“เราเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ขณะเดียวกันเราก็รู้ตัวว่าเราเป็นส่วนหนึ่งในการทำลายสิ่งแวดล้อมด้วยเหมือนกัน”

คุณต่อ-สุทธา เรืองชัยไพบูลย์ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ พ่วงตำแหน่งประธานผู้อำนวยการ บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) บอกกับเราอย่างตรงไปตรงมาก่อนจะเสริมว่า “อาชีพของเราเป็นการย้ายภูเขาเข้ามาอยู่ในเมือง หิน ไม้ ทราย ปูน ล้วนมาจากธรรมชาติทั้งหมด เรารู้ตัวว่าจะต้องลดผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด”

101 The Third Place 101 The Third Place

ดูเหมือนว่า ‘101 The Third Place @True Digital Park’ ไลฟ์สไตล์คอมเพล็กซ์แห่งใหม่ย่านปุณณวิถี โดย MQDC จะเป็นผลลัพธ์ของการลดการย้ายภูเขาเข้ามาในเมือง แต่เป็นการสร้างพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ใจกลางเมืองแทน ด้วยการเพิ่มพื้นที่สีเขียวขนาด 5,000 ตารางเมตร ติดรถไฟฟ้าให้คนกรุงเทพฯ แวะสูดอากาศบริสุทธิ์ และนำนวัตกรรมล้ำสมัยมาจับคู่กับความยั่งยืน เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เป็นผลให้ 101 The Third Place ลดการใช้พลังงานของโครงการได้มากถึง 30 เปอร์เซ็นต์ และช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 15,000 ตันต่อปี หรือเท่ากับการขับรถบนถนนจำนวน 3,000 คัน (อ้างอิงจาก The US Environmental Protection Agency (Greenhouse Gas Emissions)

จากการออกแบบโครงการด้วยแนวคิด Sustainnovation ทำให้ 101 The Third Place ได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 6 โครงการสนับสนุนการออกแบบเมืองอัจฉริยะของกระทรวงพลังงาน ปี 2017 และได้รับการยอมรับจากนานาชาติจนคว้ารางวัลโครงการมิกซ์ยูสยอดเยี่ยมจาก Asia Pacific Property Awards 2016-2017 รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ด้านความยั่งยืนจาก AEC Excellence Awards 2017 นับว่าเป็นโครงการแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รางวัลมาครอง

ถ้าอยากรู้ว่า 101 The Third Place ทำได้อย่างไร ไปอ่านพร้อมกัน!

101 The Third Place

101 The Third Place

The Great Good Place

101 The Third Place มีความหมายตามตัวเลข 101 (วัน-โอ-วัน) ของประเทศแถบตะวันตก หมายถึงการเริ่มต้นใหม่ ส่วนคำว่า Third Place มาจาก เรย์ โอลเดนบิร์ก (Ray Oldenburg) นักสังคมวิทยาเจ้าของหนังสือ The Great Good Place เขาเขียนในหนังสือว่า “ถ้าต้องการทำสถานที่ให้เป็น The Great Good Place จะต้องมี 3 สิ่งประกอบกันอย่างสมดุลและลงตัว คือ บ้าน (First Place) สถานที่ทำงาน (Second Place) และสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ (Third Place)”

คุณต่อบอกกับเราว่า ไลฟ์สไตล์คอมเพล็กซ์ของเขามีครบ!

“First Place ของเราเป็นคอนโดมิเนียม Second Place ของเราเป็นออฟฟิศแบบเปิดโล่ง ให้คนพบปะกันโดยบังเอิญ เพราะหลายนวัตกรรมมักเกิดจากความบังเอิญ บางทีเจอกันในร้านกาแฟ พูดคุยกัน 2 – 3 ประโยคก็ได้ไอเดียใหม่ๆ กลับมาด้วย และ Third Place ของเราคือ 101 The Third Place สำหรับผมอาจจะเป็นสวนสาธารณะ สำหรับน้องอาจจะเป็นห้องสมุด แต่สิ่งที่ MQDC กำลังทำคือการรวมทั้งสามพื้นที่เข้าด้วยกันเพื่อสร้างเป็น The Great Good Place”

101 The Third Place 101 The Third Place

ถ้าทำความเข้าใจกันอย่างง่าย Third Place เปรียบเสมือนการรวมไลฟ์สไตล์ไว้ครบในจุดเดียว ไม่ว่าจะเป็นศูนย์การค้า สวนสาธารณะ ห้องสมุด คาเฟ่ ฯลฯ คล้ายกับสารพัดย่านฮิตในประเทศญี่ปุ่น

ด้วย 101 The Third Place เป็นไลฟ์สไตล์คอมเพล็กซ์และมีจุดประสงค์พัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในโครงการและชุมชนใกล้เคียงให้ดีกว่าเดิม ด้านบนอาคารจึงออกแบบเป็นเลนสำหรับปั่นจักรยานและลู่วิ่งออกกำลังกาย ระยะทาง 1.3 กิโลเมตร (แล้วเสร็จปี 2563) และพิเศษสำหรับคนรักน้องหมา นอกจากจะพาสุนัขไปโซน Outdoor ได้ ยังมีห้องน้ำส่วนตัวเฉพาะน้องหมาตัวผู้อีกด้วย

