“พี่ชอบกินกาแฟกันไหมคะ”

มนุษย์ในเสื้อสเวตเตอร์ตัวโคร่ง มัดผมลวก ๆ ไว้ด้านหลัง ยื่นหน้ามาทักทายเราอย่างเป็นกันเอง

เธอคือ ซาร่าห์-ศญพร เฮียงโฮม หรือ sarah salola นักร้องเดบิวต์ใหม่วัย 21 ซึ่งกำลังเป็นที่รู้จักในช่วงปีที่ผ่านมา จากเพลงฮิตของตัวเองอย่าง นะครับ (ได้ไหม) และล่าสุด จากเพลงที่คัฟเวอร์ร่วมกันกับ DoubleBam และ JIXGO อย่าง โต๊ะริม ซึ่งนอกจากเสียงเพราะ ๆ และฝีมือการเล่นกีตาร์ที่ไม่ธรรมดาแล้ว ลุคที่ก้ำกึ่งว่าจะ Masculine หรือจะ Feminine ของเธอ ก็เป็นเสน่ห์ร้ายแรงสำหรับใครหลายคน

เราผู้เคยเห็นเธอแค่ในจอโทรศัพท์ ยอมรับว่าจังหวะนี้ออกจะแปลกใจกับบุคลิกตัวเป็น ๆ ที่ดูธรรมดาสามัญ ติดไปทางดุ๊กดิ๊กขี้เล่นของเธอ นึกว่าจะนิ่ง ๆ กว่านี้ซะอีก

เพศ ตัวตน และบทเพลงของ ซาร่าห์-ศญพร เฮียงโฮม นักดนตรีที่จริงใจกับความฝันตัวเองเสมอมา

เราไม่ใช่คอกาแฟ อย่างมากก็สั่งแค่ลาเต้เย็นหวานน้อยพอให้รู้สึกว่าตื่นมาใช้ชีวิตได้ แต่ช่างภาพสาวที่มาด้วยกันดูเหมือนจะมาทางเดียวกับซาร่าห์ซึ่งเป็นบาริสต้าเก่า ซ้ำยังเป็นรุ่นพี่ที่คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่เธอเคยเรียนด้วย เธอจึงชวนช่างภาพของเราคุยได้ลื่นไหลราวกับรู้จักกันมาก่อน

“เขินอะ” ซาร่าห์ยิ้มออกตัว เมื่อเราบอกว่าจะเริ่มสัมภาษณ์ (จริง ๆ) แล้วนะ

เธอมองว่าตัวเองเป็นใคร มีความหวัง ความฝันอะไรในชีวิตบ้าง ณ ห้องจิบกาแฟของสตูดิโอค่าย marr วันนี้ เด็กเชียงใหม่อย่างซาร่าห์จะมาเปิดตัวตนในแง่มุมที่ลึกกว่าเดิม กับคอลัมน์ Talk of The Cloud

เพศ ตัวตน และบทเพลงของ ซาร่าห์-ศญพร เฮียงโฮม นักดนตรีที่จริงใจกับความฝันตัวเองเสมอมา

ความฝัน (อันเร่าร้อน!)

ก่อนอื่น แนะนำตัวให้ฟังกันสักนิด

ได้ค่ะ (ทำท่ากระตือรือร้น) สวัสดีค่ะ sarah salola นะคะ ตอนนี้เป็นศิลปินภายใต้สังกัดค่าย marr ค่ะ

อยู่ค่าย marr มานานหรือยัง

ถ้านับจากตอนเดบิวต์ก็ประมาณ 8 เดือนค่ะ

ถือว่าเป็นที่รู้จักแล้วเนอะ เห็นตลอดเลย

ก็นิดหนึ่งค่ะ นิดหนึ่ง (ยิ้ม)

ขอย้อนอดีตหน่อย ก่อนที่จะเป็นซาร่าห์คนนี้ คุณเคยเป็นเด็กยังไงมาก่อน

เป็นเด็กดื้อค่ะ (หัวเราะ) พูดเล่นค่ะ ไม่ดื้อก็ได้ อยู่เชียงใหม่ก็เป็นเด็กธรรมดาคนหนึ่งนี่แหละ เรียน เล่นดนตรี ทำกิจกรรม แต่ไลฟ์สไตล์เราก็จะเป็นชาวเหนือ ช้า ๆ หน่อย

ที่เขาบอกกันว่าชาวเหนือช้านี่คือเรื่องจริงใช่ไหม

เรื่องจริงค่ะ! คือเหมือนทุกอย่างมันจะสโลว์ อย่างตอนนี้เราคุยกันอยู่ใช่ไหมคะ ถ้ากลับไปอยู่เชียงใหม่ก็คือ… มองหน้าก่อนแล้วค่อยพูด (ทุกคนขำ) จริง ๆ ค่ะ จริง ๆ มันเรื่อย ๆ มาก

เพศ ตัวตน และบทเพลงของ ซาร่าห์-ศญพร เฮียงโฮม นักดนตรีที่จริงใจกับความฝันตัวเองเสมอมา
เพศ ตัวตน และบทเพลงของ ซาร่าห์-ศญพร เฮียงโฮม นักดนตรีที่จริงใจกับความฝันตัวเองเสมอมา

คุณเริ่มสนใจการร้องเพลงตั้งแต่เมื่อไหร่

ถ้าสนใจแบบจริงจังประมาณ ม.ปลาย ค่ะ แต่ก่อนหน้านั้นก็ร้องบ้าง เพราะที่บ้านคุณพ่อชอบร้องคาราโอเกะ

ปกติคุณพ่อร้องแนวไหน

อู้หู ร้อง Bodyslam, Big Ass อะไรอย่างนั้นเลยค่ะ ซึ่งร่าห์ก็มีดนตรีร็อกในหัวใจเพราะซึมซับจากพ่อ ส่วนแม่จะเป็น หญิง ธิติกานต์ แล้วร่าห์ร้องได้ด้วยนะ ก็ร้องให้เขาฟัง (หัวเราะ) ได้มาหมดเลย ลูกทุ่งก็ชอบเหมือนกัน ร้องได้นิดหน่อย ร่าห์ชอบทุกแนวจริง ๆ

แต่คุณพ่อไม่ได้เป็นนักดนตรี

ไม่ได้เป็น ที่บ้านไม่ได้มีใครเป็นนักดนตรีเลย แต่ว่าชอบร้องเพลงเฉย ๆ มีร่าห์นี่แหละที่กระโดดออกมา

เคยอ่านบทสัมภาษณ์ว่าคุณมีพ่อเป็นไอดอล แต่ได้ยินว่าจริง ๆ แล้วคุณพ่อไม่ได้สนับสนุนให้เป็นนักร้องใช่ไหม

ใช่ ทุกอย่างที่เราชอบ ร่าห์น่าจะซึมซับมาจากพ่อนี่แหละ เพราะพ่อชอบร้องเพลง เราก็เลยชอบร้องตาม ซึ่งเราไม่รู้ตัวหรอกว่าเราชอบ เพิ่งรู้ตัวตอนมัธยมปลาย แต่เหมือนกับว่าจริง ๆ แล้วเขาอยากให้มันเป็นงานอดิเรก เขาไม่ได้เข้าใจเส้นทางวัยรุ่นอันเร่าร้อนของเรา (ทำท่าวัยรุ่นอันเร่าร้อน) ความคิดมันคนละแบบอะค่ะ ผู้ใหญ่เขามีแนวคิดอีกแบบหนึ่ง เขาเป็นห่วงแหละ

ตอน ม.ปลาย เราเริ่มแต่งเพลง นะครับ (ได้ไหม) แล้ว แล้วก็ทำยูทูบเป็นของตัวเอง แต่พอเขารู้ว่าเราชอบดนตรี เขาก็จะเข้ามาควบคุมให้มันเป็นไปในแบบที่เขาต้องการ ต้องอัดแบบนี้นะ นั่งท่านี้นะ เราไม่ชอบถูกควบคุมอยู่แล้ว เราก็มีความคิดเป็นของตัวเอง แต่เหมือนว่าถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่เห็นด้วย เราก็ต้องทำตาม เพราะเขาเป็นพ่อเป็นแม่เรา

แต่ยิ่งมันเป็นเรื่องดนตรี มันมีอารมณ์ มีศิลปะ มีทุกอย่างเกี่ยวกับจิตใจเข้ามาเกี่ยวข้อง พอเขาเข้ามาควบคุมในแบบที่เราไม่ต้องการ เราก็ไม่ไหวแล้ว พอ 19 ก็เลยออกไปใช้ชีวิต

เพศ ตัวตน และบทเพลงของ sarah salola นักดนตรีที่จริงใจกับความฝันตัวเองเสมอมา

ออกไปใช้ชีวิตคือ?

