ค.ศ. 2020 เต็มไปด้วยปัญหาอุปสรรค โดยเฉพาะงานบริการอย่างร้านอาหาร โรงแรม ไปจนถึงแหล่งเรียนรู้อย่างพิพิธภัณฑ์ ล้วนได้รับผลกระทบกันไม่มากก็น้อย สถานการณ์นี้ชวนให้เรานึกถึง ปาร์คนายเลิศ ที่เข้าข่ายทุกธุรกิจที่ว่ามา 

หลังจากที่เราเคยนำเสนอเนื้อหาจากที่นี่ไปแล้วหลายวาระ วันนี้เราจึงถือโอกาสแวะเวียนมาในพื้นที่สีเขียวใจกลางกรุงแห่งอีกครั้ง เพื่อพูดคุยและถอดบทเรียนจาก คุณเล็ก- ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร ทายาทรุ่นที่ 4 ของ นายเลิศ หรือ พระยาภักดีนรเศรษฐ ว่าด้วยการปรับใช้วิสัยทัศน์ของท่านทวด มาพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสอย่างสวยงาม โดยเฉพาะตัวพิพิธภัณฑ์เอง ที่คุณเล็กให้นิยามว่าเป็นพระเอกของกิจการปาร์คนายเลิศทั้งหมด 

คุยกับ คุณเล็ก ณพาภรณ์ เรื่องการบริหาร Living Museum ‘ปาร์คนายเลิศ’ ในยุค COVID-19

คิดแบบนายเลิศ คิดแบบ Visionary

เราเริ่มพูดคุยกันเรื่องคุณทวดของคุณเล็กก่อน เธอเล่าให้ฟังว่าคุณทวดเป็นตัวอย่างที่ดีเยี่ยมด้านวิสัยทัศน์ล้ำสมัยไม่เหมือนใครตั้งแต่ร้อยกว่าปีที่แล้ว เห็นได้จากประวัติการทำงานของท่านที่ต่อยอดไปหลายแขนง 

ตั้งแต่กิจการน้ำหวานโซดาหรือน้ำมะเน็ด โรงน้ำแข็งแห่งแรงของสยาม การสร้างอาคารพาณิชย์ 7 ชั้นสูงที่สุดแห่งแรกและเปิดกิจการเป็นห้างนายเลิศบนถนนเจริญกรุง โรงแรม Hotel de la paix โรงแรมแห่งแรกที่เจ้าของเป็นคนไทยไม่ใช่ฝรั่ง 

ไปจนถึงธุรกิจคมนาคมที่ทำให้ท่านเป็นที่รู้จักอย่างรถเมล์ขาวที่วิ่งในพระนคร และเรือเมล์ขาวที่วิ่งบริการในคลองแสนแสบ

 “นายเลิศเป็นคนที่เจ๋ง มีความสร้างสรรค์ แล้วก็รู้จักตัวเองด้วย คือบางคนเห็นคนอื่นทำบางอย่างแล้วประสบความสำเร็จ ก็เลยเลียนแบบ ทำบ้าง แต่มันไม่ใช่ไงคะ เราต้องดูความชอบ จุดแข็งของตัวเองก่อนว่าคืออะไร จุดอ่อนของเราคืออะไร แล้วก็พัฒนาต่อยอดจากตรงนั้น แล้วถ้าเกิดว่าทำแล้วล้มเหลว คุณจะคัมแบ็กได้อย่างไร อันนั้นสำคัญกว่า” คุณเล็กเล่า 

“คุณทวดไม่ได้ประสบความสำเร็จตลอด อย่างอู่ต่อเรือสมันเตา ธุรกิจนั้นไม่ประสบความสำเร็จ เพราะต้องใช้เงินจำนวนมากในการต่อเรือเพื่อส่งไปยังประเทศอื่นๆ คุณทวดก็เสียดายไม้ ไม่อยากทิ้งไม้สักที่ใช้ต่อเรือ ก็เลยนำมาสร้างบ้านทั้งหลังที่เรานั่งอยู่นี่เอง มันเป็นการต่อยอด ยังไงก็คิดว่าเราจะไม่ล้ม”

คุยกับ คุณเล็ก ณพาภรณ์ เรื่องการบริหาร Living Museum ‘ปาร์คนายเลิศ’ ในยุค COVID-19

อย่างที่คุณเล็กเกริ่นไป แนวคิดการสร้างอู่เรือนำมาสู่การซื้อที่ดินหลายแปลง นายเลิศได้ซื้อที่ดินริมคลองแสนแสบฝั่งตรงข้ามกับตลาดเฉลิมโลก ตลอดแนวคลองข้ามทางรถไฟต่อไปจนถึงเพลินจิต (ตั้งแต่ซอยชิดลมไปจนถึงทางรถไฟสายตะวันออก ต่อไปจนถึงสุขุมวิทซอย 7) ในราคาตารางวาละ 8 สตางค์ เมื่อ พ.ศ. 2454 

ต่อมาจึงสร้างเรือนไม้สักกลาง ‘ปาร์ค’ ซึ่งเรือนไม้สักนี้สร้างแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2458 โดยใช้เป็นเรือนพักผ่อนของครอบครัวในวันหยุดสัปดาห์ อีกทั้งเปิดให้คนทั่วไปเข้ามาเที่ยวหย่อนใจได้ในทุกเช้าวันอาทิตย์ ถือเป็นสวนสาธารณะเอกชนแห่งแรกๆ คนทั่วไปจึงเรียกว่า ‘ปาร์คนายเลิศ’ ส่วนเรือนไม้สักก็ถูกเรียกว่า ‘บ้านปาร์คนายเลิศ’ มาจนถึงปัจจุบัน 

คุยกับ คุณเล็ก ณพาภรณ์ เรื่องการบริหาร Living Museum ‘ปาร์คนายเลิศ’ ในยุค COVID-19

น้อมรับการเปลี่ยนแปลงด้วยความภูมิใจ

บ้านหลังนี้ถูกใช้เป็นที่พักอาศัยของครอบครัวถึง 3 รุ่น จากสมัยนายเลิศและภรรยา คือ คุณหญิงสิน ภักดีนรเศรษฐ จากนั้นสืบต่อโดยลูกสาวคนเดียวของท่านคือ ท่านผู้หญิงเลอศักดิ์ สมบัติศิริ ผู้เป็นคุณยายของคุณเล็กนั่นเอง

