ก่อนหน้าที่จะได้รับปริญญาเอก เธอเรียนจบเพียงชั้นป. 4 

เรื่องของ ดร.วันดี พลทองสถิตย์ ไม่ใช่ข่าวที่ทุกคนเคยเห็นผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ต่างประเทศเกี่ยวกับเด็กอัจฉริยะ หากแต่เล่าถึงดอกเตอร์หญิงวัยย่างเข้า 72 ปี เธอได้ปริญญาชีวิตจากการเป็นหมอลำมาหลายต่อหลายเวที แต่ยังไม่เคยได้ใบปริญญาจริง ๆ จนกระทั่งจุดพลิกผันของชีวิต

เธอเลือกลงจากฮ้านหมอลำ เข้าสู่การเป็น ‘คนชั้นครู’ ในระดับมหาวิทยาลัย นั่นทำให้หมอลำพื้นซึ่งจางหายไปตามเสียงวิทยุ กลับมามีชีวิตและหวนสู่อ้อมอกของพี่น้องชาวขอนแก่นอีกครั้ง

เราขอชวนทำความเข้าใจคำสองคำในเรื่องนี้ให้ถ่องแท้ คำว่า หมอ หมายถึง ผู้มีความชำนาญ ส่วน ลำ หมายถึง การบรรยายเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยทำนองอันไพเราะ นำมารวมกันเป็นคำว่า ‘หมอลำ’ ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการเล่าเรื่องด้วยทำนองเพลง รากมาจากประเทศลาวและภาคอีสานของประเทศไทย

ส่วนอีกคำหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ ลำพื้น หรือ ลำเรื่อง เป็นลำทำนองยาว มีการเอื้อนเสียง ลำมีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับประวัติต่าง ๆ เน้นสอนศีลธรรม การลำพื้นพัฒนาจากการเล่านิทานพื้นบ้าน ผู้เล่านั่งกลาง ผู้ฟังนั่งล้อมวง ต่อมารับอิทธิพลจากลิเก ทำให้เพิ่มจำนวนของผู้แสดงให้ครบตามจำนวนตัวละครในเรื่อง จากที่เคยใช้ผ้าขาวม้าเป็นตัวแสดงแทน ก็มีดนตรี แสง สี เสียง จนเรียกว่า ลำเรื่อง นั่นเอง

วันดี พลทองสถิตย์ : หมอลำป. 4 สู่ ‘หมอลำชั้นครู’ และเจ้าของคณะหมอลำอุดมศิลป์ จ.ขอนแก่น

ลูกหล้าวันดี

65 ปีที่แล้ว ในวันที่เด็กหญิงวันดีอายุเพียง 7 ขวบเท่านั้น เธอได้ยินเสียงกลอนลำจากบั้งลำหรือเครื่องเล่นแผ่นเสียง วันนั้นเธอรู้ทันทีว่าเธอรักในการฟังลำพื้นเล่าเรื่องนิทานพื้นบ้านเข้าแล้ว เธอเริ่มท่องจำเนื้อเรื่อง นางประกายแก้ว เป็นเรื่องแรก ถ้าเทียบสมัยนี้เธอคงไม่พ้นตำแหน่งแรปเปอร์สาวของชั้นเรียน 

“อายุ 7 ปี คือมักแล้ว ได้ยินเขาเปิดหมอลำแผ่นเสียงใส่บั้งลำ ในงานโฮมบุญ มักเลย!” 

แกบอกเล่าด้วยน้ำเสียงวัยชราว่าไปเล่นงานวัดตามประสาเด็ก ยามได้ยินเสียงเขาเปิดเพลงหมอลำก็อาศัยจำเอา ไม่นานนักชีวิตที่กำลังสดใสก็ชะงัก วันดีต้องย้ายออกจากบ้านเกิดของตนไปเป็นบุตรบุญธรรมของญาติฝ่ายแม่ ด้วยปัญหาทางการเงินของครอบครัวที่มีบุตรถึง 10 คน 

แต่ไม่ว่าพบมรสุมใด เธอก็ยังปักใจชอบเสียงแคน 

“ชวนเพื่อนตั้งวงหมอลำ ผู้ใด๋คุยได้ก็เอา คุยบ่ได้ก็บ่คุยนำ เขามาเล่นที่งานวัดก็จำเรื่องเอาไว้ เรื่อง นางประกายแก้ว เพื่อนก็จำ แล้วก็มาเล่นด้วยกันตามประสาเด็ก” อายุ 8 ขวบเธอตั้งวงหมอลำโดยรวบรวมเพื่อนกลุ่มเพื่อนในโรงเรียน ยามว่างมักหัดร้องกลอนลำที่จดจำมาจากงานวัดและแผ่นเสียง 

นี่นับว่าเป็นก้าวแรกของชีวิตหมอลำ

วันดี พลทองสถิตย์ : หมอลำป. 4 สู่ ‘หมอลำชั้นครู’ และเจ้าของคณะหมอลำอุดมศิลป์ จ.ขอนแก่น

คลื่นลูกใหม่

พ.ศ. 2510 หลังจากที่ได้เป็นนางเอกหมอลำเรื่อง ปลาบู่ทอง จากการเป็นศิษย์ของ พ่ออินตา บุตรทา ผู้ริเริ่มหมอลำพื้น ไม่ว่าจะเป็นคณะหมอลำระเบียบวาทะศิลป์ หรือประถมบันเทิงศิลป์ ผู้ก่อตั้งคณะล้วนเป็นลูกศิษย์ของพ่ออินตา บุตรทา ทั้งนั้น ซึ่งพัฒนาจากหมอลำพื้น มาเป็นหมอลำอย่างที่เห็นทุกวันนี้ 

“ยุคนั้นบ่รุ่งเรืองดอก แต่ยุคนั้นเขาเอิ้นว่าเป็นมหรสพสมโภชน์ ให้งานนั้นมันสมบูรณ์ คั่นผู้ใด๋ทรงฐานะดีเพิ่นก็จ้างแพง จ้างคณะที่เพิ่นมัก” การที่หมอลำถูกจ้างให้ไปแสดงงานต่าง ๆ คล้ายกับวงดนตรีรับจ้างทั่วไป ไม่ได้มีการเข้าไปสู่ตลาดใหญ่เหมือนทุกวันนี้ การเป็นศิลปินหมอลำในสมัยก่อนจึงแตกต่างกับการเป็นศิลปินหมอลำสมัยนี้ ที่พ่วงความเป็นดาราหรือคนของประชาชนเข้าไปด้วย 

“ศิลปินนี่บ่มีสมบูรณ์ ครูบาเพิ่นสอนว่า ‘ศิลปินบ่เคยมีสิ้นสุดกับการค้นคว้า’ แต่งานเฮาเบิ่งว่าเจ้าภาพเพิ่นจ้างหลายคือสิแม่นเฮาสมบูรณ์” ยุคที่แม่วันดีพร้อมทำการแสดงอย่างสมบูรณ์ที่สุดคือ ไม่มี 

