เสื่อกกสีสันฉูดฉาด ลายไทยบนล่างล้อมเต็มผืนเสื่อ สวยงามแต่ขาดเอกลักษณ์ เป็นสิ่งที่ชวนตั้งคำถามว่าเสื่อไทยไปไกลกว่าการเป็นเสื่อปูนั่ง ปูนอนได้หรือไม่ แต่คนที่จะตอบคำถามเราได้ดี คงเป็นคนที่เห็นปัญหาแล้วพัฒนาจนพิสูจน์ได้ว่าเสื่อกกไทยไปไกลถึงเสื่อโลกได้! แถมไม่ได้เป็นแค่เสื่อ แต่เป็นกระเป๋า เป็นโฮมแวร์และสารพัดของกุ๊กกิ๊ก

อุ๋งอิ๋ง-ธัญญ์นภัส กิ่งสุวรรณ, Thorr

อุ๋งอิ๋ง-ธัญญ์นภัส กิ่งสุวรรณ สาวอำนาจเจริญเจ้าของ Thorr แบรนด์ของตกแต่งบ้านร่วมสมัยพ่วงสินค้าแฟชั่น ที่หยิบจับปัญหาของหัตถกรรมไทยที่เธอเห็นจนชินตาอย่าง ‘เสื่อกก’ มาแต่งนิด เสริมหน่อย ให้โดดเด้งโดนใจคนรุ่นใหม่ โดยเธอไม่ได้ใส่แค่ความตั้งใจเต็มเปี่ยมลงไป แต่ยังใช้ความสามารถและประสบการณ์จากการทำงานด้านการออกแบบและการทำการตลาดมาทำให้สิ่งที่เธอคิดและฝันกลายเป็นจริง สร้างมูลค่าให้หัตถกรรมพื้นบ้านมากกว่าสิ่งที่มันเคยเป็น

และกำไรของเธอเป็นการให้โอกาสชาวบ้านในชุมชนและจังหวัดข้างเคียงในภาคอีสานมีรายได้มั่นคงและยั่งยืน เธอเติมพลังให้หญิงสาวชาวอีสานได้มีตัวตนในครอบครัวด้วยการสร้างงาน ให้ลูก ให้หลานได้ภูมิใจกับการเป็นเด็กต่างจังหวัด ภูมิใจกับต้นทุนชีวิต ที่มีทั้งมรดกทางศิลปะและวัฒนธรรมจากบรรพบุรุษ ใช่ เธอกำลังพัฒนางานควบคู่ไปกับการพัฒนาคน ยาก ท้าทาย เต็มไปด้วยปัญหา แต่เชื่อเถอะว่า สิ่งเหล่านั้นจะทำให้คนและงานเติบโตไปพร้อมกันอย่างงดงาม

ชักอยากจะรู้ว่าเธอใช้กลยุทธ์ใดพิชิตหัวใจสายคราฟต์ให้อยู่หมัด ปูเสื่อกกเบลนด์สีคราม แล้วฟังพร้อมกัน

Thorr แบรนด์คราฟต์อีสานที่ใช้การตลาดพัฒนาเสื่อกกจนคนมักหลายเด้อ

คนบ้านเดียวกันที่มองเห็นปัญหาคนบ้านเดียวกัน

“เราทำ Thorr เหมือนเรากำลัง Reflect ความเป็นตัวเรา” 

อิ๋งเป็นสาวอำนาจเจริญ เธอถูกหล่อหลอมมาด้วยศิลปะ วัฒนธรรม และความงามจากแดนอีสาน 

Thorr เลยเป็นแบรนด์ที่เริ่มต้นจากการกลับไปหารากของตัวเองด้วย ‘หัตถกรรมจักสานเสื่อกก’ 

สิ่งที่เธอมองเห็นไม่ใช่ลำแสงเจิดจ้าว่าเสื่อกกได้ไปต่อ แต่เธอกลับมองเห็นปัญหาของการไม่ได้ไปต่อ แล้วเลือกจะพัฒนา ‘ราก’ ของเธอ ให้แข็งแรง ด้วยประสบการณ์ ความสามารถ และมุมมองทันสมัย เพื่อพี่น้องและของดีของภาคอีสาน

“เราเห็นเสื่อที่ชาวบ้านทอมีแต่ลายซ้ำกัน ไม่มีอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ แทบดูไม่ออกว่าเสื่อผืนนี้มาจากร้อยเอ็ด มหาสารคาม ขอนแก่น ด้วยความสงสัยเลยเสิร์ชดูว่าชาวบ้านทอลายกันยังไง ไปเจออุปกรณ์ทอเสื่อจากท่อพีวีซีที่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน ท่อหนึ่งเซ็ตจะทอได้หนึ่งลาย เราเลยเข้าใจทันทีว่า ลายไม่ได้กำหนดด้วยวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่ แต่ถูกกำหนดด้วยคนผลิตเครื่องมือ ทำให้เรากลับมาคิดว่า ‘เราจะทำยังไงให้เสื่อกกน่าใช้กว่านี้’ 

“เพราะเสื่อกกถูกจำกัดให้เป็นแค่เสื่อปูนั่งกินข้าว เราก็คิดต่อว่าเพราะอะไรคนถึงมองแบบนั้น ถ้ามองแบบฉาบฉวยคงเป็นเรื่องสีและการดีไซน์ สอง คุณภาพการผลิต ชนิดของต้นกก ความคงทนถาวร สาม ช่องทางจำหน่าย นั่นเป็นปัญหาหลักที่ทำไมเสื่อกกถึงขายในกลุ่มคนรุ่นใหม่และ Luxury ไม่ได้” อิ๋งเฉลยปัญหาว่าทำไมเสื่อกกไม่ได้ไปต่อ

