ขอพูดอย่างไม่เก็บอาการว่าอิจฉา เมื่อได้ยินว่าชาวมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต กำลังจะมี อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี’ พื้นที่สาธารณะแห่งใหม่เนื่องในวาระครบรอบ 100 ปี ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาแบบ ในอาณาเขตกว่า 100 ไร่ของอุทยานฯ ประกอบด้วยสวนสาธารณะใหญ่ยักษ์ระดับเมือง และอาคารป๋วย 100 ปี ตึกเรียนสีเขียวรูปตัว H ใต้หลังคาที่โค้งเป็นเนินดินเก๋ล้ำ (ชื่อของอาจารย์ป๋วยแปลว่าพูนดิน) ทั้งสองสิ่งนี้ล้วนมีแนวคิดชาญฉลาดอยู่เบื้องหลัง เพราะมีแรงขับเคลื่อนหลักอย่างอาจารย์ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บวกกับทีมออกผังแม่บทด้วยทีม CIDAR (Center of Innovative Design and Research) แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สถาปนิกสถาบันอาศรมศิลป์ และภูมิสถาปนิก LANDPROCESS

ถ้าให้นิยามอุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี ฉันมองว่านี่คือพื้นที่สาธารณะที่มีดีไซน์โดดเด่นเตะตา แถมยังคิดถึงสิ่งแวดล้อม คิดถึงผู้คน มองไปข้างหน้าแต่ยังเก็บรักษาจิตวิญญานดั้งเดิมเอาไว้ ฟังแล้วชวนอิจฉาตาร้อน และชวนคิดว่าจะดีแค่ไหนถ้าพื้นที่บ้านเราได้ถูกใช้อย่างสร้างสรรค์แบบนี้อีกเยอะๆ

เกริ่นมาเสียยาว ด้านล่างนี้คือสิ่งที่ฉันได้ไปนั่งคุยกับ อาจารย์ปริญญา และ อาจารย์กชกร วรอาคม ภูมิสถาปนิกแห่ง LANDPROCESS มา (อีกผลงานของอาจารย์กชที่กำลังฮอตคืออุทยานจุฬาฯ 100 ปีนั่นเอง) ไปดูดีกว่าว่าสวนนี้โอบกอดแนวคิดเท่และมีประโยชน์อะไรไว้บ้าง

1. สวนที่คิดถึงทั้งคนและต้นไม้

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี

จุดเริ่มต้นของอุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี ต้องเริ่มเล่าจากว่า เทรนด์มหาวิทยาลัยชั้นนำยุคนี้ขยับจากคำว่า ‘มหาวิทยาลัยสีเขียว’ มาเป็น ‘มหาวิทยาลัยยั่งยืน’ กันแล้ว ถ้าถามว่าต่างกันยังไง คำตอบคือ ความกรีนนั้นชวนให้เรานึกถึงสิ่งแวดล้อม แต่คำว่ายั่งยืนหมายรวมทั้งสิ่งแวดล้อมและผู้คน ทีนี้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เองก็กำลังก้าวไปทางนี้ ด้วยการใส่การออกแบบที่จะเพิ่มพื้นที่สีเขียวและบริการประชาชนลงไปในการวางผังแม่บท

“ธรรมศาสตร์มีประโยคว่า ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้รักประชาชน ส่วนมหาวิทยาลัยสีเขียวเน้นเรื่องสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืนก็คือ 2 เรื่องนี้ เพราะฉะนั้น เราจะดึง 2 คำมาทำให้กลายเป็นคำใหม่ของเราคือ People and Sustainability จากเดิมมี People นี่ก็ต้องมี Sustainability ด้วย” อาจารย์ปริญญาอธิบาย และการคิดถึงทั้งคนและต้นไม้นี่เอง คือคอนเซปต์ใหญ่สุดที่นำไปสู่การเกิดขึ้นของอุทยาน

2. ในสวนนี้มี ‘ภูเขา’

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี

จากแนวคิดเรื่องความยั่งยืน ชาวธรรมศาสตร์เห็นว่าพื้นที่บริเวณถัดจากอาคารยิมเนเซียม 2 ซึ่งตอนนี้ปรับปรุงกลายเป็นหอประชุมใหญ่นั้น เป็นพื้นที่สีเขียวที่ปล่อยไว้ไม่มีการจัดการ สมควรหยิบมาทำเป็นสวนสาธารณะ รวมถึงสร้างอาคารใหม่ด้วยเพื่อเชื่อมธรรมศาสตร์ระหว่างความเป็นชุมชนทางวิชาการกับผู้คนจริงๆ

