5 กุมภาพันธ์ 2563
12 K

ไอซ์-พาริส อินทรโกมาลย์สุต บอกว่า ชีวิตเขามีฝันอยู่แค่ 3 อย่าง คืออยากมีอัลบั้ม อยากมีคอนเสิร์ต และอยากเล่นหนัง

ภาพเด็กชายพาริสในชั้นมัธยม คือการสนุกที่ได้เล่นดนตรี เดินสายประกวดกับเพื่อน และสาวเท้าตามความฝันที่คิดไว้ทีละก้าว

 “ผมมีความเชื่อว่า มนุษย์ควรที่จะเกิดมาแล้วหาความชอบของตัวเองให้เจอ และทำมันไปเรื่อยๆ จนหมดลมหายใจ”

หมดลมหายใจ

ในวันที่จังหวะชีวิตขยับใกล้ความฝันกลับมาพร้อมกับการสูญเสียอันเป็นจุดเปลี่ยนที่เร่งเร้าให้เขาเดินมุ่งตรงสู่วงการบันเทิง

ไอซ์-พาริส, รักติดไซนเรน

ระยะเวลาเพียง 3 ปี เขาก้าวสู่บทบาทพระเอกช่องในละคร เรื่อง หนี้เสน่หา ไม่ใช่แค่การแสดง ทั้งร้อง ทั้งเต้น ต่างเป็นผลลัพธ์ของการทำมันอย่างเต็มที่ด้วยความสนุก

และมันยังเปลี่ยนภาพเด็กหนุ่มหน้าตาดีที่นั่งอยู่ตรงหน้า ให้มีทัศนคติต่อชีวิตที่ผ่านมา งานทุกอย่างที่เขาทำ จนสัมผัสได้ถึงความคิดความอ่านที่โตกว่าอายุ

สำหรับเราไอซ์ก็เป็นเหมือนน้ำแข็งที่ภายนอกแข็งกร้าว เข้มแข็ง แต่ก็โอนอ่อนแปรรูปร่างไปตามภาชนะ ในขณะเดียวกันเมื่อเติมลงไปในแก้ว ก็ทำให้น้ำเย็นชุ่มฉ่ำ ได้จิบทีก็สดชื่นสว่างไสว

ไม่ว่าคุณจะรู้จักเขาในบทบาทอาฉี ในละครโทรทัศน์เรื่อง เลือดข้นคนจาง จากซีรีส์ Great Men Academy สุภาพบุรุษสุดที่เลิฟ นักร้องเพลง รักติดไซเรน ประกอบละคร รักฉุดใจนายฉุกเฉิน (My Ambulance) ที่ฮิตไปทั่วบ้านทั่วเมือง ศิลปินหนึ่งในโปรเจกต์ 9×9 หรือกระทั่งโปรเจกต์ Human Error 3 หนังสั้น 3 เพลง จาก 3 ศิลปิน ของ Nadao Music ร่วมกับ เจเจ-กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม และ กัปตัน-ชลธร คงยิ่งยง และการเป็นหนึ่งในนักแสดงชุดใหม่ของ ฉลาดเกมส์โกง เดอะซีรีส์

บทสนทนาต่อไปนี้คือ ความฝัน ชีวิต ความคิด และเรื่องจริงของเด็กหนุ่มวัย 21

เขาถอดเสื้อคลุมตัวสวยออก เผยให้เห็นเสื้อยืดสีขาวธรรมดา แล้วนั่งลงด้วยท่าทางสบายๆ

เขายิ้มกว้าง

ก่อนคุยกับเราแบบไม่มีหลบตา

ไอซ์-พาริส, รักติดไซนเรน

เพลง รักติดไซนเรน 158 ล้านวิวแล้ว ดังก่อนละครอีกนะ 

บอกก่อนว่าเพลงนี้มันเกินความคาดหมายแทบทุกอย่างเลยนะ คือมันเป็นเพลงประกอบละคร เราคิดอย่างมากเลยว่าคนดูละคร My Ambulance เสร็จค่อยมาติดเพลง เป็นไงล่ะ โอ้โห เพลงประกอบละครไปที เกินเบอร์ไปหลายเบอร์เลย

จนตอนนี้ชีวิตผมเหมือนทุกอย่างมันเกินความคาดหมายไปหมดเลย เริ่มตั้งแต่ 9×9 (ไนน์ บาย ไนน์) เราไม่เคยคิดเลยว่าจะได้เข้าไปอยู่ในวงบอยแบนด์ แบบเออเราไม่คิดเลย (หัวเราะ) ทั้งละครเรื่อง เลือดข้นคนจาง เองก็ด้วย คือเราดูฮอร์โมนฯ มาตั้งนาน ก็ไม่เคยคิดเลยว่าจะได้เล่นละครของพี่ย้งจริงๆ (น้ำเสียงตื่นเต้น)

ที่บอกว่าเกินความคาดหมายไปหมดเลย แล้วความคาดหมายนั้นของไอซ์คืออะไร

ก่อนเข้าวงการ ความฝันของผมมีอยู่แค่สามอย่าง คืออยากมีอัลบั้ม อยากมีคอนเสิร์ต แล้วก็อยากเล่นหนัง มันเป็นเป้าหมายตั้งแต่แรก ทุกวันนี้ที่เราทำอยู่ คือระหว่างทางที่จะไปตรงถึงนั้นให้ได้ ปีนี้ นอกจากละคร ซีรีส์ ไอซ์จะข้ามมาทำเพลงมากขึ้นแล้วครับ

ความฝันที่อยากจะเป็นนักดนตรีเริ่มจากตอนไหน

มันเริ่มตอนประมาณ ม.2 ผมไป Big Mountain ครั้งแรก ภาพที่จำได้แม่นคือตอนดูจอใหญ่ แล้วกล้องตัดไปข้างหลังศิลปิน เห็นคนดูเยอะๆ เป็นภาพที่อยากเห็นมันเกิดกับตัวเองมากๆ อยากรู้ความรู้สึกว่าเป็นยังไง หลังจากนั้นผมเลยตั้งเป้าหมายขึ้นมา ตอนแรกอยากมีแค่เพลงก่อน แล้วมีอัลบั้มกับคอนเสิร์ต

จริงๆ ผมมีพี่ยอด Bodyslam (ธนชัย ตันตระกูล) เป็นไอดอลด้วย ผมอยากขึ้นเวทีแล้วสะบัดผมแบบเขา มี Smoke Machine อยู่ข้างๆ มันเท่มาก เลยเริ่มฟอร์มวงกับเพื่อนที่โรงเรียน แล้วก็ไปประกวดร้องเพลงที่นู้นที่นี่ จนมีครั้งหนึ่งผมไปแข่งที่สยาม พอแข่งจบ คนจัดเขาอยากสร้างวงดนตรีของเขาขึ้นมาเอง เขาเลยหยิบเด็กจากทุกๆ วง มารวมตัวกันชื่อ Yellow Mustard มีแจ็คกี้ (จักริน กังวานเกียรติชัย) อยู่ในวงด้วย ตอนนั้นผมกับแจ็คกี้อยู่ม.4 ม.5 ยังใส่เหล็กดัดฟันทั้งคู่อยู่เลย เป็นวงที่มีผู้จัดการจริงจัง มีเดินสายไปเล่นที่ต่างๆ แต่ตอนนั้นไม่ได้เงินนะ (หัวเราะ)

