หลังการพูดคุยกับ ปัณฑพล ประสารราชกิจ หรือ โอม Cocktail ที่อาคารสำนักงานแห่งหนึ่ง เขาชวนทุกคนกลับบ้าน

ก่อนหน้านี้ผมเพียงติดตามผลงานของเขาและวง Cocktail อยู่ห่างๆ ในฐานะคนฟังคนหนึ่ง มีทั้งเพลงที่ชื่นชอบ ชื่นชม และปล่อยผ่าน จนกระทั่งชื่อของเขาเริ่มผ่านหูในวงสนทนาอาหารมื้อกลางวัน และผ่านในไทม์ไลน์เฟซบุ๊ก ถี่ขึ้น ถี่ขึ้น จากการที่เขาไปร่วมแข่งขันรายการ THE MASK SINGER ซีซั่น 2

แม้หลายคนจะยังคิดถึงชายผู้นี้ในบทบาทหน้ากากหอยนางรม แต่เมื่อพบกัน เขากลับไม่ค่อยได้พูดถึงมันเท่าไหร่ ไม่โหยหา ไม่เสียดาย ไม่ฟูมฟาย ซึ่งนั่นทำให้ผมประหลาดใจ เพราะก่อนมาเดาเอาว่าเขาคงมีเรื่องเล่าถึงบทบาทภายใต้หน้ากากไม่น้อย

หน้ากากหอยนางรมคือสิ่งที่ผ่านไปแล้ว สิ่งที่เขาเป็นตอนนี้ คือ โอม Cocktail-ชายผู้เป็นฟรอนต์แมนของวงว่าอย่างนั้น

แม้บางคนจะเพิ่งรู้จัก แต่เขาหาใช่ศิลปินหน้าใหม่ในวงการ Cocktail ยืนระยะบนเส้นทางดนตรีมาแล้วกว่า 15 ปี ออกอัลบั้มมาแล้ว 5 อัลบั้ม ผ่านทั้งช่วงเวลาที่ไม่มีใครรู้จักและแสงไฟสาดส่อง ผ่านทุกข์สุขมานับไม่ถ้วน ล่าสุดวงเพิ่งปล่อยซิงเกิลล่าสุดที่ชื่อ ทำดีไม่เคยจำ ซึ่งเขาเป็นคนเขียนเองทั้งคำร้องและทำนอง

เรานัดพบกันที่อาคารสำนักงานแห่งหนึ่งและนั่งคุยกันหลายประเด็น ไล่ตั้งเรื่องดราม่า ซิงเกิลล่าสุด หน้ากากหอยนางรม ก่อนที่สุดท้ายเขาจะชวนทุกคนกลับบ้านอย่างที่ผมว่าไว้ในตอนต้น

บ้านที่ไม่ใช่ในความหมายของสิ่งปลูกสร้าง

คุณเขียนเอาไว้ในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า เพลง ทำดีไม่เคยจำ มีเนื้อหากล่าวถึงการตัดสินคนรอบข้าง การใช้กฎหมู่ การอยู่รอดในสังคมในยุคที่โซเชียลมีเดียเปรียบเสมือนศาลเตี้ย คุณไปเจออะไรมาถึงอยากเล่าเรื่องนี้ผ่านเพลง

จริงๆ เราเห็นเรื่องแบบนี้อยู่ในสังคมเกือบทุกวันอยู่แล้ว กับการที่ใครสักคนตกเป็นเหยื่อของอะไรสักอย่างหนึ่งโดยกลุ่มคนที่มีอำนาจ หรือใครสักคนที่มีอิทธิพลต่อสังคม ที่พูดอะไรสักอย่างแล้วทำให้คนที่ตกเป็นเหยื่อโดนรุมสกรัมจากคนจำนวนมาก จริงๆ เรื่องนี้มันไม่เชิงว่าเป็นเรื่องบนโลกออนไลน์เสียทีเดียว เพราะมันเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว เพียงแต่ว่าการมีโลกออนไลน์มันทำให้เห็นชัดขึ้น เพราะเรื่องบางเรื่องที่ไม่มีที่พูดมันมีที่พูดแล้วไง คนไม่ได้เลวขึ้น คนเลวอยู่แล้ว เพียงแต่มันมีที่ที่ทำให้ปรากฏ

แต่เพลง ทำดีไม่เคยจำ ไม่ได้มีความตั้งใจจะชี้นำว่าสิ่งไหนถูกสิ่งไหนผิดนะ เราแค่อยากสร้างคำถามมากกว่า เพราะเราเองก็เป็นนักเรียนแห่งชีวิตเหมือนกัน โลกของเราเป็นห้องเรียน แล้วผมก็เป็นนักเรียนคนหนึ่งของห้องเรียน ผมเองก็ต้องเรียนจากสิ่งนี้ ผมจึงเปิดดีเบตผ่านเพลง

ในชีวิตที่ผ่านมาคุณเคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นผู้ถูกกระทำบ้างไหม

เราเป็นนักร้อง อาชีพเราไม่มีคนเกลียดก็แปลกแล้ว

ใช้คำว่าแปลกเลยเหรอ

ไม่มีนักร้องที่ทุกคนรักเด็ดขาดเลยครับ เป็นไปไม่ได้ มนุษย์ที่ไหนที่มีแต่คนรักไม่มีคนเกลียด ลองหาเลย พิมพ์ชื่อใครก็ได้ในกูเกิล แล้วเว้นวรรค แล้วพิมพ์คำว่าเกลียดหรือไม่ชอบ ผลลัพธ์ต้องมี เป็นธรรมชาติ เป็นสัจธรรมอยู่แล้ว ทุกอย่างมีคนรักและมีคนชัง คนรักเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อ ใช่ไหม

แล้วเวลาเจอกับตัวเองคุณเข้าใจได้หรือเจ็บปวด

เจ็บเล็กเจ็บน้อย ถ้าผมไม่ได้เก็บมาใส่ใจมากมันก็ไม่เจ็บมาก เจ็บไม่เจ็บมันขึ้นอยู่กับว่าเราเก็บมาใส่ใจมั้ย แต่ผมว่าผมไม่เห็นด้วยกับการหันหลังให้ มันมีคนที่หันหลังให้แล้วบอกว่าเรื่องพวกนี้ไม่ต้องเห็น แต่เวลาเราเห็นแล้วเรารู้ เราควรเห็น รู้ แล้วไม่เก็บ ไม่ใช่หันหลังให้แล้วไม่รับรู้ ทำตัวเหมือนไม่เคยเห็นเลย เราก็จะกลายเป็นคนหนีความจริง

โอม Cocktail

แล้วสิ่งปลอบประโลมใจของคุณคืออะไร

ไม่ครับ ผมไม่ค่อยปลอบใจตัวเองเท่าไหร่ ผมซาดิสต์ คนด่าผมผมเข้าไปอ่านเลย การปลอบประโลมที่ดีที่สุดคือทำตัวเองให้แข็งแรง เหมือนนักมวยที่เอาขวดถูแข้ง เวลาถูไปมากๆ แล้วเซลล์มันจะสร้างกล้ามเนื้อขึ้นมาจับหน้ากระดูก หนังจะหนาขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเวลาเตะต้นกล้วย เตะอะไรจะไม่เจ็บ มันจะไม่ชนกระดูกตรงๆ เป็นเพราะหนังตรงนั้นจะหนาขึ้น มันถูกกระทำแบบนี้แล้วกล้ามเนื้อรับรู้ มันก็เลยสร้างเซลล์ขึ้นมา เราชอบแบบนี้มากกว่า