และเนื่องจากมีวาระแสนพิเศษคือการครบรอบ 100 ปีของอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ปูชนียบุคคลของทั้งชาวธรรมศาสตร์และคนไทย อาคารใหม่จึงได้ชื่อว่า อาคารป๋วย 100 ปี เป็นอาคารพร้อมสวนสาธาณะ มีความพิเศษคือเป็นตึกรูปตัว  H สร้างอยู่ใต้หลังคาที่เป็น ‘พูนดิน’ ซึ่งมีความหมายสอดคล้องชื่ออาจารย์ป๋วย และพูนดินที่ว่าไม่ใช่แค่การจับดินมาถม แต่เป็นพื้นที่สีเขียวภายใต้คอนเซปต์ของ ‘ภูเขา’  ที่เราเดินขึ้นไปชมได้และมีห้องเรียน หรือพื้นที่ทรงครึ่งวงกลม (amphitheater) ที่เอื้อให้จัดกิจกรรมได้หลากหลาย

“ผมเสนอคอนเซปต์ว่าให้เป็นภูเขาได้มั้ย ขอให้เป็นต้นไม้ใหญ่ที่สุดเท่าที่จะใหญ่ได้ แต่แน่นอน จะปลูกต้นไม้บนอาคารก็มีข้อจำกัด แต่เราก็จะทำให้ใหญ่ที่สุด มันคือการอยู่ด้วยกันระหว่างอาคารสมัยใหม่กับต้นไม้ ซึ่งเป็นอนาคตของมนุษยชาติ จะเลือกเมืองโดยโค่นต้นไม้  มันเป็นไปไม่ได้แล้ว โลกร้อนเป็นเรื่องจริง และไม่มีเครื่องมืออะไรที่จะดึงคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากชั้นบรรยากาศได้วิเศษไปกว่าต้นไม้” อาจารย์ปริญญาบอก แล้วเล่าต่อว่านอกจากเป็น ‘หลังคาสีเขียว’ ที่เต็มไปด้วยความหลากหลายและช่วยให้อาคารร่มเย็น หลังคาพูนดินนี้ยังมีพื้นที่สำหรับติดโซลาร์เซลล์เพื่อเป็นแหล่งพลังงานด้วย

3. ไม่ใช่แค่สวนของเด็ก มธ. แต่คือสวนของทุกคน

ถ้าใครเคยไปธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จะรู้สึกได้ว่ามหาวิทยาลัยนี้อาจมีพื้นที่ไม่ใหญ่ แต่แสนจะเป็นกันเอง คือแม้จะเป็นคนนอกก็เดินเข้าไปได้อย่างไม่แปลกแยก แต่อาจารย์ปริญญาบอกว่า ธรรมศาสตร์ รังสิต อันกว้างขวาง แม้จะมีบริเวณอย่างโรงยิมหรือสระว่ายน้ำที่คนนอกเข้ามาใช้ได้ แต่ก็ยังไม่ให้ความรู้สึกเหมือนที่นั่น เมื่อถึงคราวออกแบบอุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี อาจารย์ปริญญาจึงตั้งใจให้ที่แห่งนี้เป็นสวนของทุกคนจริงๆ ซึ่งจะว่าไป ความเท่าเทียมนี้ก็คือส่วนหนึ่งของความเป็นธรรมศาสตร์ที่ทุกคนรู้จักดี  

“การออกแบบสวนนี้จะเหมือนเอาจิตวิญญาณของธรรมศาสตร์ที่เกี่ยวกับประชาธิปไตยออกมา พื้นฐานของประชาธิปไตยตั้งมั่นอยู่บนหลักการว่าพลเมืองเสมอกัน เราแตกต่างกัน อาชีพก็หลากหลาย แต่เราเสมอภาคกันในการเป็นเจ้าของประเทศที่จะออกมาในสวนแห่งนี้” อาจารย์ปริญญาบอกความตั้งใจ

4. ห้องเรียนกลางแจ้งที่สอนวิชา ‘ประชาธิปไตย’

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี

มองในมุมหนึ่ง อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี ประกอบด้วยอาคารใต้เนินดินที่สวยเท่และรักษ์โลก กับตัวพื้นที่สีเขียวรอบๆ แต่อีกมุมหนึ่ง อุทยานนี้ยังถูกออกแบบเพื่อให้เป็นห้องเรียนกลางแจ้งที่จะสอนผู้มาเยือนให้รู้จักคำว่า ‘ประชาธิปไตย’ อันอยู่คู่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาเนิ่นนาน ถ้ามองมุมห้องเรียน พื้นที่ของอุทยานจะแบ่งได้เป็น 4 ส่วน แทนหัวใจของประชาธิปไตย นั่นคือ ประชาชน เสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ

อันดับแรก ส่วน ‘ประชาชน’ คือลานโล่งติดกับถนนพหลโยธิน เป็นลานที่รองรับกิจกรรมและต้อนรับชุมชนให้เข้ามาใช้ ตั้งแต่จัดกิจกรรมกลุ่มทั้งเล็กใหญ่ ออกกำลังกาย จนถึงเป็นห้องเรียนที่นิสิตกับชุมชนได้มาเจอกัน เรียกว่าเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมใช้พื้นที่อย่างแท้จริง

