“ตอนเด็กฝันอยากเป็นอะไร”

ประโยคคำถามสั้นๆ แต่กินใจความ และต้องใช้เวลาในการค้นหาพิสูจน์คำตอบแทบทั้งชีวิต สำหรับ ป้อง-ปานปอง วงศ์สิรสวัสดิ์ คำตอบสั้นๆ ในวัยเด็กของเขาคือ ‘นักเขียนการ์ตูน’ ด้วยสภาพแวดล้อมของบ้านที่มีคุณพ่อเป็นสถาปนิก คุณแม่ฤทัยวรรณ วงศ์สิรสวัสดิ์ ที่ทำงานในวงการโฆษณา นิสัยรักการอ่านได้ปลูกฝังเข้ามาอยู่ในชีวิต

หนังสือการ์ตูนสไตล์โชเนนจัมป์อย่าง ดราก้อนบอล สแลมดังก์ บอย หรือ โจโจ้ เป็นหนังสือเล่มแรกๆ ที่เขาหยิบขึ้นมาอ่าน พร้อมกับความชื่นชอบที่จะขีดๆ เขียนๆ วาดรูปการ์ตูน เพื่อเติมเต็มจินตนาการและความสุขในวันนั้น

 ป้อง-ปานปอง วงศ์สิรสวัสดิ์

แต่ความฝันและชีวิตก็ไม่ได้เชื่อมต่อกันเป็นเส้นตรง เพราะถ้าใครรู้จักแบกกราวนด์ของผู้ชายคนนี้ ก็จะคงจดจำเขาในฐานะโมชันกราฟิกดีไซเนอร์ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Another Day Another Render ที่รับทำ Motion Graphic Direction ที่มีผลงานเป็นที่คนรู้จักอย่าง นิทรรศการ ‘โพธิเธียเตอร์’ ที่เนรมิตพระอุโบสถวัดสุทธิวรารามให้เป็นเธียเตอร์ฉายงานศิลปะแบบ Projection Mapping เมื่อ 2 ปีที่แล้ว หรือ isผลงานที่หลายคนต้องเคยเห็นแต่อาจไม่เคยรู้อย่าง Key Visual และไตเติ้ลซีรีส์จากนาดาวแทบทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น เลือดข้นคนจาง, PROJECT S The Series ฯลฯ รวมทั้งผลงานโมชันกราฟิกโฆษณาอีกหลายชิ้นที่ไม่ได้เอ่ยถึง

แต่ปัจจุบันเขาตัดสินใจหันเหเส้นทางชีวิตของตัวเองอีกครั้ง หลังจากที่ COVID-19 ทำให้งานของทั้งวงการโปรดักชันและโฆษณาต้องสะดุด ซึ่งงานประจำของเขาที่เป็นเหมือนปลายน้ำในอุตสาหกรรมก็สะดุดตามไปด้วย เขาและทีมจึงตัดสินใจหยุดพักงานในฐานะ Another Day Another Render และต่างแยกย้ายกลับไปค้นหาเส้นทางของแต่ละคนกันอีกครั้ง

ป้องหันเหเส้นทางกลับไปใกล้ความชื่นชอบในวัยเด็กของตัวเอง ความรู้สึกสนุกและพึงพอใจในการสร้างสรรค์คาแรกเตอร์ตัวการ์ตูนในวัยเด็ก ผสมกับงานอดิเรกที่ชื่นชอบการเล่นโมเดลฟิกเกอร์ จนกลายมาเป็น The Brush Saber โมเดลสตูดิโอธุรกิจที่ปั้นความชอบให้เป็นตัว และสามารถเลี้ยงดูชีวิตและแพสชันได้จริง

จุดเปลี่ยนสู่ธุรกิจปั้นความชอบเป็นตัว

“ต้องบอกว่าผมค่อนข้างเป็นคนโลภ” 

ป้องกล่าวถึงแนวคิดการทำงานของเขา ความโลภสำหรับเขาในที่นี้ไม่ได้หมายถึงจำนวนเลขศูนย์ต่อท้ายในบัญชี แต่หมายถึงว่างานที่เขาอยากทำ คืองานที่ต้องตอบโจทย์ทั้งความสนุกและเลี้ยงดูชีวิตได้ด้วย 

“ตัวงานชิ้นหนึ่งควรจะมีสิ่งที่สนุกได้ และเราทำเงินกับสิ่งนั้นได้ด้วย ผมรู้สึกว่าช่วงสองปีแรกที่ผมเปิดบริษัท Another Day Another Render โชคดีมากที่ผมได้ทำงานแบบนั้นกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์ ทีนี้จังหวะก่อนที่จะคลี่คลายมาเป็น The Brush Saber เหมือนเป็นช่วงประจวบเหมาะสองอย่างมาพร้อมกัน งานในอุตสาหกรรมที่เราทำดันมีช่วงโลว์ซีซั่นติดกันสองช่วงใหญ่ๆ เป็นช่วงที่ไปออฟฟิศแล้วเรียกว่านั่งกระดิกเท้ากันว่างๆ 

The Brush Saber ธุรกิจปั้นโมเดลของเล่น จากวิกฤตปิดบริษัทโมชันกราฟิกเพราะ COVID-19
The Brush Saber ธุรกิจปั้นโมเดลของเล่น จากวิกฤตปิดบริษัทโมชันกราฟิกเพราะ COVID-19

