The Cloud x British Council
For English Version,  Click Here

เกือบทุกครั้งที่แนะนำแบรนด์เสื้อผ้าทอมือแฝงลวดลายไทย หรือแบรนด์แฟชั่นเก๋ๆ ที่ย้อมสีธรรมชาติ เรื่องราวส่วนใหญ่เริ่มต้นที่ดีไซเนอร์ชาวกรุงเทพฯ หรือเจ้าของแบรนด์เข้าเมืองหลวงมาคลุกคลีเรียนรู้การออกแบบตอนหนุ่มสาว

เมืองหลวงมีมาตรฐานความงามของตัวเอง และดูเหมือนว่าคุณต้องผ่านบทเรียนการเป็นคนเมืองที่นี่เสียก่อน จึงจะเปิดแบรนด์ท้องถิ่นได้ตอบโจทย์ผู้คน

เรื่องราวของ ‘แพวผ้าฝ้าย’ จึงพิเศษและไม่เหมือนคนอื่นเลย

แพวผ้าฝ้าย

แพว คำภานุช เรียนหนังสือไม่สูง การเข้ากรุงเทพฯ ของเธอคือการเข้ามาเป็นสาวโรงงานผลิตรองเท้ากีฬา ชีวิตที่พลิกผันเพราะสามีเสียชีวิต ทำให้เธอตัดสินใจกลับบ้านเกิดมาทอผ้า

แบรนด์ไหนเริ่มต้นที่ศูนย์ แบรนด์นี้เริ่มต้นที่ติดลบ

วันที่เราพบกัน เสื้อผ้าและผลิตภัณฑ์ของแพวผ้าฝ้ายจัดจำหน่ายทั่วประเทศ เสื้อผ้าลายไทลื้อเคยลงปกนิตยสาร ถูกส่งไปให้ดาราใส่ และธนาคารทั้งในภาคเหนือและกรุงเทพฯ ขอให้เธอออกแบบเครื่องแบบให้โดยไม่ซ้ำกัน

ล่าสุด แพวผ้าฝ้ายร่วมมือกับ British Council และดีไซเนอร์หนุ่มสาวจากแบรนด์ KRAM-HUG ออกผลงานเสื้อผ้าคอลเลกชันใหม่ลงใน Chiang Mai Design Week 2018

แพวผ้าฝ้าย

ขณะที่คุณอ่านบรรทัดนี้ แบรนด์เล็กๆ ของสาวเชื้อสายไทลื้อ อำเภอปัว จังหวัดน่าน กำลังพัฒนาตัวเองด้วยความเร็วแบบก้าวกระโดด และขับเคลื่อนวิสาหกิจชุมชนทอผ้าบ้านเฮี้ยและร้อยกว่าชีวิตในหมู่บ้านให้มีงานประจำ

กว่าจะก้าวมาอยู่จุดนี้ เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นจากผ้าปูที่นอนผืนละ 43 บาท

ช่างทอผ้าทำมาร์เก็ตติ้ง

แพวผ้าฝ้าย

ผ้าหลบหรือผ้าปูที่นอนไทลื้อมีเอกลักษณ์ที่ลวดลายเฉพาะตัว ใช้สีขาว แดง และดำ

แม่ของแพวทอผ้าไทลื้อได้หลายแบบ จึงสอนแพวทอผ้าใต้ถุนบ้าน ผ้าแบบเดียวที่เธอทอเป็นคือผ้าปูที่นอนแบบไทลื้อ

เมื่อกลับมาทำงานที่บ้านในช่วง พ.ศ. 2538 แพวทอผ้าปูที่นอน โดยมีแม่ค้าคนกลางมารับผ้าไปขายต่อ ทั้งที่ตั้งใจทำให้ดีแท้ๆ แต่ผ้าทอมือของเธอถูกกดราคา ได้เงินเพียงผืนละ 43 บาทเท่านั้น

ต่อมาร้านค้าจากในเมืองก็นำฝ้ายกับอุปกรณ์ต่างๆ มาให้ทอตามสั่ง โดยให้ค่าแรงเพิ่มเป็น 130 บาท แต่หักค่าวัตถุดิบออกแล้ว เธอได้เงินราว 80 บาทต่อผืน แพวทอผ้าหลบและผ้าสองชายกับกลุ่มแม่บ้านอยู่เป็น 10 ปี ชุมชนบ้านเฮี้ยจึงรวมตัวกันตั้งกลุ่มทอผ้าขึ้นมา

แพวไม่ได้มีตำแหน่งอะไร แต่เธอรู้จักการตลาด เพราะรับหน้าที่นำผ้าไปขายที่โรงแรมในอำเภอปัว เมื่อกลุ่มประสบปัญหาขาดทุน จึงทาบทามให้เธอเป็นประธานกลุ่ม ภายใน 5 ปี แพวทำบัญชีและชำระหนี้กู้ยืมทั้งหมดให้กลุ่มได้สำเร็จ

แพวผ้าฝ้ายแพวผ้าฝ้าย

“พี่แพวเป็นช่างมาก่อน ไม่ได้เรียนหนังสือนะคะเพราะแม่ไม่มีเงิน แม่ไปซื้อจักรให้หลังหนึ่ง พี่เลยตัดเสื้อผ้าเป็นอยู่แล้ว พี่เริ่มเอาผ้าที่ทอมาทำผ้าม่านใส่บ้านตัวเอง พอคนนู้นคนนี้มาเห็นก็เริ่มสั่ง ทีนี้ก็เลยเปลี่ยนจากทอผ้าสองชายมาทอผ้าม่านขาย แล้วก็ไปออกบูทงานแม่บ้านเกษตรกร งานแบกะดิน เขาให้ไปไหนก็ไปหมด”

ทั้งงานดีไซน์สินค้าใหม่และการขยายตลาด แพวรับผิดชอบทั้งหมด เมื่อสินค้าตกแต่งบ้านเริ่มอยู่ตัว แพวเลยนำผ้าทอมือที่นิยมเวลานั้นตัดเป็นเสื้อผ้าสำเร็จรูป โดยเริ่มจากตัดใส่เองก่อนเพื่อหยั่งเชิงตลาด