“คุณยายของเล็กเป็นคนเดียวที่อยู่ตั้งแต่เกิด จนท่านเสียชีวิตเมื่อสิบปีที่แล้ว แล้วแม่เล็กอยู่เป็นรุ่นที่สาม ที่อยู่จนก่อนท่านแต่งงาน เมื่อแต่งงานก็ย้ายออกไป บ้านหลังนี้จึงถูกเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ในรุ่นของเล็กค่ะ ด้วยเจตนารมณ์ของคุณยาย คืออยากจะเปิดบ้านปาร์คนายเลิศ ให้คนรุ่นหลังได้สัมผัส ได้เห็น ได้เรียนรู้วิถีชีวิตที่สืบมา” 

อย่างที่เล่าไปว่า การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาต่อยอดนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับครอบครัวนี้ โดยเฉพาะเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ที่มีการประกาศแบ่งขายที่ดิน อีกทั้งกิจการโรงแรมบางส่วนที่ดำเนินกิจการมากว่า 3 ทศวรรษ ทำให้การประกาศเปิดพิพิธภัณฑ์อย่างเป็นทางการในปีที่ผ่านมาดูเป็นข่าวเล็กไปเลย 

ถึงกระนั้น เราก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่า คุณเล็กรู้สึกลำบากใจไหมในการเปิดบ้าน ซึ่งเป็นสมบัติส่วนตัวของครอบครัวเป็นแหล่งเรียนรู้

คุยกับ คุณเล็ก ณพาภรณ์ เรื่องการบริหาร Living Museum ‘ปาร์คนายเลิศ’ ในยุค COVID-19
คุยกับ คุณเล็ก ณพาภรณ์ เรื่องการบริหาร Living Museum ‘ปาร์คนายเลิศ’ ในยุค COVID-19

“เล็กรู้สึกภูมิใจ ไม่ยากเลย คำว่ายากคงเป็นสิ่งที่เล็กไม่อยากทำ แต่นี่เล็กอยากทำ มันเลยไม่ยาก เราคิดว่าของเราดีเราเลยอยากแชร์ แค่นี้เองค่ะ มีหลายคนที่ว่าให้คนมานั่งแบบนี้เลยเหรอ อันนี้ของเก่า Antique นะ ให้คนจับได้เหรอ น่าจะเอาอะไรกั้นไว้นะ แต่มันไม่ใช่เรา เราตั้งใจจะเป็น Living Museum ถ้าเกิดคุณอยากจะหวงของ อย่าเปิดดีกว่า เราไม่ทำอะไรครึ่งๆ กลางๆ ทำอะไรก็ทำให้สุดไปเลย”

เรื่องราวในบ้านของนายเลิศนั้นพูดถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในประเทศเราไม่น้อย เนื่องด้วยนายเลิศเกิดในสมัยต้นรัชกาลที่ 5 และมีชีวิตอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านของประเทศไทย มีการน้อมรับเอาวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามามาก ห้างของนายเลิศก็นำเข้าสินค้าและวัฒนธรรมฝรั่งหลายอย่าง อาทิ จักรเย็บผ้าซิงเกอร์ ซุปกระป๋องแคมเบลล์ รวมไปถึงการเสิร์ฟวิสกี้ ออน เดอะร็อค เป็นต้น หรือแม้กระทั่งในส่วนจัดแสดงที่โชว์ห้องครัวของคุณหญิงสิน เราก็ได้เห็นชุดเครื่องจานชามที่ประยุกต์เอาความสวยงามแบบตะวันตกมาแมตช์กับสำรับอาหารไทย

“เล็กคิดว่านายเลิศ คุณยาย หรือรุ่นเล็กเอง มีความเป็นตะวันตกและตะวันออกผสมอยู่ในตัวคนเดียวกัน ด้วยวิธีคิด ด้วยการใช้ชีวิต เราเอาข้อดีของเมืองนอกมาใช้ แต่เล็กยังไหว้ ไม่จับมือ โดยเฉพาะตอนนี้ต้องระวัง” คุณเล็กหัวเราะ “หรืออย่างการแต่งตัวด้วยแบรนด์เนมทั้งตัว เล็กว่ามันไม่ทำให้คุณโก้นะ แต่มารยาทที่ดีทำให้คุณโก้ได้”

คุยกับ คุณเล็ก ณพาภรณ์ เรื่องการบริหาร Living Museum ‘ปาร์คนายเลิศ’ ในยุค COVID-19

ใส่ใจในทุกรายละเอียดด้วยรัก

นอกจากตัวนายเลิศเองแล้ว เราสังเกตว่าในการจัดแสดงยังมีเรื่องราวของคุณยายของคุณเล็ก (ท่านผู้หญิงเลอศักดิ์ สมบัติศิริ) เยอะมาก ซึ่งคุณเล็กให้เหตุผลว่า “บ้านหลังนี้มาจากสายนายเลิศ มีความเป็นคุณตาคุณยายค่อนข้างมาก จึงจัดแสดงไลฟ์สไตล์ของท่านในอดีต ว่าผู้หญิงคนนี้ใช้ชีวิตอย่างไร มีความเรียบง่าย แต่ลงรายละเอียด เป๊ะมาก” เธอต่อเล่าว่าสิ่งที่เธอจดจำได้ดีจากคุณยายและยังนำมาใช้อยู่ทุกวันนี้คือกาลเทศะ และการที่คุณยายไม่เคยดูถูกคน 

“ท่านคุยและจับต้องคนทุกระดับ แนะนำตัวเองทุกครั้งกับทุกคน ท่านไม่ถือตัว เป็นคนที่รสนิยมดีมาก สิ่งนี้มาพร้อมกับความเป็นคนละเอียด เจ้าระเบียบ” 

