“ผมว่าต้องชื่อนาดาว แปลว่าทุ่งนาที่ปลูกดวงดาว”

วันหนึ่งใน พ.ศ. 2552 เก้ง-จิระ มะลิกุล หนึ่งในผู้อำนวยการสร้างและผู้กำกับผู้เป็นที่เคารพรัก เงยหน้าขึ้นจากหนังสือพิมพ์กีฬาที่อ่านอยู่แล้วบอก ย้ง-ทรงยศ สุขมากอนันต์ ว่าเขาได้ชื่อบริษัท ตามที่ย้งเคยมาขอให้ตั้งให้แล้ว

หลังผ่านกระบวนการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์ ย้งก็ตัดสินใจเติมชื่อสร้อยให้บริษัท เป็น ‘นาดาวบางกอก’

จากผู้กำกับภาพยนต์ที่มีความสุขกับงานที่ทำ วันนั้นย้งได้รับมอบหมายบทบาทใหม่โดย จีน่า-จินา โอสถศิลป์ ผู้บริหารบริษัท GTH ณ ขณะนั้น ให้บริหารบริษัทดูแลนักแสดงในเครือ 

เขาบอกว่าเขาไม่อยากเป็นผู้บริหาร แต่ก็ตัดสินใจรับหน้าที่นั้น เพราะจีน่ารับปากว่าจะให้เขาบริหารบริษัทในแบบของเขา คือยังคงความเป็นพี่เป็นน้องกับนักแสดงเอาไว้

จนถึงทุกวันนี้แม้นาดาวจะเติบโตมากขึ้นแค่ไหนแต่ย้งและทีมผู้บริหารที่มักเรียกตัวเองว่า “พี่ๆ” ก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า พวกเขาพยายามรักษาความเป็นพี่เป็นน้องเอาไว้ และพูดถึงเรื่องนี้ตลอดการสัมภาษณ์

นาดาวบางกอก ธุรกิจปลูกดาวแบบออร์แกนิกที่เต็มไปด้วยความไม่รู้ และกลยุทธ์ทุบหม้อข้าว

The Cloud ขอนัด ย้ง-ทรงยศ สุขมากอนันต์ กรรมการผู้จัดการ และขอให้เขา ชวน แท๊ด-รดีนภิส โกสิยะจินดา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ แผนกการตลาดและสื่อสารองค์กร มาเล่าให้ฟังเรื่องการทำงานในแบบฉบับของนาดาวบางกอก บริษัทที่มีผลงานเป็นที่เลื่องลือ มีนักแสดงที่ผู้ชมหลงรัก ทั้งที่ไม่มีใครสักคนในทีมบริหารเคยทำงานตำแหน่งผู้บริหารมาก่อน

พวกเขาบอกว่า มันเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป และบางทีก็ทำไปแบบที่ไม่ได้รู้ทุกเรื่อง

“แต่เวลาออกรบเราทุบหม้อข้าวทุกครั้ง เรามั่นใจว่า เดี๋ยวจะไปหาหม้อข้าวใหม่ข้างหน้าได้ เพราะเราจะรบอย่างเต็มความสามารถในกระบวนท่าที่เรามั่นใจ” ย้งสรุปภาพรวมการดำเนินงานของนาดาวบางกอกแบบสั้นๆ

ชวนมาฟังย้งและแท๊ดเล่าเรื่องการปลูกดวงดาว ที่พวกเขาเรียกว่าเป็นการปลูกแบบออร์แกนิกกัน

คัดเลือกเมล็ดพันธ์ุแบบที่เหมาะกับเรา

การปลูกแบบออร์แกนิก คือการทำนาดาวบางกอกแบบค่อยๆ รู้ไปเรื่อยๆ บริหารตามธรรมชาติแบบที่ควรจะเป็น เรียนรู้ แก้ปัญหา ปรับแผน แล้วก็พัฒนาในงานต่อไป

ย้งบอกว่า “พวกเราเป็นคนในงาน ไม่มีใครเป็นผู้บริหารจริงจังขนาดนั้น นาดาวฯ เลยเดินไปแบบช้าๆ ค่อยๆ เรียนรู้ ค่อยๆ ขยาย ในขณะที่บริษัทอื่นเขามีศิลปินในสังกัดเยอะแยะ ของเรายังมีไม่มากเท่าไหร่”

วันแรกที่เปิดบริษัท นาดาวบางกอกมีนักแสดงในสังกัด 13 คน และ 12 ปีผ่านไป พวกเขามีนักแสดงในสังกัด 32 คน ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับบริษัทพัฒนานักแสดงในระดับเดียวกัน 

“การเลือกนักแสดงมาร่วมสังกัด หลักๆ เราจะดูว่า เขาเหมาะกับการทำงานแบบนาดาวฯ ไหม และการทำงานแบบนาดาวฯ จะดีกับเขาหรือเปล่า”

กระบวนการการคัดเลือกนักแสดงของนาดาวบางกอกต้องผ่านทั้งการออดิชั่น การสัมภาษณ์กับย้งและ บอมบ์-จงจิตต์ อินทุ่ง รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารศิลปิน ทีมงานผู้ดูแลนักแสดงทุกคน หากกำลังมองหาใครที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษตรงกับพนักงานในบริษัท ย้งก็จะเชิญพนักงานคนนั้นมาร่วมพิจารณาด้วย

“เราอยากมั่นใจว่านักแสดงที่เลือกมาจะไปได้กับวิถีเรา ถ้าเขาไม่ใช่ อยู่กับเราแล้วเขาอาจจะไม่ประสบความสำเร็จ เราควรรีบให้โอกาสเขาไปอยู่ในที่ที่เข้ากับเขา เราไม่อยากเอาความลังเลของเราไปอยู่บนอนาคตของใคร”

ส่วนแท๊ดเห็นว่า “เราต้องทำงานกันบนคน และต้องดูแลเขา ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราต้องคิดว่าจะดูแลเขาได้และเขาจะแฮปปี้ในการทำงานร่วมกับเรา มันสำคัญที่นักแสดงและบริษัทจะต้องมองเห็นเป้าหมายเดียวกัน”

ย้งย้ำ “นักแสดงที่เรารับเข้ามา เป็นเพราะเราอยากทำงานกับเขาในระดับเต็มร้อยเท่ากันทุกคน” 

รดน้ำ พรวนดิน และดูแลให้เติบโต 

นักแสดงนาดาวบางกอกทุกคนที่เข้ามาจะได้เรียนการแสดงประมาณ 1-2 ปี หรือจนกว่าจะพร้อมสำหรับการเป็นนักแสดง

นาดาวบางกอก ธุรกิจปลูกดาวแบบออร์แกนิกที่เต็มไปด้วยความไม่รู้ และกลยุทธ์ทุบหม้อข้าว

ย้งเล่าว่า “นาดาวบางกอกทำงานร่วมกับครูสอนการแสดงหลายท่าน เพื่อให้นักแสดงสะสมเครื่องมือที่ได้จากคุณครูที่ต่างกัน ยิ่งเรียนมากยิ่งได้มาก จะได้พร้อมสำหรับการทดสอบบท”

“ถึงจะเป็นงานของนาดาวบางกอกเองหรืองานของ GDH น้องก็ต้องไปแคสฯ เหมือนคนอื่น” ย้งยืนยัน

มาตรฐานการเคี่ยวกรำนี้ ย้งและแท๊ดก็เอามาใช้กับนาดาวมิวสิค ค่ายเพลงที่เกิดจากความสนใจของเด็กๆ ในค่ายด้วย

“ศิลปินจะต้องผ่านการเรียนและซ้อม การร้องและเต้นให้พร้อมกับการแสดงทุกครั้ง เรามีมาตรฐานว่าถ้าเขาจะไปเป็นศิลปินเขาต้องทำให้คนเชื่อให้ได้ว่าวันนี้เขาเป็นศิลปิน ไม่ใช่นักแสดง เขาต้องก้าวข้ามกำแพงที่คนมีภาพจำเกี่ยวกับเขาไปให้ได้” ย้งบอก

