The Cloud x British Council
For English Version,  Click Here

อลิสัน เวลช์ (Alison Welsh) เคยอยู่ที่แถวหน้าสุดของบรรดาแฟชั่นโชว์ในลอนดอน

ในยุค 80 เธอคือหนึ่งในสมาชิกโต๊ะยาวที่ทำนายโทนสีของแฟชั่นอังกฤษในฤดูกาลถัดไป ซึ่งต้องทำงานถึง 2 ปีล่วงหน้า หน้าที่ของเธอคือเก็บภาพแฟชั่นโชว์อย่างรวดเร็วที่สุด รวบรวมแรงบันดาลใจและวัฒนธรรมที่ส่งอิทธิพลต่อแฟชั่นอังกฤษ เพื่อจัดพิมพ์หนังสือโทนสีและดีไซน์ที่ถูกสั่งซื้อจากทั่วโลก

เธอเป็นที่ปรึกษาของบริษัทเสื้อผ้าชั้นนำหลายแห่ง เช่น บริษัทเสื้อผ้ากีฬา บริษัทกางเกงยีนส์ ให้ข้อมูลพวกเขา ช่วยทำให้พวกเขาอุ่นใจว่ากำลังเดินถูกทาง

แฟชั่นที่ว่าเปลี่ยนไวแล้ว อลิสันไวกว่า เธอรู้ว่าดีไซเนอร์จะใช้สีอะไร หรือออกแบบปกเสื้อแบบไหน ก่อนที่พวกเขาจะรู้ตัวเสียอีก

ผ้าทอ, น่าน

นั่นคือโลกเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้วที่เธอยังอยู่ในธุรกิจแฟชั่นเต็มตัว เมื่อตัดสินใจสร้างครอบครัว อลิสันย้ายออกจากลอนดอนไปทำงานเป็นอาจารย์สอนการออกแบบใน Manchester Metropolitan University ปัจจุบันเธอเดินทางทำงานไปทั่วโลก หนึ่งในงานของเธอคือสอนวิชาดีไซน์ให้ดีไซเนอร์ไทยรุ่นใหม่ และพัฒนาผ้าทอมือของชุมชนจังหวัดน่าน ในโครงการของ British Council

วันที่เราพบกันที่อำเภอปัว จังหวัดน่าน อลิสันไม่ได้แต่งตัวล้ำสมัยเลยสักนิด ตรงกันข้าม เธอใส่ชุดผ้าฝ้ายอินเดียทอมือที่ได้มาเมื่อ 10 ปีที่แล้ว และภูมิใจมากในชุดที่สวมใส่

ไม่ใช่เพราะหัวหน้าฝ่ายวิจัยแฟชั่นของสถาบันแฟชั่นแมนเชสเตอร์หันหลังให้เสื้อผ้าสวยงาม แต่เพราะเธอมั่นใจว่าอุตสาหกรรมแฟชั่นที่สร้างมลพิษให้โลกเป็นอันดับสอง รองจากอุตสาหกรรมน้ำมัน จะหันกลับมาสนใจงานคราฟต์และสนใจการรักษาสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น

โลกแฟชั่นจะหมุนช้าลง นี่เป็นหนทางเดียวเท่านั้น เพราะเราไม่มีโลกดวงสำรองให้ใช้อีกแล้ว

ผ้าทอ, น่าน

ก่อนมาทำงานที่นี่ ได้ข่าวว่าคุณเคยทำงานที่สนุกมาก

ฉันเคยทำงานด้านการทำนายเทรนด์แฟชั่น ฉันไม่ค่อยอยากใช้คำว่าทำนายเท่าไหร่ เพราะมันฟังดูลึกลับ จริงๆ ฉันทำงานกับความจริง รวบรวมข้อมูล แล้วตัดสินใจ

ช่วงยุคต้น 80 โชว์ของ ฌอง ปอล โกลติเยร์ (Jean-Paul Gaultier) มีอิทธิพลมาก สมัยสาวๆ ฉันจะนั่งอยู่แถวหน้าสุดของแฟชั่นโชว์เพื่อถ่ายภาพแฟชั่นด้วยกล้องฟิล์ม เราซึมซับข้อมูลจากแฟชั่นโชว์ และทำนายแฟชั่นได้ค่อนข้างตรงทีเดียว โดยเฉพาะเสื้อผ้าผู้ชายที่เปลี่ยนแปลงทีละน้อย เราฟันธงได้เลยว่าปีหน้าสีเทาอ่อนๆ จะเปลี่ยนเป็นเทาอบอุ่น ปกเสื้อจะเล็กลง หรือเสื้อสูทจะเปลี่ยนเป็นกระดุม 2 แถว

บริษัทใหญ่ๆ จะเข้ามาพูดคุยเรื่องเทรนด์ทุกฤดูกาล ฉันต้องทำพรีเซนเทชันล่วงหน้า 18 เดือนก่อนฤดูกาลจริง และ 2 ปีสำหรับสี ฉันไม่เคยรู้เลยว่าตัวเองอยู่ในปีอะไรเพราะในสมองนำหน้าไปแล้วหลายปี

ทำไมต้องทำงานล่วงหน้านานขนาดนั้น

สีเป็นสิ่งแรกที่เกิดขึ้นในฤดูกาลแฟชั่น และเป็นสิ่งที่น่าสนใจที่สุด เมื่อคุณเลือกสีแล้วต้องส่งให้โรงงานผ้าทอ พวกเขาต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือนในการทอ

ผ้าทอ, น่าน

ผ้าทอ, น่าน

ขั้นตอนการทำนายเทรนด์แฟชั่นเป็นอย่างไร

เราต้องจับตามองดีไซเนอร์ที่ทำงานใหม่ๆ หนังที่มีอิทธิพล นิทรรศการ ดนตรี หรือกระทั่งบทกวี เรามองหาอิทธิพลต่อแฟชั่นและสีสัน ฉันเคยอยู่ในการประชุมสีกับคนที่ทำงานในอุตสาหกรรมผ้าที่อังกฤษ เราประชุมกันปีละ 2 ครั้ง และตัดสินใจว่าจะใช้สีอะไรในฤดูกาลถัดไป

ฉันน่าจะเป็นคนที่เด็กที่สุดในโต๊ะ ก่อนหน้าการประชุมฉันจะรวบรวมข้อมูล ซื้อหนังสือเกี่ยวกับภาพวาดหรือหาแรงบันดาลใจ อย่างนิทรรศการที่ได้ดูที่ปารีสหรือฟลอเรนซ์ เพราะตอนนั้นเราไม่มีอินเทอร์เน็ต