ถัดมาคือ ส่วน ‘เสมอภาค’ พื้นที่ส่วนนี้อยู่ตรงกลาง เป็นพื้นที่โล่งขนาดใหญ่ที่ทุกคนเดินเข้ามาใช้งานได้ พื้นที่เปิดโล่งนี้จะลาดขึ้นสู่ด้านบนเนินดินของอาคารป๋วย 100 ปี 

สำหรับส่วน เสรีภาพ’ คือ ขอบของสวนทั้งสองข้าง ที่มีพื้นที่จัดกิจกรรมหลากหลายประเภท เป็นพื้นที่ที่นักศึกษาและประชาชนสามารถใช้พื้นที่ร่วมกัน และเป็นพื้นที่ที่มีไว้ให้ผู้คนได้มาออกกำลังกาย

สุดท้ายคือส่วน ‘ภราดรภาพ’ พื้นที่ก่อนเข้าตัวอาคาร ภราดรภาพในที่นี้หมายถึงไมตรีระหว่างศิษย์ ครู หรือเพื่อน พื้นที่ส่วนนี้จึงมีทั้งลานกว้างทรงครึ่งวงกลมไว้สำหรับจัดกิจกรรมต่างๆ จนถึงไฮด์ปาร์ก และก่อนเข้าอาคารยังมีรูปปั้นอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ และ อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ตั้งอยู่ 

นอกจากนี้ รอบอุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี ยังมีทางเดินที่ทำไว้เป็นเส้นทางศึกษาเรียนรู้เรื่องประชาธิปไตยอีกด้วย

การมาใช้พื้นที่ของอุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปีของทั้งนักศึกษาและผู้ใหญ่ จึงหมายถึงการมาเป็นนักเรียนรู้จักความหมายของประชาธิปไตยไปด้วยในตัว

5. สวนสาธารณะไร้พรมแดน

ขณะที่ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เชื่อมร้อยอยู่กับเหตุการณ์ประชาธิปไตยเข้มข้น ธรรมศาสตร์ รังสิต ได้รับบทเป็นศูนย์พักพิงผู้ประสบภัยสึนามิในปี 2547 และถัดมาก็ยังเป็นศูนย์พักพิงช่วงเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 เพราะฉะนั้น ถ้าฝั่งท่าพระจันทร์มักมีคำว่าประชาธิปไตยตัวใหญ่แปะอยู่ ทางฝั่งรังสิตก็มีคำว่าจิตอาสา ซึ่งอาจารย์ปริญญาบอกว่าเป็นสิ่งที่ข้ามพ้นเรื่องประเทศหรือชนชาติไป และแน่นอน จิตวิญญาณแบบธรรมศาสตร์ รังสิต ก็ถูกถ่ายทอดไว้ในอุทยานแห่งนี้ด้วย

“สวนเราไม่ได้เป็นเพียงสวนสาธารณะ แต่เราต้องการให้นักศึกษาคิดถึงมนุษยชาติ เพื่อบรรลุสิ่งนั้น สวนจะไม่ได้มีแต่ต้นไม้ แต่ต้องมีงานศิลปะ ต้องมีพื้นที่กิจกรรม” อาจารย์ปริญญากล่าว

6. พา ‘ทุ่งรังสิต’ กลับมา

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี

แม้ทุกวันนี้พื้นที่ย่านรังสิตจะมีกลิ่นอายความเป็นเมืองอบอวลขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าหันกลับไปมองอดีต พื้นที่ตรงนี้เคยเป็น ‘ทุ่งรังสิต’ หรือพื้นที่ชุ่มน้ำที่อุดมสมบูรณ์มาก่อน (มีคนบอกว่าความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศหลากหลายระดับเคยมีเสือ และสัตว์มากมายด้วย…)  อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปีตั้งใจจะไม่ทิ้งคุณค่าเชิงนิเวศของพื้นที่นี้และฟื้นฟูมันกลับมา การออกแบบในเชิงนิเวศจึงมีกลิ่นอายของทุ่งหญ้าพื้นที่ชุ่มน้ำซึ่งมีน้ำกร่อยเต็มที่ ตั้งแต่เลือกใช้ต้นไม้ที่ทนสภาพน้ำกร่อยได้ การเพิ่บรรยากาศความเป็นทุ่ง จนถึงการส่งเสริมให้พื้นที่นี้กลายเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำทางธรรมชาติด้วยวิธีอย่างเก็บสระน้ำดั้งเดิมไว้    