ตอนเด็กๆ คุณเล็กยอมรับว่าไม่ได้ใช้เวลากับคุณยายบ่อยนัก เพราะตอนนั้นไม่อยากให้ผู้ใหญ่มานั่งจู้จี้ เมื่อตนกลับมาจากการศึกษาที่อังกฤษถึงได้อยู่กับท่าน และซึมซับตัวตนของท่านหลายๆ อย่าง โดยเฉพาะการใส่ใจกับรายละเอียด ซึ่งเธอนำมาใช้ในการเลือกจัดแสดงสิ่งของทุกชิ้นในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้

“ใครๆ ก็สร้างตึกสวยๆ บ้านสวยๆ ได้ แต่ประสบการณ์และความทรงจำ สิ่งพวกนี้เป็น Small touches that last a lifetime.” คุณเล็กบอกว่า ดีเทลบางอย่างเธอจงใจที่จะใส่ไป แม้คนหลายคนอาจจะมองว่าแปลก 

“อาทิ หวี คือของใช้ส่วนตัวบางคนเขาก็ไม่อยากให้โชว์นะคะ ใช้ยี่ห้ออะไร สภาพอย่างไร ฯลฯ แต่เราเปิดพิพิธภัณฑ์นี้เป็น บ้าน ดังนั้น เพื่อความเป็นบ้าน มันต้องคงอยู่ ถ้าโต๊ะเครื่องแป้งโชว์แค่โต๊ะสวยๆ อย่างเดียว แต่ไม่มีของใช้ที่คุณยายเคยใช้มา มันก็ไม่ใช่บ้านของท่าน” 

นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงของกระจุกกระจิกไปจนถึงเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่บ่งบอกถึงประวัติของท่านในฐานะ ผู้หญิงไทยคนแรกๆ ที่ไปเรียนที่ญี่ปุ่น จนถึงตำแหน่งอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมหญิงคนแรกของไทย 

ขณะที่เราชื่นชมของเหล่านี้ เราชวนคุณเล็กคุยว่า คุณยายจะภูมิใจไหมนะ ถ้าท่านได้เห็นพิพิธภัณฑ์บ้านปาร์คนายเลิศในวันนี้ 

“She’s seeing it! (ท่านกำลังเห็นมันแน่นอนค่ะ) ถ้าเจ้าของบ้านเขาไม่ดีใจที่เราทำแบบนี้ มันทำไม่ได้หรอกค่ะ” เธอตอบทันควันพร้อมรอยยิ้ม

คุยกับ คุณเล็ก ณพาภรณ์ เรื่องการบริหาร Living Museum ‘ปาร์คนายเลิศ’ ในยุค COVID-19

ความสำคัญของการกิน อยู่ หลับ นอน ที่ดี

อีกสิ่งหนึ่งที่คุณเล็กเน้นย้ำ คือประสบการณ์การเรียนรู้ที่นี่ไม่ได้อยู่แค่ในตู้จัดแสดงของพิพิธภัณฑ์ แต่เรียนรู้ได้จากต้นไม้ในสวน ไปจนถึงเมนูที่เสิร์ฟในร้านอาหารด้วย 

“เล็กอยากทำให้ครบวงจร ทั้งการกิน อยู่ หลับ นอน เจตนารมณ์ของคุณยายคือท่านอยากให้ปาร์คนายเลิศเป็นสถานที่ที่ครบการใช้ชีวิตของมนุษย์ พอมีบ้านให้ชมเป็นพิพิธภัณฑ์แล้ว คนที่มาก็อาจจะอยากกินน้ำกินข้าว เราก็เปิดร้านอาหาร ซึ่งตอนแรกมีแค่ร้านเดียวคือร้านอาหารไทยที่เป็นเมนูโบราณของคุณหญิงสิน แต่ต่อมาคนที่เป็นลูกค้าประจำของเราค่อนข้างเยอะ เพราะคนมาแล้วชอบก็มาอีก เขามักจะถามว่า ได้ข่าวว่าคุณพินิจ (คุณพินิจ สมบัติศิริ สามีของท่านผู้หญิงเลอศักดิ์ เป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการต่างประเทศ) ชอบกินอาหารฝรั่งไม่ใช่เหรอ ทำไมไม่เปิดร้านอาหารฝรั่งบ้าง

คุยกับ คุณเล็ก ณพาภรณ์ เรื่องการบริหาร Living Museum ‘ปาร์คนายเลิศ’ ในยุค COVID-19

“เล็กก็เลยคุยให้คุณแม่ฟังว่า ลูกค้าที่เป็น Return Customer เกือบหกสิบเปอร์เซ็นต์เขาสนใจ เราเปิดอีกร้านหนึ่งไหม ก็เลยเป็น Lady L จนล่าสุดเปิดสมันเตาด้วย เป็นร้านกาแฟโบราณ เปิดในศาลาเก่าของคุณตาพินิจด้วย”

การกิน อยู่ หลับ นอน ที่ดี คือหัวใจของสิ่งที่ปาร์คนายเลิศต้องการนำเสนอ โดยเฉพาะสำหรับคนรุ่นปัจจุบันที่อาจอยู่ในโลก Virtual ค่อนข้างเยอะ คุณเล็กยอมรับว่า เธออาจเป็นคนรุ่นเก่า แต่อยากให้คนที่มาปาร์คนายเลิศได้ดื่มด่ำกับทุกผัสสะในนี้ “ไม่ใช่ถ่ายรูปจนแกงขี้เหล็กเย็น” เธอหัวเราะ 

“การถ่ายรูปจริงๆ แล้วดี ดีมาก มันดีในแง่การตลาดสำหรับเรา ก็ขอบคุณมากๆ แต่อย่าลืมทานให้อร่อยด้วยค่ะ” 

เมื่อเราถามถึงเมนูที่คุณเล็กประทับใจ เธอบอกว่าต้องเป็น ‘หมี่น้ำปาร์คนายเลิศ’ จานนี้มีที่มาจากสมัยที่บริเวณนี้เคยเป็นอู่จอดรถเมล์ขาว พนักงานพักอาศัยอยู่จำนวนมาก คุณหญิงสินเคยทำหมี่กรอบเลี้ยงทุกคน แล้วเมื่อหมี่เหลือ ท่านก็ทำน้ำแกงที่คล้ายกับต้มยำแต่รสไม่เผ็ดมากมาราดบนหมี่กรอบ เกิดเป็นเมนูประจำบ้านปาร์คฯ แต่นั้นมา ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างน่ารักๆ ของการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสในบ้านหลังนี้ 

