“เราเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ขณะเดียวกันเราก็รู้ตัวว่าเราเป็นส่วนหนึ่งในการทำลายสิ่งแวดล้อมด้วยเหมือนกัน”

คุณต่อ-สุทธา เรืองชัยไพบูลย์ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ พ่วงตำแหน่งประธานผู้อำนวยการ บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) บอกกับเราอย่างตรงไปตรงมาก่อนจะเสริมว่า “อาชีพของเราเป็นการย้ายภูเขาเข้ามาอยู่ในเมือง หิน ไม้ ทราย ปูน ล้วนมาจากธรรมชาติทั้งหมด เรารู้ตัวว่าจะต้องลดผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด”

101 The Third Place 101 The Third Place

ดูเหมือนว่า ‘101 The Third Place @True Digital Park’ ไลฟ์สไตล์คอมเพล็กซ์แห่งใหม่ย่านปุณณวิถี โดย MQDC จะเป็นผลลัพธ์ของการลดการย้ายภูเขาเข้ามาในเมือง แต่เป็นการสร้างพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ใจกลางเมืองแทน ด้วยการเพิ่มพื้นที่สีเขียวขนาด 5,000 ตารางเมตร ติดรถไฟฟ้าให้คนกรุงเทพฯ แวะสูดอากาศบริสุทธิ์ และนำนวัตกรรมล้ำสมัยมาจับคู่กับความยั่งยืน เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เป็นผลให้ 101 The Third Place ลดการใช้พลังงานของโครงการได้มากถึง 30 เปอร์เซ็นต์ และช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 15,000 ตันต่อปี หรือเท่ากับการขับรถบนถนนจำนวน 3,000 คัน (อ้างอิงจาก The US Environmental Protection Agency (Greenhouse Gas Emissions)

จากการออกแบบโครงการด้วยแนวคิด Sustainnovation ทำให้ 101 The Third Place ได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 6 โครงการสนับสนุนการออกแบบเมืองอัจฉริยะของกระทรวงพลังงาน ปี 2017 และได้รับการยอมรับจากนานาชาติจนคว้ารางวัลโครงการมิกซ์ยูสยอดเยี่ยมจาก Asia Pacific Property Awards 2016-2017 รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ด้านความยั่งยืนจาก AEC Excellence Awards 2017 นับว่าเป็นโครงการแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รางวัลมาครอง

ถ้าอยากรู้ว่า 101 The Third Place ทำได้อย่างไร ไปอ่านพร้อมกัน!

101 The Third Place

101 The Third Place

The Great Good Place

101 The Third Place มีความหมายตามตัวเลข 101 (วัน-โอ-วัน) ของประเทศแถบตะวันตก หมายถึงการเริ่มต้นใหม่ ส่วนคำว่า Third Place มาจาก เรย์ โอลเดนบิร์ก (Ray Oldenburg) นักสังคมวิทยาเจ้าของหนังสือ The Great Good Place เขาเขียนในหนังสือว่า “ถ้าต้องการทำสถานที่ให้เป็น The Great Good Place จะต้องมี 3 สิ่งประกอบกันอย่างสมดุลและลงตัว คือ บ้าน (First Place) สถานที่ทำงาน (Second Place) และสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ (Third Place)”

คุณต่อบอกกับเราว่า ไลฟ์สไตล์คอมเพล็กซ์ของเขามีครบ!

“First Place ของเราเป็นคอนโดมิเนียม Second Place ของเราเป็นออฟฟิศแบบเปิดโล่ง ให้คนพบปะกันโดยบังเอิญ เพราะหลายนวัตกรรมมักเกิดจากความบังเอิญ บางทีเจอกันในร้านกาแฟ พูดคุยกัน 2 – 3 ประโยคก็ได้ไอเดียใหม่ๆ กลับมาด้วย และ Third Place ของเราคือ 101 The Third Place สำหรับผมอาจจะเป็นสวนสาธารณะ สำหรับน้องอาจจะเป็นห้องสมุด แต่สิ่งที่ MQDC กำลังทำคือการรวมทั้งสามพื้นที่เข้าด้วยกันเพื่อสร้างเป็น The Great Good Place”

101 The Third Place 101 The Third Place

ถ้าทำความเข้าใจกันอย่างง่าย Third Place เปรียบเสมือนการรวมไลฟ์สไตล์ไว้ครบในจุดเดียว ไม่ว่าจะเป็นศูนย์การค้า สวนสาธารณะ ห้องสมุด คาเฟ่ ฯลฯ คล้ายกับสารพัดย่านฮิตในประเทศญี่ปุ่น

ด้วย 101 The Third Place เป็นไลฟ์สไตล์คอมเพล็กซ์และมีจุดประสงค์พัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในโครงการและชุมชนใกล้เคียงให้ดีกว่าเดิม ด้านบนอาคารจึงออกแบบเป็นเลนสำหรับปั่นจักรยานและลู่วิ่งออกกำลังกาย ระยะทาง 1.3 กิโลเมตร (แล้วเสร็จปี 2563) และพิเศษสำหรับคนรักน้องหมา นอกจากจะพาสุนัขไปโซน Outdoor ได้ ยังมีห้องน้ำส่วนตัวเฉพาะน้องหมาตัวผู้อีกด้วย

101 The Third Place

The Green Good Place

หลังจากเดินบนสกายวอล์กที่เชื่อมกับบีทีเอสสถานีปุณณวิถีมาถึงตัวโครงการ เราเชื่อแล้วว่า 101 The Third Place ตั้งใจปลูกต้นไม้สีเขียวให้เป็นโอเอซิสขนาดใหญ่ใจกลางเมืองจริงๆ คุณต่อบอกกับเราว่าการเลือกทำสวนสาธารณะขนาดย่อมไม่ได้เป็นการตัดสินใจของเขาเพียงคนเดียว เสียงข้างมากมาจากกลุ่มตัวอย่างของการรีเสิร์ชก่อนจะทำโครงการ

จากคำถาม ควรทำอะไรดีบนพื้นที่ 43 ไร่ ใจกลางสุขุมวิท? กลุ่มตัวอย่างบอกคำตอบกับพวกเขาว่า

