British Embassy Bangkok x British Council x The Cloud

ปฏิเสธไม่ได้ว่าอังกฤษเป็นประเทศที่มีอิทธิพล เราอ้างอิงข่าวต่างประเทศจาก BBC สำนักข่าวอังกฤษ ผู้นำในประเทศต่างๆ กว่า 50% จบจากอังกฤษ บทสนทนาหลังเลิกงานของหลายคนก็วนเวียนอยู่กับทีมฟุตบอลอังกฤษ

หากอังกฤษขยับตัวอะไร รู้ก่อนได้เปรียบแน่นอน

สัญญาณเงียบในไทยที่บอกว่าทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไป คือสถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย ที่กำลังจะย้ายออกจากพื้นที่ริมถนนวิทยุในอีกไม่นาน 

ในฐานะแขกกลุ่มท้ายๆ ของบ้านกลางกรุงอันอบอุ่นแห่งนี้ เราได้ร่วมกันจินตนาการความเปลี่ยนแปลงนั้นในงาน Talk of the Cloud 03 : UK : Creating Tomorrow ที่จัดโดยสถานเอกอัครราชทูต ร่วมมือกันกับ British Council และ The Cloud

การเสวนาในวันนี้ ทำให้เรามองเห็นการขยับตัวอย่างเงียบๆ แต่ทรงพลังของสหราชอาณาจักร ใน 4 ด้านคือ การจัดการเมือง การศึกษาชั้นอุดมศึกษา การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการทำธุรกิจเพื่อสังคม ฟังแล้วตื่นตาตื่นใจไปหมด ว่าอังกฤษมีอะไรแบบนี้ด้วยเหรอ

ยิ่งกว่านั้น เราพบว่าธีมที่ทั้ง 4 หัวข้อมีร่วมกันคือ การสร้างพลังระดับสากล หมายความว่าความเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดและจบภายในแค่ประเทศของเขาเอง แต่ยังส่งแรงกระเพื่อมไปในระดับโลก และกระทบมาถึงประเทศไทยด้วย

การขยับตัว 4 ด้านของ สหราชอาณาจักร ที่สร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก

ใครที่พลาดโอกาสมาฟังเสวนาไม่ต้องเสียใจ เพราะเราได้บันทึกอนาคตฉบับรวบรัด มาให้อ่านบนหน้าจอต่อไปนี้แล้ว

Future Cities

Margaret Tongue อัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย

อนาคตเป็นเรื่องคาดเดายาก แทบไม่มีใครฟันธงได้ว่าในอีก 30 ปี เมืองจะหน้าตาเป็นอย่างไร แต่ในทางกลับกัน การวางแผนจัดการเมืองจำเป็นต้องทำระยะยาว อย่างน้อยก็ 5 – 10 ปี แล้วถ้าอย่างนี้ จะทำอย่างไร

ท่านอุปทูตตอบด้วยคำว่า ‘Resilient’ หรือ ‘ยืดหยุ่น’

คุณสมบัติของเมืองในอนาคตควรจะยืดหยุ่น หมายถึงต้องเตรียมพร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลงให้รอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านความผันผวนทางเศรษฐกิจ ปัญหาทางภัยธรรมชาติ หรือแม้แต่การเปลี่ยนแปลงด้านวัฒนธรรม

เครื่องมือที่มีในมือ สำหรับใช้จัดการเมืองให้เกิดความยืดหยุ่น คือ เทคโนโลยี ข้อมูล และการวางแผน

การขยับตัว 4 ด้านของ สหราชอาณาจักร ที่สร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก
การขยับตัว 4 ด้านของ สหราชอาณาจักร ที่สร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก

ท่านอุปทูตยกตัวอย่างปัญหาที่ทั้งกรุงเทพฯ และลอนดอนเคยเจอมาคล้ายกัน นั่นคือปัญหาน้ำท่วมใหญ่ของกรุงเทพฯ ในปี 2011 ส่วนของลอนดอนในปี 1953 ตอนนั้นลอนดอนมองเห็นปัญหา แล้วคิดถึงทางออกหลากหลาย เช่นย้ายเมืองหลวงหรือสร้างกำแพงล้อมลอนดอนไว้ จนสุดท้ายก็ตัดสินใจจบที่การสร้าง Thames Barrier กำแพงกั้นน้ำสำหรับยกขึ้นลงได้ตามฤดูน้ำหลาก โดยเฉลี่ยแล้วลอนดอนไม่ได้น้ำท่วมบ่อย และการลงทุนครั้งนี้อาจดูมากเกินพอดี แต่ภาวะโลกร้อนก็เป็นตัวเร่งที่ทำให้ปัญหาอาจเกิดถี่ขึ้น การคิดเผื่อจึงเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้เมืองรับมือได้ในระยะยาว

นอกจากนั้น ลอนดอนยังเพิ่มความยืดหยุ่นให้เมืองด้วยการทำ Open Data หรือการเปิดข้อมูลให้เป็นสาธารณะ ยกตัวอย่างเช่น ข้อมูลการเดินรถเมล์และรถใต้ดินที่รัฐบาลถกเถียงกันอยู่นานมากว่าจะเปิดเป็นสาธารณะดีหรือไม่ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจปล่อยออกมาให้ประชาชนใช้ต่อยอดอย่างอิสระ ข้อดีที่เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมคือ แอปพลิเคชันช่วยเดินทางในลอนดอนกว่า 300 แอป ที่รัฐบาลไม่ต้องลงทุนทำเลย

การขยับตัว 4 ด้านของ สหราชอาณาจักร ที่สร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก

ทางฝั่งกรุงเทพฯ เองก็มีความพยายามที่จะเพิ่มความยืดหยุ่นให้เมือง โดยท่านอุปทูตยกตัวอย่างจากกลุ่ม Porous City Network เบื้องหลังสวนจุฬาฯ 100 ปี และอุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี เพื่อเพิ่มพื้นที่มีรูพรุนให้เมืองกรุงเทพฯ สำหรับรับมือกับน้ำท่วม แน่นอนว่าพื้นที่ไม่ได้ทำให้น้ำไม่ท่วม แต่ช่วยให้น้ำระบายเร็วขึ้น

