เพียงข้ามคืน หลังจาก TangBadVoice ปล่อยเพลง เปรตป่ะ คนฟังทั้งในและนอกวงการฮิปฮอปก็ถามหากันใหญ่ว่า เขาเป็นใคร

สำหรับคนที่เพิ่งผ่านเข้ามา 

เปรตป่ะ คือ เพลงแรปที่มีเสียงเพื่อน 2 คนกำลังเล่าเรื่องผีในป่า แค่ท่อนแรกที่ร้องว่า ‘ตะเคียน นี่ ที่เวลากล้ามเนื้อมันล็อกป่ะ (ห่ะ) นั่นมัน ตะคริว (อ๋อ) ตะคริว คือที่มันยืนต่อแถวกันเป็นระเบียบ นั่นมัน รอคิว (อ๋อ)’ เราก็รู้ทันทีว่าทุกคนที่ได้ฟังจะรักเพลงนี้ เพราะเป็นการรวมเรื่องเล่าที่เดายาก มุกตลกคาเฟ่โป๊งฉึ่ง เนื้อเพลงแรปสอดประสานสนุก และทำนองติดหู มาไว้ในเพลงเดียว

หลายคนยกให้เจ้าของเพลงเป็นอัจฉริยะ เพราะไม่ใช่แค่เพลงสนุก แต่ฟังแล้วคิดถึงเพื่อนที่ ปู ชง ตบ มาด้วยกัน 

ตั้ง ตะวันวาด ช่างภาพที่ลุกขึ้นมาเป็นแรปเปอร์ ทำ เพลงเปรตป่ะ ดังข้ามคืน จนคนทั้งวงการฮิปฮอปยกให้เป็นอัจฉริยะ

ตัวจริงของ TangBadVoice หรือ ตั้ง ตะวันวาด คือช่างภาพที่มีอาชีพเป็นผู้กำกับภาพในกองถ่ายภาพยนตร์ ที่มีงานอดิเรกเป็นการถ่ายภาพนิ่งและทำเพลงแรป

แต่งเอง ร้องเอง Featuring เองคนเดียว ตามชื่ออัลบั้ม EP โนวันเพลย์วิทมี ซึ่งนอกจากเพลง เปรตป่ะ แล้วยังมีอีก 2 เพลงที่เราชอบมากเหมือนกัน ได้แก่ เพลง ล้านนึง ที่เล่าเรื่องมาเฟียไอศครีมจ้างมือปืนไปฆ่าคู่แข่ง และเพลง ตั้งอะไร ที่เด็กชายตั้งเล่าประวัติสุดเก๋าให้เพื่อนหัวโจกนักเรียนฟัง 

ความสนุกคือ เพลงแรปของตั้งแหวกทุกขนบเพลงแรปที่เคยฟังมา จะบอกว่าเป็นพอดแคสต์ก็ไม่ใช่ เรื่องสั้นที่อยู่ในจังหวะบีตส์ดีๆ ก็ไม่เชิง เป็นเหตุผลที่ The Cloud ขอนัดหมายพูดคุยเรื่องทำเพลงที่ตั้งไม่เคยบอกใคร

เขาบอกว่าลุกขึ้นมาทำเพลงเพราะรู้สึกสนุก ไม่มีอะไรเกินกว่านั้น

แต่เราไม่เชื่อ ในฐานะที่เป็นนักเล่าเรื่องผ่านตัวอักษร เรารู้ว่ากระบวนการสร้างสรรค์ ตั้งแต่โครงเรื่อง ร่างเหตุการณ์ การกำหนดทำนองและโทน ล้วนผ่านการคิดแล้วและคิดอีกมากแค่ไหน ไม่เช่นนั้นจะมีเปรตป่ะถึง 7 ร่างได้อย่างไร ยังไม่รวมพรสวรรค์ด้านการเขียนที่สืบทางสายเลือดของแม่ผู้เป็นนักเขียนคนสำคัญในเชียงใหม่

หลายคนรู้จักตั้งในฐานะช่างภาพสตรีทดาวรุ่ง เขายอมรับกับเราว่า เหตุการณ์เมื่อหลายปีก่อนเปลี่ยนชีวิตและความเชื่อบางอย่างไปตลอดกาล อย่างน้อยก็กับเรื่องการทำเพลงแรปครั้งนี้ จึงอยากให้คุณได้ฟังเรื่องราวของเขา ทั้งวิธีคิด การทำงานสร้างสรรค์ด้วยความสนุก และการก้าวข้ามเรื่องดราม่าที่เขาบอกว่าหากย้อนเวลาไปได้ ก็จะทำแบบนั้นอยู่ดีเพราะมอบบทเรียนที่ใหญ่กว่าอัตตา

ใครยังไม่เคยฟังเพลงของตั้ง เราขอเวลาคุณ 4 นาที เลือกเปิดฟังจากชื่อที่ชอบ

ส่วนใครที่อยากทำความรู้จักเขาอยู่แล้ว งั้นเราขอเข้าเรื่องเลยละกัน

รูปเป็ดที่เป็นภาพปก นี่ตั้งใจชงมุกใช่ไหม

มีคนบอกว่าพี่เขาโคตรอัจฉริยะเลย เพลงเขาชื่อเปรตป่ะ และใช้รูปเป็ดป่ะ แต่ที่จริงมันเป็นห่านสามเด้ง เราก็เชี่ย (ลากเสียง) จริงด้วยว่ะ เบื้องหลังคือ เราทำเพลงเสร็จแล้วอยากให้เพลงไปอยู่ใน Spotify วิธีการคือทำผ่านเว็บไซต์หนึ่ง มีเงื่อนไขให้ใส่ภาพก็เลยเปิดเลือกจากอัลบั้มใน Google Drive เจอภาพนี้เป็นภาพแรก

ตั้ง ตะวันวาด ช่างภาพที่ลุกขึ้นมาเป็นแรปเปอร์ ทำ เพลงเปรตป่ะ ดังข้ามคืน จนคนทั้งวงการฮิปฮอปยกให้เป็นอัจฉริยะ

คนส่วนใหญ่รู้จักคุณในฐานะตากล้องภาพยนตร์และช่างภาพสตรีท ทำไมอยู่ๆ ลุกขึ้นมาทำเพลง

เราเริ่มรู้จักเพลงฮิปฮอปจากกลุ่มเพื่อนนักเรียนชั้น ป. 5 โรงเรียนนานาชาติที่เชียงใหม่ ตอนทำเพลงก็ไม่ได้มั่นใจมาจากไหน แค่อยากทำ ซึ่งเราเป็นคนหมกมุ่น ถ้าอยากทำอะไรแล้วหยุดทำไม่ค่อยได้ จริงๆ มีความฝันสามอย่าง เป็นช่างภาพในกองภาพยนตร์ เป็นช่างภาพสตรีท เป็นแรปเปอร์

เราทำอย่างไม่รู้ เพราะไม่แน่ใจว่าคนจะชอบเนื้อหาประมาณไหน เพลงแรปกระแสหลักจะพูดถึงการอวดตัวตน เราเรียกมันว่า Flex ที่แปลว่าเบ่งกล้าม ซึ่งเราไม่ค่อยฟังเพลงแรปไทย รู้แค่ว่าเพลงที่คนชอบมากๆ ถ้าไม่พูดถึงความรัก เกี่ยวกับความรวย ก็สะท้อนสังคมไปเลย เราอยากทำเพลงที่ไม่เกี่ยวกับอะไรเลยแต่แม่งตลก