Thorr แบรนด์คราฟต์อีสานที่ใช้การตลาดพัฒนาเสื่อกกจนคนมักหลายเด้อ
Thorr แบรนด์คราฟต์อีสานที่ใช้การตลาดพัฒนาเสื่อกกจนคนมักหลายเด้อ

คนขายเสื่อที่เคยเป็น Designer, Creative, Art Director และ Sale

ปัจจุบันอิ๋งเป็น Product Manager เธอได้รับมอบหมายให้ดูแลตลาดใหม่ บุกเบิก ผลักดัน และสร้างความต้องการในตลาด ถ้าหากย้อนกลับไป เธอเรียบจบสาขาออกแบบ จะว่าไปก็กลมกล่อมในตัวเธอเอง แถมเป็นข้อดีเสียอีกที่จะได้หยิบยกประสบการณ์จากทั้งสองสายงานมาพัฒนาของดีชุมชนให้ดังไกลระดับนานาประเทศ กกไทยจะไปกกโลก!

“ตอนเรียนออกแบบเราถูกฝึกเรื่องวิธีการคิด ทุกอย่างต้องมีปัญหาก่อน มันถึงจะเกิดอีกสิ่งหนึ่ง ปัญหาอาจไม่ได้นำไปสู่ดีไซน์ที่สวยงามอย่างเดียวก็ได้ แต่ปัญหาในที่นี้คือปัญหาในการทำการตลาด ปัญหาในการผลิต ปัญหาในการปลูก และถ้ามองเห็นปัญหา เราจะรู้ว่าต้องทำยังไงต่อ และเราอาจได้เปรียบตรงที่เคยปั้นสินค้าบางอย่างให้ขายได้มาแล้ว

“เราเลยเป็นเหมือนนักการตลาดที่เป็นดีไซเนอร์ พอจะรู้บ้างว่าของดีอย่างเดียวหรือสวยอย่างเดียวไม่มีทางขายได้ มันต้องการการตลาดที่ดีด้วย และคนนั้นต้องเป็นคนบ้าบิ่นประมาณหนึ่งที่จะทำมาร์เก็ตติ้งกับของง่ายๆ

“เราไม่มั่นใจว่าเราจะเป็นนักออกแบบที่เก่ง แต่เรามั่นใจว่าเราเป็นเซลล์และนักการตลาดที่ดี” เธอมองขาด!

คนอื่นมองว่าอิ๋งกำลังขายเสื่อ สำหรับเธอ เสื่อเป็นแค่แมททีเรียล เธอกำลังขายเทคนิคและเรื่องราวต่างหาก

Thorr แบรนด์คราฟต์อีสานที่ใช้การตลาดพัฒนาเสื่อกกจนคนมักหลายเด้อ
Thorr แบรนด์คราฟต์อีสานที่ใช้การตลาดพัฒนาเสื่อกกจนคนมักหลายเด้อ

ทุกปัญหาย่อมมีทางออก 1

อิ๋งเริ่มต้นแก้ไขปัญหาด้วยการลงพื้นที่ ชักชวนแม่ช่างทอขนเสื่อมาดูด้วยกัน มีทั้งหมดกี่ผืน มีทั้งหมดกี่ลาย ระหว่างดูไปดูมา เธอชอบบางอย่างแค่ในบางอย่างเท่านั้น เพราะของเดิมลายค่อนข้างซับซ้อน สวยแต่เยอะ เธอเปรียบอย่างเห็นภาพให้เราฟังว่า เวลานึกถึงใครสักคน คนคนนั้นต้องมีบุคลิก แบรนด์ก็เช่นเดียวกัน บุคลิกจะทำให้คนจดจำเราได้

“เสื่อกกของเราต้องเป็นของบ้านๆ ที่ดูถ่อมตัว แต่มีรสนิยม มีความวูบวาบ ฉาบฉวย แต่ไม่ถึงกับ Aggressive และไม่ต้องดูเหนือกว่าคนอื่นตลอดเวลา ไม่ต้องดูฟุ่มเฟือยตลอดเวลา มันดูดีได้ในความพอดีและชัดเจนในจุดยืนของเรา”

Thorr แบรนด์คราฟต์อีสานที่ใช้การตลาดพัฒนาเสื่อกกจนคนมักหลายเด้อ
Thorr แบรนด์คราฟต์อีสานที่ใช้การตลาดพัฒนาเสื่อกกจนคนมักหลายเด้อ

Thorr เลยตั้งจุดยืนของตัวเองไว้ 3 ข้อ หนึ่ง ต้องจับตลาดกลุ่มบนให้ได้ สอง ต้องปรับเปลี่ยนเรื่องคุณภาพและราคา  สาม ต้องเป็นสากล ใช้งานได้จริง และไม่ขายดราม่า ซึ่งข้อสุดท้ายน่าสนใจ เราเลยยกมือให้เธออธิบายเสริมอีกนิด

“เราจะไม่ให้เรื่องการขายเพื่อกระจายรายได้มาก่อนดีไซน์ที่สวยและใช้งานได้จริง เพราะถ้าเอาการกระจายรายได้เพื่อชุมชนขึ้นก่อน คนจะไม่โฟกัสว่าของดีหรือไม่ดี สวยหรือไม่สวย เขาไม่กล้าติ จะซื้อของเพราะสงสาร แต่เรารู้สึกไม่เท่ และแม่ช่างทอก็คงรู้สึกไม่เท่ด้วย แต่มันจะเจ๋งมากถ้าคุณทำแล้วมันขายได้ มันถูกใช้งาน แบบนั้นเราจะภูมิใจกับมันมากกว่า แล้วยิ่งลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ ในมุมของเราถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว เพราะเขามี Loyalty กับแบรนด์เราจริงๆ”