“ทำอะไรก็ได้ แต่อย่าทำ Luxury Mall เพราะริมถนนสุขุมวิทมีเต็มไปหมด เขาอยากได้พื้นที่ที่ใช้ชีวิต อยากมีสถานที่ที่เขาทำกิจกรรมทางสังคมได้ พาลูกมาเล่นได้ หรือจะมานั่งเฉยๆ โดยไม่ต้องทำอะไรก็ได้ เราเลยมีแนวคิดว่าอยากทำ Third Place หรือสถานที่พักผ่อนหย่อนใจให้กับคนเมืองและชุมชนใกล้เคียง”

จากคำตอบของกลุ่มตัวอย่าง คงไม่มีสถานที่ไหนเหมาะกับการทำกิจกรรม เดินเล่น ปิกนิก หรือหย่อนใจ ได้ดีเท่าสวนอีกแล้ว ปัญหาต่อไปไม่ใช่การสร้าง แต่เป็นการปลูก! คุณต่อบอกกับเราว่าต้นไม้ทั้งหมดไม่ได้ปลูกตามใจผู้อยู่ แต่ปลูกตามใจผู้อยู่…มาก่อน หมายถึงสัตว์ท้องถิ่นอย่างนก แมลง และกระรอก

101 The Third Place 101 The Third Place

“เมื่อก่อนพื้นที่ 40 กว่าไร่ตรงนี้มีต้นไม้เยอะแยะเลย เราทำรีเสิร์ชมาว่าแถวนี้มีนกจำนวนมาก เป็นนกตัวเล็กๆ ในกรุงเทพฯ แล้วก็มีกระรอก มันจะกินลูกหว้า ลูกชมพู่ และลูกส้ม เป็นอาหาร เราก็ปลูกต้นไม้เหล่านั้นให้พวกเขา และมีนกอีกประเภทชอบกินต้นแคนาดอกสีขาว เราก็ปลูกต้นแคนา

“เรารู้อยู่แล้วว่าต้นไม้ให้ออกซิเจนและร่มเงา แทนที่เราจะปลูกต้นไม้เฉพาะคนกลุ่มเดียว ทำไมเราไม่เลือกต้นไม้ที่สิ่งมีชีวิตอื่นใช้ได้ด้วยหละ เราเลยพยายามหาต้นไม้ที่เหมาะกับพวกเขา เราพยายามสร้างระบบนิเวศที่ดีเพื่อดึงเขากลับมาใช้ชีวิตร่วมกับเราเหมือนเดิม”

ประโยชน์ของสีเขียวแน่นอนว่าช่วยให้เราเจริญหูเจริญตา มองแล้วสบายใจ ยังช่วยลดความร้อนให้กับพื้นที่และชุมชนบริเวณใกล้เคียง รวมถึงเพิ่มพื้นที่ฟอกอากาศให้กับกรุงเทพฯ ให้กับประเทศไทย และให้กับโลกด้วย

101 The Third Place

101 The Third Place

The Great Sustainnovation Place

กว่าจะเป็นไลฟ์สไตล์คอมเพล็กซ์ภายใต้แนวคิด Sustainnovation บนพื้นที่ 40,000 ตารางเมตร ทางโครงการเลือกใช้โปรแกรม BIM (Building Information Modeling) เป็นโปรแกรมสามมิติมาช่วยในการก่อสร้างอาคาร ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบ การเลือกใช้วัสดุ ตลอดจนคำนวณเวลาการทำงานเพื่อลดระยะเวลาการก่อสร้างและลดพลังงาน ไม่เพียงแต่เป็นวิธีการประหยัดพลังงาน ยังช่วยประหยัดงบประมาณและทรัพยากรในการก่อสร้างโครงการอีกด้วย

แม้ว่าการออกแบบจะคำนวณด้วยโปรแกรมอย่างละเอียด เมื่อเจอหน้างานจริงย่อมคลาดเคลื่อน เป็นผลให้มีวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างเหลือจากการสร้างอาคาร แต่จุดหมายปลายทางของวัสดุส่วนเกินไม่ได้อยู่ในถังขยะ เพราะเขานำเหล็ก ข้อพีวีซี และเศษไม้ มา Upcycling เป็นเฟอร์นิเจอร์สำหรับใช้ภายในโครงการ สีสันและรูปทรงป๊อปมากจนเรานึกว่าของใหม่! ไหนจะผนังจากลูกปูนที่แบ่งเฉดสีวางเรียงกันจนเป็นภาพ อีกไม่นานจะมีโครงการ Bag Sharing กระเป๋าจากเศษผ้าบังฝุ่นในไซต์ก่อสร้าง นำมาล้างสะอาดเย็บเป็นกระเป๋าใบสวยให้ผู้มาเยือนหยิบยืมไปใช้

101 The Third Place

101 The Third Place 101 The Third Place 101 The Third Place

การส่งเสริมและอนุรักษ์พลังงานรวมทั้งสิ่งแวดล้อมของโครงการยังไม่หมด! บริเวณหลังคาอาคารด้านในออกแบบด้วยการใช้ วัสดุ ETFE น้ำหนักเบา โครงสร้างเล็ก เมื่อโครงสร้างเล็กก็ประหยัดพลังงาน ช่วยลดความร้อนมากกว่าการติดตั้งกระจกซ้อนกัน 2 – 3 ชั้น หลักการทำงานของหลังคาทรงแปลกตาคือการเป่าลมเข้าไปตรงกลางระหว่างวัตถุสองชิ้น ทำให้อุณหภูมิด้านล่างลดต่ำลง เหมือนใช้การอัดอากาศเป็นฉนวน แถมแสงแดดยังทะลุผ่านและส่องถึงกองทัพสีเขียวได้ด้วย ถ้าติดกระจกได้แสงก็จริงแต่จะร้อนเป็นเตาอบเลย

101 The Third Place

101 The Third Place

ส่วนด้านบนหลังคาอาคารมีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ขนาด 3,000 ตารางเมตร เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ และจัดเก็บพลังงานรูปแบบ Li-ion Battery ซึ่งจ่ายพลังงานได้มากถึง 245,000 กิโลวัตต์ / ปี รวมถึงบริเวณทางเดินเชื่อมต่อจากสกายวอล์กมายังโครงการมีพื้น Pavegen เป็นทางเดินอัจฉริยะ ไม่ว่าใครผ่านไปผ่านมาก็ขอเดินผ่าน กระโดดผ่าน และวิ่งผ่าน สักหลายๆ รอบ เพราะเวลาเท้าเราเหยียบลงบนแผ่น Pavegen จะเกิดการสั่นสะเทือนและแปลงเป็นกระแสไฟฟ้า

ทุกการเดิน 1 ก้าวเท่ากับพลังงาน 5 วัตต์ และพลังงานนั้นจะต้องใช้ทันที ไม่เช่นนั้นจะสูญหาย ทางโครงการจึงจัดเก็บพลังงานในแบตเตอรี่ของ Toyota ที่ผ่านการใช้งานแล้วจากรถยนต์ไฮบริด โดยจะนำพลังงานไปใช้เป็นไฟส่องสว่างบริเวณทางเดินและใช้สำหรับชาร์จแบตโทรศัพท์ ยิ่งเดินมาก พลังงานยิ่งเพิ่มมาก!

