2 กุมภาพันธ์ 2564
4 K

หน้าปก

กันต์ ชุณหวัตร จากนักแสดง นักร้อง สู่บทบาทนักเขียนและเจ้าของสำนักพิมพ์ ‘คนแคะ’

สารบัญผลงาน

นักแสดงสมทบเรื่อง เด็กหอ – 2549

‘องุ่น’ เรื่อง หนีตามกาลิเลโอ – 2552

‘เต็ม’ นักร้องนำวง Arena เรื่อง Suck Seed ห่วยขั้นเทพ – 2554

‘ต้า’ นักดนตรีวง Sea Scape เรื่อง Hormones วัยว้าวุ่น – 2556

ซิงเกิ้ลแรก ขอพร – 2560

สำนักพิมพ์คนแคะ – 2561

คำนำ

กันต์ ชุณหวัตร คือศิลปินชายวัย 27 ที่อยู่ในการรับรู้ของเรามาตลอด เปิดโทรทัศน์ก็เห็นหน้า เปิดฟังวิทยุออนไลน์ก็ได้ยินเสียง ไปงานเทศกาลดนตรีก็พบเจอ

เขาผ่านงานในวงการบันเทิงมาหลากหลาย ทั้งนักแสดง นักร้อง พิธีกร โปรดิวเซอร์ ดีเจ และอีกสารพัด ชนิดที่ว่ายกนิ้วขึ้นมานับมือเดียวไม่พอ

และต้องนับเพิ่มไปอีกหนึ่งนิ้ว เพราะล่าสุด หลังจากตีพิมพ์ Tokyo Unscripted หนังสือเล่มแรกในชีวิตออกไป เขาได้ตัดสินใจก่อตั้งสำนักพิมพ์ ‘คนแคะ’ ขึ้น

ฉันออกเดินทางในวันที่ไม่มีแดด (2561) 

ฮอกไกโดสีขาว (2562) 

I will be back แล้วจะกลับไปทํางาน (2563)

คือผลงานเขียนที่เขาฝากฝีไม้ลายมือไว้ในนามของสำนักพิมพ์ตัวเอง

ความสงสัยว่าเขาเอาแรงกายแรงใจจากไหนมาทำโน่นนำที่นัก เร่งรัดให้เรารีบยกหูโทรศัพท์นัดหมายเขามาพูดคุย

เชื่อว่าหลายคนรู้จักกันต์

แต่เชื่อว่าทุกคนรู้จักกันต์ไม่เหมือนกัน

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทสัมภาษณ์ต่อไปนี้ น่าจะทำให้คุณผู้อ่านที่รักได้เห็นอีกหนึ่งบทบาทของศิลปินชายคนนี้ โดยเฉพาะในฐานะนักเขียน ผู้ควบตำแหน่งช่างภาพ บรรณาธิการ และเจ้าของสำนักพิมพ์

ก้อนเมฆ

01

“จริงๆ พื้นฐานผมเป็นคนชอบเล่าเรื่อง”

กันต์ ชุณหวัตร จากนักแสดง นักร้อง สู่บทบาทนักเขียนและเจ้าของสำนักพิมพ์ ‘คนแคะ’

เริ่มต้นจากการเป็นนักดนตรี

เพราะตอนเด็กๆ ผมไม่ชอบเรียนหนังสือ แต่พอโตมาถึงรู้ว่าไม่ได้ไม่ชอบเรียนหรอก ชอบด้วยซ้ำไป ผมแค่ไม่ชอบการโดนบังคับให้ทำสิ่งที่อธิบายไม่ได้ ทำไมต้องตัดผม ทำไมต้องเข้าแถว ทำไมต้องเรียนบางวิชา พอดีช่วงนั้นมีงานด้วย ก็เลยไปทำงานดีกว่า แล้วดนตรีเป็นสิ่งเดียวที่สนุก ผมชอบการได้อยู่บนเวทีแล้วมองเห็นคนข้างล่าง เวทีคือพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่ใช่ใครๆ จะขึ้นมาหยิบไมค์หยิบกีตาร์มาเล่นแล้วคนอิน ต้องเฉพาะคนที่ได้รับเลือกแล้วเท่านั้น มันมีพลังบางอย่างอยู่ เคยได้ยินที่เขาบอกว่าศิลปินบนเวทีกับล่างเวทีเป็นคนละคนกันไหมครับ ก็เป็นอย่างนั้นแหละ ผมขึ้นไปผมก็ไม่เหมือนเดิม

แล้วกันต์บนเวทีเป็นยังไง

โห ถามยากจังเลย ไม่รู้เหมือนกันฮะ ต้องไปดูเองมั้งครับ ไว้ว่างๆ เชิญนะ

เห็นเสน่ห์อะไรถึงยังคงเล่นมาตลอด

มันถ่ายทอดเรื่องราวได้ในเวลาสั้นๆ ทำให้เราคล้อยตามได้ เพลงแค่สามสี่นาทีมีผลต่อชีวิตคนได้เลย แปลกนะ แค่เวลาสั้นๆ เอง เอาอะไรก็ไม่รู้มาร้อยเรียงกันเป็นภาษาที่สวยที่สุด จริงๆ พื้นฐานผมเป็นคนชอบเล่าเรื่องแหละ ที่ผมทำเพลงก็เพราะชอบการเล่าเรื่อง

แล้วการแสดงนี่เป็นการเล่าเรื่องด้วยหรือเปล่า

อาจจะใช่ การแสดงคือการทำความเข้าใจคน เปิดใจเพื่อเข้าใจตัวละคร ไม่งั้นก็แสดงไม่ได้เลยเพราะแต่ละตัวละครไม่เหมือนเรา พอเข้าใจแล้วก็เล่าเรื่องราวของตัวละครนั้นออกมา การที่ได้ศึกษาตัวละครทำให้ผมเข้าใจมนุษย์ เข้าใจความคิดเบื้องหลัง ผมว่ามันมีประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตมาก พอได้แสดงบทบาทที่หลากหลาย เราจะเริ่มสังเกตคนโดยไม่รู้ตัว หมั่นสังเกตดูว่ามนุษย์เป็นยังไง

กันต์ ชุณหวัตร จากนักแสดง นักร้อง สู่บทบาทนักเขียนและเจ้าของสำนักพิมพ์ ‘คนแคะ’

02

“ปกติอยู่บ้านไม่ค่อยติดอยู่แล้ว”

กันต์ในวัย 27 กำลังหลงใหลอะไรอยู่

จริงๆ ก็คงคล้ายเดิมที่ตัวเองชอบและทำมาตลอด คือดนตรี ถ่ายภาพ และหนังสือ

ถ้าตอนนี้ให้เลือกแค่อย่างเดียว

โห ยากเหมือนกันถ้าให้เลือก เพราะชอบทำพร้อมๆ กันและสลับไปมาตามความสนใจ ปีนี้อยากทำอันนี้ ปีหน้าอยากทำอันนั้น แต่ตอนนี้คงดูงานหนังสือเป็นหลัก

กันต์ ชุณหวัตร จากนักแสดง นักร้อง สู่บทบาทนักเขียนและเจ้าของสำนักพิมพ์ ‘คนแคะ’

