“สวัสดีบิวกิ้น เป็นไงบ้าง”

“สบายดีครับผม” เสียงชายวัยรุ่นจากอีกฝั่งของโปรแกรม Zoom ตอบกลับมาพร้อมสีหน้าที่สดใส 

ช่วงนี้ไม่ว่าใครก็ทำงานออนไลน์จากที่บ้าน แม้แต่การสัมภาษณ์ครั้งนี้ก็ด้วย (จริงๆ ผู้อ่านก็อ่านออนไลน์ด้วยนี่นา)

เรานัดกับ บิวกิ้น-พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล เช้าตรู่ในวันทำงาน ชวนพูดคุยเกี่ยวกับชีวิต บิวกิ้น ในช่วงนี้ เนื่องจากเขากำลังมีผลงานใหม่ 

billkin เด็กชายที่เคยเดินไปขอแม่ร้องเพลง ในวันที่ตั้งใจเป็นศิลปินให้คนชอบจากผลงาน

ทุกคนรู้ แฟนคลับยิ่งรู้ แปลรักฉันด้วยใจเธอ Part 2 จะฉายวันที่ 27 พฤษภาคม มั่นใจว่าแฟนๆ หลายคนกำลังตั้งตารอคอยซีรีส์เรื่องนี้อย่างใจจด กระแสดีตั้งแต่วันเปิดตัวภาพโปสเตอร์ ชาวเน็ตก็แชร์ว่อนไทม์ไลน์   

ตั้งแต่เข้าวงการมา บิวกิ้นคือเด็กหนุ่มที่มีพลังเหลือล้น สดใส เขาทำงานที่ตัวเองรักทั้งการด้านแสดงและร้องเพลงอย่างสุดความสามารถ เติบโตผ่านการทำงานที่มากฝีมือขึ้นอย่างเห็นได้ชัด  

อีกด้านหนึ่ง เขาคือนักศึกษามหาวิทยาลัยชั้นปี 3 จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ที่กำลังจะเรียนจบในเทอมหน้า บิวกิ้นใช้เวลาเพียง 3 ปีครึ่งสำหรับจบการศึกษาจากรั้วธรรมศาสตร์ ช่วงนี้เขาเลยต้องเรียนออนไลน์วนไป พร้อมโปรโมตซีรีส์ แปลรักฉันด้วยใจเธอ Part 2 ไปด้วย

เรารู้จักบิวกิ้นครั้งแรกจากบทหมอเต่า ซีรีส์ รักฉุดใจนายฉุกเฉิน My Ambulance นักศึกษาแพทย์ Extern สุดขี้เล่น ด้วยบทส่งให้คนดูรักตัวละครหมอเต่ากันทั่วบ้านทั่วเมือง ยิ่งซีนหมอเต่าเสียชีวิต บิวกิ้นก็แสดงได้บีบหัวใจคนดูสุดๆ เรียกได้ว่าร้องไห้กันเต็มทวิตเตอร์เลยทีเดียว และทุกคนยังได้รับรู้ว่าเขาร้องเพลงเพราะมากจากซีรีส์เรื่องนี้ (มีใครในที่นี้หลงรักซีนที่เขาร้องเพลง หนาวนี้ เหมือนกันบ้างไหม เราคือเพื่อนกัน!)

หนึ่งปีถัดมา บิวกิ้นมีผลงานอย่างต่อเนื่อง รวมถึง แปลรักฉันด้วยใจเธอ เขารับบทเป็นเต๋ ตัวเอกหลักของเรื่อง และร้องเพลงประกอบเช่นเคย

“สนุกกับชีวิต ทำตามแพสชัน เรียนรู้ไปตลอด และสำคัญที่สุด คือเราต้องสุขกับทุกอย่าง” นี่คือประโยคอธิบายตัวตนของศิลปิน-นักแสดง ในช่วงเวลานี้ได้เป็นอย่างดี

ขอให้ทุกคนอ่านบทสนทนาออนไลน์ด้านล่างนี้อย่างมีความสุข ขอกระซิบอีกนิดว่า ภาพประกอบในบทสัมภาษณ์นี้ เราส่งกล้องฟิล์ม 2 ม้วน ไปให้เขาถ่ายตัวเอง แต่ก็ถ่าย… (ไม่บอกดีกว่า)

และหากใครจะเปิดเพลย์ลิสต์ของบิวกิ้นคลอไปด้วยก็ไม่ว่ากัน

บิวกิ้น เด็กชายที่เคยเดินไปขอแม่ร้องเพลง ในวันที่ตั้งใจเป็นศิลปินให้คนชอบจากผลงาน
01

รู้งี้ฟังตั้งนานแล้ว

ขออนุญาตจิ้นเพลงล่าสุดหน่อย ‘รู้งี้เป็นแฟนกันตั้งนานแล้ว’ ร้องคู่กับพีพี (กฤษฏ์ อำนวยเดชกร) ด้วย

เพลงนี้เป็นซิงเกิลแรกจากซีรีส์ แปลรักฉันด้วยใจเธอ Part 2 ครับ ผมกับพีพีได้เข้าไปแชร์มุมมองหลายอย่างเลย จริงๆ มันมาจากคอนเซปต์ของซีรีส์ ยึดมาจากเขาต้องการเพลงประมาณไหน สิ่งที่เราเข้าไปแชร์คือส่วนรายละเอียดของเพลง พวกคำต่างๆ เสน่ห์มันคือ การถูกหยิบไปเป็นเนื้อร้องหรือทำนองของเพลง

เหมือนได้ช่วยแต่งเลย แล้วไปแชร์อะไรบ้าง

อย่างพีพี เขาแชร์มุมมองของคนธรรมดาที่ห่วงกันทุกเวลา อย่างของผมเป็นมุมมองว่า เรามีเธอคอยเป็นเซฟโซนนะ กลายเป็นประโยคที่ร้องว่า ‘Never be alone มีเธอคอยเป็น Safe Zone เหนื่อยแค่ไหนก็หายแค่มีคนหนึ่งให้ซบไหล่’ ท่อนนี้เป็นคำที่ออกมาจากอินเนอร์ของตัวเอง รู้สึกว่าเวลาเราอยู่กับคนที่สบายใจหรืออยู่กับแฟน เหมือนได้อยู่ในเซฟโซน 

บิวกิ้น เด็กชายที่เคยเดินไปขอแม่ร้องเพลง ในวันที่ตั้งใจเป็นศิลปินให้คนชอบจากผลงาน
บิวกิ้น เด็กชายที่เคยเดินไปขอแม่ร้องเพลง ในวันที่ตั้งใจเป็นศิลปินให้คนชอบจากผลงาน

ตัวบิวกิ้นมีส่วนกับเพลงนี้เยอะเหมือนกันนะ

ได้มีส่วนร่วมเยอะสุดเท่าที่ทำเพลงมาเลย เพราะว่าเราได้เห็นการเติบโตของเพลงตั้งแต่ดราฟต์แรก จริงๆ ไม่ได้ตัดสินอะไรมาก ส่วนใหญ่ก็ช่วยคอมเมนต์ เหมือนเข้ามาฝึก มาศึกษางานมากกว่า

มีเต้นด้วย ไม่ค่อยเห็น

เป็นเพลงแรกที่เต้น เพราะปกติจะร้องเพลงช้า ท่าเต้นน่ารักเลย ซึ่งผมว่ามันไม่ง่าย ประหม่ามาก มันแบบเขินไปหมด (ยิ้ม)

แล้วปกติชอบร้องเพลงช้า ยืนร้องนิ่งๆ หรือชอบเพลงแบบเต้นๆ

โดยธรรมชาติผมชอบร้องเพลงช้าครับ ชอบร้องเพลงที่ไม่มี Movement เยอะ แบบยืนนิ่งๆ (หัวเราะ) ความชอบของเราต่อการร้องเพลงคือการใช้เสียง ค่อยๆ เรียนรู้เทคนิกการร้องไปทีละอย่าง เรียนรู้ช่องเสียง Head Tone, Chest Tone, Mix Voice หรือว่าการทำ Vibrato เรียนรู้เรื่อง Dynamic เพลง เราชอบเรียนรู้จากเทคนิค การร้องเพลงช้ามันทำให้ได้ฝึกเทคนิคพวกนี้ พอเรียนรู้แล้วก็เท่ากับเราเข้าใจการร้องเพลงมากขึ้น

