เพียงข้ามคืน หลังจาก TangBadVoice ปล่อยเพลง เปรตป่ะ คนฟังทั้งในและนอกวงการฮิปฮอปก็ถามหากันใหญ่ว่า เขาเป็นใคร

สำหรับคนที่เพิ่งผ่านเข้ามา 

เปรตป่ะ คือ เพลงแรปที่มีเสียงเพื่อน 2 คนกำลังเล่าเรื่องผีในป่า แค่ท่อนแรกที่ร้องว่า ‘ตะเคียน นี่ ที่เวลากล้ามเนื้อมันล็อกป่ะ (ห่ะ) นั่นมัน ตะคริว (อ๋อ) ตะคริว คือที่มันยืนต่อแถวกันเป็นระเบียบ นั่นมัน รอคิว (อ๋อ)’ เราก็รู้ทันทีว่าทุกคนที่ได้ฟังจะรักเพลงนี้ เพราะเป็นการรวมเรื่องเล่าที่เดายาก มุกตลกคาเฟ่โป๊งฉึ่ง เนื้อเพลงแรปสอดประสานสนุก และทำนองติดหู มาไว้ในเพลงเดียว

หลายคนยกให้เจ้าของเพลงเป็นอัจฉริยะ เพราะไม่ใช่แค่เพลงสนุก แต่ฟังแล้วคิดถึงเพื่อนที่ ปู ชง ตบ มาด้วยกัน 

ตั้ง ตะวันวาด ช่างภาพที่ลุกขึ้นมาเป็นแรปเปอร์ ทำ เพลงเปรตป่ะ ดังข้ามคืน จนคนทั้งวงการฮิปฮอปยกให้เป็นอัจฉริยะ

ตัวจริงของ TangBadVoice หรือ ตั้ง ตะวันวาด คือช่างภาพที่มีอาชีพเป็นผู้กำกับภาพในกองถ่ายภาพยนตร์ ที่มีงานอดิเรกเป็นการถ่ายภาพนิ่งและทำเพลงแรป

แต่งเอง ร้องเอง Featuring เองคนเดียว ตามชื่ออัลบั้ม EP โนวันเพลย์วิทมี ซึ่งนอกจากเพลง เปรตป่ะ แล้วยังมีอีก 2 เพลงที่เราชอบมากเหมือนกัน ได้แก่ เพลง ล้านนึง ที่เล่าเรื่องมาเฟียไอศครีมจ้างมือปืนไปฆ่าคู่แข่ง และเพลง ตั้งอะไร ที่เด็กชายตั้งเล่าประวัติสุดเก๋าให้เพื่อนหัวโจกนักเรียนฟัง 

ความสนุกคือ เพลงแรปของตั้งแหวกทุกขนบเพลงแรปที่เคยฟังมา จะบอกว่าเป็นพอดแคสต์ก็ไม่ใช่ เรื่องสั้นที่อยู่ในจังหวะบีตส์ดีๆ ก็ไม่เชิง เป็นเหตุผลที่ The Cloud ขอนัดหมายพูดคุยเรื่องทำเพลงที่ตั้งไม่เคยบอกใคร

เขาบอกว่าลุกขึ้นมาทำเพลงเพราะรู้สึกสนุก ไม่มีอะไรเกินกว่านั้น

แต่เราไม่เชื่อ ในฐานะที่เป็นนักเล่าเรื่องผ่านตัวอักษร เรารู้ว่ากระบวนการสร้างสรรค์ ตั้งแต่โครงเรื่อง ร่างเหตุการณ์ การกำหนดทำนองและโทน ล้วนผ่านการคิดแล้วและคิดอีกมากแค่ไหน ไม่เช่นนั้นจะมีเปรตป่ะถึง 7 ร่างได้อย่างไร ยังไม่รวมพรสวรรค์ด้านการเขียนที่สืบทางสายเลือดของแม่ผู้เป็นนักเขียนคนสำคัญในเชียงใหม่

หลายคนรู้จักตั้งในฐานะช่างภาพสตรีทดาวรุ่ง เขายอมรับกับเราว่า เหตุการณ์เมื่อหลายปีก่อนเปลี่ยนชีวิตและความเชื่อบางอย่างไปตลอดกาล อย่างน้อยก็กับเรื่องการทำเพลงแรปครั้งนี้ จึงอยากให้คุณได้ฟังเรื่องราวของเขา ทั้งวิธีคิด การทำงานสร้างสรรค์ด้วยความสนุก และการก้าวข้ามเรื่องดราม่าที่เขาบอกว่าหากย้อนเวลาไปได้ ก็จะทำแบบนั้นอยู่ดีเพราะมอบบทเรียนที่ใหญ่กว่าอัตตา

ใครยังไม่เคยฟังเพลงของตั้ง เราขอเวลาคุณ 4 นาที เลือกเปิดฟังจากชื่อที่ชอบ

ส่วนใครที่อยากทำความรู้จักเขาอยู่แล้ว งั้นเราขอเข้าเรื่องเลยละกัน

รูปเป็ดที่เป็นภาพปก นี่ตั้งใจชงมุกใช่ไหม

มีคนบอกว่าพี่เขาโคตรอัจฉริยะเลย เพลงเขาชื่อเปรตป่ะ และใช้รูปเป็ดป่ะ แต่ที่จริงมันเป็นห่านสามเด้ง เราก็เชี่ย (ลากเสียง) จริงด้วยว่ะ เบื้องหลังคือ เราทำเพลงเสร็จแล้วอยากให้เพลงไปอยู่ใน Spotify วิธีการคือทำผ่านเว็บไซต์หนึ่ง มีเงื่อนไขให้ใส่ภาพก็เลยเปิดเลือกจากอัลบั้มใน Google Drive เจอภาพนี้เป็นภาพแรก

ตั้ง ตะวันวาด ช่างภาพที่ลุกขึ้นมาเป็นแรปเปอร์ ทำ เพลงเปรตป่ะ ดังข้ามคืน จนคนทั้งวงการฮิปฮอปยกให้เป็นอัจฉริยะ

คนส่วนใหญ่รู้จักคุณในฐานะตากล้องภาพยนตร์และช่างภาพสตรีท ทำไมอยู่ๆ ลุกขึ้นมาทำเพลง

เราเริ่มรู้จักเพลงฮิปฮอปจากกลุ่มเพื่อนนักเรียนชั้น ป. 5 โรงเรียนนานาชาติที่เชียงใหม่ ตอนทำเพลงก็ไม่ได้มั่นใจมาจากไหน แค่อยากทำ ซึ่งเราเป็นคนหมกมุ่น ถ้าอยากทำอะไรแล้วหยุดทำไม่ค่อยได้ จริงๆ มีความฝันสามอย่าง เป็นช่างภาพในกองภาพยนตร์ เป็นช่างภาพสตรีท เป็นแรปเปอร์

เราทำอย่างไม่รู้ เพราะไม่แน่ใจว่าคนจะชอบเนื้อหาประมาณไหน เพลงแรปกระแสหลักจะพูดถึงการอวดตัวตน เราเรียกมันว่า Flex ที่แปลว่าเบ่งกล้าม ซึ่งเราไม่ค่อยฟังเพลงแรปไทย รู้แค่ว่าเพลงที่คนชอบมากๆ ถ้าไม่พูดถึงความรัก เกี่ยวกับความรวย ก็สะท้อนสังคมไปเลย เราอยากทำเพลงที่ไม่เกี่ยวกับอะไรเลยแต่แม่งตลก

ไม่เคยได้ยินเพลงแรปแบบนี้มาก่อน นี่คือการแหวกขนบไหม

จริงๆ วิธีการเล่าเรื่องแบบนี้มีอยู่แล้ว เราเคยฟังเพลงชื่อ Pillow Talking ของ Lil Dicky เรื่องเล่าถึงชายหญิงที่มี One night stand แล้วพูดคุยกันจึงพบว่าทั้งคู่ไม่มีอะไรที่เหมือนกันเลย โดย Lil ร้องเป็นเสียงผู้หญิงและผู้ชาย หรือเพลง Stan ของ Eminem คล้ายจดหมายโต้ตอบระหว่าง Eminem กับแฟนคลับที่คลั่ง Eminem มาก ซึ่งเขียนจดหมายถึงเขาหลังจากฟังเพลงที่ Eminem เขียนถึงการฆ่าเมียตัวเอง พร้อมบอกว่าจะเอาอย่าง Eminem จริง จะเห็นว่าในอัลบั้มหนึ่งจะมีเพลงแนวนี้สักเพลง ซึ่งเราชอบวิธีการเล่าแบบนี้ก็เลยเอามาใช้

ชอบอะไรในสไตล์หรือวิธีการเล่าเรื่องแบบนี้

เราชอบที่มันฟังดูธรรมชาติดี เวลาเราฟังเพลงแรปคนเดียวเหมือนเขากำลังสั่งสอน ให้ข้อคิดหรือบทเรียนคนฟังอยู่ แต่พอเป็นคนคุยกันมันธรรมชาติ อย่าง ‘หนีละกัน เชี่ยไม่มีน้ำมัน’ ในเพลง เปรตป่ะ เราพยายามใช้ภาษาบ้านๆ เพราะเคยสงสัยว่าทำไมเวลาเขียนคำคล้องจองภาษาไทยต้องลงด้วยคำแบบนภาหรือจันทราทุกที ซึ่งเราก็ไม่ได้ชอบแต่มันมักจะเชื่อมหรือลงไปทางนั้น เลยตั้งใจมากว่าจะทำให้คำมันบ้านที่สุด

เพลงที่มีเสียงคนคุยกันมันสนุกยังไง

สนุกที่สถานการณ์คับขัน อย่างเพลง เปรตป่ะ เป็นเรื่องของคนสองคนอยู่ในป่า เล่าเรื่องผีขัดกันไปมา พอเจอผีจริงก็วิ่งหนี แต่หนีไม่ทัน ฟังแล้วให้ความรู้สึกว่าเรากำลังเป็นไอ้ตัวใหญ่ๆ ที่เฝ้ามองเหตุการณ์นี้อยู่ เห็นไอ้ตัวเล็กๆ วิ่งกันตลกดี หรืออย่างเพลง ล้านนึง เป็นเรื่องมาเฟียจ้างมือปืนคนนี้ล้านนึง มือปืนไปจ้างคนอีกต่อห้าแสน สองแสนห้า หนึ่งแสน ตามลำดับ เรารู้สึกเรื่องแบบนี้สนุกดี เหมือนกำลังสรุปการคอร์รัปชันในหนึ่งเพลง แต่ตอนนั้นไม่ได้คิดถึงขั้นนั้นนะ แค่อ่านข่าวเจอแล้วเอามาทำเพลงดีกว่า