ชอบอ่านหนังสือแนวไหน

ผมเหมือนเด็กผู้ชายทั่วไปครับ อ่านการ์ตูนมาตั้งแต่เด็ก พอโตขึ้นหน่อยก็อ่านหนังสือเล่มที่ไม่ใช่การ์ตูน คนโปรดคือ ฮารูกิ มูราคามิ (Haruki Murakami) และ พี่ก้อง ทรงกลด ตอนนั้นรู้สึกว่าทำไมบางเล่มอ่านแล้วสนุกจัง มันพาเราไปพื้นที่ใหม่ที่นักเขียนสร้างขึ้นซึ่งไม่มีอยู่จริง อย่างฝนตกลงมาเป็นปลิง ตอนผมอ่านผมก็เชื่อว่าเป็นแบบนั้น จึงเห็นว่าหนังสือมีพลังวิเศษมาก นักเขียนแค่คนเดียวกำหนดทิศทางได้ว่าจะให้ไปทางไหน เห็นความน่าหลงใหลในตัวอักษร เรื่องเดียวกันเนี่ย คนเขียนสิบคน ก็บรรยายสิบแบบ ไม่ซ้ำกัน

แล้วทำไมถึงเขียนหนังสือท่องเที่ยว

เพราะชอบเที่ยว ปกติอยู่บ้านไม่ค่อยติดอยู่แล้ว รู้สึกว่าพออยู่บ้านนานๆ แล้วเครียด คิดอะไรไม่ค่อยออก ผมทำรายการท่องเที่ยวมาตั้งแต่เด็ก เลยชอบไปโน่นไปนี่ ชอบไปเห็น เพราะตอนไม่เห็นเราไม่รู้ไง บางครั้งการอยู่ในที่ของตัวเองทำให้เราเผลอเอาตนเป็นศูนย์กลางของโลก แล้วรู้สึกไปเองว่าปัญหาที่เราเจอเหลือบ่ากว่าแรง แต่พอได้ออกเดินทาง จึงรู้ว่าจริงๆ แล้วเราตัวนิดเดียว ปัญหาของเราไม่ได้ยิ่งใหญ่เลย ข้างนอกยังมีคนที่ทำอะไรอีกเยอะ ปัญหาเขายิ่งกว่าเราด้วยซ้ำ บางคนเครียดว่าข้าวที่เขาปลูกจะออกรวงไหม บางคนต้องการแค่ให้ไฟฟ้าเข้าถึง ในขณะที่บางคน แค่เน็ตช้า น้ำไม่อุ่น ก็หงุดหงิดแล้ว

การท่องเที่ยวสำหรับผมจึงเป็นการออกไปทำความเข้าใจโลก เข้าใจธรรมชาติและความเป็นไป มันให้อะไรกับผมมากมาย เราเข้าใจมนุษย์ขึ้น แล้วก็ได้หนังสือท่องเที่ยวของผมมา (หัวเราะ)

ตอนเขียนเล่มแรกมั่นใจแค่ไหน

ไม่มั่นใจเลยครับ เพราะไม่รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ออกไปสู่คนอ่านได้ แต่ว่าก็เขียนไปก่อน เขียนสิ่งที่อยากเล่า บางทีต้องใช้ความกล้ามากเหมือนกันกว่าจะพิมพ์ตัวแรกออกมาได้ สำหรับผม ตัวอักษรแรก หน้าแรก ยากที่สุด ถ้าได้หน้าแรกปุ๊บ เดี๋ยวที่เหลือก็จะตามมาเอง

กันต์ ชุณหวัตร จากนักแสดง นักร้อง สู่บทบาทนักเขียนและเจ้าของสำนักพิมพ์ ‘คนแคะ’

งั้นทำยังไงให้ได้หน้าแรกออกมา

ทำใจมั้งครับ (หัวเราะ) ทำใจให้แข็งหน่อย อย่างเล่ม ฮอกไกโดสีขาว เขียนหน้าแรกเดือนหนึ่ง ตอนเขียนเล่มแรกจะติดปัญหาว่าเรายังไม่รู้ว่าแค่ไหนคือได้ แค่ไหนคือไม่ได้ แต่พอเล่มต่อๆ มาจะเริ่มติดปัญหาคิดเยอะ ติดกับดักความคิดว่าเขียนยังไงถึงประสบความสำเร็จ เขียนยังไงคนถึงชอบ เลยขาดธรรมชาติบางอย่าง แต่สุดท้ายก็วนกลับมาแค่ว่าเขียนยังไงให้ตัวเองชอบ แล้วปล่อยผ่านไป

เล่มต่อๆ มาน่าจะง่ายขึ้นนะ

ไม่ง่าย ไม่เห็นง่ายขึ้นเลย ผมว่ายากขึ้นด้วยซ้ำ เพราะเราอ้างว่าไม่รู้ไม่ได้แล้ว

ประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาทั้งหมดมีส่วนช่วยในการเขียนไหม

อย่างที่บอกว่าผมเป็นคนชอบเล่าเรื่อง ทำเพลงก็เพราะชอบเล่า ทำหนังสือก็เพราะชอบเล่า แต่มันก็ไม่ได้เหมือนกันไปหมดนะ อย่างหนังสือมีเวลาเยอะกว่ามาก ค่อยๆ ซึมซับไปทีละหน้าได้ เพลงเดี๋ยวนี้ห้านาทีก็ไม่มีใครทำกันแล้ว เวลาสั้น คุณต้องกระชับทุกอย่างให้ได้ ต้องรีบหา Hit Point ว่าจะเอาตรงไหนมาเข้าฮุก จะให้เรื่องดำเนินไปยังไง ผิดนิดเดียวความหมายเปลี่ยน ความรู้สึกผิดหมด

การทำเพลงยากกว่าเขียนหนังสือมาก เพราะผมเล่นได้ไม่ครบทุกเครื่อง แต่หนังสือ ถ้ามีเวลามากหน่อย ผมสามารถจบได้ในคนเดียว แต่ก็สนุกไปคนละแบบ เครียดเหมือนกันทั้งสองอย่าง เวลาตัน คิดไม่ออก ก็เปลืองเครื่องดื่มในตู้เย็นเหมือนกัน แต่พองานเสร็จก็สนุก แฮปปี้

กันต์ ชุณหวัตร จากนักแสดง นักร้อง สู่บทบาทนักเขียนและเจ้าของสำนักพิมพ์ ‘คนแคะ’

เขียนมาหลายเล่มแล้วกันต์ได้เรียนรู้อะไรบ้าง

รู้ว่าไม่รู้อะไรเลย เหมือนตอนเราหัดขับรถ ปีแรกๆ ที่ยังไม่เก่งจะเครียด เกร็ง และระวังอย่างดี ยังไม่ค่อยชน เพราะยังไม่เชี่ยวชาญ แต่พอปีที่สองปีที่สาม มักคิดว่าตัวเองขับเก่ง ก็จะเริ่มชนปีนั้น ตอนทำเล่มแรกผมเน้นมาก รอบคอบมาก แต่เล่มต่อๆ มา ทันทีที่รู้สึกว่าเรารู้แล้วว่าต้องทำยังไง ก็จะมีปัญหา สุดท้ายก็เละ ในอนาคตมีสิ่งที่เรายังไม่รู้และปัญหาผุดมาเรื่อยๆ แน่นอน ประสบการณ์เท่านั้นที่จะทำให้เรารับมือและแก้ไขได้ทันเวลา

03

“เป็นนักชอบเขียนก็ได้”

