ย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2540 หนุ่มน้อยคนหนึ่งแจ้งเกิดโด่งดังเป็นพลุแตก จากการรับบท ‘แดง ไบเล่’ ในภาพยนตร์เรื่อง 2499 อันธพาลครองเมือง วงการบันเทิงเปิดประตูกว้างต้อนรับ งานแสดงและถ่ายแบบมากมายหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย เขาควรรีบกอบโกยโอกาส แต่ที่เขาทำคือหันหลังให้วงการบันเทิง กลับไปใช้ชีวิตอย่างนักศึกษามหาวิทยาลัยคนหนึ่ง และเรียนจนจบปริญญา ก่อนกลับมาเริ่มงานในวงการบันเทิงอีกครั้ง

หนุ่มน้อยคนนั้นคือ ติ๊ก-เจษฎาภรณ์ ผลดี

ด้วยฝีมือและระเบียบวินัยทางการแสดง ประกอบกับนิสัยเรียบง่ายจริงใจ ทำให้เขาก้าวขึ้นเป็นพระเอกแถวหน้าของวงการบันเทิงที่คนทั้งประเทศรักนับแต่นั้น

พ.ศ. 2548 ติ๊กสร้างแรงสั่นสะเทือนวงการด้วยการเริ่มทำรายการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เนวิเกเตอร์ ที่เขาต้องลุยป่าฝ่าดงเข้าไปทำรายการในพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ เสียงชื่นชมมาพร้อมคำสบประมาท ว่านั่นเป็นเพียงการสร้างภาพลักษณ์ให้พระเอกผู้โด่งดัง

พ.ศ. 2562 ติ๊กเพิ่งยุติการทำ เนวิเกเตอร์ ไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ความรู้และการค้นพบมากมายในผืนป่าที่เขานำเสนอผ่านรายการตลอดระยะเวลา 14 ปีเต็ม ลบคำสบประมาทของผู้คนไปนานแล้ว

“การเดินทางเท่านั้นที่ทำให้คนหายโง่” เขาเอ่ยขึ้นในช่วงหนึ่งของบทสนทนา

“หมายถึงให้เดินทางออกไปท่องโลกหรอ” เราถามอย่างใคร่รู้

“แค่ก้าวออกจากกรอบเดิมๆ ก็ถือเป็นการเดินทางแล้ว” เขาตอบพร้อมรอยยิ้ม

และนี่คือบทสนทนาว่าด้วยความฝัน ความทรงจำที่หล่นหาย บนเส้นทางจากอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ในผืนป่าของพระเอกหนุ่มวัย 42 ปี ที่กำลังเริ่มเดินทางบนเส้นทางสายใหม่คนนี้

ติ๊ก เจษฎาภรณ์ ผลดี

นักแสดงที่ประสบความสำเร็จอย่างคุณ มีความฝันอะไรที่ทำหล่นหายไประหว่างทางบ้าง

สมัยมหาวิทยาลัยผมเคยทำวงดนตรีชื่อ ‘โลกแคบ’ เป็นช่วงบ้าดนตรีที่สุดในชีวิต (หัวเราะ)   

ผมเรียนกีตาร์ตั้งแต่ ป.6 เรียนๆ เล่นๆ มาเรื่อย จนวันหนึ่งเจอเพื่อนสมัยอนุบาลที่ไม่ได้เจอมานานมาก แล้วมันดันเล่นกีตาร์เหมือนกัน เพื่อนเลยชวนตั้งวงดนตรี ที่ผ่านมาผมเล่นกีตาร์คลาสสิก เน้นเล่นเมโลดี้บรรเลง แต่เพื่อนคนนี้เล่นกีตาร์ไฟฟ้า อย่างเท่ ผมเลยเริ่มเก็บเงินซื้อกีตาร์ไฟฟ้าไปพร้อมๆ กับทำวง

โลกแคบเป็นวงร็อก สมาชิกในวงประกอบไปด้วยมือกีตาร์ 2 คน มือกลอง 2 คน นักร้องไม่มี ค่อยหาเพื่อนมารับเชิญเอา (ยิ้ม)

เป็นความฝันที่จริงจังขั้นไหน

จริงจังระดับเด็กหนุ่ม (หัวเราะ) คือสมัยนั้นคนดนตรีจะต้องไปซื้ออุปกรณ์พวกสายแจ๊ค ตู้แอมป์ ขั้วเอฟเฟกต์ต่างๆ กันที่พันทิพย์ ไม่ก็เวิ้งนาครเกษม มีอยู่ครั้งหนึ่งระหว่างเดินๆ กันอยู่ พวกเราเจอนักแต่งเพลงและโปรดิวเซอร์ เขาบอกว่า “น้องๆ นี่หน่วยก้านดี ลองเอาโจทย์เพลงไปลองหน่อยไหม” พวกเราต้องใส่ดนตรีและทำนองลงไปในโจทย์เพลงที่เขาให้มา ปรากฏว่าพอเริ่มเล่นเท่านั้นแหละ พี่คนนั้นหายไปอย่างไร้ร่องรอยจนทุกวันนี้ (หัวเราะ)

หลังจากนั้นพวกเราก็ยังคงทำวงต่อ ซ้อมกันทุกอาทิตย์ เพลงโปรดยุคนั้นก็คงหนีไม่พ้น Everything About You ของวง Ugly Kid Joe เหมือนจะจริงจังแต่จริงๆ คือซ้อมไปโม้ไป บางทีไปเช่าห้องซ้อมเป็นชั่วโมง จะหมดชั่วโมงอยู่แล้วยังไม่ถึงไหนเลย จนคนในวงค่อยๆ โดนรีไทร์จากมหาวิทยาลัยไปทีละคน มีผมคนเดียวที่เหลือรอด แต่ติดโปรนะ (หัวเราะ) วงโลกแคบจึงมีอันต้องสลายกันไปในที่สุด

จากวงโลกแคบ โลกของคุณค่อยๆ กว้างขึ้นตอนไหน

จริงๆ ชื่อวงโลกแคบมาจากความเฮฟวี่ของผมในตอนนั้นที่ไม่ค่อยสนใจใคร ไม่สุงสิงกับสังคมเท่าไหร่ ผมเรียนโรงเรียนชายล้วนมาตลอด แถมยังเรียนคณะวิศวะฯ อีก มีสาวๆ ในชีวิตไม่กี่คนเอง เรียกว่าชีวิตระห่ำมาก แทบไม่มีความนุ่มนวลอ่อนหวานเลย (ยิ้ม)

ผมโตมาในยุคอะนาล็อก ทันดูทีวีจอขาวดำ ถึงจะอยู่กรุงเทพฯ แต่ชีวิตวัยเด็กเหมือนในเรื่อง แฟนฉัน เด็กผู้ชายในละแวกบ้านจะรวมกลุ่มกันเตะบอล ขี่จักรยาน BMX ออกไปผจญภัยข้างท้องร่อง ไล่จับปลากระดี่ ปลากัด และเที่ยวหาเศษไม้ เศษป้ายหาเสียงที่ไม่ใช้แล้วมากองสุมกันเป็นเพิงเล็กๆ จินตนาการว่านี่เป็นแคมป์ในป่า

สำหรับผม การออกไปอยู่กับธรรมชาติทำให้โลกกว้างขึ้น และโลกของผมก็กว้างขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่จำความได้

คุณเริ่มอินกับธรรมชาติตั้งแต่เมื่อไหร่

พ่อผมเป็นข้าราชการ ทำงานกรมชลประทาน ท่านเดินทางไปต่างจังหวัดบ่อย เพราะงานส่วนใหญ่จะอยู่ที่คลองส่งน้ำ คลองชลประทาน อ่างเก็บน้ำ เขื่อน ไปจนถึงฝายต่างๆ บางครั้งผมติดสอยห้อยตามพ่อไป ท่านก็จะอธิบายให้ผมฟังถึงความสำคัญของป่าต้นน้ำ ระบบนิเวศและอีกหลายๆ เรื่องธรรมชาติ ที่บ้านผมไม่มีเงินพาลูกไปเที่ยวห้างหรือซื้อของเล่นแพงๆ ให้ ที่เที่ยวประจำของผมและตั้น (พิเชษฐ์ไชย ผลดี) คือเขาดิน

ผมเห็นความสำคัญและความสวยงามของธรรมชาติมาตั้งแต่เด็ก และอินกับมันมาตลอดชีวิตจากวันนั้นจนวันนี้

ติ๊ก เจษฎาภรณ์ ผลดี

ตอนนี้เป็นพ่อคนแล้ว คุณมีวิธีปลูกฝังลูกให้รักธรรมชาติยังไงบ้าง

ด้วยวัยของลูกตอนนี้ เขาจะสนใจสิ่งแวดล้อมรอบตัว เห็นมด หนอน ผีเสื้อ หอยทาก เขาก็อยากรู้ว่ามันคืออะไร มันเป็นหน้าที่ของเราที่จะอธิบายให้เขาเข้าใจว่าต้นไม้และสัตว์ล้วนมีชีวิต

บางทีหอยทากเดินมาหลายๆ ตัว ผมก็จะอธิบายไปว่า “หอยทากก็มีครอบครัว เหมือนพ่อ เหมือนเต็นท์ เหมือนแม่เลย เราต้องไม่ไปทำร้ายเขานะลูก เราต้องช่วยเขาดูแลครอบครัว”

ผมพยายามปลูกฝังลูกด้วยการสร้างความสนุกบนการอนุรักษ์ธรรมชาติ ค่อยๆ ให้เขารู้สึกผูกพัน หวงแหน ไม่รู้สึกรังเกียจสิ่งมีชีวิตที่หน้าตาไม่น่ารักน่ามอง อย่างฉลามหรือจระเข้ที่มักจะถูกให้เป็นตัวร้ายอยู่เสมอในการ์ตูนที่เด็กๆ ดู ผมก็ค่อยๆ อธิบายไปว่าทำไมพวกมันต้องกัดสัตว์ตัวอื่น ก็เพราะมันกินเนื้อเป็นอาหาร มันต้องดำรงชีวิตเหมือนคนนี่แหละ