ไม่มี หมายถึง ไม่ได้ทำตนเป็นน้ำเต็มแก้ว ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองสมบูรณ์ หากต้องเตรียมพร้อมเรียนรู้ตลอดเวลา สิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมคือเรื่องการรักษาเส้นเสียง ฝึกซ้อมลำ ค้นคว้าเนื้อเรื่องใหม่ ๆ ส่วนช่วงที่สมบูรณ์รุ่งเรืองจริง ๆ ขึ้นอยู่กับรายได้ที่เจ้าภาพจะจ้าง ถ้าจ้างน้อยก็สมบูรณ์น้อย จ้างมากก็สมบูรณ์มาก 

“พ่อใหญ่ธรรมขันธ์โอสถ พ่อแกมีห้องอัด ก็ไปขอห้องอัดเพิ่น อัดแล้วส่งไปให้วิทยุ โทรทัศน์ไม่มี มีแต่วิทยุ กระแสอยู่กับวิทยุ เฮาได้ออกอากาศเวลาคนฟังบ่ คนมีเวลาฟังยามกินข้าวแลง ประมาณหนึ่งทุ่มคนพากันเปิดวิทยุฟังลำ คณะแม่นี่ส่งวิทยุไป เขาว่าคณะนี้มีแต่เสียงดี ๆ” หมอลำวัย 72 เล่า

วันดี พลทองสถิตย์ : หมอลำป. 4 สู่ ‘หมอลำชั้นครู’ และเจ้าของคณะหมอลำอุดมศิลป์ จ.ขอนแก่น

เมื่อเริ่มมีวิทยุ แม่วันดีก็เริ่มจับทางที่จะทำให้คณะตนเองโด่งดังมากขึ้นได้ โดยการส่งเพลงลำให้ผู้ดำเนินรายการวิทยุเปิดช่วงทานข้าวเย็น ด้วยเหตุผลว่า นั่นเป็นเวลาที่คนเปิดฟังมากที่สุด

“แม่ยกนี่ หมู่แม่บ่เอิ้นว่าแม่ยก เอิ้นแม่ฮัก คั่นไปลำแล้วเพิ่นมักเฮาหลาย เพิ่นก็ผูกข้อต่อแขน ผูกเอาเป็นลูก บ่ได้ออกจากบ้านเพิ่นง่ายเด้ คั่นสูว่าจ้างได้ไผ จ้างได้อีนั่นบักนั่น เลาทำผ้าโสร่งไหมไว้แต่ต้อน ทำซิ่นไหมไว้แต่ให้ แล้วก็ผูกเอาเป็นลูก บาดนี้คั่นว่าลูกสาวข่อยก็ชื่อคือเจ้า ผูกเป็นเสี่ยวลูกสาวลูกชายจังซี่แหม เลาอายุได้ 80 ปีแล้ว บ่ได้ฮักแบบหนุ่มสาว ฮักแบบพ่อฮัก” เธอกล่าวถึงความผูกพันระหว่างตนเองกับพ่อฮักแม่ฮัก สมัยนี้เรียกว่าพ่อยก แม่ยก แฟนคลับ หรือด้อม ที่ผูกพันยาวนานเหมือนญาติพี่น้อง

แม่วันดีมีชื่อเสียงทางด้านหมอลำในภาคอีสานมากขึ้นภายใต้ชื่อ ‘หมอลำอุดมศิลป์’ 

เมื่อได้แสดงเป็นนางเอกหมอลำเรื่อง ขูลู – นางอั้ว แม่วันดีจึงตัดสินใจแยกตัวออกจากคณะสามัคคีรุ่งนคร มาตั้งคณะหมอลำอุดมศิลป์ของตัวเองในวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 

ถือเป็นคลื่นลูกใหม่ในวงการหมอลำทำนองแก้วแก่นหล้า หรือทำนองขอนแก่นนั่นเอง

วันดี พลทองสถิตย์ : หมอลำป. 4 สู่ ‘หมอลำชั้นครู’ และเจ้าของคณะหมอลำอุดมศิลป์ จ.ขอนแก่น

คลื่นลูกใหญ่

‘ทำไมถึงมาเป็นครูสอนหมอลำ’ 

คำถามนี้สื่อทุกสำนักต้องเอ่ยปากถามแม่วันดี เจ้าของคณะหมอลำอุดมศิลป์ โดยไม่รู้เลยว่าคำตอบนั้นแฝงไปด้วยเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิด 

“ไฟไหม้บ้าน ไฟไหม้เบิด” แม่วันดีย้ำ “พ.ศ. 2538 บาดนี้ยุคนั้นเด็กน้อยก็เรียนเบิด หางเครื่องก็บ่มี หมอลำก็บ่เกิด เฮ้อ เบิดแท้ ๆ ล่ะหมอลำ เลยเข้าไปหาสอนนำโรงเรียน คือสิได้เด็กน้อยไปลำอยู่หลาย เพราะเด็กน้อยเข้าไปในโรงเรียนกันหมด ผู้ปกครองก็บ่ให้เป็นหมอลำ เขาว่าเต้นกินรำกิน ไม่เป็นที่ยอมรับ ตอนนั้นงานลำคณะเราก็น้อยลง หมดลงเรื่อย ๆ คนนิยมน้อย เฮาเห็นว่าบ่ได้แล้ว เลยเกิดความเสียดาย ความพื้นบ้านหมดแท้ ๆ หมอลำหมดอีหลี” เธอตอบคำถามเรื่องจุดเริ่มต้นการเป็นครู 

พ.ศ. 2538 เป็นยุคที่มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างโทรทัศน์เข้ามาเป็นสื่อกระแสหลักมากขึ้น ความเป็นไทยจากส่วนกลางก็เริ่มเข้ามาสู่ภาคอีสาน ประเพณี ศิลปวัฒนธรรมของคนอีสานเองก็เริ่มเปลี่ยน มหรสพหรือการแสดงเก่า ๆ จึงค่อย ๆ หดหายไปตามกาลเวลา

“ไฟไหม้บ้านเกลี้ยงแม่นแล่น งานลำก็น้อย คนก็บ่นิยมเราแล้ว สิ้นเนื้อประดาตัวแล้ว” เธอเล่าพร้อมกับชี้ให้ดูว่าบ้านที่ไฟไหม้อยู่ข้างหลังแคร่ที่เธอนั่งแค่เพียงไม่กี่เมตร ชีวิตหมอลำหญิงหัวหน้าคณะในวันที่ไม่เหลือแม้แต่บ้านและสมาชิกในวง แต่เธอก็ยังมุ่งมั่นขับเคลื่อนชีวิตต่อด้วยวิชาชีพเดิม

