The death and life of the great Gotham Metropolis
จุดจบ-จุดเริ่มต้น ของมหานครก็อตแธม

เงามืดดำของตึกสูงระฟ้าซ้อนทับกันอย่างคลุ้มคลั่ง ทอดยาวลงตามตรอกซอกซอย เรียงตัวกันตามเส้นตะแกรงกริดของผังเมือง เมื่อมองจากยอดตึก ซอกซอยเหล่านี้ไม่ต่างอะไรกับการทางเดินในเขาวงกต ที่ไม่รู้ว่าหากเดินตามความมืดลึกเข้าไปเรื่อย ๆ จะมีสิ่งเลวร้ายอะไรเกิดขึ้นบ้าง 

ตำนานเมืองแห่งเงามืดของอาชญากรรมและแก๊งอาชญากรสุดบ้าคลั่ง คือฝันร้ายที่กัดกินความหวังของผู้คนในเมือง

มหานครก็อตแธม (Gotham) เมืองในจักรวาลของดีซีคอมมิค (DC Comics) เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อกว่า 80 ปีที่แล้ว ในหนังสือการ์ตูน Batman No.4 ปี 1940 โดยนักเขียนชื่อ Bill Finger ผู้หวังว่ามันจะช่วยให้ผู้อ่านสร้างภาพในจินตนาการของเมืองร่วมกันได้ โดยเป็นที่รู้กันว่าจุดกำเนิดของอัศวินรัตติกาล เริ่มต้นขึ้นจากโศกนาฏกรรมในตรอกอาชญากรรม การสูญเสียพ่อแม่กระตุ้นให้บรูซ เวย์น ตั้งตัวเป็นศาลเตี้ยต่อกรกับอาชญากรในเมือง

ตลอดเวลาที่ผ่านมา รูปลักษณ์เมืองก็อตแธมเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ผ่านมือนักเขียน ผู้กำกับ นักออกแบบ และนักวาดภาพประกอบฉาก ซึ่งแต่ละยุคสมัย ต่างเสกสรรภูมิทัศน์ของเมืองก็อตแธมขึ้นมาในบริบทและอิทธิพลทางสถาปัตยกรรมในช่วงนั้น กลิ่นอายของเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์กซิตี้ ลอสแอนเจลิส เวสต์ลอนดอน ชิคาโก พิตต์สเบิร์ก โตเกียว ไปจนถึงฮ่องกง คือรากฐานที่นำมาใช้เชื่อมโยงการออกแบบเมืองก็อตแธม

บทความนี้อยากชวนผู้อ่านมาแกะรอยวิวัฒนาการของเมืองนี้ จากกว่า 3 ทศวรรษที่ผ่านมาในยุคของผู้กำกับ Tim Burton (ค.ศ. 1989 – 1992), Joel Schumacher (ค.ศ. 1995 – 1997) และ Christopher Nolan (ค.ศ. 2005 – 2012) จนมาถึงในเวอร์ชันล่าสุดของ Matt Reeves (ค.ศ. 2022) ที่ไม่ว่ารูปลักษณ์ของเมืองจะเปลี่ยนไปมากน้อยเท่าไร สิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่คืออาชญากรรมและความโกลาหล ซึ่งคอยหลอกหลอนชาวเมืองกว่า 12 ล้านคนที่อาศัยอยู่บนเกาะแห่งนี้

Gotham City สถาปัตยกรรมเมืองของแบทแมน ที่เปลี่ยนไปตามความตั้งใจของผู้สร้าง

The City

ผังเมืองก็อตแธมออกแบบขึ้นโดย Eliot R. Brown ในปี 1998 อ้างอิงจากเขตเมืองแมนแฮตตันของนิวยอร์กซิตี้ ลักษณะทางภูมิศาสตร์เป็นเกาะที่มีแม่น้ำ 4 สายล้อมรอบ ตัวเมืองแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก คือ 

Uptown โซนที่ไม่ปรากฏในฉากภาพยนตร์เท่าไหร่

Midtown ใจกลางเมืองที่รายล้อมด้วยตึกสูงมากมาย และเป็นที่ตั้งของธุรกิจในเมืองนี้เกือบทั้งหมด 

และ Downtown ย่านที่มีขนาดใหญ่ที่สุด เป็นศูนย์กลางการเงินของเมือง และมีพื้นที่จำนวนมากที่ยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง 

ส่วนตัวเมืองเชื่อมต่อกับเมืองอื่น ๆ ด้วยสะพานและอุโมงค์ ซึ่งถ้าระเบิดจุดเชื่อมเหล่านั้นออก Gotham ก็จะถูกตัดขาดจากโลกภายนอกไปโดยปริยาย

Gotham City สถาปัตยกรรมเมืองของแบทแมน ที่เปลี่ยนไปตามความตั้งใจของผู้สร้าง
Gotham City สถาปัตยกรรมเมืองของแบทแมน ที่เปลี่ยนไปตามความตั้งใจของผู้สร้าง