“ช่วงคลื่นลูกแรกๆ ที่คนส่วนใหญ่น่าจะเริ่มจะรู้สึกว่าเริ่มไม่ค่อยดีแล้ว อย่างโปรดักชันเฮาส์ใหญ่ๆ ก็เริ่มปิดตัวลง แต่บริษัทเราก็ยังไม่ได้มีปัญหาในเชิงการเงิน เหมือนเราตุนเงินไว้เยอะ และคิดว่าถ้านั่งรอ เฮ้ย เดี๋ยวไฮซีซั่นก็มา แต่พอมันเงียบไปสองซีซั่น ผมกับทีมงานก็คุยกัน แล้วเริ่มรู้สึกเหมือนกันว่าช่วงนี้แพสชันทีมเราดูเหี่ยวๆ เหมือนไม่ได้มีอะไรที่อยากทำ หรืออะไรที่น่าตื่นเต้นขนาดนั้น งานที่มีก็เป็นโปรเจกต์ที่เป็นงานลูกค้ามากขึ้น เราก็มาคุยกัน เพราะผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่ต้องมีความอยากถึงจะมีแรงทำงาน พอสิ่งที่ต้องการเริ่มไม่ใช่ทางเดียวกัน เราก็ลองแยกย้ายไปทำอะไรของตัวเองกันก่อนไหม พอบริษัทปิดไป ผมก็มานั่งถามตัวเองว่าทำอะไรดี”

ในบรรยากาศล็อกดาวน์ที่ออกไปไหนไม่ได้ ป้องเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าจะเริ่มต้นทำสิ่งใดต่อไปดี เขาจึงมองไปรอบๆ ตัว และค้นหาสิ่งที่จะทำต่อไปจากความอยากของตัวเอง และมีสิ่งหนึ่งที่เขาชอบทำในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา คือการเล่นโมเดลหลังจากเลิกงาน

“ตอนเด็กๆ พ่อผมชอบซื้อโมเดลมาเล่น แล้วอ้างว่าซื้อมาให้ผม (หัวเราะ) แกก็จะนั่งเล่นของแก ผมก็เริ่มซึมซับมาตั้งแต่ตอนนั้น เอามาทาสีงูๆ ปลาๆ เล่นไป สิ่งนี้เหมือนแพสชันที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ตั้งแต่เด็ก เพราะเราเห็นมาตลอด จนรู้สึกว่าอย่าให้โตบ้างนะ จะซื้อมาเล่นให้แบบเต็มที่ไปเลย จนมาเริ่มเล่นจริงๆ ตอนเปิดบริษัทแรก แล้วงานกับงานอดิเรกก็ตีคู่กันมาตลอด

“พอเริ่มล็อกดาวน์ ผมก็เริ่มคิดว่า เฮ้ย มีอีกสิ่งหนึ่งที่เราอยากลองมานาน คือ 3D Printing ก็ไปซื้อเครื่องมาเล่นดู โชคดีที่มีน้องที่เป็นดีไซเนอร์เขาก็สนใจเหมือนกัน ผมก็เลยลองเอาไฟล์งาน 3D ที่น้องมีอยู่มาพรินต์ ซึ่งก็คือตัว T-rex ที่เป็นสีดำ สีเทา และสีขาว ซึ่งพอพรินต์เสร็จผมก็ทำตัวต้นแบบออกมา และลองเปิดขายบนเพจ สรุปขายหมด”

 ป้อง-ปานปอง วงศ์สิรสวัสดิ์
 ป้อง-ปานปอง วงศ์สิรสวัสดิ์

ป้องเล่าต่อว่าจุดนั้นทำให้เขาตัดสินใจได้ง่ายมากที่จะลองเดินเส้นทางนี้อย่างจริงจัง และมีความเชื่อลึกๆ ว่าธุรกิจนี้ไปต่อได้

“ผมรู้สึกว่าช่วงนั้นทำให้ผมเห็นความเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ เยอะ การล้มลงของธุรกิจหลายอย่างที่ดูเหมือนจะมั่นคงเหลือเกิน หรือความไม่แน่นอนของสถานการณ์ต่างๆ เลยคิดว่าถ้าไม่ทำตอนนี้จะทำตอนไหน ก็เลยคิดว่าลองเปิดทำของเล่นเลยแล้วกัน ไหนๆ ช่วงนี้เรายังพอมีเงินเก็บที่พออยู่ได้นานประมาณหนึ่ง แถมสิ่งที่ทำก็ไม่เชิงเป็นการเริ่มต้นใหม่ ทักษะส่วนใหญ่ผมเอามาจากการทำงานที่ผ่านมาได้หมดเลย คือปกติผมก็ปั้นโมเดล 3D อยู่แล้ว เรื่องการลงสีโมเดล ก็เป็นงานอดิเรกทำมาเกือบสามปี ช่วงที่เริ่มต้น เหมือนเป็นช่วงเวลาสามเดือนที่ผมต้องเอาทุกอย่างมาที่เคยทำรวมกัน

“ตอนที่ตัดสินใจเปิด The Brush Saber ขึ้นมา ความรู้สึกเหมือนผมกลับไปตอนประถม ที่บอกว่าตัวเองอยากเป็นนักเขียนการ์ตูน ถ้ามันไม่เกิดสถานการณ์ COVID-19 ที่ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ผมว่าทุกอย่างก็จะเป็นแบบที่เราเห็นและรู้สึกมาตั้งแต่เด็ก มีความเชื่อเรื่องความมั่นคงของการทำงานประจำหรืออาชีพนู้นนี้ แต่ตอนนั้นมันทำให้ผมมีลูกบ้าอีกรอบ”

The Brush Saber ธุรกิจปั้นโมเดลของเล่น จากวิกฤตปิดบริษัทโมชันกราฟิกเพราะ COVID-19

เริ่มต้นจากสิ่งใกล้ตัวเพราะต้นทุนคือ ‘เวลา’