101 The Third Place

The Green Good Place

หลังจากเดินบนสกายวอล์กที่เชื่อมกับบีทีเอสสถานีปุณณวิถีมาถึงตัวโครงการ เราเชื่อแล้วว่า 101 The Third Place ตั้งใจปลูกต้นไม้สีเขียวให้เป็นโอเอซิสขนาดใหญ่ใจกลางเมืองจริงๆ คุณต่อบอกกับเราว่าการเลือกทำสวนสาธารณะขนาดย่อมไม่ได้เป็นการตัดสินใจของเขาเพียงคนเดียว เสียงข้างมากมาจากกลุ่มตัวอย่างของการรีเสิร์ชก่อนจะทำโครงการ

จากคำถาม ควรทำอะไรดีบนพื้นที่ 43 ไร่ ใจกลางสุขุมวิท? กลุ่มตัวอย่างบอกคำตอบกับพวกเขาว่า

“ทำอะไรก็ได้ แต่อย่าทำ Luxury Mall เพราะริมถนนสุขุมวิทมีเต็มไปหมด เขาอยากได้พื้นที่ที่ใช้ชีวิต อยากมีสถานที่ที่เขาทำกิจกรรมทางสังคมได้ พาลูกมาเล่นได้ หรือจะมานั่งเฉยๆ โดยไม่ต้องทำอะไรก็ได้ เราเลยมีแนวคิดว่าอยากทำ Third Place หรือสถานที่พักผ่อนหย่อนใจให้กับคนเมืองและชุมชนใกล้เคียง”

จากคำตอบของกลุ่มตัวอย่าง คงไม่มีสถานที่ไหนเหมาะกับการทำกิจกรรม เดินเล่น ปิกนิก หรือหย่อนใจ ได้ดีเท่าสวนอีกแล้ว ปัญหาต่อไปไม่ใช่การสร้าง แต่เป็นการปลูก! คุณต่อบอกกับเราว่าต้นไม้ทั้งหมดไม่ได้ปลูกตามใจผู้อยู่ แต่ปลูกตามใจผู้อยู่…มาก่อน หมายถึงสัตว์ท้องถิ่นอย่างนก แมลง และกระรอก

101 The Third Place 101 The Third Place

“เมื่อก่อนพื้นที่ 40 กว่าไร่ตรงนี้มีต้นไม้เยอะแยะเลย เราทำรีเสิร์ชมาว่าแถวนี้มีนกจำนวนมาก เป็นนกตัวเล็กๆ ในกรุงเทพฯ แล้วก็มีกระรอก มันจะกินลูกหว้า ลูกชมพู่ และลูกส้ม เป็นอาหาร เราก็ปลูกต้นไม้เหล่านั้นให้พวกเขา และมีนกอีกประเภทชอบกินต้นแคนาดอกสีขาว เราก็ปลูกต้นแคนา

“เรารู้อยู่แล้วว่าต้นไม้ให้ออกซิเจนและร่มเงา แทนที่เราจะปลูกต้นไม้เฉพาะคนกลุ่มเดียว ทำไมเราไม่เลือกต้นไม้ที่สิ่งมีชีวิตอื่นใช้ได้ด้วยหละ เราเลยพยายามหาต้นไม้ที่เหมาะกับพวกเขา เราพยายามสร้างระบบนิเวศที่ดีเพื่อดึงเขากลับมาใช้ชีวิตร่วมกับเราเหมือนเดิม”

ประโยชน์ของสีเขียวแน่นอนว่าช่วยให้เราเจริญหูเจริญตา มองแล้วสบายใจ ยังช่วยลดความร้อนให้กับพื้นที่และชุมชนบริเวณใกล้เคียง รวมถึงเพิ่มพื้นที่ฟอกอากาศให้กับกรุงเทพฯ ให้กับประเทศไทย และให้กับโลกด้วย

101 The Third Place

101 The Third Place

The Great Sustainnovation Place

กว่าจะเป็นไลฟ์สไตล์คอมเพล็กซ์ภายใต้แนวคิด Sustainnovation บนพื้นที่ 40,000 ตารางเมตร ทางโครงการเลือกใช้โปรแกรม BIM (Building Information Modeling) เป็นโปรแกรมสามมิติมาช่วยในการก่อสร้างอาคาร ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบ การเลือกใช้วัสดุ ตลอดจนคำนวณเวลาการทำงานเพื่อลดระยะเวลาการก่อสร้างและลดพลังงาน ไม่เพียงแต่เป็นวิธีการประหยัดพลังงาน ยังช่วยประหยัดงบประมาณและทรัพยากรในการก่อสร้างโครงการอีกด้วย

แม้ว่าการออกแบบจะคำนวณด้วยโปรแกรมอย่างละเอียด เมื่อเจอหน้างานจริงย่อมคลาดเคลื่อน เป็นผลให้มีวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างเหลือจากการสร้างอาคาร แต่จุดหมายปลายทางของวัสดุส่วนเกินไม่ได้อยู่ในถังขยะ เพราะเขานำเหล็ก ข้อพีวีซี และเศษไม้ มา Upcycling เป็นเฟอร์นิเจอร์สำหรับใช้ภายในโครงการ สีสันและรูปทรงป๊อปมากจนเรานึกว่าของใหม่! ไหนจะผนังจากลูกปูนที่แบ่งเฉดสีวางเรียงกันจนเป็นภาพ อีกไม่นานจะมีโครงการ Bag Sharing กระเป๋าจากเศษผ้าบังฝุ่นในไซต์ก่อสร้าง นำมาล้างสะอาดเย็บเป็นกระเป๋าใบสวยให้ผู้มาเยือนหยิบยืมไปใช้

