“ตอนเด็กฝันอยากเป็นอะไร”

ประโยคคำถามสั้นๆ แต่กินใจความ และต้องใช้เวลาในการค้นหาพิสูจน์คำตอบแทบทั้งชีวิต สำหรับ ป้อง-ปานปอง วงศ์สิรสวัสดิ์ คำตอบสั้นๆ ในวัยเด็กของเขาคือ ‘นักเขียนการ์ตูน’ ด้วยสภาพแวดล้อมของบ้านที่มีคุณพ่อเป็นสถาปนิก คุณแม่ฤทัยวรรณ วงศ์สิรสวัสดิ์ ที่ทำงานในวงการโฆษณา นิสัยรักการอ่านได้ปลูกฝังเข้ามาอยู่ในชีวิต

หนังสือการ์ตูนสไตล์โชเนนจัมป์อย่าง ดราก้อนบอล สแลมดังก์ บอย หรือ โจโจ้ เป็นหนังสือเล่มแรกๆ ที่เขาหยิบขึ้นมาอ่าน พร้อมกับความชื่นชอบที่จะขีดๆ เขียนๆ วาดรูปการ์ตูน เพื่อเติมเต็มจินตนาการและความสุขในวันนั้น

 ป้อง-ปานปอง วงศ์สิรสวัสดิ์

แต่ความฝันและชีวิตก็ไม่ได้เชื่อมต่อกันเป็นเส้นตรง เพราะถ้าใครรู้จักแบกกราวนด์ของผู้ชายคนนี้ ก็จะคงจดจำเขาในฐานะโมชันกราฟิกดีไซเนอร์ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Another Day Another Render ที่รับทำ Motion Graphic Direction ที่มีผลงานเป็นที่คนรู้จักอย่าง นิทรรศการ ‘โพธิเธียเตอร์’ ที่เนรมิตพระอุโบสถวัดสุทธิวรารามให้เป็นเธียเตอร์ฉายงานศิลปะแบบ Projection Mapping เมื่อ 2 ปีที่แล้ว หรือ isผลงานที่หลายคนต้องเคยเห็นแต่อาจไม่เคยรู้อย่าง Key Visual และไตเติ้ลซีรีส์จากนาดาวแทบทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น เลือดข้นคนจาง, PROJECT S The Series ฯลฯ รวมทั้งผลงานโมชันกราฟิกโฆษณาอีกหลายชิ้นที่ไม่ได้เอ่ยถึง

แต่ปัจจุบันเขาตัดสินใจหันเหเส้นทางชีวิตของตัวเองอีกครั้ง หลังจากที่ COVID-19 ทำให้งานของทั้งวงการโปรดักชันและโฆษณาต้องสะดุด ซึ่งงานประจำของเขาที่เป็นเหมือนปลายน้ำในอุตสาหกรรมก็สะดุดตามไปด้วย เขาและทีมจึงตัดสินใจหยุดพักงานในฐานะ Another Day Another Render และต่างแยกย้ายกลับไปค้นหาเส้นทางของแต่ละคนกันอีกครั้ง

ป้องหันเหเส้นทางกลับไปใกล้ความชื่นชอบในวัยเด็กของตัวเอง ความรู้สึกสนุกและพึงพอใจในการสร้างสรรค์คาแรกเตอร์ตัวการ์ตูนในวัยเด็ก ผสมกับงานอดิเรกที่ชื่นชอบการเล่นโมเดลฟิกเกอร์ จนกลายมาเป็น The Brush Saber โมเดลสตูดิโอธุรกิจที่ปั้นความชอบให้เป็นตัว และสามารถเลี้ยงดูชีวิตและแพสชันได้จริง

จุดเปลี่ยนสู่ธุรกิจปั้นความชอบเป็นตัว

“ต้องบอกว่าผมค่อนข้างเป็นคนโลภ” 

ป้องกล่าวถึงแนวคิดการทำงานของเขา ความโลภสำหรับเขาในที่นี้ไม่ได้หมายถึงจำนวนเลขศูนย์ต่อท้ายในบัญชี แต่หมายถึงว่างานที่เขาอยากทำ คืองานที่ต้องตอบโจทย์ทั้งความสนุกและเลี้ยงดูชีวิตได้ด้วย 

“ตัวงานชิ้นหนึ่งควรจะมีสิ่งที่สนุกได้ และเราทำเงินกับสิ่งนั้นได้ด้วย ผมรู้สึกว่าช่วงสองปีแรกที่ผมเปิดบริษัท Another Day Another Render โชคดีมากที่ผมได้ทำงานแบบนั้นกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์ ทีนี้จังหวะก่อนที่จะคลี่คลายมาเป็น The Brush Saber เหมือนเป็นช่วงประจวบเหมาะสองอย่างมาพร้อมกัน งานในอุตสาหกรรมที่เราทำดันมีช่วงโลว์ซีซั่นติดกันสองช่วงใหญ่ๆ เป็นช่วงที่ไปออฟฟิศแล้วเรียกว่านั่งกระดิกเท้ากันว่างๆ 

The Brush Saber ธุรกิจปั้นโมเดลของเล่น จากวิกฤตปิดบริษัทโมชันกราฟิกเพราะ COVID-19
The Brush Saber ธุรกิจปั้นโมเดลของเล่น จากวิกฤตปิดบริษัทโมชันกราฟิกเพราะ COVID-19

“ช่วงคลื่นลูกแรกๆ ที่คนส่วนใหญ่น่าจะเริ่มจะรู้สึกว่าเริ่มไม่ค่อยดีแล้ว อย่างโปรดักชันเฮาส์ใหญ่ๆ ก็เริ่มปิดตัวลง แต่บริษัทเราก็ยังไม่ได้มีปัญหาในเชิงการเงิน เหมือนเราตุนเงินไว้เยอะ และคิดว่าถ้านั่งรอ เฮ้ย เดี๋ยวไฮซีซั่นก็มา แต่พอมันเงียบไปสองซีซั่น ผมกับทีมงานก็คุยกัน แล้วเริ่มรู้สึกเหมือนกันว่าช่วงนี้แพสชันทีมเราดูเหี่ยวๆ เหมือนไม่ได้มีอะไรที่อยากทำ หรืออะไรที่น่าตื่นเต้นขนาดนั้น งานที่มีก็เป็นโปรเจกต์ที่เป็นงานลูกค้ามากขึ้น เราก็มาคุยกัน เพราะผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่ต้องมีความอยากถึงจะมีแรงทำงาน พอสิ่งที่ต้องการเริ่มไม่ใช่ทางเดียวกัน เราก็ลองแยกย้ายไปทำอะไรของตัวเองกันก่อนไหม พอบริษัทปิดไป ผมก็มานั่งถามตัวเองว่าทำอะไรดี”