ในการประชุม เราจะนั่งรอบโต๊ะยาวและรอให้ถึงคิวอธิบายความคิดตัวเองทีละคน พอผ่านไปสัก 6 คนจะเริ่มสนุกละ เพราะเราจะเห็นความคล้ายคลึงระหว่างคน 6 คน คนหนึ่งอาจจะบอกว่าเทาอุ่นและน้ำตาล อีกคนอาจจะบอกว่าฉันเลือกเทาเหมือนกัน ฉันสนใจคอนกรีต พื้นผิวแข็งๆ และสถาปัตยกรรมเมือง อีกคนอาจจะบอกว่าสนใจสถาปัตยกรรม สีขาว และสีเทา

ถึงการวิจัยของเราจะทำโดยสัญชาตญาณ แต่เมื่อทุกคนที่มีความรู้มาอยู่ร่วมกัน เราจะได้ผลลัพธ์ที่น่าสนใจมาก ที่ประชุมจะรวมรวบข้อมูลและตีพิมพ์การ์ดสีอังกฤษ ไปจัดแสดงและจำหน่ายที่ Premier Vision ซึ่งเป็นงานแฟร์ด้านผ้าที่ปารีส และไปรวมอยู่กับการ์ดสีนานาชาติของประเทศอื่นๆ ชาวญี่ปุ่น อิตาลี และฝรั่งเศส ก็มีการประชุมแบบนี้เหมือนกัน

ทุกวันนี้ยังมีการประชุมเลือกสีประจำประเทศแบบนี้รึเปล่า

ยังมีอยู่ แต่ไม่มีหนังสือเทรนด์แฟชั่นแล้ว หลายคนยังเก็บหนังสือพวกนี้ไว้ สมัยก่อนหนังสือพวกนี้แพงมาก ฉันวาดภาพ ใส่รายละเอียดข้อมูล เทรนด์ต่างๆ ไอเดีย และรวมภาพถ่ายเต็มไปหมด บริษัทจากญี่ปุ่น อเมริกา ออสเตรเลีย และอังกฤษ ก็เคยซื้อหนังสือเหล่านี้

แต่ตอนนี้เราอยู่ในโลกที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ยุคนี้ทุกอย่างอยู่ในอินเทอร์เน็ตทันที Burberry ก็ถ่ายทอดแฟชั่นโชว์สดลงอินเทอร์เน็ตหลายปีแล้ว

ผ้าทอ, น่าน

ตอนนี้เรายังสามารถทำนายแฟชั่นได้ไหม

ฉันไม่คิดว่าได้นะ โครงร่าง รูปทรง และความยาวกระโปรงเป็นเรื่องของยุคก่อน ตอนนี้อะไรก็ใส่ได้ และคุณจะใส่อะไรก็ได้ที่คุณชอบ คุณจะใส่ชุดจาก 10 ปี 20 ปี หรือ 30 ปีที่แล้วก็ได้ ไม่มีใครว่าอะไร

ลักษณะของแฟชั่นสมัยนี้คืออะไร

ตอนนี้ทุกคนมองหาสิ่งที่ต่างกันออกไป มี Fast Fashion ที่ถูกและซื้อง่าย โดยเฉพาะสำหรับวัยรุ่น ตอนนี้ที่อังกฤษร้านค้าออนไลน์ขายดีมาก บ่อยครั้งที่เด็กๆ สั่งซื้อเสื้อผ้าสัก 6 ชุด เสื้อผ้าจะมาส่งที่บ้านในวันรุ่งขึ้น พวกเขาจะลองใส่ เลือกตัวที่ชอบและส่งที่เหลือกลับคืนไป

หลายบริษัทพยายามหาทางหลีกเลี่ยงไม่ให้ลูกค้าส่งของกลับ คุณจะเก็บชุดไว้ถ้าคุณใส่ได้พอดีและดูดี บริษัทจำนวนมากเลยลงทุนกับการทำไซส์เสื้อผ้าให้ถูกต้อง ถ้าจะทำไซส์ 8 ก็ต้องวัดตัวผู้หญิงไซส์ 8 เป็นร้อยๆ คน เป็นงานที่ยากและน่าสนใจมาก

ปัญหาคือมีคนที่อยากซื้อเสื้อผ้าที่ถูกมากๆ เพื่อใส่แค่ครั้งเดียวคืนนี้ แล้วก็ไม่ใส่มันอีกเลย เพราะมันดูดีบนอินสตาแกรม หรือไม่ก็เหมาะสมกับโอกาส

ฉันเข้าใจนะ สมัยสาวๆ ฉันก็ทำเสื้อผ้าใส่เอง ฉันเข้าใจความต้องการที่จะเปลี่ยนอย่างฉับพลัน และความตื่นเต้นที่ได้ใส่ของใหม่ตลอดเวลา เราเบื่อตู้เสื้อผ้าของเรา หรือไม่ก็สิ่งที่เราใส่ คนส่วนใหญ่รู้สึกแบบนั้น แต่ฉันไม่คิดแบบนั้นแล้ว

ทำไมล่ะ

ถ้าคุณเก็บอะไรไว้นานพอ คุณจะข้ามผ่านช่วงเบื่อและจะหลงรักมัน ฉันได้ชุดนี้มาเมื่อ 10 ปีที่แล้ว และดีใจที่ได้ใส่มันในวันนี้ เพราะฉันเก็บมันไว้และดูแลมันอย่างดี

งานวิจัยเรื่องเหตุผลที่คุณเก็บเสื้อผ้าไว้ในตู้น่าสนใจมาก มันอาจส่งอิทธิพลต่อการออกแบบที่ตามมา ผู้คนมีเสื้อผ้าในตู้ที่พวกเขารักและไม่เคยโยนทิ้ง เราต่างมีเหตุผลของตัวเอง มันอาจจะมีความหมายต่อจิตใจ ใส่ได้สะดวก พอดีตัว หรือเหมาะสมกับทุกโอกาส

สมัยก่อนเราอายที่เก็บเสื้อผ้าไว้นานๆ แต่ตอนนี้เราเริ่มภูมิใจและมีความสุขที่ยังใส่ชุดเดิมได้อยู่

