มีคืนหนึ่งในเดือนสิงหาคม 2024 ที่คนไทยนับล้านนั่งหน้าจอไปพร้อมกัน
ชายหนุ่มอายุ 23 ปีกำลังยืนอยู่ฝั่งหนึ่งของสนามที่ปอร์ เดอ ลา ชาแปลล์ อารีนา กรุงปารีส ฝั่งตรงข้ามคือ วิคเตอร์ อเซลเซน แชมป์เก่าจากเดนมาร์กที่ยังไม่เคยแพ้เขาในห้าจากหกครั้งที่พบกัน
ผลการแข่งขันจบลงด้วย 11-21 และ 11-21 ชายหนุ่มชาวไทยได้เหรียญเงิน
แต่นั่นไม่ใช่ความพ่ายแพ้ มันคือประวัติศาสตร์ — เหรียญโอลิมปิกจากแบดมินตันเหรียญแรกของประเทศไทย หลังรอมา 32 ปีนับตั้งแต่แบดมินตันถูกบรรจุเข้าโอลิมปิกในปี 1992

เด็กที่ตีเพื่อสุขภาพ
กุลวุฒิ เริ่มต้นเล่นแบดมินตันเมื่ออายุ 7 ปี โดยเริ่มต้นด้วยการตามบิดา ซึ่งเป็นผู้ฝึกสอนแบดมินตันไปที่สนามแบดมินตัน ในช่วงแรกตีแบดมินตันเพื่อความสนุกสนาน และเพื่อรักษาสุขภาพให้แข็งแรงเพราะเป็นโรคภูมิแพ้อากาศ
จุดเริ่มต้นแบบนี้ไม่ได้ฟังดูยิ่งใหญ่ พ่อพาไปสนาม เล่นเพราะสนุก เล่นเพราะหมอบอกให้ออกกำลังกาย ไม่ได้มีความฝันชัดเจนว่าอยากเป็นแชมป์โลก
แต่กุลวุฒิ วิทิตศานต์ หรือ “วิว” เกิดวันที่ 11 พฤษภาคม 2544 เป็นลูกชายของณัฐวัชรและนัฎกนก วิทิตศานต์ มีน้องสาวชื่อสรัลรักษ์ที่เดินตามรอยพี่ชายเข้าสู่วงการแบดมินตันเช่นกัน
เส้นทางจากเด็กตีเพื่อแก้ภูมิแพ้ไปสู่แชมป์โลกใช้เวลาสิบกว่าปี และไม่ใช่เส้นทางที่ตรงเสมอ
แชมป์เยาวชนโลก 3 สมัยซ้อน
ก่อนที่ชื่อกุลวุฒิจะเป็นที่รู้จักในวงการแบดมินตันผู้ใหญ่ เขาสร้างสถิติที่น่าทึ่งในระดับเยาวชนเสียก่อน
เขาคว้าแชมป์เยาวชนโลก 3 สมัยซ้อน ในปี 2017, 2018 และ 2019
สามสมัยติดต่อกัน ในสามปีที่แตกต่างกัน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ — มันคือหลักฐานว่ากุลวุฒิไม่ได้เก่งเฉพาะในปีที่เหมาะสม แต่สามารถรักษาระดับและพัฒนาต่อเนื่อง
นักกีฬาเยาวชนหลายคนที่เก่งในวัยนั้นขึ้นมาสู่ระดับผู้ใหญ่แล้วหายไป แต่กุลวุฒิไม่ใช่ประเภทนั้น

เส้นทางสู่แชมป์โลก
เส้นทางของกุลวุฒิในระดับผู้ใหญ่ไม่ได้โตแบบทันทีทันใด มันค่อยๆ สะสม
ปี 2022 ที่การแข่งขันชิงแชมป์โลกที่โตเกียว กุลวุฒิเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศเป็นครั้งแรก ก่อนแพ้ให้กับวิคเตอร์ อเซลเซน คู่ปรับจากเดนมาร์ก แต่การเข้าชิงครั้งนั้นทำให้เขาก้าวขึ้นมาอยู่ในอันดับโลก 10 อันดับแรกเป็นครั้งแรก
แล้วในปี 2023 ที่โคเปนเฮเกน ทุกอย่างก็มาถึงจุดสูงสุด