“พอไปอบรมกับหน่วยงานต่างๆ เราก็ไปเดินโชว์ให้เขาเห็น เสร็จแล้วเขาก็สอนว่าเราจะเปิดตลาดยังไง อันดับแรกเขาให้เรารู้จักตัวเอง ตอนนั้นก็ยังไม่รู้จัก คิดจะขายอย่างเดียว ผ้าลายไหนสวยก็ซื้อมาตัด ซื้อจากเชียงใหม่มาบ้าง คือไม่เป็นของตัวเองเลย จนค้นหาตัวเองได้ว่าบ้านเรามีผ้าหลบ ทำไมเราไม่เอามาใช้ล่ะ”

เจ้าของแบรนด์แพวผ้าฝ้ายเอ่ยในร้านเสื้อผ้าแสนสวยผสมลวดลายไทลื้อร่วมสมัย

แพวผ้าฝ้ายและชุมชน

แพวผ้าฝ้าย

แพวมองเห็นอนาคตของธุรกิจที่มั่นคงอยู่ข้างหน้า การตัดเสื้อผ้าทอมือขายเป็นอาชีพจริงจังที่สร้างเงินเดือนให้ทุกคนได้ ขณะที่กลุ่มแม่บ้านอื่นๆ มองว่าการทอผ้าเป็นรายได้เสริมจากการเกษตร และความเสี่ยงเรื่องการลงทุนสูงเกินไป

นักธุรกิจหญิงจึงตัดสินใจลงทุนเปิดร้านแพวผ้าฝ้ายด้วยตัวเอง นอกเหนือจากการเป็นประธานกลุ่มฯ เธอรับผิดชอบการออกแบบ การแปรรูป และการขายทั้งหมด โดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชนทอผ้าบ้านเฮี้ยทำหน้าที่ส่งวัตถุดิบให้เธอ สมาชิกทุกคนได้รับเงินเดือนและเงินปันผลประจำปี

รายได้สม่ำเสมอทำให้แพวผ้าฝ้ายมีช่างทอผ้ามากถึงเกือบ 40 คน และมีสมาชิก 100 กว่าคน ตั้งแต่หญิงสาวที่ทำงานที่บ้านได้โดยไม่ต้องไปขายแรงงานในเมือง ไปจนถึงหญิงชราที่อยากหารายได้เพิ่มในวัยเกษียณ เพราะความตั้งใจของแพวผ้าฝ้ายไม่ใช่แค่อยากหาเงินให้มากที่สุด แต่ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคนดีขึ้น วัยรุ่นไม่จำเป็นต้องทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิด ทุกคนได้ร่วมอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมการทอผ้าด้วยการส่งต่อเป็นเสื้อผ้าและของใช้ตกแต่งบ้านที่ร่วมสมัย และภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองทำ

แพวผ้าฝ้าย แพวผ้าฝ้าย

ดีไซเนอร์ไทลื้อ

จากช่างทอผ้าตามสั่ง แพวเรียนรู้ดีไซน์ใหม่ๆ จากหนังสือแฟชั่นรีวิวและเข้าอบรมการออกแบบ เปลี่ยนการนำผ้าลายดั้งเดิมมาตัดทันที คิดเป็นแพตเทิร์นก่อนแล้วค่อยทอลายที่ไม่ซ้ำใคร โดยมีผ้าหลบไทลื้อ เอกลักษณ์ของบ้านเกิดเป็นต้นแบบและแรงบันดาลใจในทุกคอลเลกชัน เธอเก็บเอาทุกความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดอย่างว่องไวเสมอ

ผลตอบรับที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ทำให้สินค้าของแพวผ้าฝ้ายได้รางวัลจากสถาบันต่างๆ และได้รับเชิญไปออกร้านในระดับใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

แพวผ้าฝ้าย แพวผ้าฝ้าย

“ไปเมืองทองธานีตอนแรกเขาก็ไม่มองผ้าเราหรอก พี่แพวเลยเดินดูการออกแบบของคนอื่นแล้วกลับมาพัฒนาของเรา กลับไปอีกรอบก็ขายได้ มันก็มีกำลังใจ ทีนี้ต่อมาได้ไปดูงานที่โอซาก้า ทำให้เห็นว่าคนญี่ปุ่นเป็นคนเรียบร้อย ประทับใจตั้งแต่เมืองเขาสะอาด รองเท้าเขาก็ดูเรียบร้อย เขาย้อมสีธรรมชาติ มีลายนิดเดียวเท่านั้น แล้วเศษผ้าเล็กน้อยเขาเอามาทำเป็นผลิตภัณฑ์หมดเลย พี่ก็เลยเอามาคิดต่อ กลับมาบ้านก็เก็บเศษผ้าเอามาแปะเสื้อ ขายดีมาก ทุกวันนี้แบบนั้นยังขายได้อยู่เลย”

แพวผ้าฝ้ายโตขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมๆ กับแพว คำภานุช ที่กลายเป็นประธานวิสาหกิจชุมชนในระดับจังหวัดและประธานคลัสเตอร์ผ้าทอมือน่าน เธอจัดงานแฟชั่นโชว์คอลเลกชันผ้าหลบในเมืองน่าน จากเป็นคนดูแบบในนิตยสาร ต่อมานิตยสารแฟชั่นกลับมาขอชุดทอมือไปให้ดารานางแบบใส่

การออกแบบลายไทลื้อลงไปในเสื้อผ้าโมเดิร์นตรงกับโจทย์ของธนาคารที่อยากให้พนักงานใส่ยูนิฟอร์มที่ผสมความเป็นไทย หลายธนาคารในกรุงเทพฯ ลำปาง และสุพรรณบุรี จึงเข้ามาดูงานและสั่งตัดเครื่องแบบกับแพวผ้าฝ้าย

แพวผ้าฝ้าย

“เสื้อผ้าที่เราออกแบบถูกใจพนักงานออฟฟิศ เมื่อก่อนไม่มีใครสนใจเลย เขาบอกว่าแก่ ระยะหลังวัยรุ่นชอบใส่ เริ่มมีดาราเข้ามา เราก็เลยภูมิใจนะ”