จริงๆ มันยังมีเรื่องของอารมณ์ การสื่อสารความหมายอีกนะ อย่างเพลง รู้งี้เป็นแฟนกันตั้งนานแล้ว เราได้ลองทำ ได้เรียนรู้วิธีการร้องเพลงอีกแนวบ้าง มันก็สนุกไปอีกแบบหนึ่ง เดี๋ยวนี้เริ่มฝึกมี Movement บ้าง เต้นเล็กๆ น้อยๆ บ้างก็สนุกดี

แต่ท่าเต้นน่ารักดีนะ ไม่ได้หลุดจากความเป็นบิวกิ้นขนาดนั้น แล้วก็ลงตัวกับความเป็นบิวกิ้นและพีพีด้วย 

ใช่ๆ จริงๆ อันนี้ผมว่ามันเป็นการเติบโตของผมเลย เป็นอีกก้าวหนึ่งที่ได้เห็นจริงๆ ว่าเรามีพัฒนาการในการทำเพลงยังไง เพราะเราไม่เคยมีเพลงที่มันเป็นจังหวะ Medium อย่างนี้ หรือเพลงแบบแนวน่ารักๆ ขนาดนี้ หลังปล่อยเพลงไปคนฟังชอบ เราเองก็ดีใจครับ 

ตอนถ่ายทำมิวสิกวิดีโอ มีเรื่องการสื่อสารความหมายต่างๆ สื่อสารอารมณ์อีกแบบ มีการ Blogging แล้วก็มีเซ็ตฉากของซีรีส์ แปลรักฉันด้วยใจเธอ Part 2 ด้วย แตกต่างไปจากเพลงช้าที่เคยร้อง ส่วนใหญ่เน้นแอคติ้ง แล้วเราร้องไลน์ซิงก์เพื่อสื่อความหมาย 

“สนุกกับชีวิต ทำตามแพสชัน เรียนรู้ไปตลอด และสำคัญที่สุด คือเราต้องสุขกับทุกอย่าง” บิวกิ้น-พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล
02

เด็กชายที่เดินไปบอกแม่ว่าขอร้องเพลงอีก

ค้นพบความสามารถด้านการร้องเพลงของตัวเองตั้งแต่เมื่อไหร่

ตอนเด็กๆ ช่วงซัมเมอร์ อยู่บ้านไม่มีอะไรทำ หม่าม้าก็ส่งไปเรียนเต้น ไปเรียนคอมพิวเตอร์ ไปเรียนภาษาอังกฤษ ไปเรียนร้องเพลง ไปเรียนภาษาจีน เหมือนเขาพยามให้เราไปลองเรียนรู้สกิลล์หลายๆ อย่าง แต่ที่ผมชอบคือร้องเพลง ชอบมากเวลาได้วอร์มเสียงหรือได้ร้องเพลงในคลาส เราเดินไปบอกหม่าม้าว่าเราอยากเรียนร้องเพลงอีก ตอนนี้เราเริ่มลุกขึ้นมาสร้างตัวตนด้านการร้องเพลง หาเรื่องราวมาเล่าเอง เหมือนเราเป็นผู้กำกับเองแล้วเหมือนกัน

ที่ผ่านมาได้ทำเพลงกับหลายคนทั้ง TangBadVoice, โอม Cocktail, อะตอม ชนกันต์, เอก Season Five ฯลฯ นอกจากร้อง แล้วยังช่วยทำอย่างอื่นด้วยไหม

เริ่มจาก You are my everything เพลงนี้ไม่ได้มีส่วนร่วมกับพาร์ทโปรดักชันนะ เราก็ฟังเดโม่ เรารับผิดชอบแค่ส่วนของเราคือเราดีไซน์ร้อง ตีความหมายเพลงว่าท่อนไหนมันสื่อถึงความหมายอะไร 

เพลงที่สองคือ กอดในใจ เริ่มได้แชร์ไอเดีย แชร์ประสบการณ์ของเราที่ตรงกับคอนเซปต์เพลง แต่ยังใช้ไม่ค่อยได้เท่าไหร่ เรายัง Shape ไอเดียไม่ค่อยคม

ต่อมาเป็นพวกเพลงประกอบ แปลรักฉันด้วยใจเธอ มันมีอินเนอร์เรื่องเล่าชัดเจนอยู่แล้ว เรามีโอกาสไปลองทำงานกับพี่ๆ โปรดิวเซอร์กับหลายคน ทั้งพี่โอม Cocktail, พี่อะตอม, พี่เอก Season Five, พี่แอ้ม ผมรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่เจ๋งมาก เพราะเหมือนได้ทำงานกับผู้กำกับแต่ละคนเลย เขามีวิธีการเล่าเรื่องหรือมีรสนิยมส่วนตัวที่ต่างกันหมดเลย

สมมติว่าให้เลือกเพลงที่ตัวเองร้องเป็นชีวิตตอนนี้ จะเลือกเพลงอะไร

อืม น่าจะเพลง คิดไม่ออก เพราะตอนนี้ผมคิดไม่ออกว่าเป็นเพลงไหน (หัวเราะ) คือจริงๆ ผมทัชกับหลายเพลง ชอบฟังเพลงตามอารมณ์ 

เพลงนี้ทำกับพี่ตั้ง TangBadVoice เราสนิทกันเพราะเขาเป็นทีมงานเรื่อง แปลรักฉันด้วยใจเธอ เป็นคนกำกับเอ็มวีเพลง กีดกัน เป็นคนน่ารักครับ นิสัยดี เหมือนเป็นเพื่อนกันทั้งที่อายุห่างกันเกือบสิบปีเลย คนนี้เก่งรอบด้านมาก ช่วงต้นปีเขามาชวน ก็ตกลงเลย ผมว่าพี่ตั้งเขาเก่ง วิธีการเล่าเรื่องหรือประเด็นที่ชอบหยิบมาเล่า คำในท่อนแรปมันคาแรกเตอร์จัดเลยอะ ไม่มีใครทำแบบนี้

“สนุกกับชีวิต ทำตามแพสชัน เรียนรู้ไปตลอด และสำคัญที่สุด คือเราต้องสุขกับทุกอย่าง” บิวกิ้น-พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล

แล้วเราชอบเพลงแนวไหน 

จริงๆ ชอบฟังแจ๊สครับ

เฮ้ย จริงป่ะ เหมือนกัน

บางคนจะบอกว่าแจ๊สแก่ แต่ผมรู้สึกว่าการฟังดนตรีแจ๊สมันบำบัดผม ผมชอบไปอยู่ใน Jazz Bar นั่งร้าน Saxophone ไปอยู่ Brown Sugar งี้ ชอบมาก

มีอีกที่หนึ่ง Buddha & Pals ตรงนางเลิ้ง ดีเลย 

หรอๆ ใช่ที่พี่ต่อ (ธนภพ ลีรัตนขจร) เล่นเอ็มวีเพลงใหม่ของ POTATO ปะ

ใช่ๆ เราว่าบิวกิ้นน่าจะชอบร้านนี้, ทำไมถึงบอกว่าฟังแจ๊สเป็นการบำบัด

ผมชอบดนตรีที่มันมีความเป็นมนุษย์ ชอบฟังเพลงเก่าๆ เวลาเราฟังเสียงแซกโซโฟนหรือเสียงเปียโนที่มาจากเครื่องเปียโนจริงๆ แล้วมันผ่อนคลาย เราสัมผัสได้ถึง Vibe ที่ดี เห็นภาพของคนที่มีความสุขกับการเล่นเครื่องดนตรี

“สนุกกับชีวิต ทำตามแพสชัน เรียนรู้ไปตลอด และสำคัญที่สุด คือเราต้องสุขกับทุกอย่าง” บิวกิ้น-พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล
“สนุกกับชีวิต ทำตามแพสชัน เรียนรู้ไปตลอด และสำคัญที่สุด คือเราต้องสุขกับทุกอย่าง” บิวกิ้น-พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล
03

จาก ‘I Told Sunset About You’ ถึง ‘I Promised You The Moon’

