เมื่อถึงเวลาแห่งการพักผ่อนจากความเหนื่อยล้าที่ได้พบเจอมาตลอดทั้งวัน เรานั่งพักหายใจพร้อมกับเปิดโทรทัศน์เพื่อหาความบันเทิงเข้าตัว ภาพของหญิงสาววัย 20 ปลาย ๆ คนหนึ่งปรากฏขึ้นบนหน้าจอสี่เหลี่ยม เธอยืนอยู่บนเวทีที่เต็มไปด้วยคนดู แสง สี เสียง พร้อมกับคณะกรรมการทั้ง 4 คน ซึ่งเป็นศิลปินระดับต้น ๆ ของประเทศ ที่กำลังนั่งหันหลังให้เธอ บนเก้าอี้สีแดงใหญ่ ในรายการ The Voice All Stars

แต่ควันหลง ภาพจำที่เคยมี และน้ำเสียงที่คุ้นเหมือนเคยได้ยินเมื่อเกือบ 10 ปีก่อนจากรายการเดิม ทำให้เราครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งว่าเธอคือใคร แต่ยังไม่ทันไรทุกอย่างก็กระจ่างชัด เมื่อโค้ชทั้ง 4 คนกดปุ่มสีแดงเพื่อหันหน้ามาอยากทำความรู้จัก และการแนะนำตัวก็เกิดขึ้นว่า เธอคือ ปราง-ปรางทิพย์ แถลง

จากเสียงอันแพรวพราวที่ฟังแล้วนำพาความรู้สึกไปอยู่ร่วมด้วยบนเวทีผ่านทางหน้าจอ ตอนนี้บุคคลที่เป็นเจ้าของเสียงนั้นกลับมายืนอยู่ตรงหน้าเรา พร้อมพูดคุยเรื่องราวชีวิตและตัวตนที่น้อยคนจะรู้ รวมไปถึงแบ่งปันแรงบันดาลใจบนเส้นทางของการเรียน เล่น เต้น ร้อง หรือการกลับมาบนเวที The Voice อีกครั้ง ว่ากว่าจะมาถึงจุดนี้ได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ

ภายใต้พรสวรรค์เรื่องการร้องเพลงแต่เต็มไปด้วยพรแสวง ภายใต้คาแรกเตอร์ดุดันบนเวทีแต่เต็มไปด้วยความอ่อนไหว อ่อนโยนบนชีวิตจริง ภายใต้ของการทำงานหนักไม่ใช่เพื่อตัวเองแต่เป็นครอบครัว และภายใต้เสียงร้องที่ดีเป็นเอกลักษณ์แค่ไหน แต่ก็ใช่ว่าจะลงแข่งได้ทุกเวที เพราะครั้งหนึ่ง เธอเคย ‘ถูกขอร้องไม่ให้ลงแข่ง’

แต่สิ่งต่าง ๆ ล้วนเป็นชิ้นส่วนของจิ๊กซอว์สู่การเป็นปรางทิพย์ในปัจจุบัน และจิ๊กซอว์ชิ้นนี้ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์พอ ๆ กับการแข่งขัน The Voice All Stars ในรอบ Final จะมาถึงในเร็ววัน ด้วยความสงสัย เราจึงแอบถามเธอถึงรอบไฟนอล

เธอยิ้ม และทิ้งท้ายคำตอบเอาไว้บนคอลัมน์นี้อีกเช่นกัน

ปราง ปรางทิพย์ นักร้องจากเวที The Voice ที่ชนะบ่อยจนครั้งหนึ่งถูกขอร้องไม่ให้ลงแข่ง

คุณเป็นคนชอบแต่งตัว ลุควันนี้ได้แรงบันดาลใจจากอะไร

วันนี้เป็น Everyday Look ลุคธรรมดา ไม่ได้ขิงนะ แต่นี่คือธรรมดามาก ๆ (หัวเราะ) 

เวลาออกจากบ้าน เราอยากแต่งตัวให้ดี นอกจากจะอยู่แถวซอยวัดส้มเกลี้ยง ถึงจะยอมใส่ชุดนอนโทรม ๆ ส่วนวันนี้เป็นลุคสบาย ๆ แต่ก็แอบไม่สบายเพราะมีคอเต่า งงนะ ซึ่งการแต่งตัวก็แล้วแต่อารมณ์ บางวันอยากเปรี้ยว แต่ส่วนมากชุดในบ้านจะเป็นสีดำหมด เพราะเป็นคนที่ใส่สีดำแล้วรู้สึกว่าตัวเองมีพลัง 

สีดำเลยเป็นสีมงคลของคุณ

ไม่รู้เหมือนกัน แต่สีเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มีพลังในการดำเนินชีวิต ส่วนมากชุดร้องเพลงก็เป็นสีดำหมดเลย เวลาใส่สีดำแล้วรู้สึกว่าจะพบเจอแต่ความโชคดี และพอเป็นนักดนตรีใส่สีดำเวลาอยู่บนเวทีก็โดดเด่น อย่างสีดำที่มีกลิตเตอร์วิบวับ หรืออาจจะเป็นรูปแมว อะไรก็แล้วแต่ แต่ขอให้เป็นสีดำ

เป็นคนชอบแต่งตัวมาตั้งแต่เมื่อไหร่

เมื่อก่อนเรายังแต่งตัวบ้านนอกอยู่ เคยโดนผู้ชายด่าครั้งหนึ่งว่า ‘เธอแต่งตัวลูกทุ่งมากเลย’ เราเลยพัฒนาและเสพแฟชั่นไปเรื่อย ๆ หาแนวที่ชอบ สุดท้ายเจอว่าตัวเองชอบสไตล์โกธิคนิด ๆ ออกแนวผี ๆ แนวตุ๊กตา กรีดขอบตาอะไรประมาณนั้น โกธิคเป็นแนวคริสต์ แต่ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ มันก็ดูไม่เหมาะ ดูแบบแปลก ๆ ช่วงหลัง ๆ มาที่ร้องเพลง คนเข้าถึงเรายาก ก็เลยต้องเปลี่ยนลุคให้ดูสดใสขึ้น

ปรางทิพย์เติบโตมาในครอบครัวแบบไหน 

ยากจน ไม่รู้ทำไมนักร้องส่วนมากถึงต้องยากจน (หัวเราะ) 

เราเติบโตมากับการร้องเพลงเพื่อหารายได้เพิ่มเติมให้ครอบครัว แม่เป็นแม่บ้าน ส่วนพ่อเป็น รปภ. อยู่ที่เชียงราย ได้เงินเดือนไม่ถึงหมื่น แต่ต้องเลี้ยงลูก 2 คน น้องสาวสายเลือดเดียวกันชื่อ นางสาวกุลสตรี แถลง แต่จริง ๆ แล้วเหมือนสุภาพบุรุษ น้องสาวเป็นคนแซ่บมาก สักทั้งตัว นางสไตล์คล้ายกันเลย และร้องเพลงเพราะด้วย เชื่อไหมว่าเคยประกวดเวทีเดียวกันแล้วชนะเรา เอาสิ 

ชีวิตวัยเด็กเราก็ปกติ ไปโรงเรียน ไปประกวดร้องเพลง ที่บ้านก็สนับสนุนมาก เพราะเป็นอีกหนึ่งรายได้ของครอบครัว แม่เป็นคนไปส่ง ถ้าแม่ไม่ว่าง พ่อจะไป แต่เวลาพ่อไปเชียร์เวทีไหนจะแพ้ เลยไม่ชอบให้พ่อไป (หัวเราะ) 

ชีวิตตอนนั้นผ่านไปไวมากนะ เพราะไม่ต้องคิดอะไร มีหน้าที่แค่ไปร้องเพลงกับไปโรงเรียน แต่พอโตขึ้นต้องรับผิดชอบครอบครัว เพราะเราเป็นเสาหลัก เลยรู้สึกว่าเวลามันผ่านไปช้า

คุณผ่านเวทีประกวดมาเยอะมาก ยังจำการประกวดร้องเพลงครั้งแรกได้ไหม

ตอนนั้น 7 ขวบ มีคุณครูที่โรงเรียนชื่อครูชาติ ครูชาติเห็นแววว่าเราร้องเพลงได้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าแกไปได้ยินเราร้องเพลงตอนไหน งงเหมือนกัน (หัวเราะ) เริ่มจากประกวดร้องเพลงงานวันแม่ที่โรงเรียน ได้ที่ 2 ได้รางวัลเป็นสมุดกับดินสอ 

ปราง ปรางทิพย์ นักร้องจากเวที The Voice ที่ชนะบ่อยจนครั้งหนึ่งถูกขอร้องไม่ให้ลงแข่ง
ปราง ปรางทิพย์ นักร้องจากเวที The Voice ที่ชนะบ่อยจนครั้งหนึ่งถูกขอร้องไม่ให้ลงแข่ง

แล้วคนที่ได้ที่ 1 ตอนนี้เป็นยังไง

ไม่รู้ หายตัวไปเลย แต่ตอนนั้นเราแค่ร้องเพลงเพราะอยากได้สีกับสมุด

หลังจากนั้นก็ตระเวนประกวดเรื่อย ๆ เหมือนว่ารายการแรกจะเป็น น้าต๋อย เซมเบ้ ยุคนั้น ช่อง 9 การ์ตูน ดังเว่อร์ เขามาจัดงานที่บิ๊กซี เชียงราย เราก็ไปร้องเพลงประกอบการ์ตูน ซึ่งภายในงานมีลูกท่านหลานเธอแต่งชุดอลังการ ส่วนเราแต่งชุดธรรมดา ๆ ไปร้อง แต่ได้ที่ 1 แม่ก็น่าจะเห็นแวววันนั้นแหละ 

ตอนนี้ครูชาติก็ยังอยู่เชียงรายนะ แต่ไม่ค่อยได้ไปหาแกเลย เขาคือแมวมองคนแรกของปรางทิพย์ค่า (ลากเสียง)

ผ่านมาแล้วกี่เวที

โอ้โห ก็เกือบร้อยนะ ที่บ้านมีแต่ถ้วยรางวัล เพราะสมัยก่อนจังหวัดเชียงรายเขาจัดกิจกรรมเก่ง หนูน้อยนั่น หนูน้อยนู่น หนูน้อยนี่ หนูก็ไปไง นั่งมอเตอร์ไซค์ซ้อน 3 ก็ไป ขี่ไปกับแม่และน้องสาว จะแต่งชุดสวยยังไงก็ช่าง เราขี่มอเตอร์ไซค์ไปกันทุกงาน แต่เราแข่งแค่ในต่างจังหวัด ยังไม่ค่อยคิดเรื่องจะเอายังไงกับชีวิตดี

เด็กหญิงปรางทิพย์เรียนเก่งไหม

เรียนไม่เก่ง หัวจะมาทางด้านศิลปะและภาษา เพราะจริง ๆ แม่พูดภาษาอังกฤษพอได้อยู่แล้ว เราก็ซึมซับจากเขาทั้งที่เขาก็ไม่ได้สอนเราโดยตรง และประจวบกับได้เรียนศิลป์ภาษาอังกฤษ เอกภาษาอังกฤษ เพราะที่บ้านไม่ได้บังคับว่าต้องเรียนอะไร หัวนี่ไม่ได้ไปทางด้านคณิตศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์เลย เคยลองเรียนแล้วตอนมัธยมต้น มันไม่ได้ เพราะเราลอกการบ้านเพื่อนทุกเช้า เรียนไม่ไหว เขียนไม่เก่ง ไปทางภาษาดีกว่า ชอบ รู้สึกว่าหัวสมองมันจำได้ไวกว่า