หรืออีกตัวอย่างที่ท่านอุปทูตประทับใจโดยส่วนตัว คือการนำรูปแบบบ้านไทยเดิมที่มีช่องลมให้อากาศถ่ายเทกลับมาใช้ เป็นตัวช่วยลดการใช้เครื่องปรับอากาศ ภูมิปัญญาเช่นนี้เป็นสิ่งที่ชาวอังกฤษสนใจและอยากเรียนรู้ให้มากขึ้น และนั่นคือสาเหตุหนึ่งที่พวกเขาอยากทำงานร่วมกับหลายประเทศทั่วโลกมากกว่าแค่ทำอยู่ในประเทศตัวเอง

ล่าสุด สหราชอาณาจักรกับไทยมีโครงการสร้างความยืดหยุ่นให้เมืองร่วมกัน นั่นคือ The Prosperity Fund Future Cities Programme ซึ่งทำใน 19 ประเทศ รวมถึงไทย โดยเข้ามาช่วยจัดการเมือง เพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ ทั้งผ่านการทำระบบขนส่งสาธารณะ การวางผังพื้นที่เมือง และการทำให้สาธารณูปโภคพื้นฐานเข้าถึงง่ายขึ้น

Higher Education – The Shape of Things to Come

Andrew Glass ผู้อำนวยการ British Council ประเทศไทย

ผู้ที่อยู่ในตำแหน่งสำคัญๆ ครึ่งหนึ่งของโลก จบการศึกษาจากสหราชอาณาจักร

แม้จะภูมิใจกับข้อเท็จจริงนั้นเพียงใด แต่โลกกำลังเปลี่ยนไป ทั้งในด้านสังคม ด้านเศรษฐกิจ และที่สำคัญคือด้านเทคโนโลยี ปัจจัยเหล่านี้บีบบังคับให้การศึกษาระดับอุดมศึกษาของอังกฤษก็ต้องเปลี่ยนแปลงตามด้วย มิฉะนั้น การศึกษาในอังกฤษก็จะกลายเป็นสิ่งล้าหลังที่ผลิตบุคลากรไม่ตอบโจทย์กับโลกอนาคต

สหราชอาณาจักรรับมือความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ด้วยการเปิดมหาวิทยาลัยให้เป็นสากลขึ้น รับนักศึกษาหลายแสนคนจากทั่วโลกมาเรียนที่อังกฤษ ใช้ความรู้ในมหาวิทยาลัยออกไปต่อยอดให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในชุมชน และแก้ปัญหาระดับโลกผ่านการร่วมมือระหว่างประเทศ 

การขยับตัว 4 ด้านของ สหราชอาณาจักร ที่สร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก

มหาวิทยาลัยอังกฤษมีสัมพันธไมตรีข้ามชาติกับมหาวิทยาลัยทั่วโลกมากมาย แค่ในไทยก็มีมากถึง 22 แห่งแล้ว โดยอังกฤษมองว่าการทำงานร่วมกันเช่นนี้สร้างประโยชน์ให้ทั้งสองฝ่าย ฝ่ายไทยก็ได้เรียนวิชาที่ไม่มีในประเทศตัวเอง มีแต่ในอังกฤษ ส่วนฝ่ายอังกฤษก็ได้ศึกษาความรู้แบบท้องถิ่น และสร้างองค์ความรู้ที่เป็นสากลมากขึ้น ไม่ติดอยู่แค่ในกรอบของอังกฤษเท่านั้นเหมือนกัน

ผู้อำนวยการยกตัวอย่างกิจกรรมที่ทำกับ Food Innopolis ศูนย์นวัตกรรมอาหารระดับนานาชาติในไทย โดย British Council นำผู้เชี่ยวชาญจากอังกฤษเข้ามาช่วยนักวิจัยด้านพฤติกรรมผู้บริโภค เช่นการใส่แว่นที่เก็บข้อมูลสายตา แล้วทดลองเลือกสินค้า เพื่อดูว่าพฤติกรรมการดูบรรจุภัณฑ์ของคนเป็นอย่างไร เป็นการเพิ่มเครื่องมือและศักยภาพนักวิจัยไปพร้อมกัน

การขยับตัว 4 ด้านของ สหราชอาณาจักร ที่สร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก
การขยับตัว 4 ด้านของ สหราชอาณาจักร ที่สร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก

ด้านการแก้ปัญหาระดับโลก ผู้อำนวยการยกตัวอย่างด้วยโปรเจกต์ SCENe ที่มหาวิทยาลัยน็อตติงแฮม ซึ่งเผชิญปัญหาการใช้พลังงานในมหาวิทยาลัย ที่สิ้นเปลืองทั้งทรัพยากรและเงินในกระเป๋าผู้เรียน พวกเขาแก้ไขโดยการวิจัย จนสร้างแบตเตอรีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป เพื่อดูแลทั้งชุมชนด้วยพลังงานที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ และฟาร์มที่หล่อเลี้ยงด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ สำหรับเกษตรกรรมบนหลังคาที่อยู่อาศัย เมื่อเป็นเช่นนี้ ระบบการใช้พลังงานในวิทยาเขตก็จะยั่งยืนมากขึ้น

ส่วนวิธีรับมือแบบสุดท้ายที่ผู้อำนวยการทิ้งไว้ให้คือ การปรับรูปแบบการเรียนการสอน โดยการยก MOOC หรือการทำคอร์สออนไลน์ขึ้นมาเป็นตัวอย่าง ด้วยเครื่องมือนี้ อาจารย์ไม่ต้องบรรยายในห้องเรียนอีกต่อไป และใช้เวลานั้นในคาบพูดคุยถกเถียงได้เต็มที่มากขึ้น นั่นคือสาเหตุที่มหาวิทยาลัยในอังกฤษหลายแห่งเริ่มเปิด MOOC ทั้งเพื่อให้นักศึกษาของตนเรียน และเพื่อกระจายองค์ความรู้ของตัวเองไปสู่โลกด้วย