แล้วความฝันเรื่องการแสดงล่ะ

พอขึ้นมัธยมปลายก็สนใจการแสดงด้วย เริ่มจากเราชอบดูหนังมาก ขนาดที่ว่าตอนกลับจากโรงเรียนต้องซื้อดีวีดีหนึ่งแผ่นเรื่องอะไรก็ได้เพื่อกลับไปดู จนมีเต็มบ้านเลยครับ เยอะมาก

ก่อนหน้านี้เราไม่ได้ฝันอย่างอื่นเลยเหรอ

มีๆ ก่อนหน้านี้ผมเลือกเรียนสายวิทย์ เพราะรู้สึกว่าอยากเป็นวิศวกรให้พ่อ อย่างที่บ้านเขาเรียนจุฬา ธรรมศาสตร์กันหมด เซนส์บางอย่างเลยทำให้เรารู้ว่าเขาคาดหวัง แต่เขาก็ไม่เคยพูดนะ อีกอย่างพี่สาวก็เรียนเศรษฐศาสตร์ ผมลองพยายามหาว่าอะไรที่มันน่าจะดูเท่ขึ้นมาบ้าง ตอนนั้นคิดแค่ว่าเป็นผู้ชายก็ต้องวิศวะสิ แต่ระหว่างนั้นก็ทำวงดนตรีไปด้วยเรื่อยๆ

ไอซ์-พาริส อินทรโกมาลย์สุต

แล้วภาพวิศวกรหนุ่มหล่นหายไปตอนไหน

ช่วงที่คุณพ่อป่วย ตอนนั้นเราออกไปเล่นดนตรี กลับมาหาพ่อบ้าง แล้วพอคุณพ่อเสีย เลยรู้สึกว่า เฮ้ย ชีวิตมันสั้นมากเลยว่ะ แล้วก็คิดว่าเรานั่งทำอะไรอยู่ เรามานั่งทรมานตัวเองทำไม พยายามเรียนในสิ่งที่เราไม่ได้ชอบขนาดนั้น ชีวิตมันสั้นเกินกว่าที่จะมานั่งทำหรือเป็นอะไรในสิ่งที่คนอื่นอยากให้เป็น เหมือนทำให้เราเปลี่ยนความคิด ก่อนหน้านั้นเรากลัวความตาย แต่ตอนนี้กลัวไม่ได้ใช้ชีวิตของตัวเอง มันคงเป็นความรู้สึกที่น่ากลัวกว่ากันเยอะเลย

พอคิดอย่างนี้ก็เลยช่างแม่ง! สายวงสายวิทย์ วิศวะอะไรช่างมัน เปลี่ยนมาเลือกเรียนนิเทศศาสตร์ คือเรารู้ว่าชอบดนตรีกับหนัง ตอนนั้นมีวงอยู่เลยทำต่อไป ส่วนการแสดงก็เป็นสิ่งที่เราชอบมากเหมือนกัน 

ที่บอกว่าชอบมาก ไอซ์พาตัวเองเข้ามาอยู่ในวงการบันเทิงได้ยังไง

พอคุณพ่อเสีย คุณแม่ก็ต้องหาเงินแทน เขาเลิกทำงานมายี่สิบปีแล้วตั้งแต่มีพี่สาวผม อยู่ๆ ต้องมาพยายามหางานทำใหม่ ทั้งชีวิตเราไม่เคยต้องเห็นแม่ทำงาน แค่ผมเห็นภาพนั้นผมก็ไม่ชอบแล้ว ผมรู้ว่าเวลาแม่มีความสุขหรือว่ากำลังหยุดตัวเองไม่ให้เสียหลักเขาเป็นยังไง ผมรับไม่ได้ที่จะเห็นเขาทำงานจริงๆ นะ มันดูไม่ใช่แม่เรา เลยแบบโอเค เดี๋ยวเราทำเอง จากนั้นผมไปลองแคสทุกที่ ไปแบบพยายามหางานเลยครับ จนได้เข้าไปเด็กฝึกของค่ายๆ หนึ่ง

เข้านาดาว บางกอกเลยเหรอ

ยังครับ ค่ายอื่น แต่ว่ายังไม่ได้เซ็นสัญญานะครับ แค่ไปฝึกเรียนการแสดงบ้าง ระหว่างนั้นนาดาวมาเห็นเข้าแล้วติดต่อมา เราเลยเลือกอยู่กับนาดาวจนมาถึงวันนี้

ไม่ได้อยากถามแต่แค่อยากรู้ว่า ที่ร้องเพลงได้ เต้นได้ ฝึกจากไหน

ในห้องน้ำเลยครับ ผมชอบการเต้น ไม่ว่าจะไปที่ไหน เช่น Festival EDM เราชอบเต้นแบบไม่จริงจัง ทำอย่างนั้นไปเรื่อยๆ เพื่อนมาบ้านก็ร้องเพลง เล่นกีตาร์เหมือนคนธรรมดาทั่วไป ไม่มีกฎในการทำอะไร แค่รู้สึกสนุกกับสิ่งที่ทำอยู่

พอได้เป็นไอซ์ พาริส มีอะไรในชีวิตที่เปลี่ยนไป ไม่เหมือนวัยรุ่นคนอื่นๆ

แน่นอนครับ พอเข้ามาทำงานปุ๊บ ความรับผิดชอบของเรามันต้องโตขึ้นทันที เลยเกิดคำถามในใจว่าเราจะผิดพลาดไม่ได้เหรอ เหมือนเด็กอายุยี่สิบ ยี่สิบเอ็ด เป็นปกติที่มันต้องพลาดอีกเยอะ แต่ตอนนี้ไม่ว่าเราจะพลาดอะไร ทุกคนบนโลกรู้หมดแล้ว จริงๆ แค่อยากมีอารมณ์งอแงแหละครับ ไม่ใช่อะไร (หัวเราะ)

