“สวัสดีบิวกิ้น เป็นไงบ้าง”

“สบายดีครับผม” เสียงชายวัยรุ่นจากอีกฝั่งของโปรแกรม Zoom ตอบกลับมาพร้อมสีหน้าที่สดใส 

ช่วงนี้ไม่ว่าใครก็ทำงานออนไลน์จากที่บ้าน แม้แต่การสัมภาษณ์ครั้งนี้ก็ด้วย (จริงๆ ผู้อ่านก็อ่านออนไลน์ด้วยนี่นา)

เรานัดกับ บิวกิ้น-พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล เช้าตรู่ในวันทำงาน ชวนพูดคุยเกี่ยวกับชีวิต บิวกิ้น ในช่วงนี้ เนื่องจากเขากำลังมีผลงานใหม่ 

billkin เด็กชายที่เคยเดินไปขอแม่ร้องเพลง ในวันที่ตั้งใจเป็นศิลปินให้คนชอบจากผลงาน

ทุกคนรู้ แฟนคลับยิ่งรู้ แปลรักฉันด้วยใจเธอ Part 2 จะฉายวันที่ 27 พฤษภาคม มั่นใจว่าแฟนๆ หลายคนกำลังตั้งตารอคอยซีรีส์เรื่องนี้อย่างใจจด กระแสดีตั้งแต่วันเปิดตัวภาพโปสเตอร์ ชาวเน็ตก็แชร์ว่อนไทม์ไลน์   

ตั้งแต่เข้าวงการมา บิวกิ้นคือเด็กหนุ่มที่มีพลังเหลือล้น สดใส เขาทำงานที่ตัวเองรักทั้งการด้านแสดงและร้องเพลงอย่างสุดความสามารถ เติบโตผ่านการทำงานที่มากฝีมือขึ้นอย่างเห็นได้ชัด  

อีกด้านหนึ่ง เขาคือนักศึกษามหาวิทยาลัยชั้นปี 3 จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ที่กำลังจะเรียนจบในเทอมหน้า บิวกิ้นใช้เวลาเพียง 3 ปีครึ่งสำหรับจบการศึกษาจากรั้วธรรมศาสตร์ ช่วงนี้เขาเลยต้องเรียนออนไลน์วนไป พร้อมโปรโมตซีรีส์ แปลรักฉันด้วยใจเธอ Part 2 ไปด้วย

เรารู้จักบิวกิ้นครั้งแรกจากบทหมอเต่า ซีรีส์ รักฉุดใจนายฉุกเฉิน My Ambulance นักศึกษาแพทย์ Extern สุดขี้เล่น ด้วยบทส่งให้คนดูรักตัวละครหมอเต่ากันทั่วบ้านทั่วเมือง ยิ่งซีนหมอเต่าเสียชีวิต บิวกิ้นก็แสดงได้บีบหัวใจคนดูสุดๆ เรียกได้ว่าร้องไห้กันเต็มทวิตเตอร์เลยทีเดียว และทุกคนยังได้รับรู้ว่าเขาร้องเพลงเพราะมากจากซีรีส์เรื่องนี้ (มีใครในที่นี้หลงรักซีนที่เขาร้องเพลง หนาวนี้ เหมือนกันบ้างไหม เราคือเพื่อนกัน!)

หนึ่งปีถัดมา บิวกิ้นมีผลงานอย่างต่อเนื่อง รวมถึง แปลรักฉันด้วยใจเธอ เขารับบทเป็นเต๋ ตัวเอกหลักของเรื่อง และร้องเพลงประกอบเช่นเคย

“สนุกกับชีวิต ทำตามแพสชัน เรียนรู้ไปตลอด และสำคัญที่สุด คือเราต้องสุขกับทุกอย่าง” นี่คือประโยคอธิบายตัวตนของศิลปิน-นักแสดง ในช่วงเวลานี้ได้เป็นอย่างดี

ขอให้ทุกคนอ่านบทสนทนาออนไลน์ด้านล่างนี้อย่างมีความสุข ขอกระซิบอีกนิดว่า ภาพประกอบในบทสัมภาษณ์นี้ เราส่งกล้องฟิล์ม 2 ม้วน ไปให้เขาถ่ายตัวเอง แต่ก็ถ่าย… (ไม่บอกดีกว่า)

และหากใครจะเปิดเพลย์ลิสต์ของบิวกิ้นคลอไปด้วยก็ไม่ว่ากัน

บิวกิ้น เด็กชายที่เคยเดินไปขอแม่ร้องเพลง ในวันที่ตั้งใจเป็นศิลปินให้คนชอบจากผลงาน
01

รู้งี้ฟังตั้งนานแล้ว

ขออนุญาตจิ้นเพลงล่าสุดหน่อย ‘รู้งี้เป็นแฟนกันตั้งนานแล้ว’ ร้องคู่กับพีพี (กฤษฏ์ อำนวยเดชกร) ด้วย

เพลงนี้เป็นซิงเกิลแรกจากซีรีส์ แปลรักฉันด้วยใจเธอ Part 2 ครับ ผมกับพีพีได้เข้าไปแชร์มุมมองหลายอย่างเลย จริงๆ มันมาจากคอนเซปต์ของซีรีส์ ยึดมาจากเขาต้องการเพลงประมาณไหน สิ่งที่เราเข้าไปแชร์คือส่วนรายละเอียดของเพลง พวกคำต่างๆ เสน่ห์มันคือ การถูกหยิบไปเป็นเนื้อร้องหรือทำนองของเพลง

เหมือนได้ช่วยแต่งเลย แล้วไปแชร์อะไรบ้าง

อย่างพีพี เขาแชร์มุมมองของคนธรรมดาที่ห่วงกันทุกเวลา อย่างของผมเป็นมุมมองว่า เรามีเธอคอยเป็นเซฟโซนนะ กลายเป็นประโยคที่ร้องว่า ‘Never be alone มีเธอคอยเป็น Safe Zone เหนื่อยแค่ไหนก็หายแค่มีคนหนึ่งให้ซบไหล่’ ท่อนนี้เป็นคำที่ออกมาจากอินเนอร์ของตัวเอง รู้สึกว่าเวลาเราอยู่กับคนที่สบายใจหรืออยู่กับแฟน เหมือนได้อยู่ในเซฟโซน 

บิวกิ้น เด็กชายที่เคยเดินไปขอแม่ร้องเพลง ในวันที่ตั้งใจเป็นศิลปินให้คนชอบจากผลงาน
บิวกิ้น เด็กชายที่เคยเดินไปขอแม่ร้องเพลง ในวันที่ตั้งใจเป็นศิลปินให้คนชอบจากผลงาน

ตัวบิวกิ้นมีส่วนกับเพลงนี้เยอะเหมือนกันนะ

ได้มีส่วนร่วมเยอะสุดเท่าที่ทำเพลงมาเลย เพราะว่าเราได้เห็นการเติบโตของเพลงตั้งแต่ดราฟต์แรก จริงๆ ไม่ได้ตัดสินอะไรมาก ส่วนใหญ่ก็ช่วยคอมเมนต์ เหมือนเข้ามาฝึก มาศึกษางานมากกว่า

มีเต้นด้วย ไม่ค่อยเห็น

เป็นเพลงแรกที่เต้น เพราะปกติจะร้องเพลงช้า ท่าเต้นน่ารักเลย ซึ่งผมว่ามันไม่ง่าย ประหม่ามาก มันแบบเขินไปหมด (ยิ้ม)

