“ผมว่าต้องชื่อนาดาว แปลว่าทุ่งนาที่ปลูกดวงดาว”

วันหนึ่งใน พ.ศ. 2552 เก้ง-จิระ มะลิกุล หนึ่งในผู้อำนวยการสร้างและผู้กำกับผู้เป็นที่เคารพรัก เงยหน้าขึ้นจากหนังสือพิมพ์กีฬาที่อ่านอยู่แล้วบอก ย้ง-ทรงยศ สุขมากอนันต์ ว่าเขาได้ชื่อบริษัท ตามที่ย้งเคยมาขอให้ตั้งให้แล้ว

หลังผ่านกระบวนการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์ ย้งก็ตัดสินใจเติมชื่อสร้อยให้บริษัท เป็น ‘นาดาวบางกอก’

จากผู้กำกับภาพยนต์ที่มีความสุขกับงานที่ทำ วันนั้นย้งได้รับมอบหมายบทบาทใหม่โดย จีน่า-จินา โอสถศิลป์ ผู้บริหารบริษัท GTH ณ ขณะนั้น ให้บริหารบริษัทดูแลนักแสดงในเครือ 

เขาบอกว่าเขาไม่อยากเป็นผู้บริหาร แต่ก็ตัดสินใจรับหน้าที่นั้น เพราะจีน่ารับปากว่าจะให้เขาบริหารบริษัทในแบบของเขา คือยังคงความเป็นพี่เป็นน้องกับนักแสดงเอาไว้

จนถึงทุกวันนี้แม้นาดาวจะเติบโตมากขึ้นแค่ไหนแต่ย้งและทีมผู้บริหารที่มักเรียกตัวเองว่า “พี่ๆ” ก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า พวกเขาพยายามรักษาความเป็นพี่เป็นน้องเอาไว้ และพูดถึงเรื่องนี้ตลอดการสัมภาษณ์

นาดาวบางกอก ธุรกิจปลูกดาวแบบออร์แกนิกที่เต็มไปด้วยความไม่รู้ และกลยุทธ์ทุบหม้อข้าว

The Cloud ขอนัด ย้ง-ทรงยศ สุขมากอนันต์ กรรมการผู้จัดการ และขอให้เขา ชวน แท๊ด-รดีนภิส โกสิยะจินดา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ แผนกการตลาดและสื่อสารองค์กร มาเล่าให้ฟังเรื่องการทำงานในแบบฉบับของนาดาวบางกอก บริษัทที่มีผลงานเป็นที่เลื่องลือ มีนักแสดงที่ผู้ชมหลงรัก ทั้งที่ไม่มีใครสักคนในทีมบริหารเคยทำงานตำแหน่งผู้บริหารมาก่อน

พวกเขาบอกว่า มันเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป และบางทีก็ทำไปแบบที่ไม่ได้รู้ทุกเรื่อง

“แต่เวลาออกรบเราทุบหม้อข้าวทุกครั้ง เรามั่นใจว่า เดี๋ยวจะไปหาหม้อข้าวใหม่ข้างหน้าได้ เพราะเราจะรบอย่างเต็มความสามารถในกระบวนท่าที่เรามั่นใจ” ย้งสรุปภาพรวมการดำเนินงานของนาดาวบางกอกแบบสั้นๆ

ชวนมาฟังย้งและแท๊ดเล่าเรื่องการปลูกดวงดาว ที่พวกเขาเรียกว่าเป็นการปลูกแบบออร์แกนิกกัน

คัดเลือกเมล็ดพันธ์ุแบบที่เหมาะกับเรา

การปลูกแบบออร์แกนิก คือการทำนาดาวบางกอกแบบค่อยๆ รู้ไปเรื่อยๆ บริหารตามธรรมชาติแบบที่ควรจะเป็น เรียนรู้ แก้ปัญหา ปรับแผน แล้วก็พัฒนาในงานต่อไป

ย้งบอกว่า “พวกเราเป็นคนในงาน ไม่มีใครเป็นผู้บริหารจริงจังขนาดนั้น นาดาวฯ เลยเดินไปแบบช้าๆ ค่อยๆ เรียนรู้ ค่อยๆ ขยาย ในขณะที่บริษัทอื่นเขามีศิลปินในสังกัดเยอะแยะ ของเรายังมีไม่มากเท่าไหร่”

วันแรกที่เปิดบริษัท นาดาวบางกอกมีนักแสดงในสังกัด 13 คน และ 12 ปีผ่านไป พวกเขามีนักแสดงในสังกัด 32 คน ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับบริษัทพัฒนานักแสดงในระดับเดียวกัน 

“การเลือกนักแสดงมาร่วมสังกัด หลักๆ เราจะดูว่า เขาเหมาะกับการทำงานแบบนาดาวฯ ไหม และการทำงานแบบนาดาวฯ จะดีกับเขาหรือเปล่า”

กระบวนการการคัดเลือกนักแสดงของนาดาวบางกอกต้องผ่านทั้งการออดิชั่น การสัมภาษณ์กับย้งและ บอมบ์-จงจิตต์ อินทุ่ง รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารศิลปิน ทีมงานผู้ดูแลนักแสดงทุกคน หากกำลังมองหาใครที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษตรงกับพนักงานในบริษัท ย้งก็จะเชิญพนักงานคนนั้นมาร่วมพิจารณาด้วย

“เราอยากมั่นใจว่านักแสดงที่เลือกมาจะไปได้กับวิถีเรา ถ้าเขาไม่ใช่ อยู่กับเราแล้วเขาอาจจะไม่ประสบความสำเร็จ เราควรรีบให้โอกาสเขาไปอยู่ในที่ที่เข้ากับเขา เราไม่อยากเอาความลังเลของเราไปอยู่บนอนาคตของใคร”

ส่วนแท๊ดเห็นว่า “เราต้องทำงานกันบนคน และต้องดูแลเขา ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราต้องคิดว่าจะดูแลเขาได้และเขาจะแฮปปี้ในการทำงานร่วมกับเรา มันสำคัญที่นักแสดงและบริษัทจะต้องมองเห็นเป้าหมายเดียวกัน”

ย้งย้ำ “นักแสดงที่เรารับเข้ามา เป็นเพราะเราอยากทำงานกับเขาในระดับเต็มร้อยเท่ากันทุกคน” 

รดน้ำ พรวนดิน และดูแลให้เติบโต 

นักแสดงนาดาวบางกอกทุกคนที่เข้ามาจะได้เรียนการแสดงประมาณ 1-2 ปี หรือจนกว่าจะพร้อมสำหรับการเป็นนักแสดง

นาดาวบางกอก ธุรกิจปลูกดาวแบบออร์แกนิกที่เต็มไปด้วยความไม่รู้ และกลยุทธ์ทุบหม้อข้าว

ย้งเล่าว่า “นาดาวบางกอกทำงานร่วมกับครูสอนการแสดงหลายท่าน เพื่อให้นักแสดงสะสมเครื่องมือที่ได้จากคุณครูที่ต่างกัน ยิ่งเรียนมากยิ่งได้มาก จะได้พร้อมสำหรับการทดสอบบท”

“ถึงจะเป็นงานของนาดาวบางกอกเองหรืองานของ GDH น้องก็ต้องไปแคสฯ เหมือนคนอื่น” ย้งยืนยัน

มาตรฐานการเคี่ยวกรำนี้ ย้งและแท๊ดก็เอามาใช้กับนาดาวมิวสิค ค่ายเพลงที่เกิดจากความสนใจของเด็กๆ ในค่ายด้วย

“ศิลปินจะต้องผ่านการเรียนและซ้อม การร้องและเต้นให้พร้อมกับการแสดงทุกครั้ง เรามีมาตรฐานว่าถ้าเขาจะไปเป็นศิลปินเขาต้องทำให้คนเชื่อให้ได้ว่าวันนี้เขาเป็นศิลปิน ไม่ใช่นักแสดง เขาต้องก้าวข้ามกำแพงที่คนมีภาพจำเกี่ยวกับเขาไปให้ได้” ย้งบอก

นาดาวบางกอกไม่มีระบบเงินเดือน นักแสดงจึงจะไม่มีรายได้ในช่วงแรก และนาดาวก็จะไม่สามารถสร้างรายได้จากนักแสดงคนนี้ได้ แต่พวกเขามองว่ามันจะสร้างพื้นฐานที่แข็งแรงให้กับนักแสดง

