“วันนี้ไปกินอะไรเผ็ด ๆ กันไหม”

ประโยคนี้ไม่ได้มีไว้แค่เชิญชวนไปทานอาหารรสชาติจัดจ้านเท่านั้น เพราะเมื่อได้รู้จักกับร้านอาหารเล็ก ๆ ร้านหนึ่งที่ความนิยมและการเติบโตก้าวกระโดด ก็ทำให้เราต้องตีความคำชักชวนข้างต้นใหม่ทุกครั้งที่มีคนกล่าวประโยคเดียวกัน

เผ็ดเผ็ด’ คือชื่อของร้านอาหารร้านนั้น

ร้านอาหารอีสานร้านเล็ก ๆ ที่มีจุดกำเนิดเล็ก ๆ ในซอย ๆ หนึ่ง จนปัจจุบันขยายสาขามาได้กว่า 6 สาขา ภายในระยะเวลาเพียง 6 ปี

คอลัมน์ The Entrepreneur ในวันนี้ เรามาพูดคุยกับ ต้อม-ณัฐพงศ์ แซ่หู และ โอม-ณัฐกร จิวะรังสินี สองคู่หูแห่งอาณาจักรความเผ็ด เพื่อไขสูตรสำเร็จของการพาร้านขยับขยายกระจายความจัดจ้านจากจุดเริ่มต้นที่ซอยพหลโยธิน 8 สู่สาขาล่าสุดที่เซ็นทรัล ชิดลม

สูตรธุรกิจ Phed Phed ร้านอาหารอีสานที่เผ็ดด้วยรสชาติกว่าพันเมนู และครีเอทีฟแบบแซ่บ ๆ

ขอเผ็ดเผ็ด

“ตอนแรกมีคอนเซ็ปต์ว่าจะขายอาหารอีสาน ก็เลยเสิร์ชคำว่า ‘อาหารอีสาน’ ในกูเกิล แล้วมันก็ขึ้นมาในวิกิพีเดีย เหมือนฝรั่งเขียนว่าถ้ามากินอาหารไทยแล้วอยากกินรสจัดให้สั่งว่าเผ็ด ๆ นะ ผมก็เลย เอ้อ งั้นชื่อ ‘เผ็ดเผ็ด’ ไหม”

โอมตอบด้วยน้ำเสียงขบขันเมื่อเราเปิดบทสนทนาด้วยคำถามถึงที่มาของชื่อร้านที่โดดเด่นสะดุดหูนี้ ซึ่งที่มาก็น่าสนใจอย่างที่คิดไว้จริง ๆ 

‘เผ็ดเผ็ด’ เป็นร้านอาหารอีสานที่เรียกได้ว่าคออาหารรสจัดน่าจะเคยได้ยินชื่อร้านผ่านหู หรืออย่างมากคงต้องเคยไปพิสูจน์ความแซ่บกันมาแล้วไม่สาขาใดก็สาขาหนึ่ง เพราะเสียงลือเสียงเล่าอ้างมากมายต่างพากันการันตีว่าร้านนี้เด็ดจริง แทบจะเป็นหนึ่งในด้านความ ‘เผ็ด’ สมชื่อ 

แต่ใครจะรู้ว่าจุดเริ่มต้นแรกของร้านอาหารที่เผ็ดจนกินใจลูกค้ามานักต่อนัก กลับไม่ใช่การเปิดเพื่อเป็นร้านอาหาร 

“พวกผมขายของออนไลน์กันก่อน ขายกระเป๋า ขายงานแฮนด์เมด เสร็จแล้วพอช่วง พ.ศ. 2560 ก็อยากมีหน้าร้าน เลยไปเปิดที่พหลฯ 8” โอมเริ่มเล่าถึงจุดกำเนิดของเผ็ดเผ็ดให้เราได้ค่อย ๆ นึกภาพตาม

“ทีนี้ ลูกค้าอยากให้เราทำร้านขึ้นมาเพื่อรับซ่อมกระเป๋าโดยเฉพาะ เผอิญว่าผมชอบทำอาหารอยู่แล้ว เลยทำอาหารลงในเพจร้านกระเป๋า แล้วลูกค้าเขาชอบ ให้เราลองทำ ผมเลยคิดว่าจะทำร้านอาหารแล้วก็รับซ่อมกระเป๋าด้วย แต่พอทำมาสักพัก อาหารมันพุ่งกว่า เราเลยมาจริงจังกับอาหาร” ต้อมผู้เป็นคนนครพนมโดยกำเนิด เสริมที่มาของเผ็ดเผ็ดที่ยิ่งฟังก็ยิ่งคิดถึงคำที่ว่า ‘จับพลัดจับผลู’ ได้อย่างชัดเจน หากแต่ก็เป็นความจับพลัดจับผลูที่ลงตัวเหลือเกิน 

‘เผ็ดเผ็ด พหลฯ 8’ (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น เผ็ดเผ็ด หลาย) เป็นสาขาแรกของตระกูลเผ็ดเผ็ดที่เกิดขึ้นมาด้วยเหตุผลอย่างที่ได้หยิบยกไป ด้วยความที่จุดประสงค์แรกของร้านไม่ได้เกิดขึ้นมาเพื่อเป็นร้านอาหารเต็มรูปแบบ แต่เป็นเหมือนร้านกระเป๋าที่มีอาหารเป็นตัวเสริมเล็ก ๆ น้อย ๆ จึงออกมาเป็นคอนเซ็ปต์ของชื่อคาเฟ่ในที่นี้

“เรื่องอาหารคือที่บ้านทำโต๊ะจีนอยู่แล้วเลยมีพื้นฐานนิดหน่อย ก็เลยทำเมนูที่คิดว่าจะสื่อสารกับคนที่มาทานได้ง่าย ตอนนั้นไม่ได้ทำอาหารอีสานที่จริงจังมาก ถ้าเป็นช่วงที่เปิดแรก ๆ จะมีแค่ลาบกับส้มตำ นอกนั้นเป็นอาหารจานเดียว ส้มตำมีแค่ 10 ประเภทเอง ไม่ได้มีหลากหลายเหมือนทุกวันนี้” 

จากตัวเสริมในวันนั้น ใครจะเชื่อว่ากว่าจะได้มา 1 เมนู ต้องผ่านการลองสูตรกว่า 40 ครั้ง

ใครจะเชื่อว่า 1 เมนูความเผ็ด ต้องผ่านการลองระดับความเผ็ดอีกกว่า 5 ระดับเพื่อให้ได้รสชาติแต่ละระดับที่ดีที่สุด

และจากตัวเสริมในวันนั้น ใครจะเชื่อว่าปัจจุบันเผ็ดเผ็ดจะมีเมนูรวมทุกสาขากว่า 1,000 เมนู เฉลี่ยสาขาละ 200 เมนู

สูตรธุรกิจ Phed Phed ร้านอาหารอีสานที่เผ็ดด้วยรสชาติกว่าพันเมนู และครีเอทีฟแบบแซ่บ ๆ

เผ็ดพริก 2 เม็ด

ใช้เวลาในการเปิดร้านสาขาแรกไปเพียงแค่ครึ่งปี กระแสความอร่อยแบบบอกต่อทำให้เผ็ดเผ็ดกลายเป็นอีกหนึ่งร้านที่ลูกค้าต้องโทรจองคิวล่วงหน้าไปโดยปริยาย

ด้วยจังหวะที่ลูกค้าเข้ามาถล่มทลาย พื้นที่ในการรอคิวอันน้อยนิด ประกอบกับการพบทำเลที่ใหม่ที่เหมาะสม ทำให้ส่วนประกอบทั้งหมดลงตัวเป็นการขยายสาขาสองเพิ่มขึ้นมาในชื่อ ‘Phed Phed Bistro’ ที่ The Circle ราชพฤกษ์ อีกหนึ่งสาขาที่ได้รับความนิยมล้นหลามไม่แพ้สาขาดั้งเดิม

การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเผ็ดเผ็ด เรียกได้ว่าแม้แต่เจ้าของร้านทั้งสองคนก็ยังคาดเดาไม่ได้

ขึ้นชื่อว่าการเติบโตย่อมต้องมาพร้อมการปรับตัว จากสาขาแรกที่มีเพียงต้อม โอม และพ่อครัวอีก 2 คนในการบริหารร้านเล็ก ๆ เมื่อเข้าสู่สาขาสอง จึงต้องเริ่มจริงจังในการทำธุรกิจมากขึ้น ทำทุกอย่างเป็นระบบมากขึ้น เริ่มตั้งแต่การเรียนรู้ตำแหน่งในบริษัทกันเลยทีเดียว

