2 กุมภาพันธ์ 2564
4 K

หน้าปก

กันต์ ชุณหวัตร จากนักแสดง นักร้อง สู่บทบาทนักเขียนและเจ้าของสำนักพิมพ์ ‘คนแคะ’

สารบัญผลงาน

นักแสดงสมทบเรื่อง เด็กหอ – 2549

‘องุ่น’ เรื่อง หนีตามกาลิเลโอ – 2552

‘เต็ม’ นักร้องนำวง Arena เรื่อง Suck Seed ห่วยขั้นเทพ – 2554

‘ต้า’ นักดนตรีวง Sea Scape เรื่อง Hormones วัยว้าวุ่น – 2556

ซิงเกิ้ลแรก ขอพร – 2560

สำนักพิมพ์คนแคะ – 2561

คำนำ

กันต์ ชุณหวัตร คือศิลปินชายวัย 27 ที่อยู่ในการรับรู้ของเรามาตลอด เปิดโทรทัศน์ก็เห็นหน้า เปิดฟังวิทยุออนไลน์ก็ได้ยินเสียง ไปงานเทศกาลดนตรีก็พบเจอ

เขาผ่านงานในวงการบันเทิงมาหลากหลาย ทั้งนักแสดง นักร้อง พิธีกร โปรดิวเซอร์ ดีเจ และอีกสารพัด ชนิดที่ว่ายกนิ้วขึ้นมานับมือเดียวไม่พอ

และต้องนับเพิ่มไปอีกหนึ่งนิ้ว เพราะล่าสุด หลังจากตีพิมพ์ Tokyo Unscripted หนังสือเล่มแรกในชีวิตออกไป เขาได้ตัดสินใจก่อตั้งสำนักพิมพ์ ‘คนแคะ’ ขึ้น

ฉันออกเดินทางในวันที่ไม่มีแดด (2561) 

ฮอกไกโดสีขาว (2562) 

I will be back แล้วจะกลับไปทํางาน (2563)

คือผลงานเขียนที่เขาฝากฝีไม้ลายมือไว้ในนามของสำนักพิมพ์ตัวเอง

ความสงสัยว่าเขาเอาแรงกายแรงใจจากไหนมาทำโน่นนำที่นัก เร่งรัดให้เรารีบยกหูโทรศัพท์นัดหมายเขามาพูดคุย

เชื่อว่าหลายคนรู้จักกันต์

แต่เชื่อว่าทุกคนรู้จักกันต์ไม่เหมือนกัน

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทสัมภาษณ์ต่อไปนี้ น่าจะทำให้คุณผู้อ่านที่รักได้เห็นอีกหนึ่งบทบาทของศิลปินชายคนนี้ โดยเฉพาะในฐานะนักเขียน ผู้ควบตำแหน่งช่างภาพ บรรณาธิการ และเจ้าของสำนักพิมพ์

ก้อนเมฆ

01

“จริงๆ พื้นฐานผมเป็นคนชอบเล่าเรื่อง”

กันต์ ชุณหวัตร จากนักแสดง นักร้อง สู่บทบาทนักเขียนและเจ้าของสำนักพิมพ์ ‘คนแคะ’

เริ่มต้นจากการเป็นนักดนตรี

เพราะตอนเด็กๆ ผมไม่ชอบเรียนหนังสือ แต่พอโตมาถึงรู้ว่าไม่ได้ไม่ชอบเรียนหรอก ชอบด้วยซ้ำไป ผมแค่ไม่ชอบการโดนบังคับให้ทำสิ่งที่อธิบายไม่ได้ ทำไมต้องตัดผม ทำไมต้องเข้าแถว ทำไมต้องเรียนบางวิชา พอดีช่วงนั้นมีงานด้วย ก็เลยไปทำงานดีกว่า แล้วดนตรีเป็นสิ่งเดียวที่สนุก ผมชอบการได้อยู่บนเวทีแล้วมองเห็นคนข้างล่าง เวทีคือพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่ใช่ใครๆ จะขึ้นมาหยิบไมค์หยิบกีตาร์มาเล่นแล้วคนอิน ต้องเฉพาะคนที่ได้รับเลือกแล้วเท่านั้น มันมีพลังบางอย่างอยู่ เคยได้ยินที่เขาบอกว่าศิลปินบนเวทีกับล่างเวทีเป็นคนละคนกันไหมครับ ก็เป็นอย่างนั้นแหละ ผมขึ้นไปผมก็ไม่เหมือนเดิม

แล้วกันต์บนเวทีเป็นยังไง

โห ถามยากจังเลย ไม่รู้เหมือนกันฮะ ต้องไปดูเองมั้งครับ ไว้ว่างๆ เชิญนะ

เห็นเสน่ห์อะไรถึงยังคงเล่นมาตลอด

มันถ่ายทอดเรื่องราวได้ในเวลาสั้นๆ ทำให้เราคล้อยตามได้ เพลงแค่สามสี่นาทีมีผลต่อชีวิตคนได้เลย แปลกนะ แค่เวลาสั้นๆ เอง เอาอะไรก็ไม่รู้มาร้อยเรียงกันเป็นภาษาที่สวยที่สุด จริงๆ พื้นฐานผมเป็นคนชอบเล่าเรื่องแหละ ที่ผมทำเพลงก็เพราะชอบการเล่าเรื่อง

แล้วการแสดงนี่เป็นการเล่าเรื่องด้วยหรือเปล่า

อาจจะใช่ การแสดงคือการทำความเข้าใจคน เปิดใจเพื่อเข้าใจตัวละคร ไม่งั้นก็แสดงไม่ได้เลยเพราะแต่ละตัวละครไม่เหมือนเรา พอเข้าใจแล้วก็เล่าเรื่องราวของตัวละครนั้นออกมา การที่ได้ศึกษาตัวละครทำให้ผมเข้าใจมนุษย์ เข้าใจความคิดเบื้องหลัง ผมว่ามันมีประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตมาก พอได้แสดงบทบาทที่หลากหลาย เราจะเริ่มสังเกตคนโดยไม่รู้ตัว หมั่นสังเกตดูว่ามนุษย์เป็นยังไง

กันต์ ชุณหวัตร จากนักแสดง นักร้อง สู่บทบาทนักเขียนและเจ้าของสำนักพิมพ์ ‘คนแคะ’

02

“ปกติอยู่บ้านไม่ค่อยติดอยู่แล้ว”

กันต์ในวัย 27 กำลังหลงใหลอะไรอยู่

จริงๆ ก็คงคล้ายเดิมที่ตัวเองชอบและทำมาตลอด คือดนตรี ถ่ายภาพ และหนังสือ

ถ้าตอนนี้ให้เลือกแค่อย่างเดียว

โห ยากเหมือนกันถ้าให้เลือก เพราะชอบทำพร้อมๆ กันและสลับไปมาตามความสนใจ ปีนี้อยากทำอันนี้ ปีหน้าอยากทำอันนั้น แต่ตอนนี้คงดูงานหนังสือเป็นหลัก