ไอซ์-พาริส อินทรโกมาลย์สุต

แล้วไอซ์จัดการกับคำถามที่เกิดขึ้นนี้ยังไง

ปกติก็ไปคุยกับคุณแม่ เขาจะมีวิธีพูดที่ทำให้เราเข้าใจมากขึ้น สมมติว่าผมคุยกับแม่ตอนนั่งรถกลับบ้านแล้วพูดกับแม่ว่า ทำไมทำผิดไม่ได้เลย เหนื่อยมาก ทำไมเด็กอายุเท่าผมไม่เห็นจะต้องมานั่งเหนื่อยขนาดนี้เลย เขาแค่เรียน เรียนเสร็จเขาก็กลับบ้าน ปิดเทอมก็ไม่ทำอะไรเลย พอไปจอดตรงไฟแดงแล้วมีเด็กขายพวงมาลัยมาเคาะกระจก แม่แค่พูดว่า ‘ไอซ์ลองนึกดูสิว่า เด็กคนนี้เขาจะรู้สึกดีแค่ไหน ถ้าได้สลับที่นั่งกับไอซ์ตอนนี้ แล้วลองคิดดูดิว่ามีเด็กอีกกี่คนบนโลกที่อยากแค่มาสลับที่นั่งกับไอซ์แค่นาทีเดียว แต่มันคือทั้งโลกของเขาแล้ว’ เราก็แบบ เออว่ะ

หรือไม่ก็ ‘เราอาจจะไม่มีพ่อ เด็กบางคนไม่มีทั้งพ่อทั้งแม่ ไม่มีแขนไม่มีขาด้วยซ้ำ ทำไมเขาถึงโตมาเป็นคนที่ดีได้’ เพราะฉะนั้นมันอาจจะไม่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมของเราหรือเปล่า

ไอซ์รับมือยังไงกับความสำเร็จที่เข้ามาเร็วขนาดนี้

โห มันยากนะ ทุกวันนี้บางทีผมก็ทำไม่ได้เลย (หัวเราะ) ผมไม่รู้เหมือนกันว่าผมรับมือยังไง ไม่รู้ว่าผมทำถูกหรือทำผิด ผมแค่รู้ว่าถ้าเกิดผมรู้สึกดี ผมโอเค ถ้าเกิดผมรู้สึกไม่ดี ก็กลับไปหาแม่แล้วไปคุยกับแม่ว่าต้องทำยังไงดี แม่ก็จะบอกว่า ‘You have to be grateful’ สมมติว่า ถ้าเราอยากได้อะไรก็ต้องเห็นคุณค่าของมันจริงๆ นะ ถ้าเกิดไม่เห็นคุณค่าของมัน มันก็จะมาอยู่กับเราได้แป๊บเดียว

ผมว่าแค่ Be grateful กับมัน เห็นคุณค่ากับทุกอย่างที่เราได้ แบบนี้ก็พอแล้ว

เรายังเชื่อว่าเราไม่ใช่นักแสดงที่เก่งที่สุดหรือศิลปินที่เก่งที่สุด แต่เรายังทำพวกนี้เพื่อให้เราพัฒนาตัวเอง และสนุกกับมันไปด้วย

ไม่มีอีโก้ว่าเราดัง

มีนะครับที่เคยเหลิงหนักๆ เลย คือช่วงแรกๆ เพราะเข้าวงการมาก็อยู่ใน 9×9 ซึ่งเป็นโปรเจกต์ใหญ่ ทุกงานที่เราไปออกมันใหญ่มาก มีคนมาเยอะ แล้วยิ่งละครเรื่องแรกของเราเป็น เลือดข้นคนจาง ที่ดังมาก เลยรู้สึกว่าตัวเองเจ๋ง จนทำให้นิสัยเสียมาก แบบเราทำอะไรก็ได้ จะทรีตคนอื่นยังไงก็ได้ ไม่ต้องซ้อม ไม่ต้องรันทรู ไม่ต้องร้องดีมากหรอกเดี๋ยวคนก็กรี๊ด

แต่มันโชคดีมากเหมือนกันที่ได้เข้ามาใน 9×9 ที่นั่นไม่ได้มีแค่ผมคนเดียว พี่ๆ ทุกคนที่อยู่ใน 9×9 เขาจะคอยมาด่าผม คอยบอกว่าเกินไปแล้วนะ คอยเตือนสติ ถ้าเกิดวันนั้นเขาไม่พูด ตอนนี้ผมก็คงเป็นอีกแบบไปเลย พอมองย้อนกลับไป ผมก็ไม่ชอบตัวเองในตอนนั้นเหมือนกัน

ได้ยินมาว่า 9×9 เป็นโปรเจกต์ที่เข้ายาก มีการคัดคนเข้าๆ ออกๆ ตลอด แล้วตอนนั้นไอซ์ทำยังไงให้ยังเป็นคนที่ถูกเลือกให้อยู่

ทำเต็มที่ โชว์ในสิ่งที่เรามี ณ ตอนนั้น เอามันออกมาให้หมด เอาของทั้งหมดไม่ว่าจะอยู่ลึกแค่ไหนก็ตาม เอามาให้เขาเห็นให้ได้มากที่สุด

ไอซ์-พาริส อินทรโกมาลย์สุต

เคยมีความกดดันหรือกลัวว่าเราจะทำไม่ได้เท่าเดิมอีกบ้างไหม

ไม่เคย ผมไม่เคยคิดอย่างนั้นเลย ไม่ได้เป็นคนที่คิดกดดันตัวเอง ไม่ไปคิดว่าต้องทำให้ดีกว่าอันเก่า หรือต้องรักษามันยังไง ผมคิดแค่ว่าถ้าเราทำงานนี้จบแล้วเราไม่เก่งขึ้น อันนั้นจะนอยด์ เพราะเรารู้อยู่แก่ใจว่าเราทำได้มากกว่านี้ แต่ทำไมตอนนั้นเราไม่ทำ หรือทำไมเราไม่ลองทำให้ตัวเองพัฒนาขึ้น

กับพี่ย้งนี่บ่อยมาก ตั้งแต่ เลือดข้นฯ ยัน Human Error เลย บางทีซ้อมเสร็จ กลับบ้านไปร้องไห้คนเดียวเป็นปกติมาก

ได้บทเรียนอะไรจากปีที่แล้วบ้าง

ปี 2019 ผมเข้าใจอะไรมากขึ้นและเห็นว่าทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เราไม่ได้ยึดติดเหมือนเดิม รู้ว่าการทำงานไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่มีเวลาให้ตัวเองเลย ไม่มีเวลาให้ครอบครัว มันทำร้ายตัวเองเหมือนกัน ตอนนี้พยายามแบ่งเวลาให้ตัวเองมากขึ้น รู้ว่าถ้าอยากพักเราพักได้ ไม่ต้องถาโถมเหมือนปีแรกๆ

อีกอย่างผมคิดว่ามันเป็นปีที่ดีที่สุดในชีวิต ได้ขึ้นร้องเพลงเยอะมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่เราชอบ ไม่ว่าจะทำอะไรมาในวันนั้น พอตกกลางคืนเราได้มาสตูดิโอ ซ้อมเต้น ซ้อมร้อง เป็นชีวิตที่มีความสุขมากๆ ผมเลยตั้งเป้าหมายว่า ผมต้องทำอะไรสักอย่างให้ตัวเองรู้สึกว่าทุกปีเป็นปีที่ดีสุดในชีวิต