คุณฝึกฝนการร้องเพลงยังไง

แม่สอนบ้าง ตอนเด็ก ๆ อ่านหนังสือไม่ค่อยเก่งหรอก แม่ใช้วิธีร้องให้ฟังรอบสองรอบก็จะจำได้ และแม่ก็เป็นคนเลือกเพลงให้เวลาไปประกวด เขาจะชอบไปซื้อซีดีที่แม่สาย เพราะบ้านอยู่เชียงราย ก็ไปซื้อแผ่นก๊อป (หัวเราะ) แล้วก่อนที่พ่อจะมาเป็น รปภ. เขาเคยเป็นสรรพสามิตมาก่อนแต่ยังไม่ได้บรรจุ เขาจับของเถื่อน แต่ไม่ได้เอาของเถื่อนมาให้ลูกนะ แค่เวลาไปเดินแม่สาย ถ้าเจอซีดีที่คิดว่าลูกน่าจะร้องได้ เขาก็ซื้อมา ถ้าไม่ที่แม่สายก็ตลาดพุ่มพวง

อย่างเพลง คุณลำไย แม่ก็เลือก เมื่อก่อนดังไม่ไหว ประกวดอยู่นั่นแหละเพลง คุณลำไย ร้องอยู่นั่น ชนะด้วยนะ

หรือครั้งหนึ่งแม่เลือกให้ร้องเพลง ลลิตพระลอ ตอนนั้นเป็นเวทีจังหวัด เป็นงานลิ้นจี่ ของดีประจำจังหวัด แล้วก็มีเวทีประกวดร้องเพลง แต่ละหมู่บ้านก็จะมาเชียร์คนจากหมู่บ้านตัวเอง แต่ครั้งนั้นคนหมู่บ้านอื่นก็มาเชียร์เราด้วย เอาพวงมาลัยมาให้ เราเลยได้ทั้งรางวัลที่ 1 และรางวัลขวัญใจมหาชน

ประกวดมาเป็นร้อยเวที ชนะกี่เวที

เราชนะ ๆ มาตลอด อันนี้ไม่ได้ขิงนะ แข่งชนะจนบางเวทีขอให้เด็กหญิงปรางทิพย์ แถลง ไม่ลงแข่งได้ไหม แค่มาโชว์แล้วรับซอง เพราะอยากให้คนอื่นชนะบ้าง แม่เลยบอกไปว่าการแข่งขันก็ต้องแข่งกับคนที่เก่งสิ เขาเป็นสายนักสู้ เพราะเจออะไรมาเยอะจากการพาลูกประกวด โดนโกงเงินบ้าง โกงให้ไม่ได้ที่หนึ่งบ้าง แต่เวทีที่ถือว่าจริงจังจริง ๆ น่าจะเป็น The Voice นี่แหละ เพราะนั่นคือการออกจากเชียงราย นั่นคือสนามจริง

การเป็นที่ 1 มาโดยตลอดทำให้คุณเป็นคนมีอีโก้หรือเปล่า 

ไม่มีเลย เรารู้สึกธรรมดามาก ตอนแข่งสมัยเด็กแค่คิดว่าอยากได้เงินรางวัล อยากได้ถ้วย คิดว่าเราต้องการเงินเพื่อที่จะไปจุนเจือครอบครัวเท่านั้น ไม่ได้มีอีโก้ ไม่ได้นึกถึงตรงนั้นเลย

เราไม่แม้กระทั่งคิดว่าตัวเองเป็นที่ 1 ของเชียงราย เพราะเชียงรายมีศิลปินเยอะมาก เป็นเมืองศิลปิน เราไม่ได้คิดว่าต้องชนะ แต่คิดว่าจะนำเสนอตัวเองยังไงให้คนจดจำว่าเราเป็นเรา เรามีความเป็นตัวของตัวเองสูง เรื่องอีโก้นี่ตัดทิ้งไปเลย 

ความเป็นปรางคืออะไร

ต้องร้องเพลงให้คนจดจำ เป็นผู้นำเทรนด์ในเรื่องของการร้องก็ดี เสียงร้องแบบนี้ การร้องแบบนี้ เราเป็นลูกทุ่งหันมาร้องฟิวชัน ข้ามมาร้อง R&B ไปจนถึงภาพลักษณ์ที่คนมองเข้ามา เห็นผมทรงนี้ต้องเป็นปราง เห็นรอยสักนี้ต้องเป็นปราง ผิวแบบนี้ต้องเป็นปราง หน้าตาแบบนี้ต้องเป็นปราง 

ปราง ปรางทิพย์ นักร้องจากเวที The Voice ที่ชนะบ่อยจนครั้งหนึ่งถูกขอร้องไม่ให้ลงแข่ง

การผ่านเวทีมามากมายก่อนจะมาเจอกับเวทีใหญ่ ช่วยปรางในฐานะนักร้องคนหนึ่งยังไง

มันมาช่วยจริง ๆ คือหลังประกวด The Voice เป็นชีวิตจริงที่มาอยู่กรุงเทพฯ เราต้องทำตัวยังไง ต้องทำงานยังไง ต้องเจอคนยังไง ต้องใช้ชีวิตยังไง ต้องพูดยังไง ต้องใช้ความคิดยังไง เราไว้ใจใครได้บ้าง 

6 – 7 ปีที่สะสมประสบการณ์มา จนมาถึงเวที The Voice All Stars เรารู้สึกว่าตัวเองสมบูรณ์แบบมากขึ้น เพราะได้ฝึกจากประสบการณ์และคนรอบข้าง เราเป็นปรางที่เก่งขึ้น เสียงดีขึ้น หลังจาก The Voice เราไปอยู่กับ NATHA Project ฝึกตัวเองจนได้เข้า The Mask Line Thai สมมติเราจะร้องไทย แต่ไทยมีอะไรบ้าง แจกแจงเป็นแหล่ ร่ายกลอน ฉ่อย และอีกเยอะมากที่เราต้องเรียนรู้ ทั้งหมดสอนเราในเรื่องโอกาส ถ้าไม่พร้อม ต่อให้มีโอกาสเข้ามา เราก็จะไม่ได้ บังเอิญว่าโอกาสมาแล้วเราต้องพร้อม เราสมบูรณ์แล้ว เราเลยได้ทำอะไรหลาย ๆ อย่าง

คำว่าสมบูรณ์ของปรางคืออะไร

เสียง ความแข็งแรงของเสียง ความรู้ในเรื่องของการร้องเพลง ความรู้ด้านเทคนิค อาวุธที่จะเอาไปสู้กับคนอื่น มันพร้อมมาก ๆ โดนฝึกอย่างหนัก ถ้าสังเกตจะเห็นได้ว่า The Voice รอบแรกกับตอนนี้ เสียงเราเทียบกันไม่ได้เลย

การฝึกให้เป็นนักร้องที่สมบูรณ์แบบต้องทำอะไรบ้าง

เรียนแล้วเรียนอีก เริ่มจากตอนเช้าตื่นมาวิ่งออกกำลังกาย บริหารเสียง และฟังเพลงเยอะมาก วัน ๆ ไม่ทำอะไรเลย ฟังแต่เพลง เพราะต้องเอาเทคนิค เราคุยเรื่องเพลงกับศิลปินคนอื่นในค่ายทุกวัน ซึมซับเรื่องเพลงทุกวัน เรียนร้องเพลงทุกวัน แทบจะอยู่กับการร้องเพลง 24 ชั่วโมง เหลือแค่ตอนหลับเท่านั้นเอง เป็นแบบนี้ทุกวันอยู่หลายปี ช่วงนั้นเราไม่มีงานด้วย กระแสหาย ทำได้แค่ฝึก ๆๆๆ ทุกวัน

จุดเปลี่ยนในชีวิตมีกี่ครั้ง และในแต่ละครั้งสอนอะไรบ้าง

เราว่าเราไม่มีจุดเปลี่ยน ชีวิตเราเหมือนเดิม แค่ได้เจอสิ่งดี ๆ มากขึ้น เราไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองดังเป็นพลุแตกเลยนะ ยังรู้สึกเฉย ๆ อย่างครอบครัวเราก็เป็นคนบ้าน ๆ ก็เลยมีชีวิตติดดินแบบบ้าน ๆ แต่สิ่งที่ได้เพิ่มขึ้นทุกปีคือแฟนคลับและงานที่มากขึ้น ได้ไปออกรายการดี ๆ เวทีดี ๆ คนรู้จักมากขึ้น 

แต่ถ้าจะมีเปลี่ยนคือคนรอบข้างปฏิบัติกับเราต่างไป เขาเกรงใจขึ้น เรียกเรา ‘คุณ’ จากที่เคยเป็น ‘อี’ (หัวเราะ) ตัวเราเองไม่ได้รู้สึกเปลี่ยน เราเหมือนเดิม แค่พ่อแม่เราสบายขึ้น

ตอนนี้ยังมีเพื่อนสมัยเด็กอยู่ไหม

มี แต่เพื่อนก็มีลูกมีผัวกันหมดแล้ว จะ 30 กันแล้ว มีครอบครัวกันไปหมด (หัวเราะ)

ปราง ปรางทิพย์ นักร้องจากเวที The Voice ที่ชนะบ่อยจนครั้งหนึ่งถูกขอร้องไม่ให้ลงแข่ง

ถ้าวันไหนไม่ได้ร้องเพลง ปรางทำอะไร

ทำงานบ้าน ดูแลแมว เก็บขี้ให้แมว แต่ช่วงนี้ไม่ว่างเลยเพราะผลิตภัณฑ์เพิ่งออก ปรางต้องทำงานทุกวัน และกลับกลายเป็นว่ามันมีอะไรทำมากขึ้น จนบางครั้งรู้สึกเหนื่อยและหายใจไม่ทันเพราะทำงานเยอะ เราคุยกับตัวเองว่า ‘อย่าไหลตายนะ วันพรุ่งนี้มีงาน’ (หัวเราะ) มันเหนื่อยเพราะช่วงหลัง ๆ งานเยอะมาก แต่ชินแล้ว 

และช่วงนี้เราจะตื่นเช้าหน่อยมาเปิดร้านใน Facebook แบบว่า ‘เปิดร้านแล้วนะค้า’ ฟิลเหมือนเล่นขายของเลยสนุกมาก

มีแมวกี่ตัว

ตอนนี้ก็หลายตัว รวมถึงแมวที่หาบ้านด้วย เมื่อก่อนอาจจะถึง 10 ตัวแต่ตอนนี้ไม่ถึงแล้ว หลัก ๆ จะเป็นโมอาน่า โมอาน่านี่มีแฟนคลับด้วยนะ แฟนคลับหนูก็จะเป็นแฟนคลับมัน เจอมาจากซีคอนบางแคและเขาพูดเก่งมาก คุยได้ พูดโต้ตอบได้ ใครบอกแมวไม่รู้เรื่อง แต่โมอาน่ารู้เรื่อง มีความเป็นพญา ความเริ่ดเชิดในตัว 

ใครบอกมีแมวแล้วหายเหงา เหงากว่าเดิม (หัวเราะ) 