เรียกตัวเองว่าเป็นนักเขียนแล้วใช่ไหม

ก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ว่าชอบเขียนนะ

เป็นนักชอบเขียน

เป็นนักชอบเขียนก็ได้ (หัวเราะ)

นักเขียนที่ดีสำหรับกันต์คืออะไร

คำถามนี้ยาก เพราะคำว่าดีคนเรามองไม่เหมือนกัน สำหรับผม นักเขียนที่ดีคือคนที่เล่าเรื่องออกมาจริงๆ ตามที่รู้สึก บางครั้งบางอย่างมันฉาบฉวย รวดเร็ว เน้นขาย จนไม่ได้ผ่านกระบวนการกรองก่อนที่จะปล่อยออกมา แบบนี้ผมไม่ค่อยแฮปปี้เท่าไหร่ อันนี้ความเห็นส่วนตัวของผมนะ

แล้วกันต์เข้าข่ายนิยามที่ว่าไว้นี้หรือยัง

ก็พยายามทำให้ได้เต็มที่ที่สุดเท่าเวลาจะอำนวย ผมว่าคงเกี่ยวกับชั่วโมงบินด้วยแหละ ยังต้องสะสมประสบการณ์อีกมาก แต่ถ้ามองย้อนกลับไป ผมตั้งใจดีที่สุดเท่าที่ทำได้แล้ว ไม่เคยเขียนงานเพราะต้องปล่อย เวลาบีบแล้ว ไม่เคยปล่อยงานไปเพราะไม่มีเงินใช้ ไม่เคยเอาสิ่งนั้นมาเป็นบรรทัดฐาน และก็ไม่เคยคิดจะทำสิ่งที่ไม่ชอบแต่ได้เงิน ไม่เคยทำแบบนี้กับงานเขียนเลย

ความฝันสูงสุดของนักชอบเขียนคนนี้คืออะไร

แค่ปล่อยหนังสือมา มีคนซื้อไปอ่าน ได้วางในร้านหนังสือคู่กับนักเขียนที่ชอบ แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว

กันต์ ชุณหวัตร จากนักแสดง นักร้อง สู่บทบาทนักเขียนและเจ้าของสำนักพิมพ์ ‘คนแคะ’

04 

“ผมไม่ได้เขียนหนังสือแล้วหวังว่าต้องได้เงิน ต้องขายดี ต้องตีพิมพ์หลายครั้ง”

ทำไมจู่ๆ ถึงกระโจนเข้ามาสู่วงการหนังสือ ทั้งที่เห็นอยู่ว่ายอดขายตกลงทุกปี

ผมฝันอยากเป็นนักเขียนมานานแล้ว อยากลองเขียนหนังสือดูบ้างเพราะชอบอ่านตั้งแต่เด็ก และรู้สึกว่าถ้าเราทำได้แค่อยาก สิ่งนั้นก็จะเป็นได้แค่ความฝัน ไม่มีทางเกิดขึ้นจริง ผมเลยตื่นมาจากฝัน แล้วลงมือทำ

แต่ความฝันอยากเป็นนักเขียนนี่มันคนละเรื่องกับการเป็นเจ้าของสำนักพิมพ์นะ

ผมมีนิสัยส่วนตัวซึ่งไม่รู้ว่าดีหรือไม่ดี คือชอบทำงานคนเดียวตั้งแต่เด็ก เราไม่เก่งงานกลุ่ม ถ้าได้ทำอะไรก็อยากทำเอง พอมาเขียนเลยอยากลงมือเองทุกอย่าง เล่มแรกๆ ก็ได้ พี่วิภว์ (วิภว์ บูรพาเดชะ) จากสำนักพิมพ์ happening มาช่วย เขาดีกับผมมาก ให้ความรู้อะไรมากมาย

แต่ผมเปิดสำนักพิมพ์ก็ไม่ได้หวังว่าจะต้องได้กำไรเยอะๆ ทุกปีนะ แบบนั้นเครียดและสุดท้ายจะเกร็งไปหมด ถ้ามองกำไรผมอาจเลิกทำไปแล้ว ผมเอาความอยากเป็นเป้าหมายก่อน การคิดแบบนี้เปิดโอกาสให้ผมได้เขียนสิ่งที่อยากเขียนจริงๆ คงปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าการประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียง คือเครื่องการันตีว่ามีคนชอบงานของเรา ใครๆ ก็อยากมีออฟฟิศใหญ่โตทั้งนั้น แค่ผมไม่ได้มองเป็นจุดแรกมากกว่า เปรียบกับการทำเพลง ถ้าดังแล้วมีงานโชว์เยอะ ใครๆ ก็แฮปปี้ครับ แต่เป็นคนละเรื่องกับการทำเพลงเพราะต้องดังนะ ผมไม่ได้เขียนหนังสือแล้วหวังว่าต้องได้เงิน ต้องขายดี ต้องตีพิมพ์หลายครั้ง

นิสัยอีกอย่างของผมคือผมไม่ชอบไม่รู้ ถ้าได้ลงมือทำอะไรต้องรู้หมด รู้จริงทุกกระบวนการ เลยทำสำนักพิมพ์ของตัวเองขึ้นมา ไม่คิดถึงสักนิดว่าตอนนั้นเป็นขาลงของวงการหนังสือหรือสถานการณ์เป็นยังไง รู้สึกแค่ว่าถ้าไม่สำเร็จ เรายังได้กำไรเป็นประสบการณ์ แม้จะไม่ใช่เงินทองก็ตาม

กันต์ ชุณหวัตร จากนักแสดง นักร้อง สู่บทบาทนักเขียนและเจ้าของสำนักพิมพ์ ‘คนแคะ’

งั้นถ้าสมมติให้กันต์เปิดสำนักพิมพ์ตอนนี้ จะยังกล้าเปิดไหม

คงต้องคิดเยอะ เพราะยี่สิบเจ็ดเป็นวัยที่ไม่อนุญาตให้เราเป็นจูเนียร์ ต้องกระโดดขึ้นมาแล้ว เริ่มกลัวความล้มเหลว มีความกดดันจากทั้งตัวเองและคนรอบข้างมากขึ้น ทุกอย่างค้ำไปหมด ตอนยี่สิบสี่เราไม่ได้คิดมากเหมือนปัจจุบัน ล้มตอนไหนก็ได้เพราะมีสิทธิ์และเวลาที่จะลุกขึ้นมาใหม่เสมอ ยิ่งตอนนั้นเราทดลองหลายๆ อย่างอยู่ด้วย ความกล้าเลยเต็มเปี่ยม ถ้าถามถึงวันนี้ตอบยากมากเลย ต้องดูองค์ประกอบโดยรวมว่าเราทำอะไรอยู่หรือเปล่า ถ้าอะไรๆ ลงตัวอยู่ดีแล้ว ก็อาจไม่กล้าขยับ แต่ตอนนั้นก็แฮปปี้นะที่ตัดสินใจทำไปเลย เพราะเป็นช่วงที่เรากล้าเดินออกไปทำทุกอย่าง