ไม่เคยได้ยินเพลงแรปแบบนี้มาก่อน นี่คือการแหวกขนบไหม

จริงๆ วิธีการเล่าเรื่องแบบนี้มีอยู่แล้ว เราเคยฟังเพลงชื่อ Pillow Talking ของ Lil Dicky เรื่องเล่าถึงชายหญิงที่มี One night stand แล้วพูดคุยกันจึงพบว่าทั้งคู่ไม่มีอะไรที่เหมือนกันเลย โดย Lil ร้องเป็นเสียงผู้หญิงและผู้ชาย หรือเพลง Stan ของ Eminem คล้ายจดหมายโต้ตอบระหว่าง Eminem กับแฟนคลับที่คลั่ง Eminem มาก ซึ่งเขียนจดหมายถึงเขาหลังจากฟังเพลงที่ Eminem เขียนถึงการฆ่าเมียตัวเอง พร้อมบอกว่าจะเอาอย่าง Eminem จริง จะเห็นว่าในอัลบั้มหนึ่งจะมีเพลงแนวนี้สักเพลง ซึ่งเราชอบวิธีการเล่าแบบนี้ก็เลยเอามาใช้

ชอบอะไรในสไตล์หรือวิธีการเล่าเรื่องแบบนี้

เราชอบที่มันฟังดูธรรมชาติดี เวลาเราฟังเพลงแรปคนเดียวเหมือนเขากำลังสั่งสอน ให้ข้อคิดหรือบทเรียนคนฟังอยู่ แต่พอเป็นคนคุยกันมันธรรมชาติ อย่าง ‘หนีละกัน เชี่ยไม่มีน้ำมัน’ ในเพลง เปรตป่ะ เราพยายามใช้ภาษาบ้านๆ เพราะเคยสงสัยว่าทำไมเวลาเขียนคำคล้องจองภาษาไทยต้องลงด้วยคำแบบนภาหรือจันทราทุกที ซึ่งเราก็ไม่ได้ชอบแต่มันมักจะเชื่อมหรือลงไปทางนั้น เลยตั้งใจมากว่าจะทำให้คำมันบ้านที่สุด

เพลงที่มีเสียงคนคุยกันมันสนุกยังไง

สนุกที่สถานการณ์คับขัน อย่างเพลง เปรตป่ะ เป็นเรื่องของคนสองคนอยู่ในป่า เล่าเรื่องผีขัดกันไปมา พอเจอผีจริงก็วิ่งหนี แต่หนีไม่ทัน ฟังแล้วให้ความรู้สึกว่าเรากำลังเป็นไอ้ตัวใหญ่ๆ ที่เฝ้ามองเหตุการณ์นี้อยู่ เห็นไอ้ตัวเล็กๆ วิ่งกันตลกดี หรืออย่างเพลง ล้านนึง เป็นเรื่องมาเฟียจ้างมือปืนคนนี้ล้านนึง มือปืนไปจ้างคนอีกต่อห้าแสน สองแสนห้า หนึ่งแสน ตามลำดับ เรารู้สึกเรื่องแบบนี้สนุกดี เหมือนกำลังสรุปการคอร์รัปชันในหนึ่งเพลง แต่ตอนนั้นไม่ได้คิดถึงขั้นนั้นนะ แค่อ่านข่าวเจอแล้วเอามาทำเพลงดีกว่า

โครงเรื่องมาก่อน ตัวละครมาก่อน หรืออะไรมาก่อน

เปิดบีตส์ก่อน ให้มัน ‘ตึ้ง ตึง ตึง ตึง ต๊ะ ตึ่ง ตึ่ง ตึ่ง ต๊ะ’ เราก็ฝึกแรปแบบไม่เป็นภาษาก่อน คือไม่เป็นทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพียงแค่ฟังว่าอันไหนดูดี ‘ชะแด่ ชะแด่ แชะ ตะดะแดด ต๊ะ แท แด แดดแดด ตะแดดตะตะ’ หาความเป็นไปได้ว่าในเพลงนี้มีอะไรฟังดูดี เราก็ไม่รู้คนอื่นทำยังไงนะ อย่างเพลง เปรตป่ะ  จะเป็น ‘ตื้อดือดือดืว ต๊ะ  ตื่อดือดือดือตื่อดือ ตื้อดือดือดืว ต๊ะ’ เราชอบแล้ว

แล้ว ‘ตื้อดือดือดืว’ เป็นคำว่าอะไรในภาษาไทย พอลอง ‘นั่นมัน’ ‘ตื้อดื่อ’ ได้นี่หว่า ‘ดือดืว’ ปลาซิว ‘ตื้อดือดือดืว’ ‘นั่นมันปลาซิว’ ก็ได้ ตะคริว ก็ได้ ก็คือเริ่มจากเสียงก่อนแล้วค่อยหาคำมาใส่ให้ฟังดูไม่ฝืน เช่น ถ้า ‘ตื้อดือดือดืว’ ‘นั่นมันตะหลิว’ มันก็ไม่ใช่ พอได้ท่อนแรกก็มาดูกันว่าจะเล่าอะไรต่อ ตอนแรกแต่งให้เหตุการณ์เกิดขึ้นในห้องเรียน จนเจอเสียง ‘ตือตึ๊ด’ ก็คิดถึงคำว่า ‘เปรตป่ะ’ เออฟังดูเปรตดี งั้นอยู่ในป่าดีกว่า ทุกอย่างพร้อมจะเปลี่ยนตลอดเวลา ตอนแต่งเพลงก็ยังไม่รู้ว่าจะจบลงที่ไหน

เหมือนแต่งเรื่องสั้นเหมือนกันนะ แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าพอดีแล้ว ชอบแล้ว

เพลง ‘เปรตป่ะ’ มีเจ็ดดราฟต์ ดราฟต์แรกให้ตัวละครหนีผีสำเร็จ เสร็จก็ส่งให้เพื่อนที่ชอบเล่นมุกด้วยกันฟัง ซึ่งทั้งสองคนนั้นชอบมาก เพื่อนชื่อพีทก็ถามว่าทำไมไม่ใช้มุก ‘ไอคอส’ ‘ไฟช็อต’ แบบที่เด็กอินเตอร์เอานิ้วเดินไปแหย่ปลั๊กไฟเล่น เราก็เออดี เอาๆ อยากใช้ พอเพิ่มไฟช็อตเข้าไปทำให้ดนตรีเหลืออีกแปดบาร์ ก็เลยต้องแต่งเนื้อใส่เข้าไปเพิ่มให้ขับรถชน จบ 

เวลาเล่นมุกต่อมุกพวกนี้กับเพื่อนซึ่งเป็นเด็กอินเตอร์เราจะตื่นเต้นกันมาก เหมือน เฮ้ย! พวกเราครองภาษาไทย เราเป็นเจ้าภาษาไทยแล้ว แต่เป็นอะไรที่เพี้ยนๆ ไม่ใช่ภาษาที่ถูกต้อง เช่น อยู่ในกองถ่ายหนัง วันนี้แดดดี แดดดีที่เป็นเนื้อตากป่าว นั่นมันแดดเดียว จะมีความฝืนๆ อยู่ แดดเดียวเวลาที่เด็กแว้นกินเหล้าไม่มีสติ นั่นมันแซดเงียว มันเงียวเพราะมันเมามาก ที่เป็นคอมมิวนิสต์ป่าว หนึ่งสองสามสี่ห้าหกเจ็ดแปดเรียงต่อกัน นั่นมันแปดเคียว

