5 กุมภาพันธ์ 2563
12 K

ไอซ์-พาริส อินทรโกมาลย์สุต บอกว่า ชีวิตเขามีฝันอยู่แค่ 3 อย่าง คืออยากมีอัลบั้ม อยากมีคอนเสิร์ต และอยากเล่นหนัง

ภาพเด็กชายพาริสในชั้นมัธยม คือการสนุกที่ได้เล่นดนตรี เดินสายประกวดกับเพื่อน และสาวเท้าตามความฝันที่คิดไว้ทีละก้าว

 “ผมมีความเชื่อว่า มนุษย์ควรที่จะเกิดมาแล้วหาความชอบของตัวเองให้เจอ และทำมันไปเรื่อยๆ จนหมดลมหายใจ”

หมดลมหายใจ

ในวันที่จังหวะชีวิตขยับใกล้ความฝันกลับมาพร้อมกับการสูญเสียอันเป็นจุดเปลี่ยนที่เร่งเร้าให้เขาเดินมุ่งตรงสู่วงการบันเทิง

ไอซ์-พาริส, รักติดไซนเรน

ระยะเวลาเพียง 3 ปี เขาก้าวสู่บทบาทพระเอกช่องในละคร เรื่อง หนี้เสน่หา ไม่ใช่แค่การแสดง ทั้งร้อง ทั้งเต้น ต่างเป็นผลลัพธ์ของการทำมันอย่างเต็มที่ด้วยความสนุก

และมันยังเปลี่ยนภาพเด็กหนุ่มหน้าตาดีที่นั่งอยู่ตรงหน้า ให้มีทัศนคติต่อชีวิตที่ผ่านมา งานทุกอย่างที่เขาทำ จนสัมผัสได้ถึงความคิดความอ่านที่โตกว่าอายุ

สำหรับเราไอซ์ก็เป็นเหมือนน้ำแข็งที่ภายนอกแข็งกร้าว เข้มแข็ง แต่ก็โอนอ่อนแปรรูปร่างไปตามภาชนะ ในขณะเดียวกันเมื่อเติมลงไปในแก้ว ก็ทำให้น้ำเย็นชุ่มฉ่ำ ได้จิบทีก็สดชื่นสว่างไสว

ไม่ว่าคุณจะรู้จักเขาในบทบาทอาฉี ในละครโทรทัศน์เรื่อง เลือดข้นคนจาง จากซีรีส์ Great Men Academy สุภาพบุรุษสุดที่เลิฟ นักร้องเพลง รักติดไซเรน ประกอบละคร รักฉุดใจนายฉุกเฉิน (My Ambulance) ที่ฮิตไปทั่วบ้านทั่วเมือง ศิลปินหนึ่งในโปรเจกต์ 9×9 หรือกระทั่งโปรเจกต์ Human Error 3 หนังสั้น 3 เพลง จาก 3 ศิลปิน ของ Nadao Music ร่วมกับ เจเจ-กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม และ กัปตัน-ชลธร คงยิ่งยง และการเป็นหนึ่งในนักแสดงชุดใหม่ของ ฉลาดเกมส์โกง เดอะซีรีส์

บทสนทนาต่อไปนี้คือ ความฝัน ชีวิต ความคิด และเรื่องจริงของเด็กหนุ่มวัย 21

เขาถอดเสื้อคลุมตัวสวยออก เผยให้เห็นเสื้อยืดสีขาวธรรมดา แล้วนั่งลงด้วยท่าทางสบายๆ

เขายิ้มกว้าง

ก่อนคุยกับเราแบบไม่มีหลบตา

ไอซ์-พาริส, รักติดไซนเรน

เพลง รักติดไซนเรน 158 ล้านวิวแล้ว ดังก่อนละครอีกนะ 

บอกก่อนว่าเพลงนี้มันเกินความคาดหมายแทบทุกอย่างเลยนะ คือมันเป็นเพลงประกอบละคร เราคิดอย่างมากเลยว่าคนดูละคร My Ambulance เสร็จค่อยมาติดเพลง เป็นไงล่ะ โอ้โห เพลงประกอบละครไปที เกินเบอร์ไปหลายเบอร์เลย

จนตอนนี้ชีวิตผมเหมือนทุกอย่างมันเกินความคาดหมายไปหมดเลย เริ่มตั้งแต่ 9×9 (ไนน์ บาย ไนน์) เราไม่เคยคิดเลยว่าจะได้เข้าไปอยู่ในวงบอยแบนด์ แบบเออเราไม่คิดเลย (หัวเราะ) ทั้งละครเรื่อง เลือดข้นคนจาง เองก็ด้วย คือเราดูฮอร์โมนฯ มาตั้งนาน ก็ไม่เคยคิดเลยว่าจะได้เล่นละครของพี่ย้งจริงๆ (น้ำเสียงตื่นเต้น)

ที่บอกว่าเกินความคาดหมายไปหมดเลย แล้วความคาดหมายนั้นของไอซ์คืออะไร

ก่อนเข้าวงการ ความฝันของผมมีอยู่แค่สามอย่าง คืออยากมีอัลบั้ม อยากมีคอนเสิร์ต แล้วก็อยากเล่นหนัง มันเป็นเป้าหมายตั้งแต่แรก ทุกวันนี้ที่เราทำอยู่ คือระหว่างทางที่จะไปตรงถึงนั้นให้ได้ ปีนี้ นอกจากละคร ซีรีส์ ไอซ์จะข้ามมาทำเพลงมากขึ้นแล้วครับ

ความฝันที่อยากจะเป็นนักดนตรีเริ่มจากตอนไหน

มันเริ่มตอนประมาณ ม.2 ผมไป Big Mountain ครั้งแรก ภาพที่จำได้แม่นคือตอนดูจอใหญ่ แล้วกล้องตัดไปข้างหลังศิลปิน เห็นคนดูเยอะๆ เป็นภาพที่อยากเห็นมันเกิดกับตัวเองมากๆ อยากรู้ความรู้สึกว่าเป็นยังไง หลังจากนั้นผมเลยตั้งเป้าหมายขึ้นมา ตอนแรกอยากมีแค่เพลงก่อน แล้วมีอัลบั้มกับคอนเสิร์ต

จริงๆ ผมมีพี่ยอด Bodyslam (ธนชัย ตันตระกูล) เป็นไอดอลด้วย ผมอยากขึ้นเวทีแล้วสะบัดผมแบบเขา มี Smoke Machine อยู่ข้างๆ มันเท่มาก เลยเริ่มฟอร์มวงกับเพื่อนที่โรงเรียน แล้วก็ไปประกวดร้องเพลงที่นู้นที่นี่ จนมีครั้งหนึ่งผมไปแข่งที่สยาม พอแข่งจบ คนจัดเขาอยากสร้างวงดนตรีของเขาขึ้นมาเอง เขาเลยหยิบเด็กจากทุกๆ วง มารวมตัวกันชื่อ Yellow Mustard มีแจ็คกี้ (จักริน กังวานเกียรติชัย) อยู่ในวงด้วย ตอนนั้นผมกับแจ็คกี้อยู่ม.4 ม.5 ยังใส่เหล็กดัดฟันทั้งคู่อยู่เลย เป็นวงที่มีผู้จัดการจริงจัง มีเดินสายไปเล่นที่ต่างๆ แต่ตอนนั้นไม่ได้เงินนะ (หัวเราะ)