มอง ‘คนแคะ’ ในอนาคตยังไง

ไม่ได้มองไกลครับ แค่คิดถึงปลายปีก็เครียดแล้ว ถ้าเราไปกะเกณฑ์มากว่าอีกห้าปีสิบปีต้องเป็นยังไง เครียดตาย ผมยังไม่รู้ว่าปลายปีสำนักพิมพ์ต้องปิดหรือเปล่าเลย ไม่มีใครคิดหรอกว่า ค.ศ. 2020 ขณะที่เทคโนโลยีก้าวไปไกลมาก เราจะไปดาวอื่น เรายิงนิวเคลียร์ใส่กัน แต่แค่โรคระบาดตัวเดียวเรากลับเอาไม่อยู่ ต้องอยู่บ้าน คุยกันผ่านหน้ากาก เอาเป็นว่าผมปล่อยให้อะไรมันพัดพาไปเรื่อยๆ แล้วกัน 

กันต์ ชุณหวัตร จากนักแสดง นักร้อง สู่บทบาทนักเขียนและเจ้าของสำนักพิมพ์ ‘คนแคะ’

05 

“หน้าที่ 30”

การผ่านประสบการณ์มามากมายทำให้คิดว่าตัวเองโตกว่าคนวัยเดียวกันหรือเปล่า

ไม่หรอกครับ ผมไม่ได้โตกว่าหรือมีความสามารถดีเด่นไปกว่าใครหรอก แต่ผมว่าสำคัญที่โตมาแบบไหนมากกว่า เพราะจริงๆ แล้ว เด็กไม่ได้แปลว่าด้อย ขึ้นอยู่กับว่าเขาได้เรียนรู้อะไรมาบ้างต่างหาก

กันต์นิยามความสำเร็จไว้ว่ายังไง

ไม่เห็นว่าจะต้องประสบความสำเร็จอะไรนะครับ คำนี้คืออะไร เอาจริงๆ ไม่มีใครการันตีสิ่งนี้ได้เลย ตอนเป็นนักแสดงมีคนมาบอกว่าเราประสบความสำเร็จ คนก็มาเฮกับเรา แต่พอวันหนึ่งที่เราเปลี่ยนมาทำอย่างอื่นแทน เหมือนเป็นอีกหนึ่งบทบาทใหม่ของชีวิต นี่แปลว่าไม่ประสบความสำเร็จแล้วหรอครับ คำนี้นิยามยากมาก บางคนบอกขอกำไรพันล้าน บางคนได้ล้านเดียวก็พอใจ ไม่เหมือนกันแล้ว ผมเลยไม่กำหนดกะเกณฑ์ไว้เลยดีกว่า สบายใจตรงไหน ตรงนั้นก็คือความสำเร็จแล้วกัน

ถ้าชีวิตกันต์เป็นหนังสือความยาว 100 หน้ากระดาษ ช่วงปีที่ 27 เรื่องราวดำเนินมาถึงหน้าไหนแล้ว

หน้าที่สามสิบมั้งครับ (หัวเราะ) เรื่องราวก่อนหน้านี้น่าจะปูมาให้รู้จักตัวละครก่อนตามประสา ตอนนี้คนอ่านคงเริ่มเอ๊ะๆ อะไรบ้างแล้ว กำลังเข้าช่วงที่จะได้เจอเหตุการณ์สำคัญ น่าจะเกิดคำถามในใจแล้วแหละ

แล้วหน้าต่อไปล่ะ

นั่นสิครับ ผมก็ไม่รู้ ยังไม่ได้อ่านเหมือนกัน ขอให้ไม่เลวร้ายมาก

กันต์ ชุณหวัตร จากนักแสดง นักร้อง สู่บทบาทนักเขียนและเจ้าของสำนักพิมพ์ ‘คนแคะ’

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

กองบรรณาธิการผู้คนพบความสุขในวัยใกล้เบญจเพสจากบทสนทนาดีๆ กับคนดีๆ และเพลงรักสุดแสน Bittersweet ของ Mariah Carey

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

แม้นางงามที่ชื่อ แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส จะไปไม่ถึงฝันในเวทีประกวดระดับจักรวาล แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้หญิงที่ชื่อ แอนชิลี สก็อต-เคมมิส มอบบางสิ่งบางอย่างที่มีคุณค่ามากกว่าความสวยให้กับประเทศไทย

ก่อนที่แฮชแท็ก #RealSizeBeauty จะโลดแล่นอยู่บนหน้าจอมือถือ พร้อมกับรูปภาพผู้คนที่อวดโฉมเรือนร่างของตนด้วยความมั่นใจ 

สำหรับแอนชิลี แสงไฟบนเวทีอาจมีไว้ให้ใครบางคนเฉิดฉาย มงกุฎหรือสายสะพายก็อาจมีไว้แค่เป็นสัญลักษณ์ เธอตั้งใจมาที่นี่เพื่อบอกว่าความสวยไม่เคยมีมาตรฐาน

แอนก้าวขาขึ้นมาบนเวทีนางงามพร้อมกับค่านิยมใหม่สุดกล้าหาญ ด้วยโครงร่างสูงใหญ่ 183 เซนติเมตรของสาวลูกครึ่งออสเตรเลีย-ไทย และร่างกายแข็งแรงแบบฉบับกัปตันทีมวอลเลย์บอล 2 ปีซ้อน แต่ถึงกระนั้นเธอก็ยังฉีกยิ้มกว้าง ทำลายทุกข้อครหา ตอบคำถามอย่างชาญฉลาด ปิดท้ายด้วยการสร้างตำนาน คว้ารางวัลชนะเลิศจากความแตกต่างที่เธอมี 

บอกตามตรงว่าเราเข้าใจได้ทันทีตั้งแต่แรกเห็น ว่านางงามผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดเป็นเช่นไร จากละอองไอแห่งความมั่นใจที่ปกคลุมรอบตัวเธอ และจากทุกคำตอบที่ชัดถ้อยชัดคำ แม้จะมีบางคำถามที่เข้าใจยาก แต่สาวลูกครึ่งก็พยายามอย่างสุดฝีมือ อาจเพราะรู้ว่าทุกการกระทำของเธอจะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนอีกมากมาย ต่อให้แสงไฟบนเวทีจะดับลงแล้วก็ตาม

พบกันคราวนี้ เราขออนุญาตชวนแอนชิลี ในฐานะพรีเซนเตอร์คนใหม่ของคอลเกต กลับไปออดิชันรอบ Keyword อีกครั้งโดยไม่จับเวลา และถามเธอถึงเรื่องราวสำคัญที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มกว้าง 

คอลเกตอ๊อพติคไวท์โอทู,Smile Out Loud,ยิ้มมั่นสวยมั่น,Colgate,แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส,

Keyword No.1 ผู้หญิง

“ผู้หญิงเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังที่สุด เราทุกคนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผู้หญิงคิดในมุมมองที่แตกต่าง ผู้หญิงไม่อยากทำเหมือนใคร ไม่มีอะไรจะให้พลังผู้หญิงมากไปกว่าการที่ผู้หญิงให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เพื่อให้เราได้เป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ เมื่อไรที่คุณยอมรับในสิ่งที่คุณเป็น เมื่อนั้นคุณจะสู้สุดกำลัง และจะไม่มีใครหยุดยั้งคุณได้”

ชีวิตเปลี่ยนไปยังไงบ้างหลังจบการประกวด

เปลี่ยนมาก จากคนที่มีชีวิตสนุกมาก เที่ยวทะเล อาบแดด อิสระ ไม่มีข้อจำกัด หลังได้มงกุฎ เรารู้ว่าเราเป็นต้นแบบให้กับใครหลายคน เรามีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ 