แล้วในชีวิตจริงคุณเคยเจอสัตว์กินเนื้อพวกนั้นไหม

ผมเคยเจอเสือดาวระยะประชิด เป็นความบังเอิญที่โชคดีมาก แต่เสียดายที่ไม่สามารถบันทึกภาพได้ทันเพราะขับรถอยู่ ทุกครั้งที่เข้าป่าผมจะเตรียมกล้องถ่ายรูปไว้ใกล้มือเสมอ พอเก็บลงลิ้นชักเท่านั้นแหละ เจอแจ็กพอต เรียบร้อย ถ่ายไม่ทัน (หัวเราะ)

เอาจริงๆ สัตว์ป่าเขาไม่ได้เหมือนในหนังที่อยู่ดีๆ จะกระโดดมาขย้ำคอเรา ผมเคยเจอช้างป่าหากินฟึดฟัดดึงเถาวัลย์อยู่ไกลๆ เราก็แค่เดินเลี่ยงไปทางอื่นเสีย อย่าไปขวางทางหรือเดินดุ่มเข้าไปในระยะที่เขารู้สึกไม่ปลอดภัย เพราะเขาอาจจะแว้งมาทำร้ายเราด้วยสัญชาตญาณป้องกันตัวของเขาได้

ในสายตาผม พวกเขาคือสัตว์โลกน่ารัก (ยิ้ม)

คุณเคยมีประสบการณ์เสี่ยงตายจาก ‘สัตว์โลกน่ารัก’ บ้างไหม

ไม่ถึงกับเสี่ยงตาย แต่ก็นับเป็นประสบการณ์เจ็บตัวจากสัตว์โลกตัวเล็กน่ารักที่จำได้ไม่ลืม ตอนนั้นผมไปเดินป่าที่ยอดเขาพ่อตามังเคร จังหวัดชุมพร เดินไปได้สักครึ่งทางกลุ่มเราก็หยุดพักเหนื่อย ระหว่างที่กำลังคุยๆ กันอยู่ก็มีตัวอะไรสักอย่างต่อยเพื่อนผม โอ้ย! ต่อยที่หนึ่ง โอ้ย โอ้ย โอ้ย! ต่อยที่สอง สาม สี่ และอีกนับไม่ถ้วนตามมาติดๆ ก่อนจะวงแตกแยกย้ายกันวิ่ง กวาดสายตามองดีๆ เพิ่งเห็นว่าเรายืนค้ำรังมันอยู่ มารู้ตอนหลังว่าพวกมันคือ ‘ต่อหลุม’ เป็นต่อชนิดที่ทำรังในหลุมบนดิน

ผมวิ่งหนีขึ้นเขา ไกลพอใช้เลยกว่าจะพ้นรัศมีบินของพวกมัน (หัวเราะ) เล่าตอนนี้เหมือนจะตลกนะ แต่ตอนนั้นคือตลกไม่ออก เพิ่งเคยโดนต่อต่อย ปวดมาก เจ็บเหมือนโดนเขกหัวเลย ก็ฝืนเดินกันต่อทั้งๆ ที่เนื้อตัวยับเยิน จนมาถึงยอดเขาช่วงโพล้เพล้ จำได้ว่าเอามือจับหน้าตัวเองแล้วตกใจ เพราะบวมเป่งเป็นวงกว้างทั้งหน้าเลย ทุกคนรีบกินข้าวแล้วกินยาแก้ปวด ยาแก้แพ้ เท่าที่มี ตื่นเช้ามาก็ยังปวดบวมไม่หาย

การโดนต่อต่อยนี่อันตรายมาก บางคนแพ้พิษมันจนถึงขั้นหายใจไม่ออกก็มีนะ ถือว่าโชคดีที่ทุกคนปลอดภัย แต่ก็เป็นอุทาหรณ์ในครั้งต่อไปว่าก่อนจะยืนทับที่ทางใครในป่าต้องดูตาม้าตาเรือก่อน

จริงๆ แล้ว ‘ป่า’ เป็นเรื่องใกล้ตัวเราแค่ไหน

สิ่งมีชีวิตทุกชนิดล้วนเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ ไม่ว่าจะเป็นพืชพรรณ สัตว์ป่า หรือมนุษย์ และสิ่งมีชีวิตหลากหลายสายพันธุ์เหล่านี้อยู่ร่วมกันเป็นระบบ พึ่งพาอาศัยกันเป็นห่วงโซ่อาหาร มีสัตว์ผู้ล่าอย่างเสือ อยู่บนห่วงโซ่ชั้นบนสุด ซึ่งกินสัตว์กินพืชอย่างกวาง กระทิง วัวแดง ควายป่า เป็นอาหาร และสัตว์กินพืชก็กินผู้ผลิตแห่งผืนป่านั่นก็คือพืชพรรณชนิดต่างๆ

ที่ผ่านมาห่วงโซ่นั้นสมดุล มีทั้งผู้ล่าและผู้ถูกล่าในปริมาณที่พอฟัดพอเหวี่ยงกัน การที่ป่าถูกบุกรุก สัตว์ป่าถูกมนุษย์ไล่ล่า คุณว่ามันสร้างผลกระทบกับระบบนิเวศยังไงบ้าง

สมมติว่าสัตว์นักล่าอย่างเสือโคร่งหายไปจากผืนป่าไทยตลอดกาล ไม่มีผู้ล่าสัตว์กินพืชอีกต่อไป สัตว์กินพืชก็จะออกลูกออกหลานออกมามากมาย เพราะไม่มีผู้ล่ามาคอยจับพวกมันกินอีกต่อไป พวกมันจะมีจำนวนมหาศาลและกินพืชไปจนไม่เหลือให้กินอีก ในที่สุดอาณาจักรของพวกมันก็จะล่มสลาย

เสือโคร่งจะหายไปได้ยังไง ก็มนุษย์ยังไงล่ะครับที่เข้าไปไล่ล่ามัน คนที่ไม่รู้ก็จะคิดว่าแล้วยังไง ฉันก็กินอาหารที่ซื้อในซูเปอร์มาร์เก็ตต่อไปได้ ไม่เห็นเดือดร้อนหรือใกล้ตัวตรงไหน ผิดถนัดเลยครับ สิ่งมีชีวิตทุกชนิดรวมถึงมนุษย์ล้วนต้องพึ่งพาผืนป่า เพราะป่าเป็นต้นกำเนิดแหล่งน้ำ แหล่งอาหาร และแหล่งพลังงาน

ทำรายการ เนวิเกเตอร์ มาสิบกว่าปี คุณเห็นป่าไม้ไทยเปลี่ยนแปลงไปยังไงบ้าง

ข้อมูลตัวเลขบอกเราว่าผืนป่าไทยลดลงเรื่อยๆ หลายคนสงสัยแล้วผืนป่าหายไปไหน ประชากรเพิ่มขึ้น ชุมชนก็เติบโตขึ้น ทำให้พื้นที่ธรรมชาติถูกบุกรุกมากขึ้น เพราะคนต้องการตักตวงประโยชน์จากผืนป่า หลายพื้นที่ๆ ผมเคยไปเมื่อนานมาแล้ว กลับไปอีกทีแทบไม่เหลือเค้าเดิม เพราะมีทั้งถนน ไฟฟ้า และความเจริญ เหมือนจะดีในแง่การเข้าถึงระบบสาธารณูปโภคของชาวบ้าน แต่เส้นสายความเจริญเหล่านั้นแบ่งผืนป่าออกจากกันจนเว้าแหว่ง

คนชอบคิดว่าป่าคือบริเวณที่เป็นภูเขาสูง เฮ้ย ไม่ใช่ ผืนป่ามีทั้งส่วนที่เป็นภูเขาและพื้นราบ ตอนนี้พื้นที่ราบต่างๆ ถูกบุกเข้าไปปลูกนั่นปลูกนี่จนถึงตีนเขา บางพื้นที่โดนรุกขึ้นไปจนเหลือป่าอยู่หย่อมเดียว เป็นเหมือนเกาะกลางทะเล

ป่าที่มีลักษณะเป็นเกาะส่งผลเสียอะไรบ้าง

ผืนป่าธรรมชาติจริงๆ คือผืนป่าอนุรักษ์ ตั้งแต่วนอุทยาน อุทยานแห่งชาติ ไปจนถึงเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ถ้ากางแผนที่ดูจะเห็นว่าตอนนี้ป่าของไทยเว้าแหว่งเป็นเหมือนเกาะเล็กๆ ที่ไม่ได้เชื่อมโยงถึงกัน เกาะเหล่านั้นถูกล้อมรอบด้วยชุมชน

เมื่อป่าเว้าแหว่งไม่เชื่อมโยงกันเป็นผืน พืชพรรณและสัตว์ป่าที่แต่ก่อนอาศัยเชื่อมโยงกัน สามารถอพยพหากินจากพื้นที่หนึ่งไปยังอีกพื้นที่หนึ่งก็ถูกกักให้ไปไหนไม่ได้ เมื่ออยู่แค่ในพื้นที่เล็กๆ ห่วงโซ่อาหารที่ร้อยเรียงกันเป็นระบบนิเวศก็ถูกทำลายให้เสียไป สัตว์ผสมพันธุ์กันเองในฝูง พอสายเลือดมันชิดกันมาก สายพันธุ์ในรุ่นลูก รุ่นหลาน ก็จะอ่อนแอลง