ออกไปจากบ้าน (หัวเราะ) ตอน 19 มหาลัยปี 1 ค่ะ แต่ยังอยู่ในเชียงใหม่นะคะ

เขาไม่ได้เข้าใจเลยว่าเราทำเพราะอะไร เมื่อเขาไม่เข้าใจ ก็ไม่ใช่ความผิดของเขา แค่ความคิดเห็นเราไม่ตรงกัน ก็เลยต้องแยกกันอยู่ ซึ่งในเมื่อร่าห์เลือกจะออกมาอยู่เอง ก็ต้องอยู่ให้ได้ หาประสบการณ์ หาเงินเองด้วย ช่วงแรก ๆ มีไม่ไหวบ้างด้วยความที่เราเป็นเด็ก เราก็ต้องขอจากเขามาก่อน พอหลัง ๆ ก็เริ่มใหม่

สิ่งที่เราทำในตอนนั้นคืออะไร

เขาชอบพูดว่าไม่ให้เราไปเป็นลูกจ้างคนอื่น ห้ามทำงานหนัก พอออกจากบ้านมา ร่าห์ก็ไปเป็นในแบบที่เขาไม่อยากให้เป็น (หัวเราะ)

ร่าห์ทำงานดนตรีกลางคืนค่ะ ร้องเพลงทุกวัน ร้านไหนติดต่อมาเอาหมด ให้มีเงินประทังชีพตัวเองได้ในแต่ละเดือน แล้วก็เริ่มไปสมัครพาร์ตไทม์ร้านกาแฟ ซึ่งอันนี้แหละที่เปลี่ยนความคิดไปพอสมควร ออกจากบ้านมามันก็เป็นอีกสังคมหนึ่งที่เราต้องอยู่ให้ได้

พอได้ออกมาเล่นดนตรีสมใจอยากแล้วเรารู้สึกยังไงบ้าง

ตอนนั้นเราทำ 3 เดือนติดต่อกัน เล่นทุกวัน ทุกคืน จากที่รู้สึกว่า หูย ดีนะที่พ่อแม่ไม่เชื่อว่าเราทำได้ เราก็ทำได้นี่ แต่มาวันหนึ่งก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำอย่างนี้แล้วต่อไปจะยังไงต่อ เราต้องวนลูปเดิมแบบนี้ไปเรื่อย ๆ เหรอ

อยู่ดี ๆ แพสชันเรื่องดนตรีหรือความรู้สึกอยากเขียนเพลงเมื่อก่อนมันก็หายไป กลายเป็นว่าเราไปโฟกัสว่าต้องทำงาน ก็แค่ต้องร้องไป ไม่มีความรู้สึก

เป็นเพราะว่าเราทำเยอะเกินไปเหรอ

ใช่ แล้วเราก็ไม่รู้ว่าทำทำไม คือให้ร่าห์ร้องเพลงไปเรื่อย ๆ เล่นกีตาร์ตัวเดิม มันก็จำเจ เลยมานั่งทบทวนตัวเอง

เราลองเล่นดนตรีน้อยลง มาหาประสบการณ์เรื่องกาแฟแทน กลายเป็นว่าพอเราออกห่าง มีสเปซมากขึ้น แล้วเริ่มเห็นมวลแพสชันของคนอื่น ก็เกิดความสงสัยขึ้นมาว่า อ้าว เขาก็ร้องเพลงกลางคืนเหมือนเรา แต่ทำไมเวลาร้องเพลงเขาดูมีความสุขมาก ๆ ทำไมเราไม่รู้สึกแบบนั้น เลยไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับพี่ ๆ พวกนี้

พอเริ่มพูดคุย แพสชันก็กลับมาพร้อมกับความอยากเติบโตขึ้นทางด้านดนตรี เราอยากมีทักษะมากขึ้น เริ่มรู้ตัวแล้วว่าเราไม่เก่ง ต้องมีคนอื่นนำ แล้วเราก็อยากเติบโตด้านความคิดและการทำงานด้วย เลยปรึกษากับบอสใหญ่ที่ร้านกาแฟและอีกหลาย ๆ คน จนเริ่มคิดว่าต้องมีจุดเปลี่ยนแล้วแหละ อยู่แบบนี้ไม่ไหว

คงต้องทำอะไรสักอย่าง ไม่กลับไปทำเพลงก็ต้องไปเรียนอะไรเพิ่ม หรืออีกหนึ่งความคิดก็คือค่ายเพลง ที่พ่อกับแม่ไม่อยากให้เข้า (ยิ้ม) เราอยากทำงานเป็นทีม ต้องยอมรับว่าเราหาตัวเองไม่เจอ เราต้องไปเพื่อค้นหา ไม่ได้ไปเพื่อสำเร็จ

คิดว่าการเข้าค่ายเพลงมันช่วยค้นหาตัวเองเหรอ

ช่วยค่ะ ช่วยมาก ตอนนี้ก็ยังค้นหาอยู่ แล้วก็ค้นพบเรื่อย ๆ ไม่มีที่สิ้นสุดด้วย น่าแปลกใจมาก

เพศ ตัวตน และบทเพลงของ sarah salola นักดนตรีที่จริงใจกับความฝันตัวเองเสมอมา

ไกลบ้าน (กว่าเดิม)

แล้วเป็นไงมาไงคุณถึงเข้ามาสังกัดค่ายได้

พอนึกถึงค่ายปุ๊บ พอดิบพอดีว่า พี่ลูมู-ธนัญญา วัฒนกรการุณย์ มาสเกาต์ เขาเห็นเพลง นะครับ (ได้ไหม) ไม่เห็นหน้าร่าห์ด้วย เราไม่ได้ถ่ายหน้าลง ติสต์เกิ๊น (หัวเราะ) เราลงเป็น Audio แบบวงเล็บ Acoustic Version พอเห็นเพลงนั้น เขาก็ตามไปดูในไอจี ซึ่งก็มีรูปเราอยู่บ้าง

เขาบอกเราไหมว่าเขาเห็นอะไรในเพลง นะครับ (ได้ไหม)

เท่าที่ถาม เขาบอกว่ามันคือเพลงเพลงหนึ่งที่มีคุณภาพ ณ ช่วงเวลานั้น ณ อายุนั้น ร่าห์อายุ 19 แล้วก็ทำเพลงนั้น มันสุด ๆ ของเด็กคนนั้นแล้ว (หัวเราะ) เขาน่าจะสนใจอยากคุยด้วย แล้วพอมาคุยกับพี่ลูมู และ พี่พัด-วรภัทร วงศ์สุคนธ์ กับ พี่ปาล์ม-ปวีร์ ปรีชาวีรกุล จากวง MEAN เราไม่ได้เป็นแบบที่เขาคิดไง เราพูดไม่รู้เรื่อง น่าจะยิ่งแบบ (ดีดนิ้ว) เอาเลย! ให้เราขึ้นมาเซ็นสัญญา

พอต้องขึ้นมาเซ็นสัญญาก็บอกพ่อเลยไหม

ไม่อยากบอก

แล้วไม่บอก? ได้เหรอ!

(หัวเราะ) บอก ๆ แต่แค่บอกเฉย ๆ ไม่ได้ขออนุญาต เพราะว่า… (นิ่งคิด) หลังจากที่เราออกจากบ้านมา เรารู้สึกว่าไม่ควรไปรบกวนเขาในการตัดสินใจแล้ว เราต้องตัดสินใจทุกอย่างเอง ให้เขาเป็นคนซัพพอร์ตความคิดเราดีกว่า คือถ้าเขาจะแย้งมาก็แย้งได้นะ แต่สุดท้ายแล้วร่าห์ต้องตัดสินใจเอง ก็เลยเซ็นเอง

พอเซ็นเสร็จร่าห์กลัวเขาไม่สบายใจ เลยให้เขาขึ้นมาเห็นว่าสภาพแวดล้อมมันเป็นแบบนี้นะ พอมาเห็นเขาก็สบายใจมากขึ้น พี่จี๊บ-เทพอาจ กวินอนันต์ พี่พัด พี่ปาล์ม แล้วก็พี่ ๆ ในทีมเขาจัดการคุยให้ น่ารักมาก

เพศ ตัวตน และบทเพลงของ sarah salola นักดนตรีที่จริงใจกับความฝันตัวเองเสมอมา

ตอนนี้มีกี่เพลงแล้วที่ปล่อยออกมา

ประมาณ 6 – 7 เพลงค่ะ ไม่รวมคัฟเวอร์มี ฝนตกในใจ, นะครับ (ได้ไหม), ขอโทษที่ไปคิดถึง, นะนะได้ไหม, รักไม่ยาก, วิวโปรดของฉันคือเธอ รวม 6 เพลง กำลังจะปล่อยเพลงที่ 7 ค่ะ (ตอนนี้ เอาใจลงไปเล่น ปล่อยแล้วทั้งเพลงและมิวสิกวิดีโอ)

ในระยะเวลา 8 เดือน!

ช่าย 8 เดือน โหดมาก สนุกค่ะสนุก ๆ

เทียบกับก่อนหน้านี้ พอเข้ามาสังกัดค่ายแล้ว ชีวิตของเราหรือความคิดของเราเกี่ยวกับการเล่นดนตรีเปลี่ยนไปไหม

เปลี่ยนค่ะ อย่างแรกที่เปลี่ยนคือระบบการทำงาน เมื่อก่อนเราทำงานคนเดียวร้อยเปอร์เซ็นต์ ก็เลยเหนื่อย พลังงานหาย แต่พอมาอยู่ค่าย มันเหมือนถูกเฉือนออกเป็น 50 เปอร์เซ็นต์ 30 เปอร์เซ็นต์ 20 เปอร์เซ็นต์ เรามีคนอื่นในทีมที่ช่วยซัพพอร์ตด้วยอีก 50 เปอร์เซ็นต์ พอมาทำตรงนี้ก็เลยโฟกัสงานได้มากขึ้น แล้วอีก 50 เปอร์เซ็นต์ เราจะได้ไปโฟกัสสิ่งอื่นค่ะ

แล้วก็มีเรื่องความคิดค่ะ รู้สึกว่าบางเรื่องเราคิดได้มากขึ้นจากการมาอยู่ค่าย ด้วยวิธีการทำงานของที่นี่ มันบีบให้เราต้องโตขึ้นโดยไม่รู้ตัว พอมานั่งคุยกับตัวเอง ก็คิดว่าจริง ๆ ร่าห์ไม่ได้อยากโตขึ้นหรอก แต่บางเรื่องที่เมื่อก่อนเราไม่เคยทำ ก็ต้องทำและต้องควบคุมมันให้ได้ เพราะมันเป็นงาน ถ้าควบคุมมันไม่ได้ เราจะเสีย แล้วเราก็ไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวแล้วไงคะ เมื่อไหร่ที่เราพลาด คนข้างหลังเขาก็จะพลาดด้วย