101 The Third Place 101 The Third Place

นอกจากนวัตกรรมล้ำสมัยจะประยุกต์กับความยั่งยืนได้แล้ว ของดีและฟรีจากธรรมชาติเขาก็นำมาประยุกต์กับความยั่งยืนได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นลม น้ำ หรือแสงแดด เช่น การหันมุมของอาคารไปในมุมที่ไม่ร้อนจนเกินไป เพื่อช่วยลดการใช้งานเครื่องปรับอากาศและกระจกราคาแพงๆ ที่ทนความร้อนได้ แม้ด้านนอกอาคารจะอุณหภูมิพุ่งสูง แต่บริเวณอาคารกลับลมพัดเย็นสบายตลอดเวลา ส่วนภายในอาคารที่ต้องใช้ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศ คุณต่อนำข้อดีของการเป็นมิกซ์ยูสที่เป็นทั้งออฟฟิศ และไลฟ์สไตล์คอมเพล็กซ์มาใช้ในระบบปรับอากาศทั้งหมดของโครงการ

คุณต่อเลือกใช้เครื่องปรับอากาศแบบ District Cooling แทนการใช้เครื่องปรับอากาศประจำตามจุดต่างๆ ที่สุดแสนจะสิ้นเปลืองวัสดุอุปการณ์และพลังงานโลก ยกตัวอย่างวันเสาร์-อาทิตย์ออฟฟิศไม่ทำงาน แต่คนมาเดินในโครงการเยอะ ต้องเปิดเครื่องปรับอากาศให้เย็นฉ่ำ เขาก็เอาแอร์ที่เคยเติมในออฟฟิศมาใช้ในโครงการแทน หรือตอนเช้าวันจันทร์-ศุกร์โครงการยังไม่เปิด เขาก็เปิดแอร์ให้ออฟฟิศก่อน พอออฟฟิศเริ่มเย็นก็ค่อยมาเปิดแอร์ในโครงการ จะเห็นว่าระบบทำความเย็นแบบรวมศูนย์ประหยัดพลังงานกว่ามาก

ส่วนบริเวณโดยรอบของโครงการยังติดตั้งเครื่อง RVM (Reverse Vending Machines) ฝีมือคนไทยจำนวน 4 เครื่อง สำหรับกำจัดและแยกขยะพลาสติก โดยใช้เทคโนโลยีบีบ-อัดขวดให้มีขนาดเล็กลงเพื่อง่ายต่อการจัดเก็บ และผู้มาเยือนสามารถสะสมแต้มจากการแยกขยะพลาสติกเพื่อแลกซื้อสินค้ากับร้านค้าที่ร่วมรายการได้อีกด้วย

นอกจากขวดพลาสติก เศษอาหารก็เป็นอีกหนึ่งอย่างที่ยากจะกำจัด ยิ่งร้านอาหารมาก เศษอาหารก็ยิ่งมาก การจะส่งต่อเศษอาหารที่มีไม้จิ้มฟันและกระดาษทิชชูไปให้น้องหมูดูจะไม่ใช่ทางออกที่น่าสนใจเท่าการติดตั้งเครื่อง OKLIN สำหรับกำจัดเศษอาหารและกลายเป็นปุ๋ยในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง

เจ้าเครื่องยักษ์ขนาดเท่ารถบรรจุเศษอาหารได้มากสุด 300 กิโลกกรัม เมื่อทิ้งให้เครื่องทำงานครบ 24 ชั่วโมงจะได้ปุ๋ยออกมาประมาณ 60 กิโลกรัมสำหรับบำรุงดินให้ต้นไม้รอบโครงการ หากเหลือจากการใช้งานในโครงการก็จะแจกจ่ายให้กับชุมชนใกล้เคียงด้วย โดยเศษอาหารทั้งหมดมาจากการร่วมมือร่วมใจในทุกวันของร้านอาหารภายในโครงการ จากตอนแรกคุณต่อคิดว่าเขาจะไปเพิ่มขั้นตอนยุ่งยากในการคัดแยกเศษอาหารให้กับน้องพนักงาน เพราะเครื่องไม่ย่อยพวกตะเกียบ กระดูก เปลือกหอย พลาสติก ฯลฯ  แต่เปล่าเลย! ทุกคนร่วมด้วยอย่างสุดใจ

101 The Third Place

101 The Third Place

“เราว่าทุกคนบนโลกมีจิตสำนึกที่จะเป็นคนดีและช่วยโลกอยู่แล้ว แต่เขาไม่รู้จะเริ่มตรงไหน การคัดแยกเศษอาหารก็เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ถ้ามีคนตั้งหลักให้ก่อน เขาก็พร้อมจะเอาด้วย

“หรือสมมติว่าเด็กมัธยมสักกลุ่มมาวิ่งเล่นบนพื้น Pavegen แล้วสักคนเขาคิดได้ว่าเขามีส่วนในการผลิตพลังงานทางเลือกนะ แล้วเขากลับไปบ้าน เวลาออกจากห้องนอนเขาปิดไฟ เขาไม่เปิดน้ำทิ้งเอาไว้ เขาบอกเพื่อนว่าพวกเราก็ช่วยทำให้โลกใช้พลังงานน้อยลงได้ เราว่ามันเป็นสิ่งที่มากกว่าการเหยียบบนพื้น Pavegen แล้วทำให้ไฟดวงหนึ่งมันติดได้”

คุณต่อเล่าถึงการทำประโยชน์ให้คนและชุมชนรอบข้าง ที่ไม่ใช่การทำประโยชน์ทางกายภาพเพียงอย่างเดียว ยังหมายรวมถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเชิงจิตวิทยา เป็นแรงกระตุ้นให้คนกลับบ้านไปแล้วอยากช่วยโลกประหยัดพลังงาน