อีกกรณีคือเมื่อสัตว์หากินตามวัฏจักรเดิมไม่ได้ เพราะคนถากถางป่าเป็นพื้นที่เกษตรกรรมหมดแล้ว สัตว์ป่าก็ต้องเข้ามากินพืชไร่อย่างพวกสับปะรดหรืออ้อย ทีนี้ชาวบ้านก็มองว่าสัตว์ป่าบุกรุกพื้นที่คน ทั้งที่จริงแล้วพวกเขาอยู่ในพื้นที่เดิม คนนั่นแหละที่ไปบุกรุกพื้นที่อยู่อาศัยของเขา

ผมรู้สึกว่าทุกวันนี้การเกษตรบ้านเราไม่ให้ผลผลิตคุ้มค่ากับการลงทุนทั้งในเชิงแรงงานและพื้นที่ เราปลูกพืชเชิงเดี่ยวเป็นร้อยเป็นพันไร่ แต่เงินที่ได้กลับไม่คุ้มความเหนื่อยยากของพี่ๆ เกษตรกรเลย พืชผักบางชนิดขายได้กิโลกรัมละบาทสองบาท

จะด้วยวิธีใดก็ตาม ควรมีการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตทางการเกษตร เน้นคุณภาพแทนปริมาณ ใช้พื้นที่น้อยแต่คุ้มค่า เราจะได้ไม่ต้องไปทำลายธรรมชาติเพิ่ม

ทุกวันนี้สังคมมีความตื่นตัวกับเรื่องราวเหล่านี้มากขึ้นหรือเปล่า

(นิ่งคิด) อย่างกรณีเสือดำ พลังของโซเชียลมีเดียทำให้ข่าวแพร่กระจายไปได้ไกล แต่กระแสมันมาไวไปไว คนจำนวนมากรู้ว่าปัญหาคืออะไร พร้อมแชร์ พร้อมคอมเมนต์ ตื่นตัวกับข่าวในระยะเวลาสั้นๆ พอมีข่าวใหม่มากลบ ข่าวเก่าก็ค่อยๆ ถูกลืมไป เพราะเราไม่ได้สร้างแอคชั่นอะไรต่อจากกระแสเหล่านั้น ปัญหาในสังคมจึงไม่ได้ถูกแก้อย่างจริงจัง อย่างมีเป้าหมาย

ในฐานะที่คุณก็เป็นอีกคนที่สร้างแอคชั่น เวลาได้ข่าวการรุกรานป่าไม้และสัตว์ป่าคุณรู้สึกยังไง

รู้ไหมว่ารายการผมเคยโดนระงับไม่ให้ออกอากาศ ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมาผมทำรายการ เนวิเกเตอร์ เพราะอยากช่วยเป็นส่วนหนึ่งในการอธิบายเรื่องผืนป่าและธรรมชาติให้คนเรียนรู้และเข้าใจมากขึ้น ในการถ่ายทำรายการผมระมัดระวังทุกคำพูด เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ชมจะได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างครบถ้วน แต่กลับกลายเป็นว่าคนที่ตั้งใจทำงานตรงนี้ถูกระบบปิดกั้น   

ที่น่าเจ็บใจคือระบบเดียวกันนั้นกลับปล่อยให้อะไรบางอย่างเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดายในผืนป่า เวลาเดินเข้าป่า ผมฝากไว้แค่รอยเท้าเท่านั้น สิ่งมีชีวิตทุกชนิดสำคัญหมด ไม่ว่าจะเป็นหนอนตัวเล็กหรือเสือดำ หากสัตว์เหล่านั้นตายด้วยวัฏจักรธรรมชาติ อาจจะถูกล่าหรือโดยธรรมชาติคัดสรร ผมเข้าใจดี กวางป่าตายด้วยกรงเล็บเสือดำไม่ใช่เรื่องน่าเวทนาอะไร เพราะมันเป็นไปตามห่วงโซ่อาหาร เป็นระบบของธรรมชาติที่ทำให้ธรรมชาติยังคงอยู่

คุณรู้ไหม สัตว์พวกนั้นมันไม่ได้เจอกันง่ายๆ เลยนะ ผมอยากเห็นเสือดำสักครั้งในชีวิต ผมเข้าป่านับครั้งไม่ถ้วนและเฝ้าคอยมาเป็น 10 ปี แต่ก็ไม่เจอ คือการที่สัตว์ป่าสักตัวต้องตายด้วยน้ำมือมนุษย์ที่อุตส่าห์บุกป่าฝ่าดงเข้าไปเข่นฆ่ามันถึงในถิ่นที่อยู่ มันเจ็บปวดมากสำหรับผม

จะทำยังไงให้คนตระหนักถึงปัญหา มากกว่าแค่กระแสที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

การเดินทางเท่านั้นที่ทำให้คนหายโง่ เดินทางเพื่อให้เกิดการเรียนรู้และเข้าใจอย่างถ่องแท้ บางอย่างเห็นแค่อย่างเดียวไม่พอ เพราะถ้าไม่ได้เรียนรู้ คุณจะไม่มีวันเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นเลย ผมยกตัวอย่างกรณีทุ่งดอกบัวตอง คนเห็นว่าทุ่งนี้อุดมสมบูรณ์สวยงามดี เป็นแหล่งท่องเที่ยวโด่งดัง แต่ในความเป็นจริงแล้วดอกบัวตองเป็นพืชเอเลี่ยน มีต้นกำเนิดจากต่างประเทศ เมื่อนำมาปลูกที่ไทยก็เจริญเติบโตได้ดี จนแพร่พันธุ์คุกคามพืชท้องถิ่นในระบบนิเวศดั้งเดิม

ชอบประโยคที่ว่า ‘การเดินทางทำให้คนหายโง่’ การเดินทางทำให้คนหายโง่ได้ยังไง ต้องแบกเป้ออกไปท่องโลกหรือเปล่า

(ยิ้ม) ไม่จำเป็นครับ การเดินทางที่ว่านี้หมายถึงการก้าวออกไปจากกรอบความรู้ ความคิดเดิมๆ ของตัวเรา ซึ่งจะทำให้เรามองสิ่งต่างๆ รอบตัว รวมถึงปัญหาสังคม ในมุมมองที่ต่างไปจากเดิม อะไรที่รู้จักอยู่แล้วก็อาจจะรู้จักเพิ่มมากขึ้น สำหรับผม การเดินทางในแต่ละย่างก้าวเป็นเหมือนการศึกษา ยิ่งเดินทางก็ยิ่งรู้

สำหรับหนุ่มที่ไม่ชอบเข้าสังคม โซเชียลมีเดียเปลี่ยนชีวิตคุณยังไงบ้าง

เอาจริงๆ เมื่อก่อนผมปิดกั้นเลยนะ เพราะรู้สึกว่ามันไม่จำเป็น มีวิธีอื่นที่จะสื่อสารกันได้ แต่ไหนแต่ไรผมเป็นคนรักสันโดษ ไม่ชอบยุ่งกับใคร และไม่ชอบให้ใครมายุ่ง (หัวเราะ) ผมอยากใช้ชีวิตเงียบๆ กับธรรมชาติและเพื่อนฝูงคนคุ้นเคย มันเลยขัดกับลักษณะงานที่ทำมาตลอด ถ้าจะต้องมาโพสต์ว่าเช้านี้กินอะไร บ่ายนี้นั่งรถไปไหน มันก็ไม่ใช่ตัวตนของผมเลย

จนถึงช่วงหนึ่งที่โซเชียลมีเดียมีปริมาณผู้ใช้มากขึ้น มีแรงกระเพื่อมหลายอย่างเกิดขึ้นจากโซเชียลฯ ผมเริ่มเห็นข้อดีของมันมากขึ้นในแง่การสื่อสาร เพราะผมก็มีเรื่องราวที่อยากจะสื่อสารออกไปหาแฟนๆ มีสาระอะไรบางอย่างตามประสาเราที่อยากแชร์ออกไป เลยตัดสินใจเริ่มเล่นโซเชียลมีเดีย

สนุกไหม

ผมทำรายการ เนวิเกเตอร์ เดินป่าแทบแย่ เหนื่อยแสนเหนื่อย พอเอามาลงในช่องทางออนไลน์ยอดวิวน้อยมาก แต่คลิปที่ผมพูดว่า “พี่ดุนะ หนูไหวหรอ” ในโซเชียลมีเดียไวรัลเป็นล้านวิว เฮ้ย มันเป็นไปได้ยังไง ทุกวันนี้ยังไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร (หัวเราะ)

น้องที่ช่วยดูแลโซเชียลมีเดียเลยมาบอกว่า “พี่ติ๊ก เวลาพี่พูด อย่าพูดมีสาระ พี่ทำอะไรตลกๆ ไปก็ได้” ก็อยากจะทำอยู่นะ แต่มันย้อนแย้งกับตัวตนผมไง (หัวเราะ) เอาจริงๆ ว่าขนาดมีทีมโซเชียลมีเดียมาช่วยสอน ช่วยเทรนด์ การใช้ จนถึงทุกวันนี้ผมยังโพสต์อะไรไม่ค่อยเป็นเลย

ที่ผ่านมาคุณไม่ค่อยพูดถึงเรื่องความรักเลย ปกติคุณดูแลความรักยังไง

ความรักของผมไม่มีอะไรหวือหวาเลย ไม่มีการเซอร์ไพรส์ ไม่มีดอกไม้ช่อใหญ่ ความรักของเราไม่ต้องไปโชว์ใคร สิ่งที่เราทั้งคู่ทำและเป็นมาตลอด คือเราปรารถนาดีต่อกัน เป็นเพื่อนคู่คิดที่เติมเต็มซึ่งกันและกัน เป็นความรักเรียบๆ ง่ายๆ ที่แข็งแรง (ยิ้ม)