Crafting Futures

ดร.พัชรวีร์ ตันประวัติ หัวหน้าฝ่ายศิลปะและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ British Council ประเทศไทย

อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ผลิตเงินเข้าประเทศอังกฤษได้ชั่วโมงละ 450 ล้านบาท

หากเลือกคนอังกฤษมา 11 คน จะมี 1 คนเป็นคนในวงการสร้างสรรค์ ซึ่งรวมถึงทั้งโปรแกรมเมอร์ สถาปนิก นักโฆษณา กองบรรณาธิการ หรือแม้แต่นักบัญชีของบริษัทผลิตสื่อ พูดได้เต็มปากว่า คนพวกนี้เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศนี้

ในศตวรรษที่ 21 เศรษฐกิจสร้างสรรค์กลายเป็นของที่ฮอตฮิตกว่าที่เคย ส่วนหนึ่งเพราะมันช่วยแก้โจทย์ยากๆ เช่นปัญหาสังคมผู้สูงอายุ ทรัพยากรธรรมชาติร่อยหรอ และการคืบคลานเข้ามาของเทคโนโลยีได้อย่างดี โดยเฉพาะเศรษฐกิจสร้างสรรค์เชิง ‘Craft’ หรือหัตถกรรม

การขยับตัว 4 ด้านของ สหราชอาณาจักร ที่สร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก

หัตถกรรมในที่นี้ หมายถึงงานทำมือที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น และมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ซึ่งส่วนใหญ่แล้วในสังคมทั่วโลก หัตถกรรมมักเป็นงานของผู้หญิงที่บ้าน การเพิ่มอำนาจให้งานหัตถกรรม จึงเป็นการหยิบเอาพลังลับที่ซ่อนอยู่ในครัวเรือนออกมาใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพ แถมเป็นประเภทงานที่ผู้สูงอายุก็ทำได้ จึงเหมาะกับโลกที่เข้าสู่สังคมวัยชราสุดๆ

ตัวอย่างความคราฟต์อย่างอังกฤษที่ ดร. พัชรวีร์ยกมาคือ Bethany Williams แบรนด์เสื้อผ้าซึ่งใช้ผลิตภัณฑ์ของตัวเองแก้ปัญหาด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม เช่นทำงานร่วมกับเทสโก้และธนาคารอาหาร เพื่อให้ผู้ยากจนนำของเหลือใช้มาแลกอาหาร แล้วแบรนด์ก็ออกแบบเสื้อผ้าจากของเหลือใช้เหล่านั้น เป็นต้น

ส่วนในไทย สหราชอาณาจักรก็เข้ามาร่วมสนับสนุนผ่านทางโครงการ Crafting Futures ของ British Council ตัวอย่างของงานที่ได้ทำก็คือ แพวผ้าฝ้าย แบรนด์ที่นำลายไทลื้อและสีธรรมชาติมาทอเสื้อผ้า จนได้ตัดยูนิฟอร์มให้ธนาคารทั่วไทย และวานีตา สินค้าปักษ์ใต้โดยกลุ่มผู้หญิงที่ได้ผลกระทบจากความรุนแรงชายแดนใต้ (ยังอ่านเรื่องอื่นในโครงการนี้ได้อีกที่ https://readthecloud.co/work/crafting/)

ดร. พัชรวีร์ตบท้ายด้วยการถอดบทเรียนจากการทำงานครั้งนี้ว่า เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ต้องเกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างผู้เชี่ยวชาญและช่างฝีมือท้องถิ่น และต้องคิดไปข้างหน้า ให้หลุดกรอบ แต่ก็ยังรักษาวัฒนธรรมเดิมเอาไว้ด้วย

Social Enterprise

ณัฐพงษ์ จารุวรรณพงศ์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ (สกส.)

ณัฐพงษ์ถอดบทเรียนผ่าน 8 สิ่งที่เขาประทับใจในเพื่อสังคมของสหราชอาณาจักร เผื่อว่าจะนำมาปรับใช้กับประเทศไทยได้บ้าง เรียงตามลำดับดังนี้ 

1. Michael Young คือคนแรกๆ ที่นำการคิดเพื่อสังคมมาใส่ในธุรกิจ และเป็นผู้ที่ผลักดันให้สหราชอาณาจักรช่วงหลังสงครามโลกเป็นรัฐสวัสดิการ หมายถึงรัฐที่มีนโยบายดูแลประชาชนโดยพื้นฐานให้เท่าเทียมกัน รวมถึงตั้ง Institute of Community Studies ซึ่งดูแลองค์กรเพื่อสังคมอยู่กว่า 60 องค์กร เรียกได้ว่าเป็นเจ้าพ่อของวงการธุรกิจเพื่อสังคมทั้งของอังกฤษและของโลกเลย เขามีความเชื่อว่า คำว่า no ไม่ใช่คำปฏิเสธ แต่เป็นคำถาม ว่าจะต้องสร้างวิธีแก้ปัญหาอย่างไร เพื่อให้คำนั้นกลายเป็น yes ซึ่งก็คือที่มาของแนวคิดธุรกิจเพื่อสังคมนั่นเอง

2. THE BIG ISSUE ธุรกิจเพื่อสังคมเจ้าแรกๆ ที่ขายหนังสือพิมพ์ด้วยการให้คนไร้บ้านเป็นตัวแทนขายหนังสือ รวมถึงนำกำไรมาลงทุนต่อให้ธุรกิจเพื่อสังคมทั่วโลก จนกลายเป็นว่าตอนนี้มีธุรกิจอีกกว่า 330 รายที่ธุรกิจนี้สนับสนุนอยู่ และมีธุรกิจอีกมากมายที่นำโมเดลนี้ไปปฏิบัติตาม ในแวดวงธุรกิจเพื่อสังคม THE BIG ISSUE นับเป็นกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนมากๆ

การขยับตัว 4 ด้านของ สหราชอาณาจักร ที่สร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก

3. Social Enterprise UK คือองค์กรที่ทำงานเบื้องหลังเพื่อสนับสนุนแวดวงธุรกิจเพื่อสังคม เช่นการทำวิจัยทุก 2 ปี สำหรับโน้มน้าวว่าทำไมอังกฤษถึงต้องมีธุรกิจเพื่อสังคม

4. Social Enterprise Awards การทำเวทีมอบรางวัลแด่ธุรกิจเพื่อสังคม เป็นทั้งการชื่นชมให้ธุรกิจเหล่านั้นมีกำลังใจก้าวต่อไป และเป็นการแนะนำให้โลกได้รู้จักโมเดลธุรกิจดีๆ สำหรับนำไปปรับใช้ต่อเองได้ด้วย โดยณัฐพงษ์ยกตัวอย่าง 2 ธุรกิจที่เพิ่งได้รับรางวัลไป นั่นคือ Here ธุรกิจโดยบุคลากรทางการแพทย์ ที่พยายามสนับสนุนให้คนรักษาตัวดีจนไม่ต้องมาหาหมอ และ Company Shop Group ผู้ทำซูเปอร์มาร์เก็ตสำหรับคนกลุ่มพิเศษ ที่ต้องเป็นสมาชิกถึงจะซื้อได้ และสินค้าก็จะราคาถูก เพราะเป็นสินค้าใกล้หลุดสต๊อก

5. Nesta องค์กรของรัฐบาลอังกฤษ ที่ทำงานเชิงนโยบาย และทำวิจัยสนับสนุนความดีงามของการทำธุรกิจเพื่อสังคม องค์กรนี้เป็นหนึ่งในองค์กรอีกมากมายของอังกฤษที่ตั้งมาเพื่อสร้างระบบนิเวศดีๆ ให้ธุรกิจเพื่อสังคมในประเทศได้เติบโต

6. UnLtd เป็นกองทุนพี่เลี้ยง สำหรับคนอังกฤษคนไหนที่อยากเริ่มทำธุรกิจเพื่อสังคมขึ้นมา จะเริ่มได้ง่ายมากเพราะมี UnLtd คอยสนับสนุน ที่ผ่านมา มูลนิธินี้ได้ช่วยสนับสนุนธุรกิจเพื่อสังคมมากถึง 16,500 รายแล้ว

7. Big Society Capital เป็นโมเดลในการนำเงินเปล่า หรือเงินที่ฝากธนาคารแล้วนอนแน่นิ่งไม่ได้ขยับเกิน 15 ปี ออกมาหมุนด้วยการลงทุนในธุรกิจเพื่อสังคม จุดที่น่าสนใจคือ แม้รัฐบาลจะประกาศว่าใครต้องการเงินส่วนนี้คืน ก็มาขอคืนได้ แต่คนกลับไม่ค่อยขอคืนสักเท่าไร เนื่องจากมองเห็นว่าเป็นการลงทุนที่ดี

8. Buy Social คือแคมเปญให้ชาวอังกฤษสนับสนุนผลิตภัณฑ์โดยธุรกิจเพื่อสังคม นี่เป็นตัวอย่างที่บอกว่า ธุรกิจเพื่อสังคมในอังกฤษอยู่รอดและเติบโตได้เพราะคนอังกฤษเองเห็นชอบด้วย โดยเคยมีการวิจัยว่า ถ้าให้คนอังกฤษเลือกซื้อของจากธุรกิจทั่วไป มูลนิธิ รัฐบาล หรือธุรกิจเพื่อสังคม พวกเขาจะเลือกธุรกิจเพื่อสังคม เพราะมองว่าจะได้ของที่คุณภาพดี ราคาดี และส่งผลดีต่อทุกคนที่เกี่ยวข้อง ในขณะที่องค์กรอื่นๆ อาจตอบโจทย์เหล่านี้ไม่ได้

สหราชอาณาจักร

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ในวันที่อะไร ๆ ก็ดูไม่เป็นใจเราเท่าไหร่ ต้องเผชิญหน้ากับรถที่ติดบรม ฟ้าฝนเริ่มตั้งเค้า สติสตังพลันหล่นหาย ด้วยสภาพร่างกายที่ไม่อำนวยความสะดวกนัก

เรื่องดี ๆ ไม่กี่อย่างในวันนี้คือ เรานัดพบกับศิลปินคนหนึ่งในยามบ่าย

บทสนทนาที่ยาวนานร่วมชั่วโมง ทำให้เราเข้าใจว่ามันก็เป็นเพียงวันแย่ ๆ หนึ่งวันในชีวิต เป็นรสชาติขื่นขมที่ต้องฝืนกลืนลงไปบ้าง และเช้าวันใหม่จะงดงามอีกครั้งเสมอ

เราคุยกับเขาในนาม จ๋าย-อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมี คนละคนกับ จ๋าย ไททศมิตร ที่เขาเองบอกว่าไม่มีทางเป็นคนเดียวกันได้ เว้นแต่มีเนื้อในและความเชื่อเดียวกันเท่านั้น

ใครหลายคนมักพูดกันว่า ชีวิตก็เหมือนหนังเรื่องหนึ่งที่ยากจะรู้ตอนจบของมัน และตัดสินกันแค่ฉากเดียวไม่ได้ เราโยนคำถามง่าย ๆ ต่อให้จ๋าย หลังเขากลับมาสานต่อความฝันอยากเป็นผู้กำกับในวัยเยาว์ ด้วยการกำกับ MV เพลง ความสัมพันธ์ซับซ้อน ของมนัสวีร์ ศิลปินรุ่นน้องในค่ายของเขาเอง

