หลังการพูดคุยกับ ปัณฑพล ประสารราชกิจ หรือ โอม Cocktail ที่อาคารสำนักงานแห่งหนึ่ง เขาชวนทุกคนกลับบ้าน

ก่อนหน้านี้ผมเพียงติดตามผลงานของเขาและวง Cocktail อยู่ห่างๆ ในฐานะคนฟังคนหนึ่ง มีทั้งเพลงที่ชื่นชอบ ชื่นชม และปล่อยผ่าน จนกระทั่งชื่อของเขาเริ่มผ่านหูในวงสนทนาอาหารมื้อกลางวัน และผ่านในไทม์ไลน์เฟซบุ๊ก ถี่ขึ้น ถี่ขึ้น จากการที่เขาไปร่วมแข่งขันรายการ THE MASK SINGER ซีซั่น 2

แม้หลายคนจะยังคิดถึงชายผู้นี้ในบทบาทหน้ากากหอยนางรม แต่เมื่อพบกัน เขากลับไม่ค่อยได้พูดถึงมันเท่าไหร่ ไม่โหยหา ไม่เสียดาย ไม่ฟูมฟาย ซึ่งนั่นทำให้ผมประหลาดใจ เพราะก่อนมาเดาเอาว่าเขาคงมีเรื่องเล่าถึงบทบาทภายใต้หน้ากากไม่น้อย

หน้ากากหอยนางรมคือสิ่งที่ผ่านไปแล้ว สิ่งที่เขาเป็นตอนนี้ คือ โอม Cocktail-ชายผู้เป็นฟรอนต์แมนของวงว่าอย่างนั้น

แม้บางคนจะเพิ่งรู้จัก แต่เขาหาใช่ศิลปินหน้าใหม่ในวงการ Cocktail ยืนระยะบนเส้นทางดนตรีมาแล้วกว่า 15 ปี ออกอัลบั้มมาแล้ว 5 อัลบั้ม ผ่านทั้งช่วงเวลาที่ไม่มีใครรู้จักและแสงไฟสาดส่อง ผ่านทุกข์สุขมานับไม่ถ้วน ล่าสุดวงเพิ่งปล่อยซิงเกิลล่าสุดที่ชื่อ ทำดีไม่เคยจำ ซึ่งเขาเป็นคนเขียนเองทั้งคำร้องและทำนอง

เรานัดพบกันที่อาคารสำนักงานแห่งหนึ่งและนั่งคุยกันหลายประเด็น ไล่ตั้งเรื่องดราม่า ซิงเกิลล่าสุด หน้ากากหอยนางรม ก่อนที่สุดท้ายเขาจะชวนทุกคนกลับบ้านอย่างที่ผมว่าไว้ในตอนต้น

บ้านที่ไม่ใช่ในความหมายของสิ่งปลูกสร้าง

คุณเขียนเอาไว้ในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า เพลง ทำดีไม่เคยจำ มีเนื้อหากล่าวถึงการตัดสินคนรอบข้าง การใช้กฎหมู่ การอยู่รอดในสังคมในยุคที่โซเชียลมีเดียเปรียบเสมือนศาลเตี้ย คุณไปเจออะไรมาถึงอยากเล่าเรื่องนี้ผ่านเพลง

จริงๆ เราเห็นเรื่องแบบนี้อยู่ในสังคมเกือบทุกวันอยู่แล้ว กับการที่ใครสักคนตกเป็นเหยื่อของอะไรสักอย่างหนึ่งโดยกลุ่มคนที่มีอำนาจ หรือใครสักคนที่มีอิทธิพลต่อสังคม ที่พูดอะไรสักอย่างแล้วทำให้คนที่ตกเป็นเหยื่อโดนรุมสกรัมจากคนจำนวนมาก จริงๆ เรื่องนี้มันไม่เชิงว่าเป็นเรื่องบนโลกออนไลน์เสียทีเดียว เพราะมันเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว เพียงแต่ว่าการมีโลกออนไลน์มันทำให้เห็นชัดขึ้น เพราะเรื่องบางเรื่องที่ไม่มีที่พูดมันมีที่พูดแล้วไง คนไม่ได้เลวขึ้น คนเลวอยู่แล้ว เพียงแต่มันมีที่ที่ทำให้ปรากฏ

แต่เพลง ทำดีไม่เคยจำ ไม่ได้มีความตั้งใจจะชี้นำว่าสิ่งไหนถูกสิ่งไหนผิดนะ เราแค่อยากสร้างคำถามมากกว่า เพราะเราเองก็เป็นนักเรียนแห่งชีวิตเหมือนกัน โลกของเราเป็นห้องเรียน แล้วผมก็เป็นนักเรียนคนหนึ่งของห้องเรียน ผมเองก็ต้องเรียนจากสิ่งนี้ ผมจึงเปิดดีเบตผ่านเพลง

ในชีวิตที่ผ่านมาคุณเคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นผู้ถูกกระทำบ้างไหม

เราเป็นนักร้อง อาชีพเราไม่มีคนเกลียดก็แปลกแล้ว

ใช้คำว่าแปลกเลยเหรอ

ไม่มีนักร้องที่ทุกคนรักเด็ดขาดเลยครับ เป็นไปไม่ได้ มนุษย์ที่ไหนที่มีแต่คนรักไม่มีคนเกลียด ลองหาเลย พิมพ์ชื่อใครก็ได้ในกูเกิล แล้วเว้นวรรค แล้วพิมพ์คำว่าเกลียดหรือไม่ชอบ ผลลัพธ์ต้องมี เป็นธรรมชาติ เป็นสัจธรรมอยู่แล้ว ทุกอย่างมีคนรักและมีคนชัง คนรักเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อ ใช่ไหม

แล้วเวลาเจอกับตัวเองคุณเข้าใจได้หรือเจ็บปวด

เจ็บเล็กเจ็บน้อย ถ้าผมไม่ได้เก็บมาใส่ใจมากมันก็ไม่เจ็บมาก เจ็บไม่เจ็บมันขึ้นอยู่กับว่าเราเก็บมาใส่ใจมั้ย แต่ผมว่าผมไม่เห็นด้วยกับการหันหลังให้ มันมีคนที่หันหลังให้แล้วบอกว่าเรื่องพวกนี้ไม่ต้องเห็น แต่เวลาเราเห็นแล้วเรารู้ เราควรเห็น รู้ แล้วไม่เก็บ ไม่ใช่หันหลังให้แล้วไม่รับรู้ ทำตัวเหมือนไม่เคยเห็นเลย เราก็จะกลายเป็นคนหนีความจริง