กันต์ ชุณหวัตร จากนักแสดง นักร้อง สู่บทบาทนักเขียนและเจ้าของสำนักพิมพ์ ‘คนแคะ’

ชอบอ่านหนังสือแนวไหน

ผมเหมือนเด็กผู้ชายทั่วไปครับ อ่านการ์ตูนมาตั้งแต่เด็ก พอโตขึ้นหน่อยก็อ่านหนังสือเล่มที่ไม่ใช่การ์ตูน คนโปรดคือ ฮารูกิ มูราคามิ (Haruki Murakami) และ พี่ก้อง ทรงกลด ตอนนั้นรู้สึกว่าทำไมบางเล่มอ่านแล้วสนุกจัง มันพาเราไปพื้นที่ใหม่ที่นักเขียนสร้างขึ้นซึ่งไม่มีอยู่จริง อย่างฝนตกลงมาเป็นปลิง ตอนผมอ่านผมก็เชื่อว่าเป็นแบบนั้น จึงเห็นว่าหนังสือมีพลังวิเศษมาก นักเขียนแค่คนเดียวกำหนดทิศทางได้ว่าจะให้ไปทางไหน เห็นความน่าหลงใหลในตัวอักษร เรื่องเดียวกันเนี่ย คนเขียนสิบคน ก็บรรยายสิบแบบ ไม่ซ้ำกัน

แล้วทำไมถึงเขียนหนังสือท่องเที่ยว

เพราะชอบเที่ยว ปกติอยู่บ้านไม่ค่อยติดอยู่แล้ว รู้สึกว่าพออยู่บ้านนานๆ แล้วเครียด คิดอะไรไม่ค่อยออก ผมทำรายการท่องเที่ยวมาตั้งแต่เด็ก เลยชอบไปโน่นไปนี่ ชอบไปเห็น เพราะตอนไม่เห็นเราไม่รู้ไง บางครั้งการอยู่ในที่ของตัวเองทำให้เราเผลอเอาตนเป็นศูนย์กลางของโลก แล้วรู้สึกไปเองว่าปัญหาที่เราเจอเหลือบ่ากว่าแรง แต่พอได้ออกเดินทาง จึงรู้ว่าจริงๆ แล้วเราตัวนิดเดียว ปัญหาของเราไม่ได้ยิ่งใหญ่เลย ข้างนอกยังมีคนที่ทำอะไรอีกเยอะ ปัญหาเขายิ่งกว่าเราด้วยซ้ำ บางคนเครียดว่าข้าวที่เขาปลูกจะออกรวงไหม บางคนต้องการแค่ให้ไฟฟ้าเข้าถึง ในขณะที่บางคน แค่เน็ตช้า น้ำไม่อุ่น ก็หงุดหงิดแล้ว

การท่องเที่ยวสำหรับผมจึงเป็นการออกไปทำความเข้าใจโลก เข้าใจธรรมชาติและความเป็นไป มันให้อะไรกับผมมากมาย เราเข้าใจมนุษย์ขึ้น แล้วก็ได้หนังสือท่องเที่ยวของผมมา (หัวเราะ)

ตอนเขียนเล่มแรกมั่นใจแค่ไหน

ไม่มั่นใจเลยครับ เพราะไม่รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ออกไปสู่คนอ่านได้ แต่ว่าก็เขียนไปก่อน เขียนสิ่งที่อยากเล่า บางทีต้องใช้ความกล้ามากเหมือนกันกว่าจะพิมพ์ตัวแรกออกมาได้ สำหรับผม ตัวอักษรแรก หน้าแรก ยากที่สุด ถ้าได้หน้าแรกปุ๊บ เดี๋ยวที่เหลือก็จะตามมาเอง

กันต์ ชุณหวัตร จากนักแสดง นักร้อง สู่บทบาทนักเขียนและเจ้าของสำนักพิมพ์ ‘คนแคะ’

งั้นทำยังไงให้ได้หน้าแรกออกมา

ทำใจมั้งครับ (หัวเราะ) ทำใจให้แข็งหน่อย อย่างเล่ม ฮอกไกโดสีขาว เขียนหน้าแรกเดือนหนึ่ง ตอนเขียนเล่มแรกจะติดปัญหาว่าเรายังไม่รู้ว่าแค่ไหนคือได้ แค่ไหนคือไม่ได้ แต่พอเล่มต่อๆ มาจะเริ่มติดปัญหาคิดเยอะ ติดกับดักความคิดว่าเขียนยังไงถึงประสบความสำเร็จ เขียนยังไงคนถึงชอบ เลยขาดธรรมชาติบางอย่าง แต่สุดท้ายก็วนกลับมาแค่ว่าเขียนยังไงให้ตัวเองชอบ แล้วปล่อยผ่านไป

เล่มต่อๆ มาน่าจะง่ายขึ้นนะ

ไม่ง่าย ไม่เห็นง่ายขึ้นเลย ผมว่ายากขึ้นด้วยซ้ำ เพราะเราอ้างว่าไม่รู้ไม่ได้แล้ว

ประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาทั้งหมดมีส่วนช่วยในการเขียนไหม

อย่างที่บอกว่าผมเป็นคนชอบเล่าเรื่อง ทำเพลงก็เพราะชอบเล่า ทำหนังสือก็เพราะชอบเล่า แต่มันก็ไม่ได้เหมือนกันไปหมดนะ อย่างหนังสือมีเวลาเยอะกว่ามาก ค่อยๆ ซึมซับไปทีละหน้าได้ เพลงเดี๋ยวนี้ห้านาทีก็ไม่มีใครทำกันแล้ว เวลาสั้น คุณต้องกระชับทุกอย่างให้ได้ ต้องรีบหา Hit Point ว่าจะเอาตรงไหนมาเข้าฮุก จะให้เรื่องดำเนินไปยังไง ผิดนิดเดียวความหมายเปลี่ยน ความรู้สึกผิดหมด

การทำเพลงยากกว่าเขียนหนังสือมาก เพราะผมเล่นได้ไม่ครบทุกเครื่อง แต่หนังสือ ถ้ามีเวลามากหน่อย ผมสามารถจบได้ในคนเดียว แต่ก็สนุกไปคนละแบบ เครียดเหมือนกันทั้งสองอย่าง เวลาตัน คิดไม่ออก ก็เปลืองเครื่องดื่มในตู้เย็นเหมือนกัน แต่พองานเสร็จก็สนุก แฮปปี้

กันต์ ชุณหวัตร จากนักแสดง นักร้อง สู่บทบาทนักเขียนและเจ้าของสำนักพิมพ์ ‘คนแคะ’