แล้วความฝันเรื่องการแสดงล่ะ

พอขึ้นมัธยมปลายก็สนใจการแสดงด้วย เริ่มจากเราชอบดูหนังมาก ขนาดที่ว่าตอนกลับจากโรงเรียนต้องซื้อดีวีดีหนึ่งแผ่นเรื่องอะไรก็ได้เพื่อกลับไปดู จนมีเต็มบ้านเลยครับ เยอะมาก

ก่อนหน้านี้เราไม่ได้ฝันอย่างอื่นเลยเหรอ

มีๆ ก่อนหน้านี้ผมเลือกเรียนสายวิทย์ เพราะรู้สึกว่าอยากเป็นวิศวกรให้พ่อ อย่างที่บ้านเขาเรียนจุฬา ธรรมศาสตร์กันหมด เซนส์บางอย่างเลยทำให้เรารู้ว่าเขาคาดหวัง แต่เขาก็ไม่เคยพูดนะ อีกอย่างพี่สาวก็เรียนเศรษฐศาสตร์ ผมลองพยายามหาว่าอะไรที่มันน่าจะดูเท่ขึ้นมาบ้าง ตอนนั้นคิดแค่ว่าเป็นผู้ชายก็ต้องวิศวะสิ แต่ระหว่างนั้นก็ทำวงดนตรีไปด้วยเรื่อยๆ

ไอซ์-พาริส อินทรโกมาลย์สุต

แล้วภาพวิศวกรหนุ่มหล่นหายไปตอนไหน

ช่วงที่คุณพ่อป่วย ตอนนั้นเราออกไปเล่นดนตรี กลับมาหาพ่อบ้าง แล้วพอคุณพ่อเสีย เลยรู้สึกว่า เฮ้ย ชีวิตมันสั้นมากเลยว่ะ แล้วก็คิดว่าเรานั่งทำอะไรอยู่ เรามานั่งทรมานตัวเองทำไม พยายามเรียนในสิ่งที่เราไม่ได้ชอบขนาดนั้น ชีวิตมันสั้นเกินกว่าที่จะมานั่งทำหรือเป็นอะไรในสิ่งที่คนอื่นอยากให้เป็น เหมือนทำให้เราเปลี่ยนความคิด ก่อนหน้านั้นเรากลัวความตาย แต่ตอนนี้กลัวไม่ได้ใช้ชีวิตของตัวเอง มันคงเป็นความรู้สึกที่น่ากลัวกว่ากันเยอะเลย

พอคิดอย่างนี้ก็เลยช่างแม่ง! สายวงสายวิทย์ วิศวะอะไรช่างมัน เปลี่ยนมาเลือกเรียนนิเทศศาสตร์ คือเรารู้ว่าชอบดนตรีกับหนัง ตอนนั้นมีวงอยู่เลยทำต่อไป ส่วนการแสดงก็เป็นสิ่งที่เราชอบมากเหมือนกัน 

ที่บอกว่าชอบมาก ไอซ์พาตัวเองเข้ามาอยู่ในวงการบันเทิงได้ยังไง

พอคุณพ่อเสีย คุณแม่ก็ต้องหาเงินแทน เขาเลิกทำงานมายี่สิบปีแล้วตั้งแต่มีพี่สาวผม อยู่ๆ ต้องมาพยายามหางานทำใหม่ ทั้งชีวิตเราไม่เคยต้องเห็นแม่ทำงาน แค่ผมเห็นภาพนั้นผมก็ไม่ชอบแล้ว ผมรู้ว่าเวลาแม่มีความสุขหรือว่ากำลังหยุดตัวเองไม่ให้เสียหลักเขาเป็นยังไง ผมรับไม่ได้ที่จะเห็นเขาทำงานจริงๆ นะ มันดูไม่ใช่แม่เรา เลยแบบโอเค เดี๋ยวเราทำเอง จากนั้นผมไปลองแคสทุกที่ ไปแบบพยายามหางานเลยครับ จนได้เข้าไปเด็กฝึกของค่ายๆ หนึ่ง

เข้านาดาว บางกอกเลยเหรอ

ยังครับ ค่ายอื่น แต่ว่ายังไม่ได้เซ็นสัญญานะครับ แค่ไปฝึกเรียนการแสดงบ้าง ระหว่างนั้นนาดาวมาเห็นเข้าแล้วติดต่อมา เราเลยเลือกอยู่กับนาดาวจนมาถึงวันนี้

ไม่ได้อยากถามแต่แค่อยากรู้ว่า ที่ร้องเพลงได้ เต้นได้ ฝึกจากไหน

ในห้องน้ำเลยครับ ผมชอบการเต้น ไม่ว่าจะไปที่ไหน เช่น Festival EDM เราชอบเต้นแบบไม่จริงจัง ทำอย่างนั้นไปเรื่อยๆ เพื่อนมาบ้านก็ร้องเพลง เล่นกีตาร์เหมือนคนธรรมดาทั่วไป ไม่มีกฎในการทำอะไร แค่รู้สึกสนุกกับสิ่งที่ทำอยู่

พอได้เป็นไอซ์ พาริส มีอะไรในชีวิตที่เปลี่ยนไป ไม่เหมือนวัยรุ่นคนอื่นๆ

แน่นอนครับ พอเข้ามาทำงานปุ๊บ ความรับผิดชอบของเรามันต้องโตขึ้นทันที เลยเกิดคำถามในใจว่าเราจะผิดพลาดไม่ได้เหรอ เหมือนเด็กอายุยี่สิบ ยี่สิบเอ็ด เป็นปกติที่มันต้องพลาดอีกเยอะ แต่ตอนนี้ไม่ว่าเราจะพลาดอะไร ทุกคนบนโลกรู้หมดแล้ว จริงๆ แค่อยากมีอารมณ์งอแงแหละครับ ไม่ใช่อะไร (หัวเราะ)

ไอซ์-พาริส อินทรโกมาลย์สุต

แล้วไอซ์จัดการกับคำถามที่เกิดขึ้นนี้ยังไง

ปกติก็ไปคุยกับคุณแม่ เขาจะมีวิธีพูดที่ทำให้เราเข้าใจมากขึ้น สมมติว่าผมคุยกับแม่ตอนนั่งรถกลับบ้านแล้วพูดกับแม่ว่า ทำไมทำผิดไม่ได้เลย เหนื่อยมาก ทำไมเด็กอายุเท่าผมไม่เห็นจะต้องมานั่งเหนื่อยขนาดนี้เลย เขาแค่เรียน เรียนเสร็จเขาก็กลับบ้าน ปิดเทอมก็ไม่ทำอะไรเลย พอไปจอดตรงไฟแดงแล้วมีเด็กขายพวงมาลัยมาเคาะกระจก แม่แค่พูดว่า ‘ไอซ์ลองนึกดูสิว่า เด็กคนนี้เขาจะรู้สึกดีแค่ไหน ถ้าได้สลับที่นั่งกับไอซ์ตอนนี้ แล้วลองคิดดูดิว่ามีเด็กอีกกี่คนบนโลกที่อยากแค่มาสลับที่นั่งกับไอซ์แค่นาทีเดียว แต่มันคือทั้งโลกของเขาแล้ว’ เราก็แบบ เออว่ะ

หรือไม่ก็ ‘เราอาจจะไม่มีพ่อ เด็กบางคนไม่มีทั้งพ่อทั้งแม่ ไม่มีแขนไม่มีขาด้วยซ้ำ ทำไมเขาถึงโตมาเป็นคนที่ดีได้’ เพราะฉะนั้นมันอาจจะไม่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมของเราหรือเปล่า