โอม Cocktail

แล้วสิ่งปลอบประโลมใจของคุณคืออะไร

ไม่ครับ ผมไม่ค่อยปลอบใจตัวเองเท่าไหร่ ผมซาดิสต์ คนด่าผมผมเข้าไปอ่านเลย การปลอบประโลมที่ดีที่สุดคือทำตัวเองให้แข็งแรง เหมือนนักมวยที่เอาขวดถูแข้ง เวลาถูไปมากๆ แล้วเซลล์มันจะสร้างกล้ามเนื้อขึ้นมาจับหน้ากระดูก หนังจะหนาขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเวลาเตะต้นกล้วย เตะอะไรจะไม่เจ็บ มันจะไม่ชนกระดูกตรงๆ เป็นเพราะหนังตรงนั้นจะหนาขึ้น มันถูกกระทำแบบนี้แล้วกล้ามเนื้อรับรู้ มันก็เลยสร้างเซลล์ขึ้นมา เราชอบแบบนี้มากกว่า

บางคนเจอคำด่าเขาพยายามจะเลี่ยงจะหนี แต่แปลกที่คุณเลือกจะเผชิญ

คิดว่าคุณจะหลบได้ตลอดเวลาเลยเหรอ ต่อให้คุณมีความว่องไวประดุจสามารถ พยัคฆ์อรุณ ที่หลบได้ 20 หมัด แต่ถ้าคุณไม่เคยฝึกสำหรับการรับสักหมัดเลย แม้จะหลบได้กี่หมัดก็ตาม ลองโดนเข้าหมัดเดียวอาจจะลงไปนอนเลยก็ได้ แล้วชีวิตต่อยคุณหนักที่สุด ต่อยหนักกว่าอะไรทั้งนั้น

คุณโดนชีวิตต่อยบ่อยไหม

ผมเองโดนต่อยตลอดเวลา ในขณะที่สังคมเรากำลังให้น้ำหนักกับการต่อสู้ที่มองเห็นเป็นรูปธรรมมากๆ เช่นคนที่ลำบาก คนจน คนที่เขาต่อสู้ชีวิตมาแบบดุดัน เราก็เลยไม่ค่อยรู้หรอกว่าจริงๆ แล้ว หลายๆ คนสู้หนักมาก อย่างนักร้องบางคนที่ทุกคนบอกว่าเขารวยมาก แต่ว่าการดิ้นรนเพื่อที่จะเป็นนักร้องกับครอบครัวที่มีความคาดหวังสูงมันก็ไม่ง่าย ใช้เวลาหลายปีกว่าจะฝ่าฟันหลายๆ อย่าง พิสูจน์ตัวเองว่าเล่นดนตรีได้ ซึ่งผมเองก็รู้สึกคล้ายๆ กัน เพียงแต่ผมไม่ได้รวยแบบนั้น การต่อสู้ของเรามันสู้กับจิตใจตัวเอง สู้อยู่ข้างใน แต่คนไม่เห็น แล้วคนก็มักจะมองว่าเราไม่เห็นต้องสู้อะไรเลยหรือเปล่า

ถ้าผมเป็นคนนอกแล้วจะชื่นชมวง Cocktail สักเรื่องนึง ผมก็คงชื่นชมว่า พวกมึงทนได้นานดีเว้ย อยู่กับแพสชันได้ยาวนานดี มีความซื่อสัตย์กับแพสชันตัวเอง ช่วงเวลาที่เหมือนจะไม่ได้อะไรก็ยังอยู่ เราอยู่ด้วยแพสชันจริงๆ และเราก็ไม่เห็นมีใครกระทำอะไรเราได้เลย สมัยก่อนเราส่งอัลบั้มไปเขาไม่โปรโมตให้ ส่งวิทยุไปวิทยุไม่เปิด ไม่พูดถึง หนังสือก็ไม่เคยเอาไปถ่ายขึ้นปก แล้วเขาทำอะไรงานเราได้ล่ะ เขาทำอะไรงานเราไม่ได้เลย เขาได้แต่กีดกั้นให้เราปรากฏตัวต่อโลกไม่ได้ แต่เขาไม่สามารถแตะต้องงานเราได้เลย

ถอดหน้ากากแล้วกลับบ้านกับ โอม Cocktail

ยุคนี้ในโลกโซเชียลฯ ทุกคนสามารถโปรโมตตัวเองได้แล้ว ไม่ต้องง้อสื่อเหมือนในอดีตอีกต่อไป คุณว่าอำนาจในมือนี้ส่งผลกับชีวิตเรายังไงบ้าง

คุณรู้สึกมั้ยว่าปัจเจกบุคคลได้รับพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ที่จะเสนอตัวเองเข้าสู่โลก สู่โซเชียลฯ สู่สังคมขนาดใหญ่ ซึ่งเชื่อมโยงกับคนจำนวนมาก คำถามคือปัจเจกได้พลังมากเกินความสามารถในการรับผิดชอบตัวเองหรือเปล่า

Benjamin Parker (เบนจามิน ปาร์กเกอร์) ลุงของสไปเดอร์แมน ได้พูดวลีอมตะไว้แล้วว่า “With great power comes great responsibility.” ซึ่งประโยคนี้มันจริง ด้วยพลังที่ยิ่งใหญ่นำมาซึ่งความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง ประเด็นคือคุณเข้าใจอำนาจของสิ่งที่คุณมีอยู่ในมือแค่ไหน รู้มั้ยว่าความคิดชุดนึงสามารถถูกเผยแพร่ได้มากแค่ไหน รู้มั้ยว่าความเกลียดชังถูกเผยแพร่ได้ไกลแค่ไหน รู้มั้ยว่าข่าวลวงข่าวหนึ่งทำร้ายคนได้มากแค่ไหน ถามว่ามีผลอะไรมั้ย เราต้องคิดเยอะขึ้นมากทุกครั้งที่เราจะโพสต์ข้อความสักข้อความหรือเราจะตอบคำถามสักคำถามนึง