นาดาวบางกอกไม่มีระบบเงินเดือน นักแสดงจึงจะไม่มีรายได้ในช่วงแรก และนาดาวก็จะไม่สามารถสร้างรายได้จากนักแสดงคนนี้ได้ แต่พวกเขามองว่ามันจะสร้างพื้นฐานที่แข็งแรงให้กับนักแสดง

ย้งและแท๊ดบอกว่าโมเดลการให้ค่าตอบแทนแบบนี้ เหมาะสมกับรูปแบบการทำงานของนาดาวบางกอก ที่อยากให้นักแสดงทำเฉพาะงานที่เขามั่นใจว่าจะทำได้เต็มที่ ให้พวกเขามีส่วนร่วมพิจารณาการรับงาน และนาดาวบางกอกให้การสนับสนุนและพัฒนาแทนการจ่ายเงินเดือนทุกเดือน 

นาดาวบางกอก ธุรกิจปลูกดาวแบบออร์แกนิกที่เต็มไปด้วยความไม่รู้ และกลยุทธ์ทุบหม้อข้าว

ดูแลต้นกล้าให้แข็งแรง

การเป็นนักแสดงนาดาวบางกอกไม่มีสัญญาว่าค่ายจะมีซีรีส์ให้กี่เรื่อง มีหนังให้กี่เรื่อง แต่จะสนับสนุนเรื่องสำคัญกับพวกเขา เพราะสิ่งเหล่านั้นจะอยู่ติดตัวเขาตลอดไป 

ทีมดูแลศิลปินของที่นี่มักจัดคิวหลีกทางให้เรื่องที่เกี่ยวกับการเรียนของนักแสดงเสมอ 

“ถ้าเกรดตก ต้องมาคุยกัน” แท๊ดบอกในฐานะผู้ช่วยผู้ปกครอง “แต่จะมาบอกว่าใกล้สอบ เลยไม่ได้ท่องบทมา แบบนี้ก็ไม่ได้” แท๊ดย้ำอีกครั้งในฐานะบริษัทดูแลนักแสดง

“มันสำคัญเพราะเราเห็นเขาเป็นน้อง และมันคือชีวิตเขา” 

ด้วยความตั้งใจแบบนี้ เราจึงได้เห็นนักแสดงของค่ายอย่าง ฟรัง-นรีกุล เกตุประภากร ที่สอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ โดยอ่านหนังสือเตรียมสอบในกองถ่ายซีรีส์ Hormones วัยว้าวุ่น และยังเป็นนักแสดงพร้อมกับนิสิตแพทย์มาจนถึงทุกวันนี้ แล้วก็ยังมีน้องๆ นักแสดงที่ทั้งเรียนและทำงานไปด้วยกันได้ดีอยู่อีกหลายคน

พี่ๆ ที่นาดาวบางกอกเข้าใจและเห็นด้วย หากน้องคนไหนอยากเลือกเส้นทางการเรียนรู้นอกสถานศึกษา

แล้วบอกอีกทีว่า “มันเป็นหน้าที่ของพี่ๆ ทุกคนที่มีหน้าที่ดูแลเขา ทุกคนพยายามจะจัดการให้น้องได้ทำสิ่งที่สำคัญกับเขา และการจะรับงานทุกครั้งน้องจะมีส่วนร่วมตัดสินใจ โดยมีพี่ๆคอยให้ความเห็นและเป็นที่ปรึกษา” 

นาดาวมิวสิคเป็นอีกหนึ่งหลักฐานว่าพี่ๆ มองเห็นความสนใจของน้องๆ เสมอ 

“นาดาวมิวสิคเกิดจากการที่นักแสดงในสังกัดสนใจเรื่องการทำเพลง” ย้งเล่าที่มา

แต่ในช่วงแรกพี่ๆ ไม่มีใครมีความรู้เรื่องการทำเพลงเลย 

เขาจึงพาน้องไปหาผู้เชี่ยวชาญ เช่น ให้ กันต์ ชุณหวัตร ไปคุยกับ Boxx Music พา อัด-อวัช รัตนปิณฑะ กับ ต้นหน ตันติเวชกุล ไปร่วมงานกับ What The Duck เพื่อให้ได้ทำงานด้านเพลงอย่างที่น้องๆ สนใจแบบไม่หวง

จนพวกเขาได้ทำโปรเจกต์ 9×9 ร่วมกับ 4NOLOGUE ก็มีน้องๆ ที่สนใจด้านเพลงจริงจังมากขึ้น พี่ๆ เลยคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะมาทำงานเพลงเพื่อสนับสนุนน้องๆ แบบไม่ต้องส่งออกไปอยู่ค่ายอื่น 

นาดาวมิวสิคจึงกลายเป็นส่วนต่อขยายที่มีคุณค่าของนาดาวบางกอกมาจนถึงทุกวันนี้

สอนให้เป็นดาวที่มีความรับผิดชอบ

พี่ๆ ที่นาดาวบางกอกเชื่อว่า การให้นักแสดงตัดสินใจด้วยตัวเองไม่ว่าจะเรื่องงานหรือเรื่องการแสดงความคิดเห็น จะทำให้เขามีความรับผิดชอบกับสิ่งที่เขาตัดสินใจ

“เมื่อเขาเป็นคนเลือกรับงานเอง เขาเต็มใจจะทำงานนั้นตั้งแต่แรก ถ้าเจออุปสรรคอะไร เขาจะรู้สึกว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจนี้แล้วก็ร่วมรับดีรับชั่วไปพร้อมกับทีมงาน” แท๊ดผู้เป็นหัวเรือใหญ่ด้านการตลาดที่ต้องทำงานกับแบรนด์หรือองค์กรต่างๆ บอกเหตุผลที่ทำให้บางทีต้องขอให้คู่ค้าต้องรอคำตอบสัก 1-2 วัน 

เงื่อนไขการรับงานของนาดาวบางกอกคือต้องเป็นงานที่เข้ากับนักแสดง เขาต้องสามารถนำเสนอและเป็นตัวแทนของแบรนด์ได้อย่างน่าเชื่อถือ และมีเสน่ห์ ไม่ว่าจะผ่านการโฆษณาหรือการลงรีวิวในโซเชียลมีเดีย ในขณะเดียวกันนาดาวบางกอกก็ต้องมั่นใจว่าจะพาพาร์ทเนอร์ไปถึงจุดที่หวังไว้ ไม่ว่าจะเป็นกระแสหรือยอดขาย 

เรื่องนี้แท๊ดบอกว่า “น้องเป็นนักแสดงเป็นศิลปิน ลูกค้าของพวกเขาคือคนดูงานของเขา แบรนด์ต่างๆ คือพาร์ทเนอร์เราที่มาสร้างงานร่วมกัน ฉะนั้นการทำงานแต่ละชิ้นเราต้องการให้ทุกคนวิน” 

ในสังคมทุกวันนี้มีข้อถกเถียงว่าดารา นักแสดง ศิลปิน จะต้องรับใช้สังคมเมื่อสังคมต้องการเสียงที่ดังกว่าคนธรรมดา แต่ในขณะเดียวกันก็มีข้อจำกัดทางด้านธุรกิจที่ทำให้ดารา นักแสดงบางคนไม่สามารถทำอย่างที่สังคมเรียกร้องได้

นาดาวบางกอกเป็นค่ายที่อยู่กันอย่างพี่กับน้อง และอยากให้นักแสดงตัดสินใจอะไรด้วยตัวเอง การรับมือเรื่องนี้ก็เลยเป็นไปอย่างเข้าอกเข้าใจ และไม่มีนโยบายห้ามนักแสดงแสดงความคิดเห็นในเรื่องประเด็นสังคม

ในฐานะพี่ใหญ่ ย้งบอกว่า “ผมบอกเด็กๆ เสมอว่าเขาจำเป็นต้องใส่ใจประเด็นสังคมและอยากให้พวกเขาศึกษาประเด็นที่เขาสนใจอย่างจริงจัง ความรู้จริงจะทำให้เขาไม่กลัวที่จะแสดงความคิดเห็นและเขาก็จะรู้ด้วยว่าเขาแสดงความคิดเห็นได้ในขอบเขตแค่ไหนที่จะไม่กระทบพาร์ทเนอร์ที่เขากำลังร่วมงานด้วย”