ปรางชอบฟังเพลงแนวไหนและมีไอดอลเป็นใคร

เราร้องเพลงไทยแต่ฟังเพลงสากลเยอะมาก เลยมีอาวุธเยอะ อย่าง Ariana Grande ก็ฟัง ฟังเทคนิคเขา ฟังทุกคนเลย ส่วนมากชอบฟัง Cover ที่มาทำเป็น Mashup รู้สึกว่าเทคนิคในนั้นเยอะดี เปิดวนไป แล้ว YouTube มันจะรันเรื่อย ๆ เราก็จะเจอคนอื่น ๆ เพื่อเก็บเทคนิคต่าง ๆ มาใช้กับเพลงที่เราต้องร้อง แต่ต้องยอมรับว่าภาษาของเรามีความเปิดปากหรือว่าอ้าปากได้ไม่เท่าภาษาอังกฤษ เพราะฉะนั้นเราก็จะโดนจำกัดเรื่องการใช้เสียงด้วย

ส่วนไอดอล ถ้าตอนนี้ก็ต้องเป็น Ariana Grande เราชอบความน่ารัก ชอบลุค และเขาใช้เทคนิคต่าง ๆ มีเสียงแหบนิด ๆ

ศิลปินที่ดีสำหรับปรางต้องเป็นยังไง

ถ้าเราพูดมันจะเป็นไรไหม สังคมไทยไม่เหมือนเมืองนอก เรามองว่าการที่มาเป็นศิลปินไม่จำเป็นต้องเป็นคนดีเพื่อใคร หรือเป็นแบบอย่างที่ดีเพื่อเด็กคนไหน เพราะเรามาเป็นศิลปินไม่ได้มาเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับใคร แต่สิ่งที่เราทำได้คือการอยู่ในสังคมโดยไม่เบียดเบียนผู้อื่น เราทำหน้าที่เป็นนักร้องที่ดี ไม่มาสาย เต็มที่กับงาน ทำให้ลูกค้าประทับใจ เป็นคนที่ดีของแฟนคลับ เอาใจเขามาใส่ใจเรา และก็ไม่โอ้อวด นั่นคือศิลปินที่ดีสำหรับเราแล้ว

ปราง ปรางทิพย์ นักร้องจากเวที The Voice ที่ชนะบ่อยจนครั้งหนึ่งถูกขอร้องไม่ให้ลงแข่ง

เรื่องที่ยากที่สุดของการเป็นคนมีชื่อเสียงคืออะไร

น่าจะเป็นเรื่องของแฟนคลับที่เราควบคุมไม่ได้ เราอาจจะโดนคุกคามจากการใช้คำพูด การด่าทอ และการคอมเมนต์ต่าง ๆ เราไม่สามารถทำให้ทุกคนรักเรา คนที่ไม่รักอาจจะใช้คำพูดรุนแรง บางครั้งถึงขั้นทำให้ศิลปินคนนั้นเป็นโรคซึมเศร้าเลยก็ได้นะ ตัวหนังสือพวกนี้ยังไงก็ผ่านถึงเรา ขนาดปรางไม่ได้อ่านคอมเมนต์ใน YouTube ก็ยังตามมาด่าถึงในไอจี คนที่ด่าไม่เคยอยู่ในจุดที่เราอยู่ เขาไม่รู้ว่าการจะมายืนจุดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เราเหนื่อยมากแค่ไหน เจ็บปวดแค่ไหน อย่างรอบ Battle ที่ผ่านมา ก็โดนด่าว่า ‘กะหรี่อะ มึงไม่สมควรได้ร้องเลย’ มันรุนแรงมากสำหรับเรา

ในเมื่อจัดการความคิดเห็นคนอื่นไม่ได้ คุณบรรเทาทุกข์นี้ยังไง

ทุกวันนี้ก็ยังจัดการความรู้สึกตัวเองไม่ได้นะ แต่พอโตขึ้นก็ไม่ได้รู้สึกว่าต้องไปด่ากลับเหมือนแต่ก่อน ถ้าเป็นตอนนั้นด่ากลับแน่ ด่าจนแฟนคลับเลิกติดตามเพราะเราเอาแต่ด่า นั่นคืออีกบทเรียนหนึ่ง ซึ่งในมุมของเรา อยากให้เข้าใจว่า เราโดนด่าขนาดนั้น บางครั้งก็ต้องปกป้องตัวเอง 

พอโตขึ้นเราปล่อยผ่าน เรานิ่งขึ้น การยืนระยะอยู่ตรงนี้ทำให้เรานิ่ง นิ่งแบบสยบทุกอย่าง และหันมาโฟกัสที่ตัวเองกับสิ่งที่ทำให้ตัวเองมีความสุขมากกว่า 

ปรางเข้าวงการตอนอายุเท่าไหร่

ตอนนี้หนูเข้าวงการแล้วหรอ (หัวเราะ) ถ้านับจากประกวด The Voice ตอนนั้นก็ 21 ตอนนี้ 28 เกือบ 10 ปี 

โตขึ้นเยอะไหมใน 7 ปีที่ผ่านมา 

แมวอะโต (หัวเราะ) 

ปราง ปรางทิพย์ นักร้องจากเวที The Voice ที่ชนะบ่อยจนครั้งหนึ่งถูกขอร้องไม่ให้ลงแข่ง

จาก The Voice ครั้งแรกมา The Voice All Stars คุณโตขึ้นยังไง

เราโตพอที่จะไม่ไปยุ่งกับคนที่ทำให้รู้สึกไม่ดี ต่างคนต่างทำงาน ใครคุยได้ก็คุย แต่เราจะมีกำแพงเพราะไว้ใจคนยาก ความสดใสบางส่วนของเราหายไป ความเป็นคิตตี้ตะมุตะมิของเรากลายเป็นคนหยาบกร้านมากขึ้น มีกำแพงแน่นหนามากขึ้น

ปรางจำคำ พี่เก่ง (ธชย ประทุมวรรณ) บอกเสมอว่า ‘ครั้งหนึ่ง ถ้ามึงมีโอกาสที่มึงสามารถให้โอกาสคนอื่นได้ มึงจงให้’ ทุกวันนี้ถ้าใครมีเรื่องที่เราช่วยได้ เราก็ยังให้เต็มที่

เราหยาบกร้านก็จริง แต่ก็มีความอ่อนโยนกับคนที่อ่อนโยนกับเรา

ปรางในวัย 28 อยากทำอะไรที่สุด

อยากทำธุรกิจ ตอนนี้ก็เก็บตังค์มาทำแบรนด์ผิวของตัวเอง ในอนาคตอยากทำร้านเหล้าสามช่า แล้วจะจ้างคนในวงการมาร้องเพลง เต้น เล่นตลก 

ร้านปรางทิพย์จะสนุก ใครเมา ใครอยากเต้น ได้หมด เต้นตั้งแต่หน้าร้านมาได้เลย ทุกมุมต้องถ่ายรูปได้ เสิร์ฟเหล้าเป็น Bucket ออกแบบให้มีสีสัน แบบใช้หลอดเว่อร์ ๆ แต่เราไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่นะ

พอได้ทำธุรกิจ พบว่าตัวเองมีหัวธุรกิจไหม

มีมาก ๆ ไม่รู้ตัวเลยว่าจะขายดี การอัดคลิปขายของมันยากมากนะ ตอนแรกไม่อยากทำเลย พูดผิด ๆ ถูก ๆ พูดไปเรื่อย แต่พอหลัง ๆ ที่เราเอ็นจอยกับมันก็ลื่นไหลมาก อัดคลิปได้ 10 – 20 คลิปต่อวัน ไหนจะต้องประชุม พอประชุมเหมือนทุกอย่างมันอยู่ในหัวเราหมดเลย เสนอและวางแผนได้เลย ที่สำคัญเรามีทีมที่ดี ทุกคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองได้ดี

โชคดีที่ปรางเจอแต่คนรอบข้างที่ดี คนรอบข้างพร้อมจะสนับสนุน ทำอะไรจะมีคนยื่นมือมาให้ความช่วยเหลือเสมอ เราจะเป็นคนที่คนรักและเมตตาเวลาที่อยู่ใกล้ ๆ ด้วยคำพูดที่อ่อนน้อมถ่อมตนมาก ๆ เราจะแบบ ‘ขออนุญาตนะคะ’ อะไรแบบนี้เสมอ ก็เลยโชคดีในด้านธุรกิจไปด้วย

เป็นคนชอบวางแผนไหม

ไม่ชอบ แต่เริ่มมาวางแผนช่วงโควิด-19 เพราะความยากจนมันน่ากลัว ทุกอย่างต้องใช้เงินหมด เราดูแลหลายชีวิตไม่ใช่แค่ตัวเอง ทั้งครอบครัว น้อง ๆ ในวง เราไม่มีคอนเสิร์ตเลยแม้แต่งานเดียว แต่โชคดียังมี YouTube และเวิร์คพอยท์ก็ยังให้ไปอัดรายการ ก็ยังพอได้ 

ช่วงใกล้ 30 หลายคนมักจะมองย้อนดูตัวเองแล้วเครียดกับชีวิต คุณเป็นไหม

ไม่เป็น ทุกอย่างมีเวลาของมัน ทุกอย่างบนโลกไม่มีความบังเอิญ ณ ตอนนั้น เราถูกกำหนดให้มาทำอะไรสักอย่าง เราไม่เชื่อเลยเวลาคนบอกว่าจะทำอะไร ไม่ต้องรอให้เสียเวลา เพราะบางอย่างต้องรอค่ะ มันถึงจะประสบความสำเร็จ บางอย่างรีบเร่งไม่ได้ อย่างเอาง่าย ๆ The Voice All Stars นี่กว่าจะมาเกือบ 10 ปี เราจะ 30 อยู่แล้ว แต่มันก็มาในวันที่เราพร้อมจริง ๆ

ทำไมรอบนี้เลือกโค้ชโจอี้คนเดิม

เขามีความเท่ อยู่ใกล้ ๆ เขาก็เท่ และเขามันมาก ทีมงานเขาเราก็ชอบ จริง ๆ เราไม่ชอบคนปาร์ตี้ เพราะเราไม่ได้ไปปาร์ตี้เลย แค่ร้องเพลงก็เบื่อแล้ว แต่พอเฮียมีปาร์ตี้แล้วมันดูมีอะไร ทุกคนมารุมร้องเพลง มาแล้วแร็ป ทุกคนสนุกสนาน เราชอบบรรยากาศนั้นด้วย ก็เลยเลือกเขาเหมือนเดิม แต่ไม่คิดว่าเขาจะหันมาด้วยซ้ำ 

แต่ตอนแรกมีลังเลกับ เจ๊คิ้ม (เจนนิเฟอร์ คิ้ม) นิดหนึ่ง เพราะว่าปีนี้เป็นปีของผู้หญิง ทำอะไรผู้หญิงมักจะประสบความสำเร็จมากกว่าผู้ชาย หรือจะอยู่กับผู้หญิงดีวะ เผื่อกูจะได้แชมป์มา (หัวเราะ) ลังเลแค่นิดเดียว แต่ถ้าให้เลือกก็เลือกเฮียอยู่แล้ว

โอ้โห แล้วหันมายืนขนาดนั้น ใครจะไม่เลือก (หัวเราะ) แต่งตัวแดงมาเลย

สิ่งที่โค้ชโจอี้สอนปรางไว้เมื่อ 7 ปีที่แล้วคืออะไร

‘ประสบการณ์จะสอนมึงเอง’ (หัวเราะ) เขาจะชอบอวยพร แต่ก็บอกประสบการณ์จะสอนมึงเอง จงไปเรียนรู้เสีย และเราก็ได้เรียนรู้มาก ๆ มากจนโอเคแล้ว เรียนรู้พอแล้ว หมายถึงในเรื่องของการร้องเพลงนะ แต่เรื่องอื่น ๆ ก็ยังคงต้องเรียนรู้กันต่อไป