“มันยากตรงคน เพราะคนเยอะขึ้น สำหรับผม การบริหารคนยากที่สุด 

“รสชาติอาหารอาจปรับปรุงได้ตลอด แต่พอเป็นเรื่องคน เราต้องเรียนรู้ใหม่ ต้องจ้างคนมาทำ ต้องหาที่ปรึกษา” 

และร้านอาหารของพวกเขาเริ่มเข้าสู่ลู่ทางของความเป็นธุรกิจมากขึ้น 

สูตรธุรกิจ Phed Phed ร้านอาหารอีสานที่เผ็ดด้วยรสชาติกว่าพันเมนู และครีเอทีฟแบบแซ่บ ๆ

เปิดตำรางานเผ็ด

“ผมคิดว่าถ้าผมไม่อยู่ ร้านต้องไปต่อได้” 

ต้อมย้ำหนักแน่น และนั่นเป็นสาเหตุที่ร้านเผ็ดเผ็ดมีสูตรอาหาร ซึ่งกำหนดการชั่งตวงวัตถุดิบอย่างชัดเจน ไม่ได้ยึดเอาตามความรู้สึก

“จริง ๆ แล้วครัวเราไม่ได้เทรนนานเลย สูตรทุกอย่างผมจะไขว้สูตรไว้ ทำให้คนทำงานไม่ยาก บางอย่างอาจจะเปลี่ยนแค่วัตถุดิบบางตัว แต่เอาสูตรแบบนี้ เอาสไตล์แบบนี้ เขาก็เข้าใจ” นั่นคือหลักการทำงานของเผ็ดเผ็ด ที่มาของความคิดว่า ‘หากไม่มีต้อมหรือโอม ร้านต้องยังคงไปต่อได้’

“เราจะไปทำอย่างอื่นได้ยังไง จะขยายได้ยังไงถ้าเราต้องอยู่แค่หน้าเตาตรงนี้ พอไปสาขาที่สองเลยต้องวางแผนหลายอย่าง ต้องมีคนเพิ่ม มีพนักงานเพิ่ม มีสูตร มีระบบ ให้เรียบร้อย” 

การวางระบบของเผ็ดเผ็ดไม่ได้ถูกวางแค่ในส่วนของสูตรอาหารเท่านั้น แต่ในแง่ของการบริหารจัดการบุคลากรก็มีความเป็นระบบมากขึ้นเช่นกัน

“เรามีทีมผู้จัดการที่ไว้ใจและมีระเบียบปฏิบัติงานอยู่แล้ว อย่างตื่นมาร้านเปิด แต่ละตำแหน่งต้องทำอะไรบ้าง ก็มีลิสต์อยู่แล้ว” 

มีพนักงานกว่า 170 ชีวิตจากเผ็ดเผ็ดทั้ง 6 สาขาและอีก 2 ครัวกลาง

สูตรธุรกิจ Phed Phed ร้านอาหารอีสานที่เผ็ดด้วยรสชาติกว่าพันเมนู และครีเอทีฟแบบแซ่บ ๆ

“ระหว่างนั้น ก็ต้องมีทีมงานมาตรวจสอบระบบว่ามันไปได้ไหม ลูกค้าร้านเราส่วนใหญ่เป็นลูกค้าประจำ เรื่องรสชาติอาหารถ้าเพี้ยนไปนิดเดียวเขาจะรู้ทันที ถ้ามีปัญหาปุ๊บเราจะแก้ไขทันที ทุกอย่างเลยค่อนข้างสบาย เพราะทีมงานเราค่อนข้างเยอะด้วย พอทุกคนทำงานเป็นระบบก็ไปได้

“นอกจากนี้ เรายังมีผู้บริหารฝ่ายบุคคลและพัฒนาองค์กร เขาอยู่กับเรามา 5 ปีตั้งแต่แรก ๆ ที่ทำ เขาจะรู้ว่าผมกับโอมชอบสไตล์พนักงานแบบไหน คนแบบไหนถึงจะอยู่กับเราได้ แล้วก็เป็นคนประเมินให้ว่าคนนี้ควรได้เงินเดือนประมาณไหน ปรับเงินเดือนให้เขาไหม 

ผู้จัดการแต่ละสาขาต้องรายงานผลกับผู้บริหารคนนี้เดือนละ 2 ครั้ง เพื่อดูพัฒนาการของพนักงานแต่ละคน คนนี้พัฒนาถึงไหนแล้ว เตรียมของได้แล้ว ลงกระทะได้ยัง ถ้าลงกระทะได้แล้ว เราจะต้องปรับเงินเดือนให้ ถ้ามีปัญหามา เขาก็ต้องส่งทีมมาเช็กทันทีว่ามีปัญหาตรงไหน 

ต้อมและโอมมีเป้าหมายให้สาขาในทุก ๆ เดือน พร้อมงบประมาณกำหนดชัดเจน หน้าที่ของแต่ละสาขาคือหา Solution และแนวทางที่จะบรรลุเป้าหมายนั้นแล้วนำมาเสนอพวกเขา

ทุกวันนี้ทั้งคู่ยังไปเยี่ยมสาขาทุกสัปดาห์ วันละสาขา เพื่อให้มั่นใจว่าทุกอย่างเป็นไปตามมาตรฐานที่วางไว้

สูตรธุรกิจ Phed Phed ร้านอาหารอีสานที่เผ็ดด้วยรสชาติกว่าพันเมนู และครีเอทีฟแบบแซ่บ ๆ
สูตรสำเร็จของ 'Phed Phed - ร้านเผ็ดเผ็ด' ร้านอาหารอีสานที่มีรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ จนขยาย 6 สาขาได้ภายใน 6 ปี

การตลาดแบบเผ็ด

แม้เผ็ดเผ็ดจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่โอมและต้อมกลับไม่เคยวางแผนทำการตลาดใด ๆ หรือใช้เงินไปกับการโปรโมตร้านเลยสักบาทเดียว 

แล้วอะไรทำให้กลายเป็นร้านอาหารที่ครองใจนักชิมทั้งขาจรและขาประจำได้มากถึงเพียงนี้

‘ปากต่อปาก’ (Word of Mouth) คงจะเป็นนิยามที่เหมาะกับการตลาดของเผ็ดเผ็ดมากที่สุด

กิน ชอบ แชร์ เป็นกระบวนการที่ลูกค้ามากมายทำมาเป็นเวลานาน วิธีนี้นอกจากจะได้กระแสของการบอกต่อเป็นวงกว้าง การบอกต่อยังเป็นรูปแบบที่ใครหลาย ๆ คนเชื่อถือ เพราะเกิดจากความจริงใจและความชื่นชอบของผู้บริโภคเองล้วน ๆ งานนี้หากจะกล่าวว่าทางร้านได้ทั้งขึ้นทั้งล่องก็คงจะไม่ผิดนัก

“ผมขายอาหารเลย ให้อาหารโปรโมตตัวมันเองว่าจะไปในทิศทางไหน อยากให้อาหารเป็นตัวพาคนเข้ามามากกว่า เราเลยไม่มีการโปรโมตเลยนอกจากไอจีกับเฟซบุ๊ก” ต้อมอธิบายสาเหตุที่ทางร้านไม่คิดจะลงทุนไปกับการทำมาร์เก็ตติ้ง และเลือกเก็บงบในส่วนนั้นไปทุ่มกับวัตถุดิบในอาหารทุกจานของทางร้านแทน

สูตรสำเร็จของ 'Phed Phed - ร้านเผ็ดเผ็ด' ร้านอาหารอีสานที่มีรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ จนขยาย 6 สาขาได้ภายใน 6 ปี
สูตรสำเร็จของ 'Phed Phed - ร้านเผ็ดเผ็ด' ร้านอาหารอีสานที่มีรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ จนขยาย 6 สาขาได้ภายใน 6 ปี

นอกเหนือจากเรื่องความโดดเด่นของอาหารที่ใครได้ลองก็ยากจะปฏิเสธความดีเยี่ยมของรสชาติ อีกกลวิธีหนึ่งที่ทำให้ความนิยมของเผ็ดเผ็ดพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว คงหนีไม่พ้นการ ‘สร้างเอกลักษณ์ให้ร้านแต่ละสาขา’