ในการเริ่มต้นธุรกิจและอาชีพใหม่สักอาชีพหนึ่ง ต้นทุนที่มีราคาแพงที่สุดอาจไม่ใช่ตัวเงิน แต่เป็นระยะเวลาที่เราต้องใช้จ่ายลงไปเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นประสบการณ์กลับมา ป้องแชร์กับเราว่านั่นเป็นเหตุผลที่เขามองเห็นถึงความเป็นไปได้ จากการนำความชอบใกล้ๆ ตัวมาเปลี่ยนให้เป็นธุรกิจ และเขาก็สร้าง The Brush Saber ขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว 

“ถ้าเราเริ่มจากอะไรที่เราไม่รู้จักเลย เราก็จะใช้เวลาเยอะใช่มั้ย มันมีสองอย่าง ไม่ใช้เวลาเยอะ เราก็ใช้เงินเยอะ

ถ้าเริ่มทำธุรกิจจากสิ่งที่เรารู้จักอยู่ประมาณหนึ่งอยู่แล้ว เราจะใช้เวลาน้อยมากๆ ในการเริ่มธุรกิจนั้น ซึ่งทำให้ประหยัดต้นทุน เหมือนเราใช้ต้นทุนเก่า ไม่ต้องไปหาทุนใหม่” 

แล้วถ้าให้นิยามธุรกิจของตัวเองตอนนี้ว่าคืออะไร เป็นร้านของเล่นอย่างนั้นเหรอ ป้องอธิบายต่อว่า The Brush Saber เป็นเหมือน ‘โมเดลสตูดิโอ’ ที่แม้จะเริ่มต้นทำเมื่อปีที่แล้ว แต่จริงๆ เขาเพิ่งจดทะเบียนอย่างจริงจังมาเพียง 5 เดือนเท่านั้นเอง 

แม้ปัจจุบันจะโฟกัสในการผลิตชิ้นงานออริจินัลของตัวเอง แต่ก็มีเริ่มมีเซอร์วิสอื่นๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็นการรับจ้างผลิตขึ้นรูปโมเดลให้กับศิลปิน ซึ่งล่าสุดก็มีงานของศิลปิน ฮ่องเต้-กนต์ธร เตโชฬาร ที่กำลังจะจัดนิทรรศการผ่านมือสตูดิโอของเขาเช่นกัน และในอนาคตจะมีบริการรับลงสีโมเดล รับประกอบโมเดล รวมทั้งเวิร์กช็อปการทำโมเดลแบบ One Stop Service ในอนาคต

The Brush Saber ธุรกิจปั้นโมเดลของเล่น จากวิกฤตปิดบริษัทโมชันกราฟิกเพราะ COVID-19

“ผมว่ากระบวนการสำคัญหลักๆ เลยคือเรื่องการปั้นโมเดล เพราะเป็นการผสมทักษะระหว่างการปั้นโมเดลกับการต่อตัวพลาสติกคิท เวลาเราขึ้นโมเดลเพื่อเตรียมผลิต ต้องดีไซน์พวกจุดเชื่อมต่อต่างๆ เพราะว่าต้องทำที่ละชิ้นๆ และนำมาต่อกัน” 

กระบวนการทำงานแทบจะจบงานได้ในห้องพื้นที่ 4 x 4 ตารางเมตรที่เขาอาศัยอยู่ อันดับแรกเป็นส่วนที่ยากที่สุด คือการนำไอเดียในหัวออกมาปั้นเป็น 3D และนำไปพรินต์บนเครื่อง 3D Printing และนำโมเดลที่ได้มาประกอบเข้าด้วยกัน จากนั้นเขาต้องส่งโมเดลที่ออกแบบเสร็จจนพอใจ ไปให้โรงงานขึ้นบล็อกเพื่อหล่อเรซิ่น ซึ่งเป็นขั้นตอนเดียวที่เขาไม่สามารถทำเองได้ เพราะการหล่อเรซิ่นต้องใช้พื้นที่และมีกลิ่นเหม็น ไม่เหมาะกับการทำในพื้นที่เล็กๆ แต่เมื่อได้เรซิ่นมาเรียบร้อย เขาก็นำมาประกอบ อุด ขัด ทำสี ทำแพ็กเกจจิ้ง รวมไปถึงทำโฆษณาขายจบได้ภายในห้องแห่งนี้

“จริงๆ ผมรู้สึกว่าในรายละเอียดของอาชีพนี้มันเรียบง่ายมากเลยนะ รายละเอียดแปดสิบถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของมันคืองานช่างนั่นแหละ ซึ่งระหว่างไอเดียกับเทคนิคมันสำคัญพอๆ กัน ไอเดียคือจุดขาย แต่สิ่งที่จะทำให้ลูกค้าแฮปปี้กับตัวชิ้นงานคือความคราฟต์ เขาอาจซื้อเพราะเห็นงานออกแบบตัวนี้เจ๋งดี มีคาแรกเตอร์ แต่ถ้าสมมติเขาซื้อไปแล้วชิ้นงานมันชุ่ย งานของเราก็ไปต่อไม่ได้”

The Brush Saber ธุรกิจปั้นโมเดลของเล่น จากวิกฤตปิดบริษัทโมชันกราฟิกเพราะ COVID-19
The Brush Saber ธุรกิจปั้นโมเดลของเล่น จากวิกฤตปิดบริษัทโมชันกราฟิกเพราะ COVID-19

ขายได้ด้วยความต่างและความเข้าใจ

“ตอนที่งานทำออกเป็นชิ้นได้แล้ว ผมรู้สึกว่ามันขายได้ ด้วยอาชีพที่เราเคยทำมาเหมือนเป็น One Stop Service อยู่แล้ว เราเข้าใจกระบวนการทั้งหมด ทั้งโปรดักชันและโฆษณา ทำให้แทบไม่ต้องจ้างใครเลย แค่ต้องหาช่องทางการขาย ไม่ได้เป็นสิ่งที่ตัวเองไม่รู้จักขนาดนั้น”