ย้งและแท๊ดบอกว่าโมเดลการให้ค่าตอบแทนแบบนี้ เหมาะสมกับรูปแบบการทำงานของนาดาวบางกอก ที่อยากให้นักแสดงทำเฉพาะงานที่เขามั่นใจว่าจะทำได้เต็มที่ ให้พวกเขามีส่วนร่วมพิจารณาการรับงาน และนาดาวบางกอกให้การสนับสนุนและพัฒนาแทนการจ่ายเงินเดือนทุกเดือน 

นาดาวบางกอก ธุรกิจปลูกดาวแบบออร์แกนิกที่เต็มไปด้วยความไม่รู้ และกลยุทธ์ทุบหม้อข้าว

ดูแลต้นกล้าให้แข็งแรง

การเป็นนักแสดงนาดาวบางกอกไม่มีสัญญาว่าค่ายจะมีซีรีส์ให้กี่เรื่อง มีหนังให้กี่เรื่อง แต่จะสนับสนุนเรื่องสำคัญกับพวกเขา เพราะสิ่งเหล่านั้นจะอยู่ติดตัวเขาตลอดไป 

ทีมดูแลศิลปินของที่นี่มักจัดคิวหลีกทางให้เรื่องที่เกี่ยวกับการเรียนของนักแสดงเสมอ 

“ถ้าเกรดตก ต้องมาคุยกัน” แท๊ดบอกในฐานะผู้ช่วยผู้ปกครอง “แต่จะมาบอกว่าใกล้สอบ เลยไม่ได้ท่องบทมา แบบนี้ก็ไม่ได้” แท๊ดย้ำอีกครั้งในฐานะบริษัทดูแลนักแสดง

“มันสำคัญเพราะเราเห็นเขาเป็นน้อง และมันคือชีวิตเขา” 

ด้วยความตั้งใจแบบนี้ เราจึงได้เห็นนักแสดงของค่ายอย่าง ฟรัง-นรีกุล เกตุประภากร ที่สอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ โดยอ่านหนังสือเตรียมสอบในกองถ่ายซีรีส์ Hormones วัยว้าวุ่น และยังเป็นนักแสดงพร้อมกับนิสิตแพทย์มาจนถึงทุกวันนี้ แล้วก็ยังมีน้องๆ นักแสดงที่ทั้งเรียนและทำงานไปด้วยกันได้ดีอยู่อีกหลายคน

พี่ๆ ที่นาดาวบางกอกเข้าใจและเห็นด้วย หากน้องคนไหนอยากเลือกเส้นทางการเรียนรู้นอกสถานศึกษา

แล้วบอกอีกทีว่า “มันเป็นหน้าที่ของพี่ๆ ทุกคนที่มีหน้าที่ดูแลเขา ทุกคนพยายามจะจัดการให้น้องได้ทำสิ่งที่สำคัญกับเขา และการจะรับงานทุกครั้งน้องจะมีส่วนร่วมตัดสินใจ โดยมีพี่ๆคอยให้ความเห็นและเป็นที่ปรึกษา” 

นาดาวมิวสิคเป็นอีกหนึ่งหลักฐานว่าพี่ๆ มองเห็นความสนใจของน้องๆ เสมอ 

“นาดาวมิวสิคเกิดจากการที่นักแสดงในสังกัดสนใจเรื่องการทำเพลง” ย้งเล่าที่มา

แต่ในช่วงแรกพี่ๆ ไม่มีใครมีความรู้เรื่องการทำเพลงเลย 

เขาจึงพาน้องไปหาผู้เชี่ยวชาญ เช่น ให้ กันต์ ชุณหวัตร ไปคุยกับ Boxx Music พา อัด-อวัช รัตนปิณฑะ กับ ต้นหน ตันติเวชกุล ไปร่วมงานกับ What The Duck เพื่อให้ได้ทำงานด้านเพลงอย่างที่น้องๆ สนใจแบบไม่หวง

จนพวกเขาได้ทำโปรเจกต์ 9×9 ร่วมกับ 4NOLOGUE ก็มีน้องๆ ที่สนใจด้านเพลงจริงจังมากขึ้น พี่ๆ เลยคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะมาทำงานเพลงเพื่อสนับสนุนน้องๆ แบบไม่ต้องส่งออกไปอยู่ค่ายอื่น 

นาดาวมิวสิคจึงกลายเป็นส่วนต่อขยายที่มีคุณค่าของนาดาวบางกอกมาจนถึงทุกวันนี้

สอนให้เป็นดาวที่มีความรับผิดชอบ

พี่ๆ ที่นาดาวบางกอกเชื่อว่า การให้นักแสดงตัดสินใจด้วยตัวเองไม่ว่าจะเรื่องงานหรือเรื่องการแสดงความคิดเห็น จะทำให้เขามีความรับผิดชอบกับสิ่งที่เขาตัดสินใจ

“เมื่อเขาเป็นคนเลือกรับงานเอง เขาเต็มใจจะทำงานนั้นตั้งแต่แรก ถ้าเจออุปสรรคอะไร เขาจะรู้สึกว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจนี้แล้วก็ร่วมรับดีรับชั่วไปพร้อมกับทีมงาน” แท๊ดผู้เป็นหัวเรือใหญ่ด้านการตลาดที่ต้องทำงานกับแบรนด์หรือองค์กรต่างๆ บอกเหตุผลที่ทำให้บางทีต้องขอให้คู่ค้าต้องรอคำตอบสัก 1-2 วัน 

เงื่อนไขการรับงานของนาดาวบางกอกคือต้องเป็นงานที่เข้ากับนักแสดง เขาต้องสามารถนำเสนอและเป็นตัวแทนของแบรนด์ได้อย่างน่าเชื่อถือ และมีเสน่ห์ ไม่ว่าจะผ่านการโฆษณาหรือการลงรีวิวในโซเชียลมีเดีย ในขณะเดียวกันนาดาวบางกอกก็ต้องมั่นใจว่าจะพาพาร์ทเนอร์ไปถึงจุดที่หวังไว้ ไม่ว่าจะเป็นกระแสหรือยอดขาย 

เรื่องนี้แท๊ดบอกว่า “น้องเป็นนักแสดงเป็นศิลปิน ลูกค้าของพวกเขาคือคนดูงานของเขา แบรนด์ต่างๆ คือพาร์ทเนอร์เราที่มาสร้างงานร่วมกัน ฉะนั้นการทำงานแต่ละชิ้นเราต้องการให้ทุกคนวิน” 

ในสังคมทุกวันนี้มีข้อถกเถียงว่าดารา นักแสดง ศิลปิน จะต้องรับใช้สังคมเมื่อสังคมต้องการเสียงที่ดังกว่าคนธรรมดา แต่ในขณะเดียวกันก็มีข้อจำกัดทางด้านธุรกิจที่ทำให้ดารา นักแสดงบางคนไม่สามารถทำอย่างที่สังคมเรียกร้องได้

นาดาวบางกอกเป็นค่ายที่อยู่กันอย่างพี่กับน้อง และอยากให้นักแสดงตัดสินใจอะไรด้วยตัวเอง การรับมือเรื่องนี้ก็เลยเป็นไปอย่างเข้าอกเข้าใจ และไม่มีนโยบายห้ามนักแสดงแสดงความคิดเห็นในเรื่องประเด็นสังคม

ในฐานะพี่ใหญ่ ย้งบอกว่า “ผมบอกเด็กๆ เสมอว่าเขาจำเป็นต้องใส่ใจประเด็นสังคมและอยากให้พวกเขาศึกษาประเด็นที่เขาสนใจอย่างจริงจัง ความรู้จริงจะทำให้เขาไม่กลัวที่จะแสดงความคิดเห็นและเขาก็จะรู้ด้วยว่าเขาแสดงความคิดเห็นได้ในขอบเขตแค่ไหนที่จะไม่กระทบพาร์ทเนอร์ที่เขากำลังร่วมงานด้วย”

“เขาจะมีจิตใจที่มั่นคงด้วย เพราะรู้ว่าเขาพูดหรือทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร เขาจะไม่อ่อนไหวกับทุกฟีดแบคที่เข้ามา” แท๊ดเสริม

นาดาวบางกอก ธุรกิจปลูกดาวแบบออร์แกนิกที่เต็มไปด้วยความไม่รู้ และกลยุทธ์ทุบหม้อข้าว

ภูมิคุ้มกันจากความไม่กลัวและรับฟัง

นาดาวบางกอกเป็นบริษัทที่มักสร้างเรื่องทอล์กออฟเดอะทาวน์ และเขย่าวงการต่างๆ ที่พวกเขาก้าวเท้าเข้าไปอยู่เสมอ