101 The Third Place

101 The Third Place 101 The Third Place 101 The Third Place

การส่งเสริมและอนุรักษ์พลังงานรวมทั้งสิ่งแวดล้อมของโครงการยังไม่หมด! บริเวณหลังคาอาคารด้านในออกแบบด้วยการใช้ วัสดุ ETFE น้ำหนักเบา โครงสร้างเล็ก เมื่อโครงสร้างเล็กก็ประหยัดพลังงาน ช่วยลดความร้อนมากกว่าการติดตั้งกระจกซ้อนกัน 2 – 3 ชั้น หลักการทำงานของหลังคาทรงแปลกตาคือการเป่าลมเข้าไปตรงกลางระหว่างวัตถุสองชิ้น ทำให้อุณหภูมิด้านล่างลดต่ำลง เหมือนใช้การอัดอากาศเป็นฉนวน แถมแสงแดดยังทะลุผ่านและส่องถึงกองทัพสีเขียวได้ด้วย ถ้าติดกระจกได้แสงก็จริงแต่จะร้อนเป็นเตาอบเลย

101 The Third Place

101 The Third Place

ส่วนด้านบนหลังคาอาคารมีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ขนาด 3,000 ตารางเมตร เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ และจัดเก็บพลังงานรูปแบบ Li-ion Battery ซึ่งจ่ายพลังงานได้มากถึง 245,000 กิโลวัตต์ / ปี รวมถึงบริเวณทางเดินเชื่อมต่อจากสกายวอล์กมายังโครงการมีพื้น Pavegen เป็นทางเดินอัจฉริยะ ไม่ว่าใครผ่านไปผ่านมาก็ขอเดินผ่าน กระโดดผ่าน และวิ่งผ่าน สักหลายๆ รอบ เพราะเวลาเท้าเราเหยียบลงบนแผ่น Pavegen จะเกิดการสั่นสะเทือนและแปลงเป็นกระแสไฟฟ้า

ทุกการเดิน 1 ก้าวเท่ากับพลังงาน 5 วัตต์ และพลังงานนั้นจะต้องใช้ทันที ไม่เช่นนั้นจะสูญหาย ทางโครงการจึงจัดเก็บพลังงานในแบตเตอรี่ของ Toyota ที่ผ่านการใช้งานแล้วจากรถยนต์ไฮบริด โดยจะนำพลังงานไปใช้เป็นไฟส่องสว่างบริเวณทางเดินและใช้สำหรับชาร์จแบตโทรศัพท์ ยิ่งเดินมาก พลังงานยิ่งเพิ่มมาก!

101 The Third Place 101 The Third Place

นอกจากนวัตกรรมล้ำสมัยจะประยุกต์กับความยั่งยืนได้แล้ว ของดีและฟรีจากธรรมชาติเขาก็นำมาประยุกต์กับความยั่งยืนได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นลม น้ำ หรือแสงแดด เช่น การหันมุมของอาคารไปในมุมที่ไม่ร้อนจนเกินไป เพื่อช่วยลดการใช้งานเครื่องปรับอากาศและกระจกราคาแพงๆ ที่ทนความร้อนได้ แม้ด้านนอกอาคารจะอุณหภูมิพุ่งสูง แต่บริเวณอาคารกลับลมพัดเย็นสบายตลอดเวลา ส่วนภายในอาคารที่ต้องใช้ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศ คุณต่อนำข้อดีของการเป็นมิกซ์ยูสที่เป็นทั้งออฟฟิศ และไลฟ์สไตล์คอมเพล็กซ์มาใช้ในระบบปรับอากาศทั้งหมดของโครงการ

คุณต่อเลือกใช้เครื่องปรับอากาศแบบ District Cooling แทนการใช้เครื่องปรับอากาศประจำตามจุดต่างๆ ที่สุดแสนจะสิ้นเปลืองวัสดุอุปการณ์และพลังงานโลก ยกตัวอย่างวันเสาร์-อาทิตย์ออฟฟิศไม่ทำงาน แต่คนมาเดินในโครงการเยอะ ต้องเปิดเครื่องปรับอากาศให้เย็นฉ่ำ เขาก็เอาแอร์ที่เคยเติมในออฟฟิศมาใช้ในโครงการแทน หรือตอนเช้าวันจันทร์-ศุกร์โครงการยังไม่เปิด เขาก็เปิดแอร์ให้ออฟฟิศก่อน พอออฟฟิศเริ่มเย็นก็ค่อยมาเปิดแอร์ในโครงการ จะเห็นว่าระบบทำความเย็นแบบรวมศูนย์ประหยัดพลังงานกว่ามาก

ส่วนบริเวณโดยรอบของโครงการยังติดตั้งเครื่อง RVM (Reverse Vending Machines) ฝีมือคนไทยจำนวน 4 เครื่อง สำหรับกำจัดและแยกขยะพลาสติก โดยใช้เทคโนโลยีบีบ-อัดขวดให้มีขนาดเล็กลงเพื่อง่ายต่อการจัดเก็บ และผู้มาเยือนสามารถสะสมแต้มจากการแยกขยะพลาสติกเพื่อแลกซื้อสินค้ากับร้านค้าที่ร่วมรายการได้อีกด้วย

