เพียงข้ามคืน หลังจาก TangBadVoice ปล่อยเพลง เปรตป่ะ คนฟังทั้งในและนอกวงการฮิปฮอปก็ถามหากันใหญ่ว่า เขาเป็นใคร

สำหรับคนที่เพิ่งผ่านเข้ามา 

เปรตป่ะ คือ เพลงแรปที่มีเสียงเพื่อน 2 คนกำลังเล่าเรื่องผีในป่า แค่ท่อนแรกที่ร้องว่า ‘ตะเคียน นี่ ที่เวลากล้ามเนื้อมันล็อกป่ะ (ห่ะ) นั่นมัน ตะคริว (อ๋อ) ตะคริว คือที่มันยืนต่อแถวกันเป็นระเบียบ นั่นมัน รอคิว (อ๋อ)’ เราก็รู้ทันทีว่าทุกคนที่ได้ฟังจะรักเพลงนี้ เพราะเป็นการรวมเรื่องเล่าที่เดายาก มุกตลกคาเฟ่โป๊งฉึ่ง เนื้อเพลงแรปสอดประสานสนุก และทำนองติดหู มาไว้ในเพลงเดียว

หลายคนยกให้เจ้าของเพลงเป็นอัจฉริยะ เพราะไม่ใช่แค่เพลงสนุก แต่ฟังแล้วคิดถึงเพื่อนที่ ปู ชง ตบ มาด้วยกัน 

ตั้ง ตะวันวาด ช่างภาพที่ลุกขึ้นมาเป็นแรปเปอร์ ทำ เพลงเปรตป่ะ ดังข้ามคืน จนคนทั้งวงการฮิปฮอปยกให้เป็นอัจฉริยะ

ตัวจริงของ TangBadVoice หรือ ตั้ง ตะวันวาด คือช่างภาพที่มีอาชีพเป็นผู้กำกับภาพในกองถ่ายภาพยนตร์ ที่มีงานอดิเรกเป็นการถ่ายภาพนิ่งและทำเพลงแรป

แต่งเอง ร้องเอง Featuring เองคนเดียว ตามชื่ออัลบั้ม EP โนวันเพลย์วิทมี ซึ่งนอกจากเพลง เปรตป่ะ แล้วยังมีอีก 2 เพลงที่เราชอบมากเหมือนกัน ได้แก่ เพลง ล้านนึง ที่เล่าเรื่องมาเฟียไอศครีมจ้างมือปืนไปฆ่าคู่แข่ง และเพลง ตั้งอะไร ที่เด็กชายตั้งเล่าประวัติสุดเก๋าให้เพื่อนหัวโจกนักเรียนฟัง 

ความสนุกคือ เพลงแรปของตั้งแหวกทุกขนบเพลงแรปที่เคยฟังมา จะบอกว่าเป็นพอดแคสต์ก็ไม่ใช่ เรื่องสั้นที่อยู่ในจังหวะบีตส์ดีๆ ก็ไม่เชิง เป็นเหตุผลที่ The Cloud ขอนัดหมายพูดคุยเรื่องทำเพลงที่ตั้งไม่เคยบอกใคร

เขาบอกว่าลุกขึ้นมาทำเพลงเพราะรู้สึกสนุก ไม่มีอะไรเกินกว่านั้น

แต่เราไม่เชื่อ ในฐานะที่เป็นนักเล่าเรื่องผ่านตัวอักษร เรารู้ว่ากระบวนการสร้างสรรค์ ตั้งแต่โครงเรื่อง ร่างเหตุการณ์ การกำหนดทำนองและโทน ล้วนผ่านการคิดแล้วและคิดอีกมากแค่ไหน ไม่เช่นนั้นจะมีเปรตป่ะถึง 7 ร่างได้อย่างไร ยังไม่รวมพรสวรรค์ด้านการเขียนที่สืบทางสายเลือดของแม่ผู้เป็นนักเขียนคนสำคัญในเชียงใหม่

หลายคนรู้จักตั้งในฐานะช่างภาพสตรีทดาวรุ่ง เขายอมรับกับเราว่า เหตุการณ์เมื่อหลายปีก่อนเปลี่ยนชีวิตและความเชื่อบางอย่างไปตลอดกาล อย่างน้อยก็กับเรื่องการทำเพลงแรปครั้งนี้ จึงอยากให้คุณได้ฟังเรื่องราวของเขา ทั้งวิธีคิด การทำงานสร้างสรรค์ด้วยความสนุก และการก้าวข้ามเรื่องดราม่าที่เขาบอกว่าหากย้อนเวลาไปได้ ก็จะทำแบบนั้นอยู่ดีเพราะมอบบทเรียนที่ใหญ่กว่าอัตตา

ใครยังไม่เคยฟังเพลงของตั้ง เราขอเวลาคุณ 4 นาที เลือกเปิดฟังจากชื่อที่ชอบ

ส่วนใครที่อยากทำความรู้จักเขาอยู่แล้ว งั้นเราขอเข้าเรื่องเลยละกัน

รูปเป็ดที่เป็นภาพปก นี่ตั้งใจชงมุกใช่ไหม

มีคนบอกว่าพี่เขาโคตรอัจฉริยะเลย เพลงเขาชื่อเปรตป่ะ และใช้รูปเป็ดป่ะ แต่ที่จริงมันเป็นห่านสามเด้ง เราก็เชี่ย (ลากเสียง) จริงด้วยว่ะ เบื้องหลังคือ เราทำเพลงเสร็จแล้วอยากให้เพลงไปอยู่ใน Spotify วิธีการคือทำผ่านเว็บไซต์หนึ่ง มีเงื่อนไขให้ใส่ภาพก็เลยเปิดเลือกจากอัลบั้มใน Google Drive เจอภาพนี้เป็นภาพแรก

ตั้ง ตะวันวาด ช่างภาพที่ลุกขึ้นมาเป็นแรปเปอร์ ทำ เพลงเปรตป่ะ ดังข้ามคืน จนคนทั้งวงการฮิปฮอปยกให้เป็นอัจฉริยะ

คนส่วนใหญ่รู้จักคุณในฐานะตากล้องภาพยนตร์และช่างภาพสตรีท ทำไมอยู่ๆ ลุกขึ้นมาทำเพลง

เราเริ่มรู้จักเพลงฮิปฮอปจากกลุ่มเพื่อนนักเรียนชั้น ป. 5 โรงเรียนนานาชาติที่เชียงใหม่ ตอนทำเพลงก็ไม่ได้มั่นใจมาจากไหน แค่อยากทำ ซึ่งเราเป็นคนหมกมุ่น ถ้าอยากทำอะไรแล้วหยุดทำไม่ค่อยได้ จริงๆ มีความฝันสามอย่าง เป็นช่างภาพในกองภาพยนตร์ เป็นช่างภาพสตรีท เป็นแรปเปอร์

เราทำอย่างไม่รู้ เพราะไม่แน่ใจว่าคนจะชอบเนื้อหาประมาณไหน เพลงแรปกระแสหลักจะพูดถึงการอวดตัวตน เราเรียกมันว่า Flex ที่แปลว่าเบ่งกล้าม ซึ่งเราไม่ค่อยฟังเพลงแรปไทย รู้แค่ว่าเพลงที่คนชอบมากๆ ถ้าไม่พูดถึงความรัก เกี่ยวกับความรวย ก็สะท้อนสังคมไปเลย เราอยากทำเพลงที่ไม่เกี่ยวกับอะไรเลยแต่แม่งตลก

ไม่เคยได้ยินเพลงแรปแบบนี้มาก่อน นี่คือการแหวกขนบไหม

จริงๆ วิธีการเล่าเรื่องแบบนี้มีอยู่แล้ว เราเคยฟังเพลงชื่อ Pillow Talking ของ Lil Dicky เรื่องเล่าถึงชายหญิงที่มี One night stand แล้วพูดคุยกันจึงพบว่าทั้งคู่ไม่มีอะไรที่เหมือนกันเลย โดย Lil ร้องเป็นเสียงผู้หญิงและผู้ชาย หรือเพลง Stan ของ Eminem คล้ายจดหมายโต้ตอบระหว่าง Eminem กับแฟนคลับที่คลั่ง Eminem มาก ซึ่งเขียนจดหมายถึงเขาหลังจากฟังเพลงที่ Eminem เขียนถึงการฆ่าเมียตัวเอง พร้อมบอกว่าจะเอาอย่าง Eminem จริง จะเห็นว่าในอัลบั้มหนึ่งจะมีเพลงแนวนี้สักเพลง ซึ่งเราชอบวิธีการเล่าแบบนี้ก็เลยเอามาใช้

ชอบอะไรในสไตล์หรือวิธีการเล่าเรื่องแบบนี้

เราชอบที่มันฟังดูธรรมชาติดี เวลาเราฟังเพลงแรปคนเดียวเหมือนเขากำลังสั่งสอน ให้ข้อคิดหรือบทเรียนคนฟังอยู่ แต่พอเป็นคนคุยกันมันธรรมชาติ อย่าง ‘หนีละกัน เชี่ยไม่มีน้ำมัน’ ในเพลง เปรตป่ะ เราพยายามใช้ภาษาบ้านๆ เพราะเคยสงสัยว่าทำไมเวลาเขียนคำคล้องจองภาษาไทยต้องลงด้วยคำแบบนภาหรือจันทราทุกที ซึ่งเราก็ไม่ได้ชอบแต่มันมักจะเชื่อมหรือลงไปทางนั้น เลยตั้งใจมากว่าจะทำให้คำมันบ้านที่สุด

เพลงที่มีเสียงคนคุยกันมันสนุกยังไง

สนุกที่สถานการณ์คับขัน อย่างเพลง เปรตป่ะ เป็นเรื่องของคนสองคนอยู่ในป่า เล่าเรื่องผีขัดกันไปมา พอเจอผีจริงก็วิ่งหนี แต่หนีไม่ทัน ฟังแล้วให้ความรู้สึกว่าเรากำลังเป็นไอ้ตัวใหญ่ๆ ที่เฝ้ามองเหตุการณ์นี้อยู่ เห็นไอ้ตัวเล็กๆ วิ่งกันตลกดี หรืออย่างเพลง ล้านนึง เป็นเรื่องมาเฟียจ้างมือปืนคนนี้ล้านนึง มือปืนไปจ้างคนอีกต่อห้าแสน สองแสนห้า หนึ่งแสน ตามลำดับ เรารู้สึกเรื่องแบบนี้สนุกดี เหมือนกำลังสรุปการคอร์รัปชันในหนึ่งเพลง แต่ตอนนั้นไม่ได้คิดถึงขั้นนั้นนะ แค่อ่านข่าวเจอแล้วเอามาทำเพลงดีกว่า

