ฤทัยวรรณ วงศ์สิรสวัสดิ์

เล่นกับชีวิตตัวเองได้อย่างน่าตื่นตา และน่าติดตาม

เป็นครูสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนกวดวิชา

เป็นพีอาร์โรงแรม

สมัครงานเอเจนซี่โฆษณาตำแหน่งครีเอทีฟ แต่ได้เป็นเออีคนแรกและคนเดียวของบริษัท

ขยันช่วยครีเอทีฟเขียนงาน จนได้ย้ายสายมาเป็นก็อปปี้ไรเตอร์

ลาออกไปเป็นบรรณาธิการบริหารนิตยสารผู้หญิง

เปิดเอเจนซี่โฆษณาของตัวเอง

โดนเอเจนซี่ใหญ่ซื้อกิจการ

ลาออกไปคลอดลูก

คืนวงการด้วยตำแหน่ง Creative Director

ลาออกไปเป็นผู้กำกับโฆษณา

กลับมารับตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของเอเจนซี่โฆษณา

ทิ้งบัลลังก์ไปกำกับหนังไทย

กลายเป็นผู้กำกับหนังโฆษณาฟรีแลนซ์

เกือบได้เป็นผู้กำกับหนังอินดี้

เขียนบทละครโทรทัศน์ที่คนติดกันทั้งเมือง

เพิ่งหัดวาดรูป

และในวัยเกือบ 61 ปี เธอกำลังจะทำสื่อออนไลน์เกี่ยวกับผู้หญิง

อ้ำ ฤทัยวรรณ วงศ์สิรสวัสดิ์ นักเล่นที่เคยเป็น MD ของ JWT เขียนบทเลือดข้นฯ ผกก.หนังไทย ผกก.โฆษณา
อ้ำ ฤทัยวรรณ วงศ์สิรสวัสดิ์ นักเล่นที่เคยเป็น MD ของ JWT เขียนบทเลือดข้นฯ ผกก.หนังไทย ผกก.โฆษณา

01

ได้เป็นพิธีกรพูดสองภาษา

ฤทัยวรรณมีทักษะด้านภาษาไทยดีมาก โดยเฉพาะการแต่งกลอน ช่วงเรียนปีสอง คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เธอเลือกเรียนเอกภาษาไทย แต่เรียนๆ ไป ความหลงใหลในเสียงปี่เสียงกลองของการทำกิจกรรมทำให้เธอย้ายไปเรียนเอกอังกฤษซึ่งไม่ต้องทำรายงาน และไม่มีการเช็คชื่อแทน

หลังเรียนจบเธอเริ่มต้นทำงานแรกด้วยการสอนวิชาภาษาอังกฤษในโรงเรียนกวดวิชา Home of English สอนอยู่หนึ่งปี ก็หมดพลังเพราะต้องสอนเรื่องเดิมๆ วันละ 3 รอบ เลยไปสมัครงานตามคำแนะนำของเพื่อน ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ของโรงแรมสยามอินเตอร์คอนติเนนตัล (ปัจจุบันกลายเป็นสยามพารากอน)

เวลามีคนมาจัดงานสำคัญที่โรงแรม เธอต้องถ่ายรูปหมู่ทำข่าวส่งหนังสือพิมพ์หน้า 4 กับหน้าสตรี ถ้ามองในแง่สีสัน เธอได้แต่งตัวสวยๆ ออกงาน ได้เป็นพิธีกรพูดสองภาษาในงานไทยไนต์สัปดาห์ละครั้ง

นอกจากนี้เธอยังต้องช่วยเจ้านาย นภาลัย อารีสรณ์ (ปัจจุบันเป็นบรรณาธิการบริหาร นิตยสาร Thailand Tatler) ตรวจข้อความโฆษณาซึ่งทำโดยเอเจนซี่โฆษณา Meridien ของคุณเท็ดดี้-สภา ปาลเสถียร

ช่วงที่เจ้านายของเธอลาคลอด พีอาร์สาวคนนี้ต้องทำงานหลายๆ อย่างแทนเจ้านาย เช่น ไปประชุม ทำแผนการตลาด พอเจ้านายกลับมา เธอก็รู้สึกว่าตัวเองโตเกินกว่าจะทำงานเป็นพีอาร์ไปออกงานจ๊ะจ๋ากับนักข่าว และไม่อยากเขียนแค่ข่าวพีอาร์อีกแล้ว

เส้นทางชีวิตพีอาร์ 3 ปี ของฤทัยวรรณสิ้นสุดลง เมื่อเธอเห็นโฆษณากรอบเล็กๆ ในหน้าหนังสือพิมพ์ว่า สภา ปาลเสถียร ตั้งเอเจนซี่ใหม่ชื่อ Dentsu Young & Rubicam (DYR)

อ้ำ ฤทัยวรรณ วงศ์สิรสวัสดิ์ นักเล่นที่เคยเป็น MD ของ JWT เขียนบทเลือดข้นฯ ผกก.หนังไทย ผกก.โฆษณา

02

คุณเนี่ย Steal the whole show.

อักษรศาสตรบัณฑิตผู้ใช้ทั้งภาษาไทยและอังกฤษตั้งแต่เรียนจบยื่นใบสมัครงานในตำแหน่ง Copywriter

“คุณมีพอร์ตโฟลิโอไหมครับ” คุณเท็ดดี้เปิดการสัมภาษณ์งาน เมื่อผู้สมัครไม่เข้าใจว่า พอร์ตฟอลิโอคืออะไร เขาก็อธิบายว่าคือตัวอย่างงานที่ทำ ซึ่งผู้สมัครคนนี้ไม่มี

“โอ้ ก็จะลำบากหน่อยนะครับ เพราะบริษัทเราเซ็ตอัพใหม่ เราต้องการคนที่มีประสบการณ์ คนที่เพิ่งสัมภาษณ์ไปก็เป็นซีเนียร์มาจากเดนท์สึ อืม หน่วยก้านอย่างคุณนี่เหมาะจะเป็น Account Executive นะครับ”

ผู้สมัครไม่รู้จักตำแหน่งนี้ แต่ก็ไม่กล้าถาม

“คุณรู้ไหมว่า คุณ Impress ผมมาก ตอนผมไปงานที่สยามอินเตอร์คอนฯ เวลาคุณอยู่บนเวทีแล้วพูดสองภาษา คุณเนี่ย Steal the whole show. เลย บุคลิกภาพอย่างคุณควรจะเป็น Account Executive แต่ผมยังไม่คิดว่าจะจ้างตำแหน่งนี้นะครับ ผมขอบคุณที่คุณมาสัมภาษณ์”

สุดท้ายอดีตพีอาร์ก็ได้เข้าสู่วงการโฆษณาในตำแหน่ง Account Executive Trainee เป็นเออีเพียงคนเดียวของบริษัทที่มีพนักงาน 11 คน

“เวลาไปประชุมนี่ คุณทำหน้าที่คล้ายผู้ถือธง เป็นตัวแทนของเอเจนซี่ ระหว่างประชุมคุณก็ต้อง Take note กลับมาเขียน Conference report แล้วคุณต้องถือ Intellectual bag เป็นกระเป๋าใหญ่ๆ สีดำ ในนั้นบรรจุไอเดีย ซึ่งเป็นโปรดักต์ที่มีค่ามากของเอเจนซี่ แล้วก็ไปพรีเซนต์อย่างภาคภูมิใจในงาน”

เธอยังจำถ้อยคำที่คุณเท็ดดี้อธิบายถึงความสำคัญของงานในตำแหน่งนี้ได้อย่างแจ่มชัด ส่วน Intellectual bag นั้นคือ กระเป๋าใส่เลย์เอาต์เอาไปเปิดพรีเซนต์ลูกค้า

“เราพรีเซนต์อย่างแกล้วกล้ามาก ครีเอทีฟรักเรามาก เพราะเราขายงานได้เป็นส่วนใหญ่ ปกป้องงานได้ ถ้าลูกค้าขอผสมพันธุ์เลย์เอาต์เอกับบี เราจะบอกว่าไม่ได้ เพราะมันจะออกมาเป็นสัตว์ประหลาด อะไรก็ว่าไป”

ไม่น่าแปลกใจที่ครีเอทีฟจะรักเออีแบบเธอ

“เออีรับเงินเดือนจากเอเจนซี่ สินค้าของเอเจนซี่คือ งานครีเอทีฟที่ช่วยลูกค้าขายของ ดังนั้นหน้าที่ของเออีคือ เป็นตัวแทนเอเจนซี่ ยืนหยัดข้างครีเอทีฟของเอเจนซี่ เราคิดแบบนี้แหละ”

ความอยากเป็นคนเขียนคำโฆษณายังคงฝังแน่นอยู่ในตัวเออีร่างเล็กคนนี้ เวลาว่างเธอจะเข้าไปเล่นในห้องครีเอทีฟ ช่วย สิทธิชัย แสงกระจ่าง Senior Copywriter เขียนข้อความโฆษณาด้วยภาษาวิ้วว้าว (ต่อมาสิทธิชัย เปลี่ยนชื่อเป็น ดลสิทธิ์ บางคมบาง ก่อตั้งสำนักพิมพ์บางคมบาง และแปลหนังสือของ ลีโอ ตอลสตอย กับ เออร์เนสต์ เฮมมิงเวย์ หลายเล่ม)

ในวงการโฆษณามีการชวนคนจากเอเจนซี่ต่างๆ มาอบรมร่วมกันอยู่เรื่อยๆ ครั้งหนึ่งเธอได้ไปเรียนเรื่องการวางแผนสื่อ โดยมีงานกลุ่มให้ผู้เข้าร่วมลองวางแผนสื่อของสบู่ แต่กลุ่มของเออีหัวใจครีเอทีฟคนนี้ทำงานฝั่งครีเอทีฟมาส่งด้วย

2 วันต่อมา เธอได้รับโทรศัพท์จาก Managing Director ของ SPA Advertising ซึ่งเป็นผู้สอนในวันนั้น ชวนให้เธอมาเป็นก็อปปี้ไรเตอร์ โดยไม่ดูพอร์ตโฟลิโอ แต่ใช้วิธีหยิบงานโฆษณามาอ่านแล้ววิพากษ์วิจารณ์การเขียน ซึ่งเธอผ่านการสัมภาษณ์แบบสบายๆ

อ้ำ ฤทัยวรรณ วงศ์สิรสวัสดิ์ นักเล่นที่เคยเป็น MD ของ JWT เขียนบทเลือดข้นฯ ผกก.หนังไทย ผกก.โฆษณา

03

คุณนี่หยาบคายกับผมมากเลยนะ

“คุณนี่หยาบคายกับผมมากเลยนะครับ” คุณเท็ดดี้ผู้ที่คิดเป็นภาษาอังกฤษแล้วค่อยแปลเป็นภาษาไทย พูดประโยคนี้เมื่อทราบว่าเออีของบริษัทกำลังจะลาออกไปเป็นครีเอทีฟที่อื่น “คุณจะมาทำแบบนี้กับคนที่คุณยิ้มให้ทุกเช้าไม่ได้นะครับ”

เมื่อทราบที่ไปที่มาของการลาออกครั้งนี้ คุณเท็ดดี้ก็ไปคุยกับ แกร์รี คูเปอร์ (Garry Cooper) ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของบริษัท เพื่อขอย้ายเออีไปเป็น Copywriter Trainee

ครีเอทีฟสาวมือใหม่ได้รับโจทย์ที่ถือว่าหนักหนาในวันนั้น คือต้องทำโฆษณาถุงยางอนามัยคิงเท็กซ์

“ก่อนหน้านั้น โฆษณาถุงยางพูดกับผู้ชาย ก็จะเป็นเรื่องเร้ากระเส่าเซ็กส์ เราตีโจทย์ใหม่ว่า ถุงยางเป็นสิ่งที่ผู้หญิงกับผู้ชายใช้ร่วมกัน ทำไมเราไม่เปลี่ยน Tone & Manner มันล่ะ ตอนนั้นผู้หญิงคิดว่า ถุงยางเป็นสิ่งที่ผู้ชายใช้ตอนไปเที่ยว แต่ฉันเป็นผู้หญิงดีๆ ถุงยางจึงไม่ใช่เรื่องของฉัน ซึ่งมันไม่ใช่ มันใช้คุมกำเนิด”

ครีเอทีฟสาวใส่สูท ถือแฟ้ม หวีผมเสยๆ ไปนั่งซุ่มตรงคอฟฟี่ช็อปของอาบอบนวดหลายแห่ง เพื่อสังเกตพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้า สุดท้ายเธอก็เลือกทำหนังโฆษณาตัวนี้ออกมาในโทนโรแมนติกแบบเพลงของฟิล คอลลินส์ เธอร่ายกลอนสี่สุภาพขึ้นมาเป็นเพลง