แล้วปกติชอบร้องเพลงช้า ยืนร้องนิ่งๆ หรือชอบเพลงแบบเต้นๆ

โดยธรรมชาติผมชอบร้องเพลงช้าครับ ชอบร้องเพลงที่ไม่มี Movement เยอะ แบบยืนนิ่งๆ (หัวเราะ) ความชอบของเราต่อการร้องเพลงคือการใช้เสียง ค่อยๆ เรียนรู้เทคนิกการร้องไปทีละอย่าง เรียนรู้ช่องเสียง Head Tone, Chest Tone, Mix Voice หรือว่าการทำ Vibrato เรียนรู้เรื่อง Dynamic เพลง เราชอบเรียนรู้จากเทคนิค การร้องเพลงช้ามันทำให้ได้ฝึกเทคนิคพวกนี้ พอเรียนรู้แล้วก็เท่ากับเราเข้าใจการร้องเพลงมากขึ้น

จริงๆ มันยังมีเรื่องของอารมณ์ การสื่อสารความหมายอีกนะ อย่างเพลง รู้งี้เป็นแฟนกันตั้งนานแล้ว เราได้ลองทำ ได้เรียนรู้วิธีการร้องเพลงอีกแนวบ้าง มันก็สนุกไปอีกแบบหนึ่ง เดี๋ยวนี้เริ่มฝึกมี Movement บ้าง เต้นเล็กๆ น้อยๆ บ้างก็สนุกดี

แต่ท่าเต้นน่ารักดีนะ ไม่ได้หลุดจากความเป็นบิวกิ้นขนาดนั้น แล้วก็ลงตัวกับความเป็นบิวกิ้นและพีพีด้วย 

ใช่ๆ จริงๆ อันนี้ผมว่ามันเป็นการเติบโตของผมเลย เป็นอีกก้าวหนึ่งที่ได้เห็นจริงๆ ว่าเรามีพัฒนาการในการทำเพลงยังไง เพราะเราไม่เคยมีเพลงที่มันเป็นจังหวะ Medium อย่างนี้ หรือเพลงแบบแนวน่ารักๆ ขนาดนี้ หลังปล่อยเพลงไปคนฟังชอบ เราเองก็ดีใจครับ 

ตอนถ่ายทำมิวสิกวิดีโอ มีเรื่องการสื่อสารความหมายต่างๆ สื่อสารอารมณ์อีกแบบ มีการ Blogging แล้วก็มีเซ็ตฉากของซีรีส์ แปลรักฉันด้วยใจเธอ Part 2 ด้วย แตกต่างไปจากเพลงช้าที่เคยร้อง ส่วนใหญ่เน้นแอคติ้ง แล้วเราร้องไลน์ซิงก์เพื่อสื่อความหมาย 

“สนุกกับชีวิต ทำตามแพสชัน เรียนรู้ไปตลอด และสำคัญที่สุด คือเราต้องสุขกับทุกอย่าง” บิวกิ้น-พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล
02

เด็กชายที่เดินไปบอกแม่ว่าขอร้องเพลงอีก

ค้นพบความสามารถด้านการร้องเพลงของตัวเองตั้งแต่เมื่อไหร่

ตอนเด็กๆ ช่วงซัมเมอร์ อยู่บ้านไม่มีอะไรทำ หม่าม้าก็ส่งไปเรียนเต้น ไปเรียนคอมพิวเตอร์ ไปเรียนภาษาอังกฤษ ไปเรียนร้องเพลง ไปเรียนภาษาจีน เหมือนเขาพยามให้เราไปลองเรียนรู้สกิลล์หลายๆ อย่าง แต่ที่ผมชอบคือร้องเพลง ชอบมากเวลาได้วอร์มเสียงหรือได้ร้องเพลงในคลาส เราเดินไปบอกหม่าม้าว่าเราอยากเรียนร้องเพลงอีก ตอนนี้เราเริ่มลุกขึ้นมาสร้างตัวตนด้านการร้องเพลง หาเรื่องราวมาเล่าเอง เหมือนเราเป็นผู้กำกับเองแล้วเหมือนกัน

ที่ผ่านมาได้ทำเพลงกับหลายคนทั้ง TangBadVoice, โอม Cocktail, อะตอม ชนกันต์, เอก Season Five ฯลฯ นอกจากร้อง แล้วยังช่วยทำอย่างอื่นด้วยไหม

เริ่มจาก You are my everything เพลงนี้ไม่ได้มีส่วนร่วมกับพาร์ทโปรดักชันนะ เราก็ฟังเดโม่ เรารับผิดชอบแค่ส่วนของเราคือเราดีไซน์ร้อง ตีความหมายเพลงว่าท่อนไหนมันสื่อถึงความหมายอะไร 

เพลงที่สองคือ กอดในใจ เริ่มได้แชร์ไอเดีย แชร์ประสบการณ์ของเราที่ตรงกับคอนเซปต์เพลง แต่ยังใช้ไม่ค่อยได้เท่าไหร่ เรายัง Shape ไอเดียไม่ค่อยคม

ต่อมาเป็นพวกเพลงประกอบ แปลรักฉันด้วยใจเธอ มันมีอินเนอร์เรื่องเล่าชัดเจนอยู่แล้ว เรามีโอกาสไปลองทำงานกับพี่ๆ โปรดิวเซอร์กับหลายคน ทั้งพี่โอม Cocktail, พี่อะตอม, พี่เอก Season Five, พี่แอ้ม ผมรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่เจ๋งมาก เพราะเหมือนได้ทำงานกับผู้กำกับแต่ละคนเลย เขามีวิธีการเล่าเรื่องหรือมีรสนิยมส่วนตัวที่ต่างกันหมดเลย

สมมติว่าให้เลือกเพลงที่ตัวเองร้องเป็นชีวิตตอนนี้ จะเลือกเพลงอะไร

อืม น่าจะเพลง คิดไม่ออก เพราะตอนนี้ผมคิดไม่ออกว่าเป็นเพลงไหน (หัวเราะ) คือจริงๆ ผมทัชกับหลายเพลง ชอบฟังเพลงตามอารมณ์ 

เพลงนี้ทำกับพี่ตั้ง TangBadVoice เราสนิทกันเพราะเขาเป็นทีมงานเรื่อง แปลรักฉันด้วยใจเธอ เป็นคนกำกับเอ็มวีเพลง กีดกัน เป็นคนน่ารักครับ นิสัยดี เหมือนเป็นเพื่อนกันทั้งที่อายุห่างกันเกือบสิบปีเลย คนนี้เก่งรอบด้านมาก ช่วงต้นปีเขามาชวน ก็ตกลงเลย ผมว่าพี่ตั้งเขาเก่ง วิธีการเล่าเรื่องหรือประเด็นที่ชอบหยิบมาเล่า คำในท่อนแรปมันคาแรกเตอร์จัดเลยอะ ไม่มีใครทำแบบนี้

“สนุกกับชีวิต ทำตามแพสชัน เรียนรู้ไปตลอด และสำคัญที่สุด คือเราต้องสุขกับทุกอย่าง” บิวกิ้น-พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล

แล้วเราชอบเพลงแนวไหน 

จริงๆ ชอบฟังแจ๊สครับ

เฮ้ย จริงป่ะ เหมือนกัน

บางคนจะบอกว่าแจ๊สแก่ แต่ผมรู้สึกว่าการฟังดนตรีแจ๊สมันบำบัดผม ผมชอบไปอยู่ใน Jazz Bar นั่งร้าน Saxophone ไปอยู่ Brown Sugar งี้ ชอบมาก

มีอีกที่หนึ่ง Buddha & Pals ตรงนางเลิ้ง ดีเลย 

หรอๆ ใช่ที่พี่ต่อ (ธนภพ ลีรัตนขจร) เล่นเอ็มวีเพลงใหม่ของ POTATO ปะ

ใช่ๆ เราว่าบิวกิ้นน่าจะชอบร้านนี้, ทำไมถึงบอกว่าฟังแจ๊สเป็นการบำบัด

ผมชอบดนตรีที่มันมีความเป็นมนุษย์ ชอบฟังเพลงเก่าๆ เวลาเราฟังเสียงแซกโซโฟนหรือเสียงเปียโนที่มาจากเครื่องเปียโนจริงๆ แล้วมันผ่อนคลาย เราสัมผัสได้ถึง Vibe ที่ดี เห็นภาพของคนที่มีความสุขกับการเล่นเครื่องดนตรี