“เขาจะมีจิตใจที่มั่นคงด้วย เพราะรู้ว่าเขาพูดหรือทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร เขาจะไม่อ่อนไหวกับทุกฟีดแบคที่เข้ามา” แท๊ดเสริม

นาดาวบางกอก ธุรกิจปลูกดาวแบบออร์แกนิกที่เต็มไปด้วยความไม่รู้ และกลยุทธ์ทุบหม้อข้าว

ภูมิคุ้มกันจากความไม่กลัวและรับฟัง

นาดาวบางกอกเป็นบริษัทที่มักสร้างเรื่องทอล์กออฟเดอะทาวน์ และเขย่าวงการต่างๆ ที่พวกเขาก้าวเท้าเข้าไปอยู่เสมอ

หลายเรื่องที่ย้งและแท๊ดเล่าเบื้องหลังให้เราฟัง เรามักได้ยินพวกเขาพูดว่า เกือบเจ๊ง ไม่เคยทำมาก่อน และส่วนมากคือ ไม่รู้ว่ามันจะประสบความสำเร็จหรือเปล่า

ย้งเล่าว่า “ทุกขั้นตอนที่กำลังจะทำอะไรใหม่ๆ มันเป็นช่วงที่เรารู้สึกว่าทุกอย่างควบคุมไม่ได้ตลอดเวลา เรารู้สึกว่าเราต้องปรับตัว เรียนรู้แล้วก็เปลี่ยนแปลงไปกับมันตลอด”

พวกเขาเล่าว่า ปีที่ทำซีรีส์ Hormones วัยว้าวุ่น บริษัทเหลือกำไรเพียงแค่หลักหมื่น และคิดว่าจะต้องปิดบริษัท

แม้จะรู้อย่างนั้น แต่พวกเขาก็ยังเลือกทำซีรีส์ที่ทั้งแหวกขนบ สุ่มเสี่ยง และทำสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน เพราะเชื่อว่ามันจะเป็นซีรีส์ที่ดี

“พอ Hormones ออกฉาย กลายเป็นว่ามันดังมาก และเราก็ได้รับการสนับสนุนจากพาร์ตเนอร์มากมาย จนทำให้บริษัทอยู่รอดมาได้” แท๊ดบอก

จากนั้นมานาดาวบางกอกก็มักให้สิทธิพาร์ตเนอร์ที่สนับสนุนกันมาในงานก่อนๆ เป็นผู้สนับสนุนงานใหม่ๆ ของพวกเขาก่อนเปิดขายเป็นการทั่วไปเสมอ

ย้งเล่าว่า “ต้องขอบคุณ พี่บูลย์ (ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน)) ที่ให้โอกาสนี้ ตอนที่เราไปเสนอโปรเจกต์ เขาเชื่อเราหมดเลย ให้เราได้ทำแบบไม่ตีกรอบอะไรเลย มันเลยเป็นซีรีส์วัยรุ่นรูปแบบที่เราตั้งใจ”

เลือดข้นคนจาง เป็นอีกหนึ่งหลักไมล์สำคัญของนาดาวบางกอก เป็นละครที่แพงที่สุดเท่าที่บริษัทเคยทำมา บริษัทลงทุนผลิตเรื่องนี้เอง และทำบนความอยากหาความท้าทายใหม่ๆ ของย้ง จนทำให้เขาขอเข้าพบ บอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณ ผู้บริหารช่อง one31 เพื่อขอเวลาไพรม์ไทม์ของช่องมาทำละครหลังข่าวเป็นครั้งแรกในชีวิต

เขาได้รู้ในเวลาต่อมาว่า เป็นครั้งแรกของช่อง one31 ที่ยอมให้บริษัทอื่นมาทำละครฉายในเวลานี้เช่นกัน

เลือดข้นคนจาง ประสบความสำเร็จอย่างที่เห็นกัน แล้วก็สะสมทุนให้นาดาวบางกอกทำผลงานอื่นๆ ในปีต่อๆ มา

แท๊ดเล่าว่า “ตอนนั้น พี่ป้อน (นิพนธ์ ผิวเณร รองกรรมการผู้อำนวยการ-สายงานฝ่ายการผลิตละคร ช่อง one31) มาช่วยอธิบายว่า เราต้องปรับ ต้องตัดต่อยังไง ให้มันเป็นละครไพรม์ไทม์ได้ พวกเราได้เรียนรู้จากตรงนั้นเยอะมาก”

ย้งบอกเราว่า “เรื่องพวกนั้นถ้ารู้มากกว่านั้นก็อาจจะไม่ทำ เพราะกลัว สิ่งที่เราทำมันคือการทุบหม้อข้าว แต่เราคิดเสมอว่าแม้เราจะทุบหม้อข้าวนี้ เราก็จะมีหม้อข้าวหน้า เพราะเวลาเราออกไป เรารบเต็มที่ทุกครั้ง” 

“การทำงานร่วมกับแบรนด์ก็เป็นอีกเรื่องที่เราเต็มที่ทุกครั้ง ในฐานะพาร์ตเนอร์ เราต้องไม่ทำให้เขาผิดหวัง ถ้าเราทำงานได้ดี มีงานที่ดี เขาก็จะอยากมาร่วมสนับสนุนเราให้ทำงานที่ดีเหล่านั้นต่อไป” แท๊ดเสริม

“ทุกวันนี้เรามีความสุขกับการมีพาร์ตเนอร์ที่เอ็นดูเรา ไม่ใช่แค่ให้การสนับสนุน แต่ถึงขนาดโทรมาเล่าเรื่องที่คนพูดถึงเราแบบแย่ๆ ถ้าเขาไม่เล่า เราจะไม่รู้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้น การที่มีคนมาบอก ทำให้เรามีโอกาสได้แก้ไขสิ่งนั้น” 

พวกเขามองว่านี่เป็นข้อดีของการเป็นทีมงานที่ทุกคนคุยกันได้ เพราะการเติบโตเต็มไปด้วยความไม่รู้ และการฟังเยอะๆ จะทำให้เราได้พัฒนาจากมุมมองของคนอื่น

นาดาวบางกอก ธุรกิจปลูกดาวแบบออร์แกนิกที่เต็มไปด้วยความไม่รู้ และกลยุทธ์ทุบหม้อข้าว

ต่อยอดจากสิ่งที่มี ด้วยวิธีที่เรารู้ดีที่สุด

เราชวนพวกเขาคุยเรื่องความดังเป็นพลุแตกของเพลง รักติดไซเรน เพลงแรกของบริษัทดูแลนักแสดงที่ผันตัวมาเป็นค่ายเพลง

ย้งบอกว่า “ผมก็ไม่รู้ว่ามันเกิดจากอะไร” เขามีสีหน้ายืนยันว่าเขาก็ไม่มั่นใจจริงๆ 

เขาเรียกการทำเพลง รักติดไซเรน ในวันนั้นว่าเป็น ‘การทดลอง’

“เราตั้งใจจะทำเพลงประกอบละคร รักฉุดใจนายฉุกเฉิน อยู่แล้ว ผมเลยเห็นโอกาสที่จะใช้นักแสดงของเรามาร้องเพลงนี้ ตอนแรกวางตัวเป็น แพรวา (ณิชาภัทร ฉัตรชัยพลรัตน์) กับ บิวกิ้น (พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล) แต่พอผู้กำกับ (บอส-นฤเบศ กูโน) อยากให้บิวกิ้นไปร้องเพลง You are my everything ผมเลยขอเปลี่ยนตัวให้ ไอซ์ (พาริส อินทรโกมาลย์สุต) ร้องเพลงโปรโมตแทน เพราะตอนนั้นไอซ์ก็กำลังมีกระแสมาจากละคร เลือดข้นคนจาง ความดังของเขาก็น่าจะมีส่วนในความสำเร็จนี้”