เพศ ตัวตน และบทเพลงของ sarah salola นักดนตรีที่จริงใจกับความฝันตัวเองเสมอมา

อย่างนี้แปลว่าเครียดไหม

เครียดไหม ก็… เป็นคนหมกมุ่น ซีเรียสกับการทำงานมาก ๆ แต่หลัง ๆ เริ่มดีขึ้นแล้ว พยายามเอามวลสารความเครียดไปพัฒนาเป็นพลังในการทำงานเพิ่มขึ้นอีก เอเนอจี้ก็เลยจะเยอะหน่อย

เทียบกับตอนที่ร้องกลางคืนกับตอนนี้ ตอนไหนเครียดกว่า

คนละแบบค่ะ (ยิ้ม) ตอนนั้นเครียดแล้วแย่กว่าตอนนี้ เครียดแล้วไม่อยากทำ แต่มาอยู่ตรงนี้เราเครียด เราอยากทำอะไรต่อไป มันเป็นเครียดที่สนุก มาเลย เอาอีก! น่าจะเป็นเพราะว่าทุกคนที่นี่บอกเสมอว่าร่าห์ทำได้ ร่าห์ไม่ค่อยเชื่อในตัวเอง แต่ทุกคนที่นี่เชื่อในตัวร่าห์ มันเลยเป็นแรงผลักมาก ๆ ว่า โอเค ฉันทำได้ ไม่ว่ามันจะยากหรือง่าย

ตอนแรกมาอยู่ค่าย ร่าห์จะมีน้องคนหนึ่งที่ทำให้มั่นใจในการทำทุกอย่างมากขึ้นคือ น้องเฟิร์ส-อนุวัฒน์ แซ่โจว ตอนแรกร่าห์ยังไม่ปลดล็อกตัวเอง เฟิร์สนี่แหละเป็นคนทำให้ร่าห์ปลดล็อก มันจะมีอยู่คืนหนึ่งที่เราไปนั่งคุยกันเกี่ยวกับทุก ๆ เรื่องที่เกิดขึ้น ร่าห์เครียดมากกับการอยู่ตรงนี้ รู้สึกคิดถึงบ้าน ไม่รู้ว่าต้องทำตัวยังไง มีวิธีจัดการแบบไหน แล้วเราต้องเริ่มยังไง ก็มีเฟิร์สนี่แหละที่ช่วย ทำให้รู้สึกว่าเราต้องทำแล้ว ไม่งั้นจะเสียดายเวลา และถ้าไม่ทำมันจะไม่เกิดขึ้น

ทุกอย่างที่ร่าห์เป็น ถ้าทุกคนมองว่าดีแล้ว เฟิร์สดียิ่งกว่า เขาเป็นคนที่โตมาก ๆ และให้คำปรึกษาเราได้ดี

จิบกาแฟคุยกับอดีตบาริสต้า ศิลปินใหม่ค่าย marrr เกี่ยวกับเส้นทางชีวิตที่ไม่ง่ายของเธอ ก่อนจะมาเป็น sarah salola ในวันนี้
เพศ ตัวตน และบทเพลงของ sarah salola นักดนตรีที่จริงใจกับความฝันตัวเองเสมอมา

นะครับ (ได้ไหม)

รู้สึกว่านอกจากเพลงแล้ว คนจะสนใจเรื่องภาพลักษณ์ภายนอกและบุคลิกพอสมควรนะ

อืม มั้งคะ น่าจะมีส่วนด้วย เพราะบุคลิกเราเป็นแบบนี้ เราเป็น LGBTQIA+ ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ได้จำกัดว่าตัวเองเป็นอะไร แต่ชอบใครก็คือชอบ ชอบได้ทุกเพศไม่จำกัด คุยได้กับทุกคน แค่ส่วนใหญ่ที่ร่าห์คุยหรือคบจะเป็นผู้หญิง

แสดงว่ามีผู้ชายด้วย

มีคุย ๆ บ้าง ผู้ชายก็เคยคุย เราเป็นผู้หญิงนี่แหละ แต่แค่อาจจะดูห้าวหน่อย เรื่องสไตล์การแต่งตัว จริง ๆ ร่าห์แต่งได้หมดเลยนะ แค่รู้สึกพอใจและมั่นใจกับตัวเองในการแต่งตัวแบบนี้ ใส่กางเกงยีนส์ กางเกงขายาว มันก็ปกติใช่ไหมคะ

แล้วจริง ๆ เรารู้ไหมว่าคนอื่นเขาสนใจในความที่เราเป็นแบบนี้

ตอนแรกไม่รู้ค่ะ ไม่ได้โฟกัสเลย เราก็เป็นของเราแบบนี้ แต่ตอนนี้เริ่มรู้แล้ว (หัวเราะ) คือเมื่อก่อนแม่จะถามตลอดว่าทำไมต้องใส่เสื้อเชิ้ตด้วย แม่ไม่เห็นด้วย ทุกเรื่องในชีวิตไม่เห็นด้วย แต่ตอนนี้ดีกันแล้วนะคะ คุยกันดีมากเหมือนได้พ่อแม่ใหม่ (หัวเราะ) คือเขาเข้าใจทุกอย่างแล้ว เดี๋ยวนี้กลายเป็นชมว่า วันนี้แต่งตัวดีนะ เช็กในไอจี เนี่ย โอเคนะ น่ารักดี

จิบกาแฟคุยกับอดีตบาริสต้า ศิลปินใหม่ค่าย marrr เกี่ยวกับเส้นทางชีวิตที่ไม่ง่ายของเธอ ก่อนจะมาเป็น sarah salola ในวันนี้

ได้ไปเจอแฟนคลับมาบ้างแล้วใช่ไหม

เจอค่ะ เจอตามงาน ร่าห์ชอบคุยกับแฟนคลับ เวลาเล่นเสร็จร่าห์จะมาเจอแฟนคลับตลอด มาคุยมาถ่ายรูปก็จะยืนคุยเป็นพัก ๆ จำหน้าค่าตา เราจะถามเขาว่ารู้จักเราได้ยังไง เราอยากรู้ความเป็นไป อยากแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเขา

ส่วนใหญ่เขาเป็นคนวัยไหนกัน

มีทุกวัยเลยค่ะ แต่ส่วนใหญ่เป็นวัยทำงาน หลัง ๆ เริ่มมีผู้ใหญ่มาเอ็นดู มาชื่นชมในความเป็นเรา อารมณ์แบบ ลูกเอ๊ย… รู้สึกดีมาก แล้วก็มีเด็กมาดูด้วย น่ารักมาก ร่าห์เป็นคนชอบเด็กมาก เวลาเห็นเด็กร้องเพลงเรา ร่าห์แบบ โอ้โห หนูลูก

เวลาไปคุยกับแฟนคลับ เขาบอกไหมว่าเขาชอบอะไรในตัวเรา

ส่วนใหญ่เขาจะบอกว่าเรามีเสน่ห์ในความเป็นตัวเอง เป็นธรรมชาติ แล้วก็ดูเป็นคนตั้งใจ สิ่งที่เราภูมิใจมากคือ เขาดูออกว่าเราตั้งใจผลิตงานที่มีคุณภาพ เพราะมันเป็นแกนหลักที่ทำให้เรามาเป็นศิลปิน ถ้าเขาเห็นเราก็ดีใจ

ในฐานะที่เป็นคนรุ่นใหม่ ซาร่าห์คิดว่าตัวเองควรจะได้แสดงออกทางเพศขนาดไหน

เอาจริง ๆ ไหม อย่างร่าห์เนี่ยถือว่าเป็นศิลปินที่เป็น LGBTQIA+ ใช่ไหมคะ แต่ด้วยความที่ร่าห์มองว่ามันปกติ ไม่ได้ไปโฟกัสว่าจะต้องแสดงออกยังไง แต่ร่าห์ทำมันเป็นปกติอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ทุกคนจะซึมซับไปเอง การที่เราเป็นตัวของตัวเองตามปกติมันคือการแสดงออกอย่างหนึ่ง

อย่างเพลง โต๊ะริม ที่เป็นไวรัลที่จีน หลายคนเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าร่าห์เป็นผู้ชายหรือผู้หญิง พอเขารู้แล้วเขาก็แบบ เฮ้ย เธอเป็นผู้หญิงนี่ เธอเป็นอย่างนู้นอย่างนี้ สิ่งนี้แหละมันทำให้เขาเริ่มสนใจเรื่องนี้ เรากำลังสื่อสารเรื่องนี้ให้เขาอยู่โดยที่ไม่รู้ตัว

คือเราก็ทำของเราไป ให้เขาไปคิดต่อเอาเอง

ใช่ ให้ไปคิดต่อเอาเอง คือเขาอาจจะไม่เคยชอบแบบนี้มาก่อน แต่เขามาเจอเรา เขาชอบ นั่นคือสำเร็จ แสดงว่าคุณเริ่มให้ความเท่าเทียมในทางความรู้สึกบางอย่าง มันดีนะ ร่าห์เห็นผลตอบรับกับอะไรแบบนี้เยอะมากจากการที่ร่าห์ทำแบบนี้

ถือเป็นการขับเคลื่อนสังคมอีกแบบหนึ่งไหม

ใช่ ร่าห์มองว่ามันเป็นการขับเคลื่อนอีกแบบหนึ่ง เราคิดตลอดเวลาว่า เราจะออกมาเรียกร้องยังไงให้มันอย่างนู้นอย่างนี้ แต่ร่าห์ก็ไม่ได้เก่งพอไง แค่รู้สึกว่าถ้าอยากให้เรื่องนี้มันทำงานได้ตลอด เราก็ต้องทำให้มันเป็นเรื่องปกติอยู่เสมอ

To Infinity (and Beyond)

ตอนนี้ซาร่าห์ก็มีไปออกงานหลายครั้งแล้ว เราเคยเห็นคลิปหลังเวทีคอนเสิร์ตที่หนึ่ง คุณดูตื้นตันมากนะ