“สนุกกับชีวิต ทำตามแพสชัน เรียนรู้ไปตลอด และสำคัญที่สุด คือเราต้องสุขกับทุกอย่าง” บิวกิ้น-พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล
“สนุกกับชีวิต ทำตามแพสชัน เรียนรู้ไปตลอด และสำคัญที่สุด คือเราต้องสุขกับทุกอย่าง” บิวกิ้น-พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล
03

จาก ‘I Told Sunset About You’ ถึง ‘I Promised You The Moon’

เล่าถึงซีรีส์ แปลรักฉันด้วยใจเธอ Part 2 หน่อย เข้มข้นขึ้นใช่ไหม

เข้มข้นขึ้นไหมหรอ ผมว่าปัญหามันโตขึ้นมากกว่า มันเป็นเรื่องเล่าคนละเรื่องไปเลย พาร์ตแรกมันเริ่มจากการที่เป็นเพื่อนสนิทกันตอนเด็กแล้วมีปัญหากัน แล้วก็กลับมาเป็นเพื่อนกันใหม่ จนสุดท้ายมันกลับมาคบกัน แต่ว่าไทม์ไลน์ของ พาร์ตสองเรื่องราวต่างออกไป เป็นพาร์ตหลังจากการเป็นแฟนกันแล้ว พอเต๋กับโอ้เอ๋วจบ ม.ปลาย เข้ามหาวิทยาลัย มาใช้ชีวิตเองในกรุงเทพฯ ปัญหาที่มันเกิดขึ้นคนละแบบเลย ชวนให้ติดตามกว่าเดิม ส่วนใหญ่ถ่ายที่กรุงเทพฯ มีแฉลบไปภูเก็ตนิดเดียว

แล้วตัวละครเต๋กับตัวบิวกิ้นเอง จริงๆ มีความเหมือนหรือต่างกันไหม

ต่างกันเยอะเหมือนกันครับ ช่วงเขียนบท พี่บอส (นฤเบศ กูโน) ผู้กำกับ เขาก็ชวนมาแชร์ประสบการณ์วัยเรียนด้วย แชร์เรื่องทัศนคติ เลยมีบางส่วนที่เป็นข้อมูลของเราเหมือนกัน ผสมกับบางส่วนที่เขียนเพิ่มขึ้นให้เป็นตัวละครที่เขาอยากได้ ส่วนของพีพีก็มีคุยและแชร์เหมือนกัน อะไรดีๆ ก็สมมติว่าเป็นผม อะไรไม่ดีก็คิดซะว่าเขาเขียนขึ้นมาก็แล้วกันนะ (หัวเราะ)

ผมว่าเต๋เป็นคนที่ตั้งใจ เป็นคนซีเรียส เวลาทำอะไรมีเป้าหมายชัดเจนว่าเราเป็นใคร เราอยากได้อะไร แล้วต้องทำยังไง วางแผนในชีวิตทุกอย่าง เลยเป็นตัวละครที่มีกลิ่นของความอยากเอาชนะอยู่ในนั้นโดยธรรมชาติ แต่ไม่ได้มีเจตนาไม่ดี  แค่ชอบบรรลุเป้าหมายของตัวเอง ในขณะเดียวกันเต๋ก็เป็นคนที่แคร์คนรอบตัว แคร์โอ้เอ๋วและแคร์คนในครอบครัว เหมือนเต๋จะทำเป็นฟึดฟัด แต่ลึกๆ แคร์ความรู้สึกทุกคนอยู่ ผมว่าคล้ายกับตัวผมตรงนี้ มีความตั้งใจ เอาจริงกับชีวิต และอ่อนไหวต่อความรู้สึกของตัวเองและคนรอบข้าง

แปลรักฉันฯ พาร์ตแรกฉากอ่อนไหวเยอะเหมือนกัน ตอนร้องไห้แสดงอารมณ์ โคตรบีบหัวใจคนดูเลย

ใช่ครับ ผมว่าเรื่อง แปลรักฉันฯ เป็นซีรีส์ที่ค่อนข้างมีความเป็นคนสูง อารมณ์ความรู้สึกซับซ้อน โชคดีที่มีหลายๆ ส่วนใกล้กับตัวผมด้วย ตอนแสดงเลยรู้สึกว่าสะใจมากเลย

สะใจยังไง

ทุกครั้งที่เราได้อ่านบท รู้สึกว่า โอ้โห ท้าทายอะ อยากเล่น อยากทำ อยากเวิร์กช็อปแล้ว ผมจะมีเกณฑ์ของตัวเองอยู่ว่าต้องเล่นได้ประมาณไหน พอถ่ายทำจริง เราจะสังเกตดูอาการพี่บอส ผู้กำกับ ถ้าเขารู้สึกว่าเราเล่นได้ถูกต้อง สีหน้าจะออกเลย เราก็จะรู้ว่าเล่นได้แล้ว ในใจเราจะรู้สึก Yes! ไปเว้ย ไปต่อเว้ย! มันเหมือนมิสชันที่เราต้องเก็บไปเรื่อยๆ มันมากตอนถ่าย เรารู้ว่าเรากำลังจะทำอะไร เราเห็นว่าสิ่งที่เรากำลังทำมันน่าสนุกแค่ไหน เราเลยเตรียมตัวให้ดีที่สุด แล้วพอผมทำมันได้ ผมรู้สึกฟินนะ

“สนุกกับชีวิต ทำตามแพสชัน เรียนรู้ไปตลอด และสำคัญที่สุด คือเราต้องสุขกับทุกอย่าง” บิวกิ้น-พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล
04

ชายหนุ่มวัย 21 ปี กับความเชื่อว่าการแสดงมาจากจิตวิญญาณ

ด้วยชีวิต ด้วยวัย บางบทที่ดูไกลตัว บิวกิ้นตีความหรือมีวิธีการยังไง ถึงถ่ายทอดออกมาได้

ผมว่ามันคือการเอาตัวเองเข้าไปเป็นตัวละคร หมายถึง ถ้าเกิดบทมันไกลตัวเรา หรือว่ามันเป็นอะไรที่เราไม่เคยเจอ ไม่เคยมีประสบการณ์นั้นในชีวิต เราต้องเข้าใจตัวละคร ต้องลองไปรู้สึกกับมันจริงๆ ทั้งจากการอ่านบท การจูนกับผู้กำกับ หรือว่าการทำเวิร์กช็อป ผมว่ามันไม่มีทางเลยที่จะเล่นออกมาให้มันจริง หรือให้มันตรงอินเนอร์ ถ้าเกิดว่าเราไม่เข้าใจ 

ถ้าเล่าให้ชัด ตอนเล่น รักฉุดใจนายฉุกเฉิน ซีนที่ผมกำลังจะตาย เป็นตัวอย่างชัดมาก เพราะผมไม่เคยตาย หรือมีประสบการณ์ใกล้ความตายมาก่อน เราเล่นแล้วเราต้องเชื่อ ต้องเอาตัวเองไปอยู่ในเงื่อนไขของตัวละคร การแสดงมันก็คือเรื่องไม่จริงแหละ แต่พอเราเป็นนักแสดงแล้ว สำหรับเราเรื่องนั้นมันจริงครับ เราต้องทำให้เรื่องมันจริงให้ได้ ถึงจะเป็นการแสดงที่มาจากจิตวิญญาณ

