23 กันยายน 2563
9.59 K

“เชี่ย มึงกล้าทำไงได้วะ”

“อ๋อ มึงทำเพราะแบบนี้…” 

หลายครั้งที่เราไปดูงานศิลปะที่แกลเลอรี่แล้วยืนงง ไม่เข้าใจในความหมายที่ศิลปินต้องการจะสื่อ แต่หากใครเคยไปดูงานของฮ่องเต้ Art of Hongtae แล้วคุณหลุดอุทานประโยคข้างต้นออกมา แปลได้อย่างเดียวว่าคุณเข้าใจสิ่งที่ศิลปินไทยคนนี้สื่อแล้วอย่างแน่นอน 

ฮ่องเต้ กันต์ธร เตโชฬาร ศิลปินที่ใช้ศิลปะตั้งคำถามกับตาลปัตร ตี่จู้เอี๊ยะ และความเชื่อมนุษย์, Art of Hongtae

คุณอาจจะรู้จัก กนต์ธร เตโชฬาร หรือที่คุ้นหูกันในชื่อ ฮ่องเต้ ผ่านการทำงานหลากหลายบทบาท ทั้งงานศิลปะ Fine Art หลายแขนง เช่น งานวาด งานปั้น Charactor Designer, Visual Art หรืองานพากษ์เสียงภาพยนตร์ ละคร พิธีกร Creative Content นักเขียน ครูสอนศิลปะเด็ก รวมถึงรายการต่างๆ ในยูทูปทั้งช่วงก่อนและหลัง COVID-19 และเพราะผลกระทบจาก COVID-19 นี่เองที่ทำให้เขาค้นพบความสุขง่ายๆ จนบอกได้ว่าตัวเองนั้นประสบความสำเร็จแล้ว คือการได้อยู่บ้าน วาดรูป และใช้เวลากับสัตว์เลี้ยง

งานศิลปะส่วนใหญ่ของฮ่องเต้เกิดจากคำถามต่อสังคม ความเชื่อ แนวคิด สร้างขึ้นเพื่อให้สังคมอีกนั่นแหละที่เป็นผู้หาคำตอบจากผลงานต่างๆ ของเขา

มารู้จักเขาผ่านงานศิลป์ หาคำตอบที่มาของผลงานสุดสร้างสรรค์ที่ทำให้เราต้องว้าวจนต้องอุทานว่า 

“เชี่ย มึงกล้าทำได้ไงวะ”

กว่าจะมาเป็นฮ่องเต้

ฮ่องเต้ กันต์ธร เตโชฬาร ศิลปินที่ใช้ศิลปะตั้งคำถามกับตาลปัตร ตี่จู้เอี๊ยะ และความเชื่อมนุษย์, Art of Hongtae
ฮ่องเต้ กันต์ธร เตโชฬาร ศิลปินที่ใช้ศิลปะตั้งคำถามกับตาลปัตร ตี่จู้เอี๊ยะ และความเชื่อมนุษย์, Art of Hongtae

เรานั่งพูดคุยกันที่ชั้น 3 ของตัวบ้าน ฮ่องเต้แนะนำว่าเป็นที่ทำงานของเขาและเป็นพื้นที่ที่น้องๆ ศิลปิน ที่แวะเวียนมาเยี่ยมสตูดิโอ และส่วนใหญ่ใช้ทำงานด้วยเหมือนกัน เพดานสูงบวกกับหน้าต่างหลายบานที่เรียงรายกันอยู่ฝั่งซ้าย ความปลอดโปร่ง พร้อมด้วยแสงธรรมชาติที่ทอดเข้ามา เป็นเหตุผลว่าทำไมฮ่องเต้ถึงเลือกพื้นที่ตรงนี้ของบ้านไว้ใช้สร้างสรรค์งานศิลปะ จากหน้าบ้านไปจนถึงชั้น 3 จะพบเจองานศิลป์มากมายวางซ้อนกันอยู่แทบทุกตารางเมตร ยังไม่รวมเหล่าบรรดาต้นไม้น้อยใหญ่ที่อยู่ทั้งหน้าบ้านและระเบียง

หลังจากผ่านการทำงานมาหลายอย่าง ค้นพบความชอบต่างๆ ในชีวิตมากมาย ฮ่องเต้ในปัจจุบันกระโดดลงไปทำทุกงาน คว้าทุกโอกาส เพื่อให้ทุกอย่างเหล่านั้นต่อยอดและเพิ่มพูนประสบการณ์ในการเป็นศิลปินของเขา ต่างกันกับเมื่อ 5 ปีก่อนที่เขาเคยบอกไว้ว่า คำว่าศิลปินสำหรับเขานั้นมันสูงเกินไป

แต่ในตอนนี้ เขากลับเรียกตัวเองว่าศิลปินได้อย่างเต็มปากเต็มคำ 

“เรารู้สึกว่าคำว่าศิลปินมันดูสูงส่งจังเลย แต่ตอนนี้เรานับตัวเองเป็นศิลปินแล้ว สุดท้ายมันก็ไม่ได้พิเศษขนาดนั้นนี่หว่า เรามองเป็นอาชีพหนึ่งที่หากินด้วยการวาดรูป ทำงานศิลปะหลายๆ แขนงออกมา”

ฮ่องเต้ กันต์ธร เตโชฬาร ศิลปินที่ใช้ศิลปะตั้งคำถามกับตาลปัตร ตี่จู้เอี๊ยะ และความเชื่อมนุษย์, Art of Hongtae

ฮ่องเต้ให้ความรู้ใหม่กับเราว่า เมื่อก่อนคำว่าอสูรหรืออสุราแปลว่าเทพเจ้า แต่ในปัจจุบันคนให้ความหมายอีกอย่างหนึ่งแทน ทำให้จากบทพระเอกกลายมาเป็นตัวร้ายในวรรณคดีหลายๆ เรื่อง เขาจึงอยากบอกทุกคนว่ามันไม่ใช่ที่ชื่อเรียก แต่เป็นมุมมองที่เรามองสิ่งนั้นต่างหาก 

เหมือนกับวันนี้ที่เขาเรียกตัวเองว่าเป็นศิลปิน ในโอกาสหน้า ถ้าเขาวางมือจากงานศิลปะหันไปจับงานด้านอื่นแทน ก็พร้อมจะเปลี่ยนบทบาทของตัวเองเช่นกัน 

ฮ่องเต้ กันต์ธร เตโชฬาร ศิลปินที่ใช้ศิลปะตั้งคำถามกับตาลปัตร ตี่จู้เอี๊ยะ และความเชื่อมนุษย์, Art of Hongtae