โครงเรื่องมาก่อน ตัวละครมาก่อน หรืออะไรมาก่อน

เปิดบีตส์ก่อน ให้มัน ‘ตึ้ง ตึง ตึง ตึง ต๊ะ ตึ่ง ตึ่ง ตึ่ง ต๊ะ’ เราก็ฝึกแรปแบบไม่เป็นภาษาก่อน คือไม่เป็นทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพียงแค่ฟังว่าอันไหนดูดี ‘ชะแด่ ชะแด่ แชะ ตะดะแดด ต๊ะ แท แด แดดแดด ตะแดดตะตะ’ หาความเป็นไปได้ว่าในเพลงนี้มีอะไรฟังดูดี เราก็ไม่รู้คนอื่นทำยังไงนะ อย่างเพลง เปรตป่ะ  จะเป็น ‘ตื้อดือดือดืว ต๊ะ  ตื่อดือดือดือตื่อดือ ตื้อดือดือดืว ต๊ะ’ เราชอบแล้ว

แล้ว ‘ตื้อดือดือดืว’ เป็นคำว่าอะไรในภาษาไทย พอลอง ‘นั่นมัน’ ‘ตื้อดื่อ’ ได้นี่หว่า ‘ดือดืว’ ปลาซิว ‘ตื้อดือดือดืว’ ‘นั่นมันปลาซิว’ ก็ได้ ตะคริว ก็ได้ ก็คือเริ่มจากเสียงก่อนแล้วค่อยหาคำมาใส่ให้ฟังดูไม่ฝืน เช่น ถ้า ‘ตื้อดือดือดืว’ ‘นั่นมันตะหลิว’ มันก็ไม่ใช่ พอได้ท่อนแรกก็มาดูกันว่าจะเล่าอะไรต่อ ตอนแรกแต่งให้เหตุการณ์เกิดขึ้นในห้องเรียน จนเจอเสียง ‘ตือตึ๊ด’ ก็คิดถึงคำว่า ‘เปรตป่ะ’ เออฟังดูเปรตดี งั้นอยู่ในป่าดีกว่า ทุกอย่างพร้อมจะเปลี่ยนตลอดเวลา ตอนแต่งเพลงก็ยังไม่รู้ว่าจะจบลงที่ไหน

เหมือนแต่งเรื่องสั้นเหมือนกันนะ แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าพอดีแล้ว ชอบแล้ว

เพลง ‘เปรตป่ะ’ มีเจ็ดดราฟต์ ดราฟต์แรกให้ตัวละครหนีผีสำเร็จ เสร็จก็ส่งให้เพื่อนที่ชอบเล่นมุกด้วยกันฟัง ซึ่งทั้งสองคนนั้นชอบมาก เพื่อนชื่อพีทก็ถามว่าทำไมไม่ใช้มุก ‘ไอคอส’ ‘ไฟช็อต’ แบบที่เด็กอินเตอร์เอานิ้วเดินไปแหย่ปลั๊กไฟเล่น เราก็เออดี เอาๆ อยากใช้ พอเพิ่มไฟช็อตเข้าไปทำให้ดนตรีเหลืออีกแปดบาร์ ก็เลยต้องแต่งเนื้อใส่เข้าไปเพิ่มให้ขับรถชน จบ 

เวลาเล่นมุกต่อมุกพวกนี้กับเพื่อนซึ่งเป็นเด็กอินเตอร์เราจะตื่นเต้นกันมาก เหมือน เฮ้ย! พวกเราครองภาษาไทย เราเป็นเจ้าภาษาไทยแล้ว แต่เป็นอะไรที่เพี้ยนๆ ไม่ใช่ภาษาที่ถูกต้อง เช่น อยู่ในกองถ่ายหนัง วันนี้แดดดี แดดดีที่เป็นเนื้อตากป่าว นั่นมันแดดเดียว จะมีความฝืนๆ อยู่ แดดเดียวเวลาที่เด็กแว้นกินเหล้าไม่มีสติ นั่นมันแซดเงียว มันเงียวเพราะมันเมามาก ที่เป็นคอมมิวนิสต์ป่าว หนึ่งสองสามสี่ห้าหกเจ็ดแปดเรียงต่อกัน นั่นมันแปดเคียว

วิธีออกแบบคาแรกเตอร์ของคนคุยกันในแต่ละเพลงเป็นยังไง

เกิดจากเราชอบล้อเลียนคน อย่างเสียงของคนคุม ป.4/2 ในเพลง ตั้งอะไร มาจากเพื่อนของแฟนที่ชื่อแทนกาย ซึ่งเป็นคนชิลล์ๆ ชอบพูดลากเสียงยาวๆ เราก็แอบฝึกในรถ ส่วนเสียงมาเฟียในเพลง ล้านนึง เป็นพี่ปั๊ป (ภิไธย สมิตสุต โปรดิวเซอร์และผู้กำกับภาพ ผู้บริหาร VS Service) ด้วยความที่เขาเป็นคนคิดในหัวเป็นภาษาอังกฤษจังหวะการเว้นวรรค เวลาพูดเขาเลยแปลกดี ส่วนในเพลง เปรตป่ะ ตัวละครตัวแรกมาจากตัวเราเองหลังทำงานออกกองถ่ายทั้งคืน ขณะที่ตัวละครอีกตัวอ้างอิงมาจากผู้กำกับท่านหนึ่ง ไม่ขอระบุชื่อดีกว่า เออ นั่นแหละ คนนั้นคือพี่ต้อม (เป็นเอก รัตนเรือง) และพี่แดง (ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์) ตากล้องคู่ใจ รวมกัน ซึ่งช่วงที่พวกเขาง่วงๆ พี่เขาจะทำเสียงต่ำแบบซีเรียสๆ เราชอบมาก

สำหรับคนที่ไม่เคยฟังเพลงแนวนี้มาก่อน เรารู้สึกเหมือนกำลังฟังนิยายวิทยุ ผสมตลกคาเฟ่โป๊งฉึ่ง องค์ประกอบเหล่านี้มารวมกันได้ยังไง หรือเป็นความสนใจที่มีอยู่ก่อนแล้ว

ส่วนหนึ่งเพราะแม่เราเป็นนักเขียน (อุ๋มอิ๋ม ลดาวดี นามปากกา ‘วดีลดา เพียงศิริ’ เจ้าของผลงาน ถึงเจ้าวายร้ายตัวน้อย บทประพันธ์ก่อนดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ดังเรื่องรักแรกอุ้ม พ.ศ. 2531) เขาก็ดันให้เราเขียน แต่เราดันเขียนมันเป็นเรื่องตลกตลอดเลย เพราะเราชอบมองเรื่องรอบตัวให้มันตลกด้วยมั้ง อย่างสถานการณ์ที่มันแย่จนพาตัวละครไปไกลถึงไหนไม่รู้

ถึงขั้นเคยตีพิมพ์รวมเรื่องสั้นนักเขียนเชียงใหม่ แล้วทำไมไม่อยากเอาดีด้านนี้

มันไม่ทันใจแหละ เราชอบคิดแล้วทำเลย แม่ยังบอกเลยว่าเราเหมาะกับงานโฆษณา แต่งานเขียน เราพิมพ์ไม่ทันกับที่คิด พอมาอ่านทวนที่เขียนก็ เฮ้อ อารมณ์มันไปแล้ว อย่างเวลาอัดเพลงเราก็จะไม่เขียนเนื้อ แต่อัดเลยแล้วฟังดูว่าเป็นยังไง แล้วคิดเพิ่มคำตรงนั้นเดี๋ยวนั้นเลย ชอบคิด-ทำ คิด-ทำ คิด-ทำ เราทำเพลงด้วยความรู้สึกว่าอยากทำมากๆ ต้องทำให้เสร็จก่อนจะหมดอารมณ์

คุณทำเพลงเพราะอยากให้คนฟังเพลงรู้สึกแบบไหน

รู้สึกสนุก อยากให้มีคนนั่งฟังแล้วแบบ ‘อ๋อออ’ (ร้องตามเพลง) แค่นี้ก็ดีมากเลย ซึ่งที่มาของอ๋อมาจากแรปเปอร์เขาจะชอบมี ‘เอ้’ เราก็อยากจะมีบ้าง แต่เป็น ‘อ๋อ’ จริงๆ ก็ดูไม่เท่ดีด้วย

ดูเหมือนว่าทั้งสามเพลงกดสูตรหรือมีปัจจัยที่ทำให้เพลงดังอยู่ครบถ้วน คือเป็นเรื่องผี มีเรื่องตลก และกวนมากๆ มีความติดหู ถ้ารู้แบบนี้แล้วเพลงต่อๆ ไปจะกดสูตรนี้อีกหรือเปล่า

เราไม่น่าจะทำได้ ต่อให้รู้ว่าทำแล้วดังแน่ๆ เพราะมันจะฝืนและเราไม่ชอบการทำซ้ำ ถ้าจะทำอะไรเดิมๆ เราจะรู้สึกไม่สนุกแล้ว 

การสร้างสรรค์ผลงานด้วยความสนุกมันสำคัญกับคุณยังไง

เราโชคดีที่พ่อกับแม่สอนอิคิไกแบบก่อนกาล สอนว่าทำอะไรต้องสนุก เลี้ยงตัวเองได้ และตอบอะไรบางอย่างในชีวิต พี่สาวเรารู้ตัวว่าชอบทำขนมตั้งแต่อายุสิบสาม พ่อแม่ก็สนับสนุนให้ไปสุดทาง เคยอยากเรียนเทควันโด ซึ่งตอนอยู่สายขาวก็ชอบมาก แต่พอขึ้นสายเหลืองต้องเตะคน เราไปเตะเพื่อนคนหนึ่งปากแตกก็กลับบ้านมาบอกแม่ว่า ไม่อยากเรียนแล้ว ไม่อยากทำร้ายคนอื่น ต่อมาร้องขอเรียนเปียโน พอเริ่มรู้สึกว่าไม่สนุกก็เลิก

เพลงในอุดมคติของคุณเป็นแบบไหน

เราชอบเพลงช้า เราชื่นชมคนที่เขียนเนื้อเพลงน้อยๆ ใช้คำเรียบๆ แต่ให้ความรู้สึกเยอะ ชอบมากแต่ทำไม่ได้ อย่างตอนนี้ชอบ Giriboy เป็นศิลปินเกาหลี ชอบมากๆๆ เนื้อเพลงน้อยๆ ปล่อยให้ดนตรีทำงาน เช่น ท่อน ‘I’ll be fine 괜찮아 (กเวนชันนา)’ เพลง 술자리 (ซูลจารี) หรือ Let’s Drink แค่นั้นเลยแต่น่ารัก ซึ่งเพลงเราเป็นแบบ ‘ตื้อดือดือดืว ต๊ะ ตื่อดือดือดือตื่อดือ ตื้อดือดือดืว ต๊ะ’ มันทำไม่ได้จริงๆ เหมือนงานภาพถ่าย Harry Gruyaert งานเขาจะไกลๆ น้อยๆ เห็นแล้วเรารู้สึกมากๆ หรืองานของ Burn My Eye ที่ถ่ายคนยืนตากแดดดูแล้วแทบจะร้องไห้ ลุ่มลึกเหลือเกิน เหมือนเขาเจอคำตอบของชีวิต แต่ถ้าเราถ่ายคนยืนตากแดด มันจะกลายเป็นคนโดนแดดแผดเผา ก็เลยยอมรับว่าทำอะไรน้อยๆ ได้ไม่ค่อยจะดี 