ทุกวันนี้ผมเองเวลาไลฟ์เฟซบุ๊กตอบคำถามประจำสัปดาห์ผมยังไม่ค่อยอยากจะเก็บไลฟ์นั้นไว้เลย ถ้าใครดูไม่ทันก็ไม่ทัน ผมต้องลบ เพราะเราไม่รู้เลยว่าเราจะโดนตัดตอนคำพูดเราไปทำให้ความหมายเพี้ยนไปลงในชาแนลของใคร ซึ่งเราเห็นการเรียกคนเข้าชาแนลของบางชาแนล เอาคลิปเราพูดอะไรไม่รู้ไปตั้งชื่อคลิปเป็นเรื่องที่อินเทรนด์ไว้ตอนนั้น เพื่อดักคนเข้าไปดูโดยที่เนื้อหาไม่ได้สัมพันธ์กัน คนทำเขารู้มั้ยว่ามีคนเสียความรู้สึกจากสิ่งที่เขาทำมากขนาดไหน มันเป็นคอนเทนต์ที่เป็นขยะ ไม่มีประโยชน์

คุณมองมั้ยว่าสิ่งที่ว่าเป็นราคาที่ต้องจ่าย ต้องยอมแลก เพราะมองอีกมุมศิลปินก็ได้ประโยชน์จากโลกโซเชียลฯ ไม่น้อย

ไม่ใช่แลก แต่มันอยู่คู่กันมาแต่ไหนแต่ไร

แล้วเวลาเห็นเพื่อนร่วมวงการที่เรารู้จักนิสัยใจคอเขาดี ไปตกอยู่ท่ามกลางดราม่า คุณรู้สึกยังไง

แล้วแต่สถานการณ์ บางอันเรารู้สึกว่าเพื่อนเราไม่น่าพูดอย่างนี้ บางอันเรารู้สึกว่าเพื่อนเราทำถูกแล้วแต่สังคมไม่เข้าใจเพื่อนเรา หรือบางอันที่ซวยจริงๆ อยู่เฉยๆ แล้วโดนก็มี แต่ที่รู้สึกเหมือนๆ กันคือแอบสลดใจ เรามองเห็นว่าจริงๆ แล้วหลายครั้งเรื่องเล็กกว่านั้นมาก แต่มันถูกทำให้ใหญ่กว่าที่เป็นเยอะ ลึกๆ แล้วเรากำลังมีความสุขกับการเห็นใครสักคนลากคนสักคนมาปู้ยี่ปู้ยำ เหมือนคำพูดหนึ่งในหนัง The Dark Knight Rises ของ Christopher Nolan (คริสโตเฟอร์ โนแลน) ที่บอกว่า เรากำลังดึงใครสักคนที่เป็นคนดีมาปู้ยี่ปู้ยำเพียงเพื่อทำให้เขาเห็นว่าแม้กระทั่งคนดีก็พังทลายได้ เพื่อที่เราจะรู้สึกสะใจว่ามึงก็ไม่ได้ดีไปกว่ากูหรอก เพราะว่าการยืนอยู่ข้างคนที่ดีมากๆ ดีเหลือเกิน มันก็ทำให้คนบางคนรู้สึกถูกลดทอนคุณค่าในตัวเองลง แล้วการที่จะทำให้รู้สึกถึงความแข็งแรงของตัวเองได้อีกครั้งก็ต้องทำลายใครสักคนให้มันลงมาอยู่ข้างล่างไปกว่าเรา ถ้าดึงมันลงมาให้พังได้ แสดงว่ามึงก็ไม่ได้ต่างกับกูนี่หว่า นี่คุณกำลังเติม Self-esteem ด้วยการทำลายคนอื่น คุณเป็นคนยังไงนะ

ถอดหน้ากากแล้วกลับบ้านกับ โอม Cocktail

คุณเพิ่งมีลูกสาว เป็นห่วงมั้ยว่าลูกจะโตมายังไงในสังคมแบบนี้

ตอนนี้ก็ห่วงแหละ แต่ถึงวันนึงผมก็ต้องปล่อย เพราะว่าเขาก็ต้องมีชีวิตของเขาเหมือนกัน พึงตระหนักอยู่เสมอว่าเราไม่ใช่เจ้าของชีวิตลูก เขาจะเลือกทางเดินของเขาเองในที่สุด ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ก็ตาม จริงๆ คำตอบมันโหดร้ายนะ มันเหมือนไม่รักลูก แต่มันเป็นอย่างนั้น ชีวิตใครชีวิตมัน

เจ็บปวดก็ต้องเผชิญด้วยตัวเอง

เราช่วยได้แหละ แต่ถึงจุดหนึ่งก็ต้องปล่อย สักวันเขาก็จะมีครอบครัวของเขา มีชีวิตของเขา เราจะเข้าไปแทรกแซงทุกเรื่องไม่ได้หรอก อาจจะแนะนำ ตักเตือนอะไรได้บ้าง แต่บังคับไม่ได้

แล้วการมีลูกเปลี่ยนคุณไปบ้างไหม

มันทำให้เราต้องคิดหน้าคิดหลังเยอะขึ้น คือเราไม่ได้ตัวคนเดียว เรามีคนที่ชีวิตเขาขึ้นอยู่กับเรา มันคือชีวิตเลยนะ จะอยู่ จะรอด จะเป็น จะตาย ขึ้นอยู่กับเรา เพราะเขาเด็กมาก เราจะมาไร้สาระไปวันๆ แล้วปล่อยให้เขาเผชิญชะตากรรม เห็นทีจะไม่สมควร

ลูกสอนอะไรคุณบ้าง

ลูกก็สอนเลขให้ผมบ้าง (หัวเราะ) ก็สอนให้รู้ว่าการเป็นพ่อคนคืออะไร จริงๆ แล้วเราได้ยินมาตลอดแหละว่าการเป็นพ่อต้องทำยังไงบ้าง เดี๋ยวนี้คนยิ่งคลั่งเขียนฮาวทูอยู่ด้วย สิบประการของการเป็นพ่อที่ดี สิบประการของการเป็นสามีที่ดี อะไรพวกนั้นน่ะ คุณรับรู้แต่คุณเข้าใจแค่ไหน มันคนละอย่างนะ ซึ่งนั่นแหละ สิ่งที่ลูกสอนผม

ถอดหน้ากากแล้วกลับบ้านกับ โอม Cocktail

ล่าสุดบนเวที The Mask Singer ทำไมหน้ากากหอยนางรมถึงพูดทิ้งท้ายไว้ว่า “หวังว่าทุกคนจะหาบ้านของตัวเองเจอ”

สิ่งที่ผมจะบอกคือ คุณไม่ต้องไปวิ่งตามคนอื่นเขา เราเสียเวลากับการวิ่งไล่ตามคนอื่นมานานแล้ว ผมเคยเป็นอย่างคนอื่น อยากเก่งอย่างเขา แต่เราก็รู้ว่าในที่สุดเราเป็นอย่างคนอื่นไม่ได้