นอกจากขวดพลาสติก เศษอาหารก็เป็นอีกหนึ่งอย่างที่ยากจะกำจัด ยิ่งร้านอาหารมาก เศษอาหารก็ยิ่งมาก การจะส่งต่อเศษอาหารที่มีไม้จิ้มฟันและกระดาษทิชชูไปให้น้องหมูดูจะไม่ใช่ทางออกที่น่าสนใจเท่าการติดตั้งเครื่อง OKLIN สำหรับกำจัดเศษอาหารและกลายเป็นปุ๋ยในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง

เจ้าเครื่องยักษ์ขนาดเท่ารถบรรจุเศษอาหารได้มากสุด 300 กิโลกกรัม เมื่อทิ้งให้เครื่องทำงานครบ 24 ชั่วโมงจะได้ปุ๋ยออกมาประมาณ 60 กิโลกรัมสำหรับบำรุงดินให้ต้นไม้รอบโครงการ หากเหลือจากการใช้งานในโครงการก็จะแจกจ่ายให้กับชุมชนใกล้เคียงด้วย โดยเศษอาหารทั้งหมดมาจากการร่วมมือร่วมใจในทุกวันของร้านอาหารภายในโครงการ จากตอนแรกคุณต่อคิดว่าเขาจะไปเพิ่มขั้นตอนยุ่งยากในการคัดแยกเศษอาหารให้กับน้องพนักงาน เพราะเครื่องไม่ย่อยพวกตะเกียบ กระดูก เปลือกหอย พลาสติก ฯลฯ  แต่เปล่าเลย! ทุกคนร่วมด้วยอย่างสุดใจ

101 The Third Place

101 The Third Place

“เราว่าทุกคนบนโลกมีจิตสำนึกที่จะเป็นคนดีและช่วยโลกอยู่แล้ว แต่เขาไม่รู้จะเริ่มตรงไหน การคัดแยกเศษอาหารก็เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ถ้ามีคนตั้งหลักให้ก่อน เขาก็พร้อมจะเอาด้วย

“หรือสมมติว่าเด็กมัธยมสักกลุ่มมาวิ่งเล่นบนพื้น Pavegen แล้วสักคนเขาคิดได้ว่าเขามีส่วนในการผลิตพลังงานทางเลือกนะ แล้วเขากลับไปบ้าน เวลาออกจากห้องนอนเขาปิดไฟ เขาไม่เปิดน้ำทิ้งเอาไว้ เขาบอกเพื่อนว่าพวกเราก็ช่วยทำให้โลกใช้พลังงานน้อยลงได้ เราว่ามันเป็นสิ่งที่มากกว่าการเหยียบบนพื้น Pavegen แล้วทำให้ไฟดวงหนึ่งมันติดได้”

คุณต่อเล่าถึงการทำประโยชน์ให้คนและชุมชนรอบข้าง ที่ไม่ใช่การทำประโยชน์ทางกายภาพเพียงอย่างเดียว ยังหมายรวมถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเชิงจิตวิทยา เป็นแรงกระตุ้นให้คนกลับบ้านไปแล้วอยากช่วยโลกประหยัดพลังงาน

101 The Third Place

The Great Place for All Well-being

ก่อนจะขอตัวไปกระโดดโลดเต้นบนพื้น Pavegen เราถามเขาว่า

คุณอัดสุดยอดนวัตกรรมและการประหยัดพลังงานเข้าไปมากมาย คาดหวังว่าคนมาเดินจะได้รับอะไรกลับไป

“การทำสิ่งที่ประหยัดพลังงาน แน่นอนว่ามันทำให้โลกน่าอยู่ขึ้น พวกเราเป็นนักพัฒนาอสังหาฯ เรารู้ว่าเราทำลายโลก แต่สิ่งที่พยายามทำเราไม่อยากแค่ประหยัดพลังงานแล้วเอาไปเก็บในห้องที่ไม่มีใครรู้ว่าเราใส่อุปกรณ์ไฮเทคเข้าไปมากขนาดไหน เราอยากให้เขาช่วยประหยัดพลังงานเหมือนเรา

“อยากให้เขารู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่ง เขาได้ช่วย เขาได้รับรู้ ให้เขามาจับสัมผัสและคิดเอง เราหวังว่าสิ่งที่เราพยายามสร้างขึ้นมาคงจะไปสะดุดใจเขาบ้าง เราว่าทุกคนอยากทำเพื่อโลกอยู่แล้ว แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง ไม่เป็นไร เราเริ่มให้ก่อน แล้วมาทำด้วยกัน สุดท้ายเขาเอาไปปรับใช้กับชีวิตประจำวัน นั่นน่าจะเป็นผลดีกับเขาและโลกมากที่สุด” เขาตอบพร้อมรอยยิ้ม

101 The Third Place 101 The Third Place

101 The Third Place

ที่อยู่ 101 ถนนสุขุมวิท แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร 10260

เว็บไซต์ : www.101thethirdplace.com

Facebook : 101 The Third Place

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

หมู่บ้าน

แนวคิดของผู้สร้างที่อยู่อาศัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้อยู่