เพลงล่าสุด ‘U Sick Achoo’ ที่แต่งให้แฟนคือน้อยสุดเท่าที่จะทำได้แล้ว มันโรแมนติก และเราใช้ภาษาไทยแบบโรแมนติกไม่เก่งเลยเขียนเป็นภาษาอังกฤษ ใช้คำสบายๆ แต่ก็ไม่วายแก้เขินด้วยการใส่ fu** ใส่ sh** ลงไป เดี๋ยวจะแต่งเพลงเกี่ยวกับแม่ด้วย สมัยเด็กๆ แม่ชอบเขียนเรื่องตลกที่เกี่ยวกับเรา แบบวันนี้ลูกฉันฉี่ในรถ แล้วจะไปต่อยรถคันหน้าที่เบรกไม่ทันเพื่อปกป้องแม่ เราก็ ฮึ! เอาเรื่องเรามาเขียนหาเงินหรอ ได้! เดี๋ยวเราทำบ้าง จะทำเพลงเนื้อหาว่าเขียนไลน์หาแม่ ‘สวัสดีครับแม่ เชียงใหม่หนาวไหม เออแม่ แม่ยังเอารถจักรยานขึ้นรถกระบะขับไปตลาด แล้วก็เอาจักรยานลง ถ่ายรูปเซลฟี่ แล้วก็เขียนว่าเหนื่อยจัง ยังทำอย่างนั้นอยู่รึเปล่าครับ’

ที่ผ่านมาชอบไรม์ (เนื้อร้องในเพลงแรป) ท่อนไหนของตัวเองที่สุด

ชอบ ‘พกสีขาวไปทุกที่ วาดเป็นทางม้าลาย อยากจะข้ามตรงนี้ กูต้องได้ข้าม เห็นไหมว่ากูน่ะอันตราย พูดไม่ออกเลยดิหน้ามึงมีจุดจุดจุด’ ชอบ เพราะลึกๆ แล้วเราอยากทำเพลง Flex หรือเพลงแบบพวกเบ่งกล้ามนิดนึงแหละ แต่ไม่อยากให้ดูว่าเป็นพวกขี้อวด ก็เลยเขียนท่อนนี้ออกมา ซึ่งตอบโจทย์นี้มากว่า คนอะไรพกสีขาวไปวาดเส้นเป็นทางม้าลาย ในความต่อต้าน มีความเคารพกฎจราจรอยู่ อยากเก๋าแต่จริงๆ ไม่เก๋าหรอกนะ รู้สึกเป็นตัวเราดี 

แล้วการเบ่งกล้ามโชว์เก๋าออกมาเลยมันไม่ดียังไง

คือเราก็อยากลองทำเพลงโชว์เก๋า แต่ไม่อยากให้ดูเสี่ยวก็เลยทำให้มันเก๋าปลอมๆ ไปเลย อ้างอิงมาจากเรื่องจริงในวัยเด็ก เคยแอบหนีแม่เที่ยว Warm up ร้านดังในเชียงใหม่ ตอนอายุสิบหก ไปถึงยามก็ขอตรวจบัตร เราบอกไม่ต้องพี่ ผมสนิทกับพี่หลุยส์ ที่พูดเพราะเพิ่งอ่านเจอมาว่าเจ้าของร้านชื่อหลุยส์ ซึ่งพี่หลุยส์ยืนสูบบุหรี่อยู่ตรงนั้นพอดีเขาก็ถาม มึงเป็นใคร หนีแทบไม่ทัน เราแม่งมีเหตุการณ์พยายามเก๋าเยอะมาก สมัยเด็กๆ มีครั้งหนึ่งพาแฟนเก่าซึ่งเป็นสาวเกาหลีและญาติชื่อจ๊อยไปเที่ยวกลางคืน ตั้งใจโชว์เก๋าราวกับเราเที่ยวกลางคืนเป็นปกติมาก ระหว่างนั่งตุ๊กตุ๊กกลับบ้าน ตุ๊กตุ๊กก็เปลี่ยนใจไม่ไปส่ง ขอให้ลงกลางทาง เราก็เก๋าไงชูนิ้วกลางใส่เขา ทีนี้ลุงตุ๊กตุ๊กถอยรถกลับมาตั้งการ์ดมวยแบบย่างสามขุม ของจริงมาก เราก็ทำเป็นเข้มเพราะอยู่ต่อหน้าสาว หลังจากออกหมัดแรกซึ่งห่างจากคู่ต่อสู้เป็นเมตรก็โดนลุงซ้อมเลือดเต็มหน้า 

เทควันโดที่เรียนมาไม่ช่วยอะไร

ใช่ พอฟื้นขึ้นมาแฟนเกาหลีก็ขอเลิกเพราะต่อยแพ้ลุงตุ๊กตุ๊ก

การลุกขึ้นทำเพลงในชื่อ ‘ตั้ง ตะวันวาด’ aka TangBadVoice เปลี่ยนชีวิตคุณยังไงบ้าง

เราเคยมีความเชื่อว่า ถ้าพยายามแล้วอยากได้มากๆ มันก็จะได้ ช่วงที่ถ่ายรูปสตรีทเป็นช่วงที่ต้องการการยอมรับสูงมาก อยากให้คนเก่งๆ เห็นว่าเราเก่ง อยากให้คนระดับตำนานมาสนใจเรา เราก็ทำๆๆ จนไปอยู่จุดนั้น วันหนึ่งก็ถามตัวเองว่า ทำไปทำไมวะ พอมาทำเพลง แฟนเราก็ถามว่าทำไปทำไม เราตอบว่า อยากทำสนุกๆ แฟนก็ถามลึกอีกว่า ลึกๆ ทำไปทำไม เขาถามจี้จนเราตอบว่า เออ กูต้องการการยอมรับ 

ตั้ง ตะวันวาด ช่างภาพที่ลุกขึ้นมาเป็นแรปเปอร์ ทำ เพลงเปรตป่ะ ดังข้ามคืน จนคนทั้งวงการฮิปฮอปยกให้เป็นอัจฉริยะ

ระดับความต้องการการยอมรับตอนถ่ายรูปสตรีทกับทำเพลงแรปมันเหมือนหรือต่างกันยังไง

ตอนทำเพลงไม่มีอะไรนอกจากความอินกับความสนุกเลย เรารู้สึกว่าเป็นเด็กแรกเกิดมากไม่มีเจตนาอื่นเลย สนุกมาก ยิ่งทำยิ่งมัน รู้สึกเอาอีกๆๆ ตลอดเวลา แต่ตอนจะปล่อยเพลงเนี่ยรู้สึกต่างไปเลย เพราะเราเปลี่ยนไปจากเราคนนั้นเมื่อสามปีก่อน

ช่วงที่ถ่ายภาพสตรีทใหม่ๆ เราถ่ายภาพเท้าช้างในสระน้ำ จำได้ดีว่าคนฮือฮาว่าเจ้าของงานนี้เป็นใคร คนในวงการที่ต่างประเทศก็ชื่นชมเรียกเราว่าเด็กมหัศจรรย์ มีคนชวนไปแสดงงานที่มุมนั้นมุมนี้ของโลก เรายิ่งตื่นเต้นและคิดว่าตัวเองยอดเยี่ยม ยิ่งถ่ายก็ยิ่งกระหายอยากถ่ายงานให้ได้ทุกวัน แต่ภาพสตรีทมันพึ่งโชคห้าสิบเปอร์เซ็นต์แล้วเรายอมรับความจริงของข้อจำกัดข้อนี้ไม่ได้ กดดันตัวเองว่าต้องทำให้ได้ทุกวัน คิดไปเองว่าคนทั้งโลกกำลังรอดูภาพเราอยู่ เราต้องมีภาพวันนี้ เดี๋ยวนี้ ตอนนี้ ขณะเดียวกันก็หันไปเห็นยามอยู่ในซีนที่ดี แต่จังหวะยังไงก็ไม่ได้ ตัดสินใจจ้างยามเพื่อเซ็ตภาพถ่ายนั้นขึ้นมา

ตั้ง ตะวันวาด ช่างภาพที่ลุกขึ้นมาเป็นแรปเปอร์ ทำ เพลงเปรตป่ะ ดังข้ามคืน จนคนทั้งวงการฮิปฮอปยกให้เป็นอัจฉริยะ

เกิดเป็นเรื่องราวขึ้นมา มีคนตามหาความจริงของภาพชุดนั้น เพราะถือเป็นเรื่องที่ผิดมากในวงการสตรีท

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้เราจะไม่แก้เหตุการณ์นั้นเลย เพราะเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตเรามาก เมื่อก่อนไม่กล้ายอมรับกับตัวเองว่าเป็นคนต้องการการยอมรับสูง หลังเกิดเหตุเราได้รับ Hate mail มากมาย เราหลอนมือนั้นมาก ไปไหนก็เห็นภาพมือๆ เต็มไปหมด โทษตัวเองว่าไม่น่าถ่ายภาพนั้นมาเลย จนวันหนึ่งที่ลุกขึ้นมาถ่ายภาพมือตัวเองที่บ้านร้าง ตบแฟลชๆ ได้ภาพชุดมือ และทำอะไรอีกมากมายที่ไม่รู้ทำไปทำไม หมกตัวในสวนน้ำ ดำน้ำถ่ายรูปทั้งวันเพื่อหาสัตว์ประหลาดใต้น้ำ จังหวะที่กำลังถ่ายก็ว่ายไปเจอคนรู้จัก เราก็รีบหนีในทันที มาคิดได้ตอนหลังว่าเราทำภาพชุดใต้น้ำชุดหลังนี้เพราะเรารู้สึกปลอดภัยกว่าเมื่ออยู่ใต้น้ำ เราเซ็ตภาพมือยามแล้วบอกทุกคนว่าไม่ได้เซ็ต เราอายกับเหตุการณ์นั้นมากจนไม่อยากอยู่บนบก วันที่แสดงงานภาพชุดนี้ เป็นวันที่กลับมาพบชาวสตรีทครั้งแรกหลังจากเหตุการณ์นั้น ทุกคนเดินเข้ามาบอกว่า เหี้ย ภาพแม่งดีมาก ทำต่อไปนะ แล้วเข้ามากอด 