“สังคมในโลกขึ้นอยู่กับสองอย่าง คือบทบาทที่เราเป็น คุณเป็นเฟืองตัวไหนในสังคมอยู่ คุณเลื่อนขั้นได้นะ คุณไม่ต้องอยู่ตรงนั้นตลอดนะ คุณเปลี่ยนขนาดตัวเองได้ เปลี่ยนความสำคัญเปลี่ยนตำแหน่งได้ อยู่ที่คุณเลือก แล้วทีนี้ก็มาดูว่าคุณมีศักยภาพพอไหม คุณต้องพัฒนาตัวเองให้ไปอยู่ตรงนั้นได้จริงๆ อีกข้อหนึ่งคือความเป็นมนุษย์ เราว่าคนปัจจุบันที่มีปัญหากันอยู่เพราะเห็นความเป็นมนุษย์ในคนอื่นไม่เท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นคนดี คนเลว ฆาตรกร โจร นักการเมือง วัยรุ่นชูสามนิ้ว หรือกี่นิ้วก็แล้วแต่ มันคือมูลฐานคือคน เพราะฉะนั้น เขาต้องรู้สิว่าเงื่อนไขชีวิตคนไม่ได้ง่ายขนาดนั้น มันซับซ้อน มันเยอะ มันมีสิ่งที่คุณไม่รู้อยู่เยอะ”

จุดสตาร์ทของทุกอย่าง 

วัยเด็กของเด็กชายฮ่องเต้ถือดินสอและกระดาษมาตั้งแต่จำความได้ แรงบันดาลใจต่างๆ มาจากพ่อที่ชอบเปิดรูปสัตว์จากหลายๆ ที่ให้ดู ฮ่องเต้แสดงความเห็นเกี่ยวกับศิลปะในวัยเด็กไว้ว่า การปิดกั้นจินตนาการเด็กเป็นเรื่องผิดธรรมชาติ ครั้งหนึ่งเขาเคยถูกดุเพราะวาดช้างสีชมพู จนกระทั่ง 4 ขวบ พ่อแม่เห็นแววจึงพาเข้าไปฝากตัวกับ ครูสังคม ทองมี ครูผู้วางพื้นฐานการสอนศิลปะเด็กให้กับประเทศไทย และครูสังคมบอกว่าช้างเป็นสีชมพูได้ นั่นคือประโยคที่ทำให้เขาเป็นตัวเองมาจนถึงทุกวันนี้ ถึงขนาดบอกว่าถ้าไม่มีวันนั้น เขาอาจจะเป็นได้แค่มนุษย์ที่ไร้ซึ่งจินตนาการก็ได้ 

“แล้วครูก็เอาผลงานเราไปประกวด โดยที่เราไม่รู้ตัวว่าส่งไปด้วยซ้ำ รู้อีกทีคือได้รางวัล แล้วได้รางวัลคือตลกมาก เรากับรางวัลรู้จักกันวันเดียวคือวันถ่ายรูป โมเมนต์คือมายืนตรงบอร์ดศิลปะ ใส่เสื้อบอดี้โกลฟ์สีส้มแรงๆ ครูก็เอาเหรียญมาคล้อง เราก็แฮ่ แล้วก็คล้อง ไปๆ มาๆ แม่งเริ่มเยอะ

ฮ่องเต้ กันต์ธร เตโชฬาร ศิลปินที่ใช้ศิลปะตั้งคำถามกับตาลปัตร ตี่จู้เอี๊ยะ และความเชื่อมนุษย์, Art of Hongtae
ฮ่องเต้ กันต์ธร เตโชฬาร ศิลปินที่ใช้ศิลปะตั้งคำถามกับตาลปัตร ตี่จู้เอี๊ยะ และความเชื่อมนุษย์, Art of Hongtae

“ตอนมัธยม เราก็เป็นตัวแทนไปประกวด อาจารย์เล่าให้ฟังว่าทุกครั้งที่เต้ไปประกวด เต้จะดีใจมาก ไม่ใช่ดีใจที่ไปประกวด แต่ดีใจที่ได้ออกนอกโรงเรียนตอนกลางวัน ได้กินข้าวกล่อง คือดีใจกับประสบการณ์ เราจะรีบวาดของตัวเองให้เร็วที่สุด จะได้ไปเดินดูคนอื่นวาด แล้วเราก็เป็นมาจนโต เราไม่เคยส่งงานไปประกวด เพราะรู้สึกว่าเกณฑ์การตัดสินของไทยมันตลก สังเกตดูว่ารูปที่ชนะจะเป็นแบบ Thai Contemporary Art ไม่ชีวิตที่ทุกข์ทนของชาวบ้าน ชาวนา ก็ช้าง ก็วัด วัดล้านนา วัดแถวอีสาน มีโบสถ์ ซึ่งเราไม่อิน เรารู้สึกคนวาดเยอะแล้ว ไม่ได้กลัวแมส แต่มีแรงก็ทำอย่างอื่นดีกว่า”

อาจารย์อีกท่านหนึ่งที่มีผลต่อฮ่องเต้คือ อาจารย์บุญเสริม เปรมธาดา อาจารย์ที่ปรึกษาตอนเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาจารย์บุญเสริมเปลี่ยนมุมมองในการทำงานของเขาไปอย่างสิ้นเชิง จากเด็กปี 5 ที่ไม่อยากทำทีสิสเรื่องรีสอร์ต เพราะส่วนตัวคิดว่าง่ายเกินไปที่จะเป็นโปรเจกต์สุดท้ายของชีวิตมหาวิทยาลัย 

“ตอนแรกเราเสนอพิพิธภัณฑ์ช้างแมมมอธและหินล้านปี เงื่อนไขคือต้องเป็นโปรเจกต์ที่กำลังเกิดขึ้นจริง คือไม่นั่งเทียน ฉันก็ไปดั้นด้นหาจนเจอพิพิธภัณฑ์แต่ไม่มีแปลน ก็ไปหาแปลนที่กรมอุทยาน เขาบอกอยู่เขาใหญ่ พอได้มาทุกอย่างแล้วก็เอาไปนำเสนอเขาด้วยความหวังว่ากูได้ทำแน่ๆ ปรากฏไม่ได้ เหตุผลคืออาจารย์ไม่รู้จักช้างแมมมอธ อาจารย์ไม่มีความรู้พอที่จะตรวจ

“ตอนนั้นโกรธมาก โกรธหน้าแดง โกรธขนาดว่าไปของานรีสอร์ตเพื่อนมาทำทั้งๆ ที่ไม่อยากทำ กระจอก มันชื่อพร มึงมีโปรเจกต์เหลือปะ มันหามาสองอัน ทิ้งอันหนึ่ง โอเค งั้นกูขอ ไซต์หน้าตาเป็นยังไงไม่รู้ อยู่ที่ไหนไม่รู้ ทำๆ ไปด้วยความทุกข์ระทม แล้วก็เอาไปส่ง อาจารย์บุญเสริมที่เป็นที่ปรึกษาบอกว่า คุณดูไม่มีความสุขเลยนะ ดูหมดอาลัยตายยากมาก ไม่ชอบเหรอ เราก็บอกว่า ครับอาจารย์ ผมไม่ชอบเลย มันไม่ท้าทาย แล้วอาจารย์ก็พูดสิ่งหนึ่งที่พลิกข้างในเราไปเลย โอ๊ย ท้าทายจะตาย ถ้ามันง่ายจริง คุณทำเสร็จออกมาดีไปแล้ว ทำไมไม่ถือว่าสิ่งที่คุณไม่ชอบเป็นความท้าทายหนึ่งล่ะ’”