แท๊ดเล่าว่า “เราปล่อยเพลงนี้บน YouTube ช่องใหม่เอี่ยมตั้งแต่ Subscriber เป็นศูนย์ ซึ่งผิดหลักที่ทาง YouTube พูดมาตลอดว่า อย่าเอาวิดีโอตัวที่สำคัญที่สุดเป็นตัวแรกของช่อง ตอนนั้นลุ้นมาก แต่มันก็ผ่านไปได้ด้วยดี”

ปัจจุบัน ช่อง Nadao Music ใน YouTube มีผู้ติดตาม 1.5 ล้านคน และเพลง รักติดไซเรน มีผู้เข้าชม 230 ล้านครั้ง

แม้จะเป็นทีมงานที่ไม่เคยทำเพลงมาก่อน และเรียกสิ่งนี้ว่าการทดลอง แต่สิ่งที่พวกเขามั่นใจแน่ๆ คือการทำละคร และการทำเพลงประกอบละครที่พวกเขาถนัด ต้นทุนนั้นส่งให้งานเพลงของพวกเขาเป็นที่รู้จัก ทำให้นักแสดงได้เป็นที่รู้จักในบทบาทใหม่ๆ และยังได้ขยายน่านน้ำทางธุรกิจกับพาร์ตเนอร์ด้วย

เพลง ดี๊ดี ผลงานลำดับที่ 2 จากนาดาวมิวสิคที่ร้องโดย ไอซ์ และ เจเจ-กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม สองนักแสดงที่ความดังถูกใจนักการตลาด มีความสามารถในการร้องและเต้นได้มาตรฐานศิลปิน เพลงนี้จึงเป็นผลงานเพลงที่ทำร่วมกับพาร์ตเนอร์ หรือเรียกง่ายๆ ว่าเป็นเพลงโฆษณาที่โด่งดังทั้งเพลงและท่าเต้น สยบความไม่มั่นใจว่าการทำเพลงเพื่อแบรนด์นั้นจะดังไม่ได้ 

ปัจจุบันเพลง ดี๊ดี มีผู้เข้าชมผ่าน YouTube 23 ล้านครั้ง และวิดีโอสอนเต้นของเพลงนี้มีผู้เข้าชม ถึง 42 ล้านวิว 

สำเร็จทั้งแบรนด์เนสกาแฟ, ไอซ์-เจเจ และนาดาวมิวสิค ตามความตั้งใจ 

ปรากฏการณ์ แปลรักฉันด้วยใจเธอ ก็เป็นอีกงานที่นาดาวบางกอกก้าวขาสู่พื้นที่ใหม่ๆ โดยต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่เดิมคือกลุ่มแฟนคลับ ‘เพนกวิน’ ของ บิวกิ้น-พีพี (พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล และ กฤษฏ์ อำนวยเดชกร) 

ย้งเล่าว่า “บิวกิ้นกับพีพีเขามีแฟนคลับที่อินและตกหลุมรักตัวละคร หมอเต่า ทิวเขา ที่เขาเล่นใน รักฉุดใจนายฉุกเฉิน แล้วแฟนคลับกลุ่มเพนกวินก็เรียกร้องว่าอยากดูซีรีส์ของคู่นี้ เราเลยลองต่อยอดดู

“เราเลือกทำซีรีส์สำหรับบิวกิ้นและพีพี ในมุมความสัมพันธ์ของตัวละคร ซึ่งเป็นธรรมชาติและเป็นความถนัดของเรา มันก็เลยเป็นละครที่มีตัวเอกเป็นผู้ชายทั้งคู่ แต่ไม่ใช่ซีรีส์วายแบบที่คนเคยได้เห็น” 

ย้งพูดอีกครั้งว่า “เริ่มต้นเราก็ไม่มั่นใจหรอกว่าคนจะชอบไหม”

แล้วก็เล่าต่อว่า “แต่เราก็ทำมันแบบที่เรามั่นใจ คิดว่าถ้าไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไรหรอก เพราะมันน่าจะเป็นซีรีส์ที่เราภูมิใจ”

เจาะลึกการเติบโตอย่างมั่นคงของ ‘นาดาวบางกอก’ หนึ่งในบริษัทที่ปั้นนักแสดง หนัง ซีรีส์ และเพลง ได้โดดเด่นที่สุดในยุคสมัย

ชอบในสิ่งที่ทำ ทำในสิ่งที่ชอบ

เราถามพวกเขาว่า ตลอดเวลา 12 ปี มีงานที่ทำแล้วไม่ชอบบ้างไหม พวกเขาตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่มี

แท๊ดบอกว่า “ถ้าเป็นงานที่เราไม่ชอบ เราจะไม่ปล่อยมันออกไปตั้งแต่แรก มันจะถูกล้มไปในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งแน่นอน” 

ย้งสำทับ “เราจะไม่ปล่อยงานที่เราไม่ชอบออกไปเลยสักครั้งหนึ่ง อย่างละคร แปลรักฉันด้วยใจเธอ ก็มีการรีชู๊ต (ถ่ายทำเพิ่ม) เพราะเมื่อมานั่งดูแล้ว เราเห็นว่ามีจุดที่ไม่เห็นตอนมันอยู่ในกระดาษหรือตอนถ่าย หรือมีจุดที่เราเห็นว่าจะทำให้คนเข้าใจหรือสนุกกับเรื่องได้มากขึ้น เราก็ไปถ่ายกันใหม่”

สำหรับนาดาวบางกอก การกลับไปถ่ายทำอีกครั้งในช่วงโพสต์โปรดักชันเป็นเรื่องที่ถูกวางแผนเอาไว้แล้วตั้งแต่ต้น ทั้งเวลาและงบประมาณ จะได้กลับไปถ่ายกันใหม่ได้เพื่อผลงานที่ดีที่สุด

เรื่องนี้ย้งบอกว่าขออนุญาตลงรายละเอียด “การรีชู๊ตไม่ได้เกิดจากการไม่ได้ทำการบ้านมามากพอ หรือตอนถ่ายเราระวังไม่มากพอ แต่การรีชู๊ตเพื่อให้เรื่องสมบูรณ์ขึ้น อันนี้เป็นสิ่งที่พวกเราคิดว่าควรทำ”

เราจำเป็นต้องเติบโต

จากบริษัทเล็กๆ และเชื่อมั่นในความสัมพันธ์แบบพี่น้อง เราถามพวกเขาว่าจัดการยังไงในวันที่ต้องเติบโต

แท็ดบอกว่า “การโตสำหรับนาดาวบางกอกคือการมีระบบสนับสนุนที่ทำให้หลายๆ อย่างนิ่งขึ้น จนสร้างคนรุ่นที่มาทำงานต่อจากเราได้ บริษัทของเราจะได้ไม่จบลงในวันเวลาของเรา”

ย้งเสริมว่า “ถ้าเราไม่โต เราจะเหนื่อยเหมือนเดิมไปเรื่อยๆ ถ้าเราจะไปข้างหน้าอย่างแข็งแรง บริษัทจำเป็นต้องโต” 

“เรามีศิลปินที่ประสบความสำเร็จกลุ่มหนึ่งแล้ว เราจำเป็นต้องมีศิลปินกลุ่มต่อไป ในอดีตเราไม่มีแผนกออนไลน์ ผมกับแท๊ดต้องแชร์โซเชียลกันเอง มันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะทำสิ่งนั้นไปตลอดชีวิตเรา ตอนนี้ก็ต้องมีแผนกออนไลน์ที่แชร์ผลงานอย่างเป็นระบบ คอยสอดส่องฟีดแบค เอากลับมาเรียนรู้แก้ปัญหา และสื่อสารกลับเพื่อบริหารจัดการแฟนๆ เพราะเขาคือลูกค้าของเราที่เราต้องรับฟังแล้วก็พัฒนาเพิ่มเติมขึ้นเรื่อยๆ เราจะได้ไปต่อได้”

อีกเหตุผลของการเติบโตที่นาดาวบางกอกให้ความสำคัญคือ การขยายความสามารถเพื่อดูแลศิลปินได้มากขึ้น 