เขียนมาหลายเล่มแล้วกันต์ได้เรียนรู้อะไรบ้าง

รู้ว่าไม่รู้อะไรเลย เหมือนตอนเราหัดขับรถ ปีแรกๆ ที่ยังไม่เก่งจะเครียด เกร็ง และระวังอย่างดี ยังไม่ค่อยชน เพราะยังไม่เชี่ยวชาญ แต่พอปีที่สองปีที่สาม มักคิดว่าตัวเองขับเก่ง ก็จะเริ่มชนปีนั้น ตอนทำเล่มแรกผมเน้นมาก รอบคอบมาก แต่เล่มต่อๆ มา ทันทีที่รู้สึกว่าเรารู้แล้วว่าต้องทำยังไง ก็จะมีปัญหา สุดท้ายก็เละ ในอนาคตมีสิ่งที่เรายังไม่รู้และปัญหาผุดมาเรื่อยๆ แน่นอน ประสบการณ์เท่านั้นที่จะทำให้เรารับมือและแก้ไขได้ทันเวลา

03

“เป็นนักชอบเขียนก็ได้”

เรียกตัวเองว่าเป็นนักเขียนแล้วใช่ไหม

ก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ว่าชอบเขียนนะ

เป็นนักชอบเขียน

เป็นนักชอบเขียนก็ได้ (หัวเราะ)

นักเขียนที่ดีสำหรับกันต์คืออะไร

คำถามนี้ยาก เพราะคำว่าดีคนเรามองไม่เหมือนกัน สำหรับผม นักเขียนที่ดีคือคนที่เล่าเรื่องออกมาจริงๆ ตามที่รู้สึก บางครั้งบางอย่างมันฉาบฉวย รวดเร็ว เน้นขาย จนไม่ได้ผ่านกระบวนการกรองก่อนที่จะปล่อยออกมา แบบนี้ผมไม่ค่อยแฮปปี้เท่าไหร่ อันนี้ความเห็นส่วนตัวของผมนะ

แล้วกันต์เข้าข่ายนิยามที่ว่าไว้นี้หรือยัง

ก็พยายามทำให้ได้เต็มที่ที่สุดเท่าเวลาจะอำนวย ผมว่าคงเกี่ยวกับชั่วโมงบินด้วยแหละ ยังต้องสะสมประสบการณ์อีกมาก แต่ถ้ามองย้อนกลับไป ผมตั้งใจดีที่สุดเท่าที่ทำได้แล้ว ไม่เคยเขียนงานเพราะต้องปล่อย เวลาบีบแล้ว ไม่เคยปล่อยงานไปเพราะไม่มีเงินใช้ ไม่เคยเอาสิ่งนั้นมาเป็นบรรทัดฐาน และก็ไม่เคยคิดจะทำสิ่งที่ไม่ชอบแต่ได้เงิน ไม่เคยทำแบบนี้กับงานเขียนเลย

ความฝันสูงสุดของนักชอบเขียนคนนี้คืออะไร

แค่ปล่อยหนังสือมา มีคนซื้อไปอ่าน ได้วางในร้านหนังสือคู่กับนักเขียนที่ชอบ แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว

กันต์ ชุณหวัตร จากนักแสดง นักร้อง สู่บทบาทนักเขียนและเจ้าของสำนักพิมพ์ ‘คนแคะ’

04 

“ผมไม่ได้เขียนหนังสือแล้วหวังว่าต้องได้เงิน ต้องขายดี ต้องตีพิมพ์หลายครั้ง”

ทำไมจู่ๆ ถึงกระโจนเข้ามาสู่วงการหนังสือ ทั้งที่เห็นอยู่ว่ายอดขายตกลงทุกปี

ผมฝันอยากเป็นนักเขียนมานานแล้ว อยากลองเขียนหนังสือดูบ้างเพราะชอบอ่านตั้งแต่เด็ก และรู้สึกว่าถ้าเราทำได้แค่อยาก สิ่งนั้นก็จะเป็นได้แค่ความฝัน ไม่มีทางเกิดขึ้นจริง ผมเลยตื่นมาจากฝัน แล้วลงมือทำ

แต่ความฝันอยากเป็นนักเขียนนี่มันคนละเรื่องกับการเป็นเจ้าของสำนักพิมพ์นะ

ผมมีนิสัยส่วนตัวซึ่งไม่รู้ว่าดีหรือไม่ดี คือชอบทำงานคนเดียวตั้งแต่เด็ก เราไม่เก่งงานกลุ่ม ถ้าได้ทำอะไรก็อยากทำเอง พอมาเขียนเลยอยากลงมือเองทุกอย่าง เล่มแรกๆ ก็ได้ พี่วิภว์ (วิภว์ บูรพาเดชะ) จากสำนักพิมพ์ happening มาช่วย เขาดีกับผมมาก ให้ความรู้อะไรมากมาย

แต่ผมเปิดสำนักพิมพ์ก็ไม่ได้หวังว่าจะต้องได้กำไรเยอะๆ ทุกปีนะ แบบนั้นเครียดและสุดท้ายจะเกร็งไปหมด ถ้ามองกำไรผมอาจเลิกทำไปแล้ว ผมเอาความอยากเป็นเป้าหมายก่อน การคิดแบบนี้เปิดโอกาสให้ผมได้เขียนสิ่งที่อยากเขียนจริงๆ คงปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าการประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียง คือเครื่องการันตีว่ามีคนชอบงานของเรา ใครๆ ก็อยากมีออฟฟิศใหญ่โตทั้งนั้น แค่ผมไม่ได้มองเป็นจุดแรกมากกว่า เปรียบกับการทำเพลง ถ้าดังแล้วมีงานโชว์เยอะ ใครๆ ก็แฮปปี้ครับ แต่เป็นคนละเรื่องกับการทำเพลงเพราะต้องดังนะ ผมไม่ได้เขียนหนังสือแล้วหวังว่าต้องได้เงิน ต้องขายดี ต้องตีพิมพ์หลายครั้ง

นิสัยอีกอย่างของผมคือผมไม่ชอบไม่รู้ ถ้าได้ลงมือทำอะไรต้องรู้หมด รู้จริงทุกกระบวนการ เลยทำสำนักพิมพ์ของตัวเองขึ้นมา ไม่คิดถึงสักนิดว่าตอนนั้นเป็นขาลงของวงการหนังสือหรือสถานการณ์เป็นยังไง รู้สึกแค่ว่าถ้าไม่สำเร็จ เรายังได้กำไรเป็นประสบการณ์ แม้จะไม่ใช่เงินทองก็ตาม

กันต์ ชุณหวัตร จากนักแสดง นักร้อง สู่บทบาทนักเขียนและเจ้าของสำนักพิมพ์ ‘คนแคะ’