เพราะแอนเชื่อว่าเด็ก ๆ ที่กำลังมองอยู่เขาจะเลียนแบบหลายอย่างที่แอนทำ ซึ่งเด็กเหล่านี้เขาต้องการ Role Model ที่ดี ที่ไม่ได้สอนอะไรผิด ๆ ให้เขา แอนเลยตั้งใจย้อนกลับมาดูตัวเองว่าแอนเป็นคนยังไง เราจะพัฒนาตัวเองยังไงให้เด็กพวกนี้เติบโตมาในโลกที่ไม่วัดคุณค่าของเขาจากรูปร่าง ที่ปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเคารพ กล้าที่จะพูด แต่ขณะเดียวกันก็ให้เกียรติคนอื่นด้วย 

ถ้า Role Model ของเด็ก ๆ คือแอน แล้ว Role Model ของแอนคือใคร

คุณพ่อค่ะ เขาเป็นคนที่ฉลาดมาก ไม่เคยหยุดเรียนรู้ ไม่เคยคิดว่าตัวเองรู้เยอะเกินไป ถ้าไม่รู้อะไรเขาจะยอมรับว่าไม่รู้ เขาเลือกด้วยว่าอะไรที่ควรใช้เวลา อะไรไม่ควร แล้วเขาก็เชื่อว่าทุกคนมีข้อดีในตัวเอง 

คุณหยิบอะไรจากพ่อมาปรับใช้กับตัวเองบ้าง

My curiosity ความอยากรู้ แอนชอบการเรียนรู้มาก (ลากเสียง) อยากรู้อะไรก็จะอ่าน แล้วก็การฟัง พ่อเป็นคนที่ตั้งใจฟังมาก พ่อฟังโดยไม่ได้คิดว่าจะตอบอะไร แต่คิดว่าจะช่วยเขาได้ยังไง

คอลเกตอ๊อพติคไวท์โอทู,Smile Out Loud,ยิ้มมั่นสวยมั่น,Colgate,แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส,

คุณเป็นคนมั่นใจแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร

แอนมั่นใจตั้งแต่เด็ก เพราะแอนไม่เคยมองคุณค่าของตัวเองหรือคนอื่นจากภายนอก คุณค่าของแอนไม่ได้มาจากภาพลักษณ์ เสื้อผ้าที่แอนใส่ จากสิว กระบนใบหน้า หรือแผลเป็น 

แอนเห็นคุณค่าของตัวเองจากการคิดว่า ฉันปฏิบัติต่อคนอื่นดีไหม ฉันพัฒนาตัวเองตลอดไหม ฉันช่วยเหลือเพื่อนหรือเปล่า แอนมองแบบนั้นแทน แอนไม่เคยไม่มั่นใจเรื่องรูปร่าง มันไม่ใช่เรื่องที่แอนคิดในชีวิตประจำวัน 

พอเรากลับมาไทย แล้วเรามีหุ่นฝรั่ง ชอบมีคนบอกว่าเราอ้วน เราตัวใหญ่ คือปฏิเสธไม่ได้ว่าบางทีก็เจ็บ แต่กลับมาคิดดูแล้ว แอนว่ามันเป็นโอกาสมากกว่าที่เราจะพูดเรื่องนี้ 

ทุกวันนี้เวลาโดนว่าเรื่องหุ่น ความมั่นใจของแอนมาจากแคมเปญ #RealSizeBeauty แอนเชื่อว่ามันไม่ได้เป็นแคมเปญที่แอนสร้างมาเอง แต่มันเป็นของทุกคนที่ร่วมกันสร้างแรงบันดาลใจ

รู้ไหมว่าหลายคนไม่ได้ชื่นชอบคุณแค่เพราะหุ่นหรือหน้าตา แต่ชอบเพราะสิ่งที่คุณทำ 

เวลาคนมาพูดว่าชอบทัศนคติ ชอบความคิดของแอน แอนภูมิใจมาก เพราะคนเห็นคุณค่าของแอนที่ไม่ได้มาจากภายนอก แอนขอบคุณพ่อแม่ที่สอนแอนมาอย่างดี แล้วก็ทำให้แอนเป็นคนที่พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ แอนคิดว่าการเลี้ยงลูกเป็นสิ่งที่ยากมาก ๆ อยากขอบคุณที่เขาใช้เวลากับแอน 

แสดงว่าการเลี้ยงดูของครอบครัวส่งผลต่อความมั่นใจ

การที่แอนเป็นผู้หญิงแบบทุกวันนี้ แอนต้องยกความดีความชอบให้คุณพ่อ คุณแม่ น้องชาย เพราะเขาจะถามตลอดว่าเรียนเป็นยังไงบ้าง เรียนหนังสือเพิ่มไหม ถามว่าแอนปฏิบัติต่อเพื่อนที่โรงเรียนยังไง เขาสอนให้แอนเคารพความเป็นมนุษย์ของคนอื่น และทุกคนมีศักดิ์ศรีในตัวเอง 

ความมั่นใจเลยมาจากข้างใน จากจิตใจของแอนเอง สะท้อนออกมาว่าแอนเป็นคนแบบไหน แอนให้ของขวัญคนไหม ทำกับข้าวให้คนกินรึเปล่า ไม่เคยมีอะไรมาจากรูปลักษณ์ภายนอกของแอนเลย

ฟังดูเหมือนคุณเป็นเด็กที่เติบโตมาอย่างดี แล้วเริ่มรู้ตัวตอนไหนว่า Beauty Standard ส่งผลกับชีวิต

แอนเคยไปแคสงานตอนอายุ 13 ปี แล้วโดนบอกให้ไปลดน้ำหนัก 10 กิโล ตอนนั้นแอนยังไม่รู้เลยว่า Beauty Standard คืออะไร เพราะยังเด็กมาก จำได้แค่เราโกรธ แต่ไม่รู้ว่าโกรธอะไร แล้วแอนก็กลับไปคิด ว่าทำไมเราต้องลดน้ำหนักด้วย เราก็ยังเรียนดี เพื่อนก็ยังรักเรา เล่นกีฬาก็ได้ มันเกี่ยวอะไรกับน้ำหนัก 

แอนโดนล้อเรื่องปากเยอะมากด้วย เพราะแอนเป็นคนปากใหญ่ เคยกลับไปบ้านแล้วร้องไห้ถามคุณแม่ว่า ‘Mom, Can I make my lips smaller?’ ให้เขาตัดปากออกให้เล็กลงได้ไหม แต่สังคมมันเปลี่ยนไปแล้ว 

เช่น เรื่องหุ่น เมื่อก่อน Muscular Body หุ่นแบบนักกีฬา มีกล้ามเนื้อ เขาไม่ค่อยชอบกัน ทุกวันนี้คือแสดงถึงความแข็งแรง สวยมาก 

ทำไมเราต้องมาเป็นเหยื่อของมาตรฐานสังคมที่ไม่เหมือนเดิมตลอดเวลา แค่ฉลองให้ตัวเอง เป็นตัวของตัวเอง ถามตัวเองให้มั่นใจว่าฉันชอบตัวเองแล้วหรือยัง แอนคิดว่าชีวิตจะสบายขึ้น เป็นอิสระ ไม่ต้องคอยต่อสู้กับตัวเอง

โตมาแบบฝรั่ง มีความมั่นใจเต็มเปี่ยม สนุกกับการเล่นกีฬา ทำไมคุณถึงต้องมาประกวดนางงาม