หลายเรื่องที่ย้งและแท๊ดเล่าเบื้องหลังให้เราฟัง เรามักได้ยินพวกเขาพูดว่า เกือบเจ๊ง ไม่เคยทำมาก่อน และส่วนมากคือ ไม่รู้ว่ามันจะประสบความสำเร็จหรือเปล่า

ย้งเล่าว่า “ทุกขั้นตอนที่กำลังจะทำอะไรใหม่ๆ มันเป็นช่วงที่เรารู้สึกว่าทุกอย่างควบคุมไม่ได้ตลอดเวลา เรารู้สึกว่าเราต้องปรับตัว เรียนรู้แล้วก็เปลี่ยนแปลงไปกับมันตลอด”

พวกเขาเล่าว่า ปีที่ทำซีรีส์ Hormones วัยว้าวุ่น บริษัทเหลือกำไรเพียงแค่หลักหมื่น และคิดว่าจะต้องปิดบริษัท

แม้จะรู้อย่างนั้น แต่พวกเขาก็ยังเลือกทำซีรีส์ที่ทั้งแหวกขนบ สุ่มเสี่ยง และทำสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน เพราะเชื่อว่ามันจะเป็นซีรีส์ที่ดี

“พอ Hormones ออกฉาย กลายเป็นว่ามันดังมาก และเราก็ได้รับการสนับสนุนจากพาร์ตเนอร์มากมาย จนทำให้บริษัทอยู่รอดมาได้” แท๊ดบอก

จากนั้นมานาดาวบางกอกก็มักให้สิทธิพาร์ตเนอร์ที่สนับสนุนกันมาในงานก่อนๆ เป็นผู้สนับสนุนงานใหม่ๆ ของพวกเขาก่อนเปิดขายเป็นการทั่วไปเสมอ

ย้งเล่าว่า “ต้องขอบคุณ พี่บูลย์ (ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน)) ที่ให้โอกาสนี้ ตอนที่เราไปเสนอโปรเจกต์ เขาเชื่อเราหมดเลย ให้เราได้ทำแบบไม่ตีกรอบอะไรเลย มันเลยเป็นซีรีส์วัยรุ่นรูปแบบที่เราตั้งใจ”

เลือดข้นคนจาง เป็นอีกหนึ่งหลักไมล์สำคัญของนาดาวบางกอก เป็นละครที่แพงที่สุดเท่าที่บริษัทเคยทำมา บริษัทลงทุนผลิตเรื่องนี้เอง และทำบนความอยากหาความท้าทายใหม่ๆ ของย้ง จนทำให้เขาขอเข้าพบ บอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณ ผู้บริหารช่อง one31 เพื่อขอเวลาไพรม์ไทม์ของช่องมาทำละครหลังข่าวเป็นครั้งแรกในชีวิต

เขาได้รู้ในเวลาต่อมาว่า เป็นครั้งแรกของช่อง one31 ที่ยอมให้บริษัทอื่นมาทำละครฉายในเวลานี้เช่นกัน

เลือดข้นคนจาง ประสบความสำเร็จอย่างที่เห็นกัน แล้วก็สะสมทุนให้นาดาวบางกอกทำผลงานอื่นๆ ในปีต่อๆ มา

แท๊ดเล่าว่า “ตอนนั้น พี่ป้อน (นิพนธ์ ผิวเณร รองกรรมการผู้อำนวยการ-สายงานฝ่ายการผลิตละคร ช่อง one31) มาช่วยอธิบายว่า เราต้องปรับ ต้องตัดต่อยังไง ให้มันเป็นละครไพรม์ไทม์ได้ พวกเราได้เรียนรู้จากตรงนั้นเยอะมาก”

ย้งบอกเราว่า “เรื่องพวกนั้นถ้ารู้มากกว่านั้นก็อาจจะไม่ทำ เพราะกลัว สิ่งที่เราทำมันคือการทุบหม้อข้าว แต่เราคิดเสมอว่าแม้เราจะทุบหม้อข้าวนี้ เราก็จะมีหม้อข้าวหน้า เพราะเวลาเราออกไป เรารบเต็มที่ทุกครั้ง” 

“การทำงานร่วมกับแบรนด์ก็เป็นอีกเรื่องที่เราเต็มที่ทุกครั้ง ในฐานะพาร์ตเนอร์ เราต้องไม่ทำให้เขาผิดหวัง ถ้าเราทำงานได้ดี มีงานที่ดี เขาก็จะอยากมาร่วมสนับสนุนเราให้ทำงานที่ดีเหล่านั้นต่อไป” แท๊ดเสริม

“ทุกวันนี้เรามีความสุขกับการมีพาร์ตเนอร์ที่เอ็นดูเรา ไม่ใช่แค่ให้การสนับสนุน แต่ถึงขนาดโทรมาเล่าเรื่องที่คนพูดถึงเราแบบแย่ๆ ถ้าเขาไม่เล่า เราจะไม่รู้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้น การที่มีคนมาบอก ทำให้เรามีโอกาสได้แก้ไขสิ่งนั้น” 

พวกเขามองว่านี่เป็นข้อดีของการเป็นทีมงานที่ทุกคนคุยกันได้ เพราะการเติบโตเต็มไปด้วยความไม่รู้ และการฟังเยอะๆ จะทำให้เราได้พัฒนาจากมุมมองของคนอื่น

นาดาวบางกอก ธุรกิจปลูกดาวแบบออร์แกนิกที่เต็มไปด้วยความไม่รู้ และกลยุทธ์ทุบหม้อข้าว

ต่อยอดจากสิ่งที่มี ด้วยวิธีที่เรารู้ดีที่สุด

เราชวนพวกเขาคุยเรื่องความดังเป็นพลุแตกของเพลง รักติดไซเรน เพลงแรกของบริษัทดูแลนักแสดงที่ผันตัวมาเป็นค่ายเพลง

ย้งบอกว่า “ผมก็ไม่รู้ว่ามันเกิดจากอะไร” เขามีสีหน้ายืนยันว่าเขาก็ไม่มั่นใจจริงๆ 

เขาเรียกการทำเพลง รักติดไซเรน ในวันนั้นว่าเป็น ‘การทดลอง’

“เราตั้งใจจะทำเพลงประกอบละคร รักฉุดใจนายฉุกเฉิน อยู่แล้ว ผมเลยเห็นโอกาสที่จะใช้นักแสดงของเรามาร้องเพลงนี้ ตอนแรกวางตัวเป็น แพรวา (ณิชาภัทร ฉัตรชัยพลรัตน์) กับ บิวกิ้น (พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล) แต่พอผู้กำกับ (บอส-นฤเบศ กูโน) อยากให้บิวกิ้นไปร้องเพลง You are my everything ผมเลยขอเปลี่ยนตัวให้ ไอซ์ (พาริส อินทรโกมาลย์สุต) ร้องเพลงโปรโมตแทน เพราะตอนนั้นไอซ์ก็กำลังมีกระแสมาจากละคร เลือดข้นคนจาง ความดังของเขาก็น่าจะมีส่วนในความสำเร็จนี้”

แท๊ดเล่าว่า “เราปล่อยเพลงนี้บน YouTube ช่องใหม่เอี่ยมตั้งแต่ Subscriber เป็นศูนย์ ซึ่งผิดหลักที่ทาง YouTube พูดมาตลอดว่า อย่าเอาวิดีโอตัวที่สำคัญที่สุดเป็นตัวแรกของช่อง ตอนนั้นลุ้นมาก แต่มันก็ผ่านไปได้ด้วยดี”

ปัจจุบัน ช่อง Nadao Music ใน YouTube มีผู้ติดตาม 1.5 ล้านคน และเพลง รักติดไซเรน มีผู้เข้าชม 230 ล้านครั้ง

แม้จะเป็นทีมงานที่ไม่เคยทำเพลงมาก่อน และเรียกสิ่งนี้ว่าการทดลอง แต่สิ่งที่พวกเขามั่นใจแน่ๆ คือการทำละคร และการทำเพลงประกอบละครที่พวกเขาถนัด ต้นทุนนั้นส่งให้งานเพลงของพวกเขาเป็นที่รู้จัก ทำให้นักแสดงได้เป็นที่รู้จักในบทบาทใหม่ๆ และยังได้ขยายน่านน้ำทางธุรกิจกับพาร์ตเนอร์ด้วย

