ขอพูดอย่างไม่เก็บอาการว่าอิจฉา เมื่อได้ยินว่าชาวมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต กำลังจะมี อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี’ พื้นที่สาธารณะแห่งใหม่เนื่องในวาระครบรอบ 100 ปี ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาแบบ ในอาณาเขตกว่า 100 ไร่ของอุทยานฯ ประกอบด้วยสวนสาธารณะใหญ่ยักษ์ระดับเมือง และอาคารป๋วย 100 ปี ตึกเรียนสีเขียวรูปตัว H ใต้หลังคาที่โค้งเป็นเนินดินเก๋ล้ำ (ชื่อของอาจารย์ป๋วยแปลว่าพูนดิน) ทั้งสองสิ่งนี้ล้วนมีแนวคิดชาญฉลาดอยู่เบื้องหลัง เพราะมีแรงขับเคลื่อนหลักอย่างอาจารย์ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บวกกับทีมออกผังแม่บทด้วยทีม CIDAR (Center of Innovative Design and Research) แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สถาปนิกสถาบันอาศรมศิลป์ และภูมิสถาปนิก LANDPROCESS

ถ้าให้นิยามอุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี ฉันมองว่านี่คือพื้นที่สาธารณะที่มีดีไซน์โดดเด่นเตะตา แถมยังคิดถึงสิ่งแวดล้อม คิดถึงผู้คน มองไปข้างหน้าแต่ยังเก็บรักษาจิตวิญญานดั้งเดิมเอาไว้ ฟังแล้วชวนอิจฉาตาร้อน และชวนคิดว่าจะดีแค่ไหนถ้าพื้นที่บ้านเราได้ถูกใช้อย่างสร้างสรรค์แบบนี้อีกเยอะๆ

เกริ่นมาเสียยาว ด้านล่างนี้คือสิ่งที่ฉันได้ไปนั่งคุยกับ อาจารย์ปริญญา และ อาจารย์กชกร วรอาคม ภูมิสถาปนิกแห่ง LANDPROCESS มา (อีกผลงานของอาจารย์กชที่กำลังฮอตคืออุทยานจุฬาฯ 100 ปีนั่นเอง) ไปดูดีกว่าว่าสวนนี้โอบกอดแนวคิดเท่และมีประโยชน์อะไรไว้บ้าง

1. สวนที่คิดถึงทั้งคนและต้นไม้

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี

จุดเริ่มต้นของอุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี ต้องเริ่มเล่าจากว่า เทรนด์มหาวิทยาลัยชั้นนำยุคนี้ขยับจากคำว่า ‘มหาวิทยาลัยสีเขียว’ มาเป็น ‘มหาวิทยาลัยยั่งยืน’ กันแล้ว ถ้าถามว่าต่างกันยังไง คำตอบคือ ความกรีนนั้นชวนให้เรานึกถึงสิ่งแวดล้อม แต่คำว่ายั่งยืนหมายรวมทั้งสิ่งแวดล้อมและผู้คน ทีนี้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เองก็กำลังก้าวไปทางนี้ ด้วยการใส่การออกแบบที่จะเพิ่มพื้นที่สีเขียวและบริการประชาชนลงไปในการวางผังแม่บท

“ธรรมศาสตร์มีประโยคว่า ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้รักประชาชน ส่วนมหาวิทยาลัยสีเขียวเน้นเรื่องสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืนก็คือ 2 เรื่องนี้ เพราะฉะนั้น เราจะดึง 2 คำมาทำให้กลายเป็นคำใหม่ของเราคือ People and Sustainability จากเดิมมี People นี่ก็ต้องมี Sustainability ด้วย” อาจารย์ปริญญาอธิบาย และการคิดถึงทั้งคนและต้นไม้นี่เอง คือคอนเซปต์ใหญ่สุดที่นำไปสู่การเกิดขึ้นของอุทยาน

2. ในสวนนี้มี ‘ภูเขา’

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี

จากแนวคิดเรื่องความยั่งยืน ชาวธรรมศาสตร์เห็นว่าพื้นที่บริเวณถัดจากอาคารยิมเนเซียม 2 ซึ่งตอนนี้ปรับปรุงกลายเป็นหอประชุมใหญ่นั้น เป็นพื้นที่สีเขียวที่ปล่อยไว้ไม่มีการจัดการ สมควรหยิบมาทำเป็นสวนสาธารณะ รวมถึงสร้างอาคารใหม่ด้วยเพื่อเชื่อมธรรมศาสตร์ระหว่างความเป็นชุมชนทางวิชาการกับผู้คนจริงๆ

และเนื่องจากมีวาระแสนพิเศษคือการครบรอบ 100 ปีของอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ปูชนียบุคคลของทั้งชาวธรรมศาสตร์และคนไทย อาคารใหม่จึงได้ชื่อว่า อาคารป๋วย 100 ปี เป็นอาคารพร้อมสวนสาธาณะ มีความพิเศษคือเป็นตึกรูปตัว  H สร้างอยู่ใต้หลังคาที่เป็น ‘พูนดิน’ ซึ่งมีความหมายสอดคล้องชื่ออาจารย์ป๋วย และพูนดินที่ว่าไม่ใช่แค่การจับดินมาถม แต่เป็นพื้นที่สีเขียวภายใต้คอนเซปต์ของ ‘ภูเขา’  ที่เราเดินขึ้นไปชมได้และมีห้องเรียน หรือพื้นที่ทรงครึ่งวงกลม (amphitheater) ที่เอื้อให้จัดกิจกรรมได้หลากหลาย