รีสอร์ทสู่เรสสิเดนซ์

คอลัมน์หมู่บ้านคราวนี้ พามุ่งหน้าสู่จังหวัดเพชรบุรี เยือน ‘Veranda Pool Villas hua hin – cha am’ โครงการบ้านพักตากอากาศแบบพูลวิลล่าติดกับโครงการวีรันดา รีสอร์ท แอนด์ วิลล่า หัวหิน ชะอำ ซึ่งตั้งใจทำให้วันหยุดของเจ้าของบ้านมีคุณค่ามากขึ้น โดย คุณบุ๊ค-คุณวีรวัฒน์ องค์วาสิฏฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท วีรันดา รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) จะมาเล่าถึงความพิเศษของที่นี่ และการขยับขยายธุรกิจจากโรงแรม-รีสอร์ทสู่ที่พักอาศัยแบรนด์วีรันดา  

Veranda Pool Villa Hua Hin Cha-am บ้านตากอากาศที่ออกแบบให้วันหยุดมีคุณค่ามากขึ้น

“ตอนแรกรีสอร์ทของเราเปิดที่หัวหิน-ชะอำมากว่า 18 ปี ไม่มีส่วน Residence เพราะความต้องการของลูกค้าในตอนนั้นมีไม่มากครับ มาเริ่มทำเล็ก ๆ ที่เชียงใหม่ สร้างเป็น Residence ติดกับรีสอร์ท 20 ยูนิต”

การขยับไปทำที่พักอาศัยของวีรันดา จึงไม่ใช่การเริ่มใหม่จากศูนย์ซะทีเดียว แต่เป็นการต่อยอดจากความสำเร็จเดิมของหนึ่งในโรงแรม-รีสอร์ทดีไซน์ดีมีเอกลักษณ์ที่ผู้คนมักจะนึกถึง เมื่อมองหาการบริการแบบ 5 ดาว วิวสวย นอนสบาย หาที่พักง่าย เพราะกระจายอยู่ตามหัวเมืองท่องเที่ยวสำคัญ ไม่ว่าจะเชียงใหม่ พัทยา หัวหิน หรือ So/Bangkok ที่ได้วิวสวนลุมพินีใจกลางเมือง โรงแรมที่มีสระว่ายน้ำวิวสวยที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ได้รับความนิยมในกลุ่มลูกค้าทั้งไทยและต่างชาติ จนอยากเปลี่ยนมาเป็นลูกบ้านก็มีไม่น้อย

บ้านพักตากอากาศที่ดีเป็นอย่างไร 

โครงการ Veranda Pool Villas hua hin – cha am ที่วีรันดากำลังดำเนินการสร้างอยู่ ตั้งเป้าไว้ว่าจะเป็นทางเลือกใหม่ของบ้านพักตากอากาศในย่านหัวหิน-ชะอำ เราเลยอดไม่ได้ที่จะถามถึงหัวใจของบ้านพักตากอากาศที่ดีผ่านมุมมองเจ้าของโครงการ 

เขาบอกกับเราว่า ‘การทำวันหยุดให้มีคุณค่ามากขึ้น’ เป็นหัวใจสำคัญ

แต่จะทำด้วยวิธีไหน… ไปดูกัน

Veranda Pool Villa Hua Hin Cha-am บ้านตากอากาศที่ออกแบบให้วันหยุดมีคุณค่ามากขึ้น

องค์ประกอบสำคัญที่วีรันดาคิดว่าจะทำให้วันหยุดของเจ้าของบ้านมีคุณค่ามากขึ้นนั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 – 4 ข้อ 

1. Location

โลเคชันสำคัญเพราะเกี่ยวพันกับเวลา Veranda Pool Villas hua hin – cha am เลยเลือกที่ตั้งที่อยู่บริเวณรอยต่อของชะอำกับหัวหิน บนถนนเพชรเกษมซึ่งเป็นถนนเส้นหลักรถวิ่งได้สะดวก ใช้เวลาขับรถจากกรุงเทพฯ ไม่นานก็ถึงที่พัก ทำให้วันหยุดเริ่มต้นได้เร็ว เมื่อเทียบกับโลเคชันอื่นที่ต้องขับรถลงใต้ไปจากตัวเมืองหัวหินอีกครึ่งชั่วโมง อย่างเขาเต่าหรือปราณบุรี

2. Early Check-in / Late Check-Out

อีกข้อดีของการมีบ้านพักตากอากาศ นอกจากการมีห้องพักแน่นอน ไม่ต้องจองล่วงหน้า และไม่โดนฟันราคาในช่วงวีกเอนด์แล้ว ยังมีเรื่องความยืดหยุ่นในการเช็กอิน-เช็กเอาต์ ที่คุณบุ๊คมองว่าสำคัญ และได้เปรียบกว่าการพักโรงแรม รีสอร์ท เพราะเป็นอีกส่วนที่ช่วยยืดเวลาวันหยุดของเราให้ยาวนานขึ้น ออกจากกรุงเทพฯ ได้แต่เช้า เลี่ยงเวลารถติด พอมาถึงแล้วก็เข้าที่พักได้เลย ไม่ต้องรอเช็กอินหลังบ่าย 3 หรือตอนขากลับ ถ้ายังอยากละเลียดใช้เวลาพักผ่อน อ้อยอิ่งได้อีกหน่อย ไม่ต้องรีบตื่นมาเก็บข้าวของให้ทันก่อนเที่ยง