เพลง ดี๊ดี ผลงานลำดับที่ 2 จากนาดาวมิวสิคที่ร้องโดย ไอซ์ และ เจเจ-กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม สองนักแสดงที่ความดังถูกใจนักการตลาด มีความสามารถในการร้องและเต้นได้มาตรฐานศิลปิน เพลงนี้จึงเป็นผลงานเพลงที่ทำร่วมกับพาร์ตเนอร์ หรือเรียกง่ายๆ ว่าเป็นเพลงโฆษณาที่โด่งดังทั้งเพลงและท่าเต้น สยบความไม่มั่นใจว่าการทำเพลงเพื่อแบรนด์นั้นจะดังไม่ได้ 

ปัจจุบันเพลง ดี๊ดี มีผู้เข้าชมผ่าน YouTube 23 ล้านครั้ง และวิดีโอสอนเต้นของเพลงนี้มีผู้เข้าชม ถึง 42 ล้านวิว 

สำเร็จทั้งแบรนด์เนสกาแฟ, ไอซ์-เจเจ และนาดาวมิวสิค ตามความตั้งใจ 

ปรากฏการณ์ แปลรักฉันด้วยใจเธอ ก็เป็นอีกงานที่นาดาวบางกอกก้าวขาสู่พื้นที่ใหม่ๆ โดยต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่เดิมคือกลุ่มแฟนคลับ ‘เพนกวิน’ ของ บิวกิ้น-พีพี (พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล และ กฤษฏ์ อำนวยเดชกร) 

ย้งเล่าว่า “บิวกิ้นกับพีพีเขามีแฟนคลับที่อินและตกหลุมรักตัวละคร หมอเต่า ทิวเขา ที่เขาเล่นใน รักฉุดใจนายฉุกเฉิน แล้วแฟนคลับกลุ่มเพนกวินก็เรียกร้องว่าอยากดูซีรีส์ของคู่นี้ เราเลยลองต่อยอดดู

“เราเลือกทำซีรีส์สำหรับบิวกิ้นและพีพี ในมุมความสัมพันธ์ของตัวละคร ซึ่งเป็นธรรมชาติและเป็นความถนัดของเรา มันก็เลยเป็นละครที่มีตัวเอกเป็นผู้ชายทั้งคู่ แต่ไม่ใช่ซีรีส์วายแบบที่คนเคยได้เห็น” 

ย้งพูดอีกครั้งว่า “เริ่มต้นเราก็ไม่มั่นใจหรอกว่าคนจะชอบไหม”

แล้วก็เล่าต่อว่า “แต่เราก็ทำมันแบบที่เรามั่นใจ คิดว่าถ้าไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไรหรอก เพราะมันน่าจะเป็นซีรีส์ที่เราภูมิใจ”

เจาะลึกการเติบโตอย่างมั่นคงของ ‘นาดาวบางกอก’ หนึ่งในบริษัทที่ปั้นนักแสดง หนัง ซีรีส์ และเพลง ได้โดดเด่นที่สุดในยุคสมัย

ชอบในสิ่งที่ทำ ทำในสิ่งที่ชอบ

เราถามพวกเขาว่า ตลอดเวลา 12 ปี มีงานที่ทำแล้วไม่ชอบบ้างไหม พวกเขาตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่มี

แท๊ดบอกว่า “ถ้าเป็นงานที่เราไม่ชอบ เราจะไม่ปล่อยมันออกไปตั้งแต่แรก มันจะถูกล้มไปในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งแน่นอน” 

ย้งสำทับ “เราจะไม่ปล่อยงานที่เราไม่ชอบออกไปเลยสักครั้งหนึ่ง อย่างละคร แปลรักฉันด้วยใจเธอ ก็มีการรีชู๊ต (ถ่ายทำเพิ่ม) เพราะเมื่อมานั่งดูแล้ว เราเห็นว่ามีจุดที่ไม่เห็นตอนมันอยู่ในกระดาษหรือตอนถ่าย หรือมีจุดที่เราเห็นว่าจะทำให้คนเข้าใจหรือสนุกกับเรื่องได้มากขึ้น เราก็ไปถ่ายกันใหม่”

สำหรับนาดาวบางกอก การกลับไปถ่ายทำอีกครั้งในช่วงโพสต์โปรดักชันเป็นเรื่องที่ถูกวางแผนเอาไว้แล้วตั้งแต่ต้น ทั้งเวลาและงบประมาณ จะได้กลับไปถ่ายกันใหม่ได้เพื่อผลงานที่ดีที่สุด

เรื่องนี้ย้งบอกว่าขออนุญาตลงรายละเอียด “การรีชู๊ตไม่ได้เกิดจากการไม่ได้ทำการบ้านมามากพอ หรือตอนถ่ายเราระวังไม่มากพอ แต่การรีชู๊ตเพื่อให้เรื่องสมบูรณ์ขึ้น อันนี้เป็นสิ่งที่พวกเราคิดว่าควรทำ”

เราจำเป็นต้องเติบโต

จากบริษัทเล็กๆ และเชื่อมั่นในความสัมพันธ์แบบพี่น้อง เราถามพวกเขาว่าจัดการยังไงในวันที่ต้องเติบโต

แท็ดบอกว่า “การโตสำหรับนาดาวบางกอกคือการมีระบบสนับสนุนที่ทำให้หลายๆ อย่างนิ่งขึ้น จนสร้างคนรุ่นที่มาทำงานต่อจากเราได้ บริษัทของเราจะได้ไม่จบลงในวันเวลาของเรา”

ย้งเสริมว่า “ถ้าเราไม่โต เราจะเหนื่อยเหมือนเดิมไปเรื่อยๆ ถ้าเราจะไปข้างหน้าอย่างแข็งแรง บริษัทจำเป็นต้องโต” 

“เรามีศิลปินที่ประสบความสำเร็จกลุ่มหนึ่งแล้ว เราจำเป็นต้องมีศิลปินกลุ่มต่อไป ในอดีตเราไม่มีแผนกออนไลน์ ผมกับแท๊ดต้องแชร์โซเชียลกันเอง มันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะทำสิ่งนั้นไปตลอดชีวิตเรา ตอนนี้ก็ต้องมีแผนกออนไลน์ที่แชร์ผลงานอย่างเป็นระบบ คอยสอดส่องฟีดแบค เอากลับมาเรียนรู้แก้ปัญหา และสื่อสารกลับเพื่อบริหารจัดการแฟนๆ เพราะเขาคือลูกค้าของเราที่เราต้องรับฟังแล้วก็พัฒนาเพิ่มเติมขึ้นเรื่อยๆ เราจะได้ไปต่อได้”

อีกเหตุผลของการเติบโตที่นาดาวบางกอกให้ความสำคัญคือ การขยายความสามารถเพื่อดูแลศิลปินได้มากขึ้น 

ย้งเล่าว่า “การที่เราสร้างน้องให้น้องสำเร็จ น้องก็ควรจะมีงานมากขึ้น โครงสร้างแบบเดิม หรือจำนวนคนเท่าเดิม มันก็ย่อมไม่พอที่จะดูแล”

พวกเขายอมรับว่าข้อดีของนาดาวคือความเป็นครอบครัวเป็นบ้าน มันก็ทำให้ไม่สามารถเอากรอบอะไรมาครอบเพื่อความเป็นระเบียบได้มากนัก

แท๊ดบอกว่า “สินค้าของนาดาวบางกอกคือคน สินค้าทุกชิ้นของเราไม่เหมือนกันเลย เราวางระบบวางโครงสร้างได้ แต่จะใช้ไม้บรรทัดลงไปจัดการทุกอย่างเหมือนกันไม่ได้ ทำได้แค่เข้าใจหลักการ แล้วก็ใช้วิจารณญาณในการปรับใช้หลักการนั้น” 

“ซึ่งมันเป็นความยากขั้นสุด” ย้งตบท้าย

เจาะลึกการเติบโตอย่างมั่นคงของ ‘นาดาวบางกอก’ หนึ่งในบริษัทที่ปั้นนักแสดง หนัง ซีรีส์ และเพลง ได้โดดเด่นที่สุดในยุคสมัย

อนาคตอาจไม่ต้องมีนาดาวบางกอก

ย้งเล่าความกังวลว่า ถ้าวันหนึ่งเขากำกับหรือเป็นโปรดิวเซอร์ไม่ไหวแล้ว นาดาวบางกอกจะมีเครื่องมืออะไรเพื่อสร้างนักแสดงให้เป็นที่รู้จักได้อีก

เขาเล่าสิ่งที่ค้างคาใจว่า “จริงๆ มันไม่ถูก ถ้าเราจะเป็นเอเยนต์ในการส่งศิลปิน เราก็ควรจะส่งเขาได้โดยไม่ต้องมีหน่วยสนับสนุน อย่างโปรดักชันหรือมิวสิคสิ”