ย้งเล่าว่า “การที่เราสร้างน้องให้น้องสำเร็จ น้องก็ควรจะมีงานมากขึ้น โครงสร้างแบบเดิม หรือจำนวนคนเท่าเดิม มันก็ย่อมไม่พอที่จะดูแล”

พวกเขายอมรับว่าข้อดีของนาดาวคือความเป็นครอบครัวเป็นบ้าน มันก็ทำให้ไม่สามารถเอากรอบอะไรมาครอบเพื่อความเป็นระเบียบได้มากนัก

แท๊ดบอกว่า “สินค้าของนาดาวบางกอกคือคน สินค้าทุกชิ้นของเราไม่เหมือนกันเลย เราวางระบบวางโครงสร้างได้ แต่จะใช้ไม้บรรทัดลงไปจัดการทุกอย่างเหมือนกันไม่ได้ ทำได้แค่เข้าใจหลักการ แล้วก็ใช้วิจารณญาณในการปรับใช้หลักการนั้น” 

“ซึ่งมันเป็นความยากขั้นสุด” ย้งตบท้าย

เจาะลึกการเติบโตอย่างมั่นคงของ ‘นาดาวบางกอก’ หนึ่งในบริษัทที่ปั้นนักแสดง หนัง ซีรีส์ และเพลง ได้โดดเด่นที่สุดในยุคสมัย

อนาคตอาจไม่ต้องมีนาดาวบางกอก

ย้งเล่าความกังวลว่า ถ้าวันหนึ่งเขากำกับหรือเป็นโปรดิวเซอร์ไม่ไหวแล้ว นาดาวบางกอกจะมีเครื่องมืออะไรเพื่อสร้างนักแสดงให้เป็นที่รู้จักได้อีก

เขาเล่าสิ่งที่ค้างคาใจว่า “จริงๆ มันไม่ถูก ถ้าเราจะเป็นเอเยนต์ในการส่งศิลปิน เราก็ควรจะส่งเขาได้โดยไม่ต้องมีหน่วยสนับสนุน อย่างโปรดักชันหรือมิวสิคสิ”

แต่พวกเขาก็ได้วางแนวทางเอาไว้แล้ว เป็นการที่น้องๆ ทุกคนต้องพัฒนาโซเชียลมีเดียของตัวเอง 

ย้งขยายความให้ฟังว่า “นักแสดง-ศิลปินเดี๋ยวนี้ไม่จำเป็นต้องเซ็นสัญญากับช่องหรือค่ายแล้ว ถ้าเขาเก่งและแข็งแรงพอ ใครๆ ก็อยากพาเขาไปร้องเพลง ไปเล่นหนัง และอีกเรื่องคือ พวกเขาต้องบริหารจัดการโซเชียลมีเดียของตัวเองได้ดี” 

เมื่อก่อนนักแสดงมักจะได้ภาพลักษณ์จากละครหรือภาพยนตร์ที่แสดง แต่ปัจจุบันพวกเขาทำสิ่งเหล่านั้นได้ผ่านโซเชียลมีเดียของตัวเอง และต้องตั้งใจพัฒนาช่องทาง จนเชื่อว่าพวกเขาจะพึ่งพามันได้ 

ย้งบอกว่า “นักแสดงโชว์จุดแข็งของตัวเอง หรือนำเสนอตัวเองในแบบที่เป็นตัวเขาผ่านโซเชียลมีเดียได้ และต้องปรับจูนให้เข้ากับสิ่งที่แฟนๆ ของเราอยากเห็น เช่น เขาชอบการแต่งตัวของเรา ชอบดูแมวของเรา หรือชอบดูว่าเราไปเที่ยวไหนมาบ้าง ตัวน้องเองคือคนที่รู้ดีที่สุดว่าแฟนๆ อยากดูอะไร”

ย้งและแท๊ดเห็นตรงกันว่า นาดาวบางกอกมีความเฉพาะตัว และยากที่จะหาส่วนเสริมหรือตัวช่วย โดยไม่ทำให้ความเป็นนาดาวเปลี่ยนไป 

แท๊ดบอกว่า “ถ้าจะมาดูแลศิลปินนาดาวแบบเป็นพี่เป็นน้องได้ ก็ต้องหาคนที่รักเด็กๆ พวกนี้เหมือนที่เรารัก”

ถ้าวันหนึ่งนาดาวบางกอกจะต้องปิดตัวลง ก็คงจะเป็นการรูดม่านอย่างสวยงามของบริษัทที่ผลิตผลงานด้วยพลังที่ทำให้คนมากมายหลงรัก และไม่ว่านาดาวบางกอกจะมีปีต่อๆ ไปอีกมากน้อยแค่ไหน เราก็เชื่อว่าดาวที่พวกเขาสร้างไว้ จะยังส่องแสงไปได้อีกไกลแน่ๆ

End Credit 

ภูมิใจกับนาดาวบางกอกไหม 

“ความรู้สึกแรกคือ หวงแหนและกังวลกับการฟูมฟักมัน แต่ก็ภูมิใจเวลาเห็นผลงานออกสู่สายตาสาธารณชน แล้วก็ภูมิใจกับเด็กๆ เวลาได้เห็นเขาทำเรื่องดีๆ เป็นคนดี แล้วก็มีคนรักเขา” แท็ดตอบ 

ส่วนย้งบอกว่า “ผมภูมิใจกับนาดาวบางกอกมาก วันที่เริ่มผมไม่คิดว่ามันจะมาถึงวันนี้ ทั้งระยะเวลา ความสำเร็จ และการเติบโต ฉะนั้น ผมภูมิใจมาก”

เจาะลึกการเติบโตอย่างมั่นคงของ ‘นาดาวบางกอก’ หนึ่งในบริษัทที่ปั้นนักแสดง หนัง ซีรีส์ และเพลง ได้โดดเด่นที่สุดในยุคสมัย

Lesson Learned

  • การจะเติบโต จำเป็นต้องโตเรียนรู้และปรับตัวตลอดเวลา ไม่ว่าอะไรที่กระโจนเข้ามา ต้องรับมันมาทำความเข้าใจและเรียนรู้ว่ามันเป็นเพราะอะไร แล้วก็ปรับเพื่อจะได้จัดการมันได้ 
  • ตั้งมั่นกับสิ่งที่เราทำได้ดี แล้วหาทางต่อขยายจากสิ่งนั้น
  • อย่าให้ความกลัวมาทำให้ไม่กล้า แต่ต้องรู้จุดแข็งจุดอ่อนของตัวเอง และมีสติที่จะเผชิญปัญหา

Writer

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

คนกรุงเทพฯ ที่มีความสนใจหลากหลายตั้งแต่เรื่องมนุษย์ไปจนถึงเรื่องนอกโลก ทำงานโฆษณาเป็นอาชีพ แต่ก็ยังอยากทำอะไรอีกหลายอย่าง ชอบบทสนทนาดีๆ ที่มากับกาแฟอุ่นๆ เป็นที่สุด

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

เมื่อปลายปีก่อน มีผู้อ่านชื่อ ‘พี่ลูกศร’ ส่งข้อความถึง The Cloud เล่าเรื่องคลินิกกายภาพบำบัดแห่งหนึ่งให้ฟัง

พี่ศรบอกว่า ตัวเองมีปัญหาเอ็นขาอักเสบ ซึ่งเป็นผลกระทบจากการผ่าตัดเมื่อสิบกว่าปีก่อน ตัดสินใจไปรักษาที่ ‘กันยาคลินิกกายภาพบำบัด’ เมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา จึงได้รู้แนวคิดในการทำธุรกิจของที่นี่

แนวคิดแบบที่นักธุรกิจก็ทำไม่ได้ ต้องเป็นนักกายภาพบำบัดเท่านั้น

เจ้าของคลินิกคือ รศ.กันยา ปาละวิวัธน์ อดีตอาจารย์กายภาพบำบัดอายุ 70 ปีที่ต้องการให้สุขภาพดีเป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าถึงได้

กันยา : คลินิกกายภาพบำบัดที่ใช้การตลาดแบบบอกต่อ และตั้งใจรักษาคนไข้จนหายขาดมา 40 ปี