ชีวิตคุณเปลี่ยนไปแค่ไหน หลังจากเป็นพ่อคน

ผมว่าตัวเองนิ่งขึ้นและมีความมั่นใจในการใช้ชีวิตมากขึ้น มันเหมือนมีทั้งแรงสนับสนุนและแรงกระตุ้นในการใช้ชีวิตอย่างมีเป้าหมาย เพราะผมรู้แล้วว่ากำลังทำสิ่งเหล่านี้เพื่อใคร

ลูกมีข้อสงสัยตลอดเวลา มีคำถามต่อโลกใบนี้ที่ยังใหม่มากๆ สำหรับเขา ยิ่งผมสอนลูกผมก็ยิ่งรู้สึกเหมือนได้ทบทวนความคิด ได้พูดให้ตัวเองฟัง บางคำถามตอบไม่ได้ก็ต้องไปค้นคว้าหาคำตอบมาเล่าให้ลูกฟัง เหมือนได้พัฒนาสมองตัวเองไปในขณะที่เฝ้าดูพัฒนาการของลูก

ครอบครัวเราเลี้ยงลูกด้วยการใช้เหตุผล ใช้การเจรจา ใช้การอธิบาย แทนการตีเขา ผมพยายามสอนในสิ่งที่ได้รับการปลูกฝังมา คือต้องเคารพ ไม่เอาเปรียบใคร มีระเบียบวินัย และซื่อสัตย์

คุณคิดว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเลี้ยงดูเด็กคนหนึ่งให้เติบโต

การศึกษาครับ ไม่ได้หมายถึงแค่การศึกษาในโรงเรียนนะ ทุกอย่างที่เป็นการเรียนรู้ เด็กๆ ต้องเรียนรู้ที่จะไม่หยุดเรียนรู้ ซับซ้อนไหม (ยิ้ม) อย่างตอนทำ เนวิเกเตอร์ ผมมีเรื่องที่ไม่รู้เกี่ยวกับธรรมชาติเต็มไปหมด ผมก็ต้องค้นคว้า ไปสัมภาษณ์ผู้รู้ เพราะผมรักที่จะได้เรียนรู้ และอยากให้คนอื่นได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กับผมผ่านรายการที่ทำด้วย

สมมติว่าคุณได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สิ่งแรกที่นายเจษฎาภรณ์จะทำคืออะไร

ผมจะปฏิรูปเรื่องค่าตอบแทนของครู และเพิ่มศักยภาพให้ครูทั่วประเทศ (ยิ้ม) อย่างแรก ผมอยากสร้างแรงจูงใจให้คนเก่งๆ เห็นความสำคัญและอยากมาเป็นครูกันมากขึ้น ครูเป็นผู้มีเกียรติ เพราะครูเป็นผู้สร้างคน

อีกประเด็นคือ ทุกวันนี้เรามีครูที่อุทิศตัวเองไปสอนตามพื้นที่ห่างไกลมากมาย พวกเขาเสียสละความสุขสบายเพื่อเป็นกำลังของชาติในการพัฒนาเยาวชน พวกเขาควรได้ค่าตอบแทนและสวัสดิการมากกว่าที่เป็นอยู่ คนที่ประกอบอาชีพที่อุทิศตนควรได้ค่าตอบแทนเพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงครอบครัวเขาได้

ติ๊ก เจษฎาภรณ์ ผลดี
ติ๊ก เจษฎาภรณ์ ผลดี

แล้วถ้าให้คุณเป็นครูล่ะ คุณจะสอนอะไรเด็กๆ

ผมจะสอนเรื่องความรับผิดชอบต่อธรรมชาติ (ยิ้ม) สมมติว่ามีอุทยานแห่งชาติเนวิเกเตอร์ คนที่จะเข้ามาเที่ยวที่นี่ได้ต้องผ่านการอบรมอย่างละเอียด เล่าความสำคัญและข้อมูลทั้งหมดของอุทยาน มีพืชกี่ชนิด มีสัตว์กี่ชนิด ข้อปฏิบัติและข้อบังคับเมื่อเจอสัตว์ป่า ทุกคนต้องปฏิบัติตามกฏอย่างเคร่งครัด ผมยอมเสียเวลาเพื่อให้เกิดการเรียนรู้

ที่สำคัญ อุทยานแห่งนี้ถ้าหอบข้าวของกันมากี่ชิ้นต้องเอากลับออกไปให้ครบทุกชิ้น คุณจะมาทิ้งขยะไว้ในอุทยานไม่ได้ ในประเทศที่พัฒนาแล้วเขาดูแลการจัดการธรรมชาติดีมาก แต่ละคนรับผิดชอบขยะของตัวเอง มีการแยกขยะเป็นหมวดหมู่ชัดเจน กี่ประเภทว่ากันไป ซึ่งมันเกิดจากการศึกษาและสามัญสำนึกของคนในสังคม

ทีมงานรายการ เนวิเกเตอร์ อย่าว่าแต่ทิ้งขยะในป่าเลย แม้แต่สูบบุหรี่ในป่า สูบเสร็จดับไฟ แล้วต้องเก็บก้นกรองใส่กระเป๋ากางเกงไว้ เอาออกมาทิ้งข้างนอกเท่านั้น ผมพยายามสร้างจิตสำนึกพวกนี้ให้ทั้งตัวเองและคนใกล้ตัว

สิ่งที่เกิดขึ้นตามสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติในไทยทุกวันนี้ คือนอกจากคนจะไม่รู้กฎเกณฑ์ในการเข้าชมป่าแล้ว คนยังไม่เคารพป้ายอีกต่างหาก บางทีป้ายเขียนไว้ชัดเจน ‘ห้ามให้อาหารลิง’ แต่ภาพที่เห็นคือคนรอต่อคิวให้อาหารลิงกันคึกคัก เฮ้ย มันเป็นแบบนี้ไปได้ยังไง

ในอนาคตอีก 10 ปีข้างหน้าคุณวาดภาพตัวเองไว้ยังไงบ้าง

ผมรู้สึกสนุกกับโลกดิจิทัลนะ (หัวเราะ) คือมันมีแพลตฟอร์มหลายรูปแบบให้เลือกใช้ เพื่อให้เกิดการสื่อสารระหว่างกันด้วยวิธีการต่างๆ ผมก็มีแผนจะพัฒนาอะไรอย่างอื่นอีก นอกจากรายการ เจ้าป่าเข้าเมือง ซึ่งแน่นอนว่ามันต้องเป็นสิ่งที่ช่วยให้สังคมเกิดการเรียนรู้ อาจจะเป็นเกร็ดความรู้ต่างๆ ที่เล่าออกมาในแบบของผม

เรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาตินี่ก็ทำต่อไปแน่นอน เพราะมันอยู่ในหัวใจของผมอยู่แล้ว  ผมอยากเห็นแผ่นดินไทยดีขึ้นๆ ในทุกด้าน ทั้งทางธรรมชาติและการพัฒนา ที่เล่าไปทั้งหมดเรื่องป่าไม้ ผมไม่ได้หมายความว่าเราต้องหยุดพัฒนานะ ผมเชื่อว่าการอนุรักษ์มันไปพร้อมกับการพัฒนาได้ แค่เราต้องสร้างระบบระเบียบและจิตสำนึกให้กับสังคมไปด้วยพร้อมๆ กัน

คำถามสุดท้าย คุณคิดว่าตัวเองนิสัยเหมือนสัตว์อะไร เป็น ‘เจ้าป่า’ หรือเปล่า

ผมคิดว่าตัวเองเหมือนก้อนหิน (หัวเราะ)

คือมันเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ ของธรรมชาติที่ก็มีเสน่ห์และงดงามแบบเงียบๆ อาจมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นบ้าง แต่ก็เป็นไปทีละน้อย หนักแน่น ที่สำคัญคือ เป็นที่พึ่งพาของสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นในผืนป่า ให้พืชอย่างพวกมอส เฟิร์น ได้มาเกาะอาศัย ช่วยชะลอสายน้ำให้สัตว์ป่าชะโงกตัวลงไปดื่มกินน้ำได้

และก้อนหินก็อยู่ตรงนั้นเสมอไม่ไปไหน อยู่อย่างจงรักภักดีในผืนป่าใหญ่

ติ๊ก เจษฎาภรณ์ ผลดี

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

1 กันยายน คือวันที่บทสนทนานี้เกิดขึ้น

30 สิงหาคม คือวันที่เธอขึ้นเครื่องบินจากฝรั่งเศสกลับบ้านนานเกือบ 20 ชั่วโมง

28 สิงหาคม คือวันที่เธอพิชิตการแข่งขันวิ่งเทรล UTMB-PTL 2022 ในฐานะผู้หญิงคนแรกของประวัติศาสตร์ไทย

22 สิงหาคม คือวันที่เธอก้าวขาออกจากจุดสตาร์ท 

เธอวิ่งไปทั้งหมด 6 วันครึ่ง ใช้เวลา 152 ชั่วโมง 30 นาที ผ่าน 3 ประเทศ ไกล 300 กิโลเมตร ความชันรวมมากกว่า 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ โดยปราศจากป้ายบอกทาง

เรากำลังพูดถึง ซึง-สว่างจิต แซ่โง้ว นักวิ่งเทรลหญิงหนึ่งเดียวในทีม True South Thailand ทีมไทยแรกที่เอาชนะสนามวิ่งอัลตร้ายากสุดในโลก พร้อม เอก-ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ แอลวิน-สุภัทร บุญเจือ เพื่อนร่วมทีมสุดทรหด

ซึง-สว่างจิต แซ่โง้ว ทีม True South Thailand พร้อม เอก-ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ แอลวิน-สุภัทร บุญเจือ