เจ้าของแบรนด์แพวผ้าฝ้ายพูดยิ้มๆ ปัจจุบันแพวผ้าฝ้ายมีสินค้าผ้าฝ้ายสารพัด ไม่ว่าจะเป็นผ้าซิ่น ผ้าถุงทอมือ ผ้าขาวม้า ผ้าคลุมไหล่ ผ้าตัดชุด ตุงตกแต่งบ้าน นอกจากนี้ยังมีของตกแต่งบ้าน ผ้าม่าน ผ้าคลุมเตียง หมอนอิง พรมเช็ดเท้า และสินค้าอื่นๆ อีกมากมาย และยังมีบริการออกแบบ ตัดเย็บ เสื้อผ้าทั้งชายและหญิง เครื่องแบบของหน่วยงานต่างๆ และเสื้อผ้าพื้นเมืองของนักเรียน

กลับสู่ธรรมชาติ

แพวผ้าฝ้ายกำลังขยายตลาดสู่ตลาดบน โดยทีม British Council และ อลิสัน เวลช์ นักออกแบบชาวอังกฤษ เข้ามาช่วยดูแลกระบวนการตั้งแต่การพัฒนาเส้นด้าย การย้อมสีธรรมชาติ การตัดผ้าให้เหลือทิ้งน้อยที่สุด การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น พรม หมอน กระเป๋า ไปจนถึงการจัดหน้าร้านให้สวยดึงดูดใจ และที่สำคัญคือ สอนให้ช่างทอสนุกที่จะคิดลายใหม่ๆ ได้อย่างมีอิสระ โดยไม่ต้องรอคนออกแบบให้

ผลิตภัณฑ์ราคาสูงของแพวผ้าฝ้ายตอนนี้คือผ้าย้อมสีธรรมชาติที่ได้จากวัตถุดิบในหมู่บ้าน กลับไปหาสีที่เคยใช้ในอดีต เช่น เปลือกประดู่ ใบมะม่วง ใบหม่อน คำแสด ต้นงิ้ว และผลิตภัณฑ์ผสมเส้นใยธรรมชาติ อย่างใยกล้วยและใยข่า ซึ่งผลิตมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้แพวยังช่วยเหลือคนตกงานด้วยการส่งงานเย็บกระเป๋าไปให้ช่างที่เชียงใหม่ และงานตัดรองเท้าไปให้ช่างที่นครปฐม แถมกำลังพัฒนาโครงการกระเป๋าเงินแท้ผสมผ้าทออีกด้วย

“ตอนนี้พี่แพวเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเอง ในเมื่อพนักงานเรามีแค่นี้ ไม่ต้องเหนื่อยมาก เราตั้งใจทำมาชิ้นหนึ่ง เราขายราคาสูงแล้วเขาแย่งกันดีกว่า เงินแท้ เส้นใยธรรมชาติมันทำได้น้อยชิ้น แต่ก็มีราคา และขายได้เหมือนกัน ดีไหม”

แพวผ้าฝ้าย

แพวหันมาถามดีไซเนอร์แบรนด์ KRAM-HUG ที่พยักหน้าเห็นชอบ คอลเลกชันพิเศษของแพวผ้าฝ้ายเป็นงาน Collaboration กับแบรนด์เสื้อผ้าจากเชียงใหม่ที่นำเอาวัฒนธรรมล้านนามาออกแบบเสื้อผ้าแฟชั่น โดย ปาณิสรา มณีรัตน์ และ นภัต ตันสุวรรณ (Panisara Maneerat and Naphat Tansuwan) ผู้ก่อตั้งแบรนด์ KRAM-HUG เข้ามาลงพื้นที่พัฒนาคอลเลกชันใหม่ ‘รื้(ลื้)อใหม่’ สำหรับงานเชียงใหม่ดีไซน์วีก

“เรามาลงชุมชนตั้งแต่วันแรกๆ เห็นได้ชัดเลยว่าพี่แพวกำลังเปลี่ยนแปลงมาใช้เส้นใยธรรมชาติมากขึ้น เส้นใยฝ้าย ข่า กล้วย น่าสนใจมากตรงที่มันลักษณะไม่เหมือนกันเลย เอามาผสมแล้วทอ ใส่เทคนิคใหม่ๆ แล้วย้อมสีธรรมชาติ ก็กลายเป็นเสื้อผ้าแฟชั่นที่เพิ่มมูลค่ามากขึ้นได้”

คู่ดีไซเนอร์หนุ่มสาวกล่าวอย่างมั่นใจ

แพวผ้าฝ้าย แพวผ้าฝ้าย

“ดีไซน์โครงสร้างของเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย เราได้รับอิทธิพลมาจากลวดลายจิตกรรมฝาผนัง ภาพคนไทลื้อกำลังเดินอยู่ ในภาพเดียวกันมีการแต่งกายของชาติตะวันตก เพราะมีชาวโปรตุเกส อังกฤษ เข้ามา เราก็เลยเอาความเป็นไทลื้อมาผสมกับความร่วมสมัย ใช้แนวคิดผสานเก่าเล่าใหม่ นำงานหัตถศิลป์ดั้งเดิมมาสู่บริบทใหม่ในยุคปัจจุบัน เราเอาภาพที่อยากได้มาให้ป้าๆ ยายดูว่าเขาชอบจุดไหน ถึงเลือกจุดที่เขาชอบมาทำเสื้อผ้าสมัยใหม่ ให้เขามีส่วนร่วมในการร่วมออกแบบทั้งวัสดุและดีไซน์กับเราด้วย” ชาว KRAM-HUG ตบท้าย

มรดกไทลื้อเดินทางมาไกลกว่าจะมาอยู่ในคอลเลกชันเสื้อผ้าแฟชั่นล่าสุด เช่นเดียวกับแพวผ้าฝ้ายที่เดินทางมาไกลจากผ้าปูที่นอนราคาถูก

ตอนจบของเรื่องนี้ไม่ใช่ที่เชียงใหม่ดีไซน์วีก เพราะแบรนด์เล็กๆ จากอำเภอเล็กๆ ในจังหวัดเล็กๆ นี้จะก้าวต่อไปไกลกว่านี้มาก