อย่ารอรุ่งรางสว่างเลย

จะชวดเชยดอกไม้รักภิรมย์สม

หวานตาหลับตาหวานหว่านอารมณ์

ให้พี่พรมเพลงหวานกล่อมหวานใจ

แกรี คูเปอร์ อาร์ตไดเรกเตอร์ชาวออสเตรเลียผู้อินกับความเป็นไทยถึงขั้นไปบวชมาแล้ว ฟังคำแปลแล้วคิดถึงภาพอีโรติกตามจิตรกรรมฝาผนังวัด หนังโฆษณาเรื่องนี้เลยเป็นภาพของผู้ชายกับผู้หญิง ตัดสลับกับภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ผู้หญิงเปลือยหน้าอกนั่งข้างผู้ชายอย่างอีโรติก คลอด้วยเพลงสุดโรแมนติก ฮุกปิดท้ายว่า “เมื่อรักสุกงอมลึกซึ้ง คุณคิดถึงคิงเท็กซ์”

งานชิ้นนี้ได้รางวัลในระดับเอเชีย ทำให้ครีเอทีฟมือใหม่คนนี้เริ่มมั่นใจว่า น่าจะเอาดีกับอาชีพนี้ได้ หลังจากนั้น เธอก็ได้ทำโฆษณาสปายไวน์คูลเลอร์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับผู้หญิง ซึ่งประสบความสำเร็จมากอีกเช่นกัน จนมีสื่อมวลชนหลายรายมาขอสัมภาษณ์

04

เขาเห็นเราแจ๋นแก่น ใส่เสื้อเปิดหลังเต้นอยู่บนลำโพง

อันธิกา กองแก้ว บรรณาธิการบริหารนิตยสาร ผู้หญิง 24 ชวนครีเอทีฟคนดังมานั่งแท่นบรรณาธิการบริหารแทนเธอด้วยเหตุผลค่อนข้างประหลาด

“เขาเห็นเราแจ๋นแก่น ใส่เสื้อเปิดหลังเต้นอยู่บนลำโพง เขาอยากได้ บ.ก. ที่ชอบออกงาน เราก็คิดว่าฉันจะทำสิ่งนี้ได้เหรอ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก คิดแค่ได้เขียนอะไรเล็กๆ แล้ว อยากลองทำอะไรที่เป็นเล่มดู ก็ลาออก คุณเท็ดดี้ไม่รู้จะคัดง้างยังไง แกเรียกว่าเป็นการออกไปผจญภัย”

บรรณาธิการมือใหม่รู้ว่างานของเธอคือ คุมทิศทางเนื้อหาของหนังสือ ตรวจทานคอลัมน์ และเขียนคอลัมน์ตัวเอง แต่งานที่เธอไม่รู้ก็คือ ต้องไปออกงานสังคม ซึ่งเธอประสบปัญหา จำชื่อคุณหญิงคุณนายไม่ได้ ทำตัวไม่ถูก

อีกปัญหาที่หนักหนาไม่แพ้กันก็คือ หญิงสาวมาดเซอร์จากอำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี คนนี้ ไม่มี Sense of Fashion โดนรุ่นใหญ่ในวงการแฟชั่นหยามเหยียดอยู่บ่อยๆ ในที่สุดเธอก็รับมือกับสองสิ่งนี้ไม่ไหว เวลาผ่านไปไม่ถึงปี เธอก็ลาออกกลับมาเป็นก็อปปี้ไรเตอร์ที่เดิม

อ้ำ ฤทัยวรรณ วงศ์สิรสวัสดิ์ นักเล่นที่เคยเป็น MD ของ JWT เขียนบทเลือดข้นฯ ผกก.หนังไทย ผกก.โฆษณา

05

เขาไม่มีอะไรดีเลยเหรอ

รอบนี้ฤทัยวรรณได้ทำงานจับคู่กับอาร์ตไดเรกเตอร์อย่าง ทรงศักดิ์ เปรมสุข ซึ่งต่อมากลายเป็น Managing Director ของเอเจนซี่ Matchbox ต่อด้วยบอสใหญ่ของ iTV และ Voice TV ทำงานภายใต้การดูแลของเจ้านายครีเอทีฟไดเรกเตอร์ ดลชัย บุณยะรัตเวช ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี จนกระทั่งเธอได้รับโทรศัพท์จาก ภาณุ อิงคะวัติ เจ้านายใหญ่แห่ง Leo Burnett เอเจนซี่โฆษณาอันดับหนึ่งในขณะนั้น

“ผมได้คุยกับพี่ฉอด (สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา) พี่ฉอดพูดถึงสปอตวิทยุของสปายไวน์คูลเลอร์ว่า เป็นสปอตที่ดี ผมอยากจะเชิญคุณมาสัมภาษณ์” ภาณุปูพรมแดงผ่านสัญญาณโทรศัพท์

ฤทัยวรรณจึงได้ย้ายมาเป็นก็อปปี้ไรเตอร์ที่ลีโอ เบอร์เนทท์ คู่กับอาร์ตไดเรกเตอร์อย่าง พินิต ฉันทประทีป (Executive Creative Director ของ JWT ในเวลาต่อมา) ส่วนทีมที่นั่งใกล้ๆ กันมีอาร์ตไดเรกเตอร์ชื่อ เป็นเอก รัตนเรือง ก็อปปี้ไรเตอร์ชื่อ เริงชัย พร้อมพิชาญ (ECD ของ TBWA ในเวลาต่อมา) มีลูกทีมชื่อ สุรัสวดี เชื้อชาติ (มาม่า บลูส์ และผู้กำกับภาพยนตร์)

“เราเป็นพวกไปทำงานเช้า เป็นเอกก็ไปเช้า เราจะคุยเรื่องหนังกัน เราเป็นพวกมีรสนิยมแต่เงินน้อย ก็จะไปเช่าวิดีโอที่ร้านเจ๊หงส์ สามวันต้องคืน เราก็เอามาแลกกันดู จะได้คุ้ม”

แต่ช่วงเวลาแห่งความสุขไม่ได้ยาวนานนัก เมื่อลีโอ เบอร์เนทท์ มีลูกค้าอินเตอร์มากขึ้น จึงต้องรับครีเอทีฟไดเรกเตอร์ชาวต่างชาติมารับมือ เขาเป็นเจ้านายโดยตรงของฤทัยวรรณซึ่งมีปัญหากันตลอดเวลา จนเธอตัดสินใจลาออกเมื่อทำงานได้ปีครึ่ง

“เขาไม่มีอะไรดีเลยเหรอ” ภาณุพยายามเหนี่ยวรั้ง แต่ก็ไม่เป็นผล

06

จับคู่เปิดบริษัท

เมื่อ แกรี่ คูเปอร์ อาร์ตไดเรกเตอร์หัวใจไทย กลับจากออสเตรเลียมาทำงานในเมืองไทยอีกครั้ง เขาก็ชวนก็อปปี้ไรเตอร์รุ่นน้องอย่างฤทัยวรรณมาเปิดเอเจนซี่เล็กๆ ด้วยกัน ชื่อ GC+A (Garry Cooper and Associates) จะบอกว่าเป็นการจับคู่ก็อปปี้อาร์ตไดไปรับจ๊อบจากเอเจนซี่ต่างๆ ที่งานล้นมือก็ได้ เพื่อนพ้องมากมายต่างช่วยส่งงานมาให้ โดยเฉพาะเจ้านายเก่าอย่างภาณุ ซึ่งคิดค่า Service Charge จากลูกค้ามา 15 เปอร์เซ็นต์ แล้วแบ่งให้ GC+A ถึง 10 เปอร์เซ็นต์

3 ปีผ่านไป GC+A ก็ขยายขนาดจนมีพนักงานเกือบ 10 คน และผลงานเข้าตา จนเอเจนซี่ Grey ตัดสินใจเข้ามาเทกโอเวอร์ ฤทัยวรรณซึ่งมีทักษะภาษาอังกฤษดีและทำงานได้คล่องแคล่ว จึงถูกส่งไปดูแลแอคเคาต์ในเวียดนาม ซึ่งเป็นการเดินทางและทำงานที่ค่อนข้างทรหด ช่วงนั้นเธอท้องลูกคนที่ 2 จึงตัดสินใจลาออกมาทำหน้าที่คุณแม่แบบเต็มเวลา

07

ผมยินดีล้างชามพี่ไมค์

พอชีวิตคุณแม่เริ่มเข้าที่ อดีตคู่หูอย่างพินิตก็ชวนฤทัยวรรณมารับตำแหน่งครีเอทีฟไดเรกเตอร์คู่กันที่ J. Walter Thompson

JWT เคยมีงานครีเอทีฟสนุกๆ ในยุคที่ พงษ์ไพบูลย์ สิทธิคู เป็นอาร์ตไดเรกเตอร์ (ต่อมากลายเป็นผู้กำกับโฆษณา และเจ้าของบริษัท Film Factory) ช่วงหลังตัวเลขของบริษัทค่อนข้างน่าพอใจเพราะมีลูกค้ายักษ์ใหญ่อย่างค่ายยูนิลีเวอร์ แต่ความครีเอทีฟในงานโฆษณาค่อนข้างแผ่ว

จุดเปลี่ยนสำคัญคือ ผู้บริหารของยูนิลีเวอร์ที่ชื่อ อลัน โจ๊ป (Alan Jope) เขาเชื่อว่าสินค้าอุปโภคบริโภคไม่จำเป็นต้องทำโฆษณาเซฟๆ ที่เน้นขายของ แต่ทำโฆษณาที่สร้างสรรค์และเป็นที่พูดถึงได้

ฤทัยวรรณดึงผู้กำกับโฆษณาทั้งรุ่นใหญ่และรุ่นใหม่มาทำงานให้ JWT

ทีมของเธอทำหนังโฆษณายาสีฟัน Closeup ที่ผู้ชายยิ้มฟันขาวจนผู้หญิงเดินชนเสา แล้วชวนพี่ไมค์ หรือ ไมเคิล วอร์ ผู้กำกับโฆษณาอันดับหนึ่งของประเทศมากำกับ จนกลายเป็นหนังโฆษณาระดับตำนานเรื่องหนึ่งของประเทศ

ลูกค้าชอบมาก สั่งเดินหน้าหนังโฆษณาตัวที่ 2 ต่อทันที ไอเดียที่เธอคิดคือ เรื่องแรกมีผู้หญิงคนเดียว เรื่องนี้ต้องมีสองคน ซึ่งภาพผู้หญิงสองคนที่พีกที่สุดตอนนั้นคือ โฆษณาซิตร้า พี่น้องฝาแฝดคนหนึ่งผิวขาวอีกคนผิวเข้มเอาตัวมาเคียงๆ กัน แล้วคนเข้มก็ใช้ซิตร้า 8 สัปดาห์ก็ตัวขาวเท่ากัน แล้วชวนกันออกไปเริงเมือง

ทีมฤทัยวรรณปล้นไอเดียนี้ของซิตร้าด้วยการทำหนังโฆษณาที่เปิดเรื่องมาแบบเดียวกัน เพลงก็คล้ายกัน ดูผ่านๆ จะคิดว่าเป็นโฆษณาซิตร้า จนตอนจบถึงรู้ว่า เป็นโฆษณา Closeup เป็นโฆษณาที่แสบ และดัง ยูนิลีเวอร์ซึ่งเป็นเจ้าของสินค้าทั้งสองตัว ไม่มีปัญหากับไอเดียนี้ แต่ลินตาส เอเจนซี่ที่ทำโฆษณาให้ซิตร้าดูจะไม่พอใจกับหนังโฆษณาเรื่องนี้สักเท่าไหร่

โชคร้ายที่ไมเคิล วอร์ ไม่ว่าง จึงกำกับหนังภาคต่อเรื่องนี้ไม่ได้ งานนี้จึงมาตกถึงมือ ผู้กำกับหน้าใหม่อย่าง จิระ มะลิกุล ซึ่งเขาตกปากรับคำด้วยประโยคที่ว่า

“ผมยินดีล้างชามพี่ไมค์ครับ”

ส่วนหนังโฆษณาตัวที่สามถูกส่งให้ผู้กำกับหน้าใหม่อีกคนชื่อ ธนญชัย ศรศรีวิชัย ซึ่งทำหนังโฆษณาโอโม่ (ลูกเล่นเป็นก้อนหิน แต่ชุดสว่างกว่านักแสดงทุกคนบนเวที) ได้ดีมาก