เราต่อสายถึงเธอผ่านอินเทอร์เน็ตแทนการพบหน้า เพื่อให้ซึงได้พักผ่อนจากความเมื่อยล้า คาดคิดว่าเธอคงมีเค้าของนักวิ่งสาวจอมพลังที่เหน็ดเหนื่อยอยู่บ้าง แต่เปล่าเลย ซึงตอบทุกคำถามด้วยรอยยิ้ม เปล่งปลั่ง เปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ

โอกาสดีอย่างนี้ จะชวนซึงคุยถึงประสบการณ์ที่เพิ่งผ่านมาสด ๆ ร้อน ๆ เพียงอย่างเดียวก็กระไรอยู่ เราชวนเธอย้อนกลับไปไกลกว่านั้น ตั้งแต่วันที่เธอยังเป็นเด็กสาวแก่นเซี้ยว ความกลัวในใจที่ยังคงข้ามผ่านไม่ได้ จนถึงฝันน้อย ๆ ของซึงในวัยใกล้ฝั่ง 

ถ้าไม่ติดว่าในช่วงท้ายของการสนทนา ผู้หญิงที่วิ่ง 300 กิโลเมตรสำเร็จใน 6 วัน จะถามเรากลับด้วยคำถามที่ทำเอาคนฟังส่ายหน้า

“ปกติออกกำลังกายบ้างรึเปล่าคะ”

ในนามตัวแทนของผู้หญิงที่เดินขึ้นบันไดยังเหนื่อย เราคิดว่าอย่างน้อยก็ควรจะมีรองเท้าวิ่งดี ๆ ประดับบ้านไว้สักคู่

ชีวิตอึดถึกทนของ ซึง สว่างจิต นักวิ่งเทรลหญิงผู้พิชิตสนาม PTL ยากสุดในโลกคนแรกของไทย

“หนูต้องอดทน”

แม้ภายนอกซึงจะดูเป็นนักกีฬาแอดเวนเจอร์เต็มเหนี่ยว แต่ความจริงแล้วเธอประกอบอาชีพเป็นคุณครู และเรียนจบปริญญาเอก

เธอเริ่มเป็นครูมาตั้งแต่เรียนปริญญาตรี เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันที่เป็นครูสอนวิชาว่ายน้ำประจำโรงเรียนนานาชาติ ไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพ สอนเด็ก ๆ วัยอนุบาลจนถึงพี่ ๆ มัธยมปลาย ซึงเล่าว่าอดีตนักกีฬาทีมชาติมักจะแปลงร่างมาเป็นครูซะเยอะ ที่นี่เองที่ทำให้เธอได้มีเพื่อนเป็นนักกีฬา ชาวต่างชาติ และเริ่มออกวิ่งระยะยาวเพราะแค่อยากเข้าสังคมเท่านั้น

น่าสงสัยว่างานสอนว่ายน้ำดูไม่ค่อยผาดโผนเท่าไร แตกต่างจากกิจกรรมยามว่างของเธอมากพอดู ซึงบอกว่าอย่างน้อยมันก็เป็นงานที่ไม่อยู่กับที่ 

“ถ้าเห็นเด็กเหนื่อย เราก็บอกว่าไม่ได้นะ หนูต้องอดทน ต้องสู้ต่อไปอีก พอเวลาเราเหนื่อย ก็จะนึกถึงตอนที่เราบอกเด็ก ๆ ว่าเราจะท้อไม่ได้” ครูซึงกล่าว

“ไม่เคยกลัวที่สูง”

พูดถึงเด็ก ซึงพาเราย้อนกลับไปวัยเด็กด้วยการเล่าว่า เธอเติบโตมาในครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยว มีการละเล่นเหมือนเด็กกรุงเทพฯ ทั่วไป เช่น บอลลูนตบเพี้ยะ กระโดดหนังยาง ไม่มีอะไรแปลกประหลาดพิสดาร รู้แค่ว่าเป็นเด็กที่แอคทีฟตลอดเวลา ไม่เคยอยู่นิ่ง และมีกีฬาอยู่ในทุกช่วงของชีวิต

เข้าวัยประถม ซึงก็เริ่มฉายแววนักกีฬาด้วยการเป็นนักวอลเลย์บอลของโรงเรียน พอมัธยมซึงก็ขยับไปเป็นนักบาสเกตบอลของโรงเรียนอีกเช่นกัน ใช้เป็นโควต้าให้เธอเข้าเรียนในคณะพลศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เท่านั้นไม่พอ เธอยังเลือกเรียนต่อในระดับปริญญาโทที่คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกลับมาเรียนปริญญาเอกที่ มศว อีกครั้งในคณะเดิม ควบคู่กับการเป็นครูสอนว่ายน้ำไปด้วย 

เราถามซึงว่า เธอเคยวิ่งออกนอกลู่นอกทางไปทำอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวกับกีฬาบ้างไหม ซึงใช้เวลาคิดไม่นาน เพื่อตอบว่านอกจากออกจากกีฬาชนิดนี้ ไปเข้ากีฬาชนิดใหม่ เธอก็ไม่เคยทำอย่างอื่นเลย

“สมัยเรียน ป.ตรี มีให้กระโดดน้ำ 10 เมตร เป็นการทดสอบจิตใจ (หัวเราะ) เราเป็นเด็กเรียน อยากได้คะแนนดี ๆ เพื่อนให้เรายืนท่าตอกตะปู ซึงก็ลงท่านั้น สนุกมาก ชอบมาก แต่ให้กระโดดอีกก็ไม่เอาแล้ว แค่อยากรู้ว่ามันเป็นยังไง

“นิสัยส่วนตัวเป็นคนชอบความท้าทาย ตื่นเต้นหวาดเสียว เราชอบชูแขนเวลาเล่นไวกิ้ง ไม่เคยกลัวที่สูง”

ชีวิตอึดถึกทนของ ซึง สว่างจิต นักวิ่งเทรลหญิงผู้พิชิตสนาม PTL ยากสุดในโลกคนแรกของไทย
ชีวิตอึดถึกทนของ ซึง สว่างจิต นักวิ่งเทรลหญิงผู้พิชิตสนาม PTL ยากสุดในโลกคนแรกของไทย

“มันเปลืองแฟ้บ”

เวลาว่างของคนอื่นอาจใช้ไปกับการวาดรูป อ่านหนังสือ นอนหลับพักผ่อน แต่เวลาว่างของซึงใน 10 ปีหลังนี้ คือการรีดเหงื่อออกจากร่างกาย เลยเถิดไปถึงขั้นลงแข่งไตรกีฬา

“ถ้าในกลุ่มเพื่อนฝรั่งที่วิ่งด้วยกันซึงถือว่าช้าที่สุดในกลุ่มนะ พอมาปั่นจักรยาน เพื่อนก็เป็นเยาวชนทีมชาติมาก่อน หรือเป็นคนที่เกือบติดทีมชาติ ซึงก็ปั่นช้าที่สุด กระทั่งว่ายน้ำ ซึงก็ว่ายไม่ทันเขา แต่พอซึงมาแข่งคนเดียว ผลงานมันอยู่ในระดับต้น”

จุดแข็งของซึงจึงเป็นความอดทนที่ใครยากจะโค่นล้มนอกจากใจตัวเอง ต่อให้ความเร็วจะสู้ไม่ได้ แต่ในเรื่องความอึดเธอขอสู้ตาย ทุกกีฬาที่ไปเรื่อย ๆ อยู่ได้ยาว ๆ อย่างการแข่งขันไตรกีฬา Ironman Triathlon ระยะวิ่ง 100 – 200 กิโลเมตรเธอก็ผ่านมาได้สบาย

คำถามง่าย ๆ เกิดขึ้นตามมาว่า เธอค้นพบพลังอึดของตัวเองได้ยังไง

“ตอนวิ่งแข่ง 100 กิโลเมตร ถ้าไม่ลงก็ไม่รู้” ซึงเปิดเผยความลับ 

“เราลง 50 กิโลเมตรของ The North Face ครั้งแรก แล้วรู้สึกแรงหมดพอดี พอมาลงแข่งรอบสองรู้สึกว่าแรงมันยังเหลือ เลยลองไปลงวิ่งแข่ง 100 กิโลเมตรดู ก็ได้ที่หนึ่งของผู้หญิง เพิ่งรู้ตัวว่าอึด เราวิ่งสนุกมาก วิ่งเพลิน ๆ วิ่งไปเรื่อย ๆ แล้วก็แทบไม่ลงมาวิ่งระยะสั้นอีกเลย เราว่ามันเร็วไป แบบเฮ้ย ยังไม่ทันได้คูลดาวน์เลยจบแล้วเหรอ ถ้าเป็นเพื่อน ๆ กันเขาจะแซวว่าวิ่ง 20 กิโล มันเปลืองแฟ้บ”

ไม่รอให้เราได้เอ่ยปากถามถึงสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับจุดแข็ง ปลายสายก็ดักทางขึ้นมาเสียก่อนราวกับอยากระบายให้ฟังว่า “อยากถามจุดอ่อนไหม เราเกลียดการขึ้นเขามาก”

“มีขึ้นเดี๋ยวก็มีลง”

ซึงคงเป็นคนที่โดนพูดใส่ว่า เกลียดอะไรขอให้ได้อย่างนั้นมากที่สุดคนหนึ่ง 

แม้ความอึดถึกทนของซึงจะเป็นผล เมื่อ เอก ธนาธร นึกถึงเธอเป็นคนแรก ๆ ในการออกเดินทางครั้งใหญ่ แต่สนาม UTMB-PTL อาจเรียกได้ว่าไปแข่งปีน มากกว่าไปแข่งวิ่งด้วยซ้ำไป 

และเผื่อใครไม่รู้ นี่คือการไปพิชิตเทือกเขาครั้งที่สองของพวกเขา ด้วยเหตุผลหลายประการจึงทำให้ครั้งแรกพลาดไปอย่างน่าเจ็บใจ 