แค่จับเนื้อฝ้ายก็รู้ ความมุ่งมั่นตั้งใจของแพวและผู้หญิงทั้งหมู่บ้านเฮี้ยถักทออยู่ในผืนผ้าแล้ว

แพวผ้าฝ้าย

แพวผ้าฝ้าย

Facebook | แพวผ้าฝ้าย น่าน
โทร 0898518918

KRAM-HUG

Facebook |   KRAM-HUG.co
โทร  0801047150, 0857177494

Crafting Futures เป็นโครงการของ British Council ที่สนับสนุนงานคราฟต์ทั่วโลก โดยสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ระหว่างสหราชอาณาจักรและประเทศอื่นๆ เพื่อช่วยเหลือดีไซเนอร์และชุมชนให้ทำงานคราฟต์ที่ดีขึ้น ขายได้มากขึ้น และทำให้ผู้บริโภคเห็นคุณค่าของงานฝีมือมากขึ้น ถ้าสนใจกระบวนการพัฒนางานคราฟต์ อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

Crafting Futures

ความสวยงามของงานคราฟต์ที่ไม่ถูกทำให้เป็นแค่กระแส

The Cloud x British Council

แขกไปใครมา ถ้าได้ยินชื่อ Chiang Mai Design Week ก็เป็นอันรู้กันว่านี่คือเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ที่รวบรวมความสร้างสรรค์ของทั้งนักออกแบบ ช่างฝีมือ ศิลปิน รวมถึงผู้ประกอบการธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เอาไว้เป็นประจำทุกปี และใน ค.ศ. 2020 งานจัดขึ้นภายใต้คอนเซปต์ ‘Stay Safe Stay Alive อยู่ดีมีสุข’ และเราก็ได้โอกาสไปเยี่ยมเยือนเทศกาลสุดสร้างสรรค์นี้ด้วย

Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก

พอสำรวจไปสักพัก ไม่น่าเชื่อว่าจะมีนิทรรศการที่ดึงดูดความสนใจและกระตุกจิตเราเอาไว้ได้ด้วยกระจกที่ตั้งอยู่ตรงทางเข้าของงาน

นิทรรศการที่น่าสนใจนี้เกิดจากการร่วมมือของ British Council และ Fashion Revolution องค์กรที่สนใจเรื่องงานคราฟต์และเมืองสร้างสรรค์ ร่วมมือกับเครือข่ายปฏิวัติวงการแฟชั่นให้เป็นเรื่องยั่งยืน ที่ต้องการบอกทุกคนว่าเสื้อผ้า ภาวะโลกร้อน สังคม และเศรษฐกิจคือเรื่องเดียวกัน 

ปฏิวัติแนวคิดเรื่องเสื้อผ้าให้กลายเป็นคำว่าหมุนเวียนมากกว่าใช้แล้วทิ้ง ผ่านมุมมอง เจ-พัชรวีร์ ตันประวัติ จาก British Council และ อุ้ง-กมลนาถ องค์วรรณดี จาก Fashion Revolution กับนิทรรศการและกิจกรรมในเทศกาลงานออกแบบแห่งเชียงใหม่
ปฏิวัติแนวคิดเรื่องเสื้อผ้าให้กลายเป็นคำว่าหมุนเวียนมากกว่าใช้แล้วทิ้ง ผ่านมุมมอง เจ-พัชรวีร์ ตันประวัติ จาก British Council และ อุ้ง-กมลนาถ องค์วรรณดี จาก Fashion Revolution กับนิทรรศการและกิจกรรมในเทศกาลงานออกแบบแห่งเชียงใหม่

เราเลยขอดึงตัว เจ-ดร.พัชรวีร์ ตันประวัติ ตัวแทนจาก British Council และ อุ้ง-กมลนาถ องค์วรรณดี ตัวแทนจาก Fashion Revolution มาพูดคุยกันถึงสิ่งที่พวกเขาทำ ทั้งนิทรรศการ Homegrown และกิจกรรม Circular Design Lab: Closing the Loops ที่จัดขึ้นเพื่อสื่อสารเรื่อง Circular Design ทางออกของโลกร้อนแก้ได้ด้วยการออกแบบหมุนเวียน 

01

โลกร้อน VS แฟชั่น

ตอบรับปีแห่งการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม British Council ร่วมมือกับ Fashion Revolutionในงาน Chiang Mai Design Week เพื่อรณรงค์ให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านแฟชั่น 

“British Council ทำงานด้านงานหัตถกรรมกับเครือข่ายช่างฝีมือและผู้ประกอบการมาตลอด โดยใน ค.ศ. 2021 ทางสหราชอาณาจักรและอิตาลีจะร่วมเป็นเจ้าภาพจัดประชุม The 26th session of the Conference of the Parties (COP26) ซึ่งเป็นการประชุมภาคีของประเทศที่ลงนามในอนุสัญญาด้านการเปลี่ยนสภาพทางภูมิอากาศที่กลาสโกว์ สกอตแลนด์ เราเลยอยากสื่อสารว่า เรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องของทุกคนผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่เราทำ” เจกล่าวถึงจุดเริ่มต้นของงาน

ส่วนทางอุ้ง ในฐานะผู้ประสานงานเครือข่ายประจำประเทศไทย ก็เริ่มแนะนำตัวว่า Fashion Revolution เป็นเครือข่ายนักออกแบบที่เริ่มต้นขึ้นในประเทศอังกฤษ ซึ่งตระหนักถึงผลกระทบของแฟชั่นที่มีต่อสิ่งแวดล้อมกับสังคม เรื่องแรงงาน รวมถึงเรื่องความเป็นธรรมในห่วงโซ่การผลิต ทำให้โครงการนี้ค่อยๆ ขยายไปเป็นกลุ่มอาสาสมัครทั่วโลก สิ่งที่กลุ่มนี้ทำคือสร้างความตระหนักรู้ให้กับทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ ผู้บริโภค และทุกคนที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนเรื่องแฟชั่นยั่งยืน ตัวอย่างคือกิจกรรมอย่างนิทรรศการและเวิร์กช็อปในงาน Chiang Mai Design Week 

Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก
Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก

ความร่วมมือระหว่าง British Council และ Fashion Revolution เกิดขึ้นในระดับสากลมาโดยตลอด ทำให้ทั้งสององค์กรในประเทศไทยอยากมาร่วมมือกันสื่อสารกับคนไทยรุ่นใหม่ เรื่องการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ผ่าน Circular Design หรือการออกแบบหมุนเวียน

ก่อนพูดถึงการแก้ปัญหา เราควรเข้าใจปัญหาเรื่องโลกร้อนกันก่อน ว่าทำไมการออกแบบ แฟชั่น หรือแม้กระทั่งเสื้อผ้า ถึงมีผลกระทบต่อสภาพอากาศมากมายขนาดที่เราต้องหยิบยกขึ้นมา 

“ในไทยตอนนี้ เวลาเราพูดถึงโลกร้อน เราก็จะนึกถึงแต่หลอดพลาสติก ถุงพลาสติก เพราะมันง่ายและเห็นชัดเจนว่าคือขยะ แต่สิ่งที่เราทุกคนไม่ได้มองว่ามันเป็นขยะ แท้จริงมันเป็นขยะปริมาณมหาศาลบนโลกก็คือเสื้อผ้า” อุ้งเอ่ย

“จริงๆ คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้ว่า เราทุกคนมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศ ทั้งวิธีการที่เราแต่งตัว หรือของที่เราใช้ในแต่ละวัน ยกตัวอย่างง่ายๆ เลย เมื่อวานนี้มีคนมายืนดูนิทรรศเราแล้วบอกว่า อ้าว ไม่เห็นรู้เลยว่าการซื้อกางเกงยีนส์ตัวหนึ่งใช้น้ำตั้งสามพันเจ็ดร้อยกว่าลิตรเลยเหรอ อุตสาหกรรมแฟชั่นจึงเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ส่งผลเสียต่อโลกในเชิงสิ่งแวดล้อมมากที่สุด” เจกล่าวเสริม

ทั้ง British Council และ Fashion Revolution จึงพยายามสร้างความตระหนักรู้ว่า เราทุกคนควรหันกลับมามองว่าเราบริโภคเสื้อผ้าได้อย่างไรบ้าง 

Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก

02

Circular Design 

จากสถิติ คนเราใส่เสื้อผ้าแค่ 1 ใน 4 ของบรรดาเสื้อผ้าที่เราครอบครองอยู่ ของที่เราเก็บไว้แม้ไม่สปาร์กจอยมีปริมาณมากเกินไป

อุ้งบอกความจริงอันน่าตกใจกับเราต่อไปอีกว่า “แค่ในตู้เสื้อผ้าเรา เสื้อที่เราไม่ได้ใส่ก็เยอะมากแล้ว และในองค์รวมของอุตสาหกรรมแฟชั่นเองก็มีผลต่อสิ่งแวดล้อม ผลกระทบรวมกันทั้งโลกมากกว่าสายการบินทุกประเทศรวมกันอีกนะ เพราะเดี๋ยวนี้อุตสาหกรรมแฟชั่นมันผลิตข้ามโลกแล้ว ทำให้เราศูนย์เสียคาร์บอนเยอะมาก ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากการผลิตและการขนส่งไปก็เยอะ แล้วอย่างการปลูกฝ้ายก็ใช้สารเคมีมหาศาล ไหนจะการฟอกย้อมอีกที่ทำให้เกิดน้ำเสียลงสู่ธรรมชาติอีก”

เมื่อลองคิดภาพตามแล้ว วงการอุตสาหกรรมเสื้อผ้าทำให้เกิดน้ำเสียถึง 1 ใน 5 ปริมาณน้ำเสียในโลกเลยทีเดียว แค่กางเกงยีนส์หนึ่งตัว ต้องใช้น้ำในการผลิตเท่ากับปริมาณที่คนใช้ดื่มกินถึง 3 ปี 

Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก
Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก

“สุดท้ายเป็นเรื่องของพลาสติกด้วย เพราะนอกจากฝ้ายแล้ว เส้นใยที่เป็นที่นิยมคือโพลีเอสเตอร์ใยสังเคราะห์ โดยหกสิบเปอร์เซ็นต์ของเสื้อผ้าบนโลกเป็นโพลีเอสเตอร์ ซึ่งทุกครั้งที่เราซักผ้า จะมีไมโครไฟเบอร์หรือเส้นใยพลาสติกเล็กๆ ที่เรามองไม่เห็น ไหลจากท่อระบายน้ำลงไปสู่ทะเล และมันก็จะวนกลับมาหาเราในจานข้าว”

หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องไมโครพลาสติกในปลาทูหรือในสัตว์น้ำกันมาบ้างไม่มากก็น้อย โดยที่หารู้ไม่ว่าส่วนหนึ่งของไมโครพลาสติกเหล่านั้นมาจากเสื้อผ้าของเราเอง

“มีแค่หนึ่งเปอร์เซ็นต์ของเสื้อผ้าเก่าที่ได้รับการรีไซเคิล ที่เหลือกลายเป็นขยะหมดเลย พอมันถูกฝังกลบอยู่ที่บ่อขยะ หมักหมมไปก็เกิดแอโรบิกแบคทีเรีย (Aerobic Bacteria) ซึ่งทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกและภาวะโลกร้อน ทุกอย่างในระบบอุตสาหกรรมแฟชั่นทำให้เกิดผลกระทบต่อโลกจริงๆ” 

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมทางเข้าของนิทรรศการถึงมีกระจกตั้งไว้ เพราะทางผู้จัดงานต้องการให้เหล่าคนบนโลกอย่างเรา ลองสำรวจตัวเองดูว่าเสื้อผ้าของเราฝากอะไรไว้กับโลกบ้าง 