101 The Third Place

The Great Place for All Well-being

ก่อนจะขอตัวไปกระโดดโลดเต้นบนพื้น Pavegen เราถามเขาว่า

คุณอัดสุดยอดนวัตกรรมและการประหยัดพลังงานเข้าไปมากมาย คาดหวังว่าคนมาเดินจะได้รับอะไรกลับไป

“การทำสิ่งที่ประหยัดพลังงาน แน่นอนว่ามันทำให้โลกน่าอยู่ขึ้น พวกเราเป็นนักพัฒนาอสังหาฯ เรารู้ว่าเราทำลายโลก แต่สิ่งที่พยายามทำเราไม่อยากแค่ประหยัดพลังงานแล้วเอาไปเก็บในห้องที่ไม่มีใครรู้ว่าเราใส่อุปกรณ์ไฮเทคเข้าไปมากขนาดไหน เราอยากให้เขาช่วยประหยัดพลังงานเหมือนเรา

“อยากให้เขารู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่ง เขาได้ช่วย เขาได้รับรู้ ให้เขามาจับสัมผัสและคิดเอง เราหวังว่าสิ่งที่เราพยายามสร้างขึ้นมาคงจะไปสะดุดใจเขาบ้าง เราว่าทุกคนอยากทำเพื่อโลกอยู่แล้ว แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง ไม่เป็นไร เราเริ่มให้ก่อน แล้วมาทำด้วยกัน สุดท้ายเขาเอาไปปรับใช้กับชีวิตประจำวัน นั่นน่าจะเป็นผลดีกับเขาและโลกมากที่สุด” เขาตอบพร้อมรอยยิ้ม

101 The Third Place 101 The Third Place

101 The Third Place

ที่อยู่ 101 ถนนสุขุมวิท แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร 10260

เว็บไซต์ : www.101thethirdplace.com

Facebook : 101 The Third Place

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

หมู่บ้าน

แนวคิดของผู้สร้างที่อยู่อาศัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้อยู่

“คุณอยากสนิทกับเพื่อนบ้านหรือเปล่า?”

เช้าเดินไปซื้อกับข้าวกับพี่ข้างบ้าน บ่าย ๆ ไปธุระก็ฝากลูกไว้กับป้าบ้านตรงข้าม พลบค่ำตั้งวงนั่งเล่นกีต้าร์ร้องเพลงในซอย

เขาว่ากันว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม แต่ไหนแต่ไร เผ่าพันธุ์ของพวกเรามักจะรวมตัวตั้งถิ่นฐานเป็นกลุ่มเป็นก้อน ญาติพี่น้องอยู่ด้วยกัน คนเชื้อสายใกล้เคียงกันอยู่ด้วยกัน

เวลาผ่านไป ความเป็นเมืองและเทคโนโลยีคืบคลานเข้ามาในหลายพื้นที่ เราจึงดำรงชีวิตกันอย่างปัจเจกชนมากขึ้น มากเสียจนเราอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนข้างบ้านชื่ออะไร ตรงกันข้าม เราอาจสนิทชิดเชื้อกับเพื่อนที่อาศัยอยู่ห่างไป 100 กิโลเมตรมากกว่าเสียอีก

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

“เราสนใจแนวคิดเรื่องชุมชนมาตั้งแต่เริ่มตั้งสถาบันครับ” ทวี เรืองฉายศิลป์ จากสถาบันอาศรมศิลป์เล่าย้อน

“จนกระทั่งปี 2010 เราริเริ่มโครงการ Co-housing ‘บ้านเดียวกัน’ ขึ้น” เขาพูด Co-housing ที่ว่า หมายถึงชุมชนที่เกิดขึ้นโดยผู้คนที่ตั้งใจจะอาศัยอยู่ร่วมกัน มีกลุ่มบ้านส่วนตัวรายล้อมพื้นที่ส่วนกลางที่ใช้ร่วมกัน “ตอนนั้นแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างชุมชน หรือคำว่า Co-housing เป็นที่รับรู้ขึ้นในไทยมากกว่าสมัยก่อนหน้า แต่ก็ยังไม่ได้แพร่หลายเป็นวงกว้างในสังคม แม้จะมีโครงการบ้างแล้วก็ตาม”

วันนี้ กลุ่มสถาปนิกจากสถาบันอาศรมศิลป์ ภาณุมาศ ชเยนทร์, ธนา อุทัยภัตรากูร, ปิยะ พรปัทมภิญโญ, วริศรา ไกรระวี, ทวี เรืองฉายศิลป์ และ ยิ่งยง ปุณโณปถัมภ์ จะมาพูดคุยเกี่ยวกับ ‘Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp’ โปรเจกต์ใหม่ที่กำลังเปิดรับสมัครสมาชิก ซึ่งคล้ายจะเป็นหนังภาคต่อของบ้านเดียวกันเมื่อ 10 กว่าปีก่อน แต่แตกต่างด้วยวันเวลา สังคม และความเข้าใจของคนสมัยใหม่ที่เพิ่มมากขี้น

ถึงเวลาแล้วที่ ‘เชียงดาว’ เมืองธรรมชาติสวยแห่งเชียงใหม่จะมีชุมชนที่ผู้คนต่างที่มาร่วมกันสร้าง

Co-housing ที่พวกเขากำลังปลุกปั้นกันในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการปฏิเสธสังคมที่วิวัฒน์ไปข้างหน้า หากแต่เป็นอีกลักษณะของการอยู่อาศัย ที่จะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับสังคมไทยต่อไปได้

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp
สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

มองหาความเป็นไปได้

“Co-housing เกิดจากกลุ่มคนที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันมาก่อน แต่อยากอยู่ร่วมกันเป็นชุมชน เลยมาร่วมกันออกแบบที่อยู่อาศัยของตัวเอง” ยิ่งยงเริ่มอธิบายนิยามของลักษณะการอยู่อาศัยที่ยังไม่มีคำแปลตายตัวในภาษาไทย

“จริง ๆ มีได้หลายรูปแบบเลยนะครับ” ทวีเล่าด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น “จะเป็นแก๊งเพื่อนที่รู้จักกันอยู่แล้วก็ได้ หรือเป็นญาติพี่น้องที่ชวนกันไปอยู่ก็ได้ครับ คล้าย ๆ ครอบครัวขยายในอดีต แต่แนวคิดการอยู่ร่วมกันในรูปแบบนี้ เปิดโอกาสว่าไม่จำเป็นต้องเป็นเครือญาติกัน แค่มีความสนใจบางอย่างตรงกันก็อยู่อาศัยร่วมกันได้”