แล้วมุมมองของฮ่องเต้ต่อสิ่งต่างๆ ก็เปลี่ยนไปตลอดกาล

อยากรู้ต้องกล้าถาม

ช่วงชีวิตมหาวิทยาลัยในคณะสถาปัตย์ของฮ่องเต้เป็นเวลาที่สนุกและเต็มไปด้วยประสบการณ์ดีๆ ถึงแม้จะจบมาจากคณะที่ออกแบบบ้านได้ ฮ่องเต้กลับไม่คิดจะทำงานเกี่ยวกับบ้านเลยแม้แต่น้อย ครั้งเดียวที่ได้ใช้ความรู้ที่เรียนมา 5 ปีคือการเป็นกองบรรณาธิการนิตยสาร my home แต่การเรียนสถาปัตย์ก็ไม่ใช่การทิ้งเวลาหลายปีอย่างสูญเปล่า หลายอย่างที่ได้กลับมาเป็นสิ่งที่ทำให้ฮ่องเต้เป็นฮ่องเต้ที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน

ฮ่องเต้ กันต์ธร เตโชฬาร ศิลปินที่ใช้ศิลปะตั้งคำถามกับตาลปัตร ตี่จู้เอี๊ยะ และความเชื่อมนุษย์, Art of Hongtae
ฮ่องเต้ กันต์ธร เตโชฬาร ศิลปินที่ใช้ศิลปะตั้งคำถามกับตาลปัตร ตี่จู้เอี๊ยะ และความเชื่อมนุษย์, Art of Hongtae

“คณะสถาปัตย์เป็นคณะที่วิทย์ครึ่งหนึ่ง ความงามครึ่งหนึ่ง มันคิดด้วยหลักการนี้มาตลอดห้าปี”

ในการทำงาน เขาต้องตอบอาจารย์ให้ได้เสมอ ว่าทำไมถึงเลือกออกแบบในรูปแบบนี้ แต่ยังคงไว้ซึ่งความสวยงามของตัวอาคาร 

“ต้องตอบได้ว่า ทำไมทำฟอร์มนี้วะ เพราะออกมาทำงานจริงๆ คนก็ต้องการให้เราตอบ ยิ่งตอบได้เร็ว ก็ยิ่งได้เปรียบ กับตัวเองก็ชัดเจนไปด้วย งานบางงาน เหี้ย สวยว่ะ แต่ทำไมทำแบบนี้ ไม่ Make Sense แล้วเราก็ตั้งคำถามทุกอย่าง อย่าง รามเกียรติ์ เราก็ถามว่า ทำไมยักษ์ดูเลวจังวะ แล้วจริงๆ รามเกียรติ์ เป็นฉบับแรกปะวะ ไม่ใช่ว่ะ มันมี รามายณะ มาก่อน แล้วยักษ์มันต่างไหมนะ อ๋อ ต่างว่ะ ไม่ได้มีเขี้ยว แต่เป็นคนเลย แล้วทำไมไทยประดิษฐ์ยักษ์แบบนี้ล่ะ อ๋อ เรื่องการเมืองการปกครอง เพราะ Logic ไทยเป็นอย่างนั้น ไทยต้องมีตัวไม่ดี ไทยไม่ชอบความดีปนความชั่ว ต้องขาวจั๊วะหรือดำสนิทไปเลย”

ฮ่องเต้ กันต์ธร เตโชฬาร ศิลปินที่ใช้ศิลปะตั้งคำถามกับตาลปัตร ตี่จู้เอี๊ยะ และความเชื่อมนุษย์, Art of Hongtae

เขาเป็นคนขี้สงสัย ช่างถาม อยากรู้ อาจเป็นด้วยคณะสถาปัตย์หล่อหลอมหรือเป็นนิสัยโดยแท้ของเขาก็ไม่แน่ หลายครั้งที่เขาถามร้านค้าต่างๆ ว่านี่ใช่เจ้าแรกจริงๆ ไหม แต่ไม่ได้รับคำตอบกลับมา เขาจึงใช้การทำงานศิลปะชิ้นหนึ่ง เพื่อให้มองเห็นทุกมุมมองและใกล้เคียงกับสิ่งที่อยากถ่ายทอดออกมาที่สุด จึงมักเกิดคำถามที่ดูเหมือนจะกวน แต่กลับจริงจังทุกครั้งไป 

“คำถามเดิมแต่ย้ำๆ ซ้ำๆ ในหลายๆ มุม แค่เราถามเป็นลูกเต๋า ก็ได้มุมมองอีกเยอะมากแล้ว ก็เลยเป็นเหตุผลว่าทำไมเราต้องตั้งคำถาม มันทำให้งานครีเอทีฟขึ้น” 

จากคำถามง่ายๆ คำถามเดียว นำไปสู่การสร้างสรรค์ชิ้นงานใหม่ๆ ที่เรานึกไม่ถึง 

ศิลปะและความเชื่อ

สิ่งหนึ่งที่ฮ่องเต้พยายามสื่อสารมาโดยตลอดผ่านงานศิลปะ คือการตั้งคำถามเกี่ยวกับความเชื่อต่างๆ พยายามหาเหตุผลให้กับสิ่งที่ไม่มีเหตุผล เหมือนเป็นการสื่อสารและให้ความรู้กับคนเพิ่มอย่างไม่ยัดเยียด แต่ใช้ศิลปะเป็นแนวทางให้การส่งสารออกไปถึงผู้รับเข้าใจง่ายขึ้น นอกจากองค์ประกอบด้านความสวยงามของงานศิลป์ที่ผู้คนจะได้รับกลับไป ยังมีแนวคิดต่างๆ ที่ต้องการสื่อสารออกไปด้วย

ฮ่องเต้ กันต์ธร เตโชฬาร ศิลปินที่ใช้ศิลปะตั้งคำถามกับตาลปัตร ตี่จู้เอี๊ยะ และความเชื่อมนุษย์, Art of Hongtae
ฮ่องเต้ กันต์ธร เตโชฬาร ศิลปินที่ใช้ศิลปะตั้งคำถามกับตาลปัตร ตี่จู้เอี๊ยะ และความเชื่อมนุษย์, Art of Hongtae

‘Flip the fan กลับตาลปัตร’ เป็นนิทรรศการร่วมกับศิลปินอีกหลายท่านที่เกิดขึ้นจากความสงสัยในความเชื่อ ทั้งความสงสัยว่าจริงๆ แล้วตาลปัตรทำหน้าที่อะไร แต่เดิมมาตาลปัตรเป็นของสูงแค่ไหน งานนิทรรศการนี้จึงหยิบเอาตาลปัตรมาพลิกโฉมกันใหม่หมด หยิบขึ้นมาใส่ลูกเล่นของศิลปะสมัยใหม่ ทำลายข้อจำกัดด้านวัสดุและสีสัน ไม่ใช่แค่เพียงรูปลักษณ์ แต่รวมไปถึงการใช้งานของมัน ที่แต่ก่อนเป็นเพียงแค่พัดธรรมดา ตอนนี้กลับกลายเป็นของสูงที่คนธรรมดาห้ามแตะต้อง ซึ่งปรากฏว่าได้กระแสตอบรับที่ดี ถึงขั้นมีพระบินลงมาจากเชียงใหม่เพื่อชมงานและบอกว่าน่าใช้ด้วย 

ฮ่องเต้ กันต์ธร เตโชฬาร ศิลปินที่ใช้ศิลปะตั้งคำถามกับตาลปัตร ตี่จู้เอี๊ยะ และความเชื่อมนุษย์, Art of Hongtae