เราถามจ๋ายว่าถ้าชีวิตเป็นเหมือนหนังเรื่องหนึ่งจริง ในสายตาผู้กำกับหน้าใหม่ หนังของเขาจะเป็นอย่างไร

จ๋ายหัวเราะเสียงดัง ก่อนจะเริ่มต้นเล่าให้เราฟัง

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย
ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 1 คุณยายผมดีที่สุดในโลก

“หนังของผมมันเหมือนรถไฟเหาะ ยาวมาก ผมว่ามันจะเป็นหนัง 4 ภาค

“ภาคแรกเป็นหนังแนวญี่ปุ่น คุณยายผมดีที่สุดในโลก อวล ๆ อบอุ่น ร้องไห้น้ำตาไหล”

แน่นอนไม่ต้องบอก จ๋ายเป็นเด็กที่เติบโตมาด้วยการเลี้ยงดูของยาย พ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่เขายังจำความไม่ได้ เราเกือบไม่มีศิลปินที่ชื่อจ๋ายอย่างทุกวันนี้ด้วยซ้ำ เพราะใครต่างก็บอกว่าหากเด็กคนนี้ลืมตาดูโลกขึ้นมาจะมีร่างกายไม่สมประกอบ แม้กระทั่งถูกบอกว่าถ้าเกิดเป็นผู้หญิงจะไม่มีใครเลี้ยงดู

จ๋ายเล่าเองก็ยังเขิน ที่ชีวิตจริงของเขาน่าสงสารเกินกว่าจะเชื่อลง แต่ถึงอย่างนั้น ไม่ว่าดีหรือเลว ยายก็ยังเลี้ยงดูเขาด้วยความรัก ไม่เคยคาดหวังให้เขาเป็นอะไร จ๋ายจึงเป็นเด็กที่เติบโตมาโดยปราศจากความฝัน มีเพียงอิสระทางความคิด

คอหนังญี่ปุ่นจะทราบดี ว่าโทนหนังสีอบอุ่นในบรรยากาศนุ่มนวลแบบนี้ มักลงเอยด้วยคราบน้ำตาเต็มสองแก้ม เพราะละอองแห่งความสุขของเด็กน้อยจบลงด้วยการที่ยายจากไปไม่มีวันกลับ ขณะที่เขาเป็นเพียงเด็กประถม

น่าสนใจว่าปัจจุบัน ทั้งบทบาทการเป็นนักแสดง นักร้อง รวมถึงรอยสักมากมายที่ทั้งปรากฏและไม่ปรากฏให้เห็น ล้วนเป็นการแสดงออกถึงตัวตนอย่างหนึ่งของเขาหรือไม่

จ๋ายตอบว่าลึก ๆ แล้ว เขาชอบให้คนมาสนใจตั้งแต่เด็ก พยายามหาความรักจากที่อื่นมาทดแทนความอบอุ่นของพ่อแม่ที่ขาดหายไป แม้ในบางช่วงชีวิต ความกล้าแสดงออกของเขาจะหนักไปทางเรื่องไม่ดีก็ตาม

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย
ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 2 เรียกเขาว่าอีกา

“ภาค 2 เป็นอีกาเลย เป็นเรื่องตอนที่เราย้ายไปจังหวัดสุราษฎร์ธานี เราเริ่มสู้คน มีเรื่องชกต่อย โดนกระทืบ คนล้อเราไอ้ลาว สารพัด”

หลายคนรู้จักจ๋ายจากการเป็นนักร้องนำวงไททศมิตร เพลง แดงกับเขียว หรือภาพลักษณ์ไว้หนวดเครายาว ยากจะมีใครเหมือน แต่จ๋ายบอกกับเราว่า เพราะการรับบทเป็น ‘บิลลี่ อินทร’ จากภาพยนตร์เรื่อง 4 Kings ทำให้คนแห่แหนรู้จักไททศมิตรมากขึ้นเป็นเท่าตัว จากที่เคยมีโต๊ะว่างเวลาเล่นคอนเสิร์ต ก็ไม่มีภาพนั้นให้เห็นอีกแล้ว

แม้บทบาทการเป็นบิลลี่ จะทำให้เขาคว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมมาครอบครอง มีเครื่องการันตีความสามารถ ได้รับการยอมรับในฐานะนักแสดงในสายตาใครหลายคน จ๋ายกลับบอกว่า นั่นยังไม่ถึงมาตรฐานที่เขาเคยทำได้

“ผมว่าผมแสดงได้ดีกว่านี้ถ้าได้เล่นหลังเรียนจบใหม่ ๆ ผมเป็นจ๋ายไททศมิตรมานานแล้ว ผมทิ้งการแสดงไป เพราะผมยอมรับในอุตสาหกรรมหนังบ้านเราว่าไม่มีที่ให้กับคนอย่างผม เราไว้หนวด ไว้เครา สักทั้งตัว ผมคงไม่มีทางโด่งดังเหมือนพระเอกละคร”

เราพยายามเทียบให้เห็นภาพตัวเขาในภาค 2 นี้ง่าย ๆ เพราะจ๋ายเองก็ผ่านการตอบคำถามเรื่องชีวิตมามากมาย และเรื่องราวของเขามันเยอะสิ่งจนไม่สามารถสาธยายให้ฟังได้ทั้งหมด

คิดว่าตัวคุณกับ บิลลี่ อินทร เหมือนหรือต่างกันยังไง เราถาม

“เหมือนกันเลยครับ” เขาตอบทันที “บิลลี่อาจจะไม่ใช่ทั้งหมดของจ๋าย แต่ทั้งหมดของบิลลี่ในหนังเป็นจ๋ายแน่ ๆ เราเป็นคนมีอะไรแล้วไม่ค่อยพูดเหมือนกัน ครอบครัวแตกแยก เคยเข้าสถานพินิจ พื้นเพคล้ายกันมาก”

