ข่าวที่น่าอับอายที่สุดในโลกฟุตบอลวันนี้มาจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อ FIFA ยืนยันอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 ว่า 10 ใน 11 ชาติสมาชิกอาเซียนได้ลงนามสัญญาลิขสิทธิ์ ถ่ายทอดสด ฟุตบอลโลก 2026 เรียบร้อยแล้ว ทิ้งไว้เพียง “ประเทศไทย” เพียงชาติเดียวที่ยังค้างอยู่บนสนามเจรจาโดยไม่มีคำตอบ ก่อนนัดแรกจะเปิดฉากในวันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายนนี้
หากเหตุการณ์ดำเนินต่อไปเช่นนี้ ประเทศไทยจะกลายเป็นชาติเดียวในอาเซียนที่ประชาชนไม่สามารถรับชม ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 อย่างถูกต้องตามกฎหมายได้ — และนั่นคือตราบาปที่ไม่มีใครอยากแบก
📋 FIFA เปิดรายชื่อ 10 ชาติอาเซียนที่ปิดดีลแล้ว

FIFA ระบุชื่อผู้ถือลิขสิทธิ์ ถ่ายทอดสด ฟุตบอลโลก ในอาเซียนอย่างเป็นทางการดังนี้
- กัมพูชา โดย HANG MEAS VIDEO
- อินโดนีเซีย โดย TVRI Indonesia
- ฟิลิปปินส์ โดย Aleph Group
- สิงคโปร์ โดย Mediacorp
- ติมอร์ เลสเต โดย ETO-TELCO
- เวียดนาม โดย VTV Vietnam Television
- มาเลเซีย โดย Total Sports
- สปป.ลาว โดย Unitel Laos
- บรูไน โดย Radio Television Brunei
- เมียนมา โดย Mytel
ทั้ง 10 ประเทศประกาศพร้อมเปิดจอ ถ่ายทอดสด ฟุตบอลโลก ให้ประชาชนรับชมได้ในนัดแรก — เหลือเพียงไทยเท่านั้นที่ยังไม่มีชื่อในลิสต์
😮 บรูไน-เมียนมา ยังทำได้ แล้วไทยทำไมไม่ได้?
ประเด็นที่เจ็บปวดที่สุดไม่ใช่แค่การที่ไทยยังไม่มีลิขสิทธิ์ ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก แต่คือ “ใคร” ที่ปิดดีลได้ก่อนเรา
บรูไน ประเทศที่มีประชากรเพียงราว 450,000 คน ซึ่งน้อยกว่าประชากรกรุงเทพมหานครหลายเท่า สามารถตกลงลิขสิทธิ์ ถ่ายทอดสด ฟุตบอลโลก กับ FIFA ได้สำเร็จผ่าน Radio Television Brunei รวมถึง เมียนมา ที่กำลังเผชิญวิกฤตการเมืองภายในและมีเศรษฐกิจอยู่ในช่วงยากลำบาก ก็ยังสามารถจับมือกับ Mytel เพื่อให้ประชาชนได้ ถ่ายทอดสด ฟุตบอลโลก ดูได้เช่นกัน
ขณะที่ไทย ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอาเซียน มีประชากรกว่า 67 ล้านคน และมีฐานแฟนบอลมหาศาล กลับยังเจรจาไม่จบ — นี่คือภาพที่สะท้อนปัญหาเชิงระบบของการบริหารจัดการลิขสิทธิ์กีฬาในประเทศได้อย่างชัดเจนที่สุด
💰 ราคาและเวลา 2 ปัจจัยที่ฆ่าดีล
เหตุผลหลักที่ทำให้ไทยยังไม่สามารถมี ถ่ายทอดสด ฟุตบอลโลก นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ รัฐบาลไทยยึดกรอบวงเงินประมาณ 600 ล้านบาทตามฐานที่เคยจ่ายในปี 2022 แต่ FIFA ต้องการมากกว่านั้น ขณะที่ภาคเอกชนก็ยังลังเลเพราะเวลาแข่งขันที่ตกในช่วงตีสาม-ตีสี่ ทำให้รายได้โฆษณาที่คาดหวังได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ล่าสุดมีรายงานว่า JAS หรือ บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล ยังคงเดินหน้าเจรจากับ FIFA อยู่ในฐานะผู้สนใจรายเดียวหลังทรูวิชั่นส์ถอยออกไป โดยบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทยวิเคราะห์ว่าตัวเลขที่ JAS น่าจะจ่ายอยู่ที่ประมาณ 688 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด
📺 หากดีลไม่จบ คนไทยดูได้แค่ทางนี้

หากนัดแรกวันที่ 11 มิถุนายนมาถึงโดยที่ยังไม่มีข้อสรุปเรื่องลิขสิทธิ์ ถ่ายทอดสด ฟุตบอลโลก คนไทยที่ต้องการรับชมอย่างถูกกฎหมายจะเหลือทางเลือกน้อยมาก อาทิ การรับชมผ่านบริการสตรีมมิ่งของต่างประเทศที่มีลิขสิทธิ์อยู่แล้ว เช่น DAZN หรือแพลตฟอร์มของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายและอาจมีข้อจำกัดด้านภูมิศาสตร์
ขณะที่อีกทางเลือกที่น่ากลัวกว่าคือแพลตฟอร์มเถื่อน ซึ่งรัฐบาลเพิ่งออกมาเตือนและสั่งปิดกั้นไปแล้วกว่า 673,699 URLs ก่อนบอลโลก — ยิ่งตอกย้ำว่าการไม่มี ถ่ายทอดสด ฟุตบอลโลก ถูกกฎหมายไม่ได้แก้ปัญหา แต่สร้างปัญหาใหม่ให้ภาครัฐเอง
🇹🇭 ความอับอายที่ไม่ควรเกิดขึ้น
ประเทศไทยมีประวัติศาสตร์ฟุตบอลอันยาวนาน มีแฟนบอลหลายสิบล้านคน และในปีนี้ยังมี “ลิซ่า” ศิลปินสาวชาวไทยขึ้นร้องเพลงในพิธีเปิด ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 อีกด้วย ทุกองค์ประกอบชี้ว่าบอลโลกครั้งนี้มีความหมายพิเศษสำหรับคนไทยมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
แต่หากดีลยังค้างอยู่เช่นนี้ในวันที่ 11 มิถุนายน คนไทยจะต้องนั่งดูเพื่อนบ้านอาเซียนทุกชาติ — ตั้งแต่สิงคโปร์ที่รวยที่สุด ไปจนถึงติมอร์ เลสเต ประเทศที่เพิ่งเกิดไม่นาน — เปิดจอ ถ่ายทอดสดฟุตบอล โลก ได้อย่างสบายใจ ขณะที่เราเป็นเพียงชาติเดียวในภูมิภาคที่นั่งมองด้วยสายตาเปล่า
เวลากำลังหมดลง นาฬิกาเดินไปทุกวินาที และฟุตบอลโลกไม่รอใคร ⚽🇹🇭 อัปเดตข่าวบอลโลกก่อนใครที่นี่