“ผมเสนอคอนเซปต์ว่าให้เป็นภูเขาได้มั้ย ขอให้เป็นต้นไม้ใหญ่ที่สุดเท่าที่จะใหญ่ได้ แต่แน่นอน จะปลูกต้นไม้บนอาคารก็มีข้อจำกัด แต่เราก็จะทำให้ใหญ่ที่สุด มันคือการอยู่ด้วยกันระหว่างอาคารสมัยใหม่กับต้นไม้ ซึ่งเป็นอนาคตของมนุษยชาติ จะเลือกเมืองโดยโค่นต้นไม้  มันเป็นไปไม่ได้แล้ว โลกร้อนเป็นเรื่องจริง และไม่มีเครื่องมืออะไรที่จะดึงคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากชั้นบรรยากาศได้วิเศษไปกว่าต้นไม้” อาจารย์ปริญญาบอก แล้วเล่าต่อว่านอกจากเป็น ‘หลังคาสีเขียว’ ที่เต็มไปด้วยความหลากหลายและช่วยให้อาคารร่มเย็น หลังคาพูนดินนี้ยังมีพื้นที่สำหรับติดโซลาร์เซลล์เพื่อเป็นแหล่งพลังงานด้วย

3. ไม่ใช่แค่สวนของเด็ก มธ. แต่คือสวนของทุกคน

ถ้าใครเคยไปธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จะรู้สึกได้ว่ามหาวิทยาลัยนี้อาจมีพื้นที่ไม่ใหญ่ แต่แสนจะเป็นกันเอง คือแม้จะเป็นคนนอกก็เดินเข้าไปได้อย่างไม่แปลกแยก แต่อาจารย์ปริญญาบอกว่า ธรรมศาสตร์ รังสิต อันกว้างขวาง แม้จะมีบริเวณอย่างโรงยิมหรือสระว่ายน้ำที่คนนอกเข้ามาใช้ได้ แต่ก็ยังไม่ให้ความรู้สึกเหมือนที่นั่น เมื่อถึงคราวออกแบบอุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี อาจารย์ปริญญาจึงตั้งใจให้ที่แห่งนี้เป็นสวนของทุกคนจริงๆ ซึ่งจะว่าไป ความเท่าเทียมนี้ก็คือส่วนหนึ่งของความเป็นธรรมศาสตร์ที่ทุกคนรู้จักดี  

“การออกแบบสวนนี้จะเหมือนเอาจิตวิญญาณของธรรมศาสตร์ที่เกี่ยวกับประชาธิปไตยออกมา พื้นฐานของประชาธิปไตยตั้งมั่นอยู่บนหลักการว่าพลเมืองเสมอกัน เราแตกต่างกัน อาชีพก็หลากหลาย แต่เราเสมอภาคกันในการเป็นเจ้าของประเทศที่จะออกมาในสวนแห่งนี้” อาจารย์ปริญญาบอกความตั้งใจ

4. ห้องเรียนกลางแจ้งที่สอนวิชา ‘ประชาธิปไตย’

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี

มองในมุมหนึ่ง อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี ประกอบด้วยอาคารใต้เนินดินที่สวยเท่และรักษ์โลก กับตัวพื้นที่สีเขียวรอบๆ แต่อีกมุมหนึ่ง อุทยานนี้ยังถูกออกแบบเพื่อให้เป็นห้องเรียนกลางแจ้งที่จะสอนผู้มาเยือนให้รู้จักคำว่า ‘ประชาธิปไตย’ อันอยู่คู่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาเนิ่นนาน ถ้ามองมุมห้องเรียน พื้นที่ของอุทยานจะแบ่งได้เป็น 4 ส่วน แทนหัวใจของประชาธิปไตย นั่นคือ ประชาชน เสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ

อันดับแรก ส่วน ‘ประชาชน’ คือลานโล่งติดกับถนนพหลโยธิน เป็นลานที่รองรับกิจกรรมและต้อนรับชุมชนให้เข้ามาใช้ ตั้งแต่จัดกิจกรรมกลุ่มทั้งเล็กใหญ่ ออกกำลังกาย จนถึงเป็นห้องเรียนที่นิสิตกับชุมชนได้มาเจอกัน เรียกว่าเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมใช้พื้นที่อย่างแท้จริง

ถัดมาคือ ส่วน ‘เสมอภาค’ พื้นที่ส่วนนี้อยู่ตรงกลาง เป็นพื้นที่โล่งขนาดใหญ่ที่ทุกคนเดินเข้ามาใช้งานได้ พื้นที่เปิดโล่งนี้จะลาดขึ้นสู่ด้านบนเนินดินของอาคารป๋วย 100 ปี 

สำหรับส่วน เสรีภาพ’ คือ ขอบของสวนทั้งสองข้าง ที่มีพื้นที่จัดกิจกรรมหลากหลายประเภท เป็นพื้นที่ที่นักศึกษาและประชาชนสามารถใช้พื้นที่ร่วมกัน และเป็นพื้นที่ที่มีไว้ให้ผู้คนได้มาออกกำลังกาย

สุดท้ายคือส่วน ‘ภราดรภาพ’ พื้นที่ก่อนเข้าตัวอาคาร ภราดรภาพในที่นี้หมายถึงไมตรีระหว่างศิษย์ ครู หรือเพื่อน พื้นที่ส่วนนี้จึงมีทั้งลานกว้างทรงครึ่งวงกลมไว้สำหรับจัดกิจกรรมต่างๆ จนถึงไฮด์ปาร์ก และก่อนเข้าอาคารยังมีรูปปั้นอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ และ อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ตั้งอยู่ 

นอกจากนี้ รอบอุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี ยังมีทางเดินที่ทำไว้เป็นเส้นทางศึกษาเรียนรู้เรื่องประชาธิปไตยอีกด้วย

การมาใช้พื้นที่ของอุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปีของทั้งนักศึกษาและผู้ใหญ่ จึงหมายถึงการมาเป็นนักเรียนรู้จักความหมายของประชาธิปไตยไปด้วยในตัว

5. สวนสาธารณะไร้พรมแดน

ขณะที่ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เชื่อมร้อยอยู่กับเหตุการณ์ประชาธิปไตยเข้มข้น ธรรมศาสตร์ รังสิต ได้รับบทเป็นศูนย์พักพิงผู้ประสบภัยสึนามิในปี 2547 และถัดมาก็ยังเป็นศูนย์พักพิงช่วงเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 เพราะฉะนั้น ถ้าฝั่งท่าพระจันทร์มักมีคำว่าประชาธิปไตยตัวใหญ่แปะอยู่ ทางฝั่งรังสิตก็มีคำว่าจิตอาสา ซึ่งอาจารย์ปริญญาบอกว่าเป็นสิ่งที่ข้ามพ้นเรื่องประเทศหรือชนชาติไป และแน่นอน จิตวิญญาณแบบธรรมศาสตร์ รังสิต ก็ถูกถ่ายทอดไว้ในอุทยานแห่งนี้ด้วย