ส่วน เรียกเขาว่าอีกา เชื่อว่าคนวัยทำงานอย่างเรา ๆ คงไม่มีใครไม่รู้จักหนังวัยรุ่นชกต่อยในตำนานแห่งโรงเรียนมัธยมปลายซูซูรัน ที่ต้องต่อสู้กันเพื่อชิงความเป็นใหญ่และอำนาจเบ็ดเสร็จในการควบคุมโรงเรียน จนกระทั่ง ‘เก็นจิ’ นักเรียนชายปริศนาย้ายเข้ามาที่นี่ เช่นเดียวกับเด็กอีสานที่ต้องกลายไปเป็นคนแปลกหน้า แปลกถิ่น ในแผ่นดินด้ามขวานอย่างเขา

ถ้าจ๋ายว่าช่วงชีวิตหนึ่งของเขาเป็นเหมือนหนังเรื่องนี้ ลองคิดกันเล่น ๆ ว่าแก๊ง 4 Kings เป็นอีกหนึ่งผู้ทรงอิทธิพลในซูซูรัน เข้าไปมีเรื่องกับเก็นจิ ต่อยตีกับกองกำลังเซริซาวะ ด้วยทักษะการต่อสู้แบบแดงกับเขียว จินตนาการเอาแล้วกันว่าจะเลือดตกยางออกขนาดไหน

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 3 สั่งเจ้าพ่อไปเรียนหนังสือ

“ภาค 3 ก็เป็นเรื่องในมหาลัย สั่งเจ้าพ่อไปเรียนหนังสือ ถึงเวลาที่ต้องตั้งใจเรียนแล้ว ผมเป็นเด็กเนิร์ดมาก อยากเก่งกว่าเพื่อน อยากเก่งกว่ารุ่นพี่ อยากเก่งกว่าอาจารย์ แสดงละครทุกเรื่อง หอบผ้าหอบผ่อนมากินนอนที่มหาลัย”

หลังยายจากไปและผ่านการตะลุมบอนแบบซูซูรันมาอย่างโชกโชน จ๋ายเริ่มมีความคิดอยากเป็นผู้กำกับก็ตอนมัธยมปลาย จากการถูกครูชักชวนให้ขึ้นไปแสดงบนเวทีหลายครั้ง พอได้ลองเป็นผู้ควบคุม ได้คิด ได้วางแผน เขาก็ชอบจนอยากเรียนต่อด้านนี้อย่างจริงจัง แม้จะไม่ได้เป็นคอหนังตัวยง ไม่มีภาพยนตร์เรื่องโปรด ไม่มีผู้กำกับหนังในดวงใจ จ๋ายใกล้ชิดกับโลกดารามากที่สุดก็คงจะเป็นตอนที่ถูกถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร แล้วเขาตอบว่า ‘ตี๋ใหญ่’ นั่นแหละ

จากเด็กที่อยู่โดยปราศจากความฝัน กลายเป็นเด็กที่ทะเยอทะยานอยากเก่งกว่าใคร ในยุคที่ละครเวทีของ บอย ถกลเกียรติ ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จ๋ายคิดว่าการเป็นผู้กำกับละครเวทีจะต้องยากและท้าทายมากกว่าแน่นอน เว้นเสียแต่ว่า

“จุดเปลี่ยนของเรา คือ อาจารย์จับเราไปเล่นเรื่อง คำพิพากษา เป็นละครเวทีเรื่องแรก ด้วยลุคที่เราไว้หนวดมาตั้งแต่ปีหนึ่ง ก็ได้รับบทเป็นสัปเหร่อ มันมีบทพูดว่า “โลกยังหมุนวนต่อไป ไม่มีเอ็ง ไม่มีข้า ก็ไม่มีใครใส่ใจ เพลงชาติก็ยังขึ้น จบก็สวดมนต์ แล้วครูใหญ่ก็ให้โอวาทเหมือนทุกวัน”

“เราพูดเสร็จแล้วน้ำตาไหลทำไมไม่รู้ แล้วเราก็แบลงก์เลย ลืมบท เล่นเสร็จเราลงมาถามอาจารย์ว่าเมื่อกี้มันคืออะไร เหมือนไม่ใช่ตัวเรา เขาบอกว่านี่แหละ คือการแสดง

“ผมสักคำว่า ‘ศีล’ กับ ‘สติ’ หลายคนถามว่ามาจากศาสนาเหรอ เปล่าเลย มาจากการเล่นละคร เพราะการแสดงมีอคติไม่ได้ ต้องถือศีล ไม่มีใครทำถูกใจใครทั้งหมด เสี้ยวหนึ่งของเขาอาจจะติดใจเราบ้าง แต่เราก็ต้องเล่น”

เพราะชีวิตประจำวันในบางครั้งเหนื่อยยากเหลือเกิน จ๋ายจึงชอบเวลาที่ได้สวมบทบาทเป็นคนอื่น เราถามเขาต่อว่าเหตุการณ์ไหนเกิดขึ้นก่อนกัน ระหว่างเป็นจ๋ายที่ร้องเพลงเพราะ หรือต้องฝึกร้องเพลงให้เพราะเพื่อเล่นละครเวที แปลกที่เขาไม่เลือกสักอย่าง แต่จ๋ายตอบว่าเขาไม่คิดว่าตัวเองร้องเพลงเพราะ

“ทุกวันนี้ก็ยังไม่คิดว่าเพราะ ผมจะประหม่ามากเวลาร้องกับนักร้องที่มีชื่อเสียง เช่น ลูกหว้า พิจิกา, พี่พี สะเดิด ถ้าต้องใส่สูท ยืนหน้าเวที ร้องเพลงจริงจัง แต่ผมไม่มีปัญหากับการแสดงสดไททศมิตร”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