แล้วทางออกสำหรับปัญหาเรื่องเสื้อผ้าที่มีต่อโลกร้อนคืออะไร 

Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก

เจตอบว่า “งานคราฟต์นี่แหละที่เป็นทางออกของปัญหา เพราะงานคราฟต์ล้วนแต่มาจากธรรมชาติ ทั้งฝ้ายหรือเส้นใยจากธรรมชาติ สีจากธรรมชาติ ใช้แล้วอยู่ในระบบได้นาน แต่หลายคนยังไม่รู้ เพราะคนรุ่นใหม่อาจยังไม่ได้เชื่อมไปถึงงานคราฟต์ ไม่รู้จะไปหาซื้อจากที่ไหน จะเข้าถึงได้ยังไง หรืออาจจะยังมีภาพจำของงานคราฟต์ที่ดูเชย มันก็เลยเป็นเป้าหมายร่วมกัน ว่าเราอยากนำเสนอให้คนเมืองหรือคนรุ่นใหม่ได้รู้จักแล้วก็เข้าใจงานหัตถกรรมดีไซน์ทันสมัยมากขึ้น

“รวมถึงการนำเสนอเรื่อง Circular Design หรือการออกแบบที่เลียนแบบวงจรชีวิตของธรรมชาติ ปกติแล้วเส้นทางของเสื้อผ้ามักถูกมองเป็นเส้นตรง เริ่มต้นจากผลิต ใช้ แล้วก็ทิ้ง แต่แนวคิด Circular คือความพยายามที่พอใช้เสร็จ มันกลับเข้ามาสู่ดินหรือย่อยสลายได้มากที่สุด นำกลับมารีไซเคิลให้ได้มากที่สุด

“การคิดแบบครบวงจรมาจากแนวคิดเรื่อง Circular Economy หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน ถ้าต้องการทรัพยากรที่เพียงพอต่อความต้องการคนบนโลก เราต้องใช้โลกถึงสองใบด้วยระบบเศรษฐกิจแบบเดิมที่เป็นเส้นตรง แต่ Circular Design สามารถตอบโจทย์เศรษฐกิจรูปแบบใหม่ แค่เราเปลี่ยนวิธีการบริโภคให้มันหมุนเวียน ก็มีส่วนช่วยในแนวทางที่ดีกับโลกได้” อุ้งกล่าวเสริม

Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก

03

Homegrown 

“เราตั้งชื่อนิทรรศการว่า Homegrown เพราะเรานึกถึงคำว่า Eco ซึ่งรากศัพท์มาจากคำว่า Home ที่แปลว่าบ้าน ดังนั้น เลยเลือกคำนี้มาใช้เป็นคอนเซปต์ของงานว่า ถ้าเราได้กลับมาเชื่อมโยงกับบ้าน กับชุมชน และกับธรรมชาติ อีกครั้ง ก็จะตอบโจทย์เรื่องโลกร้อนได้ ไอเดียหลักก็คือการออกแบบหมุนเวียน โดยเริ่มจากที่บ้าน ปลูกใกล้บ้าน พอย่อยสลายก็กลับเข้ามาในระบบได้อีกครั้ง” อุ้งบอกกับเราเช่นนั้น

นิทรรศการนี้บอกเล่าตั้งแต่ผลกระทบของแฟชั่นที่มีผลต่อสภาวะโลกร้อน ทั้งปัญหาจากการบริโภค Fast Fashion รวมถึงเสนอทางแก้ไข ว่าการออกแบบอย่างยั่งยืนจะช่วยให้เราไม่ฝากภาระไว้กับโลกในภายหลัง

“อุ้งได้ทุนของ British Council ไปเรียนที่อังกฤษเรื่องการออกแบบหมุนเวียนประมาณหนึ่งสัปดาห์กับเพื่อนๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกหกประเทศ พอเราคนเอเชียเข้าไปดู งานคราฟต์ที่เขามองว่าเป็นทางออก มันเหมือนภูมิปัญญาที่เราทำอยู่แล้วนี่ (หัวเราะ) เพราะมันเป็นสิ่งดั้งเดิมที่เราทำอยู่ มันมีความเป็นพุทธมากเลยนะ วัฏจักรของชีวิตที่ไม่มีอะไรอยู่ยงคงกระพัน วันหนึ่งมันต้องย่อยสลายกลับไปสู่ดิน แล้วเป็นประโยชน์ต่อชีวิตใหม่ๆ ต่อไป แล้วตอนนี้มันกลายเป็นอนาคตของวงการออกแบบ ที่นักออกแบบทั่วโลกกำลังหันกลับมามองวิถีของงานคราฟต์กัน” 

การคิดแบบ Circular Design แตกต่างจาก Eco-design ที่เราเคยได้ยิน ตรงที่เป็นกระบวนการคิดให้ครบลูป ตั้งแต่เริ่มออกแบบจนจบ ว่าเมื่อหมดอายุขัยของสิ่งของชิ้นนี้แล้ว มันจะกลับไปเป็นอะไรได้ 

“ถ้าเกิดระบบ Circular หลายๆ ที่ในเมืองไทย ก็จะเกิดความยั่งยืนของชุมชนของแต่ละเมือง จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราไม่ต้อง นำเข้าผ้า แต่ถ้าชุมชนปลูกได้เอง ช่างฝีมือและช่างเย็บตัดเย็บได้เอง ความเข้มแข็งของชุมชนจะเกิดตามมา” 

Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก
Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก

อุ้งเล่าว่า เกือบทุกแบรนด์เสื้อผ้าในนิทรรศการเป็นแบรนด์ที่ทำงานกับชุมชนจริงๆ ไม่ได้เป็นนักออกแบบที่ทำแล้วก็จบ แต่เป็นนักออกแบบที่เข้าไปทำงานกับชุมชนหรืออยู่ในชุมชนอยู่แล้ว เช่น กลุ่มไทลื้อ วานีตา ภูคราม FolkCharm เพื่อเป็นตัวอย่างว่า นี่แหละคือตัวอย่างแฟชั่นที่รักษ์โลกที่เราควรสนับสนุน

เจผู้ลงไปสัมผัสกลุ่มนักออกแบบในโครงการนี้เล่าสิ่งที่น่าสนใจของแต่ละแบรนด์ให้ฟังว่า 