Alison Welsh อดีตนักทำนายเทรนด์แฟชั่นอังกฤษ ที่ผันตัวมาออกแบบผ้าทอมือไทย

ผ้าทอ, น่าน

ถ้าเราใส่แต่เสื้อผ้าเดิมๆ และทำนายแฟชั่นไม่ได้อีกต่อไป แล้วอนาคตของอุตสาหกรรมแฟชั่นจะเป็นอย่างไร

บริษัทใหญ่ๆ ทั่วโลกมีฝ่ายดูแลความรับผิดชอบต่อสังคม พวกเขากำลังมองอนาคตของธุรกิจแฟชั่น ผู้คนกำลังหาวิธีหยุดทิ้งผ้า หยุดทิ้งขยะ อย่าง H&M แสดงจุดยืนชัดเจนโดยจัดโครงการเพื่อความยั่งยืน พวกเขาจัดการประกวดเรื่องความยั่งยืนที่ให้คนนอกวงการแฟชั่นสมัครได้ พวกเขาจะคัดเลือกและสนับสนุนทุนให้

ดีไซเนอร์บางคนเริ่มคิดถึงการออกแบบชุดที่ส่งต่อให้ลูกหลานได้ คิดถึงการสร้างสิ่งที่จะมีชีวิตยืนยาวต่อจากช่างที่ทอมันขึ้นมา สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างเชื่องช้า ประณีต และเย็บด้วยมือ คุณมองเห็นความรักที่ถักทอในนั้นได้ คุณจะรู้สึกถึงจิตวิญญาณของคนทำ และจะไม่มีวันทิ้งมันลง นาทีที่คุณมองมันก็รู้แล้วว่ามันจะถูกส่งต่อให้รุ่นต่อไป

ฉันเคยกลัวที่จะใส่ชุดผ้าฝ้ายออร์แกนิกหรือชุดปักมือทั้งตัว แต่ก็ต้องใส่ เพราะถ้าคุณมีชุดคุณก็ต้องใส่มันนะ พวกเสื้อผ้าทำมือย้อมสีธรรมชาติสีจะค่อยๆ จางและนุ่มลงหลัง 10 ปีผ่านไป เหมือนกางเกงยีนส์ที่จะดูดีที่สุดถ้าคุณเก็บมันไว้สัก 10 ปี

ผ้าทอ, น่าน

ผ้าทอ, น่าน

อะไรทำให้คุณแน่ใจว่า Slow Fashion เป็นเทรนด์ที่กำลังมา

ถ้าคุณไปซื้อขนมปังที่ปารีส แต่ก่อนคุณจะเห็นร้านเบเกอรี่แบบดั้งเดิม แต่เดี๋ยวนี้เตาอบจะอยู่กลางร้าน คนอบขนมปังจะอยู่ในร้านด้วย คุณสามารถได้กลิ่นขนมปัง มองคนทำขนมปัง จับมือทักทายเขาและถามวิธีการอบขนมปัง แป้งที่ใช้ หรือเวลาที่เขาตื่นนอนตอนเช้าได้

อาหารแบบคราฟต์มาแรงมากตอนนี้ ยังไม่ใช่ทุกที่ แต่ผู้บริโภคอยากรู้ว่าแฮมที่กินมาจากไหน แป้งที่ใช้มาจากที่ไหนในอิตาลี สิ่งเหล่านี้ปรากฏบนฉลากให้เราเห็น

เสื้อผ้าและอุตสาหกรรมแฟชั่นอยู่ไม่ไกลจากจุดนี้ คนกำลังตื่น เริ่มตระหนักว่าของทำมือและงานฝีมือกำลังเติบโต อุตสาหกรรมอาหารอาจจะนำหน้าอุตสาหกรรมแฟชั่นไปสัก 10 ปี เราสามารถเรียนรู้จากวิธีการของพวกเขาได้ อาหารไม่ได้เปลี่ยนเป็นออร์แกนิกและถูกจริยธรรมในทันที มันเกิดจากทุกคนทุ่มเทที่จะเปลี่ยนให้มันออร์แกนิก ถ้าทุกคนช่วยกันคนละนิดเราจะก้าวไปข้างหน้า

เราต้องการคนที่สร้างความแตกต่าง ส่วนหนึ่งคือการทำงานกับผู้ผลิตโดยตรง หรือลดการสร้างขยะ อย่างผ้าฝ้ายพวกนี้ทอด้วยมือ การตัดผ้าเหล่านี้ทิ้งเป็นอาชญากรรมนะ

ตอนนี้นักเรียนดีไซเนอร์คนหนึ่งกำลังพยายามตัดชุดโดยไม่ตัดผ้าทิ้งเลย นี่เป็นแค่ตัวอย่างเล็กๆ ในประเทศไทย ฉันแน่ใจว่ามีตัวอย่างมากมายแบบเดียวกันทั่วโลก เราจำเป็นต้องทำแบบนี้เพื่ออนาคต

ผ้าทอ, น่าน

ผ้าทอ, น่าน

คุณสนใจเปลี่ยนแปลงอะไรในผ้าฝ้ายทอมือของอำเภอปัว

ผ้าที่นี่มีศักยภาพมาก บางผืนเอามาตัดเสื้อโค้ตได้เลย มันเบาเพราะเป็นผ้าทอมือ ขณะเดียวกันก็อุ่นด้วยเพราะว่าทอด้วยมือเหมือนกัน

ตอนนี้เรากำลังทำงานกับสีธรรมชาติ เพราะที่นี่เคยมีประเพณีย้อมสีธรรมชาติมาก่อน ตอนนี้เราทดลองใช้เส้นใยธรรมชาติอย่างใยข่าหรือใยกาบกล้วยมาทอกระเป๋าหรือเสื้อผ้า มันออร์แกนิกและใส่ได้จริง ที่นี่มีความรู้เรื่องการใช้ต้นไม้ดีมาก แต่ละต้นมีคุณค่าต่างกัน เช่น เปลือกเงาะใช้ย้อมสี กาบกล้วยใช้ทอเส้นใย

เราพยายามใช้สีธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมันเริ่มหายไปแล้ว ฉันคุยถึงเรื่องสีแสบตากับสีที่สบายตากับคนที่นี่ สีเคมีนั้นง่าย ราคาถูก สีชัด และไม่ตก แต่สีธรรมชาตินั้นนุ่มนวลกับสายตา กระทั่งสีชมพูธรรมชาติที่สดที่สุดก็ยังสบายตา คุณแทบไม่จำเป็นต้องทำการ์ดสีเลย เพราะสีธรรมชาติมีความคล้ายกัน มันทำงานง่ายและเข้าคู่ลงตัวอยู่แล้ว