ตั้ง ตะวันวาด ช่างภาพที่ลุกขึ้นมาเป็นแรปเปอร์ ทำ เพลงเปรตป่ะ ดังข้ามคืน จนคนทั้งวงการฮิปฮอปยกให้เป็นอัจฉริยะ
ตั้ง ตะวันวาด ช่างภาพที่ลุกขึ้นมาเป็นแรปเปอร์ ทำ เพลงเปรตป่ะ ดังข้ามคืน จนคนทั้งวงการฮิปฮอปยกให้เป็นอัจฉริยะ
ตั้ง ตะวันวาด ช่างภาพที่ลุกขึ้นมาเป็นแรปเปอร์ ทำ เพลงเปรตป่ะ ดังข้ามคืน จนคนทั้งวงการฮิปฮอปยกให้เป็นอัจฉริยะ

เหตุการณ์นั้นทำให้เรียนรู้ว่า…

พอรู้ตัวว่าอยากได้อะไรในชีวิตดีกรีความคลั่งที่มีก็ลดลง พอยอมรับกับตัวเองว่า เออ! ใช่ กูอยากได้รับการยอมรับ ไม่ปฏิเสธอีกต่อไปแล้วว่าไม่อยากได้มันแค่เข้ามาเองแบบนั้น

มาวันนี้ พอจะปล่อยเพลงเลยรู้สึกดีนะ เหมือนมีอีกเสียงในตัวเราบอกว่าความชื่นชอบตอนนี้เป็นกระแสที่อยู่ไม่ยืนยาว ซึ่งต่างจากตอนถ่ายภาพ ตอนนั้นคิดว่าตัวเองเป็นอมตะไม่มีวันตาย หลังปล่อยเพลงแล้วเห็นยอด Follower ในอินสตาแกรมเพิ่มขึ้นเจ็ดพันในแปดวัน เราเริ่มคิดแล้วว่า เดี๋ยวๆ ให้งานมันอยู่ของงาน เอาชีวิตสงบๆ กูคืนมา จริงๆ เราชอบชีวิตตอนนี้ที่มันดีอยู่แล้ว

ก็เลยไม่อยากเผยตัวตนว่าตัวเองเป็นใคร

ก็รู้ได้นะ เหมือนงานของช่างภาพที่อยากให้คนรู้จักงานมากกว่าหน้าตา เพราะจริงๆ ถ้าอยากรู้หาในกูเกิลก็เจอ

หลังปล่อยเพลงออกมา มีคนในวงการฮิปฮอปพูดถึงคุณเยอะมาก ไม่คิดจะเอาดีด้านนี้เลยหรอ

เราชอบถ่ายหนังมากกว่ามากๆ เราชอบจัดแสง รู้สึกสนุกกับการอยู่ดำดิ่งลงไปในซีนที่ถ่าย ขณะที่ถ่ายภาพสตรีทกับทำเพลงเราแค่อยากทำ ถ้าต้องบังคับกันหรือจัดให้เป็นงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบ กลัวจะรู้สึกไม่สนุกจนอยากเลิกทำ ช่วงทำเพลงเราฝึกแรปและฮัมเพลงตลอดเวลา เราอินและคิดถึงเรื่องนี้ทุกครั้งที่มีโอกาส ไม่ว่าจะทำอะไรจะมีเรื่องนี้ในหัวตลอด อย่างตอนนี้มีเพลงที่แต่งและขึ้นโครงไว้อยู่สิบห้าถึงสิบหกเพลง

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

การเป็นนางแบบนายแบบ ใส่เสื้อผ้าที่ตัดเย็บอย่างประณีต เดินอยู่บนรันเวย์หรืออยู่บนป้ายบิลบอร์ดตามหัวมุมในเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์กหรือแอลเอดูเป็นเรื่องที่ไกลตัวมาก หากคุณไม่ใช่นางแบบระดับแถวหน้าของวงการ แต่เชื่อหรือไม่ว่าแขกของ Talk of The Cloud วันนี้ ความตั้งใจเป็นแรกของเธอไม่ใช่นางแบบเลยด้วยซ้ำ

เราขออาสาพาไปพูดคุย ทำความรู้จัก กิฟท์-ปิยวรรณ จิตสำราญ นางแบบไทยแท้ที่มีผลงานล่าสุดในโฆษณาแบรนด์ใหญ่อย่าง Alexander Wang ผู้เชื่อว่า ‘นางแบบที่ดี คือนางแบบที่เป็นตัวเองที่สุด’ 

กิฟท์ ปิยวรรณ นางแบบไทยแท้ในสหรัฐฯ ที่รับบทตัวเอกในโฆษณาล่าสุดของ Alexander Wang

จากเด็กหญิงที่เคยอยากเรียนแพทย์ ก่อนผลิกผันมาเจอทางที่ใช่ กลายมาเป็นเด็กสาวดีกรีปริญญาตรี คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มุ่งทำตามฝันด้วยการเรียนต่อปริญญาโทจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนบินลัดฟ้าเพื่อไปเรียนต่อสหรัฐอเมริกา พร้อมความตั้งใจเดิมที่จะอยู่ต่างประเทศแค่ 2 ปี กลายมาเป็นการอยู่เกือบถาวร 

กิฟท์หลงใหลในการทำงานเบื้องหลังมากกว่าเบื้องหน้า และไม่คิดว่างานเสริมที่ทำตอนเรียนมหาวิทยาลัยจะพาเธอไปไกลถึงรันเวย์แฟชั่นวีก

เธอมีผลงานเด่นร่วมกับแบรนด์ต่างๆ ทั้ง CHANEL, FENDI, VALENTINO, MOSCHINO, Oscar de la Renta, Cosmopolitan, Elle, Harper’s BAZAAR หรือแบรนด์ที่ชื่อไม่ค่อยคุ้นหูเช่น LAFAYETTE 148 กิฟท์ยังเคยฝากผลงานให้เห็นผ่านตาในไทย ร่วมกับเบียร์ช้างและไทเกอร์เบียร์

ในสหรัฐอเมริกา กิฟท์คือหญิงสาวหน่วยก้านดีที่ทำงานเป็นช่างภาพสายสตรีท ไลฟ์สไตล์ ก่อนก้าวเข้าสู่วงการนางแบบอย่างเต็มตัว เธอเคยเป็นพนักงานในร้านอาหารไทยที่แอลเอ ผ่านประสบการณ์การเสิร์ฟอาหารกลางคืน ก่อนขึ้นเดินแฟชั่นโชว์ในตอนเช้ามาก่อน 

ที่เมืองไทย เธอเคยเป็นอาจารย์พิเศษของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ สอนเรื่องการเล่าเรื่องด้วยภาพถ่าย รวมถึงเป็นครูสอนบุคลิกภาพของโรงเรียนสอนการเตรียมความพร้อมในการเป็นนางแบบ 

ถาม-ตอบ เรื่องเส้นทางการ (บังเอิญ) เป็นนางแบบที่ไม่ได้มีดีแค่เดินแบบ ของหญิงสาวผู้เคยมีประสบการณ์การถูกโกงกว่าหมื่นเหรียญฯ ใช้อาชีพนางแบบพิสูจน์ตัวเองกับครอบครัว ได้งานใหญ่เพราะแม่ไม้มวยไทย บทเรียนชีวิตจากอาชีพนี้ และคำแนะนำดีๆ ที่บอกรุ่นน้องเสมอว่า ‘อย่าเดินแบบอย่างเดียว’

กิฟท์ ปิยวรรณ นางแบบไทยแท้ในสหรัฐฯ ที่รับบทตัวเอกในโฆษณาล่าสุดของ Alexander Wang

ความฝันในวัยเด็กของคุณคืออะไร

เราเป็นเด็กทั่วไปเลย ตอนเด็กๆ พ่อแม่เราก็เหมือนคนอื่นๆ ที่อยากให้ลูกเป็นหมอ ซื้อของเล่นหมอมาให้ ตอนแรกเลยอยากเป็นหมอเหมือนกัน พอขึ้น ม.ปลาย เริ่มรู้แล้วว่าเกรดชีวะ เคมี ฟิสิกส์ ไม่ค่อยดี แต่ภาษาอังกฤษ ไทย สังคม เราได้ 

ตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัย สมัยนั้นเป็นเอนทรานซ์ พ่อแม่อยากให้เข้ามหาลัยฯ รัฐบาล แต่ถ้าเอนฯ ติดคณะที่ไม่อยากเรียน เราจะทำในสิ่งที่ไม่อยากทำได้จริงเหรอ มันตั้งสี่ปี ก็เลยบอกพ่อแม่เรียนว่าขอเรียนในสิ่งที่อยากเรียนได้ไหม เลยมาเรียน Film ตอนแรกเขาก็ไม่ให้นะ เราเลยบอกว่า ‘แม่ หนูขอ หนูจะเรียนให้เป็นที่หนึ่งเลย’

ระหว่างเรียนเราก็รับงานนางแบบ เราตัวสูง จบมาไปทำงานผู้ช่วยผู้กำกับที่บริษัทโฆษณา แล้วก็เปลี่ยนไปเป็นโปรดิวเซอร์ของคอมพิวเตอร์กราฟิก ทำพวกงานอาร์ต เป็นโปรดิวเซอร์ ดีลลูกค้า บรีฟงาน พร้อมกับรับงานถ่ายแบบไปด้วย

ทำไมไม่เอางานนางแบบเป็นงานหลัก

 เราไม่ได้อินมากกับการเป็นนางแบบ เหมือนกับเราเข้ากับสังคมนางแบบไม่ค่อยได้ เราไม่ค่อยแต่งตัวแฟชั่น เราไม่รู้จักแบรนด์ ขนาดมาอยู่อเมริกาแรกๆ เจอ หลิว เหวิน (Liu Wen) นางแบบดัง ไม่รู้จักชื่อนะ แต่จำได้ว่ารูปเขาอยู่บนบิลบอร์ดในนิวยอร์ก ไปขอเขาถ่ายรูปบอกว่าเป็นแฟนคลับ กลับมาจะโพสต์ในอินสตาแกรมแต่ไม่รู้ชื่อเขา ต้องไปเสิร์ช หรือเวลาคนถามว่าเคยเดินให้แบรนด์อะไรมาบ้าง เราก็จำไม่ค่อยได้

กิฟท์ ปิยวรรณ นางแบบไทยแท้ในสหรัฐฯ ที่รับบทตัวเอกในโฆษณาล่าสุดของ Alexander Wang

การเป็นนางแบบของเราคือไปเพราะคนชวนตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว พอเริ่มทำงานบริษัทโฆษณา ด้วยความที่เป็นเด็กจบใหม่ เงินเดือนเราหมื่นสอง เป็นผู้ช่วยผู้กำกับ ซึ่งไม่รู้มาก่อนว่าการทำ Production House มันจะไม่มีเวลา Clock in / Clock out บางทีลากยาวไปถึงหกโมงเช้า แต่ได้เงินหมื่นสองพันบาทต่อเดือน พอเริ่มทำงานประจำ นางแบบเป็นงานที่ได้เงินพิเศษก็เลยทำ วันจันทร์ถึงศุกร์เป็นผู้ช่วยผู้กำกับ เสาร์อาทิตย์ก็แอบไปรับงานนางแบบ 