ทุกปัญหาย่อมมีทางออก 2

ส่วนปัญหาที่คุณหมอต้องเรียกเข้าพบด่วนคือเรื่องการทอลายเดิมซ้ำไปซ้ำมา จนขาดเอกลักษณ์ประจำท้องถิ่น

Thorr แบรนด์คราฟต์อีสานที่ใช้การตลาดพัฒนาเสื่อกกจนคนมักหลายเด้อ

อิ๋งบอกกับเราว่าการทอมี 2 แบบ แบบใช้อุปกรณ์กับแบบใช้ทักษะช่างทอ แบบแรกเธอเจอปัญหา ถ้าจะทอ 10 ลาย ต้องมีท่อพีวีซี 10 ชุด เจ้าของแบรนด์เลยเลือกการทอแบบที่สอง โดยให้คนทอที่มีทักษะชำนาญสอนคนที่ทอไม่เป็น เริ่มต้นจากลายที่ทอง่าย เพราะ หนึ่ง ลายมินิมอล น้อยแต่มาก จะขายดี สอง ความสวยงามยังอยู่ สาม เป็นผลดีกับช่างทอ

ถ้าคนเป็นแฟน Thorr (ที่ไม่ใช่เทพเจ้าสายฟ้า) จะเห็นว่าเจ้าของแบรนด์คลั่งไคล้สี Navy Blue มากที่สุด มีดำบ้าง แดงบ้าง สับเปลี่ยนสัดส่วนสีตามความพอดี บางทีเธอเล่นสนุกด้วยเทคนิคมัดย้อมบ้าง เล่นลายบาง อย่างลายดอกพิกุล เป็นหนึ่งในลายที่อยู่ในลายขิต เธอเลือกมาเพียงลายเดียวแล้วทอซ้ำจนเกิดเป็นดอกพิกุลต่อกัน เราว่าโมเดิร์นไปอีกแบบ

Thorr แบรนด์คราฟต์อีสานที่ใช้การตลาดพัฒนาเสื่อกกจนคนมักหลายเด้อ

“เราลงทุนให้ชาวบ้านลองผิดลองถูก ลงทุนให้เรามีความรู้มากขึ้น เพื่อให้เขาเข้าใจ ให้เขาเห็นประโยชน์จากการทำสิ่งนี้ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ตอนนี้มีคนมาขอทอกับเราเยอะขึ้น มีคนปลูกต้นกกเยอะขึ้น แล้วไม่ใช่เฉพาะในหมู่บ้านเรา สำหรับเขา เขาเห็น Thorr เป็นโอกาส ไม่ใช่เพียงแค่แบรนด์ที่ทอเสื่อกก” สาวอำนาจเจริญเล่าให้เราฟังด้วยความภูมิใจ

Thorr แบรนด์คราฟต์อีสานที่ใช้การตลาดพัฒนาเสื่อกกจนคนมักหลายเด้อ

ปัจจุบันช่างทอเสื่อ ช่างทอผ้า ช่างเย็บกระเป๋าไม่ได้มีแค่ในจังหวัดอำนาจเจริญ แต่ขยายคอมมูนิตี้ไปยังจังหวัดเพื่อนบ้านอย่างบุรีรัมย์ มหาสารคาม กาฬสินธุ์ อุบลราชธานี แถมแบ่งปันรายได้ให้กับชุมชนอื่นที่ถนัดต่างกัน เช่น งานเย็บกระเป๋ายกให้จังหวัดอุบลฯ เป็นมือหนึ่ง จักสานตะกร้าใบโก้ต้องกาฬสินธุ์ และงานผ้าทอมือย้อมครามต้องชุมชนเขมราฐ

ตั้ง Mideset ที่ดี เพื่อให้มีการทำงานที่ดี

เป็นอันรู้กันว่าแม่ๆ ช่างทอสะสมประสบการณ์ชีวิตมามาก การจะชวนกันปรับเปลี่ยนอะไรบางอย่างก็ดูยากเสียหมด อิ๋งเลยต้องใช้เทคนิคพูดคุยเพื่อให้เห็นภาพเดียวกัน กฎข้อแรก ต้องแสดงเจตนารมณ์ชัดเจน สอง แสดงความจริงจังและจริงใจ สาม เป็นผู้นำ ให้ช่างทอรุ่นครูรู้ว่าถึงเขาไม่เอา เราก็ไม่หยุด ลงเสื่อกกผืนเดียวกันแล้ว ต้องไปให้สุด!