เล่าถึงซีรีส์ แปลรักฉันด้วยใจเธอ Part 2 หน่อย เข้มข้นขึ้นใช่ไหม

เข้มข้นขึ้นไหมหรอ ผมว่าปัญหามันโตขึ้นมากกว่า มันเป็นเรื่องเล่าคนละเรื่องไปเลย พาร์ตแรกมันเริ่มจากการที่เป็นเพื่อนสนิทกันตอนเด็กแล้วมีปัญหากัน แล้วก็กลับมาเป็นเพื่อนกันใหม่ จนสุดท้ายมันกลับมาคบกัน แต่ว่าไทม์ไลน์ของ พาร์ตสองเรื่องราวต่างออกไป เป็นพาร์ตหลังจากการเป็นแฟนกันแล้ว พอเต๋กับโอ้เอ๋วจบ ม.ปลาย เข้ามหาวิทยาลัย มาใช้ชีวิตเองในกรุงเทพฯ ปัญหาที่มันเกิดขึ้นคนละแบบเลย ชวนให้ติดตามกว่าเดิม ส่วนใหญ่ถ่ายที่กรุงเทพฯ มีแฉลบไปภูเก็ตนิดเดียว

แล้วตัวละครเต๋กับตัวบิวกิ้นเอง จริงๆ มีความเหมือนหรือต่างกันไหม

ต่างกันเยอะเหมือนกันครับ ช่วงเขียนบท พี่บอส (นฤเบศ กูโน) ผู้กำกับ เขาก็ชวนมาแชร์ประสบการณ์วัยเรียนด้วย แชร์เรื่องทัศนคติ เลยมีบางส่วนที่เป็นข้อมูลของเราเหมือนกัน ผสมกับบางส่วนที่เขียนเพิ่มขึ้นให้เป็นตัวละครที่เขาอยากได้ ส่วนของพีพีก็มีคุยและแชร์เหมือนกัน อะไรดีๆ ก็สมมติว่าเป็นผม อะไรไม่ดีก็คิดซะว่าเขาเขียนขึ้นมาก็แล้วกันนะ (หัวเราะ)

ผมว่าเต๋เป็นคนที่ตั้งใจ เป็นคนซีเรียส เวลาทำอะไรมีเป้าหมายชัดเจนว่าเราเป็นใคร เราอยากได้อะไร แล้วต้องทำยังไง วางแผนในชีวิตทุกอย่าง เลยเป็นตัวละครที่มีกลิ่นของความอยากเอาชนะอยู่ในนั้นโดยธรรมชาติ แต่ไม่ได้มีเจตนาไม่ดี  แค่ชอบบรรลุเป้าหมายของตัวเอง ในขณะเดียวกันเต๋ก็เป็นคนที่แคร์คนรอบตัว แคร์โอ้เอ๋วและแคร์คนในครอบครัว เหมือนเต๋จะทำเป็นฟึดฟัด แต่ลึกๆ แคร์ความรู้สึกทุกคนอยู่ ผมว่าคล้ายกับตัวผมตรงนี้ มีความตั้งใจ เอาจริงกับชีวิต และอ่อนไหวต่อความรู้สึกของตัวเองและคนรอบข้าง

แปลรักฉันฯ พาร์ตแรกฉากอ่อนไหวเยอะเหมือนกัน ตอนร้องไห้แสดงอารมณ์ โคตรบีบหัวใจคนดูเลย

ใช่ครับ ผมว่าเรื่อง แปลรักฉันฯ เป็นซีรีส์ที่ค่อนข้างมีความเป็นคนสูง อารมณ์ความรู้สึกซับซ้อน โชคดีที่มีหลายๆ ส่วนใกล้กับตัวผมด้วย ตอนแสดงเลยรู้สึกว่าสะใจมากเลย

สะใจยังไง

ทุกครั้งที่เราได้อ่านบท รู้สึกว่า โอ้โห ท้าทายอะ อยากเล่น อยากทำ อยากเวิร์กช็อปแล้ว ผมจะมีเกณฑ์ของตัวเองอยู่ว่าต้องเล่นได้ประมาณไหน พอถ่ายทำจริง เราจะสังเกตดูอาการพี่บอส ผู้กำกับ ถ้าเขารู้สึกว่าเราเล่นได้ถูกต้อง สีหน้าจะออกเลย เราก็จะรู้ว่าเล่นได้แล้ว ในใจเราจะรู้สึก Yes! ไปเว้ย ไปต่อเว้ย! มันเหมือนมิสชันที่เราต้องเก็บไปเรื่อยๆ มันมากตอนถ่าย เรารู้ว่าเรากำลังจะทำอะไร เราเห็นว่าสิ่งที่เรากำลังทำมันน่าสนุกแค่ไหน เราเลยเตรียมตัวให้ดีที่สุด แล้วพอผมทำมันได้ ผมรู้สึกฟินนะ

“สนุกกับชีวิต ทำตามแพสชัน เรียนรู้ไปตลอด และสำคัญที่สุด คือเราต้องสุขกับทุกอย่าง” บิวกิ้น-พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล
04

ชายหนุ่มวัย 21 ปี กับความเชื่อว่าการแสดงมาจากจิตวิญญาณ

ด้วยชีวิต ด้วยวัย บางบทที่ดูไกลตัว บิวกิ้นตีความหรือมีวิธีการยังไง ถึงถ่ายทอดออกมาได้

ผมว่ามันคือการเอาตัวเองเข้าไปเป็นตัวละคร หมายถึง ถ้าเกิดบทมันไกลตัวเรา หรือว่ามันเป็นอะไรที่เราไม่เคยเจอ ไม่เคยมีประสบการณ์นั้นในชีวิต เราต้องเข้าใจตัวละคร ต้องลองไปรู้สึกกับมันจริงๆ ทั้งจากการอ่านบท การจูนกับผู้กำกับ หรือว่าการทำเวิร์กช็อป ผมว่ามันไม่มีทางเลยที่จะเล่นออกมาให้มันจริง หรือให้มันตรงอินเนอร์ ถ้าเกิดว่าเราไม่เข้าใจ 

ถ้าเล่าให้ชัด ตอนเล่น รักฉุดใจนายฉุกเฉิน ซีนที่ผมกำลังจะตาย เป็นตัวอย่างชัดมาก เพราะผมไม่เคยตาย หรือมีประสบการณ์ใกล้ความตายมาก่อน เราเล่นแล้วเราต้องเชื่อ ต้องเอาตัวเองไปอยู่ในเงื่อนไขของตัวละคร การแสดงมันก็คือเรื่องไม่จริงแหละ แต่พอเราเป็นนักแสดงแล้ว สำหรับเราเรื่องนั้นมันจริงครับ เราต้องทำให้เรื่องมันจริงให้ได้ ถึงจะเป็นการแสดงที่มาจากจิตวิญญาณ

มีบทบาทไหนอีกไหมที่อยากลองเล่น

อีกเยอะเลย พาร์ตการแสดงของตัวผมเองยังค่อนข้างผ่านมาน้อย ถ้าเป็นนักแสดงหลักก็เพิ่งสองสามเรื่องเอง ที่อยากทำ เช่น แนวเขย่าขวัญ (Thriller) กับแนวตลก (Comedy) แต่ก็ต้องดูอีกนะว่าอินกับมันรึเปล่า เรารู้สึกว่าพอมีแพสชันกับมันแล้ว จะทำมันออกมาได้ดี ไม่ได้กำหนดขนาดนั้นว่าอยากทำอะไร อะไรที่ไม่เคยทำผมว่าท้าทายหมด อะไรที่เคยทำแล้ว ผมก็รู้สึกว่าถ้าวนกลับมาใหม่ มันก็ท้าทายตรงที่จะทำยังไงให้เห็นพัฒนาการในการทำงาน งานเพลงก็เหมือนกัน

การแสดงมีความหมายกับตัวคุณยังไง

การแสดงมันคือความสุขครับ พูดจริงๆ เลยนะ อาชีพนักแสดงมันไม่ใช่แค่สิ่งที่เราทำเพื่อหาเงิน แต่ทำเพราะมันสร้างความสุขให้กับชีวิตจริงๆ ทุกวันนี้ผมแทบจะไม่มี Hobby อะไรทำเลย เพราะว่าการได้ทำงานตรงนี้มันเติมเต็มผมไปแล้ว 