วิธีออกแบบคาแรกเตอร์ของคนคุยกันในแต่ละเพลงเป็นยังไง

เกิดจากเราชอบล้อเลียนคน อย่างเสียงของคนคุม ป.4/2 ในเพลง ตั้งอะไร มาจากเพื่อนของแฟนที่ชื่อแทนกาย ซึ่งเป็นคนชิลล์ๆ ชอบพูดลากเสียงยาวๆ เราก็แอบฝึกในรถ ส่วนเสียงมาเฟียในเพลง ล้านนึง เป็นพี่ปั๊ป (ภิไธย สมิตสุต โปรดิวเซอร์และผู้กำกับภาพ ผู้บริหาร VS Service) ด้วยความที่เขาเป็นคนคิดในหัวเป็นภาษาอังกฤษจังหวะการเว้นวรรค เวลาพูดเขาเลยแปลกดี ส่วนในเพลง เปรตป่ะ ตัวละครตัวแรกมาจากตัวเราเองหลังทำงานออกกองถ่ายทั้งคืน ขณะที่ตัวละครอีกตัวอ้างอิงมาจากผู้กำกับท่านหนึ่ง ไม่ขอระบุชื่อดีกว่า เออ นั่นแหละ คนนั้นคือพี่ต้อม (เป็นเอก รัตนเรือง) และพี่แดง (ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์) ตากล้องคู่ใจ รวมกัน ซึ่งช่วงที่พวกเขาง่วงๆ พี่เขาจะทำเสียงต่ำแบบซีเรียสๆ เราชอบมาก

สำหรับคนที่ไม่เคยฟังเพลงแนวนี้มาก่อน เรารู้สึกเหมือนกำลังฟังนิยายวิทยุ ผสมตลกคาเฟ่โป๊งฉึ่ง องค์ประกอบเหล่านี้มารวมกันได้ยังไง หรือเป็นความสนใจที่มีอยู่ก่อนแล้ว

ส่วนหนึ่งเพราะแม่เราเป็นนักเขียน (อุ๋มอิ๋ม ลดาวดี นามปากกา ‘วดีลดา เพียงศิริ’ เจ้าของผลงาน ถึงเจ้าวายร้ายตัวน้อย บทประพันธ์ก่อนดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ดังเรื่องรักแรกอุ้ม พ.ศ. 2531) เขาก็ดันให้เราเขียน แต่เราดันเขียนมันเป็นเรื่องตลกตลอดเลย เพราะเราชอบมองเรื่องรอบตัวให้มันตลกด้วยมั้ง อย่างสถานการณ์ที่มันแย่จนพาตัวละครไปไกลถึงไหนไม่รู้

ถึงขั้นเคยตีพิมพ์รวมเรื่องสั้นนักเขียนเชียงใหม่ แล้วทำไมไม่อยากเอาดีด้านนี้

มันไม่ทันใจแหละ เราชอบคิดแล้วทำเลย แม่ยังบอกเลยว่าเราเหมาะกับงานโฆษณา แต่งานเขียน เราพิมพ์ไม่ทันกับที่คิด พอมาอ่านทวนที่เขียนก็ เฮ้อ อารมณ์มันไปแล้ว อย่างเวลาอัดเพลงเราก็จะไม่เขียนเนื้อ แต่อัดเลยแล้วฟังดูว่าเป็นยังไง แล้วคิดเพิ่มคำตรงนั้นเดี๋ยวนั้นเลย ชอบคิด-ทำ คิด-ทำ คิด-ทำ เราทำเพลงด้วยความรู้สึกว่าอยากทำมากๆ ต้องทำให้เสร็จก่อนจะหมดอารมณ์

คุณทำเพลงเพราะอยากให้คนฟังเพลงรู้สึกแบบไหน

รู้สึกสนุก อยากให้มีคนนั่งฟังแล้วแบบ ‘อ๋อออ’ (ร้องตามเพลง) แค่นี้ก็ดีมากเลย ซึ่งที่มาของอ๋อมาจากแรปเปอร์เขาจะชอบมี ‘เอ้’ เราก็อยากจะมีบ้าง แต่เป็น ‘อ๋อ’ จริงๆ ก็ดูไม่เท่ดีด้วย

ดูเหมือนว่าทั้งสามเพลงกดสูตรหรือมีปัจจัยที่ทำให้เพลงดังอยู่ครบถ้วน คือเป็นเรื่องผี มีเรื่องตลก และกวนมากๆ มีความติดหู ถ้ารู้แบบนี้แล้วเพลงต่อๆ ไปจะกดสูตรนี้อีกหรือเปล่า

เราไม่น่าจะทำได้ ต่อให้รู้ว่าทำแล้วดังแน่ๆ เพราะมันจะฝืนและเราไม่ชอบการทำซ้ำ ถ้าจะทำอะไรเดิมๆ เราจะรู้สึกไม่สนุกแล้ว 

การสร้างสรรค์ผลงานด้วยความสนุกมันสำคัญกับคุณยังไง

เราโชคดีที่พ่อกับแม่สอนอิคิไกแบบก่อนกาล สอนว่าทำอะไรต้องสนุก เลี้ยงตัวเองได้ และตอบอะไรบางอย่างในชีวิต พี่สาวเรารู้ตัวว่าชอบทำขนมตั้งแต่อายุสิบสาม พ่อแม่ก็สนับสนุนให้ไปสุดทาง เคยอยากเรียนเทควันโด ซึ่งตอนอยู่สายขาวก็ชอบมาก แต่พอขึ้นสายเหลืองต้องเตะคน เราไปเตะเพื่อนคนหนึ่งปากแตกก็กลับบ้านมาบอกแม่ว่า ไม่อยากเรียนแล้ว ไม่อยากทำร้ายคนอื่น ต่อมาร้องขอเรียนเปียโน พอเริ่มรู้สึกว่าไม่สนุกก็เลิก

เพลงในอุดมคติของคุณเป็นแบบไหน

เราชอบเพลงช้า เราชื่นชมคนที่เขียนเนื้อเพลงน้อยๆ ใช้คำเรียบๆ แต่ให้ความรู้สึกเยอะ ชอบมากแต่ทำไม่ได้ อย่างตอนนี้ชอบ Giriboy เป็นศิลปินเกาหลี ชอบมากๆๆ เนื้อเพลงน้อยๆ ปล่อยให้ดนตรีทำงาน เช่น ท่อน ‘I’ll be fine 괜찮아 (กเวนชันนา)’ เพลง 술자리 (ซูลจารี) หรือ Let’s Drink แค่นั้นเลยแต่น่ารัก ซึ่งเพลงเราเป็นแบบ ‘ตื้อดือดือดืว ต๊ะ ตื่อดือดือดือตื่อดือ ตื้อดือดือดืว ต๊ะ’ มันทำไม่ได้จริงๆ เหมือนงานภาพถ่าย Harry Gruyaert งานเขาจะไกลๆ น้อยๆ เห็นแล้วเรารู้สึกมากๆ หรืองานของ Burn My Eye ที่ถ่ายคนยืนตากแดดดูแล้วแทบจะร้องไห้ ลุ่มลึกเหลือเกิน เหมือนเขาเจอคำตอบของชีวิต แต่ถ้าเราถ่ายคนยืนตากแดด มันจะกลายเป็นคนโดนแดดแผดเผา ก็เลยยอมรับว่าทำอะไรน้อยๆ ได้ไม่ค่อยจะดี 