ในบรรยากาศล็อกดาวน์ที่ออกไปไหนไม่ได้ ป้องเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าจะเริ่มต้นทำสิ่งใดต่อไปดี เขาจึงมองไปรอบๆ ตัว และค้นหาสิ่งที่จะทำต่อไปจากความอยากของตัวเอง และมีสิ่งหนึ่งที่เขาชอบทำในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา คือการเล่นโมเดลหลังจากเลิกงาน

“ตอนเด็กๆ พ่อผมชอบซื้อโมเดลมาเล่น แล้วอ้างว่าซื้อมาให้ผม (หัวเราะ) แกก็จะนั่งเล่นของแก ผมก็เริ่มซึมซับมาตั้งแต่ตอนนั้น เอามาทาสีงูๆ ปลาๆ เล่นไป สิ่งนี้เหมือนแพสชันที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ตั้งแต่เด็ก เพราะเราเห็นมาตลอด จนรู้สึกว่าอย่าให้โตบ้างนะ จะซื้อมาเล่นให้แบบเต็มที่ไปเลย จนมาเริ่มเล่นจริงๆ ตอนเปิดบริษัทแรก แล้วงานกับงานอดิเรกก็ตีคู่กันมาตลอด

“พอเริ่มล็อกดาวน์ ผมก็เริ่มคิดว่า เฮ้ย มีอีกสิ่งหนึ่งที่เราอยากลองมานาน คือ 3D Printing ก็ไปซื้อเครื่องมาเล่นดู โชคดีที่มีน้องที่เป็นดีไซเนอร์เขาก็สนใจเหมือนกัน ผมก็เลยลองเอาไฟล์งาน 3D ที่น้องมีอยู่มาพรินต์ ซึ่งก็คือตัว T-rex ที่เป็นสีดำ สีเทา และสีขาว ซึ่งพอพรินต์เสร็จผมก็ทำตัวต้นแบบออกมา และลองเปิดขายบนเพจ สรุปขายหมด”

 ป้อง-ปานปอง วงศ์สิรสวัสดิ์
 ป้อง-ปานปอง วงศ์สิรสวัสดิ์

ป้องเล่าต่อว่าจุดนั้นทำให้เขาตัดสินใจได้ง่ายมากที่จะลองเดินเส้นทางนี้อย่างจริงจัง และมีความเชื่อลึกๆ ว่าธุรกิจนี้ไปต่อได้

“ผมรู้สึกว่าช่วงนั้นทำให้ผมเห็นความเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ เยอะ การล้มลงของธุรกิจหลายอย่างที่ดูเหมือนจะมั่นคงเหลือเกิน หรือความไม่แน่นอนของสถานการณ์ต่างๆ เลยคิดว่าถ้าไม่ทำตอนนี้จะทำตอนไหน ก็เลยคิดว่าลองเปิดทำของเล่นเลยแล้วกัน ไหนๆ ช่วงนี้เรายังพอมีเงินเก็บที่พออยู่ได้นานประมาณหนึ่ง แถมสิ่งที่ทำก็ไม่เชิงเป็นการเริ่มต้นใหม่ ทักษะส่วนใหญ่ผมเอามาจากการทำงานที่ผ่านมาได้หมดเลย คือปกติผมก็ปั้นโมเดล 3D อยู่แล้ว เรื่องการลงสีโมเดล ก็เป็นงานอดิเรกทำมาเกือบสามปี ช่วงที่เริ่มต้น เหมือนเป็นช่วงเวลาสามเดือนที่ผมต้องเอาทุกอย่างมาที่เคยทำรวมกัน

“ตอนที่ตัดสินใจเปิด The Brush Saber ขึ้นมา ความรู้สึกเหมือนผมกลับไปตอนประถม ที่บอกว่าตัวเองอยากเป็นนักเขียนการ์ตูน ถ้ามันไม่เกิดสถานการณ์ COVID-19 ที่ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ผมว่าทุกอย่างก็จะเป็นแบบที่เราเห็นและรู้สึกมาตั้งแต่เด็ก มีความเชื่อเรื่องความมั่นคงของการทำงานประจำหรืออาชีพนู้นนี้ แต่ตอนนั้นมันทำให้ผมมีลูกบ้าอีกรอบ”

The Brush Saber ธุรกิจปั้นโมเดลของเล่น จากวิกฤตปิดบริษัทโมชันกราฟิกเพราะ COVID-19

เริ่มต้นจากสิ่งใกล้ตัวเพราะต้นทุนคือ ‘เวลา’

ในการเริ่มต้นธุรกิจและอาชีพใหม่สักอาชีพหนึ่ง ต้นทุนที่มีราคาแพงที่สุดอาจไม่ใช่ตัวเงิน แต่เป็นระยะเวลาที่เราต้องใช้จ่ายลงไปเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นประสบการณ์กลับมา ป้องแชร์กับเราว่านั่นเป็นเหตุผลที่เขามองเห็นถึงความเป็นไปได้ จากการนำความชอบใกล้ๆ ตัวมาเปลี่ยนให้เป็นธุรกิจ และเขาก็สร้าง The Brush Saber ขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว 

“ถ้าเราเริ่มจากอะไรที่เราไม่รู้จักเลย เราก็จะใช้เวลาเยอะใช่มั้ย มันมีสองอย่าง ไม่ใช้เวลาเยอะ เราก็ใช้เงินเยอะ

ถ้าเริ่มทำธุรกิจจากสิ่งที่เรารู้จักอยู่ประมาณหนึ่งอยู่แล้ว เราจะใช้เวลาน้อยมากๆ ในการเริ่มธุรกิจนั้น ซึ่งทำให้ประหยัดต้นทุน เหมือนเราใช้ต้นทุนเก่า ไม่ต้องไปหาทุนใหม่” 

แล้วถ้าให้นิยามธุรกิจของตัวเองตอนนี้ว่าคืออะไร เป็นร้านของเล่นอย่างนั้นเหรอ ป้องอธิบายต่อว่า The Brush Saber เป็นเหมือน ‘โมเดลสตูดิโอ’ ที่แม้จะเริ่มต้นทำเมื่อปีที่แล้ว แต่จริงๆ เขาเพิ่งจดทะเบียนอย่างจริงจังมาเพียง 5 เดือนเท่านั้นเอง 