ถามว่าสนามนี้สำคัญยังไงถึงต้องกลับไปอีกครั้ง 

UTMB หรือ Ultra-Trail du Mont-Blanc ถือว่าเป็นสนามสวยสุดในโลกที่นักวิ่งเทรลทุกคนใฝ่ฝั่นอยากไปสักครั้งในชีวิต ถึงขนาดถูกขนานนามว่าเป็นโอลิมปิกของกีฬาวิ่งเทรล เพราะวิ่งบนเทือกเขาแอลป์ ผ่าน 3 ประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ อิตาลี และวิ่งกลับมาที่ฝรั่งเศส เรื่องวิวระหว่างทางคงเกินจะจินตนาการถึง

แบ่งออกเป็น 7 ระยะ ซึ่ง PTL ถือเป็นระยะที่ยากสุดในโลก รับสมัครแค่ปีละ 300 คน เพราะมีกติกามหาโหด คือต้องวิ่งระยะทางรวม 300 กิโลเมตร ความชันรวม 27,000 กิโลเมตร ข้ามยอดเขาที่มีความสูงถึง 2,500 เมตรมากกว่า 30 ลูก ให้สำเร็จภายในเวลา 152 ชั่วโมง 30 นาที ท่ามกลางสภาพอากาศหนาวจัด ไปจนถึงร้อนหูดับตับไหม้ โดยปราศจากป้ายบอกทาง ต้องวางแผนเส้นทางด้วยตัวเอง และต้องสมัครแบบทีมเท่านั้น ทักษะที่ผู้เข้าแข่งขันจำเป็นต้องมี จึงไม่ใช่แค่การวิ่งเป็น แต่รวมถึงสกิลล์การเอาตัวรอด กับหัวใจที่กล้าแกร่งยิ่งกว่าหินบนหน้าผา 

ชีวิตอึดถึกทนของ ซึง สว่างจิต นักวิ่งเทรลหญิงผู้พิชิตสนาม PTL ยากสุดในโลกคนแรกของไทย
ชีวิตอึดถึกทนของ ซึง สว่างจิต นักวิ่งเทรลหญิงผู้พิชิตสนาม PTL ยากสุดในโลกคนแรกของไทย

การสมัครก็ใช่ว่าใครจะได้ไปกันง่าย ๆ ผู้สมัครต้องมีพอยต์การวิ่งระยะยาวสะสมให้ถึงเกณฑ์ แล้วยังต้องลุ้นผลการจับสลากร่วมกับผู้สมัครทั่วโลกว่าจะได้ไปหรือไม่ แต่ซึงบอกว่า PTL ยากในระดับที่ใครสมัครก็รับหมด ขอแค่ผ่านทุกข้อบังคับ (ที่เยอะและรัดกุมมาก) เพราะคนสมัครน้อย อย่างในปีนี้ก็มีแค่ 101 ทีมเท่านั้นเอง

“ตอนเริ่ม PTL ซึงเคานต์ดาวน์ทุกกิโลเมตรเลย เหลือ 300 เหลือ 250 เหลือ 170 เหลือ 2 วัน เหลือคืนสุดท้าย พอเจอเขาสูงชัน ซึงก้มมองพื้นอย่างเดียว เพราะสูงแค่ไหนก็อยู่ใต้เท้าเราอยู่ดี พยายามข้ามเขาไปทีละลูก คิดแค่ว่า มีขึ้นเดี๋ยวก็มีลง”

UTMB-PTL 2022
“ถ้าตกก็คือร่วง”

การกลับมาลงแข่งครั้งนี้สำคัญกับคุณยังไง

เป็นความท้าทายมาก เพราะปีที่แล้วซึงวิ่งไม่จบ เราเคยเข้าใจว่าเทรลคือวิ่ง ๆ ไปอย่างเดียว แต่พอไปเจอหน้างานคือมันปีนเยอะมาก ปีนทั้งวัน ใช้สองขาสองมือ ไม้โพลพับเก็บไปได้เลย 

PTL ในความคิดซึงไม่ใช่แค่วิ่งเทรล มันเลยกรอบการวิ่งเทรลไปแล้ว มันรวมการปีนเขา การแคมป์ปิ้ง เป้แต่ละคนหนักเฉลี่ย 7 โล ของเพื่อนน่าจะ 8 – 9 โล ขึ้นอยู่กับอาหาร น้ำ ถ้าแค่อุปกรณ์บังคับน้ำหนักของเป้ก็ประมาณ 5.8 กิโล บวกอุปกรณ์ทีมพวกผ้าใบ ถุงนอน เฟิร์สเอด เตา หม้อ แล้วต้องแบก 6 วัน 6 คืน เราพอมีประสบการณ์จากปีที่แล้ว ปีนี้เลยตั้งใจจะกลับมาเอาชนะให้ได้ โชคดีที่อากาศดีมากเลยช่วยได้เยอะ ถ้าฝนตกที่ PTL นี่ก็หนังชีวิตเหมือนกันนะ

ถือว่าซ้อมหนักกว่ารอบที่แล้วไหม 

ซ้อมข้ามปีเลย ตั้งแต่วิ่งเทรลที่เกาะช้าง 100 กิโลเมตร วิ่งเทรลที่เบตง 100 กิโลเมตร วิ่งเทรลที่เกาะยาวใหญ่ 100 กิโลเมตร วิ่งสนาม Eiger Ultra Trail อีก 250 กิโลเมตร หลังจากนั้นก็ไปขึ้นยอดเขา Monch ความสูง 4,107 เมตร ยอดเขา Jungfrau ความสูง 4,158 เมตร และยอดเขา Bishorn ความสูง 4,153 เมตร เป็นการปรับที่สูง บางทีก็มีพายุลมแรง ทางก็ชันมาก อาการเราออกเลย หายใจแผ่ว ไม่มีอากาศ หัวใจเต้นรัว ตื่นเช้ามามึนหัว แต่ก็เป็นการซ้อมเพื่อเข้าเส้นชัย

เราต้องขึ้นเขาให้ไวขึ้น แต่งตัวให้เร็วขึ้น เตรียมอาหารให้เพียงพอ พลังงานที่ PTL กินไม่เหมือนพวกวิ่งเทรลเลย ต้องเป็นอาหารหนัก ๆ ที่อยู่ยาว ๆ ไม่ใช่เจล มาม่า 2 ห่อ โจ๊กห่อหนึ่งก็พอแล้ว อยู่เมืองหนาวกินต้มยำแซ่บ ๆ ก็รู้สึกตื่นดี ถ้าเจอทีมซัพพอร์ตก็จะบอกเขาว่าขอข้าว ขอสเต๊ก แทบจะเดินกินตลอดเลย

หลังจากที่ซ้อมมาอย่างดี มันเพียงพอให้คุณพร้อมตั้งรับทุกสถานการณ์จริงไหม

อย่างน้อยก็ได้ความมั่นใจระดับหนึ่ง เวลาแข่งเราก็รู้สึกว่ามันคือการขึ้นลงเขาทั้งวันกับปีนทั้งวัน ซึ่งเราเตรียมใจมาเรียบร้อยแล้ว แค่ได้กิน ได้นอนก็ยังดี เพราะปีที่แล้วได้นอนวันละชั่วโมง ปีนี้ได้นอนวันละ 2 ชั่วโมง 

ชีวิตอึดถึกทนของ ซึง สว่างจิต นักวิ่งเทรลหญิงผู้พิชิตสนาม PTL ยากสุดในโลกคนแรกของไทย
ชีวิตอึดถึกทนของ ซึง สว่างจิต นักวิ่งเทรลหญิงผู้พิชิตสนาม PTL ยากสุดในโลกคนแรกของไทย

นอกจากทักษะการวิ่งและปีนผา นักวิ่งเทรลต้องฝึกฝนอะไรอีก

ต้องสู้กับการอดหลับอดนอน สู้กับตัวเอง ทรมานมากนะ อยากนอนก็ไม่ได้นอน ด้วยวันที่ยาวนานก็ต้องอดทน แล้วคืนที่ 3 เหมือนมีภาพหลอน เราเพลียมาก แอลก็เป็น ตาลาย เห็นกิ่งไม้เล็ก ๆ มันกระดึ๊บได้เหมือนหนอน เห็นบ้านที่มีลวดลายอยู่หน้าบ้าน แอลหันมาถามว่าพี่ซึงเห็นคนนั่งคุยกันหน้าบ้านไหม เราบอกว่าเห็นเหมือนกันเลย (หัวเราะ) แต่เป็นแค่คืนเดียว เราต้องการพักผ่อน เป็นปกติมากของการวิ่งเทรล 

คุณเอาชนะความอ่อนเพลียของตัวเองยังไง

นักวิ่งเทรลเขาจะเรียกว่า ออโตไพลอต (Autopilot) คือเดินกึ่งหลับกึ่งตื่นเหมือนซอมบี้ ทีมจะรู้เลย เพราะเราจะเริ่มห่างจากเขาสัก 30 เมตร แล้วก็จะจ็อกกิ้งไปหา แล้วก็ทิ้งห่าง จนมีจุดหนึ่งที่อันตราย เขาหันมาบอกว่าตรงนี้ห้ามออโตไพลอตนะครับ ทีมก็เตือนกัน เขาดูกันออก

กิโลเมตรที่เท่าไหร่ที่รู้สึกเหนื่อยมากที่สุด 

วันที่ 2 เหนื่อยมากที่สุดเลย เพราะมันเป็นหินลอย เดินบนหินลอยเป็นชั่วโมงยังไม่ถึง 1 กิโล แค่ทางขึ้นวันนั้นทั้งวันน่าจะได้แค่เขาลูกเดียว ตอนลงก็ไม่ได้ลงแค่กิโลเมตรเดียว น่าจะประมาณ 4 กิโลได้ แล้วหินลอยขามันต้องเบรกตลอดเวลา เราเมื่อยมาก ต้องนั่งยืดขากันเลย ขาต้องแข็งแรง ใจต้องกล้า 