คุยกับ คุณเล็ก ณพาภรณ์ เรื่องการบริหาร Living Museum ‘ปาร์คนายเลิศ’ ในยุค COVID-19
คุยกับ คุณเล็ก ณพาภรณ์ เรื่องการบริหาร Living Museum ‘ปาร์คนายเลิศ’ ในยุค COVID-19

มองเห็นโอกาสในทุกวิกฤต

หลังจากเปิดพิพิธภัณฑ์แบบเต็มรูปแบบได้ไม่นาน การระบาดของ COVID-19 ทำให้บ้านหลังนี้ต้องงดรับแขกเหรื่ออย่างกะทันหัน 

“COVID-19 ส่งผลกระทบกับทุกคนแหละค่ะ แต่เราก็ต้องดิ้นรนและปรับตัวไปให้ได้ ตัวมิวเซียมก็ถือโอกาสบูรณะ ทำวิกฤตเป็นโอกาสให้ได้” 

การซ่อมแซมบ้านไม้สักหลังนี้จึงเกิดขึ้นอีกครั้ง หลังจากการบูรณะครั้งใหญ่ไปเมื่อ พ.ศ. 2556 โดยใช้วิธีดีดบ้านขึ้นทั้งหลัง ส่วนครั้งนี้ปรับปรุงพื้น ซึ่งบางส่วนเป็นปาร์เกต์ที่สามารถระบุชนิดและอายุของไม้จากวิธีการเข้าไม้ที่เป็นเอกลักษณ์ ดังนั้นนอกจากจะได้ฤกษ์ซ่อมแล้ว ทางพิพิธภัณฑ์ยังร้อยเรียงข้อมูลออมาเป็นนิทรรศการชั่วคราวชื่อ ‘เล่าเรื่องผ่านไม้’ ด้วย

ส่วนกิจการร้านอาหารนั้น คุณเล็กก็ยังคงดำเนินต่อในช่วง COVID-19 แต่เปลี่ยนเป็นแบบ Take Away ลูกค้าบางรายที่ติดใจการบริการชั้นเยี่ยมของที่นี่ก็จ้างทีมบัตเลอร์ไปจัดดินเนอร์ให้ที่บ้านก็มี 

“ต้องบอกว่าช่วง COVID-19 ร้านอาหารเราก็ยังไปได้ดี คนยังกลับมาซื้อ Take Away นะ เขาชอบธรรมชาติของตรงนี้ ไม่ต้องเดินผ่านล็อบบี้หรือขึ้นลิฟต์ไปตรงไหนที่เป็นพื้นที่เสี่ยง เขารู้สึกปลอดภัยที่นี่ค่ะ” 

“คุณทวดเป็นคนที่ไม่ Take himself too seriously. ไม่เครียดเกินไปว่าฉันต้องแบบนั้นแบบนี้ อย่างบ่อบัวเป็นหลุมระเบิดจากสงครามโลกครั้งที่สอง คือถ้าเป็นเรามีหลุมระเบิดใหญ่ขนาดนี้คงเครียดมาก แต่ท่านเลือกที่จะไปต่อกับมัน ทำบ่อบัวซะเลย” คุณเล็กย้ำว่า นายเลิศนั้นเป็นคนที่ทำวิกฤตให้เป็นโอกาสเสมอ ซึ่งตัวเธอเองก็พยายามแบบนั้นอยู่ 

“โลกใบนี้มันมีแต่ปัญหาอยู่แล้ว ทุกคนก็ต้องเจอปัญหาไม่มากก็น้อยใช่ไหมคะ แต่เราก็ต้องคิดและดิ้นรน รู้จักตัวเอง รู้จักวิสัยทัศน์ที่เราจะพาบริษัทนี้ต่อไปข้างหน้าได้อีกหลายรุ่น”

คุยกับ คุณเล็ก ณพาภรณ์ เรื่องการบริหาร Living Museum ‘ปาร์คนายเลิศ’ ในยุค COVID-19

คงอัตลักษณ์ไว้ แล้วไปต่อ

พิพิธภัณฑ์และกิจการต่างๆ ของปาร์คนายเลิศ เริ่มกลับมาเปิดบ้าง อีกทั้งประเพณีต่างๆ ที่สืบมาก็ยังคงดำเนินต่อไป อาทิ วันที่ 15 ธันวาคม ที่เป็นวันนายเลิศ หรือครบรอบวันอสัญกรรมของคุณทวด คุณเล็กก็ยังคงทำบุญบนบ้าน ต่อยอดเจตนารมณ์เรื่องการให้ทุนกับมูลนิธิต่างๆ ที่บรรพบุรุษก่อตั้งไว้ อาทิ โรงพยาบาลเลิดสิน หรือโรงเรียนเศรษฐบุตรบำเพ็ญที่หนองจอก เป็นต้น ถือเป็นอีกหลักการดำเนินชีวิตของนายเลิศได้ส่งผ่านทายาทจากรุ่นสู่รุ่น ตามที่ปรากฏในตราสัญลักษณ์ขนมกงของนายเลิศ อันหมายถึงพรหมวิหาร ๔ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา 

ในอนาคตอันใกล้ ปาร์คนายเลิศกำลังจะมุ่งหน้าเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงใหญ่อีกครั้งกับโครงการ Aman Nai Lert Bangkok คาดการณ์ว่าโครงการจะแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2566 ซึ่งโครงการนี้คุณเล็กได้ทุ่มเงินกว่า 6 พันล้านบาท ในการพัฒนาที่พักและโรงแรมมาตรฐานระดับ Luxury ตามเอกลักษณ์ของเครืออมันซึ่งมีสาขาอยู่ทั่วโลก ทั้งนิวยอร์ก ไมอามี่ เซี่ยงไฮ้ นิเซโกะ ฯลฯ โดย Aman Nai Lert Residences Bangkok จะเป็นที่พักแห่งแรกและแห่งเดียวของเครือนี้ในกรุงเทพฯ 

“เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับความไว้วางใจจากแบรนด์อมัน เพื่อร่วมพัฒนาโครงการ Flagship ของอมันในกรุงเทพฯ นายเลิศกรุ๊ปภาคภูมิใจในงานด้านการบริการและการโรงแรมของเราเสมอมา เรายินดีที่จะสร้างตำนานบทใหม่ที่จะสืบสานเกียรติภูมิของนายเลิศกรุ๊ปไปพร้อมกับแบรนด์อมัน” 

คุณเล็กยืนยันกับเราว่า ไม่ว่าสิ่งก่อสร้างรอบข้างจะเปลี่ยนไปอย่างไร พิพิธภัณฑ์บ้านไม้สักหลังนี้จะยังคงอยู่ และสืบสานเรื่องราวเรื่องราวและอัตลักษณ์ของนายเลิศ ให้เป็นแรงบันดาลใจกับทุกคนที่เข้ามาในพื้นที่บริเวณ 20 ไร่ใจกลางกรุงนี้เสมอ

อย่างที่เขาว่ากันว่า “If you don’t know where you came from, you don’t know where you’re going”

คุยกับ คุณเล็ก ณพาภรณ์ เรื่องการบริหาร Living Museum ‘ปาร์คนายเลิศ’ ในยุค COVID-19

บ้านปาร์คนายเลิศ 

ซอยสมคิด ถนนเพลินจิต กรุงเทพฯ (แผนที่)

เปิดให้เข้าชมในวันพุธถึงอาทิตย์ (ปิดวันจันทร์และวันอังคาร) ค่าเข้าชมท่านละ 250 บาท รอบเข้าชมเวลา 9.30 น. 11.30 น. 14.30 น. และ 16.30 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ โทร.0 2253 0123 หรือ Facebook : Nai Lert Park Heritage Home

Writer

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

Museum Minds

ความคิดใหม่ๆ ของคนใหม่ๆ ที่กำลังขับเคลื...

แจ้งเกิดในโลกใบใหม่ ใหญ่กว่าเดิม 

“นี่ครับ ห้องเก็บงานของผม” โน้ต-วัจนสินธุ์ จารุวัฒนกิตติ ไม่ได้เปิดประตูให้เราเดินเข้าไปในห้องเก็บสะสมงานศิลปะตามปกติ แต่ระรัวนิ้วเคาะแป้นพิมพ์ป้อนรหัสผ่านอย่างรวดเร็ว และกดปุ่ม Enter หันหน้าจอมาทางเราเพื่อแสดงภาพแกลเลอรี่ขนาดใหญ่ ผนังสีขาว แขวนผลงานศิลปะหลายชิ้น โดยมีชื่อ Mr.Palette เป็นเจ้าของสถานที่ ปรากฏอยู่บนเว็บไซต์ Oncyber 

เส้นทางของ Palette Artspace จากแกลเลอรี่ย่านทองหล่อ สู่ดินแดนซื้อขายศิลปะ NFT

ในขณะเดียวกัน เราก็กำลังนั่งอยู่ (ในเชิงกายภาพ) กับคุณโน้ตที่แกลเลอรี่ Palette Artspace ในอาคารพาณิชย์ 4 ชั้น แม้เป็นแกลเลอรี่น้องใหม่ที่เพิ่งเปิดมาไม่นาน แต่ Palette Artspace ก็ดึงดูดสายตาของผู้คนที่ผ่านไปมาด้วยที่ตั้งทำเลทอง และการตกแต่งเรียบง่ายดูเป็นมิตร อีกทั้งโซนคาเฟ่พร้อมเสิร์ฟเครื่องดื่มน่านั่ง 

การทำงานซื้อขายงานศิลปะทั้งในพื้นที่และในโลกเสมือนควบคู่กันไปเช่นนี้ ถือเป็นเทรนด์การทำงานของแกลเลอรี่หลายแห่งในปัจจุบัน ว่าแล้วเราเลยถือโอกาสชวนคุณโน้ตพูดคุยถึงกระบวนการและประสบกาณ์ของเขา ให้เราได้รู้จักกับทิศทางของการซื้อขายศิลปะในโลกดิจิทัลมากขึ้น การขยับขยายจากภาพแขวนบนผนัง ไปสู่การเปิดประมูล NFT บนอินเทอร์เน็ตนั้น จะเป็นโอกาสทองอย่างที่หลายๆ คนฝันหรือไม่ หรือจะเป็นเพียงการฆ่าเวลาในช่วงโควิด-19 กันแน่  

เส้นทางของ Palette Artspace จากแกลเลอรี่ย่านทองหล่อ สู่ดินแดนซื้อขายศิลปะ NFT

สรรพสีสันบน Palette  

คุณโน้ตบอกเราว่า เขาใกล้ชิดศิลปะมาตั้งแต่เด็ก เนื่องจากคุณพ่อ (อุทัยพันธุ์ จารุวัฒนกิตติ) เป็นนักสะสม Erotic Art หลังจากรับช่วงดูแลธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ของทางบ้าน คุณโน้ตคิดว่าสักวันหนึ่งเขาจะเป็นศิลปิน ภายหลังเขาได้ศึกษาต่อในระดับปริญญาโทด้านทฤษฎีศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งเป็นอีกหนึ่งส่วนที่ทำให้เขาได้พบเจอหลากหลายศิลปินที่รุ่นใหม่และรุ่นเก่าในวงการ จนได้ต่อยอดมาเปิดแกลเลอรี่ Palette Artspace เมื่อ ค.ศ. 2019 ในที่สุด 

เส้นทางของ Palette Artspace จากแกลเลอรี่ย่านทองหล่อ สู่ดินแดนซื้อขายศิลปะ NFT
เส้นทางของ Palette Artspace จากแกลเลอรี่ย่านทองหล่อ สู่ดินแดนซื้อขายศิลปะ NFT

“ผมอยากให้พื้นที่ของ Palette Artspace ต่อยอดและสนับสนุนศิลปินคนไทยรุ่นใหม่ที่ตั้งใจสร้างงาน ได้มีโปรไฟล์ ทำพอร์ตไปสมัครงาน ไปเรียนต่อต่างประเทศ พอได้เห็นความสำเร็จของน้องๆ ผมก็มีความสุขไปด้วย” 