อ๋อ (หัวเราะตัวเอง) อันนั้น CAT EXPO ค่ะ ที่มาที่ไปมันคือสมัยมัธยม ด้วยความที่เราเป็นวัยรุ่น เราอยากไปงานแคทอยู่แล้ว อยากไปดูแต่พ่อแม่ไม่ให้ไป ก็เลยพูดกับเพื่อนชื่อ ปังปอนด์ ไว้ว่า “มึงคอยดู! สักวันกูจะไปงานแคทให้ได้ ถ้ากูไม่ได้ไปร้อง กูก็จะไปเก็บสายไฟ” วันนั้นที่ได้ไปเล่นก็ไม่สนหรอกว่าเวทีไหน แต่เราได้ไปเล่นที่งานแคทอะ โอ้โหพระเจ้า! (น้ำตาคลอ) มันคือการเช็กถูกในลิสต์ที่เราเคยพูดไว้ในชีวิต พอเล่นแล้วทุกคนร้องเพลงเราได้ ทุกคนอินตาม

มีเพื่อนอีกคนหนึ่งที่เป็นนักดนตรี เขาอยู่ในทุก ๆ การผกผันของชีวิตร่าห์ชื่อ ดราก้อน drg. เป็นคนที่แต่งเพลง เรื่องราวที่เราเขียน แล้วก็ทำเพลงมาด้วยกัน วันนั้นร่าห์ให้เขามาเล่นเปียโนให้ เราก็น้ำตาแตกกันกลางเวที อะไรที่เคยพูดไว้มันทำได้แล้ว อยากให้เพื่อนได้เห็นว่าเพลงที่เราตั้งใจทำ มันส่งไปถึงคนดูนะ เพราะเพื่อนก็เป็นอีกคนที่มีความฝันเหมือนกัน

งาน CAT EXPO เป็นเวทีที่ประทับใจที่สุดตั้งแต่เล่นมาเลยไหม

ใช่ค่ะ เป็นเวทีที่ประทับใจที่สุด ณ ตอนนี้ เพราะมันเป็นความฝันที่ไม่คิดว่าจะเป็นจริง มันไกลมากค่ะ เราไม่ได้คาดคิด

จิบกาแฟคุยกับอดีตบาริสต้า ศิลปินใหม่ค่าย marrr เกี่ยวกับเส้นทางชีวิตที่ไม่ง่ายของเธอ ก่อนจะมาเป็น sarah salola ในวันนี้

จากวันนั้นเป็นเด็กคนหนึ่งที่มีความฝัน รู้สึกยังไงกับจุดที่เรามายืนวันนี้บ้าง

รู้สึกงง (หัวเราะ) มัน Fulfill ค่ะ มันไม่ใช่แค่การทำตามความฝัน แต่เป็นอีกสเต็ปหนึ่งแล้ว เพราะเราฝันแค่อยากไปงานแคท เราอยากเป็นศิลปิน แต่ตอนนี้มันไปไกลจนถึงขนาดร่าห์อยากทำอย่างอื่นด้วย อย่างเรื่องการแสดงหรือเรื่องเบื้องหลัง การทำภาพยนตร์

ตอนนี้กำลังจะเริ่มเรียนภาพยนตร์ ม.รังสิต เป็นเด็กทุนตัวน้อย ร่าห์กำลังสนใจภาพยนตร์อยู่ ซึ่งแต่ละอย่างที่มันเพิ่มขึ้นมา มันเชื่อมกันได้หมดเลย (ทำท่าตื่นเต้น) น่าจะสนุกมาก บ้าบอมาก เมื่อก่อนที่ไม่สนุก เพราะฝันแล้วทำไม่ได้ ดูไม่มีหนทาง แต่ตอนนี้มันกำลังมาแล้ว

ตอนนี้ sarah salola เริ่มเป็นที่รู้จักแล้ว คุณรับมือยังไงกับชื่อเสียงที่ได้มา

ไม่รู้เหมือนกันค่ะ ทำตัวปกติ เพราะไม่ได้คิดว่าตัวเองดังเลย แค่มีคนรู้จักมากขึ้น ร่าห์จะพยายามไม่โฟกัสว่าต้องทำอะไรยังไง แค่เป็นตัวเองให้เป็นมาตรฐานก็พอ แล้วเราจะไม่เหนื่อย เขามาเจอเราอีกกี่ที เราก็เป็นแบบนี้แหละ ข้างหลังเป็นยังไง ข้างหน้าต้องเป็นแบบนั้น

ถ้าถามว่าชีวิตนี้ซาร่าห์ต้องการอะไร จะตอบว่ายังไง

ความสุขค่ะ ทุกคนต้องการความสุข ความสุขที่หมายถึงคือ ร่าห์อยากใช้ชีวิตแบบปกติ วันข้างหน้าอาจจะทำอย่างอื่น วันนี้อาจจะทำอย่างนี้ พรุ่งนี้อาจจะทำอีกอย่าง แต่อย่างน้อยมันต้องมีความสุข เรื่องการทำเพลงนี่เมื่อก่อนเราไม่มีความสุขเลย แต่ตอนนี้มีความสุขก็เลยทำได้ เรามีความสุขเลยยอมเหนื่อย เรายอมรับทุกอย่างเพราะเรามีความสุขกว่าเดิม

พ่อแม่เห็นไหมว่าเรามีความสุขกว่าเดิม

เขาคงไม่ได้คิดว่าเรามีความสุขกว่าเดิม แต่คงคิดว่าเราโตขึ้นแล้ว ส่วนตัวเขาเอง ร่าห์ว่าเขาก็น่าจะมีความสุขนะที่ลูกคนเดียวของเขาไม่ได้แย่อะไร

เมื่อก่อนเวลาไปเจอคนที่คุณพ่อคุณแม่เคารพ เราก็จะทำตัวไม่ถูก เพราะเราไม่ได้เรียนเก่ง หลาย ๆ คนก็กดดัน แต่พอมาตอนนี้ เราพูดได้อย่างมั่นใจเวลาไปเจอผู้หลักผู้ใหญ่ว่าเรากำลังทำแบบนี้ ๆ อยู่นะคะ พ่อแม่ก็ยิ้ม เขาภูมิใจแหละ

ร่าห์เองก็ดีใจด้วยที่ยังไม่ตาย อยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ (หัวเราะ)

“รู้จักกันมากขึ้นไหมคะ” ซาร่าห์ถามอย่างขี้เล่น หลังจากจบบทสนทนาอันเข้มข้นเมื่อครู่

แน่นอน เราตอบในใจ และมากกว่ารู้จัก คือเราประทับใจในการคุยกับมนุษย์อายุน้อยกว่าคนนี้ แต่ละเหตุการณ์ชีวิต แต่ละการตัดสินใจ แต่ละประโยคที่เธอเล่าออกมา เราสัมผัสได้ว่าเธอผ่านการครุ่นคิดเกี่ยวกับมันมาแล้วหลายตลบ และเมื่อพูดถึงสิ่งที่อยากจะทำต่อไปในวันข้างหน้า แพสชันที่เธอมีก็เหลือเฟือ จนแผ่มาถึงเราที่นั่งอยู่อีกฝั่งของโต๊ะจิบกาแฟ

หวังว่าอนาคตเธอจะได้ทำทุกอย่างที่เธอหวัง ดีจริง ๆ ที่มีโอกาสได้มาคุยกับเธอในช่วงเริ่มต้นเส้นทางศิลปิน

จิบกาแฟคุยกับอดีตบาริสต้า ศิลปินใหม่ค่าย marrr เกี่ยวกับเส้นทางชีวิตที่ไม่ง่ายของเธอ ก่อนจะมาเป็น sarah salola ในวันนี้

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

สตีเฟ่น บอดลีย์ (Steven Bodley) หรือ อาจารย์สตีฟ แห่งมหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตจันทบุรี คือชาวออสเตรเลียที่พูดภาษาไทยชัดแจ๋วจากไวรัลดังบนอินเทอร์เน็ตซึ่งบันทึกโดยฝีมือนิสิต นั่นเป็นชนวนเหตุที่ทำให้เราอยากทำความรู้จักอาจารย์สอนภาษาอังกฤษท่านนี้อย่างมาก

การสนทนาร่วม 3 ชั่วโมงดำเนินด้วยภาษาไทย แน่นอนว่าชัดแจ๋ว ขนาดว่า ร.เรือ กระดกลิ้นแบบถูกต้องไม่มีผิดเพี้ยน แถมด้วยศัพท์แสงที่ไม่ธรรมดา จนเราถึงบางอ้อ เมื่ออาจารย์สตีฟเฉลยว่าอยู่ประเทศไทยมานานราว 30 ปี แม้เริ่มต้นด้วยความคิดที่ไม่อยากมาเยือนประเทศนี้เสียด้วยซ้ำ

Steven Bodley ชาวออสซี่ที่ฝันเป็นครูเพื่อเปลี่ยนสังคม กับ 30 ปีในไทยและบั้นปลายที่จันทบุรี

เขาจับพลัดจับผลูเข้ามาทำงานในประเทศไทยกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, สถาบันฝึกอบรมวิชาการโรงแรมและการท่องเที่ยว (สรท.), มหาวิทยาลัยบูรพา บางแสน และมหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตจันทบุรี ปัจจุบันอาจารย์สตีฟย้ายมาสอนและใช้ชีวิตอยู่ที่จังหวัดจันทบุรีเข้าสู่ปีที่ 5 

ความน่าสนใจ คือ เขาเกิดและเติบโตในชนบทของประเทศออสเตรเลีย มีเพื่อนเป็นไก่ เป็ด แมว บางทีก็หนังสือและต้นไม้ เขามีความฝันว่าอยากเป็น ‘ครู’ เป็นครูเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้สังคม เป็นครูเพื่อช่วยเหลือคนด้อยโอกาสให้หลุดพ้นจากกรงขังแสนคับแคบ ดังเช่นเรื่องราวชีวิตของเขาในวัยเด็ก