บางคนเจอคำด่าเขาพยายามจะเลี่ยงจะหนี แต่แปลกที่คุณเลือกจะเผชิญ

คิดว่าคุณจะหลบได้ตลอดเวลาเลยเหรอ ต่อให้คุณมีความว่องไวประดุจสามารถ พยัคฆ์อรุณ ที่หลบได้ 20 หมัด แต่ถ้าคุณไม่เคยฝึกสำหรับการรับสักหมัดเลย แม้จะหลบได้กี่หมัดก็ตาม ลองโดนเข้าหมัดเดียวอาจจะลงไปนอนเลยก็ได้ แล้วชีวิตต่อยคุณหนักที่สุด ต่อยหนักกว่าอะไรทั้งนั้น

คุณโดนชีวิตต่อยบ่อยไหม

ผมเองโดนต่อยตลอดเวลา ในขณะที่สังคมเรากำลังให้น้ำหนักกับการต่อสู้ที่มองเห็นเป็นรูปธรรมมากๆ เช่นคนที่ลำบาก คนจน คนที่เขาต่อสู้ชีวิตมาแบบดุดัน เราก็เลยไม่ค่อยรู้หรอกว่าจริงๆ แล้ว หลายๆ คนสู้หนักมาก อย่างนักร้องบางคนที่ทุกคนบอกว่าเขารวยมาก แต่ว่าการดิ้นรนเพื่อที่จะเป็นนักร้องกับครอบครัวที่มีความคาดหวังสูงมันก็ไม่ง่าย ใช้เวลาหลายปีกว่าจะฝ่าฟันหลายๆ อย่าง พิสูจน์ตัวเองว่าเล่นดนตรีได้ ซึ่งผมเองก็รู้สึกคล้ายๆ กัน เพียงแต่ผมไม่ได้รวยแบบนั้น การต่อสู้ของเรามันสู้กับจิตใจตัวเอง สู้อยู่ข้างใน แต่คนไม่เห็น แล้วคนก็มักจะมองว่าเราไม่เห็นต้องสู้อะไรเลยหรือเปล่า

ถ้าผมเป็นคนนอกแล้วจะชื่นชมวง Cocktail สักเรื่องนึง ผมก็คงชื่นชมว่า พวกมึงทนได้นานดีเว้ย อยู่กับแพสชันได้ยาวนานดี มีความซื่อสัตย์กับแพสชันตัวเอง ช่วงเวลาที่เหมือนจะไม่ได้อะไรก็ยังอยู่ เราอยู่ด้วยแพสชันจริงๆ และเราก็ไม่เห็นมีใครกระทำอะไรเราได้เลย สมัยก่อนเราส่งอัลบั้มไปเขาไม่โปรโมตให้ ส่งวิทยุไปวิทยุไม่เปิด ไม่พูดถึง หนังสือก็ไม่เคยเอาไปถ่ายขึ้นปก แล้วเขาทำอะไรงานเราได้ล่ะ เขาทำอะไรงานเราไม่ได้เลย เขาได้แต่กีดกั้นให้เราปรากฏตัวต่อโลกไม่ได้ แต่เขาไม่สามารถแตะต้องงานเราได้เลย

ถอดหน้ากากแล้วกลับบ้านกับ โอม Cocktail

ยุคนี้ในโลกโซเชียลฯ ทุกคนสามารถโปรโมตตัวเองได้แล้ว ไม่ต้องง้อสื่อเหมือนในอดีตอีกต่อไป คุณว่าอำนาจในมือนี้ส่งผลกับชีวิตเรายังไงบ้าง

คุณรู้สึกมั้ยว่าปัจเจกบุคคลได้รับพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ที่จะเสนอตัวเองเข้าสู่โลก สู่โซเชียลฯ สู่สังคมขนาดใหญ่ ซึ่งเชื่อมโยงกับคนจำนวนมาก คำถามคือปัจเจกได้พลังมากเกินความสามารถในการรับผิดชอบตัวเองหรือเปล่า

Benjamin Parker (เบนจามิน ปาร์กเกอร์) ลุงของสไปเดอร์แมน ได้พูดวลีอมตะไว้แล้วว่า “With great power comes great responsibility.” ซึ่งประโยคนี้มันจริง ด้วยพลังที่ยิ่งใหญ่นำมาซึ่งความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง ประเด็นคือคุณเข้าใจอำนาจของสิ่งที่คุณมีอยู่ในมือแค่ไหน รู้มั้ยว่าความคิดชุดนึงสามารถถูกเผยแพร่ได้มากแค่ไหน รู้มั้ยว่าความเกลียดชังถูกเผยแพร่ได้ไกลแค่ไหน รู้มั้ยว่าข่าวลวงข่าวหนึ่งทำร้ายคนได้มากแค่ไหน ถามว่ามีผลอะไรมั้ย เราต้องคิดเยอะขึ้นมากทุกครั้งที่เราจะโพสต์ข้อความสักข้อความหรือเราจะตอบคำถามสักคำถามนึง

ทุกวันนี้ผมเองเวลาไลฟ์เฟซบุ๊กตอบคำถามประจำสัปดาห์ผมยังไม่ค่อยอยากจะเก็บไลฟ์นั้นไว้เลย ถ้าใครดูไม่ทันก็ไม่ทัน ผมต้องลบ เพราะเราไม่รู้เลยว่าเราจะโดนตัดตอนคำพูดเราไปทำให้ความหมายเพี้ยนไปลงในชาแนลของใคร ซึ่งเราเห็นการเรียกคนเข้าชาแนลของบางชาแนล เอาคลิปเราพูดอะไรไม่รู้ไปตั้งชื่อคลิปเป็นเรื่องที่อินเทรนด์ไว้ตอนนั้น เพื่อดักคนเข้าไปดูโดยที่เนื้อหาไม่ได้สัมพันธ์กัน คนทำเขารู้มั้ยว่ามีคนเสียความรู้สึกจากสิ่งที่เขาทำมากขนาดไหน มันเป็นคอนเทนต์ที่เป็นขยะ ไม่มีประโยชน์

คุณมองมั้ยว่าสิ่งที่ว่าเป็นราคาที่ต้องจ่าย ต้องยอมแลก เพราะมองอีกมุมศิลปินก็ได้ประโยชน์จากโลกโซเชียลฯ ไม่น้อย

ไม่ใช่แลก แต่มันอยู่คู่กันมาแต่ไหนแต่ไร

แล้วเวลาเห็นเพื่อนร่วมวงการที่เรารู้จักนิสัยใจคอเขาดี ไปตกอยู่ท่ามกลางดราม่า คุณรู้สึกยังไง