แม้ปัจจุบันจะโฟกัสในการผลิตชิ้นงานออริจินัลของตัวเอง แต่ก็มีเริ่มมีเซอร์วิสอื่นๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็นการรับจ้างผลิตขึ้นรูปโมเดลให้กับศิลปิน ซึ่งล่าสุดก็มีงานของศิลปิน ฮ่องเต้-กนต์ธร เตโชฬาร ที่กำลังจะจัดนิทรรศการผ่านมือสตูดิโอของเขาเช่นกัน และในอนาคตจะมีบริการรับลงสีโมเดล รับประกอบโมเดล รวมทั้งเวิร์กช็อปการทำโมเดลแบบ One Stop Service ในอนาคต

The Brush Saber ธุรกิจปั้นโมเดลของเล่น จากวิกฤตปิดบริษัทโมชันกราฟิกเพราะ COVID-19

“ผมว่ากระบวนการสำคัญหลักๆ เลยคือเรื่องการปั้นโมเดล เพราะเป็นการผสมทักษะระหว่างการปั้นโมเดลกับการต่อตัวพลาสติกคิท เวลาเราขึ้นโมเดลเพื่อเตรียมผลิต ต้องดีไซน์พวกจุดเชื่อมต่อต่างๆ เพราะว่าต้องทำที่ละชิ้นๆ และนำมาต่อกัน” 

กระบวนการทำงานแทบจะจบงานได้ในห้องพื้นที่ 4 x 4 ตารางเมตรที่เขาอาศัยอยู่ อันดับแรกเป็นส่วนที่ยากที่สุด คือการนำไอเดียในหัวออกมาปั้นเป็น 3D และนำไปพรินต์บนเครื่อง 3D Printing และนำโมเดลที่ได้มาประกอบเข้าด้วยกัน จากนั้นเขาต้องส่งโมเดลที่ออกแบบเสร็จจนพอใจ ไปให้โรงงานขึ้นบล็อกเพื่อหล่อเรซิ่น ซึ่งเป็นขั้นตอนเดียวที่เขาไม่สามารถทำเองได้ เพราะการหล่อเรซิ่นต้องใช้พื้นที่และมีกลิ่นเหม็น ไม่เหมาะกับการทำในพื้นที่เล็กๆ แต่เมื่อได้เรซิ่นมาเรียบร้อย เขาก็นำมาประกอบ อุด ขัด ทำสี ทำแพ็กเกจจิ้ง รวมไปถึงทำโฆษณาขายจบได้ภายในห้องแห่งนี้

“จริงๆ ผมรู้สึกว่าในรายละเอียดของอาชีพนี้มันเรียบง่ายมากเลยนะ รายละเอียดแปดสิบถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของมันคืองานช่างนั่นแหละ ซึ่งระหว่างไอเดียกับเทคนิคมันสำคัญพอๆ กัน ไอเดียคือจุดขาย แต่สิ่งที่จะทำให้ลูกค้าแฮปปี้กับตัวชิ้นงานคือความคราฟต์ เขาอาจซื้อเพราะเห็นงานออกแบบตัวนี้เจ๋งดี มีคาแรกเตอร์ แต่ถ้าสมมติเขาซื้อไปแล้วชิ้นงานมันชุ่ย งานของเราก็ไปต่อไม่ได้”

The Brush Saber ธุรกิจปั้นโมเดลของเล่น จากวิกฤตปิดบริษัทโมชันกราฟิกเพราะ COVID-19
The Brush Saber ธุรกิจปั้นโมเดลของเล่น จากวิกฤตปิดบริษัทโมชันกราฟิกเพราะ COVID-19

ขายได้ด้วยความต่างและความเข้าใจ

“ตอนที่งานทำออกเป็นชิ้นได้แล้ว ผมรู้สึกว่ามันขายได้ ด้วยอาชีพที่เราเคยทำมาเหมือนเป็น One Stop Service อยู่แล้ว เราเข้าใจกระบวนการทั้งหมด ทั้งโปรดักชันและโฆษณา ทำให้แทบไม่ต้องจ้างใครเลย แค่ต้องหาช่องทางการขาย ไม่ได้เป็นสิ่งที่ตัวเองไม่รู้จักขนาดนั้น”

หากเราเข้าใจจุดเด่นจุดแข็งในตัวสินค้าของตัวเอง การต่อยอดและมองหาตลาดของตัวเองก็จะทำได้ง่าย ป้องเล่าว่าของเล่นที่เขาทำแตกต่างจากไลน์ของเล่นที่คนนิยมทำกันเยอะในตลาดทั่วไปของไทย อย่างสายแมสแบบพลาสติกคิทอย่างกันดั้ม หรืออาร์ตทอยตัวการ์ตูนสไตล์มินิมอล งานของเขาเน้นความเหมือนจริงของภาพที่ออกมา และจัดวางแบบ Diorama ที่เล่าเรื่องราวภายในตัวเอง

“เวลาผมพูดถึงงานตัวเอง มักจะบอกว่ามันคือ Statue ยกตัวอย่างค่ายที่ดังๆ อย่าง Prime 1 หรือ SideShow ซึ่งตั้งแต่ผมเริ่มทำแรกๆ ก็รู้อยู่แล้วว่าตลาดนี้ในไทยคนทำค่อนข้างน้อย เพราะของเล่นที่ครองตลาดใหญ่ในเมืองไทยเป็นพวกแอคชันฟิกเกอร์ โมเดลพลาสติกคิทแบบกันดั้ม หรืออาร์ตทอยมินิมอลต่างๆ ซึ่งถามว่าเราแบบว่าชื่นชอบความงามของงานแบบนั้นไหม ก็รู้สึกว่าสวยดี แต่เราชอบงานปั้นอีกสไตล์ ที่ดูเหมือนจริงและมีเรื่องราวในตัวเองแบบที่ทำอยู่มากกว่า ซึ่งมันโอลด์สคูลมากเลยนะ แต่เพราะว่าเราโตมาแบบนั้น แล้วความชอบของเราดันเป็นสิ่งที่มีคนทำน้อยพอดี”

ตัวอย่างงานที่ขายได้เยอะที่สุดที่ The Brush Saber เคยทำมา คือโมเดลไดโนเสาร์ Triceratops 2 ตัว ที่กำลังประชันหน้ากัน ป้องบอกว่างานทุกชิ้นของเขามักเริ่มต้นจากความอยาก แล้วค่อยหาตลาดทำโฆษณาตอนงานเริ่มออกมาเป็นรูปเป็นร่างแล้ว 