เวลาปรางทำโชว์ มันจะแบบไม่ใช่แค่ขึ้นไปร้องเพลง แต่เป็นการแสดงอย่างหนึ่ง

บอกไม่ถูก มันคิดออกมาจากสมองเอง เรากับสมองทำงานร่วมกันนะ มันคิดมาแบบไหน เราก็ต้องทำตาม เราเหมือน โทนี่ สตาร์ค ที่มีไอเดียเต็มไปหมดแล้วค่อยหยิบจับอันนี้มารวมกับอันนี้ อันโน่นทำก่อน ต่อด้วยอันนี้ ใช้เสร็จแล้วก็คืนเก็บไว้ที่เดิม

พอฟังดนตรีปุ๊บ เราจะนึกภาพบนเวทีได้เลยว่าต้องเดินไปตรงนี้ แล้วตรงโน้น เราต้องใส่ชุดนี้ แต่งหน้าอย่างนี้

พอกลับมาเวที The Voice ที่เป็นจุดเริ่มต้นอีกครั้ง กดดันไหม

ไม่กดดันเลย มีเหนื่อยบ้างตอนซ้อมเยอะ ๆ เหนื่อยเพราะเราทำงานหลายอย่าง แต่ดีกว่าเราไม่มีตังค์ ช่วงนี้ทำงานเยอะก็เลยไม่ได้บ่นเหนื่อย และตอนนี้เหลือแค่รอบสุดท้ายแล้ว เราต้องทำให้เต็มที่ เตรียมตัว ในช่วงนี้เป็นห่วงในเรื่องสุขภาพตัวเอง เพราะว่าที่แข่ง Semi Final เราไม่สบาย ถ้าสบายดีน่าจะปังกว่านั้นได้อีก 

The Voice รอบไฟนอลจะเป็นยังไง แอบบอกได้ไหม

ตอนซ้อมสนุกกันมาก มันจะเป็นเพลงโชว์กับโค้ช ทีมเราเป็นเพลงเร็ว เฮียก็แร็ปไม่ไหว

กลับมารอบนี้เราได้อะไรหลาย ๆ อย่าง ยอดฟอลโลว์เพิ่มขึ้น ขายของดีขึ้น แฮปปี้มาก ๆ รวมถึงมันเป็นกระแสที่ดี เราไม่ได้มาเพื่อจะเป็นแชมป์ แต่มาแสดงความเป็นตัวของตัวเอง เราอยากให้ทุกคนดูโชว์ มันโคตรสนุก ขอยกคำชาวเน็ตมาพูดว่า ไม่มีโชว์ที่ไหนจะมีทั้งตัวพ่อและตัวแม่มาเจอกัน การได้ทำงานกับไอดอลก็เป็นกำไรในชีวิตเราแล้ว เดี๋ยวรอดูนะ เต้นสะบัดเลย (หัวเราะ)

Writers

Avatar

ณัฐกฤตา เจริญสุข

อดีตนักเรียนวิชาออกแบบ ผู้ชื่นชอบการสาดสีสันลงบนงานศิลปะ สาดจินตนาการลงบนงานเขียน อยากส่งต่อเรื่องราวดี ๆ ผ่านทางการสื่อสารทุกรูปแบบ

Avatar

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ใครไม่ติสต์, Soundtiss 

วลีที่สาว ๆ ผู้ชื่นชอบการแต่งหน้าทุกคนต้องคุ้นหู เพราะ ตู่-สวรินทร์ ศรีบุญมา บิวตี้บล็อกเกอร์ เจ้าของเสียง มาพร้อมกับยอดผู้ติดตามเหยียบล้านคนบนยูทูบ เธอปรากฏตัวบนหน้าจอด้วยรอยยิ้มสดใส พูดคุยกับคนดูอย่างเป็นมิตร ประหนึ่งสาวที่อยากเนรมิตใบหน้าเพื่อนสนิทให้สวยเช้ง

ปีที่ผ่านมาชื่อของเธอเป็นที่พูดถึงไม่ขาดสาย เมื่อตู่ลุกขึ้นมาสวมบทบาทเป็นคนอื่น แปลงโฉมตัวเองอย่างสิ้นเชิง ด้วยการแต่งหน้าแฟนซีตามตัวละครจากหนังและการ์ตูนดัง 

หากเหมือนแค่หน้าตา เธอก็คงไม่แตกต่างจากช่างแต่งหน้าทั่วไป 

สิ่งที่ทำให้พิเศษและโดดเด่นกว่าใคร คือการที่เธอเรียนรู้ลักษณะตัวละครจนเก็บเอาไปฝัน ศึกษาการเคลื่อนไหวทุกท่วงท่า ตกแต่งฉากหลังราวกับถ่ายที่เดียวกัน จากทักษะศิลปะที่สั่งสมมาจากวัยเยาว์ และเธอทำมันด้วยความรัก

เราเดินทางมาถึงบ้านที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของเด็กสาว ทักทายตากับยายที่เธอเรียกว่าพ่อแม่ เพื่อนั่งลงคุยกับตู่เวอร์ชันแต่งหน้าเบาบางที่สุด ตั้งแต่วันที่เธอเล่นเสริมสวยกับยาย จนถึงตอนตายที่ขอให้เอาเครื่องสำอางใส่โลง

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

Fantastic Baby

ทุก ๆ คน รวมถึงตัวคุณเอง เรียกคุณว่า Soundtiss คิดว่าตัวเองเป็นคนติสต์ไหม

เราไม่รู้จักคำจำกัดความของคำว่าติสต์ด้วยซ้ำ

แล้วมาจากไหน

จริง ๆ ชื่อนี้มันเกิดตอนที่เราเป็นเด็กแก๊ง (หัวเราะ) 

ช่วงนั้นทุกคนจะชอบ Southside, Thaitanium ต้องเดินสยาม ใส่เสื้อแก๊ง แล้วเราชื่อตู่ไง เพื่อนก็บอกว่า “ชื่อนี้ไม่เก๋เลย!”

เลยเปลี่ยนเป็น

Soundtiss 

เราชื่อ สวรินทร์ เพื่อนเลยเอาคำว่า เสา เป็น ‘ซาวนด์’ เพราะว่ามึงชอบร้องเพลงนี่ มึงชอบวาดรูปด้วย ก็เป็นอาร์ติสต์ แล้วก็เอาคำว่า ‘ซาวนด์’ กับ ‘ติสต์’ มารวมกัน ซึ่งเพื่อนคนนั้นที่ตั้งชื่อให้ก็มีชื่อเสียงอยู่ใน TikTok เหมือนกันคือ Pizza Movie เป็นคนรีวิวหนัง เราก็รู้สึกว่า เฮ้ย เก๋ เพราะว่าชอบโดนล้อชื่ออยู่แล้วตั้งแต่เด็ก 

ชื่อตู่มีอะไรให้น่าล้อในตอนนั้น

ทุกคนจะมองว่าตู่เป็นชื่อของผู้ชาย แต่จริง ๆ เราเกิดมาชื่อ ฟีน งงไหม แล้วอยู่ดี ๆ แม่ก็เปลี่ยนให้เป็นชื่อตู่ เพราะเพลง อะไร ๆ ก็ตุ๊ดตู่ มันดัง เขาก็เลยตั้งชื่อนั้นให้เรา (หัวเราะ)

เล่าเรื่องชีวิตตอนเป็นเด็กแก๊งให้ฟังหน่อย

โห เป็นช่วงชีวิตที่พ่อแม่หวงมาก ไม่ยอมให้ออกไปเที่ยว แต่สมัยนั้นสเตตัส BB ต้องบอกว่า “OTW Siam Paragon” “OTW เซ็นลาด” แล้วเป็นยุคที่เน็ตไอดอลโด่งดังมาก เราอยากเป็นหนึ่งในนั้น อยากเป็นคนดังเหมือนเขาบ้าง เราก็เลยลองไปดู ตอนนั้นทุกคนต้องแต่งตัวสีดำ ใส่เสื้อแขนกุด ใส่เสื้อวง เจอกันแล้วเดินไปเรื่อย ๆ 

แล้วเราก็งงกับเพื่อนว่า แค่นี้หรอ นี่หรอคือเด็กแก๊ง (หัวเราะ) หลังจากนั้นเราก็ เอ๊ะ มันไม่ใช่ทางของเรา ก็เลยเฟด ๆ ออกมาใช้ชีวิตด้วยตัวของฉันเองดีกว่า 

อย่าบอกนะว่านั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการกรีดอายไลเนอร์

ต้องบอกว่ากรีดมาก่อนเป็นเด็กแก๊งอีก 

ถามจริง

ใช่ เพราะตอนเด็ก ๆ เรียนวิทยาลัยนาฏศิลป์ ต้องไปประกวด ไปรำ ไปแสดง ต้องแต่งหน้าเองมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว คือแอบเขียนคิ้วไปโรงเรียนตั้งแต่ ม.2 

ห๊า

(หัวเราะ) เราทาแป้งพัฟเลย 

ตอนนั้นแต่งหน้าตามใคร

คนแรกที่รู้สึกว่าอยากแต่งหน้าตามคือ PONY Makeup เพราะเราเคยทำงานขายหนังสือที่ธรรมศาสตร์ แล้วร้านข้าง ๆ ก็เอาหนังสือของ PONY Makeup มาวาง เรารู้สึกว่า เฮ้ย คนเกาหลีเขาแต่งหน้าสวยจังเลย เราอยากแต่งหน้าแบบเขา แต่ไม่มีเงินซื้อหนังสือเล่มนั้น 300 กว่าบาท แพงมาก เลยไปนั่งดูแล้วก็เอามือถือถ่ายรูปกลับมาอ่านที่บ้าน (หัวเราะ) ฝึกตาม เริ่มเปิดยูทูบ ซึ่งเมื่อก่อนก็ลำบากเพราะว่าไม่มีคอมพ์ มือถือก็ไม่ได้มีเน็ตดีขนาดนั้น ต้องไปยืมคนอื่น

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

อะไรมาก่อนกันระหว่างการชอบแต่งหน้ากับชอบศิลปะ

จริง ๆ ต้องบอกว่าชอบศิลปะก่อน ตั้งแต่เกิดมาคือเราได้ยินอยู่แล้วว่าพ่อแม่เราจบช่างศิลป์ ลาดกระบังฯ ไม่รู้ว่าทำไมถึงชอบวาดรูปเหมือนกัน แต่จำได้ตอนเด็ก ๆ เลยก็คือจะวาดรูปให้เพื่อนในห้องตลอด เวลามีการบ้านวิชาวาดรูป เพื่อนก็จะ “วาดให้หน่อย” (หัวเราะ) จนกระทั่งโตขึ้นมานิดหนึ่ง แม่เห็นว่าเราชอบแสดงออกก็เลยส่งไปเรียนร้องเพลง เลยได้มาอีกความสามารถหนึ่ง 

พอขึ้นมัธยมฯ ก็ไปเรียนเอกร้องเพลงที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ แต่เราโตมาในสังคมที่ไม่รู้ว่าการไปติววาดรูปคืออะไร เช่น คนที่เขาไปสอบศิลปากร บางคนติวมาตั้งแต่ ม.1 คือเราอยู่แต่กับการประกวดร้องเพลง จน ม.6 ถึงลองศึกษาดูว่า ถ้าเราอยากต่อมหาลัยวาดรูปต้องมีอะไรบ้าง โอ้โห รู้ตัวช้ามาก