เราอยากไปอเมริกามากๆ เพราะไม่เคยไปต่างประเทศคนเดียว ไปไหนก็ต้องไปกับพ่อแม่หรือน้อง อยากฟรีสไตล์ เราเรียนต่อปริญญาโทที่นิเทศฯ จุฬาฯ จบ ทำงานสักพัก พอเก็บเงินได้เลยตัดสินใจไปแอลเอ เพราะอยากเรียนกำกับหนังเพิ่ม 

ไม่ได้คิดจะไปทำงานนางแบบตั้งแต่ต้นเหรอ

เปล่าเลย มาเพื่อมาเรียนหนัง ไม่คิดจะมาเป็นนางแบบ เราตัดผมสั้น สั้นเหมือนผู้ชายเลย ที่ตัดเพราะเหมือนเคยได้ยินมาว่า ค่าตัดผมมันแพง ก็เลยตัดให้สั้น ปรากฏว่ายิ่งตัดสั้น ยิ่งต้องตัดบ่อย (หัวเราะ)

กิฟท์ ปิยวรรณ นางแบบไทยแท้ในสหรัฐฯ ที่รับบทตัวเอกในโฆษณาล่าสุดของ Alexander Wang

พอได้ไปประเทศที่ฝันไว้ มันเหมือนที่คิดไหม

เซอร์ไพรส์ตั้งแต่วันแรก เซอร์ไพรส์หนึ่งคือตั้งใจจะมาพร้อมเพื่อน ปรากฏเพื่อนมาไม่ได้ เลยต้องมาคนเดียวก่อน เซอร์ไพรส์ที่สองคือ โดน ตม. ตรวจหนักมาก เพราะเป็นผู้หญิงเอเชียเดินทางคนเดียว มีกระเป๋ากี่ใบเทของออกทุกใบ ตอนค้นไม่โกรธหรอก โกรธที่ตอนแพ็กกลับไม่ช่วยกันเลย (หัวเราะ) อยู่ตรงนั้นสามชั่วโมงจนคนที่มารอรับนั่งรอกับพื้น

แอลเอก็ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด ร้านอาหารไทยเยอะ คนไทยเยอะมาก เดินไปตรงไหนก็ได้ยินแต่เสียงคนไทย ไม่ค่อยรู้สึกว่าอยู่อเมริกา ลงเรียนภาษาอังกฤษ ระหว่างที่รอเข้าคลาสหนังที่จะเรียน แล้วก็เริ่มหางานทำ ทำงานร้านอาหาร ตอนนั้นทำหกวันเลยนะ สี่ร้าน 

มันเหนื่อยมาก เหนื่อยจนนอนไม่หลับ แล้วเช้าก็ต้องไปเข้าเรียนภาษา วนลูปอยู่อย่างนั้น เราได้แต่เงิน ได้แต่ทำงาน แต่มาทำอะไรที่นี่ก็ไม่รู้ เราถือพอร์ตนางแบบติดมาจากเมืองไทยด้วย เลยคิดว่าจะลองไปหาเอเจนซี่ ตอนนั้นรถก็ไม่มี อยู่แอลเอคนเขาขับรถ มันไกล ไม่มีอูเบอร์ มีแต่แท็กซี่ปกติซึ่งแพง ก็เลยต้องนั่งรถบัส เลิกเรียนภาษาบ่ายสอง มีเวลาสองชั่วโมงให้ไปหาเอเจนซี่ เพราะต้องเข้างานร้านอาหารสี่โมงเย็น กว่าจะถึง รถติด ไปถึงหน้าเอเจนซี่ตอนสามโมง ยังไม่ทันเข้าไปสมัครก็ต้องนั่งรถกลับมาทำงานแล้ว เลยไม่ได้สมัคร

ถ้าไม่ได้สมัครกับเอเจนซี่ แล้วเข้าวงการนางแบบที่โน่นได้ยังไง

ตอนนั้นช่างมันเลย ทำงานร้านอาหารไปเรื่อยๆ รอเรียนฟิล์มให้จบแล้วกลับไทย เพราะจริงๆ ตั้งใจจะอยู่แค่สองปี วันหนึ่งขณะที่เสิร์ฟอยู่ร้านอาหารไทย มีสไตลิสต์ชื่อ Kyle Luu มากินข้าวกับเพื่อนที่ร้าน เขาก็ชี้ๆ มาทางเรา สักพักเดินมาหา ‘ฉันเป็นสไตลิสต์จากนิวยอร์กนะ ยูเป็นโมเดลหรือเปล่า’ สภาพเราในตอนนั้นคือ ใส่ผ้ากันเปื้อนและเสื้อเบียร์ช้าง หน้ามัน ผมสั้นมาก เราอายไม่กล้าบอกว่าเป็นนางแบบเลยตอบว่าไม่ได้เป็น 

‘แน่ใจเหรอ ยูสูงนะ น่าจะเป็นโมเดล ไปถ่ายงานกับฉันพรุ่งนี้ไหม’ เขาถามมาแบบนั้น เราเลยคิดว่าไปถ่ายเล่นๆ ลองดูก็ได้ พอวันรุ่งขึ้นก็ไปถ่ายเลย แล้วเขาก็ถามเราว่ามาอยู่แอลเอทำไม ทำไมไม่ไปนิวยอร์ก น่าจะมีโอกาสได้ทำงานนางแบบต่อ แล้วที่นิวยอร์กก็มีโรงเรียนหนังเหมือนกัน 

เราเลยกลับมาคิดว่าอยากไปเริ่มต้นใหม่ เพราะตอนนี้ที่นี่เราแทบไม่ได้อะไรเลยจากการมาต่างประเทศ แต่ละวันหมดไปกับการเรียนภาษา นั่งรถไปทำงาน กลับบ้าน วนอยู่แบบนี้หกวัน สุดท้ายตัดสินใจย้ายไปนิวยอร์ก ที่ที่ไม่รู้จักใครเลยสักคน กับ Kyle ก็กลายมาเป็นเพื่อนกัน เขาพาเราเดินหาเอเจนซี่ที่นิวยอร์ก ผมสั้นๆ อย่างนั้นแหละ แล้วก็ได้เซ็นสัญญากับเอเจนซี่แรกชื่อ One Management

ชีวิตนางแบบไทยในสหรัฐอเมริกาของ กิฟท์-ปิยวรรณ จิตสำราญ ผู้ทำงานร่วมกับแบรนด์ใหญ่ CHANNEL, Louis Vuitton และ Alexander Wang

ยังจำงานแรกที่ทำได้ไหม

งานแรกๆ จะเป็นงานเทสต์แบบไม่ได้เงิน เป็นหน้าใหม่หมดทั้งนางแบบ ตากล้อง ช่างหน้า ช่างผม ไม่มีใครได้เงินเลย แต่จะได้เรียนรู้ว่าการทำงานเป็นยังไง ต้องทำอะไรบ้างถึงจะออกมาเป็นผลงานชิ้นหนึ่ง 

ส่วนของเราโป๊ตั้งแต่งานแรก เป็นชุดที่ห้ามใส่เสื้อใน อยู่เมืองไทยไม่เคยต้องแปะหัวนม ใส่บรา กางเกงในก็เต็มตัว ที่นี่ใส่จีสตริง แล้วเรามาจากวัฒนธรรมที่เวลาเปลี่ยนชุดทีแทบจะวิ่งเข้าห้องน้ำ ที่นี่เขาไม่สนใจ ครั้งแรกเราปิดๆ อายๆ คนอื่นก็มองว่าอะไรจะขนาดนั้น (หัวเราะ)

พอได้มาเห็นนางแบบคนอื่นทำงานเลยได้รู้ว่า นางแบบเป็นแค่หุ่นตัวหนึ่ง คนไม่ได้มามองนม มองก้น เราคือหุ่นเหมือนที่ร้านขายเสื้อผ้า 

เขาคัดนางแบบเข้าเอเจนซี่ยังไง

มีสองแบบ หนึ่ง วอร์กอินเข้าไปเลย และสองเขาจะมีแมวมองคอย Scout คนให้ 

ที่นี่เขาไม่ได้เลือกจากความสวยหรือหุ่นดี เพราะมันคือธุรกิจ ฉันพาคนนี้มา คนนี้ต้องทำเงินให้ฉัน ไม่อย่างนั้นจะพามาทำไม ตอนเราไปวอร์กอินเอเจนซี่ ถ้าเขาสนใจเราลุคแรก เขาจะให้กรอกประวัติ ส่วนสูง น้ำหนัก ถ่ายรูป แล้วก็นั่งรอ รอ Booker แต่ละแผนกที่ทำหน้าที่หางานให้นางแบบในเอเจนซี่นั้นๆ มีทั้งแผนกโฆษณา แผนกแฟชั่นโชว์ เขาจะให้เราเดินให้ดู สมมติมี Booker ทั้งหมด 5 คน ส่วนใหญ่ต้องชอบเราหมดถึงจะได้งาน

สองสามปีแรกที่ทำก็ยังไม่รู้ทางตัวเอง แรนด้อมรับงานก่อน ค่อยๆ ดูว่าตัวเองมีสกิลล์ทางด้านไหน แรกๆ ไปแคสติ้งงานโฆษณา เราก็ไม่ค่อยเก็ต เขิน เพราะแคสติ้งโฆษณาที่นี่ บางทีเขาให้เข้าไปพร้อมกันห้าคนเลย เราไม่ได้อยากเล่นในคู่แข่งคนอื่นดู อยากเล่นให้ทีมแคสติ้งดูอย่างเดียว เลยไม่ค่อยได้งาน เขาก็เลยส่งไปแฟชั่นวีก เพราะตัวเราสูง พอจับทางได้พบว่าตัวเองชอบโฆษณาที่สุด สนุก ได้เงินเยอะ ที่สำคัญ เรายังชอบการทำหนัง ถ่ายโฆษณาได้เห็นเบื้องหลังแล้วเรามีความสุข

พอรู้ทางตัวเองก็ได้งานทางนี้เยอะมาก เคยได้งานโฆษณาของรถ Cadillac เขาจ้างเราเป็นตัวหลักเลยนะ ได้ค่าจ้างประมาณหมื่นห้าพันเหรียญฯ ทำห้าวันติดต่อกัน หลังจากถ่ายงานนั้นเสร็จสองสามเดือน ก็ได้ยินว่าเอเจนซี่ที่เราอยู่โกงนางแบบ ตอนนั้นเป็นเอเจนซี่ที่สามที่เคยอยู่ แต่เราไม่คิดว่าตัวเองจะโดน เพราะไม่เคยโดน แล้วก็ไม่เคยเป็นเด็กไม่ดี ถ้าจะโกง เขาคงไปโกงคนอื่นมั้ง ผ่านไปสองสามเดือน ทำไมไม่ได้เงินสักที ทวงเอเจนซี่ก็ให้มาทีละนิดๆ อ้างว่าลูกค้ายังไม่จ่าย เช็กไปทางนายแบบที่เล่นด้วยกันซึ่งอยู่คนละเอเจนซี่เขาก็ได้เงินแล้ว สุดท้ายเลยติดต่อลูกค้าตรงว่าเขาจ่ายเงินเอเจนซี่หรือยัง เขาบอกว่าจ่ายแล้ว