ผมไม่ได้มีเป้าหมายทางด้านงานแสดงนะครับว่าต้องประสบความสำเร็จแค่ไหน หรือว่าปีหนึ่งเราจะต้องมีผลงานกี่เรื่อง ผมรู้สึกว่า ณ โมเมนต์นั้นเรามีความสุขกับงานก็พอแล้ว แล้วเราก็ทำให้ได้ดีจากแพสชันของเรานี่แหละ ผมเชื่อว่าถ้าเราอินกับมัน ยังไงก็ต้องออกมาดีแน่นอน แล้วเราจะเต็มที่กับมันไปโดยธรรมชาติเอง 

แต่ประเด็นคือ แพสชันมันสร้างกันไม่ได้ง่ายๆ เป็นปัจจัยในการเลือกงานเหมือนกันนะ มีหลายๆ งานที่เข้ามาแล้วผมไม่ได้เลือกทำ เพราะเราไม่ได้อินกับงานชิ้นนั้น ทำแล้วมันอาจยังไม่เหมาะกับเรา

บิวกิ้น เด็กชายที่เคยเดินไปขอแม่ร้องเพลง ในวันที่ตั้งใจเป็นศิลปินให้คนชอบจากผลงาน
billkin เด็กชายที่เคยเดินไปขอแม่ร้องเพลง ในวันที่ตั้งใจเป็นศิลปินให้คนชอบจากผลงาน

คิดว่าตัวเองโชคดีไหม

ใช่ ผมก็ว่าผมโชคดีนะ พอเราอยากทำอะไรก็มีคนให้โอกาสเรา มีคนให้เราได้ลองความฝันนั้น ไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตจะมีโอกาสได้ทำอะไรแบบนี้ ทั้งด้านการแสดงและด้านเพลง ส่วนหนึ่งเพราะเราเอาจริงเอาจัง ตั้งใจ และมีความสุขกับมันด้วย

สมมติว่าวันนี้บิวกิ้นเป็นคนธรรมดาที่ยังไม่มีใครรู้จัก คิดว่าตัวตนเราจริงๆ อยากมีชื่อเสียงไหม 

เราไม่ได้มองจากชื่อเสียงมาก่อนเลย เวลาทำอะไร เราอยากทำมันให้ดี แล้วชื่อเสียงคือสิ่งที่ตามมาจากคนที่เห็นว่าเราทำสิ่งนั้นแล้ว เขาเห็นคุณค่ามัน แล้วมองเราเป็นเหมือนแม่พิมพ์

เราอยากทำสิ่งที่เรารัก จนทำให้คนเห็นได้และชื่นชอบสิ่งที่เราทำก่อนที่จะมาชอบตัวเรา แบบนี้มันเจ๋งกว่า

เท่าที่คุยกันมา เราว่าคุณเป็นคนรักการเรียนรู้และลงมือทำนะ

ผมชอบ สมมติว่าต้องอยู่บ้านโดยไม่มีอะไรทำสักสองวัน จะรู้สึกว่าชีวิตไม่มีแก่นสารเลย อยู่ไม่ได้ ว่างๆ เราต้องหาอะไรเรียนรู้เข้าไปเรื่อยๆ ให้มีความรู้รอบตัว แต่ช่วงนี้ยุ่งๆ ก็รู้สึกว่าใช้ชีวิตคุ้มค่าดี มันดีนะ ได้สนุกกับชีวิต มีโอกาสได้ลองทำสิ่งที่เราสนุก และทำให้รู้สึกว่าได้ใช้เวลาที่ผ่านมาจนคุ้ม

ขอ 3 คำ ให้อธิบายชีวิตบิวกิ้นในตอนนี้

สามคำใช่ไหมครับ (นิ่งคิด) ผมว่า ความสุข หมายถึงสิ่งสำคัญในชีวิตผม คือเราต้องสุขกับทุกอย่าง แล้วคำที่สองก็คือ วนกลับมาที่ความสุขอีกนั่นแหละ ผมให้คำว่า ความสุขครับ คำเดียวเลย ‘ความสุข ความสุข และความสุข’

แล้วถ้าให้ขอบคุณสักอย่างในชีวิตตอนนี้ล่ะ อยากขอบคุณอะไร

ขอบคุณอะไรสักอย่างหรอ ขอบคุณคนที่ร่วมเดินทางมากับเราทุกคนครับ (ยิ้ม) จริงๆ ที่เรามาถึงตรงนี้ ที่เราสำเร็จได้ ไม่ได้มีเราคนเดียว มีหลายๆ ทีมที่คอยซัพพอร์ตมาตลอด ขอบคุณคนเบื้องหลังที่เสียสละให้เราได้ประสบความสำเร็จไปกับงานของเขาด้วย 

ผมขอบคุณที่ทุกคนให้โอกาสและเชื่อว่าเราทำได้ แล้วก็เติมเต็มแพสชันหรือความสุขของเรา ขอให้เครดิตคนเบื้องหลังทุกคนครับผม 

ขอบคุณบิวกิ้นมาก วันนี้ดีใจที่ได้คุยกัน

ยินดีมาก ไว้คุยกันอีก (ยิ้ม)

ภาพ : บิวกิ้น-พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล

Writer

นิภัทรา นาคสิงห์

ตื่นเช้า ดื่มอเมริกาโน เลี้ยงปลากัด นัดเจอเพื่อนบ่อย แถมยังชอบวง ADOY กับ Catfish and the bottlemen สนุกดี

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

“ก่อนหน้านี้ถ่ายละครเจ็ดวัน”

ภณ-ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ เล่าให้เราฟังผ่านหน้าจอแล็บท็อปที่กลายมาเป็นบรรยากาศปกติใหม่ของงานสัมภาษณ์ในช่วงนี้เสียแล้ว ไม่ใช่แค่เราแต่เขาเองก็เช่นกัน หากสถานการณ์หลัง COVID-19 ไม่เปลี่ยนไปขนาดนี้ คิวงานของภณอาจยังแน่นขนัด ถึงขั้นต้องถ่ายละครติดกัน 7 วัน

ชีวิตไม่แน่นอนของ ภณ-ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ กับขวบปีที่อยากเป็นนักแสดงให้ดีที่สุด

หากลองเสิร์ชชื่อของภณในอินเทอร์เน็ต เราจะพบ 2 คีย์เวิร์ดที่โชว์หราอยู่แทบทุกพาดหัวข่าวคือ

หนึ่ง ลูกชายนางเอก และ สอง พระเอกใหม่

อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้สปอตไลต์ส่องลงมาที่ภณ คือเขาเป็นลูกชายคนเล็กของ ชณุตพร วิศิษฏโสภณ นางเอกภาพยนตร์เรื่อง เพื่อนแพง (2526) และร่วมแสดงในเรื่อง พลอยทะเล (2530) นั่นทำให้เขาได้รับความสนใจตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มแสดงละคร

 พอเขาเริ่มเป็นที่รู้จักจากละครดราม่าเรื่อง ตราบาปสีชมพู และละครโรแมนติกคอเมดี้เรื่องล่าสุดอย่าง พราวมุก คำว่า ‘พระเอกใหม่’ ก็ถูกพ่วงอยู่ท้ายชื่อของเขามาสักพักไปโดยปริยาย

เบื้องหลังของพระเอกใหม่และลูกชายดารา คือความจริงว่าแม่ไม่เคยมีอิทธิพลในการเป็นนักแสดงของเขาเลย ภณมีวัยเด็กที่เรียบง่าย และไม่เคยฝันอยากเข้าวงการ ตอนนี้เขาเป็นพระเอกใหม่ก็จริง แต่กลับเป็นนักแสดงที่อยู่ในวงการมาตั้งแต่เรียนมัธยมปลาย และภณในวัย 25 ปี ก็ทำความรู้จักกับการเป็นนักแสดงมากพอที่จะเล่าให้เราฟังอย่างออกรสออกชาติในบทสัมภาษณ์ของวันนี้ 

ชีวิตไม่แน่นอนของ ภณ-ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ กับขวบปีที่อยากเป็นนักแสดงให้ดีที่สุด