“Co-housing แตกต่างจากบ้านจัดสรรตรงเราเลือกคนที่จะมาอยู่ด้วยกันได้” ภาณุมาศพูดถึงข้อดี “ถ้าเราซื้อบ้านจัดสรร ก็แค่เดินดูบ้านที่อยากได้ทำเลนั้น ๆ แล้วไปวัดดวงกันว่า คนที่อยู่ในซอยย่อยเดียวกับเรา ข้างบ้านเราจะเป็นใคร แต่พอเราทำแบบนี้ เราได้คุย ได้รู้จักกันก่อน และลดต้นทุนการผลิตด้วยการแชร์พื้นที่ส่วนกลางบางส่วนร่วมกันได้”

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

แนวคิด Co-housing ถือกำเนิดครั้งแรกที่เดนมาร์ก ในช่วงปี 1970 โดยเริ่มที่ Saettedammen เป็นแห่งแรก จากนั้นก็ออกเดินทางไปสู่ประเทศอื่น ๆ ที่มาที่ไปของแนวคิดนี้คือ มีคนบางกลุ่มเชื่อว่าธรรมชาติของมนุษย์ต้องการอยู่ร่วมกัน จึงเริ่มรวมกลุ่มเพื่อสร้างชุมชน การรวมกลุ่มนี้ตอบโจทย์พวกเขาหลายอย่าง ทั้งในแง่ของวิถีชีวิตที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน จิตวิญญาณของการอยู่อาศัย การแชร์ทรัพยากร-สิ่งอำนวยความสะดวกร่วมกัน และในแง่เศรษฐกิจ ช่วยทำให้แต่ละคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นไปพร้อม ๆ กับประหยัดค่าใช้จ่าย

หลายปีต่อมา จากโลกตะวันตกก็มาสู่เอเชีย Co-housing เริ่มเกิดขึ้นทั้งในจีน ญี่ปุ่น รวมถึงในประเทศไทย อาศรมศิลป์เองก็ริเริ่มโครงการ ‘บ้านเดียวกัน’ ขี้นมาในรูปแบบ Co-housing แม้ว่าแนวคิดในลักษณะนี้จะยังเป็นเรื่องใหม่ที่คนไทยไม่คุ้นชินก็ตาม พวกเขาคิดว่าสังคมไทยมีประสบการณ์ร่วมกันที่ว่าสมัยก่อนก็อยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวขยาย อยู่กันเป็นชุมชน จึงน่าจะประยุกต์รูปแบบของ Co-housing เข้ามาใช้ได้

ถึงตรงนี้เราก็ตั้งข้อสงสัยว่า แนวคิดแบบ Co-housing นั้นดูจะแตกต่างจากการอยู่ร่วมกันของชุมชนไทยสมัยก่อนไหมนะ แถมวิถีชีวิตคนในปัจจุบันก็เปลี่ยนไปมากด้วย

“เราไม่ได้คิดว่าอยากเอาของไทยสมัยก่อนกลับมา” ยิ่งยงอธิบายให้ชัดเจน “เราแค่คิดว่าความเป็นชุมชนไทยน่าจะฝังอยู่ใน DNA ความทรงจำ หรือความรู้สึกนึกคิดของเรา มันน่าจะมีต้นทุนที่เอาเรื่องนี้กลับมาได้”

“แล้วถ้านำ Co-housing เข้าไปอยู่ในแนวคิดของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มันน่าจะตอบโจทย์ความต้องการของสังคม” ซึ่งโครงการบ้านเดียวกันนี้ เป็นทั้งวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาปริญญาโท สถาบันอาศรมศิลป์ และเป็นทั้งโครงการที่ลงทุนจริง สร้างจริง มีผู้คนเข้าไปอยู่อาศัยด้วยกันจริง ๆ

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp
สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

บทเรียนจากบ้านเดียวกัน

‘บ้านเดียวกัน’ เป็นชื่อโครงการที่เป็นร่มใหญ่ ซึ่งมีโครงการย่อยในหลายรูปแบบ โครงการหนึ่งเป็นกลุ่มบ้านที่ออกแบบให้พี่น้องที่เคยอยู่ด้วยกันตอนเด็ก ได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้งในวัยชรา โครงการหนึ่งก็เป็นหมู่บ้านใกล้ที่ทำงานของเหล่าพนักงาน มีกระบวนการให้แต่ละคนออกแบบวิถีการอยู่อาศัยร่วมกัน อีกโครงการหนึ่งเป็นกลุ่มบ้านของผู้ปกครอง-เด็กโรงเรียนรุ่งอรุณ ที่ต้องการอยู่ใกล้โรงเรียน และสุดท้ายคือโครงการคอนโด Low-rise 8 ยูนิตย่านลาดพร้าว

สังเกตได้ว่า Co-housing ในความหมายของอาศรมศิลป์ ไม่ค่อยจำกัดรูปแบบอาคารเท่าไหร่ กลับกันคือ พวกเขาพยายามผลักดันให้เกิดความหลากหลายขึ้น โดยมีแนวคิดของการอยู่ด้วยกัน เกื้อกูลกัน แชร์ทรัพยากรซึ่งกันและกันเป็นจุดร่วม

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp
สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

“บ้านเดียวกัน มีบางโครงการที่ก่อสร้างจนสำเร็จ ในขณะที่บางโครงการก็ไม่” ยิ่งยงว่า

เป็นเรื่องปกติที่ระหว่างกระบวนการจะมีการเปลี่ยนหน้าสมาชิก เมื่อเงื่อนไขในชีวิตของบางคนเปลี่ยน ก็ต้องมีการหาสมาชิกใหม่มาแทนให้ครบ ทำให้ไม่ใช่ทุกโครงการจะประสบความสำเร็จจนได้ก่อสร้างจริง

“ตอนนั้นเราสรุปบทเรียนอยู่ 2 เรื่อง” ยิ่งยงสะท้อนหลังจากที่ผ่านเวลานั้นมาราวสิบปี

“อย่างแรกคือทักษะการคลี่คลายความขัดแย้ง การอยู่บนความแตกต่างของคนไทยที่ยังไม่มากพอ”