หากเราเข้าใจจุดเด่นจุดแข็งในตัวสินค้าของตัวเอง การต่อยอดและมองหาตลาดของตัวเองก็จะทำได้ง่าย ป้องเล่าว่าของเล่นที่เขาทำแตกต่างจากไลน์ของเล่นที่คนนิยมทำกันเยอะในตลาดทั่วไปของไทย อย่างสายแมสแบบพลาสติกคิทอย่างกันดั้ม หรืออาร์ตทอยตัวการ์ตูนสไตล์มินิมอล งานของเขาเน้นความเหมือนจริงของภาพที่ออกมา และจัดวางแบบ Diorama ที่เล่าเรื่องราวภายในตัวเอง

“เวลาผมพูดถึงงานตัวเอง มักจะบอกว่ามันคือ Statue ยกตัวอย่างค่ายที่ดังๆ อย่าง Prime 1 หรือ SideShow ซึ่งตั้งแต่ผมเริ่มทำแรกๆ ก็รู้อยู่แล้วว่าตลาดนี้ในไทยคนทำค่อนข้างน้อย เพราะของเล่นที่ครองตลาดใหญ่ในเมืองไทยเป็นพวกแอคชันฟิกเกอร์ โมเดลพลาสติกคิทแบบกันดั้ม หรืออาร์ตทอยมินิมอลต่างๆ ซึ่งถามว่าเราแบบว่าชื่นชอบความงามของงานแบบนั้นไหม ก็รู้สึกว่าสวยดี แต่เราชอบงานปั้นอีกสไตล์ ที่ดูเหมือนจริงและมีเรื่องราวในตัวเองแบบที่ทำอยู่มากกว่า ซึ่งมันโอลด์สคูลมากเลยนะ แต่เพราะว่าเราโตมาแบบนั้น แล้วความชอบของเราดันเป็นสิ่งที่มีคนทำน้อยพอดี”

ตัวอย่างงานที่ขายได้เยอะที่สุดที่ The Brush Saber เคยทำมา คือโมเดลไดโนเสาร์ Triceratops 2 ตัว ที่กำลังประชันหน้ากัน ป้องบอกว่างานทุกชิ้นของเขามักเริ่มต้นจากความอยาก แล้วค่อยหาตลาดทำโฆษณาตอนงานเริ่มออกมาเป็นรูปเป็นร่างแล้ว 

“จริงๆ อันนี้มันเป็นอาจจะเป็นปมส่วนตัว” เขาหัวเราะ “เพราะว่าเหมือนตอนทำบริษัท เราค่อนข้างตามโจทย์การตลาดเยอะ พอเป็นงานที่เริ่มจากเราก็เอาที่อยากทำก่อน คืออย่าง Triceratops ที่ทำไป ผมก็จะดูว่างานที่ทำไป เวลาไปตั้งบนชั้นวางควรจะตั้งยังไง เลยออกแบบฐานไม้ใส่เข้าไปด้วยเลย เพราะว่าเราก็เป็นคนเล่นโมเดลมาก่อน เราเข้าใจเวลาคนเล่นว่าบางทีซื้องานโมเดลสวยๆ ไป แต่จะหาฐานสวยๆ ที่ไหนมาวางวะ ก็พยายามใส่ใจดีเทลพวกนี้เข้าไปด้วย”

อีกหนึ่งจุดที่ทำให้ต้นทุนในการเริ่มธุรกิจของ The Brush Saber ไม่สูงมาก คือการทำการตลาดและใช้หน้าร้านออนไลน์บนเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมในการเปิดขาย ซึ่งในปัจจุบันการเริ่มอะไรเล็กๆ การใช้เครื่องมือบนโลกออนไลน์ก็สร้างความคล่องตัวให้ธุรกิจได้มาก

“จริงๆ ตอนนี้วิธีขายของผมยังค่อนข้างดิบๆ อยู่นะ เปิดขายในเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม แค่นั้นเอง เพราะว่าเรายังทำน้อย ไม่ได้ทำเป็นโรงงานขนาดนั้น ซึ่งก็ยังไม่เจอปัญหาในการทำธุรกิจในระบบแบบนี้นะ ผมค่อนข้างชอบด้วยซ้ำที่เราขายในออนไลน์ได้ง่ายดาย อย่างล่าสุดก็มีลูกค้าคนเกาหลี จีน ไต้หวัน ติดต่อมาขอซื้องาน ซึ่งอันนี้ผมว่าดีกว่าการมีหน้าร้านเยอะ ไม่มีภาระเรื่องค่าที่ การขายก็ปิดจบง่าย ส่วนที่ดีที่สุดของงานตอนนี้คือผมพึ่งพาคนอื่นน้อยมาก มีแค่ตัวเรา หรืออาจจะมีต้องคุยกับศิลปินที่เราร่วมงานด้วย กับแค่ระบบการขายออนไลน์แค่นั้นเอง” 

 ป้อง-ปานปอง วงศ์สิรสวัสดิ์

สนุกกับงานและชีวิตที่ไม่มี Urgent Call

ปฏิเสธไม่ได้ว่ารูปแบบชีวิตของคนในวงการโปรดักชัน มักจะมีลูปชีวิตที่วิ่งวนอยู่กับโจทย์ที่ต้องจัดการอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องพูดถึงการออกแบบบาลานซ์ชีวิต แค่กินอาหารให้ตรงมื้อ แบ่งเวลาให้กับคนพิเศษ หรือไม่เทนัดเพื่อนเพราะเดดไลน์งานที่ต้องส่ง ซึ่งป้องเล่าว่าตั้งแต่เริ่มต้น The Brush Saber ขึ้นมาก ดูเหมือนว่าความสนุกในการทำงาน และบาลานซ์ในชีวิตของเขาค่อยๆ กลับคืนมา 