ไอซ์-พาริส อินทรโกมาลย์สุต

ถ้างั้นคิดว่าความสำเร็จเท่ากับความสุขหรือเปล่า

สำหรับผมความสำเร็จไม่ได้แปลว่าสุข ความสุขของผมคือแพสชัน และไม่ว่าอาชีพใดๆ ก็ทำสำเร็จได้ 

เคยมีความคิดหลายรอบมากว่าอยากให้แชร์สิ่งเหล่านี้ออกไป อย่างการแต่งเพลง ทำหนัง อยากให้ทั้งเด็กและผู้ปกครองเข้าใจในสิ่งนี้มากๆ ว่า บนโลกใบนี้อะไรก็เป็นอาชีพได้ ไม่ต้องกดดันว่าเขาต้องเป็นหมอ เป็นสถาปนิก นักบัญชี หรือต้องเข้ามหาวิทยาลัยแบบไหน ไม่มีคำว่าต้องเป็นอะไรเลย ตอนจบมันอยู่ที่ว่าเราชอบอะไร เรามีความสุขกับอะไร เราตายคนเดียว ตายไปเราก็ไม่ได้มีเงินไปด้วย เราไม่ได้มีชื่อเสียงไปด้วย ผมมีความเชื่อว่า มนุษย์ควรที่จะเกิดมาแล้วหาความชอบของตัวเองให้เจอ และทำมันไปเรื่อยๆ จนหมดลมหายใจ

ผมอยากให้ทุกคนได้เจอแพสชันของตัวเอง อยากให้ทุกคนรู้ว่าหากคุณมีความฝันอย่าดูถูกตัวเอง เราเป็นได้จริงๆ 

บางคนหาเงินได้จากสิ่งที่คุณไม่ได้ชอบหรือไม่ได้มีความสุขกับมัน แต่ตอนจบคือการที่คุณต้องมานั่งทรมาน มันไม่ใช่ความสุขทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ ตอนที่ผมอยู่สตูดิโอมันเป็นความสุขที่อธิบายไม่ได้ ไม่ว่ายังไงผมก็จะทำในสิ่งที่ผมชอบอยู่อย่างนี้ หากผมไม่ได้มายืนหรือมาแสดงในจุดนี้ผมก็ยังคงจะทำเพลงต่อไป ทำเองหรืออะไรก็ตามอยู่ดี

จะว่าไปไอซ์เหมือนมีเหตุการณ์ให้เข้าใจชีวิตเยอะเหมือนกัน

มันทำให้ผมรู้สึกโชคดีมากๆ ผมกลับมาคิดอีกรอบหนึ่ง ที่ตัวผมเป็นแบบนี้ เพราะเคยผ่านความตายมาแล้วสองรอบ เคยผ่าตัดหัวใจตอนขวบครึ่ง จะไปกลัวอะไรอีก ทำมันเลยดีกว่า ลุยเลย 

หากวันนี้ต้องตาย คิดว่ามันคุ้มค่ากับชีวิตตอนนี้แล้วหรือยัง

ผมพยายามคิดอย่างนี้อยู่ตลอด ลองคิดดูถ้าวันนี้เรากำลังเครียด ดราม่าอยู่ แล้วผมเดินออกไปที่ถนน โดนรถชนตายขึ้นมา เลยกลับมาคิดใหม่ว่า ตอนนี้เราอยากทำอะไร เรามีความสุขกับมันดีกว่าไหม ดีกว่ามานั่งเครียดกับเรื่องอะไรไม่รู้ไปทำไม ซึ่งมันเวิร์กมากๆ เรามีความสุขขึ้น พอเราคิดแบบนี้ได้ เรารู้สึกว่าเราคุ้มแล้ว

ไอซ์-พาริส อินทรโกมาลย์สุต

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographers

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

ปัณฑารีย์ วจิตานนท์

เชื่อว่าความทรงจำอยู่ในภาพถ่าย สะสมกลักฟิล์มบางครั้ง ทำประจำคือไปคอนเสิร์ต

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

เรากำลังแพ็กกระเป๋าเตรียมไปเรียนต่อ มวลของหนักอึ้งจนกระเป๋าแทบปิดไม่ลง แต่ยังไงก็ต้องหาพื้นที่ใส่หนังสือ ‘ร้านเครื่องเขียนไทย’ (태국문방구) ของ ฮั่น-อี ฮยอนคยอง ที่อุตส่าห์แคะกระปุกซื้อมาเหมือนกันทั้งหมด 3 เล่มให้ได้ ยิ่งปกในของหนังสือประดับลายเซ็นและข้อความน่ารัก ๆ เป็นภาษาไทยกับเกาหลีจากผู้เขียน ที่เราได้รับมาตอนแวะไปสนทนากับเธอด้วยแล้ว จะไม่ขนไปได้อย่างไร แม้ว่าจะอ่านภาษาเกาหลีได้ในระดับผู้ฝึกฝนจากซับไตเติลซีรีส์ และอาจต้องใช้พลังงานแบกกระเป๋าขึ้นรถไฟเพิ่มขึ้นหน่อยก็จะสู้! เพราะหนังสือเล่มนี้ทำให้เราย้อนให้นึกถึงวันที่มีโอกาสนั่งคุยกับเธอ

วันนั้นเราไปตามนัดอย่างไม่เข้าใจเลยสักนิด ว่าร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนสัญชาติไทยมีดีอะไร ถึงทำให้สาวเกาหลีผู้เคยไปร้านเครื่องเขียนมาหลายร้านรอบโลกติดใจ จนถึงขนาดว่าเขียนหนังสือออกมาเป็นเล่ม ๆ และทำไมหนังสือที่มีแต่เรื่องเครื่องเขียนไทยถึงขายดิบขายดีในเกาหลี หลังจากเราใช้เวลาเกินค่อนวันกับฮั่น ก็ได้คำตอบที่ทำให้มุมมองเกี่ยวกับเครื่องเขียนไทยของเราเปลี่ยนไป

  เมื่อคนบ้าเครื่องเขียนมาพบกัน คงไม่มีคำทักทายไหนสื่อใจได้ดีเท่ากับการให้อุปกรณ์เครื่องเขียนอีกแล้ว เพื่อนสาวของเราหยิบแผ่นลอกตัวอักษรไทยสำหรับ Letterpress จากเชียงใหม่มาฝากฮั่น 