เส้นทางของ Palette Artspace จากแกลเลอรี่ย่านทองหล่อ สู่ดินแดนซื้อขายศิลปะ NFT

คุณโน้ตมักสนใจคัดสรรและติดต่อศิลปินรุ่นใหม่ๆ มาแสดงงาน จากนิทรรศการจบการศึกษา รวมไปถึงช่องทางโซเชียลมีเดียอย่าง Instagram สลับไปกับหยิบยืมผลงานของศิลปินระดับใหญ่ๆ มาจัดแสดงเพื่อให้คนทั่วไปได้เข้าถึงผลงานระดับมาสเตอร์พีซของไทยด้วยเช่นกัน

แต่เมื่อเปิดพื้นที่ได้ไม่นานนัก วิกฤตโรคระบาดโควิด-19 ทำให้คุณโน้ตต้องขบคิดวิธีการไปต่อในฐานะแกลเลอริสต์อย่างเลี่ยงไม่ได้ และในขณะที่มาตรการของรัฐทำให้ไม่สามารถเดินดูงานในพื้นที่กายภาพได้ คุณโน้ตก็ได้แรงบันดาลใจจากโลกออนไลน์อย่างน่าอัศจรรย์

การสร้างแกลเลอรี่ในโลกเสมือนจริง

“ครั้งแรกที่ผมเข้าไปเห็นคลิปใน YouTube ผมมั่นใจมากว่าผมต้องมี ผมเชื่อว่ามาถูกทาง” 

คุณโน้ตเล่าถึงวิดีโอคลิปหนึ่งที่อธิบายถึงการสร้างแกลเลอรี่ที่สามารถเอา ‘ตัวเรา’ เข้าไปอยู่ในโลกเสมือนจริง และในอนาคต ผู้ใช้จะสื่อสาร คุยกันได้เหมือนที่เราแชตกันในเกม อาจมีการเลือกใส่เสื้อผ้า การซื้อไอเท็ม หรือมีบัตรผ่านเข้าสถานที่แต่ละแห่งในรูปแบบต่างๆ ลองจินตนาการว่า ถึงจะมีโควิด แต่เราก็มางานเปิดนิทรรศการศิลปะแบบสบายๆ ในมือถือกระป๋องเบียร์ เดินดูงานศิลปะอยู่ที่บ้าน กดลิงก์เพื่อเข้าไปสู่เว็บไซต์ของศิลปิน อ่าน Wall-Text แม้แต่จะซื้อหรือประมูลงานศิลปะก็ยังทำได้ และสำหรับเขา นั่นคือการทำลายกำแพงของโลกศิลปะในรูปแบบดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง 

“เราอาจยังไม่รู้เส้นทางของมันมากนัก แต่นับว่าเราเป็นคนแรกๆ ในไทยที่กล้าเดินเข้าไปในโลกใบนั้น” 

เส้นทางของ Palette Artspace จากแกลเลอรี่ย่านทองหล่อ สู่ดินแดนซื้อขายศิลปะ NFT

คุณโน้ตเล่าต่อว่าต้องขอบคุณแอปพลิเคชันชื่อดังอย่าง Clubhouse ที่กลายเป็นแหล่งความรู้นอกกระแสจากทั่วทุกมุมโลกสำหรับเขา โดยวันหนึ่งตัวเขาเองได้มีโอกาสอยู่ร่วมในห้องแชตที่กำลังพูดถึงข่าวดังในสหรัฐอเมริกา นับเป็นการกระชากหน้าประวัติศาสตร์ศิลปะให้เปลี่ยนบทใหม่ อย่างการเผางานที่จับต้องได้และเปลี่ยนให้อยู่ในรูปแบบของ NFT (Non-fungible Token) โดยผู้ครอบครองผลงาน Morons (2006) ของ Banksy ได้จุดไฟเผาผลงาน และอัดคลิปวิดีโอเผยแพร่ลงใน YouTube จุดประสงค์เพื่อให้งานออริจินัลที่จับต้องได้หายไป และนำผลงานชิ้นนี้ไปแขวนไว้ในเว็บไซต์ Opensea ในรูปแบบ NFT อีกด้วย

และนั่นคือครั้งแรกที่คุณโน้ตได้ยินคำว่า NFT

ศิลปะในฐานะทรัพย์สินดิจิทัล

เราขอให้คุณโน้ตอธิบายตลาดการวางขายงาน NFT ด้วยการเปรียบเทียบเพื่อให้เข้าใจง่าย ซึ่งคุณโน้ตอธิบายอย่างกว้างๆ ให้เห็นภาพว่า “เว็บไซต์ตลาดขายงานศิลปะ NFT ที่ไม่ว่าจะเป็นใครก็ปูเสื่อขายได้คือ Opensea ต่อมาตลาดที่เรียกว่าเป็นห้างประจำจังหวัด คือต้องได้รับเชิญ (Invite) ศิลปินคือ Foundation และตลาดขายงานไฮเอนด์ที่ต้องได้รับเลือกจากภัณฑารักษ์ คือ SuperRare” 

เส้นทางของ Palette Artspace จากแกลเลอรี่ย่านทองหล่อ สู่ดินแดนซื้อขายศิลปะ NFT

คุณโน้ตอธิบายว่าจุดเปลี่ยนของวงการนั้นมาจาก Blockchain ที่ทำให้งานดิจิทัลอาร์ตมีมูลค่า เพราะการซื้อขายต้นฉบับนั้นจะถูกส่งต่อโดยตรวจสอบที่มาที่ไป และยืนยันกรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของได้ เรียกว่ามีความโปร่งใสและไม่สามาถทำสำเนาได้ ประกอบกับ Tokenization คือกระบวนการสร้างตัวแทนของทรัพย์สินต่างๆ ให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล โดยสร้าง Token เป็นตัวแทนของสิทธิหรือทรัพย์สิน อย่างงานศิลปะ Digital Artwork ก็แปลงเป็นโทเคนได้ 

NFT แปลตรงตัวว่าเป็นโทเคนในรูปแบบที่ไม่สามารถแลกเปลี่ยนแทนด้วยสิ่งอื่นได้ (Non-fungible Token) เหล่าแพลตฟอร์มตลาดการขายงานศิลปะอย่างที่ได้กล่าวมาข้างต้น ไม่ว่าจะเป็น Opensea, Foundation และ SuperRare จะทำการ Tokenize งานศิลปะดิจิทัลบนระบบ Ethereum Blockchain โดยผู้ครอบครองโทเคน จะได้รับใบรับรองความเป็นเจ้าของในชิ้นงานนั้นๆ 

