คุณว่าเรื่องบังเอิญ ถูกโชคชะตากำหนดไว้หรือไม่

เรื่องราวของบ้านอายุ 87 ปีและเจ้าของบ้านนี้มีแต่ความบังเอิญ

บังเอิญได้กลับมาพบรักกัน หลังแยกย้ายไปเรียนต่อนับ 10 ปี

บังเอิญได้ซื้อบ้านตัวเองคืน หลังเปลี่ยนมือไปเกือบ 30 ปี

บังเอิญได้เป็นสถานที่ถ่ายทำซีรีส์ แปลรักฉันด้วยใจเธอ ก่อนเปิดกล้องเพียง 2 วัน

เราเองก็บังเอิญไปรู้เรื่องนี้เข้า ก่อนไปภูเก็ต 5 วัน เลยได้นัด ตี่-วีระชัย และ ขวัญ-กนกพรรณ ปรานวีระไพบูลย์ สองเจ้าของบ้านด้วยความตั้งใจ

บ้านเลขที่ 65 ที่บังเอิญได้ซื้อบ้านสมัยเด็กคืนและเป็นฉากในซีรีส์แปลรักฉันด้วยใจเธอ

ในตอนจบสุดท้ายนิยายรัก มักให้คนห่างไกลได้ย้อนกลับ กลับมาเพื่อพบเจอ บอกรักเธออีกครั้ง

ทั้งคู่เป็นเพื่อนร่วมชั้นสมัยมัธยม ตี่ คือลูกหลานเจ้าของบ้านเลขที่ 65 ย่านในเหมือง ส่วนขวัญ บ้านอยู่ถนนถัดไป ถ้าให้เล่าแบบละครนิดหน่อย เธอบอกว่าตอนนั้นไม่ค่อยสนิทและหมั่นไส้มาก เขาทั้งรวยแถมยังเรียนเก่ง ทั้งที่เป็นเด็กหลังห้อง

เมื่อเรียนจบ ต่างคนต่างไปเรียนต่อ ทีแรกตี่ไม่ได้ตั้งใจกลับมาปักหลักที่บ้านเกิด เขาอยากเป็นสถาปนิกในเมืองหลวง แต่วิกฤตต้มยำกุ้งก็พาเขากลับมาเริ่มต้นชีวิตที่ภูเก็ต ไม่กี่ปีต่อมาก็ถึงตาขวัญหลบเรินบ้าง เลยทำให้ทั้งคู่มีโอกาสได้เจอกัน

21 ปีผ่านไป (รวบรัดเลย) ตี่กลายเป็นเจ้าของบริษัทออกแบบ ROOF Design & Management Co.,Ltd. ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม Blu Monkey คาเฟ่ Good Café ร้านอาหาร Good•for•rest ร่วมกับขวัญ ซึ่งทำงานด้าน Gastronomy ให้กับทางเทศบาลนครภูเก็ตและเป็นตัวแทนเทศบาลฯ ประสานงานกับเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของ UNESCO ไปด้วย

บ้านเลขที่ 65 ที่บังเอิญได้ซื้อบ้านสมัยเด็กคืนและเป็นฉากในซีรีส์แปลรักฉันด้วยใจเธอ
ลูกกรงแบบที่ไม่ค่อยมีในไทย พบในปีนัง สิงคโปร์ ซึ่งลายแต่ละที่ไม่เหมือนกัน

แต่ความรัก (บ้าน) ดูเหมือนเลือนราง ปลายทางไม่เป็นดังใจ

“บ้านนี้ยุคคุณตา หรือ อาก๊อง-โฮ่เสง แซ่อ๋อง อดีตนายเหมือง เป็นบ้านของคนภูเก็ตจริงๆ เพราะเส้นนี้คือถนนดีบุก สมัยก่อนเป็นเหมืองแร่ คนที่ทำเหมืองมาสร้างบ้านกัน” สถาปนิกเจ้าของบ้านแบบเปอรานากันเริ่มต้นเล่า พร้อมเชื้อเชิญเราเดินผ่านส่วนหน้าบ้าน ห้องรับแขก เข้าไปนั่งที่โต๊ะกินข้าวในโถงกลาง ข้างๆ เป็นจิ้มแจ้ ช่องแสงควบตำแหน่งบ่อน้ำ ถัดไปด้านหลังเป็นครัว

บ้านหน้ากว้างเกิน 4.5 เมตร ยาว 45 เมตร ขนาดพื้นที่ใช้สอยกว่า 300 ตารางเมตร แบ่งเป็นสามตอน วางตัวในแนวลึกจากถนนถลางจรดซอยสุ่นอุทิศ ส่วนการจัดวางข้าวของ-สารพัดเฟอร์นิเจอร์เก่าแก่ที่รายล้อม ทำให้รู้สึกราวกับนั่งอยู่ในมิวเซียม

บ้านเลขที่ 65 ที่บังเอิญได้ซื้อบ้านสมัยเด็กคืนและเป็นฉากในซีรีส์แปลรักฉันด้วยใจเธอ
บ่อน้ำที่ยังใช้อยู่จริง ตี่สันนิษฐานว่าเกิดจากการตั้งรกรากด้วยสายน้ำ ซึ่งทุกบ้านมีบ่อใต้ดินนี้อยู่ตำแหน่งเดียวกัน

“คนภายนอกเห็นอยู่บ้านแบบนี้ จะจินตนาการว่ารวย อลังการ แต่เขาไม่รู้หรอกว่าข้างในนี้อยู่กันหกถึงเจ็ดครอบครัวใหญ่ แย่งที่นอนกัน” เขาเล่าต่อกลั้วเสียงหัวเราะ

“เอาจริงๆ เด็กๆ อยากย้ายออกทุกวัน ยิ่งเราเรียนสถาปัตย์ เฮ้ย ชีวิตมันไม่มินิมอลว่ะ เราหลงใหลในโมเดิร์นดีไซน์ แล้วทุกคนเป็นเหมือนกัน อยากไปอยู่หมู่บ้านจัดสรรทรงยุโรป ปูกระเบื้อง มีรั้ว มีแอร์ มีชักโครก พอเราอายุสิบแปดประมาณ พ.ศ. 2534 หลังคุณตาเสีย บ้านนี้ถูกขายไป ตอนนั้นไม่มีใครเสียใจเลยนะ ทุกคนดีใจ เพราะจะได้ย้ายไปอยู่บ้านใหม่กัน”

บ้านเลขที่ 65 ที่บังเอิญได้ซื้อบ้านสมัยเด็กคืนและเป็นฉากในซีรีส์แปลรักฉันด้วยใจเธอ
เพดานสูงโปร่ง ช่วยไหลเวียนอากาศ บ้านจึงเย็นสบายจากแอร์ธรรมชาติตลอดทั้งวัน

“แต่ตลกมาก วันหนึ่งเราได้ดูหนังสิงคโปร์เรื่อง The Little Nyonya ที่เกี่ยวกับวิถีชีวิต เป็นภาพสะท้อนเหมือนบ้านเก่าเลย เราก็ไม่รู้เป็นเพราะว่าวัยหรือยุคสมัยที่เรื่องพวกนี้มันกลับมามีคุณค่า คนไทยก็ทิ้งเรื่องรากเหง้าของตัวเองไประยะหนึ่ง แล้วหนังมันมากระตุกว่า เฮ้ย ไม่นะ จริงๆ ทุกรากมันก็มีค่า คุณกำลังจะตัดรากตัวเองแล้วไปต่อรากใหม่

“แล้วลูกสาวคนโตเป็นคนบอกเองว่า ปะป๊า เราเคยมีบ้านแบบนี้ ทำไมไม่หาซื้อบ้านแบบนี้แล้วมาทำอะไรแบบนี้ล่ะ จากนั้นก็ดูบ้านมาตลอด เริ่มมองจากเฟอร์นิเจอร์ ของเก่าๆ ที่เคยมี ซึ่งกองๆ อยู่ ไม่เคยสนใจเลย คราวนี้ไปไหนมาไหนก็เริ่มสะสมไว้” หลังพูดจบ เขาก็พาเดินสำรวจทุกซอกมุมบ้าน พลันสายตาเราสะดุดตาเข้ากับตู้เซฟสีเขียวใบเขื่องที่อยู่ในบ้านตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ ที่เมื่อก่อนใช้เก็บใบรับรองการศึกษาของลูกๆ หลานๆ

บ้านเลขที่ 65 ที่บังเอิญได้ซื้อบ้านสมัยเด็กคืนและเป็นฉากในซีรีส์แปลรักฉันด้วยใจเธอ

กีดกันด้วยเวลาฉันยินดีรอ แต่กีดกั้นด้วยชะตาฉันคงต้องยอมพ่ายแพ้ ใช่ไหม (ไม่!)