วิว กุลวุฒิ วิทิตศานต์ สร้างประวัติศาสตร์เป็นนักแบดมินตันชายเดี่ยวไทยคนแรกที่สามารถคว้าแชมป์ในศึกชิงแชมป์โลกได้สำเร็จ หลังแซงกลับมาเอาชนะ โคได นาราโอกะ คู่ปรับตลอดกาลจากญี่ปุ่น 2-1 เกม
รอบนั้นเริ่มต้นได้ไม่ดี กุลวุฒิแพ้เกมแรก แต่แซงกลับมาชนะสองเกมหลัง นั่นคือลักษณะที่ซ้ำๆ ในการแข่งขันของเขา — ไม่ยอมแพ้แม้จะตามอยู่
ปารีส 2024 — คืนที่ทุกคนรอมา
โอลิมปิก 2024 คือครั้งแรกที่กุลวุฒิได้ลงแข่งในมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก และเขาเข้ามาในฐานะแชมป์โลกคนปัจจุบัน
จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตนักกีฬาของเขาเกิดขึ้นในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน 2024 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส วิว กุลวุฒิ กลายเป็นนักแบดมินตันชายเดี่ยวไทยคนแรกที่ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ และคว้าเหรียญเงินมาครองได้อย่างยิ่งใหญ่
เส้นทางก่อนถึงรอบชิงไม่ง่าย แต่เขาผ่านมาได้ทุกขั้น รวมถึงรอบรองชนะเลิศที่เอาชนะ ลี ซี เจี๋ย จากมาเลเซีย 21-14 และ 21-15 — การชนะที่มั่นใจและชัดเจน
ในรอบชิง เขาพ่ายวิคเตอร์ อเซลเซน ชายที่ไม่มีใครเอาชนะในระดับโอลิมปิกได้ ผลคือ 11-21 และ 11-21
เป็นประวัติศาสตร์ของแบดมินตันไทยในรอบ 32 ปี นับตั้งแต่ถูกบรรจุเข้าไปในโอลิมปิกในปี 1992
เหรียญเงินที่ดูหนักกว่าทอง
สำหรับคนที่ตามแบดมินตันมาตลอด เหรียญเงินของกุลวุฒิมีน้ำหนักมากกว่าตัวเลขบอก
ในโอลิมปิก 32 ปีที่ผ่านมา ไทยมีเหรียญทองแบดมินตันมาแล้ว — แต่ทั้งหมดนั้นมาจากประเภทหญิง รัชนก อินทนนท์, สุเมธ ปาระเทศ, จรัสพงษ์ ตั้งพงษ์ ล้วนเป็นความหวังในยุคต่างๆ แต่ชายเดี่ยวไทยไม่เคยได้เหรียญในโอลิมปิกเลยแม้แต่เหรียญเดียว
กุลวุฒิเปลี่ยนสถิตินั้น และทำมันในโอลิมปิกครั้งแรกของเขา
หลังปารีส — ยังไม่หยุด
ฟอร์มของกุลวุฒิหลังโอลิมปิกไม่ได้ตก ตรงกันข้าม หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็สามารถคว้าแชมป์แบดมินตันชิงแชมป์เอเชีย 2025 ได้สำเร็จ โดยการแข่งขันในครั้งนั้นจัดขึ้นที่กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
แชมป์เอเชียคือการพิสูจน์ว่าเหรียญโอลิมปิกไม่ใช่จุดสูงสุดที่เขาจะหยุดอยู่ แต่เป็นแค่จุดผ่านบนเส้นทางที่ยังดำเนินต่อ
สไตล์การเล่นที่เป็นเอกลักษณ์