ไอซ์รับมือยังไงกับความสำเร็จที่เข้ามาเร็วขนาดนี้

โห มันยากนะ ทุกวันนี้บางทีผมก็ทำไม่ได้เลย (หัวเราะ) ผมไม่รู้เหมือนกันว่าผมรับมือยังไง ไม่รู้ว่าผมทำถูกหรือทำผิด ผมแค่รู้ว่าถ้าเกิดผมรู้สึกดี ผมโอเค ถ้าเกิดผมรู้สึกไม่ดี ก็กลับไปหาแม่แล้วไปคุยกับแม่ว่าต้องทำยังไงดี แม่ก็จะบอกว่า ‘You have to be grateful’ สมมติว่า ถ้าเราอยากได้อะไรก็ต้องเห็นคุณค่าของมันจริงๆ นะ ถ้าเกิดไม่เห็นคุณค่าของมัน มันก็จะมาอยู่กับเราได้แป๊บเดียว

ผมว่าแค่ Be grateful กับมัน เห็นคุณค่ากับทุกอย่างที่เราได้ แบบนี้ก็พอแล้ว

เรายังเชื่อว่าเราไม่ใช่นักแสดงที่เก่งที่สุดหรือศิลปินที่เก่งที่สุด แต่เรายังทำพวกนี้เพื่อให้เราพัฒนาตัวเอง และสนุกกับมันไปด้วย

ไม่มีอีโก้ว่าเราดัง

มีนะครับที่เคยเหลิงหนักๆ เลย คือช่วงแรกๆ เพราะเข้าวงการมาก็อยู่ใน 9×9 ซึ่งเป็นโปรเจกต์ใหญ่ ทุกงานที่เราไปออกมันใหญ่มาก มีคนมาเยอะ แล้วยิ่งละครเรื่องแรกของเราเป็น เลือดข้นคนจาง ที่ดังมาก เลยรู้สึกว่าตัวเองเจ๋ง จนทำให้นิสัยเสียมาก แบบเราทำอะไรก็ได้ จะทรีตคนอื่นยังไงก็ได้ ไม่ต้องซ้อม ไม่ต้องรันทรู ไม่ต้องร้องดีมากหรอกเดี๋ยวคนก็กรี๊ด

แต่มันโชคดีมากเหมือนกันที่ได้เข้ามาใน 9×9 ที่นั่นไม่ได้มีแค่ผมคนเดียว พี่ๆ ทุกคนที่อยู่ใน 9×9 เขาจะคอยมาด่าผม คอยบอกว่าเกินไปแล้วนะ คอยเตือนสติ ถ้าเกิดวันนั้นเขาไม่พูด ตอนนี้ผมก็คงเป็นอีกแบบไปเลย พอมองย้อนกลับไป ผมก็ไม่ชอบตัวเองในตอนนั้นเหมือนกัน

ได้ยินมาว่า 9×9 เป็นโปรเจกต์ที่เข้ายาก มีการคัดคนเข้าๆ ออกๆ ตลอด แล้วตอนนั้นไอซ์ทำยังไงให้ยังเป็นคนที่ถูกเลือกให้อยู่

ทำเต็มที่ โชว์ในสิ่งที่เรามี ณ ตอนนั้น เอามันออกมาให้หมด เอาของทั้งหมดไม่ว่าจะอยู่ลึกแค่ไหนก็ตาม เอามาให้เขาเห็นให้ได้มากที่สุด

ไอซ์-พาริส อินทรโกมาลย์สุต

เคยมีความกดดันหรือกลัวว่าเราจะทำไม่ได้เท่าเดิมอีกบ้างไหม

ไม่เคย ผมไม่เคยคิดอย่างนั้นเลย ไม่ได้เป็นคนที่คิดกดดันตัวเอง ไม่ไปคิดว่าต้องทำให้ดีกว่าอันเก่า หรือต้องรักษามันยังไง ผมคิดแค่ว่าถ้าเราทำงานนี้จบแล้วเราไม่เก่งขึ้น อันนั้นจะนอยด์ เพราะเรารู้อยู่แก่ใจว่าเราทำได้มากกว่านี้ แต่ทำไมตอนนั้นเราไม่ทำ หรือทำไมเราไม่ลองทำให้ตัวเองพัฒนาขึ้น

กับพี่ย้งนี่บ่อยมาก ตั้งแต่ เลือดข้นฯ ยัน Human Error เลย บางทีซ้อมเสร็จ กลับบ้านไปร้องไห้คนเดียวเป็นปกติมาก

ได้บทเรียนอะไรจากปีที่แล้วบ้าง

ปี 2019 ผมเข้าใจอะไรมากขึ้นและเห็นว่าทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เราไม่ได้ยึดติดเหมือนเดิม รู้ว่าการทำงานไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่มีเวลาให้ตัวเองเลย ไม่มีเวลาให้ครอบครัว มันทำร้ายตัวเองเหมือนกัน ตอนนี้พยายามแบ่งเวลาให้ตัวเองมากขึ้น รู้ว่าถ้าอยากพักเราพักได้ ไม่ต้องถาโถมเหมือนปีแรกๆ

อีกอย่างผมคิดว่ามันเป็นปีที่ดีที่สุดในชีวิต ได้ขึ้นร้องเพลงเยอะมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่เราชอบ ไม่ว่าจะทำอะไรมาในวันนั้น พอตกกลางคืนเราได้มาสตูดิโอ ซ้อมเต้น ซ้อมร้อง เป็นชีวิตที่มีความสุขมากๆ ผมเลยตั้งเป้าหมายว่า ผมต้องทำอะไรสักอย่างให้ตัวเองรู้สึกว่าทุกปีเป็นปีที่ดีสุดในชีวิต

ไอซ์-พาริส อินทรโกมาลย์สุต

ถ้างั้นคิดว่าความสำเร็จเท่ากับความสุขหรือเปล่า

สำหรับผมความสำเร็จไม่ได้แปลว่าสุข ความสุขของผมคือแพสชัน และไม่ว่าอาชีพใดๆ ก็ทำสำเร็จได้ 

เคยมีความคิดหลายรอบมากว่าอยากให้แชร์สิ่งเหล่านี้ออกไป อย่างการแต่งเพลง ทำหนัง อยากให้ทั้งเด็กและผู้ปกครองเข้าใจในสิ่งนี้มากๆ ว่า บนโลกใบนี้อะไรก็เป็นอาชีพได้ ไม่ต้องกดดันว่าเขาต้องเป็นหมอ เป็นสถาปนิก นักบัญชี หรือต้องเข้ามหาวิทยาลัยแบบไหน ไม่มีคำว่าต้องเป็นอะไรเลย ตอนจบมันอยู่ที่ว่าเราชอบอะไร เรามีความสุขกับอะไร เราตายคนเดียว ตายไปเราก็ไม่ได้มีเงินไปด้วย เราไม่ได้มีชื่อเสียงไปด้วย ผมมีความเชื่อว่า มนุษย์ควรที่จะเกิดมาแล้วหาความชอบของตัวเองให้เจอ และทำมันไปเรื่อยๆ จนหมดลมหายใจ

ผมอยากให้ทุกคนได้เจอแพสชันของตัวเอง อยากให้ทุกคนรู้ว่าหากคุณมีความฝันอย่าดูถูกตัวเอง เราเป็นได้จริงๆ 

บางคนหาเงินได้จากสิ่งที่คุณไม่ได้ชอบหรือไม่ได้มีความสุขกับมัน แต่ตอนจบคือการที่คุณต้องมานั่งทรมาน มันไม่ใช่ความสุขทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ ตอนที่ผมอยู่สตูดิโอมันเป็นความสุขที่อธิบายไม่ได้ ไม่ว่ายังไงผมก็จะทำในสิ่งที่ผมชอบอยู่อย่างนี้ หากผมไม่ได้มายืนหรือมาแสดงในจุดนี้ผมก็ยังคงจะทำเพลงต่อไป ทำเองหรืออะไรก็ตามอยู่ดี