พอเธอเห็นเท่านั้นก็ตาโต รีบลุกขึ้นมาถามว่าเป็นสติกเกอร์อะไรและได้มาจากที่ไหน

 “ฮั่นชอบอักษรไทย” เธอพูดขึ้นระหว่างพลิกดูแผ่นลอกอักษรไทยด้วยภาษาไทยที่ฟังลื่นไหลเป็นธรรมชาติ “ฮั่นเกิดที่เกาหลี ใช้แต่อักษรฮันกึล ไม่เคยสังเกตว่าสวยหรือไม่สวย แต่พอเห็นอักษรไทยแล้วคิดว่าสวยมาก ๆ แล้วก็ชอบสติกเกอร์ติดรถมาก ๆ ค่ะ เพราะที่เกาหลีไม่มี” เธอตอบด้วยเสียงสดใส

 “แต่ก็มีสติกเกอร์บางอันนะคะที่รูปน่ารัก แต่สามีบอกว่าคำนี้ไม่ดี เราตกใจ จะรีบแกะออก” นักสะสมเครื่องเขียนหัวเราะ เมื่อเล่าถึงสติกเกอร์ติดรถสีแจ่มที่เธอซื้อมาจากรถเข็นขายสติกเกอร์ 

หัวข้อหลักที่เรามาคุยกับฮั่น คือเรื่องราวของหนังสือร้านเครื่องเขียนไทยที่เขียนโดยคนเกาหลี เป็นภาษาเกาหลี ตีพิมพ์และจำหน่ายในเกาหลี แต่บทสนทนาทั้งหมด ฮั่นยินดีคุยกับเราเป็นภาษาไทย

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี

เปิดกระเป๋าเครื่องเขียน

อี ฮยอนคยอง หรือ ฮั่น เธอเป็นหญิงสาวจากแดนโสมขาวที่ย้ายมาใช้ชีวิตในประเทศไทยเป็นเวลา 3 ปีจนติดใจข้าวเหนียวมะม่วง ปัจจุบันเธอทำงานเป็น Graphic Designer เต็มเวลาที่ foodpanda

ก่อนหน้านี้เธอเรียนจบด้าน Visual Design จาก Hongik University ดูจากหน้าที่การงานและการศึกษา เหมือนว่าเธอจะมีดินสอและปากกาเป็นอาวุธคู่กายมาแต่ไหนแต่ไร 

ฮั่นเล่าว่าเธอชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก ด้วยคุณพ่อเป็นสถาปนิก ทำให้เธอมีอุปกรณ์วาดเขียนอยู่ใกล้ไม้ใกล้มือตลอด ตอนเด็ก ๆ เธอชอบวาดดวงดาวเป็นพิเศษ เพราะเด็กหญิงฮั่นมีความฝันอยากเป็นนักบินอวกาศของนาซ่า พอโตขึ้นอีกหน่อย จึงรู้ตัวว่ารักแท้ของเธอไม่ได้อยู่นอกโลก แต่อยู่ในกระเป๋าเครื่องเขียนใบเบ้อเริ่มที่พกไปโรงเรียนด้วยกันทุกวันต่างหาก ในนั้นมีเครื่องเขียนครบครันทุกประเภทประหนึ่งกระเป๋าโดราเอมอน ดินสอหลากสี ยางลบหลายแบบ และปากกาหลายแท่งให้เพื่อน ๆ เลือกยืม

 “เราจำได้ว่ามีปากกา 30 แท่ง กระเป๋าเลยหนักทุกวันเพราะเครื่องเขียน” 

อุปกรณ์ที่โปรดปรานถึงขั้นต้องพกไปทุกที่ คืออุปกรณ์ง่าย ๆ อย่างดินสอไม้และกบเหลา

ทุกวันก่อนเข้าเรียนและหลังเลิกเรียน เธอแวะไปร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนข้างโรงเรียน เพื่อดูว่ามีอะไรใหม่ ๆ มาวางขายบ้าง ถ้าเจอชิ้นที่ถูกใจ ฮั่นก็ควักเงินค่าขนมอันน้อยนิดที่คุณพ่อให้ออกมาซื้อสมาชิกใหม่กลับบ้าน การเดินดูของในร้านเครื่องเขียนจึงเป็นเวลาแห่งความสุขตั้งแต่นั้นจนถึงวันนี้

สาว ๆ คนอื่นอาจชอบช้อปปิ้งเสื้อผ้า แต่ฮั่นชอบช้อปปิ้งเครื่องเขียนมากกว่าเป็นไหน ๆ 

“ตอนเด็กเราไม่สนใจเสื้อผ้า สนใจแต่หนังสือกับเครื่องเขียน” เธอแววตาเป็นประกาย

ตอนย้ายมาไทย กระเป๋าเสื้อผ้าเธอเบาหยอง ที่เหลือเธอขนเครื่องเขียนจากเกาหลีมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขนาดว่านี่เป็นเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์จากทั้งหมดที่มี เธอหยิบเครื่องเขียนออกมาจากลิ้นชักมาให้เราดูอีกเพียบ ฮั่นบอกว่ามีหลายครั้งที่เธอเพลิดเพลินกับการซื้ออุปกรณ์จนลืมเวลา 

“ฮั่นเคยใช้เวลาอยู่ในร้านเครื่องเขียนที่นิวยอร์ก 4 ชั่วโมง” นักสะสมเครื่องเขียนหัวเราะ

เธอยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ค่าเสียหายเฉพาะเครื่องเขียนในครั้งนั้นเป็นราคา 10,000 บาท ยังไม่พอ วันถัดมากลับมาจับจ่ายเครื่องเขียนอีก 10,000 บาท จนเราสงสัยว่าเธอต้องหยิบดินสอ ปากกา สมุด ลงตะกร้าสักกี่อัน ถึงได้เสียหายหลายหลักขนาดนั้น คงเพราะร้านเครื่องเขียนคืออาณาเขตสุขใจ เธอจดจำทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ไม่เคยลืม เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ฮั่นกลับไปเยี่ยมร้านเครื่องเขียนข้างโรงเรียนอีกครั้ง เธอดีใจมากที่ร้านยังเปิดให้บริการ แต่ทราบข่าวเศร้าว่าคุณลุงที่เคยขายเครื่องเขียนเสียชีวิตแล้ว 

“ร้านเครื่องเขียนข้างโรงเรียนนี้เปิดมาประมาณ 40 ปีแล้วค่ะ ฮั่นแวะไปตั้งแต่อายุ 6 – 7 ขวบ ตอนรู้ข่าวว่าคุณลุงไม่อยู่แล้ว เสียใจมาก ๆ เลยค่ะ พอเพื่อน ๆ ทุกคนรู้ข่าวก็เสียใจกันหมด” 

ร้านเครื่องเขียนคือสิ่งที่ฮั่นนึกถึงอยู่เสมอ

แต่สิ่งที่ไม่เคยอยู่ในหัวของเธอเลย คือการย้ายมาใช้ชีวิตที่ประเทศไทย

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี

เปิดประตูร้านเครื่องเขียน

“สามีเปลี่ยนชีวิตค่ะ” 