สิ่งที่ทำให้กุลวุฒิน่าติดตามในฐานะนักกีฬาไม่ใช่แค่ผลงาน แต่คือวิธีที่เขาเล่น
กุลวุฒิเป็นนักแบดมินตันที่มีทั้งเกมบุกและเกมรับที่สมดุล เขาไม่ได้เน้นสมาชที่ดุดันอย่างเดียว แต่มีเกมเล่นที่หลากหลาย ทั้งหยดสั้น ดึงลึก และตีเฉียง สไตล์การเล่นของเขาถูกวิเคราะห์ว่าค่อยๆ พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ แทนที่จะหยุดนิ่ง
คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล กรรมการโอลิมปิกสากลกล่าวหลังเขาคว้าแชมป์โลกว่า “ฟอร์มการเล่นที่มีการพัฒนามากขึ้นตามลำดับทั้งเกมรับที่เหนียวแน่นอีกทั้งมีเกมบุกที่เฉียบขาดมากขึ้นกว่าเดิม รวมไปถึงจิตใจที่มุ่งมั่นไม่เคยย่อท้อถึงแม้จะต้องเจอกับคู่แข่งที่มีฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยม”
“จิตใจที่มุ่งมั่นไม่เคยย่อท้อ” — นั่นคือสิ่งที่เห็นซ้ำๆ ในการแข่งขันของเขา ทั้งรอบชิงแชมป์โลกที่แซงกลับจากการแพ้เกมแรก และการผ่านรอบต่างๆ ในโอลิมปิก
ชีวิตนอกสนาม
นอกจากการเป็นนักกีฬา กุลวุฒิกำลังศึกษาในระดับปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี และมียศทางการเป็นร้อยตำรวจตรี
เขาสังกัดทีมแบดมินตันบ้านทองหยอด ซึ่งเป็นสโมสรที่ผลิตนักแบดมินตันชั้นนำของไทยมาต่อเนื่อง
น้องสาว สรัลรักษ์ วิทิตศานต์ กำลังเดินตามรอยพี่ชายในวงการแบดมินตันเช่นกัน — ครอบครัวที่พ่อเป็นผู้ฝึกสอน พี่ชายเป็นแชมป์โลก น้องสาวกำลังโตมา นั่นคือสูตรของครอบครัวนักกีฬาที่ไม่ธรรมดา
สิ่งที่กุลวุฒิพิสูจน์
แบดมินตันชายไทยไม่ได้ “อ่อนแอ” หรือ “ตามหลัง” เสมอไป มันแค่ต้องการนักกีฬาที่ใช่ ในเวลาที่ใช่
กุลวุฒิพิสูจน์ว่าไทยสามารถมีนักแบดมินตันชายที่แข่งขันได้ในระดับสูงสุดของโลก ไม่ใช่แค่ผ่านรอบ แต่เข้าชิงและเป็นแชมป์
และวิธีที่เขามาถึงจุดนี้ — ไม่ได้ผ่านเส้นทางตรง ไม่ได้มาจากครอบครัวนักกีฬาดัง ไม่ได้เริ่มจากความฝันที่ยิ่งใหญ่ แต่เริ่มจากการตีเพื่อรักษาโรคภูมิแพ้ — ทำให้มันเป็นเรื่องเล่าที่คนธรรมดาเข้าถึงได้
ก่อนจบ 32 ปีที่รอมา
แบดมินตันถูกบรรจุเข้าโอลิมปิกปี 1992 ทัพไทยส่งนักกีฬาลงแข่งต่อเนื่องมาทุกสมัย
ในปี 2024 นักกีฬาชายอายุ 23 ปีที่เริ่มตีเพื่อแก้ภูมิแพ้ตอนอายุ 7 ขวบ เดินขึ้นมารับเหรียญเงินในฐานะนักแบดมินตันชายเดี่ยวไทยคนแรกที่ได้ยืนบนโพเดียมโอลิมปิก
32 ปีของการรอนั้นสิ้นสุดลง โดยชายที่ชื่อวิว กุลวุฒิ วิทิตศานต์