“สวนเราไม่ได้เป็นเพียงสวนสาธารณะ แต่เราต้องการให้นักศึกษาคิดถึงมนุษยชาติ เพื่อบรรลุสิ่งนั้น สวนจะไม่ได้มีแต่ต้นไม้ แต่ต้องมีงานศิลปะ ต้องมีพื้นที่กิจกรรม” อาจารย์ปริญญากล่าว

6. พา ‘ทุ่งรังสิต’ กลับมา

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี

แม้ทุกวันนี้พื้นที่ย่านรังสิตจะมีกลิ่นอายความเป็นเมืองอบอวลขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าหันกลับไปมองอดีต พื้นที่ตรงนี้เคยเป็น ‘ทุ่งรังสิต’ หรือพื้นที่ชุ่มน้ำที่อุดมสมบูรณ์มาก่อน (มีคนบอกว่าความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศหลากหลายระดับเคยมีเสือ และสัตว์มากมายด้วย…)  อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปีตั้งใจจะไม่ทิ้งคุณค่าเชิงนิเวศของพื้นที่นี้และฟื้นฟูมันกลับมา การออกแบบในเชิงนิเวศจึงมีกลิ่นอายของทุ่งหญ้าพื้นที่ชุ่มน้ำซึ่งมีน้ำกร่อยเต็มที่ ตั้งแต่เลือกใช้ต้นไม้ที่ทนสภาพน้ำกร่อยได้ การเพิ่บรรยากาศความเป็นทุ่ง จนถึงการส่งเสริมให้พื้นที่นี้กลายเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำทางธรรมชาติด้วยวิธีอย่างเก็บสระน้ำดั้งเดิมไว้    

และถ้าใครเคยติดตามผลงานของ LANDPROCESS จะรู้ว่าบริษัทภูมิสถาปนิกเจ้านี้โดดเด่นเรื่องน้ำ และให้ความสำคัญกับพื้นที่ชุ่มน้ำมาก สวนสาธารณะธรรมศาสตร์เพื่อประชาชนที่ตั้งอยู่ในเมืองชุ่มน้ำอย่างปทุมธานีจึงเชื่อมโยงกับเรื่องน้ำทั้งหมดของผังแม่บทเรื่องการระบายน้ำของมหาวิทยาลัย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งกับตัวมหาวิทยาลัยและเมือง โดยให้ระบบคูและทางระบายน้ำของมหาวิทยาลัยเชื่อมกับสวน เมื่อมีน้ำมา สวนแห่งนี้จะรองรับน้ำ ซึมน้ำ และบำบัดน้ำ ด้วยพืชชนิดต่างๆ ก่อนปล่อยน้ำสู่ระบบคลองเดิม นอกจากนี้ ถ้าเกิดน้ำท่วม แล้วธรรมศาสตร์ต้องสามารถพลิกตัวเองไปเป็นศูนย์บำบัดหรือศูนย์ช่วยเหลืออย่างที่เคยเกิดขึ้น สวนนี้ก็จะไม่ใช่แค่ที่ช่วยรับน้ำ แต่จะกลายเป็นศูนย์พักพิงที่ผู้ประสบภัยมาใช้ประโยชน์กางเต็นท์นอนได้ มีหลังคาอาคารทรงเนินดินเป็นส่วนพื้นที่แห้งพ้นน้ำด้วย

7. เราจะเป็นสวนสาธารณะให้เมือง

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี

ย่านรังสิตมีชุมชนหนาแน่น แต่แทบไม่มีสวนสาธารณะขนาดใหญ่ระดับเมือง ซึ่งหมายถึงสวนขนาดเกิน 50 ไร่ และรองรับกิจกรรมได้ขนาดหลักพัน หลักหมื่นคน อยู่เลย ดังนั้น อุทยาทเรียนรู้ป๋วย 100 ปีก็จะเข้ามารับบทนี้ โดยการเป็นสวนใหญ่ระดับเมืองหมายถึงช่วยตอบโจทย์กิจกรรมคนได้มากขึ้น เช่น มีสนามเด็กเล่น มีพื้นที่ออกกำลังกายจริงจัง แต่เมื่อสวนนี้ไม่ทิ้งลายความเป็นธรรมศาสตร์ คนที่มาใช้เลยไม่ใช่แค่ได้ออกกำลังกาย แต่น่าจะได้มุมมองด้านสังคมกลับไปด้วย (นึกภาพว่ามาวิ่งแล้วได้ผ่านเส้นทางเรียนรู้ประชาธิปไตยด้วย บรรยากาศก็น่าจะประมาณนั้นแหละ)

8. สวนที่ตั้งใจฟังเสียงของเรา

นอกจากต้องอาศัยความรู้ทางภูมิสถาปัตย์ การออกแบบสวนสาธารณะยังต้องคิดเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้ สำหรับกรณีอุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี ผู้ออกแบบเห็นว่าชาวธรรมศาสตร์มีบุคลิกโดดเด่นคือ เป็นคนที่มีสิทธิ์เสียง มีส่วนร่วม การออกแบบครั้งนี้จึงตอบโจทย์ด้วยกระบวนการทำ ‘ประชาพิจารณ์’ เพื่อฟังเสียงว่าที่ผู้ใช้ว่าต้องการอะไรกันบ้าง ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปในการสร้างสวนสักแห่ง (เป็นสิ่งที่ฉันประทับใจมากและรู้สึกว่านี่มันแก่นของสวนสาธารณะของชาวธรรมศาสตร์สุดๆ) แน่นอนว่าความเห็นจะหลากหลายมาก และทำจริงไม่ได้ทั้งหมด แต่การมีคนฟังเสียงของเรานี่มันดีจริงๆ นะ

9. ต้นไม้ที่เติบโตพร้อมผู้คน

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี

เพราะรู้ว่าเมื่อเวลาผ่าน ทุกอย่างก็จะเปลี่ยนแปลง อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปีจึงถูกออกแบบด้วยการมองไปข้างหน้าอย่างรอบคอบและรอบด้าน