จับพลัดจับผลูมาเป็นนักแสดงได้อย่างไร

ตอนประมาณมอห้า พี่หน่องที่เป็นผู้จัดการของผมในตอนนี้ บังเอิญเจอผมในเฟซบุ๊ก แล้วเขาก็ทักมาว่าสนใจจะทำงานในวงการไหม ผมเป็นเด็กธรรมดาที่กำลังเรียนหนังสือ ใช้ชีวิตทั่วๆ ไป ไม่ได้อยากเข้าวงการเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าวงการมันเป็นอย่างไรด้วยซ้ำ พอพี่หน่องมาชวน ก็ยังงงๆ ว่าเขาคือใคร เลยไปบอกพ่อแม่ ผมเลยให้เขาคุยกับพ่อแม่แทน เขาคงนัดแนะกันให้เราไปแคสต์ เราก็ไปตามเวลานัด แต่งตัวปกติเพื่อไปถ่ายรูป 

ตอนนั้นยังทำอะไรไม่ได้มาก เพราะเรายังใส่เหล็กดัดฟันอยู่ ก็รอเวลาไปเรื่อยๆ จนประมาณปีสอง เอาเหล็กดัดฟันออก เขาก็เรียกไปดูตัวแล้วพาไปที่ช่อง 3

ทำอะไรอยู่ระหว่างรอจะได้แสดง

ไปประกวดหาประสบการณ์ตามเวทีต่างๆ บ้าง เวทีแรกผมได้รางวัลชมเชยมา เลยรู้สึกว่าเราก็มาทางนี้ได้ งงตัวเองเหมือนกัน แต่ก็ประกวดเรื่อยๆ ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง จนมาถึงเวทีสุดท้าย ช่วงนั้นผมอยากหารายได้ช่วยแม่จ่ายค่าเทอม บวกกับกรรมการตัดสินเป็นผู้จัดช่อง 3 ด้วย รู้สึกว่าเวทีนี้ตอบโจทย์ เลยลองไปประกวดดู พอได้ที่หนึ่ง ผมเลยตัดสินใจให้ที่นี่เป็นเวทีสุดท้าย หลังจากนั้นเราก็ได้เข้าช่อง 3 และแสดงละคร

แปลว่าเข้าวงการตั้งแต่ยังเรียนอยู่

ตอนนั้นเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย การแสดงเป็นอะไรที่ยังไม่เคยทำ เราไม่ได้คิดว่าเราจะไปทำงาน มันเหมือนเรียนเสร็จแล้วก็ไปทำอะไรที่แปลกใหม่ คล้ายๆ เวลาที่เราไปเล่นกีฬามากกกว่า มันเป็นสิ่งใหม่ที่พอได้ลองทำแล้วสนุกดี 

ตอนเด็กเราไม่ได้อยากเล่นละครเลย แต่พอมาประกวดมันเป็นภาคบังคับ อย่างบนเวทีเขาให้ผมแสดงเป็นคาแรกเตอร์นั้น คาแรกเตอร์นี้ พอเราทำได้ ก็เลยมาลองทำดู พอทำไปแล้วคนเขาบอกว่าเล่นดี เรายังนึกเลยว่าจริงเหรอ เราเล่นดีจริงๆ หรอ ผมมองตัวเองว่าเฉยๆ นะ แต่คนอื่นเขาบอกว่าเล่นดี ก็ยังรู้สึกสับสนตัวเองว่าเราทำได้จริงๆ หรอ เราก็เอาคำว่าดีของเขามาเป็นแรงผลักดันให้ตัวเองพัฒนา มันท้าทายเราไปเรื่อยๆ 

ไม่เคยอยากเป็นนักแสดง แล้วตอนเด็กๆ อยากเป็นอะไร

อยากเป็นหลายอย่างมากเลย คุณพ่อเป็นตำรวจ ผมก็อยากเป็นตำรวจบ้าง ไปๆ มาๆ พ่อบอกว่าไม่ต้องเป็นหรอก เพราะเป็นแล้วมันเหนื่อย ตอนนั้นผมรู้สึกว่าทุกอาชีพก็เหนื่อยเหมือนกันหมดนั่นแหละ แต่โอเค ไม่เป็นก็ได้

พอช่วงมอต้น อยากเป็นสัตวแพทย์ เพราะเราเลี้ยงสุนัข คิดว่าต้องเข้าสายวิทย์ให้ได้ พอเข้าได้ปุ๊บ ไปเรียนจริงๆ รู้สึกว่ามันไม่ใช่ทางของผม (หัวเราะ) เราแค่รักสัตว์เฉยๆ แต่พอมาเรียนจริงๆ แล้ว วิชาเคมีทำไม่ค่อยได้ ผมชอบเรียนวิชาฟิสิกส์มากกว่า ก็เลยไม่เป็นแล้ว เพราะมันคงไม่ใช่ทาง

ชีวิตไม่แน่นอนของ ภณ-ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ กับขวบปีที่อยากเป็นนักแสดงให้ดีที่สุด

สอบเข้าวิศวะฯ เพราะชอบฟิสิกส์ด้วยหรือเปล่า

ตอนนั้นเราเล่นดนตรีอยู่ แล้วมหาวิทยาลัยมีสาขาใหม่เปิดขึ้นมา ชื่อว่าวิศวกรรมดนตรีและสื่อประสม ซึ่งมันคือวิศวกรรมบวกกับดนตรี เป็นทางที่เราชอบพอดี เลยรู้สึกว่าต้องจัดแล้วแหละ (หัวเราะ)

ช่วงแรกๆ ต้องเรียนเกี่ยวกับทฤษฎีดนตรีให้เข้าใจก่อน หลังจากนั้นต้องเรียนด้านวิศวกรรมศาสตร์ สนุกดี เพราะเป็นความชอบสองอย่างมาอยู่ในที่เดียวกัน เราอยากทำงานทั้งด้านดนตรีและเบื้องหลังที่เกี่ยวกับเรื่องเสียง 

นั่นเป็นสิ่งที่คิดตอนปีสองก่อนจะได้มาเล่นละคร

ชีวิตที่ต้องเล่นละครไปพร้อมๆ กับเป็นนักศึกษาวิศวะฯ เป็นอย่างไรบ้าง

ถ้าเทียบกับเพื่อนๆ รุ่นเดียวกัน ชีวิตวัยรุ่นของผมหายไปเลยนะ ตั้งแต่ช่วงปีสองผมก็เริ่มแสดงละครแล้ว ต้องรับผิดชอบมากขึ้นในระดับหนึ่ง ส่วนเพื่อนคือชิลล์กันมาก แต่เราทำไม่ได้เพราะเรียนเสร็จก็ต้องอ่านบท เหมือนได้โตก่อนวัย ถ้าถามว่าเสียดายไหมก็เสียดาย แต่มองว่าตรงนี้มันคือโอกาสที่น้อยคนจะได้มาทำ เป็นความโชคดีอย่างหนึ่งของผมนะ ถึงแม้เราจะเสียบางอย่างไป แต่เราก็ได้บางอย่างที่ยิ่งใหญ่มา ผมมองว่ามันดีกับเรา เลยรับโอกาสนี้ไว้แล้วไม่อยากปล่อยให้มันหลุดมือ 

ตัดสินใจเป็นนักแสดงเพราะคุณแม่ด้วยไหม

คุณแม่ไม่ได้มีอิทธิพลเลยครับ ตอนเด็กๆ ผมเห็นโปสเตอร์หนังเรื่อง เพื่อนแพง เรื่อง พลอยทะเล ของคุณแม่ใส่กรอบติดอยู่บนผนังบ้าน ก็เห็นว่าแม่เล่น ไม่ได้อยากจะเป็นแบบแม่ ผมติดละครทีวีทั่วๆ ไป รู้สึกว่าเขาเท่ดี แต่ไม่ได้อยากมาเป็นเอง 

แม่เคยเล่าเรื่องในวงการให้ฟังไหม

แทบไม่ได้เล่าอะไรเลย เรื่องในวงการ มีแค่ตอนไปเที่ยว แม่บอกว่าที่นี่เคยเป็นโลเคชันถ่ายหนังของแม่นะ แค่นี้แหละ ไม่ได้เล่าว่าทำงานเป็นอย่างไร 