01
Tim Burton‘s Gotham City (1989 – 1992)

เมืองก็อตแธมเริ่มเผยให้เห็นถึงเค้าโครงเส้นขอบฟ้า ที่เป็นเอกลักษณ์ของตึกสูงระฟ้าครั้งแรกในภาพวาดของ แฟรงค์ มิลเลอร์ (Frank Miller) ในหนังสือการ์ตูนจากปี 1986 และต่อมา 3 ปีให้หลัง ในช่วงระหว่างปี 1989 – 1992 ในภาพยนตร์ Batman เวอร์ชันผู้กำกับ Tim Burton เอกลักษณ์ของเมืองถูกถ่ายทอดผ่านรูปแบบสถาปัตยกรรมอาร์ตเดโค อาร์ตนูโว และโกธิก โดดเด่นด้วยผนังกำแพงอิฐหนาทึบ ยอดแหลมอันวิจิตรของตัวอาคาร โค้งโครงสร้างและการตกแต่งลวดลายประตูหน้าต่าง องค์ประกอบเหล่านี้บอกเล่าความอันตรายและความน่าสะพรึงกลัวของเมืองได้เป็นอย่างดี

Burton ต้องการสร้างก็อตแธมให้เหมือนกับว่า นรกปะทุขึ้นมาตามท้องถนน และผู้คนต่างใช้ชีวิตกันต่อมาหลังจากนั้น 

จากภาพสเก็ตช์ของ Anton Furst ผู้ออกแบบงานสร้างใน Batman ของ Burton สะท้อนให้เมืองก็อตแธมปกคลุมไปด้วยความมืด รูปทรงสถาปัตยกรรมของตึกอาคารเต็มไปด้วยยอดแหลมและซุ้มประตูแบบโกธิก ตระหง่านอยู่เหนือถนนที่มืดมิด ความดิบของรูปทรงยิ่งถูกขับให้เด่นชัดขึ้นบนเส้นขอบฟ้าในเวลากลางคืน การไม่มีแสงอุปมาอุปมัยถึงเมืองที่ขาดการบำรุงรักษา หรืออาจจะสื่อถึงสภาวะเมืองที่อยู่ภายใต้การบริหารขององค์กรอาชญากรมาเป็นเวลานาน เป็นเมืองที่ปราศจากการวางผังเมือง โดยมีรูปปั้นการ์กอยล์ ซึ่งเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของผู้พิทักษ์ คอยเฝ้ามองและปกป้องชาวเมืองจากยอดตึก

ก็อตแธม สถาปัตยกรรมเมืองของ Batman โดย 4 ผู้กำกับ Tim Burton, Joel Schumacher, Christopher Nolan และ Matt Reeves
ก็อตแธม สถาปัตยกรรมเมืองของ Batman โดย 4 ผู้กำกับ Tim Burton, Joel Schumacher, Christopher Nolan และ Matt Reeves

02
Joel Schumacher’s Gotham City (1995 – 1997)

ต่อมา ความมืด ฟิลเตอร์ดำ ๆ และความขมุกขมัวของเมือง ได้ถูกลดทอนลงไปในเวอร์ชันของ Joel Schumacher ที่ทำร่วมกับนักออกแบบงานสร้างอย่าง Barbara Ling ในช่วง ปี 1995 – 1997 

ในภาคนี้ มีการผสมผสานสไตล์ต่าง ๆ ทางสถาปัตยกรรมและเฉดสีนีออนเหนือจริงสว่างไสวไปทั่วเมือง ทำให้ก็อตแธมมีกลิ่นอายของความแฟนตาซีล้ำยุค แตกต่างจากภาคที่ผ่านมา สถาปัตยกรรมโกธิกถูกทับซ้อนด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมอันบ้าบิ่นแบบ Modern Expressionism เพื่อสื่อสารวิธีคิด ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกประหนึ่งประติมากรรม เช่น ใช้รูปทรงที่บิดเบี้ยว เพื่อสื่อเชิงสัญลักษณ์ถึงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับนวัตกรรมการก่อสร้างแบบใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นใน Claw Island ภาค Batman Forever และตรงกันข้ามกับเวอร์ชันของ Burton โดยสิ้นเชิง 

ก็อตแธม สถาปัตยกรรมเมืองของ Batman โดย 4 ผู้กำกับ Tim Burton, Joel Schumacher, Christopher Nolan และ Matt Reeves

03
Christopher Nolan‘s Gotham City (2005-2012)

เกือบ 1 ทศวรรษต่อมา กว่าไตรภาคของหนัง The Dark Knight โดยผู้กับกำกับชื่อดังอย่าง Christopher Nolan เข้าฉายในช่วงปี 2005 – 2012 ฉากเมืองก็อตแธมในแบบฉบับของเขา ก้าวข้ามรูปลักษณ์ของ 2 เวอร์ชันก่อน ก้าวออกจากสถาปัตยกรรมแฟนตาซีฉูดฉาดในภาคของ Schumacher และความมืดมนของสถาปัตยกรรมโกธิกแบบ Burton มาสู่ความธรรมดาสมจริง โดยใช้สถานที่จริงในเมืองใหญ่ อย่างชิคาโกและมหานครนิวยอร์กในการถ่ายทำ ถือเป็นก้าวสำคัญของเมืองก็อตแธมที่เข้ามาเชื่อมกับโลกภายนอกเป็นครั้งแรก ราวกับว่าก็อตแธมซิตี้นั้น เป็นเมืองที่คุณก็อาศัยอยู่ได้ ซึ่งนั่นสะท้อนให้เห็นว่าอาชญากรรมซ่อนอยู่ใกล้ตัวกว่าที่เราคิด