อาจารย์กันยาสร้างคลินิกกายภาพบำบัดแห่งนี้เมื่อ 40 ปีก่อน มีค่ารักษาเริ่มต้นแค่ 200 บาท ผ่านมาหลายปีราคาก็เพิ่มขึ้นไม่มาก เพราะกลัวคนไข้จะรักษาไม่ไหว

การรักษาของที่นี่เป็นแบบ Patient-centric มีระบบเทรนนักกายภาพบำบัดที่เข้มงวดทั้งความเชี่ยวชาญด้านกายภาพบำบัดและความช่ำชองเรื่องจิตใจของผู้คน โดยตั้งใจให้การรักษาไม่จบแค่ในห้องตรวจ เพราะสิ่งสำคัญที่จะทำให้อาการทางกายหายขาดคือ คนไข้ต้องกลับไปดูแลชีวิตตัวเองให้ได้

คลินิกใช้กลยุทธ์การตลาดแบบปากต่อปากโดยลูกค้า ความสำเร็จของธุรกิจนี้จึงไม่ใช่การมาใช้บริการซ้ำ แต่หวังว่าเขาจะหายดีและไม่ต้องเจอกันเพราะโรคอีก

“พี่ลูกศรเป็นแฟน The Cloud มาตลอด เลยอยากลองเสนอหัวข้อสัมภาษณ์นี้ เพราะอยากให้เจตนารมณ์ดี ๆ ของผู้ก่อตั้งที่มีต่อคนไข้ได้สืบต่อ”

พี่ลูกศรพิมพ์ข้อความทิ้งท้ายไว้

ในฐานะคนหนึ่งที่มีปัญหา Office Syndrome ผู้ผ่านการรักษามาแล้วหลายแขนง ทั้งไทย จีน ฝรั่ง และยอมแพ้รับชะตากรรมอาการปวดเรื้อรังมาหลายครั้ง (จนวาดฝันว่าอยากเปิดร้านนวดของตัวเอง หรือมีเครื่องอัลตร้าซาวด์ไว้ที่บ้าน) เรากดเบอร์โทรศัพท์ของ กภ.นันท์ อุดมเฉลิมภัทร หรือที่คนไข้เรียกกันจนติดปากว่า หมอนัน ผู้บริหารในเครือบริษัท กันยาคลินิกกายภาพบำบัด ที่พี่ลูกศรให้มาเพื่อนัดคุยกันในบ่ายวันหนึ่ง 

01

ย้อนไปเมื่อ 40 ปีก่อน ศาสตร์ทางกายภาพบำบัดยังไม่ได้รับความนิยมในเมืองไทย เมื่อพูดถึง ‘การกายภาพ’ หลายคนมักคิดว่าเป็นวิธีการรักษาหลังประสบอุบัติเหตุครั้งใหญ่ หรือเมื่อร่างกายเป็นอัมพฤตหรืออัมพาต

อาจารย์กันยาจึงตั้งคำถามเกี่ยวกับวิชาชีพของตัวเองว่า จริง ๆ แล้วจะสามารถช่วยคนมากกว่านั้นได้หรือไม่
กันยาคลินิกสาขาแรกเป็นห้องแถวเล็ก ๆ บริเวณสามแยกไฟฉาย และเปิดเฉพาะช่วงนอกเวลางานประจำ สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับกายภาพบำบัดให้คนทั่วไป จนมีคนไข้ขาประจำแวะเวียนมาไม่ขาดสาย

เป็นตอนนั้นเองที่อาจารย์กันยาได้คำตอบว่า กายภาพบำบัดช่วยคนไข้ให้อาการดีขึ้นได้ โดยไม่ต้องพึ่งยาใด ๆ และยังสามารถดูแลตัวเองต่อได้

เวลาผ่านไปมีลูกศิษย์ลูกหาเข้ามาร่วมงานด้วย พร้อมนักลงทุนที่ยื่นข้อเสนอทางธุรกิจในการขยายกิจการหลายรูปแบบ

แต่อาจารย์กันยาปฏิเสธ เพราะมีวิสัยทัศน์ที่แตกต่างไป ท่านตั้งมั่นว่าทีมบริหารทั้งหมดต้องเป็นแพทย์ ไม่ใช่นักธุรกิจ เพราะไม่อยากให้แนวทางที่ตั้งใจเดินแต่แรกหล่นหาย

ประกอบกับที่อาจารย์อยากให้คนทำงานมีธุรกิจเป็นของตัวเอง จึงเริ่มขยายสาขาและชวนเข้ามาเป็นหุ้นส่วน จาก 1 เป็น 2  จาก 2 เป็น 3 จนปัจจุบันมีทั้งหมด 5 สาขา ได้แก่ สิรินธร เหม่งจ๋าย อุดมสุข พญาไท และประชาชื่น พร้อม ‘ซีเนียร์กันยา’ ให้บริการกายภาพบำบัดที่บ้านสำหรับคนที่ไม่สามารถเดินทางมาที่คลินิก

กันยา : คลินิกกายภาพบำบัดที่ใช้การตลาดแบบบอกต่อ และตั้งใจรักษาคนไข้จนหายขาดมา 40 ปี
กันยา : คลินิกกายภาพบำบัดที่ใช้การตลาดแบบบอกต่อ และตั้งใจรักษาคนไข้จนหายขาดมา 40 ปี

02

เรานัดคุณนันที่คลินิกประชาชื่น สาขาใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดได้หมาด ๆ

พนักงานต้อนรับหน้าตายิ้มแย้ม สถานที่สะอาดสะอ้านเป็นสัดเป็นส่วน นักกายภาพบำบัดใจดีที่ค่อย ๆ อธิบายอาการอย่างใจเย็น รายการการรักษาที่ครอบคลุมตั้งแต่ผู้ป่วยระดับแรกเริ่มอย่างกระดูกกล้ามเนื้อ กลุ่มนักกีฬา ผู้ป่วยระบบประสาท จนถึงกระดูกสันหลังคด

ถ้าคิดว่านั่นทำให้กันยาคลินิกแตกต่างแล้ว คุณคิดผิด

สิ่งที่ทำให้ที่นี่เป็นหนึ่งในใจคนไข้ที่เข้ามารับการรักษาอย่างพี่ลูกศร ไม่ใช่แค่ประสบการณ์ในห้องตรวจ แต่รวมไปถึงเมื่อเขากลับบ้าน กลับไปใช้ชีวิต และผลลัพธ์ที่ได้หลังจากนั้น

ละเอียดลออในสิ่งที่ทำ

การรักษาหนึ่งครั้งใช้เวลาเฉลี่ย 1 ชั่วโมงครึ่ง เพราะหนึ่งสิ่งสำคัญของกระบวนการรักษาคือ การพูดคุย คนไข้จะอยู่กับนักกายภาพบำบัดแค่ 1 – 2 ชั่วโมง ที่เหลือต้องกลับไปอยู่กับตัวเองและดูแลตัวเองให้ได้

“เราต้องให้เวลากับเขา คุยกับเขาให้เข้าใจก่อนว่า หนึ่ง เป้าหมายของเขาที่มาหาเราคืออะไร และสอง เราสามารถทำให้ถึงตามเป้าที่เขาหวังไว้ได้ไหม อย่างไร เมื่อเป้าหมายตรงกันแล้วก็พากันเดินไปให้ถึง”

แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

ที่นี่รักษาแบบองค์รวม โดยไม่ได้มองคนไข้เป็นส่วน ๆ หากคนไข้มาเพราะอาการปวดคอ ก็จะไม่ดูแค่คอ บ่า ไหล่ หรือมีอาการปวดหลัง ก็จะไม่ดูแค่หลัง

“อย่าลืมว่าคนไข้ 1 คนก็คือมนุษย์ 1 คนนะครับ เวลาจะรักษามนุษย์ 1 คน เราต้องตรวจทั้งร่างกายว่าปัญหาจริง ๆ เกิดจากอะไร”