แต่พวกเขาก็ได้วางแนวทางเอาไว้แล้ว เป็นการที่น้องๆ ทุกคนต้องพัฒนาโซเชียลมีเดียของตัวเอง 

ย้งขยายความให้ฟังว่า “นักแสดง-ศิลปินเดี๋ยวนี้ไม่จำเป็นต้องเซ็นสัญญากับช่องหรือค่ายแล้ว ถ้าเขาเก่งและแข็งแรงพอ ใครๆ ก็อยากพาเขาไปร้องเพลง ไปเล่นหนัง และอีกเรื่องคือ พวกเขาต้องบริหารจัดการโซเชียลมีเดียของตัวเองได้ดี” 

เมื่อก่อนนักแสดงมักจะได้ภาพลักษณ์จากละครหรือภาพยนตร์ที่แสดง แต่ปัจจุบันพวกเขาทำสิ่งเหล่านั้นได้ผ่านโซเชียลมีเดียของตัวเอง และต้องตั้งใจพัฒนาช่องทาง จนเชื่อว่าพวกเขาจะพึ่งพามันได้ 

ย้งบอกว่า “นักแสดงโชว์จุดแข็งของตัวเอง หรือนำเสนอตัวเองในแบบที่เป็นตัวเขาผ่านโซเชียลมีเดียได้ และต้องปรับจูนให้เข้ากับสิ่งที่แฟนๆ ของเราอยากเห็น เช่น เขาชอบการแต่งตัวของเรา ชอบดูแมวของเรา หรือชอบดูว่าเราไปเที่ยวไหนมาบ้าง ตัวน้องเองคือคนที่รู้ดีที่สุดว่าแฟนๆ อยากดูอะไร”

ย้งและแท๊ดเห็นตรงกันว่า นาดาวบางกอกมีความเฉพาะตัว และยากที่จะหาส่วนเสริมหรือตัวช่วย โดยไม่ทำให้ความเป็นนาดาวเปลี่ยนไป 

แท๊ดบอกว่า “ถ้าจะมาดูแลศิลปินนาดาวแบบเป็นพี่เป็นน้องได้ ก็ต้องหาคนที่รักเด็กๆ พวกนี้เหมือนที่เรารัก”

ถ้าวันหนึ่งนาดาวบางกอกจะต้องปิดตัวลง ก็คงจะเป็นการรูดม่านอย่างสวยงามของบริษัทที่ผลิตผลงานด้วยพลังที่ทำให้คนมากมายหลงรัก และไม่ว่านาดาวบางกอกจะมีปีต่อๆ ไปอีกมากน้อยแค่ไหน เราก็เชื่อว่าดาวที่พวกเขาสร้างไว้ จะยังส่องแสงไปได้อีกไกลแน่ๆ

End Credit 

ภูมิใจกับนาดาวบางกอกไหม 

“ความรู้สึกแรกคือ หวงแหนและกังวลกับการฟูมฟักมัน แต่ก็ภูมิใจเวลาเห็นผลงานออกสู่สายตาสาธารณชน แล้วก็ภูมิใจกับเด็กๆ เวลาได้เห็นเขาทำเรื่องดีๆ เป็นคนดี แล้วก็มีคนรักเขา” แท็ดตอบ 

ส่วนย้งบอกว่า “ผมภูมิใจกับนาดาวบางกอกมาก วันที่เริ่มผมไม่คิดว่ามันจะมาถึงวันนี้ ทั้งระยะเวลา ความสำเร็จ และการเติบโต ฉะนั้น ผมภูมิใจมาก”

เจาะลึกการเติบโตอย่างมั่นคงของ ‘นาดาวบางกอก’ หนึ่งในบริษัทที่ปั้นนักแสดง หนัง ซีรีส์ และเพลง ได้โดดเด่นที่สุดในยุคสมัย

Lesson Learned

  • การจะเติบโต จำเป็นต้องโตเรียนรู้และปรับตัวตลอดเวลา ไม่ว่าอะไรที่กระโจนเข้ามา ต้องรับมันมาทำความเข้าใจและเรียนรู้ว่ามันเป็นเพราะอะไร แล้วก็ปรับเพื่อจะได้จัดการมันได้ 
  • ตั้งมั่นกับสิ่งที่เราทำได้ดี แล้วหาทางต่อขยายจากสิ่งนั้น
  • อย่าให้ความกลัวมาทำให้ไม่กล้า แต่ต้องรู้จุดแข็งจุดอ่อนของตัวเอง และมีสติที่จะเผชิญปัญหา

Writer

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

คนกรุงเทพฯ ที่มีความสนใจหลากหลายตั้งแต่เรื่องมนุษย์ไปจนถึงเรื่องนอกโลก ทำงานโฆษณาเป็นอาชีพ แต่ก็ยังอยากทำอะไรอีกหลายอย่าง ชอบบทสนทนาดีๆ ที่มากับกาแฟอุ่นๆ เป็นที่สุด

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

ประเทศไทยมีประชากรมากกว่า 66 ล้านคน ในจำนวนนี้มีมากกว่า 20 ล้านคนที่อาจนับเป็นคนรุ่นใหม่ ซึ่งเติบโตมากับการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยที่รวดเร็ว

พวกเขาเข้าถึงข้อมูลข่าวสารด้วยพลังของโซเชียลมีเดีย เห็นปัญหาและความทุกข์ร้อนของผู้คน สังคม และสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ บางส่วนใฝ่ฝันที่จะแก้ไขเพื่อบ้านเมืองที่ดีขึ้นสำหรับพวกเขาและคนรุ่นหลัง

แต่ใครที่เคยผ่านการลงมือทำมาบ้าง คงรู้กันดีว่าไม่ใช่เรื่องง่ายแต่อย่างใด บางความฝันต่อให้ใช้ทั้งชีวิต ก็ไม่อาจเห็นวันที่ฝันเป็นจริงได้

เว้นแต่ว่าเราแท็กทีมกัน เรื่องยากก็อาจจะง่ายขึ้นทันตา

นั่นคือสิ่งที่ ‘Tact Social Consulting’ ธุรกิจเพื่อสังคมหรือ Social Enterprise ของคนรุ่นใหม่กำลังทำ ผ่านการเป็นที่ปรึกษา และบริหารจัดการโครงการที่มุ่งแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยชักชวนคนรุ่นใหม่ด้วยกันมาเป็นพลังในการขับเคลื่อน หรือที่เรียกว่า Youth Engagement

ก่อตั้งจากความฝันของ แม็ก-ชยุตม์ สกุลคู (CEO), ซึง-ปวรรัตน์ ลิสกุลรักษ์ (Chief Operating Officer หรือ COO), ป้อง-เชาวนะ วิชิตพันธุ์ (Environment Director) และบรรดาทีมคนรุ่นใหม่ที่เชื่อในเรื่องเดียวกัน

Tact ธุรกิจเพื่อสังคมที่แก้ปัญหาความยั่งยืน ด้วยการสร้างคนรุ่นใหม่ที่ Take Action

ด้วยอายุเฉลี่ยของพนักงานเพียง 25 ปี พวกเขาผ่านการรับงาน ทำงานร่วมกับองค์กรขนาดใหญ่ระดับประเทศ สร้างการเปลี่ยนแปลง ทั้งด้านการศึกษา การจัดการขยะ การช่วยเหลือธุรกิจรายย่อย และอื่น ๆ

หลังก่อตั้งมานาน 4 ปี และผ่านวันเวลาอันแสนสาหัสจากช่วงโควิด-19 ไปได้แล้ว เรานัดคุยกับพวกเขาถึงการเติบโตของบริษัท ที่มองไกลไปถึงการสร้างโปรเจกต์และบุคลากรด้านความยั่งยืนในระดับภูมิภาค เพื่อโลกใบนี้ที่มีความหวัง

ถ้าพร้อมแล้ว มา Take Action ไปด้วยกัน

01
Tact Team

“Tact เริ่มต้นจากการชวนนักกิจกรรมของมหาวิทยาลัย แต่ละคนอาจสนใจกันคนละเรื่อง แต่สิ่งที่ยึดโยงเราเข้าหากัน คือการมองเห็นว่าประเทศไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้างให้แก้หลายอย่าง และคนรุ่นเราน่าจะทำอะไรได้บ้าง” แม็ก บัณฑิตนักกิจกรรมวัย 27 ปี จากรั้วคณะวิศวกรรมศาสตร์ เกริ่นถึงจุดเริ่มต้นและพลังที่ผลักดันให้เขาสร้าง Tact ขึ้นมา