“มีครีเอทีฟไดเรกเตอร์จากทั่วสารทิศ ตัวท็อปๆ ทั้งนั้นเลย โทรมาบอกว่า อยากมาทำงานที่ JWT เรารู้สึกผ่องมาก แทบจะต้องแจกบัตรคิวเลย นั่นคือตัวชี้วัดการทำงานครีเอทีฟของเราในสมัยนั้น” ฤทัยวรรณพูดถึงความสำเร็จของ JWT ในช่วงนั้น

อ้ำ ฤทัยวรรณ วงศ์สิรสวัสดิ์ นักเล่นที่เคยเป็น MD ของ JWT เขียนบทเลือดข้นฯ ผกก.หนังไทย ผกก.โฆษณา
อ้ำ ฤทัยวรรณ วงศ์สิรสวัสดิ์ นักเล่นที่เคยเป็น MD ของ JWT เขียนบทเลือดข้นฯ ผกก.หนังไทย ผกก.โฆษณา

08

ถ้าเธอไม่แฮปปี้ เธอบอกฉันนะ

ชั้นวางของในห้องครีเอทีฟคนนี้ไม่ได้เต็มไปด้วยถ้วยรางวัล

เธอว่า เธอไม่ใช่คนเก่ง ไม่ใช่คนทำงานประเภทมือรางวัล ตอนสาวๆ ก็เคยอยากได้รางวัล แต่ไม่รู้ว่าความอยากนั้นหายไปตอนไหน สุดท้ายรางวัลก็ไม่ใช่เป้าหมายในการทำโฆษณาของเธอ

“หน้าที่ของงานโฆษณาคือ การใช้จิตวิทยาบวกศิลปะช่วยลูกค้าขายของอย่างสร้างสรรค์ บางงานที่โดนลูกค้าแก้เยอะๆ จนเป็นเศษซากอารยธรรม ก็ไม่ไหวนะ” เธอหัวเราะในชะตากรรมที่ทุกคนในวงการล้วนพบเจอ “แต่มองย้อนกลับไป ก็ไม่เคยถามตัวเองนะว่าทำอะไรลงไป ในการทำงานมันย่อมมี Pain and Glory”

Glory ของเธอคือช่วยให้ลูกค้าขายของได้ ลูกค้าอย่างยูนิลีเวอร์เมื่อทำยอดขายได้มากกว่าเป้าที่ตั้งไว้ สิ้นปีก็มีการมอบเงินรางวัลก้อนใหญ่สมนาคุณให้เอเจนซี่ ฤทัยวรรณเล่าว่า มีอยู่วันหนึ่งคุณกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ แม่ทัพใหญ่ของยูนิลีเวอร์ ลูกค้าสายโหดที่คนเอเจนซี่กลัว มาประชุมที่ JWT พอฤทัยวรรณเดินผ่าน ก็ถูกเรียกเข้ามาคุยด้วย

“มานี่สิ” คุณกรรณิกาเรียกฤทัยวรรณมาคุยด้วยเป็นการส่วนตัว “เธอได้โบนัสเยอะหรือเปล่า”

“พอสมควรค่ะ” ครีเอทีฟสาวตอบพร้อมรอยยิ้ม โดยที่ในใจไม่รู้ว่า คำถามนี้หมายความว่าอะไร

“ถ้าเธอไม่แฮปปี้ เธอบอกฉันนะ เพราะงานที่พวกเธอทำให้ Closeup มันดีมาก”

ชั้นวางของในห้องของฤทัยวรรณมีแต่เรื่องราวแบบนี้

09

มีตำแหน่งเดียวให้พี่ คือผู้กำกับ

เย็นวันหนึ่ง ครอบครัวของเธอเดินทางกลับจากต่างจังหวัด สามีของฤทัยวรรณซึ่งเป็นคนขับรถหลับใน รถชนต้นไม้ข้างทาง แล้วเด้งข้ามไปชนท่อซีเมนต์อีกฝั่งถนน รถ Audi A4 ยุบเหลือเท่ากล่อง แต่โชคดีครอบครัวของเธอไม่มีใครบาดเจ็บรุนแรง เธอสลบแล้วไปฟื้นที่โรงพยาบาล แต่คุณหมอก็ไม่พบสิ่งผิดปกติเลยให้กลับไปพักดูอาการที่บ้าน

วันรุ่งขึ้นเธอต้องไปดับเบิ้ลเฮด หรือตรวจงานหนังโฆษณารอบสุดท้ายร่วมกับลูกค้า งานนี้มีปัญหามาตลอด ในฐานะหัวหน้าเธอต้องถือธงนำทัพเอง การประชุมวันนั้นใช้เวลาตั้งแต่บ่าย 3 ถึง 2 ทุ่มเพื่อเถียงกันว่าเม็ดเก๋ากี้ในซุปควรจะมี 8 หรือ 12 เม็ด คนซึ่งเพิ่งผ่านเหตุการณ์เฉียดตายมาเมื่อวานเริ่มหงุดหงิดกับการทำงาน และเบื่อหน่ายวงการโฆษณา จนคิดอยากเปลี่ยนงานเมื่อเป็นซีดี (ครีเอทีฟไดเรกเตอร์) มาได้ 3 ปี

ฤทัยวรรณ ชวน จิระ มะลิกุล, ยงยุทธ ทองกองทุน, จินา โอสถศิลป์ และประเสริฐ วิวัฒนานนท์พงษ์ จากหับ โห้ หิ้น มาจิบเบียร์ที่ร้านถังเบียร์แถวออฟฟิศ เธอถามตรงๆ ว่า พอจะไปทำงานด้านการจัดประชุม ประสานงานลูกค้า ที่หับฯ ได้ไหม

“หับฯ มีตำแหน่งเดียวให้พี่ คือผู้กำกับ” จิระเปิด “เพราะในบรรดาเอเจนซี่ที่มาบรีฟงานผม เวลาพี่บรีฟผมไม่ดูบอร์ดเลย พี่เล่าจนผมเห็นภาพ ผมรู้ว่าจะใหญ่ตรงไหน เล็กตรงไหน”

เหตุผลที่ลึกกว่านั้นก็คือ จิระเตรียมจะทำไปหนังไทย เรื่อง 15 ค่ำ เดือน 11 เลยอยากหาคนมาแปะมือ ซึ่งนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีโปรดักชันเฮ้าส์มาชวนฤทัยวรรณเป็นผู้กำกับ แต่รอบนี้ต่างไปตรงที่หับฯ มีทีมงานที่ดี ถึงขนาดจิระมาช่วยถ่ายเป็นกล้องหนึ่งให้ มียงยุทธ ซึ่งมีเครดิตเป็นผู้กำกับหนังเรื่อง สตรีเหล็ก มาเป็นพี่เลี้ยง

ผู้กำกับหญิงคนนี้ได้ทำโฆษณาให้ Ajinomoto, Amway และอีกหลายแบรนด์ที่แม้ว่าจะมีงบประมาณให้สูงลิ่ว แต่ผู้กำกับเก่งๆ หลายคนไม่อยากรับ เพราะไม่อยากเจอขั้นตอนมากมาย ส่วนผู้กำกับที่มีภูมิต้านทานจากเอเจนซี่คนนี้ไม่มีถอย จนเธอทำเงินให้หับฯ ได้เยอะมาก

อ้ำ ฤทัยวรรณ วงศ์สิรสวัสดิ์ นักเล่นที่เคยเป็น MD ของ JWT เขียนบทเลือดข้นฯ ผกก.หนังไทย ผกก.โฆษณา
อ้ำ ฤทัยวรรณ วงศ์สิรสวัสดิ์ นักเล่นที่เคยเป็น MD ของ JWT เขียนบทเลือดข้นฯ ผกก.หนังไทย ผกก.โฆษณา

10

ตำแหน่งใหญ่กว่าตัวนะคะ

ถึงจะออกมาเป็นผู้กำกับโฆษณา แต่ฤทัยวรรณก็ยังต้องช่วยดูแลแอคเคาต์ Closeup ให้ JWT ต่อ

วันหนึ่งมาร์ค คาปรา (Marc Capra) Managing Director ของ JWT ชวนศิษย์เก่าร่วมสำนักมากินข้าวเพื่อแจ้งข่าวว่า เขาจะไม่ต่อสัญญา และเขาคิดว่า ถึงเวลาแล้วที่ JWT จะมี MD เป็นคนไทย ซึ่งเขามีรายชื่อในใจ 3 คน

“คุณคือรายชื่อแรก เพราะโปรดักต์ของเราคืองานครีเอทีฟ คุณเคยเป็นซีดี คุณรู้ดีว่าอะไรคืองานที่ดี และคุณเป็นที่รักของคนในบริษัททั้งฝั่งครีเอทีฟและเออี”

เมื่อฤทัยวรรณบอกว่าไม่มั่นใจในเรื่องการบริหารตัวเลข คุณมาร์คก็บอกว่า บริษัทเรามี Financial Director ที่เก่งติด 1 ใน 3 ของวงการ เธอจะช่วยดูแลเรื่องนี้ได้

ฤทัยวรรณตัดสินใจด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่า มันคือครั้งหนึ่งในชีวิตที่จะได้นั่งในตำแหน่งสูงสุดในเอเจนซี่โฆษณา แต่พอเซ็นสัญญาไปแล้ว เธอก็กลัวจนต้องขอเคาะประตูห้องคุณมาร์คเพื่อบอกว่า เปลี่ยนใจไม่ทำแล้วได้ไหม

มาร์ค คาปรา อยู่กับ JWT มายาวนาน เป็นผู้กู้เรือ JWT ตอนฟองสบู่แตก และช่วงสุดท้าย เขาก็ได้ทำแคมเปญเปิดตัวเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ Orange ซึ่งถือเป็นการเปิดตัวที่ฟูลสเกลทุกสื่อที่สุดในประเทศ แล้วก็เป็นที่พูดถึงทั่วบ้านทั่วเมือง นั่นคือโปรไฟล์ของนายเก่า

ส่วนฤทัยวรรณ เป็นอดีต 1 ใน 8 ซีดี ของ JWT ผู้ออกไปเป็นผู้กำกับโฆษณา ยังไม่ทันมีความสำเร็จใดๆ ก็ได้กลับมาเป็นนายคนใหม่ของทีมงานราว 300 คน

บอสใหม่ต้องไปร่วมมื้ออาหารสำคัญกับลูกค้ารายใหญ่อย่าง Orange มันเป็นงานใหญ่ขนาดมาร์ค เว็บสเตอร์ (Mark Webster) ผู้ดูแล JWT ในระดับภูมิภาคต้องบินมางานนี้ด้วย เอ็มดีคนใหม่ยื่นนามบัตรให้ลูกค้า ลูกค้าก็อ่านออกเสียงว่า “ฤทัยวรรณ วงศ์สิรสวัสดิ์ Managing Director”

“ตำแหน่งใหญ่กว่าตัวนะคะ” เจ้าของนามบัตรร่างเล็กปล่อยมุกผ่อนคลายความตึงเครียด

“ครับ จริงๆ แล้วตำแหน่งเล็กมากนะ”

สิ้นคำของลูกค้า เธอรู้สึกหน้าชา ตัวเล็กลงๆ จนแทบจะหายไปจากตรงนั้น

ส่วนพนักงานในออฟฟิศ ก็ต้อนรับเธออย่างคึกคัก ไม่ว่าจะเป็นการเขียนข้อความ วิธีเป็นเอ็มดีที่ดี 13 ข้อ มาวางไว้บนโต๊ะทำงาน หรือการชวนไปกินกาแฟตอนบ่าย เพื่อแนะนำว่าเอ็มดีคนใหม่ควรทำอะไร

ใครๆ ก็อยากสอนนายใหญ่ของบริษัท

“ยูต้องทำได้ก่อน แล้วยูจะชอบมัน” เอ็มดีคนเก่าเคยให้คำแนะนำนี้ไว้ ซึ่งเธอเพิ่งเข้าใจเมื่อเวลาผ่านไปราว 6 เดือน เธอเริ่มรู้ว่าอำนาจของเธออยู่ตรงไหน ทำอะไรได้ แล้วจะเกิดผลอะไร พอเธอเห็นว่าตัวเองทำได้ เธอก็เริ่มชอบงานนี้

นายหญิงของ JWT ฝากงานครีเอทีฟทั้งหมดไว้กับพินิต แล้วเอาพลังทั้งหมดมาลงกับแผนกบริหารงานลูกค้ากับแผนกวางแผนกลยุทธ์ จัดเวิร์กช็อปโดยเชิญครีเอทีฟตัวท็อปของภูมิภาคมาสอนให้ทุกคนเข้าใจว่างานครีเอทีฟที่ดีคืออะไร ต้องขายของได้ เป็นที่จดจำ นั่นทำให้เธอพบว่า เออีกับแพลนเนอร์ก็มีความคิดสร้างสรรค์ในตัวเองสูงมาก แค่ไม่มีสนามลงเล่นเท่านั้น