สรุปคือโดนโกง

โดน เราเครียดมาก เกิดมาเงินห้าร้อยบาทยังไม่เคยหายจากกระเป๋า แล้วนี่เป็นหมื่นเหรียญฯ ค่าทนายก็แพง 

พอมีปัญหากับเอเจนซี่ อาชีพนางแบบก็หยุดชะงักเลย เพราะเขาไม่ให้งานเรา ไปหาเอเจนซี่ใหม่ ที่ใหม่ก็ไม่กล้าทำงานกับเรา กลัวโดนฟ้อง เพราะไม่มีใบ Model Release จากที่เก่าว่านางแบบคนนี้จบจากเอเจนซี่นี้แล้ว ต้องมาคิดว่าจะทิ้งเงินก้อนนี้ดีไหม ตอนนั้นเหลือประมาณแปดถึงเก้าพันเหรียญฯ แล้วเพื่อนแนะนำว่ามันมี Small Court เป็นศาลที่ให้คนทั่วไปฟ้องบริษัทใหญ่ มีค่าใช้จ่ายยี่สิบเหรียญฯ พร้อมทนายรัฐมาช่วยว่าความให้ เงื่อนไขคือฟ้องได้มากสุดห้าพันเหรียญฯ เลยเอาวะ กำขี้ดีกว่ากำตด ลุยเองคนเดียว

ไปๆ มาๆ ก่อนวันขึ้นศาล เอเจนซี่ที่โกงโทรมาเจรจาต่อรอง ฉันจะจ่ายเงินยูสามพันเหรียญฯ แล้วไม่ต้องขึ้นศาลได้ไหม เราเลยบอกว่าไม่เป็นไร งั้นเจอกันในชั้นศาล พูดเท่มากแต่มือสั่นแล้ว (หัวเราะ) แต่สุดท้ายตกลงที่ห้าพันเหรียญฯ

อาชีพนางแบบที่โน่นต่างจากบ้านเราไหม

นางแบบที่นี่เป็นอาชีพหลัก แต่ที่ไทยเหมือนเป็นอาชีพเสริม ไม่มีใครเป็นนางแบบจนร่ำรวยซื้อบ้านได้ ขนาดนางแบบดังๆ ยังทำอย่างอื่นด้วยเลย เขาไม่ได้ทำอาชีพเดียว

แต่ที่อเมริกาจริงจัง ในนางแบบก็แบ่งไปเป็นหลายแขนงอีก มีนางแบบ Acting นางแบบ Hand Talent หรือ Body Talent นางแบบรันเวย์ นางแบบโชว์รูม พอได้ทำก็เริ่มสนุก มันใหม่ มีอะไรมากกว่าที่เรารู้ ได้เจอคนมากมาย ก็เลยกลายเป็นอาชีพที่ชอบขึ้นมา

เราเคยแคสติ้งโฆษณาที่ไทย มีช่างหน้า ช่างผม มีเสื้อให้ใส่ ที่นี่ไม่มีเลย ถ้ามาหน้าโล้น ใส่เสื้อธรรมดา มายังไงเข้าไปอย่างนั้น ถ้ายูไม่เตรียมตัวมาจากบ้าน ยูก็จะเป็นสภาพนั้นเลย หนึ่ง เขาอยากเห็นแอคติ้ง สอง เขาคิดว่าลุคนี้ึืคือคัดตั้งแต่แรกแล้ว 

เช่น หาผู้หญิงเอเชียมีความมั่นใจก็ต้องคัดมาแล้ว เลยไม่จำเป็นต้องมานั่งแต่งหน้าทำผมให้เห็นภาพ ได้มาแคสติ้งแปลว่าลุคต้องผ่านไปแล้วห้าสิบ หกสิบเปอร์เซ็นต์ ค่อยมาดูยี่สิบ สามสิบเปอร์เซ็นต์ในส่วนของแอคติ้ง ที่เหลือไปดูหน้างาน แต่งหน้าทำผมหน้างาน อาจจะมีบางข้อกำหนดในอีเมลว่า ให้ใส่เสื้อกล้ามสีขาว หรือให้พกยางรัดผมติดไปด้วย แต่ก็แค่นั้น ไปถึงเข้าห้องแคสติ้งเลย สนุกดี ยิ่งทำมาเรื่อยๆ ยิ่งสนุก

แรกๆ ก็ทำควบคู่กับร้านอาหารไทย เพราะงานนางแบบไม่ได้มีทุกวัน อาทิตย์นี้ไม่มีถ่ายแบบ ไปทำร้านอาหารได้สองร้อยถึงสามร้อยเหรียญฯ​ ก็ยังดี ได้มีเพื่อนรู้จักเพื่อน สนุก เหมือนไปแฮงก์เอาต์มากกว่าทำงาน บางทีมีคนมาสัมภาษณ์ ก็บอกเขาไปตรงๆ เลยว่าถ้าสัมภาษณ์หนู หนูบอกเรื่องจริงนะ เพราะหนูทำร้านอาหารจริงๆ ถ้าพี่จะมาให้หนูสัมภาษณ์ความเป็น Luxury Model หนูไม่มี ให้พูดถึงความหรูหราการเป็นนางแบบ หนูไม่พูด หนูจะพูดเรื่องจริง 

นางแบบบางคนทำบาร์เทนเดอร์ แคเทอริ่ง เขาก็ทำจริงๆ มันก็คือหนึ่งอาชีพ เราไม่ได้มองว่าเป็นอาชีพที่แค่ทำไป แต่เราหยุดทำร้านอาหารเพราะเป็นโรคเลือดจางโดยไม่รู้ตัว แล้วไลฟ์สไตล์มันไม่ตรงกับอาชีพนางแบบ บางทีนอนดึกมากต้องตื่นเช้า สิวขึ้นก็ไม่ได้งาน เลยต้องหยุด

ชีวิตนางแบบไทยในสหรัฐอเมริกาของ กิฟท์-ปิยวรรณ จิตสำราญ ผู้ทำงานร่วมกับแบรนด์ใหญ่ CHANNEL, Louis Vuitton และ Alexander Wang
ชีวิตนางแบบไทยในสหรัฐอเมริกาของ กิฟท์-ปิยวรรณ จิตสำราญ ผู้ทำงานร่วมกับแบรนด์ใหญ่ CHANNEL, Louis Vuitton และ Alexander Wang

นางแบบแต่ละสายใช้ทักษะต่างกันยังไง

เอาง่ายๆ เลย แค่แต่งหน้าก็ไม่เหมือนกันแล้ว เช่น แฟชั่นโชว์ เขาชอบนางแบบที่ไม่แต่งหน้ามา ไม่ต้องทำอะไรมา เพราะต้องลองเสื้อผ้าเขา เสื้อเขาต้องเด่น ส่วนโฆษณาอาจต้องแต่งนิดหนึ่ง แต่ก่อนเราแคสต์แทบตายก็ไม่ได้ เลยไปถามเพื่อนนายแบบโฆษณา ครูพักลักจำ 

เขาบอกว่า เวลาแคสต์โฆษณาเขาจะให้เราอิมโพรไวซ์ด้นสด ให้โจทย์สถานการณ์มาว่าเราจะทำยังไง สมมติยูมีมือถือหนึ่งเครื่อง แล้วต้องข้ามถนน ยูจะข้ามถนนยังไง บางคนอาจจะทำทีโทรศัพท์ บางคนหยิบมือถือมาถ่ายรูป เพื่อนนายแบบคนนั้นบอกว่า ถ้ายูทำให้ต่างจากคนอื่นได้ เขาจะสนใจ

เคยมีโฆษณาหนึ่ง เป็น Michael Jordan ของ Nike ตอนไปแคสต์ไม่บอกยี่ห้อ บอกแค่เป็นสปอร์ตแบรนด์ เขาให้นางแบบเข้าไปห้าคนพร้อมกัน บรีฟของเขาคือ หนึ่ง ให้เต้น สอง ให้ออกกำลังกาย เราโชคดีเป็นคนที่สี่ เลยได้เห็นก่อนสามคน

คนแรกเต้นเซ็กซี่ หน้าสวย ผมยาว เล่นผมไปด้วย คนสองเป็นผิวสี เต้นฮิปฮอป คือคนผิวสีเต้นฮิปฮอปมันเท่กว่าเราอยู่แล้ว คนที่สามเต้นป๊อปคล่องเลย เราก็คิดว่าเอาไงดี สกิลล์การเต้นเราแย่มาก เต้นได้แต่ในผับ เลยขอเพลง Michael Jackson แล้วเต้นตลกเลย ล้มตัว Moon Walk เอาให้ฉีกจากอีกสี่คนไปเลย ปรากฏเราได้งานเฉย ตอนถ่ายจริงๆ ไม่มีมีซีนเต้นอะไรด้วยนะ เลยทำให้เข้าใจว่า อ๋อ ที่จริงคือเขาอยากเห็นบุคลิกภาพว่าเราเป็นคนยังไงมากกว่า

เป็นนางแบบต้องหน้าตาดีและหุ่นดีเสมอไปไหม

เราเคยกลับไทยไปเปิดโรงเรียนสอนกับเพื่อน นักเรียนก็มีความคิดว่านางแบบต้องผอม ต้องสวย ต้องขายาว เขาไม่รู้ว่าอาชีพนางแบบจริงๆ เป็นยังไง มันไม่จำเป็นต้องผอมเสมอไปนะ ที่ผอมเพราะเขาเดินให้แบรนด์นี้ แต่ถ้ายูไปถ่ายแบรนด์ Nike ต้องดูแข็งแรง จะมาผอมก็ไม่ได้ ยิ่งเดี๋ยวนี้มีพลัสไซส์ ยิ่งทำให้คนอาชีพนี้หลากหลายขึ้น มีนางแบบ LGBTQ หรือบางคนหน้ามีแต่กระ ก็สวยในแบบของเขา

เราว่าการเป็นนางแบบคือเป็นตัวเองดีที่สุด พอเราเป็นตัวเอง เขาก็เลือกจากเราที่เป็นเรา ถ้าเขาเลือกจากเราที่เป็นคนอื่น ไปเลือกคนอื่นไม่ดีกว่าเหรอ

สมมติ ฉันอยากผอมเหมือนอีกคน แต่งหน้าทำผมเหมือนเลย เปลี่ยนรูปร่างให้ดีเหมือนเขา ถ้าลูกค้าอยากได้แบบคนนั้น เขาก็ต้องเลือกคนนั้น จะมาเลือกเราทำไม