คุณเคยวิ่งตามคนอื่นด้วยเหรอ

ตลอดเวลา เราเคยวิ่งตาม ตามรอยพ่อแม่บ้าง ตามรอยเพื่อนบ้าง สมัยก่อนเวลาเราฝึกวาดรูป สิ่งที่เราทำก็คือลอกก่อน พยายามทำให้เหมือนเพื่อน แล้วเราก็รู้ว่าเราทำอย่างเขาไม่ได้หรอก เราต้องเป็นตัวของตัวเอง และนั่นคือสิ่งที่ผมอยากจะให้หน้ากากหอยนางรมแสดงให้เห็น เราไม่มีทักษะแบบเขา แต่ว่าเรามีแบบของเรา เราพยายามดึงสิ่งที่เราเป็นออกมาให้ลึกที่สุด ให้มากที่สุด ดึงทุกความสามารถที่เรามี เช่นการเลือกเพลง ซึ่งเป็นทักษะหนึ่งของเรา

สิ่งสำคัญคือทุกคนควรจะกลับมาตระหนักถึงตัวเอง แปลกไหมครับ สังคมทุกวันนี้เราให้ความสำคัญกับตัวเองมาก แต่กลับรู้จักตัวเองน้อย เหมือนที่หน้ากากหอยนางรมพูดประโยคจากหนังเรื่อง Fight Club “เราใช้เงินที่เราไม่มี ซื้อของที่เราไม่อยากได้ เพื่อเอาใจคนที่เราไม่รู้จัก” ตอนจบผมถึงบอกว่า ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกคนจะหาบ้านตัวเองเจอ แล้วก็กลับบ้านกันได้แล้ว

แล้วคุณหาบ้านของตัวเองเจอแล้วหรือยัง

คุณฟังเพลง Cocktail แล้วรู้มั้ยล่ะว่าเป็นเพลงของ Cocktail

รู้สิ

ถ้าอย่างนั้นแสดงว่าผมอยู่บ้านผมแล้วล่ะ

ถอดหน้ากากแล้วกลับบ้านกับ โอม Cocktail

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

เชื่อไหม.. ‘ทอไหม’ มีเวทมนตร์? 

เปล่า เราไม่ได้หมายความว่าเธอจะเสกแสงไฟออกจากไม้กายสิทธิ์ เพียงตะโกนคำว่าลูมอส หรือทำให้ขนนกลอยเคว้งได้ในอากาศ เพียงเอ่ยคำว่าวิงกาเดียม เลวีโอซ่า 

แต่ อภิญานันท์ จงภักดี หรือ ทอไหมแห่ง Drag Race Thailand ซีซัน 2 ดีไซเนอร์เจ้าของ ทอไหม สตูดิโอ มีเวทมนตร์ที่เรียกว่า ‘มือ’ และ ‘หัวใจที่เต็มไปด้วยพลังแห่งเรื่องราว’ และนั่นทำให้เธอ ‘เสก’ ชุดสุดปังอลังการได้เพียงชั่วข้ามคืน จนเกิดแฮชแท็ก #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว ทะยานว่อนไปทั่วโซเชียลมีเดีย และกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้แบรนด์ต่างจดจำ ทอไหม สตูดิโอ ในฐานะสตูดิโอที่เต็มไปด้วยความสร้างสรรค์ ประณีต และ ‘งานไว’

ทอไหม ดีไซเนอร์จากนครศรีฯ ที่มีเดดไลน์เป็นความท้าทาย เจ้าของ #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว

วันนี้ เราชวนทอไหมมาเปิดประตูเข้าสู่โลกเวทมนตร์ ที่ ทอไหม สตูดิโอ รอยยิ้มเอียงอายถูกวาดขึ้นบนใบหน้าของเธอ แววตาส่องประกายอย่างหาตัวจับยาก โดยเฉพาะในยามที่เธอเอ่ยปากเล่าให้เราฟังถึงจุดเริ่มต้นในการเป็นดีไซเนอร์

“เราไม่รู้เลยว่าเราสนใจด้านนี้ ตอนเด็กเราค่อนข้างเนิร์ด แล้วก็เป็นเด็กเรียน และโตมาในกรอบของสังคมที่พอเรียนเก่งจะโดนคาดหวังจากครู ครอบครัว ว่าเราต้องไปในสายวิชาการ แบบ เรียนเก่งอะ ต้องเป็นหมอสิ ดังนั้นเราจึงกล่อมตัวเองว่างั้นเรียนหมอแล้วกันตั้งแต่ประถม แต่จริง ๆ สิ่งที่เราชอบแล้วก็มีความสุขทุกวันคือการแต่งตัว”

เตรียมนาฬิกาย้อนเวลาของคุณไว้ให้ดี 

ก้าวเข้ามาใกล้พวกเราอีกหน่อย ทอไหมกำลังจะหมุนนาฬิกาพาเราย้อนกลับไป ณ ที่ที่เวทมนตร์ของเธอเริ่มต้นขึ้น 

ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช 

ทอไหม ดีไซเนอร์จากนครศรีฯ ที่มีเดดไลน์เป็นความท้าทาย เจ้าของ #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว

จากนครแห่งวัฒนธรรม สู่ดินแดนแห่งเวทมนตร์

“เราแต่งตัวให้คุณแม่ด้วยนะ แล้วก็จับคนนั้นคนนี้มาแต่งตัว” 

ทอไหมเริ่มต้นให้ฟัง เมื่อเราถามถึงเส้นทางจากไหมเส้นแรก ก่อนจะกลายมาเป็นตำนานคู่วงการแฟชั่นและวงการบันเทิงไทย เฉกเช่นเดียวกันกับเด็กไทยหลาย ๆ คน ทอไหมคือเด็กธรรมดาคนหนึ่งที่พบเจอกับแพสชันของเธอผ่านสิ่งใกล้ตัว นั่นคือครอบครัว รวมถึงการมีโรงเรียนเป็นสนามทดลองให้เธอได้ลองร่ายมนต์ผ่านปลายนิ้ว 

“เพราะครอบครัวของเราตั้งแต่รุ่นคุณยายและคุณแม่ ทำเสื้อผ้ามาตั้งแต่แรกเป็นธุรกิจครอบครัว ส่วนคุณป้าเป็น Jewelry Designer เขาทำให้เรารู้สึกว่าเขาเข้ามาเปิดประสบการณ์ แล้วก็เปิดโลกทัศน์มากขึ้น ว่างานในสายนี้อาจจะเหมาะกับเรานะ เพราะเขามาเห็นว่าเราทำพวกงานศิลปะได้ดี” เธอเล่าให้เราฟังอย่างตั้งใจ