อีกสิ่งที่นายเก่าสอน และนายใหม่ทำเป็นประจำทุกวันก็คือ

“ยูต้อง Walk Floor เช้าบ่าย คือการเดินดูบรรยากาศ ไปคุยกับทีม ว่าแอคเคาต์ไหนมีปัญหาอะไร จะได้จมูกไวรู้ว่า ตอนนี้ไฟไหม้แล้ว”

อีกเรื่องก็คือ ถ้าเป็นลูกค้ารายใหญ่ ต้องไปเอง ซึ่งฤทัยวรรณก็ทำได้ดี เธอช่วยครีเอทีฟขายงานได้สบายอยู่แล้ว

แล้วเธอก็ยังนำทีมบุกตะลุยพิตช์งาน หาโจทย์สนุกๆ ทำ จนได้ทำแคมเปญเปิดตัวให้พรานทะเล โพสต์ทูเดย์ และ Kubota

อ้ำ ฤทัยวรรณ วงศ์สิรสวัสดิ์ นักเล่นที่เคยเป็น MD ของ JWT เขียนบทเลือดข้นฯ ผกก.หนังไทย ผกก.โฆษณา

11

ถ้าพูดเรื่องนั้น เราจะไม่เปลี่ยนงานเลย

“ผมกะไอ้สินมีโปรเจกต์ที่จะทำให้พี่โผจากอกคุณมาร์ค มาซบอกผมเลย” จิระนัดเอ็มดีของ JWT มากินข้าวที่ร้านป่าเลิศรสเจ้าประจำ แล้วเปิดฉากสนทนาด้วยประโยคนี้

“เราจะทำ วัยอลวน 4 : ตั้ม-โอ๋ รีเทิร์น ผมไม่มีลูก ไอ้สินลูกยังเล็ก พี่รุ่นเดียวกับ ตั้ม โอ๋ ถ้าวันนี้มันมีลูกก็เป็นวัยรุ่นรุ่นเดียวกับ ไอ้ป้อง (ปานปอง วงศ์สิรสวัสดิ์) ลูกพี่เลย โปรเจกต์นี้ต้องเป็นพี่ว่ะ สมมตินะว่าตอนนี้ลูกสาวมันไปเรียนเชียงใหม่แล้วเช่าห้องอยู่กับผู้ชาย พี่ว่าตั้มโอ๋มันจะทำยังไง” จิระโน้มน้าวเป็นชุด

“งานเอ็มดีไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในแผนชีวิตมาก่อน แต่ก็มีส่วนงานที่เราชอบมาก คือชอบทำงานกับคน แต่การไปกำกับหนังไทยก็น่าสนใจนะ ตั้มโอ๋เป็นตัวละครในดวงใจตอนเราเป็นวัยรุ่นด้วย เราก็เลยลาออก”

ถ้าพูดเรื่องสถานะทางสังคมและความมั่นคงในชีวิต ฤทัยวรรณคงไม่มีทางลาออกแน่ๆ

“ถ้าพูดเรื่องนั้น เราจะไม่เปลี่ยนงานเลย เราได้เงินจากการเป็นผู้กำกับหนังไทยหนึ่งเรื่อง กว่าบทจะเสร็จ กว่าจะกำกับ ตัดต่อ กว่าหนังจะฉายแปดเดือน เท่ากับเงินเดือนตำแหน่งเอ็มดีเดือนเดียว แล้วปีที่ผลงานเราดี เราได้โบนัสแบบตกใจเลยนะ เงินก็สำคัญนะ แต่ตอนนั้นเราไม่มีสติมั้ง” ฤทัยวรรณหัวเราะ

12

ความทุกข์ก็เหมือนน้ำ มันก็หาทางไปของมันเอง

ในระหว่างทำหนังก็สนุกมาก เราชอบทีม ทีมเก่งมาก สอนเราทางอ้อม ได้เรียนรู้เรื่องใหม่ๆ จากคนรอบข้าง แม้ว่าหนังจะไม่ได้ทำเงินมากมาย แต่ก็เป็นหนังที่คนชอบเยอะ ถูกพูดถึง ถูกด่าด้วย มันมาก่อนกาล” ฤทัยวรรณสรุปว่าชอบประสบการณ์กำกับหนังเรื่องแรกตอนอายุ 45 ปี

เธอเล่าถึงชีวิตหลังทำหนังเรื่องแรกว่า “เหมือนถูกปล่อยป่าแล้วมั้งคะ กลับเข้ากรงไม่ได้แล้ว ระหว่างนั้นมีคนโทรเข้ามาว่า พี่อ้ำไม่สนใจจะไปบริหารอีกเหรอ เพราะอนาคตทางการทำหนังไทยของเธอไม่น่าจะไปไหน หนังเรื่องที่สองก็ไม่มาสักที”

เธอใช้ชีวิตคลุกคลีกับบรรดาผู้กำกับหนังอินดี้ แล้วก็ลองเขียนบทเรื่อง A river’s tale สายน้ำลูกผู้หญิง ไปขอทุนจากกระทรวงวัฒนธรรม เป็นเรื่องของแม่กับลูกสาวซึ่งทำสิ่งที่สังคมไทยมองว่าผิดขนบ แม่ไปเป็นเมียน้อย ส่วนลูกสาวก็ท้องไม่มีพ่อ เป็นความขัดแย้งทั้งภายในและภายนอก โดยมียายเป็นตัวคลี่คลาย เธอเปรียบว่า เราก็เหมือนกอสวะที่ลอยเหนืออยู่ผิวน้ำ โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าใต้ผิวน้ำมีอะไรอยู่บ้าง

“เราเป็นคนต่างจังหวัด บ้านหันหน้าเข้าหาแม่น้ำ แม่น้ำคือตัวละครชั้นดี เราจะเห็นความเป็นไปของสิ่งที่เกิดขึ้นในแม่น้ำ ดูแล้วก็จะเข้าใจแล้วปลงๆ กับชีวิต แล้วเราเคยสัมภาษณ์ยายเพื่อนเพื่อทำหนังสือ เขาเป็นคนที่เคราะห์ซ้ำกรรมซัดทั้งชีวิต คุณยายบอกว่า ความทุกข์ทำอะไรยายไม่ได้หรอก อย่าหวังเลยว่ายายจะกอดเข่า มีทุกข์ยายก็โยนลงน้ำป๋อมแป๋มไป ความทุกข์ก็เหมือนน้ำ มันก็หาทางไปของมันเอง เราชอบความคิดของยายมาก”

ปีนั้นเกิดน้ำท่วมใหญ่ เลยถ่ายและส่งงานให้จบตามปีงบประมาณไม่ได้ โปรเจกต์หนังเรื่องนี้จึงถูกพับเก็บจนถึงวันนี้

ด้วยความที่อยู่ในวงการโฆษณามาเนิ่นนาน การปรับเนื้อหาเพื่อให้หาทุนง่ายขึ้น ดูไม่น่าเป็นเรื่องเหลือบ่ากว่าแรง

“เรายังอยากทำหนังนะ แต่พออายุเยอะขึ้น เราไม่อยากเคลือบน้ำตาลแล้ว อยากเล่าเรื่องหนักๆ บ้าง เราดูหนัง กระเบนราหู แล้วชอบมากๆ ชอบรสขมๆ ซึ่งมันไม่ใช่ทางที่คนจะลงทุนให้เรา แล้วหนังเราก็อยู่กลางๆ โม้ว่าหนังจะได้เงินก็ไม่ได้ จะได้เดินพรมแดงก็ไม่ได้ ก็เลยหาทุนยาก”

ในระหว่างนี้ฤทัยวรรณจึงรับงานผู้กำกับโฆษณาฟรีแลนซ์ให้หับ โห้ หิ้น รับจ็อบให้ยูนิลีเวอร์บ้าง ครั้งหนึ่งสบู่ลักซ์อยากทำแคมเปญใหม่ๆ อะไรก็ได้ ภายใต้ธีม Anybody can be a star เธอจึงจัดประกวดเฟ้นหานางเอกให้หนังเรื่อง กวน มึน โฮ จัดประกวด ซึ่งผู้ชนะก็คือ หนูนา (หนึ่งธิดา โสภณ) พอรู้ว่าพอนด์มีงบอยู่ ก็เสนอให้ทำธีมคอนเสิร์ต เป็นการเอาความรู้ที่สะสมมาออกมาใช้

อ้ำ ฤทัยวรรณ วงศ์สิรสวัสดิ์ นักเล่นที่เคยเป็น MD ของ JWT เขียนบทเลือดข้นฯ ผกก.หนังไทย ผกก.โฆษณา
อ้ำ ฤทัยวรรณ วงศ์สิรสวัสดิ์ นักเล่นที่เคยเป็น MD ของ JWT เขียนบทเลือดข้นฯ ผกก.หนังไทย ผกก.โฆษณา

13

พี่อ้ำคือผู้ใหญ่เข้าใจชีวิตที่ผมมองหา

สมัยอยู่ลีโอ เบอร์เนทท์ ฤทัยวรรณมีโอกาสได้เขียนบทให้ช่วงละครสั้นในรายการ จันทร์กะพริบ และเขียนบทละครให้รายการ วิก 07 ของบริษัท JSL ตอนทำหนังเรื่อง วัยอลวน ก็ทำบทร่วมกับ ชลลดา เตียวสุวรรณ เขียนบทเรื่อง สตรีเหล็ก 2 กับยงยุทธ ทองกองทุน อยู่ในทีมเขียนบท แก๊งชะนีกับอีแอบ แล้วก็เป็นที่ปรึกษาบท คิดวรรคทองให้ Season Change

วันหนึ่ง ทรงยศ สุขมากอนันต์ ก็ทาบทามฤทัยวรรณมาเขียนบทให้ “ผมอยากทำละคร แต่ไม่ต้องการทำละครวัยรุ่นแล้ว ผมจะทำละครครอบครัว ผมชอบอ่านสเตตัสของพี่อ้ำ เวลาที่เขียนยาวๆ เขียนเรื่องลูก พี่อ้ำคือผู้ใหญ่เข้าใจชีวิตที่ผมมองหา”

“เราเคยทำงานโรงแรมมาก่อน ก็จะเข้าใจในมิติหนึ่ง เราเคยเป็นผู้บริหาร เป็นแม่ เป็นสะใภ้จีนด้วย” ฤทัยวรรณเล่าถึงเหตุผลว่าทำไมทรงยศถึงเลือกใช้บริการนักเขียนบทวัย 58 ปี มาร่วมทีมกับนักเขียนบทวัยรุ่นเจ้าประจำ

“บริบทของเรื่องคือบริบทจริงๆ ของสังคม สำหรับเรา ใครฆ่าประเสริฐ เป็นวิชาเทพวิชามารให้คนติดตาม แต่ใต้ลงมาคือ #ทีมภัสสร มันคือเรื่องความอยุติธรรมที่สืบทอดกันมาระหว่างลูกหญิงลูกชาย พอมี #ทีมภัสสร มันใช่ว่ะ”

ฤทัยวรรณมองว่า การทำงานร่วมกับคนรุ่นลูกไม่ใช่ปัญหา “เราบอกน้องๆ ว่า พี่มาจากยุคที่แมนนวลมากๆ พี่เป็นผู้อพยพมาสู่เทคโนโลยีตอนอายุสามสิบกว่าแล้ว ตอนอยู่หับฯ มีคนมาสอนเรื่องคอมพิวเตอร์ พี่ได้คะแนนมากที่สุดนะ เพราะพี่เรียนรู้เร็ว ดังนั้นสอนพี่ด้วย แล้วพี่ก็ให้น้องสอนพี่ว่า โลกของทวิตเตอร์คืออะไร ทำไมคนนี้ถึงเป็น Influencer คนตามดูอะไรจากเขา”

14

เด็กสาวๆ ก็แข่งขันกันไป ผู้หญิงรุ่นใหญ่เขายกย่องกัน

ในวัยที่อีกไม่กี่วันก็จะอายุ 61 ปี ฤทัยวรรณยังมีพลังล้นเหลือ เธออยากทำสิ่งที่มีประโยชน์ ก็เลยอยากทำสื่อออนไลน์ที่เป็นชุมชนของผู้หญิง เป็นพื้นที่ที่มอบพลังและทัศนคติดีๆ ให้ผู้หญิง จะได้ไม่ต้องวิ่งตามกระแส ต้องสวยแบบพิมพ์นิยม ต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ถึงจะมีความมั่นใจ