และถ้าใครเคยติดตามผลงานของ LANDPROCESS จะรู้ว่าบริษัทภูมิสถาปนิกเจ้านี้โดดเด่นเรื่องน้ำ และให้ความสำคัญกับพื้นที่ชุ่มน้ำมาก สวนสาธารณะธรรมศาสตร์เพื่อประชาชนที่ตั้งอยู่ในเมืองชุ่มน้ำอย่างปทุมธานีจึงเชื่อมโยงกับเรื่องน้ำทั้งหมดของผังแม่บทเรื่องการระบายน้ำของมหาวิทยาลัย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งกับตัวมหาวิทยาลัยและเมือง โดยให้ระบบคูและทางระบายน้ำของมหาวิทยาลัยเชื่อมกับสวน เมื่อมีน้ำมา สวนแห่งนี้จะรองรับน้ำ ซึมน้ำ และบำบัดน้ำ ด้วยพืชชนิดต่างๆ ก่อนปล่อยน้ำสู่ระบบคลองเดิม นอกจากนี้ ถ้าเกิดน้ำท่วม แล้วธรรมศาสตร์ต้องสามารถพลิกตัวเองไปเป็นศูนย์บำบัดหรือศูนย์ช่วยเหลืออย่างที่เคยเกิดขึ้น สวนนี้ก็จะไม่ใช่แค่ที่ช่วยรับน้ำ แต่จะกลายเป็นศูนย์พักพิงที่ผู้ประสบภัยมาใช้ประโยชน์กางเต็นท์นอนได้ มีหลังคาอาคารทรงเนินดินเป็นส่วนพื้นที่แห้งพ้นน้ำด้วย

7. เราจะเป็นสวนสาธารณะให้เมือง

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี

ย่านรังสิตมีชุมชนหนาแน่น แต่แทบไม่มีสวนสาธารณะขนาดใหญ่ระดับเมือง ซึ่งหมายถึงสวนขนาดเกิน 50 ไร่ และรองรับกิจกรรมได้ขนาดหลักพัน หลักหมื่นคน อยู่เลย ดังนั้น อุทยาทเรียนรู้ป๋วย 100 ปีก็จะเข้ามารับบทนี้ โดยการเป็นสวนใหญ่ระดับเมืองหมายถึงช่วยตอบโจทย์กิจกรรมคนได้มากขึ้น เช่น มีสนามเด็กเล่น มีพื้นที่ออกกำลังกายจริงจัง แต่เมื่อสวนนี้ไม่ทิ้งลายความเป็นธรรมศาสตร์ คนที่มาใช้เลยไม่ใช่แค่ได้ออกกำลังกาย แต่น่าจะได้มุมมองด้านสังคมกลับไปด้วย (นึกภาพว่ามาวิ่งแล้วได้ผ่านเส้นทางเรียนรู้ประชาธิปไตยด้วย บรรยากาศก็น่าจะประมาณนั้นแหละ)

8. สวนที่ตั้งใจฟังเสียงของเรา

นอกจากต้องอาศัยความรู้ทางภูมิสถาปัตย์ การออกแบบสวนสาธารณะยังต้องคิดเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้ สำหรับกรณีอุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี ผู้ออกแบบเห็นว่าชาวธรรมศาสตร์มีบุคลิกโดดเด่นคือ เป็นคนที่มีสิทธิ์เสียง มีส่วนร่วม การออกแบบครั้งนี้จึงตอบโจทย์ด้วยกระบวนการทำ ‘ประชาพิจารณ์’ เพื่อฟังเสียงว่าที่ผู้ใช้ว่าต้องการอะไรกันบ้าง ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปในการสร้างสวนสักแห่ง (เป็นสิ่งที่ฉันประทับใจมากและรู้สึกว่านี่มันแก่นของสวนสาธารณะของชาวธรรมศาสตร์สุดๆ) แน่นอนว่าความเห็นจะหลากหลายมาก และทำจริงไม่ได้ทั้งหมด แต่การมีคนฟังเสียงของเรานี่มันดีจริงๆ นะ

9. ต้นไม้ที่เติบโตพร้อมผู้คน

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี

เพราะรู้ว่าเมื่อเวลาผ่าน ทุกอย่างก็จะเปลี่ยนแปลง อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปีจึงถูกออกแบบด้วยการมองไปข้างหน้าอย่างรอบคอบและรอบด้าน

“เราจะไม่มองแค่ประชาคมธรรมศาสตร์ที่มีอยู่ในวันนี้ แต่ต้องคิดถึงความน่าจะเป็นในทุกมิติว่าถ้าน้ำท่วมอีกรอบนึงล่ะ ถ้ามีคนอยากไฮด์ปาร์กล่ะ ถ้าอยากจัดงานเฉลิมฉลอง พื้นที่สีเขียวแห่งนี้นี้จะรองรับอุดมคติของประชาชนและชาวธรรมศาสตร์ที่จะเกิดในยุคต่อไปได้ยังไง การออกแบบสวนสาธารณะคือการออกแบบด้วยวิสัยทัศน์ถึงอนาคต มันท้าทายตรงนี้” อาจารย์กชกร วรอาคม แห่ง LANDPROCESS อธิบาย แล้วเฉลยว่าทางออกคือการออกแบบให้อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปีมีกรอบแนวคิดที่แสดงความเป็นธรรมศาสตร์ที่มีเอกลักษณ์ชัด แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ออกแบบทุกอย่างชนิดจบบริบูรณ์ เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ อุทยานแห่งใหม่ของชาวธรรมศาสตร์ รังสิต จึงเป็นพื้นที่ที่ถูกคิดมาเพื่อวันนี้ และแน่นอน เพื่อวันข้างหน้า