3. Service 

เนื่องจาก Pool Villa ใหม่นี้สร้างติดกับวีรันดา รีสอร์ท แอนด์ วิลล่า หัวหิน-ชะอำ เจ้าของบ้านจะสามารถเข้าถึงการบริการมาตรฐานเดียวกับรีสอร์ท ทั้งบริการจากส่วนของรีสอร์ทที่เข้ามาเซอร์วิสในที่พัก หรือการเข้าไปใช้บริการในส่วนต่าง ๆ ของโรงแรม เช่น สปา สระว่ายน้ำ ฟิตเนส ร้านอาหาร และเดินผ่านรีสอร์ทไปถึงหน้าหาดได้โดยไม่ต้องขับรถออกไปนอกโครงการ นอกจากนั้นยังอยู่ในระยะที่สามารถใช้บริการจากภายนอก เช่น การสั่งอาหารเดลิเวอรี่ที่กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ในยุคปัจจุบันอีกได้อีกด้วย 

Veranda Pool Villa Hua Hin Cha-am บ้านตากอากาศที่ออกแบบให้วันหยุดมีคุณค่ามากขึ้น
Veranda Pool Villa Hua Hin Cha-am บ้านตากอากาศที่ออกแบบให้วันหยุดมีคุณค่ามากขึ้น

4. Design

โครงการนี้เป็นพูลวิลล่า เพราะจากการสังเกตเทรนด์ท่องเที่ยวพักผ่อนในระยะหลังที่เริ่มเปลี่ยนไป มีความต้องการความเป็นส่วนตัวมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงโควิด-19 นักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อนเลือกที่จะพักในบ้านตากอากาศแบบพูลวิลล่ามากขึ้น เพราะทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกันได้ ไม่ต้องเข้าไปปะปนกับผู้อื่นในพื้นที่ส่วนกลาง ที่นี่จึงมีวิลล่าเพียง 13 หลัง เพราะเน้น Optimum Return มากกว่า Maximum Return

โครงการนี้คุณบุ๊คลงไปเลือกที่ดินด้วยตัวเอง และพัฒนาแบบร่วมกับนักออกแบบมือดีที่ร่วมงานกันมาหลายโครงการ อย่างบริษัทสถาปนิกกรุงเทพ (OBA) รับหน้าที่ออกแบบสถาปัตยกรรม และบริษัท August Design ดูแลด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมภายในให้น่าอยู่

“เขาเข้าใจว่าเราต้องการสร้างโปรดักต์แบบไหน อันที่ดูง่ายไป เขาก็จะทำให้มันดูยากขึ้นนิดหน่อย เพื่อให้ได้โครงการที่แตกต่าง ซึ่งเขาก็ได้เครดิตไปด้วยครับ” หัวเรือใหญ่ของวีรันดาเล่าถึงการร่วมงานกับดีไซเนอร์คู่ใจกลั้วเสียงหัวเราะ

บ้านพักทั้ง 13 หลังแบ่งเป็น Pool Villa แบบ 2 ห้องนอน 6 หลัง พื้นที่ใช้สอย 248 ตร.ม. แบบ 3 ห้องนอน 6 หลัง พื้นที่ใช้สอยประมาณ 481 ตร.ม. และแบบ 5 ห้องนอน เพียง 1 หลัง พื้นที่ใช้สอยประมาณ 756 ตร.ม. สำหรับลูกค้าที่ต้องการทั้งบริการและพื้นที่แบบพรีเมียม โดยแยกเป็น 2 ฝั่ง คั่นกลางด้วยสระว่ายน้ำ ระหว่าง Pool Villa 2 ห้องนอน ชั้นเดียวสูงโปร่ง และ Pool Villa แบบ 3 กับ 5 ห้องนอนซึ่งจะพิเศษกว่าตรงที่สระว่ายน้ำขนาดใหญ่อยู่บนดาดฟ้าอีกด้วย  

“ส่วนของสระว่ายของ 3 ห้องนอน กับ 5 ห้องนอน เรายกขึ้นไปบนชั้นดาดฟ้า เพราะเคยเห็นหลายโครงการที่คนเดินผ่านหน้าสระแล้วรู้สึกว่าไม่ค่อยเป็นส่วนตัว พอเป็นวิลล่าที่แพงหน่อย เราเลยยกสระไปอยู่บนชั้นดาดฟ้า นอกจากเพิ่มพื้นที่ด้านล่างแล้ว ด้านบนยังเป็นพื้นที่ปาร์ตี้ได้ด้วย ผมมองว่าลูกค้าน่าจะโหยหาพื้นที่แบบนี้ เพราะถ้าเป็นคอนโดมิเนียมปกติ ต่อให้เป็นห้อง Penthouse คุณก็ต้องไปเล่นสระรวมอยู่ดี แต่ที่นี่คุณได้สระส่วนตัว เข้ากับไลฟ์สไตล์ในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา” 

นี่คือเคล็ดลับความสำเร็จของวีรันดาหรือ?