ถามว่าทางโหดไหม ก้มมองลงไปมันก็โหดมากจริง ๆ แต่พอเงยหน้าขึ้นมาเห็นเขา เห็นวิว มันก็หายเหนื่อยไปนิดหนึ่ง พอพ้นวันนี้ไปรู้สึกว่าเขาอื่นก็ง่ายกว่าเขาลูกนี้ไปแล้ว

Cr Supat Bunjuar

โพสต์โดย Sawangjit Seung Saengow เมื่อ วันอังคารที่ 23 สิงหาคม 2022

ดูเหมือนเป็นกีฬาที่เต็มไปด้วยการตัดสินใจเฉพาะหน้า 

ใช่ จะทำอะไรต้องลุย บางทีเพื่อนปีนทางขวา เรารู้สึกซ้ายง่ายกว่า เราก็ไปทางซ้าย พี่เอกกับแอลวินก็ไปกันคนละทาง บางทีก็แล้วแต่ดวง เขาปีนอาจจะง่ายเราปีนอาจจะยาก แต่ละคนมีสไตล์เป็นของตัวเอง แต่เป้าหมายเดียวกันคือเส้นชัย ทุกคนไม่มีใครยอมแพ้เลย คิดแต่จะไปข้างหน้าอย่างเดียว

มีกติกาว่าคนในทีมวิ่งห่างกันได้ไม่เกิน 15 นาที ต้องไปด้วยกัน แต่เวลาปีนเขาแนวดิ่งต้องอยู่ห่างกัน เพราะเหยียบหินกลิ้งลงมาใส่เพื่อนก็มีนะ ซึงเคยเจอหินร่วงมาใหญ่กว่าหัว ต้องรีบหลบให้ทัน 

ทีมก็มีหลง ทางมันให้ขึ้นไปแล้วขึ้นต่อได้อีก แต่เราไม่รู้ เราขึ้นแล้วก็ลง ติดอยู่ตรงนั้นน่าจะ 4 – 5 ชั่วโมง แต่ชอบทีมมากตรงที่เขาไม่โวยวายว่า หลงเพราะใคร เราไม่เป็นไร ไปต่อ ๆ แค่ต้องทันคัตออฟสุดท้าย จากวิ่งชิลล์ ๆ กลายเป็นต้องวิ่งหนีคัตออฟ 

มีความตลกตรงที่ปลุกพี่เอกไม่ตื่น (หัวเราะ) คัตออฟมันต้องออก 03.00 น. แล้วเขาดูเวลาจากที่มีคนมี GPS บวกลบได้ 10 นาที ถ้ายังไม่ออกวิ่งก็ต้องออกจากการแข่งขัน ตอนนั้น 02.55 น. ปลุกพี่เอกแล้วเขาบอกขอนอนต่อ ซึงเลยถามว่า GPS อยู่ที่แอลใช่ไหม งั้นให้แอลออกไปรอข้างนอก แต่รอแค่ 5 นาที พี่เอกก็ออกมาแล้ว 

ตี 3 อากาศหนาวมาก ยิ่งสูงยิ่งหนาว ลมแรงจนสั่นกันหมด รีบเก็บของแล้วต้องรีบเดินต่อเลย มีคนมาถามว่าเวลาหนาวมากต้องทำยังไง เราบอกแค่อดทนอย่างเดียว และต้องขยับร่างกายตลอดเวลา

PTL เป็นสนามที่ต้องวิ่งผ่านทั้งภูเขา น้ำตก ทุ่งหญ้า ปีนหน้าผา ฯลฯ อะไรที่อันตรายที่สุด

ปีนหน้าผา Via Ferrata ถ้าตกก็คือร่วง มีแบบนี้หลายจุดมาก ปีที่แล้วระยะ PTL เคยมีผู้เข้าแข่งขันเสียชีวิตไปคนหนึ่ง เขาน่าจะวิ่งไปถึงตอนกลางคืน แต่ทีมซึงไปถึงตอนที่พระอาทิตย์กำลังจะตกเลยยังพอเห็นทาง

การปีนเขาเป็นอย่างเดียวที่ซึงช้ากว่าผู้ชาย ขาเขายาวกว่าซึง ยกขาสูง ดึงได้ไกล แต่ทีมนี้มั่นใจในตัวซึงมาก เวลาปีนหรือผ่านอะไรหวาดเสียวไม่มีใครหันหลังมาดู เคยถามแอลวินว่า น้องถามจริง มองพี่เป็นผู้หญิงกันบ้างไหม เขาตอบคำเดียวว่าไม่ครับ แล้วก็หันไป (หัวเราะ)

Via Ferrata . . . . คอร์ นิวทริชั่น Energy for…

โพสต์โดย Sawangjit Seung Saengow เมื่อ วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม 2022

จุดไหนที่คุณรู้สึกกลัว

ที่กลัวเลยคือยอดสุดท้าย ทีมกลัวจะไม่ทันเวลาเข้าเส้นชัย จุดนั้นน่าจะใส่หมวกป้องกัน แอลวิลหันมาถามว่าต้องใส่อุปกรณ์ไหมครับ พี่เอกบอกว่าเวลาไม่ทันแล้ว ซึงพับไม้เก็บเลย อย่างน้อยมีสองมือดีกว่ามือเดียว ต้องค่อย ๆ ปีน บางจุดก็คลาน ต้องเอาให้ชัวร์ มันไม่ยาก แต่สูง ลมแรง เป้หนัก หวาดเสียวมาก 

ตั้งแต่วิ่งมา เคยพลาดบ้างไหม

ยัง เพราะรู้ว่าจะพลาด มีจุดหนึ่งแทนที่จะวิ่งไปตามรูต เขาตัดผ่าเขาลงมาเป็นทางลัด ตอนแอลวิ่งลงก็มีวูบเหมือนกัน ส่วนพี่เอกแกโยนไม้ลงไปก่อนแล้วค่อยปีนลง แต่พอซึงจะปีนลง ซึงรู้เลยว่าเราทำไม่ได้ กลัวลื่นแล้วหลุดไป เราเลยตัดสินใจปีนกลับขึ้นไปวิ่งตามรูต 

อีกอันหนึ่งตอนข้ามน้ำตก เรามองท่าเพื่อนก็รู้แล้วมันยากหรือง่าย เราดูท่าพี่เอก แม่งดูยากว่ะ แอลเลยหาทางอื่นที่ดูง่ายขึ้น แต่พอถามแล้วน้องบอกไม่ง่ายครับ เท่านั้นแหละ เหมือนเจอยากกับยาก แต่ก็ตัดสินใจข้ามตามไป 

ชีวิตสุดโหดของ ‘ซึง สว่างจิต’ นักวิ่งเทรลหญิงคนแรกของไทย พิชิตสนาม PTL ไกล 300 กิโล ชัน 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ใน 6 วัน

เล่าวินาทีที่ถึงเส้นชัยให้ฟังหน่อย

3 กิโลเมตรสุดท้ายวิ่งเหนื่อยมาก ทีมเอาแรงมาจากไหนกันก็ไม่รู้ จู่ ๆ มาวิ่งหน้าตั้ง ทางที่วิ่งหินก็เยอะมาก ถ้าสะดุดหัวทิ่มแน่นอน แต่ซึงรู้ว่าที่เส้นชัยจะเจอทีมซัพพอร์ต รู้ว่าเขาเตรียมชาเขียว สเต๊ก ไว้ให้ เราก็คิดว่าจะได้กินแล้วอีกหน่อยหนึ่ง

คนปรบมือเยอะมาก ตื่นเต้นมาก ดีใจมาก เพื่อน ๆ น้ำตาคลอกันเยอะเลย รู้สึกว่าในที่สุดก็ทำได้สำเร็จ จบสักที อีกวันหนึ่งก็ไปรับเหรียญรางวัล เป็นกระดิ่งวัวกับเสื้อ Finisher (ซึงอวดความภาคภูมิใจของเธอให้เราดูผ่านจอ) เพื่อนก็แซวกันว่าเสื้อตัวนี้มีแค่ 3 ตัวในประเทศไทย

ถามว่าเรารู้สึกระบมที่เท้าบ้างไหม ก็มีนะบลิสเตอร์ วิ่งจนมันแตก แล้วขึ้นใหม่ แล้วก็แตก สภาพเท้าแต่ละคนพี่เอกน่าจะเป็นหนักสุด ซึงถือว่าเบาสุดแล้ว คนก็ถามว่าทำไมซึงดูดีจัง ซึงทาครีมกันแดดค่ะ อีก 2 คนเขาไม่ได้ทา

กิจกรรมแรกหลังจากเข้าเส้นชัยของคุณคืออะไร

นอนแล้วก็กิน (หัวเราะ)

ชีวิตสุดโหดของ ‘ซึง สว่างจิต’ นักวิ่งเทรลหญิงคนแรกของไทย พิชิตสนาม PTL ไกล 300 กิโล ชัน 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ใน 6 วัน
ชีวิตสุดโหดของ ‘ซึง สว่างจิต’ นักวิ่งเทรลหญิงคนแรกของไทย พิชิตสนาม PTL ไกล 300 กิโล ชัน 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ใน 6 วัน

“เพราะเราเป็นผู้หญิงเอเชีย”

สมัยที่ซึงเข้าวงการวิ่งเทรล เธอบอกว่าตอนนั้นอุปกรณ์บังคับยังมีแค่เป้น้ำกับรองเท้านักวิ่ง 

อีก 10 ปีต่อมา True South Thailand เป็น 1 ใน 47 ทีมที่วิ่งสนาม PTL จบ จาก 47 ทีมที่วิ่งจบ มีผู้หญิงเพียง 6 คน และไม่เคยมีสาวไทยคนไหนทำได้นอกจากซึง