“แต่ก่อนเขาจะทอให้เสร็จเร็วๆ เพื่อจะได้เงินเร็วๆ งานจะไม่เรียบร้อย เราต้องทิ้งเยอะมาก ตอนหลังเราเลยทำให้เขามี Mindset ที่ดีก่อน ซึ่ง Mindset ที่ดีจะกำหนดวิธีการทำงานของเขา Mindset แรก ฉันทอไวได้เงินไว เจ๊งก็ช่าง

Thorr แบรนด์คราฟต์อีสานที่ใช้การตลาดพัฒนาเสื่อกกจนคนมักหลายเด้อ
Thorr แบรนด์คราฟต์อีสานที่ใช้การตลาดพัฒนาเสื่อกกจนคนมักหลายเด้อ

“เราเลยเปลี่ยนให้เขาคิดใหม่ อย่าทอเอาตังค์เรา ให้ทอเอาตังค์ลูกค้า ถ้าทอเอาตังค์เรา เราตังค์หมดก็แค่เจ๊ง ป้าก็แค่ไม่มีงาน แต่ถ้าตั้งใจทำให้สวยแล้วงานมันขายได้ มีตังค์ลูกค้ากลับมา ป้าก็ได้ส่วนแบ่ง ทำงานต่อได้ยาวๆ เพราะเรารักษาคุณภาพได้ แล้วเราก็ให้คนเก่งสอนคนอ่อน ถ้าใครสนใจก็มาเรียนรู้ เรียนรู้เสร็จคนนี้เก่งเรื่องนี้ให้ไปสอนคนนั้นต่อ”

จากการคลุกคลีตลอด 2 ปี สอนกันไปสอนกันมา ป้าสอนหลาน หลานสอนลุง ทำให้อิ๋งจำฝีทอของช่างแต่ละคนได้ แล้วความน่ารักน่าเอ็นดูของช่างทอคือเวลาส่งชิ้นงานจะเขียนบรรจงลงลายมือชื่อบนกระดาษห้อยติดไว้ด้วย อิ๋งเลือกไม่เอาออก มาแบบไหน ส่งลูกค้าแบบนั้น กลายเป็นเสน่ห์ เหมือนงานคราฟต์ไทยมีชีวิต และลูกค้าก็ได้รู้ที่มาของเสื่อผืนนั้นด้วย เราว่าสิ่งละพันอันน้อยเหล่านั้นจะถูกเล่าต่อ มากกว่าการสร้างการรับรู้ กลับเป็นสร้างความสุขใจทั้งคนทอและคนรับ

Thorr แบรนด์คราฟต์อีสานที่ใช้การตลาดพัฒนาเสื่อกกจนคนมักหลายเด้อ

เสื่อกกอีสานที่อยากเป็นหนึ่งในใจคุณ

หลังพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างก้าวกระโดด Thorr ได้ออกงานแฟร์ชื่อดังของเมืองไทยจนแบรนด์เป็นที่รู้จัก ก้าวไปสู่จุดเปลี่ยนสำคัญที่ได้ไปงานแฟร์ต่างประเทศอย่าง Maison & Objet 2018 สุดยอดงานที่สายอินทีเรียต้องยอมรับ

“ตอนนั้นเราเหมือนผีเสื้อที่อยากจะออกบิน เราสนุกกับมัน สนุกกับการเรียนรู้ เหมือนเริ่มรู้ใจกับสิ่งที่เราทำมากขึ้น เลยเอาตัวตนของเราออกมาอยู่ในงานได้เยอะขึ้น และเราอยากเห็นงานของเราไปอยู่ในหนังสือแต่งบ้าน ไปอยู่ในของที่เป็น Common Use ของสถาปนิก หมายความว่าเราอยากเห็นโอกาสในการเอาของไปใช้ในงานที่หลากหลาย” อิ๋งเล่า

Thorr แบรนด์คราฟต์อีสานที่ใช้การตลาดพัฒนาเสื่อกกจนคนมักหลายเด้อ

แน่นอนว่าจะกว่ามาถึงจุดนี้และกว่าจะไปถึงจุดนั้น ไม่ง่าย 

“เรามีอารมณ์ผิดหวังเหมือนกันนะ แต่ทุกครั้งที่อยากหยุด มันจะมีอะไรมาผลักให้เราไปต่อ สิ่งที่ทำให้เราดีขึ้น คือการที่ชาวบ้านมาบอกเราว่า เขาทำงานให้เราแล้วมีเงินให้หลานไปโรงเรียน เขามีเงินเก็บ เขารู้สึกมีคุณค่า แล้วคนที่ทำงานส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง งานของเราทำให้ผู้หญิงรู้สึกมีตัวตนในครอบครัวมากขึ้น ออกแนว Empower Women นิดหน่อย” 

เธอหัวเราะ ก่อนจะเสริมว่า “ทำไมผู้หญิงจะออกแรงทำงานไม่ได้ ต้องอยู่บ้านเลี้ยงลูก เราบอกเขาว่าเธอหาเงินได้ เธอต้องเชื่อฉัน พอเขาทำงาน เขาอยู่ได้ ครอบครัวเขาก็มีความสุขขึ้น เพราะว่าภรรยามีรายได้ ลูกเขาก็รู้สึกว่าแม่มีงานทำเหมือนกัน” เธอเล่าจนเราฮึกเหิม

Thorr แบรนด์คราฟต์อีสานที่ใช้การตลาดพัฒนาเสื่อกกจนคนมักหลายเด้อ

ทอที่เป็น Thorr

ก่อนจบบทสนทนา เราถามคำถามธรรมดากับผู้หญิงตรงหน้าว่า “ความสุขของการทำ Thorr คืออะไร”

เธอนิ่งไปครู่ ก่อนจะตอบเรากลับมาว่า

“ถ้าความสุขมันเป็นแค่ความสุขของตัวเราเอง เราเลิกทำไปแล้ว มันเหนื่อยเกินไป แต่ว่าความสุขของการทำทอไม่ใช่การทำเพื่อตัวเอง เราทำเพื่ออุดมการณ์ ทำเพื่อคนอีกหลายคน ทำเพื่ออนาคต เราอยากเห็นงานมันดีขึ้นในทุกวัน อยากเห็นช่างทอเก่งขึ้น อยากเห็นชาวบ้านมีวิถีชีวิตที่ดีขึ้น อยากเห็นเด็กในชุมชนภาคภูมิใจในต้นทุนของตัวเอง ไม่ต้องอายว่าฉันเป็นเด็กต่างจังหวัด เราต้องเป็นตัวอย่างให้เขาเห็นในส่วนที่เราทำได้