“เราชอบคำว่า Girls compete. Women empower. มาก เราลองแปลเล่นๆ ว่า เด็กสาวๆ ก็แข่งขันกันไป ผู้หญิงรุ่นใหญ่เขายกย่องกัน” หญิงสาวรุ่นใหญ่เล่าถึงประโยคที่เป็นแนวคิดในการทำชุมชนออนไลน์นี้

เธอหานายทุนได้แล้ว รวมทีมงานได้แล้ว 7 คน ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด เดือนสิงหาคมนี้ เราจะได้เห็นเนื้อหาแรกจากชุมชนนี้

15

อย่าหัวเราะดังมาก เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ร้องไห้

“พี่ไม่จัดห้องทำงานเลย พี่กะจะมาเร็วไปเร็วล่ะสิ” จิระเคยแซวเอ็มดีของ JWT เอาไว้แบบนั้น ถ้าดูจากสถิติการเปลี่ยนงานที่ผ่านมา คำพูดของจิระก็ดูจะจริง เหตุผลหนึ่งที่ทำให้เธอเปลี่ยนงานย้ายสายไปมาตลอดเวลาก็คือ เธอสนุกกับการเล่น

“การทำงานของเรา ไม่ว่างานใดๆ ความสนุกสำคัญมาก เราชอบเล่นมั้งคะ เราอยู่เฉยโดยไม่เล่นไม่ได้ ในเฟซบุ๊กเราไม่เคยลงว่าทำงานที่ไหนเลย เขียนแค่ Work is play ! Play is work ! ถ้ามีคนบอกว่า ทำไมเราดูไม่แก่ อาจจะเพราะเราเล่น มีอะไรทำ ถ้าเราอยู่นิ่งๆ ก็จะผุ”

เรื่องงานและเรื่องเล่นของเธอตอนนี้ คือการแปลเอกสารให้ธนาคารและการวาดรูป

อ้ำ ฤทัยวรรณ วงศ์สิรสวัสดิ์ นักเล่นที่เคยเป็น MD ของ JWT เขียนบทเลือดข้นฯ ผกก.หนังไทย ผกก.โฆษณา
อ้ำ ฤทัยวรรณ วงศ์สิรสวัสดิ์ นักเล่นที่เคยเป็น MD ของ JWT เขียนบทเลือดข้นฯ ผกก.หนังไทย ผกก.โฆษณา
อ้ำ ฤทัยวรรณ วงศ์สิรสวัสดิ์ นักเล่นที่เคยเป็น MD ของ JWT เขียนบทเลือดข้นฯ ผกก.หนังไทย ผกก.โฆษณา

“เราเป็นสัตว์สังคม การทำงานคือการได้อยู่กับคนอื่น เป็นการลับสมองอย่างหนึ่ง ลับอารมณ์ ลับตัวเองให้พัฒนาขึ้น คำว่า เกษียณ เป็นแค่วาทกรรมที่คนกำหนดขึ้นมาเพื่อบอกว่า บริษัทนี้จะเลิกจ้างคนที่อายุเท่านี้ แต่ไม่มีบริษัท ไม่มีนาย เราก็ยังต้องทำงาน ถ้าเป็นซามูไรก็คือโรนิน ยังต้องออกไปใช้ชีวิต เพราะของที่เราออมไว้มันยังน่าใช้อยู่ เรามียังมีสมอง มีมุมมอง ถ้าเรามีโอกาสใช้ ก็เอามาเขย่าผสมกับคนรุ่นหลัง มันก็ได้ของใหม่ขึ้นมา”

อีกไม่กี่วันเจ้าของผมบ๊อบสีขาวก็จะมีอายุ 61 ปี เธอว่า เธอไม่มีปัญหากับอายุที่เพิ่มมากขึ้น

“ผู้หญิงเราย้อมผมเพื่อให้คนอื่นมอง ตอนอายุสี่สิบสอง เราต้องย้อมผมเพื่อให้ดูดี จนอายุสี่สิบเก้าก็ตัดสินใจปล่อยผมขาว ไม่ย้อมแล้ว ไม่แคร์ว่าใครจะมองเรายังไง เราชอบอายุตัวเองตั้งแต่ห้าสิบเป็นต้นมานะ รู้สึกว่าตัวเองฉลาดทางอารมณ์มากขึ้น ก่อนหน้านั้นไม่ค่อยฉลาด” ผู้หญิงในวัยหลักหกหัวเราะ แล้วตอบคำถามต่อว่า คนในวัยนี้ควรจะวางตัวอย่างไร

“เวลาจะพูดโพล่งอะไรกับใครให้คิดนิดนึงว่า ตอนที่อายุเท่าเขาเราเป็นยังไง ตอนทำงานเอเจนซี่ มีคำพูดว่า ‘วัยรุ่นก็เหมือนกันทั้งโลก ต้องการกางเกงยีนส์ที่ดี และอยากหนีออกจากบ้าน’ วัยรุ่นล้วนขบถ ไม่อยากอยู่ในกรอบ ไม่อยากให้ใครบอกว่าต้องทำอย่างงั้นอย่างงี้ ตอนที่เราอายุน้อยก็เป็นแบบนั้น เด็กไม่ได้ถูกตลอด แล้วเราก็ไม่ควรใช้อภิสิทธิ์ของการเป็นผู้ใหญ่ ไม่ต้องนับถือเราหรอก”

อีกเรื่องที่เธอได้เรียนรู้ในวัยที่ผมเป็นสีขาวก็คือ

“เดี๋ยวทุกอย่างมันก็ผ่านไป ไม่มีอะไรหรอก” เธอหมายถึงสรรพปัญหาที่รุมเร้าเข้ามาในชีวิต

“แล้วก็ อย่าหัวเราะดังมาก เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ร้องไห้” หลังจบประโยคนี้เธอหัวเราะเบาๆ อย่างคนเข้าใจชีวิต

อ้ำ ฤทัยวรรณ วงศ์สิรสวัสดิ์ นักเล่นที่เคยเป็น MD ของ JWT เขียนบทเลือดข้นฯ ผกก.หนังไทย ผกก.โฆษณา

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“Cloud of Thoughts แปลว่าอะไรครับ”

เรานิ่งไปชั่วขณะ เพราะไม่เคยนึกถึงคำแปลภาษาไทยมาก่อน

“ใช่วิมานความคิดหรือเปล่า”

ชายที่นั่งอยู่บนโซฟาใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที เรียงร้อยคำไทยออกมาเป็นคำตอบอันสละสลวย

“ใช่เลยค่ะ ครูสลาใช้ภาษาได้ไพเราะมาก” เราเอ่ยจากใจโดยไม่รู้ว่าจะทำให้ สลา คุณวุฒิ หรือ ครูสลา นักแต่งเพลงแนวลูกทุ่งและศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทยสากล-ประพันธ์เพลงไทยลูกทุ่ง) ประจำ พ.ศ. 2564 ยิ้มกว้างด้วยความเขิน

“อาจจะเพราะครูไม่เคยคิดว่าตัวเองเก่ง เวลามีคนชมเลยรู้สึกเขินตลอด” เขาพูดเสียงเบาพร้อมยิ้มอย่างถ่อมตัว ขณะที่เรามองไปยังชั้นวางของที่มีรางวัลเรียงรายกว่า 30 รางวัล ทั้งพระพิฆเนศทองพระราชทาน, คมชัดลึก อวอร์ด, มหานคร อวอร์ดส และรางวัลอื่น ๆ จากหน่วยงานรัฐบาลและเอกชน

แม้รางวัลบางส่วนจะไม่ได้สลักชื่อครูสลา แต่ก็เป็นชื่อเพื่อนพ้องหรือลูกศิษย์ที่เขาสนับสนุน

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง

ทั้งหมดคือเครื่องการันตีความสามารถในการประพันธ์เกือบ 1,000 บทเพลง ที่ส่งลูกศิษย์ให้กลายเป็นศิลปินชื่อดังมาหลายต่อหลายคน

“ตอนนี้ครูไม่ได้แต่งเพลงเพื่อตัวเอง คิดแค่ว่าเพลงของครูช่วยลูกศิษย์ได้แล้วหรือยัง เพราะปัจจุบันเพลงคือการดูแลชีวิตคนอื่น”

แต่กว่าความตั้งใจและความฝันจะเดินทางมาถึงจุดนี้ เขาเป็นเพียงศิลปินลูกทุ่งที่เลือกเดินบนเส้นทางครู พร้อมหัวใจที่อยากแต่งเพลงให้เก่ง โดยใช้การแต่งกลอนแปด ร่วมกับความไม่รู้ด้านดนตรีเข้าช่วย จนในที่สุดก็กลายเป็น สลา คุณวุฒิ เวอร์ชันปัจจุบัน

“จริง ๆ เคยเล่าให้คนอื่นฟังแล้ว แต่คิดว่ายังไม่เคยเล่าลึกเท่านี้”

เราฟังเรื่องราวของชายผู้มาพร้อมหมวกมิกิและผ้าขาวม้าพันคอคู่ใจ ราวกับนั่งดูหนังกลางแปลงหนึ่งเรื่อง แต่เป็นหนังชีวิตที่เข้มข้นจนถึงตัวตน ความฝัน และการต่อสู้ผ่านบทเพลงของชาวอีสาน

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง

จากหนังสือ ถึงอนาคต

พ.ศ. 2505 ณ วัดแห่งหนึ่งในบ้านนาหมอม้า จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันคือจังหวัดอำนาจเจริญ) บุญหลาย คุณวุฒิ และชาวบ้านกำลังนั่งชมหนังกลางแปลงจากประเทศญี่ปุ่นเรื่อง สิงห์สลาตัน แต่ระหว่างนั้นมีคนมาตามให้เขากลับบ้านไปหา ก้าน คุณวุฒิ ภรรยาที่เจ็บท้องคลอด

เมื่อหมอตำแยอุ้มเด็กชายตัวโตมาหาพ่อ เขานึกถึงพระเอกหนังกลางแปลงที่ทั้งขาวและหล่อ บุญหลายจึงตั้งชื่อลูกชายว่า ‘สลาตัน’ โดยคืนนั้นมีเด็กชายเกิด 2 คน และชื่อนี้ทั้งคู่

“พอไปแจ้งเกิดกับกำนันซึ่งอยู่อีกหมู่บ้าน ท่านก็ตัดคำว่า ‘ตัน’ ออก โดยบอกว่า สลาตัน คือลมพายุ เด็กจะดื้อ ครูและเพื่อนเลยเป็น 2 สลาในหมู่บ้านเดียวกัน

“อีกปัญหาที่เจอคือ คนชอบอ่านชื่อเป็น สะ-ล่า มากกว่า สะ-หลา พอตอนมัธยม ครูใหญ่บอกว่าอ่านยาก ให้เปลี่ยน แต่พ่อไม่ให้เปลี่ยน เพราะเป็นชื่อพระเอกหนัง คิดว่าถ้าคืนนั้นเป็นหนังฝรั่ง อาจจะได้ชื่อฝรั่งแทน (หัวเราะ)”

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง

ลูกชายคนที่ 4 เติบโตท่ามกลางชีวิตชนบทที่ความสุขและการทำงานเป็นของคู่กัน เมื่อเลิกเรียน เขาเดินหากบ เขียด ขุดปู และวิ่งไล่จับตั๊กแตนตามท้องนา กิจกรรมเหล่านี้เป็นทั้งความสนุกและการหาเสบียงมาเลี้ยงครอบครัว แต่ถ้าเล่ามากไปกว่านั้น เขาชอบเล่นฟุตบอลที่ลานวัดและอ่านหนังสือด้วย

“เพิ่งรู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กเรียนตอน ป.5 ตอนประถมต้นไม่รู้เลยว่าตัวเองเรียนเก่ง ไม่อยากไปโรงเรียน ครอบครัวของครูระหกระเหินในช่วงต้น เพราะพ่อแม่มีลูก 6 คน ครูเป็นคนที่ 4 ที่ได้เกิดในบ้านนาหมอม้า ตอนนั้นคุณปู่โดนฟ้องล้มละลาย ที่นาโดนยึด พ่อจึงพาครอบครัวไปอยู่ป่าดงภูจำปา ซึ่งห่างไป 14 – 15 กิโล ถือว่าไกลในสมัยนั้น

“มีน้องอีก 2 คน พี่สาวคนโตกับพี่ชายคนรองต้องเดินทางไปเรียนอีกหมู่บ้าน พอถึงคราวของเรา ด้วยความที่พ่อเคยเสียใจกับการที่เขาไม่เรียนหนังสือ เพราะปู่เป็นคนฐานะดี ส่งลูกเรียนถึงอุบลราชธานี สมัยพ่อใครจบ ม.8 ก็ได้เป็นครูแล้ว แต่พ่อเรียนไม่จบ เขาเลยฝังใจว่าเมื่อถึงคราวลูก เขาต้องส่งลูกเรียน”