จะว่าไปไอซ์เหมือนมีเหตุการณ์ให้เข้าใจชีวิตเยอะเหมือนกัน

มันทำให้ผมรู้สึกโชคดีมากๆ ผมกลับมาคิดอีกรอบหนึ่ง ที่ตัวผมเป็นแบบนี้ เพราะเคยผ่านความตายมาแล้วสองรอบ เคยผ่าตัดหัวใจตอนขวบครึ่ง จะไปกลัวอะไรอีก ทำมันเลยดีกว่า ลุยเลย 

หากวันนี้ต้องตาย คิดว่ามันคุ้มค่ากับชีวิตตอนนี้แล้วหรือยัง

ผมพยายามคิดอย่างนี้อยู่ตลอด ลองคิดดูถ้าวันนี้เรากำลังเครียด ดราม่าอยู่ แล้วผมเดินออกไปที่ถนน โดนรถชนตายขึ้นมา เลยกลับมาคิดใหม่ว่า ตอนนี้เราอยากทำอะไร เรามีความสุขกับมันดีกว่าไหม ดีกว่ามานั่งเครียดกับเรื่องอะไรไม่รู้ไปทำไม ซึ่งมันเวิร์กมากๆ เรามีความสุขขึ้น พอเราคิดแบบนี้ได้ เรารู้สึกว่าเราคุ้มแล้ว

ไอซ์-พาริส อินทรโกมาลย์สุต

Writer

Avatar

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographers

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Avatar

ปัณฑารีย์ วจิตานนท์

เชื่อว่าความทรงจำอยู่ในภาพถ่าย สะสมกลักฟิล์มบางครั้ง ทำประจำคือไปคอนเสิร์ต

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

2 กุมภาพันธ์ 2566
5 K

สวัสดีเดือนกุมภาพันธ์ 

หากใครกำลังมีความรักที่ผลิบานก็ยินดีด้วย แต่หากใครรักไปแล้วหัวใจต้องแตกทุกครั้งก็ขอชวนมาเข้าแก๊ง 

วันนี้เรานัดกันที่ร้านดังย่านเมืองเอก เพื่อพูดคุยกับ ‘เรนิษรา เจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด ท่ามกลางตารางทัวร์คอนเสิร์ตที่แน่นยาวไปจนถึงมีนาคม 

ไม่ต้องรอให้สิ้นหน้าหนาว จากคนสองคนที่เชื่อว่าตนถูกเลือกให้ผิดหวัง พวกเขากลับมามีหวังอีกครั้ง เพราะเพลงที่ปล่อยออกมาอย่างไม่ตั้งใจนั้นเปลี่ยนชีวิตทั้งคู่ไปตลอดกาล

เบื้องหลังเสียงร้องชวนฝัน คือ ตั้ม-ชยพล ล้วนเส้ง และ สบาย-เรนิษรา ลี​ประโคน ดูโอ้คู่รักวัย 20 ต้น ๆ ที่จะมาเปิดอกคุยถึงความหลังอันเจ็บช้ำกับ The Cloud เป็นที่แรก ตั้งแต่วันที่เกลียดตัวเองสุดขีด การถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรื่องรักของพวกเขาที่ทำให้วันนี้เป็นมากกว่าฝัน และก้าวใหม่ของเรนิษราในวันที่รับบทเป็นผู้เลือก

บทสนทนาขาดห้วงจากการเดินลัดเลาะไปตามทางเพื่อเก็บภาพ John Lennon กับ Yoko Ono ได้รับรู้อีกนิดหน่อยว่าพวกเขามีครอบครัวมาดูแลข้างเวที แถมยังขับรถตู้คันโตไปส่งเล่นดนตรีไม่ว่าที่ไหน

ตกดึกแล้วอากาศเย็นชะมัด แต่คนตรงหน้าเราทำให้รู้สึกอบอุ่น

ขอให้ทุกคนโชคดีและไม่ผิดหวังอีกเลย

ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต
ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต

ลุควันนี้แสบสันมาก ได้แรงบันดาลใจมาจากอะไร

ตั้ม : (หัวเราะ)

สบาย : วันนี้ที่ร้านเป็นธีม Y2K จริง ๆ จะใส่เสื้อหนังไบเกอร์ค่ะ แต่ว่าเก็บไว้ก่อนเป็นเซอร์ไพรส์ ส่วนของตั้มเป็นเสื้อทรง 80s แบบดิสโก้ ใส่ออกกำลังกาย ได้ตอนไปเล่นงานที่บุรีรัมย์จากร้านฮิปปี้แนวย้อนยุค

ทั้งคู่เป็นคนชอบแต่งตัวอยู่แล้วไหม

(ตอบพร้อมกันว่าใช่)

ตั้ม : แต่ก็ไม่ได้เป็นแฟชั่นจ๋าขนาดนั้นนะ ผมอยากแต่งแค่ตอนไปเล่นงานครับ ถ้าไม่เล่นงานก็ใส่เสื้อยืด

สบาย : ใส่เสื้อขาด ๆ (หัวเราะ)

แต่ในโซเชียลจะเห็นตั้มแต่งตัว Feminine มากเลย ส่วนสบายก็แต่งตัวสีฉูดฉาด 

ตั้ม : อ๋อ เพราะว่าอยู่ในกล้องด้วย มีใส่ไปเรียนบ้าง แต่น้อยมากครับ เพราะผมมองว่าการแต่งตัวคือการแสดงออก ต้องแคร์คนอื่นอยู่แล้ว 

สบาย : ใช่ ๆ บายเคยอ่านอะไรสักอย่างเกี่ยวกับสัตว์ชนิดหนึ่ง น่าจะเป็นปลา เลือกสวยแค่ตอนจะสืบพันธุ์ ตอนหากินปกติมันก็ทำสีให้จืด ๆ ธรรมดา ถ้าเข้าใจว่าเราเป็นสัตว์เหมือนกันก็เป็นเรื่องปกติ

ตั้ม : บางทีการแต่งตัวออกไปข้างนอกแล้วพยายามใส่อะไรที่แตกต่างมาก ผมว่ามันเหนื่อยตัวเองนะ การแสดงออกต้องได้อะไรกลับมาบ้าง 

ตอนนี้นอกจากทัวร์ร้องเพลงทุกวัน ทำอะไรกันอยู่

ตั้ม : ยังเรียนอยู่ครับ ปี 4 ที่ศิลปากร 

คณะอะไร

ตั้ม : ผมเรียนดุริยางค์ครับ

สบาย : บายเรียนโบราณคดี เอกอังกฤษ ไม่เข้ากันเลย

ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต
ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต

นั่นสิ ทำไมถึงมาลงเอยกัน

ตั้ม : เรามาเจอกันตอนปี 1 ครับ เป็นวิชาเรียนรวมที่ต้องไปเรียนคณะดุริยางคฯ

สบาย : วิชาศิลปะ วิชาออกแบบ

เล่าได้ไหมว่าเส้นทางรักของพวกคุณเป็นยังไง

สบาย : เราเป็นเพื่อนกันมาก่อนค่ะ เริ่มจากชวนคุย แล้วก็มียืมปากกาวาดรูปเรียนวิชาศิลปะ