ซึ่งเราติวน้อยมาก เพราะว่าตอนนั้นก็เริ่มทำงานแล้ว อยากหาเงิน แล้วก็บังเอิญ (เสียงสูง) เป็นปีแรกที่เขาใช้ 9 วิชาสามัญยื่น แจ๊กพอตสุด ๆ แล้วคะแนนปฏิบัติก็ออก เราผ่าน แต่พอ 9 วิชาสามัญออกปุ๊บ ฉันได้เกินครึ่งมา 3 คะแนน (หัวเราะ) ก็เลยคิดว่า กูไม่น่าจะรอดละ เลยเลือกมาสอบนิเทศศิลป์ใกล้บ้านที่สวนสุนันทาฯ 

เห็นในทวิตเตอร์ช่วงวันเด็กที่คุณเล่าว่า “เคยประกวดวาดรูป แต่อาจารย์ไม่ให้รางวัล เพราะวาดสวยกว่าคนอื่น” 

เป็นคำถามที่คาใจมาตลอด 

ทุกคนในชั้นเรียนรู้อยู่แล้วว่าเราชอบวาดรูป พอมีประกวดวันแม่ก็เลยลองวาดรูปดู เราก็ตั้งใจวาดมาก ทุกคนบอกว่า “ยังไงก็ชนะ” “วาดสวยมากเลย” แล้วพอวันที่เขาประกาศ เราเห็นรูปเราแปะอยู่ แต่ไม่ได้อยู่ตรงที่ประกาศรางวัล หรือเขาไม่รู้ว่าเราส่งประกวด ก็เลยเดินไปถามอาจารย์ว่า หนูส่งไปแล้วทำไมหนูไม่ได้ เขาบอกว่า “ก็วาดสวยเกินคนอื่นน่ะ…” อ้าว!

เหมือนว่าถ้าไปแปะมันจะแปลกแยกจากคนอื่นเกินไป เขาบอกว่า “ให้รางวัลคนอื่นเขาบ้าง” อ้าว! 

แล้วทำยังไง 

ก็โอเค ตอนนั้นยังไม่ได้คิดอะไร แต่พอโตมาถึงรู้ว่า เฮ้ย มันแย่เหมือนกันนะ ถ้าเราเป็นคนจิตใจอ่อนไหว ถ้าวันนั้นเราตั้งใจวาดมาก ๆ อยากได้รางวัลเพื่อไปอวดคุณแม่ เราคงเสียใจมาก หรือถ้าเรามีลูกแล้วลูกเราเจอแบบนั้น เราก็คงวีนครูเลยว่า เป็นอะไรจ๊ะ (หัวเราะ) 

เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยไหมในชีวิตของคุณ

น่าจะมีแค่เหตุการณ์นี้แหละ เพราะเรียกว่าเป็นเด็กที่อยู่เป็น (หัวเราะ) บ้านจะมียายเป็นครูสอนภาษาไทย ทุกคนจะเรียบร้อยมาก ยายสอนวิธีการวางตัวกับผู้ใหญ่ ยิ่งเราเรียนนาฏศิลป์อีก เดินเข้าหาครูต้องคลานเข่า 

แต่เป็นเด็กที่แต่งหน้าทาคิ้วตั้งแต่ ม.2

ใช่ เราแอบทำทุกอย่างแต่อาจารย์ไม่เคยว่า เพราะเราทำเนียนมาก เช่น เราอยากผูกโบผิดระเบียบ อาจารย์มาปุ๊บ ถอด อาจารย์ไปปุ๊บ ติด ที่ผ่านมาไม่ใช่คนเรียบร้อยแต่แค่อาจารย์จับไม่ได้แค่นั้นเลย 

ทำไปเพราะอยากสวย หรือต้องการมีอิสระในการแสดงตัวตน

เราอยากเท่ อยากสวย แต่ตอนเด็กเราไม่ได้เข้าใจ ถูกปลูกฝังว่าเป็นกฎก็ต้องทำตามสิ ไม่ชอบก็ไม่ต้องอยู่ เราเลยโอเค ไม่ตั้งคำถามก็ได้ แอบทำไปแล้วกัน

พอโตมาถึงรู้สึกว่า ทำไมถึงห้ามฉันใส่ถุงเท้าพื้นดำ ทั้ง ๆ ที่ถุงเท้าพื้นขาวมันซักยาก ขอสวยนิดหนึ่งได้ไหม บางคนไปโรงเรียนแล้วอย่างน้อยมีสีแก้มมีสีปากนิดหนึ่งให้ดูน่ารัก มีชีวิตชีวาในการเรียนมากขึ้น มันเป็นจริง ๆ นะวันไหนที่เราลุกขึ้นมาแต่งตัว เราจะรู้สึกว่ามีพลังในการทำงานมากขึ้น

ขอ 1 อย่างในหน้าที่ต้องมีก่อนออกจากบ้าน

ลิปสติก เคยทดลองการออกจากบ้านแบบขี้เกียจมาหลายรอบแล้ว เขียนคิ้วอย่างเดียวไม่ได้ค่ะ

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

ONE OF A KIND

ช่วงนี้ที่คุณเริ่มแต่งหน้าเหมือนตัวละครมากมาย ถือว่าเป็นช่วงที่พีกที่สุดของ Soundtiss รึเปล่า

สุด ๆ ช่วงนี้พีกสุด ๆ คนเริ่มแคปไปแชร์ว่า “โอ๊ย Soundtiss แต่งหน้าเหมือนทุกคนเลย” อาจเพราะเรามีความสุขกับมันมากขึ้น มีทีมมากขึ้น สนุกกับการทำงาน แฟนก็เป็นตากล้อง ทีมตัดต่อก็เก่งมาก ๆ เรามีเลขา มีน้องฝึกงานเป็น Stylist เป็น Content Creator มาอีก แบบว่า Dream Team มาก ๆ 

ในฐานะที่ตอนนี้พุ่งขึ้นสุดกราฟ วิจารณ์การแต่งหน้าของ Soundtiss เมื่อ 6 ปีที่แล้วหน่อย

โอ้โห หน้าเทามาก 

พูดเลยว่าไม่ได้ตั้งใจหน้าเทา แต่ว่าเขาไม่ขายรองพื้นสีเข้มให้เรา 

สมัยก่อนด้วยความที่เราเป็นเด็กและไม่มีทางเลือก เราก็รับทุกงานเลยค่ะ แล้วเป็นช่วงที่ทุกคนต้องตัวขาวและเขาทำรองพื้นสีเดียว เราก็รีวิวด้วยสีเดียวนั้น (หัวเราะ) ไอ้เรื่องทรงคิ้ว การแต่งตามันยังเป็นในเรื่องของยุคสมัย ความนิยม แต่เรื่องหน้าเทาเนี่ยมันเหนือกาลเวลา 

มองเห็นพัฒนาการอะไรในตัวของน้อง Soundtiss คนนั้นจนถึงปัจจุบัน

หน้าไม่เทาแล้ว เลือกสีรองพื้นตรงเป๊ะ แล้วก็มีสติมากขึ้น เสพสื่อมากขึ้น คิดเยอะมากขึ้น วิธีการแต่งหน้าก็พัฒนาขึ้น

การแต่งหน้าเชิงคอสเพลย์หรือแต่งหน้าเหมือนคนอื่น เริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนไหน

เริ่มจากการที่เราดูบล็อกเกอร์ต่างประเทศที่เขาแต่งหน้าเป็นคนอื่น แล้วเรารู้สึกว่า โอโห เขาแต่งเหมือนจัง เราจะทำได้เปล่าวะ

ครั้งแรกที่แต่งคือเป็น Wonder Woman เพราะเราชอบคาแรกเตอร์นี้มากเลย เราอยากเป็นแบบเขา ก็เลยกลับบ้านมาแล้วลองแต่งดู ตอนแรกก็แต่งหน้ากรีดอายไลเนอร์ปกติ แต่ตอนนั้นไม่ได้ถ่ายคลิป เลยลองแต่ง ๆ ดู เริ่มวาดตาสองชั้นปลอม เอ๊ะ! มันก็คืออยู่นะ ต่อมาก็ลองแต่งเป็น คาร่า (Cara Delevingne) บวกกับเริ่มดูอนิเมะ โคตรเซียนโรงเรียนพนัน แล้วก็คิดว่าคาแรกเตอร์นางเอกมันเริ่ด อยากคอส ลองสอนคอสเพลย์ดูบ้างละกัน เผื่อใครหลาย ๆ คนอยากแต่งคอสแต่ไม่รู้ว่าต้องแต่งยังไง โชคดีที่เราชอบวาดรูป เอามาปรับใช้กับการแต่งหน้าได้ค่อนข้างดี 

แต่มันเสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน มากขึ้นหลายเท่า

ที่สุด (หัวเราะ) ปกติตั้งกล้องถ่ายที่บ้านก็จบแล้ว แต่พอเราเริ่มเล่นใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ก็ต้องเช่าฉาก เช่าสถานที่ เช่าชุด เช่าวิก แต่ถามว่าคุ้มไหม ก็คุ้มค่ามาก เพราะเรารู้สึกว่าคนดูได้อะไรกลับไปเยอะขึ้น ถ้าลูกค้าเขามาจ้างเรา เขาก็จะมีความมั่นใจว่าเราต้องทำผลงานออกมาได้ดีมากแน่ ๆ เหมือนเป็นการสร้างมาตรฐานของตัวเองขึ้นมา 

ช่วยเล่าแบบละเอียดให้หน่อยว่าที่ต้องเสียทั้งเงินและเวลามากขึ้น มันมากขนาดไหน

อย่างล่าสุด อวตาร เรามีแพลนอยู่แล้วว่าจะแต่งเป็นอวตาร หนึ่ง คือยกทั้งทีมไปดู (หัวเราะ) น้อง Stylist พี่อ๊อด เรา เลขาทุกคนเข้าไปอยู่ในโรง เป็นการดูหนังที่เหมือนทำการบ้านส่งอาจารย์ เตรียมแว่นแบบชัดสุด ๆ เข้าไปนั่งดูหน้า ดูตา ดูลักษณะ ดูลายบนหน้าเขา 

ออกจากโรงปุ๊บก็มาประชุมกันต่อว่าแต่งเป็นคนนี้ดีไหม แต่หน้าเขาเรืองแสงนะ กูจะเป็นสิวไหมเนี่ย แต่ไม่เป็นไร สู้ ก็เลยสั่งสีเรืองแสงประมาณ 10 กระปุกจากทุกร้าน พี่อ๊อดก็ซื้อไฟ Blue Light เพื่อเอามานั่งเทสต์ นั่งจุด ว่าไหนคือสีที่ถูกต้องที่สุด 

ลงทุนมาก

แล้วก็ต้องมานั่งแพลนว่าเราจะแต่งอะไรบ้าง ออกแบบฉากหลังที่เราจะใช้ หาซื้อไฟ ซื้อฉาก ไปแบกต้นไม้มา แล้วการพ่นสี Body Paint ก็ยากมาก ต่อให้เราวาดรูปเก่งหรือแต่งหน้าเป็นอยู่แล้ว ก็เลยให้น้องพรีมพร้อมที่เคยฝึกงานด้วยเข้ามาช่วย ต้องจ้างช่างทำผมอีก เพราะว่าน้องคีรี ผมยาวถึงกลางหลัง แล้วคอนแทคเลนส์ก็ต้องมานั่งดูสีตาเขา มันเป็นสีออกเหลืองที่ออกเขียวอีกทีหนึ่งนะ เราสั่งมาเยอะมาก เพื่อดูว่าอันไหนมันดีที่สุด 