โครงเรื่องมาก่อน ตัวละครมาก่อน หรืออะไรมาก่อน

เปิดบีตส์ก่อน ให้มัน ‘ตึ้ง ตึง ตึง ตึง ต๊ะ ตึ่ง ตึ่ง ตึ่ง ต๊ะ’ เราก็ฝึกแรปแบบไม่เป็นภาษาก่อน คือไม่เป็นทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพียงแค่ฟังว่าอันไหนดูดี ‘ชะแด่ ชะแด่ แชะ ตะดะแดด ต๊ะ แท แด แดดแดด ตะแดดตะตะ’ หาความเป็นไปได้ว่าในเพลงนี้มีอะไรฟังดูดี เราก็ไม่รู้คนอื่นทำยังไงนะ อย่างเพลง เปรตป่ะ  จะเป็น ‘ตื้อดือดือดืว ต๊ะ  ตื่อดือดือดือตื่อดือ ตื้อดือดือดืว ต๊ะ’ เราชอบแล้ว

แล้ว ‘ตื้อดือดือดืว’ เป็นคำว่าอะไรในภาษาไทย พอลอง ‘นั่นมัน’ ‘ตื้อดื่อ’ ได้นี่หว่า ‘ดือดืว’ ปลาซิว ‘ตื้อดือดือดืว’ ‘นั่นมันปลาซิว’ ก็ได้ ตะคริว ก็ได้ ก็คือเริ่มจากเสียงก่อนแล้วค่อยหาคำมาใส่ให้ฟังดูไม่ฝืน เช่น ถ้า ‘ตื้อดือดือดืว’ ‘นั่นมันตะหลิว’ มันก็ไม่ใช่ พอได้ท่อนแรกก็มาดูกันว่าจะเล่าอะไรต่อ ตอนแรกแต่งให้เหตุการณ์เกิดขึ้นในห้องเรียน จนเจอเสียง ‘ตือตึ๊ด’ ก็คิดถึงคำว่า ‘เปรตป่ะ’ เออฟังดูเปรตดี งั้นอยู่ในป่าดีกว่า ทุกอย่างพร้อมจะเปลี่ยนตลอดเวลา ตอนแต่งเพลงก็ยังไม่รู้ว่าจะจบลงที่ไหน

เหมือนแต่งเรื่องสั้นเหมือนกันนะ แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าพอดีแล้ว ชอบแล้ว

เพลง ‘เปรตป่ะ’ มีเจ็ดดราฟต์ ดราฟต์แรกให้ตัวละครหนีผีสำเร็จ เสร็จก็ส่งให้เพื่อนที่ชอบเล่นมุกด้วยกันฟัง ซึ่งทั้งสองคนนั้นชอบมาก เพื่อนชื่อพีทก็ถามว่าทำไมไม่ใช้มุก ‘ไอคอส’ ‘ไฟช็อต’ แบบที่เด็กอินเตอร์เอานิ้วเดินไปแหย่ปลั๊กไฟเล่น เราก็เออดี เอาๆ อยากใช้ พอเพิ่มไฟช็อตเข้าไปทำให้ดนตรีเหลืออีกแปดบาร์ ก็เลยต้องแต่งเนื้อใส่เข้าไปเพิ่มให้ขับรถชน จบ 

เวลาเล่นมุกต่อมุกพวกนี้กับเพื่อนซึ่งเป็นเด็กอินเตอร์เราจะตื่นเต้นกันมาก เหมือน เฮ้ย! พวกเราครองภาษาไทย เราเป็นเจ้าภาษาไทยแล้ว แต่เป็นอะไรที่เพี้ยนๆ ไม่ใช่ภาษาที่ถูกต้อง เช่น อยู่ในกองถ่ายหนัง วันนี้แดดดี แดดดีที่เป็นเนื้อตากป่าว นั่นมันแดดเดียว จะมีความฝืนๆ อยู่ แดดเดียวเวลาที่เด็กแว้นกินเหล้าไม่มีสติ นั่นมันแซดเงียว มันเงียวเพราะมันเมามาก ที่เป็นคอมมิวนิสต์ป่าว หนึ่งสองสามสี่ห้าหกเจ็ดแปดเรียงต่อกัน นั่นมันแปดเคียว

วิธีออกแบบคาแรกเตอร์ของคนคุยกันในแต่ละเพลงเป็นยังไง

เกิดจากเราชอบล้อเลียนคน อย่างเสียงของคนคุม ป.4/2 ในเพลง ตั้งอะไร มาจากเพื่อนของแฟนที่ชื่อแทนกาย ซึ่งเป็นคนชิลล์ๆ ชอบพูดลากเสียงยาวๆ เราก็แอบฝึกในรถ ส่วนเสียงมาเฟียในเพลง ล้านนึง เป็นพี่ปั๊ป (ภิไธย สมิตสุต โปรดิวเซอร์และผู้กำกับภาพ ผู้บริหาร VS Service) ด้วยความที่เขาเป็นคนคิดในหัวเป็นภาษาอังกฤษจังหวะการเว้นวรรค เวลาพูดเขาเลยแปลกดี ส่วนในเพลง เปรตป่ะ ตัวละครตัวแรกมาจากตัวเราเองหลังทำงานออกกองถ่ายทั้งคืน ขณะที่ตัวละครอีกตัวอ้างอิงมาจากผู้กำกับท่านหนึ่ง ไม่ขอระบุชื่อดีกว่า เออ นั่นแหละ คนนั้นคือพี่ต้อม (เป็นเอก รัตนเรือง) และพี่แดง (ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์) ตากล้องคู่ใจ รวมกัน ซึ่งช่วงที่พวกเขาง่วงๆ พี่เขาจะทำเสียงต่ำแบบซีเรียสๆ เราชอบมาก

สำหรับคนที่ไม่เคยฟังเพลงแนวนี้มาก่อน เรารู้สึกเหมือนกำลังฟังนิยายวิทยุ ผสมตลกคาเฟ่โป๊งฉึ่ง องค์ประกอบเหล่านี้มารวมกันได้ยังไง หรือเป็นความสนใจที่มีอยู่ก่อนแล้ว

ส่วนหนึ่งเพราะแม่เราเป็นนักเขียน (อุ๋มอิ๋ม ลดาวดี นามปากกา ‘วดีลดา เพียงศิริ’ เจ้าของผลงาน ถึงเจ้าวายร้ายตัวน้อย บทประพันธ์ก่อนดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ดังเรื่องรักแรกอุ้ม พ.ศ. 2531) เขาก็ดันให้เราเขียน แต่เราดันเขียนมันเป็นเรื่องตลกตลอดเลย เพราะเราชอบมองเรื่องรอบตัวให้มันตลกด้วยมั้ง อย่างสถานการณ์ที่มันแย่จนพาตัวละครไปไกลถึงไหนไม่รู้

ถึงขั้นเคยตีพิมพ์รวมเรื่องสั้นนักเขียนเชียงใหม่ แล้วทำไมไม่อยากเอาดีด้านนี้

มันไม่ทันใจแหละ เราชอบคิดแล้วทำเลย แม่ยังบอกเลยว่าเราเหมาะกับงานโฆษณา แต่งานเขียน เราพิมพ์ไม่ทันกับที่คิด พอมาอ่านทวนที่เขียนก็ เฮ้อ อารมณ์มันไปแล้ว อย่างเวลาอัดเพลงเราก็จะไม่เขียนเนื้อ แต่อัดเลยแล้วฟังดูว่าเป็นยังไง แล้วคิดเพิ่มคำตรงนั้นเดี๋ยวนั้นเลย ชอบคิด-ทำ คิด-ทำ คิด-ทำ เราทำเพลงด้วยความรู้สึกว่าอยากทำมากๆ ต้องทำให้เสร็จก่อนจะหมดอารมณ์

คุณทำเพลงเพราะอยากให้คนฟังเพลงรู้สึกแบบไหน

รู้สึกสนุก อยากให้มีคนนั่งฟังแล้วแบบ ‘อ๋อออ’ (ร้องตามเพลง) แค่นี้ก็ดีมากเลย ซึ่งที่มาของอ๋อมาจากแรปเปอร์เขาจะชอบมี ‘เอ้’ เราก็อยากจะมีบ้าง แต่เป็น ‘อ๋อ’ จริงๆ ก็ดูไม่เท่ดีด้วย

ดูเหมือนว่าทั้งสามเพลงกดสูตรหรือมีปัจจัยที่ทำให้เพลงดังอยู่ครบถ้วน คือเป็นเรื่องผี มีเรื่องตลก และกวนมากๆ มีความติดหู ถ้ารู้แบบนี้แล้วเพลงต่อๆ ไปจะกดสูตรนี้อีกหรือเปล่า

เราไม่น่าจะทำได้ ต่อให้รู้ว่าทำแล้วดังแน่ๆ เพราะมันจะฝืนและเราไม่ชอบการทำซ้ำ ถ้าจะทำอะไรเดิมๆ เราจะรู้สึกไม่สนุกแล้ว 

การสร้างสรรค์ผลงานด้วยความสนุกมันสำคัญกับคุณยังไง

เราโชคดีที่พ่อกับแม่สอนอิคิไกแบบก่อนกาล สอนว่าทำอะไรต้องสนุก เลี้ยงตัวเองได้ และตอบอะไรบางอย่างในชีวิต พี่สาวเรารู้ตัวว่าชอบทำขนมตั้งแต่อายุสิบสาม พ่อแม่ก็สนับสนุนให้ไปสุดทาง เคยอยากเรียนเทควันโด ซึ่งตอนอยู่สายขาวก็ชอบมาก แต่พอขึ้นสายเหลืองต้องเตะคน เราไปเตะเพื่อนคนหนึ่งปากแตกก็กลับบ้านมาบอกแม่ว่า ไม่อยากเรียนแล้ว ไม่อยากทำร้ายคนอื่น ต่อมาร้องขอเรียนเปียโน พอเริ่มรู้สึกว่าไม่สนุกก็เลิก