“มันเบิดนำผู้ฟังดอก อย่าโทษหมอลำ โทษผู้จ่ายเงิน มันกลับมาบ่ได้แล้วล่ะ”

“เพราะผู้ฟังบ่ฟังแล้ว ฟังบ่เป็น เราลำแบบเก่า ๆ ให้ฟัง ก็จะว่าลำหยังบุ แม้กระทั่งลูกเราจบปริญญาโทฯ ‘โอ้ยอย่าว่าจังซี่เถอะแม่ เวียนหัว’ ว่าที่ผู้ฟังพุ้นเพราะลูกเราก็เป็น สิให้หวนกลับ บ่กลับ ถ้าหมดรุ่นนี้แล้วของเก่าก็คือสิบ่ยัง นอกจากนักศึกษาที่ค้นคว้าจะมาดึงขึ้น แต่คนไม่บริโภค เขาก็ลืมไปตั๋วบาดนิ” แม่วันดีเล่าเหตุการณ์และเหตุผลที่หมอลำค่อย ๆ จางหายไปตามกาลเวลา 

เว้านำกับ ดร.วันดี พลทองสถิตย์ อาจารย์หมอลำรั้วมข. และเจ้าของคณะหมอลำอุดมศิลป์ ที่ทำให้ลำพื้นอยู่กับลูกหลานชาวอีสาน

ลูกหมอลำยังอยู่

แม่ครูเห็นถึงความสำคัญของหมอลำอันเป็นสิ่งเดียวที่เธอรักมากที่สุด จึงออกเดินทางขอสอนตามโรงเรียนต่าง ๆ อย่างไม่ลดละ ด้วยหวังว่าหมอลำพื้นจะไม่เลือนหายไปจากขอนแก่น

“ไปขอสอน บางโรงเรียนก็บอกว่าตารางเรียนเต็มแล้ว โรงเรียนที่เคยสอนมีสนามบิน หนองคู วัดกลาง แก่นนครวิทยาลัย ขอนแก่นวิทยาคม กัลยาณวัตร บ่ให้สอนปีนี้ ปีหน้าไปอีก บ่มีค่าตอบแทน บ่เรียกร้อง สียอดข้าวไปให้เพิ่นกิน ย่านบ่ได้สอน ครูอยากกาแฟร้านไหน ลงรถโดยสารซื้อไปให้เพิ่นกิน เวลาครูไปห้องน้ำ เข้าไปสอนแทรกแค่ 5 นาที เฮ็ดจังซี่จนถึงพ.ศ. 2547” 

แม่ครูหมอลำเล่าถึงความอุตสาหะที่ต้องทุ่มเทเป็นครูอาสากับโรงเรียนต่าง ๆ เพื่อหวังถ่ายทอดความรู้ให้แก่เด็กรุ่นใหม่ เธอต้องใส่เสื้อผ้าตามครูคนอื่นในโรงเรียน และเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เข้ากับยุคเพื่อที่จะเข้ากับเด็กวัยต่าง ๆ ได้

“ความสุขที่สุดของการเป็นหมอลำก็คือการได้บรรจุอยู่ในมหาวิทยาลัย คือว่าชีวิตนี้สำเร็จแล้วการที่เกิดเป็นมนุษย์ แม่ว่าบุญหลาย เฮา ป.4 ให้แม่เป็นบุคคลสำคัญ ให้เฮาอยู่จน 70 กว่าปี ก็คิดว่าสุดยอดแล้ว บ่อึดหมอลำ ตายแล้วก็หลาย ยังก็หลาย เพิ่นก็บ่ฮอดหม่องนี้จักคน แม่ก็เลยคึดว่าชีวิตนี้แม่ถึงแล้ว เป็นชีวิตที่เกิดมาสมบูรณ์ แต่ก็ใฝ่อยู่ อยากเป็นศิลปินแห่งชาติอยู่ (หัวเราะ)” แม่ครูเล่าต่อถึงสมัยเป็นสาว เธอมีแฟนเรียนครู ทางบ้านของแฟนไม่ชอบที่เธอเป็นหมอลำ ไม่ยอมรับอาชีพศิลปิน แต่คำดูถูกผลักดันให้เธออยากเป็นครูด้วยส่วนหนึ่ง เพื่อพิสูจน์ตัวเองว่าหมอลำก็มีความสามารถที่จะเป็นครูได้

“พอมาสอนมหาวิทยาลัย ภูมิใจว่าบ่เบิดแล้วล่ะเนาะ” แม่วันดีเล่าพร้อมรอยยิ้ม

“ขนาดเรียนปริญญาตรี ลูกหลานยังอยากเรียนอยู่ แม่นเขาบ่ได้เต็มร้อยอย่างที่เขาตั้งใจจะมาเรียนสายนี้ ไม่ว่าเขาได้ไปเท่าไหน เขาก็ต้องซึมซับ นี่คือความภูมิใจของพื้นบ้าน” ความฝันของแม่ครูวันดีก็ถูกเติมเต็มผ่านนักศึกษาทั้งปริญญาตรี โท เอก ที่สนใจสืบสานหมอลำพื้นให้ไม่หายไปได้สำเร็จ

“ไม่ใช่อนุรักษ์หมอลำ แต่จริงใจ เว้าอย่างตรง ๆ เลย” แม่วันดีพูดทิ้งท้าย

เว้านำกับ ดร.วันดี พลทองสถิตย์ อาจารย์หมอลำรั้วมข. และเจ้าของคณะหมอลำอุดมศิลป์ ที่ทำให้ลำพื้นอยู่กับลูกหลานชาวอีสาน

หมอลำจงเจริญ

ไม่ว่าจะเป็นหมอลำพื้น ลำเพลิน ลำเต้ย ลำกลอน ลำพวน ฯลฯ ทุกศาสตร์แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์ของแต่ละจังหวัด และมีเอกลักษณ์เพลงลำที่ต่างกันไป ถ้าจะให้ตัดสินว่าหมอลำแบบไหนดีที่สุด หรือดีกว่ากัน คงตัดสินไม่ได้ ทุกศาสตร์มีคุณค่ากับชาวอีสานอย่างเท่าเทียมกัน 

ถึงหมอลำที่เรารู้จักในปัจจุบันจะแตกต่างกับหมอลำเมื่อ 70 ปีที่แล้วเป็นอย่างมาก แต่เป้าหมายเดียวกันของคนฟังทุกยุคทุกสมัยคือความม่วนที่เกิดขึ้นหน่าฮ่าน และสิ่งที่หมอลำทุกคนอยากเห็น ก็คือภาพของคนที่ออกมาม่วน ใบหน้าที่เปื้อนยิ้มอย่างมีความสุขของแฟน ๆ 