ตั้ม : เราชวนกันคุยเรื่องชีวิต เพลง ทัศนคติ ผมดูเหมือนจะพูดเก่งนะ แต่ผมเป็นคนไม่ค่อยคุยกับใครเท่าไหร่

สบาย : เจอกันครั้งแรกคุยกันเรื่องการเมืองแล้วก็ตีกันไปช่วงหนึ่งค่ะ เพราะตั้มเป็นคนชัดเจน บายเป็นคนไม่ค่อยออกความเห็น ตั้มก็จะบังคับให้บายออกความเห็นบ้าง

ตั้ม : แค่อยากรู้เฉย ๆ ว่าคิดยังไง เราจะได้คุยกันและปรับตัวเข้าหากันได้ถูก อาจจะเป็นเรื่องเล็กนะ เรื่องทัศนคติการเมือง แต่อนาคตก็มีผลต่อครอบครัว ต่อลูก 

จุดไหนที่ความสัมพันธ์เริ่มพัฒนา

สบาย : เราก็คุยเล่นกันไป 4 – 5 เดือนค่ะ แล้วก็เจอกันทุกวัน มีเดินไปส่งที่ป้ายรถเมล์บ้าง

ตั้มเป็นคนไปส่ง?

ตั้ม : เขาเดินมาส่งผม ไม่ใช่ครับ! ต่างคนต่างเดินไปส่งกันครับ (หัวเราะ)

ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต
ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต

สบายชอบอะไรในตัวตั้ม

สบาย : ตอนแรกเข้าไปหาตั้มเพราะเขาดูไม่สนใจคนอื่นค่ะ หนูชอบคนที่อยู่กับตัวเอง เพราะจะทำให้เขาเป็นตัวของตัวเองด้วย ส่วนหนึ่งเพราะหนูไม่ได้เป็นแบบนั้น แล้วมันก็เป็นสิ่งที่หนูอยากเป็น แรก ๆ หนูเอาใจคนอื่นมากเลย พยายามทำให้คนอื่นชอบ แต่งตัวไปเรียนแบบจัดเต็ม อยากเป็นจุดสนใจ 

ตั้ม : เพราะเมื่อก่อนไม่ได้รับไง เป็นปกติของคนแหละ

สบาย : ใช่ เพราะเมื่อก่อนหนูไม่ได้หน้าแบบนี้ หนูโดนบูลลี่เยอะมาก จนบอกแม่ว่า ขึ้นมหาลัยขอทำจมูกได้ไหม พอเราเปลี่ยนไปเยอะก็ปรับตัวรับแสงไม่ทันค่ะ อึดอัดตัวเอง 

คือบางทีไม่อยากใส่สั้น ไม่อยากแต่งอะไร แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่า ถ้าเราแต่งตัวน่าเกลียดคนจะว่าเราไหม เพราะตอนแรกคนชมว่าเราสวย มาหลัง ๆ เราก็คิดว่าคนชมเขาให้อะไรเราบ้าง เราได้แค่คำชม ไปเรียนหนังสือ แล้วก็เดินตากแดดกลับบ้านเหมือนเดิม เลยใส่มอมแมม ๆ ไปเรียนแล้วค่ะ สบายใจมากกว่า ตอนเจอตั้มคือเขาใส่เสื้อขาด ๆ กับกางเกงชาวเล (หัวเราะ)

แล้วตั้มชอบอะไรในตัวสบาย

ตั้ม : สบายเป็นคนเอาใจครับ ด้วยความที่ผมไม่ค่อยสนใจอะไรเท่าไหร่ ตอนแรกบายก็ไม่ได้เป็นตัวของตัวเองนะ แต่งตัวเวอร์มาก เหมือนใส่ชุดเชียร์ลีดเดอร์ คนละขั้วกันเลย แต่ถึงเราไม่เหมือนกัน เราก็จะไม่บังคับกัน ใครอยากทำอะไรก็ทำ มีความสุขกับตัวเอง 

ผมเคยคบกับแฟนเก่าที่รู้สึกเหมือนถูกบังคับตลอดเลย ไม่ชอบคนไว้ผมยาว ไม่ชอบให้ไว้หนวด เขาเหมือนจะตีกรอบว่า เฮ้ย ผู้ชายที่ไว้ผมยาวสกปรกเลอะ ๆ บางทีก็ดูเป็นเพศที่สาม พอเขาบังคับเรามาก ๆ มันเป็นเหมือนปมที่มีผลกระทบต่อชีวิตผมในเรื่องของตัวตน 

อีกเรื่องคือผมทำเพลงมานานแล้วครับ ผมเคยประกวด Hot Wave ปี 2018 ได้เข้ารอบชิง แต่ด้วยเหตุผลทางธุรกิจหลายอย่าง ทำให้เราไม่ได้เข้าไปทำงานในค่ายต่อ ซึ่งก็เฟลมากครับ แล้วแฟนเก่าผมก็ให้คำแนะนำอะไรแปลก ๆ 

นั่นคือ

ตั้ม : เขาจะออกแนวว่าเรามากกว่าว่า ทำไมทำเพลงอย่างนี้ ผมก็แบบ เชี่ย ก็กูเป็นแบบนี้ ซึ่งผมไม่ได้แคร์นะ การที่เข้ารอบไปแล้วค่ายเขาจะไม่เอาเรา ผมก็ช่างแม่ง จนมาเจอบายก็ได้ทำเพลงด้วยกัน ประเด็นหลักคือบายไม่ได้บังคับอะไรผม มันเลยออกมาเป็นเรนิษราทุกวันนี้ เพราะผมทำเพลงตามใจ ไม่ได้มีกรอบว่าต้องทำอะไร

สบาย : สมัยที่ตั้มทำวงแรกกับเพื่อน เขาเป็นวงร็อกเลยค่ะ หนัก ๆ แต่หนูไม่ได้ว่า เพราะหนูฟังเพลงทุกแนว มันก็เพราะในแบบของมัน 

ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต
ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต

แล้วพวกคุณมาทำวงเรนิษราร่วมกันได้ยังไง

สบาย : หลังจากนั้นตั้มก็แยกวงมาทำเพลงกับบายแนวดิสโก้หน่อย แล้วก็ไม่ดังค่ะ เราคิดว่าชื่อวงมันไม่มีเอกลักษณ์ ตอนนั้นชื่อ Winterberry หนูเลยคิดจะตั้งใหม่ แล้วช่วงปี 1 หนูเกลียดตัวเองตอนมัธยมมาก เพราะว่าหนูโดนบูลลี่เยอะ ก็เลยเปลี่ยนชื่อเป็นเรนิษรา ดัดแปลงมาจาก เรนิตา เป็นภาษาละติน แปลว่า เกิดใหม่ 

ช่วงนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง

สบาย : เรื่องแรกที่ทำให้หนูติดเรื่องค่านิยมขึ้นมา คือการที่เพื่อนผู้ชายในห้องบอกว่า ทำไมหนูขนขาเยอะจัง (หัวเราะ) 

พอขึ้นมัธยมหนูก็เริ่มมีความรัก เริ่มรู้ว่าในประเทศนี้ใครคือสวย ใครคือไม่สวย พอมองกระจกแล้วเราคือฝั่งที่ไม่สวย เราตรงข้ามหมดเลยทั้งสีผิวทั้งหน้าตา ม.ปลาย น่าจะโดนเยอะสุดว่าหน้าเหมือนกะเทย นักมวย เหมือนไดโนเสาร์ ทุกวันนี้ก็ยังโดนนะคะ เพราะเราเป็นคนแต่งหน้าจัด แล้วผู้หญิงปกติจะแต่งหน้าใส ๆ แต่จริง ๆ เราแค่ชอบยุค 60 ที่เขานิยมแต่งหน้าเหมือนตุ๊กตามากกว่า 