เหมือนปลูกต้นไม้เฉพาะถิ่นลงในพื้นที่ที่เหมาะสม แล้วจากนั้นก็ปล่อยให้มันเติบโตไปพร้อมสภาพแวดล้อม สังคมและผู้คน-กชกรเปรียบเทียบไว้แบบนั้น

ขอขอบคุณ : LANDPROCESS

Writer

Avatar

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

1 กุมภาพันธ์ 2566
2 K

สวนลุมพินีคือสวนสาธารณะแห่งแรกของประเทศไทย เป็นสวนอเนกประสงค์ ผู้คนนิยมเข้ามาทำกิจกรรมอย่างออกกำลังกาย หรือบางครั้งก็เป็นสถานที่จัดงานเฉลิมฉลอง แต่มี 1 อาคารที่หลายคนเกือบหลงลืมไปจากความทรงจำ นั่นคือ ‘ลุมพินีสถาน’ 

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

อาคารหลังนี้ตั้งตระหง่านอยู่ในสวนลุมพินี สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นโรงลีลาศโดยเฉพาะ และถือเป็นโรงเต้นรำที่ทันสมัยที่สุดในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 

ทั้ง ๆ ที่เป็นอาคารที่มีความสำคัญมากในยุคหนึ่ง แต่เมื่อเวลาผ่านไป สภาพสังคมเปลี่ยน ลีลาศกลายเป็นความสนใจของคนเฉพาะกลุ่มมากขึ้น มีอาคารจัดงานที่ทันสมัยและใหญ่กว่าผุดขึ้นมาหลายที่ ลุมพินีสถานก็เงียบเหงาลงและปิดไม่ให้ใช้งานในที่สุด จนสภาพทรุดโทรมลงไปตามกาลเวลา

คอลัมน์ Public Space ครั้งนี้ พา ศาสตราจารย์ ดร.ชาตรี ประกิตนนทการ หัวหน้าโครงการลุมพินีสถานฯ มาพูดคุยเรื่องราวของตัวอาคารก่อนถูกทิ้งร้างนานกว่า 10 ปี และแนวคิด Learning from The Past to Create the Future ที่ทำให้เกิดงาน ‘ลุมพินีสถาน : วัฒนธรรมบันเทิงยุค 50s – 60s’ ที่จะปลุกให้ผู้คนได้ร่วมคิดต่อยอดการใช้งานอาคารให้เหมาะสมกับปัจจุบัน ในวันที่ 4 – 5 กุมภาพันธ์นี้ 

โรงเต้นรำ

ในอดีต ลุมพินีสถานเคยเป็นโรงลีลาศกลางพระนคร แต่แปลกที่ประวัติไม่มีการบันทึกไว้แน่ชัดว่าก่อสร้างเมื่อไหร่ “ส่วนตัวผมประเมินว่าอาคารหลังนี้เริ่มสร้างประมาณ พ.ศ. 2495 แล้วเสร็จ พ.ศ. 2498” อาจารย์ชาตรีเริ่มต้นเล่าประวัติให้เราฟัง อาคารหลังนี้ปูพื้นด้วยไม้ปาร์เกต์ ซึ่งว่ากันว่าเป็นไม้ที่เหมาะกับการเต้นลีลาศมากที่สุด 

ในช่วงรุ่งเรืองของอาคารหลังนี้ ที่นี่มีลีลาศทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละครั้ง เป็นการพบปะสังสรรค์ของหนุ่มสาว ในยุคนั้นลีลาศเป็นการเต้นที่นิยมมากที่สุด ซึ่งวงดนตรีที่คู่เคียงมากับลีลาศอย่าง ‘สุนทราภรณ์’ ก็แจ้งเกิดทั้งนักลีลาศและนักร้องหลายคน

“ไฮไลต์ที่สำคัญที่สุดคือเวทีกลม มันหมุนได้” อาจารย์ชาตรีนำเสนอ

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

สิ่งนี้สร้างเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักดนตรี และเพื่อไม่ให้ดนตรีขาดช่วงตอนเปลี่ยนวงดนตรี เมื่อวงแรกกำลังจะเล่นจบ วงที่ 2 ก็เตรียมตัวอยู่บนเวทีอีกด้านและบรรเลงเพลงไปพร้อมกับวงแรก จากนั้นเวทีก็หมุนพาวงที่ 2 มาอยู่ด้านหน้าแทน สิ่งนี้ทำให้เสียงดนตรีไม่ขาดช่วง และนักเต้นลีลาศก็จะเต้นต่อได้โดยไม่ต้องหยุด ไม่มีประวัติแน่ชัดว่าสถาปนิกหรือวิศวกรคนไหนเป็นผู้ออกแบบเวทีกลมนี้ 