มีบทบาทไหนอีกไหมที่อยากลองเล่น

อีกเยอะเลย พาร์ตการแสดงของตัวผมเองยังค่อนข้างผ่านมาน้อย ถ้าเป็นนักแสดงหลักก็เพิ่งสองสามเรื่องเอง ที่อยากทำ เช่น แนวเขย่าขวัญ (Thriller) กับแนวตลก (Comedy) แต่ก็ต้องดูอีกนะว่าอินกับมันรึเปล่า เรารู้สึกว่าพอมีแพสชันกับมันแล้ว จะทำมันออกมาได้ดี ไม่ได้กำหนดขนาดนั้นว่าอยากทำอะไร อะไรที่ไม่เคยทำผมว่าท้าทายหมด อะไรที่เคยทำแล้ว ผมก็รู้สึกว่าถ้าวนกลับมาใหม่ มันก็ท้าทายตรงที่จะทำยังไงให้เห็นพัฒนาการในการทำงาน งานเพลงก็เหมือนกัน

การแสดงมีความหมายกับตัวคุณยังไง

การแสดงมันคือความสุขครับ พูดจริงๆ เลยนะ อาชีพนักแสดงมันไม่ใช่แค่สิ่งที่เราทำเพื่อหาเงิน แต่ทำเพราะมันสร้างความสุขให้กับชีวิตจริงๆ ทุกวันนี้ผมแทบจะไม่มี Hobby อะไรทำเลย เพราะว่าการได้ทำงานตรงนี้มันเติมเต็มผมไปแล้ว 

ผมไม่ได้มีเป้าหมายทางด้านงานแสดงนะครับว่าต้องประสบความสำเร็จแค่ไหน หรือว่าปีหนึ่งเราจะต้องมีผลงานกี่เรื่อง ผมรู้สึกว่า ณ โมเมนต์นั้นเรามีความสุขกับงานก็พอแล้ว แล้วเราก็ทำให้ได้ดีจากแพสชันของเรานี่แหละ ผมเชื่อว่าถ้าเราอินกับมัน ยังไงก็ต้องออกมาดีแน่นอน แล้วเราจะเต็มที่กับมันไปโดยธรรมชาติเอง 

แต่ประเด็นคือ แพสชันมันสร้างกันไม่ได้ง่ายๆ เป็นปัจจัยในการเลือกงานเหมือนกันนะ มีหลายๆ งานที่เข้ามาแล้วผมไม่ได้เลือกทำ เพราะเราไม่ได้อินกับงานชิ้นนั้น ทำแล้วมันอาจยังไม่เหมาะกับเรา

บิวกิ้น เด็กชายที่เคยเดินไปขอแม่ร้องเพลง ในวันที่ตั้งใจเป็นศิลปินให้คนชอบจากผลงาน
billkin เด็กชายที่เคยเดินไปขอแม่ร้องเพลง ในวันที่ตั้งใจเป็นศิลปินให้คนชอบจากผลงาน

คิดว่าตัวเองโชคดีไหม

ใช่ ผมก็ว่าผมโชคดีนะ พอเราอยากทำอะไรก็มีคนให้โอกาสเรา มีคนให้เราได้ลองความฝันนั้น ไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตจะมีโอกาสได้ทำอะไรแบบนี้ ทั้งด้านการแสดงและด้านเพลง ส่วนหนึ่งเพราะเราเอาจริงเอาจัง ตั้งใจ และมีความสุขกับมันด้วย

สมมติว่าวันนี้บิวกิ้นเป็นคนธรรมดาที่ยังไม่มีใครรู้จัก คิดว่าตัวตนเราจริงๆ อยากมีชื่อเสียงไหม 

เราไม่ได้มองจากชื่อเสียงมาก่อนเลย เวลาทำอะไร เราอยากทำมันให้ดี แล้วชื่อเสียงคือสิ่งที่ตามมาจากคนที่เห็นว่าเราทำสิ่งนั้นแล้ว เขาเห็นคุณค่ามัน แล้วมองเราเป็นเหมือนแม่พิมพ์

เราอยากทำสิ่งที่เรารัก จนทำให้คนเห็นได้และชื่นชอบสิ่งที่เราทำก่อนที่จะมาชอบตัวเรา แบบนี้มันเจ๋งกว่า

เท่าที่คุยกันมา เราว่าคุณเป็นคนรักการเรียนรู้และลงมือทำนะ

ผมชอบ สมมติว่าต้องอยู่บ้านโดยไม่มีอะไรทำสักสองวัน จะรู้สึกว่าชีวิตไม่มีแก่นสารเลย อยู่ไม่ได้ ว่างๆ เราต้องหาอะไรเรียนรู้เข้าไปเรื่อยๆ ให้มีความรู้รอบตัว แต่ช่วงนี้ยุ่งๆ ก็รู้สึกว่าใช้ชีวิตคุ้มค่าดี มันดีนะ ได้สนุกกับชีวิต มีโอกาสได้ลองทำสิ่งที่เราสนุก และทำให้รู้สึกว่าได้ใช้เวลาที่ผ่านมาจนคุ้ม

ขอ 3 คำ ให้อธิบายชีวิตบิวกิ้นในตอนนี้

สามคำใช่ไหมครับ (นิ่งคิด) ผมว่า ความสุข หมายถึงสิ่งสำคัญในชีวิตผม คือเราต้องสุขกับทุกอย่าง แล้วคำที่สองก็คือ วนกลับมาที่ความสุขอีกนั่นแหละ ผมให้คำว่า ความสุขครับ คำเดียวเลย ‘ความสุข ความสุข และความสุข’

แล้วถ้าให้ขอบคุณสักอย่างในชีวิตตอนนี้ล่ะ อยากขอบคุณอะไร

ขอบคุณอะไรสักอย่างหรอ ขอบคุณคนที่ร่วมเดินทางมากับเราทุกคนครับ (ยิ้ม) จริงๆ ที่เรามาถึงตรงนี้ ที่เราสำเร็จได้ ไม่ได้มีเราคนเดียว มีหลายๆ ทีมที่คอยซัพพอร์ตมาตลอด ขอบคุณคนเบื้องหลังที่เสียสละให้เราได้ประสบความสำเร็จไปกับงานของเขาด้วย 

ผมขอบคุณที่ทุกคนให้โอกาสและเชื่อว่าเราทำได้ แล้วก็เติมเต็มแพสชันหรือความสุขของเรา ขอให้เครดิตคนเบื้องหลังทุกคนครับผม 

ขอบคุณบิวกิ้นมาก วันนี้ดีใจที่ได้คุยกัน

ยินดีมาก ไว้คุยกันอีก (ยิ้ม)

ภาพ : บิวกิ้น-พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล

Writer

นิภัทรา นาคสิงห์

ตื่นเช้า ดื่มอเมริกาโน เลี้ยงปลากัด นัดเจอเพื่อนบ่อย แถมยังชอบวง ADOY กับ Catfish and the bottlemen สนุกดี

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

แม้นางงามที่ชื่อ แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส จะไปไม่ถึงฝันในเวทีประกวดระดับจักรวาล แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้หญิงที่ชื่อ แอนชิลี สก็อต-เคมมิส มอบบางสิ่งบางอย่างที่มีคุณค่ามากกว่าความสวยให้กับประเทศไทย

ก่อนที่แฮชแท็ก #RealSizeBeauty จะโลดแล่นอยู่บนหน้าจอมือถือ พร้อมกับรูปภาพผู้คนที่อวดโฉมเรือนร่างของตนด้วยความมั่นใจ 

สำหรับแอนชิลี แสงไฟบนเวทีอาจมีไว้ให้ใครบางคนเฉิดฉาย มงกุฎหรือสายสะพายก็อาจมีไว้แค่เป็นสัญลักษณ์ เธอตั้งใจมาที่นี่เพื่อบอกว่าความสวยไม่เคยมีมาตรฐาน

แอนก้าวขาขึ้นมาบนเวทีนางงามพร้อมกับค่านิยมใหม่สุดกล้าหาญ ด้วยโครงร่างสูงใหญ่ 183 เซนติเมตรของสาวลูกครึ่งออสเตรเลีย-ไทย และร่างกายแข็งแรงแบบฉบับกัปตันทีมวอลเลย์บอล 2 ปีซ้อน แต่ถึงกระนั้นเธอก็ยังฉีกยิ้มกว้าง ทำลายทุกข้อครหา ตอบคำถามอย่างชาญฉลาด ปิดท้ายด้วยการสร้างตำนาน คว้ารางวัลชนะเลิศจากความแตกต่างที่เธอมี 

