนม์ชีพของรัชกาลที่ 7 คงไม่มีที่ใดจะเหมาะสมไปกว่าพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้พระราชประวัติของพระองค์มาตั้งแต่ปลาย พ.ศ. 2545 ตรงกับวาระที่พิพิธภัณฑ์นี้มีอายุครบ 20 ปีพอดี

“สถานทูตแคนาดาประจำประเทศไทยได้ช่วยติดต่อกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งพิพิธภัณฑ์ หอจดหมายเหตุ ห้องสมุดที่แคนาดา ฯลฯ เราจึงได้ภาพ ได้ข้อมูลมาค่อนข้างเยอะ เดิมเรามีภาพอยู่เป็นบางส่วน แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นที่ใดแน่ เพราะว่าในการเสด็จฯ ครั้งนั้น รัชกาลที่ 7 ท่านเสด็จฯ ไปทั้งสหรัฐอเมริกาและแคนาดา พอได้ติดต่อกับหน่วยงานทางโน้นจึงได้ข้อมูลมากพอจนจัดนิทรรศการนี้ได้”

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

การตระเตรียมงานทุกขั้นตอนเกิดขึ้น ดำเนินไป และแล้วเสร็จภายในเวลาประมาณ 3 เดือน ซึ่งนับว่าไวมาก โดยคุณรุ้งเปิดเผยว่าเธอและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้คิดหัวข้อเรื่องที่จะนำเสนอไว้เรื่อย ๆ ตามภาพที่รวบรวมมาได้ ก่อนจะทยอยทำการค้นคว้าพิสูจน์หลักฐานทางประวัติศาสตร์ทีละส่วน

ที่ยากยิ่งกว่าคือนิทรรศการนี้นำเสนอข้อมูลทั้งหมดเป็น 3 ภาษาเสมอ ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาฝรั่งเศส โดย 2 ภาษาหลังคือภาษาราชการของประเทศแคนาดา คุณรุ้งจะต้องเขียนข้อมูลเป็นภาษาไทยก่อน จากนั้นจึงส่งให้สถานทูตแคนาดาตรวจสอบความถูกต้อง รวมถึงแปลข้อความเหล่านั้นเป็นอังกฤษและฝรั่งเศสต่อไปในชั้นหลัง

3 เดือนแห่งการเตรียมงานลุล่วงไปด้วยดี ทางพิพิธภัณฑ์ได้ทำพิธีเปิดนิทรรศการไปเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 และเปิดให้ผู้สนใจทั้งไทยและเทศเข้าชมได้นับแต่นั้น

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

ถ้าไม่นับต้นโอ๊กจำลองที่อยู่กลางห้อง ทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมชมย่อมต้องรู้สึกลานตากับภาพขาวดำในกรอบ ทั้งขนาดเล็กและใหญ่นับสิบ ๆ ภาพ ซึ่งประดับอยู่ทั่วผนังทั้ง 3 ด้าน โดยมีคำบรรยาย 3 ภาษากำกับอยู่เพื่อให้ความรู้อย่างละเอียดแก่ผู้ร่วมนิทรรศการ

ภาพที่นำมาจัดแสดงทุกภาพเป็นสีขาวดำสมกับยุคทศวรรษ 1930 ที่กล้องสียังไม่ถูกประดิษฐ์ขึ้น ซึ่งโดยมากถ่ายด้วยฟิล์มกระจก เหล่านี้มีทั้งภาพที่เป็นของพิพิธภัณฑ์เอง และภาพที่ไปพบตามพิพิธภัณฑ์กับหอจดหมายเหตุในประเทศแคนาดา สถานทูตแคนาดาแห่งประเทศไทยได้ช่วยประสานไปถึงสถาบันเหล่านั้น ซึ่งทั้งหมดก็ให้ความร่วมมือด้วยการส่งสำเนามาให้จัดแสดงด้วยดี

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

หากจะชมตามลำดับเวลา ภาพแรกที่ควรชมคือภาพที่ในหลวง ร.7 กับสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีเสด็จลงจากเรือพระที่นั่งเอมเพรส ออฟ เจแปน ตามหลัง กัปตันแซมมูเอล โรบินสัน ผู้ควบคุมเรือ