เราเป็นลูกครึ่ง มีคุณยายคนไทยที่การดูนางงามคือความสุขของเขา อยากให้หลานเป็นตั้งแต่เด็ก คุณแม่ก็ชอบแซวให้เราเป็น แอนก็ไม่เคยคิดว่าจะไปเป็นนะ แค่เก็บไว้ในใจตัวเองว่า โอเค อาจจะไปก็ได้ แต่แอนรู้ว่าถ้าแอนจะไปประกวดหรือไปทำอะไร แอนต้องมีจุดประสงค์ 

ตอนย้ายกลับไปออสเตรเลีย แอนเห็นวัฒนธรรมที่แตกต่างกันมาก โดยเฉพาะเรื่อง Beauty Standard ที่ออสเตรเลียมันก้าวผ่านไปได้แล้ว ถึงเวลาที่ประเทศไทยของเราควรสนับสนุนเรื่องนี้ แอนเลยมาประกวดด้วยจุดประสงค์ที่อยากช่วยเหลือสังคม

คิดยังไงถึงกล้าทำเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีนางงามที่มีมาตรฐานกำหนดชัดเจน

แอนเห็นว่ามันจำเป็น สิ่งที่แอนกำลังทำคือสิ่งที่สังคมต้องการ 

ถ้าเราอยากทำเพื่อสังคมจริง ๆ เราจะไม่กลัวว่าใครจะว่าอะไรไหม ความกล้าหาญมันจะมาเอง แต่ก็ต้องยอมรับว่าทีมที่ส่งแอนไป ครอบครัวแอน สนับสนุนทุกอย่าง นี่เป็นจุดแข็งของแอน มีพวกเขาเป็นพื้นที่ปลอดภัย ทำให้แอนหยัดยืนได้ตลอด แอนก็เลยมีความกล้า เพราะแอนรู้ว่าถ้าไม่ประสบความสำเร็จ เรายังมีคนอยู่ข้าง ๆ

ชีวิตที่เปลี่ยนอดีตให้เป็นพลังของ แอนชิลี ผู้หญิงที่เชื่อว่าความสวยไม่ต้องมีมาตรฐาน

Keyword No.2 ความสวย

ความสวยจะออกมาจากตัวตนที่แท้จริงข้างใน สะท้อนให้เห็นว่าคุณเป็นใครในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง คุณมีวิธีปฏิบัติหรือโต้ตอบกับเพื่อนมนุษย์อย่างไร สิ่งที่งดงามที่สุดคือการที่คุณอนุญาตให้ตัวเองเปล่งประกาย มอบทุกความจริงใจ มอบทุกความสุขให้คนอื่นได้สัมผัส 

“เราจะสวยได้มากกว่าถ้าเราทุกคนแตกต่างกัน เพราะความสวยนั้นหลากหลาย เป็นเอกลักษณ์ เป็นตัวคุณ แอนหวังว่าคุณจะเฉลิมฉลองและภาคภูมิใจกับการเป็นตัวเอง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม”

นอกจากเรื่องรูปร่าง คุณเคยโดนล้อเรื่องอะไรอีกบ้างไหม

ส่วนมากจะเป็นเรื่องเชื้อชาติ ด้วยความที่เราเป็นลูกครึ่ง เขาจะเรียกเราว่า ‘ฝรั่ง’ ซึ่งทำให้เรารู้สึกแปลกแยกมาก แต่แอนโชคดีที่คุณพ่อเป็นคนบอกว่า หนูเกิดที่ไทย เติบโตที่ไทย ความคิด ทัศนคติ การเคารพผู้ใหญ่ มันมาจากการที่หนูเป็นคนไทย ถึงแม้รูปร่างหน้าตาอาจจะไม่ใช่ แต่ข้างในเราเป็นคนไทย

หรือความ Feminine แอนไม่ค่อยได้ทำตัวเหมือนผู้หญิงหวาน ๆ แอนเป็นคนพูดเยอะ พูดเก่ง กล้าแสดงออก ไม่ใช่ผู้หญิงที่ตรงตามวัฒนธรรมไทย เขาจะชอบแซวกันว่า ‘เป็นแบบนี้จะหาแฟนได้ไหมเนี่ย’ 

อีกเรื่องคือฟันกระต่ายของแอน ตอนเด็ก ๆ โดนล้อเยอะมากนะ เมื่อก่อนก็ไม่ค่อยยิ้มโชว์ฟัน เพราะไม่อยากโดนเรียกว่ากระต่าย บางคนอาจจะคิดว่าน่ารัก แต่แอนไม่ค่อยมั่นใจ 

ตอนนั้นคุณผ่านมาได้ยังไง

เราเริ่มหัวเราะกลับ เพื่อนเรียกเราว่า Bugs Bunny แอนก็ตอบกลับว่า Yes, I am. มันเป็นสัญลักษณ์ของแอน แอนเป็นคนปากใหญ่ ยิ้มก็ต้องใหญ่ แอนเลือกไม่ให้คำพูดของคนอื่นมีผลกระทบกับชีวิต 

แอนเชื่อว่าไม่มีใครฟันไม่สวย มันคือเอกลักษณ์ของเขา ต่อให้โดนล้อเรื่องฟันกระต่ายเยอะมาก แต่ฟันคู่นี้ก็ทำให้แอนเป็นแอน เวลาแอนยิ้ม คนจะยิ้มตาม เพราะแอนยิ้มแบบจริงใจ ยิ้มแบบ Smile Out Loud ถ้าเรายิ้มแล้วคนอื่นมีความสุข ทำไมเราจะไม่ยิ้ม 

สำหรับคนที่ต้องการกำลังใจ ไม่ว่ารอยยิ้มของคุณจะเป็นแบบไหน ทุกคนสวยได้ในแบบของตัวเอง รอยยิ้มของทุกคนแตกต่างกันก็จริง แต่สิ่งที่เหมือนกันคือคุณกำลังเติมความสดใสให้กับโลก ไม่ต้องกังวลค่ะ

เพราะอะไรทุกคนถึงต้องยอมรับตัวเอง หรือหัวเราะกลับไปแบบที่คุณทำเวลาโดนล้อ

เพราะความแตกต่างจะอยู่กับเราตลอดไป มันเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ทุกคนมีสิทธิ์เลือกว่าเราจะเสียใจขนาดไหน มีความสุขขนาดไหน นี่คือร่างกายของเรา หน้าตาของเรา รอยยิ้มของเรา และแอนเลือกที่จะไม่เศร้าไปกับมัน

แล้วในวงการนางแบบที่การทำหน้านิ่ง ขึงขัง เวลาถ่ายภาพ กลายเป็นลุคของผู้หญิงทำงาน มากกว่าการยิ้มสดใส 

แอนว่าแล้วแต่สไตล์นะ เราไม่ยิ้มเพราะเรากำลังขายเสื้อผ้า ซึ่งหน้าเฟียส (Fierce) ก็กลายเป็นงานอีกแบบหนึ่งไปแล้ว 

หรือมันเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ที่ผู้หญิงไม่เคยเป็นผู้นำ ต้องต่อสู้อย่างหนักเพื่อสิทธิ เพื่อสวัสดิการ ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเด็กผู้หญิงที่ร่าเริงตลอดเวลา การไม่ยิ้มคงทำให้รู้สึกเหมือน ฉันไม่ได้มาเล่น ๆ ฉันมาสู้กลับ แต่แอนว่าถ้ายิ้มมันจะคอนเนกกับคนได้มากกว่านะ