เพลงในอุดมคติของคุณเป็นแบบไหน

เราชอบเพลงช้า เราชื่นชมคนที่เขียนเนื้อเพลงน้อยๆ ใช้คำเรียบๆ แต่ให้ความรู้สึกเยอะ ชอบมากแต่ทำไม่ได้ อย่างตอนนี้ชอบ Giriboy เป็นศิลปินเกาหลี ชอบมากๆๆ เนื้อเพลงน้อยๆ ปล่อยให้ดนตรีทำงาน เช่น ท่อน ‘I’ll be fine 괜찮아 (กเวนชันนา)’ เพลง 술자리 (ซูลจารี) หรือ Let’s Drink แค่นั้นเลยแต่น่ารัก ซึ่งเพลงเราเป็นแบบ ‘ตื้อดือดือดืว ต๊ะ ตื่อดือดือดือตื่อดือ ตื้อดือดือดืว ต๊ะ’ มันทำไม่ได้จริงๆ เหมือนงานภาพถ่าย Harry Gruyaert งานเขาจะไกลๆ น้อยๆ เห็นแล้วเรารู้สึกมากๆ หรืองานของ Burn My Eye ที่ถ่ายคนยืนตากแดดดูแล้วแทบจะร้องไห้ ลุ่มลึกเหลือเกิน เหมือนเขาเจอคำตอบของชีวิต แต่ถ้าเราถ่ายคนยืนตากแดด มันจะกลายเป็นคนโดนแดดแผดเผา ก็เลยยอมรับว่าทำอะไรน้อยๆ ได้ไม่ค่อยจะดี 

เพลงล่าสุด ‘U Sick Achoo’ ที่แต่งให้แฟนคือน้อยสุดเท่าที่จะทำได้แล้ว มันโรแมนติก และเราใช้ภาษาไทยแบบโรแมนติกไม่เก่งเลยเขียนเป็นภาษาอังกฤษ ใช้คำสบายๆ แต่ก็ไม่วายแก้เขินด้วยการใส่ fu** ใส่ sh** ลงไป เดี๋ยวจะแต่งเพลงเกี่ยวกับแม่ด้วย สมัยเด็กๆ แม่ชอบเขียนเรื่องตลกที่เกี่ยวกับเรา แบบวันนี้ลูกฉันฉี่ในรถ แล้วจะไปต่อยรถคันหน้าที่เบรกไม่ทันเพื่อปกป้องแม่ เราก็ ฮึ! เอาเรื่องเรามาเขียนหาเงินหรอ ได้! เดี๋ยวเราทำบ้าง จะทำเพลงเนื้อหาว่าเขียนไลน์หาแม่ ‘สวัสดีครับแม่ เชียงใหม่หนาวไหม เออแม่ แม่ยังเอารถจักรยานขึ้นรถกระบะขับไปตลาด แล้วก็เอาจักรยานลง ถ่ายรูปเซลฟี่ แล้วก็เขียนว่าเหนื่อยจัง ยังทำอย่างนั้นอยู่รึเปล่าครับ’

ที่ผ่านมาชอบไรม์ (เนื้อร้องในเพลงแรป) ท่อนไหนของตัวเองที่สุด

ชอบ ‘พกสีขาวไปทุกที่ วาดเป็นทางม้าลาย อยากจะข้ามตรงนี้ กูต้องได้ข้าม เห็นไหมว่ากูน่ะอันตราย พูดไม่ออกเลยดิหน้ามึงมีจุดจุดจุด’ ชอบ เพราะลึกๆ แล้วเราอยากทำเพลง Flex หรือเพลงแบบพวกเบ่งกล้ามนิดนึงแหละ แต่ไม่อยากให้ดูว่าเป็นพวกขี้อวด ก็เลยเขียนท่อนนี้ออกมา ซึ่งตอบโจทย์นี้มากว่า คนอะไรพกสีขาวไปวาดเส้นเป็นทางม้าลาย ในความต่อต้าน มีความเคารพกฎจราจรอยู่ อยากเก๋าแต่จริงๆ ไม่เก๋าหรอกนะ รู้สึกเป็นตัวเราดี 

แล้วการเบ่งกล้ามโชว์เก๋าออกมาเลยมันไม่ดียังไง

คือเราก็อยากลองทำเพลงโชว์เก๋า แต่ไม่อยากให้ดูเสี่ยวก็เลยทำให้มันเก๋าปลอมๆ ไปเลย อ้างอิงมาจากเรื่องจริงในวัยเด็ก เคยแอบหนีแม่เที่ยว Warm up ร้านดังในเชียงใหม่ ตอนอายุสิบหก ไปถึงยามก็ขอตรวจบัตร เราบอกไม่ต้องพี่ ผมสนิทกับพี่หลุยส์ ที่พูดเพราะเพิ่งอ่านเจอมาว่าเจ้าของร้านชื่อหลุยส์ ซึ่งพี่หลุยส์ยืนสูบบุหรี่อยู่ตรงนั้นพอดีเขาก็ถาม มึงเป็นใคร หนีแทบไม่ทัน เราแม่งมีเหตุการณ์พยายามเก๋าเยอะมาก สมัยเด็กๆ มีครั้งหนึ่งพาแฟนเก่าซึ่งเป็นสาวเกาหลีและญาติชื่อจ๊อยไปเที่ยวกลางคืน ตั้งใจโชว์เก๋าราวกับเราเที่ยวกลางคืนเป็นปกติมาก ระหว่างนั่งตุ๊กตุ๊กกลับบ้าน ตุ๊กตุ๊กก็เปลี่ยนใจไม่ไปส่ง ขอให้ลงกลางทาง เราก็เก๋าไงชูนิ้วกลางใส่เขา ทีนี้ลุงตุ๊กตุ๊กถอยรถกลับมาตั้งการ์ดมวยแบบย่างสามขุม ของจริงมาก เราก็ทำเป็นเข้มเพราะอยู่ต่อหน้าสาว หลังจากออกหมัดแรกซึ่งห่างจากคู่ต่อสู้เป็นเมตรก็โดนลุงซ้อมเลือดเต็มหน้า 

เทควันโดที่เรียนมาไม่ช่วยอะไร

ใช่ พอฟื้นขึ้นมาแฟนเกาหลีก็ขอเลิกเพราะต่อยแพ้ลุงตุ๊กตุ๊ก

การลุกขึ้นทำเพลงในชื่อ ‘ตั้ง ตะวันวาด’ aka TangBadVoice เปลี่ยนชีวิตคุณยังไงบ้าง

เราเคยมีความเชื่อว่า ถ้าพยายามแล้วอยากได้มากๆ มันก็จะได้ ช่วงที่ถ่ายรูปสตรีทเป็นช่วงที่ต้องการการยอมรับสูงมาก อยากให้คนเก่งๆ เห็นว่าเราเก่ง อยากให้คนระดับตำนานมาสนใจเรา เราก็ทำๆๆ จนไปอยู่จุดนั้น วันหนึ่งก็ถามตัวเองว่า ทำไปทำไมวะ พอมาทำเพลง แฟนเราก็ถามว่าทำไปทำไม เราตอบว่า อยากทำสนุกๆ แฟนก็ถามลึกอีกว่า ลึกๆ ทำไปทำไม เขาถามจี้จนเราตอบว่า เออ กูต้องการการยอมรับ 

ตั้ง ตะวันวาด ช่างภาพที่ลุกขึ้นมาเป็นแรปเปอร์ ทำ เพลงเปรตป่ะ ดังข้ามคืน จนคนทั้งวงการฮิปฮอปยกให้เป็นอัจฉริยะ

ระดับความต้องการการยอมรับตอนถ่ายรูปสตรีทกับทำเพลงแรปมันเหมือนหรือต่างกันยังไง

ตอนทำเพลงไม่มีอะไรนอกจากความอินกับความสนุกเลย เรารู้สึกว่าเป็นเด็กแรกเกิดมากไม่มีเจตนาอื่นเลย สนุกมาก ยิ่งทำยิ่งมัน รู้สึกเอาอีกๆๆ ตลอดเวลา แต่ตอนจะปล่อยเพลงเนี่ยรู้สึกต่างไปเลย เพราะเราเปลี่ยนไปจากเราคนนั้นเมื่อสามปีก่อน

ช่วงที่ถ่ายภาพสตรีทใหม่ๆ เราถ่ายภาพเท้าช้างในสระน้ำ จำได้ดีว่าคนฮือฮาว่าเจ้าของงานนี้เป็นใคร คนในวงการที่ต่างประเทศก็ชื่นชมเรียกเราว่าเด็กมหัศจรรย์ มีคนชวนไปแสดงงานที่มุมนั้นมุมนี้ของโลก เรายิ่งตื่นเต้นและคิดว่าตัวเองยอดเยี่ยม ยิ่งถ่ายก็ยิ่งกระหายอยากถ่ายงานให้ได้ทุกวัน แต่ภาพสตรีทมันพึ่งโชคห้าสิบเปอร์เซ็นต์แล้วเรายอมรับความจริงของข้อจำกัดข้อนี้ไม่ได้ กดดันตัวเองว่าต้องทำให้ได้ทุกวัน คิดไปเองว่าคนทั้งโลกกำลังรอดูภาพเราอยู่ เราต้องมีภาพวันนี้ เดี๋ยวนี้ ตอนนี้ ขณะเดียวกันก็หันไปเห็นยามอยู่ในซีนที่ดี แต่จังหวะยังไงก็ไม่ได้ ตัดสินใจจ้างยามเพื่อเซ็ตภาพถ่ายนั้นขึ้นมา

ตั้ง ตะวันวาด ช่างภาพที่ลุกขึ้นมาเป็นแรปเปอร์ ทำ เพลงเปรตป่ะ ดังข้ามคืน จนคนทั้งวงการฮิปฮอปยกให้เป็นอัจฉริยะ

เกิดเป็นเรื่องราวขึ้นมา มีคนตามหาความจริงของภาพชุดนั้น เพราะถือเป็นเรื่องที่ผิดมากในวงการสตรีท

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้เราจะไม่แก้เหตุการณ์นั้นเลย เพราะเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตเรามาก เมื่อก่อนไม่กล้ายอมรับกับตัวเองว่าเป็นคนต้องการการยอมรับสูง หลังเกิดเหตุเราได้รับ Hate mail มากมาย เราหลอนมือนั้นมาก ไปไหนก็เห็นภาพมือๆ เต็มไปหมด โทษตัวเองว่าไม่น่าถ่ายภาพนั้นมาเลย จนวันหนึ่งที่ลุกขึ้นมาถ่ายภาพมือตัวเองที่บ้านร้าง ตบแฟลชๆ ได้ภาพชุดมือ และทำอะไรอีกมากมายที่ไม่รู้ทำไปทำไม หมกตัวในสวนน้ำ ดำน้ำถ่ายรูปทั้งวันเพื่อหาสัตว์ประหลาดใต้น้ำ จังหวะที่กำลังถ่ายก็ว่ายไปเจอคนรู้จัก เราก็รีบหนีในทันที มาคิดได้ตอนหลังว่าเราทำภาพชุดใต้น้ำชุดหลังนี้เพราะเรารู้สึกปลอดภัยกว่าเมื่ออยู่ใต้น้ำ เราเซ็ตภาพมือยามแล้วบอกทุกคนว่าไม่ได้เซ็ต เราอายกับเหตุการณ์นั้นมากจนไม่อยากอยู่บนบก วันที่แสดงงานภาพชุดนี้ เป็นวันที่กลับมาพบชาวสตรีทครั้งแรกหลังจากเหตุการณ์นั้น ทุกคนเดินเข้ามาบอกว่า เหี้ย ภาพแม่งดีมาก ทำต่อไปนะ แล้วเข้ามากอด 