“จริงๆ อันนี้มันเป็นอาจจะเป็นปมส่วนตัว” เขาหัวเราะ “เพราะว่าเหมือนตอนทำบริษัท เราค่อนข้างตามโจทย์การตลาดเยอะ พอเป็นงานที่เริ่มจากเราก็เอาที่อยากทำก่อน คืออย่าง Triceratops ที่ทำไป ผมก็จะดูว่างานที่ทำไป เวลาไปตั้งบนชั้นวางควรจะตั้งยังไง เลยออกแบบฐานไม้ใส่เข้าไปด้วยเลย เพราะว่าเราก็เป็นคนเล่นโมเดลมาก่อน เราเข้าใจเวลาคนเล่นว่าบางทีซื้องานโมเดลสวยๆ ไป แต่จะหาฐานสวยๆ ที่ไหนมาวางวะ ก็พยายามใส่ใจดีเทลพวกนี้เข้าไปด้วย”

อีกหนึ่งจุดที่ทำให้ต้นทุนในการเริ่มธุรกิจของ The Brush Saber ไม่สูงมาก คือการทำการตลาดและใช้หน้าร้านออนไลน์บนเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมในการเปิดขาย ซึ่งในปัจจุบันการเริ่มอะไรเล็กๆ การใช้เครื่องมือบนโลกออนไลน์ก็สร้างความคล่องตัวให้ธุรกิจได้มาก

“จริงๆ ตอนนี้วิธีขายของผมยังค่อนข้างดิบๆ อยู่นะ เปิดขายในเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม แค่นั้นเอง เพราะว่าเรายังทำน้อย ไม่ได้ทำเป็นโรงงานขนาดนั้น ซึ่งก็ยังไม่เจอปัญหาในการทำธุรกิจในระบบแบบนี้นะ ผมค่อนข้างชอบด้วยซ้ำที่เราขายในออนไลน์ได้ง่ายดาย อย่างล่าสุดก็มีลูกค้าคนเกาหลี จีน ไต้หวัน ติดต่อมาขอซื้องาน ซึ่งอันนี้ผมว่าดีกว่าการมีหน้าร้านเยอะ ไม่มีภาระเรื่องค่าที่ การขายก็ปิดจบง่าย ส่วนที่ดีที่สุดของงานตอนนี้คือผมพึ่งพาคนอื่นน้อยมาก มีแค่ตัวเรา หรืออาจจะมีต้องคุยกับศิลปินที่เราร่วมงานด้วย กับแค่ระบบการขายออนไลน์แค่นั้นเอง” 

 ป้อง-ปานปอง วงศ์สิรสวัสดิ์

สนุกกับงานและชีวิตที่ไม่มี Urgent Call

ปฏิเสธไม่ได้ว่ารูปแบบชีวิตของคนในวงการโปรดักชัน มักจะมีลูปชีวิตที่วิ่งวนอยู่กับโจทย์ที่ต้องจัดการอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องพูดถึงการออกแบบบาลานซ์ชีวิต แค่กินอาหารให้ตรงมื้อ แบ่งเวลาให้กับคนพิเศษ หรือไม่เทนัดเพื่อนเพราะเดดไลน์งานที่ต้องส่ง ซึ่งป้องเล่าว่าตั้งแต่เริ่มต้น The Brush Saber ขึ้นมาก ดูเหมือนว่าความสนุกในการทำงาน และบาลานซ์ในชีวิตของเขาค่อยๆ กลับคืนมา 

“ถ้าในเชิงงานความรู้สึกตื่นเต้นกลับมาอีกครั้งมั้ง รู้สึกได้ว่าเรายังมีเลเวลให้อัปอีกเยอะ การพัฒนาตัวเองกับงานที่กำลังทำอยู่ยังคงไปได้อีกไกล เพราะเป็นเรื่องคราฟต์แมนชิปที่เราสนุกและมีแพสชันกับมัน ยิ่งทำก็ยิ่งอยากให้งานที่ออกมาเจ๋งขึ้นไปเรื่อยๆ 

“ถ้าในเชิงชีวิตสิ่งที่รู้สึกว่าเปลี่ยนไปสุดๆ เลยคือรู้สึกว่าชีวิตมีระเบียบขึ้น เพราะงานที่ทำมันไม่มี Urgent Call คืออาชีพเก่าผมมี Urgent Call อยู่ดีๆ ลูกค้าโทรมาตอนกินข้าว โทรมาตอนสี่ทุ่ม หรือตอนจะนอน เรียกว่าเป็นงานที่เราพึ่งพิงกับคนอื่นค่อนข้างเยอะ แต่ว่างานนี้เราทำอยู่ปัจจุบัน เป็นงานที่ค่อนข้างควบคุมเวลาของตัวเองได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ คือเรามีเดดไลน์อย่างเดียวคืองานจะต้องส่งถึงมือลูกค้า แต่เราไม่ต้องมีส่งงานดราฟต์หนึ่ง ดราฟท์สอง ต้องประชุมกับลูกค้า ประชุมกับเอเจนซี่ ไม่ได้มีอะไรมายุ่งเกี่ยวกับชีวิตประจำวันเราขนาดนั้น”

เราแซวเขาเบาๆ ว่าเหมือนคนทำกรรมฐานด้วยการเพนต์ด้วยโมเดลแอร์บรัช 

“(หัวเราะ) ผมว่างานนี้ค่อนข้างเป็นอิคิไกเลย ผมรู้สึกว่ามันส่งผลต่อคนรอบข้างที่ดีด้วย อย่างแฟนผมบอกว่าพอทำงานนี้แล้วดูผมอารมณ์ดีขึ้น เหมือนงานช่วยให้เรามีสมาธิมีสติ อย่างแต่ก่อนงานทำให้ผมเป็นคนขี้หงุดหงิด แต่พอมาทำอันนี้… พูดแล้วเหมือนมาบวชเลยว่ะ จริงๆ ว่าตอบว่าอิคิไกก็สรุปได้ประมาณหนึ่ง”

 ป้อง-ปานปอง วงศ์สิรสวัสดิ์

Lesson Learned

ป้องบอกว่า ต้นทุนสำหรับบางอาชีพไม่จำเป็นต้องมีเยอะ ทั้งความเชี่ยวชาญและการเงิน สิ่งที่เขาทำไม่ใช่สิ่งที่ยากเกินกว่าใครจะทำตามได้ ด้วยอุปกรณ์ในปัจจุบันที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น และมีราคาไม่แพงหูฉี่อย่างสมัยก่อน แต่สิ่งที่ท้าทายจริงๆ ของอาชีพนี้คือ ถ้าคุณไม่ได้ชอบจริงๆ คุณจะอยู่กับมันไม่ได้นานขนาดนั้น หลายขั้นตอนในการทำงาน เรียกว่าน่าเบื่อ เพราะมันคือการทำสิ่งเดิมซ้ำๆ วนไปเรื่อยๆ 