ฮั่นตัดสินใจย้ายมาทำงานที่ไทย เพราะสามีของเธอเป็นคนไทย แต่เธอก็เกือบจะย้ายกลับเกาหลีหลายรอบ เพราะการใช้ชีวิตในแผ่นดินใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย 

“ความจริงช่วง 1 – 2 ปีแรกของการอยู่ประเทศไทย เราไม่มีเพื่อนเลย มีแค่สามีคนเดียว” 

ฮั่นเคยมาประเทศไทยครั้งเดียวเมื่อหลายสิบปีก่อน ก่อนจะย้ายมาอยู่ระยะยาว 

“บางวันก็คิดว่าทำไมฮั่นมาที่นี่ มันดีหรือเปล่า กลับบ้านดีกว่าไหม บางวันก็ร้องไห้” แถมในตอนนั้นร้านอาหารเกาหลียังมีไม่มากเหมือนตอนนี้ นั่นทำให้เธอรู้สึกแปลกถิ่นมากขึ้นอีกหลายเท่า แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะไม่พ่ายแพ้ต่อความเหงา ฮั่นตัดสินใจอยู่ประเทศไทยต่อ และเริ่มเข้าเรียนคลาสภาษาไทย 

“พอเรียนภาษาไทย ก็เริ่มมีเพื่อนมากขึ้น ทำให้ชีวิตเริ่มลงตัว” เธอเล่าพร้อมรอยยิ้ม

ไม่นานนัก อาหารอีสาน ข้าวเหนียวมะม่วง หมูกระทะ ก็กลายเป็นอาหารจานโปรดของเธอ

และสิ่งสำคัญมากที่ทำให้สาวเกาหลีคนนี้หายเหงา คือการเดินเข้าร้านเครื่องเขียน 

“ร้านเครื่องเขียนไทยร้านแรกที่เราไปคือร้านเสริมทรัพย์ที่เยาวราช” เธอเผอิญเดินผ่านระหว่างทางไปซื้อกาแฟ “เราตื่นเต้นมาก เพราะเห็นในร้านมีของเก่าเยอะมาก เป็นร้านที่เปิดมา 50 – 60 ปี

“ฮั่นไปร้านนี้ประมาณ 4 – 5 ครั้ง เพราะมีเรื่องที่อยากรู้เยอะมาก อยากรู้ว่าเครื่องเขียนชิ้นนี้คืออะไร ซื้อมาจากที่ไหน ขายหรือเปล่า” ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นพูดภาษาไทยไม่ได้เลยสักคำ เธอพยายามสื่อสารสุดชีวิตเพื่อจะรู้เรื่องเครื่องเขียนที่สนใจให้ได้ 

“เดี๋ยวนี้ที่โซลไม่เห็นร้านเครื่องเขียนวินเทจจริง ๆ แบบร้านเสริมทรัพย์เลย แต่ต่างจังหวัดพอมีอยู่บ้าง ส่วนช่วงโควิด-19 ก็ปิดตัวไปเยอะเพราะไม่มีลูกค้า” นี่เป็นเรื่องพิเศษมากที่ร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนในประเทศไทยที่มีอายุมากกว่า 10 ปี ยังดำเนินกิจการต่อไปได้ 

ไหน ๆ ก็เริ่มพูดถึงร้านเครื่องเขียนในไทยแล้ว เราจึงขอถามประเด็นที่สงสัยมากที่สุดเลยแล้วกัน

“คุณมองเห็นอะไรในเครื่องเขียนไทย ทั้ง ๆ ที่คนไทยไม่นิยมใช้เครื่องเขียนไทย”

ฮั่นย้อนถามทันทีว่า “ทำไมล่ะคะ” 

เราอึ้งไปครู่หนึ่ง ไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร เพราะไม่เคยนั่งคิดจริง ๆ ถึงเหตุผลที่ทำให้คนไทยไม่ค่อยใช้เครื่องเขียนของประเทศตัวเอง เลยตอบไปว่า น่าจะเป็นเพราะเครื่องเขียนไทยดูเชย เมื่อเทียบกับเครื่องเขียนญี่ปุ่น เกาหลี ทั้งคุณภาพดีและออกแบบให้ดูน่ารักน่าใช้ 

ฮั่นบอกว่าความคิดแบบนี้ไม่แปลกและไม่ผิด เพราะคนเกาหลีก็มองว่าเครื่องเขียนเกาหลีไม่น่าใช้เหมือนกัน ฮั่นหยิบกล่องดินสอไม้ตราม้าขึ้นมาวางบนโต๊ะ ดินสอไม้ตราม้านี่แหล่ะคือตัวอย่างของเครื่องเขียนไทยสุดคลาสสิก แพ็กเกจจิ้งเรโทรสุด ๆ และด้ามดินสอก็จับถนัดมือ เป็นเครื่องเขียนไทยชิ้นโปรดของเธอ และฮั่นเคยหิ้วใส่กระเป๋าเดินทางกลับเกาหลีหลายสิบกล่อง จน ตม. เรียกตรวจกระเป๋า!

ฮั่นคงตกหลุมรักเครื่องเขียนไทยจริง ๆ ไม่อย่างนั้นจะเขียนหนังสือออกมาเป็นเล่มได้อย่างไร 

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี

เปิดหนังสือเครื่องเขียนไทย

“ทีแรกไม่เคยคิดเขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทยเลยค่ะ” นักเขียนตอบทันที เมื่อเราถามถึงจุดเริ่มต้นของหนังสือเล่มแรกของเธอ “แค่รู้สึกว่าร้านเครื่องเขียนไทยมีคอนเทนต์ดี ๆ และน่าถ่ายรูปเก็บไว้”

เธอเริ่มโพสต์ร้านเครื่องเขียนไทยลงอินสตาแกรม อธิบายเกี่ยวกับเครื่องเขียนไทยให้คนเกาหลีอ่าน ซึ่งหนึ่งในผู้อ่านคือสำนักพิมพ์เกาหลีอิสระแห่งหนึ่งที่สนใจทำหนังสือเกี่ยวกับประเทศอาเซียน

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี
Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี

“สำนักพิมพ์ sojanggak (โซจังกัก) ติดต่อมาว่า สนใจทำหนังสือเกี่ยวกับเครื่องเขียนไทยไหม ฮั่นสนใจอยู่พอดีค่ะ เลยตอบตกลง” เธอเห็นว่าคนเกาหลีส่วนใหญ่ชอบไปเที่ยวประเทศไทย แต่หนังสือท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักแนะนำร้านอาหาร คาเฟ่ แต่ยังไม่มีหนังสือที่แนะนำประเทศไทยผ่านร้านเครื่องเขียนเลย นั่นเป็นเหตุผลที่เธอเอาด้วยในทันที กระบวนการทำหนังสือใช้ระยะเวลา 2 ปีกว่าจึงเริ่มเป็นรูปร่าง