“บทเรียนที่ 2 คือ ยุคนั้นมันมีข้อจำกัดในการสื่อสาร ตอนทำบ้านเดียวกัน ช่องทางการสื่อสาร โซเชียลมีเดียยังไม่แพร่หลาย” เราคิดตาม ใช่ แม้ในปี 2010 จะมีอินเทอร์เน็ตใช้แล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่าผู้คนทุกเพศทุกวัยไม่ได้ไลน์หากันเช้าเย็นอย่างถนัดมือเหมือนทุกวันนี้

นอกเหนือจาก 2 เรื่องที่มีปัจจัยมาจาก ‘คน’ ก็มีเรื่องการประชาสัมพันธ์อีกเรื่องที่ยิ่งยงได้สะท้อนออกมา

“ตอนนั้นเราประชาสัมพันธ์โครงการผ่านช่องทางเดียวกับตลาดทั่วไปเลย ออกงานแฟร์ โปรโมตแบบโครงการบ้านอสังหาริมทรัพย์เลยครับ” สถาปนิกจากอาศรมศิลป์พูด “เราคิดว่าเราประชาสัมพันธ์โครงการไปไม่ถึงกลุ่มเป้าหมายของเราจริง ๆ คนไม่ค่อยรู้กัน ทีนี้พอมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นระหว่างกระบวนการ ก็หาคนเข้ามาทดแทนเพื่อไปต่อไม่ได้”

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

ครั้งใหม่ที่เชียงดาว

จนเมื่อปี 2021 มาถึง ก็มีสมาชิกในกลุ่มมะขามป้อมที่เชียงดาว ต้องการขายที่ดินขนาดประมาณ 5 ไร่ เพื่อหารายได้สนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคม ด้วยมิตรภาพที่มีให้กันมาอย่างยาวนานของสมาชิกท่านนั้นและ แบน-ธีรพล นิยม ผู้ก่อตั้งสถาบันอาศรมศิลป์ ประกอบกับเห็นว่าเป็นการนำเงินไปใช้ประโยชน์กับกิจกรรมทางสังคม แบนจึงรับซื้อไว้ด้วยความเต็มใจ ซึ่งเมื่อเขาได้ไปดูที่ดินด้วยตาของตัวเอง ก็เล็งเห็นว่าที่ดินน่าจะมีศักยภาพในการขับเคลื่อนให้เกิดชุมชนแห่งการแบ่งปันและเกื้อกูลอย่าง Co-housing ได้

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

“มันเป็นจังหวะที่เรารู้สึกว่า ผ่านมา 10 ปี สังคมก็เปลี่ยนไป สมัยนู้นตอนพูดว่า Co-housing เป็นสิ่งที่เฉพาะกลุ่มมาก ๆ แต่ยุคนี้คนทั่วไปเริ่มรู้จักแล้ว กลุ่มคนที่มีความต้องการเฉพาะก็มีมากขึ้น โซเชียลมีเดียเองก็เข้าถึงกลุ่มคนได้หลากหลายมากขึ้น เราเลยอยากทดลองดูว่า ถ้าเอาแนวคิดนี้มาทำในยุคสมัยนี้จะเกิดขึ้นจริงได้ไหม”

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

ไซต์นี้อยู่ทางด้านทิศตะวันออกของตัวเมืองเชียงดาว มีท้องไร่ท้องนา มีทุ่งน้ำนูนีนอยอยู่ใกล้ ๆ ดอยหลวงเชียงดาวซึ่งมองได้จากไซต์ ก็เป็นพื้นที่ที่ยูเนสโกเพิ่งประกาศให้เป็นพื้นที่สงวนทางชีวมณฑลแห่งล่าสุดของประเทศไทย เพราะตีนดอยเป็นเขตร้อน และบนดอยเป็นเขตอบอุ่น ทำให้พืชพรรณและสัตว์ต่าง ๆ ที่นี่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาก

ย่านนั้นเป็นพื้นที่ที่คนหลงรักเชียงดาวเข้ามาลงหลักปักฐานกัน โดย ‘Makhampom Art Space’ ของกลุ่มละครมะขามป้อม และ ‘มาลาดาราดาษ’ ที่เปิดเวิร์กชอปเกี่ยวกับศิลปะ เป็นหนึ่งในกัลยาณมิตรที่อยู่ในชุมชนนั้น การรวมตัวกันของทุกคนก็มีข้อดี ทำให้ได้พึ่งพาอาศัยกัน และที่สำคัญคือได้ใช้สาธารณูปโภคร่วมกันด้วย

เมื่อคิดภาพตามที่ยิ่งยงเล่า ทั้งวิวท้องนากว้างใหญ่ วิวภูเขาสวย ๆ ทั้งสังคมโดยรอบและกิจกรรมที่เกิดขึ้น ตัวเราเองก็คงมีความสุขทีเดียวที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในบรรยากาศแบบนั้นทุกวัน

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

ขยับทีละขั้นตอน

การที่ Co-housing สักที่จะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้ (รวมถึงที่เชียงดาวนี้ด้วย) จะต้องมีกระบวนการที่ประกอบไปด้วย 3 ขั้นตอนหลัก ๆ

ขั้นตอนแรกก็คือ การรวมกลุ่ม (Forming Group)

ทวีเล่าว่า ตอนที่เดนมาร์กเริ่มมี Co-housing ในยุค 60 – 70 เขาจะเริ่มจากการรวมกลุ่มสมาชิกที่คิดแบบเดียวกัน จากนั้นก็ศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนด้วยการปรึกษานักอสังหาริมทรัพย์ นั่นคือเริ่มต้นด้วยการไม่มีที่ดิน

“โดยทั่วไป บางโครงการก็เริ่มต้นโดยไม่มีสถาปนิก อย่างโครงการหนึ่งที่เราทำอยู่ ชื่อว่า ‘สวนปันสุข’ เป็นกลุ่มเพื่อนวัยเกษียณที่เชียงใหม่อยากสร้างบ้านอยู่รวมกันในช่วงบั้นปลายชีวิต ซึ่งเริ่มจากเขามีที่ดินที่หางดง แล้วหาสมาชิกกันเอง พอเขาหาข้อมูล ก็เจอโครงการบ้านเดียวกันแล้วติดต่อเรามาโดยตรง” แต่สำหรับโปรเจกต์เชียงดาวของอาศรมศิลป์นั้น เริ่มมาด้วยที่ดินและสถาปนิก ก่อนที่จะเสาะหาสมาชิกมาร่วมแก๊ง