และส่งท้ายด้วยเสียงหัวเราะว่า “อย่านั่งเก้าอี้แบบแข็งๆ นะครับ ปวดหลังชัวร์”

Instagram : thebrushsaber

Writer

ปริญญา ก้อนรัมย์

อดีตกองบรรณาธิการนิตยสาร ที่สนใจบทสนทนาของผู้คน และกำลังหามรุ่งหามค่ำเพื่อชีวิตเอกเขนก

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

FLYNOW เริ่มต้นโดยชายหนุ่มชื่อ ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา 

ในเวลานั้น เขาเป็นดีไซเนอร์ให้ห้องเสื้อแห่งหนึ่ง เสื้อผ้าที่เขาออกแบบไม่ประสบความสำเร็จจนขาดทุนหลักล้าน หลังจากช่วยกอบกู้เงินทุนนายจ้างกลับมาด้วยการดีไซน์เสื้อผ้าที่แปลกใหม่กว่าในท้องตลาด เขาก็ตัดสินใจก่อตั้งแบรนด์ตัวเองขึ้นมา

แบรนด์ของลิ้มอยู่คู่วงการแฟชั่นไทยมาเกือบ 4 ทศวรรษ สร้างชื่อในเวทีระดับโลก เจอผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ ไปจนถึงการเปลี่ยนผ่านของเจเนอเรชัน

เสื้อผ้าที่เคยเป็นที่รู้จักถึงขั้นทุกครั้งที่เขาไปสยาม จะเห็นคนใส่เสื้อผ้าของตัวเอง ก็ค่อย ๆ ได้รับความนิยมน้อยลงในหมู่คนรุ่นใหม่ แต่ถึงอย่างนั้น พนักงานทุกคนทั้งดีไซเนอร์และช่างเย็บในตึกแถว 2 คูหานี้ก็ยังตั้งใจทำผลงานที่ดีออกมา

เขาตั้งใจจะรีแบรนด์ FLYNOW ที่ตัวเองยอมรับว่าตายไปแล้ว เมื่อ 3 ปีก่อน 

วิกฤตโรคระบาดทำให้แผนการเลื่อนออกมาจนถึงวันนี้

3 ปีที่ผ่านมา ลิ้มไม่เคยหยุดงาน แม้ว่าบริษัทจะปิด เขาว่ามันเป็นช่องว่างของคนบ้างานที่ได้หยุดคิดเสียบ้าง จนในที่สุดแผนที่อยากชุบชีวิตแบรนด์อันเป็นที่รักก็ดำเนินการต่อ โดยมีหมายหมุดเริ่มต้นเป็นโชว์ในงาน Bangkok International Fashion Week 2022

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

ทีมงานกว่า 20 ชีวิตทุ่มสรรสร้างคอลเลกชันที่มีชื่อว่า Reincarnation อย่างสุดแรงใจและความสามารถ 

แม้จะออกตัวก่อนว่าไม่ใช่นักธุรกิจที่เก่ง สิ่งที่เราเรียนรู้จากชายคนนี้คือความซื่อสัตย์ ความกล้า กล้าที่จะยอมรับว่าล้มเหลว การให้เกียรติคนอื่นโดยเฉพาะคนที่ทำงานกับเขา และหัวใจนักสู้ที่พร้อมจะค่อย ๆ ลุกขึ้นมาอีกครั้ง เท่านี้ก็เพียงพอที่ทำให้เขาเป็นนักธุรกิจที่ดีแล้ว

เมื่อถามว่านี่คือการกลับมาของ FLYNOW อย่างเป็นทางการแล้วใช่ไหม เขาได้แต่ยิ้ม 

“ถ้าจะบอกว่ากลับมาได้แน่ ๆ 100 เปอร์เซ็นต์ ก็ขี้เกียจมาแก้ข่าวอีก” ลิ้มตอบทีเล่นทีจริง “แต่ขอลองสักตั้ง และยินดียอมรับถ้าสุดท้ายกลับมาไม่ได้จริง ๆ เราจะโทรหา The Cloud เพื่อบอกว่า มันกลับมาไม่ได้”

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

01

ในฐานะคนคนหนึ่ง ลิ้มเติบโตจากชายหนุ่มที่ใช้แต่ละวันอย่างเต็มที่ สนุกสุดเหวี่ยง มามองว่าการมีชีวิตคือการแวะมาเที่ยวที่สักวันก็ต้องกลับไป

ในฐานะเจ้าของแบรนด์ที่เคยขึ้นไปอยู่จุดสูงสุดและต่ำสุดตามคำนิยามของเขาเอง ผ่านมาเกือบ 40 ปี เขาทำงานท่ามกลางทีมงานที่เก่งกาจ เมื่อถามว่าเก่งแค่ไหน เขาตอบว่า “เก่งกว่าผม” 

การกลับมาของ FLYNOW ในวันนี้จึงครบเครื่อง ทั้งมุมมองชีวิต ประสบการณ์ และกองกำลังเพียบพร้อมทั้งอาวุธและมันสมอง

“ผมพยายามพัฒนาทีมตั้งแต่สมัยยังหนุ่ม จริง ๆ หยุดออกแบบมาได้ 30 กว่าปีแล้ว เพราะลูกน้องเก่ง อย่าง ปู-ชำนัญ ภักดีสุข ดีไซเนอร์ที่อยู่กับเราตั้งแต่ต้น วันนี้เจ๋งกว่าเราเยอะ เราต้องเรียกอาจารย์ปู การกลับมาทำโชว์ให้ Bangkok International Fashion Week 2022 ก็เพราะเขาชวน”

เขาว่า Life Cycle ของแบรนด์หนึ่งจะมาเป็นระลอก ระลอกละ 10 – 15 ปี ขึ้นจุดสูงสุดสลับลงจุดต่ำสุด นั่นแปลว่าแบรนด์ของเขาได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงมาอย่างน้อย ๆ ก็ 3 ครั้ง