นั่นคือสิ่งที่ทำให้หมอลำทุกยุคชื่นใจ เพราะเป็นหน้าที่มอบความสุขของหมอลำ

หมอลำคือจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่ของคนอีสาน หมอลำรุ่นเยาว์ที่กำลังก้าวเข้าสู่ฮ้านหมอลำไม่ใช่เรื่องง่าย กว่าจะถึงวันที่ขึ้นแสดงได้ ต้องเรียนรู้ว่าหมอลำที่ดีนอกจากเสียงดี มีเสน่ห์ ต้องมีความรอบรู้เรื่องสังคม การเมือง รวมถึงมารยาทอ่อนโยน ต้องอาศัยการฝึกซ้อม มีระเบียบวินัยไม่ต่างจากวิชาชีพอื่น 

หมอลำต้องอยู่คู่กับหมอแคน จึงทำให้การแสดงสมบูรณ์ซาบซึ้งได้ 

อย่างหมอแคนที่เล่นคู่กับแม่วันดีคือ อาจารย์อาทิตย์ กระจ่างศรี จนมีคำกล่าวหนึ่งคือ 

แคนดวงเดียวหมอลำพอฮ้อย หมอแคนคนหนึ่งเป่าแคนกับหมอลำได้นับร้อย’

การเป็นหมอแคนก็ไม่ง่ายไปกว่าหมอลำ หมอแคนต้องหัดเป่าลายแคนพื้นฐานถึง 6 ลาย คือ ลายน้อย ลายเซ ลายใหญ่ ลายสุดสะแนน ลายโป้ซ้าย และลายสร้อย เป็นลายแคนที่เลียนจากเสียงของหมอลำ

ถ้าถามว่าเสน่ห์ของหมอลำคืออะไร คนที่ตอบได้มีเพียงผู้ที่ฟังหมอลำเท่านั้น นอกจากความไพเราะและสนุกสนาน เนื้อหาของหมอลำจะให้ประโยชน์แก่ผู้ฟัง เช่น ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ การทำมาหากิน ขนบธรรมเนียมของศาสนาพุทธ หลักการครองเรือน รวมถึงนิทานต่าง ๆ เหมือนกับการดูละครที่เมื่อเนื้อตรงกับชีวิตก็จะทำให้ผู้ชมคิดถึงความหลังของตัวเอง จนบางคนน้ำหูน้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว

จวบจนวันนี้หมอลำที่เคยถูกดูถูกดูแคลน กำลังเฉิดฉายขึ้นเรื่อย ๆ อย่างมีรากฐานที่มั่นคง หากเชื่อมั่นว่าโขนจะไม่มีวันสูญหายไปจากประเทศไทยฉันใด หมอลำก็ไม่มีวันสูญหายไปจากวิถีชีวิตของคนอีสานฉันนั้น

เว้านำกับ ดร.วันดี พลทองสถิตย์ อาจารย์หมอลำรั้วมข. และเจ้าของคณะหมอลำอุดมศิลป์ ที่ทำให้ลำพื้นอยู่กับลูกหลานชาวอีสาน

Photographer

ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

นักเรียนวารสารศาสตร์จากมอน้ำชี ที่เชื่อว่าชีวิตต้องผ่านน้ำ เบื่อการเรียนออนไลน์ อยากเรียนจบแล้ว รักใครรักจริง

The Master

เรื่องราวเบื้องหลังความเชี่ยวชาญของคนทำงานระดับมืออาชีพ

คอการ์ตูนพากย์ไทย คงเคยได้ยินชื่อ พี่จูน-อิทธิพล มามีเกตุ ผ่านหู

ส่วนชื่อที่ไม่ผ่านแค่เพียงหู แต่อยู่ในความทรงจำของใครหลายคน คือ มังกี้ ดี ลูฟี่ จาก One Piece การ์ตูนที่อยู่คู่กับคนอายุหลัก 2 มาตั้งแต่ยังจำความไม่ได้

พี่จูนเริ่มพากย์เสียงเป็นลูฟี่ตอนที่ 51

ปัจจุบัน One Piece เดินทางมาถึงตอนที่ 1,035 เข้าไปแล้ว

ด้วยความยาวระดับมหากาพย์ อาจทำให้หลงลืมบางช่วงบางตอนไปบ้าง แต่สิ่งที่ไม่มีทางลืมลง คือเสียงที่พูดว่า “ฉันต้องเป็นราชาโจรสลัดให้ได้เล้ยยย!!”

แม้จะนึกหน้าตาของพี่จูนไม่ออก เรารับรองว่าทุกคนนึกเสียงเขาออกแน่ นี่ยังไม่ได้กล่าวถึงอีกหลายตัวละครที่ถ้าบอกใครว่า เขานี่แหละเป็นคนพากย์ ก็คงร้องเฮ้ยกันหมด

เฮ้ยแรก อัสรัน จาก Gundam Seed

เฮ้ยสอง ลูลูซ จาก Code Geass

เฮ้ยสาม ดีโอ บรันโด จากโจโจ้ ล่าข้ามศตวรรษ หรือปิ๊งป่อง จากภาพยนตร์แอนิเมชัน Inside Out ก็ฟังแล้วยัง เฮ้ย! 

ส่วน โหด มัน ฮา ไม่ใช่ชื่อผลงานที่เขาพากย์แต่อย่างใด แต่เป็นชีวิตของเขาที่เราสัมผัสได้ในการพูดคุยกันวันนี้ เพียงก้าวแรกที่พี่จูนปรากฏตัวให้เห็นพร้อมกับเสื้อชุ่มเหงื่อ เพราะพี่แกเล่นเดินมาที่ออฟฟิศ The Cloud แทนการนั่งรถ ความมุทะลุแบบหนุ่มหมวกฟาง และน้ำเสียงดุดันในคำตอบประหนึ่งนั่งคุยกับเสาหลักวายุผู้เกรี้ยวกราดจาก ดาบพิฆาตอสูร

นี่คือเรื่องราวการผจญภัยในเส้นทางนักพากย์ ที่มีไว้สำหรับผู้แน่จริงเท่านั้น

ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต

ชินจังจอมแก่น

“พี่ทำตามสบายได้เลยใช่ไหม” พี่จูนว่าอย่างนั้น เมื่อเราขอให้เขาเล่าเรื่องตัวเองลงคอลัมน์ The Master ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการพากย์เสียงหลายสิบปี เป็นจุดเริ่มต้นของคำตอบสุดมันสไตล์รุ่นใหญ่สุดโหด

มีเกร็ดมากมายสำหรับนักพากย์รุ่นใหม่อยู่ข้างล่างนี้แน่ แต่ก่อนจะเลื่อนลงไป เราอยากให้คุณรู้จักอาจารย์ของคุณเสียก่อน 