บอกตามตรงว่าเราเข้าใจได้ทันทีตั้งแต่แรกเห็น ว่านางงามผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดเป็นเช่นไร จากละอองไอแห่งความมั่นใจที่ปกคลุมรอบตัวเธอ และจากทุกคำตอบที่ชัดถ้อยชัดคำ แม้จะมีบางคำถามที่เข้าใจยาก แต่สาวลูกครึ่งก็พยายามอย่างสุดฝีมือ อาจเพราะรู้ว่าทุกการกระทำของเธอจะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนอีกมากมาย ต่อให้แสงไฟบนเวทีจะดับลงแล้วก็ตาม

พบกันคราวนี้ เราขออนุญาตชวนแอนชิลี ในฐานะพรีเซนเตอร์คนใหม่ของคอลเกต กลับไปออดิชันรอบ Keyword อีกครั้งโดยไม่จับเวลา และถามเธอถึงเรื่องราวสำคัญที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มกว้าง 

คอลเกตอ๊อพติคไวท์โอทู,Smile Out Loud,ยิ้มมั่นสวยมั่น,Colgate,แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส,

Keyword No.1 ผู้หญิง

“ผู้หญิงเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังที่สุด เราทุกคนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผู้หญิงคิดในมุมมองที่แตกต่าง ผู้หญิงไม่อยากทำเหมือนใคร ไม่มีอะไรจะให้พลังผู้หญิงมากไปกว่าการที่ผู้หญิงให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เพื่อให้เราได้เป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ เมื่อไรที่คุณยอมรับในสิ่งที่คุณเป็น เมื่อนั้นคุณจะสู้สุดกำลัง และจะไม่มีใครหยุดยั้งคุณได้”

ชีวิตเปลี่ยนไปยังไงบ้างหลังจบการประกวด

เปลี่ยนมาก จากคนที่มีชีวิตสนุกมาก เที่ยวทะเล อาบแดด อิสระ ไม่มีข้อจำกัด หลังได้มงกุฎ เรารู้ว่าเราเป็นต้นแบบให้กับใครหลายคน เรามีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ 

เพราะแอนเชื่อว่าเด็ก ๆ ที่กำลังมองอยู่เขาจะเลียนแบบหลายอย่างที่แอนทำ ซึ่งเด็กเหล่านี้เขาต้องการ Role Model ที่ดี ที่ไม่ได้สอนอะไรผิด ๆ ให้เขา แอนเลยตั้งใจย้อนกลับมาดูตัวเองว่าแอนเป็นคนยังไง เราจะพัฒนาตัวเองยังไงให้เด็กพวกนี้เติบโตมาในโลกที่ไม่วัดคุณค่าของเขาจากรูปร่าง ที่ปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเคารพ กล้าที่จะพูด แต่ขณะเดียวกันก็ให้เกียรติคนอื่นด้วย 

ถ้า Role Model ของเด็ก ๆ คือแอน แล้ว Role Model ของแอนคือใคร

คุณพ่อค่ะ เขาเป็นคนที่ฉลาดมาก ไม่เคยหยุดเรียนรู้ ไม่เคยคิดว่าตัวเองรู้เยอะเกินไป ถ้าไม่รู้อะไรเขาจะยอมรับว่าไม่รู้ เขาเลือกด้วยว่าอะไรที่ควรใช้เวลา อะไรไม่ควร แล้วเขาก็เชื่อว่าทุกคนมีข้อดีในตัวเอง 

คุณหยิบอะไรจากพ่อมาปรับใช้กับตัวเองบ้าง

My curiosity ความอยากรู้ แอนชอบการเรียนรู้มาก (ลากเสียง) อยากรู้อะไรก็จะอ่าน แล้วก็การฟัง พ่อเป็นคนที่ตั้งใจฟังมาก พ่อฟังโดยไม่ได้คิดว่าจะตอบอะไร แต่คิดว่าจะช่วยเขาได้ยังไง

คอลเกตอ๊อพติคไวท์โอทู,Smile Out Loud,ยิ้มมั่นสวยมั่น,Colgate,แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส,

คุณเป็นคนมั่นใจแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร

แอนมั่นใจตั้งแต่เด็ก เพราะแอนไม่เคยมองคุณค่าของตัวเองหรือคนอื่นจากภายนอก คุณค่าของแอนไม่ได้มาจากภาพลักษณ์ เสื้อผ้าที่แอนใส่ จากสิว กระบนใบหน้า หรือแผลเป็น 

แอนเห็นคุณค่าของตัวเองจากการคิดว่า ฉันปฏิบัติต่อคนอื่นดีไหม ฉันพัฒนาตัวเองตลอดไหม ฉันช่วยเหลือเพื่อนหรือเปล่า แอนมองแบบนั้นแทน แอนไม่เคยไม่มั่นใจเรื่องรูปร่าง มันไม่ใช่เรื่องที่แอนคิดในชีวิตประจำวัน 

พอเรากลับมาไทย แล้วเรามีหุ่นฝรั่ง ชอบมีคนบอกว่าเราอ้วน เราตัวใหญ่ คือปฏิเสธไม่ได้ว่าบางทีก็เจ็บ แต่กลับมาคิดดูแล้ว แอนว่ามันเป็นโอกาสมากกว่าที่เราจะพูดเรื่องนี้ 

ทุกวันนี้เวลาโดนว่าเรื่องหุ่น ความมั่นใจของแอนมาจากแคมเปญ #RealSizeBeauty แอนเชื่อว่ามันไม่ได้เป็นแคมเปญที่แอนสร้างมาเอง แต่มันเป็นของทุกคนที่ร่วมกันสร้างแรงบันดาลใจ

รู้ไหมว่าหลายคนไม่ได้ชื่นชอบคุณแค่เพราะหุ่นหรือหน้าตา แต่ชอบเพราะสิ่งที่คุณทำ 

เวลาคนมาพูดว่าชอบทัศนคติ ชอบความคิดของแอน แอนภูมิใจมาก เพราะคนเห็นคุณค่าของแอนที่ไม่ได้มาจากภายนอก แอนขอบคุณพ่อแม่ที่สอนแอนมาอย่างดี แล้วก็ทำให้แอนเป็นคนที่พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ แอนคิดว่าการเลี้ยงลูกเป็นสิ่งที่ยากมาก ๆ อยากขอบคุณที่เขาใช้เวลากับแอน 

แสดงว่าการเลี้ยงดูของครอบครัวส่งผลต่อความมั่นใจ

การที่แอนเป็นผู้หญิงแบบทุกวันนี้ แอนต้องยกความดีความชอบให้คุณพ่อ คุณแม่ น้องชาย เพราะเขาจะถามตลอดว่าเรียนเป็นยังไงบ้าง เรียนหนังสือเพิ่มไหม ถามว่าแอนปฏิบัติต่อเพื่อนที่โรงเรียนยังไง เขาสอนให้แอนเคารพความเป็นมนุษย์ของคนอื่น และทุกคนมีศักดิ์ศรีในตัวเอง 

ความมั่นใจเลยมาจากข้างใน จากจิตใจของแอนเอง สะท้อนออกมาว่าแอนเป็นคนแบบไหน แอนให้ของขวัญคนไหม ทำกับข้าวให้คนกินรึเปล่า ไม่เคยมีอะไรมาจากรูปลักษณ์ภายนอกของแอนเลย

ฟังดูเหมือนคุณเป็นเด็กที่เติบโตมาอย่างดี แล้วเริ่มรู้ตัวตอนไหนว่า Beauty Standard ส่งผลกับชีวิต