แต่ถ้ามีคนนั้นและมีกิฟท์ ถ้าลูกค้าชอบแบบกิฟท์ก็เลือกกิฟท์ แต่ถ้าไม่เลือก ก็แปลว่าเขาชอบอีกแบบ

ชีวิตนางแบบไทยในสหรัฐอเมริกาของ กิฟท์-ปิยวรรณ จิตสำราญ ผู้ทำงานร่วมกับแบรนด์ใหญ่ CHANNEL, Louis Vuitton และ Alexander Wang
ชีวิตนางแบบไทยในสหรัฐอเมริกาของ กิฟท์-ปิยวรรณ จิตสำราญ ผู้ทำงานร่วมกับแบรนด์ใหญ่ CHANNEL, Louis Vuitton และ Alexander Wang

แล้วคุณเคยอยากเป็นเหมือนคนอื่นบ้างหรือเปล่า

เอาจริงๆ ไม่เคย ไม่อยากเป็นคนโน้นคนนี้เลยนะ อาจจะมีแวบๆ แค่ทำไมคนนี้ได้งานแล้วเราไม่ได้ เราต่างจากเขาตรงไหน สมมติแคสติ้งเอเชียสามคน เข้าไปแล้วเขาเลือกคนอื่น เราจะเอ๊ะนิดหนึ่ง พยายามหาคำตอบว่าเรามีอะไรไม่เหมือนเขา เราเดินไม่สวยเท่าเขาเหรอ

มีบางงานที่ไปกี่ทีก็ไม่ได้ เขาเรียกเราไปแคสต์ทุกครั้งแต่ไม่เคยเลือกเลย ครั้งที่สอง ครั้งที่สาม ครั้งที่สี่ ก็ยังไม่เลือก เราก็จะไปแคสตลอดเพราะอยากเอาชนะเขา จะไปดูว่าเขาเลือกใคร ถ้าเขาเลือกคนนี้ คนเดินแบบนี้ แต่เราเดินกระแทก รอบนี้เราพลาด รอบหน้าลองเดินแบบใหม่ดู เราจะพัฒนาตัวเองจากสิ่งที่เห็น 

หรือแม้แต่เรื่องชุดที่ใส่ไปแคสต์งาน ตอนแรกๆ เราใส่ชุดไปทำงานต่อ ดูมอมแมม เขาไม่เลือก ลองเปลี่ยนเป็นแต่งตัวให้ดูดี หน้าตาสดใส เข้าไปแล้วทักทายเขา มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี เราดูคนอื่นแล้วลองมาปรับใช้ แต่ไม่ได้รู้สึกว่าจะเป็นแบบเขานะ เราจะเอากลับมาพัฒนาครั้งหน้าให้เขาเลือกเรามากกว่า

นางแบบที่ดีต้องเป็นยังไง

นางแบบที่ดีต้องเป็นตัวเองที่สุด และหางานที่เหมาะกับตัวเอง ถ้ายังไม่เจอก็ลองไปเรื่อยๆ เดี๋ยวจะรู้ว่าทางไหนคือทางของเรา

ชีวิตนางแบบไทยในสหรัฐอเมริกาของ กิฟท์-ปิยวรรณ จิตสำราญ ผู้ทำงานร่วมกับแบรนด์ใหญ่ CHANNEL, Louis Vuitton และ Alexander Wang

ความกดดันของการเป็นนางแบบเอเชียในวงการแฟชั่นตะวันตกคืออะไร

มาอยู่ที่นี่แล้วทำให้รู้ว่า ปกติตอนอยู่เมืองไทย เราจะกลัวมากเวลาเจอฝรั่งมาแคสต์ด้วย เพราะคิดว่าเขาต้องเลือกฝรั่งแน่เลย แต่ที่นี่เราแข่งกับเอเชียด้วยกัน ดูว่าเขาจะชอบแบบไหน เพราะถ้าเขาจะหาคนเอเชีย เขาจะ Looking  for Asian ไม่ได้เทียบกับฝรั่ง เราก็มาดูว่าเอเชียน เราต้องแข่งกับเอเชียนกลุ่มไหน หน้าแบนผมยาวหรือหน้าลู่ผมสั้น เขาชอบแบบไหน เขาชอบคนนี้ คนนี้ก็ได้ ถ้าเขาชอบเรา เราก็ได้ มีอยู่สองอย่างเท่านั้นแหละ 

ไม่มีใครมาบอกเขาสวยกว่าเรา เราสวยกว่าเขา ไม่มี มีแค่ลูกค้าเลือกลุคไหน คนไหนที่เหมาะกับแบรนด์เขา อย่าไปคิดว่าเราไม่สวย เราอ้วน ที่นี่ไม่มี เรื่องเชื้อชาติไม่ค่อยมีผล โชคดีที่เราไม่เคยเจอ หรือเราบอกเขาว่าเราเป็นมวยไทยก็ไม่รู้ (หัวเราะ) 

แต่มีสิ่งหนึ่งที่กดดันเราแน่ๆ คือตัวเอง คนอื่นกดดันเราไม่ได้เลย อย่างช่วงแฟชั่นวีกแรกๆ เราอยู่บ้าน เปิดโซเชียลมีเดียมาเห็นเพื่อนคนอื่นได้เดินก็จะเป็นจะตายแล้ว แต่ถ้าไม่มีอินสตาแกรม เราคงไม่ได้เห็นคนอื่น เราคงอยู่บ้านของเราไปโดยไม่ได้สนใจว่าใครจะได้เดินอะไร เลยกลับมาคิดว่าจริงๆ แล้ว มันคือตัวเราที่กดดันตัวเอง หลังๆ ไปแคสต์งานก็เลยไม่กดดัน กดดันไปก็เท่านั้น ตื่นเต้น ตัวสั่น ไม่ได้มีผลอะไร หลังๆ เลย ‘เอาวะ ถ้าเขาไม่ชอบก็ไม่ชอบ ถ้าชอบก็ชอบนี่แหละ’

มีวิธียอมรับคำปฏิเสธเหล่านั้นยังไง

มีคนเคยบอกว่า แคสต์งานมันห้าสิบ ห้าสิบ มีแค่ได้กับไม่ได้ไม่ใช่เหรอ ยูจะหวังอะไรอีก ถ้าได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ไม่ได้ แล้วก็ไม่ต้องติดอะไร เอากลับมาพัฒนาตัวเองต่อได้ แต่บางงานถ้าไม่ได้ก็ทิ้งไป ทำไมเขาไม่ชอบ ทิ้งไป ไม่ชอบคือไม่ชอบ ไม่ชอบสำหรับงานนี้ ไม่ต้องเก็บมาโทษตัวเองมาก

หลังจากอยู่นิวยอร์กมา 10 ปี ทำไมถึงตัดสินใจกลับมาแอลเอ ทั้งๆ ที่ศูนย์กลางของวงการแฟชั่นอยู่ที่นิวยอร์ก

ตอนนี้เราอายุสามสิบห้า มันหมดแล้ว แต่ไม่ใช่หมดสิทธิ์นะ ให้เราไปวิ่งแคสต์งานแฟชั่นวีกก็ไม่อยากทำแล้ว ไม่อยากมานั่งลดความอ้วน เราไม่สามารถเป็น New Face ได้แล้วที่นิวยอร์ก อยู่นิวยอร์กงานสนุกๆ จะเป็นงาน Editorial แต่ได้เงินไม่เยอะ ต้องทำควบคู่กับนางแบบโชว์รูม 

วันนี้ก็เพิ่งไปทำมาของ FENDI เวลาเขามีคอลเลกชันใหม่มา อยากโชว์ลูกค้า ก็จ้างนางแบบมาใส่ชุดให้ดู ลูกค้าอยากดูชุดไหน นางแบบก็เปลี่ยนชุดนั้น เราทำอย่างนี้สลับกับโฆษณา เพราะค่าครองชีพที่นิวยอร์กสูงมากๆ หลังๆ เริ่มวนลูป เลยอยากเปลี่ยนมาลองฝั่งตะวันตกบ้าง เซ็นสัญญากับอีกเอเจนซี่แล้วบอกเขาว่าเราขอทำทุกอย่าง ที่นี่เขาไม่ค่อยมีลุคเอเชียผมสั้นแบบเรา เราเลยใหม่สำหรับเขา

ชีวิตนางแบบไทยในสหรัฐอเมริกาของ กิฟท์-ปิยวรรณ จิตสำราญ ผู้ทำงานร่วมกับแบรนด์ใหญ่ CHANNEL, Louis Vuitton และ Alexander Wang

อาชีพนี้ในแอลเอต่างไปมากแค่ไหน

พอย้ายมาอยู่ฝั่งนี้ เราได้ทำงานที่ไม่เคยมีโอกาสได้ทำ ในโลเคชันที่ต่างไป ไม่ได้เป็นสตูดิโอ ฉากหลังไม่ได้เป็นเมืองๆ แบบนิวยอร์กแล้ว ที่นี่เราได้ถ่ายริมทะเล กลางทะเลทราย มีพื้นที่กว้างๆ มีงานประหลาดๆ ให้เราได้ทำ

เคยเบื่องานจนอยากเลิกทำเหมือนกัน แต่ไปๆ มาๆ เราชอบอาชีพนี้ ชอบมากแต่ไม่คิดจะทำได้นาน พอมาอยู่นี่เขามีนางแบบหัวขาวที่ดูมีความสุข ยังถามตัวเองอยู่ว่าจะทำถึงขนาดนั้นไหม ขณะเดียวกันเราก็ทำอาชีพช่างภาพควบคู่กันไป วันใดวันหนึ่งที่ไม่ได้เป็นนางแบบแล้ว จะมาจริงจังกับงานเบื้องหลังมากกว่านี้ ตอนนี้ก็ทำทุกอย่างเลย

งานที่ชอบที่สุดที่เคยทำมา

แต่ก่อนถ่ายแบบหนังสือเยอะ เดี๋ยวนี้เขาไม่ค่อยมีแล้ว เคยทำงานกับ Harper’s BAZAAR, Louis Vuitton, VALENTINO, MOSCHINO, LAFAYETTE 148, Oscar de la Renta, CHANEL, FENDI โฆษณาก็มี Spotify, PEPSI, NIKE ที่ไทยเคยถ่ายโฆษณาเบียร์ช้างและไทเกอร์เบียร์