หากลองดูร้านในเครือเผ็ดเผ็ดทั้งหมด ตั้งแต่ Phed Phed Lhay, Phed phed Cafe, Phed Phed Bistro, Phed Phed Ground, Phed Phed Hey มาจนถึงสาขาล่าสุดที่เซ็นทรัล ชิดลม อย่าง Phed Phed Pop คงเห็นได้ชัดถึงความน่าสนใจที่สะท้อนผ่านความแตกต่างของชื่อแต่ละสาขา ซึ่งมีที่มาจากโลเคชันและคอนเซ็ปต์ที่ต่างกัน 

Cafe เน้นอาหารอีสานที่คนในกรุงเทพฯ คุ้นหน้าคุ้นตา

Bistro คืออาหารที่ต้อมและโอมเคยไปชิม หรือที่แม่เคยทำที่บ้าน

Ground อาหารพื้นบ้าน 

Lhay เริ่มจากเน้นอาหารจานเดียวให้เดลิเวอรี่มารับ ก่อนจะใส่เมนูส้มตำเพิ่มเข้าไป เพราะสถานที่มีขนาดเล็ก

“มาที่ Hey มหานคร เหมือนเอาจุดเด่นของแต่ละสาขามาปรับใหม่ แล้วเหมือนกับเราคิดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะเข้ามาเยอะ

“ที่เราใช้ ‘เฮ้’ ก็เหมือนกับทักทายนักท่องเที่ยว แล้วมาตัวสาขา Pop จะเป็นอาหารที่ค่อนข้างฮอตฮิตในสมัยก่อน เอามาทำใหม่”

โอมและต้อมสลับกันอธิบายคอนเซ็ปต์ของร้านแต่ละสาขาที่สอดคล้องกับชื่อที่เลือกใช้ได้เป็นอย่างดี จนเราเห็นถึงเอกลักษณ์ของทั้ง 6 สาขาอย่างชัดเจนทันทีที่ฟังจบ

สูตรสำเร็จของ 'Phed Phed - ร้านเผ็ดเผ็ด' ร้านอาหารอีสานที่มีรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ จนขยาย 6 สาขาได้ภายใน 6 ปี

และเมื่อคอนเซ็ปต์ของแต่ละสาขายังมีเอกลักษณ์ถึงขนาดนี้ เมนูในแต่ละสาขาจึงแตกต่างกันไปด้วย และนี่ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้เผ็ดเผ็ดเป็นที่สนใจของบรรดานักชิมไม่น้อย 

บางเมนูมีเฉพาะในบางสาขา ทำให้ลูกค้าไม่เบื่อที่จะเดินทางไปชิมเพื่อให้ได้รับประสบการณ์ที่แตกต่างกัน และเป็นอีกหนึ่งความสนุกของเจ้าของร้านในการครีเอตเมนูใหม่ ๆ ให้มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำรอย

เป็นการทำการตลาดรูปแบบที่ไม่ซ้ำใคร และคงหาใครซ้ำได้ยาก ขณะเดียวกันการจัดการก็ยากกว่าที่ 6 สาขาเมนูเหมือนกันทั้งหมด แต่วิธีแก้ไขคือการทำสูตรไขว้อย่างที่ต้อมเล่าไปเมื่อครู่

แล้วเคยมีลูกค้าบ่นกรุบไหมคะ – เราถามติดตลก เพราะตัวเองก็เคยอยากกินเมนูที่มีในสาขาไกลบ้าน

“บ่น” ต้อมหัวเราะ “แต่เราอยากให้เขาได้ประสบการณ์”

มากกว่าความเผ็ด

แน่นอนว่ารสชาติเป็นจุดเด่นของร้านอาหารอีสานร้านนี้ไปแล้ว แต่กว่าจะมาถึงจุดที่รสชาติเป็นจุดขายสำคัญของร้านได้ มีบางสิ่งที่เป็นเคล็ด (แต่ไม่) ลับของทางร้านเช่นกัน

“เราทำวัตถุดิบเองทุกอย่าง กะปิ น้ำปลา เราสั่งให้เขาทำให้โดยเฉพาะ ไส้กรอกอีสาน แหนม เราก็ทำเอง ต้องมาขูดหนังหมูเอง ซอยเอง เข้าเครื่องไม่ได้”

ต้อมอธิบายเคล็ดลับข้อหนึ่งของรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์

“ปลาร้าเผ็ดเผ็ดต้องไม่คาว เพราะผมไม่กินปลาร้าคาวเลย กะปิเอามาจาก 5 ที่ ซึ่งสั่งทำโดยเฉพาะ มาจากภาคเหนือ ใต้ ตะวันออก มีทั้งกะปิที่ทำจากปลาน้ำจืด กุ้งฝอย หรือกะปิใต้ทำจากเคย ทำจากกุ้งใหญ่ เอามาผสมกัน กะปิบางอันเค็ม บางอันมีรสหวาน” 

นั่นคือความใส่ใจในวัตถุดิบอย่างล้นเหลือ จึงไม่แปลกใจว่าเหตุใดอาหารของเผ็ดเผ็ดจึงมีรสชาติถูกปากใครหลายคนถึงขนาดนี้

เหตุผลของการที่เผ็ดเผ็ดเลือกทำวัตถุดิบต่าง ๆ เองเป็นหลัก แม้แต่ในปัจจุบันที่มีร้านถึง 6 สาขา และมีข้อจำกัดมากมาย ทั้งปริมาณที่ผลิตได้อย่างจำกัด ไม่ครอบคลุมร้านทุกสาขา หรือกำไรที่อาจจะน้อยกว่าการซื้อวัตถุดิบจากที่อื่น ๆ เจ้าของร้านทั้งสองก็ผลัดกันตอบอย่างชัดเจนตามเดิม

“คิดว่าเป็นเสน่ห์ ถ้าซื้อมาขายร้านอื่นก็ทำได้ แต่บางอย่างไม่ได้ถูกใจเรา 

“จริง ๆ อาจจะเพราะว่าเราทำเองมาแต่ต้น พอเริ่มขยาย เราก็อยากทำเองในทุกขั้นตอน เหมือนความเสมอต้นเสมอปลาย ไหน ๆ เราทำเองแต่ต้นแล้ว ขยายไปเรื่อย ๆ ก็อยากทำเองไปเรื่อย ๆ” 

สูตรสำเร็จของ 'Phed Phed - ร้านเผ็ดเผ็ด' ร้านอาหารอีสานที่มีรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ จนขยาย 6 สาขาได้ภายใน 6 ปี

ก้าวต่อไปแบบเผ็ดเผ็ด

“สิ่งสำคัญคือความสม่ำเสมอ” ต้อมสรุปหัวใจสำคัญข้อเดียวในการทำธุรกิจแบบเผ็ดเผ็ด

“เราเคยทำอะไรเอง เราก็ยังทำอย่างนั้นอยู่ ถึงแม้ว่าจะขายได้ยอดเยอะมาก แต่เราก็ไม่ได้จ้างคนมาผลิตปลาร้าให้ เรายังหมักเอง ต้มเอง เคี่ยวเอง สำหรับผมความสม่ำเสมอคือสิ่งสำคัญ”

ความแน่วแน่ในน้ำเสียงทำให้เราเข้าใจเลยว่า ทำไมเผ็ดเผ็ดจึงคงมาตรฐานของรสชาติ และกินใจลูกค้ามากหน้าหลายตาได้ยาวนานถึงเพียงนี้

ต้อมและโอมยอมรับกับเราตามตรงว่า เมื่อนึกย้อนไปถึงร้านสาขาแรก ก็ไม่คิดว่าธุรกิจจะมาถึงจุดที่ประสบความสำเร็จขนาดนี้

“ผมมีความคิดเสมอว่า ทำให้สนุกไปเรื่อย ๆ ไม่เคยคิดว่าต้องมี 10 สาขา” ต้อมตอบด้วยน้ำเสียงขบขัน 

“ไม่คิดว่าจะโตเร็วด้วย มันเหมือนเป็นเรื่องจังหวะ อย่าที่ขยายไป The Circle ราชพฤกษ์ ตอนนั้นต้องซ่อมครัว เลยหาที่เปิดใหม่ พอหาที่ใหม่เป็น Ground ลูกค้าติด เลยต้องเปิดอันนั้นไปเลย” โอมเสริมด้วยความขบขันที่ไม่ได้แสดงผ่านแค่น้ำเสียง แต่ยังแสดงผ่านคำตอบที่ทำให้เราทึ่งอีกครั้งกับจังหวะที่พอดิบพอดีเหลือเกิน