“ทุกวันนี้ในบางประเทศ จะมีพวกเว็บไซต์กลางของ Co-housing อยู่ค่ะ” วริศราพูดขึ้นมา “เราเข้าไปเริ่มโปรเจกต์ได้ บอกคร่าว ๆ ว่าอยากอยู่ย่านตรงไหน และอยากให้บ้านของเราเน้นไปที่อะไร”

วริศราบอกว่าส่วนหนึ่งที่สำคัญของการรวมกลุ่ม คือการตั้งวิสัยทัศน์ (Vision) เพื่อเรียกคนที่เหมือน ๆ กันมารวมตัวกัน แล้วเธอก็ยกตัวอย่างวิสัยทัศน์ที่กลุ่มอื่น ๆ เคยตั้ง อย่างเช่นที่เดนมาร์ก มีกลุ่มที่รวมตัวสร้าง Co-housing จากไอเดียว่า ‘เด็ก 1 คนไม่ควรถูกเลี้ยงมาด้วยพ่อแม่คู่เดียว’ และ ‘ผู้หญิงไม่ควรต้องเลือกระหว่างเลี้ยงลูกหรือไปทำงาน’ ซึ่งที่นั่นก็เป็นสังคมของคนมีลูก ที่ช่วยกันดูแลลูกได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้เธอยังพูดถึง Co-housing ที่เยอรมนี ที่เน้นเรื่องการประหยัดพลังงาน ซึ่งเมื่อคนที่มีอุดมการณ์เดียวกันมาอยู่รวมกันแล้ว ก็ทำให้ต้นทุนถูกลง

วิสัยทัศน์ไม่จำเป็นต้องซับซ้อน หากจะกำหนดกว้าง ๆ ว่าเป็นเรื่องเกษตร พลังงาน สังคม ก็ไม่มีปัญหา เป็นไปตามความสนใจของสมาชิกแต่ละกลุ่ม

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

ได้สมาชิกกันแล้ว ขั้นตอนต่อมาก็คือ กระบวนการออกแบบ (Design Process) ขั้นตอนนี้นี่แหละที่เราคิดว่าสนุกและคงวุ่นวายใช่เล่น โดยเฉพาะเมื่อเหล่าสมาชิกไม่ได้รู้จักมักจี่กันมาก่อน

สิ่งแรกที่พูดคุยกันในขั้นนี้คือการออกแบบวิถีชีวิต ทั้งเรื่องส่วนตัว และเรื่องส่วนรวม ซึ่งเรื่องเหล่านี้จะมากับบุคลิก นิสัย ความชอบ หรืออาชีพของสมาชิกของแต่ละคน จากนั้นก็ถกกันเรื่องสภาพแวดล้อม ว่าอยากให้ Co-housing ที่จะสร้างนี้หน้าตาเป็นอย่างไร แล้วปิดท้ายด้วยเรื่องของการศึกษากฎหมาย กรรมสิทธิ์ และข้อตกลงของการอยู่ร่วมกัน

“อย่างของบ้านเดียวกัน 2 ที่เป็นของผู้ปกครองและเด็กโรงเรียนรุ่งอรุณ เราก็เริ่มจากนัดกินข้าวกันก่อน” ทวีเริ่มยกตัวอย่างถึงขั้นตอนกระบวนการออกแบบที่เคยเกิดขึ้นกับเคสเก่า เขาบอกว่าการกินข้าวร่วมกันนั้นสำคัญ เพราะถือเป็นการทดลองใช้ชีวิตร่วมกัน แม้แต่การเอาน้องหมามาทำความคุ้นเคยก็สำคัญไม่แพ้กัน (บางคนเขาก็กลัวหมานะ)

“ตอนนั้นเราให้แต่ละคนพรินต์รูปบ้านมาคุยกัน ส่วนเด็ก ๆ ก็จะเป็นเวิร์กชอปให้วาดรูปบ้าน

“การเอาบ้านมาคุยกันมันเป็นเหมือนกระบวนการที่ได้รู้จักกันมากขึ้น เหมือนเล่าว่าบ้านในฝันของเรามันมีวิถีชีวิตยังไง เราก็จะเห็นจุดร่วมและจุดต่าง โดยโครงการบ้านเดียวกัน 2 จุดร่วมของเขาคืออยากให้ชุมชนตรงนี้เน้นเรื่องธรรมชาติ”

ธนาสรุปการพูดคุยของโครงการนี้ว่า ทำให้ได้ข้อตกลงเรื่องพื้นที่สาธารณะที่จะใช้ร่วมกัน อย่างชานไม้หลังบ้านริมน้ำตลอดแนว และการกำหนดพื้นที่จอดรถ ซึ่งการกำหนดพื้นที่สาธารณะนั้นเป็นไปได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับความเห็นชอบของสมาชิก บางทีก็มีห้องรับแขกกลางไว้ใช้ร่วมกัน บางทีก็มีครัวกลางสำหรับจัดปาร์ตี้สนุก ๆ เชื่อมความสัมพันธ์ คล้าย ๆ กับ Clubhouse ของหมู่บ้านใหญ่

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp
ชานไม้หลังบ้านของ ‘บ้านเดียวกัน 2’
สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

“ในฐานะที่เป็นกระบวนกร เราต้องตั้งคำถามและการดีไซน์ให้ไปสู่คำถามที่เขาไม่กล้าถาม” ภาณุมาศเผยเคล็ด “คือบางทีนั่งอยู่ด้วยกันไม่กล้าถาม เราก็ต้องเป็นคนถามให้ว่า ที่คนนี้บอกว่าต้องการให้มีสเปซแบบนี้ พี่รู้สึกยังไงบ้าง”

นอกจากนี้พวกเขาก็ย้ำว่า แม้ Co-housing จะเป็นพื้นที่ในการอยู่อาศัยร่วมกัน แต่ก็ต้องแบ่งชัดระหว่างส่วนตัวกับส่วนรวม ไม่คลุมเครือทั้งในแง่การใช้งานในชีวิตประจำวัน และในแง่กรรมสิทธิ์ที่ดิน ซึ่งหากใช้โฉนดร่วมเป็นผืนเดียว สุดท้ายแล้วจะมีข้อจำกัดเกิดขึ้น วันหนึ่งหากใครจะนำบ้านไปจำนองเพื่อกู้เงินทำธุรกิจ ก็จะไม่ยืดหยุ่นมากพอ