ส่วนผลงานปั้นตี่จู้เอี๊ยะที่ตั้งตามบ้านของชาวไทยเชื้อสายจีนทั้งหลาย ฮ่องเต้สร้างคำถามในใจขึ้นมาว่า จริงๆ แล้วเรากำลังไหว้ใครอยู่ ทำให้เกิดงานศิลปะขึ้นมาอีกชิ้นที่บังคับให้เราต้องก้มลงไปมองว่าภายใต้ศาลเล็กๆ ที่เราตั้งไว้ที่บ้าน คือเทพเจ้าองค์ไหน กลายเป็นอีกหนึ่งงานที่ท้าทายความเชื่อ แต่กลับไม่รู้สึกโดนยัดเยียดความคิดเข้ามาในหัวเลยแม้แต่น้อย กลับสนุกกับการร่วมหาคำตอบด้วยซ้ำไป

หรืออีกงานที่ฮ่องเต้ชอบและสนุกกับมันมาก คือการตัดสินใจทดลองวาดงานชิ้นหนึ่งลงบนเฟรมผ้าใบ ภายใต้กฎว่าจะขีดได้แค่วันละเส้นเท่านั้น จากวันแรกมาจนถึงวันสุดท้าย คล้ายๆ กับหนังสือบันทึกความทรงจำเล่มหนึ่งตลอดช่วงเวลา 3 เดือนที่หยุดอยู่บ้าน กลายมาเป็น 85 เส้นบนเฟรม วันแรกๆ ก็จะเกรงใจผ้าใบสักหน่อย วันหลังๆ ก็ขีดผ่านๆ ไป หรือเมื่อมีใครมาเยี่ยมบ้านก็ขอให้เขาขีดให้บ้าง ในวันไหนที่ลืมขีดเส้นไปก็รู้สึกผิดกับตัวเองอย่างน่าประหลาด มีหลากหลายอารมณ์และเรื่องราวเกิดขึ้นระหว่างการทดลองนี้ และแม้สุดท้ายภาพนี้ถูกทาทับสีดำด้วยหมึกจีน แต่สิ่งที่ยังคงเหลือร่องรอยไว้ คือความทรงจำของระยะเวลาที่เดินทางมาด้วยกัน

งานเปลี่ยนคน

ฮ่องเต้ กันต์ธร เตโชฬาร ศิลปินที่ใช้ศิลปะตั้งคำถามกับตาลปัตร ตี่จู้เอี๊ยะ และความเชื่อมนุษย์, Art of Hongtae

ผลงานที่เปลี่ยนชีวิตฮ่องเต้คือ BODHI THEATER: Buddhist Prayer RE-TOLD งานศิลป์ในลักษณะของ Projection Mapping สุดล้ำลงบนผนังพระอุโบสถของวัดสุทธิวรารามเมื่อกลางปีที่ผ่านมา หน้าที่ของฮ่องเต้ในงานครั้งนี้ คือการออกแบบคาแรกเตอร์ ร้อยเรียงเรื่องราวแปลบทสวดคาถาพาหุงจากภาษาบาลีมาย่อยให้คนทั่วไปเข้าใจได้ง่ายขึ้น จัดแจงให้พระประธานเป็นพระเอกของการเล่นละครกลางวัดครั้งนี้ ให้ศาสนาลงมาใกล้ชิดกับคนมากขึ้น 

“มีซีนหนึ่งที่บอกเพื่อนว่า กูอยากให้มียักษ์เดินมาตบพระประธานปลิว แล้วตอนตบ อยากให้มีเสียงป๊อง เพื่อให้รู้ว่านี่เป็นวัตถุ”

ฮ่องเต้ กันต์ธร เตโชฬาร ศิลปินที่ใช้ศิลปะตั้งคำถามกับตาลปัตร ตี่จู้เอี๊ยะ และความเชื่อมนุษย์, Art of Hongtae
ฮ่องเต้ กันต์ธร เตโชฬาร ศิลปินที่ใช้ศิลปะตั้งคำถามกับตาลปัตร ตี่จู้เอี๊ยะ และความเชื่อมนุษย์, Art of Hongtae

การเชื่อมโยงกับศาสนาสิ่งที่เขาทำมาตลอด แต่ในสเกลที่ใหญ่ขนาดเท่าพระอุโบสถ เป็นใครก็ต้องหมายใจไว้แต่แรกแล้วว่างานนี้ยังไงก็คงโดนด่าแน่ๆ เต็มประตู แต่สิ่งที่ได้รับกลับไม่มีเสียงคำติ มีแต่ความฮือฮาและความชื่นชมของทุกคน ที่สำคัญคือความภูมิใจที่ครั้งหนึ่งเขาทำให้ศาสนาและศิลปะได้จับมือกัน ซึ่งถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นและเป็นไปในทางที่ดี และภาพผู้คนพากันมาที่วัดรอซื้อบัตรเข้ามาดูโชว์กันที่วัด ได้เป็นแรงใจในการทำงานของเขาในฐานะศิลปินคนหนึ่ง 

ครู

ในช่วงวัยปัจจุบันที่ฮ่องเต้อิ่มสุขมากแล้ว สิ่งต่อไปที่เขาตั้งใจทำอยู่คือการส่งต่อความรู้ เคยมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งบอกว่าคุณภาพของการเรียนการสอนศิลปะไทยในวัยเด็กอนุบาลจนถึงประถมต้นจัดอยู่เป็นอันดับหนึ่งของโลก แต่ทำไมช่วงประถมปลายจนถึงมัธยมต้นกลับแย่ลง หากต้องการเปลี่ยนแปลงสิ่งนี้ก็ต้องเริ่มต้นจากตัวเอง 

“เราเคยไปสอนเป็นวิทยากรอบรมครูศิลปะที่ภาคอีสาน คนมาอบรบเป็นครูศิลปะจริงๆ ร้อยห้าสิบคน เป็นครูพละห้าสิบคน อ้าว แล้วทำไมมาสอน เขาบอกว่า ไม่มีใครสอนน่ะครับ เลยต้องมาสอน แปลว่าอะไร แปลว่า เห้ย มันมีคณะครุศิลป์ฯ นะเว้ย มึงแยกออกจากกันแล้ว มันต้องมีบุคลกรที่เป็นครูศิลปะสิ”

ฮ่องเต้เปรียบเทียบเด็กๆ เป็นเสมือนวัตถุดิบในมือของเชฟหรืออาจารย์สอนศิลปะ ผู้สอนต้องมองและตั้งคำถามว่าเด็กๆ เหล่านั้นเหมาะจะเป็นอะไร และถามเด็กๆ กลับว่า แล้วเด็กอยากจะเป็นอะไร 

“เด็กคนนี้คือไรวะ อ๋อ หมูสามชั้น ทำอะไรอร่อยบ้างวะ คนนี้คือกุ้ง กุ้งทำอะไรได้ แล้วกุ้งตัวนี้อยากไปเป็นอะไร ไม่ใช่สอนศิลปะแล้วเอาเด็กมากองรวมกันเพื่อทำเมนูเดียวกันหมด โห ตายห่า นึ่งหมด ตายนะ สามชั้นนึ่งไม่มีน้ำจิ้ม รสชาติอุบาทว์เลยนะ”