ผ้าทอ, น่าน

ผ้าทอ, น่าน

อะไรทำให้คุณตัดสินใจกลับมาเมืองไทยหลายปีเพื่อช่วยเหลือชุมชนเหล่านี้

ฉันชอบทำงานกับนานาชาติและชอบทำงานกับดีไซเนอร์รุ่นใหม่ งานอีกส่วนหนึ่งของเราคือพยายามสนับสนุนให้คนหนุ่มสาวมีส่วนร่วมกับงานช่าง ที่นี่ช่างทอผ้าก็แก่ลงไปทุกวัน ทักษะของพวกเขาพัฒนามากและซับซ้อนมาก

ถ้าเราหันหลังให้ธรรมเนียมประเพณี มันก็จะหายไป เหมือนที่คนอังกฤษสูญเสียทักษะงานทำมือไปหลายร้อยปีก่อน ตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมเริ่มต้นที่แมนเชสเตอร์ ฉันยังทันเห็นโรงงานทอฝ้ายเต็มเมือง ก่อนที่อพาร์ตเมนต์สวยๆ จะเข้ามาแทนที่พวกมันอีกต่อหนึ่ง

ผู้หญิงที่นี่มีพลังขับเคลื่อนธุรกิจ และชุมชนก็ขับเคลื่อนด้วยพวกเธอ ฉันตื่นเต้นและดีใจที่ได้มาอยู่ตรงนี้ แล้วสร้างประโยชน์ได้จริงๆ

ผ้าทอ, น่าน

ผ้าทอ, น่าน

Crafting Futures เป็นโครงการของ British Council ที่สนับสนุนงานคราฟต์ทั่วโลก โดยสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ระหว่างสหราชอาณาจักรและประเทศอื่นๆ เพื่อช่วยเหลือดีไซเนอร์และชุมชนให้ทำงานคราฟต์ที่ดีขึ้น ขายได้มากขึ้น และทำให้ผู้บริโภคเห็นคุณค่าของงานฝีมือมากขึ้น ถ้าสนใจกระบวนการพัฒนางานคราฟต์ อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่

รายชื่อแบรนด์ท้องถิ่นที่อลิสันเข้าไปสอนการออกแบบมีดังนี้

Phaeo Phafai

Facebook | แพวผ้าฝ้าย น่าน
Tel. 089-851-8918

Baan Donchai

Tel. 086-115-8424, 081-366-7323

Baan Sala

Tel. 087-249-8112

KRAM-HUG

Facebook |   KRAM-HUG.co
Tel.  080-104-7150, 085-717-7494

Krit Boutique

Facebook |   Krit   Boutique
Tel. 085-106-9357

RuayBoon Natural Textile

Facebook |   รวยบุญ ผ้าธรรมชาติ : RuayBoon Natural Textile

 

 

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

Crafting Futures

ความสวยงามของงานคราฟต์ที่ไม่ถูกทำให้เป็นแค่กระแส

The Cloud x British Council

แขกไปใครมา ถ้าได้ยินชื่อ Chiang Mai Design Week ก็เป็นอันรู้กันว่านี่คือเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ที่รวบรวมความสร้างสรรค์ของทั้งนักออกแบบ ช่างฝีมือ ศิลปิน รวมถึงผู้ประกอบการธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เอาไว้เป็นประจำทุกปี และใน ค.ศ. 2020 งานจัดขึ้นภายใต้คอนเซปต์ ‘Stay Safe Stay Alive อยู่ดีมีสุข’ และเราก็ได้โอกาสไปเยี่ยมเยือนเทศกาลสุดสร้างสรรค์นี้ด้วย

Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก

พอสำรวจไปสักพัก ไม่น่าเชื่อว่าจะมีนิทรรศการที่ดึงดูดความสนใจและกระตุกจิตเราเอาไว้ได้ด้วยกระจกที่ตั้งอยู่ตรงทางเข้าของงาน

นิทรรศการที่น่าสนใจนี้เกิดจากการร่วมมือของ British Council และ Fashion Revolution องค์กรที่สนใจเรื่องงานคราฟต์และเมืองสร้างสรรค์ ร่วมมือกับเครือข่ายปฏิวัติวงการแฟชั่นให้เป็นเรื่องยั่งยืน ที่ต้องการบอกทุกคนว่าเสื้อผ้า ภาวะโลกร้อน สังคม และเศรษฐกิจคือเรื่องเดียวกัน 

ปฏิวัติแนวคิดเรื่องเสื้อผ้าให้กลายเป็นคำว่าหมุนเวียนมากกว่าใช้แล้วทิ้ง ผ่านมุมมอง เจ-พัชรวีร์ ตันประวัติ จาก British Council และ อุ้ง-กมลนาถ องค์วรรณดี จาก Fashion Revolution กับนิทรรศการและกิจกรรมในเทศกาลงานออกแบบแห่งเชียงใหม่
ปฏิวัติแนวคิดเรื่องเสื้อผ้าให้กลายเป็นคำว่าหมุนเวียนมากกว่าใช้แล้วทิ้ง ผ่านมุมมอง เจ-พัชรวีร์ ตันประวัติ จาก British Council และ อุ้ง-กมลนาถ องค์วรรณดี จาก Fashion Revolution กับนิทรรศการและกิจกรรมในเทศกาลงานออกแบบแห่งเชียงใหม่

เราเลยขอดึงตัว เจ-ดร.พัชรวีร์ ตันประวัติ ตัวแทนจาก British Council และ อุ้ง-กมลนาถ องค์วรรณดี ตัวแทนจาก Fashion Revolution มาพูดคุยกันถึงสิ่งที่พวกเขาทำ ทั้งนิทรรศการ Homegrown และกิจกรรม Circular Design Lab: Closing the Loops ที่จัดขึ้นเพื่อสื่อสารเรื่อง Circular Design ทางออกของโลกร้อนแก้ได้ด้วยการออกแบบหมุนเวียน 

01

โลกร้อน VS แฟชั่น

ตอบรับปีแห่งการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม British Council ร่วมมือกับ Fashion Revolutionในงาน Chiang Mai Design Week เพื่อรณรงค์ให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านแฟชั่น 