Steven Bodley ชาวออสซี่ที่ฝันเป็นครูเพื่อเปลี่ยนสังคม กับ 30 ปีในไทยและบั้นปลายที่จันทบุรี

ภายในหน้าต่างออนไลน์ตรงหน้า ชายตาน้ำข้าวท่าทางใจดีสวมเสื้อม่อฮ่อมสีซีด พร้อมด้วย ‘มุทิตา’ แมวหญิงสีดำขลับ แววตาสีฟ้าเขียว ที่เจ้าของบอกว่าเป็นแมวแปลก เกลียดแมว รักหมา และไม่กลัวคน นั่งอยู่บนตักและคลอเคลียไม่ห่าง สตีเฟ่นยินดีแบ่งปันเรื่องราวของเขาตั้งแต่ยังเยาว์ เยือนไทยครั้งแรก อาชีพครูตามฝัน เรียนภาษาไทย จนกระทั่งการตัดสินใจดำเนินชีวิตบั้นปลายในจังหวัดจันทบุรี 

เด็กบ้านนอกจากออสเตรเลีย

สตีเฟ่นเป็นลูกหลง ในวันที่เขาอายุครบ 1 ขวบ ก็มีอายุห่างจากพี่สาวคนแรกและพี่สาวคนที่สอง 16 ปี และ 14 ปี ตามลำดับ แถมเขายังกลายเป็นน้า โดยมีหลาน ๆ อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน

“ครอบครัวผมผู้หญิงเป็นใหญ่ ผู้ชายเป็นรอง ผู้หญิงขับเคลื่อน ผู้ชายทำกับข้าว”

การเติบโตมาในครอบครัวที่ผู้หญิงเป็นใหญ่ สอนอะไรคุณบ้าง – เราถาม

“เยอะมาก ผมกล้าแสดงออก ไม่อายที่จะพูดว่าผมร้องไห้เป็น มันทำให้ผมเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากกว่าเดิม ผมเคารพนับถือผู้หญิงมาก ๆ และเคยเขียนวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับทฤษฎีสิทธิสตรีกับการนำไปประยุกต์ใช้กับผู้ชาย ผมนี่เป็นเฟมินิสต์ตัวดุเลยครับ” สตีเฟ่นเล่าด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ

เด็กหนุ่มเติบโตมาอย่างเดียวดายทว่าเด็ดเดี่ยว เพราะพี่สาวทั้งสองคนย้ายออกจากบ้านไปอยู่กับครอบครัวตั้งแต่เขาอายุ 4 ขวบ พ่อแม่จำเป็นต้องออกไปทำงานเลี้ยงชีพ หลังเลิกเรียนสตีเฟ่นใช้เวลาอยู่กับตัวเองเป็นหลัก หุงหาอาหารด้วยตัวเอง มีบัดดี้เป็นแมว ไก่ เป็ด บางทีก็ต้นไม้

“บ้านผมยากจนนะ พ่อเป็นเทศกิจ แม่เป็นพนักงานขายของในร้านชำ ผมมั่นใจว่าถ้าพ่อไม่เลี้ยงวัว ไม่เลี้ยงไก่ ไม่ตกปลา บางทีเราก็ไม่มีกิน ส่วนหมู่บ้านที่ผมอยู่ไม่มีอะไรเลย ไม่มีรถไฟ ไม่มีรถเมล์

“ไม่มีแม้แต่ความหวัง” เขาเปรยถึง ‘บ้านเกิด’ ในชนบทของประเทศออสเตรเลีย

“มันบ้านนอกมาก ๆ เป็นสังคมการเกษตร มีประชากรแค่ 600 คน คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่ย้ายออกและทิ้งบ้านให้ร้าง เพราะอยู่ที่นี่เขาไม่มีอนาคต ส่วนเด็กในชั้นเรียนเดียวกันกับผมก็มีไม่ถึง 20 คน กระจัดกระจายกันตามฟาร์ม ซึ่งสิ่งที่ทำให้ผมเอาตัวรอดจากตรงนั้นมาได้คือหนังสือ”

Steven Bodley ชาวออสซี่ที่ฝันเป็นครูเพื่อเปลี่ยนสังคม กับ 30 ปีในไทยและบั้นปลายที่จันทบุรี
Steven Bodley ชาวออสซี่ที่ฝันเป็นครูเพื่อเปลี่ยนสังคม กับ 30 ปีในไทยและบั้นปลายที่จันทบุรี

หนังสือเป็นเพื่อน เป็นประตู และเป็นความวิเศษที่โลกใบนี้มอบให้เด็กชายสตีเฟ่น

“หนังสือทำให้ผมท่องโลกกว้าง ท่องจักรวาล ผมได้อ่านเรื่องชีวิตสมัยก่อนของคนในอังกฤษ อ่านเรื่องชีวิตของคนในมหานครนิวยอร์ก มันเหมือนผมมีปีก ปีกที่ทำให้ผมบินออกจากกรงและสังคมแคบ ๆ ในหมู่บ้านยากจน ผมใช้จินตนาการเดินทางทะลุมิติและข้ามเวลาไปอยู่ในโลกของหนังสือเล่มนั้น 

“ผมอยากทำให้คนอื่นบินได้ด้วยหนังสือเช่นเดียวกันกับผม และผมรู้นะว่ารัฐบาลออสเตรเลียมองหมู่บ้านผมและผมเป็นคนด้อยโอกาส มันผิดนะ ในเมื่อเรามีการศึกษา เรามีหนังสือ เรามีความรู้เป็นอาวุธ เท่ากับว่าเราไม่ได้ด้อยโอกาส เพราะเรามองเห็นความจริงของสถานการณ์ เราวิเคราะห์และหาหนทางออกได้ ผมกลับมองว่าส่วนหนึ่งของความด้อยโอกาสและความยากไร้เกิดขึ้นเพียงแค่ทัศนคติ

“ซึ่งผมเห็นหนทางที่จะช่วยผู้อื่นไม่ให้ด้อยโอกาสเหมือนผม นั่นคือการเป็น ‘ครู’ มันเป็นโอกาสที่จะช่วยให้คนอื่น ๆ ไม่ต้องติดอยู่ในกรง” นี่คือจุดเริ่มต้นความฝันของเด็กชายสตีเฟ่นในวัยเยาว์

แม้คะแนนสอบเอนทรานซ์ของสตีเฟ่นจะยื่นเรียนแพทยศาสตร์ได้สบายบรื๋อ แต่เขาส่ายหัว

เพราะหัวใจทั้งดวงเขามอบให้กับวิชาชีพ ‘ครู’ ไปเรียบร้อยแล้ว

มาทัศนศึกษาประเทศไทย

สตีเฟ่นและคณะเพื่อนมาประเทศไทยครั้งแรก ด้วยทริปทัศนศึกษาสมัยเรียนปริญญาตรี

“พูดตรง ๆ นะ ใจไม่ค่อยอยากมา” เขาเปรยพร้อมรอยยิ้มน้อย ๆ 

“แต่อาจารย์คะยั้นคะยอ ตื๊อจนผมยอม พอมาแล้วก็ชอบมาก ที่ยั่วใจที่สุดคือ พอไปอยู่ชนบทในเมืองไทย ทำไมมันเหมือนชนบทที่บ้านจัง ทั้ง ๆ ที่ต่างทวีป ต่างวัฒนธรรม ต่างเผ่าพันธุ์ ทุกสิ่งก็น่าจะต่างกัน แต่มันเหมือนกันจนน่าตกใจ นั่นเลยจุดประกายไฟให้ผมสนใจวัฒนธรรมและสังคมไทย

“ผมสำเร็จการศึกษาแล้ว ก็ทำงาน เก็บตังค์ ช่วงนั้นเศรษฐกิจในออสเตรเลียไม่ค่อยดี เพื่อนสนิทในไทยเขาบอกว่าเศรษฐกิจไทยดีอยู่ค่า เชิญมาทำงานที่นี่ค่า ผมคิดว่าไม่เลวนะ ก็เลยมา ลองดู”

Steven Bodley ชาวออสซี่ที่ฝันเป็นครูเพื่อเปลี่ยนสังคม กับ 30 ปีในไทยและบั้นปลายที่จันทบุรี

เขาเริ่มต้นอาชีพแรกในสยามเมืองยิ้มด้วยการทำงานกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพราะเคยเป็นมัคคุเทศก์และบังเอิญว่าบ้านเกิดของเขาอยู่ในภูมิภาคที่โด่งดังเรื่องการท่องเที่ยวระดับโลก ทำให้เขาข้องเกี่ยวกับภาษา การแปล การท่องเที่ยว วัฒนธรรมและสังคม มาโดยตลอด

ถนนสายอาชีพพาเขาเดินทางมาปักหลักที่จังหวัดชลบุรี เริ่มต้นอาชีพที่สองกับสถาบันฝึกอบรมวิชาการโรงแรมและการท่องเที่ยว (สรท.) หลังจากนั้น 4 ปี เขาก็กลายมาเป็น ‘ครู’ วิชาชีพที่เขาใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็กที่มหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี และมหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตจันทบุรี

จนเป็นครูสอนภาษาอังกฤษให้คนไทย

แล้วสอนอะไร – เราสงสัย คงพอจะเดาออกว่าหนีไม่พ้นวิชาภาษาอังกฤษเป็นแน่

“ผมเป็นอาจารย์เก็บตกครับ” เขาไม่รอให้ฉงนนาน “หมายความว่าวิชาไหนไม่มีคนอยากสอน ผมต้องสอน เช่น วิชาการพูด-ฟัง วิชาการแปล วิชาการล่าม ซึ่งผมไม่ชอบการแปลเท่าไหร่ แต่ด้วยเหตุจำเป็นทำให้ผมต้องสอน การที่ผมตั้งใจรับรู้ภาษาไทยทำให้ผมเป็นทรัพยากรสำคัญในวิชาการแปล ยิ่งสอนคู่กับอาจารย์คนไทยที่เรียนด้านวรรณกรรม ฟินเวอร์ ช่วยกันคิดภาษา ช่วยกันเกลา มันดี”