ภาค 4 ไททศมิตร

หยิ่งทะนงองอาจในวิถี แบกศักดิ์ศรีค้ำคอเดินสุดสาย ไม่ยอมงอ อ่อนข้อ โถ ไอ้ควาย เมื่อความตายมาเยือนเพื่อนไม่มี

หยิ่งผยองลำพองว่าตนเก่ง ว่าตนเจ๋งว่าตนสุด ไอ้ฉิบหาย เมื่อถึงฆาตถึงคราวชีพมลาย ผลสุดท้ายกลัวตายเป็นแม่งทุกคน

บทเปิดทรงพลังจากเพลงดัง แดงกับเขียว เราพบว่ามันคล้ายคลึงกับละครเวทีอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อถามว่าจ๋ายดีไซน์หรือนำเทคนิคจากละครเวทีมาใช้ในการแสดงสดด้วยหรือไม่ เขาตอบว่าไททศมิตรเล่นสดด้วยสัญชาตญาณ

หากใครไม่เคยดูการแสดงสดของพวกเขา เราขอท้าให้คุณไปดูว่ามันดุเดือดขนาดไหน และคำตอบของคำถามว่า ‘ทำไมจ๋ายไททศมิตรกับจ๋ายที่นั่งอยู่ตรงหน้าเราถึงเป็นคนละคนกัน’ ก็เป็นเพราะไม่มีใครแสดงความ Aggressive ได้ตลอดเวลา (จ๋ายย้ำว่าฝากบอกทุกคนด้วย ว่าการเล่นสดแต่ละครั้งกินพลังมากเหลือเกิน)

เขาเชื่อว่าศิลปะทุกแขนง ทั้งงานศิลป์ ดนตรี ละคร ภาพยนตร์ ฯลฯ มีแก่นเดียวกัน คือการทำให้ผู้รับสารรู้สึกได้ เพียงแต่วิธีการแสดงออกแตกต่างกันเท่านั้น การเล่นสดของพวกเขาจึงไม่ใช่การจัดวาง ไม่มีดีไซน์ ไม่กำหนดว่าใครรับบทเป็นใคร หากเล่นไปตามความรู้สึกอย่างเต็มที่ คนดูย่อมรู้สึกไปกับมัน

หลังโลดแล่นอยู่บนเส้นทางดนตรีมาพักใหญ่ ในที่สุดเขาก็ได้หวนกลับไปทำตามฝัน และใช้ทักษะจากการเรียนละครเวทีเป็นข้อได้เปรียบ เรากำลังพูดถึง MV เพลง ความสัมพันธ์ซับซ้อน ของมนัสวีร์ ที่เขาลงมือเขียนบทและกำกับด้วยตัวเองเป็นชิ้นแรก

จ๋ายเล่าว่า เขาเริ่มจากการตีความหมายของชื่อเพลง มองเห็นว่ามนุษย์เราจับความรู้สึกกันได้เก่งมาก บางทีเพื่อนทะเลาะกัน เดินเข้ามาในห้อง เพื่อนอีกคนก็จะรับรู้ได้ทันทีว่าวันนี้ไม่ปกติ เช่นเดียวกับตัวเอก 3 คนที่มีความรักให้กันเป็นวงกลมอยู่ดี ๆ พอมีสถานะมาครอบไว้ก็กลายเป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนขึ้นมา ส่วนเรื่องโรคเอดส์ จ๋ายอยากเป็นกระบอกเสียงให้กับชาว LGBTQIA+ ที่ในยุคหนึ่งก็เคยออกมาต่อสู้เรื่องนี้อย่างจริงจัง

เราอดถามไม่ได้ว่าคนที่มีประสบการณ์การกำกับน้อยมากอย่างเขา มีวิธีการทำงานอย่างไร

“ผมเป็นผู้กำกับที่ปล่อยให้คนเก่งทำงาน และไม่ทำในสิ่งที่ไม่รู้ อย่างเรื่องภาพ เราก็จะให้คนที่เขาเชี่ยวชาญทำ เราเอาเวลามาเวิร์กกับบท ที่มาที่ไปของตัวละคร เป็นแอคติ้งโค้ชบ้าง เพราะเราถนัดเรื่องนี้”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู
คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

เมื่อพระเอกผ่านการใช้ชีวิตมาอย่างยากลำบาก (อาจถึงขั้นเข็ดหลาบ) ถึงจุดหนึ่งก็ต้องถึงคราวอวสาน เราถามจ๋ายว่าเขาออกแบบตอนจบของหนังความยาว 4 ภาคนี้ว่าอย่างไร จ๋ายตอบทันควันว่า “ตายครับ”

เป็นอย่างที่จ๋ายเคยพูดไว้ในการสัมภาษณ์รายการหนึ่ง ว่าเขาอยากนอนอยู่บนเตียง ตายไปโดยที่ยังหัวเราะได้อย่างสุดเสียง เพราะเขาสะใจที่ได้ใช้ชีวิต

เพียงแต่มีเพิ่มเติมเล็กน้อยก็ตรงเมื่อถึงแดนสนธยา ยายที่จ๋ายรักที่สุดในโลกจะยืนรอเขาอยู่ตรงนั้น ทักทายเขาด้วยน้ำเสียงประชดประชันที่จ๋ายอาจลืมไปแล้วว่า “เป็นไง เหนื่อยไหม” กับชีวิตเหนื่อยยากมานานที่ได้จบลงเสียที

“ถ้าเราสามารถสร้างตัวละครยายให้คนดูผูกพันได้ตั้งแต่ภาคแรก แล้วปิดจบด้วยยายนะ โอโห ผมว่าน้ำตาท่วมโรง

“ผมจะตั้งชื่อหนังเรื่องนี้ว่า ‘จ๋าย’ ไม่มีต่อท้าย ไม่มีอะไร คำโปรยก็ง่าย ๆ ว่าชีวิตจริงมันยิ่งกว่าละครนี่แหละ”