แอนเคยไปแคสงานตอนอายุ 13 ปี แล้วโดนบอกให้ไปลดน้ำหนัก 10 กิโล ตอนนั้นแอนยังไม่รู้เลยว่า Beauty Standard คืออะไร เพราะยังเด็กมาก จำได้แค่เราโกรธ แต่ไม่รู้ว่าโกรธอะไร แล้วแอนก็กลับไปคิด ว่าทำไมเราต้องลดน้ำหนักด้วย เราก็ยังเรียนดี เพื่อนก็ยังรักเรา เล่นกีฬาก็ได้ มันเกี่ยวอะไรกับน้ำหนัก 

แอนโดนล้อเรื่องปากเยอะมากด้วย เพราะแอนเป็นคนปากใหญ่ เคยกลับไปบ้านแล้วร้องไห้ถามคุณแม่ว่า ‘Mom, Can I make my lips smaller?’ ให้เขาตัดปากออกให้เล็กลงได้ไหม แต่สังคมมันเปลี่ยนไปแล้ว 

เช่น เรื่องหุ่น เมื่อก่อน Muscular Body หุ่นแบบนักกีฬา มีกล้ามเนื้อ เขาไม่ค่อยชอบกัน ทุกวันนี้คือแสดงถึงความแข็งแรง สวยมาก 

ทำไมเราต้องมาเป็นเหยื่อของมาตรฐานสังคมที่ไม่เหมือนเดิมตลอดเวลา แค่ฉลองให้ตัวเอง เป็นตัวของตัวเอง ถามตัวเองให้มั่นใจว่าฉันชอบตัวเองแล้วหรือยัง แอนคิดว่าชีวิตจะสบายขึ้น เป็นอิสระ ไม่ต้องคอยต่อสู้กับตัวเอง

โตมาแบบฝรั่ง มีความมั่นใจเต็มเปี่ยม สนุกกับการเล่นกีฬา ทำไมคุณถึงต้องมาประกวดนางงาม

เราเป็นลูกครึ่ง มีคุณยายคนไทยที่การดูนางงามคือความสุขของเขา อยากให้หลานเป็นตั้งแต่เด็ก คุณแม่ก็ชอบแซวให้เราเป็น แอนก็ไม่เคยคิดว่าจะไปเป็นนะ แค่เก็บไว้ในใจตัวเองว่า โอเค อาจจะไปก็ได้ แต่แอนรู้ว่าถ้าแอนจะไปประกวดหรือไปทำอะไร แอนต้องมีจุดประสงค์ 

ตอนย้ายกลับไปออสเตรเลีย แอนเห็นวัฒนธรรมที่แตกต่างกันมาก โดยเฉพาะเรื่อง Beauty Standard ที่ออสเตรเลียมันก้าวผ่านไปได้แล้ว ถึงเวลาที่ประเทศไทยของเราควรสนับสนุนเรื่องนี้ แอนเลยมาประกวดด้วยจุดประสงค์ที่อยากช่วยเหลือสังคม

คิดยังไงถึงกล้าทำเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีนางงามที่มีมาตรฐานกำหนดชัดเจน

แอนเห็นว่ามันจำเป็น สิ่งที่แอนกำลังทำคือสิ่งที่สังคมต้องการ 

ถ้าเราอยากทำเพื่อสังคมจริง ๆ เราจะไม่กลัวว่าใครจะว่าอะไรไหม ความกล้าหาญมันจะมาเอง แต่ก็ต้องยอมรับว่าทีมที่ส่งแอนไป ครอบครัวแอน สนับสนุนทุกอย่าง นี่เป็นจุดแข็งของแอน มีพวกเขาเป็นพื้นที่ปลอดภัย ทำให้แอนหยัดยืนได้ตลอด แอนก็เลยมีความกล้า เพราะแอนรู้ว่าถ้าไม่ประสบความสำเร็จ เรายังมีคนอยู่ข้าง ๆ

ชีวิตที่เปลี่ยนอดีตให้เป็นพลังของ แอนชิลี ผู้หญิงที่เชื่อว่าความสวยไม่ต้องมีมาตรฐาน

Keyword No.2 ความสวย

ความสวยจะออกมาจากตัวตนที่แท้จริงข้างใน สะท้อนให้เห็นว่าคุณเป็นใครในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง คุณมีวิธีปฏิบัติหรือโต้ตอบกับเพื่อนมนุษย์อย่างไร สิ่งที่งดงามที่สุดคือการที่คุณอนุญาตให้ตัวเองเปล่งประกาย มอบทุกความจริงใจ มอบทุกความสุขให้คนอื่นได้สัมผัส 

“เราจะสวยได้มากกว่าถ้าเราทุกคนแตกต่างกัน เพราะความสวยนั้นหลากหลาย เป็นเอกลักษณ์ เป็นตัวคุณ แอนหวังว่าคุณจะเฉลิมฉลองและภาคภูมิใจกับการเป็นตัวเอง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม”

นอกจากเรื่องรูปร่าง คุณเคยโดนล้อเรื่องอะไรอีกบ้างไหม

ส่วนมากจะเป็นเรื่องเชื้อชาติ ด้วยความที่เราเป็นลูกครึ่ง เขาจะเรียกเราว่า ‘ฝรั่ง’ ซึ่งทำให้เรารู้สึกแปลกแยกมาก แต่แอนโชคดีที่คุณพ่อเป็นคนบอกว่า หนูเกิดที่ไทย เติบโตที่ไทย ความคิด ทัศนคติ การเคารพผู้ใหญ่ มันมาจากการที่หนูเป็นคนไทย ถึงแม้รูปร่างหน้าตาอาจจะไม่ใช่ แต่ข้างในเราเป็นคนไทย

หรือความ Feminine แอนไม่ค่อยได้ทำตัวเหมือนผู้หญิงหวาน ๆ แอนเป็นคนพูดเยอะ พูดเก่ง กล้าแสดงออก ไม่ใช่ผู้หญิงที่ตรงตามวัฒนธรรมไทย เขาจะชอบแซวกันว่า ‘เป็นแบบนี้จะหาแฟนได้ไหมเนี่ย’ 

อีกเรื่องคือฟันกระต่ายของแอน ตอนเด็ก ๆ โดนล้อเยอะมากนะ เมื่อก่อนก็ไม่ค่อยยิ้มโชว์ฟัน เพราะไม่อยากโดนเรียกว่ากระต่าย บางคนอาจจะคิดว่าน่ารัก แต่แอนไม่ค่อยมั่นใจ 

ตอนนั้นคุณผ่านมาได้ยังไง

เราเริ่มหัวเราะกลับ เพื่อนเรียกเราว่า Bugs Bunny แอนก็ตอบกลับว่า Yes, I am. มันเป็นสัญลักษณ์ของแอน แอนเป็นคนปากใหญ่ ยิ้มก็ต้องใหญ่ แอนเลือกไม่ให้คำพูดของคนอื่นมีผลกระทบกับชีวิต 

แอนเชื่อว่าไม่มีใครฟันไม่สวย มันคือเอกลักษณ์ของเขา ต่อให้โดนล้อเรื่องฟันกระต่ายเยอะมาก แต่ฟันคู่นี้ก็ทำให้แอนเป็นแอน เวลาแอนยิ้ม คนจะยิ้มตาม เพราะแอนยิ้มแบบจริงใจ ยิ้มแบบ Smile Out Loud ถ้าเรายิ้มแล้วคนอื่นมีความสุข ทำไมเราจะไม่ยิ้ม 

สำหรับคนที่ต้องการกำลังใจ ไม่ว่ารอยยิ้มของคุณจะเป็นแบบไหน ทุกคนสวยได้ในแบบของตัวเอง รอยยิ้มของทุกคนแตกต่างกันก็จริง แต่สิ่งที่เหมือนกันคือคุณกำลังเติมความสดใสให้กับโลก ไม่ต้องกังวลค่ะ