นั่นทำให้เด็กหน้าห้องที่เรียนอยู่ห้องคิงในโรงเรียนประจำจังหวัด กลายมาเป็นผู้เสกชุดในงานโรงเรียน รวมถึงเสกเสื้อผ้าให้คุณแม่ของเธอใส่มาเข้าร่วมงานประชุมโรงเรียนเช่นกัน 

“ถ้าถามถึงชุดที่ชอบที่สุดของคุณแม่ คงเกิดขึ้นในช่วงที่เราอยู่ ม.ต้น ในวันประชุมผู้ปกครอง สิ่งที่เราทำหลังจากได้จดหมายเชิญผู้ปกครอง คือรื้อผ้าชิ้นที่แม่มีแล้วก็หยิบมา แล้วก็ลงมือวาด บอกแม่ว่าให้ตัดแบบนี้นะ แล้วก็บอกแม่ว่าให้ไปร้านทำผม ทำทรงนี้ เสื้อแบบนี้ กางเกงตัวนี้ รองเท้าคู่นี้ ทั้งหมดเพื่อให้ได้ลุคนี้ไปประชุมผู้ปกครอง”

นอกเหนือไปจากการเรียนหนังสือและแต่งตัวให้คุณแม่ ทอไหมยังมีความสุขกับการอ่านหนังสือนิยาย 

และหนึ่งในนิยายที่มีอิทธิพลกับเธอมากที่สุด คือ แฮร์รี่ พอตเตอร์

“เราดูหนังวน ๆ จนจำได้หมด อ่านหนังสือจนทุกคนรอบตัวจะรู้ว่าเราชอบมาก ๆ จนพูดตามไดอะล็อกได้” 

ไหนลองหน่อยค่ะ – เราว่า “ฉันชื่อรอน รอนวีสลีย์” 

เธอยิ้มกว้าง แล้วพูดว่า “ฉันแฮร์รี่ แฮร์รี่ พอตเตอร์.. ” 

เราชวนเธอให้เริ่มออกแบบโลกให้กับ ‘ฮอกวอตส์ ประเทศไทย’ ใน 1 นาที

“เราว่ามันต้องแฟนซีกว่าในโลกผู้วิเศษทั้งหมดเลยนะ ด้วยพื้นฐานจินตนาการของคนไทย ลองดูง่าย ๆ จากพวกละครจักร ๆ วงศ์ ๆ การที่เราโดนควักตาแล้วเอาลูกตากลับมาใส่เป็นปกติได้ อย่างพวก นางสิบสอง อะ มันเป็นไปไม่ได้ในโลกชีวิตจริงเลย แต่คนไทยคิดได้ หรือการที่เด็กคนหนึ่งที่มีพี่เลี้ยงเป็นทั้งงู นก ผี

“รวมถึงใน โสนน้อยเรือนงาม ที่ตัวละครคลอดลูกออกมาเป็นบ้าน มีที่ไหนในโลกจะวาไรตี้เท่าประเทศไทย เราว่ามันต้องเกินจินตนาการมาก ๆ ทุกคนจะต้องแข่งกัน อิทธิฤทธิ์จะต้องเกินจากที่ เจ.เค. โรว์ลิง เขียนแน่ ๆ เราอาจต้องมีบ้านตรี คทา จักร สังข์ หรือมีบ้านเหนือ บ้านกลาง บ้านใต้ เพราะแต่ละภาคมีวัฒนธรรมต่างกัน 

“อย่างภาคใต้จะมีกลิ่นอายของมลายู อีสานจะผสมกับความขอม เหนือจะเป็นความล้านนา ภาคกลางจะมีความเป็นลุ่มน้ำ ซึ่งแต่ละภูมิภาคมีเอกลักษณ์ที่ต่างกันชัดเจน ในหลาย ๆ ประเทศไม่มีนะ ที่แต่ละภูมิภาคต่างกันชัดเจนขนาดนี้ อันนี้เป็นเสน่ห์ที่ถ้าใส่ความเป็นไทยในโลกเวทมนตร์ มันคงจะน่าสนใจมาก ๆ แค่ป่าหิมพานต์เรายังรับวัฒนธรรมอื่นมาผสมกับจินตนาการความเป็นไทยแทรกเข้าไปเลย พอคิดแล้วก็ยิ่งรู้สึกว่ามันน่าสนใจมาก”

ทอไหม ดีไซเนอร์จากนครศรีฯ ที่มีเดดไลน์เป็นความท้าทาย เจ้าของ #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว

นั่นเป็นเพราะทอไหมใช้ชีวิตวัยเด็กอยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ดินแดนที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรม และโรงเรียนของเธอตั้งอยู่ที่ดินแดนแห่งประวัติศาสตร์ นั่นคือสระล้างดาบศรีปราชญ์ หรือแดนประหารของจังหวัด ทำให้เธอได้เห็นกำแพงเมืองเก่าตั้งแต่เด็กจนโต ในขณะที่อีกฝั่งหนึ่งเป็นแดนฝังศพของทหารพม่าในสงครามเก้าทัพ ที่ถูกคั่นกลางไว้ด้วยศาลหลักเมืองของจังหวัด

ในตอนนั้น ทอไหมไม่เคยรู้ตัวว่าเธอสนุกกับเสื้อผ้า นั่นทำให้เธอเลือกเบนเข็มไปเรียนวิชาโบราณคดีในช่วงมหาวิทยาลัยปีแรกด้วยความชื่นชอบประวัติศาสตร์ แม้เสียงหลายเสียงรอบตัวจะบอกให้เธอเข้าเรียนที่คณะแพทยศาสตร์ก็ตาม 

ด้วยการหยิบจับประวัติศาสตร์รอบตัวและความชื่นชอบในวิชาสังคมศึกษา ทำให้เธอเบนเข็มไปเข้าเรียนที่คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร และได้เปิดประตูเข้าสู่โลกของประวัติศาสตร์อีกแขนงหนึ่ง นั่นคือ ‘ประวัติศาสตร์ศิลปะ’ 

“พอเราได้เรียนโบราณคดี ในวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ เรากลับได้คำตอบกับตัวเองชัดเจนว่าเราอยากเรียนแฟชั่น เพราะพื้นฐานวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะทำให้เราได้ปูพื้นฐานตัวเอง และพอย้ายไปเรียนแฟชั่น มศว ก็ทำให้รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขจริง ๆ”