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

02

ย้อนกลับไปใน พ.ศ. 2526 นั่นคือปีแรกที่ FLYNOW ของชายคนนี้ถือกำเนิดขึ้น ช่วง 10 ปีแรกนั้นคนไม่ค่อยทำเสื้อผ้าแฟชั่น ส่วนมากเป็นเสื้อยืดเสียหมด เสื้อยืดเรียบ ๆ เสื้อยืดพิมพ์ลาย ถ้าไม่ใช่เสื้อยืดก็เป็นเสื้อเชิ้ตสำหรับใส่ไปทำงาน เน้นเสื้อผ้าสำเร็จรูป เสื้อคลุมหรือเสื้อดีไซน์แบบที่เราใส่กันทุกวันนี้มีน้อยมาก ถ้าใครอยากได้ต้องไปสั่งตัดที่ร้าน

“ลองกลับไปถามรุ่นแม่ ผู้หญิงอยากได้เสื้อเก๋ ๆ ก็ไปร้านตัด เสื้อแบบนั้นในรูปอุตสาหกรรมยังไม่มี ทีนี้จะทำเสื้อยืดยังไงให้สู้กับตลาดได้ หนึ่งคือสู้กันที่ลายพิมพ์ สองคือการเลือกเนื้อผ้า เราเลยประยุกต์เอาดีไซน์ไปใส่ตั้งแต่วันแรก”

ขาว ดำ ทอง คือสีหลักของแบรนด์นี้

“ยุคนั้นแม่ผมถึงกับเอ่ยปาก ‘ลื้อทำเสื้อสีแบบนี้ อั้วยังไม่ใส่เลยนะ อั้วถือ แล้วจะมีลูกค้าเหรอ’ ผมเลยบอกว่า เอาหน่า แบรนด์เราเล็ก ๆ ยังไงก็ต้องมีคนชอบเหมือนเรา 

“เจอกันที่ไหน กูก็ใส่สีดำตลอด” เขาหัวเราะ

จุดเปลี่ยนครั้งถัดมาเหนือคาดยิ่งกว่าเก่า

FLYNOW ในขวบปีที่ 10 ดังระเบิด จัดงานกี่ทีคนเต็มทุกที่นั่ง ครั้งหนึ่งเคยจัดแฟชั่นโชว์ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีนางแบบเดินโชว์เป็นร้อย พร้อมคนดูอีก 7,000 คน

ไม่มีคนดังคนไหนไม่ได้รับเชิญไปงานนั้น 

ความสำเร็จครั้งนี้เป็นสะพานเชื่อมไปยังจุดเปลี่ยนครั้งต่อมา แบรนด์ FLYNOW โกอินเตอร์ไปงานแฟชั่นโชว์ที่กรุงลอนดอนอยู่ประมาณ 7 ปี

“เป็นยุคเดียวกับ Alexander McQueen เรายกทีมไปทำงานที่นั่น ตอนนั้นอายุ 30 ปลาย ๆ บ้าพลังสุด ๆ ไม่ต้องนอนก็ได้ ไม่ต้องกินก็ได้ ขอแค่ให้ได้ทำ”

เขาเปรียบความสำเร็จกับการวิ่งโอลิมปิก

“เชื่อเถอะ เวลาคุณชนะ ใครก็สู้คุณไม่ได้ ไม่เหมือนวิ่งในโอลิมปิกที่ห่างกันแค่เสี้ยววิ 

“ในโลกธุรกิจไม่มีเบอร์ 1 เบอร์ 2 หรอก เพราะถ้าคุณชนะ คุณจะชนะขาด แต่สำคัญคือคุณจะครองแชมป์ได้นานแค่ไหน และการที่คุณจะชนะคนอื่นได้ แปลว่าคุณต้องทำงานหนักกว่าคู่แข่ง ไอเดียต้องเจ๋งกว่า มีทีมที่เก่งกว่า มีวิสัยทัศน์ที่ดีกว่า มีหัวใจที่ดีกว่า”

ชื่อเสียงของแบรนด์ดังขึ้นเรื่อย ๆ แบบหยุดไม่อยู่ จนกระทั่ง พ.ศ. 2540 จุดเปลี่ยนครั้งที่ 3

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

03

วิกฤตเศรษฐกิจทำให้สต็อกเสื้อผ้าจำนวนมากที่เตรียมพร้อมออกขายนอนแน่นิ่งอยู่ในโกดังแบบไม่เห็นอนาคต ลิ้มในวัย 38 กลายเป็นลูกหนี้ของสถาบันการเงินหลายแห่ง

“มันมีทางออกไม่กี่ทาง ไม่เห็นแม้กระทั่งว่าตัวเองกำลังจะตกเหว”

เขาบอกว่าตัวเองรอดมาได้ด้วยความขยันและความอดทน ที่สำคัญ ต้องยอมรับความจริงก่อนว่ากำลังลำบาก

“ตอนนั้นผมบอกเจ้าหนี้เลยว่า ผมหนี้เยอะ เฮียไม่ต้องมาหาให้เสียเวลา เดี๋ยวผมไปให้ด่าถึงที่บ้านเอง ถ้าเฮียใจดีก็เลี้ยงข้าวผมหน่อย ตอนแรกเขาก็ไม่เลี้ยง ไปบ่อย ๆ เริ่มเลี้ยงแล้ว” ลิ้มเล่าพลางหัวเราะ “หนี้น้อยให้ด่าครึ่งชั่วโมง หนี้ปานกลางให้ชั่วโมงหนึ่ง ถ้าหนี้เยอะมากก็ Unlimit ไปเลย อยากด่าเมื่อไหร่ เรียกไปด่าได้เลย”

ชายผู้ที่ยอมรับว่าตัวเองไม่ใช่นักธุรกิจเก่ง ได้รู้จักคนในโลกธุรกิจมากขึ้นจากวิกฤตนั้น

เขาบอกว่าเจ้าหนี้มี 3 แบบ

แบบแรกคือคนที่จะเอาทุกอย่างให้ได้เยอะที่สุด โดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะลำบากแค่ไหน

แบบที่สองคือคนอะลุ่มอล่วย ผ่อนปรน ยอมให้จ่ายเมื่อมีจะจ่าย

ซึ่ง 2 เปอร์เซ็นต์ในแบบหลังนอกจากจะไม่เร่งรัดให้จ่ายเงินแล้ว ยังช่วยหาเงินเพื่อกอบกู้ธุรกิจเขาด้วย

“วิกฤตทำให้เราเจอคนแบบนั้น มหัศจรรย์มาก ๆ เขากู้เงินมาให้ผมสั่งหนังมาทำสินค้า แล้ววันที่ผมลุกได้ เขาก็หายไปเลย ผมติดค้างเขา คนแบบนี้แหละที่จะสอนใจเรา”