สมัยเรียน แม็กทำกิจกรรมหลากหลายที่ช่วยสร้างทักษะการทำงานและความเป็นผู้นำ ตั้งแต่เป็นนักโต้วาที ประธานจัดงานใหญ่ของคณะและก่อตั้งชมรมที่มุ่งหมายจะช่วยพัฒนาชุมชน

ระหว่างลงพื้นที่ไปทำงานอาสาของชมรม อาจารย์ท่านหนึ่งพูดสิ่งที่สะกิดใจเขาขึ้นมา

“อาจารย์บอกว่าเด็กรุ่นคุณน่าจะมีพลังทำอะไรได้อีกเยอะ มากกว่าการนั่งทาสีบ้านหรือเปล่า” 

หลังจากวันนั้น แม็กกลับมาคิดหาทางช่วยพัฒนาชุมชนให้ยั่งยืน และพบว่างานแบบนี้ต้องอาศัยทั้งเวลาและความเข้าใจ น่าจะลองฟอร์มทีมคนรุ่นใหม่ไฟแรงอย่างจริงจัง ลองดูว่าพวกเขาจะทำกันได้สักแค่ไหน

เมื่อใฝ่ฝัน แม็กจึงตระเวนหาเพื่อนร่วมอุดมการณ์ จนพบ ซึง บัณฑิตคณะเศรษฐศาสตร์ที่เคยทำงานในบริษัทระดับโลก แต่แสวงหางานที่ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้สังคม และ ป้อง รุ่นน้องในคณะที่ชอบอยู่กับธรรมชาติ ชวนมาเป็นหนึ่งในรุ่นบุกเบิกและร่วมทีมกันกับ Co-founders อีก 3 คน

Tact ธุรกิจเพื่อสังคมที่แก้ปัญหาความยั่งยืน ด้วยการสร้างคนรุ่นใหม่ที่ Take Action
Tact ธุรกิจเพื่อสังคมที่แก้ปัญหาความยั่งยืน ด้วยการสร้างคนรุ่นใหม่ที่ Take Action

“ตอนคุยกับแม็ก เราไม่ได้มีภาพในหัวเลยว่ามันจะมาเป็นแบบทุกวันนี้ แต่เรามองหาว่าองค์กรไหนที่จะทำให้เราได้ใช้พลังของตัวเองได้อย่างเต็มที่ ไม่อยู่เป็นจุดเล็ก ๆ ในที่ที่อาจจะไม่ได้มีวิสัยทัศน์เรื่องสังคม คุยกับแม็กครั้งแรกนานกว่า 5 ชั่วโมง พอรู้สึกว่าเห็นตรงกันก็ทำ จนถึงทุกวันนี้” ซึงเล่าย้อนความ

ป้องยังเสริมว่า “ตอนนั้นพี่แม็กถามว่าชีวิตนี้ต้องการอะไร ผมรู้คำตอบว่าอยากจะเป็นคนที่มีประโยชน์ เพียงแต่ก่อนหน้านี้เราไม่มั่นใจว่าจะทำงานแบบนี้แล้วอยู่รอดได้ไหม แต่พอเห็นโอกาสว่าเป็นไปได้ ก็ได้คำตอบเลย”

แต่ความเป็นไปได้นั้นก็ยังเป็นภาพที่เบลออยู่ ในตอนแรกพวกเขาไม่ได้มีโมเดลธุรกิจมากไปกว่าการรับจัดโครงการ ตั้งแต่เป็นที่ปรึกษา เริ่มคิดไอเดีย วางแผน จนจัดงานสำเร็จ อาศัยเงินทุนจากสปอนเซอร์ที่เป็นบริษัทที่ต้องการทำงานด้าน CSR

แต่ถ้าไม่เริ่มสักทาง ก็คงไม่มีวันได้ลงมือทำ

02
Trust Building 

ผลงานแรกของ Tact คือการจัดโครงการ Anacoach ที่สอน Soft Skill และ Growth Mindset ให้กับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา ด้วยการสร้างความเชื่อว่า พวกเขาเติบโตได้อย่างไร้ขีดจำกัด สนับสนุนโดยบริษัท Garena

“เราจัดเป็นค่ายที่ใช้เวลาหลายสัปดาห์อยู่กับน้อง ๆ และมันออกมาดีมาก เราเห็นว่ามีหลายร้อยคนที่เปลี่ยนทัศนคติกับตัวเองได้เพราะค่าย แน่นอนว่าเราคงพัฒนาไม่ได้ทุกอย่างด้วยเวลาที่มี แต่อย่างน้อยพวกเขาและทีมงานจะโตเป็นผู้ใหญ่ที่คิดคำนึงถึงสังคมอย่างแน่นอน” ซึงเล่าด้วยความปลื้มใจ พร้อมบอกว่าน้องที่เคยเป็นเด็กค่ายวันนั้น นำประสบการณ์ไปจัดค่ายให้กับรุ่นน้องของตัวเองต่อ และวันนี้กำลังสมัครเข้ามาทำงานฟูลไทม์กับพวกเขาแล้ว

ทีมที่เข้ามาช่วยขับเคลื่อนงานเหล่านี้ล้วนเป็นอาสาสมัครคนรุ่นใหม่ไฟแรงที่อยากเรียนรู้ พัฒนาตัวเองและสังคม การสร้างพื้นที่ตรงนี้ของ Tact ขึ้นมา ทำให้พวกเขาได้เรียนรู้และปล่อยของกันอย่างสุดกำลัง

เมื่อหนึ่งงานสำเร็จ ก็สร้างความน่าเชื่อถือที่เป็นแรงกระเพื่อมให้บริษัทใหญ่ติดต่อให้ Tact ช่วยออกแบบโปรเจกต์ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ปรับแต่งให้เหมาะกับบริษัทอย่างไม่ขาดสาย สร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่เฉิดฉายเพิ่มไปด้วย

เช่น โครงการ Waste Runner ที่เป็นการแข่งขัน 100 วัน เฟ้นหาทีมที่สร้างสรรค์โมเดลการจัดการขยะที่ทำได้จริงในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า โดยได้รับการสนับสนุนจาก PTT Global Chemical (GC), โครงการเติมก่อนโต พาเด็กมัธยมไปค้นหาสายงาน อาชีพในอนาคตที่สร้างรายได้ และพัฒนา Growth Mindset โดยได้รับการสนับสนุนจาก SCG Foundation, โครงการ Bangkok Zero Waste Park ร่วมกับกรุงเทพมหานคร​ เพื่อทำการส่งเสริมพฤติกรรมการคัดแยกขยะของคนที่มาสวนสาธารณะ เป็นต้น

และอีกนานาโปรเจกต์จากบริษัทและองค์กรใหญ่ เช่น GC, SCG, Sea Thailand, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถือว่าได้รับความไว้วางใจสูงมาก และทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคช่วย

“เวลาเราเข้าไปคุยกับผู้บริหาร เราไม่เคยวางตัวเป็นเด็กที่น่าสงสารเข้าไปขอเงินทำโครงการ แต่เราเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีไอเดียสดใหม่ มีพลัง เข้าไปช่วยสนับสนุนองค์กรของเขาได้”

“ถ้าวันนี้คุณอยากสร้าง Engagement กับคนรุ่นใหม่ ไม่ใช่ว่าบริษัทไหนก็ทำได้ ในขณะที่ Tact พร้อมจะทำให้เลย เพราะเราทำงานกับคนรุ่นใหม่มาตลอด”

“เป็นเด็กกว่า ไม่ได้เป็นจุดอ่อนของเรา แต่เป็นจุดแข็ง พอเรามีความตั้งใจที่ดี คนก็ไม่เคลือบแคลงใจ” ทั้งสามเผยเคล็ดลับการชนะใจผู้บริหารขององค์กรแนวหน้า

เมื่อประกอบกับการบริการที่คิดตั้งแต่ต้นจนจบ เห็นภาพปลายทางชัดเจน ไม่ได้วางตัวเป็นแค่ที่ปรึกษาเฉย ๆ แต่เข้าไปช่วยสนับสนุนให้องค์กรเดินหน้าไปตามทางที่วาดฝันไว้ได้จริง บริษัทก็ยิ่งไว้วางใจ Tact

Tact ธุรกิจเพื่อสังคมที่แก้ปัญหาความยั่งยืน ด้วยการสร้างคนรุ่นใหม่ที่ Take Action

03
Turning Point

นอกจากฝีมือแล้ว ความสำเร็จของ Tact ยังดำเนินต่อไปได้เรื่อย ๆ ตามความเฟื่องฟูของธุรกิจอีเวนต์ เช่น งานวิ่งที่แทบจัดกันไม่เว้นสัปดาห์ แต่ละงานก็ตามหาวิธีการจัดการขยะ จัดงานให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นสิ่งที่ Tact มีประสบการณ์อยู่แล้ว