มากไปกว่านั้น เหตุการณ์จริงในแต่ละยุคก็เหมือนจะถูกสะท้อนเข้าไปอยู่ในฉากภาพยนตร์ของเมืองก็อตแธม สภาพแวดล้อมในเมืองที่ผู้คนหวาดกลัวกับการก่อการร้าย ซึ่งภาพยนตร์ Batman ฉบับของ Nolan นั้นถ่ายทำหลังจากเหตุการณ์ 9/11 ที่ตึก World Trade ถล่มจากการก่อการร้ายในปี 2001 

ความธรรมดาของเมืองก็อตแธมในแบบฉบับ Nolan สร้างความหวาดกลัวและเงามืดให้กับเมืองได้ โดยไม่จำเป็นต้องปรับรูปแบบสถาปัตยกรรมใด ๆ เข้าไป เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยตึกสูงทรงโมเดิร์นร่วมสมัย เรียงตัวกันเป็นเส้นตรง และต่างชี้ขึ้นบนท้องฟ้าอย่างเป็นระเบียบ เป็นก็อตแธมในอุดมคติ ก่อนที่โจ๊กเกอร์จะก่อความโกลาหล 

ความสะอาดสะอ้านและความเจริญของเมืองไม่แตกต่างกับเมืองที่เราใช้ชีวิตปกติทั่วไป แต่ในขณะเดียวกันก็แอบซุกซ่อนความยุ่งเหยิงไว้ในตรอกซอกซอยและชั้นใต้ดินที่เสื่อมโทรม เป็นเมืองดิสโทเปียที่ซ่อนรูปและซับซ้อนอยู่บนความแตกต่างชนชั้น ความสูงของระดับชั้นที่อยู่อาศัย ความมืดและความสว่าง ความชั่วและความดี

ก็อตแธม สถาปัตยกรรมเมืองของ Batman โดย 4 ผู้กำกับ Tim Burton, Joel Schumacher, Christopher Nolan และ Matt Reeves
ก็อตแธม สถาปัตยกรรมเมืองของ Batman โดย 4 ผู้กำกับ Tim Burton, Joel Schumacher, Christopher Nolan และ Matt Reeves

04
Matt Reeves ‘s Gotham City (2022)

ใครจะเชื่อว่าอีกทศวรรษต่อมา ในเดือนมีนาคมปี 2022 เมืองก็อตแธมจะได้เติบโตขึ้นอีกครั้ง ในฉบับของผู้กำกับ Matt Reeves และผู้ออกแบบงานสร้าง James Chinlund ที่นำประวัติศาสตร์ของเมืองอายุกว่า 80 ปี มาประสานกันได้อย่างแปลกประหลาดและสมจริงในคราวเดียวกัน 

เขานำสถาปัตยกรรมโกธิกในเวอร์ชันของ Burton กลับมาใช้ถ่ายทอดสภาพแวดล้อมบ้านเมืองที่ใกล้จะล่มสลาย ถูกความมืดครอบงำ ถนนตรอกซอกซอยเต็มไปด้วยขยะ สิ่งสกปรก และสุสาน มีการผสมผสานสถาปัตยกรรมโมเดิร์นร่วมสมัยในโลกความเป็นจริง อย่างแลนด์มาร์กของเมืองนิวยอร์ก เพื่อสร้างเมืองที่มีกลิ่นอายความเสมือนจริงในรูปแบบเดียวกันกับ Nolan 

ยิ่งไปกว่านั้น ก็อตแธมของ Reeves ยังขับเน้นความขัดแย้งที่น่ามหัศจรรย์ของสถาปัตยกรรม โดยนำรางรถไฟยกระดับ ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งจากภาพร่างในแบบฉบับของ Burton เมื่อ 30 ปีที่แล้ว มาเป็นส่วนหนึ่งในองค์ประกอบของเมืองด้วย ทำให้ในภาคนี้ ผู้ชมมีโอกาสได้เห็นองค์ประกอบสถาปัตยกรรมยุคโกธิกกลมกลืนไปกับสถาปัตยกรรมยุคโมเดิร์น ซึ่งยากที่จะเห็นในโลกแห่งความเป็นจริง เพราะตึกจากช่วงยุคโกธิกส่วนมากถูกทำลายไปในช่วงสงครามโลก