ส่วนสกุลเงินดิจิทัลที่นำมาซื้อผลงาน NFT นั้น จะถูกกำหนดโดยตลาดแต่ละแห่งด้วย (ส่วนใหญ่ที่ใช้คือ Ethereum)    

“ในเชิง Business เอาจริงๆ ผมตอบไม่ได้ แต่ถ้าเรื่องการเก็บสะสม ผมว่าใช่สำหรับยุคนี้” เขาเล่าถึงเส้นทางการขยับขยายสู่วงการศิลปะออนไลน์ด้วยความตื่นเต้น เริ่มจากทดลองเปิดงานนิทรรศการ 8 Bits จัดแสดงผลงานของนักศึกษาคณะดิจิทัลมีเดีย สาขาดิจิทัลอาร์ตส์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตบางเขน โดยใช้แพลตฟอร์ม Cryptovoxels และอีกทั้งนิทรรศการ Love Distancing จัดแสดงผลงานของศิลปินนักเคลื่อนไหว วสันต์ สิทธิเขตต์ โดยการติดตั้งจอ LED ฉายภาพงานศิลปะจากในแกลเลอรี่ หันออกด้านนอกตัวอาคาร หวังให้ผู้ที่เดินขึ้นลงบันได BTS สถานีทองหล่อ มองเห็น แม้ว่าในช่วงเวลานั้น แกลเลอรี่จะเปิดให้เข้าชมตามปกติไม่ได้ แต่เมื่อเดินลงมาด้านล่าง ข้างหน้า Palette Artspace ก็จะพบกับ QR Code ที่ยกสมาร์ทโฟนกดเข้าไปชมนิทรรศการเต็มรูปแบบได้ทางออนไลน์ 

 “พอเราทำนิทรรศการออนไลน์ งานศิลปะถูกส่งตรงไปถึงสายตาคนทั่วโลก มีคนสนใจ มีสื่อต่างประเทศมาสัมภาษณ์ พอเป็นข่าว ก็ยิ่งได้รับยอดเข้าชมมากขึ้น ไม่ใช่แค่คนไทย แต่เป็นคนทั้งโลกที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้” คุณโน้ตเล่าให้ฟังถึงผลตอบรับของนิทรรศการล่าสุด คือ 2D Afterlife โดย แพน-จินห์นิภา นิวาศะบุตร นำเสนอภาพสีน้ำมันของตัวละครสมมติที่เสียชีวิตไปแล้วจำนวน 50 ภาพ ผ่านแนวคิดปฏิสัมพันธ์กึ่งมีส่วนร่วม และวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมของแฟนคลับ โดยผู้เข้าชมมีส่วนร่วมในการระลึกถึงความทรงจำที่มีต่อตัวละครสมมติเหล่านี้ได้ ด้วยการวางดอกไม้หรือสิ่งของต่างๆ บนหิ้งหน้ารูปเคารพ และไว้อาลัยแก่การจากไปของผู้วายชนม์ ที่แท้จริงแล้วไม่เคยมีชีวิตอยู่

การแจ้งเกิดในโลกใบใหม่ใหญ่กว่าเดิม สู่ดินแดนที่ซื้อขายงานศิลปะทั้งในพื้นที่จริงและโลกเสมือน
การแจ้งเกิดในโลกใบใหม่ใหญ่กว่าเดิม สู่ดินแดนที่ซื้อขายงานศิลปะทั้งในพื้นที่จริงและโลกเสมือน

 นิทรรศการนี้จัดขึ้นในพื้นที่ของแกลเลอรี่ขนานไปกับนิทรรศการออนไลน์ มียอดการเข้าชมทางออนไลน์มากกว่า 8,000 ครั้ง ไต่ระดับขึ้นมาเป็นนิทรรศการที่มีผู้เข้าชมสูงสุดในสัปดาห์แรกที่เปิดงาน ตัวเลขนี้ทำให้คุณโน้ตมองเห็นว่า Palette Artspace ยังคงเป็นเวทีสนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในโลกออฟไลน์และในโลกออนไลน์

การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ดิจิทัล-The Sandbox 

งานเหล่านั้นคือจุดเริ่มของ Virtual Exhibition ที่คุณโน้ตสนใจ แต่ไม่นานนักเขาเรียนรู้ว่าแพลตฟอร์ม Artsteps.com มีข้อจำกัดเรื่องจำนวนห้องจัดแสดง ต้องรื้อลบผลงานเก่าออกหากต้องการจะจัดแสดงงานครั้งใหม่ ซึ่งไม่ตอบโจทย์การแสดงผลงานศิลปะของคุณโน้ต เขาไม่ต้องการจะลบนิทรรศการใดๆ ออกจากโลกเสมือนจริงแม้แต่งานเดียว 

การแจ้งเกิดในโลกใบใหม่ใหญ่กว่าเดิม สู่ดินแดนที่ซื้อขายงานศิลปะทั้งในพื้นที่จริงและโลกเสมือน

“หลังจากที่เริ่มทำนิทรรศการออนไลน์บน Artsteps ผมเริ่มขยับไปซื้อที่ดินใน The Sandbox ผมอยากมีพื้นที่ของตัวเอง พอมาศึกษาดีๆ หลังจากที่ซื้อไปแล้วก็เพิ่งค้นเจอว่า กว่าเว็บไซต์จะเปิดใช้งานได้เต็มร้อยคือปีหน้า (ค.ศ. 2022) ผมเลยได้โอกาสซื้อที่ดินตอนราคายังไม่สูงมาก ล่าสุดได้ยินมาว่าราคาขยับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มันเลยกลายเป็นการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ไปในตัว ซึ่งพอถึงวันที่ใช้พื้นที่ได้จริงๆ ผมก็ยังไม่รู้ว่า จะได้ทำแบบที่ฝันไว้รึเปล่า” 