“เราจะไม่มองแค่ประชาคมธรรมศาสตร์ที่มีอยู่ในวันนี้ แต่ต้องคิดถึงความน่าจะเป็นในทุกมิติว่าถ้าน้ำท่วมอีกรอบนึงล่ะ ถ้ามีคนอยากไฮด์ปาร์กล่ะ ถ้าอยากจัดงานเฉลิมฉลอง พื้นที่สีเขียวแห่งนี้นี้จะรองรับอุดมคติของประชาชนและชาวธรรมศาสตร์ที่จะเกิดในยุคต่อไปได้ยังไง การออกแบบสวนสาธารณะคือการออกแบบด้วยวิสัยทัศน์ถึงอนาคต มันท้าทายตรงนี้” อาจารย์กชกร วรอาคม แห่ง LANDPROCESS อธิบาย แล้วเฉลยว่าทางออกคือการออกแบบให้อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปีมีกรอบแนวคิดที่แสดงความเป็นธรรมศาสตร์ที่มีเอกลักษณ์ชัด แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ออกแบบทุกอย่างชนิดจบบริบูรณ์ เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ อุทยานแห่งใหม่ของชาวธรรมศาสตร์ รังสิต จึงเป็นพื้นที่ที่ถูกคิดมาเพื่อวันนี้ และแน่นอน เพื่อวันข้างหน้า

เหมือนปลูกต้นไม้เฉพาะถิ่นลงในพื้นที่ที่เหมาะสม แล้วจากนั้นก็ปล่อยให้มันเติบโตไปพร้อมสภาพแวดล้อม สังคมและผู้คน-กชกรเปรียบเทียบไว้แบบนั้น

ขอขอบคุณ : LANDPROCESS

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

“ไปนอนอ่านหนังสือที่ห้องสมุดกันไหม”

ตอนได้ยินคำชวนครั้งแรกก็นึกประหลาดใจว่าทำได้ด้วยหรอ เพราะย้อนกลับไปเมื่อ 16 ปีก่อนสมัยยังอยู่ชั้นประถม เราคุ้นเคยกับการนั่งหลังตรงในห้องสมุด เผชิญหน้ากับความเงียบสงบซึ่งเหมาะแก่การเพ่งสมาธิอ่านหนังสือ หันซ้ายไปขวา ก็มักเจอป้ายเตือนว่า ห้ามหลับ ห้ามส่งเสียงดัง

จนได้รู้ว่าสถานที่ในคำชวนนั้น คือ TK Park ห้องสมุดแนวคิดใหม่ ใหม่เสียจนเราอดสงสัยไม่ได้ว่า ในพื้นที่ขนาดเล็กนั้น จะบรรจุอะไรนอกจากหนังสือไว้ เมื่อได้ลองเข้าไปใช้งาน ก็พบว่ามีทั้งโซนรังผึ้งที่ให้เข้ามานอนอ่านหนังสือได้จริงๆ เป็นห้องสมุดแห่งแรกที่ทำแบบนี้ได้ แถมยังทดลองเล่นอูคูเลเล่ที่ห้องสมุดดนตรี ชวนคุณพ่อคุณแม่ไปนั่งดูหนังในมินิเธียเตอร์ ทดลองเล่นที่ลานสานฝัน จากนั้นก็ต่อคิวรอยืมหนังสือเป็นตั้งกลับบ้านได้ด้วย สมกับชื่อ ‘ห้องสมุดมีชีวิต’ จริงๆ

ส่องโฉมใหม่ TK Park ไม่ใช่แค่สวย แต่มีระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้และความสนุกให้คนทุกวัย

มาถึงวันนี้ เราได้ยินข่าวคราวอีกครั้งว่าบนชั้น 8 ของเซ็นทรัลเวิลด์ สถาบันอุทยานการเรียนรู้ครบวงจรขนาดประมาณ 3,000 ตารางเมตรกำลังพลิกโฉมใหม่ เรียกได้ว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงในรอบทศวรรษ และแน่นอนว่าไม่ใช่แค่ห้องสมุดอย่างที่เราๆ เข้าใจอีกต่อไป เพราะกำลังจะกลายเป็นระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้สำหรับคนทุกวัย เข้าถึงได้แม้ในพื้นที่ห่างไกล โดยมุ่งสนับสนุนการพัฒนาทักษะใหม่ๆ อย่างสร้างสรรค์

ส่องโฉมใหม่ TK Park ไม่ใช่แค่สวย แต่มีระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้และความสนุกให้คนทุกวัย

ฟังแล้วน่าตื่นเต้น ก่อนแวะไปเยี่ยมชมดูห้องสมุดฉบับใหม่ที่ไฉไลกว่าเก่า เราขอพาไปพูดคุยกับ กิตติรัตน์ ปิติพานิช ผู้อำนวยการสถาบันอุทยานการเรียนรู้ TK Park ถึงแนวคิดเบื้องหลังในรอบ 16 ปีตั้งแต่จุดเริ่มต้น การปรับโฉม และก้าวต่อไปที่กำลังจะเกิดขึ้น

ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่เมืองแห่งการเรียนรู้

เรามีห้องสมุดไปทำไมกัน 

ในยุคที่เราเรียนออนไลน์จากที่ไหนก็ได้ การค้นหาความรู้หรือข้อมูลข่าวสารทำได้แสนง่ายดายผ่านอินเทอร์เน็ต แต่ศูนย์การเรียนรู้หรือห้องสมุดก็ยังมีความจำเป็นและควรมีอยู่ต่อไปด้วยเหตุผลด้านกายภาพ ซึ่งก็ต้องปรับตัวตามการหมุนเปลี่ยนของโลก

ผู้อำนวยการกิตติรัตน์ขยายความคำว่า ‘กายภาพ’ ให้ฟังว่า ห้องสมุดเป็นส่วนการเรียนรู้พาร์ตใหญ่ๆ ที่การเรียนออนไลน์ให้ไม่ได้ เพราะมนุษย์ยังต้องมี Social Interaction หรือการปฏิสัมพันธ์ต่อกัน รวมไปถึงทักษะทั้งหลาย อย่างความคิดสร้างสรรค์ หรือการออกแบบเชิงความคิด (Design Thinking) ซึ่งต้องส่งผ่านด้วยวิธีทางกายภาพ