วินาทีนั้นเองที่เธอค้นพบว่าเธอสนุกกับแฟชั่นมากขนาดไหน ตั้งแต่ประถมจนโต นับตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้เธอสนุกกับมัน และครั้งหนึ่งในเรื่องราวแห่งชีวิต เธอได้มองข้ามตัวตนที่ประกอบให้กลายเป็นเธอไป 

“ตั้งแต่เด็กจนโต เราเรียนรู้เรื่องการตัดเย็บเสื้อผ้าโดยไม่รู้ตัว เราซึมซับประสบการณ์จากตรงนั้น และเรียนรู้จากมันโดยที่เราไม่ได้ใส่ใจด้วยซ้ำ พอเรากลับมาเรียนแล้วเราทำได้ขนาดนี้ แม่ยังรู้สึกประหลาดใจว่าทำไมถึงทำได้ ทั้ง ๆ ที่เขาไม่เคยสอนให้เราทำอย่างจริงจัง แต่พอเราได้มาคุยกับตัวเองจริง ๆ ได้มานั่งถามตัวเอง ได้มานั่งตกตะกอนความคิดกับตัวเอง กลายเป็นว่านี่คือสิ่งที่เรามีความสุขกับมันและเราทำได้ดี” 

และมันเป็นเช่นนั้นมา 2 ทศวรรษแล้ว

ทอไหม ดีไซเนอร์จากนครศรีฯ ที่มีเดดไลน์เป็นความท้าทาย เจ้าของ #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว

หยิบจับสิ่งใกล้ตัว เพื่อสานต่อเรื่องราว

อย่างไรนั้น ประวัติศาสตร์และมนุษย์คือส่วนหนึ่งของกันและกัน เธอชื่นชอบในประวัติศาสตร์ทุกยุค ทุกสมัย ที่ได้นำพามาพบกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม ทำให้เธอได้คำตอบว่าทำไมแต่ละเส้นไหมของแต่ละยุค จึงสร้างสรรค์ออกมาเป็นลายเฉพาะตัวเส้นนั้น นับตั้งแต่เสื้อผ้าจนถึงสถาปัตยกรรม 

“ประวัติศาสตร์ได้ให้คำตอบว่า ทำไมคนในแต่ละยุคหรือสิ่งนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลง ทำไมคนเหล่านี้ถึงมีพื้นฐานความคิดหรือสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นมาได้ มันทำให้เราเข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นศิลปะ สังคม หรือการพัฒนาอะไรต่าง ๆ” 

เพราะทอไหมบอกเราว่า หนังสือที่มีอิทธิพลในวัยเด็กของเธอ คือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ นั่นจึงเป็นปฐมบทหนึ่งที่ทำให้เธอมองเห็นภาพต่าง ๆ ชัดขึ้น รวมถึงหยิบจับวัฒนธรรมมาตัดเย็บเป็นเสื้อผ้า เช่น การตัดชุดผีตาโขนได้ในคืนเดียว! 

ทอไหม ดีไซเนอร์จากนครศรีฯ ที่มีเดดไลน์เป็นความท้าทาย เจ้าของ #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว

“สิ่งหนึ่งที่เรารู้ตัวว่าทำได้ดี คือการทำชุดขึ้นมาด้วยตัวเอง เพราะเวลาเราเห็นชุด เราเข้าใจแล้วจินตนาการออกว่า กว่าจะมาเป็นชุดนี้ มันมีขั้นตอนตั้งแต่หนึ่งจนถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ยังไง ต้องใช้อะไรบ้าง ต้องทำยังไง เพื่อที่จะให้ได้สิ่งนั้นออกมา หรือต้องเอาอะไรมา Adapt กับอะไร เพื่อที่จะให้ได้สิ่งนั้นออกมา อย่างตอนทำชุดผีตาโขน เป็นโจทย์ที่เราได้จาก นิสา (นัท นิสามณี ยูทูบเบอร์ชื่อดัง) ที่เป็นรูมเมตสมัยเรียน 

“เรารู้สึกว่าทุกงานเป็นการชาเลนจ์ตัวเอง เรามีความสุขกับงานที่ทำ พอมีความสุขกับทุกงานแล้วการที่เราเจองานไม่ซ้ำกันเลย มันทำให้รู้สึกว่าทุกวันที่ตื่นมาแล้วได้ทำงาน มันมีไฟ มีความท้าทาย กลายเป็นความสนุกในทุกวันที่ได้ทำงาน” 

วิธีการทำงานของเธอ นอกจากการทำงานที่เร็วแล้ว ทอไหมยังชอบฟังและเก็บรายละเอียดจากคนรอบตัว โดยเฉพาะในเมื่อเวลาอยู่ท่ามกลางคนเยอะ ๆ เธอจะกลายเป็นคนที่พูดน้อยมาก และชอบฟังมากกว่า เพื่อเก็บรายละเอียดให้มาสร้างสรรค์งานเสื้อผ้ามากมายให้กับผู้ที่เธอจะส่งต่องานให้ ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลหรือเซเลบริตี้ก็ตาม ตั้งแต่สมัยที่เธออยู่ประถม จนถึงตอนนี้ที่เธออายุ 31 ปี 

งานไหนที่คุณคิดว่าเป็นงานที่ทำให้รู้สึกนึกถึงตัวเองที่สุดคะ – เราถาม

“เราคิดว่าน่าจะเป็นงานยูนิฟอร์มโรงพยาบาล” ทอไหมตอบพร้อมรอยยิ้ม 

“ตอนนั้นเราต้องไปรับบรีฟจากบุคลากรทางการแพทย์ และมันทำให้เราคิดถึงตอนมัธยม ที่เราจะต้องเอาตัวเองเข้าไปใช้ชีวิตในโรงพยาบาล เหมือนในวันนั้นมันกลับกลายเป็นว่าหน้าที่เราในวันนี้ คือการที่ต้องกลับไปทำยูนิฟอร์มให้เขาเหล่านั้น ตั้งแต่บุคลากร พนักงาน ไปจนถึงอาจารย์แพทย์ เหมือนได้พูดคุย มันย้อนกลับไปว่าก่อนหน้านี้เราก็เคยมีชีวิตส่วนหนึ่งที่อยู่ในโรงพยาบาล เพื่อเตรียมตัวสอบเข้าคณะแพทย์” 

แล้วถ้าสมมติว่าวันนี้คุณเป็นหมอ คุณคิดว่าชีวิตตอนนี้เป็นแบบไหน – เราถาม

“เราก็คงจะซิ่วอยู่ดี ถ้าเข้าไปเรียนแล้วมันไม่ใช่ เราก็จะหยุดมันทันที แล้วหาทางใหม่ในสิ่งที่ตัวเองชอบ” 