เพราะอะไรทุกคนถึงต้องยอมรับตัวเอง หรือหัวเราะกลับไปแบบที่คุณทำเวลาโดนล้อ

เพราะความแตกต่างจะอยู่กับเราตลอดไป มันเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ทุกคนมีสิทธิ์เลือกว่าเราจะเสียใจขนาดไหน มีความสุขขนาดไหน นี่คือร่างกายของเรา หน้าตาของเรา รอยยิ้มของเรา และแอนเลือกที่จะไม่เศร้าไปกับมัน

แล้วในวงการนางแบบที่การทำหน้านิ่ง ขึงขัง เวลาถ่ายภาพ กลายเป็นลุคของผู้หญิงทำงาน มากกว่าการยิ้มสดใส 

แอนว่าแล้วแต่สไตล์นะ เราไม่ยิ้มเพราะเรากำลังขายเสื้อผ้า ซึ่งหน้าเฟียส (Fierce) ก็กลายเป็นงานอีกแบบหนึ่งไปแล้ว 

หรือมันเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ที่ผู้หญิงไม่เคยเป็นผู้นำ ต้องต่อสู้อย่างหนักเพื่อสิทธิ เพื่อสวัสดิการ ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเด็กผู้หญิงที่ร่าเริงตลอดเวลา การไม่ยิ้มคงทำให้รู้สึกเหมือน ฉันไม่ได้มาเล่น ๆ ฉันมาสู้กลับ แต่แอนว่าถ้ายิ้มมันจะคอนเนกกับคนได้มากกว่านะ

ทำไมคุณถึงคิดว่ารอยยิ้มเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นใจ

Because It’s you เพราะมันเป็นตัวคุณไง เหมือนกับประโยคที่บอกว่า Eyes don’t lie ดวงตาไม่เคยโกหก เวลาเรายิ้ม ตาเราก็จะยิ้มไปด้วย มันเห็นเลยว่าคุณกำลังมีความสุขหรือกำลังมั่นใจจริง ๆ รึเปล่า

ชีวิตที่เปลี่ยนอดีตให้เป็นพลังของ แอนชิลี ผู้หญิงที่เชื่อว่าความสวยไม่ต้องมีมาตรฐาน

กลัวไหมถ้าคนจะมองว่าคุณมั่นใจเกิน

คนคิดไปแล้วค่ะว่าแอนมั่นใจเกิน

เพราะแอนไม่อยากให้คนที่มองแอนเป็นต้นแบบ เห็นแอนไม่โอเค เห็นแอนไม่มั่นใจ เขาอาจจะไม่โอเคมากกว่าแอนอีก 

แอนเองก็ไม่ได้มั่นใจตลอดเวลา เวลาเราโดนบูลลี่เรื่องรูปร่าง ทั้งที่เราพยายามมาก ๆ ที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง บางทีแอนก็รู้สึกว่านี่ไม่ต่างอะไรกับ Me VS The World 

คนที่รู้จักแอนจริง ๆ จะรู้ว่าแอนเจ็บปวดมากที่คนชอบคิดว่าแอนมั่นใจเกินไป เพราะแอนไม่ใช่คนแบบนั้น แอนรู้ว่าลิมิตของความมั่นใจอยู่ตรงไหน แต่หลังได้ตำแหน่ง แอนก็ยอมให้คนคิดว่าแอนมั่นใจเกินไปเลย เพราะแอนรู้ว่าแอนมีบทบาทสำคัญมาก ๆ ต่อสังคม แอนกำลังทำเรื่อง Beauty Standard เพื่อเปลี่ยนแปลงค่านิยม ให้ทุกคนมีความมั่นใจ เป็นตัวของตัวเองได้โดยไม่ต้องฟังเสียงของใคร

นอกจากเรื่องรูปร่าง รอยยิ้ม มีเรื่องอะไรอีกที่คุณอยากรณรงค์เพื่อให้คนมองข้ามความสวยและวัดกันที่ความสามารถ

Cyberbullying แอนคิดว่าเราควรรณรงค์เรื่องนี้ด้วยกันถ้าอยากให้สังคมพัฒนา ควรพูดถึงเยอะ ๆ ไม่ควรทำเป็นมองไม่เห็นอีกต่อไปแล้ว 

สำหรับแอน มันคือการไม่ให้เกียรติ เรามีหน้าที่สอนเด็กรุ่นใหม่ที่กำลังใช้โซเชียลว่า คำบางคำสร้างความเจ็บปวดได้ มนุษย์คนหนึ่งไม่มีสิทธิ์มาทำให้มนุษย์อีกคนเจ็บปวดขนาดนั้นโดยไม่มีเหตุผล และถ้าจะแชร์ความคิดเห็น แอนว่าอย่างน้อยต้องติเพื่อก่อ สมมติมีคนไม่ชอบชุดที่แอนใส่ ก็บอกว่าชุดนี้ไม่ค่อยสวย อยากให้ใส่อีกชุดหนึ่ง แทนที่จะบอกว่าไม่สวยเพราะแอนใส่แล้วหน้าอกห้อย มันมีวิธีที่เราจะช่วยให้เขาสวยขึ้นได้ โดยไม่ด้อยค่าเขา

แล้วกับคนธรรมดาที่ไม่มีชื่อเสียงโด่งดัง เขาจะร่วมรณรงค์ยังไง

Educate yourself เราควรให้ความรู้แก่ตัวเอง เรียนรู้ว่าการบูลลี่มีผลกระทบรุนแรงขนาดไหน ทุกคนควรรู้ว่าการบูลลี่คืออะไร มีแบบไหนบ้าง ไม่ว่าจะในอินเทอร์เน็ต ในโรงเรียน ในชีวิตจริง เราทุกคนมีหน้าที่ เพราะเราอยู่ในสังคมเดียวกัน แล้วก็อย่าทำเป็นมองไม่เห็น เรียกร้องเลย กล้าที่จะพูดออกมาว่ามันผิด ถ้าเราทำจนสิ่งนี้เป็นเรื่องธรรมดา สังคมมันจะเปลี่ยนแปลงได้

อยากบอกอะไรกับคนที่ยังคิดว่าคุณมาถึงจุดนี้ได้ง่าย ๆ เพราะ Beauty Privilege 

ไม่อยาก ไม่ต้องรู้หรอกว่ามันยากขนาดไหน แอนไม่ชอบพูดเลย แต่แอนจะใช้เวลา ใช้พลังงานทั้งหมดที่มีของแอน ผลักดันประเด็นสังคมให้กับคนที่เขาอยากฟัง ส่วนคนที่ไม่อยาก แอนจะรอจนกว่าเขาจะพร้อม เพราะนั่นก็เป็นสิทธิ์ของเขาเช่นกัน

แอนมี Beauty Privilege ไหม แอนต้องยอมรับว่ามี แต่แอนทำอะไรกับสิ่งนี้ล่ะ แอนรณรงค์เรื่องรูปร่างหน้าตา เรื่องความมั่นใจในตัวเอง เรื่องรอยยิ้มให้ไปไกลขึ้น ให้สังคมนี้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทำลายมาตรฐานความสวย ค่านิยมแบบเดิม ๆ

การที่เรามี Privileges ไม่ใช่เฉพาะหน้าตา แค่เราได้เรียนโรงเรียนดี ๆ  เกิดในครอบครัวดี ๆ เราก็มีความรับผิดชอบต่อสังคมแล้วนะ เพราะคนที่เขามีความยากลำบาก มันไม่ใช่ความผิดของเขาคนเดียว 

คุณเหนื่อยกับสิ่งที่ทำอยู่บ้างไหม

เหนื่อยเรื่องโดนบูลลี่ แต่ว่าไม่ท้อ เพราะแอนท้อไม่ได้ สิ่งที่แอนต้องก้าวข้ามมาเพื่อจะมาอยู่จุดนี้ทำให้เราท้อไม่ได้ มีหลายคนกำลังมองแอนเป็นต้นแบบ มีทีมที่ตั้งใจช่วยแอนทุกวินาที ทำให้แอนต้องมั่นใจ เดินหน้าต่อ แล้วแอนก็รักในสิ่งที่แอนทำ

แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส นางงามที่กล้าพูดเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีประกวด และคว้ารางวัลชนะเลิศด้วยทรวดทรงอันแท้จริง

Keyword No.3 รอยยิ้ม

“เวลาที่ใครสักคนยิ้มออกมา เหมือนเขามอบทั้งความสดใส ความสุข ความจริงใจ โลกใบนี้งดงามขึ้นได้จากทุกรอยยิ้มที่ส่งต่อถึงกัน ถ้าสามารถบอกอะไรกับทุกคนได้หนึ่งอย่าง แอนอยากจะบอกให้ทุกคนยิ้มต่อไป และขอให้ยิ้มออกมาอย่างมั่นใจค่ะ”

จากวันที่คุณยังเด็ก ผ่านมาแล้วเป็นสิบปี ทำไมทุกวันนี้ยังมีการล้อเลียนกันอยู่

เพราะว่าเรายังไม่มีคนต้นแบบที่กล้าโชว์ความแตกต่าง ต้นแบบที่เด็ก ๆ เห็นแล้วจะโตมาเอาเยี่ยงอย่าง ทุกวันนี้โซเชียลมีเดียมีแต่ความสวยงามตามมาตรฐาน แอนว่ามันคล้าย ๆ กับ Soft Power

วัฒนธรรมเราก็เป็นแบบนี้ เราคอมเมนท์รูปร่างหน้าตากันทุกวัน มันถูกส่งต่อกันมาจนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ทำให้คนไทยไม่กล้าที่จะมั่นใจในตัวเองสักที

แล้วคุณรับมือยังไง

เราเข้าใจว่าทุกคนมีความแตกต่าง และความแตกต่างเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้เราโดดเด่น มีออร่าของตัวเอง คนจะว่าเรื่องรูปร่างก็ว่าได้ แต่แอนรู้ว่าแอนแข็งแรง แอนสุขภาพดี แอนก็ปล่อยวางได้ในระดับหนึ่ง 

แต่ในมุมมองที่แอนก็เป็นมนุษย์ เป็นผู้หญิง อายุแค่ 22 ปี บางทีเราก็รับมือไม่ได้เป็นธรรมดาค่ะ ซึ่งแอนกล้าที่จะยอมรับว่าแอนไม่โอเค แอนคิดว่า การที่ทุกคนกล้าที่จะยอมรับว่าตัวเองไม่โอเค มันจะช่วยสร้างความมั่นใจให้คนอื่นได้ ว่าเราทุกคนไม่ต้องรู้สึกดีตลอดเวลา

ในวันที่คุณยิ้มไม่ออก รู้สึกท้อ คุณดึงเอาความมั่นใจกลับมาด้วยวิธีไหน

เราเลือกได้ว่าจะให้สิ่งเหล่านั้นเข้ามามีผลกับชีวิตหรือปล่อยวาง เวลามีคนบอกให้เราไปทำฟันให้เท่ากัน บางทีเราก็ไม่ยิ้มดีกว่า ทำหน้านิ่งไปเลย เพราะจิตใจเราไม่พร้อมรับความคิดเห็นแย่ ๆ แล้วแอนเป็นคนยิ้มปลอม ๆ ไม่ได้ จะเห็นเลยว่า แอนยิ้มพร้อมกับตา 

แต่ต้องยอมรับว่าการได้เป็นพรีเซนเตอร์งานนี้ดึงความมั่นใจของแอนกลับมานะ เพราะแบรนด์ระดับโลกมองเห็นความแตกต่างของแอน ช่วยทำให้แอนมั่นใจมากขึ้นว่าแอนไม่ได้พยายามขับเคลื่อนสังคมอยู่คนเดียว และถ้าเราช่วยกันทำทุกคนมันจะดีขนาดไหน สังคมมันจะเปลี่ยน

แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส นางงามที่กล้าพูดเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีประกวด และคว้ารางวัลชนะเลิศด้วยทรวดทรงอันแท้จริง

อะไรบ้างที่จะเปลี่ยน หลังจากแคมเปญนี้ออกไป

ทัศนคติ ความคิด การตัดสินกันที่รูปร่างหน้าตา มันจะเปลี่ยนไป ถามว่ายังมีอยู่ไหม มีแน่นอนค่ะ แต่ทุกคนจะมีความมั่นใจมากขึ้น เป็นตัวของตัวเองได้มากขึ้น ไม่ยอมให้ใครมาตัดสินเราจากภายนอกอีก คิดดูว่าสังคมที่เต็มไปด้วยความแตกต่างหลากหลายจะงดงามมากขึ้นขนาดไหน เพราะประเทศไทยเรามีความสวยงามมากอยู่แล้ว มีวัฒนธรรมที่ดี เพียงแต่ตัวตนที่แท้จริงของเราถูกกดทับด้วยมาตรฐานความสวยมานานเกินไป 

อยากให้สังคมก้าวข้ามผ่านเรื่องรูปร่างและมองที่ความสามารถมากกว่า เพราะมาตรฐานของความสวยเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เราเป็นใครถึงไปบังคับให้ใครเป็นแบบไหน เราต้องภูมิใจในสิ่งที่เราเป็น ทั้งรูปร่าง สีผิว ความสูง ฯลฯ

คุณจะขับเคลื่อน #SmileOutLoud ในฐานะพรีเซนเตอร์ของคอลเกต ไปพร้อม ๆ กับแคมเปญ #RealSizeBeauty ยังไง

สำหรับแอน สิ่งที่คอลเกตทำมันมากกว่าการขายยาสีฟันออกใหม่นะ แต่เขากำลังเปลี่ยนแปลงค่านิยมของสังคม เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้แอนเลือกรับงานนี้ ทุกคนจะได้รู้ว่าความเป๊ะมันไม่มีในโลก เราไม่ต้องเป็นคนที่สวยเป๊ะทุกอย่างก็ได้ 

#RealSizeBeauty ไม่ใช่แค่เรื่องหุ่น แต่คือการเฉลิมฉลองให้กับการเป็นตัวเอง ส่วน #SmileOutLoud ก็คือความมั่นใจที่สะท้อนออกมาผ่านรอยยิ้ม  ไม่ว่าเราจะมีฟันแบบไหน ฟันไม่สวยแต่เราก็สามารถยิ้มสวยมั่นใจในแบบของเราได้ ซึ่งสองแคมเปญนี้เป็นเรื่องเดียวกันด้วยซ้ำ  ขอบคุณที่คอลเกตมองเห็นความสำคัญในจุดนี้ และเลือกแอน เพราะฟันแอนก็ไม่ได้เท่ากัน แต่มันก็ทำให้แอนเป็นแอน

แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส นางงามที่กล้าพูดเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีประกวด และคว้ารางวัลชนะเลิศด้วยทรวดทรงอันแท้จริง

ตอกย้ำความเชื่อของแบรนด์ Colgate ที่อยากเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความมั่นใจให้ทุกคนผ่าน Smile Out Loud ที่ร่วมกับ แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส, ซูซี่-ณัฐวดี ไวกาโล และผู้หญิงอีกหลายคนทั่วเอเชีย ที่อยากเปลี่ยนนิยามและสนับสนุนให้คนอื่น ๆ มั่นใจในความเป็นตัวเอง เราจึงมี #คอลเกตอ๊อพติคไวท์โอทู ยาสีฟันที่ช่วยเสริมความมั่นใจสำหรับกิจวัตร Beauty Oral Care ที่มี O2 Technology จะช่วยให้ทุกคนมั่นใจที่จะยิ้มแสดงออกความเป็นตัวของตัวเอง พร้อมที่จะ Smile Out Loud กันทั้งประเทศ

และติดตามอ่านเรื่องราวของ ซูซี่-ณัฐวดี ไวกาโล ได้ที่ readthecloud.co/suziewadee/ 

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load