“มันเรียบง่ายมากเลยนะ เราแค่ต้องถามตัวเองว่ายังมีความสุขกับการทำมันมั้ย ส่วนที่เรามีความสุขคือส่วนไหน ส่วนที่เราเหนื่อยคือส่วนไหน มันแก้ได้มั้ย เราอยากทำงานคราฟต์ไทยให้เป็นมืออาชีพ เหมือนต่างชาติที่เขาขายกัน 

“เราอยากเห็นสินค้าไทยเป็นแบบนั้น เลยพยายามคิดแบบผู้ประกอบการรายเล็ก เราต้องดูแลตัวเองให้ได้ดีที่สุดก่อนที่จะคาดหวังความช่วยเหลือจากใคร เมื่อเขาเห็นสิ่งที่เราตั้งใจทำจริงๆ แล้วมันจะมีทางไปต่อเอง” 

มันเรียบง่ายมากเลยนะ

จงเป็นทอ ที่เป็น Thorr

Thorr

108/134 หมู่บ้านธนาสิริ หมู่ 9 ตําบลบางกร่าง อําเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี 11000

ติดต่อ 09 0908 7888

Facebook: Thorr Living

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Creative Local

ตัวอย่างการใช้ไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดของดีของชุมชน

ผ้าเนื้อกระด้าง สีสันแสบทรวง เขียนลวดลายท้องทะเลด้วยเทียนไข 

ขอบอกว่าคุณสมบัติข้างต้นไม่ใช่ผ้าบาติกที่แขวนโชว์อยู่ในร้านของ อารีย์ และ ฉัตรชนก ขุนทน เป็นแน่

แม่ลูกคู่นี้เป็นเจ้าของแบรนด์ Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลหนึ่งเดียวที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาหมู่บ้านคีรีวง จ.นครศรีธรรมราช ด้วยการยืนยันที่จะไม่เล่าเรื่องทะเล ไม่มีแพตเทิร์นในการเขียนลาย ใช้สีธรรมชาติจากพืชผลทางการเกษตร และถ่ายทอดวิถีคีรีวงลงบนผืนผ้า จนเสื้อผ้าไม่มีซ้ำกันสักตัวจากการเขียนมือครั้งละหนึ่งชิ้น

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

ผ้ามัดย้อมของยาย

ย้อนเวลาไปหลายสิบปีก่อน ตอนที่แบรนด์ Kiree ยังไม่เกิดขึ้นแม้ในความฝัน ป้าอารีย์เริ่มสนใจเรื่องผ้าจากความอยาก

อยากที่จะสร้างอาชีพเสริมให้กับคนในหมู่บ้านคีรีวงรวมถึงตัวเธอเอง

พูดถึง ‘คีรีวง’ ก็เป็นอันรู้กันว่าหมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ในอ้อมกอดของหุบเขา ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่นานา ขึ้นชื่อเรื่องอากาศบริสุทธิ์จนสูดดมได้เต็มปอด แต่ก่อนจะเป็นชุมชนแห่งการท่องเที่ยวอย่างทุกวันนี้ ป้าอารีย์เล่าว่าตลอด 30 ปี หมู่บ้านของเธอเผชิญกับภัยพิบัติมาบ่อยครั้ง ชุมชนที่มีอาชีพหลักคือการทำสวนบนภูเขา และตั้งรกรากอยู่บนที่ราบเพียงเท่านั้น ก็เกือบถึงคราวล่มสลายใน พ.ศ. 2531 

เหตุการณ์นี้ทำให้ป้าหวั่นใจว่า อาชีพหลักจะมีส่วนสร้างความไม่สมดุลทางธรรมชาติ จึงคิดหาอาชีพเสริมใหม่ ๆ ในยามที่วิกฤตถามหา ป้าอารีย์ตั้งกฎกับตัวเองเอาไว้ 3 ข้อว่า หนึ่ง อาชีพเสริมนี้จะต้องสอดคล้องกับวิถีเกษตรกรในชุมชน สอง อาชีพเสริมนี้จะต้องใช้องค์ความรู้และภูมิปัญญาของหมู่บ้านให้ได้ และสาม กระบวนการผลิตของอาชีพเสริมนี้จะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอันขาด

บวกกับการเป็นหลานของช่างทอผ้าประจำหมู่บ้าน พืชที่ยายใช้ย้อมสีธรรมชาติตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ยังคงหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน ทำไมตัวเธอจะสานต่ออาชีพนี้ไม่ได้ คำตอบอาจเป็นเพราะทั้งป้าอารีย์และแม่ต่างไม่มีใครทอผ้าเป็น และอาชีพนี้ก็ห่างหายจากหมู่บ้านมานานปีเห็นจะได้ เธอจึงเบนเข็มมาสนใจเรื่องไม่ใกล้ไม่ไกลอย่างผ้ามัดย้อมเป็นการทดแทน

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย
Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

“ป้าลองเอาพืชที่คุณยายเคยใช้มาทำผ้ามัดย้อม แต่พอย้อมเสร็จก็ยังไม่พอใจเรื่องลวดลาย เพราะใคร ๆ ก็ทำได้ ป้าต้องการสร้างลวดลายที่แตกต่างจากที่อื่น ตอนนั้นภาคใต้ยังไม่มีใครทำเรื่องสีธรรมชาติเลย เราก็พยายามศึกษา เรียนรู้ ว่าวัสดุที่กำหนดลวดลายได้มีอะไรอีกนอกจากยางหรือเชือกฟาง 