เพลงล่าสุด ‘U Sick Achoo’ ที่แต่งให้แฟนคือน้อยสุดเท่าที่จะทำได้แล้ว มันโรแมนติก และเราใช้ภาษาไทยแบบโรแมนติกไม่เก่งเลยเขียนเป็นภาษาอังกฤษ ใช้คำสบายๆ แต่ก็ไม่วายแก้เขินด้วยการใส่ fu** ใส่ sh** ลงไป เดี๋ยวจะแต่งเพลงเกี่ยวกับแม่ด้วย สมัยเด็กๆ แม่ชอบเขียนเรื่องตลกที่เกี่ยวกับเรา แบบวันนี้ลูกฉันฉี่ในรถ แล้วจะไปต่อยรถคันหน้าที่เบรกไม่ทันเพื่อปกป้องแม่ เราก็ ฮึ! เอาเรื่องเรามาเขียนหาเงินหรอ ได้! เดี๋ยวเราทำบ้าง จะทำเพลงเนื้อหาว่าเขียนไลน์หาแม่ ‘สวัสดีครับแม่ เชียงใหม่หนาวไหม เออแม่ แม่ยังเอารถจักรยานขึ้นรถกระบะขับไปตลาด แล้วก็เอาจักรยานลง ถ่ายรูปเซลฟี่ แล้วก็เขียนว่าเหนื่อยจัง ยังทำอย่างนั้นอยู่รึเปล่าครับ’

ที่ผ่านมาชอบไรม์ (เนื้อร้องในเพลงแรป) ท่อนไหนของตัวเองที่สุด

ชอบ ‘พกสีขาวไปทุกที่ วาดเป็นทางม้าลาย อยากจะข้ามตรงนี้ กูต้องได้ข้าม เห็นไหมว่ากูน่ะอันตราย พูดไม่ออกเลยดิหน้ามึงมีจุดจุดจุด’ ชอบ เพราะลึกๆ แล้วเราอยากทำเพลง Flex หรือเพลงแบบพวกเบ่งกล้ามนิดนึงแหละ แต่ไม่อยากให้ดูว่าเป็นพวกขี้อวด ก็เลยเขียนท่อนนี้ออกมา ซึ่งตอบโจทย์นี้มากว่า คนอะไรพกสีขาวไปวาดเส้นเป็นทางม้าลาย ในความต่อต้าน มีความเคารพกฎจราจรอยู่ อยากเก๋าแต่จริงๆ ไม่เก๋าหรอกนะ รู้สึกเป็นตัวเราดี 

แล้วการเบ่งกล้ามโชว์เก๋าออกมาเลยมันไม่ดียังไง

คือเราก็อยากลองทำเพลงโชว์เก๋า แต่ไม่อยากให้ดูเสี่ยวก็เลยทำให้มันเก๋าปลอมๆ ไปเลย อ้างอิงมาจากเรื่องจริงในวัยเด็ก เคยแอบหนีแม่เที่ยว Warm up ร้านดังในเชียงใหม่ ตอนอายุสิบหก ไปถึงยามก็ขอตรวจบัตร เราบอกไม่ต้องพี่ ผมสนิทกับพี่หลุยส์ ที่พูดเพราะเพิ่งอ่านเจอมาว่าเจ้าของร้านชื่อหลุยส์ ซึ่งพี่หลุยส์ยืนสูบบุหรี่อยู่ตรงนั้นพอดีเขาก็ถาม มึงเป็นใคร หนีแทบไม่ทัน เราแม่งมีเหตุการณ์พยายามเก๋าเยอะมาก สมัยเด็กๆ มีครั้งหนึ่งพาแฟนเก่าซึ่งเป็นสาวเกาหลีและญาติชื่อจ๊อยไปเที่ยวกลางคืน ตั้งใจโชว์เก๋าราวกับเราเที่ยวกลางคืนเป็นปกติมาก ระหว่างนั่งตุ๊กตุ๊กกลับบ้าน ตุ๊กตุ๊กก็เปลี่ยนใจไม่ไปส่ง ขอให้ลงกลางทาง เราก็เก๋าไงชูนิ้วกลางใส่เขา ทีนี้ลุงตุ๊กตุ๊กถอยรถกลับมาตั้งการ์ดมวยแบบย่างสามขุม ของจริงมาก เราก็ทำเป็นเข้มเพราะอยู่ต่อหน้าสาว หลังจากออกหมัดแรกซึ่งห่างจากคู่ต่อสู้เป็นเมตรก็โดนลุงซ้อมเลือดเต็มหน้า 

เทควันโดที่เรียนมาไม่ช่วยอะไร

ใช่ พอฟื้นขึ้นมาแฟนเกาหลีก็ขอเลิกเพราะต่อยแพ้ลุงตุ๊กตุ๊ก

การลุกขึ้นทำเพลงในชื่อ ‘ตั้ง ตะวันวาด’ aka TangBadVoice เปลี่ยนชีวิตคุณยังไงบ้าง

เราเคยมีความเชื่อว่า ถ้าพยายามแล้วอยากได้มากๆ มันก็จะได้ ช่วงที่ถ่ายรูปสตรีทเป็นช่วงที่ต้องการการยอมรับสูงมาก อยากให้คนเก่งๆ เห็นว่าเราเก่ง อยากให้คนระดับตำนานมาสนใจเรา เราก็ทำๆๆ จนไปอยู่จุดนั้น วันหนึ่งก็ถามตัวเองว่า ทำไปทำไมวะ พอมาทำเพลง แฟนเราก็ถามว่าทำไปทำไม เราตอบว่า อยากทำสนุกๆ แฟนก็ถามลึกอีกว่า ลึกๆ ทำไปทำไม เขาถามจี้จนเราตอบว่า เออ กูต้องการการยอมรับ 

ตั้ง ตะวันวาด ช่างภาพที่ลุกขึ้นมาเป็นแรปเปอร์ ทำ เพลงเปรตป่ะ ดังข้ามคืน จนคนทั้งวงการฮิปฮอปยกให้เป็นอัจฉริยะ

ระดับความต้องการการยอมรับตอนถ่ายรูปสตรีทกับทำเพลงแรปมันเหมือนหรือต่างกันยังไง

ตอนทำเพลงไม่มีอะไรนอกจากความอินกับความสนุกเลย เรารู้สึกว่าเป็นเด็กแรกเกิดมากไม่มีเจตนาอื่นเลย สนุกมาก ยิ่งทำยิ่งมัน รู้สึกเอาอีกๆๆ ตลอดเวลา แต่ตอนจะปล่อยเพลงเนี่ยรู้สึกต่างไปเลย เพราะเราเปลี่ยนไปจากเราคนนั้นเมื่อสามปีก่อน

ช่วงที่ถ่ายภาพสตรีทใหม่ๆ เราถ่ายภาพเท้าช้างในสระน้ำ จำได้ดีว่าคนฮือฮาว่าเจ้าของงานนี้เป็นใคร คนในวงการที่ต่างประเทศก็ชื่นชมเรียกเราว่าเด็กมหัศจรรย์ มีคนชวนไปแสดงงานที่มุมนั้นมุมนี้ของโลก เรายิ่งตื่นเต้นและคิดว่าตัวเองยอดเยี่ยม ยิ่งถ่ายก็ยิ่งกระหายอยากถ่ายงานให้ได้ทุกวัน แต่ภาพสตรีทมันพึ่งโชคห้าสิบเปอร์เซ็นต์แล้วเรายอมรับความจริงของข้อจำกัดข้อนี้ไม่ได้ กดดันตัวเองว่าต้องทำให้ได้ทุกวัน คิดไปเองว่าคนทั้งโลกกำลังรอดูภาพเราอยู่ เราต้องมีภาพวันนี้ เดี๋ยวนี้ ตอนนี้ ขณะเดียวกันก็หันไปเห็นยามอยู่ในซีนที่ดี แต่จังหวะยังไงก็ไม่ได้ ตัดสินใจจ้างยามเพื่อเซ็ตภาพถ่ายนั้นขึ้นมา

ตั้ง ตะวันวาด ช่างภาพที่ลุกขึ้นมาเป็นแรปเปอร์ ทำ เพลงเปรตป่ะ ดังข้ามคืน จนคนทั้งวงการฮิปฮอปยกให้เป็นอัจฉริยะ