แล้วเวทีนี้ยังหมุนได้ไหม – เราถาม

“หมุนไม่ได้แล้ว แต่ผมเชื่อว่าถ้าบูรณะ เครื่องจักรข้างล่างนี้อาจกลับมาหมุนได้อีกครั้ง” หลังจากเล่าเรื่องเวทีจบ อาจารย์พาเราเดินลงไปที่ห้องใต้ดินที่มีเครื่องจักรอยู่ด้านล่าง เมื่อได้เห็นเครื่องจักร เรารู้สึกประหลาดใจมากว่าในสมัยนั้นทำได้ขนาดนี้ ถือว่าทันสมัยจริงอย่างที่อาจารย์เล่า

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

“พ.ศ. 2499 Benny Goodman ราชาเพลงสวิงเดินทางมาเล่นคอนเสิร์ตที่ประเทศไทย แต่เขาไม่ได้มาทัวร์คอนเสิร์ตเหมือน BLACKPINK สมัยนี้นะ มันมีนัยทางการเมือง”

เขาเข้ามาโดยการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ ในยุคสงครามเย็น เพราะต้องการใช้ดนตรีเป็นสื่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และสื่อถึงความเป็น ‘โลกเสรี’ ด้วยดนตรีแจ๊สที่มีความลื่นไหล ไม่ต้องเล่นตามโน้ต และอิมโพรไวส์ได้ตามใจชอบ

ราวหลังทศวรรษ 2520 แม้จะยังเป็นที่เต้นลีลาศเรื่อยมา แต่ความนิยมก็ค่อย ๆ ลดน้อยลง จากนั้นบริเวณชั้นลอยของลุมพินีสถานก็ถูกเปลี่ยนเป็นนิทรรศการสัตว์สตัฟฟ์ และในช่วงหลังกลายเป็นห้องจัดงานเลี้ยง ฟังก์ชันเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามยุคสมัย จนมาถึงยุคที่มีกลุ่มชุมนุมทางการเมืองที่ใช้สวนลุมพินีเป็นพื้นที่หลัก รวมถึงเข้ามาใช้ลุมพินีสถานในการทำกิจกรรม จึงเกิดความเสียหายในหลาย ๆ จุด

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

ท้ายที่สุดใน พ.ศ. 2556 เมื่อมีการตรวจสอบโครงสร้างข้างใต้ พบว่าบางส่วนได้เสื่อมสภาพ สุดท้าย กทม. จึงตัดสินใจระงับการใช้ตึกนี้ใน พ.ศ. 2557 และถูกทิ้งร้างจนถึงปัจจุบัน เป็นการปิดตำนานลุมพินีสถาน สถานที่เข้าสังคมของหนุ่มสาวยุคก่อนไปอย่างน่าเสียดาย

อาคารสงครามเย็น 

ก่อนมาที่นี่ เราได้รู้มาว่าอาคารนี้เป็นสถาปัตยกรรมแบบทันสมัยยุคสงครามเย็น จึงถามอาจารย์ชาตรีว่าในยุคนั้นอาคารเป็นประมาณนี้หมดเลยไหม 

“เป็นลักษณะสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ Modern Architecture” เขาตอบ ในยุคสงครามเย็น วัฒนธรรมอเมริกันเข้ามามีอิทธิพลมากต่อวัฒนธรรมไทย ทั้งในแง่ดนตรี ภาพยนตร์ วัฒนธรรม การแต่งกาย และสถาปัตยกรรม ซึ่งการสร้างพื้นที่วัฒนธรรมบันเทิงก็เป็นส่วนหนึ่งในการเผยแพร่วัฒนธรรมอเมริกันเช่นกัน

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

ลุมพินีสถานเป็นอาคาร 2 ชั้น รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า เป็นโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก พื้นที่ใช้สอยประมาณ 5,500 ตารางเมตร พื้นที่บริเวณชั้น 1 สร้างขึ้นมาเพื่อใช้เป็นฟลอร์เต้นลีลาศและจัดกิจกรรมต่าง ๆ ส่วนบริเวณชั้น 2 มีลักษณะเป็นชั้นลอยรอบอาคาร กั้นห้องขนาดใหญ่ 6 ห้อง

“จะสังเกตว่าผมไม่ได้พูดถึงความสวยงามเลย เพราะอาคารนี้เน้นฟังก์ชันมากกว่า” ถึงไม่ได้เน้นความสวย แต่มี Ornament ที่สำคัญ คือเวทีหมุนและป้ายลุมพินีสถานที่มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษขนาบอยู่ทั้งสองข้าง เป็นฟอนต์ตามเอกลักษณ์ของยุคนั้น ซึ่งป้ายก็เป็นอีกสิ่งสำคัญที่ควรเก็บรักษา