“ตอนแรกไม่รู้เลยว่าทำไมพี่เอกถึงเลือกซึงเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ไปแข่ง” เธอรำลึกความหลัง 

พอเข้าเส้นชัยมาแล้วถึงได้เข้าใจว่าสิ่งที่เธอทำนั้นยิ่งใหญ่ขนาดไหน คงเพราะที่ผ่านมาเธอไม่เคยมองว่าเพศสภาพเป็นอุปสรรคในการเล่นกีฬา และการวิ่งเทรลก็ไม่มีข้อกำจัดอะไรที่จะหยุดความสามารถของผู้หญิง 

“มีผู้ชายชื่อเอริคเข้ามากอดซึง กอดพี่เอก กอดแอลวิน แล้วก็กลับมากอดเราอีกรอบ เขามองตาเราแล้วก็น้ำตาไหลด้วยความภูมิใจ อาจจะเพราะเราเป็นผู้หญิงเอเชีย เขารู้สึกดีใจกับเรามาก ๆ

“มีเพื่อนต่างชาติอีกคนที่เคยวิ่ง 50 กิโลมาด้วยกัน เขานึกถึงสมัย 10 ปีที่แล้วที่ซึงยังง้องแง้ง ไม่อยากวิ่งขึ้นเขา ลูกชายเขาเห็นว่าซึงเรียนวิทยาศาสตร์การกีฬาก็อยากเป็นเหมือนเรา ลูกสาวเขารู้ว่าเราเล่นไตรกีฬาก็อยากหัดเล่นเหมือนเรา เขาบอกว่าคุณไม่ได้สร้างแรงบันดาลใจให้แค่ผู้หญิงนะ แต่คุณเป็นแรงบันดาลใจให้กับพวกเราด้วย”

ชีวิตสุดโหดของ ‘ซึง สว่างจิต’ นักวิ่งเทรลหญิงคนแรกของไทย พิชิตสนาม PTL ไกล 300 กิโล ชัน 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ใน 6 วัน

“ซึงไม่เคยเห็นด้วยเลย ที่คนชอบบอกว่ามีกีฬาหรืองานบางชนิดสงวนไว้สำหรับผู้ชาย เราไม่ได้คิดอะไรตรงนั้น ไม่สนใจด้วย เพราะมั่นใจว่าเราทำได้

“PTL เป็นการวิ่งที่พักบ้าง ลุยบ้าง เหนื่อยบ้าง ท้อบ้าง ล้มบ้าง ลุกบ้างตลอดทาง ซึงวิ่งตามผู้ชายมาหลายงานมาก เราบอกตัวเองว่างานนี้จะเป็นงานสุดท้ายที่เราจะวิ่งตามสองคนนี้” 

เชื่อเหลือเกินว่าคำพูดของซึงคงทำให้ใครหลายคนมีคำตอบในใจว่า ทำไมเอกถึงเลือกเธอ

“ต้องดูสาวยันแก่”

คีย์เวิร์ดจากซึงที่เราชอบมากคือคำว่า ง้องแง้ง 

เพราะนึกไม่ออกจริง ๆ ว่าซึงที่เคย ง้องแง้ง เป็นยังไง

ซึงอธิบายด้วยการยกตัวอย่างเหตุการณ์เมื่อ 10 ปีก่อน เช่น การวิ่งฮาล์ฟมาราธอนปกติจะอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมง 55 นาที ก่อนแข่งแต่ละคนจะมาถามกันว่าเป้าหมายของคุณคืออะไร บางคนก็ท้าทายตัวเองมาก แต่เธอขอแค่เข้าเส้นชัยให้ได้ก็พอ

ส่วนความปราดเปรียวไม่ต้องพูดถึง ซึงบอกว่าเธอน่าจะวิ่งเร็วกว่าตอนนี้มากนัก แต่พอถามว่าซึงคนนั้นจะพิชิตสนาม PTL ได้ไหม เธอตอบว่า “ไม่ ล้านเปอร์เซ็นต์” เพราะซึงเมื่อ 10 ปีก่อนขึ้นเขาไม่เก่ง ถนัดทางลาด ที่สำคัญคือเธอยังง้องแง้ง

ไม่แปลกเลยที่ซึงจะเป็นนักกีฬาประเภทที่ไม่ต้องการทำลายสถิติตัวเอง ไม่มีรายการไหนค้างคาใจ หรือคิดไม่ตกว่าน่าจะทำดีกว่านี้ได้ 

“เราเข้าใจความรู้สึกของคนที่วิ่งช้า คนที่เหนื่อย คนที่ตามเพื่อนอยู่ข้างหลัง เพราะเราผ่านทุกอย่างมาหมดแล้ว แล้วเราก็ยินดีที่จะเดินไปกับคนที่วิ่งช้า”

สำหรับซึง เธอมองว่าการวิ่งเปรียบได้กับการใช้ชีวิต มีขึ้น มีลง มีทางให้เลือก มีอุปสรรคให้ข้าม มีปัญหาให้แก้ไขเพื่อไปให้ถึงเส้นชัย ขณะเดียวกัน ก็เป็นกีฬาที่ทำให้เธอได้ใช้เวลาอยู่กับความคิดตัวเอง และเป็นอิสระจากพันธนาการทางสังคม 

“เรามีความสุขที่ชีวิตเราวุ่นวายนิดหนึ่งแต่ไม่ได้วุ่นวายมากเกินไป ทำงานอาจจะเครียด แต่พอเครียดเดี๋ยวก็ไปออกกำลังกาย ออกกำลังกายเหนื่อยเดี๋ยวเราก็กิน เวลาพักก็พักจริง เวลาทำงานก็ตั้งใจ เราต้องบาลานซ์ชีวิต”

ชีวิตสุดโหดของ ‘ซึง สว่างจิต’ นักวิ่งเทรลหญิงคนแรกของไทย พิชิตสนาม PTL ไกล 300 กิโล ชัน 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ใน 6 วัน
ชีวิตสุดโหดของ ‘ซึง สว่างจิต’ นักวิ่งเทรลหญิงคนแรกของไทย พิชิตสนาม PTL ไกล 300 กิโล ชัน 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ใน 6 วัน

สิ่งที่ไม่เปลี่ยนไปจาก 10 ปีก่อน คือเส้นชัยที่ยังคงเป็นเป้าหมายเดียวของเธอเสมอ ขอแค่สนุกและมีบรรยากาศสวยงามตลอดทาง โดยเฉพาะตอนพระอาทิตย์ขึ้นในรุ่งสาง ทำให้รู้สึกว่าทุกวันมีความหมาย 

ถ้าไม่ใช่การเกิดก็คงเป็นการตาย ที่สอนให้ชีวิตได้รู้ซึ้งถึงอะไรบางอย่าง ในวัย 37 ปี เราเชื่อว่า การวิ่งนำพาบททดสอบมาให้เธอฟันฝ่านับครั้งไม่ถ้วน ส่วนประสบการณ์เฉียดตายก็คงเป็นยิ่งกว่าครูคนไหนที่ผ่านมา แม้เธอจะยังไม่มีภาพของตัวเองในอนาคตอันไกล แต่สิ่งที่จริงแท้แน่นอนคือเธอจะยังอยู่บนลู่วิ่ง

“ตอนซึงอายุ 60 ก็จะวิ่งอยู่ ไม่ต้องถึง 100 กิโลเมตรหรอก แค่ 10 โลก็ยังดี แต่มั่นใจมากว่าจะต้องดูสาวยันแก่” 

คิดว่าอะไรที่ทำให้คุณยังคงวิ่งต่อ – เราถาม

ถามว่ามีเหตุผลอะไรที่จะทำให้ซึงหยุดวิ่งดีกว่า – ซึงตอบ 

พร้อมกับยืนยันว่าการวิ่งเป็นกีฬาที่ง่ายที่สุด เพราะอาศัยแค่รองเท้าผ้าใบคู่เดียว

บอกตามตรง เราที่มีภาวะวิตกกังวลติดตัว และพยายามถอยห่างจากการเที่ยวผจญภัย แค่ฟังเรื่องเล่าจากต่างแดนของซึงยังใจสั่น เธอบอกว่าความกล้าเท่านั้นที่จะเอาชนะความกลัวได้ เป็นทักษะที่เราคงต้องใช้เวลาฝึกฝนนานเท่านานกว่าจะได้สักครึ่งหนึ่งของเธอ

หลังผ่านความยาก ความโหด ความหิน ด้วยความอึด ความถึก ความทน จนเกือบเอาตัวไม่รอดในสนาม PTL ที่ไม่ต่างกับสมรภูมิ สุดเส้นทางไม่มีการยืนบนแท่นอันดับ 1 2 3 ขอเพียงวิ่งจนจบได้ก็วิเศษเกินพอ เพราะสิ่งที่รออยู่หลังเส้นชัยคือรางวัลของผู้ชนะหัวใจตัวเอง

ใครต่อใครต่างบอกว่า หากผ่านสนามนี้ไปได้ ชีวิตก็ไม่มีอะไรต้องกลัวอีกแล้ว

ถ้าอย่างนั้น เราขอถามซึงเป็นคำถามสุดท้าย 

“คุณยังกลัวอะไรอยู่บ้างไหม”

นักวิ่งหญิงแกร่งหัวเราะให้กับเรื่องเดียวที่ยังพิชิตไม่ได้

“แมลงสาบค่ะ”

ชีวิตสุดโหดของ ‘ซึง สว่างจิต’ นักวิ่งเทรลหญิงคนแรกของไทย พิชิตสนาม PTL ไกล 300 กิโล ชัน 27,000 เมตร บนเทือกเขาแอลป์ใน 6 วัน

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load