แล้วแต่สถานการณ์ บางอันเรารู้สึกว่าเพื่อนเราไม่น่าพูดอย่างนี้ บางอันเรารู้สึกว่าเพื่อนเราทำถูกแล้วแต่สังคมไม่เข้าใจเพื่อนเรา หรือบางอันที่ซวยจริงๆ อยู่เฉยๆ แล้วโดนก็มี แต่ที่รู้สึกเหมือนๆ กันคือแอบสลดใจ เรามองเห็นว่าจริงๆ แล้วหลายครั้งเรื่องเล็กกว่านั้นมาก แต่มันถูกทำให้ใหญ่กว่าที่เป็นเยอะ ลึกๆ แล้วเรากำลังมีความสุขกับการเห็นใครสักคนลากคนสักคนมาปู้ยี่ปู้ยำ เหมือนคำพูดหนึ่งในหนัง The Dark Knight Rises ของ Christopher Nolan (คริสโตเฟอร์ โนแลน) ที่บอกว่า เรากำลังดึงใครสักคนที่เป็นคนดีมาปู้ยี่ปู้ยำเพียงเพื่อทำให้เขาเห็นว่าแม้กระทั่งคนดีก็พังทลายได้ เพื่อที่เราจะรู้สึกสะใจว่ามึงก็ไม่ได้ดีไปกว่ากูหรอก เพราะว่าการยืนอยู่ข้างคนที่ดีมากๆ ดีเหลือเกิน มันก็ทำให้คนบางคนรู้สึกถูกลดทอนคุณค่าในตัวเองลง แล้วการที่จะทำให้รู้สึกถึงความแข็งแรงของตัวเองได้อีกครั้งก็ต้องทำลายใครสักคนให้มันลงมาอยู่ข้างล่างไปกว่าเรา ถ้าดึงมันลงมาให้พังได้ แสดงว่ามึงก็ไม่ได้ต่างกับกูนี่หว่า นี่คุณกำลังเติม Self-esteem ด้วยการทำลายคนอื่น คุณเป็นคนยังไงนะ

ถอดหน้ากากแล้วกลับบ้านกับ โอม Cocktail

คุณเพิ่งมีลูกสาว เป็นห่วงมั้ยว่าลูกจะโตมายังไงในสังคมแบบนี้

ตอนนี้ก็ห่วงแหละ แต่ถึงวันนึงผมก็ต้องปล่อย เพราะว่าเขาก็ต้องมีชีวิตของเขาเหมือนกัน พึงตระหนักอยู่เสมอว่าเราไม่ใช่เจ้าของชีวิตลูก เขาจะเลือกทางเดินของเขาเองในที่สุด ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ก็ตาม จริงๆ คำตอบมันโหดร้ายนะ มันเหมือนไม่รักลูก แต่มันเป็นอย่างนั้น ชีวิตใครชีวิตมัน

เจ็บปวดก็ต้องเผชิญด้วยตัวเอง

เราช่วยได้แหละ แต่ถึงจุดหนึ่งก็ต้องปล่อย สักวันเขาก็จะมีครอบครัวของเขา มีชีวิตของเขา เราจะเข้าไปแทรกแซงทุกเรื่องไม่ได้หรอก อาจจะแนะนำ ตักเตือนอะไรได้บ้าง แต่บังคับไม่ได้

แล้วการมีลูกเปลี่ยนคุณไปบ้างไหม

มันทำให้เราต้องคิดหน้าคิดหลังเยอะขึ้น คือเราไม่ได้ตัวคนเดียว เรามีคนที่ชีวิตเขาขึ้นอยู่กับเรา มันคือชีวิตเลยนะ จะอยู่ จะรอด จะเป็น จะตาย ขึ้นอยู่กับเรา เพราะเขาเด็กมาก เราจะมาไร้สาระไปวันๆ แล้วปล่อยให้เขาเผชิญชะตากรรม เห็นทีจะไม่สมควร

ลูกสอนอะไรคุณบ้าง

ลูกก็สอนเลขให้ผมบ้าง (หัวเราะ) ก็สอนให้รู้ว่าการเป็นพ่อคนคืออะไร จริงๆ แล้วเราได้ยินมาตลอดแหละว่าการเป็นพ่อต้องทำยังไงบ้าง เดี๋ยวนี้คนยิ่งคลั่งเขียนฮาวทูอยู่ด้วย สิบประการของการเป็นพ่อที่ดี สิบประการของการเป็นสามีที่ดี อะไรพวกนั้นน่ะ คุณรับรู้แต่คุณเข้าใจแค่ไหน มันคนละอย่างนะ ซึ่งนั่นแหละ สิ่งที่ลูกสอนผม

ถอดหน้ากากแล้วกลับบ้านกับ โอม Cocktail

ล่าสุดบนเวที The Mask Singer ทำไมหน้ากากหอยนางรมถึงพูดทิ้งท้ายไว้ว่า “หวังว่าทุกคนจะหาบ้านของตัวเองเจอ”

สิ่งที่ผมจะบอกคือ คุณไม่ต้องไปวิ่งตามคนอื่นเขา เราเสียเวลากับการวิ่งไล่ตามคนอื่นมานานแล้ว ผมเคยเป็นอย่างคนอื่น อยากเก่งอย่างเขา แต่เราก็รู้ว่าในที่สุดเราเป็นอย่างคนอื่นไม่ได้

คุณเคยวิ่งตามคนอื่นด้วยเหรอ

ตลอดเวลา เราเคยวิ่งตาม ตามรอยพ่อแม่บ้าง ตามรอยเพื่อนบ้าง สมัยก่อนเวลาเราฝึกวาดรูป สิ่งที่เราทำก็คือลอกก่อน พยายามทำให้เหมือนเพื่อน แล้วเราก็รู้ว่าเราทำอย่างเขาไม่ได้หรอก เราต้องเป็นตัวของตัวเอง และนั่นคือสิ่งที่ผมอยากจะให้หน้ากากหอยนางรมแสดงให้เห็น เราไม่มีทักษะแบบเขา แต่ว่าเรามีแบบของเรา เราพยายามดึงสิ่งที่เราเป็นออกมาให้ลึกที่สุด ให้มากที่สุด ดึงทุกความสามารถที่เรามี เช่นการเลือกเพลง ซึ่งเป็นทักษะหนึ่งของเรา

สิ่งสำคัญคือทุกคนควรจะกลับมาตระหนักถึงตัวเอง แปลกไหมครับ สังคมทุกวันนี้เราให้ความสำคัญกับตัวเองมาก แต่กลับรู้จักตัวเองน้อย เหมือนที่หน้ากากหอยนางรมพูดประโยคจากหนังเรื่อง Fight Club “เราใช้เงินที่เราไม่มี ซื้อของที่เราไม่อยากได้ เพื่อเอาใจคนที่เราไม่รู้จัก” ตอนจบผมถึงบอกว่า ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกคนจะหาบ้านตัวเองเจอ แล้วก็กลับบ้านกันได้แล้ว

แล้วคุณหาบ้านของตัวเองเจอแล้วหรือยัง

คุณฟังเพลง Cocktail แล้วรู้มั้ยล่ะว่าเป็นเพลงของ Cocktail

รู้สิ

ถ้าอย่างนั้นแสดงว่าผมอยู่บ้านผมแล้วล่ะ

ถอดหน้ากากแล้วกลับบ้านกับ โอม Cocktail

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

“ก่อนหน้านี้ถ่ายละครเจ็ดวัน”