“รอมาสิบสามปี เพิ่งได้ซื้อเมื่อสามปีก่อน พอดีคนขับรถเจ้าของบ้านแอบได้ยินว่าแกจะขาย เลยมาบอกเรา” ขวัญ ผู้บังเอิญจะซื้อบ้านเก่าของสามีคืนเริ่มต้นเล่าด้วยความตื่นเต้น

บ้านเปลี่ยนมือไปเป็นของ คุณพรรณี บำรุงผล ภริยาอดีตกงสุลอังกฤษประจำฮ่องกงราว 30 ปี แต่ยังคงเก็บบันทึกความทรงจำไว้ให้ ของบางชิ้นยังอยู่เหมือนเดิม หลายชิ้นเติมแต่งเข้ามาโดยคุณพรรณี นักประมูล ผู้ชื่นชอบสะสมของเก่า โดยเฉพาะ ตู้ โต๊ะ เก้าอี้ บางชิ้นมีความเป็นเปอรานากัน บางชิ้นก็สไตล์ยุโรปจากอังกฤษบ้าง ฮอลแลนด์บ้าง บางชิ้นเดินทางมาจากจีนกวางตุ้ง-ฮ่องกง บางชิ้นอายุเกิน 200 ปีก็มี ส่วนบ้านได้รับการดูแลอย่างดี ไม่เคยเปลี่ยนแปลงโครงสร้างใดๆ

บ้านเลขที่ 65 ที่บังเอิญได้ซื้อบ้านสมัยเด็กคืนและเป็นฉากในซีรีส์แปลรักฉันด้วยใจเธอ
บ้านเลขที่ 65 ที่บังเอิญได้ซื้อบ้านสมัยเด็กคืนและเป็นฉากในซีรีส์แปลรักฉันด้วยใจเธอ
กระเบื้องทำมือสไตล์เปอรานากันที่อายุเท่าบ้าน

“เรื่องมันมีอยู่ว่า…” เธอเกริ่น

“แกบอกว่า นอนอยู่บ้านนี้แล้วฝันถึงผู้ชายคนหนึ่งใส่สูทขาว ทีแรกแกก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร เลยไปถามคนแถวนี้ว่าลูกหลานเขาไปอยู่ไหนกัน จนมาเจอคุณแม่ที่ร้าน ช่วงตรุษจีนเลยขอเข้ามาตั้งโต๊ะไหว้ จากนั้นก็มาทุกปี

“เรารู้ว่าพี่ตี่เขารักและผูกพันอยู่แล้ว ยิ่งเราเป็นคนที่ชอบวัฒนธรรมภูเก็ต พอเรามาได้สัมผัส ได้มาเห็นบ้านยิ่งชอบ ลูกสาวมาด้วยก็ชอบ เพราะไปภูเก็ตสเก็ชเชอร์วอล์กตามเมืองเก่าที่พ่อเขาจัด เหมือนได้ปลูกฝังเขาตั้งแต่เด็ก พอเห็น ก็อยากมาอยู่ อยากได้บ้านคืน แต่พอหลังไหว้เสร็จ ก็ไม่เคยกล้าคุยกับแกนะว่าสนใจอยากซื้อ”

บ้านเลขที่ 65 ที่บังเอิญได้ซื้อบ้านสมัยเด็กคืนและเป็นฉากในซีรีส์แปลรักฉันด้วยใจเธอ
หน้าต่างซ้อนหน้าต่างที่ซ่อนดีเทลการออกแบบไว้เพื่อระบายอากาศ หากฝนตกก็เปิดได้และมีลูกกรงเพื่อความปลอดภัยอีกชั้น

13 ปีผ่านไป เมื่อสามีเสียชีวิต คุณพรรณีตัดสินใจขายบ้าน โอกาสที่รอคอยก็เดินทางมาเคาะประตูแบบที่พวกเขาไม่ทันตั้งตัว

“เราเดินทางไปต่างจังหวัด เลยรีบโทรไปถามราคา แล้วก็ตกลงกันในโทรศัพท์ว่าให้รอก่อนนะ วางเงินจองไว้ เดี๋ยวกลับไปพรุ่งนี้ จะทำสัญญาเลย อุปสรรคหลังจากนี้ก็เรื่องเงิน มูลค่ามันเยอะ ทำเรื่องอยู่หลายธนาคาร จนบังเอิญไปหาอีกธนาคารหนึ่ง ทีแรกไปคุยเรื่องบ้านหลังอื่น คุยไปคุยมาลองถามว่าจะมากู้บ้านเก่าได้ไหม ผู้จัดการเขาถามว่าได้มายังไง เพราะรู้มาว่าในย่านนี้ไม่มีใครขายบ้าน ที่ขายก็สภาพไม่ดีเท่านี้ พอเขารู้ว่าเป็นลูกหลานก็ไม่แปลกใจ

“ปรากฏว่าธนาคารนี้จบเร็วมาก สองอาทิตย์โอนเลย พอโอนปุ๊บ คุณพรรณีก็บอกว่า เนี่ยซื้อไว้สิเลขบ้านน่ะ ฉันก็ซื้อไว้แล้วนะ ซึ่งปกติไม่เล่นหวย แต่ไหนๆ ก็มีคนทักเลยซื้อไว้ แล้วงวดนั้นออก 65 ตรงๆ ขนลุกเลยสิบสามใบ”

บ้านเลขที่ 65 ที่บังเอิญได้ซื้อบ้านสมัยเด็กคืนและเป็นฉากในซีรีส์แปลรักฉันด้วยใจเธอ
ตู้สไตล์เปอรานากัน ทรงแบบยุโรป แต่เป็นขาสิงห์ แกะสลักหน้าบานแบบจีน

“กว่าจะได้มาก็แรงอธิษฐานด้วยมั้ง อธิษฐานว่า อากง ถ้าอยากให้ได้กลับมาเป็นของลูกหลาน ก็ช่วยดลบันดาลให้ได้กลับมานะ ช่วยกันหลายคนเลยตอนนั้น

“และเราว่าเป็นเรื่องจังหวะเวลาของมันด้วย มันยากมากที่เขาจะขาย แล้วขายให้เราอีก ซึ่งถ้าไปขายให้คนอื่นอาจได้ราคาเยอะกว่านี้ก็ได้ หรือเก็บไว้ให้ลูกแกก็ได้ แต่แกบอกว่า ‘เจ้าของบ้านเขาเลือกคนซื้อแล้ว’ คำนี้เลย ซึ่งรอบนี้แกฝันถึงอากง ในฝันถามชื่อด้วย ตอนมาเล่าบอกชื่อได้ตรงเป๊ะ เลยขนลุก เพราะเราเป็นคนที่ไม่ได้เชื่อเรื่องพวกนี้ แล้วก็ไม่ได้มีจิตสัมผัส แต่คุณพรรณีบอกแกมีนะ

บ้านเลขที่ 65 ที่บังเอิญได้ซื้อบ้านสมัยเด็กคืนและเป็นฉากในซีรีส์แปลรักฉันด้วยใจเธอ
โถงชั้นสอง ที่เด็กชายตี่ต้องนอนปูผ้าเรียงกัน

“จริงๆ ก่อนหน้านี้มีหลายหลังเสนอมา เราก็เกือบซื้อหลายหลังนะ บ้านสไตล์เดียวกัน คนละถนน แต่เรามีเอ๊ะ มีนึกในหัวว่ารอบ้านอีกหลังดีกว่า หรือเราน่าจะอยู่บ้านหลังนู้น แล้วคิดอีกว่าถ้าบ้านหลังนี้ขายล่ะ เลยเผื่อใจรอ ไม่ตัดสินใจ แบบขอรอก่อนอีกนิดแล้วกัน จนสิบกว่าปี” เจ้าของบ้านเก่าเล่าใหม่อย่างออกรส เมื่อนึกย้อนไปถึงวันนั้น

