ชื่อ จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี อาจถูกจดจำในฐานะซีอีโอของบุญรอดบริวเวอรี่ ทายาทรุ่นที่ 3 ของตระกูลที่สร้างเบียร์สิงห์จนกลายเป็นสัญลักษณ์ชาติ แต่สำหรับคนในวงการกีฬาคนพิการไทย ชื่อนี้หมายถึงอะไรที่ลึกกว่านั้นมาก
มันหมายถึงคนที่เดินเข้ามาในวงการที่ไม่มีสปอตไลต์ ไม่มีกระแส และไม่มีใครสนใจมากพอ แล้วเลือกทุ่มเทอยู่กับมันนานกว่า 17 ปีจนกระทั่งวันสุดท้ายของชีวิต
ทายาทสิงห์ที่ไม่ได้ใช้ชีวิตแค่ในออฟฟิศ

จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี หรือ “นิดหน่อย” เกิดวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2500 เป็นทายาทรุ่นที่ 3 ของตระกูลภิรมย์ภักดี บุตรของนายจำนงค์ ภิรมย์ภักดี และคุณหญิงสุภัจฉรี ภิรมย์ภักดี
สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนฮอทช์คิส รัฐคอนเนคติกัต สหรัฐอเมริกา ปริญญาตรีเศรษฐศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยบอสตัน รัฐแมสซาชูเสต จากนั้นยังสำเร็จการศึกษาหลักสูตรพิเศษที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ทั้งด้านการบริหารธุรกิจครอบครัวและการเจรจาเชิงกลยุทธ์
หลังสำเร็จการศึกษา คุณนิดหน่อยกลับมาช่วยธุรกิจครอบครัวในปี 2524 ถือเป็นรุ่นบุกเบิกการทำงานอย่างเป็นระบบ และเมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2563 ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ของบุญรอดบริวเวอรี่ แทนที่สันติ ภิรมย์ภักดี ลูกพี่ลูกน้องที่ขยับขึ้นไปดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร
แต่ตลอดเวลาที่อยู่ในโลกธุรกิจ มีอีกโลกหนึ่งที่เขาไม่เคยทิ้ง
จากผู้จัดการทีม สู่ผู้เปลี่ยนชะตากรรมนักกีฬา
ปี 2548 คือจุดเปลี่ยนที่ไม่มีใครรู้ว่าจะยิ่งใหญ่แค่ไหน
จุตินันท์ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการกีฬาพาราลิมปิกแห่งประเทศไทยตั้งแต่ปี 2552 โดยก่อนหน้านี้ได้เป็นผู้จัดการทีมคณะนักกีฬาคนพิการทีมชาติไทยเมื่อปี 2548 เป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของวงการกีฬาคนพิการของไทย ดูแลนักกีฬาคนพิการในการแข่งขันหลายรายการตั้งแต่ระดับอาเซียนจนถึงพาราลิมปิก โดยทำงานร่วมกับ 5 สมาคมกีฬาคนพิการ ได้แก่ สมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทยฯ, สมาคมกีฬาคนพิการทางสมอง, สมาคมกีฬาคนตาบอด, สมาคมกีฬาคนหูหนวก และสมาคมกีฬาคนพิการทางปัญญาแห่งประเทศไทย
สิ่งที่ทำให้ จุตินันท์ ต่างจากผู้บริหารกีฬาทั่วไปคือมุมมองที่เขายึดถือมาตลอด — เขาเชื่อว่าการพัฒนาสำคัญกว่าผลการแข่งขัน ไม่ใช่การไล่ตามเหรียญรางวัลให้ดูดีในสถิติ แต่คือการสร้างระบบที่แข็งแกร่งให้นักกีฬาคนพิการไทยยืนด้วยตัวเองได้อย่างยั่งยืน
ผลลัพธ์ที่พูดแทนทุกอย่าง

ตัวเลขจากพาราลิมปิกโตเกียว 2020 บอกเรื่องราวได้ชัดเจน — ทัพนักกีฬาพาราไทยคว้า 5 เหรียญทอง 5 เหรียญเงิน 8 เหรียญทองแดง ที่พาราลิมปิก โตเกียว เกมส์ 2020 พานักกีฬาพาราไทยสร้างผลงานอยู่แถวหน้าของโลกได้
ยิ่งไปกว่านั้น ตลอดการนำทัพของเขา นักกีฬาพาราลิมปิกไทยครองแชมป์เป็นที่หนึ่งของอาเซียนมาโดยตลอด — ความสำเร็จที่ไม่เกิดขึ้นจากโชค แต่เกิดจากการวางรากฐานอย่างเป็นระบบมานานกว่าสิบปี
หนึ่งในเรื่องที่ จุตินันท์ ผลักดันมาตลอดคือความเท่าเทียมระหว่างนักกีฬาคนปกติและนักกีฬาคนพิการ ทั้งในแง่การดูแลจากภาครัฐ สวัสดิการ และการรับรู้ของสังคม — ความเชื่อที่ว่านักกีฬาคนพิการไม่ได้ต้องการความสงสาร แต่ต้องการโอกาสและการสนับสนุนที่เท่ากัน
มรดกที่ทิ้งไว้
จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี ถึงแก่กรรมอย่างสงบที่โรงพยาบาลในนครบอสตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2565 อายุ 65 ปี
การจากไปของเขาสร้างคลื่นความโศกเศร้าในหลายแวดวง คณะกรรมการพาราลิมปิกเอเชีย (APC) เขียนข้อความแสดงความเสียใจระบุว่า “หัวใจของพวกเราเต็มไปด้วยความโศกเศร้าเมื่อได้รับรู้การจากไปของนิค (จุตินันท์) ภิรมย์ภักดี ประธานคณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทย”
แต่สิ่งที่เขาทิ้งไว้ไม่ได้มีแค่ตัวเลขเหรียญรางวัล — มันคือแนวคิดที่ว่าคนพิการไม่ได้มีขีดจำกัด มีแค่โอกาสที่ยังไม่ได้รับ และร้อยโทณัยณพ ภิรมย์ภักดี บุตรชายของเขาได้รับตำแหน่งประธานคณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทยหลังจากจุตินันท์ถึงแก่กรรม เป็นการสานต่องานของพ่อในแบบที่ดีที่สุด
ชายที่นั่งอยู่หัวโต๊ะของอาณาจักรเบียร์เก่าแก่เกือบร้อยปี เลือกใช้เวลาของตัวเองไปกับสิ่งที่ไม่มีกำไรในทางธุรกิจ แต่มีความหมายในแบบที่วัดเป็นตัวเลขไม่ได้
และนั่น คือสิ่งที่ทำให้ จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี ยังคงถูกจดจำ