ภณ-ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ เล่าให้เราฟังผ่านหน้าจอแล็บท็อปที่กลายมาเป็นบรรยากาศปกติใหม่ของงานสัมภาษณ์ในช่วงนี้เสียแล้ว ไม่ใช่แค่เราแต่เขาเองก็เช่นกัน หากสถานการณ์หลัง COVID-19 ไม่เปลี่ยนไปขนาดนี้ คิวงานของภณอาจยังแน่นขนัด ถึงขั้นต้องถ่ายละครติดกัน 7 วัน

ชีวิตไม่แน่นอนของ ภณ-ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ กับขวบปีที่อยากเป็นนักแสดงให้ดีที่สุด

หากลองเสิร์ชชื่อของภณในอินเทอร์เน็ต เราจะพบ 2 คีย์เวิร์ดที่โชว์หราอยู่แทบทุกพาดหัวข่าวคือ

หนึ่ง ลูกชายนางเอก และ สอง พระเอกใหม่

อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้สปอตไลต์ส่องลงมาที่ภณ คือเขาเป็นลูกชายคนเล็กของ ชณุตพร วิศิษฏโสภณ นางเอกภาพยนตร์เรื่อง เพื่อนแพง (2526) และร่วมแสดงในเรื่อง พลอยทะเล (2530) นั่นทำให้เขาได้รับความสนใจตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มแสดงละคร

 พอเขาเริ่มเป็นที่รู้จักจากละครดราม่าเรื่อง ตราบาปสีชมพู และละครโรแมนติกคอเมดี้เรื่องล่าสุดอย่าง พราวมุก คำว่า ‘พระเอกใหม่’ ก็ถูกพ่วงอยู่ท้ายชื่อของเขามาสักพักไปโดยปริยาย

เบื้องหลังของพระเอกใหม่และลูกชายดารา คือความจริงว่าแม่ไม่เคยมีอิทธิพลในการเป็นนักแสดงของเขาเลย ภณมีวัยเด็กที่เรียบง่าย และไม่เคยฝันอยากเข้าวงการ ตอนนี้เขาเป็นพระเอกใหม่ก็จริง แต่กลับเป็นนักแสดงที่อยู่ในวงการมาตั้งแต่เรียนมัธยมปลาย และภณในวัย 25 ปี ก็ทำความรู้จักกับการเป็นนักแสดงมากพอที่จะเล่าให้เราฟังอย่างออกรสออกชาติในบทสัมภาษณ์ของวันนี้ 

ชีวิตไม่แน่นอนของ ภณ-ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ กับขวบปีที่อยากเป็นนักแสดงให้ดีที่สุด

จับพลัดจับผลูมาเป็นนักแสดงได้อย่างไร

ตอนประมาณมอห้า พี่หน่องที่เป็นผู้จัดการของผมในตอนนี้ บังเอิญเจอผมในเฟซบุ๊ก แล้วเขาก็ทักมาว่าสนใจจะทำงานในวงการไหม ผมเป็นเด็กธรรมดาที่กำลังเรียนหนังสือ ใช้ชีวิตทั่วๆ ไป ไม่ได้อยากเข้าวงการเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าวงการมันเป็นอย่างไรด้วยซ้ำ พอพี่หน่องมาชวน ก็ยังงงๆ ว่าเขาคือใคร เลยไปบอกพ่อแม่ ผมเลยให้เขาคุยกับพ่อแม่แทน เขาคงนัดแนะกันให้เราไปแคสต์ เราก็ไปตามเวลานัด แต่งตัวปกติเพื่อไปถ่ายรูป 

ตอนนั้นยังทำอะไรไม่ได้มาก เพราะเรายังใส่เหล็กดัดฟันอยู่ ก็รอเวลาไปเรื่อยๆ จนประมาณปีสอง เอาเหล็กดัดฟันออก เขาก็เรียกไปดูตัวแล้วพาไปที่ช่อง 3

ทำอะไรอยู่ระหว่างรอจะได้แสดง

ไปประกวดหาประสบการณ์ตามเวทีต่างๆ บ้าง เวทีแรกผมได้รางวัลชมเชยมา เลยรู้สึกว่าเราก็มาทางนี้ได้ งงตัวเองเหมือนกัน แต่ก็ประกวดเรื่อยๆ ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง จนมาถึงเวทีสุดท้าย ช่วงนั้นผมอยากหารายได้ช่วยแม่จ่ายค่าเทอม บวกกับกรรมการตัดสินเป็นผู้จัดช่อง 3 ด้วย รู้สึกว่าเวทีนี้ตอบโจทย์ เลยลองไปประกวดดู พอได้ที่หนึ่ง ผมเลยตัดสินใจให้ที่นี่เป็นเวทีสุดท้าย หลังจากนั้นเราก็ได้เข้าช่อง 3 และแสดงละคร

แปลว่าเข้าวงการตั้งแต่ยังเรียนอยู่

ตอนนั้นเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย การแสดงเป็นอะไรที่ยังไม่เคยทำ เราไม่ได้คิดว่าเราจะไปทำงาน มันเหมือนเรียนเสร็จแล้วก็ไปทำอะไรที่แปลกใหม่ คล้ายๆ เวลาที่เราไปเล่นกีฬามากกกว่า มันเป็นสิ่งใหม่ที่พอได้ลองทำแล้วสนุกดี 

ตอนเด็กเราไม่ได้อยากเล่นละครเลย แต่พอมาประกวดมันเป็นภาคบังคับ อย่างบนเวทีเขาให้ผมแสดงเป็นคาแรกเตอร์นั้น คาแรกเตอร์นี้ พอเราทำได้ ก็เลยมาลองทำดู พอทำไปแล้วคนเขาบอกว่าเล่นดี เรายังนึกเลยว่าจริงเหรอ เราเล่นดีจริงๆ หรอ ผมมองตัวเองว่าเฉยๆ นะ แต่คนอื่นเขาบอกว่าเล่นดี ก็ยังรู้สึกสับสนตัวเองว่าเราทำได้จริงๆ หรอ เราก็เอาคำว่าดีของเขามาเป็นแรงผลักดันให้ตัวเองพัฒนา มันท้าทายเราไปเรื่อยๆ 

ไม่เคยอยากเป็นนักแสดง แล้วตอนเด็กๆ อยากเป็นอะไร

อยากเป็นหลายอย่างมากเลย คุณพ่อเป็นตำรวจ ผมก็อยากเป็นตำรวจบ้าง ไปๆ มาๆ พ่อบอกว่าไม่ต้องเป็นหรอก เพราะเป็นแล้วมันเหนื่อย ตอนนั้นผมรู้สึกว่าทุกอาชีพก็เหนื่อยเหมือนกันหมดนั่นแหละ แต่โอเค ไม่เป็นก็ได้

พอช่วงมอต้น อยากเป็นสัตวแพทย์ เพราะเราเลี้ยงสุนัข คิดว่าต้องเข้าสายวิทย์ให้ได้ พอเข้าได้ปุ๊บ ไปเรียนจริงๆ รู้สึกว่ามันไม่ใช่ทางของผม (หัวเราะ) เราแค่รักสัตว์เฉยๆ แต่พอมาเรียนจริงๆ แล้ว วิชาเคมีทำไม่ค่อยได้ ผมชอบเรียนวิชาฟิสิกส์มากกว่า ก็เลยไม่เป็นแล้ว เพราะมันคงไม่ใช่ทาง