“ห้องสมุดเลยเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาทักษะเหล่านี้ให้กับคน ขนาดที่ฟินแลนด์ ประเทศที่การศึกษาที่ดีที่สุดในโลก รัฐบาลยังเปิดห้องสมุด Oodi Helsinki Central Library ฉลองครบรอบร้อยปีให้กับคนของเขา นี่จึงยืนยันว่าพื้นที่แบบนี้ยิ่งมีเยอะยิ่งดี เพราะทำให้คนเติบโตและเรียนรู้ได้มาก”

ประเทศไทยเองก็มองเห็นความสำคัญของสิ่งก่อสร้างเชิงกายภาพเช่นนี้ และคิดถึงคนที่หลุดจากระบบการศึกษาทางหลัก จึงเริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. ​2548

ส่องโฉมใหม่ TK Park ไม่ใช่แค่สวย แต่มีระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้และความสนุกให้คนทุกวัย

“ตอนนั้นภาครัฐอยากบริหารจัดการความรู้ TK Park จึงจัดตั้งขึ้นมาพร้อมๆ กับองค์กรอื่น อย่าง TCDC (Thailand Creative & Design Center) และมิวเซียมสยาม เป็นเสมือนซอฟต์แวร์มนุษย์เพื่อพัฒนาศักยภาพคนไทย ซึ่งเราเองก็อยากเติมเต็มสิ่งที่ผู้คนต้องการเรียนรู้นอกเหนือจากการศึกษาภาคบังคับ ให้คนทั่วไปนำความรู้ไปพัฒนาคุณภาพชีวิต อาชีพ รวมถึงมีศักยภาพการแข่งขันให้ประเทศก้าวต่อไปได้”

มองภาพต่อมาในระยะเวลานับสิบปี ที่นี่เคยเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ถึง 2 ครั้ง ล่าสุด นอกจากต้องซ่อมแซม จึงถึงเวลาปัดฝุ่นองค์กรครั้งใหญ่ พร้อมปรับตัวสอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน

“ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป พฤติกรรมการอ่านไปจนถึงการใช้พื้นที่ก็เปลี่ยนตาม ทุกวันนี้ห้องสมุดกลายเป็นพื้นที่ทำงาน เป็นมากกว่าพื้นที่ที่เข้ามายืมหรืออ่านหนังสือแล้ว” 

เขายังเสริมอีกว่า เมื่อเกิดสถานการณ์โควิด-19 ยิ่งเป็นตัวเร่งเร้า กระตุ้นให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมากขึ้นอีก เพราะในช่วงเวลานี้ผู้คนทุกวัยหันมาเรียนรู้ อ่านหนังสือ ลองผิดลองถูกในทักษะใหม่ๆ หรือสิ่งที่ตัวเองขาดไปมากขึ้น จึงถึงเวลาที่ TK Park ต้องปรับตัวเองบ้าง จากห้องสมุดมีชีวิต จึงขยายให้เป็นระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้

แล้วอะไรคือระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ที่ว่า การเดินทางต่อจากนี้จะช่วยให้เราค้นพบคำตอบ

สถาบันอุทยานการเรียนรู้โฉมใหม่

เรามีโอกาสได้เข้าไปเยี่ยมชมสถานที่หลังจากกลับมาเปิดบริการอีกครั้งหลังคลายล็อกดาวน์ ภายในพื้นที่โฉมใหม่มีไฮไลต์ทั้งหมด 5 โซน ผู้อำนวยการกิตติรัตน์บอกกับเราว่า มีคนแวะเวียนมายืมหนังสือกันมากมาย และทุกส่วนของพื้นที่การเรียนรู้ถูกออกแบบมาให้พร้อมรับกับสถานการณ์โรคระบาด ทั้งมาตรการรักษาความปลอดภัยที่สร้างความมั่นใจให้ผู้มาใช้บริการ ตั้งแต่การทำความสะอาดทุกชั่วโมง มีแอลกอฮอล์ในทุกจุด ไปจนถึงเครื่องอบ UV

จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย

และเพื่อลดการสัมผัสให้ได้มากที่สุด ตั้งแต่เริ่มเดินเท้าเข้ามา ก็ใช้แอปพลิเคชัน MyTK สแกน QR Code จ่ายค่าสมาชิกหรือค่าปรับได้เลย รวมไปถึงจุด Smart Library ให้สมาชิกยืม คืน ต่ออายุ ผ่านระบบอัตโนมัติ

จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย
จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย
จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย

จากโซนรังผึ้งที่คนชอบมาเช็กอินถ่ายรูป หรือเป็นพื้นที่ปีนป่ายของเด็กๆ ก็กลายเป็นโซนของเล่น Toy Library ซึ่งพัฒนาร่วมกับ PlanToys เต็มไปด้วยของเล่นจากวัสดุธรรมชาติ พร้อมหนังสือคุมธีมคัดสรรโดยเหล่าบรรณารักษ์ เพื่อให้เจ้าตัวน้อยเรียนรู้เสริมทักษะไปพร้อมกับความสนุก

จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย

“เราค้นพบว่าเด็กๆ ที่มาที่นี่อยากได้ของเล่น พอเกิดโควิด-19 ขึ้น เราก็คิดว่าของเล่นพวกนี้น่าจะให้ยืมกลับไปเล่นที่บ้านได้ เลยทำบริการส่งชุดของเล่น พร้อมกับหนังสือที่คัดมาแล้วว่าไปในแนวทางเดียวกัน” 

กิตติรัตน์อธิบายแนวคิดที่เรียกว่า Library of Things ซึ่งมีมากขึ้นในช่วงที่ผู้คนต้องอยู่กับบ้าน อีกหนึ่งความตั้งใจที่อยากให้เกิดขึ้นบ้างในไทย

จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย
จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย

สถาบันอุทยานการเรียนรู้ TK Park มีฐานข้อมูลหนังสือฟรีอย่าง E-Library ซึ่งพัฒนาไว้ก่อนที่โลกออนไลน์จะฮิตราว 10 ปี จากที่มีทั้งหมด 7,000 รายการ ตอนนี้เพิ่มขึ้นเป็น 30,000 รายการ และมีถึง 4 ฐานข้อมูล เป็นระบบหนังสือออนไลน์ดีที่สุดแห่งหนึ่งของไทย แต่ถึงอย่างนั้น ก็เชื่อว่าหลายคนยังโหยหาหนังสือเล่ม ที่นี่เลยมีบริการ Book Delivery ส่งหนังสือไปให้ยืมถึงบ้าน และส่งข้ามจังหวัดได้ด้วย อยากอ่านเล่มไหนก็ไร้อุปสรรค

จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย

สำหรับพื้นที่อ่านหนังสือ (Reading Space) ก็เพิ่มมุมนิตยสารขึ้นมา ซึ่งผู้อำนวยการแอบกระซิบว่า หนังสืออันดับหนึ่งที่ครองใจคนที่เข้ามาใช้บริการ คือเหล่านิตยสารเล่ม และเมื่อกวาดสายตาโดยรอบ จะเห็นพื้นที่โปร่งโล่ง พร้อมไฟส่องสว่างประจำโต๊ะ เปลี่ยนจากการใช้แสงสีเหลืองเป็นแสงสีขาว เพื่ออรรถรสในการอ่านหนังสือ รวมไปถึงมุมนั่งอ่านหนังสือที่เป็นส่วนตัวมากขึ้นแม้จะอยู่ในพื้นที่สาธารณะ ออกแบบลักษณะคล้าย Phone Booth ให้คนขลุกตัวได้ แถมด้วยที่นั่งหลายรูปแบบรองรับทุกอิริยาบถ ซึ่งยังคงเอกลักษณ์ให้มานั่งหรือนอนอ่านหนังสือตามแต่จะเลือกสรร

จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย

และที่ถือว่าเป็นมุมใหม่มากๆ คือ Book Wall & TK Cafe สร้างบรรยากาศไว้เสิร์ฟเครื่องดื่มและขนมเคล้าการอ่านหนังสือ มาที่เดียวก็ได้ความรู้ทั้งการหย่อนกายใจ

จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงต้นแบบเรื่องพื้นที่ห้องสมุดใจกลางกรุงเท่านั้น สิ่งที่พวกเขาทำยังไม่หมดแค่นี้!

การเรียนรู้เพื่อเข้าใกล้ความฝัน

ระหว่างการสนทนา ผู้อำนวยการกิตติรัตน์ยกประเด็นเรื่องความฝันกับเด็กไทยขึ้นมาเล่าได้อย่างน่าสนใจ จากการประเมินคุณภาพแรงงานในอนาคต ผ่าน ดัชนีทุนมนุษย์ (Human Capital Index) ของธนาคารโลกใน พ.ศ. 2563 พบว่า ไทยได้ค่าดัชนีที่ 0.61 จาก 174 ประเทศ ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับดีกว่าค่าเฉลี่ยของโลกและของภูมิภาคเล็กน้อย แต่คะแนนตัวแปรด้านการศึกษาในการทดสอบเชิงเหตุผล กลับมีคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าในระดับอาเซียน

 “เวลาคุณมีฝันอะไรก็ตาม ต้องหารสองนะ นี่คือศักยภาพที่ประเทศไทยในปัจจุบันให้ได้ เราจึงจำเป็นต้องขยายโครงการสร้างการเรียนรู้ออกไป เพื่อให้มีพื้นที่ช่วยรองรับ หรือพาพวกเขาไปใกล้ฝันนั้นมากขึ้น”

นั่นเป็นหมุดหมายให้ขยายจากห้องสมุดไปถึงการฝึกทักษะยุคใหม่ที่เรียกว่า ‘21st Century Skills’ อย่างทักษะการสื่อสาร ความคิดสร้างสรรค์ การคิดเชิงวิเคราะห์ การทำงานร่วมกัน หรือความเห็นอกเห็นใจ เหล่านี้เป็นทักษะแห่งอนาคตหรือ Future Skills ซึ่งอาจไม่ได้มีสอนในการศึกษาภาคปกติ และทักษะพวกนี้จะสอนกันเดี่ยวๆ ไม่ได้ แถมคนแต่ละช่วงวัยก็ต้องการทักษะแบบนี้ในรูปแบบที่แตกต่างกัน จึงทำให้เกิดกิจกรรมจึงหลากรูปแบบ 

เช่น โครงการ TK DreamMakers กิจกรรมจุดประกายความฝันร่วมกับ School of Changemakers ให้เยาวชนกลุ่มประถมจนถึงมัธยมปลาย ในพื้นที่ภาคีเครือข่ายอุทยานการเรียนรู้จังหวัดต่างๆ ลงพื้นที่หาโจทย์ปัญหาทางสังคม ทั้งเรื่องวัย ความหลากหลายทางเพศ ความบกพร่องทางร่างกาย และความแตกต่างทางชาติพันธุ์ แล้วรวมไอเดียกันเพื่อหาทางออก 

การทำเช่นนี้ ช่วยให้เด็กๆ ได้คิดจริง ทำจริง และใช้งานการแก้ปัญหานั้นจริง นอกจากพวกเขาได้เรียนรู้ทักษะชีวิตที่จะใช้ต่อยอดสำหรับอาชีพในอนาคต ยังช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นสังคม ซึ่งคุณกิตติรัตน์บอกว่า โครงการนำร่องนี้เป็นอีกหนึ่งความท้าทาย เพราะต้องทำกันออนไลน์ทั้งหมด แต่ก็เห็นแนวโน้มที่ดีที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้

อีกหนึ่งตัวอย่าง คือการสร้าง Maker Space หรือพื้นที่รองรับนักนวัตกรรมสำหรับการเรียนรู้ความคิดเชิงการออกแบบ ซึ่งร่วมทำงานกับ FabCafe Bangkok เครือข่ายผู้เชี่ยวชาญทางเทคโนโลยี เปิดให้เด็กๆ และผู้คนที่สนใจ มีโอกาสเข้าถึงและใช้งานเครื่อง 3D Printer เพื่อสร้างชิ้นงานและทำงานร่วมกันภายใต้สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ 