“ถ้าในเชิงงานความรู้สึกตื่นเต้นกลับมาอีกครั้งมั้ง รู้สึกได้ว่าเรายังมีเลเวลให้อัปอีกเยอะ การพัฒนาตัวเองกับงานที่กำลังทำอยู่ยังคงไปได้อีกไกล เพราะเป็นเรื่องคราฟต์แมนชิปที่เราสนุกและมีแพสชันกับมัน ยิ่งทำก็ยิ่งอยากให้งานที่ออกมาเจ๋งขึ้นไปเรื่อยๆ 

“ถ้าในเชิงชีวิตสิ่งที่รู้สึกว่าเปลี่ยนไปสุดๆ เลยคือรู้สึกว่าชีวิตมีระเบียบขึ้น เพราะงานที่ทำมันไม่มี Urgent Call คืออาชีพเก่าผมมี Urgent Call อยู่ดีๆ ลูกค้าโทรมาตอนกินข้าว โทรมาตอนสี่ทุ่ม หรือตอนจะนอน เรียกว่าเป็นงานที่เราพึ่งพิงกับคนอื่นค่อนข้างเยอะ แต่ว่างานนี้เราทำอยู่ปัจจุบัน เป็นงานที่ค่อนข้างควบคุมเวลาของตัวเองได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ คือเรามีเดดไลน์อย่างเดียวคืองานจะต้องส่งถึงมือลูกค้า แต่เราไม่ต้องมีส่งงานดราฟต์หนึ่ง ดราฟท์สอง ต้องประชุมกับลูกค้า ประชุมกับเอเจนซี่ ไม่ได้มีอะไรมายุ่งเกี่ยวกับชีวิตประจำวันเราขนาดนั้น”

เราแซวเขาเบาๆ ว่าเหมือนคนทำกรรมฐานด้วยการเพนต์ด้วยโมเดลแอร์บรัช 

“(หัวเราะ) ผมว่างานนี้ค่อนข้างเป็นอิคิไกเลย ผมรู้สึกว่ามันส่งผลต่อคนรอบข้างที่ดีด้วย อย่างแฟนผมบอกว่าพอทำงานนี้แล้วดูผมอารมณ์ดีขึ้น เหมือนงานช่วยให้เรามีสมาธิมีสติ อย่างแต่ก่อนงานทำให้ผมเป็นคนขี้หงุดหงิด แต่พอมาทำอันนี้… พูดแล้วเหมือนมาบวชเลยว่ะ จริงๆ ว่าตอบว่าอิคิไกก็สรุปได้ประมาณหนึ่ง”

 ป้อง-ปานปอง วงศ์สิรสวัสดิ์

Lesson Learned

ป้องบอกว่า ต้นทุนสำหรับบางอาชีพไม่จำเป็นต้องมีเยอะ ทั้งความเชี่ยวชาญและการเงิน สิ่งที่เขาทำไม่ใช่สิ่งที่ยากเกินกว่าใครจะทำตามได้ ด้วยอุปกรณ์ในปัจจุบันที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น และมีราคาไม่แพงหูฉี่อย่างสมัยก่อน แต่สิ่งที่ท้าทายจริงๆ ของอาชีพนี้คือ ถ้าคุณไม่ได้ชอบจริงๆ คุณจะอยู่กับมันไม่ได้นานขนาดนั้น หลายขั้นตอนในการทำงาน เรียกว่าน่าเบื่อ เพราะมันคือการทำสิ่งเดิมซ้ำๆ วนไปเรื่อยๆ 

และส่งท้ายด้วยเสียงหัวเราะว่า “อย่านั่งเก้าอี้แบบแข็งๆ นะครับ ปวดหลังชัวร์”

Instagram : thebrushsaber

Writer

ปริญญา ก้อนรัมย์

อดีตกองบรรณาธิการนิตยสาร ที่สนใจบทสนทนาของผู้คน และกำลังหามรุ่งหามค่ำเพื่อชีวิตเอกเขนก

Photographer

ณัฐนิช ชนะฤทธิชัย

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

“ทำไมกวาดบ้านมาตั้งนาน บ้านยังไม่สะอาดอีกนะ แถมบางทียังสกปรกขึ้นอีก”

นี่คงเป็นความในใจของใครหลายๆ คนเมื่อต้องหยิบไม้กวาดในบ้านที่ใช้ได้ไม่นาน ดอกหญ้าก็หลุดร่วงจนแทบจะต้องเปลี่ยนทุกๆ 3 เดือน

Sweepy คือแบรนด์ที่เกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหานั้น โดยเริ่มต้นจากการตั้งใจผลิตไม้กวาดที่มีคุณภาพ ถูกต้องตามหลักสรีระศาสตร์ ให้คุณทำความสะอาดได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น มีอายุการใช้งานนานนับปี และมีเป้าหมายสุดท้ายคืออยากเห็นคนมีชีวิตที่ดีขึ้น

Sweepy ไม้กวาดที่ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ ให้ใช้ได้นาน และกวาดบ้านอย่างมีความสุข

แบรนด์นี้เกิดจากการร่วมมือกันของสามพี่น้อง 

ตูน-นนทัช ขันธรูป พี่ใหญ่ผู้ริเริ่มแบรนด์ ดูแลด้านการออกแบบและการตลาด โดยมีอีกหน้ากากหนึ่งเป็นสถาปนิกผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบร้านที่เราคุ้นเคยหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น Peace Oriental Teahouse, Khao, และ Honeyful Cafe 

แตม-อธิษฐ์ ขันธรูป น้องชายคนรองผู้ดูแลด้านการโฆษณา

และ เติม-โตมา ขันธรูป น้องชายคนเล็กที่รับผิดชอบด้านสื่อออนไลน์ การวิจัย และพัฒนาผลิตภัณฑ์

Sweepy ไม้กวาดที่ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ ให้ใช้ได้นาน และกวาดบ้านอย่างมีความสุข