ทุกอย่างดูไปได้สวย จนกระทั่งเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19

“ธุรกิจแทบทรุดเลย งานส่วนใหญ่ของเราต้องจัดแบบออฟไลน์” แม็กเล่าถึงช่วงปีที่หลายธุรกิจคงสัมผัสประสบการณ์คล้ายกัน

Tact พยายามหาช่องทางสร้างกระแสเงินสดด้วยการรับโปรเจกต์ที่พอทำได้ หาลู่ทางใหม่ ๆ ที่จะช่วยให้บริษัทเติบโตได้แบบ 10x รวมถึงการทำแคมเปญช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์ไปพร้อมกัน เพื่อให้ธุรกิจและสิ่งที่บริษัทยึดถือยังคงดำเนินไปควบคู่กัน

แต่พอสถานการณ์ไม่ดีขึ้น โปรเจกต์ที่วาดฝันไว้ก็ไม่เกิดขึ้นจริง จนเหลือพนักงานเพียง 5 คนที่อ่อนกำลังลง กับเงินที่กำลังจะหมดไปในอีกไม่ช้า

ในจังหวะที่กำลังย่ำแย่ Tact พลิกวิกฤตด้วยการกลับไปหา Sea Thailand ซึ่งเป็นลูกค้ารายแรกของบริษัท ด้วยไอเดียการให้เด็กรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ คิดหาไอเดียช่วย SME ซึ่งตรงกับทิศทางของ Sea ที่อยากพัฒนา Digital Skill ให้เยาวชนพอดี จึงกลายเป็นโปรเจกต์แข่งขันทางธุรกิจชื่อ ‘Digital Opportunities for Talent (DOTs)’ ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก มีผู้สมัครเข้าร่วมกว่า 1,000 คน ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจะต้องเข้ามาช่วยปั้นยอดขายของ 25 กิจการที่เป็นโจทย์ในการแข่งขันให้โตเฉลี่ย 3 เท่า เป็นโปรเจกต์ที่ช่วยต่อลมหายใจให้บริษัท (และกำลังจะมีซีซั่น 2 เร็ว ๆ นี้) 

Tact ธุรกิจเพื่อสังคมที่แก้ปัญหาความยั่งยืน ด้วยการสร้างคนรุ่นใหม่ที่ Take Action
Tact ธุรกิจเพื่อสังคมที่แก้ปัญหาความยั่งยืน ด้วยการสร้างคนรุ่นใหม่ที่ Take Action

“ต้องขอบคุณโอกาสในครั้งนี้มาก ๆ หลังจากนั้นเรามีลูกค้าติดต่อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นกลุ่มที่ Tact ติดต่อไปช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ตอนนั้นหลายงานก็ขายไม่ผ่าน สิ่งนี้ทำให้เราเรียนรู้ว่า ไม่ได้ไม่เป็นไร ลองทำไปก่อน ช่วยใครได้ก็ช่วย เดี๋ยวสักวันจะมีคนกลับมาช่วยเราเอง”

หลังจากความตึงเครียดคลี่คลายลง แม็กและทีมกลับมาตกผลึกเรื่องโมเดลธุรกิจของ Tact และได้ข้อสรุปที่ชัดเจนขึ้นว่า พวกเขาจะเดินหน้าด้วย ‘4C’ คือ

Camp หรือการจัดค่าย มุ่งเน้นการทำงานร่วมกับภาคการศึกษาหรือมูลนิธิ จัดค่ายที่พัฒนาด้าน Soft Skill และ Mindset

Case Competition หรือการแข่งขันที่ชวนคนรุ่นใหม่มาระดมสมองเพื่อหาทางออกให้สังคม

Campaign หรืองานแคมเปญสื่อสาร

และ Green Consulting หรือที่ปรึกษาและบริหารโครงการด้านสิ่งแวดล้อม

Tact ธุรกิจเพื่อสังคมที่แก้ปัญหาความยั่งยืน ด้วยการสร้างคนรุ่นใหม่ที่ Take Action

04
To Be Sustainable

เมื่อสภาพสิ่งแวดล้อมของโลกเรากำลังเข้าใกล้หายนะเข้าไปทุกที ภาครัฐและเอกชนไม่อาจนิ่งเฉย ไม่อาจหลีกหนีความรับผิดชอบ และต้องเร่งปรับตัว

ปัญหาคือ หลายแห่งไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร แม้จะมีเงินทุนและบุคลากรมากมาย

Tact จึงเข้ามาเติมเต็มช่องว่างตรงนี้

“ตอนนี้โลกกำลังให้ความสนใจเรื่อง ESG (Environmental, Social, and Governance) ทุกคนพร้อมจะลงทุนกับเรื่องความยั่งยืน พร้อมจะทำให้บริษัทเป็น Carbon Neutral ติดตรงที่ขาด Implementator ที่ทำให้เกิดขึ้นจริง

“แผนของเราคือการพัฒนาตัวเองให้เป็นที่ปรึกษาที่เข้าใจทั้งห่วงโซ่ และเป็นแพลตฟอร์มที่ผลักดันให้คนรุ่นใหม่สร้างอาชีพด้านความยั่งยืนได้อย่างมั่นคง” ป้องและแม็กกล่าว เราอาจเห็นสำนักต่าง ๆ พยายามปั้นบุคลากรด้านดิจิทัลกันมากมาย แต่ถ้าพูดถึงเรื่องความยั่งยืน ก็ยังถือว่ามีน้อยกว่าเยอะ

ในปัจจุบัน Tact แก้ปัญหาด้วยการให้คำปรึกษาและทำโปรเจกต์

เช่น แคมเปญการสื่อสารรณรงค์เรื่องการจัดการขยะ การจัดอีเวนต์แบบ Zero Waste และการสร้างระบบจัดเก็บ คัดแยก และจัดการขยะต่อในแต่ละพื้นที่ ซึ่งล่าสุดเพิ่งเข้าไปติดตั้งถังขยะที่สวนเบญจสิริ

ด้วยประสบการณ์ด้านการจัดการขยะที่ผ่านมา ทำให้ในปัจจุบัน Tact หันมาแก้ปัญหาด้วยการให้คำปรึกษาและทำโปรเจกต์ โดยมี 2 Service หลัก ได้แก่ Zero Waste Event วางแผนและบริหารจัดการงานอีเวนต์ให้ลดปริมาณขยะที่ลงสู่หลุมฝังกลบให้ได้มากที่สุด และ Zero Waste Area สร้างระบบจัดเก็บ คัดแยก และจัดการขยะปลายทางให้กับลูกค้าองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งล่าสุดได้ร่วมมือกับสำนักสิ่งแวดล้อมกรุงเทพมหานครฯ เข้าไปพัฒนาพื้นที่สวนเบญจสิริ ติดตั้งถังขยะที่ออกแบบใหม่เพื่อกระตุ้นพฤติกรรม จัดระบบการเก็บขนแยกประเภท และสร้างระบบการเก็บข้อมูลขยะแบบออนไลน์

Tact Social Consulting : SE คนรุ่นใหม่ที่รับแก้ปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม และสร้างบุคลากรด้านความยั่งยืนให้ประเทศ
Tact Social Consulting : SE คนรุ่นใหม่ที่รับแก้ปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม และสร้างบุคลากรด้านความยั่งยืนให้ประเทศ

แม้บางงานจะเป็นโครงการที่เริ่มต้นและจบลงตามวาระการจ้าง แต่ป้องและทีมงานมองว่าพวกเขาสร้างการเปลี่ยนแปลงระหว่างทางที่สำคัญไปด้วย ไม่ได้เป็นเพียงงานระยะสั้นที่เกิดขึ้นแล้วจบไปเฉย ๆ และไม่ได้เป็นเพียงเพื่อภาพลักษณ์ของบริษัทที่ทำงานด้วย

“ในฐานะธุรกิจเพื่อสังคมและที่ปรึกษาที่ลงมือทำจริง เราทำงานกับลูกค้าเพื่อหาทางพัฒนาสังคมให้ดีขึ้นจริง ๆ แต่ก่อนเขาอาจทำ CSR แล้วได้ผลลัพธ์กลับมา 1 แต่เราจะทำให้ได้ 10 และเราไม่เคยยกยอว่าบริษัทที่เราทำงานด้วยนั้นดีที่สุดในโลกเรื่องความยั่งยืน