TK Park จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย

การเรียนรู้ที่เข้าใกล้ชุมชน

ไม่เฉพาะตั้งอุทยานการเรียนรู้ในกรุงเทพฯ TK Park ยังขยายโมเดลการสร้างการเรียนรู้นี้ออกไปทั่วประเทศพร้อมๆ กันตั้งแต่เริ่ม

“เราร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีงบประมาณแต่ยังขาด Know-how ไปช่วยหาแนวทางและเริ่มตั้งต้นการสร้างห้องสมุดให้ หรือ Library Automation แล้วขยายไปที่อื่นให้ได้มากที่สุด

“ลงไปใต้สุดเลยที่จังหวัดยะลา สร้างพร้อมกับที่เราก่อตั้งปีแรกๆ” คุณกิตติรัตน์เฉลย หลังให้ลองทายเล่นๆ ว่าจากเครือข่ายสถาบันอุทยานการเรียนรู้ TK Park 29 แห่ง ใน 22 จังหวัด พวกเขาขยายไปที่ไหนเป็นที่แรก ซึ่งที่ยะลานั้น กลายเป็น People Space ไปโดยปริยาย

“เวลาลงไปสร้างศูนย์การเรียนรู้กับชุมชน เราต้องทราบความต้องการของคนในพื้นที่ด้วย จากห้องสมุดมีชีวิตจึงกลายเป็นศูนย์กลางชุมชน เพราะชาวบ้านมาจัดประชุม ทำกิจกรรม จนถึงฝึกอบรมคนในชุมชน แถมวิธีนี้ยังเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ทำได้หลายฟังก์ชันในพื้นที่เดียว” เขาเสริม

ในแต่ละปี TK Park จะขยายเครือข่ายไปยังจังหวัดใหม่ๆ เสมอ ในปีนี้เพิ่มขึ้นมาอีก 2 แห่ง ได้แก่อุทยานการเรียนรู้ปราจีนบุรีและอุทยานการเรียนรู้กระบี่

“ตั้งต้นลงไปสัมภาษณ์คุณครู ชุมชน เด็กๆ และผู้บริหารพื้นที่ ว่าพวกเขามองอนาคตของพื้นที่นี้กันอย่างไร จากนั้นเราก็ใช้วิธี Tailor Made หรือจัดสื่อการเรียนรู้ให้เหมาะกับสิ่งที่เขาต้องการ ไม่เคยใช้วิธี One-size-fits-all ในการสร้างห้องสมุดเลย เพราะอยากให้เกิดความเฉพาะทางในแต่ละพื้นที่ อย่างเช่นจังหวัดกระบี่ เราเริ่มกันจากศูนย์ เป็น TK Park ที่แรกที่ติดทะเลและท่าเรือไปเกาะพีพี ถ้าเปิดใช้งาน ต้องมีนักท่องเที่ยวหรือชาวบ้านแวะมา ก็เน้นหนังสือต่างประเทศและเรื่องการท่องเที่ยวมากหน่อย

“ส่วนที่จังหวัดปราจีนบุรี ก็ใช้วิธีการเดียวกัน เข้าไปเปลี่ยนห้องสมุดให้สนุกขึ้น เน้นเรื่องสมุนไพรที่เป็นทุนเดิมในพื้นที่เข้าไป ตอนนี้ห้องสมุดทั้งสองแห่งเสร็จหมดแล้ว ถ้าเปิดเมื่อไหร่ ก็เชื่อว่าจะเป็นศูนย์กลางชุมชนได้เช่นกัน” ผู้อำนวยการบอกเล่าความตั้งใจในพื้นที่ใหม่

และจากการลงพื้นที่สำรวจการใช้งานจริงในหลายจังหวัด เขาพบความว่านี่เองคือความหวังในการขับเคลื่อนประเทศ ซึ่งเกิดจากเรี่ยวแรงหลักนั่นก็คือ ‘คน’ ซึ่งมาพร้อมกับความต้องการพัฒนาทักษะความสามารถและความสนใจใคร่รู้ในเรื่องใหม่ๆ อันเป็นประโยชน์ต่อชีวิตของพวกเขาเอง โดยนัยยะคือ เมื่อมีชีวิตที่ดี ก็เป็นส่วนผลักดันประเทศให้เดินหน้า

นอกจากอุทยานการเรียนรู้ในเมืองใหญ่ TK Park ยังร่วมกับหน่วยงานภาคีต่างๆ พัฒนาแหล่งเรียนรู้ในระดับชุมชนอีกประมาณ 300 แห่ง ศูนย์เรียนรู้ในระดับตำบล 200 แห่ง ห้องสมุดมีชีวิตในโรงเรียน 76 แห่งใน 76 จังหวัด และห้องสมุดมีชีวิตในค่ายทหารอีก 20 แห่ง ไปจนถึงห้องสมุดในเรือนจำ

ทั้งหมดนี้เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่ตอบโจทย์คนทุกช่วงวัย ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหนก็ตาม เน้นการเชื่อมต่อทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้เข้าถึงได้มากและกว้างไกลไปทั้งประเทศ เป็นระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง

TK Park จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย

การเรียนรู้นี้สอนให้รู้ว่า

การพัฒนาแหล่งการเรียนรู้มากมายกว่าทศวรรษ แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ความท้าทายจึงเกิดขึ้นมากตามขวบปี

“เวลาขยายไปในต่างจังหวัด ถ้าส่วนท้องถิ่นเข้ามาหา แล้วบอกว่าเขาอยากทำ จะง่ายกว่าบางพื้นที่ที่เขาไม่อินหรือไม่รู้จักเรา