ทุกเรื่องในวงการทุกวันนี้ ผมเรียนรู้ระหว่างทางด้วยตัวเองหมดเลย เคยเรียนการแสดงมาแล้วประมาณหนึ่ง แต่หลังจากนั้นก็เรียนหน้าเซ็ตตลอด เรียนกับผู้กำกับที่เราถ่ายทำด้วยบ้าง เก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์มาเรื่อยๆ

สิ่งแรกๆ ที่ภณได้เรียนรู้จากอาชีพนักแสดงคืออะไร

เรื่องการทำงาน ก่อนเข้ามาในวงการละคร ผมมองว่าอาชีพนี้สบายแน่ๆ ทำแป๊บเดียวก็ได้เงิน แต่พอเข้ามาจริงๆ แล้ว การทำงานแต่ละขั้นตอนมันยากมาก เริ่มตั้งแต่ต้องตื่นเช้า บางซีนออกมาให้เราเห็นแค่ไม่กี่นาที แต่ต้องถ่ายทำเป็นวันก็มี ผมว่ามันยากและมีหลายขั้นตอน คนเยอะ ความรับผิดชอบก็เยอะตามไปด้วย แต่เราก็ต้องรวมเป็นทีมเดียวกัน เพื่อให้ละครเรื่องหนึ่งออกมาได้ ทำให้มุมมองของผมที่มีต่ออาชีพนักแสดงเปลี่ยนไปด้วย 

ชีวิตไม่แน่นอนของ ภณ-ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ กับขวบปีที่อยากเป็นนักแสดงให้ดีที่สุด
ภณ ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

จริงอยู่ที่ว่ายาก แล้วอะไรอยากให้ทำต่อ

ช่วงแรกที่เล่นละคร เราก็เล่นไปตามบท แต่พอเรียนจบแล้วทำงานเจ็ดวัน เหมือนเราได้อยู่กับตัวละครนั้นจริงๆ ผมว่าความสนุกของการเป็นนักแสดงคือได้ทำอะไรใหม่ๆ ได้ทำสิ่งที่ชีวิตประจำวันไม่เคยได้ทำ เช่น ขี่มอเตอร์ไซค์ ชีวิตจริงพ่อไม่ให้ขับแน่ๆ แต่ในละครเราเล่นเป็นคนที่ต้องขี่มอเตอร์ไซค์ เราก็ต้องทำให้ได้ หรือว่าการบู๊ ผมไม่ใช่คนชอบเตะต่อย แต่เราต้องกลายเป็นคนใหม่ ได้เรียนรู้คนใหม่ๆ ได้เรียนรู้ความคิดของอีกคน ผมมองว่านี่เป็นความสนุกของการแสดง

บทไหนที่อยากลองเล่นมากที่สุด

อยากเล่นบทฝาแฝด มันทำความเข้าใจยากนะ เพราะแต่ละคนมีความคิดต่างกัน เหมือนมีอะไรคล้ายกัน แต่จริงๆ แล้วก็มีอะไรที่ต่างกัน มันยากที่จะทำให้คนดูเชื่อจริงๆ ว่ามีตัวเรามีสองคน สองคาแรกเตอร์ ถึงแม้หน้าตาจะเหมือนกัน แต่การขยับท่าทางมันก็ต่างกันแล้ว เพราะแต่ละคนไม่เหมือนกัน เรื่องการเลี้ยงดูก็อาจจะต่างกันแล้ว 

ผมว่าการแสดงมันเดินทางไปได้เรื่อยๆ แบบไม่มีที่สิ้นสุด เพราะบทบาทมันแปลกใหม่ตลอด ไม่มีทางที่เราจะได้แสดงครบทุกบทบาท เพราะแต่ละคนในโลกนี้ไม่มีใครซ้ำกันเลย

บทไหนที่เคยเล่นแล้วชอบ

เป็นบทบาทที่ค่อนข้างไกลตัว มีความเป็นภณ ณวัสน์ น้อยหน่อย เพราะเหมือนเราได้แสดงละครจริงๆ ไม่ได้เล่นเป็นตัวเอง เราต้องทำความเข้าใจและทำการบ้านเยอะ

ตอนนี้กำลังถ่ายทำเรื่อง คู่เวร อยู่ เราเล่นเป็นตัวละครที่แปลก มันไม่เหมือนภณเลย อ่านบทแล้ว โห นี่มันตรงข้ามกับเราเลย คือจะคิดตรงข้ามกับภณทุกอย่าง เป็นคนตรงๆ พูดตรงๆ ส่วนผมเป็นคนที่คิดก่อนแล้วค่อยพูด แต่คนนี้คิดอะไรก็พูดออกมา ไม่สนใจความรู้สึกคนอื่นเลย เล่นเรื่องนี้แล้วสนุกนะ เราต้องไปถามผู้กำกับว่ามันมีคนแบบนี้จริงเหรอ 

ช่วงนี้มีเรื่อง พราวมุก กำลังออนแอร์อยู่ เป็นละครโรแมนติกคอเมดี้เกี่ยวกับชลันธรและพราวมุกที่ถูกจับให้แต่งงานกัน แล้วเกิดความวุ่นวาย ความสนุกสนานขึ้น เราก็ต้องเล่นให้คนดูเชื่อว่าเราเป็นคนมั่นหน้าจริงๆ (หัวเราะ) 

นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

‘ชลันธร’ เขาไม่เหมือนเราที่ตรงไหน

เขาเป็นคนที่มั่นใจในตัวเองสูงมาก มั่นใจเกินไป มั่นใจจนมั่นหน้า ชอบคิดเองเออเอง เชื่อว่านางเอกเข้ามาในชีวิตเพราะชอบเขา เราต้องเล่นให้คุณดูหมั่นไส้ บางทีเขาใช้คำพูดแรง เราก็ต้องไปคุยกับผู้กำกับ ต้องหาเหตุผลว่าทำไมตัวละครถึงพูดแรงขนาดนี้

มีวิธีทำความรู้จักตัวละครอย่างไรบ้าง

อย่างแรกเราต้องอ่านบทก่อน แล้วก็ดูว่าซีนนี้ความต้องการของตัวละครคืออะไร จากนั้นก็ไปดูรูปลักษณ์ภายนอก หาดีเทล หาเรเฟอเรนซ์ เช่น ถ้าต้องเล่นเป็นเพลย์บอย ก็ต้องไปหาว่าเพลย์บอยมันเป็นอย่างไร แล้วเราจะดีไซน์เพลย์บอยออกมาในรูปแบบของเราได้อย่างไร ส่วนเรื่องความรู้สึกของตัวละคร ก็ต้องไปดูเบื้องหลังชีวิตของเขาด้วย

เราใช้ชีวิตมายี่สิบห้าปี ก่อนหน้านี้เราเจออะไรมาบ้าง ก็ต้องเรียบเรียงเหตุการณ์ให้ได้มากที่สุด เท่าที่จะส่งผลให้กลายเป็นตัวละครตัวนั้นได้ เราต้องหาให้เยอะเพื่อเอามาเป็นเหตุผลรองรับการกระทำของตัวละครด้วย 

อายุยี่สิบห้าปีก็ถือว่ายังน้อยอยู่นะ ถ้าเราต้องเล่นเป็นตัวละครที่โตกว่า แต่โชคดีด้วยเพราะที่ผ่านมาได้รับบทเป็นคนอายุยี่สิบห้าถึงยี่สิบแปดหมดเลย ถ้าได้รับบทที่โตกว่านี้ คงต้องไปหาคนมีประสบการณ์มาให้คำแนะนำ ต้องไปคุยกับผู้กำกับ ต้องทำการบ้านเพิ่มด้วย 

ตัวเองในวัย 25 ปีเป็นเหมือนที่เคยคิดไว้ไหม

เด็กๆ ผมมองว่าวัยยี่สิบห้าคือคนที่โตมากแน่ๆ แต่พอเราอายุยี่สิบห้าจริง เฮ้ย นี่มันยี่สิบห้าแล้วหรอวะ คนนอกมองอาจคิดว่าเราโต แต่ในความรู้สึกของเรา เรายังเป็นเด็กอยู่เลย มันค่อนข้างต่างจากที่คิดไว้ เราก็ทำงานปกติ รับผิดชอบทั่วๆ ไป แต่เวลาอยู่บ้าน เรายังเป็นเด็กที่อ้อนแม่อยู่เลย

นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

ภณในวัย 25 ปี มีอะไรในอาชีพนักแสดงที่ยังทำไม่ได้บ้าง

คิดว่าตัวเองมีประสบการณ์มาประมาณหนึ่ง ได้เรียนรู้บางเรื่อง แต่บางเรื่องก็ยังไม่รู้ ผมคิดว่าวันนี้เราต้องรู้มากกว่าเมื่อวาน มันจะทำให้เราพัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อยๆ

ตอนนี้อยากพัฒนาเรื่องสมาธิ เพราะถ้าไม่มีสมาธิมันค่อนข้างเล่นยาก อยากให้ตัวเองมีสมาธิกับบทต่างๆ พอนับ 5 4 3 2 เราต้องสวิตช์ไปเป็นตัวละครให้เร็ว การที่เรามีสมาธิเร็ว ทำให้เราเข้าถึงบทบาทได้เร็ว พอเราอินก็จะทำให้การแสดงนั้นออกมาดีด้วย

ตอนนี้ถ้าร้อยเปอร์เซ็นต์ก็อาจจะทำได้สักแปดสิบ อาจมีบางจุดที่เราหลุดบ้าง ถึงบอกว่าอยากพัฒนาไปเรื่อยๆ อยากมีสมาธิเข้าถึงตรงนั้นได้เร็ว บางทีทั้งซีนเราจะเข้าถึงอยูแค่แปดสิบ ซึ่งถ้าเรามาดูละครที่ตัวเองเล่น เราจะสังเกตเห็นอีกส่วนยี่สิบที่เราเหลือไว้

การแสดงที่ดีคืออะไร

สำหรับผมการแสดงที่ดีคือการแสดงที่ไม่ใช่การแสดง คือการเป็นตัวละครตัวนั้นไปเลย สุดยอดของการแสดงคือการไม่แสดง ทำให้คนดูเชื่อว่าเราเป็นตัวละครตัวนี้จริงๆ

เหตุการณ์ไหนที่ทำให้รู้ว่าสมาธิจำเป็นกับการแสดงที่ดี

มีซีนหนึ่งที่สำคัญมาก ผมมาร์กไว้ตั้งแต่ตอนอ่านบท เลยกดดันตัวเองว่าต้องทำออกมาให้ดี แต่พอไปถึงตรงนั้นจริงๆ อากาศไม่อำนวย ร้อน แล้วสมาธิก็ไม่ได้ดีเพราะนอนน้อย ทำให้ซีนนั้นผมยังเล่นไม่ถึง ผู้กำกับบอกว่ายังไม่ได้ ก็เริ่มกดดันตัวเองแล้วว่ามันไม่ได้ พอกดดันก็ทำอารมณ์ออกมาได้ไม่ดี ผมเครียดเลย พอถ่ายเสร็จแล้วผู้กำกับบอกว่าได้ ผมคิดในใจว่าได้จริงเหรอ อารมณ์มันเพิ่งจะมา พอทำไม่ได้แล้วมันก็น้อยใจตัวเอง เครียดเหมือนกันช่วงนั้น

หรือว่าคุณเป็นเพอร์เฟกชันนิสต์

ผมเป็นคนตั้งใจ มันคือการกดดันตัวเอง เพราะอยากทำออกมาให้ดี ก็เพอร์เฟกชันนิสต์นิดหน่อย เป็นแบบนี้กับทุกเรื่องในชีวิต เช่น การเก็บของ ผมเป็นคนเก็บของเป็นที่ ถ้ามีใครมาย้ายหรือไปอยู่ตำแหน่งไม่ถูกที่ก็จะเริ่มหงุดหงิดแล้วว่าใครเอาไปไหน (หัวเราะ) ไม่ชอบหาของเลย หาได้ไม่เกินสองสามนาที 

แล้วอีกอย่างผมเป็นคนที่คิดไปข้างหน้าตลอด ว่าเราวางแผนไว้แล้ว 1 2 3 4 5 ถ้ามันไม่ใช่ 1 2 3 4 5 ก็จะเริ่มร้อนๆ ที่หัวแล้ว (หัวเราะ)

กับชีวิตเราวางแผนแบบนั้นด้วยไหม

อาจจะวางไว้แค่ 1 – 2 เป็นระยะสั้นๆ ยังไม่ได้มองว่าต้องวางให้ยาว แค่แสดงละครให้ดีก่อน บทบาทที่ได้รับมันก็มีแปลกไปเรื่อยๆ ยังท้าทายอยู่จนถึงทุกวันนี้ เวลาได้รับบทมา ผมก็ต้องเอามาวางแผนเรียงเป็น 1 2 3 4 5 อยู่ดี

ส่วนระยะยาว อยากแสดงละครให้ดี ทำให้คนดูเชื่อและชอบตัวละครของเราให้ได้ ส่วนระยะยาวขึ้นไปอีก มองว่าอยากจะใช้ชีวิตสบายๆ จริงๆ เป็นคนชิลล์ๆ อยู่แล้ว ถ้ามีเงินประมาณหนึ่งและมีเวลาให้ครอบครัว ได้ไปเที่ยว ผ่อนคลาย เท่านี้ก็มีความสุขแล้ว อยากให้ทุกคนอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา สุขภาพร่างกายแข็งแรง

นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

ถ้าแผนไม่เป็นอย่างที่วางไว้ล่ะ

ความรู้สึกแรกคือแอบผิดหวังที่มันไม่เป็นอย่างที่เราหวังไว้ แต่อีกมุมหนึ่งก็จะคิดว่าช่วงเวลานี้อาจยังไม่เหมาะสมที่จะทำ หรือยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่ใช่ก็ได้ เลื่อนออกไปอีกมันอาจจะดีกว่าก็ได้ ผมเคยเจอเหตุการณ์ที่เลื่อนไปก่อนแล้วมันดีกว่า ก็เลยเอาเหตุการณ์ตรงนั้นมาเป็นแนวคิดให้กับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้

หรือมีอย่างอื่นที่อยากทำนอกแผนอีกไหม

ตอนนี้การแสดงถือเป็นสิ่งที่รักที่สุดที่อยากจะทำ ส่วนอนาคตยังมองไม่ออกนะว่าตัวเองจะชอบอะไร ตอนนี้ผมรักการแสดงที่สุด ควบคู่กับการที่มีงานอดิเรกที่ชอบเล่นคือกีฬาเอ็กซ์ตรีม ไม่รู้ว่าจะทำเป็นอาชีพได้หรือเปล่า หรือพอทำเป็นอาชีพจริงๆ แล้วเราอาจไม่ชอบก็ได้ อาจเอาไว้เป็นแค่งานอดิเรกก็พอ ตอนนี้ถือว่าโชคดีนะที่เราค้นพบการแสดงแล้วทำเป็นอาชีพได้ด้วย

ตอนเด็กๆ ไม่ฉายแววนักแสดงเลย ตอนนั้นคิดว่าพรสวรรค์ของเราคืออะไร

ตอนเด็กๆ ชีวิตมีแค่เรียนกับเล่น เคยคิดว่าตัวเองเกิดมาเพื่อเป็นนักกีฬาหรืออะไรที่ต้องใช้แรงเยอะๆ ผมเคยเป็นนักฟุตบอล เคยเป็นนักว่ายน้ำ ผมเล่นกีฬาทุกชนิดเลย เก่งไม่เก่งค่อยว่ากันอีกที ผมรู้สึกว่าตัวเองมีพรสวรรค์ทางด้านกีฬามาก อย่างในวิชาพละ ผมไปก่อนเพื่อนเลยเพราะอยากเรียน เขาให้เล่นอะไรผมก็เล่นได้ ความสุขของผมอย่างหนึ่งคือการได้อยู่กับกีฬา ชอบความแปลกใหม่ ท้าทายแบบที่ไม่ต้องอยู่กับที่

แล้วตอนนี้เล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีมอะไรบ้าง

เริ่มจากเวกบอร์ด เซิร์ฟบอร์ด จากนั้นก็มาเล่นเซิร์ฟสเก็ต ผมเคยเห็นรูปหรือวิดีโอในอินเทอร์เน็ตแล้วมันน่าลอง เลยชวนเพื่อนไปเล่นกัน วันแรกเล่นไม่ได้ เล่นแล้วก็ตกน้ำ ผมเป็นคนอยากเอาชนะ มันต้องทำให้ได้ คนอื่นทำได้ ทำไมเราจะทำไม่ได้เพราะมันดูไม่ยาก ไปครั้งแรกล้มตลอด ครั้งที่สองก็ไปล้มอีก ครั้งที่สามเริ่มจับทางได้ พอสนุกเราก็เล่นมาเรื่อยๆ 