ในตอนแรก ตูนก็คล้ายกับใครหลายๆ คนที่อยากลองทำธุรกิจค้าขาย หลายคนหาไอเดียจาก Pain Point ของตัวเอง บางคนก็เริ่มต้นจากธุรกิจของครอบครัว แต่ Sweepy กลับมีจุดเริ่มต้นอยู่ที่ ‘วัด’

ใช่แล้ว คุณอ่านไม่ผิด ‘วัด’ นั่นแหละ ในช่วงที่ตูนกำลังบวชอยู่ที่วัดแห่งหนึ่ง ด้วยสัญชาตญาณนักออกแบบผู้หลงใหลในงานคราฟต์ ทำให้เขาได้เห็นและเรียนรู้วิชาการทำไม้กวาดจากคุณลุงคนหนึ่ง แต่ใครจะไปรู้ว่าวิชานี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจใหม่ของเขาในอนาคต อย่างธุรกิจผลิตอุปกรณ์สามัญประจำบ้านที่เรียกว่า ‘ไม้กวาด’

ปัญหาหลุดลุ่ย

“ปัญหาหลักคือดอกหญ้าหลุด ผมเลยศึกษาว่าทำไมมันถึงหลุด ทำไมไม้กวาดถึงใช้ได้แค่สามเดือนแล้วก็พัง เลยมาลองดูว่าเราจะทำไม้กวาดที่ดีกว่านี้ได้ไหม” ตูนเล่าถึง Pain Point ซึ่งพบเจอในไม้กวาดดอกหญ้าที่ซื้อกันได้ทั่วไป แต่ชาติเสือก็ต้องไว้ลาย เมื่อเป็นสถาปนิกทั้งที จะพัฒนาแค่ฟังก์ชันการใช้งานก็กระไรอยู่ ดังนั้น สำหรับตูนแล้ว ด้านความสวยงามก็ต้องปรับให้ดูดีขึ้นด้วย

“สำหรับดีไซน์ปกติที่เราเห็น ถ้าสมมติเราเห็นไม้กวาดอยู่กลางบ้าน สิ่งแรกที่เราจะคิดคือ เอ๊ะ ไม้กวาดมาทำอะไรตรงนี้ มันดูผิดที่ผิดทาง และเราจะหงุดหงิด” 

Sweepy ไม้กวาดที่ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ ให้ใช้ได้นาน และกวาดบ้านอย่างมีความสุข

เติมกล่าวเสริมขึ้นมาถึงอีกหนึ่งปัญหาที่แอบแฝงอยู่ในใจหลายๆ คนเกี่ยวกับไม้กวาด เป็นอีกเหตุผลหนึ่งว่าทำไมไม้กวาดของ Sweepy จึงมีดีไซน์สวยเรียบ เข้าได้กับทุกมุมของบ้าน

ถึงแม้ตูนมองเห็นปัญหาที่หลายคนต้องเผชิญกับการใช้ไม้กวาด และศักยภาพในการต่อยอดเป็นธุรกิจแล้ว การเริ่มต้นนั้นกลับไม่ได้ราบรื่นเสียทีเดียว เขาติดต่อ Supplier เพื่อค้นหาวัสดุที่เหมาะสมและบริหารจัดการต้นทุน เพื่อพิสูจน์ว่ามันเกิดขึ้นได้จริงก่อนก้าวเดินต่อไป

งานฝีมือ

ไม้กวาดอาจเป็นสิ่งที่เราเห็นกันจนคุ้นตา จนนึกไม่ออกว่ามันจะเปลี่ยนไปจากเดิมได้อย่างไร 

สำหรับริษัทการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้จากการใส่ใจในรายละเอียดและพัฒนาให้ดีขึ้น 

“ผมลองศึกษาดูว่าไม้กวาดปกติประกอบยังไง คุณภาพของดอกหญ้าเป็นแบบไหน เขาคัดยังไง แล้วก็นำสิ่งที่ลุงเคยสอนผมมาปรับใช้ มันน่าจะเป็นอย่างนี้ได้นะ น่าจะปรับตรงนี้ได้ โดยทุกวัสดุที่เราใช้ คือทำเพื่อให้ฟังก์ชันมันดีขึ้น แข็งแรงขึ้น”

Sweepy แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

ดอกหญ้าเรียกได้ว่าเป็นพระเอกหลักสำหรับไม้กวาด ทว่าดอกหญ้าทั่วๆ ไปมักมาพร้อมผงฝุ่น และส่วนที่แข็งหักง่ายติดมาด้วย ทำให้บางครั้งเวลาใช้งาน พื้นบ้านกลับสกปรกกว่าเดิม 

การคัดดอกหญ้าในการทำไม้กวาดของ Sweepy คือสัดส่วน 50 – 50 ครึ่งหนึ่งใช้ได้ อีกครึ่งหนึ่งคัดออก

“เราเลือกแต่ดอกหญ้าที่มีมาตรฐานเกรด A เพราะไม่อยากให้เกิดปัญหานี้เวลากวาดบ้าน ให้ตอนใช้งานจริงๆ คนเขารู้สึกดีและสะอาด” 

นอกจากวัสดุที่ใช้แล้ว เพื่อให้ได้ไม้กวาดที่สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ขั้นตอนการประกอบไม้กวาดก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน 

Sweepy แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข
แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

“การประกอบไม้กวาดคือเราต้องดูว่าดอกหญ้าที่เราเลือก ไม่ใช่แค่เลือกแล้วเอามาประกอบยังไงก็ได้ มันมีขั้นตอนในการประกอบ อย่างเช่นการผูกช่อ การเรียงไม้กวาด หรือการที่เราเย็บอย่างแน่นหนา ก็เป็นส่วนประกอบสำคัญเหมือนกัน ข้ามขั้นตอนไม่ได้ ไม่อย่างนั้นก็จะออกมาไม่สมบูรณ์แบบ” 