“British Council ทำงานด้านงานหัตถกรรมกับเครือข่ายช่างฝีมือและผู้ประกอบการมาตลอด โดยใน ค.ศ. 2021 ทางสหราชอาณาจักรและอิตาลีจะร่วมเป็นเจ้าภาพจัดประชุม The 26th session of the Conference of the Parties (COP26) ซึ่งเป็นการประชุมภาคีของประเทศที่ลงนามในอนุสัญญาด้านการเปลี่ยนสภาพทางภูมิอากาศที่กลาสโกว์ สกอตแลนด์ เราเลยอยากสื่อสารว่า เรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องของทุกคนผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่เราทำ” เจกล่าวถึงจุดเริ่มต้นของงาน

ส่วนทางอุ้ง ในฐานะผู้ประสานงานเครือข่ายประจำประเทศไทย ก็เริ่มแนะนำตัวว่า Fashion Revolution เป็นเครือข่ายนักออกแบบที่เริ่มต้นขึ้นในประเทศอังกฤษ ซึ่งตระหนักถึงผลกระทบของแฟชั่นที่มีต่อสิ่งแวดล้อมกับสังคม เรื่องแรงงาน รวมถึงเรื่องความเป็นธรรมในห่วงโซ่การผลิต ทำให้โครงการนี้ค่อยๆ ขยายไปเป็นกลุ่มอาสาสมัครทั่วโลก สิ่งที่กลุ่มนี้ทำคือสร้างความตระหนักรู้ให้กับทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ ผู้บริโภค และทุกคนที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนเรื่องแฟชั่นยั่งยืน ตัวอย่างคือกิจกรรมอย่างนิทรรศการและเวิร์กช็อปในงาน Chiang Mai Design Week 

Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก
Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก

ความร่วมมือระหว่าง British Council และ Fashion Revolution เกิดขึ้นในระดับสากลมาโดยตลอด ทำให้ทั้งสององค์กรในประเทศไทยอยากมาร่วมมือกันสื่อสารกับคนไทยรุ่นใหม่ เรื่องการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ผ่าน Circular Design หรือการออกแบบหมุนเวียน

ก่อนพูดถึงการแก้ปัญหา เราควรเข้าใจปัญหาเรื่องโลกร้อนกันก่อน ว่าทำไมการออกแบบ แฟชั่น หรือแม้กระทั่งเสื้อผ้า ถึงมีผลกระทบต่อสภาพอากาศมากมายขนาดที่เราต้องหยิบยกขึ้นมา 

“ในไทยตอนนี้ เวลาเราพูดถึงโลกร้อน เราก็จะนึกถึงแต่หลอดพลาสติก ถุงพลาสติก เพราะมันง่ายและเห็นชัดเจนว่าคือขยะ แต่สิ่งที่เราทุกคนไม่ได้มองว่ามันเป็นขยะ แท้จริงมันเป็นขยะปริมาณมหาศาลบนโลกก็คือเสื้อผ้า” อุ้งเอ่ย

“จริงๆ คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้ว่า เราทุกคนมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศ ทั้งวิธีการที่เราแต่งตัว หรือของที่เราใช้ในแต่ละวัน ยกตัวอย่างง่ายๆ เลย เมื่อวานนี้มีคนมายืนดูนิทรรศเราแล้วบอกว่า อ้าว ไม่เห็นรู้เลยว่าการซื้อกางเกงยีนส์ตัวหนึ่งใช้น้ำตั้งสามพันเจ็ดร้อยกว่าลิตรเลยเหรอ อุตสาหกรรมแฟชั่นจึงเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ส่งผลเสียต่อโลกในเชิงสิ่งแวดล้อมมากที่สุด” เจกล่าวเสริม

ทั้ง British Council และ Fashion Revolution จึงพยายามสร้างความตระหนักรู้ว่า เราทุกคนควรหันกลับมามองว่าเราบริโภคเสื้อผ้าได้อย่างไรบ้าง 

Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก

02

Circular Design 

จากสถิติ คนเราใส่เสื้อผ้าแค่ 1 ใน 4 ของบรรดาเสื้อผ้าที่เราครอบครองอยู่ ของที่เราเก็บไว้แม้ไม่สปาร์กจอยมีปริมาณมากเกินไป

อุ้งบอกความจริงอันน่าตกใจกับเราต่อไปอีกว่า “แค่ในตู้เสื้อผ้าเรา เสื้อที่เราไม่ได้ใส่ก็เยอะมากแล้ว และในองค์รวมของอุตสาหกรรมแฟชั่นเองก็มีผลต่อสิ่งแวดล้อม ผลกระทบรวมกันทั้งโลกมากกว่าสายการบินทุกประเทศรวมกันอีกนะ เพราะเดี๋ยวนี้อุตสาหกรรมแฟชั่นมันผลิตข้ามโลกแล้ว ทำให้เราศูนย์เสียคาร์บอนเยอะมาก ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากการผลิตและการขนส่งไปก็เยอะ แล้วอย่างการปลูกฝ้ายก็ใช้สารเคมีมหาศาล ไหนจะการฟอกย้อมอีกที่ทำให้เกิดน้ำเสียลงสู่ธรรมชาติอีก”

เมื่อลองคิดภาพตามแล้ว วงการอุตสาหกรรมเสื้อผ้าทำให้เกิดน้ำเสียถึง 1 ใน 5 ปริมาณน้ำเสียในโลกเลยทีเดียว แค่กางเกงยีนส์หนึ่งตัว ต้องใช้น้ำในการผลิตเท่ากับปริมาณที่คนใช้ดื่มกินถึง 3 ปี 

Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก
Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก

“สุดท้ายเป็นเรื่องของพลาสติกด้วย เพราะนอกจากฝ้ายแล้ว เส้นใยที่เป็นที่นิยมคือโพลีเอสเตอร์ใยสังเคราะห์ โดยหกสิบเปอร์เซ็นต์ของเสื้อผ้าบนโลกเป็นโพลีเอสเตอร์ ซึ่งทุกครั้งที่เราซักผ้า จะมีไมโครไฟเบอร์หรือเส้นใยพลาสติกเล็กๆ ที่เรามองไม่เห็น ไหลจากท่อระบายน้ำลงไปสู่ทะเล และมันก็จะวนกลับมาหาเราในจานข้าว”

หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องไมโครพลาสติกในปลาทูหรือในสัตว์น้ำกันมาบ้างไม่มากก็น้อย โดยที่หารู้ไม่ว่าส่วนหนึ่งของไมโครพลาสติกเหล่านั้นมาจากเสื้อผ้าของเราเอง