ในตอนนั้น ทอไหมได้ลุกขึ้นยืน แล้วเริ่มต้นพาเราไปเดินทางตามหาเรื่องราวที่ซ่อนไว้ในเบื้องหลังของชุดแต่ละชุด เธอพาเราไปพบกับชุดราตรีของ ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก พร้อมเล่าว่า 

“นี่คือชุดที่ทำให้เราใจเต้นที่สุด เพราะใบเฟิร์นจะไปรับรางวัลนาฏราชเมื่อสองปีที่แล้ว จากเรื่อง ใบไม้ที่ปลิดปลิว” 

“ตอนนั้นทั้งเรา ทั้งตัวน้องและผู้จัดการไม่รู้หรอกว่าจะได้รางวัลมั้ย แต่ในเมื่อน้องได้เสนอชื่อเข้าไปแล้ว เราก็อยากให้น้องสวยที่สุด นั่งคุยกันหลายวันมากว่าจะทำชุดยังไงดี ให้น้องใส่สีอะไร เพื่อที่จะไปงานแล้วรู้สึกว่า ต่อให้ได้หรือไม่ได้รางวัลนี้ น้องจะต้องสวยที่สุดในวันนั้น ก็เป็นชุดในสไตล์ที่น้องไม่เคยใส่ พอน้องได้รางวัล เราได้เห็นชุดเราขึ้นไปในโมเมนต์ที่สำคัญที่สุดวันหนึ่งของชีวิตน้อง รู้สึกว่าเป็นงานที่เราภูมิใจมาก ๆ งานหนึ่ง” ทอไหมยิ้ม 

ตัดคืนเดียวไหมคะ

“ใช่ค่ะ ชุดนี้ตัดคืนเดียว”

ทอไหม ดีไซเนอร์จากนครศรีฯ ที่มีเดดไลน์เป็นความท้าทาย เจ้าของ #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว
ทอไหม ดีไซเนอร์จากนครศรีฯ ที่มีเดดไลน์เป็นความท้าทาย เจ้าของ #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว
ทอไหม ดีไซเนอร์จากนครศรีฯ ที่มีเดดไลน์เป็นความท้าทาย เจ้าของ #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดคืนเดียว

ใช่ค่ะ ชุดนี้ตัดคืนเดียว 

“จริง ๆ เดดไลน์มันกลายเป็นชีวิตประจำวันเราไปแล้ว กลายเป็นว่าทุกคนเข้ามาหาเราด้วยชาเลนจ์ที่เราทำได้ แล้วทุกคนจะบอกว่า ฉันรู้ว่าเธอทำได้ ฉันก็เลยให้เวลาแค่นี้ บางทีก็เจอเปลี่ยนแบบในข้ามวัน กลายเป็นว่านอกจากเราสนุกกับงาน ลูกค้าเองก็ดูสนุกเหมือนกัน อย่างล่าสุดเราต้องทำงานให้กับเกมเกมหนึ่ง ได้รูปต้นแบบมาไม่ค่อยชัด แต่ลูกค้าก็จะรู้ว่าต่อให้ได้รูปไม่ชัดมา เราก็ทำให้ได้” แล้วเธอก็ทำได้จริงอย่างคำที่ลูกค้าเชื่อมั่น

ทอไหมได้เสกชุดให้กลายมาเป็นปรากฏการณ์ทั้งในวงการบันเทิงและวงการแฟชั่น ดังเช่นชุดของนางงามที่ นัท นิสามณี ยูทูบเบอร์ชื่อดัง แต่งตัวตามนางงามที่ได้รางวัลเพียงชั่วข้ามคืน ทำให้เธอซึ่งในตอนนั้นเพิ่งจบการแข่งขัน Drag Race Thailand ซีซั่น 2 ใหม่ ๆ ได้ร่วมมือกันสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับวงการบันเทิงไทย ด้วยชุดที่เหมือนนางงามบนเวทีใหญ่ไม่ผิดเพี้ยน และเกิดแฮชแท็ก #ใช่ค่ะชุดนี้ตัดวันเดียว ไปทั่วโซเชียลมีเดีย

แต่นั่นก็เป็นเหมือนดาบสองคม ท่ามกลางความสุขของการทำงาน ทอไหมต้องเผชิญกับโรคประจำตัวที่กำเริบขึ้นมาจากการพักผ่อนไม่เป็นเวลาตั้งแต่สมัยเรียน จนกระทั่งถึงอายุ 29 ปี 

“หัวใจเรากำเริบครั้งแรกน่าจะอายุประมาณยี่สิบเก้า” เธอเกริ่น

“จุดพีกที่สุดคืออยู่ ๆ หัวใจเราเต้นไม่ปกติ ก็รู้สึกว่าน่าจะเป็นการพักผ่อนไม่พอ วันนั้นไม่ได้นอนมาประมาณสามหรือสี่วัน เรารู้สึกเหนื่อยง่ายจังเลย เลยบอกเพื่อนที่เป็นผู้ช่วยว่าขอไปพักแป๊บหนึ่งนะ แต่พอขึ้นไปนอนมันรู้สึกเหมือนร่างกายค่อย ๆ จมลง ค่อย ๆ จม พอจมปุ๊บ เราก็รีบกดมือถือโทรออก คิดว่าไม่น่าจะไหวแล้ว 

“เพื่อนก็พาไปโรงพยาบาลทันที พอไปถึงปุ๊บเหมือนหัวใจเราเต้นอยู่ประมาณสองร้อยสิบครั้งต่อนาที แล้วมันเต้นมาประมาณสามสี่ชั่วโมงแล้ว วันนั้นหมอบอกว่าเรากำลังเข้าสู่ภาวะหัวใจวาย ซึ่งเท่ากับว่าเราใช้ชีวิตเป็นรูทีนนี้มาสิบปีในการทำลายหัวใจและร่างกายของตัวเอง โดยที่เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นโรคหัวใจ เพราะเราคิดว่าไหว แล้วด้วยความที่เรายังเด็ก เอเนอจี้มันก็เยอะ ทุกอย่างสนุกไปหมด ทำงานมันสนุก ได้เจอเพื่อน ได้ทำงานที่มันท้าทายแล้วชาเลนจ์ตัวเอง พอสนุก มีความสุข เราก็มองข้ามการดูแลตัวเองไป แต่ตอนนี้ดูแลตัวเองมากขึ้นแล้วค่ะ”