เริ่มจากข้อหนึ่ง ชีวิตวัยเด็กของพี่จูนเกี่ยวข้องกับการ์ตูนน้อยมาก

เขาก็เหมือนเด็กทั่วไปคือตื่นเช้าเสาร์อาทิตย์ มานั่งหน้าจอทีวีตั้งแต่ 8 โมงเช้ายัน 11 โมง เพื่อดูการ์ตูนอย่าง โดราเอมอน ด็อกเตอร์สลัมป์ หน้ากากเสือ ช่วงบ่าย ๆ เย็น ๆ ก็ได้เวลาของ อภินิหารหุ่นยนต์สามพลัง อภินิหารหุ่นแซด หรือ เกรทมาชินก้า

พอปิดเทอม เด็กประถมจากรั้วสาธิตจุฬาฯ ก็ถูกส่งไปอยู่กับป้าที่จันทบุรี วนเวียนอยู่กับการเล่นสนุก จิ๊กของร้านชำหน้าปากซอยบ้างตามประสาเด็กซน เคยถึงขนาดเปลี่ยนต้นมะม่วงให้ออกลูกเป็นรองเท้า เพราะจะลักเอามะม่วงคนข้างบ้านมากิน

ข้อที่สอง ป้าของพี่จูนสนิทกับโรงฉายหนังจันทบุรี และเป็นเจ้าของจอหนังกลางแปลงด้วย

เขาไปวิ่งเล่นอยู่ที่นั่นทุกวันที่ป้าไม่ว่าง เริ่มขยับจากนั่งหน้าจอ ขึ้นไปนั่งบนห้องพากย์สด ฟังบรรดาลุง ๆ ป้า ๆ รุ่นใหญ่พากย์พร้อมหนังอย่างออกรสออกชาติ แต่คำที่เขาได้ยินเป็นประจำคือเสียงเตือนว่า “จูน อย่าหัวเราะ” 

เข้าใจได้ เพราะเราเองยังตื่นตาตื่นใจที่ได้ฟังเสียงเขาพากย์ลูฟี่ต่อหน้า

ข้อที่สาม ป้าของพี่จูนเป็นนักจัดรายการวิทยุ 

อาจจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม แต่เขาก็ซึมซับการใช้เสียงมาจากป้านับแต่นั้น 

“ป้าพี่ไม่เคยดัดเสียง เพียงแต่ใช้น้ำเสียงที่นุ่มนวลน่าฟัง มันคือพื้นฐานเบื้องต้นของการใช้เสียงตัวเองให้เป็น

“ถ้าไม่รู้ว่าเสียงตัวเองควรจะใช้แบบไหน คุณจะหลงทางอยู่ในวังวนเสียงหล่อ เสียงสวย ไม่มีทางเป็นนักพากย์ที่ดีได้”

นอกจากเลียบ ๆ เคียง ๆ อยากลองใช้เสียงบ้าง หน้าที่อีกอย่างของพี่จูนคือการลอกแสตมป์ออกจากจดหมายมิตรเพลงที่ส่งมาถึงป้าอย่างล้นหลาม 

แต่ป้าจะรู้ไหม ว่าหลานป้าเองก็ส่งจดหมายหาไอดอลของเขาเช่นกัน 

เขาจ่าหน้าซองถึง น้าต๋อย เซมเบ้

ด็อกเตอร์สลัมป์กับหนูน้อยอาราเล่

เราถามเขาว่าเขียนอะไรใส่จดหมาย

“พี่วาดรูปให้น้าต๋อย” ผิดคาดไปนิด แต่เรื่องราวน่ารักขึ้นกว่าเดิมเป็นกอง แถมยังติดตลก

“ท้ายรายการ ช่อง 9 การ์ตูน น้าต๋อยจะอ่านจดหมาย เราก็นั่งรอหน้าจอไปสิ แต่ไม่มีของกูเลย จนได้ทำงานกับน้าต๋อย ถึงไปทวงแกว่า น้าต๋อย ผมเขียนจดหมายมาหาด้วยนะ เขาก็เอ้า จูน เขียนมาตอนไหนวะ (หัวเราะ)” 

แต่ก่อน ด็อกเตอร์สลัมป์กับหนูน้อยอาราเล่ จะออกฉาย ทุกคนเรียกน้าต๋อยด้วยชื่อจริง 

ย้อนกลับไปสมัยชั้น ป.5 

พี่จูนจำได้แม้กระทั่งว่าเป็นวันคุ้มครองผู้บริโภค ที่เด็กชายอิทธิพลเป็นตัวแทนของเพื่อน ๆ เดินดิ่งเข้าไปหา รปภ. ของช่อง 9 อย่างใสซื่อ เพื่อบอกว่า “พี่ครับ ๆ ผมขอเข้าพบผู้พากย์ คามุย ยอดนินจา หน่อยได้ไหมครับ” แม้จะไม่รู้จักชื่อคนพากย์ก็ตามที

ยังดีที่พี่ยามเฉลยให้ “รอสักครู่นะครับ เดี๋ยวพี่นิรันดร์ลงมา” 

ไม่นาน ไอดอลของเขาก็ปรากฏตัวให้เห็นพร้อมเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ แจกลายเซ็นว่า นิรันดร์ ให้เด็ก ๆ ทุกคนที่วิ่งล้อมหน้าหลัง เป็นกระดาษใบเล็ก ๆ ที่พี่จูนเก็บใส่กระเป๋าสตางค์ไว้ตลอด จนคำนำหน้าจากเด็กชายเป็นนายอิทธิพล เว้นเสียแต่ว่า

“มันดันหายไปตอนขโมยขึ้นบ้าน โคตรเสียใจเลย กระเป๋าไม่เสียดาย กูเสียดายลายเซ็นน้าต๋อย”

ส่วนเหตุผลว่าทำไมพี่จูนถึงยังมีน้าต๋อยเป็นต้นแบบจนถึงทุกวันนี้ เขาตอบไว้อย่างดี

“น้าต๋อยไม่ใช่แค่ครูในทางการทำงานเท่านั้น เขาแนะนำคติพจน์ ทัศนคติหลาย ๆ อย่างให้เราเดินอย่างถูกต้อง มีความรับผิดชอบต่อสังคม ต่อเด็ก มีจรรยาบรรณ และไม่ทรยศต่อวิชาชีพ เขาคือคนที่ให้ทั้งหมดกับพี่ 

“มีบางคนพูดว่าหมดจากน้าต๋อยก็ต้องพี่แล้ว เรานี่โกรธมาก ถ้าใครคิดอยู่ให้ลบออกจากสมอง เขาคือผู้ใหญ่ที่พี่เคารพนับถือ เป็นปรมาจารย์ เป็นครูบาอาจารย์กู เดี๋ยวกูตบปากแหก” 

ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต
ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต

คุณครูจอมเวทย์ เนกิมะ

ด้วยความสามารถด้านกีฬา ทำให้เขาได้รับทุนเข้าศึกษาต่อในคณะครุศาสตร์ สาขาพลศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในยุคสมัยที่กีฬาฮอกกี้ยังไม่ได้รับความนิยม พี่จูนถือเป็นนักกีฬาฮอกกี้ระดับประเทศก็ว่าได้ เขาเองบอกว่าไม่ชอบชีวิตช่วงนี้เท่าไร เพราะคิดว่าตัวเองจับพลัดจับผลูมาเป็นนักกีฬา ขอให้ข้ามช่วงนี้ไปเสีย 

แต่จุดเปลี่ยนของชีวิตเขาก็เกิดขึ้นในช่วงวัยนี้ด้วยเช่นกัน เมื่อมือของ น้าติง-สุวัฒน์ กลิ่นเกษร เจ้าของเสียงพากย์มวยปล้ำในตำนาน ที่สมัยนั้นเป็นครูประจำโรงเรียนวางลงบนบ่า แล้วออกปากชวนเขาไปบรรยายกีฬาเป็นครั้งแรก 

“จริง ๆ เขาไม่รู้ด้วยว่าเป็นพี่ พี่ก็อยู่สนามจุ๊บ บรรยายบอลคณะไปเรื่อย แกมาจับไหล่บอกว่า เฮ้ย อิทธิพล พากย์งี้ไม่ได้ตังค์หรอก มาพากย์กับครูดีกว่าได้ตังค์ เดี๋ยวพรุ่งนี้ไปหาครูที่เทเลคอมทาวเวอร์ เอาเทปกีฬาไปลองเทสต์ดูนะ”

หัวใจพองโต คือความรู้สึกของวินาทีนั้น ตามมาด้วยความกดดันอย่างรุนแรง เพราะต้องทำยังไงก็ได้ให้รอดตาย

พี่จูนรับเอาม้วนเทปกลับมาทำการบ้าน เขาจำได้ดีว่าเป็นการแข่งขันจักรยานรอบนิวยอร์ก ระยะเวลาครึ่งชั่วโมง สารภาพตามตรงว่าขอให้พ่อช่วยแปลอังกฤษให้ เพราะมีแต่ศัพท์ยาก ๆ ทั้งยังเต็มไปด้วยกฎกติกากีฬามากมาย 

ผลของการดั้นด้นฝึกแล้วฝึกเล่า เขาก็ผ่านด่านน้าติงได้ในเทปม้วนเดียว และเริ่มงานทันทีในสัปดาห์ต่อไป

ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพี่จูนถึงพูดว่า “เหมือนชีวิตพี่แม่งถูกขีดเอาไว้ มึงอยากพากย์หนังใช่ไหม งั้นมึงต้องไปฝึกจากกีฬา มันถูกกำหนดไว้หมดแล้ว”

ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต
ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต

ก้าวแรกสู่สังเวียน

ค้นหาเสียงตัวเองกับการบรรยายกีฬาได้ปีกว่า ๆ ตลอดเวลาเขามักจะเงี่ยหูฟังห้องติดกันอย่างตั้งใจ พี่จูนใช้คำว่า เข็ดเขี้ยวเคี้ยวฟัน เพราะห้องนั้นใช้สำหรับพากย์หนัง ซึ่งเป็นความฝันที่ซ่อนอยู่ในใจมาตั้งแต่เด็ก

การที่ใครสักคนจะก้าวขึ้นมาเป็นนักพากย์ เมื่อ 30 ปีก่อน ถือว่ายากมาก เพราะต้องถูกช้อนจากคนในวงการแบบปากต่อปากเท่านั้น สมัครเข้าไปเองไม่ได้ 

ถือเป็นความโชคดีอีกครั้งที่ช่วงปลายบนถนนกีฬา มีพี่ในวงการเห็นแววรุ่ง เชื้อเชิญให้เขาไปลองฝึกพากย์หนัง แม้การบรรยายกีฬาจะได้รับค่าตอบแทนสูงกว่า เขาก็ตัดสินใจเดินตามสิ่งที่เคยใฝ่ฝัน

“ตัวแรกเป็นตัวประกอบ ไม่มีใครให้พากย์ตัวเอกหรอก มีแต่คนบ้าที่ดันทุรังให้เด็กไปพากย์เป็นตัวเอก

“ผู้ใหญ่เท่านั้นที่จะเห็นว่าเราพร้อมเมื่อไร เราไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจว่ากูจะพากย์ตัวนี้ ไม่มีสิทธิ์ชี้ซ้ายชี้ขวาชี้หน้าหลังได้เลย แต่ไม่ว่าจะเกลียดเด็กคนนี้ขนาดไหน เขาก็มองอย่างไม่มีอคติ เขารู้ว่ามันทำได้ ต้องให้มันทำ เพราะมันทำได้ดีที่สุดในทุกคนที่เรามีอยู่”

ทุกวันนี้พี่จูนก็ยังคงพากย์ตัวประกอบอยู่เรื่อย ๆ เขามองว่าการพากย์คืองานศิลปะบนผืนผ้าใบ ต้องช่วยกันแต่งเติมสี วางองค์ประกอบให้ชัดเจน สมดุลกัน เพื่อให้ภาพออกมาสวยงาม

สำเนียงแต่ละภาษามีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองอยู่แล้ว สิ่งสำคัญคือพากย์ไทยอย่างไรให้มันเป็นอาหารไทยที่ดีที่สุด เหมาะสมกับคนกิน ปรับเปลี่ยนให้คนไทยรู้สึกว่าตัวละครนี้มันพูดแบบนี้จริง ๆ 

“ต้องรู้ถึงขนาดว่าไอ้คนนี้มันเป็นคนยังไง นักเขียนเขาวางมันไว้แบบไหน ไม่ใช่ว่าตัวนี้หน้าตาหล่อดีก็พากย์ให้มันหล่อ ๆ ไอ้ตัวนี้หน้าตาอัปลักษณ์ ก็พากย์แม่งแบบอัปลักษณ์ ๆ ไป ไม่ได้เด็ดขาด

“พี่ตีความจากภาพที่เห็นเป็นอย่างแรก ตัวละครญี่ปุ่นสื่อสารกับเราไม่มาก ใช้แค่คิ้ว ตา ปาก รูปหน้า ก็บอกได้ประมาณหนึ่งแล้วว่า เป็นตัวดีหรือเลว มุทะลุดุดันหรือว่านิ่มนวล

“ผมก็มีบางที อย่างโกคูเนี่ย มึงจะวาดอะไรนักหนา ทุกวันนี้ยังไม่เคยเห็นใครทำทรงผมแบบนั้นในชีวิตจริง” 