แต่ถ้าให้เลือกมางานหนึ่ง Alexander Wang ล่าสุดก็ชอบมาก เป็นแบรนด์ที่เราชอบ เขาดังแต่เขาปฏิบัติกับเราดีมาก ไม่เย่อหยิ่ง งานนี้ท้าทายตั้งแต่แคสติ้งโดยการส่ง Self Tape ทำเองที่บ้าน ไม่ต้องไปเจอตัว เพราะเป็นช่วงโควิด-19 โฆษณาเป็นเรื่องสามพี่น้อง เขาจึงหาสามพี่น้องเอเชียที่มีคาแรกเตอร์ต่างกัน โดยมีเงื่อนไขว่าต้องเป็นคนที่ต่อสู้ได้ เอเจนซี่รู้ว่าเราเป็นมวยไทยเลยส่งให้ ในใจคิดว่าไม่ได้หรอก อยู่นิวยอร์กมาตั้งสิบปียังไม่เคยได้งานจาก Alexander Wang เลย

ตอนนั้นอยู่ฮาวาย สัญญาณไม่มี เขาจะให้อัปโหลด Self Tape ส่งอีเมลไป เราต้องให้แฟนช่วยถ่ายให้ ชุดก็ไม่ได้เตรียมมา เขาให้โชว์แม่ไม้มวยไทย โชว์การต่อสู้ แนะนำตัว หมุนตัว ส่งไปแต่กะว่าไม่น่าได้

ปรากฏโจทย์มารอบสอง ขอหน้าตรง ขอให้ทำท่านี้เพิ่มหน่อย สุดท้ายได้งาน ก่อนถ่ายเขาให้ไปเรียนใช้หอก ตอนถ่ายใช้สตั๊น แต่เขาอยากให้เรามีทักษะการจับสมจริง

การเป็นนางแบบสอนอะไรให้ชีวิตคุณ

คำถามนี้ตอบยาก เราบอกไม่ถูกว่ามันสอนอะไรเรา ครอบครัวก็ไม่ชอบ แต่ก่อนยอมให้ทำเพราะเงินเดือนน้อย ทำอันนี้แล้วได้เงินเพิ่ม พอมาอเมริกาจะเซ็นสัญญาทำวีซ่าโมเดลก็ไม่ค่อยอยากให้ทำ เราเอาอาชีพนี้พิสูจน์ให้เขาเห็นเหมือนกันว่ามันอยู่ได้นะ อยู่รอดได้

ขณะเดียวกัน เราก็เคยท้อกับอาชีพนี้ มันเป็นอาชีพที่ไม่รู้ตารางงาน ควบคุมไม่ได้ บางทีโดนยกเลิกเพราะเขาไม่ชอบเรา ซึ่งเราทำอะไรไม่ได้ คิดจะเลิกหลายครั้งแต่ก็ยังทำอยู่ เลยคิดว่าต้องมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เราชอบมันแหละ

คำตอบอาจจะไม่ใช่ว่าได้บทเรียนอะไรจากอาชีพนี้ แต่มันทำให้รู้ว่า ทุกอาชีพต้องสู้ ยิ่งเป็นอาชีพที่คนเอาเราไปเปรียบเทียบกับคนอื่นได้ง่ายมาก ยิ่งกดดัน สองสามปีแรกที่มานิวยอร์ก มีคนเอาเราไปเทียบกับนางแบบคนโน้นคนนี้ เราไม่ชอบเลย เขานั่งนับโชว์เลยนะ กิฟท์ได้กี่โชว์ คนนั้นได้กี่โชว์ หรือตอนกลับไปเมืองไทย คนถามว่าทำโชว์ไหนมาบ้าง ทำไมไม่ได้เดินโชว์นี้ ได้ยินแบบนี้แล้วโคตรน้อยใจเลย กว่าเราจะได้งานแต่ละงานมันยากนะ เขาไม่ได้รู้ว่าหนึ่งงานที่ได้มาจากสิบงานที่ไปแคสต์ ตอนหลังเราไม่สนใจเลย อย่าไปบ้าตามสิ่งรอบข้าง ถ้ารับมาหมดประสาทกินตาย สิ่งที่เราทำได้คือทำงานของเราให้ดี

เขาให้กำลังใจเรารับรู้ เขาไม่ให้ใกำลังใจไม่เป็นไร เพราะว่าเขาไม่ได้จ่ายตังค์ค่าบ้านให้เรา เราไม่เป็นไร เราทำของเรา 

เป็นเหตุผลที่คุณไม่ค่อยโพสต์งานนางแบบลงโซเชียลมีเดียด้วยหรือเปล่า

ไม่เห็นต้องให้ใครรู้ มีคนถามว่าทำไมไม่ค่อยโพสต์เลย เพราะเรามีอยากอื่นที่อยากโพสต์ เราอยากโพสต์ภาพที่ตัวเองถ่าย 

นางแบบบางคนอาจจะบอกว่าฉันทำงานอันนี้ แบรนด์นี้โด่งดัง ก็เป็นทางของเขา แต่เราไม่อยากโชว์ เราได้ไปถ่ายก็จบแล้ว เรามองว่าโมเดลคืออาชีพ ไม่ใช่เทรนด์ ไม่ใช่สิ่งที่คนคลั่งไคล้

ชีวิตนางแบบไทยในสหรัฐอเมริกาของ กิฟท์-ปิยวรรณ จิตสำราญ ผู้ทำงานร่วมกับแบรนด์ใหญ่ CHANNEL, Louis Vuitton และ Alexander Wang

ยังสนใจในงานเบื้องหลังอยู่ไหม

ยังอยากทำอยู่ หลังๆ ไปเป็นช่างภาพถ่ายภาพสตรีท เริ่มถ่ายไลฟ์สไตล์ ทำอีดิตด้วย อีดิิตวิดีโอ แล้วก็ทำงานนางแบบ ทำจนถึงทุกวันนี้เลย

แต่ฝั่งเบื้องหลังเขาไม่ได้จดจำว่าเราทำได้ ถ้าเขาหาช่างภาพที่แอลเอ เขาก็จะไม่นึกถึงเราก่อน เพราะสำหรับเขา เราเป็นนางแบบ เราก็เลยใช้วิธีการเปลี่ยนชื่อ ถ้าสาย Photography จะเป็นอีกชื่อหนึ่ง ไม่อยากให้คนคิดว่าเราเป็นนางแบบแล้วมาถ่ายรูป อยากให้ตัดเรื่องเป็นนางแบบของเราทิ้งไป 

พอเป็นช่างภาพที่เป็นนางแบบด้วย เพื่อนเราบอกว่าดี ยูรู้จักบอกเขาว่าต้องโพสต์ยังไง รู้ว่าต้องพูดกับนางแบบยังไง ถ้านางแบบงี่เง่าต้องทำยังไง (หัวเราะ)

คลาสเรียนนางแบบของคุณสอนอะไรให้นักเรียน

เราจะถามนักเรียนก่อนว่า ‘หนูอยากเป็นอะไร’ เด็กที่มาเรียนกับเรามีตั้งแต่อายุสิบขวบไปจนถึงผู้ใหญ่ ถ้าเขาตอบว่าอยากเป็นนางแบบ เราจะถามต่อว่าถ้าต้องเลือกอีกอย่าง จะอยากเป็นอะไรอีก เดี๋ยวนี้คนเราไม่ต้องทำอาชีพเดียว

‘ตอนนี้หนูเรียนสถาปัตย์ แต่อยากเป็นนางแบบ’ เราจะบอกว่าเก็บไว้ทั้งสองอย่างได้ไหม ไม่ต้องดร็อปเรียนเพื่อมาเป็นนางแบบหรอก อาชีพนางแบบคือหนึ่งอาชีพที่ต้องยอมรับว่ามันมีวันหมดอายุ 

ยกตัวอย่าง วันก่อนเราไปขี่จักรยานเสือภูเขา ถ้าวันนั้นล้มขึ้นมา หัวแตก วันนี้ก็ไม่ได้ไปทำงานแล้ว สมมติตั้งครรภ์ มีลูก ก็ไม่ได้ทำงานแล้ว หรือผมสั้น ตัดผมผิด ผมแห้งเสีย ก็ไม่ได้ทำงานแล้ว และบางอย่างมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราทีเดียว เรียนสถาปัตย์ให้จบ เราควรมีความรู้ไว้ ลองคิดดูว่าถ้ามีสองอย่างโคตรเท่เลยนะ เช่น เรียนวิทย์กีฬาฯ และเป็นนางแบบด้วย ได้ทำงานกับ Nike ได้เตะต่อย ออกกำลังกาย เราก็มีวิชาติดตัวให้แตกต่างจากคนอื่น นางแบบบางคนเล่นโยคะ ถ้าเขาจะเลือกแบบเสื้อผ้าโยคะ เขาก็เลือกคนนั้นดีกว่า ไม่มาเลือกเราที่เล่นไม่เป็น

มีน้องคนหนึ่งเป็น LGBTQ+ มาเรียนเป็นนางแบบกับเรา เขาปรึกษาว่าถ้าไปสมัครงานที่ต่างประเทศ บอกว่าเป็นผู้หญิงได้ไหม เขาคิดว่าการเป็นนางแบบต้องเป็นผู้หญิง กล่อมตัวเอง แต่ที่อเมริกาไม่ใช่ ที่นี่มี LGBTQ นางแบบตัดนมทิ้งก็มี ยูบอกเขาเลยว่ายูเป็นแบบนี้ ถ้าเขาเลือกก็เลือกยูแบบนี้ เราเป็นตัวของตัวเอง 

รักอาชีพนี้ได้แต่อย่ายึดติดกับมัน คนสวยกว่าเรามี คนผอมกว่าเรามี คนสูงกว่าเรามี แล้วมันคือแฟชั่น แฟชั่นที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ วันนี้เขาชอบหมวยแบบนี้ วันหน้าเขาชอบหมวยอีกแบบหนึ่ง วันหนึ่งเขาชอบคนฟันห่าง วันนี้ชอบคนหน้ามีกระ ถ้าเราเอาเป็นเอาตายกับอาชีพนี้ แล้วเราจะโทษตัวเองว่าทำไมเขาไม่เลือกเรา เราจะโทษตัวเองว่าเราไม่ดีตรงไหน ช่วงหนึ่งเราอาจมีงานเยอะแยะ ทำงานไม่ทัน แต่ช่วงนี้เราไม่มีงานก็ไม่เป็นไร 

เห็นแฟชั่นอันใหม่ที่ย้อนไปแบบเก่าไหม วินเทจมันก็วนอยู่แบบนี้ หาทางของเราให้เจอ หาสิ่งที่เราทำแล้วดีก็พอ

ชีวิตนางแบบไทยในสหรัฐอเมริกาของ กิฟท์-ปิยวรรณ จิตสำราญ ผู้ทำงานร่วมกับแบรนด์ใหญ่ CHANNEL, Louis Vuitton และ Alexander Wang

ภาพ : กิฟท์-ปิยวรรณ จิตสำราญ

Writers

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

แคทรียา มาลาศรี

คนทักผิดตลอดชีวิตว่าเป็นนักร้องดัง รักการกินผักและรักเนื้อพอๆ กับผัก เกิดที่อีสาน เรียนที่ภาคกลางและหลงทางที่เชียงใหม่

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load