“จนไปเจออาจารย์คนหนึ่ง เขาแนะนำว่าให้ใช้ไม้ไผ่ในการกำหนดลาย เพราะถ้าใช้ไม้ จะต่อลาย แตกลาย ได้อีกเป็นร้อยเป็นพัน”

กลุ่มมัดย้อมสีธรรมชาติบ้านคีรีวงจึงเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2539 เพื่อสร้างอาชีพให้กับเหล่าแม่บ้านในชุมชน และก่อกำเนิดแบรนด์ Kiree ในอีก 3 ปีต่อมา จากความสงสัยว่าวิถีชีวิตของคนใต้นั้นเป็นอย่างไร

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

ผ้าบาติกของแม่

สุราษฎร์ธานีมีผ้าไหมพุมเรียง นครศรีฯ มีผ้ายก สงขลามีผ้าเกาะยอ ยะลาชอบผ้าปาเต๊ะ ฝั่งอันดามันก็ทำผ้าบาติก จำแนกได้เป็นผ้าทอ ผ้าปาเต๊ะ และผ้าบาติก 

ป้าอารีย์กลับมาถามใจตัวเองว่า ใน 3 เรื่องนี้มีอะไรที่เราพอจะไปได้ – ผ้าบาติกคือสิ่งนั้น 

ด้วยความคิดแน่วแน่ว่าจะยึดถือสีธรรมชาติจากรุ่นยายเป็นสำคัญ ในยุคสมัยที่ผ้าบาติกมีสีสันจัดจ้าน เต็มไปด้วยลวดลายกุ้งหอยปูปลาและดอกไม้ใต้ทะเล

“หลายคนบอกป้าว่าสีธรรมชาติเอามาทำผ้าบาติกไม่ได้ มันจะเพนต์ไม่ติด นี่คือโจทย์ที่เราต้องแก้ให้ได้ ศึกษาทดลองอยู่ 3 – 4 ปี ว่าเพนต์แล้วสีติดไหม ล้างน้ำแล้วหลุดลอกเท่าไหร่ จนทำได้จริง”

ความทนทานของสีคล้ายจะขึ้นอยู่กับความอดทนของผู้ผลิตด้วยเช่นกัน โดยพืชที่จะนำผลผลิตมาสกัดสีต้องมีอายุ 2 ทศวรรษขึ้นไป เนื่องจากความสมบูรณ์ของต้นจะส่งผลให้มีเม็ดสีที่เข้มข้น มียาง ติดแน่นไม่หลุดง่าย การเคี่ยวผ้าบาติกก็ต้องใช้เวลาหมักแช่ผ้าไว้นานมาก บางครั้งก็ยาวนานถึง 1 เดือน ที่สำคัญ ต้องเลือกผ้าจากเส้นใยธรรมชาติเพื่อให้สีมีความสม่ำเสมอ 

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย
Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

กรรมวิธีที่พิถีพิถันเหล่านี้ ส่งผลให้ Kiree ย้อมผ้าได้ไม่เกิน 10 ผืนในหนึ่งวัน ใครได้ไปครองก็คงรับรู้ถึงความใส่ใจเป็นแน่ เราขออนุญาตชวนป้าอารีย์พูดคุยต่อถึงเอกลักษณ์ของแบรนด์ Kiree ที่พิเศษกว่าใครเกือบทุกกระบวนการ 

“ผ้าบาติกเราไม่มีแพตเทิร์น ที่บ้านไม่มีดินสอ ไม่มีแบบร่าง เขียนสดเลย คุณต้องมีสมาธิ ต้องวางแผนมา ไม่งั้นผ้าผืนนี้เละแน่

“ผ้าเรามีลายแตก สีไม่เรียบ เป็นผลจากยางไม้ที่แตกกระจายไปทั้งผืน คนอื่นทำลวดลายเกี่ยวกับทะเล แต่เราใช้ลายเส้นเพื่อสื่อสารเรื่องหมู่บ้านคีรีวง อย่างดอกไม้ก็ใช้ใบสิงโตพัดเหลือง ลายเฟิร์นยักษ์ ลายบัวแฉก เป็นลายเฉพาะที่มีแค่หมู่บ้านเราเท่านั้น” 

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

“เราใช้สีจากพืชทางใต้ในหมู่บ้าน เช่น ใบมังคุด ฝักสะตอ เปลือกผลเงาะ เปลือกลูกเนียง สีของป้าเลยซีดที่สุด เป็นผ้าสีพาสเทล เพราะสีจากพืชดิบ ๆ จะเป็นแบบนี้ เช่น มังคุดปลูกที่ไหนก็ได้ แต่ทำไมสีมังคุดที่คีรีวงถึงเป็นสีชมพูหรือสีส้มหมากสุก เพราะธาตุในดินไม่เหมือนกัน น้ำ อากาศ ก็แตกต่างกัน ผ้าทุกผืนจึงมีสีไม่เหมือนกัน จะเหมือนแค่เพราะต้มจากหม้อเดียวกัน รอบแรกเหมือน รอบสองไม่เหมือนแล้ว

“ดังนั้น ใครซื้อไปก็จะได้ของแบบผืนเดียวในโลก มีตัวเดียว ลายเดียว สีเดียว ไซส์เดียว บางตัวก็มีไม่ครบทุกไซส์ เพราะเราเขียนเสื้อผ้าได้ทีละชิ้น เด็กบ้านเราก็ไม่ชอบเขียนลายซ้ำ เขาชอบสร้างลายใหม่ตลอดเวลา”