ชักอยากรู้แล้วสิว่า วันแรกที่กองกระดาษหนาปึกวางลงตรงหน้า พร้อมระบุให้เขาพากย์เป็นลูฟี่ พี่จูนตีความไอ้เด็กหมวกฟางนี้ว่ายังไง และ One Piece คืออะไรสำหรับเขา

ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต
ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต

วันพีซ

จำวันที่เจอลูฟี่ครั้งแรกได้ไหม

จำได้

คุณตีความตัวละครนี้ยังไง

เราตีความจากลักษณะ เพราะเรามาทำตอนที่ 51 ผ่านไปแล้วภาคหนึ่ง เด็กคนนี้มันกำลังย่างเข้าสู่วัยรุ่น เขาอยากจะเป็นราชาโจรสลัดอะไรของเขากับพรรคพวก การผจญภัยก็เริ่มแต่นั้นเป็นต้นมา

แล้วจะบอกให้ว่า พรรคพวกที่อยู่ในเรือเขาก็เป็นเด็กมีปัญหาทุกคน บางคนเป็นเด็กกำพร้า แม้กระทั่งเอสกับซาโบ้ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพ่อแม่แท้ ๆ คือใคร หรือแชงคส์ก็ยังไม่รู้ว่าพ่อแม่ของตัวเองคือใคร ดูสิ

เพราะฉะนั้น เด็กที่มีความคิดแบบนี้ เจอกับปัญหาแบบนี้ เติบโตมาในที่มีกรอบแบบนั้น ไม่มีพ่อแม่ก็จริง แต่นับถือคนนั้นคนนี้เป็นต้นแบบ ตอนเด็ก ๆ ที่ยังไม่เหิมเกริม ลูฟี่ก็อยากเป็นเหมือนแชงคส์ ไอ้ผลโกมุโกมุก็เพิ่งกินเข้าไป ถึงได้รู้ว่าตัวเองว่ายน้ำไม่ได้ แชงคส์ไปช่วยเอาไว้จนแขนด้วน 

พี่ตีความเด็กคนนี้ไปเรื่อย ๆ เขาจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ จนลูฟี่ทุกวันนี้เข้มแข็งแล้ว คุมจนทุกคนบนเรือไม่กล้าหือ คนเดียวที่กำราบเขาได้คือแชงคส์ แต่คู่นี้ก็ยังไม่เจอกันอยู่ดี

มีไหมที่พากย์ ๆ ไปแล้วคิดว่าทำไมลูฟี่ตัดสินใจแบบนี้

คุณมีความคิดแบบนี้ในสมองไม่ได้ คุณต้องเชื่อ ห้ามคิด ถ้าคิดจะสะดุดทันที เพราะเราจะสงสัย พากย์ไปตามเขาก่อน แล้วค่อยมาดูว่าทำไมเขาถึงทำแบบนี้

ทุกวันนี้พี่ยังทำการบ้านนะ ยังย้อนไปดูหนังเก่า ๆ อยู่เลยเพื่อดูว่าเขาพากย์ยังไงกันบ้าง เวลาเราดูเรื่องเดิม ๆ เราจะเห็นอะไรใหม่ ๆ เสมอ รุ่นใหญ่ ๆ เขาสอนเอาไว้ แค่เราหยิบมาใช้ เก็บเกี่ยว แล้วปรับให้มันเป็นของเราเท่านั้นเอง นี่เป็นการบ้านที่พี่ต้องทำทุกวัน

รู้ไหมว่าทุกคนอยากให้คุณพากย์เสียงลูฟี่จนกว่า One Piece จะจบ

ถ้ายังมีชีวิตอยู่ก็จะพากย์จนจบไปเลย แต่อาจารย์โอดะบอกว่าจะจบแล้วไม่ใช่เหรอ อีก 3 ปีใช่ไหมนะ

มองกลับกัน รู้สึกยังไงเวลามีคนบอกว่าถ้าไม่ใช่พี่จูนพากย์ลูฟี่ ก็จะไม่ดูอีก

จริง ๆ ก็เรื่องของมึง

งั้นอยากบอกอะไรพวกเขา

มึงมาขนาดนี้ อีกนิดเดียวก็จะถึงปลายทางถึงเส้นชัยอยู่แล้ว ทน ๆ ดูไปแม่งจนจบไปเถอะ 

แต่ไม่นานมานี้ก็มีดราม่าการเปลี่ยนเสียงพากย์ โซโล 

พี่เป็นคนบอกให้ไอ้คิมตั้งเสียงแบบนั้นเอง เพราะพี่ต้องการจะลบภาพป๋าไกร-ไกวัล วัฒนไกร ออกไปก่อน ถ้าภาพป๋ายังอยู่ ไอ้คิมไม่มีทางเดินต่อได้แน่ ตอนนี้คนเริ่มให้กำลังใจมันแล้ว เริ่มมองเห็นว่ามันควรจะเป็นแบบไหน 

ตั้งแต่เริ่มต้น เสียงโซโลไม่ใช่แบบป๋า ถ้าลองมาฟังซาวนด์จริง ๆ อาจจะมีส่วนคล้ายอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ป๋าพากย์หลอกจนคนเชื่อว่าเป็นแบบนั้น นี่แหละคือศิลปะของนักพากย์ 

แล้วตัวคุณเองเคยโดนดราม่าบ้างไหม

โดน แต่เราไม่สนใจ เพราะเรามั่นคงกับแนวทางที่น้าต๋อยให้มาแล้ว 

น้าต๋อยสอนอะไรคุณบ้าง

พี่เคยถามว่า “น้าต๋อยครับ ทำไมสัตว์ประหลาดใน อุลตร้าแมน มันต้องร้องด้วย มันจะดูตลกไหม”

น้าต๋อยบอกว่า “จูน ดูหนังมันรุนแรงขนาดไหน ดูไอ้อุลตร้าแมนมันทำกับสัตว์ประหลาด ทั้งถีบ เตะ ต่อย ยิงแสง มันก็ไม่เคยสู้ได้สักครั้ง”

เขาเลยทำให้มันดูเป็นการแสดง ลดความรุนแรงของภาพยนตร์ลง ยอมโดนคนด่า อย่างน้อยเด็ก ๆ ก็ได้ประโยชน์ ไม่ใช่ดูเสร็จแล้วออกไปทุบเพื่อน

จากเด็กที่เคยมีน้าต๋อยเป็นไอดอล ตอนนี้คุณกลายเป็นน้าต๋อยของเด็ก ๆ รู้สึกยังไง

เป็นอะไรอื่นไปไม่ได้นอกจากความภาคภูมิใจ แล้วก็ส่งต่อความภาคภูมิใจนี้ไปยกไว้ที่น้าต๋อยเลย 

พี่ไม่ได้เป็นอย่างนี้ด้วยตัวเอง แต่น้าต๋อยเป็นแบบนี้ด้วยตัวของท่านเอง พี่เลียนแบบท่านมา เพราะท่านบอกให้พี่ทำ 