Steven Bodley ชาวออสซี่ที่ฝันเป็นครูเพื่อเปลี่ยนสังคม กับ 30 ปีในไทยและบั้นปลายที่จันทบุรี

อาจารย์สตีฟสอนวิชาเก็บตกเป็นเวลามากกว่า 20 ปีในวิทยาเขตบางแสน 

เมื่อย้ายมาวิทยาเขตจันทบุรี ก็ยังสอนวิชาเก็บตกอยู่หรือไม่ – เราสงสัย ครั้งที่สอง 

“Yes! ตอบสั้น ๆ ง่าย ๆ ครับ” เป็นคำตอบที่มาพร้อมเสียงหัวเราะ 

“ผมสอนในสาขาวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารเชิงธุรกิจ มุ่งเน้นภาษาอังกฤษ แต่เนื้อความเป็นเชิงธุรกิจ นี่เป็นความต้องการของคนในละแวกนี้ ทางมหาวิทยาลัยทำการสำรวจระยอง จันทบุรี สระแก้ว ตราด ปราจีนบุรี ว่าเขามีความต้องการใช้ภาษาอังกฤษอย่างไร ซึ่งเขาต้องการรู้ภาษาอังกฤษเพื่อธุรกิจ การสอนก็จะยกตัวอย่างเกี่ยวกับการเกษตรค่อนข้างเยอะ การท่องเที่ยวเชิงทะเล เชิงอาหาร 

“ที่นี่ปรับหลักสูตรทุก 4 ปี เรากำลังจะมีวิชาหนึ่งที่มีแต่ผมสอนได้ นั่นคือวิชาล่าม วิชานี้เกิดขึ้น เพราะหลังจากนิสิตฝึกงานและสำเร็จการศึกษาจนออกไปทำงาน อาจารย์มีหน้าที่ออกไปติดตามผลแล้วก็ขอคำแนะนำมาปรับปรุงหลักสูตร มีฟีดแบ็กค่อนข้างหนักจากภาคอุตสาหกรรมในระยอง ชลบุรี กรุงเทพฯ ว่าต้องการคนที่ทำล่ามเป็น ทุกคนในที่ประชุมก็หันหน้ามามองผม (หัวเราะ) ก็ได้วะ!

“ผมถึงเรียกว่าวิชาเก็บตก ผมยินดีครับ ถ้าทำให้เด็กผมเก่ง ผมทำ และการทำงานกับมหาวิทยาลัยขนาดเล็ก มันดีมาก ๆ วิทยาเขตจันทบุรีไม่ใหญ่เหมือนบางแสน เราทำงานเป็นทีมที่แน่นแฟ้นมาก เรารู้จักชื่อเด็กทุกคน สิ่งที่ผมภูมิใจมาก คือ วิทยาเขตของเราเด็กพิเศษมาอยู่เยอะมาก เรามีนิสิตในกลุ่ม LGBTI เยอะ มีนิสิตที่เป็นออทิสติก มีนิสิตที่เป็นโรคซึมเศร้า ผมภูมิใจที่เขากล้ามาอยู่กับเราและไว้ใจเรา”

อยากเป็นครูเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม

“ตอนเริ่มเรียนมหาวิทยาลัย ผมเห็นว่าการศึกษาเป็นเครื่องมือที่เปลี่ยนแปลงสังคมได้

“และการเป็นครู ก็เหมือนผมมีบทบาทลับ ๆ ผมไม่ใช่นักการเมืองหน้าใหญ่ที่ต้องออกมาชี้ทางนโยบาย ผมเพียงแต่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลัง แล้วค่อย ๆ แนะแนวทางให้ศิษย์ และผมสำนึกตลอดเวลาที่สอนอยู่ในห้องเรียน สิ่งที่ผมพูด สิ่งที่ผมทำ มันคือสิ่งที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสังคมได้ในอนาคต”

เป้าหมายใหญ่ของการเป็นครูคือการเปลี่ยนแปลงสังคม – เราทวนความคิด

“ถูกครับ เพราะสังคมที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง คือสังคมที่ตายไปแล้ว” – เขาตอบทันที

Steven Bodley ชาวออสซี่ที่ฝันเป็นครูเพื่อเปลี่ยนสังคม กับ 30 ปีในไทยและบั้นปลายที่จันทบุรี

จากที่อยู่ไทยมาเกือบ 30 ปี อาจารย์สตีฟคิดว่าสังคมไทยต้องเปลี่ยนแปลงอย่างไรให้ดีขึ้น

“เหนื่อยใจ” (ทำท่าปาดเหงื่อ) “ผมไม่อยากให้คนไทยทิ้งกำพืด การที่เมืองไทยเป็นเมืองเกษตร สำคัญมาก อย่าทิ้งการเกษตร และอย่าคิดว่าการพัฒนาเท่ากับความร่ำรวย ผมยอมรับว่าเงินมันอำนวยความสะดวกได้หลายสิ่ง แต่เงินไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง ในวันที่เราท้อแท้ เงินมันจะเอื้อมมากอดเรามั้ย เงินมันจะกระซิบข้างหูเรามั้ยว่า รักเธอนะ เงินมันมีประโยชน์ในวงจำกัดมาก ๆ สิ่งที่มีประโยชน์กว่าเงิน คือเพื่อนบ้าน คือคุณพ่อ คุณแม่ คือต้นกะเพราหน้าบ้านที่มีใบให้กินและรักษาดินไว้ให้เรา

“ผมอยากให้คนใส่ใจเรื่องสังคมมากกว่าใส่ใจเรื่องเงินทอง เช่น บ้านผมอยู่ที่อำเภอท่าใหม่ ก่อนหวยออก 2 สัปดาห์ ชาวบ้านบอกว่าเกลียดนายกนักหนาสาหัส แต่พอกลางเดือนกับสิ้นเดือนก็หาเงินเพื่อเขวี้ยงใส่เขาตลอดเวลา ผมว่าคนเราชอบลืมว่าการกระทำของเราเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดสังคม ถ้าเราต้องพัฒนาสังคม ก็จำเป็นต้องพัฒนาคนให้เจริญก้าวหน้า ให้คนมีเหตุมีผลและเห็นอกเห็นใจผู้อื่น 

“ถ้าวันใดสังคมไม่มีความก้าวหน้า คุณนั่นแหละต้องเป็นจุดเปลี่ยน คุณต้องกล้าและมั่นใจพอที่จะเป็นจุดริเริ่มของการเปลี่ยนแปลง โดยให้การเปลี่ยนแปลงมันเกิดขึ้นในตัวคุณก่อน ซึ่งผมไม่ใช่คนโลกสวย แต่ผมเชื่อว่าถ้าคนเราอยากเปลี่ยนโลก ก็เปลี่ยนสิวะ มันอยู่ที่มือของคุณ อยู่ที่การกระทำของคุณ”

เขาเชื่อมั่นเช่นนั้นเสมอมา

จนค้นพบว่า นี่แหละ หัวใจของความเป็นครู

เราถามผู้ประกอบวิชาชีพครูมากว่าค่อนชีวิต ว่าเขายังสนุกกับการเป็น ‘ครู’ อยู่ไหม

“สนุกครับ ถ้าไม่สนุก ผมจะทำไปทำไม เหนื่อย ถ้าผมไม่รักอาชีพครู ผมไม่เป็นหรอก และในความรู้สึกของผม ไม่มีผู้ใดเลือกเป็นครูเพราะอยากรวย อาชีพครูไม่รวยครับ รวยแต่เขือน่ะสิ” หัวเราะ

“มีครั้งหนึ่ง เด็กที่ผมสอนออกเสียง S ท้ายคำไม่ได้ ปีหนึ่งก็ไม่ได้ ปีสองก็ไม่ได้ พอปีสาม ผมขี่มอเตอร์ไซค์กลับบ้าน วันนี้อีน้องไมค์มันออกเสียง S ท้ายคำได้ วันนี้กูพร้อมตาย ชีวิตนี้กูคุ้มแล้ว 

“นี่แหละครับค่าตอบแทนและความสุขที่แท้จริงของครู คือความรู้และความสำเร็จผลของลูกศิษย์ เหมือนผมเป็นพ่อแม่เขา ผมมีส่วนร่วมในการหล่อหลอมเขา นั่นยิ่งทำให้ผมรู้สึกมีคุณค่า มันเป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่นะ ผมว่าเด็ก ๆ เขาไม่ค่อยรู้ว่าครูส่วนใหญ่รู้สึกแบบนี้” ครูคนนี้เล่าด้วยแววตาภูมิใจ

Steven Bodley ชาวออสซี่ที่ฝันเป็นครูเพื่อเปลี่ยนสังคม กับ 30 ปีในไทยและบั้นปลายที่จันทบุรี
Steven Bodley ชาวออสซี่ที่ฝันเป็นครูเพื่อเปลี่ยนสังคม กับ 30 ปีในไทยและบั้นปลายที่จันทบุรี

ตลอด 30 กว่าปีของการเป็นเรือจ้าง คุณว่าคุณค่าของความเป็น ‘ครู’ คืออะไร

“ศักดิ์ศรีครับ ผมเป็นครูด้วยใจ ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจและหวังดี ซึ่งก่อให้เกิดการเข้าใจคุณค่าในตัวเอง ผมไม่สนใจเกียรตินะ ใครมาชี้หน้าด่าผม ผมจะมองหน้าแล้วบอกว่า ครับ ใครจะชื่นชมว่าผมดี คำชื่นชมยกย่อง ผมแดกไม่อิ่ม แต่การที่ผมรู้แก่ใจว่าผมรักนิสิต ผมทำให้เขาก้าวหน้า นั่นคือศักดิ์ศรีของผม”