Chinlund ต้องการให้ฉากของเมืองบอกเล่าเรื่องราวทั้งขาขึ้นและขาลง ทั้งช่วงเวลายากลำบากและช่วงเวลารุ่งโรจน์ เมืองที่ผ่านเหตุการณ์ความวุ่นวายมามากมาย โดยมีตึกระฟ้าที่ยังสร้างไม่เสร็จและถูกปล่อยให้รกร้างเป็นจำนวนมาก สลับกับมีโครงการก่อสร้างที่เสร็จสมบูรณ์ ฉากของเมืองบางส่วนเสื่อมโทรม แต่ขณะเดียวกันก็มีตึกสูงระฟ้าเบียดเสียดแออัด ความไร้ระเบียบแบบแผนขององค์ประกอบต่าง ๆ ทำให้รู้ว่าความไม่ปลอดภัยนั้นแทรกซึมอย่างลึกซึ้งในเมืองนี้

ก็อตแธม สถาปัตยกรรมเมืองของ Batman โดย 4 ผู้กำกับ Tim Burton, Joel Schumacher, Christopher Nolan และ Matt Reeves

“ตราบใดที่เขายังทำให้คนเลวรวยต่อไป และทำให้คนดีหวาดกลัว คนดีเช่นพ่อแม่ของคุณที่จะลุกขึ้นต่อต้านกับความอยุติธรรมนั้น พวกเขาจากไปโลกนี้ไปแล้ว ก็อตแธมยังมีความหวังเหลืออยู่ไหม เมื่อคนดีต่างนิ่งเฉยไม่ทำอะไร”

คำคมจากภาพยนตร์ Batman Begins สะท้อนให้เห็นถึงเอฟเฟกต์ลูกโซ่ของเมือง ที่ส่งผลต่อความคิดของชาวเมืองกับคำถามว่า แล้วอะไรเกิดก่อนกัน เมืองหรืออาชญากรรม พระเอกหรือคนร้าย สถาปนิกหรือเมือง

สถาปนิกผู้คลั่งไคล้ศาสนาต้องการวางผังเมืองในอุดมคติ เพื่อวางรากฐานเมืองที่จะสร้างพลเมืองที่มีศีลธรรม ในขณะเดียวกัน ด้วยรูปแบบที่บิดเบี้ยวของเมืองและความเหลื่อมล้ำ ก็ก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรม และปัญหานั้นเป็นจุดกำเนิดของ Batman ผู้พิทักษ์เมือง ซึ่งการคงอยู่ของเขาเป็นตัวดึงดูดและสร้างสุดยอดวายร้ายที่เป็นอันตรายขึ้นมาด้วย

Gotham City จะยังคงเป็นเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่ตลอดเวลา เป็นเมืองที่มีจุดเริ่มต้นและจุดจบวนลูปไปเรื่อย ๆ ในแต่ละเวอร์ชันของภาพยนตร์ล้วนถ่ายทอดรูปแบบของฝันร้าย ความอันตราย ความไม่ปลอดภัย ผ่านองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่แตกต่างออกไปในแต่ละฉบับ 

ท้ายที่สุดแล้ว เป็นไปได้หรือไม่ที่ Gotham City จะเป็นเหมือนกระจกเงาถ่ายทอดความล้มเหลว ความฝัน ความสุข และความโหดร้ายของเมืองในโลกแห่งความเป็นจริง 

เป็นดิสโทเปียที่เราไม่ควรได้สัมผัส 

ข้อมูลอ้างอิง

Writer

Avatar

วีรสุ แซ่แต้

เนิร์ดสถาปนิกสัญชาติไทยที่จบการศึกษาและทำงานอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลงใหลในสถาปัตยกรรมและแสวงหาความหมายของสถาปัตยกรรมที่มีจิตวิญญาณ

Set Design

ทฤษฎีสถาปัตยกรรมในภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องสังคม ความเชื่อ และยุคสมัย

วรรณกรรมเรื่อง ไซอิ๋ว เป็นที่รู้จักกันดีผ่านหนังสือ ภาพยนตร์ ซีรีส์ ไปจนถึงการ์ตูนแอนิเมชัน เรื่องราวของพระถังซัมจั๋งและลูกศิษย์ทั้งสาม ตือโป๊ยก่าย อดีตแม่ทัพบนสวรรค์ เจ้าของวลี “ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์” ซัวเจ๋ง เทวดาตกสวรรค์ที่กลายเป็นปีศาจปลากลับใจ และซุนหงอคง ลิงที่เกิดจากก้อนหินซึ่งได้รับไอฟ้าดินมาเป็นเวลาพัน ๆ ปี ได้ร่วมกันออกเดินทางไปยังชมพูทวีป (อินเดีย) เพื่ออัญเชิญพระไตรปิฎกฉบับออริจินอลกลับสู่แผ่นดินจีน ระหว่างเดินทางทั้งคณะต้องผ่าฟันอุปสรรค การขัดขวางของเหล่ามารปีศาจ และก้าวผ่านเคราะห์กรรมน้อยใหญ่ก่อนจะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ 

สวรรค์ นรก บาดาล การออกแบบฉากในซีรีส์ไซอิ๋ว 1996 ที่สะท้อนความเชื่อพุทธศาสนาแบบจีน