คิดว่าจะพากย์ไปถึงเมื่อไร

อีกไม่นานก็น่าจะเฟดตัวเองลงแล้ว เพราะอายุเราเยอะแล้ว ไม่อยากจะตายห่าคาไมค์จริง ๆ อยากจะใช้ชีวิตสบาย ๆ บ้าง 

ถ้าคุณมีคำว่า ต้อง ในชีวิตแม่งจะไม่มีความสุขเลย แต่จงมีคำว่า เดี๋ยว ทำต่อไปเว้ยเดี๋ยวก็ได้ เดี๋ยวแม่งก็ดีเอง มันจะดูเหมือนไม่ไกล 

ถ้าลูฟี่อยากเป็นราชาแห่งโจรสลัด คุณอยากเป็นราชาแห่งอะไร

ไม่อยาก อยากเป็นคนธรรมดาที่ตื่นเช้าขึ้นมาไม่มีอะไรผิดปกติ ดูแลลูกเมีย มีความสุขตามอัตภาพ แบบวัดก็เข้า เหล้าก็แดก 

คุณมี One Piece ที่กำลังตามหาอยู่ไหม

พี่มีแล้ว ลูกเมียเนี่ยแหละคือ One Piece ของพี่ แค่รักษาไว้ให้ดีก็พอ

ลูฟี่มีสโลแกนว่า ฉันมีชื่อว่ามังกี้ ดี ลูฟี่ คือชายที่จะก้าวข้ามพวกแกและขึ้นเป็นราชาโจรสลัด อะไรคือสโลแกนของจูน อิทธิพล

สโลแกนของพี่เหรอ ไปให้สุดแล้วหยุดที่ครอบครัว มันอยู่ในเฟซบุ๊กของกูเอง (หัวเราะ)

ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต

ชมรมรัก คลับมหาสนุก

“พี่ถามจริง ๆ เอาแบบเปิดใจคุยกัน เด็ก ๆ สมัยนี้ทำไมถึงอยากเป็นนักพากย์” เขาถามกลับในตอนที่เราทุกคนผลัดกันโยนคำถามจนหมดมุก

“ผมไม่ได้อยากเป็น” 

“มึงเลี่ยงคำตอบ” แล้วทั้งห้องก็เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ จนทีมงานยอมตอบว่าอยากเป็นเพราะเท่ บวกกับมีเพื่อนยุว่าเสียงใช้ได้

“เพื่อนมึงหยอดยาพิษซะแล้ว”

หากใครยังคิดว่าอาชีพนักพากย์เป็นกันได้ง่าย ๆ คำแนะนำ (ที่ดูจะเป็นคำเตือน) ต่อไปนี้จากอาจารย์ของคุณ อาจทำให้หลายคนร้อน ๆ หนาว ๆ

“มึงจะต้องเจอกับคำติฉินนินทา การทิ่มแทงกันจากข้างหลัง การเลื่อยขาเก้าอี้ การทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้มึงก้าวผ่านเขาไปได้ มึงต้องแน่จริงและมั่นคงพอ ต้องไม่ยุ่งกับมัน ไม่สนใจมัน มุมานะ แล้วมานั่งดูตัวเองซ้ำ ๆ ว่าเราผิดอย่างที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ไหม มันจะช่วยทำให้มึงถีบไอ้พวกเวรนั่นลงมาเอง

“ทำตัวเองให้ดีเท่านั้นพอ ทำงานทุกวันให้แม่งเหมือนเป็นงานสุดท้าย เพราะพรุ่งนี้มันจะดีกว่าเดิม ไม่ว่างานเล็กหรือใหญ่

“ลองคิดดู หนังหรือละคร มันมีเยอะจริง แต่นายจ้างที่ไม่มีคุณภาพทางด้านความคิด เขาก็จะไม่ใช้ของที่มันมีคุณภาพ เขาจะโยนงานพวกนี้ให้กับเด็ก ๆ ซึ่งกำลังเติบโตมา กลายเป็นการตัดราคากันเอง ทำงานมา 20 ปี เงินเดือนไม่ขึ้นเลยมันเป็นไปได้ไหม 

“ขอมีศักดิ์และสิทธิ์ในปริญญาที่กูได้ร่ำเรียนมาซะบ้างเถอะว่ะ อย่าทำให้ครูบาอาจารย์ของกูต้องมานั่ง โอโห จูนมึงแม่งไม่ได้เรื่องเลย กูอายนะ”

ทัศนคติที่นักพากย์ทุกคนต้องมี คือต้องรู้ก่อนว่าคุณทำงานอะไร ทำให้ใครดู คุณจะดูเองหรือให้ผู้ชม ต้องยอมรับคำติเตียนและแก้ไขให้ได้ คนส่วนใหญ่จะรับตรงนี้ไม่ค่อยได้และตายไปเพราะบ่วงความคิดของตัวเอง พี่จูนเน้นย้ำว่า คุณต้องเป็นน้ำไม่เต็มแก้วเสมอ 

“การพากย์มันเป็นเรื่องครูพักลักจำจริง แต่ต้องใช้เสียงตัวเองเป็นหลัก ไม่งั้นเขาไม่จำคุณหรอก คุณจะละลายหายไปกับสายลม เพราะคุณเสียงเหมือนคนอื่น เขาไปจำคนต้นแบบนู่น 

“การมีเสียงเหมือนกันถือเป็นกรรม ธรรมดาจะแสตนด์เอาต์ในวงการก็ยากพออยู่แล้ว นี่มึงต้องปีนสองชั้นเพื่อให้ข้ามผ่านเสียงตัวเองขึ้นไปอีก พี่บอกเลย วิบากกรรมชัด ๆ

“ถ้าคำสัมภาษณ์พี่มันจะมีประโยชน์บ้าง จงเอาไปใช้เถอะ ไม่ต้องสนใจว่า ฉันต้องพากย์นางเอก พระเอก มีตัวละครตั้งเยอะแยะ ถ้ามึงอยากเป็นนักพากย์จริง นั่นมึงอยากเป็นพระเอกน่ะสิ 

“อยากเป็นนักพากย์ก็ต้องพากย์ได้ทุกอย่าง ทุกตัว เผลอ ๆ ต้องทุกประเภทของการใช้เสียงด้วยซ้ำไป

“ยกเว้นไว้อัน การร้องเพลง กูยอมจริง ๆ ไม่ไหวว่ะ”

เคยร้องแล้วเหรอ

“โอ๊ย เพื่อนบอกมึงอย่าร้องดีกว่า” 

ตามหา One Piece กับ จูน อิทธิพล พากย์เสียงลูฟี่นาน 20 ปี มีน้าต๋อย เซมเบ้ เป็นครูของชีวิต

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load