ตลอด 6 ปีกับ 6 สาขาที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง จากร้านสแตนด์อโลนเริ่มขึ้นสู่ตึกมหานคร และล่าสุดกับการเข้าสู่ห้างใจกลางเมืองอย่างเซ็นทรัล ชิดลม ในชื่อ Phed Phed Pop ที่ดูทันสมัยมากขึ้นไปอีก 

สาขานี้มาในรูปแบบร้านในฟู้ดคอร์ต ไม่ต้องมีคนหน้าร้าน มีแค่คนครัว แต่ก็ใช่ว่าการบริการจะหายไป เพราะแม้จะไม่ได้มีพนักงานเสิร์ฟมากเท่าร้านสาขาอื่น ๆ แต่การบริการยังเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เผ็ดเผ็ดให้ความสำคัญ

“เราอาจจะไม่ได้มีคนเสิร์ฟ แต่เรายังมีคนรับออเดอร์ มีคนคอยบริการลูกค้า อย่างส้มตำมีหลายความเผ็ด บางคนจะลดเค็ม ก็ยังต้องถามเขาให้ละเอียด มันจะเหมือนร้านฟู้ดคอร์ททั่วไปไม่ได้ ต้องมีคนจดออเดอร์โดยเฉพาะ หรืออย่างพนักงานผมต้องมาเสิร์ฟเอง เพราะลูกค้าบางคนบอกเลยว่าไม่สะดวกมารับ อาหารเรามันมีหลายอย่าง ไม่ใช่จานเดียว เราก็ช่วยเสิร์ฟให้เขา”

บทสนทนาที่โต๊ะอาหารหน้าร้าน Phed Phed Pop ดำเนินมาจนเข้าช่วงที่ดูเหมาะสมกับท้องที่เริ่มร้องหามื้อบ่าย เราจึงได้ฝากคำถามทิ้งท้ายถึงเป้าหมายในอนาคตของเผ็ดเผ็ดที่ดูจะเติบโตไปได้อีกไกล

“ถ้าฝั่งที่เป็นร้านตามห้าง เราก็คงจะเพิ่มสาขาไปกับเซ็นทรัล เป็น Phed Phed Pop ไปเรื่อย ๆ แต่ถ้าสแตนด์อโลนอาจจะยังพักไว้ก่อน อยากมองธุรกิจอื่นไว้ด้วย” ต้อมตอบด้วยท่าทีสบาย ๆ แต่ก็ทำให้เราเชื่อได้ง่าย ๆ เลยว่า ภายใต้การนำทางของเจ้าของธุรกิจทั้งสอง เราจะได้เห็นทั้งการเติบโตของเผ็ดเผ็ดและธุรกิจในเครืออีกมากมายตามมาแน่นอน

ว่าแล้วคงต้องทักไปถามเพื่อน ๆ สักหน่อยว่า “วันนี้ไปกินอะไรเผ็ด ๆ กันไหม”

เผ็ดเผ็ดที่เป็นร้าน และอาหารก็เผ็ดด้วยนั่นแหละ

สูตรสำเร็จของ 'Phed Phed - ร้านเผ็ดเผ็ด' ร้านอาหารอีสานที่มีรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ จนขยาย 6 สาขาได้ภายใน 6 ปี

Lessons Learned

  • ถ้าไม่มั่นใจจะไม่ปล่อย ต้องมั่นใจว่ามันไปได้ถึงจะทำ
  • การทำในสิ่งที่ตัวเองรักและเชื่อให้ผลลัพธ์ที่ดีเสมอ
  • ความสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญ
  • ให้ใจกับผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้นมา แล้วผลงานของเราจะซื้อใจลูกค้าได้เอง
  • การลองผิดลองถูกเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด และการเติบโตของธุรกิจต้องมาพร้อมการทำงานที่เป็นระบบมากขึ้น
  • ทำในสิ่งที่เราสบายใจ ไม่ต้องทำตามแบบใคร แล้วเราจะทำมันได้ยืนยาว

Writer

วิมพ์วิภา ค้ำจุนวงศ์สกุล

เด็กนิเทศผู้หลงรักของหวาน การเล่าเรื่อง และตั้งใจจะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกวัน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

“ร้านยังอยู่อีกหรอ” – อ้ายไรเดอร์ชาวเชียงใหม่อายุ 40 ต้น ๆ เปรยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแปลกใจ หลังจากเราก้าวขาลงจากรถจักรยานยนต์คันโก้ที่จอดสนิทหน้าร้านทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์

‘…ลมหายใจ อุ่น ๆ ไอละมุนจากเธอ ใจฉันคงละเมอ ไปแสนไกล

คำรักเพียงแผ่ว ๆ ฟังแล้วยอม หมดใจ ลืมฟ้าดินใด ๆ ไปทั้งวัน…’

เพลง เสียงกระซิบ ของ เบิร์ด ธงไชย ดังออกมาจากร้านเก่าแก่ของคนรักเพลงและหนัง เรายืนฟังอยู่ครู่ ก่อนเดินเข้าร้านพร้อมส่งยิ้มและแนะนำตัวให้กับพนักงานเสื้อสีส้ม เขาผายมือบอกเราว่า

“เฮียรออยู่ในห้องแล้ว” เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ นั่งด้วยท่าทีสบาย ๆ ในห้องทำงาน 

ชายวัย 66 เบื้องหน้าเรา คือผู้ก่อตั้ง ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์’ ร้ายขายเทป-ซีดีเพลงและหนังที่ดำเนินกิจการมา 42 ปี โดยเริ่มต้นธุรกิจจากการมองการณ์ไกล หยิบโมเดลตู้เทปใต้โรงหนังของเมืองบางกอก มาเปิดแผงวางตู้เทปขายใต้โรงหนังสุริวงศ์ จังหวัดเชียงใหม่ กิจการรุ่งเรืองจนขยับขยายสาขาไปอีกหลายโรงหนัง ริมถนน อาคารพาณิชย์ เฟื่องฟูจนขนาดที่ว่า เฮียปั้นศิลปินส่งออกเมืองกรุงและนั่งเก้าอี้นายห้างเพลง กระซิบดัง ๆ ว่า วงนกแล ก็เป็นเด็กปั้นของทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ มาก่อน

ร้านขายเทป-ซีดี จ.เชียงใหม่ เปิดมา 42 ปี และสัญญาจะอยู่ต่อเพื่อคนฟังเพลง

เรารู้จักสถานที่แห่งนี้สมัยเรียนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อนคนสันกำแพงพามาแอ่ว มีโอกาสกลับไปทวนความทรงจำไม่นานมานี้ นับนิ้วก็ราว 6 – 7 ปีจากครั้งนู้น บรรยากาศยังเหมือนวันแรกที่มาเยือน ตู้ปลาตั้งตระหง่านต้อนรับผู้คน ด้านในเต็มไปด้วยแผ่นซีดีสารพัดแนวเพลงไทย-เทศ-คำเมือง มีทั้งบนแผง มีทั้งในกระบะให้เลือก หนังก็มีให้ดูตามชอบ แถมด้านข้างของร้านยังมีแผงเทปยุคเก่าขายราคาย่อมเยา (เริ่มต้น 20 บาท) ปัดฝุ่นหน่อย ก็มีเพลงฟังไม่รู้เบื่อ

หน้าที่การงานนำพาโอกาสดี (มาก) ให้เรานั่งสนทนากับผู้ก่อตั้งตัวจริง ถึงจุดเริ่มต้นของแผงเทปแผงแรกของเมืองเชียงใหม่ การปั้นศิลปิน ยุครุ่งเรืองของวงการเพลง ทุกศิลปิน ทุกค่าย ต้องรู้จัก ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์’ (รูปภาพเต็มร้านยืนยันได้) จนถึงการดำเนินธุรกิจที่เป็นลมหายใจสุดท้ายของวงการขายเทป-ซีดีเพลงในภาคเหนือ 

เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตรเอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง

สายเลือดพ่อค้าแม่ขาย

เฮียทรงสัญเกิดย่านฝั่งธนฯ มาเติบโตและใช้ชีวิตที่จังหวัดเชียงใหม่เกือบ 60 ปี เขามีเลือดพ่อค้าแม่ขายสูบฉีดเต็มตัวตั้งแต่วัยเยาว์ จนกระทั่งการงานชักนำให้เขาประกอบอาชีพนักขาย (เซลล์)