หลายปีที่ผ่านมามีน้องๆ แวะเวียนมานั่งทำงานที่สตูของฮ่องเต้เป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่มาจากกิจกรรม #วาดแลกกันสัตว์ ที่เอาไว้ให้แลกภาพวาดน่ารักๆ หรือจากรายการ Covid Diary ไปจนถึงการพบเจอน้องๆ จากงานประกวดต่างๆ ที่เขาได้มีโอกาสไปเป็นกรรมการและดึงมาร่วมงานกัน 

“มีน้องหลายคนทักมาในไอจีว่าขอบคุณที่ทำให้กลับมาวาดรูปได้อีกครั้ง หนูเป็นซึมเศร้า หนูวาดรูปไม่ได้ มันไม่ดีพอ แต่พอดูรายการ ได้คุยกัน เห็นการวาดแลกกันแล้วก็มีกำลังใจกลับมาทำงานอีกครั้ง เรารู้สึกว่าเรากำลังสร้างคอมมูนิตี้ที่น่ารักและ Productive นี่เป็นความสุขของเราตอนนี้”

เราเลยถามเขาว่า ก็มีโอกาสใช่มั้ยที่ครั้งหน้ามาถามแล้วอาจจะบอกว่าตัวเองไม่ใช่ศิลปินแล้ว 

“ถ้าเลิกทำแล้วก็อาจจะไม่เป็นศิลปินแล้ว ไปสอนเด็กก็อาจจะตอบว่าเป็นครู”

ฮ่องเต้ กันต์ธร เตโชฬาร ศิลปินที่ใช้ศิลปะตั้งคำถามกับตาลปัตร ตี่จู้เอี๊ยะ และความเชื่อมนุษย์

Writer

ณัฐณิชา โอภาสเสรีผดุง

นิสิตสถาปัตย์ สนใจประวัติศาสตร์ สถาปัตย์ ไลฟ์สไตล์ เวลาว่างหมดไปกับแมวและของกิน

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Studio Visit

แวะเยี่ยมสตูดิโอของศิลปินเพื่อทำความรู้จักคนสร้างงานศิลปะอีกกลุ่มในอีกมุม

15 มิถุนายน 2565
2.94 K

The Cloud x สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)

“พบกันที่สตูดิโอบ้านอาจารย์บุญกว้างนะคะ”

เสียงของน้องทีมงาน The Cloud ส่งมาตามสาย เราตื่นเต้นที่จะได้เดินทางจากจังหวัดระยอง เข้ากรุงเทพฯ ไปเยือนบ้านเจ้าของรางวัลที่ 1 งานประกวดสีน้ำโลก ปี 2015 ณ ประเทศตุรกี

เราไปถึงช่วงบ่าย สตูดิโออยู่บนชั้นสองของตัวบ้านที่ร่มรื่นหลังแรกของหมู่บ้านต้นไม้ บนถนนเทิดราชัน ดอนเมือง

ที่นี่เป็นที่ทำงานและสตูดิโอสอนสีน้ำของ อาจารย์บุญกว้าง นนท์เจริญ ศิลปินสีน้ำระดับโลกที่เก็บตัวอยู่อย่างสงบ เมื่อเดินเข้าไปในห้อง สายตาของเราก็ปะทะกับรางวัลมากมายบนชั้นหนังสือที่ศิลปินคนนี้ได้รับ นี่คือเครื่องการันตีผลงานชั้นครูของเขา และเราก็เป็นหนึ่งในทีมที่ได้มาเยี่ยมชมผลงาน รวมถึงทำความรู้จักศิลปินถึงบ้านด้วย

‘บุญกว้าง นนท์เจริญ’ ศิลปินสีน้ำระดับโลก ผู้กลับมาสนใจตนเองและตั้งใจจะวาดรูปตลอดไป

เด็กชาย คุณพ่อ และงานศิลปะ

“ตระกูลจริง ๆ ของผมอยู่ที่นนทบุรี แล้วก็ย้ายไปประจวบคีรีขันธ์ พอจบโรงเรียนบ้านไร่เก่าฯ ซึ่งจบ ป.7 สมัยก่อน ก็เข้ามาในเมือง มาเรียนต่อที่โยธินบูรณะ จบ ม.ศ.3 ก็ไปสอบเข้าวิทยาลัยช่างศิลป จากนั้นเข้ามหาวิทยาลัยศิลปากร จบปริญญาตรีสาขาศิลปศาสตรบัณฑิต” อาจารย์บุญกว้างเริ่มเล่าเส้นทางการศึกษาให้เราฟัง เขาบอกว่าตั้งแต่จำความได้ก็ชอบวาดรูปแล้ว

“แสดงว่าความชอบด้านนี้อยู่ในสายเลือด” เราเอ่ย

“ใช่ มันอยู่ในทุกลมหายใจ” อาจารย์บอกอย่างราบเรียบแต่เป็นความจริง

เรามองดูหนังสือการ์ตูนและโปสเตอร์ภาพยนตร์ที่วางอยู่บนโต๊ะ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจตอนเด็กของเขา

‘บุญกว้าง นนท์เจริญ’ ศิลปินสีน้ำระดับโลก ผู้กลับมาสนใจตนเองและตั้งใจจะวาดรูปตลอดไป

“ตอนเด็ก ๆ วิ่งข้ามถนนไปดูทีวีบ้านหนึ่ง เราจำภาพการ์ตูนนั้นได้ ตอนเช้าก็มาเขียนใส่สมุด เขียนลงพื้นปูนหน้าบ้านด้วยชอล์ก เราทำอย่างนั้นทุกวัน จนกระทั่งเจอการ์ตูนคอมิกส์ขายในตลาด ก็เริ่มเอามาเป็นแรงบันดาลใจ จากตรงนี้ก็ไปเจอโปสเตอร์หนัง เราฝึกจากตรงนั้น จนกระทั่งได้เรียนศิลปะจริง ๆ” เขาหยุดสักพักแล้วเริ่มพูดต่อ

“พ่อผมก็เป็นคนที่เห็นคุณค่าของศิลปะนะ ตอนผมเด็ก ๆ มีพวกปลัดอำเภอมาเที่ยวบ้าน พ่อเอาเก้าอี้นอนที่เป็นไม้ให้ท่านปลัดนอน เสร็จแล้วเขาก็พาผมไปหาท่านปลัด ผมก็ถือรูปไปให้ปลัดดู พอปลัดดูก็บอก โอ้ เก่งมาก! แสดงว่าพ่อเขาก็ภูมิใจในตัวผม ไม่งั้นเขาคงไม่เอาไปโชว์หรอก”

หนึ่งในเหตุการณ์ที่ทำให้เรารับรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์บุญกว้าง คุณพ่อ และงานศิลปะ คือตอนที่อาจารย์เดินไปหยิบผ้าพันแผลม้วนใหญ่ ที่มีความยาวเท่าข้อศอกออกมาให้ชม