กระบวนการทั้งหมดที่เล่ามา เพื่อคลิปกี่นาที

3 นาที (หัวเราะ)

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

แล้วเพื่อยอดวิวเท่าไร

ใน TikTok ยังโชคดีที่ขึ้นหลักล้านวิว แต่ในยูทูบไม่รู้ว่ากี่หมื่นวิวแล้ว ค่อนข้างน้อยนิดหนึ่ง เพราะ Target แคบ แต่งหน้าประหลาด ๆ คนก็ไม่รู้ว่าจะดูเพื่อแต่งตามไปทำไม แต่อีกหนึ่งคลิปที่เรารู้สึกว่าประสบความสำเร็จมาก ๆ คือแต่งหน้าเป็นตัวละครฆีบาโร ประมาณ 8 แสนวิวแล้ว 

พอตั้งมาตรฐานไว้สูงขนาดนี้ กดดันเวลาแต่งเป็นตัวละครต่อ ๆ ไปไหม

กดดันทุกรอบ (หัวเราะ) เครียดทุกรอบเลยว่า เราจะแต่งเหมือนเปล่าวะ คนติดภาพไปแล้วว่า Soundtiss ต้องแต่งเหมือน 

เราก็ออกมาอธิบายทุกรอบว่า ฉันไม่สามารถแต่งเหมือนได้ทุกคนนะ ฉันไม่ได้แต่งหน้าเหมือนเขา 100 เปอร์เซ็นต์หรอก แต่คนดูเราขี้อวย บางทีเราลงแค่หู เขาบอก “เหมือนมากค่ะ!” 

ยัง! 

(หัวเราะ)

เออ เราก็กดดัน แต่โชคดีที่คนดูเราน่ารัก เขาเข้าใจว่าเราไม่ได้แต่งเหมือน แต่ในเรื่องของการใช้สี เทคนิคการแต่งหน้า มันเหมือนจริง ๆ แล้วก็คาแรกเตอร์ที่เราสื่อออกมาหรือว่าท่าทางมันคล้ายกับคนนั้นจริง ๆ ก็เลยชื่นชม

จะบอกว่าทุกครั้งที่กำลังจะแต่งหน้าเป็นใครคนหนึ่ง เราจะเก็บไปฝันเลย เพราะจะดูคลิปเขาซ้ำ ๆ ก่อนนอนเพื่อเก็บดีเทล

รู้สึกอยากเอาชนะตัวเองไปเรื่อย ๆ ไหม

ใช่ เหมือนไม่ต้องสู้กับคนอื่น สู้กับตัวเองให้รอดก่อน (หัวเราะ) อันไหนทำได้ก็ทำ อะไรที่มันไม่ไหว ก็ไม่เป็นไรนี่ เรียกว่าทำให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ในตอนนั้นแล้ว

ในแวดวง Makeup Artist คนที่แต่งหน้าแนว ๆ คุณมีมากน้อยแค่ไหน

ก็มี แต่ว่ายังน้อยอยู่ หรืออาจจะมีเยอะกว่านี้แต่ไม่ได้ออกสื่อมาก เพราะเอาจริง ๆ ไม่ค่อยมีคนดูเท่าไร เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม แต่คงเพราะเป็นการแต่งหน้าที่ค่อนข้างจะแฟนซีมาก ๆ คนส่วนใหญ่ที่เขาไม่ได้เสพงานอาร์ตก็ไม่รู้จะดูทำไม แต่งตามไม่ได้

กลายเป็นว่าทุกวันนี้ที่เรามียอดวิวเยอะขึ้นมาจาก TikTok ส่วนใหญ่ก็เป็นคนไทยกลุ่มหนึ่งและที่เหลือเป็นชาวต่างชาติหมดเลย 

ในเมื่อรู้ว่ามันยากขนาดนี้ ได้ยอดวิวไม่คุ้มกับค่าเหนื่อย ทำไมถึงยังตั้งใจที่จะผลิตงานบนเส้นทางนี้เหมือนเดิม

เพราะว่าเราชอบมันมาก (ลากเสียง) แล้วเราก็หาตรงกลาง ต้องบอกว่าไม่ใช่ทุกคลิปที่เราจะเล่นใหญ่เหมือนอวตาร คลิปที่เราตั้งกล้องถ่ายกับแสงธรรมชาติก็มีเยอะมาก เพื่อให้เข้าถึงคนดูทั่วไปที่เขาแต่งตามได้ 

อย่างคลิปที่เล่นใหญ่มาก ๆ บางทีเราก็ไม่อยากพูด ขายของไม่ได้ เราก็จะทำคลิปฟรีไปเลยเพื่อคืนกำไรให้กับคนดู แล้วก็เรียกคนดูใหม่ ๆ ที่เป็นชาวต่างชาติเข้ามา เพราะพอคลิปเราไม่พูด ชาวต่างชาติก็จะเข้ามาดูได้

เคยคิดไหมว่าจะมีชื่อเสียงขนาดนี้

ไม่คิดว่าจะมาถึงจุด ๆ นี้ ตอนแรกยังคิดอยู่เลยว่าโตไปฉันคงจะเป็นครูสอนร้องเพลงมั้ง

เพราะว่าตอนนั้นก็ยังรับจ้างสอนร้องเพลงแล้วก็สอนเปียโนเด็กด้วย วันนั้นก็ยังเริ่มต้นงง ๆ แค่รู้สึกว่าฉันอยากดัง ฉันอยากมีแสง ฉันอยากเป็นเน็ตไอดอล คิดแค่นั้นเลย

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

Flower Road

เครื่องสำอางอยู่ในชีวิตคุณมาแล้วกี่ปี

น่าจะอยู่มาตั้งแต่เกิด เพราะจำได้ว่าตั้งแต่อนุบาลหรือประถม ชอบเล่นแต่งหน้ากับยายที่บ้านเก่า แบบยายขอแต่งหน้าหน่อย ก็จะนั่งปัดแก้มทาตาให้เขา ส่วนมากเป็นแบบตาฟ้า แก้มชมพู ปากแดง แต่โชคดีที่ยายเห็นว่าเราชอบแต่งหน้า ต้องทำงาน ต้องไปประกวดร้องเพลง เขาก็ไปตลาดแล้วก็ซื้อเครื่องสำอางราคาหลักสิบมาให้ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังใช้นะ เพราะว่าบางอย่างมันดีจริง ๆ

คุณผ่านการทำงานอะไรมาบ้าง

โห จิปาถะมาก (ลากเสียง) เราโตมากับความรู้สึกว่าอยากมีเงินเยอะ ๆ เพราะเราอยากได้ของ แต่พ่อแม่เราไม่มีเงินซื้อให้ เราต้องหาเอง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเศร้าหรืออะไร บวกกับการที่เราโตมาในสังคมที่เพื่อนก็ทำงานเหมือนกัน ออกไปรับงานรำ ออกไปรับงานเต้น ออกไปทำนู่นทำนี่ 

ตอนนั้นก็ไปประกวดร้องเพลง ไปขายหนังสือได้วันละ 300 ไปเต้นให้ค่ายโทรศัพท์ค่ายหนึ่ง บวกกับการที่เราเคยเรียนร้องเพลงหรือเคยเรียนการเป็น MC มาก่อน ก็เลยได้เป็น MC ครั้งแรกให้กับค่ายมือถืออันนั้น เริ่มรับงานพริตตี้ เคยไปยืนถือน้ำส้มแบบ ชิมได้นะคะ ชิมไหมคะ ลองได้นะคะ เราชอบทำงานมาก

แล้วมาเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ได้ยังไง

เพราะว่าตอนนั้นช่วงเรา ม.6 เราเสพพันทิป เสพบิวตี้บล็อกเกอร์เยอะมาก ๆ เสพ แพรี่พาย ดู PONY ดูพี่ นุ่น นพลักษณ์ ดูพี่ สายป่าน (Sp Saypan) เราชอบมากเลย แล้วเราก็ชอบแต่งหน้าลงเฟซบุ๊กส่วนตัวของตัวเอง คนก็เริ่มถามว่า แต่งหน้ายังไง ใส่คอนแทคเลนส์อะไร เลยลองทำกระทู้รีวิวคอนแทคเลนส์ในจีบัน อยู่ดี ๆ ยอดแชร์ก็เยอะมาก จนมีคนทักมาบอกว่า “ลองทำยูทูบดูสิ เดี๋ยวส่งคอนแทคเลนส์ให้” 

เราก็เลย อะ ลองเปิดยูทูบ ลองเปิดเพจ แล้วก็เริ่มสอนแต่งหน้ามาตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งคิดไม่ออกจริง ๆ ว่าจะตั้งชื่ออะไร ก็เลยใช้ชื่อ Soundtiss 

ช่วงแรก ๆ ที่ทำจับทางได้ไหม 

แรก ๆ คือเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่สามารถเป็นอาชีพได้หรือเปล่า

ทำไปเพราะว่าสนุก แล้วก็เริ่มมีสปอนเซอร์เข้ามา เราก็ ว้าว! ได้เงินด้วยหรอเนี่ย ช่วงนั้นก็ยังรับงาน MC พริตตี้อยู่ ตอนนั้นไปออกรายการ I Can See Your Voice ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองทำอาชีพอะไร ถ้าย้อนกลับไปดู เขาจะบอกว่าเราทำเคสขาย 

จริงหรอ

ใช่ เขาถามว่าเราทำอะไร เราก็บอกว่า ทำหลายอย่างเลย แต่ว่าไม่ได้ทำอะไรเป็นกิจจะลักษณะสักอย่าง ทำยูทูบด้วย แต่มีอยู่ 3 คลิป ก็เลยไม่รู้ว่าต้องพูดว่าทำยูทูบไหม เขาเลยเอาตอนที่เรานั่งวาดรูปในคอมพิวเตอร์เก่า ๆ ไปลงแทน

ตอนที่คิดว่างานนี้น่าจะเป็นอาชีพได้ อธิบายให้คนที่บ้านหรือคนรอบตัวฟังยังไง

เราไม่เคยบอกใครเลย (หัวเราะ)

ไม่เคยมีการมานั่งคุยกันว่า ฉันเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์แล้วนะ แม่กับพ่อคือไม่เคยมานั่งคุยกันเลยว่า เธอทำงานอะไร เขาแค่สงสัยว่าทำไมของมาส่งที่บ้านเยอะจัง สั่งอะไรมาหรือเปล่า เราก็อธิบายให้เขาฟังว่า อ๋อ เขาส่งมาเพื่อให้หนูรีวิวนะ หนูต้องลองสินค้า อธิบายให้เขาฟังแค่นี้ แล้วคนรอบตัวเราทุกคนก็น่ารัก ช่วยกันตลอด 