 “…กีดกั้นด้วยเวลาฉันยินดีรอ” เราแซว

“ใช่ๆ เหมือนซีรีส์เลยเนอะ พอถึงเวลาเขาได้คู่กัน ส่วนเราได้เป็นเจ้าของบ้าน” เธอรีบตอบรับพร้อมเสียงหัวเราะ

แม้แรกเจอต่างคนไม่รู้จัก แต่ปักใจเพียงครั้งเดียว ติดในใจชั่วกาล

ความบังเอิญอย่างสุดท้ายของบ้านหลังนี้ คือการได้เป็นสถานที่ถ่ายทำฉากบ้านของ ‘เต๋’ พระเอกในซีรีส์ แปลรักฉันด้วยใจเธอ กำกับและเขียนบทโดย บอส-นฤเบศ กูโน ผลิตโดย นาดาวบางกอก ร่วมกับ LINE TV ซึ่งกำลังจะออกอากาศภาคสองเดือนมีนาคมนี้

บ้านเลขที่ 65 ที่บังเอิญได้ซื้อบ้านสมัยเด็กคืนและเป็นฉากในซีรีส์แปลรักฉันด้วยใจเธอ
ตกแต่งลูกฟักและช่องเปิดด้วยกระจกสีที่ได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมโกธิก

“ช่วงหลัง COVID-19 ทีมงานมาพักที่โรงแรมเรา แบบปิดโรงแรมเลยเดือนหนึ่ง แล้วน้องที่เป็นเซลล์รู้จักกับทีมงานคนหนึ่ง ซึ่งระหว่างถ่ายน้องๆ เขาก็ช่วยเหลือกันว่าขาดเหลืออะไร ทีมงานก็บอกว่ายังขาดเฟอร์นิเจอร์บางชิ้น เขาเลยบอกให้ลองไปดูที่บ้านเจ้านายน่าจะมี

“พอทุกคนเห็นบ้านก็ตะลึง แล้วพูดว่านี่คือโลเคชันในฝันที่ของซีรีส์เรื่องนี้เลย ห้องนั่งเล่นได้ ห้องนอนได้ ห้องทานข้าวได้ ห้องครัว ได้ทั้งเรื่อง

บ้านเลขที่ 65 ที่บังเอิญได้ซื้อบ้านสมัยเด็กคืนและเป็นฉากในซีรีส์แปลรักฉันด้วยใจเธอ

“คุณบอส ผู้กำกับ เขาก็รีบโทรหาคุณย้ง ตกบ่ายเขาขอถ่ายรูปบล็อกช็อต แล้วขอตกลงเช่าใช้สถานที่วันนั้นเลย เราก็ยินดีมาก

“เขาบอกเราว่าก่อนหน้านี้ ทีมงานมาเดินสำรวจบ้านทุกหลังในเส้นนี้ แล้วก็ไปติดต่อหลายๆ ที่ไว้แล้ว แต่บ้านเราปิดไว้ ซึ่งไม่เคยมีใครได้เห็นข้างใน” ชายเจ้าของโลเคชันฟ้าประทานเล่าระหว่างเดินขึ้นชั้นสองไปยังดาดฟ้า ก่อนชวนเราถ่ายภาพตามรอยซีรีส์ในมุมเดียวกันเปี๊ยบ

บ้านเลขที่ 65 ที่บังเอิญได้ซื้อบ้านสมัยเด็กคืนและเป็นฉากในซีรีส์แปลรักฉันด้วยใจเธอ

“เราชื่นชมเขานะ ที่ถ่ายทอดความเป็นวิถีเดิมของคนภูเก็ตผ่านตัวละคร เรื่องราว สถานที่ต่างๆ และทำการบ้านได้ดีมาก ขนาดตัวเราเองอยู่มาจนจะห้าสิบแล้ว ยังไม่รู้เลยว่ามีบ้านที่ทะลุไปศาลเจ้าแสงธรรมได้ เขาเอาเกร็ดแบบนี้ใส่เข้าไปในบทละครว่า โอ้เอ๋วกับเต๋เดินทะลุทางเข้าในบ้านออกไปที่ศาลเจ้า” แฟนซีรีส์ตัวยงช่วยเสริมเรื่องราว Behind the Scenes

บ้านเลขที่ 65 ที่บังเอิญได้ซื้อบ้านสมัยเด็กคืนและเป็นฉากในซีรีส์แปลรักฉันด้วยใจเธอ

ยามที่เราทั้งสองได้พานพบ ลบเรื่องราวอดีตที่ร้าวราน เธอคือความรักแท้ ที่ฉันหามาเนิ่นนาน

“ทีแรกจะรีโนเวตบ้านให้โมเดิร์นขึ้น ให้ทันสมัยเหมือนสิงคโปร์ หลังซีรีส์มาถ่าย คิดว่าคงไม่เปลี่ยนแล้ว คุณพรรณี เธอรักบ้าน รักเฟอร์นิเจอร์ เลยดูแลไว้ดีมาก มากจนขนาดขายให้เราแล้ว ยังเข้ามาดูแลให้ น้ำ ไฟ เรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างตรุษจีนปีล่าสุดก่อนที่แกเสีย ก็ซื้อที่ห้อยตรุษจีนอันใหม่มาแขวนหน้าบ้านให้ เพราะของเก่ามันซีดแล้ว”

ตี่เล่าต่อว่า หลังซื้อบ้าน คนที่ดีใจและภูมิใจที่สุดคือคุณแม่ เธอมีความสุขมากเวลาได้พูดคุยกับเพื่อนๆ ยิ่งพอเวลาผ่านไป ทุกคนก็ดีใจด้วย ทั้งญาติๆ คนรอบข้างทั้งซอยยังตามมาแสดงความยินดีที่คนคุ้นเคยจะกลับมาอยู่

บ้านเลขที่ 65 ที่บังเอิญได้ซื้อบ้านสมัยเด็กคืนและเป็นฉากในซีรีส์แปลรักฉันด้วยใจเธอ

“เราอยากเก็บไว้และสานต่อให้บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่สวยงามแล้วก็มีคุณค่า อยากส่งต่อไปยังรุ่นลูกรุ่นหลานในสภาพที่ดี จริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องประวัติศาสตร์ด้วยว่าภูเก็ตยุคสมัยหนึ่ง มีบ้านแบบนี้แค่ช่วงสองถึงสามถนนในย่านเมืองเก่า ซึ่งมันสร้างเรื่องราวขึ้นใหม่ไม่ได้ และแอนทีคจนประเมินค่าไม่ได้แล้ว

“หลายครั้งที่ได้มา มีเรื่องราวภายใต้ดีไซน์หรือแปลนบางอย่างย้อนกลับมาเยอะเลย ตอนเด็กๆ เราก็ไม่รู้ว่าอยู่เพราะอะไร จำภาพได้ว่าแสงตรงนี้ดีมาก อยู่ได้ทั้งวัน นอน อ่านหนังสือ มีบันไดวนที่เราใช้เป็นสนามเด็กเล่นวิ่งขึ้นลง โถงหน้าบ้านที่เป็นลานตีปิงปอง ครัวที่เคยช่วยผู้ใหญ่ทำอาหาร เลยทำให้เรากลายเป็นคนชอบเข้าครัว”

บ้านเลขที่ 65 ที่บังเอิญได้ซื้อบ้านสมัยเด็กคืนและเป็นฉากในซีรีส์แปลรักฉันด้วยใจเธอ
บ้านเลขที่ 65 ที่บังเอิญได้ซื้อบ้านสมัยเด็กคืนและเป็นฉากในซีรีส์แปลรักฉันด้วยใจเธอ
บันไดวนเหล็ก ร่องรอยความรุ่งเรืองในยุคเหมืองแร่ของภูเก็ต