เมื่อถึงเวลา บุญหลายพาครอบครัวกลับมาที่บ้านนาหมอม้าอีกครั้ง แต่ด้วยความที่เด็กชายสลาติดพ่อแม่และพี่สาวมาก ในวันที่พี่สาวตำครกกระเดื่องอยู่ใต้ถุนบ้าน น้องชายกลับวิ่งร้องไห้สวนทางเสียงระฆังของโรงเรียนมากอดเธอ ชีวิตเป็นอย่างนั้นจนเข้า ป.3

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง

อย่างไรก็ตาม ความอ่อนไหวของเขาไม่ได้ฉุดรั้งความหัวดีที่ฉายแววโดดเด่น เมื่อสอบได้ลำดับที่ 3 – 4 จาก 50 คน และขึ้นเป็นที่ 1 ของห้อง ข. ซึ่งเป็นห้องของเด็กเรียนอ่อน

“ความเป็นที่ 1 ของห้อง ข. ทำให้เราเหมือนเป็นคนเก่ง จึงเริ่มอ่านหนังสือ มีวันหนึ่งครูวางหนังสือของ นิมิตร ภูมิถาวร เรื่อง มือที่เปื้อนชอล์ก ไว้ นั่นคือเรื่องสั้นเรื่องแรกที่ได้อ่าน เพราะเคยอ่านในหนังสือพิมพ์มาก่อน สมัยนั้นจะมีเรื่องสั้นบางเรื่องที่ได้ตีพิมพ์ลง ไทยรัฐ และ เดลินิวส์ มี อาจารย์เตรียม ชาชุมพร วาดภาพประกอบ พอเห็นครูมี ก็ขโมยมาอ่านเวลาครูไม่อยู่ สนุกมาก

“นิมิตร ภูมิถาวร ถ่ายทอดเรื่องราวบ้านนอกสุโขทัยได้ตรงใจเด็กบ้านนอกอุบลฯ เหมือนตัวเราได้โลดแล่นอยู่ในเรื่องที่เขาเขียน หลังจากนั้นก็อยากเป็นนักเขียนตั้งแต่อ่านเรื่อง เด็กที่ครูไม่ต้องการ ถ้าให้แนะนำหนังสืออีกก็ ไผ่แดง ของ ศ.พล.ต.ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช, ปีศาจ ของ เสนีย์ เสาวพงศ์ หรือหนังสือของ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล และ ประภาส ชลศรานนท์ ทุกเล่ม”

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง

ความชอบอ่านหนังสือทำให้เด็กชายผู้นี้พยายามเข้าไปอ่านการ์ตูนเล่มละบาท ขายหัวเราะ และ หนูจ๋า ในบ้านพักครูพร้อมเพื่อน เขาติดหนังสือหนักจนบางครั้งพ่อแม่ต้องตามกลับบ้าน เมื่อโตขึ้นจึงเปลี่ยนแนวมาอ่าน ฟ้าเมืองไทย ของ อาจินต์ ปัญจพรรค์ โดยมีคอลัมน์เขาเริ่มต้นที่นี่ เป็นแรงบันดาลใจให้ส่งเรื่องสั้นไปตีพิมพ์ แม้จะไม่สำเร็จ ครูสลาก็ยังฝันต่อจนถึงทุกวันนี้

“ฝัน 2 อย่างที่ชัดเจนมากคือ รับราชการครูให้เร็วที่สุด เพราะครอบครัวลำบาก แม่ป่วยเป็นเบาหวานตั้งแต่เราเรียนมัธยมต้น แม่ไปหาผือที่หนองเพื่อนำมาทอเสื่อ แต่เท้าบวมขึ้นมาโดยไม่รู้สาเหตุ พ่อเดาว่าน่าจะไปเหยียบหนามในหนอง ตามความเชื่อเลยเอาเท้าไปลนไฟเพื่อเอาหนามออก แต่ความจริงแม่เป็นเบาหวาน เท้าเปื่อยไปแล้ว นอนโรงพยาบาลเกือบ 3 เดือน ระยะทางไปโรงพยาบาลอุบลฯ ไกลเป็นร้อยกิโล ลำบากมาก

“เลยคิดแค่ว่า ต้องได้สวัสดิการให้เร็วที่สุด พ่อแม่ฝากความหวังไว้กับเราและพี่สาวคนที่ 3 เพราะเรียนเก่ง พอได้เป็นครู เราก็จะทำตามความฝันแบบ นิมิตร ภูมิถาวร คือเป็นนักเขียน”

ฟังเขาเล่ามาตั้งแต่ต้น เรามองเห็นความรักและความห่วงใยที่มีต่อครอบครัวจากชายที่นั่งอยู่ตรงหน้า

หลังจบ ม.3 การเข้าเรียนวิทยาลัยครูอุบลราชธานียังไม่ใช่เรื่องง่าย นักเรียนจากแต่ละตำบลต้องแข่งขันกันเพื่อโควตาครู 1 – 2 ตำแหน่งตามขนาดของพื้นที่ แต่เขาก็ทำสำเร็จ จนได้เข้าเรียนสมใจ นั่นคือเส้นทางของการฝ่าฟันที่ลุล่วงด้วยความพยายาม

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง
ภาพ : เฟซบุ๊ก บ้านครูสลา คุณวุฒิ

การเดินทางของภาษาสวรรค์

“พอเข้าเรียนก็ตั้งใจมาก เรามีจุดอ่อนเรื่องการทำอาหารและกลัวการเข้าโรงอาหาร ตอนพักเข้าใจว่าที่เพื่อนไปกันเยอะ คงจะเสียเงินเยอะ ก็เลยไม่ไป ซื้อข้าวเหนียวปิ้งหน้าห้องสมุด แล้วก็อ่านหนังสือ เรียนอยู่ 2 ปีทำอย่างนั้นเกือบทุกวัน ห้องสมุดคือโลกของครู หลัง ฟ้าเมืองไทย กลายเป็น ฟ้าเมืองทอง ก็ยังตามอ่าน มหา’ลัย เหมืองแร่

เขาบอกว่า ทุกวันนี้ได้ซื้อหนังสือก็มีความสุข นั่นคงเป็นสาเหตุให้ตู้อีกใบในห้องเต็มไปด้วยหนังสือหลากหลายประเภท ตั้งแต่นิยาย วรรณกรรม จิตวิทยา ธุรกิจ ภาษา ไปจนถึงธรรมะและเทคโนโลยี

“มีความคิดพื้นฐานว่าเราไม่เก่ง นั่นคือสิ่งที่ขอบคุณตัวเอง แต่มีเรื่องที่เสียดายคือไม่ได้ฝึกกีตาร์ในวันที่ควรจะฝึก ตอนมัธยมต้นเพื่อนเริ่มเล่นกัน เรามีความคิดค่อนข้างรุนแรงเรื่องการต่อต้านตะวันตก ไม่ใช่ของบ้านเราไม่ฝึก แต่ตอนนั้นไปจับแล้วมันก็บ่คือ (มันไม่ใช่) ถ้าสู้ก็คงได้ แต่วันนั้นไม่สู้”

ปัจจุบัน นักแต่งเพลงรุ่นใหญ่เล่าว่า ตนยังคงเล่นดนตรีไม่เป็นสักชิ้น และยังปรบมือไม่ถูกจังหวะ

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง

เราถามเขาว่า หนังสือเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยแต่งเพลงหรือไม่ เขาตอบว่าหนังสือบังเอิญเข้ามาเสริมได้ถูกเวลา โดยนำสิ่งที่เขาสั่งสมไว้สำหรับความฝันของการเป็นนักเขียนมาใช้กับเรื่องใหม่ที่พบเจอ

“ฝึกเขียนเยอะมาก เคยได้ลงใน ฟ้าเมืองไทย คอลัมน์เขาเริ่มต้นที่นี่ 1 เรื่อง ฟ้าเมืองทอง อีกเรื่อง และกลอนลง สกุลไทย 1 ครั้ง แต่หนังสือหายตอนย้ายบ้านพักครูบ่อย ๆ เราอยากเขียนจนเอาไปแปะบนบอร์ดประชาสัมพันธ์ เพราะไม่มีที่นำเสนอ แล้วไปเฝ้าดูว่าเพื่อนจะอ่านไหม ก็ไม่มีคนอ่าน เขาอาจจะไม่อยากเสียเวลา หรือมันอาจจะไม่ดี (หัวเราะ) แต่พอเขียนกลอนหยอกเพื่อน หรือเขียนเพลงให้เพื่อนจีบสาว เพื่อนกลับชอบ เราไม่ได้ตั้งใจจะเป็นนักกลอน เขียนเป็นแค่กลอนแปด แต่มันกลับกลายมาเป็นการแต่งเพลงในที่สุด”

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง
ภาพ : เฟซบุ๊ก บ้านครูสลา คุณวุฒิ

สิ่งหนึ่งที่ชายคนนี้รักและเคารพมาตลอดคือ ‘ภาษา’ ทั้งภาษาถิ่นและภาษาไทย ในการสร้างงานทุกมิติจะต้องเคารพการออกเสียง ไม่ทำให้ภาษาแปร่งออกไป ไม่ใช้ภาษาสนองความสะใจ และใช้ภาษาในฐานะศิลปะ

ความผูกพันด้านภาษาที่เป็นรากฐานส่งเสริมการประพันธ์ เริ่มจากเพลงลูกทุ่งและหมอลำที่อยู่ในฉากชีวิตมาตั้งแต่กำเนิด เขาจึงหลงรักบทเพลงแห่งท้องทุ่งนาหมดหัวใจ

“เราไม่ได้ประทับใจแค่เรื่องราวในเพลง แต่ชอบเพราะมันเป็นเพลงประกอบชีวิต ทุกวันนี้เวลาฟัง ฝนเดือนหก ของ รุ่งเพชร แหลมสิงห์ เราไม่เข้าใจความหมายของหนุ่มในเพลงว่ากำลังคิดถึงสาว เพราะเราคิดถึงวันที่ไปวางเบ็ดกับพี่ชาย เวลาอยู่บนหลังควายรอแม่ถอนกล้า แล้วริ้นยุงมันกัด เรามองดูแม่เตะกล้า ไม่เกี่ยวกับเพลงเลย แต่ฟังแล้วเห็นภาพแบบนั้น”

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง

ถึงจะชอบ แต่ก็ไม่คิดว่าต้องเขียนเพลง ความรู้สึกนี้เพิ่งแนบมาตอนหยอกล้อกับพี่ชาย

สมัยนั้นมีศิลปินตาบอดคนหนึ่งนามว่า บุญมา เขาสีซอประดิษฐ์ที่ทำมาจากปี๊บฮอลล์ เดินไปตามหมู่บ้านเยี่ยงวณิพก ซึ่งความพิเศษของศิลปินที่เป็นแรงบันดาลใจให้สองพี่น้องคือ การด้นกลอนสด

“ทุกครั้งที่เจอ เขาด้นกลอนสดจนเราทึ่ง ทั้งที่เขาไม่ได้เรียนหนังสือ เป็นคนจำเสียงแม่น บอกเวลาถูกทั้งที่ตาบอดตั้งแต่ตอน 8 – 9 ขวบ เพราะไปปีนต้นไม้ แล้วขี้ปลวกหล่นเข้าตา รักษาไม่ถูกวิธี พี่ชายของครูอยากแต่งเพลงให้ได้เหมือนศิลปินบุญมา พี่จึงเริ่มก่อนโดยการแปลงเพลงดัง เช่น ย่างเข้าเดือนหกฝนก็ตกพรำ ๆ พี่ชายจะเอาทำนองมา แต่เปลี่ยนเนื้อเป็น ย่างเข้าเดือนเจ็ดไปใส่เบ็ดกับน้องชาย”

ในขณะที่พี่ชายแปลงเพลงไปร้องอวดเพื่อนอย่างสนุกสนาน ได้เสียงตอบรับอย่างดีจากคนในหมู่บ้าน ความฝันของน้องชายจึงได้จุดประกายขึ้น กระนั้น เขาก็ยังเขียนกลอนไม่เป็น ผิดกับพี่ชายที่เขียนเข้าขั้นเก่ง เมื่อเวลาผ่านไปจนถึง ม.2 ครูวิชาภาษาไทยให้เขียนลำนำประกอบเพลงลูกทุ่ง นั่นจึงกลายเป็นจุดกำเนิดของนักแต่งเพลงชื่อดัง