ลำดับแรก เธอเริ่มจากการรวบรวมชื่อร้านที่น่าสนใจ โดยการเสิร์ชหาข้อมูลและฟังคำแนะนำของคนรู้จัก ซึ่งขั้นตอนนี้สบายมาก เพราะเป็นปกติอยู่แล้วที่ไม่ว่าจะไปที่ไหนเธอก็สรรหาร้านเครื่องเขียนน่าสนใจเตรียมไว้เสมอ แต่ที่ยากคือหลายครั้งสถานการณ์จริงเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าข้อมูลที่ค้นเจอ 

“ตอนนั้นเตรียมเขียนร้านเครื่องเขียนในกรุงเทพฯ แต่พอเช็กอีกทีร้านปิดแล้ว กลายเป็นว่าต้องหาที่เขียนใหม่ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอยู่หลายร้าน บางที่อยากไปมาก แต่โทรไปช่วงโควิด ไม่มีคนรับสาย”

ใช่แล้ว กระบวนการทำหนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นช่วงวิกฤตโรคระบาด เธอและผู้ออกแบบหนังสือของสำนักพิมพ์เกาหลี จึงพบปะ ปรับแก้ และทำทุกกระบวนการผ่านช่องทางออนไลน์เท่านั้น

“เราไม่เคยเจอตัวกันจริง ๆ เลย” – เธอย้ำความจริง

หนังสือเล่มนี้ปรับแก้มาหลายรูปแบบกว่าจะออกมาเป็นเล่มล่าสุดที่เราเห็น 

เธอปรับตั้งแต่ปก สี การจัดวางภาพและตัวอักษรให้น่าอ่าน กระทั่งตำแหน่งของ QR Code สำหรับให้ผู้อ่านสแกนและปักหมุดที่ตั้งของร้านแต่ละร้าน เพื่อให้ผู้อ่านตามเก็บร้านแนะนำได้แบบไม่ปวดหัว 

“เวลาคนเกาหลีมาไทยก็พกหนังสือมาด้วย สแกน QR Code แล้วเดินตามแผนที่ได้เลย” 

ความคิดและชีวิตของ Lee Hyunkyung  นักสะสมเครื่องเขียนชาวเกาหลี ตระเวนร้านเครื่องเขียนทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย

ส่วนเนื้อหา เธอเขียนเล่าเกี่ยวกับร้านเครื่องเขียน 20 ร้าน จากทั้งหมด 60 ร้าน โดยทุกร้านในหนังสือได้รับการคัดสรรมาแล้วว่า คุณภาพเครื่องเขียนเลิศ เรื่องราวน่าสนใจ และมีที่มาจากหลายจังหวัด เช่น เชียงใหม่ ปาย ลำปาง ขอนแก่น กาฬสินธุ์ อุดรธานี นครปฐม หาดใหญ่ เกาะสมุย และภูเก็ต 

นี่หมายความว่าเธอต้องเคยไปทุกจังหวัดที่กล่าวมา ไม่เหนื่อยหรือยังไงนะกับการทำงานประจำควบคู่ไปกับการทำหนังสือ ต้องเขียน เดินทางไปสัมภาษณ์ และช่วยออกความเห็นด้านดีไซน์

เธอมีเทคนิคดี ๆ อะไรในการการบาลานซ์ชีวิตช่วงนั้นของตัวเองหรือเปล่า – เราสงสัย

ฮั่นหัวเราะนิด ๆ ก่อนจะตอบว่า “ไม่มีค่ะ ชีวิตไม่บาลานซ์ค่ะ” – เธอสารภาพ

หลังทำงานประจำเสร็จตอน 1 ทุ่ม เธอก็กลับมานั่งเขียนหนังสือต่อที่บ้านจนถึงตี 1 ตี 2 

“แต่ไม่เหนื่อยนะคะ กลายเป็นว่าการกลับมาทำหนังสือ ทำให้หายเหนื่อยด้วยซ้ำไป” 

หลังจากใช้เวลา 2 ปีกว่าเพื่อทำหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ในที่สุดสำนักพิมพ์ก็ส่งหนังสือฉบับสมบูรณ์มาให้ดูถึงกรุงเทพฯ ครั้งแรกที่พลิกอ่านหนังสือเล่มแรกในชีวิต เธอเกือบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ 

ความคิดและชีวิตของ Lee Hyunkyung  นักสะสมเครื่องเขียนชาวเกาหลี ตระเวนร้านเครื่องเขียนทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย

เปิดโลกมิตรภาพทั่วประเทศไทย

อย่างหนึ่งที่ฮั่นประทับใจมากเกี่ยวกับร้านเครื่องเขียนไทยคือ สารพัดสิ่งของนอกเหนือจากอุปกรณ์เครื่องเขียนซึ่งมักวางอยู่ในร้านด้วย นั่นทำให้เธอเข้าใจวัฒนธรรมไทยเพิ่มขึ้นอีกระดับ 

“ตอนนั้นไปร้านเครื่องเขียนที่เชียงราย เห็นขายกระบี่กระบองด้วย ไม่รู้ว่าคืออะไร ตอนนี้รู้แล้วว่าเป็นกีฬาไทยชนิดหนึ่ง” ครั้งแรกที่ได้เห็นตี่จู้เอี๊ยะอยู่ในร้านเครื่องเขียนก็ที่ประเทศไทยนี่แหล่ะ

“ที่เกาหลีไม่มีแบบนี้ เห็นทีแรกตกใจ แต่ร้านเครื่องเขียนไทยที่ไปมาหลายร้านก็มีเหมือนกัน เรารู้สึกสนุกดีที่ได้เรียนรู้วัฒนธรรมของภาคต่าง ๆ ในไทย หลากหลายและมีความพิเศษของตัวเอง” 

เครื่องสังฆทานที่วางจำหน่ายในบางร้าน ก็ทำให้ฮั่นอยากรู้เพิ่มเกี่ยวกับวัฒนธรรมเมืองพุทธ

เรื่องราวในหนังสือไม่ได้เกี่ยวข้องกับเครื่องเขียนเพียงอย่างเดียว แต่สอดแทรกความทรงจำระหว่างเธอกับเจ้าของร้านเครื่องเขียนด้วย ฮั่นยกตัวอย่างเหตุการณ์ตอนแวะร้านน้องอิมอิม เกาะสมุย ให้ฟัง 

“จริง ๆ แล้วน้องอิมช่วยพ่อแม่ขายของ เราเดินทางไปที่ร้านด้วยมอเตอร์ไซค์ แล้วอากาศร้อนมาก พอถึงหน้าร้านน้องอิมก็เลยเอาน้ำแข็งมาให้ แล้วก็ช่วยเช็ดรถให้ก่อนที่ฮั่นจะเดินเข้าร้านเครื่องเขียน” 