ดังที่ท่าน เขมานันทะ ศิลปินแห่งแห่งชาติ ตีความไว้ในหนังสือ เดินทางไกลกับไซอิ๋ว จาก พ.ศ. 2531 ใจความว่า “การเดินทางแสวงบุญของคณะพระถังซัมจั๋งในวรรณกรรมนั้น เปรียบเหมือนการเดินทางภายในจิตใจของผู้ปฏิบัติธรรม เพื่อมุ่งสู่การหลุดพ้น (นิพพาน) ที่จะต้องพร้อมไปด้วยศีล สมาธิ และปัญญา เปรียบเปรยถึงนิสัยของลูกศิษย์ทั้งสามที่ค่อย ๆ ถูกขัดเกลาผ่านการผจญอุปสรรคจากเหล่าปีศาจ”

ความนิยมของนวนิยายเรื่องนี้การันตีได้จากจำนวนภาพยนตร์และซีรีส์ที่ผลิตออกมาหลากหลายเวอร์ชัน รับบทโดยนักแสดงมากหน้าหลายตา ตั้งแต่ปี 1957 จนถึงปัจจุบัน ถ้าพูดถึงเวอร์ชันที่ตราตรึงในดวงใจของเหล่าเด็กยุค 1990 ที่ต้องนั่งรถกระป๋องซูบารุออกไปเช่าม้วนวีดีโอกลับมาดูแล้วล่ะก็ หนีไม่พ้นฉบับในปี 1996 – 1998 ไซอิ๋ว ศึกเทพอสูรสะท้านฟ้า ภาค 1 และ 2 ของค่าย TVB ฮ่องกง ที่มี เจียง หัว รับบทพระถังซัมจั๋ง และ จาง เหว่ยเจี้ยน รับบทซุนหงอคง

สวรรค์ นรก บาดาล การออกแบบฉากในซีรีส์ไซอิ๋ว 1996 ที่สะท้อนความเชื่อพุทธศาสนาแบบจีน

อิทธิฤทธิ์ของหงอคงนั้นสะท้านไปทั้ง 3 โลก จากนรกภูมิ วังบาดาล พื้นพิภพ ไปจนถึงสรวงสวรรค์ ความคลาสสิกของฉากนรกสวรรค์ที่จินตนาการขึ้นในละคร องค์ประกอบของฉากที่ถ่ายทอดสภาพแวดล้อมตามชุดความเชื่อพุทธนิกายมหายาน เผยให้เห็นการผนวกเข้าด้วยกันของศิลปวัฒนธรรมของชาวจีนและพุทธศาสนาที่แผ่ขยายเข้ามา จากอุปกรณ์ประกอบฉาก แสงไฟ พรรณไม้ เมฆหมอกควัน สถาปัตยกรรม ไปจนถึงเครื่องแต่งกายของเหล่าทวยเทพนางฟ้า เค้าโครงในภาพวาดพุทธจิตรกรรมจีนถูกนำมาใช้ถ่ายทอดสภาพแวดล้อมของอาณาจักรสวรรค์และนรก

สวรรค์ นรก บาดาล การออกแบบฉากในซีรีส์ไซอิ๋ว 1996 ที่สะท้อนความเชื่อพุทธศาสนาแบบจีน

ต้นกำเนิดนวนิยาย ไซอิ๋ว หรือ ซีโหยวจี้ (西遊記) ในภาษาจีนกลาง แปลเป็นภาษาไทยว่า ‘บันทึกการเดินทางสู่ตะวันตก’ ประพันธ์ขึ้นประมาณปี 1590 โดย อู๋ เฉิงเอิน

ผู้เขียนหยิบยกเรื่องราวของบุคคลที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ ปรากฏอยู่ในพงศาวดารจีนช่วง พ.ศ. 1143 – 1207 ซึ่งเป็นช่วงคาบเกี่ยวระหว่างปลายราชวงศ์สุยกับต้นราชวงศ์ถัง นั่นก็คือการเดินทางไปอินเดียอันเป็นแหล่งกำเนิดพระพุทธศาสนาของ สมณะเสวียนจั้ง หรือพระถังซัมจั๋งตามเส้นทางสายไหม (Silk Road) เส้นทางการค้าที่เชื่อมต่อและแลกเปลี่ยนอารยธรรมระหว่างโลกตะวันตก-ตะวันออก

ช่วงเวลาที่พระถังซัมจั๋งเดินทางไปอินเดีย เป็นช่วงที่พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมากในจีน แต่พุทธศาสนาในอินเดียกลับกำลังอิ่มตัวและเสื่อมถอยลง 

สวรรค์ นรก บาดาล การออกแบบฉากในซีรีส์ไซอิ๋ว 1996 ที่สะท้อนความเชื่อพุทธศาสนาแบบจีน
ถ้ำหลงเหมินในเมืองลั่วหยาง