“มันเป็นผ้าพันแผลของพ่อผม” อาจารย์ว่าอย่างนั้น

“เขาเป็นหมอ นี่เป็นของชิ้นสุดท้ายที่ผมสื่อสารในใจ เพราะว่าของอย่างอื่นของแกหายไปหมดแล้ว ผมเจอผ้าพันแผลอันนี้แล้วก็จำได้ว่าพ่อเคยใช้ ผมเก็บมาหลายปี พ่อตายตั้งแต่ผมอยู่ ม.ศ.2 ซึ่งนานมาก ย้ายไปไหนก็หิ้วไปด้วย จนกระทั่งได้ลองเอาผ้าพันแผลมาทำเป็นเท็กซ์เจอร์ของภาพ เลยมีอินไซต์บางอย่างที่ผูกพัน”

‘บุญกว้าง นนท์เจริญ’ ศิลปินสีน้ำระดับโลก ผู้กลับมาสนใจตนเองและตั้งใจจะวาดรูปตลอดไป

เราพิจารณาผ้าพันแผลม้วนนั้นอยู่สักพัก หากมองผ่าน ๆ คงจะเห็นเป็นเพียงม้วนผ้าเก่าธรรมดา แต่เมื่อได้ทราบที่มาที่ไป และผลลัพธ์หลังการใช้ เราก็รู้สึกทึ่งและประทับใจ เพราะหลายผลงานที่อยู่ในสตูดิโอที่เราเห็นวันนั้น ก็มี เท็กซ์เจอร์จากผ้าพันแผลของคุณพ่ออยู่ด้วย

ก่อนที่อาจารย์จะมาทำงานศิลปะแบบในปัจจุบัน น้อยคนนักที่รู้ว่าเขาเคยทำงานโฆษณามาก่อน

โดนเพื่อนหลอกมาสมัครงานโฆษณา

“ตอนที่เราจบมาใหม่ ๆ เรามีความตั้งใจว่าอยากเป็นศิลปิน แต่จบมาเพื่อนเข้าทำงานออฟฟิศกันหมดเลย ผมโทรไปหาใคร เขาก็บอก ไม่ได้ว่ะ เอ้ย! ประชุมว่ะ มันเป็นอย่างนั้นอยู่หลายเดือน

“จนในที่สุด ผมรู้สึกโดดเดี่ยวมาก เกือบปีที่ไม่ทำงาน นั่งเขียนรูป เพราะสมัยก่อนไม่ใช่ว่าเขียนรูปแล้วจะขายได้ ต้องผ่านสนามประกวด ไม่ง่ายนะ ศิลปินเยอะ การประกวดน้อย การซื้อรูปก็ยังไม่บูม

“จนผมโดนเพื่อนหลอกไป เพราะที่บริษัทเพื่อนขาด Visualizer ซึ่งมีหน้าที่คือ เวลาครีเอทีฟไปขายงาน สมมติเขาคิดหนัง 1 เรื่อง 12 ช่อง เขาต้องการคนมาเขียนว่า หนังมันเริ่มยังไง จบยังไง เพื่อนผมก็หลอกไปช่วยเขียนอันนี้แหละ ผมก็ไปบริษัท มันก็เอาใบสมัครงานมาให้เลย

“จำได้เลยว่าวันสมัครงาน เขาให้เขียนเงินเดือน ผมเขียนไป 4,000 แล้วเจ้านายเขาบอกว่า เฮ้ย! เขียนได้ไง 4,000! เราตกใจ เขียนแพงไปเหรอ เขาบอกว่า เขียนไปเลย 6,000! เราตกใจว่าทำไมไม่กี่นาที เงินขึ้นถึง 6,000 ทำไปทำมาก็เริ่มรู้ว่า งานโฆษณาบุคลากรน้อย แต่งานเยอะ สินค้าสารพัดสารเพต้องมีโฆษณา พวกบริษัทต่างชาติเข้ามาก็ต้องใช้เอเจนซี่ไทย ผมเลยโลดแล่นอยู่ในงานโฆษณาร่วม 30 ปี”

‘บุญกว้าง นนท์เจริญ’ ศิลปินสีน้ำระดับโลก ผู้กลับมาสนใจตนเองและตั้งใจจะวาดรูปตลอดไป

แต่แน่นอนว่าหลังทำงานมาอย่างโชกโชน คนเราย่อมมีจุดอิ่มตัว

“ประมาณ 5 – 6 ปีหลัง ผมมีงานน้อยลง ตอนนั้นแพลตฟอร์มของโทรศัพท์กำลังมา ผมวางแผนว่าจะต้องมีอาชีพที่สอง จึงเริ่มพัฒนาด้านศิลปะ หนึ่ง เกิดจากความรัก สอง ถ้าผมวาดได้ขนาดนี้ ผมก็สอนคนได้ อาชีพสอนวาดรูปก็น่าจะไปได้เหมือนกัน ก็เดาเอา หลัก ๆ ผมพัฒนาตัวเองก่อน”

งานวาดรูปมาจากความรักส่วนตัว หลังจากนั้นจึงพัฒนาสู่การสอนวาดรูป เช่นเดียวกับสถานที่ที่เรากำลังพูดคุยกับอาจารย์บุญกว้าง ห้องกระจกที่มองลงไปเห็นถนนและรถราวิ่งว่อน ห้องนี้เคยเป็นสถานที่ต้อนรับลูกศิษย์มากมาย กระทั่งโควิด-19 มาเยือน คอร์สการสอนออนไซต์จึงกลายเป็นการสอนออนไลน์ไปโดยปริยาย

‘บุญกว้าง นนท์เจริญ’ ศิลปินสีน้ำระดับโลก ผู้กลับมาสนใจตนเองและตั้งใจจะวาดรูปตลอดไป
‘บุญกว้าง นนท์เจริญ’ ศิลปินสีน้ำระดับโลก ผู้กลับมาสนใจตนเองและตั้งใจจะวาดรูปตลอดไป

พินิจพิจารณาจนค้นพบความต้องการ

ระหว่างสำรวจห้องของอาจารย์ เรามองเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งที่มีแผนภูมิวงกลมวาดอยู่บนนั้น อาจารย์บุญกว้างจึงหยิบขึ้นมาอธิบายให้เราฟังว่า นั่นคือวิธีการมองชีวิตของเขา

“ผมแบ่งเป็น 2 เรื่อง ภายนอกและภายใน ผมมานั่งคิดดูว่า ตั้งแต่เกิดจนถึงอายุ 50 ผมวุ่นวายอยู่กับเรื่องภายนอก ทั้งตอนเรียน ทำงาน จนกระทั่งมีครอบครัว เรามีหน้าที่ทำงานให้ลูกค้า เลี้ยงดูครอบครัว และสร้างทุกอย่าง เรียกว่า 1 – 50 ปี เป็นเรื่องภายนอกหมดเลย แทบจะไม่มีตัวเองอยู่ในนั้น

“พอมาหลังอายุ 50 จนถึงปัจจุบัน ระยะเวลามันแค่ 8 ปี แต่ผมเริ่มมองเรื่องภายในมากขึ้น ผมไม่เคยถามตัวเองเลยว่า จริง ๆ เราชอบอะไร เราเป็นใคร อะไรเป็นความสุขของเรา และอะไรเป็นความทุกข์ พอหลังอายุ 50 เริ่มพิจารณาตัวเองมากขึ้น มันก็สอดคล้องกับสิ่งที่ผมทำ คืองานศิลปะและงานวาดรูป”