ลุมพินีสถาน : วัฒนธรรมบันเทิงยุค 50s – 60s

“จริง ๆ เป้าหมายไม่ได้กำหนดอยู่ที่นี่” อาจารย์ชาตรีเล่าให้ฟังว่า เขาเริ่มทำวิจัย ‘ศิลปะกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยในทศวรรษ 2470 – 2520’ ตัวงานวิจัยจะเลือกผลงานศิลปะ โดยศิลปะในที่นี้อาจเป็น Art Objects สถาปัตยกรรม หรือดนตรีในยุคนี้ขึ้นมา 50 ชิ้น ไปจัดเป็นนิทรรศการว่าด้วยประวัติศาสตร์ สังคม วัตถุ และสิ่งของ แต่ความมุ่งมั่นของอาจารย์ที่ทำวิจัยเสนอว่า ในวัตถุที่เลือกมา 50 ชิ้น จะดึงมาสักอันที่เป็นงานสถาปัตยกรรมซึ่งอาจถูกทิ้งร้างหรือหลงลืมไปในสังคมไทย เพื่อนำมาจัดกิจกรรมสาธารณะที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะและผู้คนในสังคม

สุดท้ายแล้ว เขาตัดสินใจเลือกลุมพินีสถาน เพราะคิดว่าที่นี่มีศักยภาพและมีความสำคัญต่อสังคม ซึ่งงานนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความสนใจแรกเริ่มที่มีต่อลีลาศ แต่เป็นเพราะตัวตึกที่นำพามาสู่ลีลาศ งานที่เกิดขึ้นจึงมีความพิเศษ เหมือนได้ย้อนกลับไปในยุคที่วัฒนธรรมรุ่งเรืองผ่านตัวอาคารลุมพินีสถาน

“Jim Thompson Art Center ยินดีให้ผมนำชุดผ้าไหมของ Jim Thompson มาให้เราใช้งาน” จิม ทอมป์สัน (Jim Thompson) เป็นคนที่ทำให้ผ้าไหมไทยโด่งดังไปทั่วโลก และอาจารย์ก็ได้ประสานไปยังพี่เจี๊ยบ กฤติยา กาวีวงศ์ ผู้อำนวยการ Jim Thompson Art Center ซึ่งได้รับการช่วยเหลือเป็นอย่างดี จนสุดท้ายจึงได้เสื้อผ้าในคอลเลกชันยุคแรกที่เป็นชุดผ้าไหมในดีไซน์ยุค 50 – 60 มา และตัดสินใจให้วงสุนทราภรณ์ได้สวมใส่ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2566 พร้อมกับทีมงานบางคนที่คัดเลือกมา

นอกจากนี้ ภายในงานจะมีการสร้างบรรยากาศด้วยการนำรถคลาสสิกในยุคนั้นมาจอดโชว์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย

งานวันแรก วันที่ 4 กุมภาพันธ์ จะพูดถึงคุณค่า ความทรงจำ สิ่งที่ไม่ควรลืมของพื้นที่ส่วนนี้ กับกิจกรรม ‘Walking Tour’ มีการเล่าถึงอดีตและอนาคตของลุมพินีสถานผ่านแสงและมัลติมีเดีย ในกิจกรรม ‘A Walk Through Time’ รวมถึงรื้อฟื้นความทรงจำไปกับราชาลีลาศเมืองไทย ‘บุญเลิศลีลาศ’ และ สุนทราภรณ์ บนเวทีที่สร้างขึ้นใหม่เพื่องานนี้โดยเฉพาะ หน้าอาคารลุมพินีสถาน

คืนจิตวิญญาณหนุ่มสาวและนักเต้นเท้าไฟให้ ‘ลุมพินีสถาน’ โรงลีลาศทันสมัยในยุคสงครามเย็น

ส่วนวันที่ 5 กุมภาพันธ์ จะเป็นการส่งต่ออนาคตของพื้นที่ เปิดเวทีระดมความเห็นว่าประชาชนอยากให้อาคารหลังนี้เป็นอย่างไร มีการแสดงดนตรีโดย ป๊อด โมเดิร์นด็อก ร่วมกับวงดนตรีบิ๊กแบนด์จากคณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และปิดท้ายด้วยการเต้น Stumbling Swingout ที่มาพร้อมครูสอนเต้น (สำหรับใครที่ไม่เคยเต้นมาก่อน) จาก Jelly Roll Dance Club

รื้อทิ้งหรือรื้อฟื้น 

“ส่วนตัวผมอยากให้รีโนเวตแบบ Adaptive Reuse” เขาอยากให้มีฟังก์ชันเหมาะกับคนรุ่นใหม่ และมีพื้นที่ให้ผู้สูงวัยได้แสดงออก ด้วยความที่ลุมพินีสถานมีประวัติน้อย ทำให้หลายคนเชื่อว่าฐานรากของอาคารเป็นไม้ทั้งหมด ดังนั้นจินตนาการถึงอนาคตของตึกนี้จึงมีข้อจำกัดมากเพราะความเชื่อดังกล่าว แต่อาจารย์ชาตรีบอกว่า ถ้าดูจากรูปแบบของอาคารและหลักฐานแวดล้อมทางประวัติศาสตร์อื่น ๆ ประกอบ เขาเชื่อว่ามันไม่ได้เก่าขนาดนั้น และฐานรากไม่น่าจะเป็นไม้ แต่ถ้าไม่ได้ขุดสำรวจก็ไม่มีหลักฐานแน่ชัด