ตั้ง ตะวันวาด ช่างภาพที่ลุกขึ้นมาเป็นแรปเปอร์ ทำ เพลงเปรตป่ะ ดังข้ามคืน จนคนทั้งวงการฮิปฮอปยกให้เป็นอัจฉริยะ
ตั้ง ตะวันวาด ช่างภาพที่ลุกขึ้นมาเป็นแรปเปอร์ ทำ เพลงเปรตป่ะ ดังข้ามคืน จนคนทั้งวงการฮิปฮอปยกให้เป็นอัจฉริยะ
ตั้ง ตะวันวาด ช่างภาพที่ลุกขึ้นมาเป็นแรปเปอร์ ทำ เพลงเปรตป่ะ ดังข้ามคืน จนคนทั้งวงการฮิปฮอปยกให้เป็นอัจฉริยะ

เหตุการณ์นั้นทำให้เรียนรู้ว่า…

พอรู้ตัวว่าอยากได้อะไรในชีวิตดีกรีความคลั่งที่มีก็ลดลง พอยอมรับกับตัวเองว่า เออ! ใช่ กูอยากได้รับการยอมรับ ไม่ปฏิเสธอีกต่อไปแล้วว่าไม่อยากได้มันแค่เข้ามาเองแบบนั้น

มาวันนี้ พอจะปล่อยเพลงเลยรู้สึกดีนะ เหมือนมีอีกเสียงในตัวเราบอกว่าความชื่นชอบตอนนี้เป็นกระแสที่อยู่ไม่ยืนยาว ซึ่งต่างจากตอนถ่ายภาพ ตอนนั้นคิดว่าตัวเองเป็นอมตะไม่มีวันตาย หลังปล่อยเพลงแล้วเห็นยอด Follower ในอินสตาแกรมเพิ่มขึ้นเจ็ดพันในแปดวัน เราเริ่มคิดแล้วว่า เดี๋ยวๆ ให้งานมันอยู่ของงาน เอาชีวิตสงบๆ กูคืนมา จริงๆ เราชอบชีวิตตอนนี้ที่มันดีอยู่แล้ว

ก็เลยไม่อยากเผยตัวตนว่าตัวเองเป็นใคร

ก็รู้ได้นะ เหมือนงานของช่างภาพที่อยากให้คนรู้จักงานมากกว่าหน้าตา เพราะจริงๆ ถ้าอยากรู้หาในกูเกิลก็เจอ

หลังปล่อยเพลงออกมา มีคนในวงการฮิปฮอปพูดถึงคุณเยอะมาก ไม่คิดจะเอาดีด้านนี้เลยหรอ

เราชอบถ่ายหนังมากกว่ามากๆ เราชอบจัดแสง รู้สึกสนุกกับการอยู่ดำดิ่งลงไปในซีนที่ถ่าย ขณะที่ถ่ายภาพสตรีทกับทำเพลงเราแค่อยากทำ ถ้าต้องบังคับกันหรือจัดให้เป็นงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบ กลัวจะรู้สึกไม่สนุกจนอยากเลิกทำ ช่วงทำเพลงเราฝึกแรปและฮัมเพลงตลอดเวลา เราอินและคิดถึงเรื่องนี้ทุกครั้งที่มีโอกาส ไม่ว่าจะทำอะไรจะมีเรื่องนี้ในหัวตลอด อย่างตอนนี้มีเพลงที่แต่งและขึ้นโครงไว้อยู่สิบห้าถึงสิบหกเพลง

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

บ่ายวันหนึ่งระหว่างการทำงานหน้าคอม from Home

มีเสียงสัญญาณจากโปรแกรมแชตอันทรงอิทธิพลดังผ่านหูฟังไร้สายว่ามีคนส่งข้อความใหม่เข้ามา…

“อยากชวนมาสัมภาษณ์ลิปตาให้ The Cloud ในวาระเปิดค่ายใหม่ครับ”

หลังจากที่อ่านข้อความจบ กระบวนการตัดสินใจจากคำเชิญชวนนั้นก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แบบที่ไม่ต้องขบคิดอะไรให้มากนัก ทั้งจากประเด็นที่เชิญ ไปจนถึงคนชวนที่คุ้นเคยกันมายาวนานร่วม 20 ปี 

นับตั้งแต่ผมเป็นนักหัดเขียนที่มีโอกาสเข้าไปแวะเวียนในบริษัทของเขาคนนี้ ที่เพิ่งดำรงตำแหน่งผู้ช่วยบรรณาธิการบริหารของนิตยสารอันดับต้นๆ ของแวดวงในเวลานั้นได้ไม่นานมาก ซึ่งด้วยอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่เปี่ยมด้วยไฟฝันในงานเขียนเหมือนๆ กัน ทำให้เราสนิทกันได้ไม่ยากนัก

ก่อนหน้าที่ผมจะก้าวเข้าสู่วงการนิตยสารแบบเต็มตัวในเวลาต่อมา และด้วยเส้นทางสายนี้เองก็ทำให้ได้ร่วมงานกับกลุ่มคนที่เพื่อนคนนี้ชวนให้สัมภาษณ์ คือ แทน-ธารณ ลิปตพัลลภ กับ คัตโตะ-อารมณ์ โพธิ์หาญ ผู้เป็นฝั่งดนตรีกับฝ่ายเสียงร้องตามลำดับให้กับดูโอที่มีชื่อว่า ‘ลิปตา’ ซึ่งถึงวันนี้ก็ได้ร่วมงานกันนานถึง 16 ปีแล้ว

16 ปีบนเส้นทางสายดนตรีของแทนและคัตโตะ จาก Lipta สู่การเปิดค่ายเพลง Kicks Record

นานพอที่จะเคี่ยวกรำประสบการณ์ในทุกด้าน ทุกมุม ของวงการเพลงได้อย่างถ่องแท้และรอบด้าน

และก็นานพอที่จะทำให้ ‘ลิปตา’ เป็นมากกว่าเพียงคู่ดูโอที่ผลิตเพลงป๊อปมากคุณภาพ ทว่าก้าวไปเป็นทีมดนตรีที่คนแวดวงดนตรีให้การยอมรับเรื่อยไปจนถึงมาใช้บริการ กระทั่งก้าวมาสู่การเป็นค่ายเพลงที่จะปลุกปั้นศิลปินใหม่ๆ ให้กับวงการต่อไป

คำถามก็คือ ทำไมต้องเป็น ณ เวลานี้ ที่โควิด-19 ได้ทำลายธุรกิจทุกแขนงจนแทบราบคาบไปหมดแล้ว แน่นอนว่ารวมถึงอุตสาหกรรมดนตรี เรื่อยไปจนถึงศิลปินอิสระจำนวนมากที่ได้ถอดใจและถอนตัวออกจากวงการนี้ไปแบบถาวร  

พวกเขามีแผนอะไรอยู่ในใจ…

16 ปีบนเส้นทางสายดนตรีของแทนและคัตโตะ จาก Lipta สู่การเปิดค่ายเพลง Kicks Record

Part 1 : Kickoff

“สวัสดีครับ แทน กับ คัตโตะ ไม่เจอกันนานมาก” ผมกล่าวทักทาย หลังจากที่ทั้งคู่ปรากฏตัวผ่านหน้าจอโปรแกรม Zoom ซึ่งให้บรรยากาศแทบไม่ต่างไปจากการได้สัมภาษณ์แบบเห็นหน้าเห็นตัวกัน อันเป็นข้อดีของเทคโนโลยีที่ก้าวไกล แม้ว่าด้วยพัฒนาการของนวัตกรรมจะเป็นผู้ร้ายสำคัญที่ Disrupt วงการเพลงจนย่อยยับ แต่ในอีกมุมหนึ่งของเหรียญก็นำมาซึ่งความสะดวกสบายนานาประการเช่นกัน 

โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเมื่อ 13 ปีก่อนที่ผมต้องพานักร้อง-นักดนตรีหลากหลายคนเดินทางไปไกลถึงถนนอักษะ อันเป็นย่านที่พักของแทน เพื่อบันทึกเสียงเพลงโปรเจกต์พิเศษประจำปีของนิตยสารที่ผมสังกัดอยู่ 

ตลอดระยะเวลา 5 ปีชั่วอายุของนิตยสาร พอถึงช่วงใกล้สิ้นปี ก็จะมีการหาทีมทำเพลงไปจนถึงนักร้อง นักดนตรีที่มีผลงานโดดเด่นในรอบปี เพื่อมาทำเพลงพิเศษรับปีใหม่ด้วยกัน โดยช่วงปลาย พ.ศ. 2551 นั้น แทนได้รับเลือกให้มาเป็นโปรดิวเซอร์และคนแต่งเพลงประจำปีนั้น ด้วยผลงานเพลงอันโดดเด่นของลิปตา

“สิบสาม สิบสี่ปีที่แล้วเลยนะนี่ ตอนนั้นยังมี โฟร์-มด อยู่เลย” แทนรำลึกความหลัง โดยกล่าวถึงศิลปินคู่ดูโอทีนไอดอลที่มีชื่อเสียงในเวลานั้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวงรวมดาวในโปรเจกต์เพลงพิเศษเพลงนั้น สะท้อนถึงไอเดียและความสามารถในการทำเพลงของแทน ซึ่งยังคงโดดเด่นมาจนปัจจุบัน

กระทั่งไม่น่าแปลกใจที่เขาจะกลายมาเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับหลายๆ ศิลปิน ซึ่งจำนวนมากก็เป็นอันดับต้นๆ ทั้งสิ้น อย่างล่าสุดก็ อิ้งค์-วรันธร เปานิล กับซิงเกิล เก่งเเต่เรื่องคนอื่น ทว่าความแข็งแรงในด้าน Music Production นั้น ก็ไม่ถือว่าเป็นต้นทุนที่จะรับประกันความสำเร็จของการทำค่ายเพลงซะทีเดียว โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ จึงนำมาซึ่งคำถามที่ติดค้างอยู่ในใจมาตั้งแต่แรกว่า ทำไม