“ไม่ถึงกับเคล็ดลับหรอกครับ แต่ผมมองว่าตอนเราตั้งโจทย์ เราต้องตั้งบนความแตกต่างที่เรามีและตอบโจทย์ลูกค้าได้ อย่างตอนนี้ลูกค้าชอบความ Instagramable ชอบมุมถ่ายรูปอะไรแบบนี้ เราก็ต้องจัดหาให้ ถึงแม้ว่าจะต้องเสียพื้นที่บางส่วน ทำให้ไม่ได้ผลตอบแทนต่อตารางเมตรสูงสุด อย่างเช่นการสร้างสระน้ำบนดาดฟ้า แทนที่จะสร้างบนพื้นเพราะค่าโครงสร้างถูกกว่า แต่พอลงทุนสร้างชั้นบนแล้วได้มุมแบบที่ที่อื่นไม่มี มันก็จะเป็นจุดเด่นของเราไปตลอด ซึ่งลูกค้าที่มาหรือใครที่จะลงทุนต่อจากเราก็จะแฮปปี้ นอกจากนั้นก็ยังเพิ่มดีเทลอื่น เช่น ที่ชาร์จรถ EV ที่พยายามทำให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ด้วยครับ”

“เวลาพูดถึง 3 ห้องนอน คนอาจจะนึกถึงห้องขนาด 100 – 200 ตร.ม. แต่ที่นี่จะพิเศษตรงที่ Pool Villa แบบ 3 ห้องนอน เราให้พื้นที่ 400 กว่าตารางเมตรเลย เพราะเราเน้นเทรนด์ที่มีหมู่เพื่อนหรือญาติเข้ามาใช้งานด้วย เขาอาจจะมาเล่นน้ำทำกิจกรรมในวิลล่าเราก็ได้ ส่วนห้องนอนที่ต้องเพิ่ม สามารถจองห้องพักในโรงแรมได้เลย เจ้าของบ้านประหยัดขึ้น ไม่ต้องลงทุนทำวิลล่า 7 – 8 ห้องนอนไว้รับแขก มีแค่ 2 – 3 ห้องนอนสำหรับครอบครัวก็เพียงพอ” 

ชั้น 1 มีที่จอดรถได้ 2 คัน มีห้องนั่งเล่น ห้องทานข้าว และห้องนอนที่ตัวห้องน้ำออกแบบมาพร้อมระยะและสิ่งอำนวยสะดวกสำหรับผู้สูงอายุหรือผู้พิการที่ต้องนั่งวีลแชร์ ฝั่งข้างบ้านเป็นระเบียงที่นั่งเล่น รับลมแบบ Semi-outdoor ส่วนชั้น 2 เป็นห้อง Master Bedroom ที่มองออกไปเป็นวิวสระว่ายน้ำส่วนกลาง พร้อมห้องน้ำส่วนตัว และชั้นดาดฟ้ามีสระว่ายน้ำกับ Pool Deck สำหรับนั่งพักผ่อนและจัดปาร์ตี้ ซึ่งมองเห็นวิวได้กว้างขึ้น และมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้นจากระดับอาคารที่สูงกว่า Pool Villa แบบ 2 ห้องนอนชั้นเดียว 

ส่วน Pool Villa แบบ 5 ห้องนอน จอดรถได้ทั้งหมด 3 คัน มีจุดเด่นเป็นคอร์ตบริเวณกลางบ้าน มีช่องแสงเจาะทะลุลงมาจากสระว่ายน้ำ สร้างมิติแสงเงาน่าสนใจเปลี่ยนไปตลอดวัน ฝั่งซ้ายเป็นห้องนั่งเล่นกับห้องทานข้าว ความพิเศษของหลังนี้คือมีครัวไทยและห้องแม่บ้านให้กับลูกค้าด้วย เหมาะกับการยกพลมาพักผ่อนกันทั้งบ้าน และได้ทานอาหารรสมือที่คุ้นเคย ในขณะที่ฝั่งขวาประกอบไปด้วย 2 ห้องนอน มีห้องน้ำซึ่งออกแบบมาพร้อมระยะและสิ่งอำนวยสะดวกสำหรับผู้สูงอายุหรือผู้พิการที่ต้องนั่งวีลแชร์

ส่วนชั้นสอง ห้อง Master Bedroom อยู่ฝั่งซ้าย มีจากุซซี่ที่ระเบียงไว้สำหรับแช่น้ำและดื่มด่ำกับวิวจากมุมสูง ในขณะที่พื้นที่ดาดฟ้าเข้าถึงได้ด้วยลิฟต์ เป็นอีกความพิเศษที่โครงการเตรียมเอาไว้ให้ เมื่อเปิดออกไปจะเห็นวิวกว้างของท้องฟ้าและธรรมชาติรอบ ๆ มีพื้นที่ Pool Deck ขนาดใหญ่ เหมาะสำหรับการพักผ่อนและจัดปาร์ตี้ พร้อมสระน้ำ 2 แบบ คือ Shallow Pool ที่วาง Daybed ไว้สำหรับนอนเล่น อาบแดด รับลม และสระว่ายขนาดประมาณ 5 x 10 ม. ที่ใช้ว่ายออกกำลังกายได้จริง 

นอกจากความสะดวกในตัวบ้านพักแล้ว เจ้าของบ้านยังเข้าไปใช้พื้นที่ Recreation Space ที่อยู่บริเวณจุดเชื่อมต่อกับทางเข้าของโรงแรมอีกด้วย โดยมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ส่งเสริมให้ไลฟ์สไตล์สมัยใหม่สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Fitness พื้นที่ Meeting ที่กั้นเป็นยูนิต เป็นสัดส่วน มีความเป็นส่วนตัวนั่งทำงานได้ พื้นที่นั่งเล่น เป็น Lifestyle Area ใช้ร่วมกันระหว่างโรงแรมและส่วน Pool Villa 