ทำไมคุณถึงคิดว่ารอยยิ้มเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นใจ

Because It’s you เพราะมันเป็นตัวคุณไง เหมือนกับประโยคที่บอกว่า Eyes don’t lie ดวงตาไม่เคยโกหก เวลาเรายิ้ม ตาเราก็จะยิ้มไปด้วย มันเห็นเลยว่าคุณกำลังมีความสุขหรือกำลังมั่นใจจริง ๆ รึเปล่า

ชีวิตที่เปลี่ยนอดีตให้เป็นพลังของ แอนชิลี ผู้หญิงที่เชื่อว่าความสวยไม่ต้องมีมาตรฐาน

กลัวไหมถ้าคนจะมองว่าคุณมั่นใจเกิน

คนคิดไปแล้วค่ะว่าแอนมั่นใจเกิน

เพราะแอนไม่อยากให้คนที่มองแอนเป็นต้นแบบ เห็นแอนไม่โอเค เห็นแอนไม่มั่นใจ เขาอาจจะไม่โอเคมากกว่าแอนอีก 

แอนเองก็ไม่ได้มั่นใจตลอดเวลา เวลาเราโดนบูลลี่เรื่องรูปร่าง ทั้งที่เราพยายามมาก ๆ ที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง บางทีแอนก็รู้สึกว่านี่ไม่ต่างอะไรกับ Me VS The World 

คนที่รู้จักแอนจริง ๆ จะรู้ว่าแอนเจ็บปวดมากที่คนชอบคิดว่าแอนมั่นใจเกินไป เพราะแอนไม่ใช่คนแบบนั้น แอนรู้ว่าลิมิตของความมั่นใจอยู่ตรงไหน แต่หลังได้ตำแหน่ง แอนก็ยอมให้คนคิดว่าแอนมั่นใจเกินไปเลย เพราะแอนรู้ว่าแอนมีบทบาทสำคัญมาก ๆ ต่อสังคม แอนกำลังทำเรื่อง Beauty Standard เพื่อเปลี่ยนแปลงค่านิยม ให้ทุกคนมีความมั่นใจ เป็นตัวของตัวเองได้โดยไม่ต้องฟังเสียงของใคร

นอกจากเรื่องรูปร่าง รอยยิ้ม มีเรื่องอะไรอีกที่คุณอยากรณรงค์เพื่อให้คนมองข้ามความสวยและวัดกันที่ความสามารถ

Cyberbullying แอนคิดว่าเราควรรณรงค์เรื่องนี้ด้วยกันถ้าอยากให้สังคมพัฒนา ควรพูดถึงเยอะ ๆ ไม่ควรทำเป็นมองไม่เห็นอีกต่อไปแล้ว 

สำหรับแอน มันคือการไม่ให้เกียรติ เรามีหน้าที่สอนเด็กรุ่นใหม่ที่กำลังใช้โซเชียลว่า คำบางคำสร้างความเจ็บปวดได้ มนุษย์คนหนึ่งไม่มีสิทธิ์มาทำให้มนุษย์อีกคนเจ็บปวดขนาดนั้นโดยไม่มีเหตุผล และถ้าจะแชร์ความคิดเห็น แอนว่าอย่างน้อยต้องติเพื่อก่อ สมมติมีคนไม่ชอบชุดที่แอนใส่ ก็บอกว่าชุดนี้ไม่ค่อยสวย อยากให้ใส่อีกชุดหนึ่ง แทนที่จะบอกว่าไม่สวยเพราะแอนใส่แล้วหน้าอกห้อย มันมีวิธีที่เราจะช่วยให้เขาสวยขึ้นได้ โดยไม่ด้อยค่าเขา

แล้วกับคนธรรมดาที่ไม่มีชื่อเสียงโด่งดัง เขาจะร่วมรณรงค์ยังไง

Educate yourself เราควรให้ความรู้แก่ตัวเอง เรียนรู้ว่าการบูลลี่มีผลกระทบรุนแรงขนาดไหน ทุกคนควรรู้ว่าการบูลลี่คืออะไร มีแบบไหนบ้าง ไม่ว่าจะในอินเทอร์เน็ต ในโรงเรียน ในชีวิตจริง เราทุกคนมีหน้าที่ เพราะเราอยู่ในสังคมเดียวกัน แล้วก็อย่าทำเป็นมองไม่เห็น เรียกร้องเลย กล้าที่จะพูดออกมาว่ามันผิด ถ้าเราทำจนสิ่งนี้เป็นเรื่องธรรมดา สังคมมันจะเปลี่ยนแปลงได้

อยากบอกอะไรกับคนที่ยังคิดว่าคุณมาถึงจุดนี้ได้ง่าย ๆ เพราะ Beauty Privilege 

ไม่อยาก ไม่ต้องรู้หรอกว่ามันยากขนาดไหน แอนไม่ชอบพูดเลย แต่แอนจะใช้เวลา ใช้พลังงานทั้งหมดที่มีของแอน ผลักดันประเด็นสังคมให้กับคนที่เขาอยากฟัง ส่วนคนที่ไม่อยาก แอนจะรอจนกว่าเขาจะพร้อม เพราะนั่นก็เป็นสิทธิ์ของเขาเช่นกัน

แอนมี Beauty Privilege ไหม แอนต้องยอมรับว่ามี แต่แอนทำอะไรกับสิ่งนี้ล่ะ แอนรณรงค์เรื่องรูปร่างหน้าตา เรื่องความมั่นใจในตัวเอง เรื่องรอยยิ้มให้ไปไกลขึ้น ให้สังคมนี้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทำลายมาตรฐานความสวย ค่านิยมแบบเดิม ๆ

การที่เรามี Privileges ไม่ใช่เฉพาะหน้าตา แค่เราได้เรียนโรงเรียนดี ๆ  เกิดในครอบครัวดี ๆ เราก็มีความรับผิดชอบต่อสังคมแล้วนะ เพราะคนที่เขามีความยากลำบาก มันไม่ใช่ความผิดของเขาคนเดียว 

คุณเหนื่อยกับสิ่งที่ทำอยู่บ้างไหม

เหนื่อยเรื่องโดนบูลลี่ แต่ว่าไม่ท้อ เพราะแอนท้อไม่ได้ สิ่งที่แอนต้องก้าวข้ามมาเพื่อจะมาอยู่จุดนี้ทำให้เราท้อไม่ได้ มีหลายคนกำลังมองแอนเป็นต้นแบบ มีทีมที่ตั้งใจช่วยแอนทุกวินาที ทำให้แอนต้องมั่นใจ เดินหน้าต่อ แล้วแอนก็รักในสิ่งที่แอนทำ

แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส นางงามที่กล้าพูดเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีประกวด และคว้ารางวัลชนะเลิศด้วยทรวดทรงอันแท้จริง

Keyword No.3 รอยยิ้ม

“เวลาที่ใครสักคนยิ้มออกมา เหมือนเขามอบทั้งความสดใส ความสุข ความจริงใจ โลกใบนี้งดงามขึ้นได้จากทุกรอยยิ้มที่ส่งต่อถึงกัน ถ้าสามารถบอกอะไรกับทุกคนได้หนึ่งอย่าง แอนอยากจะบอกให้ทุกคนยิ้มต่อไป และขอให้ยิ้มออกมาอย่างมั่นใจค่ะ”