“มีแค่หนึ่งเปอร์เซ็นต์ของเสื้อผ้าเก่าที่ได้รับการรีไซเคิล ที่เหลือกลายเป็นขยะหมดเลย พอมันถูกฝังกลบอยู่ที่บ่อขยะ หมักหมมไปก็เกิดแอโรบิกแบคทีเรีย (Aerobic Bacteria) ซึ่งทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกและภาวะโลกร้อน ทุกอย่างในระบบอุตสาหกรรมแฟชั่นทำให้เกิดผลกระทบต่อโลกจริงๆ” 

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมทางเข้าของนิทรรศการถึงมีกระจกตั้งไว้ เพราะทางผู้จัดงานต้องการให้เหล่าคนบนโลกอย่างเรา ลองสำรวจตัวเองดูว่าเสื้อผ้าของเราฝากอะไรไว้กับโลกบ้าง 

แล้วทางออกสำหรับปัญหาเรื่องเสื้อผ้าที่มีต่อโลกร้อนคืออะไร 

Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก

เจตอบว่า “งานคราฟต์นี่แหละที่เป็นทางออกของปัญหา เพราะงานคราฟต์ล้วนแต่มาจากธรรมชาติ ทั้งฝ้ายหรือเส้นใยจากธรรมชาติ สีจากธรรมชาติ ใช้แล้วอยู่ในระบบได้นาน แต่หลายคนยังไม่รู้ เพราะคนรุ่นใหม่อาจยังไม่ได้เชื่อมไปถึงงานคราฟต์ ไม่รู้จะไปหาซื้อจากที่ไหน จะเข้าถึงได้ยังไง หรืออาจจะยังมีภาพจำของงานคราฟต์ที่ดูเชย มันก็เลยเป็นเป้าหมายร่วมกัน ว่าเราอยากนำเสนอให้คนเมืองหรือคนรุ่นใหม่ได้รู้จักแล้วก็เข้าใจงานหัตถกรรมดีไซน์ทันสมัยมากขึ้น

“รวมถึงการนำเสนอเรื่อง Circular Design หรือการออกแบบที่เลียนแบบวงจรชีวิตของธรรมชาติ ปกติแล้วเส้นทางของเสื้อผ้ามักถูกมองเป็นเส้นตรง เริ่มต้นจากผลิต ใช้ แล้วก็ทิ้ง แต่แนวคิด Circular คือความพยายามที่พอใช้เสร็จ มันกลับเข้ามาสู่ดินหรือย่อยสลายได้มากที่สุด นำกลับมารีไซเคิลให้ได้มากที่สุด

“การคิดแบบครบวงจรมาจากแนวคิดเรื่อง Circular Economy หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน ถ้าต้องการทรัพยากรที่เพียงพอต่อความต้องการคนบนโลก เราต้องใช้โลกถึงสองใบด้วยระบบเศรษฐกิจแบบเดิมที่เป็นเส้นตรง แต่ Circular Design สามารถตอบโจทย์เศรษฐกิจรูปแบบใหม่ แค่เราเปลี่ยนวิธีการบริโภคให้มันหมุนเวียน ก็มีส่วนช่วยในแนวทางที่ดีกับโลกได้” อุ้งกล่าวเสริม

Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก

03

Homegrown 

“เราตั้งชื่อนิทรรศการว่า Homegrown เพราะเรานึกถึงคำว่า Eco ซึ่งรากศัพท์มาจากคำว่า Home ที่แปลว่าบ้าน ดังนั้น เลยเลือกคำนี้มาใช้เป็นคอนเซปต์ของงานว่า ถ้าเราได้กลับมาเชื่อมโยงกับบ้าน กับชุมชน และกับธรรมชาติ อีกครั้ง ก็จะตอบโจทย์เรื่องโลกร้อนได้ ไอเดียหลักก็คือการออกแบบหมุนเวียน โดยเริ่มจากที่บ้าน ปลูกใกล้บ้าน พอย่อยสลายก็กลับเข้ามาในระบบได้อีกครั้ง” อุ้งบอกกับเราเช่นนั้น

นิทรรศการนี้บอกเล่าตั้งแต่ผลกระทบของแฟชั่นที่มีผลต่อสภาวะโลกร้อน ทั้งปัญหาจากการบริโภค Fast Fashion รวมถึงเสนอทางแก้ไข ว่าการออกแบบอย่างยั่งยืนจะช่วยให้เราไม่ฝากภาระไว้กับโลกในภายหลัง

“อุ้งได้ทุนของ British Council ไปเรียนที่อังกฤษเรื่องการออกแบบหมุนเวียนประมาณหนึ่งสัปดาห์กับเพื่อนๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกหกประเทศ พอเราคนเอเชียเข้าไปดู งานคราฟต์ที่เขามองว่าเป็นทางออก มันเหมือนภูมิปัญญาที่เราทำอยู่แล้วนี่ (หัวเราะ) เพราะมันเป็นสิ่งดั้งเดิมที่เราทำอยู่ มันมีความเป็นพุทธมากเลยนะ วัฏจักรของชีวิตที่ไม่มีอะไรอยู่ยงคงกระพัน วันหนึ่งมันต้องย่อยสลายกลับไปสู่ดิน แล้วเป็นประโยชน์ต่อชีวิตใหม่ๆ ต่อไป แล้วตอนนี้มันกลายเป็นอนาคตของวงการออกแบบ ที่นักออกแบบทั่วโลกกำลังหันกลับมามองวิถีของงานคราฟต์กัน” 

การคิดแบบ Circular Design แตกต่างจาก Eco-design ที่เราเคยได้ยิน ตรงที่เป็นกระบวนการคิดให้ครบลูป ตั้งแต่เริ่มออกแบบจนจบ ว่าเมื่อหมดอายุขัยของสิ่งของชิ้นนี้แล้ว มันจะกลับไปเป็นอะไรได้ 

“ถ้าเกิดระบบ Circular หลายๆ ที่ในเมืองไทย ก็จะเกิดความยั่งยืนของชุมชนของแต่ละเมือง จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราไม่ต้อง นำเข้าผ้า แต่ถ้าชุมชนปลูกได้เอง ช่างฝีมือและช่างเย็บตัดเย็บได้เอง ความเข้มแข็งของชุมชนจะเกิดตามมา” 

Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก
Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก

อุ้งเล่าว่า เกือบทุกแบรนด์เสื้อผ้าในนิทรรศการเป็นแบรนด์ที่ทำงานกับชุมชนจริงๆ ไม่ได้เป็นนักออกแบบที่ทำแล้วก็จบ แต่เป็นนักออกแบบที่เข้าไปทำงานกับชุมชนหรืออยู่ในชุมชนอยู่แล้ว เช่น กลุ่มไทลื้อ วานีตา ภูคราม FolkCharm เพื่อเป็นตัวอย่างว่า นี่แหละคือตัวอย่างแฟชั่นที่รักษ์โลกที่เราควรสนับสนุน

เจผู้ลงไปสัมผัสกลุ่มนักออกแบบในโครงการนี้เล่าสิ่งที่น่าสนใจของแต่ละแบรนด์ให้ฟังว่า 

FolkCharm ทำงานกับชุมชนที่ปลูกฝ้ายออร์แกนิกที่จังหวัดเลย ตั้งแต่ปลูก ทอเป็นผืน จนตัดเย็บ ซึ่งทำให้เกิด Local Impact ในแต่ละที่ที่เขาไปทำงานด้วย เราเลยอยากให้เป็นตัวอย่างสำหรับนักออกแบบรุ่นใหม่ที่สนใจเรื่องนี้ ส่วนกลุ่มไทลื้อ นักออกแบบที่มาทำงานกับช่างทอเขาก็อยากให้เกิดขยะน้อยที่สุดในกระบวนการผลิต ปกติเวลาเราจะตัดชุดหนึ่งชุด ถ้าวางแพตเทิร์นตามปกติแล้วมันก็จะมีขยะที่เหลือ เขาเลยออกแบบแพตเทิร์นแบบที่ชาวบ้านนำมาขายได้ ทำให้ไม่มีเศษผ้าเหลือทิ้งเลย ไปจนถึงคิดวิธีการทอให้ทำออกมาแล้วเป็นแพตเทิร์นได้เลย ตรงนี้จะเป็นนวัตกรรมเชิงความคิดต่อไป เพราะฉะนั้น งานคราฟต์ท้องถิ่น งานที่ชาวบ้านทำมันปลอดภัย ไม่มีอะไรร้ายแรงสำหรับโลกนี้”

สุดท้ายปลายทางของงานนิทรรศการ เราจะพบโต๊ะที่จะให้ผู้ร่วมงานสามารถมานั่งใช้เวลาออกแบบเสื้อผ้าให้กับตุ๊กตา หลายคนอาจคิดว่านี่เป็นเรื่องเด็กๆ แต่ผลลัพธ์ที่ได้ คืออีกก้าวของนักออกแบบรุ่นใหม่ที่ใส่ใจโลก

“อุ้งตั้งโจทย์ Design Your Future Dress ให้คนที่พอเขาชมนิทรรศการจบแล้ว ถ้าเขาอยากได้โลกแบบไหน ก็อยากให้เขาออกแบบเสื้อผ้าแบบนั้น เรามีทั้งดอกไม้ใบไม้มาให้ลองสร้างสรรค์เป็นชุดดู พอคนได้มาลองทำงานศิลปะ เขาก็จะมาคุยกัน สุดท้ายแล้วเขาก็จะเข้าใจว่าเรื่องโลกร้อนและเรื่องสังคมเป็นเรื่องเดียวกัน” 

Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก

04

Circular Design Labs 

นอกจากนิทรรศการที่คนทั่วไปอย่างเราจะเข้าถึงและเข้าใจเรื่องแฟชั่นยั่งยืนได้แล้ว ยังมีอีกหนึ่งกิจกรรม คือเวิร์กช็อปสำหรับเหล่าช่างฝีมือและนักออกแบบ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่อุ้งพัฒนามาจากการไปค่ายนักออกแบบกับ British Council เมื่อค.ศ. 2018

“เป็นเวิร์กช็อปเรื่อง Circular Design นี่แหละ แต่เราจะเน้นที่การแชร์กระบวนการคิดเพื่อความยั่งยืนกันมากกว่า เป็นค่ายที่อุ้งได้องค์ความรู้ที่ได้มาจากค่าย Circular Futures Lab ที่อังกฤษ ซึ่งตอนนั้นร่วมมือกับ Ellen MacArthur Foundation เป็นองค์กรที่ทำเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียนระดับโลกจริงๆ ในการขับเคลื่อนเรื่องนี้

Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก

“เขาตั้งโจทย์ให้นักออกแบบเลยว่า ทำยังไงให้ตอบสนองความต้องการผู้ใช้งานได้โดยไม่ทำร้ายโลก ปกติเราจะคิดว่าถ้าจะตอบสนองความต้องการมนุษย์ เราก็ต้องทำร้ายโลกใช่ไหม แต่สำหรับหลักการ Circular Design มันมาเติมเต็มช่องว่างตรงนี้ เราก็ได้เรียนรู้กระบวนการคิดว่ามีหลักการอะไรบ้างตั้งแต่ต้นจนออกมา ซึ่งจะเหมือน Design Thinking แล้วผนวกหลักการความยั่งยืนเสริมเข้าไป”

ในกลุ่มสตาร์ทอัพที่ยึดคนเป็นศูนย์กลางและทำเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย อาจรู้สึกว่า Design Thinking เป็นคำสามัญประจำกาย แต่สำหรับนักออกแบบยั่งยืน คำคำนี้อาจต่างออกไป

“จริงๆ Design Thinking ฮิตมากนะ คือการคิดโดยให้มนุษย์เป็นศูนย์กลาง คิดว่าจะทำยังไงให้ตอบสนองความต้องการได้แล้วก็จบ มันแค่ตอบโจทย์สำหรับมนุษย์ แต่ Circular Design จะชวนให้เราคิดว่าจะตอบสนองความต้องการมนุษย์ยังไงโดยไม่ต้องใช้ทรัพยากรมากขึ้น เสื้อหนึ่งตัวมีหลายวัตถุดิบที่มาประกอบกัน มีปัญหามากเวลารีไซเคิล เพราะว่าวัสดุทั้งธรรมชาติและสิ่งที่มนุษย์ทำ เช่น ซิป กระดุม ปนกัน แต่ปัญหานี้แก้ได้โดยการใช้ Circular Design เพราะมันคือการคิดตั้งแต่ต้นว่าทำยังไงให้สิ่งเหล่านี้ให้ถอดประกอบ แยกออกจากกัน รวมถึงแยกลงถังได้ คิดตั้งแต่เริ่มเลยว่าต้องไม่มีของเสียให้มากที่สุด รวมถึงคิดวัสดุใหม่ๆ เราเลยอยากมาแชร์ใน Chiang Mai Design Week ครั้งนี้ อยากจะแลกเปลี่ยนความรู้กับนักออกแบบรุ่นใหม่ๆ ดู” 

Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก
Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก

05

ความร่วมมือของคนต่อแฟชั่น

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ ความตระหนักรู้ที่เรามีคือขั้นแรก สิ่งที่เราควรทำในลำดับถัดไป คือการร่วมด้วยช่วยโลกผ่านเรื่องง่ายๆ อย่างแฟชั่น

 “อุ้งว่าการสนับสนุนแฟชั่นยั่งยืน คือการเลือกแบรนด์ที่มีผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคมในทางบวก อย่างแบรนด์ที่เรานำเสนอซึ่งช่วยสนับสนุนชุมชน เพราะนักออกแบบขายความคิดสร้างสรรค์ได้ เหมือนเราซื้องานศิลปะ มันจะเก๋และแตกต่างนะ เพราะเสื้อผ้าที่เราซื้อเล่าเรื่องได้ คนเดี๋ยวนี้อาจรู้สึกว่าใส่แบรนด์เนมไม่เก๋เท่าใส่งานคราฟต์อีกแล้ว” 

“ผู้บริโภคก็ค่อยๆ ลดการซื้อและใช้ซ้ำได้มากขึ้น เพราะเสื้อตัวหนึ่งมีอายุอยู่ได้ยี่สิบห้าปีขึ้นไป อย่างช่างฝีมือท้องถิ่น เขาก็ใส่เสื้อที่เขาทอเมื่อยี่สิบปีที่แล้วนะ คนละแนวความคิดกับ Fast Fashion เลย เพราะงานคราฟต์ ยิ่งเก่ายิ่งสวย ยิ่งใช้ยิ่งนุ่ม คุณค่าจะมากขึ้นตามเวลา มันวาบิซาบิ มันเก๋

“ประเทศอื่นๆ มองงานคราฟต์ว่าเป็นงานศิลปะที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งถูกสั่งสมมาหลายชั่วอายุคน แต่ของไทย เรามักเข้าใจว่างานคราฟต์เป็นงานชาวบ้าน เลยชอบต่อราคากัน ซึ่งตรงนี้ทำให้เกิดการลดทอนคุณค่าของงาน ตัวช่างเองก็รู้สึกไม่อยากทำ เพราะฉะนั้น ผู้บริโภคสามารถกำหนดทิศทางการผลิต ให้เขามีกำลังใจในการทำ และทำให้เขามีความภาคภูมิใจในการสร้างชิ้นงานมากขึ้นด้วย” เจเอ่ยเสริม

ปฏิวัติแนวคิดเรื่องเสื้อผ้าให้กลายเป็นคำว่าหมุนเวียนมากกว่าใช้แล้วทิ้ง ผ่านมุมมอง เจ-พัชรวีร์ ตันประวัติ จาก British Council และ อุ้ง-กมลนาถ องค์วรรณดี จาก Fashion Revolution กับนิทรรศการและกิจกรรมในเทศกาลงานออกแบบแห่งเชียงใหม่

นอกจากการอุดหนุนเหล่าช่างฝีมือชุมชนแล้ว อุ้งเสนอว่า ยังมีอีกหลากหลายทางเลือกที่เราในฐานะผู้บริโภคปัจจัย 4 อย่างเสื้อผ้าทำได้ทันที

“การคิดเรื่องเสื้อผ้ายั่งยืน ไม่ใช่แค่ว่าเราต้องซื้อเสื้อผ้าจากแบรนด์ยั่งยืนเท่านั้น จริงๆ แล้วมีทางเลือกมากกว่านั้น สเต็ปที่ง่ายที่สุด คือการกลับมาดูว่าตู้เสื้อผ้าของเรามีอะไรอยู่บ้าง และคิดว่าเราจะนำมา Mix and Match ใหม่ๆ ได้ยังไง

“เสื้อผ้าที่เราไม่ได้ใส่แต่เก็บไว้มากมาย ก็เพราะเราเบื่อแล้วหรือหาวิธีแมตช์ใหม่ๆ ไม่ได้แล้วนั่นเอง สาเหตุก็คือเราซื้อเสื้อผ้าตามเทรนด์มันก็เลยจะเก่าเร็ว ถ้าเราสามารถแมตช์ลุคใหม่ๆ ได้ก็ช่วยให้เราไม่ต้องซื้อเพิ่มอีก ซึ่งสิ่งนี้ในต่างประเทศเขาเรียกกันว่า Capsule Wardrobe เหมือนเป็นชาเลนจ์ว่าในหนึ่งเดือนเราจะแต่งตัวให้ได้สามสิบวัน สามสิบลุค ด้วยเสื้อผ้าแค่สิบสองชิ้น ซึ่งเป็นไอเดียสนุกๆ ที่ผู้หญิงทั่วโลกกำลังให้ความสนใจ

“หรือถ้าใครเราอยากได้เสื้อใหม่ ก็อาจจะไม่ต้องซื้อเพิ่ม แต่มาแลกกันดูไหม ซึ่งอันนี้ก็เป็นกิจกรรมที่ Fashion Revolution กำลังทำ คือเราจะชวนคนเอาเสื้อผ้าในตู้มาแลกกัน”

นอกจากการแลกเปลี่ยนเสื้อผ้า ยังมีการเช่ายืมซึ่งเป็นธุรกิจใหม่ของวงการแฟชั่นที่กำลังเกิดขึ้นด้วย ส่วนเสื้อผ้าเก่าๆ ก็น่าลองซ่อมแซมและดัดแปลงก่อนต้องทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย

เอาล่ะ เมื่อได้ไอเดียดีๆ ในการเป็นส่วนหนึ่งของแฟชั่นยั่งยืน คุณก็เข้าร่วมได้ง่ายๆ อย่ามัวรอช้าอยู่เลย มาเริ่มปฏิบัติการรันวงการแฟชั่นพร้อมการรักษาโลกใบนี้ไปพร้อมกันกันเถอะ

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

ชัยวัฒน์ ทาสุรินทร์

โด้เป็นช่างภาพดาวรุ่งจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นที่รักของเพื่อนๆ และสาวๆ ถึงกับมีคนก่อตั้งเพจแฟนคลับให้เขา ชื่อว่า 'ไอ้โด้ FC'

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load