“ครั้งนั้นรัชกาลที่ 7 ท่านเสด็จฯ ไปสหรัฐอเมริกาเพื่อผ่าตัดพระเนตร เพราะท่านทรงเป็นต้อกระจก ตอนแรกทรงประทับนั่งบนเรือจากญี่ปุ่นไปขึ้นฝั่งที่แคนาดา” คุณรุ้งปูความเข้าใจคร่าว ๆ “จากนั้นท่านก็เสด็จฯ ไปอเมริกาทางรถไฟ ก็ประทับอยู่ที่อเมริกานานหลายเดือนเหมือนกัน เพราะทรงเข้ารับการผ่าตัดและพักฟื้น หลังจากนั้นท่านจึงเสด็จฯ ไปแคนาดาเพื่อพักฟื้นพระวรกายต่ออีก 2 เดือน”

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จฯ โดยรถไฟขบวนพิเศษ มุ่งหน้าไปยังสถานีสกาเบอโร รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

ก่อนการเสด็จพระราชดำเนินจะเริ่มต้นขึ้น รัฐบาลสยามได้ติดต่อกับประเทศที่จะเสด็จฯ ผ่านและประทับ ในส่วนของแคนาดา ได้ปรากฏหลักฐานการโต้ตอบกันทางโทรเลขระหว่างหน่วยงานรัฐ ทั้งเรื่องนัดหมายการเตรียมความพร้อมเพื่อเฝ้าฯ รับเสด็จ แผนอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางและเยือนสถานที่ต่าง ๆ รวมถึงการเตรียมสิ่งของแลกเปลี่ยนระหว่างกัน

น่าสนใจว่าในบรรดาโทรเลขที่พบ มีโทรเลขจากกงสุลใหญ่แห่งสยามประจำดินแดนแคนาดา วิลเลียม วัตสัน อาร์มสตรอง ถึง ดร.ออสการ์ ดี สเกลตัน ปลัดกระทรวงการต่างประเทศแคนาดาในขณะนั้น ว่าด้วยการจัดการกับพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐที่ตีพิมพ์ในสมัย ร.7 ซึ่งรัฐบาลสยามได้ส่งมอบแก่สถาบันการศึกษาในแคนาดารวมทั้งสิ้น 7 แห่งด้วย

ตามรอยเสด็จประพาสดินแดนเมเปิลของ ร.7 จากภาพถ่ายนิทรรศการ ‘จากสยามสู่แคนาดา 1931’

จากพระนครสยาม พระปกเกล้าฯ และสมเด็จพระราชินีได้เสด็จฯ ขึ้นเรือไปยังดินแดนฮ่องกงของอังกฤษเมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2474 เพื่อประทับเรือเอมเพรส ออฟ เจแปน ซึ่งแวะเทียบท่าที่นครเซี่ยงไฮ้ของจีน ทรงเยือนประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลา 4 วัน จึงข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปขึ้นฝั่ง ณ ท่าเรือเมืองวิกตอเรีย มณฑลบริติชโคลัมเบีย ทางฝั่งตะวันตกของแคนาดา รวมเป็นเวลาทั้งสิ้น 7 วัน กับอีก 20 ชั่วโมง ซึ่งนับว่าสั้นที่สุดเท่าที่เรือลำนี้เคยล่องผ่านเส้นทางนี้มา

ช่วงดึกของวันที่ 16 เมษายน เรือเอมเพรส ออฟ เจแปน ได้เทียบท่าที่สถานกักกันโรควิลเลียมส์ แต่เพราะรัชกาลที่ 7 กำลังประชวรด้วยไข้มาลาเรีย สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีจึงทรงเป็นผู้พระราชทานพระวโรกาสให้ข้าราชการชั้นสูงของแคนาดาได้เข้าเฝ้าฯ แทน ก่อนที่เรือจะมุ่งสู่เมืองแวนคูเวอร์ต่อไป

“ในการเสด็จฯ ร.7 มีพระราชประสงค์จะไม่เปิดเผยพระองค์ ในเอกสารไม่ได้ระบุว่าท่านเสด็จฯ ในนาม King แต่จะเขียนว่า Prince of Sukhothai (สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา) ซึ่งเป็นพระยศเดิมของท่านก่อนทรงขึ้นครองราชย์ แต่พอไปถึงแคนาดา ทางการแคนาดาก็ให้การต้อนรับแบบสมพระเกียรติ ยิ่งใหญ่ เป็นทางการอยู่ดีค่ะ” ผู้ดูแลนิทรรศการบรรยายพลางชี้ให้เห็นความสำคัญของแต่ละรูป