จากวันที่คุณยังเด็ก ผ่านมาแล้วเป็นสิบปี ทำไมทุกวันนี้ยังมีการล้อเลียนกันอยู่

เพราะว่าเรายังไม่มีคนต้นแบบที่กล้าโชว์ความแตกต่าง ต้นแบบที่เด็ก ๆ เห็นแล้วจะโตมาเอาเยี่ยงอย่าง ทุกวันนี้โซเชียลมีเดียมีแต่ความสวยงามตามมาตรฐาน แอนว่ามันคล้าย ๆ กับ Soft Power

วัฒนธรรมเราก็เป็นแบบนี้ เราคอมเมนท์รูปร่างหน้าตากันทุกวัน มันถูกส่งต่อกันมาจนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ทำให้คนไทยไม่กล้าที่จะมั่นใจในตัวเองสักที

แล้วคุณรับมือยังไง

เราเข้าใจว่าทุกคนมีความแตกต่าง และความแตกต่างเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้เราโดดเด่น มีออร่าของตัวเอง คนจะว่าเรื่องรูปร่างก็ว่าได้ แต่แอนรู้ว่าแอนแข็งแรง แอนสุขภาพดี แอนก็ปล่อยวางได้ในระดับหนึ่ง 

แต่ในมุมมองที่แอนก็เป็นมนุษย์ เป็นผู้หญิง อายุแค่ 22 ปี บางทีเราก็รับมือไม่ได้เป็นธรรมดาค่ะ ซึ่งแอนกล้าที่จะยอมรับว่าแอนไม่โอเค แอนคิดว่า การที่ทุกคนกล้าที่จะยอมรับว่าตัวเองไม่โอเค มันจะช่วยสร้างความมั่นใจให้คนอื่นได้ ว่าเราทุกคนไม่ต้องรู้สึกดีตลอดเวลา

ในวันที่คุณยิ้มไม่ออก รู้สึกท้อ คุณดึงเอาความมั่นใจกลับมาด้วยวิธีไหน

เราเลือกได้ว่าจะให้สิ่งเหล่านั้นเข้ามามีผลกับชีวิตหรือปล่อยวาง เวลามีคนบอกให้เราไปทำฟันให้เท่ากัน บางทีเราก็ไม่ยิ้มดีกว่า ทำหน้านิ่งไปเลย เพราะจิตใจเราไม่พร้อมรับความคิดเห็นแย่ ๆ แล้วแอนเป็นคนยิ้มปลอม ๆ ไม่ได้ จะเห็นเลยว่า แอนยิ้มพร้อมกับตา 

แต่ต้องยอมรับว่าการได้เป็นพรีเซนเตอร์งานนี้ดึงความมั่นใจของแอนกลับมานะ เพราะแบรนด์ระดับโลกมองเห็นความแตกต่างของแอน ช่วยทำให้แอนมั่นใจมากขึ้นว่าแอนไม่ได้พยายามขับเคลื่อนสังคมอยู่คนเดียว และถ้าเราช่วยกันทำทุกคนมันจะดีขนาดไหน สังคมมันจะเปลี่ยน

แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส นางงามที่กล้าพูดเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีประกวด และคว้ารางวัลชนะเลิศด้วยทรวดทรงอันแท้จริง

อะไรบ้างที่จะเปลี่ยน หลังจากแคมเปญนี้ออกไป

ทัศนคติ ความคิด การตัดสินกันที่รูปร่างหน้าตา มันจะเปลี่ยนไป ถามว่ายังมีอยู่ไหม มีแน่นอนค่ะ แต่ทุกคนจะมีความมั่นใจมากขึ้น เป็นตัวของตัวเองได้มากขึ้น ไม่ยอมให้ใครมาตัดสินเราจากภายนอกอีก คิดดูว่าสังคมที่เต็มไปด้วยความแตกต่างหลากหลายจะงดงามมากขึ้นขนาดไหน เพราะประเทศไทยเรามีความสวยงามมากอยู่แล้ว มีวัฒนธรรมที่ดี เพียงแต่ตัวตนที่แท้จริงของเราถูกกดทับด้วยมาตรฐานความสวยมานานเกินไป 

อยากให้สังคมก้าวข้ามผ่านเรื่องรูปร่างและมองที่ความสามารถมากกว่า เพราะมาตรฐานของความสวยเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เราเป็นใครถึงไปบังคับให้ใครเป็นแบบไหน เราต้องภูมิใจในสิ่งที่เราเป็น ทั้งรูปร่าง สีผิว ความสูง ฯลฯ

คุณจะขับเคลื่อน #SmileOutLoud ในฐานะพรีเซนเตอร์ของคอลเกต ไปพร้อม ๆ กับแคมเปญ #RealSizeBeauty ยังไง

สำหรับแอน สิ่งที่คอลเกตทำมันมากกว่าการขายยาสีฟันออกใหม่นะ แต่เขากำลังเปลี่ยนแปลงค่านิยมของสังคม เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้แอนเลือกรับงานนี้ ทุกคนจะได้รู้ว่าความเป๊ะมันไม่มีในโลก เราไม่ต้องเป็นคนที่สวยเป๊ะทุกอย่างก็ได้ 

#RealSizeBeauty ไม่ใช่แค่เรื่องหุ่น แต่คือการเฉลิมฉลองให้กับการเป็นตัวเอง ส่วน #SmileOutLoud ก็คือความมั่นใจที่สะท้อนออกมาผ่านรอยยิ้ม  ไม่ว่าเราจะมีฟันแบบไหน ฟันไม่สวยแต่เราก็สามารถยิ้มสวยมั่นใจในแบบของเราได้ ซึ่งสองแคมเปญนี้เป็นเรื่องเดียวกันด้วยซ้ำ  ขอบคุณที่คอลเกตมองเห็นความสำคัญในจุดนี้ และเลือกแอน เพราะฟันแอนก็ไม่ได้เท่ากัน แต่มันก็ทำให้แอนเป็นแอน

แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส นางงามที่กล้าพูดเรื่อง #RealSizeBeauty บนเวทีประกวด และคว้ารางวัลชนะเลิศด้วยทรวดทรงอันแท้จริง

ตอกย้ำความเชื่อของแบรนด์ Colgate ที่อยากเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความมั่นใจให้ทุกคนผ่าน Smile Out Loud ที่ร่วมกับ แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส, ซูซี่-ณัฐวดี ไวกาโล และผู้หญิงอีกหลายคนทั่วเอเชีย ที่อยากเปลี่ยนนิยามและสนับสนุนให้คนอื่น ๆ มั่นใจในความเป็นตัวเอง เราจึงมี #คอลเกตอ๊อพติคไวท์โอทู ยาสีฟันที่ช่วยเสริมความมั่นใจสำหรับกิจวัตร Beauty Oral Care ที่มี O2 Technology จะช่วยให้ทุกคนมั่นใจที่จะยิ้มแสดงออกความเป็นตัวของตัวเอง พร้อมที่จะ Smile Out Loud กันทั้งประเทศ

และติดตามอ่านเรื่องราวของ ซูซี่-ณัฐวดี ไวกาโล ได้ที่ readthecloud.co/suziewadee/ 

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load