FolkCharm ทำงานกับชุมชนที่ปลูกฝ้ายออร์แกนิกที่จังหวัดเลย ตั้งแต่ปลูก ทอเป็นผืน จนตัดเย็บ ซึ่งทำให้เกิด Local Impact ในแต่ละที่ที่เขาไปทำงานด้วย เราเลยอยากให้เป็นตัวอย่างสำหรับนักออกแบบรุ่นใหม่ที่สนใจเรื่องนี้ ส่วนกลุ่มไทลื้อ นักออกแบบที่มาทำงานกับช่างทอเขาก็อยากให้เกิดขยะน้อยที่สุดในกระบวนการผลิต ปกติเวลาเราจะตัดชุดหนึ่งชุด ถ้าวางแพตเทิร์นตามปกติแล้วมันก็จะมีขยะที่เหลือ เขาเลยออกแบบแพตเทิร์นแบบที่ชาวบ้านนำมาขายได้ ทำให้ไม่มีเศษผ้าเหลือทิ้งเลย ไปจนถึงคิดวิธีการทอให้ทำออกมาแล้วเป็นแพตเทิร์นได้เลย ตรงนี้จะเป็นนวัตกรรมเชิงความคิดต่อไป เพราะฉะนั้น งานคราฟต์ท้องถิ่น งานที่ชาวบ้านทำมันปลอดภัย ไม่มีอะไรร้ายแรงสำหรับโลกนี้”

สุดท้ายปลายทางของงานนิทรรศการ เราจะพบโต๊ะที่จะให้ผู้ร่วมงานสามารถมานั่งใช้เวลาออกแบบเสื้อผ้าให้กับตุ๊กตา หลายคนอาจคิดว่านี่เป็นเรื่องเด็กๆ แต่ผลลัพธ์ที่ได้ คืออีกก้าวของนักออกแบบรุ่นใหม่ที่ใส่ใจโลก

“อุ้งตั้งโจทย์ Design Your Future Dress ให้คนที่พอเขาชมนิทรรศการจบแล้ว ถ้าเขาอยากได้โลกแบบไหน ก็อยากให้เขาออกแบบเสื้อผ้าแบบนั้น เรามีทั้งดอกไม้ใบไม้มาให้ลองสร้างสรรค์เป็นชุดดู พอคนได้มาลองทำงานศิลปะ เขาก็จะมาคุยกัน สุดท้ายแล้วเขาก็จะเข้าใจว่าเรื่องโลกร้อนและเรื่องสังคมเป็นเรื่องเดียวกัน” 

Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก

04

Circular Design Labs 

นอกจากนิทรรศการที่คนทั่วไปอย่างเราจะเข้าถึงและเข้าใจเรื่องแฟชั่นยั่งยืนได้แล้ว ยังมีอีกหนึ่งกิจกรรม คือเวิร์กช็อปสำหรับเหล่าช่างฝีมือและนักออกแบบ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่อุ้งพัฒนามาจากการไปค่ายนักออกแบบกับ British Council เมื่อค.ศ. 2018

“เป็นเวิร์กช็อปเรื่อง Circular Design นี่แหละ แต่เราจะเน้นที่การแชร์กระบวนการคิดเพื่อความยั่งยืนกันมากกว่า เป็นค่ายที่อุ้งได้องค์ความรู้ที่ได้มาจากค่าย Circular Futures Lab ที่อังกฤษ ซึ่งตอนนั้นร่วมมือกับ Ellen MacArthur Foundation เป็นองค์กรที่ทำเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียนระดับโลกจริงๆ ในการขับเคลื่อนเรื่องนี้

Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก

“เขาตั้งโจทย์ให้นักออกแบบเลยว่า ทำยังไงให้ตอบสนองความต้องการผู้ใช้งานได้โดยไม่ทำร้ายโลก ปกติเราจะคิดว่าถ้าจะตอบสนองความต้องการมนุษย์ เราก็ต้องทำร้ายโลกใช่ไหม แต่สำหรับหลักการ Circular Design มันมาเติมเต็มช่องว่างตรงนี้ เราก็ได้เรียนรู้กระบวนการคิดว่ามีหลักการอะไรบ้างตั้งแต่ต้นจนออกมา ซึ่งจะเหมือน Design Thinking แล้วผนวกหลักการความยั่งยืนเสริมเข้าไป”

ในกลุ่มสตาร์ทอัพที่ยึดคนเป็นศูนย์กลางและทำเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย อาจรู้สึกว่า Design Thinking เป็นคำสามัญประจำกาย แต่สำหรับนักออกแบบยั่งยืน คำคำนี้อาจต่างออกไป

“จริงๆ Design Thinking ฮิตมากนะ คือการคิดโดยให้มนุษย์เป็นศูนย์กลาง คิดว่าจะทำยังไงให้ตอบสนองความต้องการได้แล้วก็จบ มันแค่ตอบโจทย์สำหรับมนุษย์ แต่ Circular Design จะชวนให้เราคิดว่าจะตอบสนองความต้องการมนุษย์ยังไงโดยไม่ต้องใช้ทรัพยากรมากขึ้น เสื้อหนึ่งตัวมีหลายวัตถุดิบที่มาประกอบกัน มีปัญหามากเวลารีไซเคิล เพราะว่าวัสดุทั้งธรรมชาติและสิ่งที่มนุษย์ทำ เช่น ซิป กระดุม ปนกัน แต่ปัญหานี้แก้ได้โดยการใช้ Circular Design เพราะมันคือการคิดตั้งแต่ต้นว่าทำยังไงให้สิ่งเหล่านี้ให้ถอดประกอบ แยกออกจากกัน รวมถึงแยกลงถังได้ คิดตั้งแต่เริ่มเลยว่าต้องไม่มีของเสียให้มากที่สุด รวมถึงคิดวัสดุใหม่ๆ เราเลยอยากมาแชร์ใน Chiang Mai Design Week ครั้งนี้ อยากจะแลกเปลี่ยนความรู้กับนักออกแบบรุ่นใหม่ๆ ดู” 

Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก
Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก

05

ความร่วมมือของคนต่อแฟชั่น

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ ความตระหนักรู้ที่เรามีคือขั้นแรก สิ่งที่เราควรทำในลำดับถัดไป คือการร่วมด้วยช่วยโลกผ่านเรื่องง่ายๆ อย่างแฟชั่น

 “อุ้งว่าการสนับสนุนแฟชั่นยั่งยืน คือการเลือกแบรนด์ที่มีผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคมในทางบวก อย่างแบรนด์ที่เรานำเสนอซึ่งช่วยสนับสนุนชุมชน เพราะนักออกแบบขายความคิดสร้างสรรค์ได้ เหมือนเราซื้องานศิลปะ มันจะเก๋และแตกต่างนะ เพราะเสื้อผ้าที่เราซื้อเล่าเรื่องได้ คนเดี๋ยวนี้อาจรู้สึกว่าใส่แบรนด์เนมไม่เก๋เท่าใส่งานคราฟต์อีกแล้ว” 

“ผู้บริโภคก็ค่อยๆ ลดการซื้อและใช้ซ้ำได้มากขึ้น เพราะเสื้อตัวหนึ่งมีอายุอยู่ได้ยี่สิบห้าปีขึ้นไป อย่างช่างฝีมือท้องถิ่น เขาก็ใส่เสื้อที่เขาทอเมื่อยี่สิบปีที่แล้วนะ คนละแนวความคิดกับ Fast Fashion เลย เพราะงานคราฟต์ ยิ่งเก่ายิ่งสวย ยิ่งใช้ยิ่งนุ่ม คุณค่าจะมากขึ้นตามเวลา มันวาบิซาบิ มันเก๋

“ประเทศอื่นๆ มองงานคราฟต์ว่าเป็นงานศิลปะที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งถูกสั่งสมมาหลายชั่วอายุคน แต่ของไทย เรามักเข้าใจว่างานคราฟต์เป็นงานชาวบ้าน เลยชอบต่อราคากัน ซึ่งตรงนี้ทำให้เกิดการลดทอนคุณค่าของงาน ตัวช่างเองก็รู้สึกไม่อยากทำ เพราะฉะนั้น ผู้บริโภคสามารถกำหนดทิศทางการผลิต ให้เขามีกำลังใจในการทำ และทำให้เขามีความภาคภูมิใจในการสร้างชิ้นงานมากขึ้นด้วย” เจเอ่ยเสริม

ปฏิวัติแนวคิดเรื่องเสื้อผ้าให้กลายเป็นคำว่าหมุนเวียนมากกว่าใช้แล้วทิ้ง ผ่านมุมมอง เจ-พัชรวีร์ ตันประวัติ จาก British Council และ อุ้ง-กมลนาถ องค์วรรณดี จาก Fashion Revolution กับนิทรรศการและกิจกรรมในเทศกาลงานออกแบบแห่งเชียงใหม่

นอกจากการอุดหนุนเหล่าช่างฝีมือชุมชนแล้ว อุ้งเสนอว่า ยังมีอีกหลากหลายทางเลือกที่เราในฐานะผู้บริโภคปัจจัย 4 อย่างเสื้อผ้าทำได้ทันที

“การคิดเรื่องเสื้อผ้ายั่งยืน ไม่ใช่แค่ว่าเราต้องซื้อเสื้อผ้าจากแบรนด์ยั่งยืนเท่านั้น จริงๆ แล้วมีทางเลือกมากกว่านั้น สเต็ปที่ง่ายที่สุด คือการกลับมาดูว่าตู้เสื้อผ้าของเรามีอะไรอยู่บ้าง และคิดว่าเราจะนำมา Mix and Match ใหม่ๆ ได้ยังไง

“เสื้อผ้าที่เราไม่ได้ใส่แต่เก็บไว้มากมาย ก็เพราะเราเบื่อแล้วหรือหาวิธีแมตช์ใหม่ๆ ไม่ได้แล้วนั่นเอง สาเหตุก็คือเราซื้อเสื้อผ้าตามเทรนด์มันก็เลยจะเก่าเร็ว ถ้าเราสามารถแมตช์ลุคใหม่ๆ ได้ก็ช่วยให้เราไม่ต้องซื้อเพิ่มอีก ซึ่งสิ่งนี้ในต่างประเทศเขาเรียกกันว่า Capsule Wardrobe เหมือนเป็นชาเลนจ์ว่าในหนึ่งเดือนเราจะแต่งตัวให้ได้สามสิบวัน สามสิบลุค ด้วยเสื้อผ้าแค่สิบสองชิ้น ซึ่งเป็นไอเดียสนุกๆ ที่ผู้หญิงทั่วโลกกำลังให้ความสนใจ

“หรือถ้าใครเราอยากได้เสื้อใหม่ ก็อาจจะไม่ต้องซื้อเพิ่ม แต่มาแลกกันดูไหม ซึ่งอันนี้ก็เป็นกิจกรรมที่ Fashion Revolution กำลังทำ คือเราจะชวนคนเอาเสื้อผ้าในตู้มาแลกกัน”

นอกจากการแลกเปลี่ยนเสื้อผ้า ยังมีการเช่ายืมซึ่งเป็นธุรกิจใหม่ของวงการแฟชั่นที่กำลังเกิดขึ้นด้วย ส่วนเสื้อผ้าเก่าๆ ก็น่าลองซ่อมแซมและดัดแปลงก่อนต้องทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย

เอาล่ะ เมื่อได้ไอเดียดีๆ ในการเป็นส่วนหนึ่งของแฟชั่นยั่งยืน คุณก็เข้าร่วมได้ง่ายๆ อย่ามัวรอช้าอยู่เลย มาเริ่มปฏิบัติการรันวงการแฟชั่นพร้อมการรักษาโลกใบนี้ไปพร้อมกันกันเถอะ

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

ชัยวัฒน์ ทาสุรินทร์

โด้เป็นช่างภาพดาวรุ่งจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นที่รักของเพื่อนๆ และสาวๆ ถึงกับมีคนก่อตั้งเพจแฟนคลับให้เขา ชื่อว่า 'ไอ้โด้ FC'

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load