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

“ตอนนั้นแคนาดายังเป็นอาณานิคมของสหราชอาณาจักร คนที่มาแสดงการต้อนรับต่อพระองค์คือตัวแทนของนายกรัฐมนตรีและเหล่าข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นี่คือครั้งแรกที่ท่านเสด็จฯ มา หลังจากนั้นท่านก็ไปประทับรักษาพระองค์ที่สหรัฐฯ ตอนเสด็จฯ กลับมาที่แคนาดาอีกครั้ง ท่านได้เสด็จฯ ไปหลายที่ ไปเมืองหลวงของแคนาดาด้วย ได้พบผู้สำเร็จราชการแทน สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 แห่งสหราชอาณาจักร และได้พบกับนายกรัฐมนตรีด้วย”

คุณรุ้งเล่าว่าต้นโอ๊กขาวทรงปลูกในสวนนายกเทศมนตรีต้นนั้น ก็ถือกำเนิดขึ้นจากการเสด็จฯ เยือนแคนาดารอบสอง ซึ่งรอบนี้ไม่ใช่เพียงเสด็จฯ ผ่านแค่เพื่อโดยสารรถไฟไปสหรัฐอเมริกาเช่นครั้งแรก แต่เป็นการเสด็จประพาสเพื่อทรงพักผ่อน และประกอบพระราชกรณียกิจส่วนพระองค์

“เดือนกรกฎาคม พระองค์ท่านเสด็จฯ ไปถึงควิเบก ซึ่งทรงโปรดมาก เพราะว่ามณฑลควิเบกเป็นมณฑลเดียวในแคนาดาที่พูดภาษาฝรั่งเศส ร.7 ท่านทรงเป็นนักเรียนเก่าฝรั่งเศส มีความรู้เรื่องฝรั่งเศส ก็เลยจะโปรดควิเบกและแคนาดาเป็นพิเศษ” 

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

หลังประทับที่ควิเบก (ฝรั่งเศสออกเสียงว่า ‘เกแบ็ก’) ได้ระยะหนึ่ง ทั้งสองพระองค์ได้ประทับเรือพระที่นั่งล่องไปเรื่อย ๆ จนถึงเมืองมอนทรีออล หรือ มงเทรอาล ในภาษาฝรั่งเศส ที่นั่น นาย จอห์น วิลสัน แมคคอนเนลล์ คหบดีท้องถิ่นได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายบ้านพักตากอากาศของเขาเป็นที่ประทับชั่วคราวแก่พระมหากษัตริย์ชาวไทย ในหลวง ร.7 ทรงโปรดปรานบ้านหลังนี้มาก ถึงกับทรงตั้งชื่อภาษาไทยให้บ้านนี้ว่า ‘บ้านสราญใจ’ ก่อนจะเสด็จฯ เยือนกรุงออตตาวา เมืองหลวงของแคนาดาต่อไป

นิทรรศการนี้ยังมีภาพถ่ายน่าชมอีกหลายภาพ อาทิ ภาพที่พระองค์ทรงฉายพระบรมฉายาลักษณ์ร่วมกับกลุ่มชาวแคนาดาเชื้อสายสกอตแลนด์ในเมืองแบนฟฟ์ (Banff)

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

“แบนฟฟ์เป็นเมืองที่มีธรรมชาติสวยงาม รัชกาลที่ 7 ทรงได้เปิดงานเทศกาลชุมนุมที่ราบสูง เป็นเหมือนงานกีฬาและดนตรีของชาวสกอต ปกติแล้วจะมีผู้สำเร็จราชการแทนพระมหากษัตริย์สหราชอาณาจักรประจำมณฑลเป็นผู้เปิดงาน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่มีประมุขจากต่างประเทศเป็นผู้ทรงเปิดงาน และเข้าร่วมเป็นประธานในพิธีด้วย พระองค์ก็ได้ทอดพระเนตรการแข่งขันวงปี่สกอต เต้นรำพื้นเมือง การประกวดร้องเพลงสกอต รวมถึงกีฬาขว้างค้อน ขว้างจักร ทุ่มน้ำหนักด้วยค่ะ”

ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ยังได้เสด็จไปร่วมทรงม้ากับกลุ่มนักขี่ม้าแห่งเทือกเขาร็อกกี้ เป็นที่มาของพระบรมฉายาลักษณ์อีกจำนวนมากที่นำมาจัดแสดงไว้ในนิทรรศการนี้