“จริงๆ คัตโตะชวนผมทำค่ายกันมาประมาณสี่ปีแล้วครับ” คือคำตอบของแทน ก่อนที่จะกล่าวต่อไปว่า “แต่เหมือนผมยังไม่กล้า แล้วเราก็ยังต้องโปรดิวซ์ให้กับงานของหลายๆ คน รวมถึงงานของลิปตาด้วย นอกจากนั้นก็ยังมีเล่นคอนเสิร์ตอีก ซึ่งมันค่อนข้างใช้เวลาเยอะ จนกระทั่งมีโควิดก็ส่งผลให้เราไม่มีงานเลย ทำให้ได้มีเวลาคิด ได้มีเวลาหาคน ไปจนถึงได้มีเวลาหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ก็เลยมาบอกกับคัตโตะว่า เออ กูพร้อมละ คงต้องทำตอนนี้แหละ”

เพราะว่าว่างแล้ว ? -ผมถามไปแบบทีเล่นทีจริง ซึ่งแทนก็พยักหน้ารับ ก่อนจะเสริมต่อไปด้วยทรรศนะและมุมมองที่น่าสนใจมากว่า

“นอกจากนั้นช่วงนี้เป็นช่วงที่ทุกอย่างมันฮวบหมดเลย ซึ่งผมมองว่า ตอนที่มันถึงจุดต่ำสุดนี่น่าจะเป็นตอนที่เริ่มต้นได้ดีที่สุด เพราะจากนี้ไปมันก็จะมีแต่ขึ้น เลยตัดสินใจทำค่ายขึ้นมา โดยเราเริ่มคุยกันตั้งแต่ปีที่แล้ว จนเริ่มจริงจังคือปีนี้ แล้วก็เพิ่งเริ่มเปิดตัวเมื่อเดือนกันยายน ค.ศ.​ 2021”

แล้วในมุมของคัตโตะล่ะครับ มองยังไงกับการ Kickoff กันตอนที่จุดที่ทุกอย่างฮวบไปกันหมด-ผมหันไปถามคนที่นั่งเงียบอยู่ข้างๆ แทนในจอ

“มันจะมีปัจจัยเรื่องของ Resource ที่เรามีด้วย คือแทนเขาจะดูแลเรื่อง Music Production ทำเรื่อง Management ได้ดี แล้วก็ทำเรื่อง Finance ได้ดีด้วย ส่วนผมทำพวกครีเอทีฟ เรื่องโครงสร้างบริษัท วิธีการทำเงิน ผมจะไปมองกลยุทธ์แบบ Marketing Plan พวกนี้มากกว่า ผมมองว่าเราเป็นทีมที่มีสองมุมซึ่งมันครบแล้ว และหลังจากที่เราทำงานมากับหลายๆ หน่วยงาน ผมเลยมองว่าด้วยต้นทุนที่เรามีเหมาะกับธุรกิจนี้ ถึงแม้ว่าตอนนี้มันจะยังไม่ค่อยดีก็ตาม” คัตโตะอธิบาย 

16 ปีบนเส้นทางสายดนตรีของแทนและคัตโตะ จาก Lipta สู่การเปิดค่ายเพลง Kicks Record

“ซึ่งผมก็ไม่รู้นะว่าอนาคตจะเป็นยังไง แต่แค่รู้สึกว่ามีโอกาสชนะมากกว่าแพ้ ผมก็เลยชวนแทนทำมาเรื่อยๆ คือคิดมานาน ไม่ได้คิดแบบขำๆ แบบเด็กวัยรุ่นอยากมีค่าย

“คือเราเองดูแลลิปตามาโดยไม่มีค่ายนี่ก็เกือบจะสิบปีแล้ว ซึ่งไม่ได้ยาก เพราะว่าเราทำกันเองทุกอย่างอยู่แล้ว แต่คราวนี้พอต้องมีค่าย มันก็จะต้องมีสตาฟ In House สักสามสี่คน แล้วเราก็เริ่มต้องดูแลคนอื่นแบบจริงจัง โดยดูแลมากกว่าแค่โปรดิวซ์เพลง แต่มีการลงทุนทั้งเวลา สตางค์ ลงทุนทุกอย่างลงไปในศิลปิน ฉะนั้นมันเลยเป็นอะไรที่ต้องใช้เวลาคิดหลายๆ อย่าง”

“แล้วความที่ในสามสี่ปีที่ผ่านมา เราผ่านการทำงานกับค่ายเพลง ก็ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง เลยคิดว่าน่าจะพร้อม แต่ผมก็บอกกับคัตโตะว่า เราจะเริ่มทำค่ายก็ต่อเมื่อเราเจอศิลปินเบอร์แรก เหมือนเช่นวันที่ พี่สุกี้ (กมล สุโกศล แคลปป์) เจอ Moderndog วันแรก แล้วเขาถึงตัดสินใจทำค่าย Bakery Music ขึ้นมา เพราะไม่อยากปล่อยโมเดิร์นด็อกไปอยู่ที่อื่น” แทนสรุปแนวคิดที่นำมาสู่จุดเริ่มต้นของค่ายเพลงที่พวกเขาตั้งชื่อให้ว่า ‘Kicks Records’ หลังจากที่พวกเขาได้พบกับศิลปินเบอร์แรกตามที่ตั้งใจเอาไว้แล้ว

แล้วทำไม Jeanius ถึงเป็นคนที่ใช่-ผมถามกลับไปถึง จีเนียส-โนวา มาคูก์เลีย ศิลปินคนแรกของ Kicks Records ซึ่งเปิดตัวด้วยซิงเกิล บอกชอบยังไง (ให้เธอไม่เกลียด) ซึ่งเป็นเพลงป๊อปที่ให้สัมผัสในแบบแจ๊สได้อย่างเหมาะเจาะ

“จริงๆ ก่อนหน้าที่จะเป็น Jeanius เราคุยมาหลายคนเหมือนกันครับ ผมก็ Scout มาบ้าง คัตโตะก็พามาคุยบ้าง แต่ก็ยังไม่รู้สึกร้อยเปอร์เซ็นต์ จนมาเจอ Jeanius ทาง YouTube” แทนอธิบายถึงเหตุผลที่เขาเลือกนักร้องนักแต่งเพลงหน้าใหม่คนนี้มาเป็นศิลปินเบอร์แรก ซึ่งเปรียบเสมือนภาพแรกของค่ายเพลงของเขาไปในคราวเดียวกันด้วย

“ผมรู้สึกว่าจีมีความคล้ายพวกเราอยู่ คือไม่ได้เป็นคนเก่งอะไรมากมาตั้งแต่แรก แต่เป็นคนที่พยายาม เป็นคนที่มานั่งเขียนเพลงทุกๆ อาทิตย์ ไม่ว่าเราอยากจะให้แก้อะไร เราอยากให้การบ้านอะไร เขาก็กลับไปทำมา เป็นเด็กที่มีความตั้งใจสูงมาก มีความทะเยอทะยาน อยากจะไปถึงจุดตรงนั้นที่ฝันไว้ให้ได้ แล้วก็ถูกปฏิเสธมาจากหลายค่ายเพลง ผมว่าผมเห็นแววตาบางอย่างที่รู้สึกว่าเขาน่าจะ Fit in กับเรา” แทนกล่าว ซึ่งหุ้นส่วนของเขาก็เห็นพ้องด้วย

“จริงๆ ผมก็ไม่ได้ซื้อแต่แรกนะ เพราะผมว่าจีไม่ใช่คนที่รู้สึกใช่ในแวบแรก แต่พอได้เห็นวิธีการทำงานแล้วก็ลูกฮึด ลูกสู้ มันก็สะท้อนตัวตนอะไรหลายๆ อย่างที่ดูมีความเป็นลิปตาเหมือนกัน ทำให้รู้สึกว่า เออ เราก็เคยเป็นแบบนี้นี่หว่า น่าจะลองทำอะไรกับเขาดู” 

“เรื่องภาพแรกของค่ายเนี่ย จริงๆ ผมซีเรียสนะครับ แต่ทำไปทำมาก็ปล่อยให้มันเป็นธรรมชาติไป ผมรู้สึกว่าบางครั้งไปยึดติดอะไรมากมันเหนื่อย ซึ่งเพลงของจีจริงๆ ก็มีหลายเพลงมาก แต่ท้ายสุดเราประชุมกันแล้วก็เลือกเพลงนี้ (บอกชอบยังไง (ให้เธอไม่เกลียด)) เพราะว่าเพลงแรกเราก็อยากให้ทุกคนได้เห็นครบทุกด้านของเขา ทั้งด้านการร้อง การแต่งเพลง แล้วก็การเต้น ผมว่าให้เป็นธรรมชาติของเขาแล้วเราก็สนุกไปกับตรงนั้น ซึ่งทั้ง จี จีเนียส กับศิลปินคนที่สองคือ เบนซ์ นั้นต่างเป็นเด็กอายุน้อยที่เขียนเพลงกันเก่งมาก เลยรู้สึกว่า เออ นั่นคงเป็นดีเอ็นเอของค่ายเรามั้ง” แทนอธิบาย

“ถ้าเป็นสมัยก่อน เราอาจจะเลือกศิลปินจากเสียงร้อง แต่สมัยนี้ผมเจอเด็กจากการที่เขาเขียนเพลงกันเอง อย่างจี ผมก็ไปเจอจากใน YouTube เอง คือผมว่ามันต้องเริ่มจากที่เขาต้องเริ่มทำอะไรสักอย่างก่อน ถ้าเขาฝึกร้องเพลงอยู่กับบ้านอย่างเดียว เราก็คงไม่มีทางไปเจอเขา อีกอย่างหนึ่งที่ผมจะใช้ในการพิจารณาเลยก็คือ คนนี้มีอะไรแตกต่างจากคนอื่นหรือเปล่า อย่างจี เพลงแรกๆ ที่ได้ฟัง ผมก็รู้สึกได้เลยว่า คนนี้ไม่เหมือนใคร หรืออย่างศิลปินคนที่สองนี่ยิ่งแล้วใหญ่ ไม่เหมือนใครเลย ผมเลยรู้สึกว่านั่นคือสิ่งที่ผมมองหา คือต้องเป็นคนที่อยู่นอกกรอบนิดๆ หรืออยู่ในกรอบหน่อยๆ ผมรู้สึกว่าตรงนี้เป็นเส้นที่ดีของการเป็นศิลปิน” 