งั้นถ้าสมมติให้กันต์เปิดสำนักพิมพ์ตอนนี้ จะยังกล้าเปิดไหม

คงต้องคิดเยอะ เพราะยี่สิบเจ็ดเป็นวัยที่ไม่อนุญาตให้เราเป็นจูเนียร์ ต้องกระโดดขึ้นมาแล้ว เริ่มกลัวความล้มเหลว มีความกดดันจากทั้งตัวเองและคนรอบข้างมากขึ้น ทุกอย่างค้ำไปหมด ตอนยี่สิบสี่เราไม่ได้คิดมากเหมือนปัจจุบัน ล้มตอนไหนก็ได้เพราะมีสิทธิ์และเวลาที่จะลุกขึ้นมาใหม่เสมอ ยิ่งตอนนั้นเราทดลองหลายๆ อย่างอยู่ด้วย ความกล้าเลยเต็มเปี่ยม ถ้าถามถึงวันนี้ตอบยากมากเลย ต้องดูองค์ประกอบโดยรวมว่าเราทำอะไรอยู่หรือเปล่า ถ้าอะไรๆ ลงตัวอยู่ดีแล้ว ก็อาจไม่กล้าขยับ แต่ตอนนั้นก็แฮปปี้นะที่ตัดสินใจทำไปเลย เพราะเป็นช่วงที่เรากล้าเดินออกไปทำทุกอย่าง

มอง ‘คนแคะ’ ในอนาคตยังไง

ไม่ได้มองไกลครับ แค่คิดถึงปลายปีก็เครียดแล้ว ถ้าเราไปกะเกณฑ์มากว่าอีกห้าปีสิบปีต้องเป็นยังไง เครียดตาย ผมยังไม่รู้ว่าปลายปีสำนักพิมพ์ต้องปิดหรือเปล่าเลย ไม่มีใครคิดหรอกว่า ค.ศ. 2020 ขณะที่เทคโนโลยีก้าวไปไกลมาก เราจะไปดาวอื่น เรายิงนิวเคลียร์ใส่กัน แต่แค่โรคระบาดตัวเดียวเรากลับเอาไม่อยู่ ต้องอยู่บ้าน คุยกันผ่านหน้ากาก เอาเป็นว่าผมปล่อยให้อะไรมันพัดพาไปเรื่อยๆ แล้วกัน 

กันต์ ชุณหวัตร จากนักแสดง นักร้อง สู่บทบาทนักเขียนและเจ้าของสำนักพิมพ์ ‘คนแคะ’

05 

“หน้าที่ 30”

การผ่านประสบการณ์มามากมายทำให้คิดว่าตัวเองโตกว่าคนวัยเดียวกันหรือเปล่า

ไม่หรอกครับ ผมไม่ได้โตกว่าหรือมีความสามารถดีเด่นไปกว่าใครหรอก แต่ผมว่าสำคัญที่โตมาแบบไหนมากกว่า เพราะจริงๆ แล้ว เด็กไม่ได้แปลว่าด้อย ขึ้นอยู่กับว่าเขาได้เรียนรู้อะไรมาบ้างต่างหาก

กันต์นิยามความสำเร็จไว้ว่ายังไง

ไม่เห็นว่าจะต้องประสบความสำเร็จอะไรนะครับ คำนี้คืออะไร เอาจริงๆ ไม่มีใครการันตีสิ่งนี้ได้เลย ตอนเป็นนักแสดงมีคนมาบอกว่าเราประสบความสำเร็จ คนก็มาเฮกับเรา แต่พอวันหนึ่งที่เราเปลี่ยนมาทำอย่างอื่นแทน เหมือนเป็นอีกหนึ่งบทบาทใหม่ของชีวิต นี่แปลว่าไม่ประสบความสำเร็จแล้วหรอครับ คำนี้นิยามยากมาก บางคนบอกขอกำไรพันล้าน บางคนได้ล้านเดียวก็พอใจ ไม่เหมือนกันแล้ว ผมเลยไม่กำหนดกะเกณฑ์ไว้เลยดีกว่า สบายใจตรงไหน ตรงนั้นก็คือความสำเร็จแล้วกัน

ถ้าชีวิตกันต์เป็นหนังสือความยาว 100 หน้ากระดาษ ช่วงปีที่ 27 เรื่องราวดำเนินมาถึงหน้าไหนแล้ว

หน้าที่สามสิบมั้งครับ (หัวเราะ) เรื่องราวก่อนหน้านี้น่าจะปูมาให้รู้จักตัวละครก่อนตามประสา ตอนนี้คนอ่านคงเริ่มเอ๊ะๆ อะไรบ้างแล้ว กำลังเข้าช่วงที่จะได้เจอเหตุการณ์สำคัญ น่าจะเกิดคำถามในใจแล้วแหละ

แล้วหน้าต่อไปล่ะ

นั่นสิครับ ผมก็ไม่รู้ ยังไม่ได้อ่านเหมือนกัน ขอให้ไม่เลวร้ายมาก

กันต์ ชุณหวัตร จากนักแสดง นักร้อง สู่บทบาทนักเขียนและเจ้าของสำนักพิมพ์ ‘คนแคะ’

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

กองบรรณาธิการผู้คนพบความสุขในวัยใกล้เบญจเพสจากบทสนทนาดีๆ กับคนดีๆ และเพลงรักสุดแสน Bittersweet ของ Mariah Carey

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

เรากำลังแพ็กกระเป๋าเตรียมไปเรียนต่อ มวลของหนักอึ้งจนกระเป๋าแทบปิดไม่ลง แต่ยังไงก็ต้องหาพื้นที่ใส่หนังสือ ‘ร้านเครื่องเขียนไทย’ (태국문방구) ของ ฮั่น-อี ฮยอนคยอง ที่อุตส่าห์แคะกระปุกซื้อมาเหมือนกันทั้งหมด 3 เล่มให้ได้ ยิ่งปกในของหนังสือประดับลายเซ็นและข้อความน่ารัก ๆ เป็นภาษาไทยกับเกาหลีจากผู้เขียน ที่เราได้รับมาตอนแวะไปสนทนากับเธอด้วยแล้ว จะไม่ขนไปได้อย่างไร แม้ว่าจะอ่านภาษาเกาหลีได้ในระดับผู้ฝึกฝนจากซับไตเติลซีรีส์ และอาจต้องใช้พลังงานแบกกระเป๋าขึ้นรถไฟเพิ่มขึ้นหน่อยก็จะสู้! เพราะหนังสือเล่มนี้ทำให้เราย้อนให้นึกถึงวันที่มีโอกาสนั่งคุยกับเธอ

วันนั้นเราไปตามนัดอย่างไม่เข้าใจเลยสักนิด ว่าร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนสัญชาติไทยมีดีอะไร ถึงทำให้สาวเกาหลีผู้เคยไปร้านเครื่องเขียนมาหลายร้านรอบโลกติดใจ จนถึงขนาดว่าเขียนหนังสือออกมาเป็นเล่ม ๆ และทำไมหนังสือที่มีแต่เรื่องเครื่องเขียนไทยถึงขายดิบขายดีในเกาหลี หลังจากเราใช้เวลาเกินค่อนวันกับฮั่น ก็ได้คำตอบที่ทำให้มุมมองเกี่ยวกับเครื่องเขียนไทยของเราเปลี่ยนไป

  เมื่อคนบ้าเครื่องเขียนมาพบกัน คงไม่มีคำทักทายไหนสื่อใจได้ดีเท่ากับการให้อุปกรณ์เครื่องเขียนอีกแล้ว เพื่อนสาวของเราหยิบแผ่นลอกตัวอักษรไทยสำหรับ Letterpress จากเชียงใหม่มาฝากฮั่น 