คิดว่าการเปลี่ยนชื่อทำให้ลืมเรื่องเก่า ๆ ได้จริงรึเปล่า

สบาย : ไม่ลืมค่ะ (หัวเราะ) หนูเหมือนหลอกตัวเองว่าหนูลืมได้มากกว่า

ตอนนี้ปัญหาในอดีตยังมารบกวนจิตใจอยู่เหรอ

ตั้ม : ทุกวันนี้ยังมีอยู่เลย

สบาย : ก็มีคนที่โรงเรียนเก่ามาส่องบ้าง แต่หนูก็ไม่ได้สนใจค่ะ เพราะหนูตอนนี้กับตอนนั้นเหมือนคนละคนกันแล้ว คือถ้าไม่มีใครรู้ว่าหนูชื่อบายก็คงจำหนูไม่ได้ (หัวเราะ) หน้าหนูไม่เหมือนเดิม ชื่อไม่เหมือนเดิม เหลือแค่นามสกุลแล้วตอนนี้ที่ยังไม่ได้เปลี่ยน

ตอนที่บายบอกว่าอยากตั้งชื่อวงด้วยชื่อตัวเอง ตั้มโอเคไหม

ตั้ม : โอเคเลยครับ

สบาย : ตอนแรกก็มีคิดเหมือนกันค่ะว่า ตั้มชื่อชยพล หรือจะเปลี่ยนเป็น เชนิษรา แต่ไม่เอาดีกว่า (หัวเราะ) 

พวกคุณเคยมีทัศนคติหลาย ๆ อย่างขัดแย้งกัน ความชอบเรื่องการทำเพลงของคุณสวนทางกันด้วยรึเปล่า 

สบาย : เราชอบเหมือนกันค่ะ

ตั้ม : ผมเป็นคนชอบฟังเพลงเก่าครับ The Beatles เป็นวงดนตรีที่ผมชอบที่สุด ถ้าไม่มี The Beatles ก็คงไม่มีผมในตอนนี้ครับ ผมสักรูป John Lennon ไว้ สักโน้ตเพลง All You Need is Love ไว้ด้วย เป็นขวัญกำลังใจให้ตัวเอง

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด
จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

ทำไมต้องเพลงนี้

ตั้ม : เพราะมันแปลไทยประมาณว่า ไม่มีอะไรที่คุณทำไม่ได้ถ้าคุณอยากทำ ไม่มีภาษาไหนที่คุณจะพูดไม่ได้ถ้าคุณอยากพูด ไม่มีเพลงไหนที่คุณร้องไม่เป็นถ้าคุณอยากร้อง ไม่ว่าทุกสิ่งจะเป็นยังไง จะเศร้าจะเหงา คุณแค่ต้องการความรัก ผมก็มองแค่นั้นแหละ 

ผมมองรอยสักเพื่อเข้าใจตัวเองว่าเราแค่ต้องการความรักนี่หว่า บางทีเราอ่านคอมเมนต์ก็รู้สึกแย่นะ บางคนก็ด่าเละเลย เสียงแบบนี้ใครจะไปร้องตามได้ ดนตรีก็ฟังไม่รู้เรื่อง คือกูไปทำอะไรให้มึง คนไม่แคร์มันก็ต้องมีสักนิดในความรู้สึกที่ยังแคร์คนอื่นอยู่ เราต้องใช้ชีวิตอยู่ในโลก

อะไรทำให้ The Beatles มีอิทธิพลกับคุณ

ตั้ม : ผมเป็นเด็กชุมพรที่ขึ้นมาเรียนกรุงเทพฯ แล้วก็มีอาการ Homesick ไม่ได้กลับบ้าน เหมือนคนอื่นเรียนเสร็จเขามีบ้าน ได้กลับไปนอน ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่มีบ้าน อยู่ชุมพรเรามีมอเตอร์ไซค์ขับรถได้ แต่พอมาอยู่ที่นี่เราไม่มีอะไรเลย เดินอย่างเดียว ครอบครัวผมก็ไม่ได้เรียกว่าอบอุ่น พ่อก็ทำงานหนัก แม่ก็ทำงานหนัก ไม่ค่อยได้เจอกัน พอมาฟัง The Beatles ก็รู้ว่า John Lennon เขาขาดพ่อขาดแม่แต่ก็็ยังทำเพลงได้ ซึ่งผมต่างจากบายที่ชอบเพลงป๊อปทันสมัย

สบาย : ใช่ค่ะ ตั้มก็จะไม่รู้จักเพลงใหม่ บายก็จะไม่รู้จักเพลงเก่า บายฟังพวก Cardi B, Nicki Minaj, Doja Cat แต่ที่เข้ากันได้ เพราะว่าทุกคนที่หนูฟัง เขามีอดีตลากไปถึงสิ่งที่ตั้มฟัง ป๊อป R&B ก็มาจาก Marvin Gaye ค่ะ 

แต่บายเรียนโบราณคดีไม่ใช่เหรอ ความรู้สึกอยากทำเพลง เริ่มขึ้นมาได้ยังไง

สบาย : จริง ๆ อยากร้องเพลงทำเพลงตั้งแต่ช่วง ม.ปลายแล้วค่ะ แต่เรากดความรู้สึกไว้เพราะคิดว่าเป็นไปไม่ได้ หน้าตาเราไม่ดี คงเป็นสินค้าให้คนอื่นขายไม่ได้ คงไม่มีใครซื้อเรา

ตั้ม : วงการนี้ของไทยมันเป็นแบบนั้นจริง ๆ นะ ถ้าหน้าตาแย่แล้วอยากประสบความสำเร็จก็ต้องตลก

นึกถึงเพลงหนึ่งของคุณที่ร้องว่า “ไม่ได้เกิดมาเป็นลูกเศรษฐี” แล้วจริง ๆ คุณเป็นลูกใคร

ตั้ม : (หัวเราะ) เอาแล้วไงทีนี้

ผมไม่ได้เรียกว่าลำบากนะครับ แค่ต้องเล่นดนตรีและเรียนไปด้วย ไม่ค่อยได้กลับบ้าน เพราะจะนอนโรงเรียนมากกว่า ที่บ้านผมถ้าพอมีตังค์ก็จะไม่ค่อยถึงผมเท่าไหร่ ต้องหาใช้เอาเองบ้าง ดิ้นร้นบ้าง เราไม่ได้มีต้นทุนชีวิตอะไร แค่ต้องเชื่อในตัวเอง 

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

ตัดภาพมาที่ตอนนี้ดังเป็นพลุแตก เป็นยังไงบ้าง

ตั้ม : งงครับ (หัวเราะ) เพราะเพลง ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง จริง ๆ ไม่ได้ตั้งใจจะโปรโมตอะไรเลย แค่ลงไปเฉย ๆ ดูจาก MV ก็น่าจะรู้ 

สบาย : จริง ๆ MV ถ่ายเหมือนคนมักง่าย (หัวเราะ)

ตั้ม : ก็เพราะว่าเราไม่มีตังค์จริง ๆ ครับ ไม่มีเงินจริง ๆ ก็เลยได้ MV เป็นฟีลธรรมชาติ 