สิ่งปลูกสร้างทางศาสนาบ่งบอกถึงความเลื่อมใสของชาวเมือง และความยิ่งใหญ่ของศาสนาพุทธในยุคสมัยหนึ่ง และเส้นทางสายไหม เส้นทางประวัติศาสตร์ที่เชื่อมต่อผู้คนทั้งสองฝั่งเข้าด้วยกันก็เป็นมากกว่าเส้นทางการค้า ตลอดเส้นทางยังคงหลงเหลือโบราณสถานหลายแห่ง เช่น ‘ถ้ำหลงเหมิน’ ในเมืองลั่วหยาง ศาสนสถานเก่าแก่ซึ่งเป็นบ้านเกิดของพระเสวียนจั้ง เป็นถ้ำพระที่ฝังตัวเข้าไปในภูเขาเป็นแนวยาวกว่า 1 กิโลเมตร มีห้องปฏิบัติธรรมเล็ก ๆ มากมาย โถงสูงมีพระพุทธรูปขนาดใหญ่และเหล่าประติมากรรมหินแกะสลักประดิษฐานกระจายตัวอยู่ตลอดแนวหน้าผา

รวมระยะเวลาเดินทาง 17 ปี จากเมืองฉางอาน (ซีอานในปัจจุบัน) เมืองหลวงในอดีตของจีน สู่นาลันทามหาวิหาร ประเทศอินเดีย ภิกษุเสวียนจั้งนั้นหมายมุ่งจะศึกษาและอัญเชิญพระคัมภีร์ฉบับภาษาสันสกฤตกลับมาแปลเป็นภาษาจีน เพื่อเผยแผ่หลักธรรมคำสอนตามแบบฉบับดั้งเดิมต่อไป ทั้งนี้ก็เพื่อลดปัญหาความแตกแยกและการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายระหว่างคณะเหนือและใต้ อันเนื่องมาจากการตีความหลักธรรมที่มองต่างกัน 

ในช่วงเวลาหนึ่ง พระไตรปิฎกที่อันเชิญมานั้นถูกเก็บรักษาไว้ในเจดีย์ห่านป่าใหญ่ ในวัดต้าฉือเอิน เมืองซีอาน เป็นเจดีย์ทรงเหลี่ยมที่ไต่ระดับไป 7 ชั้น พระถังซัมจั๋งอุทิศตนในการแปลพระคัมภีร์ตลอดชีวิตของท่าน ซึ่งพระคัมภีร์เหล่านั้นมีส่วนสำคัญที่ทำให้พุทธศาสนาเผยแผ่ออกไปกว้างไกลขึ้น

สวรรค์ นรก บาดาล การออกแบบฉากในซีรีส์ไซอิ๋ว 1996 ที่สะท้อนความเชื่อพุทธศาสนาแบบจีน
อารามต้าฉือเอิน (大慈恩寺) และเจดีย์ห่านป่าใหญ่
สวรรค์ นรก บาดาล การออกแบบฉากในซีรีส์ไซอิ๋ว 1996 ที่สะท้อนความเชื่อพุทธศาสนาแบบจีน

แม้ว่าสิ่งที่เหมือนกันระหว่างการเดินทางตามประวัติศาสตร์จริงของพระถังซัมจั๋งกับตามตำนานในวรรณกรรม ไซอิ๋ว มีเพียงการเดินทางไปอินเดีย นอกเหนือจากนั้นคือสิ่งที่ผู้เขียนแต่งเติมขึ้น แต่ในละครก็มีสถานที่จริงบางแห่งปรากฏอยู่ สถานที่แรกคือ เขาฮัวกั่วซาน (花 果 山) ในมณฑลเจียงซู ถ้ำม่านน้ำเขาผลไม้ บ้านเกิดของซุนหงอคงและบริวารวานรลูกหลานของเขา 

ฉากในละครเผยให้เห็นถึงความอุดสมบูรณ์ของป่าไม้ พืชพรรณ และผลไม้ป่านานาชนิดในระบบนิเวศที่ไม่มีมนุษย์อยู่ ฝูงลิงและเห้งเจียอาศัยอยู่ในถ้ำหลังม่านน้ำตก หากลองคิดดู การใช้น้ำตกเป็นประตูก็ช่วยอำพรางตัวจากภัยอันตรายได้ กิจกรรมแต่ละวันภายในถ้ำเน้นไปที่การกินและเล่น จนกระทั่งหงอคงในวัยเด็กตัดสินใจออกทะเลไป เพื่อตามหายาอายุวัฒนะที่จะทำให้เขาอยู่ยงคงกระพัน

ส่องเส้นทางสู่ชมพูทวีปของพระถังซัมจั๋งในชีวิตจริง กับการออกแบบฉากในไซอิ๋วฉบับอมตะที่เด็กยุค 90 จดจำได้ดีในซีรีส์ไซอิ๋ว 1996
โห่วเยี่ยนซาน (火焰山) ภูเขาเปลวเพลิง