Facilities ที่โดดเด่นอันเป็นจุดขายของวีรันดา รีสอร์ท คือเรื่อง Branded Residence ทุกโครงการเรสซิเดนซ์จะเปิดติดกับรีสอร์ทเสมอ จากความตั้งใจอยากให้ลูกค้าที่ซื้อโครงการได้รับบริการต่าง ๆ เสมือนมาพักรีสอร์ท รวมถึงเข้าถึง Facilities ของรีสอร์ทได้ ตั้งแต่อาหารเช้า รูมเซอร์วิส แม่บ้านทำความสะอาด ร้านอาหารภายในรีสอร์ท สปา ซึ่งการมาใช้เวลาพักผ่อนก็แทบไม่ต้องออกไปไหน จึงใช้เวลาพักผ่อนในวันหยุดได้มากขึ้น 

รวมถึงสิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือเรื่องความปลอดภัย ที่นี่มีทั้งพนักงานรักษาความปลอดภัยดูแลตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงมีการบริหารการปล่อยเช่าโครงการโดย วีรันดา รีสอร์ท ซึ่งจะทำให้มีรายได้เข้ามาในวันที่ไม่ได้เข้าใช้บริการเองอีกด้วย  

Veranda Pool Villa Hua Hin Cha-am บ้านตากอากาศแบบพูลวิลล่าริมหาดหัวหินที่สบายเหมือนนอนรีสอร์ต
Veranda Pool Villa Hua Hin Cha-am บ้านตากอากาศแบบพูลวิลล่าริมหาดหัวหินที่สบายเหมือนนอนรีสอร์ต

5. คุณค่าในการส่งต่อ

โครงการ Veranda Pool Villas hua hin – cha am สำหรับวิลล่าแบบ 2 ห้องนอน ราคาเริ่มต้น 16.5 ล้านบาท 

“ราคาอาจจะดูสูงนะครับ แต่ลูกค้าจะได้พื้นที่ใช้สอยที่มากกว่าพูลวิลล่าทั่วไป เมื่อหารออกมา ตารางเมตรหนึ่งจะอยู่ที่ 50,000 – 60,000 บาท หาได้ยากนะครับ อย่างคอนโดมิเนียมที่ราคาตารางเมตรละ 60,000 ไม่มีหรอกครับที่จะลงทุนตกแต่งและดีไซน์แบบนี้ อันนี้เป็นอีกมุมมองเรื่องความคุ้มค่านะครับ”

คุณบุ๊ครีบเสริมขึ้นมาทันทีที่เราตาโตกับราคาค่างวดของวิลล่าแต่ละแบบ เขาให้เหตุผลเพิ่มเติมอีกว่า นอกจากเรื่องราคาต่อตารางเมตรแล้ว ยังมีความคุ้มค่าในแง่ที่พูลวิลล่าแห่งนี้ เป็น Property ที่อยู่ใน Branded Residence ตัวอาคารจะอยู่ในสภาพค่อนข้างดี เพราะเมื่อที่พักติดกับโรงแรม ก็จะจูงใจให้เจ้าของดูแล เป็นหน้าเป็นตา ทำให้ส่วนกลางหรือตัวบ้านน่าไปอยู่เสมอ เมื่อผ่านเวลาไปราคาขายต่อก็จะมีแต่จะเพิ่มขึ้น 

ปกติแล้วเจ้าของบ้านพักตากอากาศบางหลัง นอกจากจะใช้เองในวันพักผ่อนแล้ว ก็ยังปล่อยเช่าผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น Airbnb ด้วยเช่นกัน ซึ่งสำหรับที่ Veranda Pool Villas hua hin – cha am มีอีกบริการเสริมเป็น Option สำหรับเจ้าของบ้านที่ต้องการปล่อยเช่าแต่ไม่ต้องการบริหารเอง โดยทีมของวีรันดาจะดูแลให้ทั้งหมดทั้งการติดต่อ การจัดการที่พักด้วยการบริการแบบ 5 ดาว เพราะนอกจากการซื้อเก็บเพื่อเก็งกำไรขายต่อ เจ้าของยังสร้างกำไรเพิ่มเติมจากการปล่อยเช่า ซึ่งผลตอบแทนที่ได้ นำมาแบ่งเบาค่าใช้จ่ายรายเดือนและค่าบำรุงรักษาบ้านได้อีกด้วย

ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ Veranda Pool Villas hua hin – cha am ตั้งใจทำเพื่อตอบโจทย์ความต้องการเกี่ยวกับบ้านพักตากอากาศสมัยใหม่ ซึ่งไม่ได้เป็นแค่ที่อยู่อาศัยชั่วคราวในช่วงสุดสัปดาห์อีกต่อไป แต่จะเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำช่วยทำให้วันหยุดของลูกค้ามีคุณค่ามากขึ้นในทุก ๆ ด้าน 

ภาพ : Veranda 

ลงทะเบียนเพื่อรับข้อเสนอสุดพิเศษ

Website : https://bit.ly/3gVH5aW 

สอบถามข้อมูลโครงการเพิ่มเติม โทร 092 354 5511 

Add LINE : https://line.me/R/ti/p/@024qgfee

*เงื่อนไขเป็นไปตามบริษัทฯกำหนด

Writer

นิปุณ แสงอุทัยวณิชกุล

สถาปนิกที่สนใจในงานเขียน สถาปัตยกรรม ที่ว่าง เวลา และหมาฟลัฟฟี่

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load