ช่วยเล่าที่มาที่ไปของเพลงนี้ให้ฟังหน่อย

ตั้ม : จริง ๆ ตอนแรกมันไม่เกี่ยวกับตัวผมและไม่เกี่ยวกับตัวบาย 

คืออย่างนี้ครับ เราเป็นนักแต่งเพลง ผมก็จะดูทวิตเตอร์ดูอะไรไปเรื่อย ๆ ผมไปเจอคำว่า ความผิดหวังมักเลือกฉันเสมอ ผมก็คิดว่า เออ งั้นมีคำว่า ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง แล้วกัน ซึ่งไม่รู้มันมาจากไหน มั่วมากเลย แม่บายก็มาบอกมันแปลกดี เพราะปกติคำว่าผู้ถูกเลือกมักจะเป็นแง่บวก 

พอทำไปเรื่อย ๆ ฟังไปเรื่อย ๆ ก็รู้สึกว่าเออจริง ๆ มันเข้ากับเรานี่หว่า เพราะเราเป็นคนทำอะไรไม่เคยสมหวัง ประกวด Hot Wave ได้เข้ารอบชิงมาก็ไม่ได้เซ็นสัญญา แต่เพื่อนที่อยู่รอบข้างเราได้เซ็นสัญญา ได้เห็นเขาออกไปเป็นศิลปินค่ายใหญ่

เคยพยายามหาคำตอบไหมว่าทำไม

ตั้ม : จริง ๆ ผมโทษตัวเองมากกว่าครับ เมื่อก่อนตอนเด็กเราโทษเขา ตอนนี้ผมโทษตัวเองว่ามันเป็นเรื่องของธุรกิจ เราขายไม่ได้ เราไม่พร้อมที่จะปั้นเป็นสินค้า ผมไม่อยากไปว่าใคร ผมแก้ที่ตัวเองก็ได้ เพราะว่าเราแก้ที่เขาไม่ได้ มันก็แค่นั้นเอง

เรื่องนี้เป็นปมในใจตั้มไหม

ตั้ม : เป็นครับ เป็นเลย จนถึงตอนนี้ก็ยังเป็นครับ ทุกวันนี้เลยรู้สึกสะใจนิดหนึ่งที่วงประสบความสำเร็จ เพราะคำว่าผมขายไม่ได้นี่แหละครับ

ผมเคยโดนบอกว่า หน้าแบบผมไม่มีใครเลือกหรอก จะไปอยู่ในค่ายเพลงที่ไหนได้ ไม่มีใครฟัง ไม่มีใครดูหรอก ตอนนั้นเพลง ผู้ถูกเลือกฯ ยังไม่ออก เขาเปิดเพลงเราฟังแล้วก็นั่งชี้เลยว่าไม่แมสหรอก ทำไปก็ไม่มีคนฟัง เขามองว่าวงเราขายไม่ได้ เขาไม่ชอบแนวนี้ เราก็เถียง เพราะเป็นเพลงเรา ผมบอกว่า เห้ย มันเป็นความคิดเห็นของพี่คนเดียวหรือเปล่าที่ไม่แมส เพราะว่าเพลงมันต้องเอาไปเจอคนนะ ซึ่งตอนนั้นเพลงผมก็ไม่แมสจริงแหละครับ ยอดวิวหลักหมื่น 

กลับบ้านมาด้วยความรู้สึกโกรธหรือเสียใจ

ตั้ม : แค้นครับ

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

มันไม่ได้เสียใจนะครับ เพราะผมไม่ได้ทำอะไรผิด ผมก็ทำเพลงของผม แต่ว่าคุณเรียกเราไปด่าทำไม ไม่มีเหตุผล ผมไม่เคยไปขอเขาอยู่ค่าย ไม่เคยไปขอเขากินข้าว ไม่เคยไปขออะไรสักอย่าง เขาเป็นคนชวนเราไปคุยเรื่องฝึกงาน แต่พอไปนั่งปุ๊บเขาก็เปิดเพลงเลยและก็นั่งวิจารณ์เพลงผม

จากนั้นมาน่าจะไม่ถึงเดือน ผมก็ปล่อยเพลง ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง พอเริ่มประสบความสำเร็จก็เลยเหมือนได้ตบหน้า และค่ายเพลงหลาย ๆ ค่าย แม้กระทั่งค่ายที่ปฏิเสธเรา เขาก็ติดต่อมาแสดงความยินดี ผมก็ไม่ค่อยได้ตอบ

สบาย : เขาทักมาจะจ้างงานเรา

ไปรึเปล่า

ตั้ม : ไม่ไปครับ

กระแสตอบรับจากเพลงนี้มากมายท่วมท้นขนาดไหน รับมือไหวไหม

ตั้ม : ช่วงแรกรับมือไม่ไหวครับ โทรศัพท์ผมเมื่อก่อนไม่มีอะไรเลย ใช้เรียน ดูหนัง ทำเพลง ชีวิตมีแค่นั้น ว่าง ๆ โล่ง ๆ ครับ แต่พอลงเพลงไปสัก 1 – 2 อาทิตย์ได้ โทรศัพท์มันเด้ง ๆๆ เปิด TikTok ก็มีเพลงเรา มีคนโทรมาทั้งวัน ถามแบบจะจ้างงาน แล้วก็เพื่อนที่ไม่ได้คุยกันเลยเป็น 10 ปีก็ทักมาคุยด้วย เพิ่งรู้ว่าเราร้องเพลง วุ่นวายไปหมดมีแต่คนเข้ามาหา

สบาย : หนูก็จะล้อ ๆ ตั้ม สวัสดีพี่ชื่อติ๋วน้อง ๆ แม่ต่ายอะไรแบบนี้แบบไปเรื่อยค่ะ (หัวเราะ)

ตั้ม : คือมึงเป็นใครวะ ไม่เคยคุยกันเลย เจอกันแบบในโรงเรียนแค่รอบเดียว (หัวเราะ) ไม่ได้อะไรกับเขาหรอกครับ เราก็ขอบคุณมาก แต่มันแค่แปลกสำหรับเราไง เพราะเมื่อก่อนไม่มีใครสนใจเรา 

เห็นชอบมีคนมาเถียงกันว่าใครเป็นคนร้องเพลงกันแน่

ตั้ม : เราร้องคู่แต่เสียงเราคล้ายกัน ผมเป็นคนเสียงเป็ด ๆ เสียงสูง บายเป็นผู้หญิงเสียงใหญ่ แล้วพอร้องมันก็เลยเข้ากันพอดีจนแยกไม่ออก

จากชื่อเพลง ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง แต่หลังเพลงดังกลับกลายเป็นผู้ถูกเลือกให้สมหวัง กลัวไหมถ้าเกิดว่าดังเพลงเดียว 

ตั้ม : ผมไม่คิดว่าจะดังเพลงเดียว มั่นใจ แต่คิดว่าเพลงอื่นไม่น่าจะดังเท่าเพลงนี้แล้วแหละ แค่ประครองให้วงเราอยู่ได้ ซึ่งก็พยายามหาทางอยู่ครับ 

ผมก็มีไปคุยกับค่ายหลาย ๆ ค่าย แต่ก็มานั่งคิดอยู่ว่าเราจะเอายังไงดี เรียกว่าทุกวงก็มีระยะเวลาเป็นของตัวเอง หมายถึง ไม่ใช่ทุกวงที่จะอยู่ไปตลอด ยิ่งพวกวงอินดี้ เดี๋ยวแป๊บ ๆ มันก็เปลี่ยนแล้ว