พอเธอเห็นเท่านั้นก็ตาโต รีบลุกขึ้นมาถามว่าเป็นสติกเกอร์อะไรและได้มาจากที่ไหน

 “ฮั่นชอบอักษรไทย” เธอพูดขึ้นระหว่างพลิกดูแผ่นลอกอักษรไทยด้วยภาษาไทยที่ฟังลื่นไหลเป็นธรรมชาติ “ฮั่นเกิดที่เกาหลี ใช้แต่อักษรฮันกึล ไม่เคยสังเกตว่าสวยหรือไม่สวย แต่พอเห็นอักษรไทยแล้วคิดว่าสวยมาก ๆ แล้วก็ชอบสติกเกอร์ติดรถมาก ๆ ค่ะ เพราะที่เกาหลีไม่มี” เธอตอบด้วยเสียงสดใส

 “แต่ก็มีสติกเกอร์บางอันนะคะที่รูปน่ารัก แต่สามีบอกว่าคำนี้ไม่ดี เราตกใจ จะรีบแกะออก” นักสะสมเครื่องเขียนหัวเราะ เมื่อเล่าถึงสติกเกอร์ติดรถสีแจ่มที่เธอซื้อมาจากรถเข็นขายสติกเกอร์ 

หัวข้อหลักที่เรามาคุยกับฮั่น คือเรื่องราวของหนังสือร้านเครื่องเขียนไทยที่เขียนโดยคนเกาหลี เป็นภาษาเกาหลี ตีพิมพ์และจำหน่ายในเกาหลี แต่บทสนทนาทั้งหมด ฮั่นยินดีคุยกับเราเป็นภาษาไทย

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี

เปิดกระเป๋าเครื่องเขียน

อี ฮยอนคยอง หรือ ฮั่น เธอเป็นหญิงสาวจากแดนโสมขาวที่ย้ายมาใช้ชีวิตในประเทศไทยเป็นเวลา 3 ปีจนติดใจข้าวเหนียวมะม่วง ปัจจุบันเธอทำงานเป็น Graphic Designer เต็มเวลาที่ foodpanda

ก่อนหน้านี้เธอเรียนจบด้าน Visual Design จาก Hongik University ดูจากหน้าที่การงานและการศึกษา เหมือนว่าเธอจะมีดินสอและปากกาเป็นอาวุธคู่กายมาแต่ไหนแต่ไร 

ฮั่นเล่าว่าเธอชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก ด้วยคุณพ่อเป็นสถาปนิก ทำให้เธอมีอุปกรณ์วาดเขียนอยู่ใกล้ไม้ใกล้มือตลอด ตอนเด็ก ๆ เธอชอบวาดดวงดาวเป็นพิเศษ เพราะเด็กหญิงฮั่นมีความฝันอยากเป็นนักบินอวกาศของนาซ่า พอโตขึ้นอีกหน่อย จึงรู้ตัวว่ารักแท้ของเธอไม่ได้อยู่นอกโลก แต่อยู่ในกระเป๋าเครื่องเขียนใบเบ้อเริ่มที่พกไปโรงเรียนด้วยกันทุกวันต่างหาก ในนั้นมีเครื่องเขียนครบครันทุกประเภทประหนึ่งกระเป๋าโดราเอมอน ดินสอหลากสี ยางลบหลายแบบ และปากกาหลายแท่งให้เพื่อน ๆ เลือกยืม

 “เราจำได้ว่ามีปากกา 30 แท่ง กระเป๋าเลยหนักทุกวันเพราะเครื่องเขียน” 

อุปกรณ์ที่โปรดปรานถึงขั้นต้องพกไปทุกที่ คืออุปกรณ์ง่าย ๆ อย่างดินสอไม้และกบเหลา

ทุกวันก่อนเข้าเรียนและหลังเลิกเรียน เธอแวะไปร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนข้างโรงเรียน เพื่อดูว่ามีอะไรใหม่ ๆ มาวางขายบ้าง ถ้าเจอชิ้นที่ถูกใจ ฮั่นก็ควักเงินค่าขนมอันน้อยนิดที่คุณพ่อให้ออกมาซื้อสมาชิกใหม่กลับบ้าน การเดินดูของในร้านเครื่องเขียนจึงเป็นเวลาแห่งความสุขตั้งแต่นั้นจนถึงวันนี้

สาว ๆ คนอื่นอาจชอบช้อปปิ้งเสื้อผ้า แต่ฮั่นชอบช้อปปิ้งเครื่องเขียนมากกว่าเป็นไหน ๆ 

“ตอนเด็กเราไม่สนใจเสื้อผ้า สนใจแต่หนังสือกับเครื่องเขียน” เธอแววตาเป็นประกาย

ตอนย้ายมาไทย กระเป๋าเสื้อผ้าเธอเบาหยอง ที่เหลือเธอขนเครื่องเขียนจากเกาหลีมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขนาดว่านี่เป็นเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์จากทั้งหมดที่มี เธอหยิบเครื่องเขียนออกมาจากลิ้นชักมาให้เราดูอีกเพียบ ฮั่นบอกว่ามีหลายครั้งที่เธอเพลิดเพลินกับการซื้ออุปกรณ์จนลืมเวลา 

“ฮั่นเคยใช้เวลาอยู่ในร้านเครื่องเขียนที่นิวยอร์ก 4 ชั่วโมง” นักสะสมเครื่องเขียนหัวเราะ

เธอยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ค่าเสียหายเฉพาะเครื่องเขียนในครั้งนั้นเป็นราคา 10,000 บาท ยังไม่พอ วันถัดมากลับมาจับจ่ายเครื่องเขียนอีก 10,000 บาท จนเราสงสัยว่าเธอต้องหยิบดินสอ ปากกา สมุด ลงตะกร้าสักกี่อัน ถึงได้เสียหายหลายหลักขนาดนั้น คงเพราะร้านเครื่องเขียนคืออาณาเขตสุขใจ เธอจดจำทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ไม่เคยลืม เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ฮั่นกลับไปเยี่ยมร้านเครื่องเขียนข้างโรงเรียนอีกครั้ง เธอดีใจมากที่ร้านยังเปิดให้บริการ แต่ทราบข่าวเศร้าว่าคุณลุงที่เคยขายเครื่องเขียนเสียชีวิตแล้ว 

“ร้านเครื่องเขียนข้างโรงเรียนนี้เปิดมาประมาณ 40 ปีแล้วค่ะ ฮั่นแวะไปตั้งแต่อายุ 6 – 7 ขวบ ตอนรู้ข่าวว่าคุณลุงไม่อยู่แล้ว เสียใจมาก ๆ เลยค่ะ พอเพื่อน ๆ ทุกคนรู้ข่าวก็เสียใจกันหมด” 