ขั้นตอนในการทำไม้กวาด จึงไม่ใช่การที่คนคนหนึ่งทำหลายๆ อย่างเพื่อประหยัดแรงงานให้คุ้มที่สุด แต่เป็นการทำงานเป็นทีม ใครเชี่ยวชาญเรื่องไหนก็ทำเรื่องนั้น เช่น คนทุบดอกหญ้าจะทุบดอกหญ้าอย่างเดียว คนดูแลเรื่องไม้ก็จะดูเรื่องไม้อย่างเดียว

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อใช้วัสดุคุณภาพดี มีขั้นตอนการประกอบที่ถูกต้อง อีกสิ่งที่จะขาดไปไม่ได้ คือการออกแบบที่เข้าใจคนใช้งาน โดยปกติ ไม้กวาดมีลักษณะเป็นไม้ตรงๆ และมีดอกหญ้าแยกออกมาเป็น 2 แฉก แต่ไม้กวาด มีดีไซน์แปลกตากว่านั้น ซึ่งไม่ใช่เพื่อความสวยงามหรือความแปลกใหม่ แต่เป็นดีไซน์ที่ตั้งใจออกแบบมาให้ถูกต้องตามหลักสรีระศาสตร์ เพื่อแก้ปัญหาอาการปวดหลังเวลากวาดบ้าน 

“เราอยากให้ไม้กวาดน้ำหนักเบา ความยาวพอดี และเป็นทรงแบบไม้ฮอกกี้ ให้มีองศาที่กวาดได้กว้างขึ้น ทำให้ไม่ต้องก้มหรือบิดตัวเยอะเวลากวาดใต้เตียงหรือโซฟาลึกๆ ส่งผลให้ใช้เวลาในการกวาดน้อยลง ปวดหลังน้อยลง และรู้สึกดีขึ้นเวลาทำความสะอาดบ้าน”

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

สานคุณค่า

ไม้กวาดเป็นเครื่องมือทำความสะอาดที่เรียกได้ว่าต้องมีประจำทุกบ้านในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม้กวาดที่เราเห็นทำจากพลาสติก และขาดเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมในส่วนนี้ไป แบรนด์จึงตั้งใจแฝงสิ่งนี้เข้าไปในการออกแบบสินค้าของพวกเขา ด้วยไม้และดอกหญ้าที่หาได้ในท้องถิ่น วิธีการผูกช่อ การทำความสะอาด ไม่ผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม แต่ทำด้วยมือตามภูมิปัญญาที่มีอยู่แล้ว

“เราเห็นไม้กวาดมาตั้งแต่เด็ก เราอยู่กับมันมานานจนเป็นสิ่งที่สำคัญต่อบ้าน เลยรู้สึกว่าจริงๆ ไม้กวาดควรจะมีคุณค่าทางวัฒนธรรมด้วย แต่ก็ยังอยากให้มีความทันสมัย เพื่อให้เข้าถึงคนได้ง่ายขึ้น”

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข
แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

เพราะอยากเห็นสิ่งแวดล้อมกับโลกที่สะอาดและน่าอยู่ขึ้น Sweepy จึงมีคอนเซปต์หลักเป็นความมินิมอลและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยพยายามลดการใช้พลาสติกให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และหากจำเป็นต้องใช้พลาสติก ก็จะนำพลาสติกรีไซเคิลมาใช้แทน

นอกจากไม้กวาดดอกหญ้าแล้ว ยังมีอุปกรณ์ทำความสะอาดอื่นๆ และสินค้าไลฟ์สไตล์ เช่น ไม้กวาดหยากไย่ ไม้กวาดเสี้ยนตาล ตะกร้าจากแอฟริกา และสินค้าประจำฤดู เช่น ร่มในฤดูฝน ซึ่งทั้งหมดยังคงอยู่ภายใต้คอนเซปต์ตั้งต้นเช่นกัน

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

การสื่อสารของไม้กวาด

หลังจากใช้เวลาออกแบบสินค้าและแบรนด์เกือบ 2 ปี เมื่อเลือกใช้วัสดุที่ดีพร้อมกระบวนการผลิตที่พิถีพิถันมาก ต้นทุนในการผลิตก็ย่อมสูงขึ้น ราคาขายจึงสูงขึ้นตามไปด้วย 

เมื่อเริ่มวางขายด้วยราคาที่แพงกว่าไม้กวาดทั่วไป ปัญหาที่แบรนด์ต้องเผชิญต่อมา คือการที่ผู้บริโภคไม่เข้าใจในตัวสินค้า

ทำไมราคาแพงจึงเป็นคำถามสำคัญ

“ปกติเขาจะใช้ไม้กวาดราคาประมาณแปดสิบถึงหนึ่งร้อยบาท แล้วก็เปลี่ยนทุกๆ สามถึงสี่เดือน ผมคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่คนจะสงสัยในสิ่งที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนว่า ทำไมมันแพงจัง แพงเกินไปหรือเปล่า สิ่งที่เราทำคือให้เขาลองใช้จริงก่อน โดยมี Tester ให้เขาได้ลองว่ามันใช้งานได้ดีจริงๆ มันลดเวลากวาดบ้านได้จริงๆ และอายุการใช้งานก็นานจริงๆ”

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับผู้บริโภค การสื่อสารและตลาดจึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญ

“ในการทำการตลาด สิ่งสำคัญที่สุดคือ การสื่อสารที่ชัดเจนและให้ข้อมูลกับผู้ใช้งาน ซึ่งจะทำให้เขาเข้าใจสินค้าของเราจริงๆ ทุกคนมีความต้องการไม่เหมือนกัน เราต้องเรียนรู้จากความต้องการของแต่ละคน และพยายามปรับการสื่อสารของเราให้เข้ากับเขาได้มากที่สุด”