นอกจากเป็นบ้านที่ครอบครัวปรานวีระไพบูลย์อยากกลับมาอยู่ ในอนาคตพวกเขาอาจเปิดให้เข้าชมได้ แต่จะเป็นรูปแบบไหนต้องติดตามตอนต่อไป

“เรามีโอกาสได้พารัฐมนตรีกระทรวงศึกษาของรัฐหนึ่งในอเมริกามาเยี่ยมชมบ้านพร้อมท่านผู้ว่า เราก็รู้สึกภูมิใจนะที่บ้านเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ภูเก็ต ถ่ายทอดความเป็นอยู่ของคนที่นี่ อย่างน้อยได้ช่วยประชาสัมพันธ์ในเชิงวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม เพราะว่าแน่นอนมันเกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว เลยคิดว่าถ้ามีเรื่องอาหารด้วย คนจะได้ประสบการณ์อีกรูปแบบ ซึ่งหายากมากๆ ในภูเก็ต

“คุยกันว่าเราจะทำโมเดลไหนดีที่เปิดให้เข้านะ แต่เก็บความเป็นส่วนตัวในการอยู่อาศัยของเราด้วย อาจทำเป็น Chef’s Table หรือเป็นเวิร์กช็อปสอนทำขนม เราเองโตมากับที่บ้านขายขนมโบราณ ขนมเทียน โกสุ้ย อังกู๊ หรือทำเรื่องเสื้อผ้าสไตล์บาบ๋า ย่าหยา ก็อาจจะมีเสื้อแบบโบราณหรือผ้าที่เราสะสมมาจัดแสดงให้ความรู้ และนัดก่อนเข้ามาชม” หญิงในชุดบาบ๋าเล่าถึงอนาคตด้วยแววตาเปล่งประกาย

บ้านเลขที่ 65 ที่บังเอิญได้ซื้อบ้านสมัยเด็กคืนและเป็นฉากในซีรีส์แปลรักฉันด้วยใจเธอ

ทั้งคู่เชื่อเหมือนกันว่าการพัฒนาเป็นการอนุรักษ์อย่างหนึ่ง โดยรากคือสิ่งที่เกิดขึ้นและส่งต่อมาเรื่อยๆ เป็นสารตั้งต้นหรือมรดกที่มีคุณค่ามากพอให้รักษาแล้วพัฒนาต่อ อาจไม่ใช่ฟังก์ชันเดิม แต่บาลานซ์ว่าอันไหนเก่า อยากเก็บอดีตก็เก็บไป อันไหนต้องร่วมสมัยเพื่อให้ไปต่อได้ก็ทำ

“เราก็อยากสื่อสารกับคนรุ่นใหม่หรือรุ่นเราบางคนว่าการรักษามีทางของมัน ไม่จำเป็นต้องอนุรักษ์ไว้หรือคงไว้เหมือนเดิม เราเคยผ่านจุดที่เป็นเด็กรุ่นใหม่แล้วไม่ค่อยอินกับของพวกนี้ เลยอยากทำให้เป็นโมเดลให้เห็นและส่งต่อว่าทำแบบนี้ได้ ถัดมาเราก็ต้องตีความว่าตอนนี้สังคมต้องการอะไร บริบทจะเป็นอะไร อย่างละครทำให้การท่องเที่ยวภูเก็ตบูมขึ้นเยอะในสถานการณ์ COVID-19 เราก็อยากขยี้ตรงนั้นต่อ

“และการกลับมาใหม่ เราอยากเห็นภาพของคำว่ายั่งยืน การอยู่ต่อไป ไม่ใช่การฉกฉวยโอกาส หรือว่าหากินอย่างเดียว ซึ่งการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ถ้าจัดการดีๆ ก็ยั่งยืนได้” เขาว่า

บ้านเลขที่ 65 ที่บังเอิญได้ซื้อบ้านสมัยเด็กคืนและเป็นฉากในซีรีส์แปลรักฉันด้วยใจเธอ
ขนบความงามตามแบบบ้านโบราณด้วยช่องเปิดที่วางแปลนให้ตรงกันหมด

“ดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในซีรีส์ เพราะมันอยู่ตลอดไป ย้อนมาดูเมื่อไหร่ก็ได้ เหมือนสมัยนั้นที่เราดู The Little Nyonya ซึ่งมันเป็นส่วนหนึ่งในการเล่าเรื่องเรื่องราวประวัติศาสตร์-วัฒนธรรมให้คนรุ่นใหม่ ได้รู้จักภูเก็ตในอีกแง่มุมหนึ่ง นอกจากจุดเช็กอิน อย่างทะเล ภูเขา ได้มาสัมผัสและซึมซับวัฒนธรรม

“อยากให้บ้านโบราณทำให้คนกลับมาดูแล้วบอกว่า เฮ้ย! สวยจัง แทนที่จะบอกว่าโบร้าณ โบราณ เหมือนยุคหนึ่งที่เรามองบ้านแบบนี้ว่า หูย ไม่เอา มันเชย” เธอทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม

บ้านเลขที่ 65 ที่บังเอิญได้ซื้อบ้านสมัยเด็กคืนและเป็นฉากในซีรีส์แปลรักฉันด้วยใจเธอ

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

ธาม โรจนอุดมวุฒิกุล

อดีตช่างภาพอิสระ คิดว่าการเล่าเรื่องด้วยภาพสำคัญไม่แพ้ตัวอักษร ชอบกินกาแฟในวันที่นอนเยอะ และกินโกโก้ในวันที่นอนน้อย แพ้แมวเวลาทำเสียงกรน ในอนาคตอยากทำเพลงของตัวเองสักเพลง (ถ้าเป็นไปได้)

อยากอยู่อย่างอยาก

คนและบ้านน่าสนใจในพื้นที่ที่เขาอยากอยู่

หลังจากค่อย ๆ ขยับรถเข้ามาในซอยแคบ ๆ สมกับเป็นฝั่งธนฯ เราก็มาถึงหน้า ‘บ้านลิเก’ บ้านสีขาว รั้วสีขาว อันเป็นเป้าหมายในวันนี้

“หน้าดูแดง ๆ จ้ำ ๆ นิดหนึ่งนะ วันนี้ไปเล่นบทคนแพ้กุ้งมา” เจ้าของบ้านออกตัวอย่างร่าเริง ก่อนหน้าที่จะถึงคิวมาต้อนรับเราในตอนบ่าย เธอมีนัดหมายเล่นละครตั้งแต่เช้า แถมบทที่ได้รับก็ใช่ว่าธรรมดา

พวกเราชาว The Cloud เดินตามหลังเธอกันเป็นพรวน ตอนที่ยืนมองอยู่หน้าบ้านก็เป็นโลกหนึ่ง เมื่อเดินเข้าไปในตัวบ้านก็เป็นอีกโลกหนึ่ง มิหนำซ้ำทางเข้ายังมีความซับซ้อน ทำให้เราต้องยืนหันรีหันขวาง สับสนไม่น้อยว่าต้องเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวาจึงจะเข้าตัวบ้านไปได้จริง ๆ

ที่นี่น่าสนใจตั้งแต่เปิดประตูบ้านเลยทีเดียว

ชื่อ ‘บ้านลิเก’ มาจากที่เจ้าของบ้านอย่าง โอ๋-สุกัญญา สมไพบูลย์ หรือ ‘อาจารย์โอ๋’ แห่งนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นคนเล่นลิเกและรักในศาสตร์การแสดงนี้เต็มหัวใจ

อาจารย์โอ๋ กับ ณัน-วรณัน สุทธิโอภาส เพื่อนชีวิตผู้สนับสนุนเธออย่างดี จะมาเล่าให้เราฟังถึงเรื่องราวเบื้องลึกก่อนมาเป็นบ้านที่เรามาเยือนวันนี้

Likay House บ้านของคนเล่นลิเก รักลิเก และทำบ้านเป็นฉากชีวิตให้เล่นสนุกและอยู่สบาย