‘โห่วเยี่ยนซาน’ (火焰山) ภูเขาเปลวเพลิงแห่งเมืองถูหลู่ฟาน ในเขตปกครองตนเองซินเจียง คือสถานที่ที่ปรากฏทั้งในซีรีส์และในบันทึกการเดินทางของพระถังซัมจั๋ง ภูเขาทะเลทรายสีแดงเพลิง ในฤดูร้อนอาจมีอุณภูมิสูงถึง 40 – 89 องศาเซลเซียส ด้วยลักษณะกายภาพของร่องหินและดินของของภูเขาที่มีหน้าตาคล้ายเปลวเพลิงขนาดใหญ่กำลังแผดเผาอยู่กลางทะเลทรายร้อนระอุ ซากโครงกระดูกบนพื้นทรายเป็นคำเตือนถึงความอันตรายของสถานที่นี้จากผู้ที่เดินทางมาก่อนหน้า 

หากยังจำได้ ฉากภูเขาเปลวเพลิงแห่งนี้ คือหนึ่งในฉากที่เมื่อคณะพระถังเดินมาถึง มีไฟลุกโชนออกมาจากปล่องภูเขาจนร่างกายมนุษย์ไม่มีทางรับไหว ซุนหงอคงจึงรีบออกไปตามหาพัดวิเศษขององค์หญิงพัดเหล็ก พี่น้องร่วมสาบานมาดับไฟ เพื่อให้คณะแสวงบุญเดินทางต่อไปได้ 

เนื่องจากเป็นหนึ่งในสถานที่ถ่ายทำซีรีส์ ปัจจุบันที่นี้จึงได้รับการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำหรับแฟนละครที่อยากมาสัมผัสความร้อนระอุ ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นเศษเสี้ยวความยากลำบากของการเดินทางข้ามทวีปในสมัยนั้น หรือจะมาเยือนเพียงเพื่อถ่ายรูปกับประติมากรรมรูปปั้นคณะเดินทางก็ได้

ส่องเส้นทางสู่ชมพูทวีปของพระถังซัมจั๋งในชีวิตจริง กับการออกแบบฉากในไซอิ๋วฉบับอมตะที่เด็กยุค 90 จดจำได้ดีในซีรีส์ไซอิ๋ว 1996
ส่องเส้นทางสู่ชมพูทวีปของพระถังซัมจั๋งในชีวิตจริง กับการออกแบบฉากในไซอิ๋วฉบับอมตะที่เด็กยุค 90 จดจำได้ดีในซีรีส์ไซอิ๋ว 1996

นอกเหนือจากสถานที่จริงในการถ่ายทำแล้ว เมื่อวิเคราะห์บริบทของการถ่ายทำเมื่อช่วงทศวรรษที่ 90 การสร้างภูมิประเทศในจินตนาการของยมโลก วังบาดาล และสรวงสวรรค์ ถือเป็นต้นฉบับหนึ่งของวงการในการถ่ายทอดสภาพแวดล้อมตามกรอบวัฒนธรรมความเชื่อพุทธ-จีน ราวกับเทพเจ้าในภาพวาดจิตรกรรมนั้นออกมาเคลื่อนไหวเลยก็ว่าได้ ฉากเหล่านั้นถูกสร้างอย่างตรงไปตรงมา โดยอ้างอิงความหมายเชิงสัญลักษณ์ของวัตถุตามความเชื่อทางพุทธศาสนา

ใน ไซอิ๋ว ครั้งหนึ่งเมื่อพญาวานรซุนหงอคงยังขนานนามตนว่าเป็น ‘ฉีเทียนต้าเซิ่ง’ แปลว่า มหาเทพผู้ยิ่งใหญ่เสมอฟ้า และบุกไปอาละวาดในยมโลก ทำลายบัญชีมรณะเพื่อยุติการเวียนว่ายตายเกิด เขาได้ไปป่วนวังบาดาลของเจ้าสมุทรตงไห่ รีดไถเสาค้ำทะเลไปเป็นกระบองวิเศษคู่กาย และแน่นอนว่าเขาได้ขึ้นไปป่วนสรวงสวรรค์ในโถงบัญชาการของเง็กเซียนฮ่องเต้ จนในท้ายที่สุดก็ถูกพระยูไลใช้ฝ่ามือสะกดไว้ใต้ภูเขา 500 ปี

ส่องเส้นทางสู่ชมพูทวีปของพระถังซัมจั๋งในชีวิตจริง กับการออกแบบฉากในไซอิ๋วฉบับอมตะที่เด็กยุค 90 จดจำได้ดีในซีรีส์ไซอิ๋ว 1996

ฉากห้องโถงในยมบาลนั้นมืดมนและน่ากลัว นรกเป็นที่ขังดวงวิญญาณก่อนจะกลับไปเวียนว่ายตายเกิดการใช้หนามแหลมจากเขางอกเขาย้อยภายใน แสดงให้เห็นถึงความทรมานและการชดใช้กรรม สัญลักษณ์ของวงล้อชีวิตที่เก็บบัญชีมรณะ การข้ามสะพาน และการดื่มน้ำชาลืมอดีตชาติ สร้างขึ้นเพื่อสื่อสารถึงหลักการเวียนว่ายตายเกิด และในท้ายที่สุด ไซอิ๋ว ก็ถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางของจิตใจที่แสวงหาความสงบจากความว่างเปล่านั่นเอง 