ร่วม 20 ปีที่ Kiree ยังคงยืนหยัดทำผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติจากผลิตผลของชาวสวนคีรีวง มีผู้ช่วยเป็นเยาวชนและคนมีฝีมือในหมู่บ้าน ช่วยกันแปรรูปเป็นสินค้าหลากหลายให้คนได้เข้ามาจับจ่ายในร้านค้าของพวกเขา แต่แน่นอนว่ากาลเวลาย่อมสร้างความเปลี่ยนแปลง และอาจถึงคราวต้องเปลี่ยนมือให้รุ่นลูก

เพราะความลับสุดยอดที่ป้าอารีย์แง้มบอกในประโยคต่อไป จะทำให้คุณประหลาดใจมาก

“ป้าเขียนผ้าไม่เป็น” 

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย
ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์

ผ้าบาติกของลูก

ป้าอารีย์ศึกษาแก้โจทย์ผ้าบาติก ตั้งแต่ฉัตรชนก ขุนทน หรือ พิงค์ อายุได้ 3 เดือน พิงค์จึงเป็นเด็กที่โตมากับกองผ้าและสีสันธรรมชาติของแม่ 

การลงมือเขียนผ้าครั้งแรกตอนอายุ 7 ขวบ ก็มีน้ำตาหยดลงบนผ้าบ้างเป็นธรรมดาของคนไม่เคยเขียน จนผู้เชี่ยวชาญเรื่องผ้าที่สุดในชีวิตของเธอ แนะนำให้พิงค์เขียนเลข ๑ ไทยกลับหัวกลับหางไปมา เป็นเหมือนการต่อลาย เธอจึงเริ่มมีกำลังใจในการเขียนต่อ

ตลอด 20 ปี แม้แม่จะเขียนผ้าไม่เป็น แต่ก็พิสูจน์ได้ว่าป้าอารีย์เป็นครูผู้สอนได้ยอดเยี่ยมขนาดไหน ผ่านการจุดไฟให้เยาวชนได้ปลดปล่อยจินตนาการลงบนผืนผ้า และการที่ลูกสาวเติบโตมารับช่วงต่อกิจการ Kiree ได้อย่างสร้างสรรค์

“ครูเคยถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร เราตอบว่าอยากเป็นนักประดิษฐ์น้อย คุณแม่หลอกล่อเรามาตั้งแต่เด็กโดยที่เราไม่รู้ตัว ซื้อหนังสืองานประดิษฐ์ เย็บผ้า ออกแบบผ้า เห็นป้า ๆ แม่ ๆ ทำอยู่ทุกวัน คิดว่ามันน่าลอง น่าสนุก มีแอบไปทำเองบ้าง แม่ก็อยู่ตัวคนเดียว รู้สึกว่าที่เขาทำมาทั้งหมด ไม่ช้าก็เร็วเราก็ต้องกลับมาสานต่อ”

หลังได้ทักษะศิลปะมาเต็มเปี่ยมจากการเรียน ปวช. ช่างศิลป์ พิงค์ก็เลือกเข้ามาศึกษาต่อที่กรุงเทพฯ ในสาขาวิชาศิลปประยุกต์และออกแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อนำความรู้มาพัฒนากิจการของครอบครัว แม้จะมีจักรส่วนตัวและเฟรมสำหรับเขียนผ้าให้แม่อยู่ในห้อง ถึงกระนั้น เธอก็แวะเวียนกลับไปหาความสงบที่บ้านเกิดเป็นประจำทุกเดือน

ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์

เมื่อถามเธอว่าปัจจุบันถือว่ารับช่วงต่อจากแม่เต็มตัวแล้วหรือยัง พิงค์ตอบว่ายังไม่ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะแม่ยังคงรับบทเป็นพี่เลี้ยง คอยช่วยเรื่องการติดต่อสื่อสารแทนเธอที่พูดไม่ค่อยเก่งนัก แต่พิงค์เข้ามาดูแลควบคุมการผลิตทั้งหมด ตั้งแต่ตระเตรียมสี เขียนลวดลาย ออกแบบเสื้อผ้า จนถึงการตรวจเช็กก่อนส่งให้ถึงมือลูกค้า เรียกได้ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังยุคใหม่ของ Kiree โดยแท้

หากนับจากรุ่นทวดของเธอ ก็อาจเรียกว่าเป็นทายาทรุ่น 4 เข้าไปแล้ว อะไรที่เป็นเอกลักษณ์ของ Kiree เธอยังคงไว้เดิม แต่กรรมวิธีบางอย่างก็ถูกปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยและความต้องการของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น 

“เรื่องดีไซน์ ลวดลาย ปกติเป็นลายใบไม้ ดอกไม้ก็จะวนอยู่แบบนั้นตลอดไป แต่เราตั้งโจทย์ ตั้งคอนเซ็ปต์ ดึงจุดเด่นของหมู่บ้านมาใช้ เช่น เรามีมังคุด ก็ออกแบบลายจากขั้วมังคุด สร้างเป็นแพตเทิร์นขึ้นมา

“เรื่องโทนสี เราเอาของเดิมที่มีอยู่มามิกซ์ให้เกิดเฉดสีใหม่ พัฒนาโปรดักต์ให้หลากหลาย นอกจากเสื้อผ้า ก็มีเรื่องเฟอร์นิเจอร์เข้ามาด้วย