จากนั้นมา ทอไหมเริ่มต้นทำงานที่เธอรักให้เป็นระบบมากขึ้น เธอเริ่มต้นเปิดบริษัทและมีผู้ช่วยร่วมทำงานมากขึ้น ทำให้ ทอไหม สตูดิโอ เต็มไปด้วยชีวิตของผู้คนที่มีแพสชันเหมือนกัน เพื่อที่เธอจะได้ทำงานที่รักต่อไป ควบคู่ไปกับการรักษาสุขภาพให้เป็นระบบมากขึ้นเช่นเดียวกัน 

ตัวตน เวทมนตร์ และความท้าทาย ของ ทอไหม-อภิญานันท์ จงภักดี เจ้าของ Tormai Studio

ทอไหม

นอกเหนือไปจากการเสกงานได้ในชั่วข้ามคืน ทอไหมยังมีชื่อเสียงในฐานะผู้เข้าแข่งขัน Drag Race Thailand และได้เสกชุดให้กับตัวเธอเองด้วย

“ชุดแรกที่เราทำให้ตัวเองน่าจะเป็นชุดออดิชัน แล้วก็เป็นชุดที่ถ่ายโปสเตอร์ก่อนถ่ายรายการ”

ตัวตน เวทมนตร์ และความท้าทาย ของ ทอไหม-อภิญานันท์ จงภักดี เจ้าของ Tormai Studio

ในรายการ ทอไหมได้เสกชีวิตให้กับ ‘ทอไหม’ ขึ้นมา เป็นอีกหนึ่งตัวตนที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็นมาก่อน และได้ผสานกับเสื้อผ้าจนกลายเป็นอีกหนึ่งชีวิตจริง ๆ ที่เธอวางคาแรกเตอร์ให้กับการพัฒนาของทอไหมในทุก ๆ ตอนของรายการ 

“ถ้าพูดถึงชุดที่ชอบที่สุดในรายการ คงเป็นชุดโปสเตอร์ เพราะชุดโปสเตอร์เป็นคีย์เวิร์ดที่บอกเล่าเรื่องราวและความเป็นคาแรกเตอร์ของทอไหมได้ดีที่สุด ในการที่เราค่อย ๆ ตกตะกอนแล้วตั้งโจทย์กับตัวเอง มันคือคีย์ลุคที่จะเล่าเรื่องราวให้เราได้”

ทอไหมเปิดรูปให้เราดู แล้วเริ่มต้นเล่าเรื่องราวเบื้องหลังว่า “นี่คือผ้าไหม เพราะเราวางคาแรกเตอร์ว่าเราคือทอไหม ทอไหมในรายการคือสาวคันทรี่จากต่างจังหวัด ผู้โตมากับการใส่เสื้อผ้าและทุกอย่างที่เป็นของในท้องถิ่นตัวเอง เอเลเมนต์ทุกอย่างมีความเป็นเป็นไทย ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม เขาเข้ามาในเมือง ในกรุงเทพฯ ในเมืองหลวง เพื่อจะเรียนรู้ความเป็นสาวกรุงเทพฯ ความเป็นแฟชั่น ค่อย ๆ ซึมซับความเป็นแฟชั่น แล้วหาตรงกลางระหว่างแฟชั่น ความเป็นคันทรี่ และความเป็นพื้นบ้านของไทย เพื่อเป็นตัวเอง” 

สำหรับทอไหมแล้ว เธอได้หยิบจับความเชื่อที่มหัศจรรย์ให้กลายเป็นรายละเอียดต่าง ๆ สุดพิเศษ เธอมองว่าความเชื่อของไทยเป็นสิ่งมหัศจรรย์จากจินตนาการ ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ที่กลายเป็นพญานาค และในอนาคตมันจะเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับท้องถิ่นได้เช่นกัน 

“คนไทยเอาความไม่สมบูรณ์ที่สวยงามมาสร้างมูลค่าได้ นี่คือเสน่ห์อย่างหนึ่ง สิ่งเหล่านี้ก็คือเสน่ห์ คงจะน่าเสียดายนะ ถ้าเรามองเพียงแค่มุมมองว่ามันเป็นเรื่องงมงาย”

นับตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ ทอไหมยังคงเชื่อในการหยิบจับสิ่งเล็ก ๆ ให้กลายมาเป็นเรื่องมหัศจรรย์ ตัวตนในวันแรกที่เธอชื่นชอบ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ยังคงอยู่เสมอ รวมถึงความมหัศจรรย์เล็ก ๆ จากประวัติศาสตร์ที่เธอได้หยิบสรรขึ้นมากลายเป็นเรื่องสุดพิเศษ

นั่นทำให้ทอไหมในวันนี้ คือทอไหมที่เติบโตขึ้น และยังคงมีไฟอยู่เสมอ 

“สำหรับเราในวันนี้ ทอไหมคือคนที่มีความรักการทำงาน มีแพสชันในการใช้ชีวิต และมีไฟในทุกวัน เราคิดแค่ว่าในทุก ๆ วัน เราได้ตื่นขึ้นมาทำในสิ่งที่ชอบ เรามีความสุขแล้ว การได้เงินหรือได้ผลตอบรับที่ดีมันคือผลกำไร ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของการได้ทำในสิ่งที่รัก เลยเป็นกำลังใจที่ทำให้เราอยากจะตื่นขึ้นมาทำมันทุก ๆ วัน”

เพราะในทุก ๆ หนทางที่ได้ก้าวเดิน ทอไหมค้นพบความท้าทายใหม่ ๆ อยู่เสมอ 

“ต่อให้ลูกค้าไม่ชาเลนจ์เรา เราก็ยังอยากชาเลนจ์ตัวเองในทุก ๆ วันนะ” 

และนี่คือการเดินทางของทอไหม จากวัยประถม จนถึงเธอในวัย 31 ปี 

ที่เวทมนตร์ยังคงอยู่ในทุกเส้นไหมเสมอ 

และจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป

ตัวตน เวทมนตร์ และความท้าทาย ของ ทอไหม-อภิญานันท์ จงภักดี เจ้าของ Tormai Studio
ตัวตน เวทมนตร์ และความท้าทาย ของ ทอไหม-อภิญานันท์ จงภักดี เจ้าของ Tormai Studio

Writer

ฐาปนี ทรัพยสาร

อดีตนักเรียนหนังสือพิมพ์ที่ก้าวเข้าสู่วงการประชาสัมพันธ์ ผู้เชื่อมั่นว่าตัวอักษรสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ หลงใหลในวัฒนธรรมและมนุษย์

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load