“หกเจ็ดขวบผมก็ขายของเป็นแล้ว” นักขายเปรยความชำนาญและประสบการณ์

“เพราะคุณพ่อคุณแม่ทำอาชีพค้าขาย ผมย้ายมาอยู่เชียงใหม่ตอน 7 ขวบ ตอนนั้นช่วยพี่สาวขายผักที่ตลาดประตูเชียงใหม่ ช่วยพ่อขายก๋วยเตี๋ยว พอคุณพ่อเสีย ก็ช่วยคุณแม่หาบข้าวต้มทรงเครื่องไปขายที่ตลาดต้นลำไย ตลาดวโรรส ช่วงเรียน ม.ต้น ผมเหมาเสื้อผ้าผู้หญิง ชุดชั้นใน มาปูผ้ายางขาย

“ผมขายคนเดียวด้วยนะ จนมีเงินเก็บส่วนตัว อาชีพค้าขายซึบซับอยู่ในสายเลือดอย่างเต็มเปี่ยม แล้วไอเดียของผมมันเหมือนเกิดมาเพื่อการค้า ผมมั่นใจมาก ๆ ว่า ผมค้าขายเป็น” เขาย้ำ

ทิพย์เนตร : ร้านขายเทป-ซีดี จ.เชียงใหม่ เปิดมา 42 ปี และสัญญาจะอยู่ต่อเพื่อคนฟังเพลง

เฮียทรงสัญถนัดขาย ไม่แปลกหากเขาหมายมุ่งเป็นเซลล์ เขาเป็นเซลล์อยู่ในบริษัทดีทแฮล์ม แอนด์ โก ลิมิเต็ด (ปัจจุบัน ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย)) บริษัทนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคมาจำหน่ายในไทย อาชีพเซลล์ทำให้หูตาของเฮียกว้างขว้าง เกิดไอเดียสร้างสรรค์ผุดขึ้นยิ่งกว่าเห็ดถอบในหน้าฝน

ถ้ามีโอกาสไปเป็นเซลล์ จงเป็น มันดีตรงไหนรู้มั้ย ผมได้คุยกับเจ้าของกิจการทุกแห่ง ความคิดของเจ้าของกิจการกับความคิดของคนทั่วไปที่ไม่ค้าขายต่างกันเยอะ ตอนผมไปส่งของ ถ้ามีเวลา ผมจะคุยกับเจ้าของร้าน เขาจะสอน ‘ไอ้ตี๋เอ้ย ต้องอย่างนั้นอย่างนี้นะ’ พอเขาเล่าประวัติให้ฟัง ผมก็หยิบส่วนดีของเขามาผสมผสานกับความคิดของผม ผมว่าเซลล์เป็นอาชีพที่ได้เปรียบตรงที่เดินทางตลอดเวลา ได้เปิดหูเปิดตาตลอดชีวิต ที่สำคัญ ได้เห็นการพัฒนาของร้านค้า และได้คุยกับคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต

“ทุกเดือนผมต้องลงไปปิดทริปที่กรุงเทพฯ เห็นโรงหนังที่นู่นมีแผงเทปเป็นตู้ตั้งขายกันอยู่ ก็ปิ๊งไอเดียขึ้นมา เพราะเชียงใหม่ยังไม่มี มันน่าสน เลยเก็บไอเดียนี้ไว้เพื่อมาดูตลาดเชียงใหม่ก่อน”

เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตรเอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง

เฮียทรงสัญเริ่มต้นเป็นเซลล์ในวัย 21 การเดินทางลงกรุงเทพฯ ทำให้เขาเห็นและสำรวจเทรนด์ใหม่ ๆ ก่อนใครในเชียงใหม่ เขาย้อนให้เราฟังว่า พ.ศ. 2516 กรุงเทพฯ เริ่มมีโรงหนังและตู้เทป ถัดจากนั้นเพียง 1 ปี เขาปิ๊งความคิด อยากยกโมเดลตู้เทปใต้โรงหนังมายังแดนล้านนา ถัดจากนั้นอีก 1 ปี เขาทำการบ้านและวางแผนกิจการเล็ก ๆ และถัดจากนั้นอีก 1 ปี เมืองเชียงใหม่ก็มีแผงเทปแผงแรกเกิดขึ้น!

“ผมมีหูตากว้างขว้างในการนำสิ่งใหม่ ๆ จากส่วนกลางของประเทศมาไว้ที่นี่ แน่นอนว่ามันจะดึงดูดความสนใจของคนท้องถิ่นให้มาร้านผมเยอะมาก พูดง่าย ๆ ว่า ผมจะไปใหญ่ในเมืองเล็ก ๆ”

นี่คือไอเดียตั้งตนของเฮียทรงสัญที่เริ่มเป็นเจ้าของกิจการในวัยเพียง 25 

สมแล้วที่เป็นลูกพ่อค้า-แม่ขาย!

ทำธุรกิจต้องเข้าใจธุรกิจ

“ผมทำงานที่บริษัทดีทแฮล์ม 2 ปีก็ลาออก หันมาเป็นตัวแทนค้าส่งเองเพราะมีประสบการณ์ ตอนนั้นใช้ชื่อว่า บริษัท ทรงชัยเชียงใหม่ ผมชื่อบุญทรง น้องผมชื่อบุญชัย ทำกันอยู่ 2 – 3 ปี ไม่ไหว เก็บเงินยาก พอหักค่าใช้จ่ายต่อเดือน ไม่เวิร์กเท่าไหร่” เฮียทรงสัญหัวเราะถึงอดีตของนักขาย

ระหว่างติดสินจะใจลาออกจากงานประจำ มาประกอบอาชีพส่วนตัวกับน้องชาย ประกายเล็ก ๆ เกี่ยวกับการเป็นเจ้าของแผงเทปยังคงสปาร์กจอยส่งเสียงเปรี๊ยะ ๆ อยู่ในคนหนุ่มหัวการค้า 

ร้านขายเทป-ซีดี จ.เชียงใหม่ เปิดมา 42 ปี และสัญญาจะอยู่ต่อเพื่อคนฟังเพลง

“ผมไปสมัครงานเป็นพนักงานเก็บเงินที่ร้านขายเครื่องเสียง” – นี่เขากำลังศึกษาความเป็นไปได้ของธุรกิจที่กำลังจะเกิดขึ้น อย่างกับหนังสายลับที่ต้องปลอมให้แนบเนียนสุด ๆ เพื่อล้วงข้อมูล

“เหตุผลที่ผมไปสมัครงานก็เพื่อสำรวจผู้บริโภคว่าใช้เครื่องเล่นเทปเยอะมั้ย ถ้าขายเทป จะเป็นไปได้หรือเปล่า ผมต้องดูตลาดให้เหมาะกับสินค้าก่อน ประมาณ 1 ปี รู้ข้อมูลหมดแล้วผมก็ลาออก”

พนักงานเก็บเงินร้านขายเครื่องเสียงสืบทราบอะไรมาบ้าง – เราสงสัย

“เวลาเก็บเงิน ผมชอบนั่งคุยกับชาวบ้าน บริษัทนี้เขาขายแบบผ่อนส่ง คนมาซื้อกันเยอะนะ ตอนผมยังไม่เปิดแผงเทป พอลูกค้าซื้อเครื่องเล่น 80 เปอร์เซ็นต์ จะจ้างร้านบริการซ่อมเครื่องเทปอัดเพลงให้ เป็นการอัดแบบเลือกเพลงได้ ตลับละ 50 บาท 100 บาท ส่วน 20 เปอร์เซ็นต์ อัดเองจากวิทยุหรือเครื่องเล่นเทป

“ยุคนั้นก่อน พ.ศ. 2521 ยังไม่มีลิขสิทธิ์ ใครออกเพลงมาโดนก็อปปี้อัดหมด” นักสังเกตย้อนอดีต

หลังจากศึกษาตลาดจนเข้าใจอย่างถ่องแท้ เขาลาออกจากงานประจำ และพร้อมมากที่จะเปิดแผงขายเทปแผงแรกของจังหวัดใหม่ ณ โรงหนังสุริวงศ์ (ปัจจุบันคือที่ตั้งของโรงแรมอิมม์ ท่าแพ)

