ในแต่ละวันที่คนกรุงเทพฯ ก้าวขึ้นเรือด่วนเจ้าพระยา หรือโดยสารเรือข้ามฟากตัดแม่น้ำไปทำงาน น้อยคนจะรู้ว่าเรือที่แล่นอยู่นั้นเป็นส่วนหนึ่งของกิจการที่เริ่มต้นมาแล้วกว่า 100 ปี โดยผู้หญิงคนหนึ่งที่แจวเรือข้ามฟากด้วยค่าโดยสารเพียง 1 สตางค์ — และนั่นคือต้นกำเนิดของ สุภัทรากรุ๊ป อาณาจักรขนส่งทางน้ำที่บริหารโดยผู้หญิงสี่รุ่น โดยไม่มีใครปล่อยมือทิ้งกัน
คุณหญิงบุญปั๋น สิงหลกะ เรือแจวลำแรกในปี 2463

ทุกสิ่งเริ่มจากผู้หญิงคนหนึ่งที่เดินทางจากเชียงใหม่มากรุงเทพฯ ในฐานะนางพระกำนัลตามเสด็จเจ้าดารารัศมี เข้าสู่วังหลวงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
คุณหญิงบุญปั๋น สิงหลกะ สมรสกับพระยาราชมนตรี (สง่า สิงหลกะ) และพำนักอยู่ในเรือนแพบริเวณท่าวังหลัง ฝั่งธนบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2463 เธอเริ่มเดินเรือแจวข้ามฟากแม่น้ำเจ้าพระยาระหว่างท่าเรือพรานนกและวัดมหาธาตุ ด้วยค่าโดยสาร 1 สตางค์
วันหนึ่งมีลูกค้าสามสิบคนถือว่าเก่งมากแล้ว — ตัวเลขนั้นต่างจากสิบกว่าล้านคนต่อปีในวันนี้อย่างไม่น่าเชื่อ แต่ทุกอาณาจักรเริ่มต้นจากก้าวแรกเสมอ
คุณหญิงสุภัทรา สิงหลกะ เรือยนต์ลำแรกและเรือด่วนที่ตั้งชื่อตามชื่อเธอ
เมื่อคุณหญิงบุญปั๋นถึงแก่กรรมอย่างกะทันหันในปี พ.ศ. 2475 คุณหญิงสุภัทรา สิงหลกะ ทายาทรุ่นที่ 2 เข้ารับช่วงกิจการต่อ เธอพัฒนาจากเรือแจวข้ามฟากมาสู่เรือยนต์ลำแรก โดยใช้สีแดงขาวซึ่งเป็นสีกาชาดสากล (Red Cross) เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงการช่วยเหลือประชาชน
ในปี พ.ศ. 2512 กระทรวงคมนาคมได้ริเริ่มให้มีเรือด่วนวิ่งระหว่างตลาดขวัญ-พายัพ และเกียกกาย-ถนนตก ต่อมาได้โอนกิจการให้คุณหญิงสุภัทรา และมีการตั้ง บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด ขึ้นมา ชื่อที่คนกรุงเทพฯ รู้จักดีนั้นจึงมาจากชื่อของทายาทรุ่นที่ 2 ผู้ขยายอาณาจักรออกไปไกลกว่าที่คุณยายฝันไว้
สุภาพรรณ พิชัยรณรงค์สงคราม หัวเรือใหญ่รุ่นที่ 3 ที่นำ สุภัทรากรุ๊ป เข้าสู่ศตวรรษที่สอง
สุภาพรรณ พิชัยรณรงค์สงคราม ทายาทรุ่นที่ 3 คือผู้ที่นำ สุภัทรากรุ๊ป ผ่านยุคสมัยที่ท้าทายที่สุดหลายยุค ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ การขยายตัวของรถไฟฟ้า และการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมการเดินทาง แต่สิ่งที่เธอยึดมั่นตลอดมาคือการรักษาบทบาทของเรือในฐานะระบบขนส่งมวลชนที่คนทุกชนชั้นเข้าถึงได้
เธอเล่าว่าความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดไม่ใช่คู่แข่ง แต่คือการปรับตัวโดยไม่ทิ้งรากเหง้า เรือด่วนเจ้าพระยาไม่ใช่แค่ธุรกิจ แต่คือบริการสาธารณะที่ผูกพันกับชีวิตคนริมน้ำมาหลายชั่วอายุคน
ทายาทรุ่นที่ 4 รวมกิจการ ดิจิทัล และศตวรรษที่สอง
งานสำคัญที่ทายาทรุ่นที่ 4 กำลังดำเนินอยู่คือการรวมกิจการในเครือให้เป็นระบบที่แข็งแกร่งและโปร่งใสมากขึ้น รวมถึงการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการ ตั้งแต่ระบบจำหน่ายตั๋ว การติดตามตำแหน่งเรือ ไปจนถึงการสื่อสารกับผู้โดยสาร
ในขณะที่หลายธุรกิจเผชิญวิกฤตโควิด-19 อย่างรุนแรง สุภัทรากรุ๊ป ก็ไม่ได้รอดพ้นจากผลกระทบ แต่พวกเขาผ่านมันมาได้เหมือนที่บรรพบุรุษผ่านวิกฤตหลายครั้งในร้อยปีที่ผ่านมา — โดยไม่ปิดกิจการและไม่ทิ้งผู้โดยสาร
ครูเล็ก ภัทราวดี มีชูธน สายเลือดศิลปินในตระกูลนักธุรกิจ

ชื่อที่น่าสนใจอีกชื่อหนึ่งในตระกูลสิงหลกะคือ ครูเล็ก ภัทราวดี มีชูธน ทายาทรุ่นที่ 3 น้องสาวของสุภาพรรณ ผู้กำกับและนักแสดงละครเวทีระดับตำนานของไทยที่คนวงการรู้จักดี การที่ธุรกิจเรือและศิลปะอยู่ในครอบครัวเดียวกันนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะทั้งสองสิ่งต่างต้องการสายตาที่มองไกลและหัวใจที่ผูกพันกับสิ่งที่ทำ
เมื่อสุภัทรากรุ๊ปฉลองครบรอบ 100 ปีในปี 2563 ครูเล็กเป็นผู้กำกับงานแสดงริมแม่น้ำที่บอกเล่าร้อยปีแห่งสายน้ำผ่านขบวนพาเหรดเรือ เพลง และการแสดง — งานที่ส่งต่อความทรงจำของสี่รุ่นแม่ลูกสู่สายตาสาธารณชนในคืนเดียว
ทำไม สุภัทรากรุ๊ป ถึงยังอยู่ได้ในศตวรรษที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง
หนึ่งร้อยปีของสุภัทรากรุ๊ปผ่านมาหลายยุค ทั้งสงคราม วิกฤตเศรษฐกิจ รถไฟฟ้า และโรคระบาด แต่สิ่งที่ทำให้กิจการนี้ยืนระยะมาได้ไม่ใช่แค่ความโชคดีหรือทุน แต่คือการที่ทายาทแต่ละรุ่นเข้าใจว่าตัวเองไม่ได้ดูแลธุรกิจ แต่กำลังดูแลบริการที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนกรุงเทพฯ นับล้านคน
เรือแจวลำแรกของคุณหญิงบุญปั๋นที่รับผู้โดยสารสามสิบคนในปี 2463 กลายมาเป็นเรือที่รับผู้โดยสารสิบกว่าล้านคนต่อปีในวันนี้ — และสายน้ำก็ยังคงไหล