เป็นคนตั้งใจอย่างที่เคยบอกไว้จริงๆ

ใช่ครับ ผมเป็นคนสุดเหมือนกัน ถ้าทำไม่ได้ ก็อยากจะทำให้ได้ ไม่ใช่แค่เรื่องนี้ แต่เป็นหลายๆ เรื่องในชีวิตผมด้วย เรื่องการแสดง บางทีเราทำไม่ได้ แต่คิดว่ามันต้องทำได้สิ มันติดตรงไหน เราก็ไปหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อให้เราทำให้ได้

คิดว่าอะไรทำให้ภณตั้งใจทำทุกอย่างให้ดีที่สุด 

ตอนปีหนึ่งผมเสียคุณตาไป ผมเลยมองว่าชีวิตคนเราไม่แน่นอน คุณตาเข้าโรงพยาบาลไม่กี่วันท่านก็เสีย ผมเลยมองว่าชีวิตคนเรามันเร็วมากๆ ทุกวันนี้มันไม่มีความแน่นอนในชีวิตเลย ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นได้เมื่อไหร่ ผมเลยใช้ชีวิตแบบไม่ประมาท 

พอจบเคสคุณตาก็มี COVID-19 ที่เข้ามาแบบงงๆ แต่มันก็เกิดขึ้นได้ อยากทำอะไรก็ทำให้เต็มที่เลย อย่าไปรอ ทุกวันนี้ไม่อยากรอให้ถึงพรุ่งนี้ อยากทำวันนี้ให้ดี แล้วก็ต้องทำให้ดีที่สุดด้วย 

นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

พอตั้งใจมากๆ แล้ว มีครั้งไหนไหมที่ทำไม่สุดแล้วรู้สึกเสียใจ

ก็มีนะ อย่างตอนเล่นละครก็เคย บางทีนอนพักผ่อนไม่เพียงพอแล้วออกไปเล่น เราก็ใส่ได้ไม่ถึง ได้แค่แปดสิบห้าเปอร์เซ็นต์ ผู้กำกับบอกว่าผ่านแล้ว พอมาดูผลงานของตัวเองย้อนหลัง เรามองว่าเราน่าจะทำได้ เราน่าจะใส่สุดมากกว่านี้ ไม่อย่างนั้นคงได้เห็นตัวเองในมุมที่เต็มร้อย ไม่ใช่มุมแปดสิบห้า ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ผมจะทำให้ดีกว่านี้ ผมเลยมองจุดนี้ เป็นบทเรียนในเรื่องต่อๆ ไป ว่าทีหลังทำอะไรเราใส่เต็มร้อยไปเลยทุกเรื่อง เพื่อไม่ให้รู้สึกเสียดายทีหลัง

ในวัยนี้มีอะไรที่เคยคาดหวัง แล้วทำได้แล้วไหม

ให้รางวัลตัวเอง เราเคยตั้งเป้าหมายว่าอยากมีรถของตัวเองสักคันหนึ่ง แล้วผมก็ได้รถยนต์มาตั้งแต่อายุยี่สิบเอ็ด จริงๆ คุณพ่อเป็นคนซื้อให้ก่อน ช่วงนั้นเราทำงานเก็บเงินไปแล้วก็มาคืนคุณพ่อทีหลัง ซึ่งถือว่าเราซื้อรถให้ตัวเองได้ก่อนอายุยี่สิบห้าปี ก็เป็นความภูมิใจอย่างหนึ่ง 

แล้วเรื่องการแสดงล่ะ

ได้เรียนรู้ว่าจริงๆ แล้วซีนดราม่าไม่ได้มีอะไรมาก แค่เราเข้าใจและมีสมาธิกับมันเท่านั้นเอง ก่อนเล่นละคร ผมมองว่าซีนดราม่าเป็นเรื่องยาก เราจะเล่นอย่างไร เราจะคิดถึงเรื่องอะไร เราจะทำอารมณ์อย่างไร แต่พอได้เล่นจริงแล้วมันจับทางได้ มันคือการที่เราอินไปกับเรื่องนั้น ร้องไห้หรือไม่ร้องไห้ก็เป็นปฏิกิริยาของร่างกาย อย่าไปสนใจ แค่โฟกัสให้ถูกจุดว่าตอนนี้ตัวละครต้องการอะไรและกำลังรู้สึกอะไร อารมณ์มันจะออกมาเอง

สิ่งที่คาดหวังแต่ยังทำไม่ได้มีบ้างไหม

เรื่องพาที่บ้านไปเที่ยว ตอนนี้รู้สึกว่ายังทำไม่ได้และ COVID-19 มาอีกมันยิ่งยากเลย เราเคยวางแผนว่า ถ้ามีเงินก้อนหนึ่ง อยากจะพาที่บ้านไปเที่ยวต่างประเทศ ถ้าไม่มี COVID-19 ก็อาจจะได้พาไปแล้ว แต่ตอนนี้ยังไม่มีโอกาสตรงนั้น 

ครอบครัวอยู่ในทุกแผนของคุณเสมอเลย

ใช่ ผมมองว่าครอบครัวคือที่สุดแล้ว เขาเป็นคนแรกๆ ที่อยู่กับเราด้วย ทุกวันนี้ผมยังอยู่กับที่บ้าน ไม่ได้ไปอยู่คอนโดฯ ที่ห่างจากครอบครัว เลยสนิทกับครอบครัวอยู่ประมาณหนึ่ง เวลาทำอะไร ทุกๆ คนที่บ้าน ทั้งพี่สาว พี่ชาย ก็จะนึกถึงครอบครัวก่อนเสมอ 

เขาสนับสนุนทุกเรื่องของเรามาตั้งแต่เด็ก ทั้งเรื่องการใช้ชีวิต การเลี้ยงดู มีผลกับเราทั้งหมด พ่อเป็นคนมีวินัย เขาเป็นคนที่คอยสอนเรื่องความมีวินัย ส่วนแม่เป็นคนตรงๆ ทำอะไรตรงๆ เรื่องการอ่อนน้อมถ่อมตนเราก็เอามาใช้ ครอบครัวคือสิ่งที่สำคัญจริงๆ 

นอกจากครอบครัวแล้ว อะไรอีกที่ทำให้ภณเป็นภณอย่างทุกวันนี้

ความอดทนแล้วก็เอาชนะใจตัวเอง มันทำให้ภณเป็นภณได้อย่างในทุกวันนี้ การทำงานทุกอย่างมันเหนื่อยอยู่แล้ว เราต้องอดทน แล้วก็ชนะใจตัวเองให้ได้ อย่างการทำงานตรงนี้ ผมจะต้องคุมอาหาร ออกกำลังกายเพื่อรักษาหุ่น คือการเล่นฟิตเนสมันเหนื่อยมาก ไม่ได้สบายเลย มันถึงจุดที่เรียกว่าทรมานแล้วนะ แต่ก็ต้องฝึกต่อเพื่อให้ผ่านมันไปให้ได้

อีกอย่างคือความไม่แน่นอนในชีวิต จากเหตุการณ์หลายๆ อย่างตั้งแต่เด็กจนมาถึงปัจจุบัน ผมว่าความไม่แน่นอนในชีวิตมีผลให้ภณเป็นภณมากที่สุดแล้ว ตั้งแต่เสียคุณตาไป ตั้งแต่ COVID-19 เข้ามา มันเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด

นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

Writer

ซูริ คานาเอะ

ชอบฟังมากกว่าพูด บูชาของอร่อย เสพติดเรื่องตลก และเชื่อว่าชีวิตนี้สั้นเกินกว่าจะอ่านหนังสือดีๆ ให้ครบทุกเล่ม

Photographer

รัชต์ภาคย์ แสงมีสินสกุล

ช่างภาพที่มีร้านล้างฟิล์มเป็นของตัวเอง แต่นานๆจะถ่ายฟิล์มที เพราะช่วงนี้ฟิล์มมันแพง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load