ชีวิตไม่แน่นอนของ ภณ-ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ กับขวบปีที่อยากเป็นนักแสดงให้ดีที่สุด

สอบเข้าวิศวะฯ เพราะชอบฟิสิกส์ด้วยหรือเปล่า

ตอนนั้นเราเล่นดนตรีอยู่ แล้วมหาวิทยาลัยมีสาขาใหม่เปิดขึ้นมา ชื่อว่าวิศวกรรมดนตรีและสื่อประสม ซึ่งมันคือวิศวกรรมบวกกับดนตรี เป็นทางที่เราชอบพอดี เลยรู้สึกว่าต้องจัดแล้วแหละ (หัวเราะ)

ช่วงแรกๆ ต้องเรียนเกี่ยวกับทฤษฎีดนตรีให้เข้าใจก่อน หลังจากนั้นต้องเรียนด้านวิศวกรรมศาสตร์ สนุกดี เพราะเป็นความชอบสองอย่างมาอยู่ในที่เดียวกัน เราอยากทำงานทั้งด้านดนตรีและเบื้องหลังที่เกี่ยวกับเรื่องเสียง 

นั่นเป็นสิ่งที่คิดตอนปีสองก่อนจะได้มาเล่นละคร

ชีวิตที่ต้องเล่นละครไปพร้อมๆ กับเป็นนักศึกษาวิศวะฯ เป็นอย่างไรบ้าง

ถ้าเทียบกับเพื่อนๆ รุ่นเดียวกัน ชีวิตวัยรุ่นของผมหายไปเลยนะ ตั้งแต่ช่วงปีสองผมก็เริ่มแสดงละครแล้ว ต้องรับผิดชอบมากขึ้นในระดับหนึ่ง ส่วนเพื่อนคือชิลล์กันมาก แต่เราทำไม่ได้เพราะเรียนเสร็จก็ต้องอ่านบท เหมือนได้โตก่อนวัย ถ้าถามว่าเสียดายไหมก็เสียดาย แต่มองว่าตรงนี้มันคือโอกาสที่น้อยคนจะได้มาทำ เป็นความโชคดีอย่างหนึ่งของผมนะ ถึงแม้เราจะเสียบางอย่างไป แต่เราก็ได้บางอย่างที่ยิ่งใหญ่มา ผมมองว่ามันดีกับเรา เลยรับโอกาสนี้ไว้แล้วไม่อยากปล่อยให้มันหลุดมือ 

ตัดสินใจเป็นนักแสดงเพราะคุณแม่ด้วยไหม

คุณแม่ไม่ได้มีอิทธิพลเลยครับ ตอนเด็กๆ ผมเห็นโปสเตอร์หนังเรื่อง เพื่อนแพง เรื่อง พลอยทะเล ของคุณแม่ใส่กรอบติดอยู่บนผนังบ้าน ก็เห็นว่าแม่เล่น ไม่ได้อยากจะเป็นแบบแม่ ผมติดละครทีวีทั่วๆ ไป รู้สึกว่าเขาเท่ดี แต่ไม่ได้อยากมาเป็นเอง 

แม่เคยเล่าเรื่องในวงการให้ฟังไหม

แทบไม่ได้เล่าอะไรเลย เรื่องในวงการ มีแค่ตอนไปเที่ยว แม่บอกว่าที่นี่เคยเป็นโลเคชันถ่ายหนังของแม่นะ แค่นี้แหละ ไม่ได้เล่าว่าทำงานเป็นอย่างไร 

ทุกเรื่องในวงการทุกวันนี้ ผมเรียนรู้ระหว่างทางด้วยตัวเองหมดเลย เคยเรียนการแสดงมาแล้วประมาณหนึ่ง แต่หลังจากนั้นก็เรียนหน้าเซ็ตตลอด เรียนกับผู้กำกับที่เราถ่ายทำด้วยบ้าง เก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์มาเรื่อยๆ

สิ่งแรกๆ ที่ภณได้เรียนรู้จากอาชีพนักแสดงคืออะไร

เรื่องการทำงาน ก่อนเข้ามาในวงการละคร ผมมองว่าอาชีพนี้สบายแน่ๆ ทำแป๊บเดียวก็ได้เงิน แต่พอเข้ามาจริงๆ แล้ว การทำงานแต่ละขั้นตอนมันยากมาก เริ่มตั้งแต่ต้องตื่นเช้า บางซีนออกมาให้เราเห็นแค่ไม่กี่นาที แต่ต้องถ่ายทำเป็นวันก็มี ผมว่ามันยากและมีหลายขั้นตอน คนเยอะ ความรับผิดชอบก็เยอะตามไปด้วย แต่เราก็ต้องรวมเป็นทีมเดียวกัน เพื่อให้ละครเรื่องหนึ่งออกมาได้ ทำให้มุมมองของผมที่มีต่ออาชีพนักแสดงเปลี่ยนไปด้วย 

ชีวิตไม่แน่นอนของ ภณ-ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ กับขวบปีที่อยากเป็นนักแสดงให้ดีที่สุด
ภณ ณวัสน์ ภู่พันธัชสีห์ นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

จริงอยู่ที่ว่ายาก แล้วอะไรอยากให้ทำต่อ

ช่วงแรกที่เล่นละคร เราก็เล่นไปตามบท แต่พอเรียนจบแล้วทำงานเจ็ดวัน เหมือนเราได้อยู่กับตัวละครนั้นจริงๆ ผมว่าความสนุกของการเป็นนักแสดงคือได้ทำอะไรใหม่ๆ ได้ทำสิ่งที่ชีวิตประจำวันไม่เคยได้ทำ เช่น ขี่มอเตอร์ไซค์ ชีวิตจริงพ่อไม่ให้ขับแน่ๆ แต่ในละครเราเล่นเป็นคนที่ต้องขี่มอเตอร์ไซค์ เราก็ต้องทำให้ได้ หรือว่าการบู๊ ผมไม่ใช่คนชอบเตะต่อย แต่เราต้องกลายเป็นคนใหม่ ได้เรียนรู้คนใหม่ๆ ได้เรียนรู้ความคิดของอีกคน ผมมองว่านี่เป็นความสนุกของการแสดง

บทไหนที่อยากลองเล่นมากที่สุด

อยากเล่นบทฝาแฝด มันทำความเข้าใจยากนะ เพราะแต่ละคนมีความคิดต่างกัน เหมือนมีอะไรคล้ายกัน แต่จริงๆ แล้วก็มีอะไรที่ต่างกัน มันยากที่จะทำให้คนดูเชื่อจริงๆ ว่ามีตัวเรามีสองคน สองคาแรกเตอร์ ถึงแม้หน้าตาจะเหมือนกัน แต่การขยับท่าทางมันก็ต่างกันแล้ว เพราะแต่ละคนไม่เหมือนกัน เรื่องการเลี้ยงดูก็อาจจะต่างกันแล้ว 