เด็กน้อยผู้อยากมีเพชรเต็มตัว

ก่อนที่จะเล่าถึงบ้านหลังนี้ได้ เราขออนุญาตเกริ่นให้รู้จักคุณเจ้าของบ้านกันสักหน่อย เพราะความคิด ชีวิต แพสชัน และความเป็นตัวตนของเธอมีผลกับที่อยู่อาศัยในปัจจุบันชนิดที่แยกขาดจากกันไม่ได้

โอ๋เรียนระดับปริญญาตรีที่คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่อปริญญาโทที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ เมื่อจบมาสอนที่คณะนิเทศศาสตร์ ได้ 7 ปี ก็ได้ทุนไปเรียนปริญญาเอกต่อที่อังกฤษ แล้วกลับมาสอนภาควิชาวาทวิทยาและสื่อการแสดงที่คณะเดิมต่อ

นอกจากบทบาทของการเป็นอาจารย์ เธอยังเป็นทั้งนักร้อง นักแสดงละครทีวี ละครเวที เล่นลิเกกับกลุ่มละครมะขามป้อม กับคณะละครอนัตตา รวมถึงเป็นนักเขียนด้วย

“พี่เกิดที่นี่แหละ ซอยเพชรเกษม 46” อาจารย์โอ๋เริ่มเล่าประวัติวัยเด็กด้วยโลเคชันที่อยู่อาศัย “ความทรงจำที่จำได้คือประมาณ 3 – 4 ขวบ พ่อแม่ ลูก 2 คน เช่าห้องเล็ก ๆ อยู่ห้องหนึ่ง ในบ้านที่มี 4 ครอบครัว เช่าคนละห้อง

ที่บ้านนั้นทุกคนตั้งของถาวรไม่ได้ ตอนเช้าต้องม้วนเก็บที่นอน แล้วกลางคืนค่อยเอามาปูใหม่ เพราะเป็นสเปซสำหรับอย่างอื่น แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็อยู่ที่นั่นอย่างมีความสุข

“พอสัก 9 ขวบ แม่ก็เริ่มเช่าบ้านของตัวเอง เป็นบ้านไม้ชั้นเดียวที่เพชรเกษมเหมือนเดิม ไว้ใช้อยู่ และให้แม่ใช้เย็บผ้า”

Likay House บ้านของคนเล่นลิเก รักลิเก และทำบ้านเป็นฉากชีวิตให้เล่นสนุกและอยู่สบาย

“ต้องจินตนาการถึงเด็กที่นั่งอยู่ในห้องที่ทุกคนต้องอยู่ด้วยกัน แล้วก็เอาตลับเทปมาต่อเป็นบ้าน มีห้องนอน เตียง โต๊ะรับแขก เอาตุ๊กตากระดาษมานั่ง เป็นความฝันมากที่จะมีบ้าน

“อ่านนิตยสาร ดาราภาพยนตร์ หรือ ขวัญเรือน ก็ดูมุม ‘บ้านดารา’ แล้วเอาหมอนมาพิงกำแพง แม่ถามว่านี่อะไร ก็ตอบว่ามุมนั่งเล่น” โอ๋หัวเราะดังเมื่อพูดถึงตัวเองในอดีต เธอกับครอบครัวอยู่ที่บ้านไม้หลังนั้นจนถึงมหาวิทยาลัยปี 2 แล้วแม่ก็ไปซื้อทาวน์เฮาส์หลังใหม่ในซอยเพชรเกษมดังเดิม โดยมีโอ๋ผู้เป็นนักศึกษารับหน้าที่ช่วยแม่ผ่อนบ้าน

อาชีพสายบันเทิงที่เห็นในตอนนี้ มีพื้นฐานมาตั้งแต่เธอเป็นเด็กน้อยก้นซอยเพชรเกษม พอได้ไปดูลิเกกับแม่แล้ว เธอก็อยากมีเพชรเต็มตัว อยากเต้นอยากร้องเพลงตั้งแต่ 4 ขวบ

“การดูลิเกทำให้พี่ชอบร้องเพลงลูกทุ่ง จนเริ่มประกวดก็เป็นนักร้องลูกทุ่ง” ความรู้ใหม่ที่เราเพิ่งทราบในวันนี้ คือแถวฝั่งธนบุรีมีลิเกเยอะ บางทีก็เล่นที่วัด บางทีก็เล่นที่ตลาด

Likay House บ้านของคนเล่นลิเก รักลิเก และทำบ้านเป็นฉากชีวิตให้เล่นสนุกและอยู่สบาย

“พอแฟนแต่งงานฉันเลยอกหัก หนีความช้ำหนักมาพักอยู่ลพบุรี โรงแรมชั้นสอง เข้าจองที่ห้องเบอร์สี่ หลับตานอนทอดถอนฤดี นอนที่นี่สองคืนแล้วเรา” จู่ ๆ อาจารย์โอ๋ก็ท่องเนื้อเพลง เกลียดห้องเบอร์ห้า ให้เราฟังแบบไร้ทำนอง แต่เต็มไปด้วยอินเนอร์ 

“ท่อน ปีนมองลอดช่องลมไป ตอนเด็ก ๆ สมัยที่ยังพูดไม่ชัด ในหัวเรา ลอดช่องคือขนม คำศัพท์เรายังไม่หลากพอจะรู้ว่าลอดช่องหมายถึงมองลอดไปตามช่อง แต่เรารู้จักขนมลอดช่อง นึกว่าตอนที่ปีนกลับมายังถือขนมอยู่” นักร้องลูกทุ่งหัวเราะร่า ที่ปูมานานก็เพื่อจะเล่าเรื่องนี้นี่เอง! 

“พี่ร้องเพลงตั้งแต่เด็กจริง ๆ มันเป็นทางได้เงินรางวัลง่ายด้วย แม่พาไปออกงานก็บอกให้ลูกร้องเพลง ผู้ใหญ่ก็เอ็นดู เพลงเดียวก็ได้ 2,000 บาท 40 ปีที่แล้วนะ

“เราเป็นเด็ก ไม่รู้จักคำว่าอาชีพ แต่รู้สึกว่าฉันจะไม่หยุดร้องเพลงเลย เพราะว่ามันได้เงิน”

Likay House บ้านของคนเล่นลิเก รักลิเก และทำบ้านเป็นฉากชีวิตให้เล่นสนุกและอยู่สบาย

โอ๋ร้องเพลงมาเรื่อย ๆ เธอดูและสนใจลิเกมาตลอด แต่ไม่ได้เฉียดเวทีลิเกไปกว่าการเป็นแม่ยก จนกระทั่งเมื่อเรียนปริญญาโท นิเทศศาสตร์ สาขาวาทวิทยา ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสื่อสารของมนุษย์ เธอจึงตัดสินใจทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับลิเกที่ถอดองค์ความรู้เกี่ยวกับสัญลักษณ์ของการแสดง และได้ไปอยู่กับคณะลิเก 6 เดือน โดยขอให้ลิเกในคณะเอ็นดูและดุเธอเหมือนลูกศิษย์ ซึ่งเธอก็ได้วิชามาจากที่เขาสอนบ้าง จากที่ครูพักลักจำเองบ้าง จนเป็นลิเกจริง ๆ ได้เล่นตัวโจ๊ก ตัวกระแหร่ง

“พี่ถูกตั้งคำถามด้วยว่า ไปเรียนตั้งอังกฤษ ทำไมถึงทำดุษฎีนิพนธ์เกี่ยวกับลิเก” อาจารย์โอ๋เล่า “มันคือ Politics of Aesthetics แม้กระทั่งความงามของการแสดงมันยังมีระดับขั้น ก็เลยมีความรู้สึกว่า พี่จะทำทุกอย่างให้สิ่งที่เป็นของชุมชนพื้นบ้านไม่เป็น Guilty Pleasure ทุกคนชอบได้อย่างเต็มภาคภูมิ”

“สำหรับพี่ ศิลปะไม่มีสูงต่ำ เป็นคอนเซ็ปต์ว่าทำไมตั้งชื่อบ้านว่าบ้านลิเก เราตั้งเพื่อให้เกียรติศิลปะที่เรารักที่สุดอันหนึ่ง”

เอาล่ะ ได้เวลาอันสมควรแล้ว เราจะเล่าถึงบ้านลิเกให้ฟังต่อไปนี้

Likay House บ้านของคนเล่นลิเก รักลิเก และทำบ้านเป็นฉากชีวิตให้เล่นสนุกและอยู่สบาย