“เราเพียงเห็นจุดที่ว่า ภาคเอกชนหลายแห่งอยากเปลี่ยนแปลง แต่คนข้างในยังไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร พอมาทำงานกับเรา เขาก็ค่อย ๆ เปลี่ยนความคิดตามไปด้วย ถือเป็นโอกาสดีที่ได้เรียนรู้กันและกัน”

แต่ว่าสิ่งที่พวกเขาตั้งใจจริง ๆ ไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านี้ พวกเขากำลังวางแผนที่จะพุ่งเป้าไปถึงระดับโครงสร้างของประเทศ

05
Teamwork

ก่อนจะไปถึงความฝันอันยิ่งใหญ่ สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือทีมที่แข็งแรง ทีมที่ถนัดกันคนละด้าน คอยช่วยสนับสนุนกันและกัน

“ก่อนหน้านี้ เราเคยทำตัวแบบ One-man Show มั่นใจในตัวเองมากเพราะมีประสบการณ์ที่เคยทำงานสำเร็จ แต่โชคดีที่ได้ซึงช่วยเตือนสติด้วยคำถามว่า ‘เรามองบริษัทในอีก 5 ปีข้างหน้าอย่างไร’ เราตอบไปว่าจะทำนู่นทำนี่ ซึงถามต่อว่าในภาพอนาคตเหล่านั้น มีทีมอยู่ตรงไหน

“การคุยครั้งนั้นเรียกสติเราเลย มันน่าจะผิดมาก ๆ ถ้า CEO ไม่เห็นภาพของทีมที่มีอยู่ไปด้วยกัน” แม็กเล่าบทเรียนที่ได้รับจากเพื่อนร่วมทีม ทำให้เขาเรียนรู้ที่จะสร้างและรักษาทีมให้ดีขึ้น ช่วยกันดูแลเรื่องที่ถนัดกับซึงและป้อง

ปัจจุบัน Tact เป็นองค์กรที่มีแผนกและการทำงานเป็นระบบมากขึ้น เพื่อสร้างพื้นที่ให้คนได้เติบโตตามที่แต่ละคนถนัด พอเปิดรับสมัครพนักงานชุดใหม่ก็มีคนสมัครเข้ามาเพียบ

“คนกลุ่มนี้มองเห็นว่าการทำงานเพื่อสังคมสามารถสร้างรายได้ไปด้วยและเป็นสิ่งที่น่าทำ ถ้าเราตั้งเป้าหมายที่ใหญ่และอิมแพคขึ้น จ้างคนเหล่านี้มากขึ้น ลองนึกดูว่าเราจะสร้างบุคลากรที่ดีและช่วยแก้ปัญหาของประเทศได้ตั้งเท่าไหร่” 

Tact Social Consulting : SE คนรุ่นใหม่ที่รับแก้ปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม และสร้างบุคลากรด้านความยั่งยืนให้ประเทศ

06
Tact to the Future

ความเป็นไปได้ในอนาคตของ Tact นั้นกว้างมาก 

อาจเป็นเสมือนโรงเรียนที่ปั้นคนรุ่นใหม่ พาพวกเขาออกมาเจอปัญหาสังคมจริง ๆ สอนและช่วยสร้างอาชีพขึ้นมาแก้ไขปัญหานั้น

หรือเป็นแหล่งพัฒนาบุคลากรด้านความยั่งยืนให้กับประเทศ เป็น Recruiter ที่ช่วยหาคนทำงานด้านนี้ให้กับองค์กร เพราะพวกเขาทำงานกับคนเหล่านี้มานับพัน

หรือแม้กระทั่งการสร้างธุรกิจใหม่ที่อาจส่งผลในวงกว้างและช่วยให้ Tact สร้างอิมแพคได้ระดับ 10x

“เมื่อ 5 ปีก่อน ตอนเริ่มตั้งบริษัท การจัดอีเวนต์ยังเป็นเรื่องสนุก แต่พอเราโตขึ้น งานพวกนี้น้อง ๆ ทำกันได้แล้ว เรามองต่อว่า เป็นไปได้ไหมที่เราและ Tact จะไปจัดการปัญหาที่ใหญ่ขึ้น ในระดับที่เป็นโครงสร้างของประเทศมากขึ้น ตอนนี้เรารู้จักบริษัทใหญ่ ๆ เรามีประสบการณ์ในการทำงานหน้างาน เราหาทางเชื่อมต่อคนที่มีความรู้ คนที่มีเงินทุน และคนที่สร้างการเปลี่ยนแปลงในภาครัฐได้ไหม

“หนึ่งในเป้าหมายที่ Tact กำลังมุ่งหน้าไป คือการปรับเปลี่ยนระบบจัดการขยะของประเทศนี้ ซึ่งต้องอาศัยการทำงานร่วมกับหลายฝ่าย เปลี่ยนแปลงทั้งนโยบาย ระบบการบริหาร และพฤติกรรมคน โดยเร็ว ๆ นี้ เรามีโอกาสได้ร่วมกับนักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอแนวทางการพัฒนาระบบจัดการขยะตั้งแต่ต้นทางของกรุงเทพมหานคร ให้กับผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และกำลังจะมี Action ในการทำโครงการ Pilot ในเขตต้นแบบ เพื่อแก้ปัญหาเรื่องขยะในระดับนโยบายและโครงสร้างอย่างจริงจัง ก็นับเป็นก้าวใหญ่ที่ขยับเข้าใกล้ความฝันที่เคยฝันกันไว้อีกก้าวหนึ่ง”

07
Take Action

“ไม่เคยตั้งคำถามกับการทำสิ่งนี้เลย” แม็กตอบ เมื่อเราถามว่าเขาเคยคิดลังเล เสียดายโอกาสอื่น ๆ ที่อาจไขว่คว้าในชีวิตได้หรือเปล่า

“การทำงานนี้ทำให้เราพบกัลยาณมิตรดี ๆ ในวงการ Social Enterprise มีคนรอบข้างทั้งเพื่อน อาจารย์ และผู้ใหญ่ ที่พร้อมช่วยเหลือเรา ซึ่งไม่ใช่แค่เพราะอยากช่วยเรา แต่เพราะเราอยากให้เห็นบางสิ่งเกิดขึ้นในสังคมนี้เหมือนกัน พอยิ่งทำไปด้วยกัน ก็ยิ่งเห็นโอกาสมากขึ้นทุกปี แถมระหว่างทาง ได้เจอและเรียนรู้จากผู้บริหารขององค์กรภาครัฐและเอกชนระดับประเทศ ต้องทำอะไรหลายอย่างจนตัวเองโตขึ้นเยอะมาก นึกไม่ออกเลยนะว่าจะมีงานไหนที่ทำแล้วได้สิ่งดี ๆ กลับมาเยอะเท่านี้” 

“เราไม่เคยคิดว่าจะไปทำงานที่อื่นเหมือนกัน มีแต่มองว่าเราจะต่อยอด Tact ต่อไปได้อย่างไร ทุกวันนี้พยายามขับเคลื่อนทุกอย่างให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้” ซึงเสริม

และนี่คือพลังของคนรุ่นใหม่ที่พร้อมสู้สุดใจ ให้สุดกำลัง เพื่อสังคมดี ๆ ที่พวกเขาใฝ่ฝันถึง

ถ้าคุณเป็นคนรุ่นใหม่ที่เชื่อเหมือนกัน หรือเป็นองค์กรที่สนใจอยากพัฒนางานด้านความยั่งยืนอย่างจริงจัง ลองมาแท็กทีมกับ Tact กันไหม

Tact Social Consulting : SE คนรุ่นใหม่ที่รับแก้ปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม และสร้างบุคลากรด้านความยั่งยืนให้ประเทศ

Lesson Learned

  • ไม่มีใครมีคำตอบสำหรับทุกอย่างตั้งแต่แรก การลงมือทำจริง ๆ และใช้เวลาอยู่กับปัญหา จะทำให้เราเข้าใจมากขึ้น
  • สร้างความสัมพันธ์กับผู้คนอย่างยั่งยืน ถ้าพอช่วยใครได้ ก็ช่วยเขา แม้วันนี้เราจะยังไม่ได้ทำอะไรร่วมกัน แต่ในอนาคตอาจมีโอกาสที่เราต้องพึ่งพากันและกัน
  • การทำงานร่วมกับผู้คนเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องซับซ้อน แต่ละฝ่ายมีความต้องการลึก ๆ ที่แตกต่างกัน เรียนรู้ที่จะทำความเข้าใจแต่ละฝ่าย และหาทางรักษาสมดุล
  • อย่าลืมทีมที่สร้างด้วยกันมา

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load