ผมว่าการแสดงมันเดินทางไปได้เรื่อยๆ แบบไม่มีที่สิ้นสุด เพราะบทบาทมันแปลกใหม่ตลอด ไม่มีทางที่เราจะได้แสดงครบทุกบทบาท เพราะแต่ละคนในโลกนี้ไม่มีใครซ้ำกันเลย

บทไหนที่เคยเล่นแล้วชอบ

เป็นบทบาทที่ค่อนข้างไกลตัว มีความเป็นภณ ณวัสน์ น้อยหน่อย เพราะเหมือนเราได้แสดงละครจริงๆ ไม่ได้เล่นเป็นตัวเอง เราต้องทำความเข้าใจและทำการบ้านเยอะ

ตอนนี้กำลังถ่ายทำเรื่อง คู่เวร อยู่ เราเล่นเป็นตัวละครที่แปลก มันไม่เหมือนภณเลย อ่านบทแล้ว โห นี่มันตรงข้ามกับเราเลย คือจะคิดตรงข้ามกับภณทุกอย่าง เป็นคนตรงๆ พูดตรงๆ ส่วนผมเป็นคนที่คิดก่อนแล้วค่อยพูด แต่คนนี้คิดอะไรก็พูดออกมา ไม่สนใจความรู้สึกคนอื่นเลย เล่นเรื่องนี้แล้วสนุกนะ เราต้องไปถามผู้กำกับว่ามันมีคนแบบนี้จริงเหรอ 

ช่วงนี้มีเรื่อง พราวมุก กำลังออนแอร์อยู่ เป็นละครโรแมนติกคอเมดี้เกี่ยวกับชลันธรและพราวมุกที่ถูกจับให้แต่งงานกัน แล้วเกิดความวุ่นวาย ความสนุกสนานขึ้น เราก็ต้องเล่นให้คนดูเชื่อว่าเราเป็นคนมั่นหน้าจริงๆ (หัวเราะ) 

นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

‘ชลันธร’ เขาไม่เหมือนเราที่ตรงไหน

เขาเป็นคนที่มั่นใจในตัวเองสูงมาก มั่นใจเกินไป มั่นใจจนมั่นหน้า ชอบคิดเองเออเอง เชื่อว่านางเอกเข้ามาในชีวิตเพราะชอบเขา เราต้องเล่นให้คุณดูหมั่นไส้ บางทีเขาใช้คำพูดแรง เราก็ต้องไปคุยกับผู้กำกับ ต้องหาเหตุผลว่าทำไมตัวละครถึงพูดแรงขนาดนี้

มีวิธีทำความรู้จักตัวละครอย่างไรบ้าง

อย่างแรกเราต้องอ่านบทก่อน แล้วก็ดูว่าซีนนี้ความต้องการของตัวละครคืออะไร จากนั้นก็ไปดูรูปลักษณ์ภายนอก หาดีเทล หาเรเฟอเรนซ์ เช่น ถ้าต้องเล่นเป็นเพลย์บอย ก็ต้องไปหาว่าเพลย์บอยมันเป็นอย่างไร แล้วเราจะดีไซน์เพลย์บอยออกมาในรูปแบบของเราได้อย่างไร ส่วนเรื่องความรู้สึกของตัวละคร ก็ต้องไปดูเบื้องหลังชีวิตของเขาด้วย

เราใช้ชีวิตมายี่สิบห้าปี ก่อนหน้านี้เราเจออะไรมาบ้าง ก็ต้องเรียบเรียงเหตุการณ์ให้ได้มากที่สุด เท่าที่จะส่งผลให้กลายเป็นตัวละครตัวนั้นได้ เราต้องหาให้เยอะเพื่อเอามาเป็นเหตุผลรองรับการกระทำของตัวละครด้วย 

อายุยี่สิบห้าปีก็ถือว่ายังน้อยอยู่นะ ถ้าเราต้องเล่นเป็นตัวละครที่โตกว่า แต่โชคดีด้วยเพราะที่ผ่านมาได้รับบทเป็นคนอายุยี่สิบห้าถึงยี่สิบแปดหมดเลย ถ้าได้รับบทที่โตกว่านี้ คงต้องไปหาคนมีประสบการณ์มาให้คำแนะนำ ต้องไปคุยกับผู้กำกับ ต้องทำการบ้านเพิ่มด้วย 

ตัวเองในวัย 25 ปีเป็นเหมือนที่เคยคิดไว้ไหม

เด็กๆ ผมมองว่าวัยยี่สิบห้าคือคนที่โตมากแน่ๆ แต่พอเราอายุยี่สิบห้าจริง เฮ้ย นี่มันยี่สิบห้าแล้วหรอวะ คนนอกมองอาจคิดว่าเราโต แต่ในความรู้สึกของเรา เรายังเป็นเด็กอยู่เลย มันค่อนข้างต่างจากที่คิดไว้ เราก็ทำงานปกติ รับผิดชอบทั่วๆ ไป แต่เวลาอยู่บ้าน เรายังเป็นเด็กที่อ้อนแม่อยู่เลย

นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

ภณในวัย 25 ปี มีอะไรในอาชีพนักแสดงที่ยังทำไม่ได้บ้าง

คิดว่าตัวเองมีประสบการณ์มาประมาณหนึ่ง ได้เรียนรู้บางเรื่อง แต่บางเรื่องก็ยังไม่รู้ ผมคิดว่าวันนี้เราต้องรู้มากกว่าเมื่อวาน มันจะทำให้เราพัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อยๆ

ตอนนี้อยากพัฒนาเรื่องสมาธิ เพราะถ้าไม่มีสมาธิมันค่อนข้างเล่นยาก อยากให้ตัวเองมีสมาธิกับบทต่างๆ พอนับ 5 4 3 2 เราต้องสวิตช์ไปเป็นตัวละครให้เร็ว การที่เรามีสมาธิเร็ว ทำให้เราเข้าถึงบทบาทได้เร็ว พอเราอินก็จะทำให้การแสดงนั้นออกมาดีด้วย

ตอนนี้ถ้าร้อยเปอร์เซ็นต์ก็อาจจะทำได้สักแปดสิบ อาจมีบางจุดที่เราหลุดบ้าง ถึงบอกว่าอยากพัฒนาไปเรื่อยๆ อยากมีสมาธิเข้าถึงตรงนั้นได้เร็ว บางทีทั้งซีนเราจะเข้าถึงอยูแค่แปดสิบ ซึ่งถ้าเรามาดูละครที่ตัวเองเล่น เราจะสังเกตเห็นอีกส่วนยี่สิบที่เราเหลือไว้

การแสดงที่ดีคืออะไร

สำหรับผมการแสดงที่ดีคือการแสดงที่ไม่ใช่การแสดง คือการเป็นตัวละครตัวนั้นไปเลย สุดยอดของการแสดงคือการไม่แสดง ทำให้คนดูเชื่อว่าเราเป็นตัวละครตัวนี้จริงๆ