เมื่อสื่อสารชัดเจน โฆษณาอย่างทั่วถึง ประกอบกับสินค้ามีคุณภาพและเรื่องราว ทำให้สินค้านั้นขายได้ด้วยตัวมันเอง ณ วันนี้ หลายคนเข้าใจในสินค้าของพวกเขามากยิ่งขึ้น ยอดขายก็เพิ่มขึ้นตามมาด้วย และทั้งสามก็ยังควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์อย่างสม่ำเสมอ

นอกจากการสื่อสารกับลูกค้า การสื่อสารกับคนในทีมก็สำคัญไม่แพ้กัน พวกเขาเลือกใช้โรงงานของตัวเองในการผลิตไม้กวาดและสินค้าต่างๆ แทนที่จะจ้างผลิต โดยมีผู้เชี่ยวชาญสอนพนักงานในการผลิตแต่ละขั้นตอน 

เติมบอกว่า ส่วนนี้ต้องมีความยืดหยุ่น ต้องคอยควบคุมอย่างใจเย็น เพื่อปรับทัศนคติและสื่อสารให้ทุกคนเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน

“เราพยายามจะเป็นผู้นำที่ให้กำลังใจ ฟังทีมของเราว่าเผชิญปัญหาอะไรบ้าง เขาต้องการความช่วยเหลือหรือเปล่า ผมคิดว่าการฟังสำคัญมาก เราต้องฟังทุกคนตั้งแต่ลูกค้า มาจนถึงทีมตัวเอง”

แก่นไม้กวาด

ตลอดการสนทนา ทำให้เรารู้ว่าแม้สินค้าจะมีอยู่ทั่วไปและเป็นที่ต้องการอยู่แล้วในตลาด แต่เมื่อต้องการพัฒนาออกมาให้เป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ กลับไม่ใช่เรื่องง่าย 

“มันยากบ่อยกว่าที่มันง่าย” ตูนว่าอย่างนั้น “ทุกวันเราต้องเจออุปสรรคหลายอย่าง สำหรับผม การทำธุรกิจจึงต้องมีแพสชันและเป้าหมายที่ชัดเจน ในไตรมาสนี้ ในเดือนนี้ ในวันนี้ มีอะไรบ้าง แล้วเราจะสื่อสารสิ่งเหล่านี้ให้คนอื่นในทีมเข้าใจได้อย่างไร

“ความท้าทายอีกอย่างคือ การหากลุ่มลูกค้าที่ชัดเจนในช่วงแรก การสื่อสาร และรักษาลูกค้าที่อยากซื้อต่อไป เนื่องจากสินค้าของเรามีอายุการใช้งานนาน” เติมเสริม

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

บ่อยครั้งที่เราได้ยินว่าแพสชันเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการทำธุรกิจ Sweepy ทำอย่างไรให้ความหลงใหลนั้นอยู่ในหัวใจของทุกคนในทีม

“สิ่งแรกที่ต้องมองเห็นคือธรรมชาติของคน ต้องเข้าใจว่าแต่ละคนสไตล์เป็นยังไง ถ้ามีความสำเร็จอะไรเล็กๆ น้อยๆ ก็พยายามให้สิ่งตอบแทนหรือเลี้ยงฉลองกัน ส่วนแพสชัน ผมว่าเป็นสิ่งที่บังคับกันไม่ได้ แต่เราต้องเป็นผู้นำให้เขาเห็นว่ามันดียังไง ให้มันเดินหน้าไปด้วยกัน”

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ทั้งสามคนจึงใช้วิธีทำคอนเทนต์และสื่อต่างๆ เพื่อให้ความรู้แก่ลูกค้า โดยเน้นไปที่การสื่อสารว่าลูกค้าจะได้รับอะไรจากสินค้าของพวกเขา 

“เราอยากให้คนที่ไม่ชอบการทำความสะอาด คนที่รู้สึกว่าการทำความสะอาดยากและน่าเบื่อ หันมาสนใจว่าการทำความสะอาดมันมีผลต่อจิตใจคนจริงๆ พอบ้านคุณสะอาด สมองของคุณก็จะโปร่ง ทำให้ทำงานได้ดีขึ้น และทำให้ชีวิตดีขึ้น”

ในอนาคต ทั้งสามยังคงมุ่งมั่นที่จะปลุกปั้น Sweepy ให้เป็นบริษัทที่ครอบคลุมในเรื่องการทำความสะอาด โดยจะมีสินค้าที่หลากหลายเพื่อตอบโจทย์ทั้งผู้ใหญ่และวัยรุ่น 

และกระซิบบอกตรงนี้เลยว่า รอดูผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่จะออกมาในอนาคต ไม่แน่ เราอาจได้เห็นหุ่นยนต์หรือเครื่องดูดฝุ่นแบบใหม่จากแบรนด์นี้ ซึ่งเติมยอมรับว่าก็มีแอบคิดไว้เหมือนกัน

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

Lesson Learned

  1. ต้องมีแพสชันเพื่อก้าวข้ามความท้อแท้และความยากของการทำธุรกิจ และอย่าลืมหาวิธีแบ่งปันแพสชันนี้ให้คนในทีมเห็นภาพตรงกัน
  2. หาความรู้จากแหล่งต่างๆ เพราะความรู้เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ไม่ว่าใครก็ทำธุรกิจประสบความสำเร็จได้
  3. มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน กล้าและไม่กลัวการลองลงมือทำ
  4. ฉลองกับความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ เพื่อสร้างบรรยากาศในการทำงานที่ดีและจริงใจ

Facebook : Sweepy by SAJ

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

ณัฐนิช ชนะฤทธิชัย

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load