ร้านขายเทป-ซีดี จ.เชียงใหม่ เปิดมา 42 ปี และสัญญาจะอยู่ต่อเพื่อคนฟังเพลง

แผงเทปแผงแรกของเชียงใหม่

“ตอนนั้นผมลงทุนตู้ 3 ใบ ประมาณ 15,000 บาท ลงทุนค่าเทปประมาณ 20,000 เครื่องเล่นเทป 1 ชุดประมาณ 20,000 กว่าบาท ผ่อนส่ง 3 งวด ตีเสียว่าเดือนละ 7,000 – 8,000 เบ็ดเสร็จประมาณ 40,000 กว่าบาทต่อการเปิดแผงเทป 1 จุด” เจ้าของทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ วัย 66 ยังจำวันแรกได้แม่น

เฮียทรงสัญเล่าความทรงจำสมัยเรายังไม่เกิดให้ฟังว่า ตอนเด็ก ๆ เติบโตมากับโรงหนังเวียงพิงค์และโรงหนังศรีพิงค์ จนปิดกิจการ ก็เกิดโรงหนังของตระกูลเก่าแก่ในเชียงใหม่ขึ้น คือ โรงหนังสุริวงศ์ โรงหนังสุริยา โรงหนังสุริยง (โรงหนังแห่งแรกของเชียงใหม่ที่มีบันไดเลื่อน) และโรงหนังแสงตะวัน

“สุริวงศ์เป็นโรงหนังที่ผมเปิดแผงเทปแผงแรก สมัยก่อนบริเวณแมคโดนัลด์ เป็นหน้าโรงหนัง คนเดินกันพลุกพล่านเพื่อมาซื้อตั๋ว ผมขายอยู่ข้างบันได มีตู้โชว์สไตล์แผงเทปในกรุงเทพฯ เป็นตู้กระจก 2 – 3 ใบวางเป็นตัว U ในตู้วางเทป 2 ชั้น ผมเป็นเจ้าแรกที่ทำ ขายได้สัก 1 เดือน ตัวเลขดีมาก 

“ลูกค้าคือคนที่มาดูหนังทั้งนั้น” พ่อค้าเทปหัวเราะ “คนมาดูหนังก็แวะมาดูแผงเทป ซื้อง่าย ผมขายม้วนละ 35 บาท 3 ม้วน 100 วันไหนโรงหนังคนเยอะก็ขายดีมาก สัก 3 ทุ่มครึ่งก็ปิดร้าน”

ทิพย์เนตร : ร้านขายเทป-ซีดี จ.เชียงใหม่ เปิดมา 42 ปี และสัญญาจะอยู่ต่อเพื่อคนฟังเพลง
ทิพย์เนตร : ร้านขายเทป-ซีดี จ.เชียงใหม่ เปิดมา 42 ปี และสัญญาจะอยู่ต่อเพื่อคนฟังเพลง

นอกจากยอดขายพุ่งกระฉูด สิ่งหนึ่งที่การันตีได้ว่าเฮียทรงสัญสร้างปรากฏการณ์แผงเทปในจังหวัดเชียงใหม่ คือการเกิดขึ้นของแผงเทปอีกมากมาย ทั้งตามร้านหนังสือและแผงลอยในกาดนัด แถมขายตัดราคากันด้วย (ฮา) เจ้าของร้านรุ่นใหญ่ยอมรับว่ายุคของเขากิจการขายเทป-ซีดีเฟื่องฟูฟู่ฟ่าจริง ๆ 

“เชื่อมั้ย ตอนเปิดแผงเทป ผมยังไม่มีเครื่องเล่นเทปเลย ใช้แต่ทรานซิสเตอร์เครื่องละ 300 – 400 บาท ต้องผ่อนส่งเครื่องเล่นเทปเพื่อให้ลูกค้าทดลองฟังเพลง บางทีเขาเจาะจงมาหาเพลงนั้นเพลงนี้ ผมก็เปิดให้ฟัง ถ้าใช่ เขาก็ซื้อ และเมื่อไหร่ที่ผมรู้แล้วว่าลูกค้าชอบศิลปินคนนี้ ถ้ามีแนวเพลงอื่นที่ใกล้เคียง ผมก็จะแนะนำเขาด้วย แทนที่เขาจะซื้อ 1 ม้วน เขาอาจซื้อ 4 – 5 ม้วนก็ได้ (เฮียขายเก่ง) พ่อค้าไง” 

เชื่อแล้วว่าว่าความคิดของชายผู้นี้เกิดมาเพื่อการค้าจริง ๆ 

แผงเทปแผงที่ 2 3 4 5 … ของเชียงใหม่

แผงเทปปักหลักอยู่ที่โรงหนังสุริวงศ์ และขยายสาขาไปยังโรงหนังสุริยง โรงหนังแสงตะวัน โรงหนังทิพย์เนตร ริมถนน และอาคารพาณิชย์ โดยปัจุบันเหลือเพียงสาขาเดียวที่ตลาดทิพย์เนตร ทำเลเดิมของร้านเคยเป็นร้านหนังสือทิพย์เนตร บุ๊กสโตร์มาก่อน เฮียกระซิบว่าแผงวางแผ่นเทป-ซีดีภายในร้านก็คือแผงวางหนังสือนั่นแหละ แต่ปรับแต่งอีกนิดให้ลูกค้ามองเห็นสินค้าสะดวกขึ้น หยิบจ่ายถนัดมือ 

ทิพย์เนตร : ร้านขายเทป-ซีดี จ.เชียงใหม่ เปิดมา 42 ปี และสัญญาจะอยู่ต่อเพื่อคนฟังเพลง

“พอย้ายเข้ามาในทิพย์เนตร บุ๊กสโตร์ ผมตั้งชื่อร้านว่า ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์’ ผมเป็นคนแรก ๆ ที่เอาคำว่า ‘เอนเตอร์ไพรส์’ มาตั้งในเชียงใหม่ เพราะเอนเตอร์ไพรส์ หมายถึงธุรกิจ เผื่ออนาคตอาจมีการขยับขยายเป็นธุรกิจอื่น ๆ ผมจะได้ขยายฐานได้ ชื่ออาจจำยากหน่อย แต่ผมมองการณ์ไกลไว้ก่อน

“พอย้ายเข้ามา พื้นที่กว้างมาก แต่สินค้าเราน้อย ก็เลยเอาสินค้าอื่นมาเสริม มีเครื่องเล่นเทปแบบพกพาและของเล่นเด็ก ขายดีนะ แต่ไม่ดีตรงไหนรู้มั้ย พ่อแม่พาลูกมา ตั้งใจจะมาซื้อเทป เด็กรบเร้าจะเอาของเล่น ก็ต้องพาลูกออกจากร้าน เด็กบางคนนอนดิ้นร้องไห้ พ่อแม่บางคนใจร้ายหน่อยก็ตีเลย 

“ผมเห็นแล้วทนไม่ไหว เลยยกเลิกสินค้าพวกของเล่น มาขายเทปแบบเต็มตัว” 

หัวอกคนเป็นพ่อทนภาพตรงหน้าไม่ได้ และหัวอกคนเป็นพ่อค้าก็ทนภาพตรงหน้าไม่ได้ เมื่อแนวทางสินค้าชัดเจน เฮียทรงสัญก็เดินเครื่องทำธุรกิจด้วยความจริงใจและเป็นมิตรกับคนฟังเพลง

“สินค้าและบริการต้องครบเครื่อง ต้องทำให้เปอร์เซ็นต์การผิดหวังน้อยที่สุด แล้วลูกค้าจะประทับใจและกลับมาร้านผมเรื่อย ๆ อีกอย่างราคาต้องไม่โขลกเขา ผมค้าขายด้วยจิตใจที่ไม่เอาเปรียบกัน 

“ผมเชื่อว่าลูกค้าตัดสินใจมาร้านผมแล้ว ผมก็ต้องมอบความสุขให้เขาอย่างถึงที่สุด”

คุยกับ เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง

สินค้าของร้านครบครันและติดเทรนด์เสมอ เพราะเฮียทรงสัญพยายามเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเลือกเทปเองกับมือ แถมเลือกจากหลายเจ้า หลายค่าย เพื่อให้คนเชียงใหม่มีตัวเลือกการฟังเพลงที่หลากหลาย

“สินค้าที่เอามาวางขาย ผมไม่เลือกค่ายอยู่แล้ว” เฮียพูดด้วยรอยยิ้มจริงใจ “ถ้าผู้ผลิตเสนอมา ผมยินดีวางสินค้าให้ ไม่ว่าเพลงเขาจะดังหรือไม่ดัง หนังเขาจะดีหรือไม่ดี ผมอยากให้โอกาสเขา”

ไม่เพียงเป็นมิตรกับคนฟังเพลง ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ ยังเป็นมิตรกับคนทำเพลงด้วย