เหตุการณ์ไหนที่ทำให้รู้ว่าสมาธิจำเป็นกับการแสดงที่ดี

มีซีนหนึ่งที่สำคัญมาก ผมมาร์กไว้ตั้งแต่ตอนอ่านบท เลยกดดันตัวเองว่าต้องทำออกมาให้ดี แต่พอไปถึงตรงนั้นจริงๆ อากาศไม่อำนวย ร้อน แล้วสมาธิก็ไม่ได้ดีเพราะนอนน้อย ทำให้ซีนนั้นผมยังเล่นไม่ถึง ผู้กำกับบอกว่ายังไม่ได้ ก็เริ่มกดดันตัวเองแล้วว่ามันไม่ได้ พอกดดันก็ทำอารมณ์ออกมาได้ไม่ดี ผมเครียดเลย พอถ่ายเสร็จแล้วผู้กำกับบอกว่าได้ ผมคิดในใจว่าได้จริงเหรอ อารมณ์มันเพิ่งจะมา พอทำไม่ได้แล้วมันก็น้อยใจตัวเอง เครียดเหมือนกันช่วงนั้น

หรือว่าคุณเป็นเพอร์เฟกชันนิสต์

ผมเป็นคนตั้งใจ มันคือการกดดันตัวเอง เพราะอยากทำออกมาให้ดี ก็เพอร์เฟกชันนิสต์นิดหน่อย เป็นแบบนี้กับทุกเรื่องในชีวิต เช่น การเก็บของ ผมเป็นคนเก็บของเป็นที่ ถ้ามีใครมาย้ายหรือไปอยู่ตำแหน่งไม่ถูกที่ก็จะเริ่มหงุดหงิดแล้วว่าใครเอาไปไหน (หัวเราะ) ไม่ชอบหาของเลย หาได้ไม่เกินสองสามนาที 

แล้วอีกอย่างผมเป็นคนที่คิดไปข้างหน้าตลอด ว่าเราวางแผนไว้แล้ว 1 2 3 4 5 ถ้ามันไม่ใช่ 1 2 3 4 5 ก็จะเริ่มร้อนๆ ที่หัวแล้ว (หัวเราะ)

กับชีวิตเราวางแผนแบบนั้นด้วยไหม

อาจจะวางไว้แค่ 1 – 2 เป็นระยะสั้นๆ ยังไม่ได้มองว่าต้องวางให้ยาว แค่แสดงละครให้ดีก่อน บทบาทที่ได้รับมันก็มีแปลกไปเรื่อยๆ ยังท้าทายอยู่จนถึงทุกวันนี้ เวลาได้รับบทมา ผมก็ต้องเอามาวางแผนเรียงเป็น 1 2 3 4 5 อยู่ดี

ส่วนระยะยาว อยากแสดงละครให้ดี ทำให้คนดูเชื่อและชอบตัวละครของเราให้ได้ ส่วนระยะยาวขึ้นไปอีก มองว่าอยากจะใช้ชีวิตสบายๆ จริงๆ เป็นคนชิลล์ๆ อยู่แล้ว ถ้ามีเงินประมาณหนึ่งและมีเวลาให้ครอบครัว ได้ไปเที่ยว ผ่อนคลาย เท่านี้ก็มีความสุขแล้ว อยากให้ทุกคนอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา สุขภาพร่างกายแข็งแรง

นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

ถ้าแผนไม่เป็นอย่างที่วางไว้ล่ะ

ความรู้สึกแรกคือแอบผิดหวังที่มันไม่เป็นอย่างที่เราหวังไว้ แต่อีกมุมหนึ่งก็จะคิดว่าช่วงเวลานี้อาจยังไม่เหมาะสมที่จะทำ หรือยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่ใช่ก็ได้ เลื่อนออกไปอีกมันอาจจะดีกว่าก็ได้ ผมเคยเจอเหตุการณ์ที่เลื่อนไปก่อนแล้วมันดีกว่า ก็เลยเอาเหตุการณ์ตรงนั้นมาเป็นแนวคิดให้กับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้

หรือมีอย่างอื่นที่อยากทำนอกแผนอีกไหม

ตอนนี้การแสดงถือเป็นสิ่งที่รักที่สุดที่อยากจะทำ ส่วนอนาคตยังมองไม่ออกนะว่าตัวเองจะชอบอะไร ตอนนี้ผมรักการแสดงที่สุด ควบคู่กับการที่มีงานอดิเรกที่ชอบเล่นคือกีฬาเอ็กซ์ตรีม ไม่รู้ว่าจะทำเป็นอาชีพได้หรือเปล่า หรือพอทำเป็นอาชีพจริงๆ แล้วเราอาจไม่ชอบก็ได้ อาจเอาไว้เป็นแค่งานอดิเรกก็พอ ตอนนี้ถือว่าโชคดีนะที่เราค้นพบการแสดงแล้วทำเป็นอาชีพได้ด้วย

ตอนเด็กๆ ไม่ฉายแววนักแสดงเลย ตอนนั้นคิดว่าพรสวรรค์ของเราคืออะไร

ตอนเด็กๆ ชีวิตมีแค่เรียนกับเล่น เคยคิดว่าตัวเองเกิดมาเพื่อเป็นนักกีฬาหรืออะไรที่ต้องใช้แรงเยอะๆ ผมเคยเป็นนักฟุตบอล เคยเป็นนักว่ายน้ำ ผมเล่นกีฬาทุกชนิดเลย เก่งไม่เก่งค่อยว่ากันอีกที ผมรู้สึกว่าตัวเองมีพรสวรรค์ทางด้านกีฬามาก อย่างในวิชาพละ ผมไปก่อนเพื่อนเลยเพราะอยากเรียน เขาให้เล่นอะไรผมก็เล่นได้ ความสุขของผมอย่างหนึ่งคือการได้อยู่กับกีฬา ชอบความแปลกใหม่ ท้าทายแบบที่ไม่ต้องอยู่กับที่

แล้วตอนนี้เล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีมอะไรบ้าง

เริ่มจากเวกบอร์ด เซิร์ฟบอร์ด จากนั้นก็มาเล่นเซิร์ฟสเก็ต ผมเคยเห็นรูปหรือวิดีโอในอินเทอร์เน็ตแล้วมันน่าลอง เลยชวนเพื่อนไปเล่นกัน วันแรกเล่นไม่ได้ เล่นแล้วก็ตกน้ำ ผมเป็นคนอยากเอาชนะ มันต้องทำให้ได้ คนอื่นทำได้ ทำไมเราจะทำไม่ได้เพราะมันดูไม่ยาก ไปครั้งแรกล้มตลอด ครั้งที่สองก็ไปล้มอีก ครั้งที่สามเริ่มจับทางได้ พอสนุกเราก็เล่นมาเรื่อยๆ 

เป็นคนตั้งใจอย่างที่เคยบอกไว้จริงๆ

ใช่ครับ ผมเป็นคนสุดเหมือนกัน ถ้าทำไม่ได้ ก็อยากจะทำให้ได้ ไม่ใช่แค่เรื่องนี้ แต่เป็นหลายๆ เรื่องในชีวิตผมด้วย เรื่องการแสดง บางทีเราทำไม่ได้ แต่คิดว่ามันต้องทำได้สิ มันติดตรงไหน เราก็ไปหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อให้เราทำให้ได้

คิดว่าอะไรทำให้ภณตั้งใจทำทุกอย่างให้ดีที่สุด 

ตอนปีหนึ่งผมเสียคุณตาไป ผมเลยมองว่าชีวิตคนเราไม่แน่นอน คุณตาเข้าโรงพยาบาลไม่กี่วันท่านก็เสีย ผมเลยมองว่าชีวิตคนเรามันเร็วมากๆ ทุกวันนี้มันไม่มีความแน่นอนในชีวิตเลย ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นได้เมื่อไหร่ ผมเลยใช้ชีวิตแบบไม่ประมาท 