เกิดเป็นเรื่องราวขึ้นมา มีคนตามหาความจริงของภาพชุดนั้น เพราะถือเป็นเรื่องที่ผิดมากในวงการสตรีท

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้เราจะไม่แก้เหตุการณ์นั้นเลย เพราะเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตเรามาก เมื่อก่อนไม่กล้ายอมรับกับตัวเองว่าเป็นคนต้องการการยอมรับสูง หลังเกิดเหตุเราได้รับ Hate mail มากมาย เราหลอนมือนั้นมาก ไปไหนก็เห็นภาพมือๆ เต็มไปหมด โทษตัวเองว่าไม่น่าถ่ายภาพนั้นมาเลย จนวันหนึ่งที่ลุกขึ้นมาถ่ายภาพมือตัวเองที่บ้านร้าง ตบแฟลชๆ ได้ภาพชุดมือ และทำอะไรอีกมากมายที่ไม่รู้ทำไปทำไม หมกตัวในสวนน้ำ ดำน้ำถ่ายรูปทั้งวันเพื่อหาสัตว์ประหลาดใต้น้ำ จังหวะที่กำลังถ่ายก็ว่ายไปเจอคนรู้จัก เราก็รีบหนีในทันที มาคิดได้ตอนหลังว่าเราทำภาพชุดใต้น้ำชุดหลังนี้เพราะเรารู้สึกปลอดภัยกว่าเมื่ออยู่ใต้น้ำ เราเซ็ตภาพมือยามแล้วบอกทุกคนว่าไม่ได้เซ็ต เราอายกับเหตุการณ์นั้นมากจนไม่อยากอยู่บนบก วันที่แสดงงานภาพชุดนี้ เป็นวันที่กลับมาพบชาวสตรีทครั้งแรกหลังจากเหตุการณ์นั้น ทุกคนเดินเข้ามาบอกว่า เหี้ย ภาพแม่งดีมาก ทำต่อไปนะ แล้วเข้ามากอด 

ตั้ง ตะวันวาด ช่างภาพที่ลุกขึ้นมาเป็นแรปเปอร์ ทำ เพลงเปรตป่ะ ดังข้ามคืน จนคนทั้งวงการฮิปฮอปยกให้เป็นอัจฉริยะ
ตั้ง ตะวันวาด ช่างภาพที่ลุกขึ้นมาเป็นแรปเปอร์ ทำ เพลงเปรตป่ะ ดังข้ามคืน จนคนทั้งวงการฮิปฮอปยกให้เป็นอัจฉริยะ
ตั้ง ตะวันวาด ช่างภาพที่ลุกขึ้นมาเป็นแรปเปอร์ ทำ เพลงเปรตป่ะ ดังข้ามคืน จนคนทั้งวงการฮิปฮอปยกให้เป็นอัจฉริยะ

เหตุการณ์นั้นทำให้เรียนรู้ว่า…

พอรู้ตัวว่าอยากได้อะไรในชีวิตดีกรีความคลั่งที่มีก็ลดลง พอยอมรับกับตัวเองว่า เออ! ใช่ กูอยากได้รับการยอมรับ ไม่ปฏิเสธอีกต่อไปแล้วว่าไม่อยากได้มันแค่เข้ามาเองแบบนั้น

มาวันนี้ พอจะปล่อยเพลงเลยรู้สึกดีนะ เหมือนมีอีกเสียงในตัวเราบอกว่าความชื่นชอบตอนนี้เป็นกระแสที่อยู่ไม่ยืนยาว ซึ่งต่างจากตอนถ่ายภาพ ตอนนั้นคิดว่าตัวเองเป็นอมตะไม่มีวันตาย หลังปล่อยเพลงแล้วเห็นยอด Follower ในอินสตาแกรมเพิ่มขึ้นเจ็ดพันในแปดวัน เราเริ่มคิดแล้วว่า เดี๋ยวๆ ให้งานมันอยู่ของงาน เอาชีวิตสงบๆ กูคืนมา จริงๆ เราชอบชีวิตตอนนี้ที่มันดีอยู่แล้ว

ก็เลยไม่อยากเผยตัวตนว่าตัวเองเป็นใคร

ก็รู้ได้นะ เหมือนงานของช่างภาพที่อยากให้คนรู้จักงานมากกว่าหน้าตา เพราะจริงๆ ถ้าอยากรู้หาในกูเกิลก็เจอ

หลังปล่อยเพลงออกมา มีคนในวงการฮิปฮอปพูดถึงคุณเยอะมาก ไม่คิดจะเอาดีด้านนี้เลยหรอ

เราชอบถ่ายหนังมากกว่ามากๆ เราชอบจัดแสง รู้สึกสนุกกับการอยู่ดำดิ่งลงไปในซีนที่ถ่าย ขณะที่ถ่ายภาพสตรีทกับทำเพลงเราแค่อยากทำ ถ้าต้องบังคับกันหรือจัดให้เป็นงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบ กลัวจะรู้สึกไม่สนุกจนอยากเลิกทำ ช่วงทำเพลงเราฝึกแรปและฮัมเพลงตลอดเวลา เราอินและคิดถึงเรื่องนี้ทุกครั้งที่มีโอกาส ไม่ว่าจะทำอะไรจะมีเรื่องนี้ในหัวตลอด อย่างตอนนี้มีเพลงที่แต่งและขึ้นโครงไว้อยู่สิบห้าถึงสิบหกเพลง

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ในวันที่อะไร ๆ ก็ดูไม่เป็นใจเราเท่าไหร่ ต้องเผชิญหน้ากับรถที่ติดบรม ฟ้าฝนเริ่มตั้งเค้า สติสตังพลันหล่นหาย ด้วยสภาพร่างกายที่ไม่อำนวยความสะดวกนัก

เรื่องดี ๆ ไม่กี่อย่างในวันนี้คือ เรานัดพบกับศิลปินคนหนึ่งในยามบ่าย

บทสนทนาที่ยาวนานร่วมชั่วโมง ทำให้เราเข้าใจว่ามันก็เป็นเพียงวันแย่ ๆ หนึ่งวันในชีวิต เป็นรสชาติขื่นขมที่ต้องฝืนกลืนลงไปบ้าง และเช้าวันใหม่จะงดงามอีกครั้งเสมอ

เราคุยกับเขาในนาม จ๋าย-อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมี คนละคนกับ จ๋าย ไททศมิตร ที่เขาเองบอกว่าไม่มีทางเป็นคนเดียวกันได้ เว้นแต่มีเนื้อในและความเชื่อเดียวกันเท่านั้น

ใครหลายคนมักพูดกันว่า ชีวิตก็เหมือนหนังเรื่องหนึ่งที่ยากจะรู้ตอนจบของมัน และตัดสินกันแค่ฉากเดียวไม่ได้ เราโยนคำถามง่าย ๆ ต่อให้จ๋าย หลังเขากลับมาสานต่อความฝันอยากเป็นผู้กำกับในวัยเยาว์ ด้วยการกำกับ MV เพลง ความสัมพันธ์ซับซ้อน ของมนัสวีร์ ศิลปินรุ่นน้องในค่ายของเขาเอง

เราถามจ๋ายว่าถ้าชีวิตเป็นเหมือนหนังเรื่องหนึ่งจริง ในสายตาผู้กำกับหน้าใหม่ หนังของเขาจะเป็นอย่างไร

จ๋ายหัวเราะเสียงดัง ก่อนจะเริ่มต้นเล่าให้เราฟัง

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย
ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 1 คุณยายผมดีที่สุดในโลก