“ส่วนเรื่องที่อยากทำคือการเพนต์ ไม่ได้จะเปลี่ยนแปลงขั้นตอนนะ แต่เราอยากลงสีไปเลยไม่ต้องเขียนเทียน จะได้ผ้าอีกเวอร์ชันที่ดูอาร์ต ๆ ขึ้นมาหน่อย”

ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์
ภาพ : เพจ KKP Quartz

พิงค์กำลังพูดถึง KKP Quartz (เธอเล่าความหมายของชื่อให้เราฟังสั้น ๆ ว่าคือ ‘Kiree-คุณพิงค์-ที่ตกผลึกมาจากคุณแม่’) อีกหนึ่งแบรนด์ที่เธอสร้างขึ้นมาเพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น จากผ้าบาติกที่ต้องใช้เวลาเขียนกันเป็นเดือน ๆ พิงค์หันมาพึ่งพาเทคโนโลยีการพิมพ์ลายจากต้นแบบที่เขียนด้วยมือเช่นเคย เพื่อให้ผลิตสินค้าได้จำนวนมาก 

โดย ‘เถาพริก’ คือคอลเลกชันแรกที่ทำขาย ทั้งลวดลาย เส้นสาย และสีสัน เธอได้ไอเดียมาจากเครื่องแกงข้าวยำที่รสจัดจ้านมากของคนคีรีวง 

ถ้า Kiree ของคุณแม่เน้นขายลูกค้าที่รักในธรรมชาติ คนที่อุดหนุน KKP Quartz ของพิงค์ก็จะเป็นคนอีกกลุ่มที่กล้าแต่งตัวและมีความมั่นใจสูง

ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์
ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์

ส่วนเรื่องเฟอร์นิเจอร์กับงานเพนต์ก็ไม่ได้เป็นเพียงนิมิตในความคิด พิงค์เลือกคอลแลบกับแบรนด์ Napa Design Studio ของเพื่อนในมหาวิทยาลัยเดียวกัน ร่วมกันรังสรรค์เก้าอี้สุดพิเศษในคอลเลกชัน SeedKiree ที่ลูกค้าออกแบบเฉดสีได้เองตั้งแต่พนักพิง โครงเก้าอี้ เบาะรองนั่ง ด้วยสีธรรมชาติจากคีรีวง เช่น สีน้ำตาลส้มจากใบมังคุดแห้ง สีเขียวอ่อนจากใบเพกา หรือสีเหลืองนวลจากแก่นไม้ขนุน

ความสามารถของลูกสาว นำพาให้ Kiree ยุคใหม่ ได้รับเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ไทยระดับแถวหน้าอย่าง Theatre ในคอลเลกชันล่าสุดของปีนี้ที่ว่าด้วยความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ ผ่านความคิดสร้างสรรค์และภูมิปัญญาท้องถิ่นอีกด้วย

ผ้าบาติกของคีรีวง

จากจุดเริ่มต้นที่แค่อยากสร้างอาชีพเสริมให้กับคนในหมู่บ้าน การมาถึงจุดนี้นับว่าไกลกว่าที่พวกเธอคาดหวังเอาไว้มากพอดู แต่เป้าหมายของป้าอารีย์กลับยังคงเหมือนวันแรกที่ได้ลงมือทำ

“เรายังมองว่าอาชีพนี้จะต้องเป็นมรดกให้กับลูกหลานในชุมชนของเรา เราทำเพื่อสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนและดูแลทรัพยากรอย่างมีคุณค่าสูงสุด หากสิ่งแวดล้อมยั่งยืน อาชีพของคนในหมู่บ้านก็จะยั่งยืน

“Kiree คือชีวิตของป้า ที่ต้องดูแล รักษา บำรุง สรรหาสิ่งดี ๆ เติมเต็มมันตลอด องค์ความรู้ที่ได้ ทั้งจากประสบการณ์ตรงและจากข้างนอก เราต้องแบ่งปันให้กับทุกคน เราสองคนก็รับเป็นวิทยากรให้กับกลุ่มผู้ที่สนใจอยากสร้างอาชีพ”

พิงค์เองก็บอกกับเราในฐานะคนทำงานว่า Kiree ทำให้เธอไม่รู้สึกถึงวันจันทร์ที่เคร่งเครียดหรือวันศุกร์ที่ต้องตั้งตารอเพื่อได้หยุด ต่อให้กินนอนอยู่กับงานทั้งเช้าเย็น สำหรับเธอ ที่คีรีวงไม่มีอะไรเหมือนเดิมสักวัน และพิงค์ไม่เคยเบื่อที่จะมองเห็นภูเขา

“ถ้าจะนอนกลางวัน นอนบ้านนี่ไม่หลับ ต้องนอนที่ออฟฟิศตามซอกโต๊ะ เพราะถ้าไม่ได้ยินเสียงดังของลูกค้า คนงานคุยกัน ทะเลาะกัน มันนอนไม่หลับ

“เราอยากให้ผู้คนรู้จักคีรีวงหลากหลายเวอร์ชัน เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เป็นชุมชนที่ผู้คนน่ารัก อัธยาศัยดี และมีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การท่องเที่ยวของเราอยู่ด้วย” ป้าอารีย์ปิดท้าย

ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์

Kiree

โทรศัพท์ : 09 8073 0566

Facebook : KiRee

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

พิชญ์ แสงพลสิทธิ์

ช่างภาพอิสระ บาริสต้าคุณพ่อลูกหนึ่ง ชื่นชอบการไปคาเฟ่และบทเพลงของ Zentrady

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load