พอจบเคสคุณตาก็มี COVID-19 ที่เข้ามาแบบงงๆ แต่มันก็เกิดขึ้นได้ อยากทำอะไรก็ทำให้เต็มที่เลย อย่าไปรอ ทุกวันนี้ไม่อยากรอให้ถึงพรุ่งนี้ อยากทำวันนี้ให้ดี แล้วก็ต้องทำให้ดีที่สุดด้วย 

นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

พอตั้งใจมากๆ แล้ว มีครั้งไหนไหมที่ทำไม่สุดแล้วรู้สึกเสียใจ

ก็มีนะ อย่างตอนเล่นละครก็เคย บางทีนอนพักผ่อนไม่เพียงพอแล้วออกไปเล่น เราก็ใส่ได้ไม่ถึง ได้แค่แปดสิบห้าเปอร์เซ็นต์ ผู้กำกับบอกว่าผ่านแล้ว พอมาดูผลงานของตัวเองย้อนหลัง เรามองว่าเราน่าจะทำได้ เราน่าจะใส่สุดมากกว่านี้ ไม่อย่างนั้นคงได้เห็นตัวเองในมุมที่เต็มร้อย ไม่ใช่มุมแปดสิบห้า ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ผมจะทำให้ดีกว่านี้ ผมเลยมองจุดนี้ เป็นบทเรียนในเรื่องต่อๆ ไป ว่าทีหลังทำอะไรเราใส่เต็มร้อยไปเลยทุกเรื่อง เพื่อไม่ให้รู้สึกเสียดายทีหลัง

ในวัยนี้มีอะไรที่เคยคาดหวัง แล้วทำได้แล้วไหม

ให้รางวัลตัวเอง เราเคยตั้งเป้าหมายว่าอยากมีรถของตัวเองสักคันหนึ่ง แล้วผมก็ได้รถยนต์มาตั้งแต่อายุยี่สิบเอ็ด จริงๆ คุณพ่อเป็นคนซื้อให้ก่อน ช่วงนั้นเราทำงานเก็บเงินไปแล้วก็มาคืนคุณพ่อทีหลัง ซึ่งถือว่าเราซื้อรถให้ตัวเองได้ก่อนอายุยี่สิบห้าปี ก็เป็นความภูมิใจอย่างหนึ่ง 

แล้วเรื่องการแสดงล่ะ

ได้เรียนรู้ว่าจริงๆ แล้วซีนดราม่าไม่ได้มีอะไรมาก แค่เราเข้าใจและมีสมาธิกับมันเท่านั้นเอง ก่อนเล่นละคร ผมมองว่าซีนดราม่าเป็นเรื่องยาก เราจะเล่นอย่างไร เราจะคิดถึงเรื่องอะไร เราจะทำอารมณ์อย่างไร แต่พอได้เล่นจริงแล้วมันจับทางได้ มันคือการที่เราอินไปกับเรื่องนั้น ร้องไห้หรือไม่ร้องไห้ก็เป็นปฏิกิริยาของร่างกาย อย่าไปสนใจ แค่โฟกัสให้ถูกจุดว่าตอนนี้ตัวละครต้องการอะไรและกำลังรู้สึกอะไร อารมณ์มันจะออกมาเอง

สิ่งที่คาดหวังแต่ยังทำไม่ได้มีบ้างไหม

เรื่องพาที่บ้านไปเที่ยว ตอนนี้รู้สึกว่ายังทำไม่ได้และ COVID-19 มาอีกมันยิ่งยากเลย เราเคยวางแผนว่า ถ้ามีเงินก้อนหนึ่ง อยากจะพาที่บ้านไปเที่ยวต่างประเทศ ถ้าไม่มี COVID-19 ก็อาจจะได้พาไปแล้ว แต่ตอนนี้ยังไม่มีโอกาสตรงนั้น 

ครอบครัวอยู่ในทุกแผนของคุณเสมอเลย

ใช่ ผมมองว่าครอบครัวคือที่สุดแล้ว เขาเป็นคนแรกๆ ที่อยู่กับเราด้วย ทุกวันนี้ผมยังอยู่กับที่บ้าน ไม่ได้ไปอยู่คอนโดฯ ที่ห่างจากครอบครัว เลยสนิทกับครอบครัวอยู่ประมาณหนึ่ง เวลาทำอะไร ทุกๆ คนที่บ้าน ทั้งพี่สาว พี่ชาย ก็จะนึกถึงครอบครัวก่อนเสมอ 

เขาสนับสนุนทุกเรื่องของเรามาตั้งแต่เด็ก ทั้งเรื่องการใช้ชีวิต การเลี้ยงดู มีผลกับเราทั้งหมด พ่อเป็นคนมีวินัย เขาเป็นคนที่คอยสอนเรื่องความมีวินัย ส่วนแม่เป็นคนตรงๆ ทำอะไรตรงๆ เรื่องการอ่อนน้อมถ่อมตนเราก็เอามาใช้ ครอบครัวคือสิ่งที่สำคัญจริงๆ 

นอกจากครอบครัวแล้ว อะไรอีกที่ทำให้ภณเป็นภณอย่างทุกวันนี้

ความอดทนแล้วก็เอาชนะใจตัวเอง มันทำให้ภณเป็นภณได้อย่างในทุกวันนี้ การทำงานทุกอย่างมันเหนื่อยอยู่แล้ว เราต้องอดทน แล้วก็ชนะใจตัวเองให้ได้ อย่างการทำงานตรงนี้ ผมจะต้องคุมอาหาร ออกกำลังกายเพื่อรักษาหุ่น คือการเล่นฟิตเนสมันเหนื่อยมาก ไม่ได้สบายเลย มันถึงจุดที่เรียกว่าทรมานแล้วนะ แต่ก็ต้องฝึกต่อเพื่อให้ผ่านมันไปให้ได้

อีกอย่างคือความไม่แน่นอนในชีวิต จากเหตุการณ์หลายๆ อย่างตั้งแต่เด็กจนมาถึงปัจจุบัน ผมว่าความไม่แน่นอนในชีวิตมีผลให้ภณเป็นภณมากที่สุดแล้ว ตั้งแต่เสียคุณตาไป ตั้งแต่ COVID-19 เข้ามา มันเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด

นักวางแผนที่ต้องรับมือกับความผิดแผน จากวันที่ไม่รู้จักวงการบันเทิง จนได้มาเป็นพระเอกละคร

Writer

ซูริ คานาเอะ

ชอบฟังมากกว่าพูด บูชาของอร่อย เสพติดเรื่องตลก และเชื่อว่าชีวิตนี้สั้นเกินกว่าจะอ่านหนังสือดีๆ ให้ครบทุกเล่ม

Photographer

รัชต์ภาคย์ แสงมีสินสกุล

ช่างภาพที่มีร้านล้างฟิล์มเป็นของตัวเอง แต่นานๆจะถ่ายฟิล์มที เพราะช่วงนี้ฟิล์มมันแพง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load