เรารู้ว่าครูเป็นผู้ให้ ‘ความรู้’ ในทางกลับกัน การเป็นครูทำให้คุณ ‘เรียนรู้’ อะไรบ้าง

“ผมเรียนรู้ถึงคุณค่าของความเป็นระเบียบ เรียนรู้ถึงความเก่ง ความแกร่งของวัยรุ่น เรียนรู้ถึงจรรยาบรรณและศีลธรรมของวัยรุ่น วัยรุ่นมีใจให้ซึ่งกันและกัน ผมได้รับมิตรสหายจากครูด้วยกัน พวกเราเป็นนักรบต่อต้านความโง่และต่อสู้กับความทุจริตในสังคม เหมือนเรากลายเป็นพรรคพวกเดียวกัน”

ซึ่งจำเป็นต้องเรียนภาษาไทย

จากไวรัลที่อาจารย์สตีฟพูดไทยชัดแจ๋วก็อดถามถึงการเรียนภาษาไทยของเขาไม่ได้ การอยู่ไทยจะปาเข้าปีที่ 30 ก็พอตอบข้อสงสัยนั้น แต่ขอถามอีกหน่อยน่า ว่าเริ่มเรียนภาษาไทยตั้งแต่ตอนไหน

“ตอนจำเป็นที่ต้องขึ้นสองแถวและมอเตอร์ไซต์รับจ้าง ความจำเป็นเป็นครูที่ดีที่สุด” เขาเปรย 

“ในเมื่อคุณจำเป็นต้องพูดให้รู้เรื่อง คุณจะพูดรู้เรื่อง วิธีการรับรู้ภาษาคือการใช้แล้ว ใช้เล่า ใช้อีก ใช้ซ้ำ คุณต้องฝึกและเอาภาษามาใช้จริงในชีวิตประจำวัน ผมขออภัยนะครับ แต่ทำไมโสเภณีถึงใช้ภาษาเก่ง เพราะเขาจำเป็นจะต้องพูดรู้เรื่อง ไม่เช่นนั้นเขาหาเงินหาทองไม่ได้ มันก็เหมือนกันนั่นแหละ

“ผมบอกนิสิตเสมอว่าการเรียนภาษาให้เก่งก็เหมือนการปั่นจักรยานให้เป็น ถ้าคุณอ่านหนังสือประวัติความเป็นมาของจักรยาน คุณอ่านหนังสือวิธีการประกอบจักรยาน คุณอ่านนวนิยายเกี่ยวกับการปั่นจักรยาน คุณดูหลักการทฤษฎีการทรงตัวของมนุษย์ คุณไปอ่าน ไปสัมภาษณ์ ไปพูดคุย ไปเก็บตัวอย่างงานวิจัยเกี่ยวกับจักรยานมากแค่ไหน คุณจะปั่นไม่ได้จนกระทั่งคุณแหกตูดนั่งบนอานจักรยาน 

“คุณต้องล้มแล้ว ล้มเล่า ต้องเลือดออก ถึงจะปั่นจักรยานเป็น ภาษาก็เช่นเดียวกัน กว่าคุณจะเก่งภาษาต่างประเทศคุณต้องร้องไห้ ต้องเสียเหงื่อ ต้องเสียเวลา ต้องเจ็บ ไม่เช่นนั้นคุณไม่จำ”

สนทนาภาษาไทยกับ สตีเฟ่น บอดลีย์ ครูสอนภาษาอังกฤษ ถึงชีวิตวัยเด็ก หัวใจของความเป็นครู และชีวิตหลังเกษียณ

แล้วการเรียนภาษาไทยของอาจารย์สตีฟเหมือนการปั่นจักรยานไหม 

“โอ้โห เสียเวลา เสียเหงื่อ เสียเลือด แล้วก็เสียน้ำตาเยอะมาก” – เสียน้ำตาเพราะอะไร

“เพราะมีคนด่า มีคนเข้าใจผิด ผมใช้ภาษาผิด สื่อสารไม่ได้ แต่มันก็ทำให้ผมจำนะเว้ย”

อาจารย์สตีฟก้าวผ่านหยดน้ำตาและหยาดเหงื่อเหล่านั้นมาได้อย่างไร

“ด้วยการต่อสู้สิครับ ไม่มีอะไรบนโลกใบนี้ที่ได้มาฟรีนะลูก แม้แต่ความรักก็ต้องแลกด้วยอะไรบางอย่าง ผมพ้นผ่านด้วยความแกร่ง ความตั้งใจ เช่น วันนี้คนขับสองแถวหัวเราะเยาะเย้ยผมเวลาผมพูดไม่ชัด สัปดาห์หน้า ถ้ากูขึ้นสองแถวมึงนะ มึงไม่มีวันหัวเราะกูอีกต่อไป ครั้งหน้ากูจะพูดถูก ต้องสู้” 

แล้วใครเป็นคนสอนภาษาไทยให้คุณ (รู้ว่าเป็นคำถามพื้นฐานที่สุด แต่ก็อยากรู้อยู่ดี)

“ครูสอนภาษาไทยผมที่ดีที่สุดของผม คือ มอเตอร์ไซค์รับจ้างครับ” – ทำไมคะ

“เขามีเวลาว่างระหว่างรอคิว”

“ผมคุยทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาอยากคุย เพราะเขาเป็นเจ้าของภาษา บางทีเขาถามว่าออสเตรเลียเป็นยังไง ผมก็ต้องพยายามหาคำศัพท์เกี่ยวกับพืชพันธุ์ที่ปลูกในออสเตรเลีย เกี่ยวกับการเกษตรที่พ่อของผมทำ เกี่ยวกับภูมิอากาศ สภาพอากาศ เศรษฐกิจ การปกครอง เขาถาม ผมก็ต้องหาคำตอบ บางทีดึกดื่นก็นั่งคุยกับคุณยาม บางทีนั่งสองแถวไปทำงาน เห็นคุณป้าหน้าตาใจดีนั่งตรงกันข้ามก็ชวนกันคุย 

“แม่ค้าที่ตลาดก็ใจดีนะ ผมไปเดินตลาดวัดกลาง จังหวัดชลบุรี หยิบมังคุดขึ้นมา ถามเขาว่านี่เรียกว่าอะไร เขาก็ตอบว่า ‘มังคุด’ – มังคุด ฉันพูดถูกมั้ยจ๊ะพี่ ขอซื้อหนึ่งกิโลครับ พอนั่งสองแถวกลับบ้าน ผมก็หยิบมังคุดขึ้นมา แล้วก็ท่องว่า มังคุด มังคุด มังคุด หอมหวาน เนื้อขาว ผมต้องหาเรื่องคุยเกี่ยวกับมังคุด ต้องใช้คำว่ามังคุดให้เป็น แล้วก็ยั่วยุให้คนอื่นอยากจะพูดเรื่องมังคุดด้วย เพื่อผมจะได้จำ

“สิ่งสำคัญคือแอตติจูด ถ้ามีทัศนคติที่ดีต่อภาษา จะยิ่งเป็นแรงบันดาลใจและแรงกระตุ้น”

หัวใจหลักของภาษาคือการใช้ซ้ำและใช้จริง อาจารย์สตีฟบอกเราว่า ตอนเป็นเด็กคุณรับภาษาไทยมาเยี่ยงไร ก็จงรับภาษาอังกฤษเยี่ยงนั้น แล้วคุณจะเก่งภาษาอังกฤษเท่าเทียมกับภาษาไทย 

สนทนาภาษาไทยกับ สตีเฟ่น บอดลีย์ ครูสอนภาษาอังกฤษ ถึงชีวิตวัยเด็ก หัวใจของความเป็นครู และชีวิตหลังเกษียณ

พอพูดกันด้วยภาษาไทยแล้วยิ่งมันปาก ซึ่งอาจารย์สตีฟก็เห็นพ้องกับเรา 

“ภาษาไทยเป็นภาษาที่สนุก ๆ จริงนะ เป็นภาษาที่พร้อมจะหาเรื่องทะลึ่งมาแทรกตลอดเวลา แต่มีหนึ่งสิ่งที่ทำให้ผมเกือบยอมแพ้ต่อภาษาไทยคือคำศัพท์ ภาษาไทยคำศัพท์มันเยอะฉิบหายเลย 

“สำหรับคนอ้วนอย่างผม คำว่ากินเป็นคำที่สำคัญ มีครั้งหนึ่งมอเตอร์ไซต์รับจ้างถามผมว่า ‘จารย์แดกข้าวกันมั้ย’ ผมก็นึกว่าฟังผิด ‘อะไรแตกนะครับพี่ จานแตกหรอ’ เขาบอกว่า ‘ไม่ใช่แตก แดก’

“ถึงมารู้ว่าแดกแปลว่ากิน เขาบอกว่าพูดแดกแล้วมันสะใจกว่า พอผมรู้จักคำว่ากิน คำว่าแดก ยังโดนคำว่าทานอีก ยังมีรับประทาน เสวย ฉัน ยัดห่า ฟัด ฟาด สวาปาม มันเยอะมาก เหนื่อยนะ

“ตอนนี้เริ่มติดภาษาตะวันออก อย่างคำว่า อร่อยเหาะ แปลว่า อร่อยจัง หรือคำว่า เต็มเช่ด แปลว่า เต็มไปหมดเลย, จะนั่งสองแถวก็ไม่ได้ เต็มเช่ด แล้วมีบางคำที่นิสิตสอน เช่น อยู่ แปลว่า ไม่ได้ ถ้าพูดว่า ได้อยู่ ก็แปลว่า ไม่ได้” อาจารย์สตีฟเล่าด้วยอารมณ์ขัน พร้อมยกสถานการณ์ที่เอาไปใช้จริง