“คือเราก็คาดหวังที่จะได้คนร้องดีอย่างนั้น เขียนเพลงได้อย่างนี้ ทุกคนต่างก็มีความคาดหวัง แต่ในความเป็นจริง มันก็เหมือนกับ…” คัตโตะหยุดที่ตรงนี้ก่อนที่จะหันไปหาแทน “เหมือนกับหาแฟนไหมพี่แทน สิ่งที่พี่แทนคิดกับสิ่งที่พี่แทนได้” 

16 ปีบนเส้นทางสายดนตรีของแทนและคัตโตะ จาก Lipta สู่การเปิดค่ายเพลง Kicks Record

“มันคนละอย่างกันนะครับ” แทนรีบปฏิเสธพร้อมหัวเราะลั่น

“พอถึงเวลาจริง อาจจะปุ๊บปั๊บๆ แล้วคลิกกันเลย” คัตโตะยังคงยืนกรานสานต่อมุกของเขาต่อไป

“แต่ผมไม่ค่อยปุ๊บปั๊บเท่าไหร่นะ” แทนยังคงปฏิเสธ 

“แต่ผมปุ๊บปั๊บไง” คัตโตะจึงยุติมุกไปซะเอง ก่อนจะหัวเราะร่าอย่างสาแก่ใจ

แม้จะถูกสลับฉากด้วยมุกสดล้นอารมณ์ขันของคัตโตะ สมกับที่สร้างชื่อให้ตัวเองในฐานะส่วนหนึ่งทีมเสือร้องไห้ ที่เป็นเซียนการสร้างคอนเทนต์โดนๆ มานักต่อนัก แต่จากข้อมูลศิลปิน 2 เบอร์แรกของ Kicks Records ที่ทั้งคู่กล่าวมาว่าต่างก็เป็นคนรุ่นใหม่ มีคาแรกเตอร์ มุมมองแนวคิด ไปจนถึงการใช้ชีวิตที่มีความเฉพาะตัวในแบบฉบับของเจนเนอเรชันปัจจุบัน ก็ดึงดูดความน่าสนใจได้ไม่น้อย สำหรับส่วนผสมของดีเอ็นเอระหว่างผู้บริหารค่ายที่เป็นคนรุ่นหนึ่ง (Gen Y) กับศิลปินที่เป็นคนอีกรุ่นหนึ่ง (Gen Z) 

“ผมเพิ่งคุยกับ ข้าว Fellow Fellow (ปณิธิ เลิศอุดมธนา) ไปเองว่า ยุคต่อจากนี้เป็นต้นไป ผมรู้สึกว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ของศิลปินที่เป็นเด็กของยุคนี้จะเขียนเพลงเองได้หมด ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าแต่ละคนก็จะมีอะไรที่ชัดไปเลยว่าเขามาแนวไหน อาจจะต้องการแค่โปรดิวเซอร์มาคอยตัดขอบให้อีกทีเท่านั้น” แทนแสดงความคิดเห็นถึงกลุ่มคนที่จะกลายมาเป็นกำลังสำคัญของค่ายที่ลิปตาร่วมก่อร่างสร้างกันขึ้นมา ขณะที่คัตโตะก็เสริมว่า

 “ผมว่าในแต่ละเจนเนอเรชัน ค่ายมันมีความเป็นค่ายของยุคๆ นั้นอยู่น่ะ แล้วก็สิ่งที่ยุคก่อนหน้านี้เขาทำกันมันก็เป็นการทำให้เหมาะกับยุคนั้นๆ นั่นแหละ ขณะที่ผมรู้สึกว่าต่อไปศิลปินใหม่ๆ เขาก็จะมีวิธีการทำงานแบบใหม่ๆ ซึ่งเราก็ควรจะมีทั้งเรื่องสัญญา เรื่องวิธีการทำงานที่ซัพพอร์ตกับเขา สิ่งที่เราทำอยู่ก็เป็นอะไรที่มันอัปเดตแล้ว ส่วนศิลปินที่เรามีตอนนี้ ผมว่าพวกเขาก็เป็นตัวแทนของยุคตัวเองจริงๆ เชื่อว่าอีกหน่อยพวกเขาก็จะต้องเบ่งบานแน่นอน”

ทะยานจาก '0' สู่ 'ลิปตา' การเดินทางเอาตัวรอดบนเส้นทางสายดนตรีของคู่หูแทนและคัตโตะ สู่การเป็นผู้บริหารค่ายเพลงใหม่

Part 2 : Kick-Start 

เมื่อการสนทนาดำเนินมาจนถึงตอนนี้ ภาพในหัวของผมก็พลันย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นในสมัยที่ลิปตายังเป็นศิลปินหน้าใหม่ทั้งของยุคสมัย ของวงการ และสำหรับการรับรู้จากของตัวผมเองเมื่อกว่าสิบปีที่แล้ว 

เป็นเริ่มต้นที่แรกก่อตัวจากจุดเล็กๆ ในฐานะศิลปินอินดี้ที่ยังไม่ได้สังกัดกับค่ายไหนเลยด้วยซ้ำ ทว่าเพลงเปิดตัวของพวกเขาคือ ‘กอดตัวเอง’ ก็สามารถสร้างกระแสในคลื่นวิทยุที่เปิดกว้างในเลือกเปิดเพลงอย่าง Fat Radio ได้ไม่เบา ในฐานะเจ้าของเพลงป๊อปน้ำดีทั้งที่ยังเป็นหน้าใหม่ของวงการ

ความโดดเด่นของ กอดตัวเอง นั้นมากพอที่จะสะดุดความสนใจของ บอย โกสิยพงษ์ ที่เพิ่งออกจากค่าย Bakery Music มาได้ไม่นาน ให้ตัดสินใจดึงลิปตาไปอยู่ในค่ายใหม่ของเขาคือ LOVEiS ใน พ.ศ. 2548

อันเป็นช่วงปีที่วงการเพลงเริ่มถูก Disrupt อย่างรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเทคโนโลยีการแชร์ไฟล์เพลงกันได้เพียงปลายนิ้วคลิก  ทั้งจากโปรแกรมอย่าง Napster ผู้บุกเบิกโมเดล Peer-to-Peer คือการแชร์เพลงจากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งสู่คอมพิวเตอร์อีกเครื่อง ซึ่งขยับขยายการบ่อนทำลายธุรกิจเพลงออกไป จากรูปแบบการโจรกรรมทรัพย์สินทางเสียงเพลงในรูปแบบมาตรฐานเวลานั้นอย่างเทปผีซีดีเถื่อน 

ซึ่งวงการดนตรีต้องใช้เวลาหลายปีกว่าที่จะเริ่มตั้งหลักจากซากปรักของธุรกิจเพลงได้ 

ลิปตาเองได้เริ่มต้นมาจากช่วงเวลาแห่งสถานภาพที่ใกล้ล่มสลายนั้น ทว่าก็คงไม่ผิดแผกไปจากที่ Noel Gallagher อดีตแกนนำของวง Oasis ได้เคยกล่าวเอาไว้เมื่อครั้งหนึ่งว่า

“ถึงเวลาเทคโนโลยีจะลิดรอนรายได้เกือบทั้งหมดไปจากศิลปิน แต่ความคิดฝันที่อยากทำงานเพลงของคนจำนวนมากกลับไม่ลดน้อยลงเลย”

เมื่อความคิดมาตกอยู่ในจุดนี้ ผมก็เกิดคำถามขึ้นว่า เมื่อมองกลับไปยังช่วงวันอันแสนบอบบางของวงการ ณ 16 – 17 ปีที่แล้ว พวกเขามองเห็นภาพอะไรกันบ้าง ในวันที่สถานการณ์รอบด้านได้ถูก Disrupt อีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้เป็นเรื่องของโรคระบาดครั้งใหญ่ มิใช่ปัจจัยในด้านเทคโนโลยีอย่างในคราวนั้น

“เอาเข้าจริงผมไม่ได้คิดอะไรมากมายในตอนนั้นนะครับ เราอาจจะโชคดีที่ลิปตาไม่ได้เริ่มจากการขายเทปได้ล้านตลับ แต่เราเริ่มจากวันที่ลิปตาขายซีดีได้ประมาณหมื่นแผ่น ซึ่งหมื่นแผ่นถ้ามาตอนนี้ โคตรเยอะ แต่ตอนนั้นถือได้ว่าไม่ประสบความสำเร็จเลย ดังนั้น เราจึงเหมือนสตาร์ทจากตรงจุดที่เป็นศูนย์ ณ จุดต่ำสุดของการขายซีดีเลย ขณะที่ MP3 กำลัง Big มาก แต่เพราะเราไม่ได้เริ่มจากการที่ขายได้ล้านแผ่น แล้วมาเจอ MP3 Disrupt จนกระเจิดกระเจิง ตอนนั้นเลยไม่ค่อยรู้สึกว่ามันเป็นปัญหา” แทนรำลึกถึงจุดเริ่มต้นของลิปตาเอาไว้เช่นนั้น ขณะที่คัตโตะก็ให้ข้อคิดเห็นเสริมในประเด็นนี้ว่า

“ผมว่ามันก็มีปัญหาทุกยุคแหละ ถ้าเราย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ ทุกธุรกิจ หรือประวัติศาสตร์วงการเพลงก็มีปัญหาอยู่เสมอ อย่างเช่นสมัยก่อน นักดนตรีเล่นดนตรีอย่างเดียว ห้างแผ่นเสียงก็ขายแผ่นไป จนกระทั่งมีวิทยุเข้ามาก็เลยเริ่มขายแผ่นเสียงไม่ได้” คัตโตะให้ข้อคิดเห็น ขณะที่แทนก็ตามน้ำทันที 

“แล้วแผ่นเสียงก็โดน Disrupt โดย Cassette Tape” 

“วิทยุก็โดน Disrupt โดยทีวี ทีวีก็โดน YouTube โดนอินเทอร์เน็ต Disrupt อีกทีหนึ่ง” คัตโตะสรุป ก่อนจะขยายความว่า “คือมันจะมีช่วงหลุมๆ ที่ยากอยู่จุดหนึ่งเสมอ แต่สุดท้ายแล้ว ด้วยความเป็นศิลปิน ถ้าเพลงคุณดี คาแรกเตอร์คุณดี จะวางลงตรงไหนก็ยังพอไหวอยู่บ้าง แน่นอนมันก็จะมีหลุมที่ยาก แต่ก็ต้องฝ่ามันไปให้ได้ด้วยวิธีหลายๆ อย่าง รวมทั้งต้องปรับตัว เพราะฉะนั้น การทำธุรกิจค่ายเพลงต่อไปในทุกยุคจากนี้ไปก็คงจะมีอะไร Disrupt มาอีกเรื่อยๆ ก็ต้องเผื่อใจแล้วก็ยอมรับว่า มันจะมีหลุมให้ต้องปรับตัวอยู่เสมอ” 