ช่างปั้น

“ผมปั้นศิลปินด้วยนะ” เจ้าของร้านเทปบอกความจริงที่เราไม่เคยรู้ หูตาลุกวาวไม่น้อย

“นกแล ผมปั้นมากับมือ แต่ผมไม่ได้ทำค่าย ผมปั้นศิลปินแล้วส่งให้บริษัทแกรมมี่”

“เฮียเจอนกแลได้ยังไงคะ” เราถามแมวมองด้วยความอยากรู้ (คุณเองก็คงอยากรู้น่า) 

“ผมไปเที่ยวงานวันเด็กที่กองทัพอากาศเชียงใหม่ เจอวงนกแลกำลังเล่นบองโก้ ดีดกีตาร์ ผมก็เลยติดต่อครูที่ดูแลวงว่าเป็นไปได้มั้ยถ้าฝึกให้เด็ก ๆ ตีกลองชุด ครูบอกว่าได้ แต่ไม่มีตังค์ซื้อกลองชุด

“ผมเลยให้เงินไปซื้อกลองชุด เขาฝึกจนเด็กตีกลองเป็น ไอเดียจริง ๆ เกิดจากวง XYZ โดยแนวเพลงของนกแลเป็นโฟล์กผสมสตริง จากนั้นผมก็พานกแลไปส่งให้กับ คุณเต๋อ-เรวัต พุทธินันทน์ ค่ายแกรมมี่ ผมไปนั่งห้องบันทึกเสียงด้วยเพื่อคุมการร้องของเด็ก ๆ และภาษาเหนือร่วมกับคุณเต๋อ มี วิชัย อึ้งอัมพร เป็นคนทำดนตรี นกแลประสบความสำเร็จมาก ดังระเบิดช่วง พ.ศ. 2528 – 2529” นักปั้นเล่าด้วยความดีใจ

คุยกับ เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง

หลังจากปั้นวงนกแล เฮียทรงสัญยังปั้น ‘เดอะม้ง’ วงดนตรีเด็ก ๆ ชาติพันธุ์จากโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์เชียงใหม่ ด้วยแนวเพลงลูกทุ่งพร้อมหางเครื่อง แถมด้วยศิลปินเพลงคำเมืองหลายคน อาทิ เทพธารา ปัญญา มานะ, อบเชย เวียงพิงค์, วีระศักดิ์ และ วิฑูร ใจพรหม 

“ถ้าช่วงสงกรานต์อยู่เชียงใหม่ จะต้องเคยได้ยินเพลง ‘…เอาความฮักอ้ายคืนไป เอาหัวไปมาคืนเจ้า…’ (สาวจี๋ – อบเชย เวียงพิงค์) คนแต่งคือ ธินศมาศ มหานาม เขาขายลิขสิทธิ์ให้นิธิทัศน์ ผมซื้อลิขสิทธ์มาให้อบเชยกับวีระศักดิ์ร้องอีกที เพลงนี้ดังมาก ทุกสงกรานต์ต้องเปิด เป็นเพลงอมตะไปเลย”

นอกจากศิลปินพื้นเมือง เฮียทรงชัยยังทำเพลงพื้นถิ่น เพลงบรรเลงจากเครื่องดนตรีล้านนา เพลงพิธีกรรม และการเทศน์คำเมืองแบบประยุกต์ เป็นเวทีเทศน์ให้กับ ตุ๊จก หรือ ตุ๊ทองพระครูโสภณบุญญาภรณ์ (บุญทอง สุวณฺโณ) อดีตเจ้าอาวาสวัดโสภณาราม (วัดป่าตึง) ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ รายได้ส่วนหนึ่งจากการขายแผ่นซีดีเทศน์ก็บริจาคให้กับวัดเพื่อใช้ประโยชน์

 คนทำเพลง ร้านขายเทป คนฟังเพลง

ความรุ่งเรืองของ ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ อยู่ในระดับท็อป ขยายสาขาเกือบ 10 จุดทั่วเมืองเชียงใหม่ นักขายบอกว่าสาขาไนท์บาซาร์ขายดีสุด ๆ และการท่องเที่ยวก็ดีสุด ๆ เช่นกัน มีลูกค้าหลักเป็นชาวต่างชาติ ซื้อทียกกล่อง กล่องละ 100 ม้วน เพราะราคาถูกกว่าบ้านเขา ขาช้อปชาวต่างชาติมีทริกลดน้ำหนักกระเป๋าด้วยการเอาตลับเทปทิ้ง เพราะน้ำหนักกล่องเยอะ เอาแต่เทปกับปกกลับประเทศ

“ตอน พ.ศ. 2525 ร้านผมบูมจริง ๆ คู่แข่งเยอะด้วย เพลงของค่ายแกรมมี่ ค่ายอาร์เอส ผมสั่งเทปที 400 – 500 ม้วน ขายหมดภายใน 2 วัน ต้องออเดอร์ตามไปอีก เมื่อผู้ผลิตมาเยือนภาคเหนือ ทิพย์เนตรเป็นร้านแรกที่เขานึกถึงเสมอ ศิลปิน นักร้อง ดาราทุกค่ายต้องแวะมาเยี่ยมร้านผม มาแนะนำตัว มาถ่ายรูป มาโปรโมต ดูข้างนอกสิ รูปถ่ายติดเต็มไปหมดเลย ศิลปินต่างประเทศก็เคยแวะมาเหมือนกันนะ”

คุยกับ เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง
คุยกับ เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง

เฮียทรงสัญชี้นิ้วไปนอกห้องทำงานที่มีกรอบภาพถ่ายศิลปินสีซีดจางติดเต็มผนัง คนดังทั่วฟ้าเมืองไทยล้วนมาเยือนที่นี่ ไม่ว่าจะ แอ๊ด คาราบาว, เท่ห์ อุเทน, ฝน ธนสุนทร, โมเดิร์นด็อก ฯลฯ มองจากประตูเมืองเชียงใหม่ก็รู้ว่า ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เป็นที่รักของบรรดาศิลปินมากแค่ไหน จะว่าไปก็เป็นภาพคุ้นตาคล้ายผนังร้านข้าวต้มชื่อดังย่านสุขุมวิท ใบ้เล่น ๆ ว่าขึ้นต้นด้วย แสง ลงท้ายด้วย ชัย

“อย่าง เบิร์ด ธงไชย มาเมื่อไหร่ถนนต้องปิดถนน คนมาออเต็มหน้าร้าน ขอแค่ได้เห็นตัวจริง เทปของเบิร์ดก็ขายดี พอคนรู้ว่าจะวางขาย วันรุ่งขึ้นมาต่อคิวกันแล้ว สั่งมาพันม้วนก็ขายหมด ตอนหลังค่าใช้จ่ายคงสูง การมาเยี่ยมร้านค้าเริ่มหายไป ซึ่งร้านผมบูมอยู่ 20 ปีได้ หลังจากนั้นก็ดร็อปลง”

คิดว่าเป็นเพราะอะไร – “ช่วง พ.ศ. 2550 กว่า ๆ เด็กรุ่นใหม่ไม่ค่อยแวะมาหาผมแล้ว ผมว่าสังคมเปลี่ยน คนเข้าถึงสื่อได้มากขึ้น ทำให้เด็กไม่จำเป็นต้องมาซื้อ พอการเข้าถึงเทคโนโลยีหรือสื่อมันง่าย สะดวก บริษัทเพลงก็ค่อย ๆ ลำบาก ผมหวังว่าอนาคตจะมีตัวช่วยที่ทำให้มันบูมขึ้นมาใหม่”

คุยกับ เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง

เราถามเฮียในฐานะคนฟังเพลง คนทำเพลง และเจ้าของร้านขาย (เทป) เพลงว่า

“สมัยก่อน เพลงดัง ไม่ดัง วัดจากอะไร” – เพราะสมัยนี้คงวัดจากยอดวิวบนยูทูบ ทะลุล้านวิว 10 ล้านวิว 100 ล้านวิว หรือเพลงฮอตฮิตติดกระแสมาก ๆ ก็กลายเป็นไวรัลในแอปพลิเคชัน TikTok

“แค่เปิดวิทยุก็รู้แล้ว” เฮียเปรย “ก่อนมีลิขสิทธิ์ ถ้าเพลงไหนดัง ร้านรับอัดเทปก็เตรียมอัดก็อปปี้กันแล้ว ยุคก่อนเขาเอาเพลงดัง ๆ มาอัดรวมกันเป็นการรวมเพลงฮิต หนึ่งม้วนมีนักร้อง 10 – 20 คน