“หนังของผมมันเหมือนรถไฟเหาะ ยาวมาก ผมว่ามันจะเป็นหนัง 4 ภาค

“ภาคแรกเป็นหนังแนวญี่ปุ่น คุณยายผมดีที่สุดในโลก อวล ๆ อบอุ่น ร้องไห้น้ำตาไหล”

แน่นอนไม่ต้องบอก จ๋ายเป็นเด็กที่เติบโตมาด้วยการเลี้ยงดูของยาย พ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่เขายังจำความไม่ได้ เราเกือบไม่มีศิลปินที่ชื่อจ๋ายอย่างทุกวันนี้ด้วยซ้ำ เพราะใครต่างก็บอกว่าหากเด็กคนนี้ลืมตาดูโลกขึ้นมาจะมีร่างกายไม่สมประกอบ แม้กระทั่งถูกบอกว่าถ้าเกิดเป็นผู้หญิงจะไม่มีใครเลี้ยงดู

จ๋ายเล่าเองก็ยังเขิน ที่ชีวิตจริงของเขาน่าสงสารเกินกว่าจะเชื่อลง แต่ถึงอย่างนั้น ไม่ว่าดีหรือเลว ยายก็ยังเลี้ยงดูเขาด้วยความรัก ไม่เคยคาดหวังให้เขาเป็นอะไร จ๋ายจึงเป็นเด็กที่เติบโตมาโดยปราศจากความฝัน มีเพียงอิสระทางความคิด

คอหนังญี่ปุ่นจะทราบดี ว่าโทนหนังสีอบอุ่นในบรรยากาศนุ่มนวลแบบนี้ มักลงเอยด้วยคราบน้ำตาเต็มสองแก้ม เพราะละอองแห่งความสุขของเด็กน้อยจบลงด้วยการที่ยายจากไปไม่มีวันกลับ ขณะที่เขาเป็นเพียงเด็กประถม

น่าสนใจว่าปัจจุบัน ทั้งบทบาทการเป็นนักแสดง นักร้อง รวมถึงรอยสักมากมายที่ทั้งปรากฏและไม่ปรากฏให้เห็น ล้วนเป็นการแสดงออกถึงตัวตนอย่างหนึ่งของเขาหรือไม่

จ๋ายตอบว่าลึก ๆ แล้ว เขาชอบให้คนมาสนใจตั้งแต่เด็ก พยายามหาความรักจากที่อื่นมาทดแทนความอบอุ่นของพ่อแม่ที่ขาดหายไป แม้ในบางช่วงชีวิต ความกล้าแสดงออกของเขาจะหนักไปทางเรื่องไม่ดีก็ตาม

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย
ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 2 เรียกเขาว่าอีกา

“ภาค 2 เป็นอีกาเลย เป็นเรื่องตอนที่เราย้ายไปจังหวัดสุราษฎร์ธานี เราเริ่มสู้คน มีเรื่องชกต่อย โดนกระทืบ คนล้อเราไอ้ลาว สารพัด”

หลายคนรู้จักจ๋ายจากการเป็นนักร้องนำวงไททศมิตร เพลง แดงกับเขียว หรือภาพลักษณ์ไว้หนวดเครายาว ยากจะมีใครเหมือน แต่จ๋ายบอกกับเราว่า เพราะการรับบทเป็น ‘บิลลี่ อินทร’ จากภาพยนตร์เรื่อง 4 Kings ทำให้คนแห่แหนรู้จักไททศมิตรมากขึ้นเป็นเท่าตัว จากที่เคยมีโต๊ะว่างเวลาเล่นคอนเสิร์ต ก็ไม่มีภาพนั้นให้เห็นอีกแล้ว

แม้บทบาทการเป็นบิลลี่ จะทำให้เขาคว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมมาครอบครอง มีเครื่องการันตีความสามารถ ได้รับการยอมรับในฐานะนักแสดงในสายตาใครหลายคน จ๋ายกลับบอกว่า นั่นยังไม่ถึงมาตรฐานที่เขาเคยทำได้

“ผมว่าผมแสดงได้ดีกว่านี้ถ้าได้เล่นหลังเรียนจบใหม่ ๆ ผมเป็นจ๋ายไททศมิตรมานานแล้ว ผมทิ้งการแสดงไป เพราะผมยอมรับในอุตสาหกรรมหนังบ้านเราว่าไม่มีที่ให้กับคนอย่างผม เราไว้หนวด ไว้เครา สักทั้งตัว ผมคงไม่มีทางโด่งดังเหมือนพระเอกละคร”

เราพยายามเทียบให้เห็นภาพตัวเขาในภาค 2 นี้ง่าย ๆ เพราะจ๋ายเองก็ผ่านการตอบคำถามเรื่องชีวิตมามากมาย และเรื่องราวของเขามันเยอะสิ่งจนไม่สามารถสาธยายให้ฟังได้ทั้งหมด

คิดว่าตัวคุณกับ บิลลี่ อินทร เหมือนหรือต่างกันยังไง เราถาม

“เหมือนกันเลยครับ” เขาตอบทันที “บิลลี่อาจจะไม่ใช่ทั้งหมดของจ๋าย แต่ทั้งหมดของบิลลี่ในหนังเป็นจ๋ายแน่ ๆ เราเป็นคนมีอะไรแล้วไม่ค่อยพูดเหมือนกัน ครอบครัวแตกแยก เคยเข้าสถานพินิจ พื้นเพคล้ายกันมาก”

ส่วน เรียกเขาว่าอีกา เชื่อว่าคนวัยทำงานอย่างเรา ๆ คงไม่มีใครไม่รู้จักหนังวัยรุ่นชกต่อยในตำนานแห่งโรงเรียนมัธยมปลายซูซูรัน ที่ต้องต่อสู้กันเพื่อชิงความเป็นใหญ่และอำนาจเบ็ดเสร็จในการควบคุมโรงเรียน จนกระทั่ง ‘เก็นจิ’ นักเรียนชายปริศนาย้ายเข้ามาที่นี่ เช่นเดียวกับเด็กอีสานที่ต้องกลายไปเป็นคนแปลกหน้า แปลกถิ่น ในแผ่นดินด้ามขวานอย่างเขา

ถ้าจ๋ายว่าช่วงชีวิตหนึ่งของเขาเป็นเหมือนหนังเรื่องนี้ ลองคิดกันเล่น ๆ ว่าแก๊ง 4 Kings เป็นอีกหนึ่งผู้ทรงอิทธิพลในซูซูรัน เข้าไปมีเรื่องกับเก็นจิ ต่อยตีกับกองกำลังเซริซาวะ ด้วยทักษะการต่อสู้แบบแดงกับเขียว จินตนาการเอาแล้วกันว่าจะเลือดตกยางออกขนาดไหน

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 3 สั่งเจ้าพ่อไปเรียนหนังสือ

“ภาค 3 ก็เป็นเรื่องในมหาลัย สั่งเจ้าพ่อไปเรียนหนังสือ ถึงเวลาที่ต้องตั้งใจเรียนแล้ว ผมเป็นเด็กเนิร์ดมาก อยากเก่งกว่าเพื่อน อยากเก่งกว่ารุ่นพี่ อยากเก่งกว่าอาจารย์ แสดงละครทุกเรื่อง หอบผ้าหอบผ่อนมากินนอนที่มหาลัย”