คุณโน้ตหัวเราะเบาๆ ใต้หน้ากากอย่างอารมณ์ดี แสดงถึงวิสัยทัศน์ระยะยาวที่ไม่หวังผลกำไรปุบปับ เขาบอกเราว่าในโลกออนไลน์นี้ทุกคนล้วนเป็นมือใหม่ ความเป็นไปได้นั้นยังอีกมาก และเราทุกคนคงต้องศึกษาลองผิดลองถูกกันไปอีกสักพัก

เรื่องที่ต้องรู้และความโปร่งใสในตลาดค้างานศิลปะ

การแจ้งเกิดในโลกใบใหม่ใหญ่กว่าเดิมของ Palette Artspace สู่ดินแดนที่ซื้อขายงานศิลปะทั้งในพื้นที่จริงและโลกเสมือน

เมื่อถามว่าเขามีอะไรจะบอกผู้สนใจเข้าวงการซื้อขายศิลปะออนไลน์บ้าง คุณโน้ตได้ให้คำแนะนำเรามากมาย อาทิ การซื้อขาย NFT นั้นมีทั้งการขายแบบเสนอราคาและการขายแบบประมูล ซึ่งการเสนอราคา ศิลปินสามารถปรับเพิ่มหรือลดได้ตามความพอใจ แถมการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างจะถูกบันทึกเอาไว้ ทำให้ผู้ที่สนใจงานศิลปะชิ้นนั้นและต้องการซื้อ มองเห็นความเปลี่ยนแปลงของราคางาน ซึ่งเกิดขึ้นไม่ได้เลยในโลกศิลปะแห่งความเป็นจริง ที่การตั้งราคาซื้อขายชิ้นงานนั้นเป็นเรื่องลึกลับ ซับซ้อนตามกลไกของวงการตลาดศิลปะ ดีลเลอร์และภัณฑารักษ์ ยากที่คนภายนอกจะรู้

ทว่าในตลาดออนไลน์ เงื่อนไขและข้อกำหนดต่างๆ ของงานศิลปะแต่ละชิ้นจะถูกกำหนดโดยตัวศิลปินเอง ซึ่งเงื่อนไขที่ว่าอาจไม่เปิดเผย หากผู้ซื้อยังไม่กดชำระเงิน การซื้องานศิลปะ NFT จึงคล้ายกับการเสี่ยงดวง อาจมีเรื่องเซอร์ไพรส์ปรากฏให้เห็นภายหลังการซื้อ เช่น ผู้ซื้ออาจได้รับผลงานชิ้นจริงไปด้วยหลังจากซื้อชิ้นงาน NFT 

นอกจากนี้ ยังมีอีกเรื่องที่ต้องทราบคือค่าแก๊ส (Gas Fee) ซึ่งจะถูกเรียกเก็บไปพร้อมๆ กับการซื้อขายผลงานศิลปะ คล้ายกับค่าธรรมเนียมในการดำเนินการ คุณโน้ตยกตัวอย่างว่า “งานศิลปะในรูปแบบ NFT บางชิ้น มีค่า Gas Fee สูงกว่าสองเท่าของราคางาน” ดังนั้น นอกเหนือจากรสนิยมในการสะสมงานแล้ว การซื้องานศิลปะ NFT จึงเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง ให้แน่ใจว่าคุณรู้ว่าใครคือศิลปิน และเขามีทิศทางในการสร้างงานอย่างไร งานของเขาลอกใครมาหรือไม่ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้เช่นกัน

สิ่งที่ตามมาคือ ‘ห้องเก็บงาน’ พื้นที่ในโลกเสมือนจริงที่เปิดให้ใครก็ตามที่สนใจเข้ามาชมคอลเลกชันส่วนตัว หรือผลงานศิลปะ NFT ที่เราซื้อมาจากในตลาดดังกล่าว เราอาจสร้างเป็นช็อปเพื่อขายงานต่อ หรือจัดแสดงให้คนในโลกออนไลน์เข้ามาเที่ยวชม หรือสุดแล้วแต่ที่เราจะออกแบบ ภายใต้ข้อจำกัดของเทคโนโลยี ณ ขณะปัจจุบัน

The New Chapter of Digital Art 

ก่อนจากกัน เราถามคุณโน้ตถึงแนวคิดในอนาคตของวงการศิลปะ 

การแจ้งเกิดในโลกใบใหม่ใหญ่กว่าเดิม สู่ดินแดนที่ซื้อขายงานศิลปะทั้งในพื้นที่จริงและโลกเสมือน

“การกระจายอำนาจจากจุดศูนย์กลาง (Decentralize) กลายเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญของยุคสมัย ทุกคนเป็นผู้ส่งสาร เป็นผู้ผลิตคอนเทนต์ เช่นเดียวกับที่ทุกคนเป็นศิลปินได้ โดยไม่ต้องผ่านตัวกลาง”  คุณโน้ตตอบ “ในแง่หนึ่ง ข้อดีของ NFT คือการที่คนในโลกศิลปะได้ติดต่อสื่อสารกันมากขึ้น แลกเปลี่ยนความรู้มากขึ้น ได้เข้าใจมุมมองและจุดที่ต้องการการสนับสนุนและเชื่อมต่อสู่โลกภายนอก ที่สำคัญ งานศิลปะในรูปแบบ NFT เหมือนเป็นบัตรเชิญที่ชวนให้โลกทั้งใบหันมามองเห็นฝีมือของศิลปินไทยมากขึ้น และตามหารากของศิลปะไทยมากขึ้นกว่าเดิม” 

ใครสนใจชมนิทรรศการล่าสุดของ Palette Artspace แวะไปได้ที่พื้นที่ทางกายภาพ ติดทางออก 3 BTS ทองหล่อ เปิดตั้งแต่ 11.00 – 18.00 น. (นัดล่วงหน้าได้ที่ โทรศัพท์ : 06 1417 4000 ) หรือเข้าชมในโลกเสมือนที่นี่

รายละเอียดเพิ่มเติม www.palettebkk.com

Writer

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

รัชต์ภาคย์ แสงมีสินสกุล

ช่างภาพที่มีร้านล้างฟิล์มเป็นของตัวเอง แต่นานๆจะถ่ายฟิล์มที เพราะช่วงนี้ฟิล์มมันแพง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load