ร้านเครื่องเขียนคือสิ่งที่ฮั่นนึกถึงอยู่เสมอ

แต่สิ่งที่ไม่เคยอยู่ในหัวของเธอเลย คือการย้ายมาใช้ชีวิตที่ประเทศไทย

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี

เปิดประตูร้านเครื่องเขียน

“สามีเปลี่ยนชีวิตค่ะ” 

ฮั่นตัดสินใจย้ายมาทำงานที่ไทย เพราะสามีของเธอเป็นคนไทย แต่เธอก็เกือบจะย้ายกลับเกาหลีหลายรอบ เพราะการใช้ชีวิตในแผ่นดินใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย 

“ความจริงช่วง 1 – 2 ปีแรกของการอยู่ประเทศไทย เราไม่มีเพื่อนเลย มีแค่สามีคนเดียว” 

ฮั่นเคยมาประเทศไทยครั้งเดียวเมื่อหลายสิบปีก่อน ก่อนจะย้ายมาอยู่ระยะยาว 

“บางวันก็คิดว่าทำไมฮั่นมาที่นี่ มันดีหรือเปล่า กลับบ้านดีกว่าไหม บางวันก็ร้องไห้” แถมในตอนนั้นร้านอาหารเกาหลียังมีไม่มากเหมือนตอนนี้ นั่นทำให้เธอรู้สึกแปลกถิ่นมากขึ้นอีกหลายเท่า แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะไม่พ่ายแพ้ต่อความเหงา ฮั่นตัดสินใจอยู่ประเทศไทยต่อ และเริ่มเข้าเรียนคลาสภาษาไทย 

“พอเรียนภาษาไทย ก็เริ่มมีเพื่อนมากขึ้น ทำให้ชีวิตเริ่มลงตัว” เธอเล่าพร้อมรอยยิ้ม

ไม่นานนัก อาหารอีสาน ข้าวเหนียวมะม่วง หมูกระทะ ก็กลายเป็นอาหารจานโปรดของเธอ

และสิ่งสำคัญมากที่ทำให้สาวเกาหลีคนนี้หายเหงา คือการเดินเข้าร้านเครื่องเขียน 

“ร้านเครื่องเขียนไทยร้านแรกที่เราไปคือร้านเสริมทรัพย์ที่เยาวราช” เธอเผอิญเดินผ่านระหว่างทางไปซื้อกาแฟ “เราตื่นเต้นมาก เพราะเห็นในร้านมีของเก่าเยอะมาก เป็นร้านที่เปิดมา 50 – 60 ปี

“ฮั่นไปร้านนี้ประมาณ 4 – 5 ครั้ง เพราะมีเรื่องที่อยากรู้เยอะมาก อยากรู้ว่าเครื่องเขียนชิ้นนี้คืออะไร ซื้อมาจากที่ไหน ขายหรือเปล่า” ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นพูดภาษาไทยไม่ได้เลยสักคำ เธอพยายามสื่อสารสุดชีวิตเพื่อจะรู้เรื่องเครื่องเขียนที่สนใจให้ได้ 

“เดี๋ยวนี้ที่โซลไม่เห็นร้านเครื่องเขียนวินเทจจริง ๆ แบบร้านเสริมทรัพย์เลย แต่ต่างจังหวัดพอมีอยู่บ้าง ส่วนช่วงโควิด-19 ก็ปิดตัวไปเยอะเพราะไม่มีลูกค้า” นี่เป็นเรื่องพิเศษมากที่ร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนในประเทศไทยที่มีอายุมากกว่า 10 ปี ยังดำเนินกิจการต่อไปได้ 

ไหน ๆ ก็เริ่มพูดถึงร้านเครื่องเขียนในไทยแล้ว เราจึงขอถามประเด็นที่สงสัยมากที่สุดเลยแล้วกัน

“คุณมองเห็นอะไรในเครื่องเขียนไทย ทั้ง ๆ ที่คนไทยไม่นิยมใช้เครื่องเขียนไทย”

ฮั่นย้อนถามทันทีว่า “ทำไมล่ะคะ” 

เราอึ้งไปครู่หนึ่ง ไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร เพราะไม่เคยนั่งคิดจริง ๆ ถึงเหตุผลที่ทำให้คนไทยไม่ค่อยใช้เครื่องเขียนของประเทศตัวเอง เลยตอบไปว่า น่าจะเป็นเพราะเครื่องเขียนไทยดูเชย เมื่อเทียบกับเครื่องเขียนญี่ปุ่น เกาหลี ทั้งคุณภาพดีและออกแบบให้ดูน่ารักน่าใช้ 

ฮั่นบอกว่าความคิดแบบนี้ไม่แปลกและไม่ผิด เพราะคนเกาหลีก็มองว่าเครื่องเขียนเกาหลีไม่น่าใช้เหมือนกัน ฮั่นหยิบกล่องดินสอไม้ตราม้าขึ้นมาวางบนโต๊ะ ดินสอไม้ตราม้านี่แหล่ะคือตัวอย่างของเครื่องเขียนไทยสุดคลาสสิก แพ็กเกจจิ้งเรโทรสุด ๆ และด้ามดินสอก็จับถนัดมือ เป็นเครื่องเขียนไทยชิ้นโปรดของเธอ และฮั่นเคยหิ้วใส่กระเป๋าเดินทางกลับเกาหลีหลายสิบกล่อง จน ตม. เรียกตรวจกระเป๋า!

ฮั่นคงตกหลุมรักเครื่องเขียนไทยจริง ๆ ไม่อย่างนั้นจะเขียนหนังสือออกมาเป็นเล่มได้อย่างไร 

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี

เปิดหนังสือเครื่องเขียนไทย

“ทีแรกไม่เคยคิดเขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทยเลยค่ะ” นักเขียนตอบทันที เมื่อเราถามถึงจุดเริ่มต้นของหนังสือเล่มแรกของเธอ “แค่รู้สึกว่าร้านเครื่องเขียนไทยมีคอนเทนต์ดี ๆ และน่าถ่ายรูปเก็บไว้”

เธอเริ่มโพสต์ร้านเครื่องเขียนไทยลงอินสตาแกรม อธิบายเกี่ยวกับเครื่องเขียนไทยให้คนเกาหลีอ่าน ซึ่งหนึ่งในผู้อ่านคือสำนักพิมพ์เกาหลีอิสระแห่งหนึ่งที่สนใจทำหนังสือเกี่ยวกับประเทศอาเซียน

Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี
Lee Hyunkyung นักสะสมเครื่องเขียนแดนโสม เขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ขายดีมากในเกาหลี

“สำนักพิมพ์ sojanggak (โซจังกัก) ติดต่อมาว่า สนใจทำหนังสือเกี่ยวกับเครื่องเขียนไทยไหม ฮั่นสนใจอยู่พอดีค่ะ เลยตอบตกลง” เธอเห็นว่าคนเกาหลีส่วนใหญ่ชอบไปเที่ยวประเทศไทย แต่หนังสือท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักแนะนำร้านอาหาร คาเฟ่ แต่ยังไม่มีหนังสือที่แนะนำประเทศไทยผ่านร้านเครื่องเขียนเลย นั่นเป็นเหตุผลที่เธอเอาด้วยในทันที กระบวนการทำหนังสือใช้ระยะเวลา 2 ปีกว่าจึงเริ่มเป็นรูปร่าง