เราถึงกับคิดเรื่องการนวดแผนไทยครั้งล่าสุดของตัวเอง ที่อยากแก้อาการปวดสะบักจากการนั่งทำงานนาน รู้ทั้งรู้ว่าอาการไม่ได้เกิดจากสะบัก ก็ยังไม่วายเลือกโปรแกรม ‘คอ บ่า ไหล่’ แถมขอเน้นสะบักเป็นพิเศษ

“ยกตัวอย่างว่า สมมติคนไข้เจ็บเท้าซ้าย เขาจะไม่ลงน้ำหนักเท้าข้างซ้ายแน่นอน แต่จะลงข้างขวา พอเป็นแบบนี้ไปสักพัก ก็จะติดพฤติกรรมลงน้ำหนักเท้าข้างขวา แม้เท้าซ้ายจะไม่เจ็บแล้ว เขาอาจจะมาหาด้วยอาการปวดเข่าขวานี่แหละ ถ้ารักษาเป็นส่วน ๆ เราก็ดูแค่เข่าขวา ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้ว ต้นเหตุมันมาจากข้อเท้าซ้ายที่เคยเจ็บจนทำให้ข้างขวาทำงานหนัก ถ้าเราดูแค่จุดจุดเดียว เป็นตรงไหนกดตรงนั้น อัลตร้าซาวด์ช่วย เขาอาจจะไม่ได้กลับไปฝึกให้ลงน้ำหนักขาซ้ายอย่างถูกต้องอีกเลย อาการปวดลงขาขวาก็ไม่มีทางหายเจ็บ

“บางคนตึงบ่าเพราะหายใจไม่เป็น ไปใช้กล้ามเนื้อบ่าแทน เราก็ต้องแก้ที่วิธีการหายใจ การตรวจรักษาคนไข้แบบนี้จึงมีแนวโน้มทำให้คนไข้หายขาดในระยะยาวมากกว่า”

40 ปีของ ‘กันยาคลินิก’ ธุรกิจกายภาพบำบัดที่ใช้การตลาดแบบบอกต่อ โดยมีเป้าหมายรักษาคนไข้ให้หายขาดและสามารถดูแลตัวเองต่อไปได้

เป็นโค้ชที่เข้าใจนักกีฬา (= ธุรกิจที่เห็นใจลูกค้า)

ต่อเนื่องจากการใช้เวลากับคนไข้ให้คุ้มค่า นักกายภาพบำบัดที่กันยาคลินิกมองตัวเองเป็นโค้ช คอยสอนและให้กำลังใจคนไข้ในการทำกายภาพบำบัดด้วยตัวเองต่อ โดยยึดธรรมชาติพฤติกรรมเป็นที่ตั้ง และที่สำคัญคือเอาใจใส่กับความสุขของแต่ละคน

“แต่ละคนไม่เหมือนกัน ถึงเขาจะมีอาการปวดเหมือนกันก็ตาม เรารู้อยู่แล้วว่าอาการแบบนี้ ทำท่าไหนถึงมีประโยชน์

“การรักษาช่วงแรก ๆ เป็นการเรียนรู้ลักษณะนิสัย เราจะลองให้การบ้านเขาไปสัก 2 ท่า ดูว่าขยันทำไหม ถ้าเขาไม่ชอบออกกำลังกายเป็นทุนเดิมอาจจะไม่ค่อยทำ ซึ่งเราตรวจได้จากความแข็งแรงของร่างกาย ครั้งต่อไปก็ให้การบ้านน้อยหน่อย ไม่ต้องไปบังคับ เพราะเดี๋ยวสุดท้ายจะไม่ทำเลย แต่เกิดเขาชอบมาก ขยันมาก เราก็ให้การบ้านเพิ่ม”

คุณนันเล่าว่า การกายภาพบำบัดในเมืองไทยแตกต่างจากต่างประเทศ ที่สหรัฐอเมริกาแทบไม่มีการใช้เครื่องมือ แต่เน้นการออกกำลังกายเป็นหลัก หน้าที่ของนักกายภาพบำบัดคือพยายามเข้าใจธรรมชาติและการใช้ชีวิตของคนไข้ เพื่อออกแบบการรักษาที่นอกจากตอบโจทย์แล้ว ยังมีแนวโน้มว่าจะสำเร็จลุล่วง ที่สำคัญต้องทำให้คนไข้เห็นผลลัพธ์ เขาจะได้มีแรงใจที่จะพยายามทำต่อ ไม่ได้มองมันแค่เป็นการบ้านที่ทำให้แล้ว ๆ ไป

หรือในบางเคส คนไข้ชอบเดินออกกำลัง นักกายภาพบำบัดที่นี่จะไม่สั่งห้ามกิจกรรมเขาทันที เพราะรู้ว่ามีผลต่อความสุขในชีวิต บางคนกระทบไปถึงสภาพจิตใจ จึงจะประเมินอาการก่อน ช่วงแรกอาจจะยังทำไม่ได้ พอเวลาผ่านไป ค่อย ๆ ปล่อยให้ทำทีละน้อย

เลือกคนที่ ‘ใช่’ มาเป็นตัวแทนธุรกิจ

สิ่งที่ทำให้คลินิกดำเนินกิจการได้อย่างยั่งยืนจนถึงวันนี้คือ บุคลากร ที่นี่คัดเลือกคนเข้าทำงานอย่างละเอียด ทั้งในส่วนของนักกายภาพบำบัดและเจ้าหน้าที่ เฟ้นหาจนเจอคนที่ ‘ใช่’ หรือที่คุณนันเรียกว่า ‘คนกันยา’

“เวลาคัดเลือกจะลองจินตนาการว่า ถ้าเราเป็นคนไข้แล้วมาเจอนักกายภาพบำบัดหรือเจ้าหน้าที่คนนี้ เราจะอยากคุยกับเขาไหม แล้วจะรู้เลยว่าคนไหน ‘ใช่’”

ภาพย้อนกลับไปเมื่อ 20 นาทีก่อนที่เราเปิดประตูคลินิกเข้ามา พนักงานด้านหน้าต้อนรับและให้ข้อมูลอย่างอบอุ่น ถ่ายทอดความตั้งใจของอาจารย์กันยาได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน

“เราสัมภาษณ์กันจริงจัง และไม่ได้คัดด้วยเกรด แต่ดูว่าสื่อสารกันรู้เรื่องไหม ทำงานจริงได้ไหม อย่างตำแหน่งพนักงานต้อนรับ เราดูที่ความใจเย็น เขาต้องอารมณ์ดีและใจเย็น เพราะคนไข้มีหลายรูปแบบ ส่วนพนักงานอื่น ๆ เช่น แม่บ้าน ก็อาจจะไม่ได้เน้นเรื่องการพูดคุย แต่ดูความซื่อสัตย์และความละเอียด เช่น ถ้ามีน้ำหกตรงนั้น เขาพร้อมจะไปดูแลไหม

ที่กันยาคลินิก นักกายภาพบำบัดต้องเข้ารับการอบรมนานถึง 3 เดือนก่อนจะเริ่มรักษาคนไข้จริง

“มีทั้งชั่วโมงเลกเชอร์และชั่วโมงปฏิบัติ เพื่อทบทวนเนื้อหาสำคัญจากมหาวิทยาลัย สิ่งที่เขาต้องตอบหรือนำไปประยุกต์ใช้ต่อให้ได้ นักกายภาพบางคนยังไม่มีประสบการณ์ในการเจอคนไข้ ทุกคนจะมี CI หรือ Clinical Instructor เป็นนักกายภาพรุ่นพี่เป็นพี่เลี้ยง อบรมเสร็จต้องสอบให้ผ่าน”

ที่น่าสนใจคือ ที่นี่ไม่มีนักกายภาพบำบัดพาร์ตไทม์ จะมีก็เป็นนักกายภาพบำบัดที่เคยผ่านอบรมกับเราแล้วมีเงื่อนไขบางอย่างจึงไม่สามารถทำเต็มเวลาได้ คุณนันบอกว่า บุคลากรคือตัวแทนในการดูแลคนไข้ องค์กรจำเป็นต้องสร้างคนที่เข้มแข็งและมีเป้าหมายเดียวกันคือรักษาคนไข้ให้หาย