เปิดม่านลิเก

ทาวน์เฮาส์ที่อาจารย์โอ๋อยู่ก่อนหลังนี้ แม้จะไม่ได้ใหญ่นัก แต่ทุกคนก็ได้มีห้องส่วนตัว และด้วยความโชคดีที่อยู่ริมสุด จึงมีบริเวณให้ปลูกต้นไม้บ้าง แต่แล้วก็ถึงเวลาต้องขยับขยาย อาจารย์โอ๋จะต้องไปมีบ้านในฝันเป็นของตัวเอง ให้สมใจเด็กที่เสพคอนเทนต์บ้านดาราสักหน่อย

เธอกับณันเลือกอยู่ย่านเพชรเกษมเหมือนเดิม ห่างไปแค่ 300 เมตร เพื่อที่แม่ผู้ติดบ้านเดิมจะได้แวะเวียนมาหาลูกสาว มาส่งกับข้าวอร่อย ๆ ได้ทุกวัน

ที่ดินผืนแรกในซอยเพชรเกษมที่ตัดสินใจซื้อ มีลักษณะเหมือนเส้นก๋วยเตี๋ยว เพราะหน้ากว้างแค่ 6 เมตร แต่ยาวถึง 32 เมตร ซึ่งสถาปนิกจาก Site-Specific ก็มาพูดคุยเพื่อเก็บข้อมูลความต้องการของผู้อยู่ และออกแบบมาให้เรียบร้อย เป็นอาคารชิโน-ยูโรเปียน 2 หลัง มีอุโมงค์กระจกเชื่อมระหว่างกัน และมีคอร์ตยาร์ดเก๋ไก๋ในบ้าน แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่เกิดขึ้นจริง เพราะมีปัญหาเรื่องการก่อสร้างกับข้างบ้านเสียก่อน จนต้องไปหาที่ดินใหม่ใกล้ ๆ เดิม โดยนำแบบเดิมมาขยับใหม่ให้เป็นตัว C แทนที่จะยาวเหมือนเดิม ซึ่งที่ดินใหม่นี้กว้างขวาง สเปซบ้านดูเป็นมิตรขึ้น อยู่ง่ายขึ้น ใช้พื้นที่ต่าง ๆ ได้สะดวกขึ้นด้วย

Likay House บ้านของคนเล่นลิเก รักลิเก และทำบ้านเป็นฉากชีวิตให้เล่นสนุกและอยู่สบาย

“บ้านต้องบอกตัวตนของเรา มันอาจจะไม่ได้สวยในสายตาคนอื่น แต่เราต้องรู้สึกว่าเราชอบ ทุกพื้นที่ต้องมีเรื่องราวของเรา” ณันพูดถึงหลักแรกที่ยึดเมื่อจะทำบ้าน ก่อนที่โอ๋จะพูดต่อ “อยากให้บ้านมีคอนเซ็ปต์เหมือนลิเก”

บ้านลิเกแห่งนี้ หากไปยืนหน้าบ้าน จะเห็นได้ว่าผนังบ้านชั้น 2 มีลักษณะเหมือนม่านที่กำลังเปิด และส่วนทางเข้าบ้านก็ใช้โรงลิเกเป็นคอนเซ็ปต์ในการออกแบบ

“เวลาเรานั่งดูเราจะเห็นฉากท้องพระโรง แต่ไม่เห็นอะไรข้างหลังเลย จนเมื่อเราได้รับอนุญาตให้ขึ้นไปหลังเวที เราถึงจะเห็นชีวิตจริงที่สนุกสนาน นั่งแต่งหน้า ทำผม กินส้มตำกันอยู่หลังเวที” นั่นเป็นเหตุผลที่เราไม่เห็นอะไรเลย ถ้าเจ้าของบ้านยังไม่เปิดประตู ซ้ำยังมีความซับซ้อนตรงทางเข้า ยากที่จะเข้าไปในส่วนไพรเวตซึ่งเป็นอีกโลกหนึ่งได้

“พอเข้ามาก็จะเห็นสวน เห็นความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ๆ” ณันเผย

มีหลังเวที แล้วมีเวทีไหม – เราถาม

“มีค่ะ ตรงที่เป็นประตูบานเฟี้ยมนั่นแหละค่ะ เหมือนคนดูนั่งตรงที่จอดรถ แล้วโซฟานั้นก็เป็นเหมือนเวที” อาจารย์โอ๋ตอบ ที่จอดรถก็ถูกนับเป็นส่วนหนึ่งของบ้านเหมือนกัน

Likay House บ้านของคนเล่นลิเก รักลิเก และทำบ้านเป็นฉากชีวิตให้เล่นสนุกและอยู่สบาย
เปิดบ้านย่านเพชรเกษมของ ‘อาจารย์โอ๋’ แห่งนิเทศ จุฬาฯ และ ‘ณัน’ เพื่อนชีวิต ฟังเบื้องหลังการสร้างบ้านจนถึงวิถีในบ้าน

“ส่วนห้องรับแขก ก็ Sunken ยุบลงไปเป็นที่นั่งดูทีวี สมมติว่าเราร้องเพลงอยู่ข้างบน ก็ให้คนนั่งดูข้างล่างได้ประมาณ 20 คน หรือจะเล่นข้างล่างแล้วข้างบนนั่งดูก็ได้ พี่สอน Public Speaking กับ Performing Arts บางโอกาสก็ได้ใช้พื้นที่ตรงนี้ซ้อมกัน” เธอชี้ให้เราดูว่า ในแอ่งนั้นนำฟูกมาปู แล้วให้ลูกศิษย์ใช้นอนค้างได้ด้วย ซึ่งโซฟาทั้งหมดเป็นงานคราฟต์ที่ใช้ผ้าไทยต่าง ๆ มาตัดให้พอดีกับพื้นที่ใช้งาน โดยมีคอนเซ็ปต์เป็นท้องน้ำสีน้ำเงิน

บ้านนี้มีสเปซที่น่ารัก สถาปนิกได้แยกส่วน Indoor เป็น 3 ก้อนหลัก ๆ แล้วส่วน Outdoor ที่เต็มไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ ก็มีฟังก์ชันที่เชื่อมกันลื่นไหลกับ Indoor อย่างห้องรับแขกก็มีทั้งในและนอกบ้านให้เลือกใช้ ในฐานะผู้มาเยือน เรารู้สึกสนุกกับการเดินไปดูส่วนต่าง ๆ มาก

ก้อนแรกของบ้าน ชั้นล่างเป็นห้องรับแขก ส่วนชั้นบนเป็นห้องนอน

ก้อนที่สอง ชั้นล่างเป็นที่จอดรถ ชั้นบนเป็นห้องทำงาน 

ส่วนก้อนสุดท้าย ชั้นล่างเป็นห้องครัวที่เรานั่งคุยกันอยู่ ซึ่งมีทั้งส่วนรับประทานอาหาร ส่วนครัวฝรั่ง ครัวไทย และชั้นสองเป็นดาดฟ้าที่โอ๋-ณันมักขึ้นไปปลูกต้นไม้

“โครงบ้านสถาปนิกออกแบบและไกด์สีให้ ส่วนออกแบบภายใน เรามีอิสระที่จะออกแบบเอง”

ส่วนที่เราชอบที่สุดคือห้องทำงานอาจารย์โอ๋ที่มีโต๊ะไม้ตัวใหญ่เป็นหลักของห้อง ฉากหลังเป็นชั้นที่เต็มไปด้วยหนังสือหลากประเภท และมีไฮไลต์เป็นที่นั่งอ่านหนังสือซึ่งมองออกไปนอกระเบียงได้ นึกภาพว่าถ้ามีโอกาสได้ทำบ้านของตัวเองบ้าง ก็อยากจะมีพื้นที่ไว้ทอดอารมณ์แบบนี้เหมือนกัน