ลำดับแรก เธอเริ่มจากการรวบรวมชื่อร้านที่น่าสนใจ โดยการเสิร์ชหาข้อมูลและฟังคำแนะนำของคนรู้จัก ซึ่งขั้นตอนนี้สบายมาก เพราะเป็นปกติอยู่แล้วที่ไม่ว่าจะไปที่ไหนเธอก็สรรหาร้านเครื่องเขียนน่าสนใจเตรียมไว้เสมอ แต่ที่ยากคือหลายครั้งสถานการณ์จริงเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าข้อมูลที่ค้นเจอ 

“ตอนนั้นเตรียมเขียนร้านเครื่องเขียนในกรุงเทพฯ แต่พอเช็กอีกทีร้านปิดแล้ว กลายเป็นว่าต้องหาที่เขียนใหม่ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอยู่หลายร้าน บางที่อยากไปมาก แต่โทรไปช่วงโควิด ไม่มีคนรับสาย”

ใช่แล้ว กระบวนการทำหนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นช่วงวิกฤตโรคระบาด เธอและผู้ออกแบบหนังสือของสำนักพิมพ์เกาหลี จึงพบปะ ปรับแก้ และทำทุกกระบวนการผ่านช่องทางออนไลน์เท่านั้น

“เราไม่เคยเจอตัวกันจริง ๆ เลย” – เธอย้ำความจริง

หนังสือเล่มนี้ปรับแก้มาหลายรูปแบบกว่าจะออกมาเป็นเล่มล่าสุดที่เราเห็น 

เธอปรับตั้งแต่ปก สี การจัดวางภาพและตัวอักษรให้น่าอ่าน กระทั่งตำแหน่งของ QR Code สำหรับให้ผู้อ่านสแกนและปักหมุดที่ตั้งของร้านแต่ละร้าน เพื่อให้ผู้อ่านตามเก็บร้านแนะนำได้แบบไม่ปวดหัว 

“เวลาคนเกาหลีมาไทยก็พกหนังสือมาด้วย สแกน QR Code แล้วเดินตามแผนที่ได้เลย” 

ความคิดและชีวิตของ Lee Hyunkyung  นักสะสมเครื่องเขียนชาวเกาหลี ตระเวนร้านเครื่องเขียนทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย

ส่วนเนื้อหา เธอเขียนเล่าเกี่ยวกับร้านเครื่องเขียน 20 ร้าน จากทั้งหมด 60 ร้าน โดยทุกร้านในหนังสือได้รับการคัดสรรมาแล้วว่า คุณภาพเครื่องเขียนเลิศ เรื่องราวน่าสนใจ และมีที่มาจากหลายจังหวัด เช่น เชียงใหม่ ปาย ลำปาง ขอนแก่น กาฬสินธุ์ อุดรธานี นครปฐม หาดใหญ่ เกาะสมุย และภูเก็ต 

นี่หมายความว่าเธอต้องเคยไปทุกจังหวัดที่กล่าวมา ไม่เหนื่อยหรือยังไงนะกับการทำงานประจำควบคู่ไปกับการทำหนังสือ ต้องเขียน เดินทางไปสัมภาษณ์ และช่วยออกความเห็นด้านดีไซน์

เธอมีเทคนิคดี ๆ อะไรในการการบาลานซ์ชีวิตช่วงนั้นของตัวเองหรือเปล่า – เราสงสัย

ฮั่นหัวเราะนิด ๆ ก่อนจะตอบว่า “ไม่มีค่ะ ชีวิตไม่บาลานซ์ค่ะ” – เธอสารภาพ

หลังทำงานประจำเสร็จตอน 1 ทุ่ม เธอก็กลับมานั่งเขียนหนังสือต่อที่บ้านจนถึงตี 1 ตี 2 

“แต่ไม่เหนื่อยนะคะ กลายเป็นว่าการกลับมาทำหนังสือ ทำให้หายเหนื่อยด้วยซ้ำไป” 

หลังจากใช้เวลา 2 ปีกว่าเพื่อทำหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย ในที่สุดสำนักพิมพ์ก็ส่งหนังสือฉบับสมบูรณ์มาให้ดูถึงกรุงเทพฯ ครั้งแรกที่พลิกอ่านหนังสือเล่มแรกในชีวิต เธอเกือบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ 

ความคิดและชีวิตของ Lee Hyunkyung  นักสะสมเครื่องเขียนชาวเกาหลี ตระเวนร้านเครื่องเขียนทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย

เปิดโลกมิตรภาพทั่วประเทศไทย

อย่างหนึ่งที่ฮั่นประทับใจมากเกี่ยวกับร้านเครื่องเขียนไทยคือ สารพัดสิ่งของนอกเหนือจากอุปกรณ์เครื่องเขียนซึ่งมักวางอยู่ในร้านด้วย นั่นทำให้เธอเข้าใจวัฒนธรรมไทยเพิ่มขึ้นอีกระดับ 

“ตอนนั้นไปร้านเครื่องเขียนที่เชียงราย เห็นขายกระบี่กระบองด้วย ไม่รู้ว่าคืออะไร ตอนนี้รู้แล้วว่าเป็นกีฬาไทยชนิดหนึ่ง” ครั้งแรกที่ได้เห็นตี่จู้เอี๊ยะอยู่ในร้านเครื่องเขียนก็ที่ประเทศไทยนี่แหล่ะ

“ที่เกาหลีไม่มีแบบนี้ เห็นทีแรกตกใจ แต่ร้านเครื่องเขียนไทยที่ไปมาหลายร้านก็มีเหมือนกัน เรารู้สึกสนุกดีที่ได้เรียนรู้วัฒนธรรมของภาคต่าง ๆ ในไทย หลากหลายและมีความพิเศษของตัวเอง” 

เครื่องสังฆทานที่วางจำหน่ายในบางร้าน ก็ทำให้ฮั่นอยากรู้เพิ่มเกี่ยวกับวัฒนธรรมเมืองพุทธ

เรื่องราวในหนังสือไม่ได้เกี่ยวข้องกับเครื่องเขียนเพียงอย่างเดียว แต่สอดแทรกความทรงจำระหว่างเธอกับเจ้าของร้านเครื่องเขียนด้วย ฮั่นยกตัวอย่างเหตุการณ์ตอนแวะร้านน้องอิมอิม เกาะสมุย ให้ฟัง 

“จริง ๆ แล้วน้องอิมช่วยพ่อแม่ขายของ เราเดินทางไปที่ร้านด้วยมอเตอร์ไซค์ แล้วอากาศร้อนมาก พอถึงหน้าร้านน้องอิมก็เลยเอาน้ำแข็งมาให้ แล้วก็ช่วยเช็ดรถให้ก่อนที่ฮั่นจะเดินเข้าร้านเครื่องเขียน” 