“กลุ่มนักขี่ม้าแห่งเทือกเขาร็อกกี้ แคนาดา เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร คอยช่วยเหลือผู้ชื่นชอบธรรมชาติและการเดินทางไกล ปัจจุบันกลุ่มนี้ก็ยังมีอยู่ เป็นอาสาสมัครที่คอยพานักท่องเที่ยวไปเดินทางไกลบนเทือกเขาร็อกกี้ ยังมีการจัดทัวร์อยู่ ทางพิพิธภัณฑ์เราก็ได้ติดต่อกับเขาด้วย เขาส่งรูปมา ทำให้รู้ว่ารูปที่ท่านทรงม้า และรูปที่ท่านทรงฉลองพระองค์ทรงม้านั้น ฟากเราก็มีเหมือนกัน” คุณรุ้งกล่าวถึงเรื่องน่าทึ่งที่ได้พบระหว่างสืบค้นข้อมูล

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

กลุ่มนักขี่ม้าแห่งเทือกเขาร็อกกี้มีข้อกำหนดอยู่ว่า หากใครขี่ม้าเป็นระยะทางไกลได้ตามที่กำหนด พวกเขาจะมอบเหรียญที่ระลึกให้เป็นของขวัญ รัชกาลที่ 7 ทรงม้าได้ไกลถึง 100 ไมล์ จึงทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญเงิน ขณะที่สมเด็จพระราชินีคู่บุญทรงม้าได้ 50 ไมล์ จึงทรงได้รับเหรียญทองแดงจาก พันเอกฟิลิป เอ. มัวร์ ประธานกลุ่มนักขี่ม้า

“พระพลานามัยของ ร.7 ไม่ค่อยดี ท่านเลยต้องทรงกีฬา ส่วนสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรรณีก็ทรงเป็นสตรีที่ค่อนข้างหัวสมัยใหม่ ท่านจึงโปรดการทรงกีฬา กอล์ฟ เทนนิส ท่านได้หมดเลย”

นอกจากพระบรมฉายาลักษณ์ของพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมราชินีแล้ว รูปถ่ายบนเทือกเขาร็อกกี้ยังมีพระฉายาลักษณ์ของ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจิรศักดิ์สุประภาต ซึ่งเป็นพระราชโอรสบุญธรรมในรัชกาลที่ 7 กับพระอัครมเหสีของพระองค์ด้วย

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

ชมเรื่องราวการเสด็จฯ เยือนแคนาดากันแล้ว หากว่าใครอยากรู้เรื่องพระราชประวัติของทั้งสองพระองค์มากยิ่งขึ้น พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าแห่งนี้ยังมีข้อมูลจัดแสดงให้รับชมกันได้อย่างเต็มอิ่มจุใจ ทั่วทั้งอาคาร 3 ชั้นที่บูรณะมาจากอาคารกรมโยธาธิการเดิมหลังนี้

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

“อยากให้คนรุ่นเราได้เห็นการเดินทางในสมัยก่อน รวมทั้งการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ว่ารัชกาลที่ 7 ท่านทอดพระเนตรเห็นอะไรมาบ้าง ทรงทำอะไรบ้าง เพราะว่าสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ คนมาที่นี่ก็จะได้เห็นภาพของคนในสมัยก่อนเขาทำอะไร ชอบหรือสนใจอะไรกัน ที่อยู่ในนิทรรศการนี้อาจบอกเรื่องราวไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่อยากให้ชมภาพกันค่ะ” ผู้ดูแลนิทรรศการมอบรอยยิ้มจริงใจเป็นของกำนัลแด่ทุกคนที่มาร่วมยลชุดภาพถ่ายครั้งประวัติศาสตร์เมื่อ 91 ปีก่อน

ชุดภาพการเสด็จฯ เยือนแคนาดาครั้งแรกของกษัตริย์เอเชีย ซึ่งลำเลียงมาให้คนไทยได้ชมชั่วคราวที่พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าฯ

ทั้งนี้ ‘จาก ‘สยาม’ สู่ ‘แคนาดา’ 1931’ จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 และเปิดให้เข้าชมได้ถึง 30 เมษายน พ.ศ. 2566 เปิดทุกวันอังคารถึงวันอาทิตย์ ในเวลา 09.00 – 16.00 น. ตามเวลาทำการของพิพิธภัณฑ์ โดยไม่มีค่าบัตรผ่านประตู นอกจากผู้เยี่ยมชมจะไม่เสียค่าใช้จ่ายแล้ว ยังได้รับของที่ระลึกเป็นแม่เหล็กรูปใบเมเปิล พร้อมตรานิทรรศการเป็นของที่ระลึกอีกด้วยนะ

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

วรินทร์ธร บุรธัชวัฒนสิริ

ชื่อเล่น มุกขลิน จบสถาปัตย์ลาดกระบัง สาขาถ่ายภาพ เป็นช่างภาพที่ร่าเริงสดใส รักในเสียงดนตรี แต่พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง เอ๋อๆงงๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load