เปิดบ้านย่านเพชรเกษมของ ‘อาจารย์โอ๋’ แห่งนิเทศ จุฬาฯ และ ‘ณัน’ เพื่อนชีวิต ฟังเบื้องหลังการสร้างบ้านจนถึงวิถีในบ้าน
เปิดบ้านย่านเพชรเกษมของ ‘อาจารย์โอ๋’ แห่งนิเทศ จุฬาฯ และ ‘ณัน’ เพื่อนชีวิต ฟังเบื้องหลังการสร้างบ้านจนถึงวิถีในบ้าน

“เราต่อเติมห้องซักผ้าตากผ้าไว้ที่ชั้น 2 ด้วย” โอ๋กล่าว พวกเธอบอกว่าบ้านที่เห็นปัจจุบันไม่ค่อยเหมือนในแบบหลายจุด และดูเหมือนห้องนี้จะเป็นจุดที่เจ้าของบ้านภูมิใจนำเสนอมาก 

“ปกติเราต้องขนตะกร้าลงมาซักและตากผ้าชั้น 1 แล้วพอผ้าแห้งก็นำไปเก็บที่ตู้เสื้อผ้าชั้น 2 แต่ของพี่คือที่ห้องนอนมีประตูบานเฟี้ยมเปิดออกเป็นห้องซักผ้าและตากผ้าเลย

“โอ๋เขาขอห้องทำงาน ห้องครัว อะไรแบบนั้น พี่ขอห้องซักผ้าและห้องเก็บของ” ณันเล่าอย่างอารมณ์ดี “ข้างบนมีความเป็นคอนโดเล็ก ๆ พี่เคยอยู่คอนโดมาก่อน รู้สึกว่าแม้ว่าสเปซคอนโดจะแคบ แต่ฟังก์ชันมันตอบเรา เดิน 2 ก้าวถึงห้องน้ำ เดิน 3 ก้าวถึงห้องครัว เราก็หยิบข้อดีของความเป็นคอนโดมาสนองเรา”

ประสบการณ์อยู่อาศัยหลาย ๆ แบบ ทำให้มีไอเดียเมื่อต้องทำบ้านของตัวเองจริง ๆ เหมือนกัน เราเห็นหลายคนที่นำความกะทัดรัดของคอนโดมาปรับใช้กับบ้าน ถ้าเจ้าของบ้านรู้ความต้องการของตัวเองดีแบบนี้ สถาปนิกก็ยิ้มได้

เปิดบ้านย่านเพชรเกษมของ ‘อาจารย์โอ๋’ แห่งนิเทศ จุฬาฯ และ ‘ณัน’ เพื่อนชีวิต ฟังเบื้องหลังการสร้างบ้านจนถึงวิถีในบ้าน

อีกความพิเศษของบ้านลิเก คือ ‘ประตู’ ซึ่งเป็นบานไม้ทั้งหมด

ที่นี่มีประตูหลายแบบ บานเฟี้ยม บานเลื่อน บานผลัก ไปจนถึง Dutch Door ที่เปิดทีละครึ่งได้อยู่ตรงครัวไทย เพื่อให้สะดวกในการรับส่งอาหารให้กัน ขาดก็แต่ประตูลูกบิดแสนธรรมดาที่ไม่มีสักบาน

“พี่ชอบไม้ บ้านไม้มันให้ความรู้สึกโฮมมี่ ไม่เกี่ยวกับความเป็นไทยด้วยนะ บ้านในยุโรปที่เป็นไม้เราก็ชอบ” โอ๋พูด นอกจากประตู ทีมช่างก็ใช้ไม้เป็นวัสดุหลักในอีกหลายที่ “เราโชคดีที่ได้พาร์ตเนอร์ถนัดงานไม้”

เปิดบ้านย่านเพชรเกษมของ ‘อาจารย์โอ๋’ แห่งนิเทศ จุฬาฯ และ ‘ณัน’ เพื่อนชีวิต ฟังเบื้องหลังการสร้างบ้านจนถึงวิถีในบ้าน

ที่รัดแขนนางรำ แก้วสะสม และแรดขอพร

‘Beauty is in the eye of the beholder’ 

เพราะความสวยขึ้นอยู่กับสายตาคนมอง ความสวยของบ้านโอ๋-ณัน ก็เต็มไปด้วยของที่โอ๋-ณันเห็นว่าสวยและ ‘มีเรื่องราว’ อย่างมือจับประตูซึ่งเหมือนที่รัดแขนนางรำที่พวกเธอซื้อมาจากบางโพนั่นก็ใช่ จะอยู่ที่ไหนเหมาะเท่าอยู่บ้านนี้ล่ะ

“จริง ๆ แล้วพี่ดูภาพใหญ่อย่างเดียวนะคะ ความตะมุตะมิที่หนูเห็นเนี่ย พี่ณันทั้งนั้น” อาจารย์โอ๋โบ้ยไปทางณัน นอกจากจะรับหน้าที่ดูรายละเอียดของบ้าน ทั้งเลือกบานประตูให้เหมาะกับพื้นที่ ทั้งดูฟังก์ชันให้ใช้งานได้จริงและปลอดภัย ณันยังชอบเลือกซื้อของมาแต่งบ้านด้วย

เปิดบ้านย่านเพชรเกษมของ ‘อาจารย์โอ๋’ แห่งนิเทศ จุฬาฯ และ ‘ณัน’ เพื่อนชีวิต ฟังเบื้องหลังการสร้างบ้านจนถึงวิถีในบ้าน

“นี่คือแรดขอพร พูดกันสนุก ๆ กับเพื่อน ๆ ว่าเป็นองค์เทพของบ้าน ใครไม่มีแฟนมาบูชาองค์นี้ได้” โอ๋นำเสนอของจุกจิกในบ้านให้เราฟังอย่างมีอารมณ์ขัน “แล้วก็ยังมีฮิปโปตัวอ้วน สำหรับใครที่รู้สึกว่าอ้วนเกินไปแล้ว เห็นน้องฮิปโปก็จะเห็นว่าคุณมีความสุขแค่ไหนเมื่อคุณได้กิน

“แก้วสะสมใบนั้น ตะกร้าใส่ต้นไม้ใบนู้น ก็พี่ณันหมดเลยนะคะ”

ส่วนฝูงตุ๊กตาจระเข้ในห้องรับแขกที่เราสังเกตเห็นตั้งแต่เปิดประตูเข้าห้องนั้น มาจากที่อาจารย์โอ๋มีนามปากกาว่า ‘กาย่า กล้าทะเล’ โดยกาย่าในภาษามอแกน แปลว่า จระเข้

นอกจากของที่ทยอยซื้อเข้ามาด้วยกิเลสแล้ว บ้านนี้ยังเต็มไปด้วยของที่กัลยาณมิตรช่วยสรรหามาให้ ไม่ว่าจะเป็นม่านในห้องครัวที่เรากำลังคุยกัน ออกแบบและตัดเย็บโดยดีไซเนอร์ที่รู้จักกัน ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของครูส้มโอที่ทำชุดให้มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ ภาพแขวนผนังจาก รองศาสตราจารย์ ดร.อนุชาติ พวงสําลี อดีตคณบดีวิทยาการเรียนรู้ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ให้ อาจารย์ธนัญธร เปรมใจชื่น ไปรับมาจากศิลปินภาคใต้ที่ใช้เกรียงวาดสด ๆ ให้ ต้นไม้ที่ปลูกก็มี วิโรจน์ ปลอดสันเทียะ ซึ่งเป็นคนเข้าใจธรรมชาติของต้นไม้มาออกแบบให้ โดยนำเครื่องวัดแสงมาตั้ง 8 โมงเช้า ถึง 6 โมงเย็น แล้วนำไปวิเคราะห์ว่าตรงไหนควรปลูกอะไร ซึ่งต้นไม้หลายต้นที่บ้านก็มาจากพี่ ๆ เพื่อน ๆ ที่มอบให้ แม้แต่การแขวนรูปตัวเองที่ผนัง ก็มีลูกศิษย์ของอาจารย์โอ๋ที่เป็นภัณฑารักษ์ของพิพิธภัณฑ์ช่วยออกแบบให้ 