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

04

ยุครุ่งเรืองของ FLYNOW มีพนักงานประมาณ 500 คน ปัจจุบันเหลือ 150 ส่วนหน้าร้านที่เคยมีจนนับไม่ไหว ในวันนี้เหลือน้อยจนเขาไม่อยากพูดถึง

สิ่งที่ลิ้มเสียใจและเสียดายที่สุดไม่ใช่ความโด่งดัง แต่เป็นการปล่อยพนักงานคุณภาพที่สร้างมากับมือออกไป

“มันเศร้านะ เหมือนเราปกป้องดูแลชีวิตเขาได้ไม่ดี แต่เราต้องทำ มันเป็นความทุกข์แบบหนึ่ง แต่ก็ทำให้รู้ว่า เวลาเราประสบความสำเร็จมาก ๆ เราจะประมาท เหมือนกับที่ชอบพูดกันว่าในวิกฤตมีโอกาส นั่นเท่ากับว่าเวลาคุณมีโอกาสเยอะ ๆ ก็อาจจะมีวิกฤตกำลังรออยู่ข้างหน้า”

โชว์ครั้งล่าสุดของลิ้มคือเมื่อ 6 – 7 ปีก่อนที่ตลาดสดในจังหวัดราชบุรี สร้างความฮือฮา ความสดใหม่ ใครเล่าจะคิดว่าจะมีดีไซเนอร์ที่เลือกโลเคชันนี้แทนแคทวอล์กในฮอลล์ใหญ่

“พี่ชายผม (ปรีชา ส่งวัฒนา) บอกว่า FLYNOW นี่อายุเทียบเท่า พิศมัย วิไลศักดิ์ ได้เลยนะ ผมบอกไม่ใช่ มันตายไปแล้วต่างหาก คุณต้องรับความจริงก่อนว่าแบรนด์มันตายไปแล้ว 

“เราหวังจะขายคนเจนวาย แต่ไม่มีคนเจนวายรู้จัก เจนเอ็กซ์ตอนปลายก็ไม่รู้ ต้องเจนเอ็กซ์ตอนต้น แล้วคุณจะขายใคร ถ้ายอมรับความจริงได้ จะไม่มีอะไรน่ากลัวเลย”

เดิมทีเขาตั้งใจจะรีแบรนด์ก่อนโควิด หลังอึมครึมอยู่ในวิกฤตโรคระบาดมา 3 ปี 

“สุดท้ายไม่ต้องรีแบรนด์แล้ว ปล่อยให้ตายแล้วมาเกิดใหม่เลยดีกว่า” เขาว่า “เกิดใหม่ง่ายกว่าเพราะไม่ต้องอาลัยอาวรณ์มาก ถ้าคุณยังอาลัยอยู่ แปลว่ายังมีตัวตนอยู่ เมื่อไม่มีตัวตนคุณจะกล้ามากกว่าเดิม เพราะไม่มีอะไรต้องกลัว เผลอ ๆ ทำโชว์เสร็จ ผมอาจจะไม่ขายก็ได้นะ”

เขาว่าดีไซเนอร์ที่ดีต้องเปิดใจ และต้องแปลงร่างได้หลายร่าง ต้องรู้จักทำลายกฎเกณฑ์ ขณะเดียวกันก็ต้องกล้าที่จะทำลายตัวเองได้ด้วย

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

05

Reincarnation คือชื่อที่สื่อถึงเรื่องราวในคอลเลกชันนี้ได้ดีที่สุด 

สีที่ใช้ยังเป็นขาว ดำ ทอง เหมือนกับวันแรก

ชุดบางชุดใช้เวลาตัดเย็บอย่างประณีตถึง 30 วัน

การกลับมาของ FLYNOW แบรนด์ที่แม้แต่เจ้าของก็ยอมรับว่าตายไปแล้ว

FLYNOW ในขวบปีนี้มีกลุ่มเป้าหมายที่เด็กลง ลิ้มจึงชวนหลานสาวมามาร่วมทีม

“ทุกวันนี้ผมต้องถามหลานว่าเทรนด์อะไรกำลังมา เราต้องเรียนรู้ ทีมงานวัย 15 มีความคิดแบบหนึ่ง 30 ก็แบบหนึ่ง 40 ก็อีกแบบหนึ่ง เราไม่ได้ออกคำสั่งคนเดียว แต่เป็นการทำงานแบบทีมเวิร์กที่ต้องแสดงความเห็นร่วมกัน ทุกครั้งที่จะเลือกทางไหน เราจะถามความเห็นทีม ถ้าบอกว่าดีก็จะไป ยกเว้นทุกคนบอกว่าเรื่องนี้ไม่ถนัด ยังไงคุณลิ้มต้องทำ

“เช่น เขาทำโชว์กันไม่เก่ง ผมทำมาทั้งชีวิต ผมรู้ว่าจะทำโชว์ให้ดีได้ยังไง หรืออย่างเรื่องเพลง เขาไม่สันทัด ผมก็นั่งฟังเพลงวันละ 3 ชั่วโมงเพื่อหาเพลงที่ใช่ ออกแบบท่าเดินให้ด้วย”

ทุกชุดบนแคทวอล์กจึงไม่ใช่แค่ตัวตนของลิ้ม แต่เป็นส่วนผสมระหว่างเขาในวัย 63 ดีไซเนอร์คู่ใจ ช่างเย็บที่อยู่กันมาเกิน 3 ทศวรรษ ไปจนถึงหลานสาวอายุ 15 ปี

“ช่างที่ทำคอลเลกชันนี้คือคนที่อยู่ด้วยกันมาโดยเฉลี่ยน่าจะ 30 ปี พนักงานที่อายุมากที่สุดของเราคือ 73 สมองของดีไซเนอร์ใช้มาก ๆ แล้วก็หมด แต่ช่างแพตเทิร์นกับช่างเย็บนี่ยิ่งแก่ยิ่งเก๋า เป็นผู้ชำนาญการ เราอยู่กันยาว จ้างกันจนตาย ไม่ผมตาย เขาก็ตาย ถ้าผมตายก่อนจะเขียนพินัยกรรมให้เขาอยู่กับแบรนด์ไปตลอดชั่วอายุขัย”

การกลับมาครั้งนี้ ลิ้มมองเห็นความเป็นไปได้ 2 ข้อ

ข้อแรก ถ้าดีไซน์ของเขาจะต่อยอดไปเป็นธุรกิจได้ ก็เป็นเรื่องน่ายินดี

ข้อสอง เขาอยากให้คอลเลกชันนี้เป็นความภาคภูมิใจในชีวิตของทีมงาน โดยตั้งใจว่าจะให้ช่างเย็บถ่ายรูปคู่กับชุดของตัวเอง

ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา การชุบชีวิต FLYNOW แบรนด์เสื้อผ้าไทยของ ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา กับแฟชั่นโชว์ในรอบหลายปีที่งาน BIFW22

06

แล้วถ้ามันไม่สำเร็จล่ะ – เราถาม

“ผมไม่ได้หวังว่าครั้งนี้มันจะสำเร็จ เพราะต้องยอมรับว่าเด็กสมัยนี้ก็เก่ง แบรนด์สมัยนี้ก็เจ๋ง มันอาจจะเวิร์ก หรือมันอาจจะตายอีกรอบ หรือสุดท้ายเราอาจจะต้องเปลี่ยนมือจริง ๆ ก็ได้ แต่เมื่อตัดสินใจลองแล้วก็ต้องลองสุดหัวใจ

“จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องไปยินดียินร้ายมากนัก จริง ๆ ถ้าคิดว่ามันจะไม่สำเร็จไปเรื่อย ๆ อาจจะดีกว่าก็ได้นะ จะได้ไม่ต้องเหลิง ไม่ต้องประมาท ไม่ต้องรอว่าวิกฤตจะมาเมื่อไหร่ คุณก็ทำของคุณไป

“แต่ถามว่ากดดันไหม กดดัน แต่เรามองแรงกดดันเป็นความสวยงาม ถ้าทำอะไรไม่มีแรงกดดันแต่แรก กูว่าแพ้แน่ ๆ ถ้าไม่แพ้ก็กำลังจะแพ้ แรงกดดันขับเคลื่อนให้มนุษย์ยกระดับตัวเองขึ้นมาได้ แต่กดก็เอาแต่พองามนะ ถ้าอันไหนที่ต้องตะเกียกตะกาย ต้องทรมาน ก็เปลี่ยนมันหน่อย

“ถ้าคำสั่งของเรามันตึงไปแล้ว เราจะบอกลูกน้องให้ผ่อน ผ่อนลงมา ถ้าเล่นท่ายากตอนไม่พร้อม เราอาจจะเหลือศูนย์ได้เลย เพราะฉะนั้น เล่นท่าที่ง่ายหน่อย ไม่เหมือนตอนหนุ่ม ๆ ที่บ้าดีเดือด ไม่มีอะไรที่คิดแล้วทำไม่ได้ ถ้าคนอื่นเล่น 10 FLYNOW ต้อง 100 เงินไม่อั้น โชว์ต้องดีสุด ๆ เสื้อไม่ต้องสนใจว่าจะขายได้ไม่ได้ ใครบอกว่าเป็นเสื้อในมิวเซียมก็จะถือเป็นข้อดี เชื่อไหมว่าตอนนี้เสื้อในสต็อกมีมูลค่ามากกว่า 50 ล้านบาท”

นอกจากคอลเลกชันแห่งการกลับมา เขาคิดไปถึงช่องทางการขายที่ต่อไปอาจจะไม่ต้องอยู่ในห้างสรรพสินค้า ไม่ต้องเป็นร้าน Stand Alone ในวันที่โลกเชื่อมกันหมดแล้ว ในอนาคตเราอาจจะเจอ FLYNOW อยู่ในช่องทางใหม่ ๆ ที่นึกไม่ถึง

ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา การชุบชีวิต FLYNOW แบรนด์เสื้อผ้าไทยของ ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา กับแฟชั่นโชว์ในรอบหลายปีที่งาน BIFW22

07

ครึ่งหนึ่งของลิ้มคือความละเอียดจากพ่อ อีกครึ่งคือความเมตตาจากแม่ หลอมหลวมเป็นตัวเขาที่ยังยึดมั่นกับแบรนด์นี้อย่างไม่ยอมแพ้

จะใช้คำว่า ยึดมั่น ก็ไม่ถูกเสียทีเดียว เพราะเขายอมรับความผิดพลาด น้อมรับความล้มเหลว และพร้อมจะลุกขึ้นใหม่โดยทิ้งอัตตาและความสำเร็จเดิมไว้ข้างหลัง

การทำธุรกิจของเขาแม้จะไม่ถูกต้องทุกข้อตามที่เขียนไว้ในตำรา แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ คือ หัวใจและความเห็นอกเห็นใจ ที่ใช้เวลาหลายสิบปีในการก่อร่างสร้างตัวขึ้น 

นับจากวันที่ The Cloud ไปเยี่ยมเขาถึงออฟฟิศ ได้ขึ้นไปหาป้า ๆ น้า ๆ ช่างเย็บที่กำลังง่วนกับการเตรียมคอลเลกชันใหม่ ได้เห็นลิ้มคัดเลือกสุ่มสำหรับเสื้อผ้าชุดหนึ่ง เห็นมู้ดบอร์ด เห็นภาพสเก็ตช์ เห็นทีมงานกว่า 20 คนบรรจงสร้างสรรค์ผลงานอย่างสุดหัวใจ

ในคืนวันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน 2565 ที่ผ่านมา ความตั้งใจที่ทำกันมาหลายเดือนได้ปรากฏสู่สายตาสาธารณชน ท่ามกลางเสียงปรบมือและกำลังใจที่ผู้คนในวงการมีให้กับเขาและทีม FLYNOW ทุกชีวิต

คอลเลกชันนี้จึงไม่ใช่แค่ ‘การกลับมา’ แต่เป็นความน่ายินดีและการเอาใจช่วย

หลังโชว์จบลง ลิ้มก็เดินออกมา ตามด้วยดีไซเนอร์คู่ใจ และป้า ๆ น้า ๆ ทีมงานช่างเย็บของเขาที่เราขึ้นไปเยี่ยมเยียนในวันนั้น

ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา การชุบชีวิต FLYNOW แบรนด์เสื้อผ้าไทยของ ลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา กับแฟชั่นโชว์ในรอบหลายปีที่งาน BIFW22

Lessons Learned

  • ซื่อสัตย์กับตัวเอง ซื่อสัตย์กับผู้อื่น
  • กล้าที่จะล้มเหลว น้อมรับความผิดพลาด เพื่อที่จะได้เห็นปัญหาแล้วแก้ไขได้ตรงจุด
  • ไม่หลงระเริงกับความสำเร็จ จนลืมเตรียมรับมือกับวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้น
  • ให้เกียรติคนทำงานเสมอ

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load