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง

รางวัลแด่นักเรียนกลอน

เมื่อได้อาวุธชิ้นที่ 1 มาอยู่ในมือ ว่าที่นักแต่งเพลงก็ตั้งปณิธานว่าจะไม่เดินตามรอยพี่ชาย เขาคิดเพลงและทำนองเองทั้งหมด จนเริ่มแต่งเพลงตอน ม.2 และเขียนเพลงอย่างเต็มที่ตอนเรียน ป.กศ.สูง (ประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นสูง) สาขาวิทยาศาสตร์

“มีคนเรียนเอกเดียวกัน 50 คน แต่เรียนไปเรียนมา สอบติดมหาวิทยาลัยจนเหลือ 17 คน ทุกบ่ายวันพฤหัสจะมีตัวแทนแต่ละวิชาเอกส่งกิจกรรมไปแสดงบนเวทีนักศึกษา นั่นทำให้เรารวมตัวกับเพื่อนตั้งวงดนตรีขึ้น ตอนนั้นมีกระแสของ สุรชัย จันทิมาธร หรือ น้าหงา คาราวาน, จรัล มโนเพ็ชร, วงรอยัลสไปรท์ส และ วงชาตรี เราก็รวมตัวกีต้าร์ 2 ตัว เมโลเดียน 1 ตัว แต่พอไปเอาเพลงดังมาแกะ เราดันเล่นไม่เก่งพอที่จะแกะเพลงจากแผ่นเสียง”

ชายผู้มีพรสวรรค์พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ด้วยการอาสาแต่งเพลงให้ จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของวงที่มีเพลงใหม่ทั้งหมด เขาหยิบยกเนื้อหามาจากในรั้วสถาบัน แต่งเป็นเพลงรักแบบบ้าน ๆ จีบสาวต่างเอก

ความโด่งดังข้ามผ่านไปถึงวิทยาลัยเทคนิคและวิทยาลัยอาชีวศึกษาในจังหวัดอุบลราชธานี พวกเขาได้รับคำเชิญไปแสดงถึงที่ แต่น่าเสียดายว่าสมาชิกวงดันเรียนจบกันเสียก่อน

อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ในครั้งนั้นทำให้ครูสลาแต่งเพลงได้กว่า 10 เพลง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเพลง สาวชาวหอ ที่ได้นำไปให้ รุ่งเพชร แหลมสิงห์ บันทึกเสียง

สลา คุณวุฒิ ครูวัย 60 ที่ไม่มีวันเกษียณ นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้มีผลงานเกือบพันเพลง
ภาพ : เฟซบุ๊ก บ้านครูสลา คุณวุฒิ

“ตอนนั้นเพื่อนจะแยกกันไปบรรจุ เราให้เพื่อนร้องใส่เทปคาสเซ็ตต์ 16 – 17 เพลง พอรุ่งเพชรและ ชาย เมืองสิงห์ ไปโชว์ที่ทุ่งศรีเมือง เลยพากันบุกหลังเวที ห่อเทปไปพร้อมเนื้อเพลง ต่อมาครูรุ่งเพชรบอกว่าที่อัดมาเสียงไม่ชัด เราจึงส่งไปใหม่ตามที่อยู่ จากนั้นก็เงียบหายไปประมาณ 6 – 7 เดือน แต่สุดท้ายเพลง สาวชาวหอ ก็ถูกเลือก เราได้ใจเลยเปลี่ยนจากฝันที่อยากเป็นนักเขียนเรื่องสั้นมาสู่นักเขียนเพลง”

พ.ศ. 2525 ณ โรงเรียนบ้านไร่ขี โรงเรียนแรกที่ครูได้บรรจุ เขาจำได้ว่า ครูเซียง พี่ชายที่สนิทกันขี่มอเตอร์ไซค์มาหาขณะซักผ้า พร้อมตะโกนอย่างดีใจว่า “สลาได้ลงหนังสือพิมพ์!”

แม้น้ำในหมู่บ้านจะหายาก แต่ความดีใจก็ทำให้เขาเลิกซักผ้า แล้วคว้าหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ ขึ้นมาอ่าน

“ตอนนั้นได้ลงเหมือนคอลัมน์ซุบซิบ น่าจะเป็นของ ยิ่งยง สะเด็ดยาด ซึ่งเขากำลังโปรโมตเพลง เราตื่นเต้นมาก เพราะเป็นข่าวเขียนว่า รุ่งเพชร แหลมสิงห์ จะกลับมาอีกครั้ง ได้นักแต่งเพลงชื่อดังจากอุบลฯ ชื่อ สลา คุณวุฒิ เพลง สาวชาวหอ

จากนั้นคนดังแห่งอุบลฯ ก็นั่งรอฟังเพลงหน้าวิทยุทรานซิสเตอร์ด้วยใจจดจ่อ พร้อมกันนั้น รุ่งเพชร แหลมสิงห์ ได้ส่งแผ่นเสียงมาให้ แม้จะไม่มีเครื่องเปิด แต่ชายหนุ่มก็เก็บไว้บนหัวเตียง จนหลายเดือนผ่านไปค่อยได้ยินตามวิทยุ

ความสำเร็จขั้นแรกในวันนั้นทำให้เขาตะบี้ตะบันแต่งเพลงส่ง ทั้งให้ ลพ บุรีรัตน์ ตามที่อยู่ในนิตยสาร ราชาเสียงทอง และฝันไกลที่สุดคือการเขียนเพลงให้ สายัณห์ สัญญา แต่ก็ไร้วี่แววตอบกลับ

ชีวิตเบื้องลึกและวิมานความฝันของครูสลา ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2564 สาขาศิลปะการแสดง ครูและนักแต่งเพลงสายลูกทุ่งที่ขอใช้บทเพลงดูแลลูกศิษย์ตามสัญญา

“เขียนได้เยอะและเร็วมาก เพราะเราไม่มีความรู้ในการเขียน คิดอะไรก็เขียน บางวันได้ 2 – 3 เพลง ยืมเทปคาสเซ็ตต์ของเพื่อนอัดปากเปล่า เขียนเนื้อด้วยมือ เพราะพิมพ์ดีดไม่เป็น เฉลี่ยแล้วส่งเพลงเดือนละ 1 ชุด ประมาณ 12 เพลง จากที่คิดว่าเราได้อัดแผ่นเสียงแล้ว ส่งไปไหนคนก็คงรับ แต่มันไม่ใช่เลย”

หลังจากนั้นชีวิตก็ได้รู้จักกับวงคนโคก ซึ่งเป็นวงดนตรีของชาวครู เขาจึงรวมตัวกับเพื่อนตั้งวงเทียนก้อมขึ้น ครั้งนี้เขาแต่งเพลงเองอีกครั้ง พร้อมตระเวนเล่นฟรี กระทั่งได้พบกับ ทวี กาญจนพิมล สมาชิกสภาจังหวัดอำนาจเจริญ และได้รับเงินทุนมา 20,000 บาท ใน พ.ศ. 2528

ครูสลาเดินทางเข้ากรุงเทพฯ มาหา วิทยา กีฬา ซึ่งพาไปอัดเสียงที่ห้องบันทึกเสียงไพบูลย์สตูดิโอในย่านบางโพ ที่เดียวกับ พรศักดิ์ ส่องแสง มาอัดเพลง หนุ่มนานครพนม ระหว่างอัดเพลงไป เจ้าหน้าที่ก็รื้อมิกเซอร์ 8 แชนแนลเพื่อเปลี่ยนเป็น 16 แชนแนลไปด้วย ฟังดูทุลักทุเล แต่สุดท้ายก็ผ่านไปได้ด้วยดี โดยนำเทปคาสเซ็ตต์แบ่งกับเพื่อนไปขาย

“ตอนนั้นขายยากหน่อย ส่วนตอนนี้ต่อให้เพลงที่แต่งมีคนรู้จัก แต่ความรู้สึกที่ได้ฟังก็ยังเหมือนเดิม ครูไม่เคยประมาทเพลง และไม่เคยประมาทคนฟัง พวกเขาคือกรรมการที่ดีที่สุด

“บางคนบอกว่า ครูมีจินตนาการที่ดีในการแต่งเพลง แต่ตัวเราไม่เคยคิดถึงจุดนี้ คิดแค่ว่าเพลงของเราช่วยเด็กได้หรือยัง เขาแปลงความดังเป็นทรัพย์สินเลี้ยงดูครอบครัวได้หรือยัง ถ้าดังก็ขอบคุณ ถ้าไม่ดังก็สู้ต่อ

“สำหรับรางวัลที่ได้มา มันคือสิ่งที่คนอื่นมองเห็นและให้เรา เราไม่มีหน้าที่ไม่รับ เราไม่มีหน้าที่อยากได้ ถ้าเขาให้ เราก็น้อมรับด้วยความขอบคุณ วันที่ได้ข่าวเรื่องศิลปินแห่งชาติก็น้ำตาไหล ไม่เคยรู้สึกว่าตนเองเป็นอะไรเลย นึกถึงพ่อแม่พี่น้องที่วันนี้เราได้รับการมองเห็น” ครูสลาพูดถึงเป้าหมายในการแต่งเพลง ณ ปัจจุบัน

ชีวิตเบื้องลึกและวิมานความฝันของครูสลา ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2564 สาขาศิลปะการแสดง ครูและนักแต่งเพลงสายลูกทุ่งที่ขอใช้บทเพลงดูแลลูกศิษย์ตามสัญญา
ชีวิตเบื้องลึกและวิมานความฝันของครูสลา ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2564 สาขาศิลปะการแสดง ครูและนักแต่งเพลงสายลูกทุ่งที่ขอใช้บทเพลงดูแลลูกศิษย์ตามสัญญา
สมุดจดไอเดียและเนื้อเพลงของครูสลา 1 เล่ม สำหรับนักร้อง 1 คน

การต่อสู้ในดินแดนแห่งท่วงทำนอง เพื่อชีวิตและความฝัน

ความสนใจและความอยากลงมือทำแปรเปลี่ยนเป็นการดูแลชีวิต ตั้งแต่เขาได้เป็นส่วนหนึ่งของ ค่ายแกรมมี่โกลด์ ที่สอนเขาว่าเพลงมีส่วนสำคัญในการดูแลชีวิตของคนที่สู้เพื่อฝัน

หากใครนึกไม่ออกว่าครูสลาเคยแต่งเพลงให้กับนักร้องคนใดบ้าง เราขอยกตัวอย่างเพลงโปรดและเพลงดังที่ชื่นชอบให้ฟังอย่าง กระทงหลงทาง ร้องโดย ไชยา มิตรชัย, จดหมายผิดซอง ร้องโดย มนต์สิทธิ์ คำสร้อย, ยาใจคนจน ร้องโดย ไมค์ ภิรมย์พร, ปริญญาใจ ร้องโดย ศิริพร อำไพพงษ์, ต้องมีสักวัน ร้องโดย ก๊อท จักรพันธ์, ดอกหญ้าในป่าปูน ร้องโดย ต่าย อรทัย และ ไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้ ร้องโดย ตั๊กแตน ชลดา นอกจากนี้ยังมีนักร้องอีกหลายคนทั้ง ไผ่ พงศธร, ไหมไทย หัวใจศิลป์ รวมไปถึง มนต์แคน แก่นคูน

“แต่ละคนกว่าจะพาตัวเองมาถึงแกรมมี่หรือที่ที่ครูอยู่ได้ เขาทุลักทุเล วันนี้เราเห็นเวทีประกวด เรารู้เลยว่าเขาลำบากกันมากแค่ไหน กว่าจะมายืนบนเวทีต้องเก็บเงิน 3 เดือน ต้องไปรับจ้างตัดอ้อย ปลูกมัน หรือแม่ต้องไปยืมเงินมาให้ ครูจึงพูดกับตัวเองว่า พอเรามั่นคงแล้ว การทำงานให้ใครสักคนอาจเป็นครั้งหนึ่งของเรา แต่ถ้าไม่สำเร็จ มันจะเป็นเพียงครั้งเดียวของเขา”

ชีวิตเบื้องลึกและวิมานความฝันของครูสลา ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2564 สาขาศิลปะการแสดง ครูและนักแต่งเพลงสายลูกทุ่งที่ขอใช้บทเพลงดูแลลูกศิษย์ตามสัญญา

นอกจากแต่งเพลงเพื่อเลี้ยงชีวิตของลูกศิษย์และคนรอบกาย ครูสลายังเชื่อว่า เพลงรับใช้ผู้ฟังด้วยการเล่าเรื่องแทนคนที่เล่าไม่เป็น ด้วยเหตุนี้เขาจึงขอเรียกตัวเองว่าเป็น ‘นักเล่าเรื่อง’ มากกว่าเป็นศิลปินหรือนักแต่งเพลง แต่เป็นคนเล่าเรื่องผ่านท่วงทำนอง โดยมีภาษาและศิลปะการประพันธ์เป็นเครื่องมือ