“หลังจากมีกฎหมายลิขสิทธิ์ ‘วันละเพลง เดือนละพัน’ ก็เกิดขึ้น” – คืออะไรคะ

“เป็นการเปิดเพลงทุกวัน วันละ 1 เพลง ครบ 1 เดือนจ่าย 1,000 ดีเจได้เงินจากตรงนี้ แผ่นเสียงก็ไม่ต้องซื้อ เพราะค่ายหรือศิลปินเอามาแจกฟรีเพื่อให้สถานีโปรโมต คนจ่ายเงินคือเจ้าของแผ่น บางครั้งค่ายก็เป็นคนจ่าย จาก 1,000 เป็น 1,500 เป็น 2,000 ตอนหลังค่าเปิดแพงมากเพราะแข่งกัน

“ตอนทำเพลงของวิฑูร ผมแจก ผมก็ต้องจ่าย ถ้าไม่จ่ายก็พาดีเจไปเลี้ยงข้าว สร้างความสนิทสนม ผมเคยจ่าย 2,000 ก็เลิกทำแล้ว สถานีวิทยุเปิดเป็นดอกเห็ด แจกไหวได้ยังไง” คนเคยจ่ายหัวเราะ

ร้านขายเทปมีชีวิต

“ผมมองแล้วว่าธุรกิจขายเทปมันอันตราย” – เขาเคยทำนายว่ากิจการจะหมดความนิยม

“เพราะผมเห็นการเปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่ยุคแรก ๆ ผมขายเทปคาสเซ็ต ก่อนหน้านั้นมีเทปตลับแปดนิ้วสำหรับเสียบเล่นในรถยนต์ แต่มันเทอะทะ เปลืองเนื้อที่ เทปคาสเซ็ตตลับเล็ก เสียก็ซ่อมง่าย จริง ๆ ก่อนเทปคาสเซ็ตมีแผ่นเสียง แล้วก็มีแผ่นเสียงระบบ LCD Soundsystem แผ่นใหญ่กว่านิดหนึ่ง

“แล้วก็พัฒนาต่อเป็นแผ่นซีดี ระบบเสียงดีมาก เลือกเพลงได้ หลังจากนั้นเป็นแผ่นวีซีดี แผ่นดีวีดี มีทั้งภาพและเสียง ร้านผมขายแผ่นหนังด้วยนะ ปัจจุบันการฟังเพลงก็อยู่ในรูปแบบ MP3 และแฮนดี้ไดรฟ์ ข้อดีคือใส่เพลงได้เยอะมาก เสียบฟังบนรถยนต์ได้ ขับรถจากเชียงใหม่-กรุงเทพฯ ฟังได้ตลอดทาง” เจ้าของธุรกิจอธิบายให้เราฟังอย่างคนเข้าใจธุรกิจและเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย

คุยกับ เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง
คุยกับ เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง

ณ วันนี้ ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ นำแผ่นเสียง (จากค่ายแกรมมี่) กลับมาขายเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งเทรนด์แผ่นเสียงกำลังได้รับความนิยมจากคนฟังเพลง มีบาร์แผ่นเสียงเกิดขึ้นมากมายพอ ๆ กับดีเจเปิดแผ่นเสียง แถมดีเจแต่ละคนก็มีแนวเพลงถนัดเฉพาะตัว ยิ่งทำให้เพลงและวงการแผ่นเสียงสนุกขึ้นไปอีก

หวังว่าการกลับมาของแผ่นเสียงจะเป็นสิ่งเล็ก ๆ ที่เติมความสดใสให้เจ้าของกิจการขายแผ่นเสียง เจ้าของกิจการขายเครื่องเล่นแผ่นเสียง รวมถึง ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

“จริง ๆ พ.ศ. 2556 – 2557 ผมเริ่มวางมือแล้ว สังเกตจากคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยมาซื้อ เขาเน้นโหลด เลยบอกให้แม่บ้าน (ภรรยา) มาดูแลต่อ ผมขอวางมือ วางมือมา 7 – 8 ปีแล้ว” ชายวัย 66 พูดยิ้ม ๆ

คุยกับ เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง

แม้ร้านขายเทป-ซีดีเก่าแก่แห่งนี้จะเงียบเหงาไปบ้างหากเทียบกับอดีต แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับ คือคนฟังเพลงไม่ได้หายไป เราเห็นคุณลุง คุณป้า แวะเวียนมาดูแผ่นเพลงที่ร้านอยู่บ้าง มีครั้งหนึ่งเรายืนคุยกับพนักงาน เขาพูดประโยคชวนคิดว่า ‘เทปและแผ่นซีดีไม่มีวันตาย’ – คงจริง ตราบใดที่ยังมีคนฟังเพลง

เราถามเฮียทรงสัญถึงความเชื่อที่เราได้ยินได้ฟังมา – “เฮียเชื่อแบบนั้นมั้ยคะ”

“ไม่ตายอยู่แล้ว มนุษย์ต้องดูหนัง ฟังเพลง ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ แม้กระทั่งคนเจ็บ คนป่วย ก็ยังต้องฟังเพลง ดอกไม้ สัตว์เลี้ยง ก็ยังต้องฟังเพลง พอฟังแล้วไก่ออกไข่เยอะขึ้น ดอกไม้ก็สดชื่นเบ่งบาน

“ความจริงผมต้องปิดกิจการแล้วนะ ร้านอยู่ไม่ได้ ขาดทุนทุกเดือน” เฮียทรงสัญพูดความจริง ภายใต้ประโยคชวนเศร้าแต่น้ำเสียงของชายผู้นี้กลับไร้กังวัล เขาไม่ปล่อยให้เราฉงนนาน ก่อนจะเล่าเสริม

“ผมพอจะมีรายได้จากทางอื่นอยู่บ้าง และผมอยากอนุรักษ์ร้านนี้เอาไว้ เผื่อวันใดวันหนึ่งมันจะฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ ตอนนี้ในภาคเหนือเหลือร้านผมร้านเดียวแล้วนะ เคยมีคนใช้คำว่า ‘ลมหายใจที่ยังเหลืออยู่’ กับร้านผม ไม่ว่าคนลำปาง เชียงราย แพร่ น่าน เวลามาเที่ยวเชียงใหม่เขาก็จะแวะมาซื้อ

“ทุกวันนี้ลูกค้าผมมีแต่คนแก่ทั้งนั้น” เขาหัวเราะ “ผมรู้สึกโชคดีและเขาเองก็โชคดีที่ยังคิดถึงกันและกัน ลูกค้าบอกผมเสมอว่า ‘อย่าปิดร้านนะ’ ‘อย่าเลิกนะ’ เพราะเขาไม่รู้จะหาซื้อได้ที่ไหน” – นี่คงเป็นเหตุผลสำคัญให้ร้านขายเทป-ซีดีแห่งนี้ไม่ยอมปิดตัวตลอดระยะเวลา 42 ปีของการดำเนินธุรกิจ

ลมหายใจของ ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ ยังไม่รวยริน ตราบใดที่เสียงเพลงไม่หายไปจากโลก

การมีอยู่ของสถานที่แห่งนี้ทำให้เราเชื่อมั่นมากว่า การใช้หัวใจดำเนินธุรกิจ สำคัญพอ ๆ กับการดำเนินธุรกิจด้วยหลักธุรกิจ, และนี่คือเรื่องราวทั้งหมดของร้านขายเทปเก่าแก่ที่ยังมีชีวีต

Lessons Learned

  • จงศึกษาความเป็นไปได้ของตลาดก่อนลงมือทำธุรกิจ
  • จงทำธุรกิจอย่างคนเข้าใจธุรกิจ (ที่ตนเองทำ) มีข้อดี คือ เข้าใจสินค้า แนะนำลูกค้าได้
  • จงทำธุรกิจอย่างเป็นมิตรและจริงใจกับต้นน้ำและปลายน้ำ 
  • จงมองการณ์ไกล (มีแผนสำรอง) หากยังอยากรักษาธุรกิจที่รักในวันที่ใกล้หมดความนิยม
เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตรเอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง

ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์

ที่ตั้ง : 228 ถนนทิพย์เนตร ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ (แผนที่)

เปิดบริการทุกวัน เวลา 09.00 – 19.30 น. 

โทรศัพท์ : 0 5327 7210

Facebook : ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่ Music & Movie

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load