‘บุญกว้าง นนท์เจริญ’ ศิลปินสีน้ำระดับโลก ผู้กลับมาสนใจตนเองและตั้งใจจะวาดรูปตลอดไป

ครั้งหนึ่งอาจารย์ไปร่วมงานเทศกาลสีน้ำที่ประเทศรัสเซีย ณ กรุงมอสโก ตอนนั้นได้รางวัลจึงได้รับเชิญไป หลังงานเสร็จ เขาแวะไปเที่ยวที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก และเจอรูปปั้นของ เฮนรี มัวร์ (Henry Moore) ประติมากรชาวอังกฤษ สิ่งที่ผู้มาเยือนยืนจ้องอยู่นาน คือผลงานสลักก้อนหินรูปผู้หญิงนอน ทำให้เขาเริ่มสังเกตตัวเองว่า

เขาชอบความเรียบง่ายของงานเหล่านั้น รวมถึงความเป็นตัวเองในงาน

“เราชอบอะไรที่เป็นสัจจะ ชอบอะไรที่ไม่ค่อยปรุงแต่ง แล้วก็เชื่อว่า ศิลปะมันเป็นแค่การสะท้อนตัวตนของคนคนหนึ่งแค่นั้นเอง”

  อาจารย์บุญกว้างบอกว่า การให้ความสนใจกับภายนอกมากเกินไป จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำลายความเป็นตัวของตัวเอง

“เมื่อเรากลัวว่ารูปจะทันสมัยไหม จะเชยไหม นี่คือสนใจเรื่องภายนอก แต่พอเป็นเรื่องภายใน เรามีความมั่นใจ งานเราก็ไม่จำเป็นต้องมีสี แล้วถ้าไม่มีสี มันจะเหมือนเหรอ มันไม่เหมือนก็ได้ มันจะเหมือนไปเพื่ออะไร ความคิดของคนวัย 50 เริ่มมีความยูนีกขึ้นมา แล้วเราก็มั่นใจในทางที่เราเดินมากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะเดียวกัน ผลเสียอย่างหนึ่งที่มันจะเกิดแน่ ๆ เลยก็คือ เราแทบจะไม่สนใจสังคมแล้ว”

นัก (ชอบ) วาดรูปรุ่นใหญ่

เราเริ่มถามอาจารย์ถึงมุมมองที่มีต่องานแสดงในฐานะศิลปินคนหนึ่ง

เขาบอกเราว่า เขารู้สึกเฉยกับการจัดงานแสดง

“ทำไมเราต้องแสดง มีน้องคนหนึ่งบอกผมว่า พี่น่าจะเป็นศิลปินแห่งชาตินะ มันไม่ได้อยู่ในความคิดของผมเลย ผมแค่ตื่นขึ้นมา ผมวาดรูปแล้วมีความสุขกับการวาดรูป เคยคิดว่าถ้าได้ไปตอนเรากำลังวาดรูปก็ดีนะ เวลาที่ผ่านอายุ 50 ขึ้นมา สำหรับผมมันคือคริสตัล เพราะผมมองอะไรทะลุปรุโปร่งมาก ไม่รู้ว่ามันเป็นที่ศิลปะที่ผมทำด้วยหรือเปล่า แต่มันเป็นการค่อย ๆ ละเมียดกับตัวเองมากขึ้น”

หลังจากฟังการตกผลึกของอาจารย์บุญกว้าง เราถามเขาว่าอยากเป็นศิลปินตั้งแต่เด็กเลยหรือไม่ เขาตอบกลับมาว่า ความฝันคือแค่วาดรูป

“คำว่าศิลปิน มันคือคน คือตำแหน่ง สมมติ พี่เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ เขาเป็นศิลปินเพราะการแสดงออกของเขา การพูดจา การพรีเซนต์งาน ภาพวาด ในภาพรวมผมดูแล้วก็ชื่นชมเขาเป็นศิลปิน แต่ผมไม่ได้เป็นอย่างนั้น ผมเป็นแค่คนวาดรูป ไม่ถึงขนาดศิลปิน เหมือนตอนเด็กผมดูการ์ตูน ผมก็อยากเป็นจิตรกร

“จำได้ว่าไปยืนหน้าห้อง อาจารย์ถามว่า อยากเป็นอะไร คนนู้นก็เป็นหมอ คนนี้ก็เป็นทหาร คนนั้นก็เป็นตำรวจ มีผมคนเดียวเป็นจิตรกร เพื่อนฮาลั่นเลย แล้วก็โดนล้อว่าเป็นจิตรกรไส้แห้ง ภาพมันเป็นอย่างนั้นในสมัยนั้น เรื่องจริงนะ จิตรกรส่วนใหญ่จะไส้แห้ง เพราะมันทำงานด้านจิตวิญญาณ ไม่มีกำไร”

แต่ถึงอย่างนั้น อาจารย์บุญกว้างก็ยังคงวาดรูปด้วยความชอบมาตลอด โดยภาพที่เขาเขียนมักเป็นทิวทัศน์และคน แต่ทิวทัศน์สื่อสารไม่ค่อยตรงใจในบางครั้ง เขาจึงเขียนภาพคนเพื่อแสดงออกในสิ่งต่าง ๆ มากกว่า

โลกแห่งสีน้ำและผลงานที่ชื่นชอบ

เราเดินทัศนาผลงานอาจารย์ที่ได้รางวัลสีน้ำโลก ต้องบอกว่าเยอะมาก!

อาจารย์บุญกว้างกวาดรางวัลมาแล้วทั่วโลก ตั้งแต่การประกวดที่ตุรกี ปี 2015 – ปัจจุบัน (แต่หลัง ๆ อาจารย์ไม่ค่อยส่งประกวด) เขายื่นหนังสือเล่มเล็กที่อัดแน่นด้วยผลงานรางวัลมาให้เราชม

‘บุญกว้าง นนท์เจริญ’ ศิลปินสีน้ำระดับโลก ผู้กลับมาสนใจตนเองและตั้งใจจะวาดรูปตลอดไป

อาจารย์บุญกว้างเล่าว่า การประกวดระดับโลกของเขาเกิดจากเพื่อนที่พบกันในเทศกาลสีน้ำโลก ที่กระทรวงวัฒนธรรมจัดขึ้นในประเทศไทย ในงานนั้นมีศิลปินทั่วโลกมาร่วมงาน ทำความรู้จักกันผ่านเวิร์กชอปต่าง ๆ เมื่อมิตรภาพเกิดขึ้น เพื่อนคนนั้นจึงชวนให้เขาส่งผลงานไปประกวด พร้อมทั้งหาที่พักให้ ในที่สุดก็เกิดเป็นสมาคมขึ้นมา

หลากหลายผลงานภาพวาดที่อาจารย์บุญกว้างเลือกมาให้ชม สร้างความอิ่มเอมใจให้กับคนที่ชื่นชอบผลงานของอาจารย์บุญกว้างอย่างเรามาก เขาเปิดประตูพาเราเข้าไปชมห้องสะสมผลงาน

ภาพทุกภาพล้วนแสดงอารมณ์ผ่านฝีแปรงได้อย่างล้ำเลิศและลุ่มลึก

01 The Master

Gold Medal, 4th International Watercolor Society “HOMER LOVE AND PEACE THROUGH ART”, Turkey 2015