ทะยานจาก '0' สู่ 'ลิปตา' การเดินทางเอาตัวรอดบนเส้นทางสายดนตรีของคู่หูแทนและคัตโตะ สู่การเป็นผู้บริหารค่ายเพลงใหม่
ทะยานจาก '0' สู่ 'ลิปตา' การเดินทางเอาตัวรอดบนเส้นทางสายดนตรีของคู่หูแทนและคัตโตะ สู่การเป็นผู้บริหารค่ายเพลงใหม่

ด้วยชุดความคิดและทัศนคติเช่นนี้ มีส่วนสำคัญที่ทำให้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานานถึง 16 ปี ลิปตายังคงมีผลงานออกมาอย่างต่อเนื่อง แม้จะไม่สามารถออกผลงานในรูปแบบของอัลบั้มอย่างสม่ำเสมอได้ อย่างอัลบั้มชุดหลังสุดคือ Young ก็ออกมาตั้งแต่ ค.ศ. 2014 กว่าที่ได้กลับมากับอัลบั้มใหม่คือ Super Serious ใน ค.ศ. 2021 นี้เอง แต่กับเรื่องของการออกเพลงใหม่ๆ นั้น ลิปตาไม่เคยปล่อยแฟนเพลงต้องรอคอยกันนาน แม้ช่วงเวลาที่ผ่านมาพวกเขาจะต้องเผชิญกับสารพันหลุมพรางที่เกิดขึ้นอยู่เนืองๆ ตลอดทาง 

แต่ก็อย่างที่คัตโตะได้กล่าวเอาไว้ว่า คนที่อยู่รอดคือคนที่รู้จักปรับตัว การก้าวมาถึงวันนี้ที่ขยับขึ้นมาพ่วงตำแหน่งเจ้าของค่ายเพลง จึงไม่ใช่เรื่องฟลุ๊กหรือความคิดคะนองชั่วแล่นเท่านั้น 

“พออายุเปลี่ยนไป เราก็ควรจะปรับการทำงานให้มันเหมาะกับยุคและวัยของตัวเองด้วย ช่วงเริ่มต้นอาจจะเคยทำงานด้วยสกิลล์ระดับหนึ่ง แต่พอเวลาผ่านไป เราก็ต้องปรับมาทำด้วยสกิลล์บวกเข้ากับความเก๋า แล้วพอมาถึงตอนนี้ ก็เป็นการเริ่มชีวิตในสายการบริหารงาน ซึ่งผมว่าเหมาะสมกับวัยดีครับ” คัตโตะกล่าว 

“แต่ละสเตจของธุรกิจนี้มันก็มีหลายอย่างที่ต้องทำ ทั้งในจอ นอกจอ ทั้งก่อนเวที หลังเวที แล้วก็มีเรื่องที่ต้องเรียนรู้เรื่อยๆ ซึ่งการเรียนรู้ที่ผ่านมาทำให้ผมค่อยๆ รู้ว่า แผนที่ดีที่สุดก็คือแผนที่ Flexible ปรับตัวให้ไว ขณะเดียวกันการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดก็คือไม่วางแผน เพราะการแก้ปัญหามันแพลนยาก ต้องใช้ประสบการณ์ในการดีลถึงจะทำได้ดี ซึ่งไอ้ Know How ตรงนี้ของเราก็น่าจะช่วย Shortcut ศิลปินในค่ายของเราได้ ยิ่งถ้าได้ทำงานกับคนที่เขามีความเชื่อในตัวเรา แล้วรู้จักเอาไปปรับปรุงเป็นของเขาเอง ผมว่าเขาก็จะเรียนรู้ได้เร็ว”  

แปลว่าประสบการณ์สิบหกปี ก็ทำให้พวกคุณสามารถวางแผนหรือเอาตัวรอดได้อยู่มือขึ้นใช่ไหม-ผมถาม ซึ่งคราวนี้แทนเป็นฝ่ายตอบบ้าง

 “แน่นอนครับ เพราะว่าประสบการณ์ที่เราทำธุรกิจเรื่องดนตรีมาสิบหกปี มันก็เหมือนคนทำอาหารทุกวันน่ะครับ ก็ย่อมมีประสบการณ์ มีความชำนาญ นอกจากนั้น ด้วยระยะเวลาสิบหกปีที่ถือว่านานพอสมควร เราทำตรงนี้มาเยอะจนได้รู้เรื่องตรงนี้ครบทั้งลูปแล้วว่ามีอะไรบ้าง นอกจากนั้นเราก็มีพี่น้องในวงการเยอะมาก ให้คอยถามปรึกษาหารือ มันก็เลยโอเค” 

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ที่เป็นทั้ง 16 ปีแห่งความหลัง และ 16 ปีแห่งความหวังของทั้งสองคนจึงเป็นเส้นทางที่ยืนนานและมั่นคง แม้จะไม่เคยราบเรียบจนสามารถกล่าวได้ว่าราบรื่น จนอดสงสัยขึ้นมาไม่ได้เหมือนกันว่า สาเหตุที่ทำให้ทั้งคู่ยังคงเลือกที่จะร่วมทางกัน และเลยเถิดมาจนถึงการร่วมหุ้นทำธุรกิจด้วยกันในวันนี้คืออะไร ซึ่งคำตอบของแทนคือ

“ผมว่าวงจะอยู่ด้วยกันได้ ความสัมพันธ์ในวงมันต้องเป็นความสัมพันธ์ที่โอเคระดับหนึ่งเลย ถ้ามัน Fake หรือคบเพื่อผลประโยชน์อย่างเดียว ไม่มีทางยืดมาได้ถึงสิบหกปี” 

  “งั้นขาดกัน (หัวเราะ)” มุกของคัตโตะยังคงแพรวพราว

“ใจเย็นๆ” แทนรับลูกพร้อมหัวเราะ “ความสัมพันธ์ในวงต้องเป็นความสัมพันธ์ที่พูดกันตรงๆ ได้ ต้องไม่หยุมหยิมกัน ผมว่าอันนี้เป็นหัวใจหลักเลย คราวนี้พอความสัมพันธ์ในวงมันโอเค งานที่ออกไประหว่างสิบหกปีนี้มันก็ต้องเป็นงานที่โอเคในระดับหนึ่งด้วย ถึงยังคงมีงานต่อมาเรื่อยๆ ซึ่งก็เป็นผลจากการทำงานหนักของทั้งคู่ว่า เฮ้ย เราจะทำอะไรกันต่อ เฮ้ย แนวดนตรีชุดนี้ควรมีการปรับเปลี่ยนอะไรยังไงบ้าง แล้วพอได้ออกไปเล่นโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยต่างๆ และทุกคนร้องเพลง ฝืน กันได้ ทั้งๆ ที่ในวันที่เราปล่อยเพลงเมื่อสิบหกปีที่แล้ว น้องๆ เขาอาจจะยังไม่เกิดเลยด้วยซ้ำไป ผมว่าตรงนั้นมันก็เป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นว่าวงมันยังไปได้” 

“ผมว่ามันเป็นเรื่องวิ่งระยะยาวที่แต่ละคนไม่ต้องวิ่งเร็วมาก เพียงแค่อย่าหยุดวิ่ง วิ่งไปเรื่อยๆ ภาพของลิปตาในความคิดของผมน่าจะเป็นประมาณนั้น” คัตโตะอธิบาย ขณะที่แทนก็เสริมว่า

“ถ้าผมวิ่งช้าหน่อย คัตโตะก็จะคอย เฮ้ย เร็วขึ้นหน่อยสิวะ ผมว่าข้อดีคือมันมีคนคอยดึงๆ กันอยู่ครับ”  

ถ้าคุณกลับไปยังวันที่เพิ่งทำเพลง กอดตัวเอง ออกมาได้ คุณอยากบอกกับตัวเองว่าอะไร-ก๊อกคำถามผมยังคงพรั่งพรู 

“อย่างแรกเลย คัตโตะมาตรงเวลามากขึ้นครับ (หัวเราะ) สมัยนั้นคัตโตะมาที่ห้องอัดสายสองชั่วโมงครึ่งถึงสามชั่วโมงเลยครับ ซึ่งทุกวันนี้ก็ตรงเวลามากขึ้นครับ สำหรับตัวผมเหรอครับ (นิ่งคิด) ผมก็คิดถึงตัวเองสมัยสิบหก สิบเจ็ดปีที่แล้วมากเหมือนกัน เป็นช่วงวันที่เราเขียนเพลงโดยไม่ต้องพะวงอะไร ไม่ต้องมาคิดว่ามันจะดังหรือไม่ โดยรวมมีความเป็นเด็กวัยขบเผาะมาก แค่ได้ทำเพลง ได้ทำอัลบั้ม ก็ดีใจมากแล้ว ไม่ต้องคิดเลยว่าเพลงจะดังไหม แค่ทำออกมาตามที่เราชอบ ซึ่งถ้าให้กลับไปเขียนเพลงแบบนั้นสิบหกปีให้หลังก็ทำไม่ได้แล้ว

“ส่วนที่อยากบอกก็คงแค่… มึงก็ทำต่อไปเรื่อยๆ อย่าหยุดก็แล้วกัน แค่นั้น มึงมีหน้าที่เขียนเพลงก็เขียนเพลงไป แล้ววันหนึ่งมึงก็จะไปเจอทางที่ค่อยๆ เปิดออกไปอีกเรื่อยๆ จากที่ทำลิปตา ก็ได้เริ่มโปรดิวซ์ โปรดิวซ์ไปซักพักหนึ่งก็ทำค่าย ทุกอย่างก็เป็นสเต็ปไป สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้จึงเกิดมาจากที่พวกเราทำงานกันหนัก” แทนอธิบาย 