เขียนบทและกำกับโดยจ๋าย

“อะไรที่เป็นของจริงมักจะดี อะไรที่ดีมักจะจำเป็น และอะไรที่จำเป็นมักจะได้รับการรักษา” คือคำพูดที่ โอม Cocktail มอบให้กับเขา

ผู้ชายที่สวมเสื้อลายเสือใหญ่ ซ่อนแววตาไว้ใต้เงาของหมวกถักคู่ใจ แต่ความคิดส่งตรงมายังปากได้อย่างฉาดฉาน ไม่มีลังเล จ๋ายบอกกับเราว่า ข้อดีอย่างหนึ่งของเขาคือการที่เขาสนทนาได้กับทุกคน ทั้งรุ่นน้อง รุ่นพี่ รุ่นเดียวกัน บางคนอาจจะไม่รู้ว่าเขาคุยได้ทั้งซ้ายและขวา

อย่างน้อยที่สุด จ๋ายอยากทำตัวให้มีประโยชน์ต่อสังคม และถ้ามีโอกาส เขาก็อยากทำหนังที่ส่งมอบความหวังให้กับประเทศนี้

“จริง ๆ เราอยากเล่าหลายเรื่องมาก เรื่องเล็ก ๆ ไม่ต้องเป็นเรื่องตัวเองก็ได้ แต่อยากเล่าให้คนดูรู้สึกไปกับมัน เราว่านี่คือความมหัศจรรย์ของภาพยนตร์ ทั้งภาพ แสง สี เสียง มันทำให้เรามีอารมณ์ร่วม

“เราอยากทำหนังที่เล่าเรื่องความหวัง เพราะเราว่าปัจจุบันที่คนเราทะเลาะกัน ด่ากัน ความโกรธมันเกิดจากความสิ้นหวัง เราอยากบอกว่ามันยังมีความหวังอยู่ ขอแค่รอเวลา ต่อให้ปัจจุบันดำมืดแค่ไหน มันจะยังมีแสงสว่างรออยู่ ขอแค่รออย่างมีหวัง สิ่งเหล่านี้มันยิ่งกว่าศาสนาอีกนะ”

ตลอดการพูดคุย จะเห็นว่าจ๋ายพูดเรื่องแสงสว่างในชีวิตบ่อยมาก เราถามเขาด้วยความสงสัยว่านั่นเป็นคติพจน์ประจำใจของเขาหรือเปล่า

“ไม่เชิงคติพจน์ มันเป็นความเชื่อของผมมากกว่า เราโตมากับยุคที่เพลงพูดถึงความเชื่อและความฝัน แต่เดี๋ยวนี้ไปสอนเด็กเรื่องความเชื่อมันด่าเราหมดแล้ว ข้าวยังไม่มีจะกินเลยจะให้เชื่ออะไร

“เราอยากให้ทุกคนใช้ชีวิตด้วยความรู้สึก ถ้าเรารักพ่อ สักวันหนึ่งพ่อจะต้องตาย แต่ถ้าเรารักความรู้สึกที่พ่อมีให้เรา พ่อจะไม่มีวันตาย”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

ย้อนกลับไปที่หนัง 4 ภาคของตัวเขาเอง ไม่รู้จ๋ายมองว่าแต่ละภาคใช้เวลานานแค่ไหน แต่หากต้องเล่าถึงอัตชีวประวัติตลอด 30 กว่าปีของเขาให้จบ เราอยากรู้ว่าจ๋ายจะให้ใครเล่นเป็นพระเอกหนังเรื่องนี้

“หายากมาก” เขาตอบ “มันต้องเหนื่อยมากนะ เล่นหนัง 4 ภาค ผมว่ามันต้องเป็นคนละคนกันเล่น เพราะเพื่อนที่อีสานก็จะงงว่าผมที่ร้องเพลงเป็นใคร เพื่อนที่เคยตีกันก็งงว่าผมที่ตั้งใจเรียนละครเวทีเป็นใคร เพื่อนทุกคนจะงงว่าทำไมจ๋ายมาเล่นหนัง มันเหมือนเป็นคนละคน”

แล้วคุณชอบภาคไหนของ ‘จ๋าย’ ที่สุด เราถาม

“ตอบไม่ได้ เมื่อก่อนอาจจะตอบได้ว่าเราไม่ชอบภาคนี้ของชีวิตเลย อยากตัดออกไป แต่ตอนนี้เรายอมรับความอ่อนแอของตัวเองได้แล้ว เราพูดทุกวันเกิดเลยว่า เราขอบคุณทุกคนในชีวิต ขอบคุณพ่อแม่ที่ทิ้งเราไปและที่กลับมาในวันนี้ ขอบคุณยาย ขอบคุณเพื่อน ขอบคุณสังคมแย่ ๆ ขอบคุณคนที่เคยกระทืบเรา มีเรื่องกับเรา”

ถ้านั่งอยู่ในโรงภาพยนตร์ เอนด์เครดิตก็คงกำลังเลื่อนผ่านไปพร้อมกับเพลงประกอบหนังสักเพลง มีรายชื่อคนที่เขารักและเคยบาดหมางในอดีตเป็นผู้ร่วมสร้าง มีความหวัง มีการจากลา ผ่านการเดินทางราวกับรถไฟเหาะที่เกินจะคาดเดา แม้บางทีเรื่องราวล้มลุกคลุกคลานจะเล่าไปแล้วอายเพื่อน แต่จ๋ายยังคงยืนยันว่าอยากให้ทุกคนได้ดูหนังชีวิตของเขา

“ถ้าคนชื่อจ๋ายดังมีชื่อเสียง หนังมันก็คงจะทำเงิน แต่ผมไม่รู้สึกว่าผมดัง ความดังคืออะไร มันวัดกันเป็นเดซิเบลไม่ได้ ถ้าผมยังเดินห้างได้อยู่ก็โอเค อาจจะยังไม่ดังมาก” ผู้กำกับหนังหัวเราะ

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load