หลังยายจากไปและผ่านการตะลุมบอนแบบซูซูรันมาอย่างโชกโชน จ๋ายเริ่มมีความคิดอยากเป็นผู้กำกับก็ตอนมัธยมปลาย จากการถูกครูชักชวนให้ขึ้นไปแสดงบนเวทีหลายครั้ง พอได้ลองเป็นผู้ควบคุม ได้คิด ได้วางแผน เขาก็ชอบจนอยากเรียนต่อด้านนี้อย่างจริงจัง แม้จะไม่ได้เป็นคอหนังตัวยง ไม่มีภาพยนตร์เรื่องโปรด ไม่มีผู้กำกับหนังในดวงใจ จ๋ายใกล้ชิดกับโลกดารามากที่สุดก็คงจะเป็นตอนที่ถูกถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร แล้วเขาตอบว่า ‘ตี๋ใหญ่’ นั่นแหละ

จากเด็กที่อยู่โดยปราศจากความฝัน กลายเป็นเด็กที่ทะเยอทะยานอยากเก่งกว่าใคร ในยุคที่ละครเวทีของ บอย ถกลเกียรติ ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จ๋ายคิดว่าการเป็นผู้กำกับละครเวทีจะต้องยากและท้าทายมากกว่าแน่นอน เว้นเสียแต่ว่า

“จุดเปลี่ยนของเรา คือ อาจารย์จับเราไปเล่นเรื่อง คำพิพากษา เป็นละครเวทีเรื่องแรก ด้วยลุคที่เราไว้หนวดมาตั้งแต่ปีหนึ่ง ก็ได้รับบทเป็นสัปเหร่อ มันมีบทพูดว่า “โลกยังหมุนวนต่อไป ไม่มีเอ็ง ไม่มีข้า ก็ไม่มีใครใส่ใจ เพลงชาติก็ยังขึ้น จบก็สวดมนต์ แล้วครูใหญ่ก็ให้โอวาทเหมือนทุกวัน”

“เราพูดเสร็จแล้วน้ำตาไหลทำไมไม่รู้ แล้วเราก็แบลงก์เลย ลืมบท เล่นเสร็จเราลงมาถามอาจารย์ว่าเมื่อกี้มันคืออะไร เหมือนไม่ใช่ตัวเรา เขาบอกว่านี่แหละ คือการแสดง

“ผมสักคำว่า ‘ศีล’ กับ ‘สติ’ หลายคนถามว่ามาจากศาสนาเหรอ เปล่าเลย มาจากการเล่นละคร เพราะการแสดงมีอคติไม่ได้ ต้องถือศีล ไม่มีใครทำถูกใจใครทั้งหมด เสี้ยวหนึ่งของเขาอาจจะติดใจเราบ้าง แต่เราก็ต้องเล่น”

เพราะชีวิตประจำวันในบางครั้งเหนื่อยยากเหลือเกิน จ๋ายจึงชอบเวลาที่ได้สวมบทบาทเป็นคนอื่น เราถามเขาต่อว่าเหตุการณ์ไหนเกิดขึ้นก่อนกัน ระหว่างเป็นจ๋ายที่ร้องเพลงเพราะ หรือต้องฝึกร้องเพลงให้เพราะเพื่อเล่นละครเวที แปลกที่เขาไม่เลือกสักอย่าง แต่จ๋ายตอบว่าเขาไม่คิดว่าตัวเองร้องเพลงเพราะ

“ทุกวันนี้ก็ยังไม่คิดว่าเพราะ ผมจะประหม่ามากเวลาร้องกับนักร้องที่มีชื่อเสียง เช่น ลูกหว้า พิจิกา, พี่พี สะเดิด ถ้าต้องใส่สูท ยืนหน้าเวที ร้องเพลงจริงจัง แต่ผมไม่มีปัญหากับการแสดงสดไททศมิตร”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

ภาค 4 ไททศมิตร

หยิ่งทะนงองอาจในวิถี แบกศักดิ์ศรีค้ำคอเดินสุดสาย ไม่ยอมงอ อ่อนข้อ โถ ไอ้ควาย เมื่อความตายมาเยือนเพื่อนไม่มี

หยิ่งผยองลำพองว่าตนเก่ง ว่าตนเจ๋งว่าตนสุด ไอ้ฉิบหาย เมื่อถึงฆาตถึงคราวชีพมลาย ผลสุดท้ายกลัวตายเป็นแม่งทุกคน

บทเปิดทรงพลังจากเพลงดัง แดงกับเขียว เราพบว่ามันคล้ายคลึงกับละครเวทีอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อถามว่าจ๋ายดีไซน์หรือนำเทคนิคจากละครเวทีมาใช้ในการแสดงสดด้วยหรือไม่ เขาตอบว่าไททศมิตรเล่นสดด้วยสัญชาตญาณ

หากใครไม่เคยดูการแสดงสดของพวกเขา เราขอท้าให้คุณไปดูว่ามันดุเดือดขนาดไหน และคำตอบของคำถามว่า ‘ทำไมจ๋ายไททศมิตรกับจ๋ายที่นั่งอยู่ตรงหน้าเราถึงเป็นคนละคนกัน’ ก็เป็นเพราะไม่มีใครแสดงความ Aggressive ได้ตลอดเวลา (จ๋ายย้ำว่าฝากบอกทุกคนด้วย ว่าการเล่นสดแต่ละครั้งกินพลังมากเหลือเกิน)

เขาเชื่อว่าศิลปะทุกแขนง ทั้งงานศิลป์ ดนตรี ละคร ภาพยนตร์ ฯลฯ มีแก่นเดียวกัน คือการทำให้ผู้รับสารรู้สึกได้ เพียงแต่วิธีการแสดงออกแตกต่างกันเท่านั้น การเล่นสดของพวกเขาจึงไม่ใช่การจัดวาง ไม่มีดีไซน์ ไม่กำหนดว่าใครรับบทเป็นใคร หากเล่นไปตามความรู้สึกอย่างเต็มที่ คนดูย่อมรู้สึกไปกับมัน

หลังโลดแล่นอยู่บนเส้นทางดนตรีมาพักใหญ่ ในที่สุดเขาก็ได้หวนกลับไปทำตามฝัน และใช้ทักษะจากการเรียนละครเวทีเป็นข้อได้เปรียบ เรากำลังพูดถึง MV เพลง ความสัมพันธ์ซับซ้อน ของมนัสวีร์ ที่เขาลงมือเขียนบทและกำกับด้วยตัวเองเป็นชิ้นแรก

จ๋ายเล่าว่า เขาเริ่มจากการตีความหมายของชื่อเพลง มองเห็นว่ามนุษย์เราจับความรู้สึกกันได้เก่งมาก บางทีเพื่อนทะเลาะกัน เดินเข้ามาในห้อง เพื่อนอีกคนก็จะรับรู้ได้ทันทีว่าวันนี้ไม่ปกติ เช่นเดียวกับตัวเอก 3 คนที่มีความรักให้กันเป็นวงกลมอยู่ดี ๆ พอมีสถานะมาครอบไว้ก็กลายเป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนขึ้นมา ส่วนเรื่องโรคเอดส์ จ๋ายอยากเป็นกระบอกเสียงให้กับชาว LGBTQIA+ ที่ในยุคหนึ่งก็เคยออกมาต่อสู้เรื่องนี้อย่างจริงจัง

เราอดถามไม่ได้ว่าคนที่มีประสบการณ์การกำกับน้อยมากอย่างเขา มีวิธีการทำงานอย่างไร

“ผมเป็นผู้กำกับที่ปล่อยให้คนเก่งทำงาน และไม่ทำในสิ่งที่ไม่รู้ อย่างเรื่องภาพ เราก็จะให้คนที่เขาเชี่ยวชาญทำ เราเอาเวลามาเวิร์กกับบท ที่มาที่ไปของตัวละคร เป็นแอคติ้งโค้ชบ้าง เพราะเราถนัดเรื่องนี้”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู
คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