และความเป็นไทยสอนให้รู้ว่า

“ในภาพรวม ผมมองว่าวัฒนธรรมไทย สังคมไทย สอนคนให้เคารพกัน ผมค่อนข้างชอบยกมือไหว้นะ และความเป็นไทยสอนให้คนมีความเกรงใจ บางทีเกรงใจก็ดี บางทีเกรงใจมากเกินไปก็ไม่ดี แล้วก็สอนคนให้เป็นมิตร ต้อนรับเก่ง ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมประเทศไทยติดอันดับการท่องเที่ยวของโลก 

“อีกอย่างคนไทยพร้อมที่จะสนุกสนานเฮฮาตลอดเวลา จิตใจกว้างไม่รังเกียจใครง่าย ๆ ในแง่ลบก็มีนะ สังคมและวัฒนธรรมไทยอาจจะสอนคนไทยให้ขี้อิจฉา สอนคนไทยให้หน้าใหญ่เกินไปหน่อย คนไทยจะสนใจหน้าตัวเองมากเกินไป และขี้ดราม่าเกินไปหน่อยด้วย ชอบเอาเรื่องเล็กมาเป็นเรื่องใหญ่ เหมือนว่าคนไทยพร้อมจะถือสาตลอด จะถืออะไรกันนักหนา ไม่หนักเหรอครับ (หัวเราะ) 

“บางทีคนไทยขี้น้อยใจ แล้วก็เชื่อคนง่ายเกินไป ควรเข้มแข็งกว่านี้หน่อยหนึ่ง อย่าไปบ้าเห่อนอก บ้าเห่อฝรั่ง อย่าไปคิดว่าโลกตะวันตกมันดีทุกอย่าง ทำไมมองไม่เห็นสิ่งดี ๆ ในบ้านตัวเองบ้าง 

“ที่เห็นบ่อยเลย คือ ผู้ใหญ่ชอบพูดว่าโลกตะวันตกดี อเมริกามันเลิศ เมืองไทยต้องไปทางนี้, ทำไมอะ เพราะอะไร เมืองไทยเป็นแบบไทย ๆ ก็ดีอยู่แล้ว ทำไมต้องไปทำเหมือนโลกตะวันตก ทำไมต้องทำตัวเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ วะ ฝรั่งตดที่ไหน คนไทยไม่ต้องสูดลึก ๆ หรอก ผมไม่ชอบ มันย้อนแย้งในตัวเองนะ เช่น ผู้ใหญ่ชอบดูถูกไทย ชื่นชมฝรั่ง พอวัยรุ่นแต่งตัว ใส่ไนกี้ ผู้ใหญ่ก็ว่า แล้วใครกันมาพูดให้วัยรุ่นไม่สนใจความเป็นไทย คุณนั่นแหละ คำพูดของคุณเป็นสิ่งที่ทำให้วัยรุ่นไม่เห็นคุณค่าของความเป็นไทย”

ส่วนบั้นปลายชีวิตขออยู่ที่ ‘จันทบุรี’

อาจารย์สตีฟยอมรับกับเราว่าเขาคือ ‘เด็กชล’ ยังคิดถึงอาหารรสอร่อยและเพื่อนพ้อง เราชวนคนวัย 54 คุยถึงแผนเกษียณ เขาว่าถ้าวันใดคนไทยเก่งภาษาอังกฤษทั้งประเทศ อาจารย์ท่านนี้คงหมดหน้าที่ และขอลาสิกขาไปบวชเป็นพระ ละทางโลก ไม่ข้องเกี่ยวฆราวาส แต่ไม่ละทิ้งความเป็นครูอย่างแน่นอน

สนทนาภาษาไทยกับ สตีเฟ่น บอดลีย์ ครูสอนภาษาอังกฤษ ถึงชีวิตวัยเด็ก หัวใจของความเป็นครู และชีวิตหลังเกษียณ

“ผมอยากบวชนะครับ เคยติดต่อวัดในจังหวัดชลบุรี คุยกับเจ้าอาวาสแล้ว เจ้าอาวาสยินดีต้อนรับแต่ท่านถามว่า โยมเคยคิดมั้ยว่าการเป็นครู เป็นการทำงานและทำบุญในเวลาเดียวกัน โยมควรพิจารณาว่าการที่โยมลางานมาบวชพระ จะเป็นการละเลยนิสิตหรือเปล่า, มันโดนใจผมนะ ผมสะดุ้งเลย 

“เจ้าอาวาสแนะนำว่าถ้าคิดจะบวชหลังเกษียณเห็นจะเป็นสิ่งที่ดีงามกว่า ผมก็เห็นชอบด้วย หลวงพ่อมีเหตุผลที่ดี คนเราจะถือสาอะไรกันหนักหนา เหตุผลของเขาดีกว่าก็ยอมเขาสิ ก็เลยรอเกษียณ

“ภายในชีวิตนี้ ถ้าเป็นไปได้ ผมก็อยากจะมีที่เพาะปลูกในจังหวัดจันทบุรีไว้ปลูกผักสวนครัวอยู่หลังเขา อยู่เงียบ ๆ พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง แค่นี้ผมแฮปปี้แล้ว และผมจะปักหลักอยู่ที่จันทบุรีไปตลอด จะใช้บั้นปลายชีวิตที่นี่ ผมเป็นเด็กบ้านนอก อยู่กับอากาศบริสุทธิ์และอยู่กับธรรมชาติมาโดยตลอด

“อีกอย่างที่นี่มีคนแก่ในหมู่บ้าน ผมมีความสุขเวลาคนแก่มาเด็ดพริก เด็ดผัก มีเด็กหนุ่มเล่นว่าวดุ๊ยดุ่ย บรรยากาศมันชวนให้มีความสุขนะ ส่วนกิจวัตรทุกวันนี้ ผมชอบปลูกต้นไม้มากเลยครับ

“ผมเป็นคนมือเย็น ปลูกดาหลาสองสี ตอนนี้เพิ่งลงฟักทอง มีพวกผักสวนครัว ตะไคร้ ข่า ถัดออกไปอีกมีลำไย เงาะ ทุเรียน มังคุด ชะมวง พริกไทย ต้นพริกไทยโคตรขยันออกผล พริกเต็มสวนเลย เผ็ดจะตายห่าสวนนี้เป็นอะไรไม่รู้ หน้าบ้านมีกล้วยไม้ เฟิร์น บอนสี เจ้าบอนสีมีคนเอามาให้ ก็เลยปลูกให้เขาเห็นทั้ง ๆ ผมที่ไม่ชอบเลย อยากให้เขาเห็นว่าผมไม่ได้ทิ้งนะ” นักปลูกมือเย็นพูดพลางหัวเราะ

สนทนาภาษาไทยกับ สตีเฟ่น บอดลีย์ ครูสอนภาษาอังกฤษ ถึงชีวิตวัยเด็ก หัวใจของความเป็นครู และชีวิตหลังเกษียณ

“แล้วก็เป็นคนชอบทำกับข้าวครับ อาหารที่ผมชอบกิน จะทำไม่อร่อย อาหารที่ผมไม่ชอบกิน ผมทำอร่อย ทำโจ๊กอร่อย มีแต่คนชม ผมไม่ชอบกิน และชาวบ้านฮือฮากันมากเวลาทำผมห่อหมก เขาตื่นเต้นกันมากเลย อะไรกันหนักหนาสาหัสแค่ห่อหมกอะ” เรายิ้มให้กับความน่ารักของคนจันท์ตาน้ำข้าว 

“ถ้ามีเวลาว่าง ผมจะไปซื้อของตามชุมชนเข้มแข็งต่าง ๆ อยากให้เงินเข้าไปถึงชุมชนดี ๆ ไปเป็นกำลังใจให้ชาวบ้าน ‘ขนมอร่อยมากเลยพี่’ ‘พริกไทยเจ้านี้หอมที่สุด’ ให้เขารู้สึกถึงคุณค่าของตัวเอง ผมอยากให้เขามั่นใจในตัวเอง ส่วนผ้าไทยก็ใส่ทุกวัน รักมาก มีหลายเจ้าที่ผมเป็นลูกค้าประจำ

“ผมไปถึงแหล่งเลย ในจังหวัดอุบลฯ จังหวัดสระแก้ว เวลาขับรถในภาคอีสานหรือเจอกี่อยู่ใต้ถุนบ้าน จอดรถเลยครับ ‘คุณน้องใส่ผ้าสวยมากเลย ทอเองหรือเปล๊า’ – ‘คุณแม่ทอค่ะ’ เอ้า คุณแม่อยู่มั้ย ผมอยากให้วัยรุ่นเห็นคุณค่าของสิ่งดี ๆ และ อยากให้เด็ก ๆ เห็นคุณค่าของความเป็นไทย”

อาจารย์สตีเฟ่น บอดเลย์ ไม่เพียงแต่พูดไทยชัดแจ๋ว แต่ชายชาวออสเตรเลียคนนี้เข้าใจสังคม วัฒนธรรม และความเป็นไทยชัดแจ๋วต่างหาก ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่เล่าเรื่องราวความประทับใจตลอด 30 ปีในประเทศไทยด้วยภาษาไทยอย่างฉะฉาน ชัดเจน และสนุกปากดังเช่นการสัมภาษณ์ในครั้งนี้ 

สนทนาภาษาไทยกับ สตีเฟ่น บอดลีย์ ครูสอนภาษาอังกฤษ ถึงชีวิตวัยเด็ก หัวใจของความเป็นครู และชีวิตหลังเกษียณ

แถม
อาจารย์สตีฟเล่าเรื่องภาษาใต้

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

ปริญญา ชัยสิทธิ์

จบอักษรฯ ทำงานสายพัฒนา Digital platform - เชื่อว่าการมีอะไรที่ไม่สมบูรณ์แบบบ้าง เป็นเรื่องน่ารัก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load