สบาย : มีหน้าใหม่ขึ้นมาเยอะมาก ใครก็ใช้คำว่าอินดี้ได้

กดดันไหมกับเพลงต่อไป

ตั้ม : ไม่ได้กดดันเลย เรียกว่าไม่ได้สนใจมากกว่าครับ

สบาย : เราฟังแล้วชอบก็โอเคแล้ว

ตั้ม : เอาจริง มันดูแย่นะ ผมแคร์แฟนคลับเหมือนกันแต่ก็เหมือนไม่ได้แคร์เท่าไหร่

หมายความว่า

สบาย : เราว่าแฟนคลับชอบสิ่งที่เราชอบ

ตั้ม : อืม เราไม่ได้แคร์ความคิดเห็นใคร บางทีมีคนมาเมนต์แม้กระทั่งรายละเอียดเบส เบสเบาไป เสียงร้องทำไมสูงจัง ผมแคร์แค่คนที่ชอบ ก็เลยไม่ได้สนใจครับว่ามันจะเป็นยังไง เพราะเมื่อก่อนวิวหลักหมื่นเราก็อยู่ได้ เราก็ยังทำมันต่อ ผมทำวงมาแค่ปีเดียวแต่ว่าปล่อยมา 10 เพลง ซึ่งผมทำคนเดียวหมดเลยเพราะไม่มีตังค์จ้างใคร

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

ระยะเวลา 1 ปี 10 เพลง กับยอดวิวหลักหมื่น มีท้อบ้างไหม

ตั้ม : มีท้อแค่แวบเดียวก็กลับมา เป็นโชคดีของเราที่ยังเรียนไม่จบ ผมเรียนไปด้วย รับงานนอกไปด้วย รับงานลูกค้า แต่งเพลง ทำเพลงโฆษณา แต่ถ้าเรียนจบคงท้อกว่านี้เพราะต้องไปทำงานประจำ อาจจะหมดเวลา หมดไฟ

แสดงว่า 10 เพลงที่ผ่านมา ทำด้วยแพสชันล้วน ๆ

ตั้ม : ใช่

ถามจริง อยากดังไหม

ตั้ม : ไม่เลยครับ คือวิวน้อยไม่ได้แปลว่าเพลงไม่ดีนะ แต่คนคงไม่เจอแค่นั้นเอง ถ้าเมื่อไหร่คนเจอเดี๋ยวมันก็มาเอง เราก็สู้ทำไปเรื่อย ๆ ผมดูจากศิลปินต่างประเทศ อย่าง Katy Perry ทำเพลง 3 อัลบั้มกว่าจะดัง ซึ่งผมก็คิดว่า ไอ้เชี่ยเราทำแค่ 10 เพลง แค่อัลบั้มเดียวเอง เขายังสู้เลย เราทำเยอะก็มีเพลงเล่นสดเยอะ ผมคิดแค่นั้น มันดันมาดังเพลงที่ 10 แต่ถ้าไม่ดังก็ยังทำต่อครับ

แต่เพลงแรก ๆ อย่าง คุณจะไปแคร์เหี้ยอะไร ดูแตกต่างจาก ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง มาก 

ตั้ม : ผมไม่ได้มองว่าต้องทำอะไรเหมือนเดิม มนุษย์ทุกคนมีเส้นทางการเดินที่แตกต่างกันจริง ๆ เราแต่งเพลงป๊อปมานานแล้ว แต่ผมแค่อยากเปิดด้วยเพลงที่แสดงความเป็นตัวเองก่อน ซึ่งรู้อยู่แล้วว่ามันไม่มีคนฟัง แต่มันมีความพิเศษ คนจะฟังเยอะฟังน้อยเราไม่ได้สนใจ 

แล้วทั้งสองคนเป็นคนไม่ค่อยแคร์เหี้ยอะไรรึเปล่า

สบาย : เมื่อก่อนหนูยังฝืนที่จะไม่แคร์ค่ะ เพราะว่าหนูอยากดัดนิสัยตัวเอง แต่ตอนนี้คือไม่แคร์จริง ๆ ค่ะ (หัวเราะ) ถ้าแฟนคลับมาเจอเราไปตลาด จะเห็นใส่กางเกงลายสก็อตหรือกางเกงลายชบาออกมาซื้อส้มตำเป็นปกติ 

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด
จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

เป้าหมายยิ่งใหญ่ที่สุดที่เรนิษราจินตนาการไว้คือ

ตั้ม : หาเงินครับ จริง ๆ ด้วยความที่ไม่ค่อยมีเงิน เราก็แค่ทำเพื่อหาเงิน มีหลาย ๆ คนถามว่ามีเฟสติวัลในฝันไหมที่อยากขึ้น ผมตอบว่าไม่มีนะครับ แต่ผมขึ้นได้ทุกเวที ถ้าเขาเชิญไปเล่นเราก็ไปสนุกได้ แต่ผมไม่ได้มีความฝันว่าเราต้องการไปตรงนั้น ผมอาจจะชอบ The Beatles ด้วยแหละ เขาเป็นวงที่ไม่ค่อยได้ทัวร์และเขาปล่อยเพลงถี่มาก 

แต่ถ้าไม่ใช่เรื่องเงิน ก็อาจจะแค่มีเพลงอมตะที่ฟังได้ตลอด อีก 10 ปีก็ยังฟังเพลงนี้อยู่ อยากเป็น Radio Star ไม่ได้อยากเป็น Video Star เหมือนที่ ไมเคิล แจ็คสัน เคยมีดราม่า 

แล้วบายล่ะ 

สบาย : ถ้าเป็นตอน ม.ปลาย จะอยากไปโคเชลล่า แต่บายเป็นเด็กอ้วนด้วยค่ะ (หัวเราะ) พอมาทำเพลงจริง ๆ ก็เลยมีความฝันว่าอยากกินก๋วยเตี๋ยวพิเศษโดยที่ไม่ต้องคิดว่าถ้าเพิ่มเงินมา 5 บาท แล้วจะเสียดายเงิน

ตั้ม : สรุปเราคือพวกงกนั่นเอง

แล้วในมุมของศิลปิน คิดว่าอีก 10 ปีข้างหน้า กลับมาฟังเพลงตัวเองจะรู้สึกยังไง

ตั้ม : ถ้าคิดล่วงหน้าในตอนนี้ ผมก็มองว่าเป็นวัยครับ มันดีที่สุดแล้วในตอนนั้น ผมเป็นคนไม่ค่อยเสียดายกับสิ่งที่ตัวเองทำในอดีตเท่าไหร่ รู้สึกว่าถ้าไม่มีเราในอดีตก็ไม่มีเราในวันนี้ เราแก้มันไม่ได้ 

ฟังเพลงเรนิษราตอนไหนถึงจะเพราะที่สุด

สบาย : ส่วนใหญ่เป็นเพลงเศร้าอะ อาจจะต้องช่วงที่เศร้า ๆ หน่อย

ตั้ม :  ผมมองว่าเป็นเพลงฟังสบาย จังหวะไม่ได้เร็วไม่ได้ช้า ฟังตอนขับรถคงจะเพลิน 

ในฐานะที่พวกคุณคุยกับ The Cloud เป็นที่แรก ขอ 1 เรื่องเข้าใจผิดที่อยากแก้ข่าว

สบาย : แรก ๆ เวลาคนบอกว่าหนูเป็นกะเทย หนูก็หงุดหงิด แต่หลัง ๆ นี้เขามาถามว่าเป็นผู้หญิงหรือกะเทย หนูก็ตอบไปเลยว่าเป็นชายแท้ที่ไว้ผมยาว แล้วก็ชอบแต่งหน้าเหมือนแดร็กควีน หนูรำคาญ (หัวเราะ)

ตั้ม : แต่เป็นกะเทยก็ได้ น่ารักดีนะ

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load