เมื่อพระเอกผ่านการใช้ชีวิตมาอย่างยากลำบาก (อาจถึงขั้นเข็ดหลาบ) ถึงจุดหนึ่งก็ต้องถึงคราวอวสาน เราถามจ๋ายว่าเขาออกแบบตอนจบของหนังความยาว 4 ภาคนี้ว่าอย่างไร จ๋ายตอบทันควันว่า “ตายครับ”

เป็นอย่างที่จ๋ายเคยพูดไว้ในการสัมภาษณ์รายการหนึ่ง ว่าเขาอยากนอนอยู่บนเตียง ตายไปโดยที่ยังหัวเราะได้อย่างสุดเสียง เพราะเขาสะใจที่ได้ใช้ชีวิต

เพียงแต่มีเพิ่มเติมเล็กน้อยก็ตรงเมื่อถึงแดนสนธยา ยายที่จ๋ายรักที่สุดในโลกจะยืนรอเขาอยู่ตรงนั้น ทักทายเขาด้วยน้ำเสียงประชดประชันที่จ๋ายอาจลืมไปแล้วว่า “เป็นไง เหนื่อยไหม” กับชีวิตเหนื่อยยากมานานที่ได้จบลงเสียที

“ถ้าเราสามารถสร้างตัวละครยายให้คนดูผูกพันได้ตั้งแต่ภาคแรก แล้วปิดจบด้วยยายนะ โอโห ผมว่าน้ำตาท่วมโรง

“ผมจะตั้งชื่อหนังเรื่องนี้ว่า ‘จ๋าย’ ไม่มีต่อท้าย ไม่มีอะไร คำโปรยก็ง่าย ๆ ว่าชีวิตจริงมันยิ่งกว่าละครนี่แหละ”

เขียนบทและกำกับโดยจ๋าย

“อะไรที่เป็นของจริงมักจะดี อะไรที่ดีมักจะจำเป็น และอะไรที่จำเป็นมักจะได้รับการรักษา” คือคำพูดที่ โอม Cocktail มอบให้กับเขา

ผู้ชายที่สวมเสื้อลายเสือใหญ่ ซ่อนแววตาไว้ใต้เงาของหมวกถักคู่ใจ แต่ความคิดส่งตรงมายังปากได้อย่างฉาดฉาน ไม่มีลังเล จ๋ายบอกกับเราว่า ข้อดีอย่างหนึ่งของเขาคือการที่เขาสนทนาได้กับทุกคน ทั้งรุ่นน้อง รุ่นพี่ รุ่นเดียวกัน บางคนอาจจะไม่รู้ว่าเขาคุยได้ทั้งซ้ายและขวา

อย่างน้อยที่สุด จ๋ายอยากทำตัวให้มีประโยชน์ต่อสังคม และถ้ามีโอกาส เขาก็อยากทำหนังที่ส่งมอบความหวังให้กับประเทศนี้

“จริง ๆ เราอยากเล่าหลายเรื่องมาก เรื่องเล็ก ๆ ไม่ต้องเป็นเรื่องตัวเองก็ได้ แต่อยากเล่าให้คนดูรู้สึกไปกับมัน เราว่านี่คือความมหัศจรรย์ของภาพยนตร์ ทั้งภาพ แสง สี เสียง มันทำให้เรามีอารมณ์ร่วม

“เราอยากทำหนังที่เล่าเรื่องความหวัง เพราะเราว่าปัจจุบันที่คนเราทะเลาะกัน ด่ากัน ความโกรธมันเกิดจากความสิ้นหวัง เราอยากบอกว่ามันยังมีความหวังอยู่ ขอแค่รอเวลา ต่อให้ปัจจุบันดำมืดแค่ไหน มันจะยังมีแสงสว่างรออยู่ ขอแค่รออย่างมีหวัง สิ่งเหล่านี้มันยิ่งกว่าศาสนาอีกนะ”

ตลอดการพูดคุย จะเห็นว่าจ๋ายพูดเรื่องแสงสว่างในชีวิตบ่อยมาก เราถามเขาด้วยความสงสัยว่านั่นเป็นคติพจน์ประจำใจของเขาหรือเปล่า

“ไม่เชิงคติพจน์ มันเป็นความเชื่อของผมมากกว่า เราโตมากับยุคที่เพลงพูดถึงความเชื่อและความฝัน แต่เดี๋ยวนี้ไปสอนเด็กเรื่องความเชื่อมันด่าเราหมดแล้ว ข้าวยังไม่มีจะกินเลยจะให้เชื่ออะไร

“เราอยากให้ทุกคนใช้ชีวิตด้วยความรู้สึก ถ้าเรารักพ่อ สักวันหนึ่งพ่อจะต้องตาย แต่ถ้าเรารักความรู้สึกที่พ่อมีให้เรา พ่อจะไม่มีวันตาย”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

ย้อนกลับไปที่หนัง 4 ภาคของตัวเขาเอง ไม่รู้จ๋ายมองว่าแต่ละภาคใช้เวลานานแค่ไหน แต่หากต้องเล่าถึงอัตชีวประวัติตลอด 30 กว่าปีของเขาให้จบ เราอยากรู้ว่าจ๋ายจะให้ใครเล่นเป็นพระเอกหนังเรื่องนี้

“หายากมาก” เขาตอบ “มันต้องเหนื่อยมากนะ เล่นหนัง 4 ภาค ผมว่ามันต้องเป็นคนละคนกันเล่น เพราะเพื่อนที่อีสานก็จะงงว่าผมที่ร้องเพลงเป็นใคร เพื่อนที่เคยตีกันก็งงว่าผมที่ตั้งใจเรียนละครเวทีเป็นใคร เพื่อนทุกคนจะงงว่าทำไมจ๋ายมาเล่นหนัง มันเหมือนเป็นคนละคน”

แล้วคุณชอบภาคไหนของ ‘จ๋าย’ ที่สุด เราถาม

“ตอบไม่ได้ เมื่อก่อนอาจจะตอบได้ว่าเราไม่ชอบภาคนี้ของชีวิตเลย อยากตัดออกไป แต่ตอนนี้เรายอมรับความอ่อนแอของตัวเองได้แล้ว เราพูดทุกวันเกิดเลยว่า เราขอบคุณทุกคนในชีวิต ขอบคุณพ่อแม่ที่ทิ้งเราไปและที่กลับมาในวันนี้ ขอบคุณยาย ขอบคุณเพื่อน ขอบคุณสังคมแย่ ๆ ขอบคุณคนที่เคยกระทืบเรา มีเรื่องกับเรา”

ถ้านั่งอยู่ในโรงภาพยนตร์ เอนด์เครดิตก็คงกำลังเลื่อนผ่านไปพร้อมกับเพลงประกอบหนังสักเพลง มีรายชื่อคนที่เขารักและเคยบาดหมางในอดีตเป็นผู้ร่วมสร้าง มีความหวัง มีการจากลา ผ่านการเดินทางราวกับรถไฟเหาะที่เกินจะคาดเดา แม้บางทีเรื่องราวล้มลุกคลุกคลานจะเล่าไปแล้วอายเพื่อน แต่จ๋ายยังคงยืนยันว่าอยากให้ทุกคนได้ดูหนังชีวิตของเขา

“ถ้าคนชื่อจ๋ายดังมีชื่อเสียง หนังมันก็คงจะทำเงิน แต่ผมไม่รู้สึกว่าผมดัง ความดังคืออะไร มันวัดกันเป็นเดซิเบลไม่ได้ ถ้าผมยังเดินห้างได้อยู่ก็โอเค อาจจะยังไม่ดังมาก” ผู้กำกับหนังหัวเราะ

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load