เราถามถึงขั้นตอนกระบวนการออกแบบที่จะเกิดขึ้นกับโปรเจกต์เชียงดาว ธนาบอกว่าตอนนี้ได้กำหนดไว้เพียงคร่าว ๆ จะต้องดูก่อนว่าสมาชิกที่มาเป็นแบบไหน แต่ตอนเริ่มทุกคนจะได้เยี่ยมชมโครงการบ้านเดียวกัน พร้อมพูดคุยกับคนที่อยู่จริงมาก่อน เพื่อหาคำตอบว่าบ้านในลักษณะนี้เหมาะหรือไม่เหมาะกับตัวเองกันแน่

“แล้วเราก็ต้องพาเขาไปเชียงดาว ให้เขาเห็นความเป็นกายภาพ และได้ใช้เวลาซึมซับบรรยากาศอย่างน้อย 24 ชั่วโมง ทั้งตอนเช้า หัวค่ำ ตอนพัฒนาแบบร่วมกันจะได้อ้างอิงถึงสิ่งที่มีประสบการณ์ร่วมกันได้” ทวีบอกด้วยว่าเมื่อถึงจุดหนึ่ง สมาชิกก็ควรจะนัดรวมตัวกันเองโดยไม่มีสถาปนิกเป็นระยะ ๆ เพื่อทำความรู้จักกันให้มากขึ้น ก่อนได้เป็นเพื่อน(ร่วม)บ้านกันจริง ๆ

และเมื่อกระบวนการออกแบบจบลงแล้ว ก็ไปถึงขั้นตอนท้ายสุด คือการก่อสร้าง (Construction) ซึ่งหลังจากขั้นตอนนี้ บางกรณีที่สมาชิกยังไม่ครบ อาจต้องมีกระบวนการตามหาสมาชิกที่เหลือผ่านทางช่องทางต่าง ๆ ต่อด้วย

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

พลังวิเศษในผู้คน

ตอนนี้ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp กำลังอยู่ในช่วงเปิดรับสมัครสมาชิกในบ้าน เริ่มมีผู้ที่สนใจพากันยื่นใบสมัคร ทางอาศรมศิลป์ก็ปลื้มใจ และได้ติดต่อกลับไปพูดคุยกับเขาเหล่านั้นเป็นบางส่วนแล้ว 

“มีคนหนึ่งที่เราฟังเขาแล้วรู้เลยว่าเขามีความตั้งใจอยากสร้างชุมชนที่ดีจริง ๆ” ทวีเล่า เมื่อเราถามถึงความประทับใจที่ได้เริ่มทำโปรเจกต์นี้ “จากที่อยู่กันอย่างปัจเจก ผมเชื่อว่าถ้าได้มาที่นี่ทุกคนอาจจะได้มีโอกาสใหม่ ๆ ในชีวิต อาจจะได้ไปทำงานที่นั่น และมีคนในชุมชนที่พร้อมจะซัพพอร์ตกัน”

“อย่างที่เราพูดเรื่องวิสัยทัศน์ไป เรื่องช่วยกันเลี้ยงลูก หรือดูแลกันยามเจ็บป่วย เราว่าการอาศัยอยู่ร่วมกันในรูปแบบนี้ มันน่าประทับใจตรงที่สามารถช่วยแก้ปัญหาสังคมได้ในหลาย ๆ ส่วนค่ะ” วริศราพูดบ้าง

“โครงการนี้มันท้าทายที่จะแสดงให้เห็นพลังของคำว่าชุมชน การที่คนมารวมกัน มันมีพลังในตัวของมันอยู่แล้ว” ปิยะเชื่อแบบนั้น เขาบอกว่า Co-housing ในสังคมไทย อาจชวนให้คนหันกลับมามองพลังของคนตัวเล็ก ๆ ที่รวมกลุ่มกันทำอะไรบางอย่าง สำหรับเขาแล้ว นี่เป็นโครงการที่ท้าทายสำหรับผู้คนที่จะมาสมัครด้วย

พูดถึงความท้าทายของผู้อยู่อาศัยไปแล้ว แล้วอะไรคือความท้าทายสำหรับสถาปนิกล่ะ-เราถามต่อด้วยความอยากรู้

“ในมุมสถาปนิกเรามองเรื่องพื้นที่ เราอยากสร้าง ‘พื้นที่บังเอิญเจอกัน’ สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพบปะ ส่งเสริมความเป็นชุมชน เราต้องคิดว่ากายภาพแบบไหนที่ทำให้คนรู้สึกว่าชีวิตไม่ได้ขาดออกจากกันและดูมีชีวิตชีวา” ปิยะตอบอย่างมุ่งมาด ทำให้ยิ่งยงที่ฟังอยู่เสริมว่า การออกแบบสถาปัตยกรรมไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่ศิลปินหนึ่งคนรังสรรค์ขึ้นมา แต่มันเป็นปฏิบัติการทางสังคม เพราะสถาปัตยกรรมส่งผลต่อชีวิตคนมากกว่าแค่ความสวยงาม

“อาจารย์ที่อาศรมศิลป์ชอบพูดว่า คนสร้างสรรค์สถาปัตยกรรม แล้วสถาปัตยกรรมก็ย้อนกลับมาสร้างความเป็นคนของเรา” ยิ่งยงกล่าว

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

งานครั้งนี้สถาปนิกมีหน้าที่ ‘ฟัง’ เพื่อจับความต้องการของสมาชิกซึ่งเป็นนามธรรม แล้วออกแบบเป็นรูปธรรม เรียกว่าจริง ๆ แล้วสมาชิกเป็นผู้ออกแบบ แล้วสถาปนิกมาร่วมเป็นกระบวนกร ท้ายที่สุดแล้วชาวอาศรมศิลป์ก็อยากให้โปรเจกต์นี้สำเร็จลุล่วง และเป็นต้นแบบให้โปรเจกต์อื่น ๆ ต่อไปในอนาคตได้

“ไม่อยากให้รู้สึกว่าฉันไม่มีพื้นฐานด้านออกแบบ ฉันจะร่วมไม่ได้ เราล้วนมีความเป็นนักออกแบบในตัวอยู่แล้วครับ” ปิยะทิ้งท้ายให้ผู้อ่านทุกคนที่สนใจร่วมเป็นหนึ่งในสมาชิกของ Co-housing หลังใหม่แห่งเชียงดาว

สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp
สนทนากับสถาปนิกอาศรมศิลป์ เปิดแนวคิดและกระบวนการออกแบบโครงการ Chiang Dao Cohousing By Arsomsilp

ภาพ : สถาบันอาศรมศิลป์

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load