ไมตรีจิตระหว่างเจ้าของร้านและลูกค้า คือความสุขที่ได้มาโดยไม่ต้องจับจ่าย

“ตอนทำหนังสือ ฮั่นรู้สึกมีความสุขจริง ๆ ตอนที่ยังไม่ได้ทำหนังสือ ฮั่นไม่มีเพื่อนที่ไทยเลย แต่การเดินทางตามร้านเครื่องเขียน ทำให้เจอและทำความรู้จักกับเจ้าของร้าน ได้ฟังเรื่องราวของเขา” 

จากที่เคยร้องไห้ทุกวันเพราะย้ายมาต่างถิ่น ตอนนี้เธอมีเพื่อนมากกว่า 10 จังหวัดทั่วไทย 

ขอเล่าย้อนไปนิด เราทำความรู้จักกับฮั่นครั้งแรกผ่านอินสตาแกรม Mooontreee มีประโยคหนึ่งเขียนไว้บนหน้าโปรไฟล์ของเธอว่า ‘ฮั่นอยากจะเป็นเพื่อนกับคุณได้ไหม’ – เรายังจำได้จนถึงวินาทีนี้ 

เปิดหน้าถัดไปของชีวิต

เมื่อหนังสือ ‘ร้านเครื่องเขียนไทย’ วางแผงในประเทศเกาหลี (ประเทศไทยเมื่อต้นปีนี้) ผลตอบรับดีเกินคาด! ผู้เขียนชื่นใจเป็นอย่างยิ่ง (เราสัมผัสได้) ที่เกาหลีหนังสือขายไปแล้วกว่า 1,500 เล่ม ผู้อ่านเขียนข้อความชื่นชมและขอบคุณที่ฮั่นนำร้านเครื่องเขียนไทยมาแบ่งปัน เธอบอกว่ามั่นใจตั้งแต่แรกแล้วว่ายังไงหนังสือเล่มนี้ก็ขายออก เพราะร้านเครื่องเขียนไทยมีเรื่องราวน่าสนใจ ถ้าเรื่องน่าสนใจ มีเหตุผลอะไรที่คนจะไม่อ่าน ส่วนในประเทศไทย เพื่อนคนไทยหลายคนชอบและเชียร์ให้แปลเป็นภาษาไทยด้วย

แต่ขนาดยังไม่ทันแปลเป็นภาษาไทย ก็มีคนไทยมาจ่อคิวซื้อไปอ่านแล้ว

“หนังสือ 10 เล่มแรก วางขายที่ร้าน Vacilando Bookshop ค่ะ หนังสือขายหมดภายใน 2 วัน ตอนนี้คนไทยเรียนภาษาเกาหลีกันเยอะ บางคนที่สนใจเครื่องเขียนอยู่แล้ว เขาก็ซื้อไปฝึกอ่านด้วย” 

ถึงอย่างนั้น การแปลหนังสือเล่มนี้เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ยังคงเป็นสิ่งหนึ่งที่เธอตั้งใจจะทำในอนาคต เพื่อให้เรื่องราวของร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนไทยเข้าถึงผู้อ่านได้มากขึ้นกว่าเดิม 

“แปลเป็นภาษาไหนก่อนดีคะ” ฮั่นขอความเห็น เราตอบจากใจจริงเลยว่า ขอเป็น 2 ภาษาพร้อม ๆ กันเลยได้ไหม เพราะคนแปลหนังสือช่างหายาก ฮั่นจึงบอกว่าขอแปลทีละภาษาก่อนแล้วกัน 

นอกจากแปลหนังสือ ยังมีอีกหลายสิ่งที่ฮั่นอยากทำ อย่างแรก เธอตั้งใจสร้างคอมมูนิตี้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทยและเกาหลี เชื่อมโยงคน 2 ประเทศให้รู้จักและเข้าใจกันมากขึ้น ตอนนี้เธอเริ่มวางแผนทำฝันให้เป็นจริงกับเพื่อนคนไทย ใบ้ให้ว่าเป็นหนังสือ 

อย่างถัดไป เธออยากทำ (มาก) คือเปิดร้านเครื่องเขียนเป็นของตัวเอง โดยจะขายเครื่องเขียนไทยและเกาหลี โดยเธอเป็นคนคัดสรร เป็นร้านที่มีคนรู้จริงเลือกเครื่องเขียนแต่ละชิ้นตามความต้องการของลูกค้าแต่ละคนได้ ‘เหมือนร้านชิมไวน์’ – เธอว่า

ตอนนี้ยังไม่แน่ใจว่าจะเปิดร้านที่จังหวัดไหนหรือเมื่อไหร่ แต่ที่แน่ ๆ เปิดร้านที่ไทย! ชื่อร้านคงหนีไม่พ้น Moontree เพราะเป็นชื่อที่สื่อสารตัวตนของเธอที่เป็นคนชื่นชอบธรรมชาติได้เป็นอย่างดี 

เราเหลือบไปเห็นนาฬิกาแล้วพบว่าพวกเราคุยกันนานจนลืมกินข้าวเที่ยง เป็นเวลาอันสมควรที่จะรวบรัดการสัมภาษณ์ ฮั่นฝากเรื่องสุดท้ายก่อนที่เราพักกินขนมอบที่เธอและสามีเตรียมไว้ให้ 

“สมัยนี้คนใช้เทคโนโลยีมากขึ้น บันทึกลงกระดาษน้อยลง ฮั่นอยากเห็นคนกลับมาเขียน”

ความรู้สึกในยามที่ความคิดปรากฏเป็นอักษรบนหน้ากระดาษ ผ่านการเชื่อมต่อของสมองสู่ปลายปากกา ช่างพิเศษเกินกว่าสิ่งใดทดแทน 

ความคิดและชีวิตของ Lee Hyunkyung  นักสะสมเครื่องเขียนชาวเกาหลี ตระเวนร้านเครื่องเขียนทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือร้านเครื่องเขียนไทย

แบ่งปันเรื่องราวเครื่องเขียนไทยและเป็นเพื่อนกับฮั่นได้ที่ mooontreee

Writer

จันท์จุฑา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา

ตอนเป็นเด็กหญิงคิดว่าถ้ามีพลังวิเศษไม่ได้ก็ขอเขียน ถ้าเขียนไม่ได้ก็ขอร้องเพลง ปัจจุบันเป็นนางสาวนักฝึกฝนตนเองให้ไวต่อความจริงใจ เพราะดันไปแอบชอบพลังวิเศษชนิดนี้ในตัวคน

Photographer

ณัฐวุฒิ เตจา

เกิดและโตที่ภาคอีสาน เรียนจบจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ สนใจเรื่องราวธรรมดาแต่ยั่งยืน ตอนนี้ถ่ายภาพเพื่อเข้าใจตนเอง ในอนาคตอยากทำเพื่อเข้าใจคนอื่นบ้าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load