“อีกข้อหนึ่งคือการเปลี่ยนทัศนคติคนที่ไม่ชอบอ่านหนังสือ จากสถิติในรอบสามถึงสี่ปีที่ผ่านมา ภาพรวมการอ่านของคนไทยดีขึ้นนะ สมัยก่อนที่วัดการอ่านเป็นบรรทัด ตอนนี้เราวัดเป็นนาที จาก พ.ศ. 2554 ค่าเฉลี่ยทั่วประเทศอ่านหนังสือสามสิบห้านาทีต่อวัน พ.ศ. 2558 ขึ้นมาเป็นหกสิบหกนาที ครั้งล่าสุด พ.ศ. 2561 ขึ้นเป็นแปดสิบนาทีต่อวันจากการอ่านทุกรูปแบบ และมากขึ้นกลุ่มนักเรียนอายุหกถึงสิบสี่ปี 

“แต่กลุ่มคนอายุสิบห้าและยี่สิบห้าปีขึ้นไป ไม่ชอบอ่านหนังสือสูงกว่าสามสิบเปอร์เซ็นต์และสามสิบสามเปอร์เซ็นต์ ซึ่งผมมองว่าเป็นกลุ่มใหญ่ที่ท้าทายมากว่าจะส่งเสริมให้เขาหันมารักการอ่าน แล้วในยุคสมัยที่คนชอบดู TikTok อ่านสเตตัสในเฟซบุ๊กมากกว่า เราควรเปลี่ยนทุกอย่างให้สั้นลงตามไปด้วยไหม TK Park จะตอบเลยว่า ไม่ เพราะอะไรรู้ไหม

“ยิ่งคนมีสมาธิจดจ่อน้อยลง ยิ่งต้องทำให้คนโฟกัสทำอะไรได้นานๆ เราเลยใช้การอ่านเป็นต้นทาง พออ่านเยอะ คุณจะเริ่มอยากรู้มากขึ้น และลงลึกจนต่อยอดเป็นทักษะไปใช้ได้ นี่เลยเป็นเหตุผลที่เราทำระบบนิเวศการเรียนรู้เป็นโครงข่าย เพราะสุดท้ายโจทย์เล็กในการพัฒนาคน จะไปตอบโจทย์ใหญ่ คือเป้าหมายในการเรียนรู้ที่เข้าถึงคนทุกกลุ่มได้ รวมถึงคนที่ไม่ชอบการอ่านด้วย” ผู้อำนวยการย้ำจุดประสงค์และความตั้งใจที่อยากพัฒนา TK Park ไปให้ถึง

TK Park จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย

การเรียนรู้ในอนาคต

ในอนาคตระยะใกล้ นอกจากพัฒนาการอ่าน ทำงานกับพาร์ตเนอร์กับหลายหน่วยงานมากขึ้น เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ต่อไป ตลอดจนขยายอุทยานการเรียนรู้ไปยังพื้นที่ต่างๆ เพิ่มเติมแหล่งเรียนรู้สาธารณะเพื่อพัฒนาคนให้กับประเทศ พวกเขายังพยายามตามเทรนด์ให้ทัน และไม่ลืมพัฒนาคนทำงานของเราเองให้มีทักษะใหม่ๆ เพื่อส่งต่อ Growth Mindset ให้กับคนรับปลายทางอยู่เสมอ

สำหรับแผนในระยะยาว คือการเน้นกิจกรรมส่งเสริมเรื่อง Future Skills ให้คนมีเป้าหมายที่ชัดเจน ไปถึงความฝัน รวมถึงส่งเสริมการเรียนรู้กันตลอดชีวิต

“ถ้าให้ผมพูดในฐานะคนอายุห้าสิบกว่านะ มันไม่มีเวลามาให้เสียแล้ว จะเรียนรู้อะไรสักอย่าง อ่านหนังสือสักเล่ม ต้องตอบตัวเองให้ได้ว่าอ่านไปทำไม สิ่งนี้จะกลายเป็นทักษะในการอยากเรียนรู้ (Learning to Learn) และการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ของผู้คน เมื่อคนคิดเป็น วิเคราะห์ปัญหาออก ก็จะเห็นโอกาสในการพัฒนาประเทศได้”

และแผนขับเคลื่อนต่อไป คือการสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ หรือ Learning City ของยูเนสโก (UNESCO) ซึ่งกิตติรัตน์อธิบายเพิ่มเติมไว้ว่า “หลังจากผ่านโจทย์เมืองหนังสือโลกมาแล้ว เราอยากเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ทุกคน ทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัย โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (Inclusive Learning) ทั้งผู้ด้อยโอกาส คนที่หลุดจากระบบการศึกษา คนพิการ หรือคนที่เข้าถึงระบบการศึกษาไม่ได้ ซึ่งตอนนี้ประเทศไทยได้เป็นอยู่สี่เมือง คือ เชียงรายเป็นที่แรก ภูเก็ต เชียงใหม่ และฉะเชิงเทรา ซึ่งเราดีใจที่ได้เป็นพาร์ตเนอร์ช่วยขับเคลื่อนในเรื่องนี้” 

เราเชื่อเสมอว่าการเรียนรู้ที่ดี คือการเรียนรู้ที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้ และเป็นเรื่องอะไรก็ได้ที่พวกเขาสนใจ ไม่เฉพาะในด้านวิชาการเท่านั้น ซึ่งพื้นที่สถาบันอุทยานการเรียนรู้ TK Park ทำให้เห็นแล้วว่า แม้จะเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ แต่ผลลัพธ์จากการพัฒนาจะขยายวงกว้างต่อไปอย่างมหาศาล

“TK Park เชื่อเรื่องการสร้างพื้นที่การเรียนรู้แบบสาธารณะที่ผู้คนเข้าถึงได้มาตลอด ไม่มีทางที่จะพัฒนาทุกอย่างแต่ไม่พัฒนาคน เพราะมนุษย์เป็นรากฐานที่ทำให้ประเทศไปต่อได้ และแน่นอนว่าเพื่อให้เกิดสิ่งนี้ขึ้น เราทำคนเดียวไม่ได้” ผู้อำนวยการทิ้งท้าย ซึ่งตอกย้ำแนวคิดการก่อตั้ง TK Park ตามนิยาม ‘พื้นที่แห่งการเรียนรู้ของทุกคน’ อย่างชัดเจน

TK Park จากห้องสมุดมีชีวิต สู่ต้นแบบพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความฝันทุกรูปแบบ ให้เข้าถึงคนทุกที่-ทุกวัย

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load