ต่อมาฉากของวังบาดาล โลกใต้ทะเลแบ่งได้อย่างมีเอกลักษณ์ มีทั้งความมืดของทะเลลึก ความสว่าง หลากสีสันสดใสของปะการัง และสิ่งมีชีวิตในน้ำต่าง ๆ ในเวลาเดียวกัน โลกใต้ทะเลปกครองด้วยพี่น้องพญามังกรเจ้าสมุทรทั้งสี่ ซึ่งปกปักษ์รักษามหาสมุทรทั้ง 4 ทิศตามความเชื่อของชาวจีน

ส่วนฉากสรวงสวรรค์ แสดงถึงพระราชวังที่ยิ่งใหญ่และสง่างาม เมฆและหมอกควันสีขาวที่ลอยไปมา ตัดกับฉากของพระราชวัง ซึ่งฐานตกแต่งด้วยสีทองและสีแดง โดยมีหลังคาหยกสีเขียว 

การออกแบบฉากยังรวมถึงการใช้รูปปั้นและประติมากรรมขนาดใหญ่ แสดงถึงสิ่งมีชีวิตบนท้องฟ้าต่าง ๆ การตกแต่งด้วยลวดลายเชิงสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับเทพปกรณัมและศาสนาของจีน อย่างต้นไม้มงคลทั้งดอกบัว มังกร ต้นโสมพันปี เป็นต้น

ส่องเส้นทางสู่ชมพูทวีปของพระถังซัมจั๋งในชีวิตจริง กับการออกแบบฉากในไซอิ๋วฉบับอมตะที่เด็กยุค 90 จดจำได้ดีในซีรีส์ไซอิ๋ว 1996

แน่นอนว่าสวรรค์ในจินตนาการของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันออกไป ตามความเชื่อทางศาสนาที่หลากหลาย องค์ประกอบและวัตถุที่จินตนาการผ่านความเชื่อเป็นปัจเจก การเชื่อมต่อเชิงสัญลักษณ์ เครื่องประดับตกแต่งในพุทธศาสนา และสถาปัตยกรรมในฉากของ ไซอิ๋ว เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเติมเต็มความหมายเชิงพื้นที่ในจินตนาการของผู้ศรัทธา กล่าวคือ รั้วลายดอกบัวหรือเสาลายมังกรเองก็มีเรื่องราวของพุทธชาดกมากมายที่เกี่ยวข้องกับสัญลักษณ์เหล่านั้น สิ่งที่แฝงในวัตถุศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น ช่วยสร้างพื้นที่ในการสื่อสารระหว่างโลกกายภาพกับโลกผ่านความเชื่อ

เช่นเดียวกับเมื่อวันตรุษจีนมาถึง ประเพณีที่ลูกหลานชาวจีนปฏิบัติกันโดยทั่วไปคือ เผากระดาษเงิน กระดาษทอง เสื้อผ้า รถยนต์ บ้านกระดาษ และสิ่งของต่าง ๆ เพื่อเซ่นไหว้บรรพบุรุษและบุคคลที่ตนรักผู้ล่วงลับ เพื่อให้พวกเขานำไปในชีวิตหลังความตาย ไม่ว่าดวงวิญญาณจะไปอยู่โลกภูมิใด

กระดาษเงิน-กระดาษทอง กลายเป็นวัตถุเชิงลัญลักษณ์ที่เชื่อมต่อความคิดถึงของดวงจิตแม้จะอยู่เหนือโลกทางกายภาพ ในขณะที่เราดูกระดาษเหล่านั้นกำลังมอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน เรากลับค่อย ๆ รู้สึกโล่งใจที่ได้รู้ว่าบรรพบุรุษและบุคคลอันเป็นที่รักของเราจะอยู่กับเราตลอดไปด้วยจิตวิญญาณ คอยช่วยนำทางเราในช่วงเวลานี้ของทุกปี

ข้อมูลอ้างอิงและที่มาภาพประกอบ
  • Lo, Lun-seung director. Journey to the West I & II “西游记”, Lau, Sze-yu, Producer. TVB (Television Broadcasts Limited). , 1996-1998
  • เขมานันทะ. (2531). เดินทางไกลกับไซอิ๋ว (วิเคราะห์ปริศนาธรรมจากมหากาพย์ ไซอิ๋ว). กรุงเทพ: กองทุนวุฒิธรรม เพื่อการศึกษาและการปฏิบัติธรรม.
  • พื้นที่ชีวิต : ตามรอยพระถังซัมจั๋งบนเส้นทางสายไหม ตอน เส้นทางแห่งความหมาย
  • ตำนานเรื่องไซอิ๋ว เปรียบเทียบกับสภาพภูมิศาสตร์ และประวัติศาสตร์ในยุคถังไท่จง
  • www.silpa-mag.com/history/article_39055
  • themindcircle.com

Writer

Avatar

วีรสุ แซ่แต้

เนิร์ดสถาปนิกสัญชาติไทยที่จบการศึกษาและทำงานอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลงใหลในสถาปัตยกรรมและแสวงหาความหมายของสถาปัตยกรรมที่มีจิตวิญญาณ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load