“สิ่งที่ยากที่สุดในการแต่งเพลงคือความรู้สึกจริง องค์ประกอบอื่นเรียนและฝึกได้ หัวใจของการเล่าเรื่องคือการทำให้คนรู้สึกจริงกับเรื่องที่เล่า เป็นตัวแทนความรู้สึกของคนฟัง และต้องสื่อสารผ่านภาษา จังหวะ ถ้อยคำที่อยู่ในกรอบของศิลปะ”

เราถามเขาว่าได้ใส่ตัวตนลงไปในบทเพลงที่แต่งบ้างไหม เขาส่ายหน้าพร้อมบอกว่า ลายเซ็นไม่ใช่จุดมุ่งหมายในการสร้างงาน เว้นแต่คนฟังฟังแล้วรู้สึกว่านี่คือลายเซ็นของเขา

“เพลงของครูอาจไม่โดดเด่นเรื่องจังหวะหรือทำนอง ดนตรีของครูคือดนตรีในใจ เพราะเล่นไม่เป็น ครูฝึกตัวเองผ่านการเล่าเรื่อง ดังนั้น เพลงจะมาในกรอบของกลอนแปด 4 บท หรือไม่เกิน 3 บท เล่าเรื่องจบ ฟังแล้วเห็นภาพ”

ชีวิตเบื้องลึกและวิมานความฝันของครูสลา ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2564 สาขาศิลปะการแสดง ครูและนักแต่งเพลงสายลูกทุ่งที่ขอใช้บทเพลงดูแลลูกศิษย์ตามสัญญา

อีกสิ่งที่ขาดไม่ได้ในบทเพลงของครูสลาคือ ‘เสน่ห์ของอีสาน’ ที่อัดแน่นอยู่ในเนื้อหาและอารมณ์

“ภาษาอีสานหรือคำลาวมีความงดงาม แผ่นดินลุ่มแม่น้ำโขงคือแผ่นดินแห่งท่วงทำนอง Land of Melody อันนี้ครูเรียกเองนะ มันมีทำนองลำเต้ย ลำเดิน ลำผญา ถ้าข้ามไปฝั่งลาวก็มีขับเชียงขวาง ขับพวน ขับโสม เต็มแผ่นดิน ถ้าเอาความงามของภาษาและทำนองมาใส่ร่วมกันมันจะเป็นเสน่ห์”

ราวกับได้เข้าคลาสเลกเชอร์เรื่องดนตรี เขาเล่าต่อว่า ในบทเพลงมีวิถีการต่อสู้ซ่อนอยู่ตั้งแต่เริ่ม ครูสลาเข้าวงการโดยการชักชวนของวิทยาและน้องชายอย่าง ปัญญา คุณวุฒิ ซึ่งมาเป็นนักจัดรายการวิทยุในกรุงเทพฯ

“ตอนนั้นถ้าเป็นเอฟเอ็มเขาไม่ให้เปิดหมอลำ ไม่ให้พูดภาษาถิ่น คนที่พูดหรือเปิดต้องไปที่วิทยุยานเกราะ ครูชอบ พี่เบิร์ด ธงไชย กับ อัสนี-วสันต์ เขาไม่มีลิมิตเรื่องเพลง แต่อยากให้ศิลปะทุกแขนงได้รับสิทธิ์เท่ากัน เราคิดว่าถ้าเอาคำอีสานมาอยู่ในเพลงให้เยอะขึ้น คงจะสร้างการยอมรับได้บ้าง

“ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นคนแรก แต่คิดว่าตัวเองเป็นคนร่วมที่อยากสร้างงานเพลงลูกทุ่งที่มีภาษาถิ่น ด้วย เหตุผลคืออยากให้เพลงพาตัวเองเข้าไปอยู่ในทุกพื้นที่สื่อโดยไม่มีกำแพง คนบ้านครูอายที่จะบอกว่าตัวเองเป็นใครในวันที่เข้ามากรุงเทพฯ ลูกหลานที่มาทำงาน พอผ่านโคราชก็เริ่มไม่พูดภาษาถิ่น บางวันไปกินข้าว น้องที่เป็นเด็กเสิร์ฟไม่พูดภาษาถิ่นต่อหน้าเรา แต่ไปพูดหน้าห้องน้ำ

“คนที่เป็นฮีโร่เรื่องนี้คือ จรัล มโนเพ็ชร เพราะท่านเอาภาษาเหนืออยู่ในเพลงตั้งแต่เราเป็นนักศึกษา ทำให้พื้นที่สื่อยอมรับ นอกจากนี้ ยังทำให้คนบ้านเรากล้าบอกว่าเราเป็นใคร มีความสุขกับการใช้ชีวิต ครูใช้ภาษาถิ่นเยอะมาก โดยเฉพาะลูกศิษย์อย่าง แดง จิตกร, แมน มณีวรรณ, ต่าย อรทัย และ ศิริพร อำไพพงษ์ ทุกคนคืออัศวินในการสู้เพื่อวัฒนธรรมนี้

“จังหวะของสังคมก็มีส่วน ครูขอบคุณลูกทุ่งเอฟเอ็มและพี่ชาย วิทยา ศุภพรโอภาส ตลอดเวลา เขาทำให้ลูกทุ่งเข้าไปอยู่ในเอฟเอ็ม พอมาถึงวันนี้ ความกล้าและการสร้างงานทำลายกำแพงเหล่านั้น ทำให้ทุกบทเพลงเสมอภาคมากขึ้น”

แม้เด็กรุ่นใหม่อาจไม่เข้าใจความจริงจังด้านภาษาของครูสลา แต่ทุกคนที่เกิดทันย่อมรู้ว่ามีการต่อสู้ในโลกดนตรีมาก่อน เมื่อชนะแล้วจึงต้องยืนยันจุดยืน เมื่อพบกับความเท่าเทียม ยิ่งต้องทำให้แสงนั้นเฉิดฉาย เช่นเดียวกับละคร นายฮ้อยทมิฬ ซึ่งพูดภาษาอีสานทั้งเรื่อง ผิดกับละครอื่นที่เคยมีในยุคนั้น นี่ถือเป็นอีกหนึ่งแนวรบที่สู้เพื่อให้คนอีสานภูมิใจในตัวเอง โดยครูสลาได้รับเกียรติให้แต่งเพลงประกอบละครเรื่องแรกในชีวิต

“จนถึงตอนนี้และต่อไป เพลงลูกทุ่งจะไม่มีวันหมดยุค เพราะลูกทุ่งคือคนไทย เป็นเพลงของเราทุกคน”

ชีวิตเบื้องลึกและวิมานความฝันของครูสลา ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2564 สาขาศิลปะการแสดง ครูและนักแต่งเพลงสายลูกทุ่งที่ขอใช้บทเพลงดูแลลูกศิษย์ตามสัญญา

ปัจจุบัน ครูสลาเห็นความเปลี่ยนแปลงในวงการที่เดินหน้าอย่างไม่หยุดหย่อน เด็กรุ่นใหม่มีความพร้อมในการแต่งเพลง มีความสามารถด้านดนตรีมาตั้งแต่ในโรงเรียน หากมีเรื่องเล่ามาประกอบยิ่งกลายเป็นบุคลากรคุณภาพ

“คุณภาพคนพร้อมแล้ว หากประเทศมียานที่ดีพอจะส่งความเก่งของเด็กเราไปนานาชาติเหมือนเกาหลี หรือประเทศอื่น ก็รอตรงนั้นอยู่”

ความฝันในวัย 60 ของเขาไม่มีอะไรมาก เมื่อได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่และแฟนคลับมามากพอ ก็ถึงเวลาส่งต่อความช่วยเหลือให้คนอื่น เพราะนั่นคือสัญญาที่ครูมีต่อลูกศิษย์คนแล้วคนเล่า

“มันคือความฝันที่อยากทำอะไรให้เป็นประโยชน์ในวันที่มีแรงพอ ตอนนี้ถึงวัยส่งเสริม นอกจากเขียนเพลงเพื่อลูกศิษย์ ครูก็มีที่นาอยู่ที่อุบลฯ หากสร้างอาคารที่เก็บความเป็นเราเอาไว้ในนั้น สำหรับคนที่อยากศึกษาชีวิตของครูสลา หรืออยากศึกษาการเขียนเพลงของเรา ก็ไปที่นั่นได้ เผื่อเรื่องราวของเราจะสร้างแรงบันดาลใจให้ใครสักคน”

บทเรียนชีวิตที่ก้าวมาเกินครึ่งศตวรรษสอนให้เขาไม่ยอมแพ้และเดินหน้าทำตามความฝัน ขณะเดียวกัน บทเรียนของความเป็นครูก็สอนให้เขามีความสุขเมื่อเห็นความสุขของผู้อื่น และรู้จักรักลูกคนอื่นให้เหมือนรักลูกตัวเอง

“ถึงจะลาออกจากราชการมานาน แต่ความเป็นครูไม่มีวันเกษียณ และจะอยู่ต่อไปจนหมดลมหายใจ”

เรื่องราวของเขายังคงดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ แม้บทสนทนาจะถึงเวลาต้องจบ หลังจากที่เราขอตัวกลับบ้าน ยังมีอีกหลายชีวิตแวะเวียนมาที่ ห้องอัดซำบายใจ เพื่อทำฝันให้เป็นจริง ซึ่งเจ้าของสถานที่ยินดีต้อนรับนักล่าฝันทุกคน พร้อมสนับสนุนเท่าที่มีกำลัง โดยก่อตั้ง ค่ายซองเดอ เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับคนที่ใช่ แต่ยังไม่ชนะในเวทีต่าง ๆ เพราะสำหรับครูสลาตอนนี้ ไม่มีเป้าหมายใดยิ่งใหญ่ไปกว่าการแบ่งปัน

ชีวิตเบื้องลึกและวิมานความฝันของครูสลา ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2564 สาขาศิลปะการแสดง ครูและนักแต่งเพลงสายลูกทุ่งที่ขอใช้บทเพลงดูแลลูกศิษย์ตามสัญญา

(ช่วงพิเศษ หลังตู้ครูสลา)

ระหว่างครูสลาเปลี่ยนบทบาทเป็นนายแบบ เราถามเขาว่าเครื่องแต่งกายอันเป็นเอกลักษณ์มีที่มาที่ไปอย่างไรบ้าง

ชีวิตเบื้องลึกและวิมานความฝันของครูสลา ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2564 สาขาศิลปะการแสดง ครูและนักแต่งเพลงสายลูกทุ่งที่ขอใช้บทเพลงดูแลลูกศิษย์ตามสัญญา

“หมวกได้มาโดยบังเอิญ ถ่ายรายการ ชิงช้าสวรรค์ คอนเทสต์ ตอนนั้นมาจากอุบลฯ และมาช้ากว่าเพื่อน ครูเทียม-ชุติเดช ทองอยู่ เลยเอาหมวกให้ใส่ เพราะผมกระเซิงมาก ปรากฏว่าเขาบอกดูดีก็เลยใส่เรื่อยมา

“ผ้าขาวม้า ตอนเรียน ป.กศ.สูง แม่ทอให้ ปกติชาวนาอีสานพอว่างจากงาน หน้าฝนก็ทอเสื่อ หน้าหนาวก็ทอผ้า ทุกบ้านจะมีใต้ถุนสูงและกี่ทอผ้า แม่ก็ทอแล้วแบ่งให้ลูกชายทุกคน ตอนที่เรียน ป.กศ.สูง ปีแรก แม่มีแรงทำ ก็แจกให้คนละผืน พี่ชาย ครู และน้อง เป็นผ้าที่สวยมาก แล้วพอแม่บอกว่าจะให้ เราก็พยายามฝึกใช้ คล้องไปคล้องมา ตอนนี้กลายเป็นเอกลักษณ์ แต่เสียดายว่าผืนที่แม่ทอให้หายไปแล้ว

“เสื้อหม้อห้อม เสื้อผ้าฝ้าย พ่อเคยไปปั่นสามล้อที่นครพนมแล้วชอบเสื้อหม้อห้อมที่ปักเรณูนคร เราก็ใส่มาตลอดตั้งแต่นั้นเหมือนกัน”

เขายิ้มให้กล้องต่ออย่างไม่เขินอาย เราจึงปิดท้ายด้วยการเสนอให้เขาทำแบรนด์ผ้าขาวม้า เพื่อสนับสนุนผลิตภัณฑ์ชุมชน เพราะใครจะเป็นพรีเซนเตอร์ที่ดีไปกว่าคนที่ใช้ผ้าขาวม้าทุกวันเช่นเขา!

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

A.W.Y

ช่างภาพจากเชียงใหม่ที่ชอบของโบราณ ยุค 1900 - 1990

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load