รู้ไหมว่าเพราะอะไร

ไม่แน่ใจเหมือนกัน คือพวกเราลำบากกันมามาก โตมาในสังคมที่ถ้าเจอคนที่มีพ่อแม่ครบ เราจะ Amazing (หัวเราะ) เพราะว่าในกลุ่ม ตู่ไม่มีพ่อ เพื่อนอีกคนก็ไม่มีแม่ อีกคนก็ไม่มีพ่อ อีกคนก็บ้านแตก เรารู้สึกว่านั่นคือปกติ ซึ่งมันก็คือปกติจริง ๆ แค่เวลาเราเล่าให้ใครฟัง เขาก็จะ ห๊ะ ไม่มีพ่อเหรอ เราก็แบบ…แล้วทำไม แปลกเหรอ เพื่อนเราก็ไม่มีนะ (หัวเราะ) 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

แม้กระทั่งมีคนมาพูดใส่เรื่องพ่อ คุณยังไม่รู้สึกอะไร เคยมีช่วงที่ไม่มั่นใจในตัวเองหรือเปราะบางทางอารมณ์บ้างไหม 

ไม่เคยเปราะบางหรือไม่มั่นใจในตัวเองเลย ส่วนใหญ่จะเปราะบางกับคอมเมนต์มากกว่า 

เอาจริง ๆ ช่วงที่เราทำช่องของตัวเองไม่ค่อยเจอคอมเมนต์แย่ ๆ ในช่องของเราก็จะเป็น Community เพื่อนหญิงพลังหญิงแบบ “พี่ตู่สวยมากค่ะวันนี้” “โห พี่ตู่หุ่นแบบนี้ดีแล้วค่ะ ไม่ต้องลดนะคะ” แต่วันหนึ่งที่เราเริ่มไปออกช่องอื่น ๆ มากขึ้น Mass มากขึ้น คนดูมี Target เยอะมากขึ้น เริ่มมี Range อายุที่กว้างมากขึ้น เขาก็จะมีความ เอ๊ะ ทำไมผู้หญิงคนนี้ดูโหวกเหวกจัง ก็จะรู้สึกกับคอมเมนต์พวกนี้

แต่ถ้าถามว่าเคยไม่มั่นใจในตัวเองไหม บอกเลยว่าไม่เคย (หัวเราะ) น่าจะเป็นเพราะเพื่อนส่วนหนึ่ง เพราะเพื่อนมั่นหน้ามั่นใจทุกคน สมมติเพื่อนเราใส่บิกินีมา แล้วบอกว่า “มึง กูอ้วนเปล่าวะ” เพื่อนทุกคนจะหันไปบอกว่า “มึงไม่อ้วนค่ะ ใครบอกมึงอ้วน มึงบอกกูมาเลย มึงสวยมากวันนี้” (เท้าเอวชี้) เราเลยรู้สึกมั่นใจในทุกอย่างที่เราทำ 

พ่อแม่ของคุณมีส่วนช่วยให้มั่นใจในตัวเองมากน้อยแค่ไหน

ตู่เรียกว่าพ่อแม่ แต่จริง ๆ เขาเป็นตายาย ตอนนี้เขาอายุ 80 กันแล้วนะ เพราะฉะนั้นมันจะมี Generation Gap หนักมาก คือเขาจะไม่เคยบอกว่า “หนูสวยมาก” 

ไม่มีเลยหรอ

ไม่มี เขาก็ชื่นชมว่าไอ้ตู่มันเก่งนะ แต่ไม่ได้เป็นฟีลเหมือนแม่ลูกวัยรุ่นทั่วไป 

แล้วเด็กที่มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมกับพ่อแม่ที่อายุเยอะมาก มีปัญหาบ้างไหม

โอ๊ย มีเยอะแยะมากมาย ทุกวันนี้ยังทะเลาะกันอยู่เลย (หัวเราะ) เราหัวสมัยใหม่มาก ๆ เขาก็จะ Conservative สุด ๆ 

ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการทำงานเลย เขาปล่อยเราชิลล์มาก อยากเรียนอะไรก็เรียน ไม่ได้คาดหวังอะไร ใช้ชีวิตได้ด้วยตัวเองก็พอแล้ว แค่อย่าทิ้งเขาก็พอ แต่สิ่งหนึ่งที่มีความไม่เข้าใจก็คือเรื่อง ทำไมถึงไม่แต่งงาน ทำไมถึงไม่หมั้นหมาย ทำไมถึงต้องนอนห้องเดียวกัน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องพวกนี้ 

แล้วทำยังไง

โชคดีที่แม่เรามีความดื้อเป็นปกติของคนแก่ แต่ถ้าวันไหนเรามานั่งจับเข่าคุยกัน เขาจะฟัง เราจะเป็นคนสังเกตพ่อแม่ตัวเองว่าถ้าพูดตอนนี้อะวีนแน่ เหวี่ยงแน่ ต้องรอจังหวะดี ๆ เช่น ตอนกินข้าวหรือตอนที่อยู่กับคนอื่น เราจะพูดต่อหน้าคนอื่นเลยว่า “แม่ มันเป็น 1 2 3 4 นะ แม่เข้าใจไหม” แล้วคนอื่นก็จะแบบ “ใช่ ลูกมันพูดถูก” 

แต่ก็เป็นธรรมดาของคนแก่ที่อยู่บ้านแล้วจะมีความขี้น้อยใจ ขี้งอน ล่าสุดพ่อติดโควิด อายุเกือบ 80 ไม่เข้าใจคำว่ากักตัว 

คุณรับมือด้วยการ…

กรี๊ด  

ให้เขาไปกักตัวที่โรงพยาบาล 5 วัน ก็คือจะหนีออกจากโรงพยาบาล พอกลับถึงบ้าน แม่ฉันก็เป็นมะเร็ง พ่อฉันก็เดินไปหาแม่เลย

ไม่ได้สิ!

ไม่ได้ (ตะโกน) แม่ก็ร้องไห้ “ฮือ ทำไมไม่กักตัว” ตอนนี้เล่าเหมือนตลก แต่ตอนนั้นคือหัวจะระเบิด 

คิดสภาพ วันนั้นถ่ายชุดเซเลอร์มูนอยู่ข้างบน แล้วอยู่ดี ๆ พ่อก็เปิดประตูเข้ามาถามว่า “แม่ไปไหน!” ฉันก็เดินใส่ชุดเซเลอร์มูนไปบอกว่า “กลับไปกักตัวเดี๋ยวนี้!” 

นี่ให้แม่ไปอยู่อีกบ้านหนึ่งเลย เพราะว่าพ่อไม่กักตัว พ่อก็น้อยใจอีก บอกว่า “เราคบกันมาตั้งขนาดนี้ ทำไมเธอถึงทิ้งฉัน” ซีนอารมณ์มาก

เออ ก็จะเป็นฟีลนี้ แต่ส่วนใหญ่จะไม่มีปัญหาในเรื่องของการใช้ชีวิตเลย 

โชคดีที่เหมือนชีวิตจะมีอุปสรรคแต่ก็ไม่มีนะ

ใช่ คือเราไม่มีพ่อ แม่ก็ไม่ได้มีเงินขนาดนั้น โชคดีที่ตายายถึงเขาจะดุมากและไม่ให้เราออกจากบ้านเลย แต่เราเป็นเด็กที่รับได้แล้วก็เข้าใจในความเป็นเขา 

ถ้าเราเติบโตมาในครอบครัวที่ญาติทุกคนเป็นคนรวย เราอาจจะโดนกดดันก็ได้ว่าเธอต้องมีธุรกิจ แต่ด้วยความที่ตายายเราไม่ได้มีอะไรให้อยู่แล้ว เขาแค่อยากให้เราใช้ชีวิตให้มีความสุข หาแฟนดี ๆ สักคน เขาต้องการแค่นี้ 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

ซึ่งเรื่องพวกนี้คนมีชื่อเสียงหลายคนเลือกจะไม่เล่าก็ได้ ทำไมคุณถึงเล่าให้ทุกคนฟังหมด โดยเฉพาะในทวิตเตอร์

จริง ๆ มีหลายเรื่องมากนะที่เราไม่ได้ทวีตลงไป แต่ส่วนใหญ่ที่ทวีตเราคิดแล้วว่าจะต้องมีคนเกิดเหตุการณ์แบบนี้เหมือนกับเราแน่ ๆ เราชอบเวลาที่มีคนมาปรับทุกข์หรือมาพูดคุยกัน 

รู้สึกว่าต้องเป็นแบบอย่างที่ดีของแฟนคลับหรือคนที่ติดตามเราอยู่ไหม

พูดยากมาก เพราะบางคนก็รู้สึกว่า ฉันก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง มีผิดมีถูกเหมือนทุกคน ส่วนตัวเรารู้สึกว่าควรจะมีตรงกลาง ไม่ใช่สูญเสียความเป็นตัวเองไปเลย ฉันก็กินเหล้า ฉันก็เที่ยว ฉันก็พูดคำหยาบ แต่ก็จะพยายามอยู่ในร่องในรอย ไม่สุดโต่งในการด่ากราดจนเกินไป 

แต่กว่าจะมาถึงตรงนี้ เห็นว่ามีช่วงหนึ่งที่ติดกินยาลดน้ำหนัก

ใช่ 

เพราะอะไรเด็กที่มั่นใจในตัวเองสุด ๆ ถึงไปถึงจุดนั้นได้

เพราะเข้าไปในโรงเรียนที่หันไปก็มีแต่คนขาว ๆ จัดฟัน ตาโต ทุกคนมัดผม ทุกคนผมยาว แต่เราหัวฟู ตรงข้ามทั้งหมด ก็เลยพยายามทำให้ตัวเองดูดีขึ้น พยายามทำให้เราตัวขาวขึ้นสุด ๆ ไปเลย จนวันหนึ่งเริ่มมีกระแสคนผิวแทนเข้ามา เราก็เลยหลุดจากตรงนั้น

ช่วงที่เข้าไปอยู่ในวังวนนั้น คุณหลงไปถึงขนาดไหน

โอ้โห ตอนนั้นประมาณ ม.3 ทำเพื่อให้ผู้ชายมาชอบเรา โทรมมาก เพราะกินยาลดความอ้วนแผงละ 100 บาทที่ตลาดนัด แล้วก็เบลอมาก เศร้าไปหมด รู้สึกดาวน์ กินข้าวไม่ลง ใจก็เต้นตึก ๆๆ เหมือนจะตายตลอดเวลา อกหัก ร้องไห้ เศร้า น้ำหนักลงไป 46 ผอมจนเพื่อนเจอแล้วบอกว่า “เฮ้ย ไปทำอะไรมา โทรมมาก” นี่ก็แบบ ฉิหายละ เราต้องหยุดกินยา น้ำหนักก็โยโย่มา 53 ตัวแตกเลย กลายเป็นว่าทุกอย่างใหญ่กว่าเดิม เราก็ทำใจ (หัวเราะ) ตั้งแต่วันนั้นมาก็ไม่กินอาหารเสริมลดความอ้วนอีกเลย

แล้วเขาชอบเราไหม

เขามาชอบเราตอน ม.ปลาย แต่เราไม่ได้ชอบเขาแล้ว เชิด! (หัวเราะ)

วังวนนั้นให้บทเรียนอะไรกับคุณบ้าง

เรารู้สึกว่าสวยแบบเป็นตัวเองดีที่สุดแล้ว 

คือไม่ผิดนะถ้าเราอยากสวยเหมือนใคร มี Role Model ได้ แต่ต้องเข้าใจพื้นฐานของเราด้วยว่ามันไปได้สุดมากแค่ไหน และอย่าไปก้าวก่ายคนอื่น เช่น สมมติเพื่อนเราบอกว่าอยากขาว เราก็จะบอกว่า “เฮ้ย จริง ๆ ผิวแทนสวยนะ แต่ถ้ารู้สึกว่าอยากขาวก็โอเค แล้วแต่ ถ้าสบายใจที่จะขาว”