โอ๋-ณัน มีมิตรที่รักกันเยอะขนาดนั้น

“จริง ๆ มีรูปลิเกการ์ตูนที่น้องขวัญระพี คนทำการ์ตูนลิเกคนแรกของประเทศไทยทำให้ด้วยนะคะ” อาจารย์โอ๋เสริม เธอมีความสุขและตื้นตันกับทุกน้ำใจที่ได้รับมาก

ระหว่างพาเราเดินชมบ้าน ทั้งคู่ก็ชี้ชวนชมตรงนั้นตรงนี้ พร้อมเล่าเรื่องราวที่มาที่ไปของของแต่ละอย่างได้เป็นฉาก ๆ แม้แต่เดินขึ้นไปชั้น 2 ก็เล่าถึงช่องแสงกระจกเหนือบันไดที่ปล่อยน้ำลงมาเป็นน้ำตกสวยงามได้

ช่างเป็นบ้านที่เต็มไปด้วยความรื่นรมย์ของผู้อยู่อะไรอย่างนี้

เปิดบ้านย่านเพชรเกษมของ ‘อาจารย์โอ๋’ แห่งนิเทศ จุฬาฯ และ ‘ณัน’ เพื่อนชีวิต ฟังเบื้องหลังการสร้างบ้านจนถึงวิถีในบ้าน

พลังงานดี ๆ ของชีวิต

เช่นเดียวกับที่เจ้าของบ้านทั้งสองเพียรถามว่าเราอยากดื่มน้ำอะไร และเลี้ยงขนมจีนเราจนอิ่มหนำ บ้านลิเกต้อนรับผู้มาเยือนทุกคนอย่างดี ตั้งแต่ที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จด้วยซ้ำไป

“ระหว่างสร้างบ้านปีครึ่ง ช่วงโควิดไม่มีใครไปไหนเลย กักตัวในนี้กันหมด” โอ๋พูดถึงเหล่าช่างที่เนรมิตรบ้านลิเกขึ้นมา

พอทั้งคู่ว่างจากงานก็จะมานั่งคุยกับช่าง บางทีก็จัดอาหารตามสั่ง ขนม เครื่องดื่มให้ บางทีก็เปิดเตาที่บ้านอบพิซซ่ากินกัน ระหว่างที่ทำงานก็เปิดแอร์ เปิดเพลงให้ช่างทำงานอย่างสบายกายและสบายอารมณ์ไปพร้อมกัน

เมื่อถึงวันศุกร์ วันเสาร์ ก็จะซื้ออาหาร-เครื่องดื่มมาจัดปาร์ตี้เล็ก ๆ เปิดคาราโอเกะรำวงกันทั้งช่างและเจ้าของบ้าน

“เราว่าใครก็ตามที่ช่วยสร้างและมาบ้านลิเกหลังนี้ เขาต้องมีความสุข ให้มันมีพลังงานดี ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลาที่บ้านสร้างและมาเยือน”

เปิดบ้านย่านเพชรเกษมของ ‘อาจารย์โอ๋’ แห่งนิเทศ จุฬาฯ และ ‘ณัน’ เพื่อนชีวิต ฟังเบื้องหลังการสร้างบ้านจนถึงวิถีในบ้าน

พอบ้านสร้างเสร็จแล้ว ทุกวันนี้คุณอยู่บ้านกันวันละกี่ชั่วโมง

“เยอะค่ะ จะตื่นให้เช้าเพื่อที่จะดื่มกาแฟ รดน้ำต้นไม้ แล้วก็คุยกับต้นไม้ บางวันมีเวลามากหน่อยก็จะออกมานั่งฟังเพลงกับต้นไม้

“ต้นไม้ต้นไหนมันควรจะมีดอก ถ้าไม่มีพี่ก็จะพูด เธอรู้ใช่มั้ยจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเธอไม่ออกดอก” เจ้าของบ้านลิเกเล่ากลั้วหัวเราะ มีการขู่ต้นไม้อีกต่างหาก “สรุป อีก 2 วันออกดอกเลย เขามีชีวิตจริง ๆ

“พี่มีความเชื่อว่า ไม่มีที่ไหนที่เราเป็นเจ้าของ ที่นี่เราแบ่งกันอยู่ทั้งสิ่งที่เรามองเห็นและมองไม่เห็น แม้แต่นก ยีสต์ รา ก็เป็นเจ้าของเหมือนกัน”

ที่นี่มีพืชพันธุ์กว่า 160 ชนิด โอ๋บอกว่าถ้าได้มาเห็นตอนหน้าร้อนจะรู้ว่าบ้านนี้ลิเกจริง ๆ เพราะมีทั้งแก้วพวงดวงใจ พุดพวงดวงใจ มธุรดา กุหลาบพวง เศรษฐีสยาม แก้วแคระ แก้วมุกดา ซึ่งโอ๋-ณันที่ไม่ค่อยมีพื้นฐานด้านการทำสวนจึงต้องฝึกตั้งแต่ขั้นปรุงดิน แต่ก็ดูแลต้นไม้เหล่านี้เป็นอย่างดี

ต้นไม้แต่ละต้นออกดอกไปตามช่วงตามฤดูกาล ผู้คนที่มาเยือนบ้านลิเกแห่งนี้ในเวลาต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ๆ ลูกศิษย์ที่เข้ามาเรียน มาปรึกษาธีสิส หรือเด็ก ๆ แถวนี้ที่เข้ามาลอยกระทงที่คลองหลังบ้าน ก็จะได้ยลความงามที่แตกต่างกันออกไป

ทั้งคู่พูดเสียดายอยู่หลายรอบว่าพวกเรามาผิดจังหวะ เลยไม่ได้ทันเห็นดอกนั้นดอกนี้บานสะพรั่ง แต่สำหรับเรา เท่าที่เห็นบรรยากาศที่นี่ก็สดชื่นมาก ๆ แล้ว แค่ปราดตาดูก็ทราบได้ว่าเจ้าของบ้านทั้งสองใส่ใจดูแลต้นไม้มากแค่ไหน

เปิดบ้านย่านเพชรเกษมของ ‘อาจารย์โอ๋’ แห่งนิเทศ จุฬาฯ และ ‘ณัน’ เพื่อนชีวิต ฟังเบื้องหลังการสร้างบ้านจนถึงวิถีในบ้าน

“เรากำลังคิดถึงตอนแก่” อาจารย์โอ๋พูดขึ้นมา “ถ้าไม่ไปอยู่ศูนย์พักพิง เราก็อยากรวมตัวอาจารย์โสด ๆ มาอยู่ที่นี่กัน จะได้ดูแลกัน

“บ้านนี้ไล่ระดับเยอะ ไม่น่าเหมาะกับคนอายุ 80 แต่ในวัยกลางคนเราอยากได้แบบนี้ ถึงเวลาเราก็รีโนเวตได้”

“หลัง ๆ พี่คิดว่าตอนที่เราไม่อยู่แล้ว บ้านนี้อาจเป็นมิวเซียมได้เลย เราอยากส่งต่อสิ่งที่มีคุณค่า” ณันพูดบ้าง “อาจจะเป็นมิวเซียมลิเก หรือบ้านที่เก็บความทรงจำดี ๆ ก็ได้”

คิดว่าคาแรกเตอร์อาจารย์โอ๋ เหมือนกับคาแรกเตอร์บ้านนี้ไหม เขาเป็นคนอย่างที่เราเห็นบ้านนี้เป็นรึเปล่า – เราถามณัน เมื่ออาจารย์โอ๋ขอปลีกตัวไปประชุมออนไลน์

“ใช่นะ เขาเป็นคนมีสีสัน มีความสามารถหลากหลาย มีความรู้วิชาการและวิชาชีวิต แล้วก็เพื่อนเยอะ รักเพื่อน เข้าได้กับทุกคน โอ๋พูดเสมอว่าศิลปะไม่มีสูงต่ำ และมองเห็นคุณค่าของทุกงานศิลปะ บ้านลิเกก็เป็นอย่างนั้น”

เปิดบ้านย่านเพชรเกษมของ ‘อาจารย์โอ๋’ แห่งนิเทศ จุฬาฯ และ ‘ณัน’ เพื่อนชีวิต ฟังเบื้องหลังการสร้างบ้านจนถึงวิถีในบ้าน

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load