ซื่อสัตย์ต่อคนไข้

เมื่อฝ่ายบริหารทั้งหมดเป็นนักกายภาพบำบัด ยอดกำไรจึงไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดของธุรกิจนี้ ความสำเร็จที่แท้จริงคือ คนไข้ต้องหายจากอาการ หรือดีขึ้นเท่าที่จะดีขึ้นได้ภายใต้เงื่อนไขของแต่ละคน

‘อย่าตั้งราคาแพง’ นักกายภาพบำบัดผู้ก่อตั้งเน้นย้ำเรื่องนี้เสมอ

เดิมทีค่ารักษาเริ่มต้นแค่ 200 บาท เพราะกายภาพบำบัดไม่ใช่การรักษาแบบครั้งเดียวหาย แต่ต้องการความต่อเนื่อง

“ถ้าเขาต้องมาหลายครั้ง เราต้องทำให้ราคาไม่แพง อาจารย์กันยามองว่า เราไม่ได้ทำการตลาด จึงไม่จำเป็นต้องตั้งราคาสูง ๆ เพื่อแบกรับต้นทุน ”

ตลอด 40 ปี คลินิกนี้ขึ้นค่าใช้จ่ายในการรักษานับครั้งได้ ครั้งล่าสุดคือช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา บริษัทต้องรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้น เพราะรับคนไข้ได้น้อยลงตามนโนบายรักษาระยะห่าง พร้อมรักษาพนักงานทุกคนเอาไว้โดยไม่ปลดออกหรือลดเงินเดือน

“เราตัดสินใจขึ้นราคาเล็กน้อย แต่กว่าจะตกลงกันได้ประชุมกันเยอะมาก เพื่อให้ทีมบริหารทุกคนเห็นพ้องต้องกัน พอตกลงกันได้แล้วก็ไปคุยกับพนักงาน หลายคนเขาอยู่หน้างาน ก็ไม่อยากให้คนไข้จ่ายเยอะ แต่เราจำเป็นต้องทำจริง ๆ”

นอกจากนี้ กันยาคลินิกก็ไม่มีระบบขายเป็นคอร์ส

“เราเคยคุยเหมือนกันว่าทำไมไม่ขายเป็นคอร์ส แบบ 10 ครั้งในราคาถูกลง อาจารย์กันยาให้เหตุผลว่า หลาย ๆ ครั้งคนไข้ไม่จำเป็นต้องรักษามากขนาดนั้น ถ้าเขาเข้ามาพร้อมอาการหนึ่ง รักษาออกไปแล้วไม่ดีขึ้น เขาอาจจะต้องไปรักษาด้วยวิธีการอื่น บางคนเป็นนิด ๆ หน่อย ๆ ทำครั้งสองครั้งก็ดีขึ้นแล้ว การซื้อคอร์สเลยเหมือนเราเอาเงินเขามา ทั้ง ๆ ที่เขาจะไม่ได้ใช้ หรือไม่จำเป็นต้องใช้”

40 ปีของ ‘กันยาคลินิก’ ธุรกิจกายภาพบำบัดที่ใช้การตลาดแบบบอกต่อ โดยมีเป้าหมายรักษาคนไข้ให้หายขาดและสามารถดูแลตัวเองต่อไปได้
40 ปีของ ‘กันยาคลินิก’ ธุรกิจกายภาพบำบัดที่ใช้การตลาดแบบบอกต่อ โดยมีเป้าหมายรักษาคนไข้ให้หายขาดและสามารถดูแลตัวเองต่อไปได้

03

ธุรกิจนี้ไม่ได้ทำการตลาดมากมาย

กลยุทธ์ทางธุรกิจหลักที่มีคือ ความตั้งใจในการรักษาที่น่าประทับใจจนลูกค้าบอกต่อ (Word of Mouth)
การรักษาจนลูกไข้หายขาดก็ไม่ได้แปลว่าลูกค้าจะน้อยลงทุกวัน เพราะ 1 คนที่หายดี อาจไปแนะนำเพื่อนและครอบครัวอีก 5

วันนี้ สาขาสิรินธรมีคนไข้ใหม่ต่อเดือนราว ๆ 200 คน สาขาเหม่งจ๋าย 150 คน อุดมสุข 100 คน พญาไท 60 คน และสาขาใหม่ที่ประชาชื่นประมาณ 80 คน

หลักสำคัญของกายภาพบำบัดคือการทำให้คนได้ใช้ชีวิต ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง วิ่ง อย่างปกติสุข เท่าที่เงื่อนไขร่างกายของเขาจะทำได้

ในฐานะนักกายภาพบำบัด กันยาคลินิกได้คืนชีวิตให้คนมากมาย

ในฐานะธุรกิจ ได้เป็นแบบอย่างให้บุคลากรและกิจการทางการแพทย์มากมาย พร้อมมีเป้าหมายอยากสร้างคนทำงานด้านกายภาพบำบัดผ่าน Kanya Academy ที่ตั้งขึ้นเพื่ออบรมนักกายภาพบำบัดทั่วประเทศ โดยไม่กังวลว่าจะเกิดคู่แข่งทางธุรกิจขึ้นในอนาคต

คุณนัน ผู้ทำงานใกล้ชิดกับอาจารย์กันยามาตลอดกว่าสิบปี บอกว่าการเป็นนักกายภาพบำบัดที่ต้องทำธุรกิจเป็นเรื่องยากที่สุดในชีวิต ความจริงใจอยากช่วยเหลือผู้คนในบางครั้งก็เดินสวนกับความสำเร็จทางธุรกิจ แต่สิ่งที่กันยาคลินิกเชื่อไม่เคยเปลี่ยนตลอด 40 ปีนี้ คือการยกคนไข้เป็นที่ตั้ง แล้วทุกอย่างจะคืนกลับมาเอง

ธุรกิจจะเป็นที่รักของคนได้ ขึ้นอยู่กับวิธีการที่เลือกทำ

ที่เราได้นั่งคุยกับคุณนันตอนนี้ก็จากคำบอกต่อของพี่ลูกศร ที่เราขอนามบัตรคลินิกกลับมาเพื่อนัดคิวรักษาก็เพราะสิ่งที่คุณนันเล่า หรืออย่างที่อาจารย์กันยาสอนนักกายภาพทุกคนที่นี่เสมอ

“คุณอย่าไปหวังอะไรจากคนไข้ ไม่ว่าจะเป็นเงินทอง ชื่อเสียง ไม่ต้องสนใจสิ่งเหล่านั้น แค่ทำหน้าที่ของคุณให้ดีที่สุดก็พอ”

40 ปีของ ‘กันยาคลินิก’ ธุรกิจกายภาพบำบัดที่ใช้การตลาดแบบบอกต่อ โดยมีเป้าหมายรักษาคนไข้ให้หายขาดและสามารถดูแลตัวเองต่อไปได้

Lessons Learned

  • ยึดมั่นในหัวใจของธุรกิจและจิตใจของลูกค้า ตั้งใจทำในสิ่งที่ทำให้ดีที่สุด แล้วผลลัพธ์หรือความสำเร็จจะเกิดขึ้นจริงจากสิ่งที่ทำโดยไม่ต้องเรียกร้อง
  • เลือกคนทำงานและลงทุนกับบุคลากร โดยคิดเสมอว่าเขาจะมาเป็นตัวแทนเรา เป็นตัวแทนธุรกิจ เป็นคนที่จะส่งต่อเรื่องราวทั้งหมดไปยังลูกค้า
  • การตลาดที่มีค่าโดยไม่ต้องเสียเงินคือ การตลาดแบบปากต่อปาก (Word of Mouth) ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อลูกค้าสัมผัสได้ถึงความตั้งใจดีของธุรกิจ
  • ทำธุรกิจแบบเอาใจเขาใส่ใจเรา คิดเผื่อใจคนอื่นมาก ๆ ทั้งพนักงานและลูกค้า เพื่อออกแบบสินค้าหรือบริการที่เข้าใจเขาเหล่านั้นมากที่สุด

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load