ตอนนี้กลายเป็นเราต้องไม่ไปยัดเยียด Beauty Standard ของเราเองให้คนอื่น เพราะเราก็เจอบ่อยเหมือนกัน ถ้าอยากออกกำลังกาย อยากผอม ก็จะมีคนมาบอกว่า “เฮ้ย ไม่ต้องผอมหรอก ผอมไม่ได้แปลว่าสวยนะ” เราก็รู้สึกว่า อ้าว แล้วไปว่าคนผอมทำไม 

อยากบอกทุกคนที่ยังอยู่ในวังวนของ Beauty Standard ว่าเอาที่ตัวเองสบายใจ อยากสวยแบบไหนก็สวยแบบนั้นแหละ ไม่ต้องไปนั่งฟังคนอื่นว่าเธอต้องสวยแบบนี้นะ เธออย่าผอมนะสมัยนี้เขาต้องอวบ เธออย่าขาวนะสมัยนี้เขาต้องผิวแทน ถามตัวเองดูว่าอยากเป็นแบบไหน แล้วก็ลุยเลย ไม่ผิด ไม่มีอะไรผิดทั้งนั้น

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

Last Farewell

การได้เป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ ทำให้คุณเป็นตัวเองในแบบที่ชอบมากขึ้นไหม

เราได้เป็นทุกคนเลย (หัวเราะ)

การเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ทำให้เห็นความสวยงามมากขึ้น เพราะพอเราแต่งหน้าหลาย ๆ คน เราจะเห็นเสน่ห์บนหน้าตาทุกคนเลย เห็นว่า ตา จมูก ปาก เขาสวยแตกต่างกันนะ แต่ว่าเขาสวยทุกคน  

เราก็เคยรู้สึกนะว่าเราอยากไปฉีดปากเพิ่ม เคยอยากไปทำตา ซึ่งคนทำไม่ผิดนะ แต่ส่วนตัวเรารู้สึกว่าเป็นแบบนี้ดีแล้ว เพราะถ้าเราไปทำหน้าชัดแล้วอะ เราจะแต่งหน้าเป็นคนอื่นยากขึ้นแน่เลย งั้นเราก็เคารพกับหน้าเราแบบนี้แหละ (หัวเราะ)

อะไรคือเกณฑ์วัดว่านี่คือจุดที่ประสบความสำเร็จ

โห เราไม่รู้เลยว่าคำว่าประสบความสำเร็จคืออะไร เพราะคำว่าประสบความสำเร็จของแต่ละคนต่างกัน ของเราคือการแต่งหน้าเป็นคนนั้น แล้วมีคนบอกว่า “อุ๊ย แต่งเป็นคนนี้แน่เลย” แต่กับบางคนความสำเร็จของเขาอาจจะเป็นการทำแล้วได้ 10 ล้านวิว มันก็แล้วแต่คนมอง ไม่ได้มีบรรทัดฐานตายตัว บางคนที่เขายอด 10,000 Followers แต่เขารู้สึกประสบความสำเร็จก็มี 

รู้สึกยังไงที่อาชีพนี้พาให้คุณได้มีรถ มีบ้าน เป็นของตัวเอง

ดีใจมาก นี่เป็นความฝันตั้งแต่เด็กเลยว่า ฉันอยากมีบ้านเป็นของตัวเอง 

เพราะตอนเด็ก ๆ เราจะอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ ห้องหนึ่งอยู่รวมกัน 3 คน จนช่วงที่เราทำงานก็ไม่มีห้องเป็นของตัวเองที่จะใช้ถ่าย ถ้าทุกคนย้อนกลับไปดู จะเห็นว่าข้างหลังเป็นราวตากผ้าแล้วเราก็เอาผ้ามาแขวน พอเริ่มมีอะไรมากขึ้น เราก็ไปขอห้องเก็บของทำงานได้ไหมจ๊ะ ทุกคนก็ต้องเอาของทั้งหมดออก เพื่อให้เราไปนั่งทำงานตรงนั้น แล้วก็ทำมาเรื่อย ๆ จนเก็บเงินซื้อบ้านซื้อรถได้ 

สมัยก่อนทำงานมาเท่าไรก็หมดเพราะว่าต้องใช้ จำได้เลยว่าตอนจ่ายค่าเทอมมหาลัย ประมาณ 15,000 มั้ง บัญชีเหลือเงิน 0 บาท (หัวเราะ) ตอนกดเงินออกมาน้ำตาจะไหลแบบ กูไม่มีเงินอีกแล้ว กูหามาตั้งนาน แต่ทำไรไม่ได้ นอกจากหาเงินใหม่ 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

ถ้าตอนนี้ไปสมัครงานอีก แล้วเขาให้แนะนำข้อดีของตัวเองจะบอกว่า

เป็นคนมีสติมาก เป็นคนใจเย็น เป็นคนมีแพสชัน แล้วก็ชอบแก้ไขปัญหา 

เคยมีครั้งหนึ่งในชีวิตที่… แม่ป่วยเป็นมะเร็งใช่ไหม พี่สาวโทรมาแล้วก็บอกว่า “เนี่ย แม่อยู่ห้องผ่าตัดนะ 50 : 50 มีสิทธิ์เสียชีวิต” สิ่งที่เราทำก็คือลุกขึ้นมา โทรบอกญาติว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง 1 2 3 4 ในหัวคิดแล้วว่า ถ้าสัปดาห์หน้าแม่กูตายกูต้องทำยังไงต่อ กูต้องทำงานนี้ ๆๆ นะ กูต้องใช้ชีวิตแบบนี้ ๆๆ นะ 

ส่วนใหญ่เวลาเกิดอะไรขึ้นเราจะนึกถึง Worst Case ที่สุด อะไรคือสิ่งที่แย่ที่สุดที่จะเกิดขึ้น แล้วคิดว่าต้องแก้ไขปัญหายังไง เออ เราเป็นคนแบบนี้ 

แล้วก็เคยอยู่ในรถกระป๋องที่คนขับเขาหลับในเว้ย รถก็โยกไปมาในอุโมงค์ ทุกคนในรถกรี๊ด แต่เราหน้านิ่งมาก มีสติ แล้วเราก็หยิบมือถือขึ้นมาเพื่อพิมพ์ข้อความบอกแม่ว่ารักนะ

เป็นข้อดีจริงเหรอ

นั่นน่ะสิ เป็นข้อดีจริงไหมวะ แต่ก็ดีกับการทำงาน

แล้วการใช้ชีวิตล่ะ

ก็จะเป็นคนไม่ได้แสดงอารมณ์ของตัวเองเท่าไร เพราะรู้สึกว่าฉันต้องมีสติตลอดเวลามากเกินไป เช่น ตอนแม่ป่วย เราไม่ร้องไห้เลยเพราะรู้สึกว่าคนอื่นร้องแล้ว กูจะร้องไม่ได้ เดี๋ยวมันจะไปกันหมด เรากลายเป็นคนที่ต้องมีสติที่สุดเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้น

เพราะไม่อยากอ่อนแอ

เคยอยู่ในจุดที่ไม่อยากให้คนอื่นมองว่าเราอ่อนแอ แต่หลัง ๆ ก็อ่อนแอไปเหอะ กูเป็นมนุษย์ (หัวเราะ) 

เมื่อก่อนแฟนไม่เคยเห็นเราร้องไห้เลย น้อยมาก หลัง ๆ เป็นประจำเดือน เริ่มเศร้าเริ่มร้องไห้เหมือนคนปกติแล้ว ที่ผ่านมาจะไปกลั้นน้ำตาทำไมวะ (หัวเราะ)

ถ้าเครื่องสำอางอยู่กับคุณมาตั้งแต่เกิด คิดจะอยู่กับมันอีกไปถึงเมื่อไร

โอ๊ย ก็คงจนกว่าจะตาย ถ้าตายฝากเอาเครื่องสำอางใส่โลงไปด้วย (หัวเราะ) 

เมื่อวานเพิ่งบอกเพื่อนไปว่า “มึง ถ้ากูตายอะ อย่าลืมปัดแก้มสี Pansy Pop ให้กูนะ แล้วก็ปากอย่าลืมทาลิปของ Dior เบอร์ 000 ให้กูด้วย” เพื่อนก็บอกว่า “มึงลุกขึ้นมาแต่งเองเถอะ ถ้ามึงตายกูก็แต่งให้ได้ไม่สวยเท่ามึง” 

Soundtiss ออกแบบความตายของตัวเองไว้ว่ายังไงอีก

พูดตรงนี้กับคนสัมภาษณ์เลย 

ถ้าตายปุ๊บ ฝากบอกแม่ด้วยว่า ไม่ต้องเศร้า แล้วก็ฝากเปิดเพลง BIGBANG ในงานศพของฉันด้วย ยังไงสารก็ต้องไปถึง BIGBANG ว่าช่วยทำคอนเสิร์ตหน่อย ถ้ากูตายอย่างน้อยคนอื่นก็ต้องได้ดูคอนเสิร์ต BIGBANG วะ 

เราบอกเพื่อนตลอดว่างานศพกู ถ้าเป็นไปได้มึงเปิดเพลง BIGBANG ไปเลย มึงจัดปาร์ตี้ไปเลย อย่าคิดว่ากูตาย คิดว่า กูเนี่ยไปโลกใหม่ (หัวเราะ)

เป็นงานศพที่เปิดเพลง Last Farewell 

เออ! ถูกต้อง! 

เธอเศร้าได้ เธอร้องไห้ได้นะ แต่อย่าจมปลักกับการที่ฉันตายไป เพราะมันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่จากเป็นก็จากตาย เพราะฉะนั้น ถ้าฉันตาย อย่างน้อยทุกคนต้องได้สนุกที่สุด ปกติเพื่อนจะมาปาร์ตี้ที่บ้านตลอด ถ้ากูตายมึงก็จัดปาร์ตี้ส่งท้ายให้กูเลย เอาเบียร์มารดน้ำกูนะ (หัวเราะ) 

ทุกวันนี้คิดพินัยกรรมไว้ เพราะเรามีคติประจำใจว่า ใช้ชีวิตให้เหมือนเป็นวันสุดท้าย เราบอกรักแฟน กอดแฟนทุกวัน เพราะเจอมาเยอะมากกับการที่คนรอบข้างเสียไว ญาติพ่อเรานอนแล้วตาย ไหลไปเลย เราก็เลยพยายามใช้ชีวิตให้เหมือนวันสุดท้าย และก็บอกเพื่อนตลอดว่า ถ้ากูตาย มึงต้องแบ่งเงินแบบนี้นะ มึงเป็นพยานให้กูแล้ว 3 คน มึงเข้าใจไหม สมบัติกูต้องแบ่งยังไง พวกมึงฟังแล้วรู้เรื่องนะ (หัวเราะ) 

งั้นก่อนตาย คนสุดท้ายที่อยากแต่งหน้าเหมือนคือใคร

โอ้โห ฉิบหายแล้ว เหมือนตัวเองได้ไหม ขอแต่งหน้าเป็นตัวเองแล้วกันก่อนตาย ให้ทุกคนได้เห็นว่านี่คือหน้าฉัน 

แล้วก็ช่วยเอารูปนั้นน่ะไปแปะหน้าโลง เพราะตอนนี้หน้าโลงศพน่าจะไม่มีรูปที่เหมือนตัวเองแล้ว

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load