ไมตรีจิตระหว่างเจ้าของร้านและลูกค้า คือความสุขที่ได้มาโดยไม่ต้องจับจ่าย

“ตอนทำหนังสือ ฮั่นรู้สึกมีความสุขจริง ๆ ตอนที่ยังไม่ได้ทำหนังสือ ฮั่นไม่มีเพื่อนที่ไทยเลย แต่การเดินทางตามร้านเครื่องเขียน ทำให้เจอและทำความรู้จักกับเจ้าของร้าน ได้ฟังเรื่องราวของเขา” 

จากที่เคยร้องไห้ทุกวันเพราะย้ายมาต่างถิ่น ตอนนี้เธอมีเพื่อนมากกว่า 10 จังหวัดทั่วไทย 

ขอเล่าย้อนไปนิด เราทำความรู้จักกับฮั่นครั้งแรกผ่านอินสตาแกรม Mooontreee มีประโยคหนึ่งเขียนไว้บนหน้าโปรไฟล์ของเธอว่า ‘ฮั่นอยากจะเป็นเพื่อนกับคุณได้ไหม’ – เรายังจำได้จนถึงวินาทีนี้ 

เปิดหน้าถัดไปของชีวิต

เมื่อหนังสือ ‘ร้านเครื่องเขียนไทย’ วางแผงในประเทศเกาหลี (ประเทศไทยเมื่อต้นปีนี้) ผลตอบรับดีเกินคาด! ผู้เขียนชื่นใจเป็นอย่างยิ่ง (เราสัมผัสได้) ที่เกาหลีหนังสือขายไปแล้วกว่า 1,500 เล่ม ผู้อ่านเขียนข้อความชื่นชมและขอบคุณที่ฮั่นนำร้านเครื่องเขียนไทยมาแบ่งปัน เธอบอกว่ามั่นใจตั้งแต่แรกแล้วว่ายังไงหนังสือเล่มนี้ก็ขายออก เพราะร้านเครื่องเขียนไทยมีเรื่องราวน่าสนใจ ถ้าเรื่องน่าสนใจ มีเหตุผลอะไรที่คนจะไม่อ่าน ส่วนในประเทศไทย เพื่อนคนไทยหลายคนชอบและเชียร์ให้แปลเป็นภาษาไทยด้วย

แต่ขนาดยังไม่ทันแปลเป็นภาษาไทย ก็มีคนไทยมาจ่อคิวซื้อไปอ่านแล้ว

“หนังสือ 10 เล่มแรก วางขายที่ร้าน Vacilando Bookshop ค่ะ หนังสือขายหมดภายใน 2 วัน ตอนนี้คนไทยเรียนภาษาเกาหลีกันเยอะ บางคนที่สนใจเครื่องเขียนอยู่แล้ว เขาก็ซื้อไปฝึกอ่านด้วย” 

ถึงอย่างนั้น การแปลหนังสือเล่มนี้เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ยังคงเป็นสิ่งหนึ่งที่เธอตั้งใจจะทำในอนาคต เพื่อให้เรื่องราวของร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนไทยเข้าถึงผู้อ่านได้มากขึ้นกว่าเดิม 

“แปลเป็นภาษาไหนก่อนดีคะ” ฮั่นขอความเห็น เราตอบจากใจจริงเลยว่า ขอเป็น 2 ภาษาพร้อม ๆ กันเลยได้ไหม เพราะคนแปลหนังสือช่างหายาก ฮั่นจึงบอกว่าขอแปลทีละภาษาก่อนแล้วกัน 

นอกจากแปลหนังสือ ยังมีอีกหลายสิ่งที่ฮั่นอยากทำ อย่างแรก เธอตั้งใจสร้างคอมมูนิตี้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทยและเกาหลี เชื่อมโยงคน 2 ประเทศให้รู้จักและเข้าใจกันมากขึ้น ตอนนี้เธอเริ่มวางแผนทำฝันให้เป็นจริงกับเพื่อนคนไทย ใบ้ให้ว่าเป็นหนังสือ 

อย่างถัดไป เธออยากทำ (มาก) คือเปิดร้านเครื่องเขียนเป็นของตัวเอง โดยจะขายเครื่องเขียนไทยและเกาหลี โดยเธอเป็นคนคัดสรร เป็นร้านที่มีคนรู้จริงเลือกเครื่องเขียนแต่ละชิ้นตามความต้องการของลูกค้าแต่ละคนได้ ‘เหมือนร้านชิมไวน์’ – เธอว่า

ตอนนี้ยังไม่แน่ใจว่าจะเปิดร้านที่จังหวัดไหนหรือเมื่อไหร่ แต่ที่แน่ ๆ เปิดร้านที่ไทย! ชื่อร้านคงหนีไม่พ้น Moontree เพราะเป็นชื่อที่สื่อสารตัวตนของเธอที่เป็นคนชื่นชอบธรรมชาติได้เป็นอย่างดี 

เราเหลือบไปเห็นนาฬิกาแล้วพบว่าพวกเราคุยกันนานจนลืมกินข้าวเที่ยง เป็นเวลาอันสมควรที่จะรวบรัดการสัมภาษณ์ ฮั่นฝากเรื่องสุดท้ายก่อนที่เราพักกินขนมอบที่เธอและสามีเตรียมไว้ให้ 

“สมัยนี้คนใช้เทคโนโลยีมากขึ้น บันทึกลงกระดาษน้อยลง ฮั่นอยากเห็นคนกลับมาเขียน”

ความรู้สึกในยามที่ความคิดปรากฏเป็นอักษรบนหน้ากระดาษ ผ่านการเชื่อมต่อของสมองสู่ปลายปากกา ช่างพิเศษเกินกว่าสิ่งใดทดแทน 

ความคิดและชีวิตของ Lee Hyunkyung  นักสะสมเครื่องเขียนชาวเกาหลี ตระเวนร้านเครื่องเขียนทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย

แบ่งปันเรื่องราวเครื่องเขียนไทยและเป็นเพื่อนกับฮั่นได้ที่ mooontreee

Writer

จันท์จุฑา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา

ตอนเป็นเด็กหญิงคิดว่าถ้ามีพลังวิเศษไม่ได้ก็ขอเขียน ถ้าเขียนไม่ได้ก็ขอร้องเพลง ปัจจุบันเป็นนางสาวนักฝึกฝนตนเองให้ไวต่อความจริงใจ เพราะดันไปแอบชอบพลังวิเศษชนิดนี้ในตัวคน

Photographer

ณัฐวุฒิ เตจา

เกิดและโตที่ภาคอีสาน เรียนจบจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ สนใจเรื่องราวธรรมดาแต่ยั่งยืน ตอนนี้ถ่ายภาพเพื่อเข้าใจตนเอง ในอนาคตอยากทำเพื่อเข้าใจคนอื่นบ้าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load