“สำหรับผมมองกลับไปก็รู้สึกดีครับ สนุกดี มาไกลดี” คัตโตะรับช่วงต่อ

“เมื่อก่อนอาจจะเดายากว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปบ้าง แต่พอเห็นรากฐานของอดีตแล้วก็พอจะเดาได้ว่า อนาคตพอจะทำอะไรได้บ้าง มันก็ทำให้เราไม่ตื่นตระหนกกับอนาคตมากจนเกินไป ส่วนอยากบอกอะไรกับตัวเองเหรอ ก็คงจะบอกว่า อีกหน่อยมึงจะโอเค ไม่ต้องเป็นห่วง มึงทำๆ ไปเถอะ (หัวเราะ) ผมเป็นคนไม่ชอบทำงาน สมัยก่อนผมไม่เคยคิดว่าตัวเองจะทำอะไรที่มันจะดีได้ แต่พอผ่านมาแล้วก็โอเค มันก็มีวิธีของมันอยู่นั่นแหละ สู้ๆ นะมึง เดี๋ยววันหนึ่งมึงก็จะมีข้าวกิน (หัวเราะ)”  

ทะยานจาก '0' สู่ 'ลิปตา' การเดินทางเอาตัวรอดบนเส้นทางสายดนตรีของคู่หูแทนและคัตโตะ สู่การเป็นผู้บริหารค่ายเพลงใหม่

“ตลอดเวลาสิบหกปีมานี้ ในระหว่างที่ทำงานกันมาเรื่อยๆ ทำกันแบบไม่หยุดพัก ก็มีศิลปินที่หายกันไปเยอะเหมือนกัน เป็นการเดินทางที่ยาวนานมาก เชื่อไหมว่าสิบหกปีที่แล้วเรายังทัวร์แคมปัสกับ กอล์ฟ-ไมค์ อยู่เลย” แทน รำลึก

“เดี๋ยวนี้พวกเราเป็นไม้กอล์ฟแทนแล้ว (หัวเราะ)” คัตโตะเสริม 

“ตอนนั้นมี กอล์ฟ-ไมค์ เฟย์ฟางแก้ว โฟร์-มด อยู่ในจุดพีก จากวันนั้นมาวันนี้ก็มีวงใหม่ๆ ขึ้นมาอีกเพียบเลย โดยที่ลิปตาก็ยังคงมีผลงานออกมาอยู่ ถือว่าเราก็ใช้ได้เหมือนกัน” แทนกล่าวอย่างภาคภูมิใจ

บอกกับตัวเองไปแล้ว งั้นมีอะไรอยากบอกกับนักร้องนักดนตรีรุ่นใหม่ๆ อีกบ้างครับ-ผมขมวดเข้าสู่คำถามชุดท้ายๆ หลังจากที่เวลาได้ผ่านไปนานกว่าชั่วโมงแล้ว

“ตบไหล่ๆ สู้ๆ นะมึง (หัวเราะ)” 

แทนกล่าวทีเล่น ขณะที่คราวนี้เป็นทีของคัตโตะที่จะกล่าวทีจริงบ้าง

“ผมจะบอกเขาว่าไม่ต้องฝันเยอะมาก ฝันวันละนิดก็พอ ผมเคยฟังเรื่องของทฤษฎีหนึ่งองศา ที่บอกว่าเราไม่ต้องคิดทำอะไรใหญ่โต มีความสำเร็จมากๆ ไปซะทั้งหมดหรอก บางครั้งที่หัวใจไม่ค่อยแข็งแรง ก็ให้คิดแค่องศาเดียว เช่นวันนี้ ตื่นขึ้นมาแล้วพับผ้าปูเตียงนั่นก็ถือเป็นความสำเร็จแล้ว หรือถ้าอยากจะเป็นนักร้อง ก็ยังไม่ต้องไปคิดว่าวันนี้จะต้องได้ออกอัลบั้ม คิดแค่วันนี้ได้ออกไปร้องเพลงให้สักคนหนึ่งฟัง ต่อไปก็ค่อยๆ เพิ่มเป็นสองสามคน ไม่ต้องคิดมาก คิดแค่วันละหนึ่งจ๊อบ วันละหนึ่งองศา ซึ่งแม้จะดูว่าเล็กน้อยมาก แต่แค่องศาเดียวเนี่ยแหละ พอเวลาผ่านไปสิบปี ก็กลายเป็นระยะห่างที่กว้างมากเลย”

  “ผม (แทน) ว่าศิลปินไม่ต้องเครียดอะไรมากครับ พวกผมสิต้องเครียด (หัวเราะ) ศิลปินนี่จากศูนย์ มีแต่ขึ้น ห้าขึ้น สิบขึ้น ร้อยครับ” 

“สบายเลยใช่ไหม” คัตโตะดักคอ

“ก็ไม่สบายมาก แต่ว่าก็ง่ายกว่าพวกผมสมัยเมื่อสิบหกปีที่แล้ว ลิปตานี่ทุกอย่างเริ่มต้นมาแบบป๊องแป๊งเลย แต่ไอ้ป๊องแป๊งที่ว่านั้นมันก็ทำให้เรามาได้ถึงวันนี้ครับ” แทนกล่าว

  “ตอนแรกที่บอกจะทำค่ายกัน แทนบอก เฮ้ย อยากทำกับพาร์ตเนอร์ใหญ่ๆ แต่ผมบอกกับแทนว่า ต้องเริ่มแบบป๊องแป๊งสิถึงจะดี ช่วงหนึ่งถึงสองปีแรกจะยากหน่อย แต่สุดท้ายว่าเราจะได้ Environment ได้ Ecosystem ได้ต้นไม้ป่าหญ้า แล้วก็ได้กล้ามเนื้อด้วย ผมว่ามันต้องลองลุยดู หัดคิด หัดทำ หัดเดินไปเรื่อยๆ อาจจะช้าหน่อย แต่มันจะแข็งแรง จะเสถียร แล้วก็จะมั่นคงกว่าแน่นอน” คัตโตะเอ่ยตบท้าย

ทะยานจาก '0' สู่ 'ลิปตา' การเดินทางเอาตัวรอดบนเส้นทางสายดนตรีของคู่หูแทนและคัตโตะ สู่การเป็นผู้บริหารค่ายเพลงใหม่

Part 3 : Bottom Up

หน้าจอคอมพิวเตอร์กลับมาสู่หน้า Desktop อีกครั้ง หลังจากที่ได้ร่ำลากับแทนและคัตโตะ พร้อมกับปิดโปรแกรม Zoom เพื่อบทสนทนาได้ไปถึงช่วงเวลาสุดท้าย

หากความคิดในหัวของผมยังคงโลดแล่นอยู่กับสารพันเรื่อง สารพัดเสียงที่เพิ่งเสร็จสิ้นไป

“จุดต่ำที่สุดน่าจะเป็นตอนที่เริ่มต้นได้ดีที่สุด” 

จากคำพูดนี้ของแทน ทำให้มีคำคำหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวของผม

คำนั้นคือคำว่า ‘Bottom’ 

  ซึ่งเป็นคำที่สะท้อนถึงหลากหลายคำพูดของทั้งแทนและคัตโตะตลอดการสัมภาษณ์ ที่ระบุอย่างชัดเจนว่า จุดเริ่มต้นในแต่ละบทของเส้นทางสายนี้ของลิปตานั้นต่างต้องผ่านจุดที่อยู่ในแนวระนาบเดียวกับเลข 0 มาแล้วทั้งสิ้น ไม่ว่าจะในฐานะลิปตาเมื่อกว่า 10 ปีก่อน หรือในฐานะเจ้าของค่าย Kicks Records ใน ค.ศ. 2021 นี้

แต่ถึงอย่างนั้น จากจุดเริ่มต้นที่เป็นศูนย์ที่ว่านั้น ก็ต่อยอดทอดยาวมาจนถึงทุกวันนี้… ที่กลับมายืนศูนย์ในอีกบริบทหนึ่ง ในอีกบทบาทหนึ่งได้

เพียงแต่เป็นจุดศูนย์ที่ไม่ใช่ Bottom ซึ่งหมายความถึง ต่ำสุด หรือ ท้าย อีกต่อไป

ทว่าปรับเปลี่ยนไปเปรียบได้กับคำว่า Bottom Line แทน ซึ่งให้ความหมายได้ทั้ง ‘ผลดำเนินการ’ และ ‘ส่วนสำคัญที่สุด’ 

เพราะดังที่ทั้งสองคนได้กล่าวเอาไว้ ว่าตราบเท่าที่ทั้งคู่ยังคงมุ่งมั่นทำงาน และยังคงมุ่งหน้าไปพร้อมกับความเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำอย่างไม่ลดละ ไม่ว่าแต่ละก้าวที่ย่างไปนั้นจะเร็วหรือจะช้าสักเพียงใด หรือเป้าหมายที่ปลายทางจะอยู่ไกลลิบตาก็ตาม

ตราบนั้นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นย่อมมีแต่จะดีขึ้น สูงขึ้น และมีส่วนสำคัญมากยิ่งขึ้นทั้งต่อตัวเอง และต่อบริบทต่างๆ ของสังคมได้แน่นอน

ลิปตาได้ใช้เวลา 16 ปีที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็น… ด้วยชีวิตและความฝันของพวกเขาแล้ว

ทะยานจาก '0' สู่ 'ลิปตา' การเดินทางเอาตัวรอดบนเส้นทางสายดนตรีของคู่หูแทนและคัตโตะ สู่การเป็นผู้บริหารค่ายเพลงใหม่

Writer

พีรภัทร โพธิสารัตนะ

คนรักดนตรีที่เริ่มต้นชีวิตนัก(อยาก)เขียนด้วยการเป็นนักวิจารณ์ดนตรีอิสระที่มีผล งานลงในนิตยสาร a day, Hamburger, Esquire และอีกมากมาย รวมถึงเคยถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตคนดังออกมาเป็นตัวหนังสือประเภทอัตชีวประวัติ มาแล้วหลายคน หลายเรื่องในหลายเล่ม ผ่านทั้งชื่อจริงและนามปากกาอย่าง ภัทรภี พุทธวัณณ นิทาน สรรพสิริ และวรวิทย์ เต็มวุฒิการ ก่อนหน้าที่จะผันตัวเองเป็น “บรรณาธิการตัวเล็ก” ให้กับนิตยสาร DDTแล้วนับจากนั้นบรรณาธิการตัวเล็กคนนี้ก็ไม่อาจหลีกหนีไปจากมนต์เสน่ห์ของานหนังสือได้อีกเลย ปัจจุบันทำหน้าที่บรรณาธิการบริหารให้กับนิตยสารแจกฟรีภาษาจีนที่ชื่อ “Bangkok Youth” และยังคงฟังเพลง เขียนหนังสือ และเสาะหาเรื่องดีๆ มาประดับความคิดอ่านอยู่เสมอ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load