“ถ้าเป็นอย่างที่ผมคิดจริง ทางเลือกในการปรับปรุงอาคารจะเปิดกว้างมากขึ้น” อาจารย์บอกว่าสิ่งที่ควรให้ความสำคัญและควรเก็บ คือเวทีกลมและเครื่องจักรด้านล่าง เพราะเป็นสิ่งที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และความทรงจำ สะท้อนถึงความทันสมัยในอดีต หลายคนอาจมีความเห็นว่าอายุแค่ 60 ปีเอง ไม่เห็นเก่าเลย แต่สำหรับอาจารย์ชาตรีผู้รักตึกเก่า อีกไม่นานลุมพินีสถานจะครบ 100 ปี พอถึงเวลานั้น สิ่งนี้จะมีคุณค่ามากขนาดไหน

คืนชีพ 'ลุมพินีสถาน' อาคารเก่ายุค 50 ย้อนบรรยากาศวันวาน และเปิดพื้นที่ระดมความคิดให้คนมีส่วนร่วมในการพัฒนา

ช่วง 10 ปีที่อาคารถูกทิ้งร้าง ทำให้เกิดหลายความเห็นต่ออาคารหลังนี้ บางความเห็นอ้างรายงานการสำรวจความเสียหายที่ทำขึ้นใน พ.ศ. 2556 ว่าโครงสร้างเสื่อมโทรมแล้ว ควรรื้อทิ้งไปดีกว่า แล้วสร้างอาคารใหม่ขึ้นมาแทน หลายคนที่เชื่อว่ารากฐานเป็นไม้ ก็มีความเห็นว่ารื้อทิ้งแล้วสร้างใหม่ให้คล้ายเดิม แต่หากคิดว่าสถานที่นี้คือประวัติศาสตร์ “ผมว่ามันแข็งแรงกว่าที่คิด ควรเก็บอะไรได้มากกว่านั้น”

อาจารย์คิดอย่างไรกับเหล่าอาคารยุคโมเดิร์นที่ผู้คนถกเถียงกันว่าทุบหรือไม่ – เราถาม

“ผมเป็นหนึ่งในคนที่รณรงค์เรื่องตึกโมเดิร์นมานาน เพราะมันเป็นตึกกลางเก่ากลางใหม่ที่ถึงเวลาแล้วสำหรับการต้องเริ่มคิดเก็บรักษาเอาไว้” อาจารย์ตอบเราด้วยความมั่นใจและให้เหตุผลอีกว่า ตึกโมเดิร์นยุคนี้เป็นจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ของโลกจากยุคโบราณสู่ยุคโมเดิร์น ซึ่งเราก็เห็นด้วย เพราะตึกยุคโมเดิร์นเป็นเหมือนสัญลักษณ์แห่งความเปลี่ยนแปลง

คืนชีพ 'ลุมพินีสถาน' อาคารเก่ายุค 50 ย้อนบรรยากาศวันวาน และเปิดพื้นที่ระดมความคิดให้คนมีส่วนร่วมในการพัฒนา

ที่ผ่านมา หลายคนที่วิ่งออกกำลังกายในสวนลุมอาจผ่านลุมพินีสถานไปโดยไม่ทันสังเกต ทั้งที่อาคารทิ้งร้างแห่งนี้มีประวัติ เหตุการณ์ รวมถึงคุณค่าทางสถาปัตยกรรมมากมายให้ได้เรียนรู้ เช่นเดียวกับเราที่จินตนาการถึงความรุ่งเรืองของอาคารนี้ในอดีตตลอดเวลาที่เข้าไปเดินชมอาคาร 

วันที่ 4 – 5 กุมภาพันธ์นี้ งาน ‘ลุมพินีสถาน : วัฒนธรรมบันเทิงยุค 50s – 60s’ จึงเป็นโอกาสดีที่ทุกคนจะได้ปลุกความทรงจำในอดีตขึ้นมาอีกครั้ง รวมทั้งคิดถึงอนาคตของอาคารแห่งนี้ร่วมกันด้วย

ภาพ : foto_momo

Writers

ธนพร ท้าวลา

ธนพร ท้าวลา

นิสิตปรัชญาปี 4 กำลังค้นหาตัวตนด้วยการเขียน หลงรักฤดูฝนในวันที่ไม่ต้องไปไหน ไม่ถูกกับอากาศหนาว งานอดิเรกเต้นยับ เป็นอาร์มี่หัวใจสีม่วง

พู่กัน เรืองเวส

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

Avatar

วีระพล สิงห์น้อย

ช่างภาพสถาปัตยกรรม และเจ้าของเพจภาพถ่ายอาคารเปี่ยมเสน่ห์ชื่อ FOTO_MOMO

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load