เยือนสตูดิโอสีน้ำ ตามฝีแปรง อาจารย์บุญกว้าง นนท์เจริญ ไปดูงานศิลปะที่สะท้อนลมหายใจของชีวิตที่เขาค้นพบและเคยพบเจอ

ภาพ อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ที่ได้รางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ที่งานประกวดสีน้ำโลก ณ ประเทศตุรกี

02 Feel The Breeze

เยือนสตูดิโอสีน้ำ ตามฝีแปรง อาจารย์บุญกว้าง นนท์เจริญ ไปดูงานศิลปะที่สะท้อนลมหายใจของชีวิตที่เขาค้นพบและเคยพบเจอ

ภาพนี้วาดจากคนใกล้ตัว ลูกสาวของอาจารย์

03 The Mother & Child

First Prize, 1ra. Bienal Internacional de la Acuarela KIPUS BOLIVIA, 2017

เยือนสตูดิโอสีน้ำ ตามฝีแปรง อาจารย์บุญกว้าง นนท์เจริญ ไปดูงานศิลปะที่สะท้อนลมหายใจของชีวิตที่เขาค้นพบและเคยพบเจอ

“ผมชอบเขียนภาพคนชายขอบ ผมรู้สึกว่าพวกเขายังเป็นคนอยู่ มีความเป็นมนุษย์ เกิดมามีชีวิต เลี้ยงดูลูก แล้วก็ตายอย่างสงบ แต่ว่าคนปัจจุบันหลายคน ดราม่ากันตั้งแต่มีลูก มีครอบครัว ไม่ค่อยจะรักษาโลก แต่ทำลายโลกมากกว่า

“ผมก็เลยไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ ไปชอบคนเหล่านี้ คนที่ไม่ทำลายโลก”

04 The Lost People 

1st Taiwan World Watercolor Competition & Exhibition, Taiwan 2016

เยือนสตูดิโอสีน้ำ ตามฝีแปรง อาจารย์บุญกว้าง นนท์เจริญ ไปดูงานศิลปะที่สะท้อนลมหายใจของชีวิตที่เขาค้นพบและเคยพบเจอ

“คนนี้เป็นคนพม่า ภาพนี้แสงตกมาสวยมาก ผมก็ไปขอคนที่ถ่ายภาพมาวาด พอเราวาดเล็ก ๆ มันก็แสดงออกไม่ชัด อยากโชว์ให้เห็นริ้วรอย โชว์ให้เห็นแสง ผมเลยวาดขนาดใหญ่ เป็นภาพที่ประทับใจภาพหนึ่ง ผมตั้งชื่อภาพว่า ‘The Lost People’ คือคนที่กำลังจะจากเราไป

“ผมมีปมเรื่องนี้อยู่ แม่ผมเป็นคนโบราณ ในความคิดความอ่านของแม่ มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ผมประทับใจมาก ผมบอกว่าเดี๋ยวจะไปซื้อน้ำขวดมากิน แม่ก็บอกว่า จะบ้าเหรอ ใครเขาขายน้ำกัน บาปตาย เขาเป็นคนในยุคที่น้ำขายไม่ได้ ใครมาขอ ต้องรีบให้ ผมเพิ่งรู้สึกว่ามันมีคุณค่าบางอย่างในคนแต่ละรุ่น”

05 และ 06 ความทุกข์

เยือนสตูดิโอสีน้ำ ตามฝีแปรง อาจารย์บุญกว้าง นนท์เจริญ ไปดูงานศิลปะที่สะท้อนลมหายใจของชีวิตที่เขาค้นพบและเคยพบเจอ

“อันนี้จริง ๆ มันสวยตั้งแต่เป็นภาพถ่ายแล้ว แต่ผมเอามาสร้างสีสัน เพราะภาพถ่ายออกทึม ๆ ออกไปแนว Dark Silhouette ด้วยซ้ำ ผมเลยเอามาเติมสีสันใหม่ พยายามเติมสีให้ความรู้สึกคล้าย ๆ เลือดและเนื้อ เป็นเรื่องความทุกข์ของคนที่ไม่มีโอกาส เพราะคนที่ไม่มีโอกาส ก็ไม่มีโอกาสอย่างนั้น ผมมองว่าการปรับชั้นของสถานะมันยากมาก อย่างผมเกิดมาในครอบครัวร้านขายยา ก็ไปไกลกว่านี้ไม่ได้ แม้ได้เรียนโรงเรียนดีระดับหนึ่ง แต่โตมาก็ไม่ได้เป็นเจ้าของกิจการใหญ่โตอะไร

“ผมมองว่าผู้คนที่อยู่ริมถนนจะขยับฐานะขึ้นมาเป็นเรื่องยากมาก เรามองแล้วก็เวทนานะ เลยถ่ายทอดความรู้สึกผ่านทางรูปวาด การวาดรูปบางทีจุดเริ่มต้นมันก็เป็นแค่ความเห็นอกเห็นใจ แต่ผมก็ไม่ได้คาดหวังให้คนมาเห็นเหมือนผมหรอก ผมก็ใช้เขาเป็นตัวแทน แล้วก็แสดงออกไป

“อาจจะเป็นความสุขก็ได้ เป็นความทุกข์ก็ได้ เป็นเรื่องของความไม่จีรังของสังขารชีวิต”

การเรียนรู้จากสีน้ำ

ตอนที่อาจารย์บุญกว้างออกจากงาน เขาตั้งใจไว้ 2 อย่างคือ

หนึ่ง เขียนรูปซึ่งเป็นสิ่งที่เขารัก สอง ทำอะไรสักอย่างให้สังคมผ่านความถนัดของตนเอง

อาจารย์บุญกว้างเริ่มเปิดสอนวาดภาพฟรี แต่ปรากฏว่าคนเรียนไม่ให้ความสำคัญจนโดดเรียนบ่อยครั้ง เมื่อเขารู้ว่าการสอนฟรีไม่เวิร์ก จึงเริ่มเก็บเงินไม่แพงมาก และปรับราคาให้ถูกกว่าเจ้าอื่นเล็กน้อย

ซึ่งผลลัพธ์ก็ดึงดูดลูกศิษย์หลากหลายอาชีพมาหา

“จริง ๆ สิ่งที่ผมไม่รู้ คือ มีคนที่ชอบวาดรูปเยอะมาก แล้วคนที่มาเรียนกับผม เป็นหมอ พยาบาล ทันตแพทย์ พนักงานธนาคาร ผมแอบไปนั่งคุยว่าทำไมมาเรียนวาดรูป เขาบอก จริง ๆ งานเขาเครียด

“อีกส่วนหนึ่งบอกว่า เขาเป็นคนชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก แต่ตามใจพ่อแม่ที่อยากให้ไปเรียนหมอ เขาก็ไปเรียน คราวนี้พออายุมากแล้ว เริ่มเตรียมเกษียณ ก็เลยกลับมาหาผม พอผมสอน ผมก็เริ่มเห็นว่า จริง ๆ สิ่งที่ผมเข้าใจแต่แรกว่า คนที่รักศิลปะเท่านั้นที่เป็นศิลปิน วาดรูปได้ มันไม่ใช่ กลายเป็นว่าคนที่เป็นหมอก็วาดรูปได้ นอกจากผมจะสร้างงานของตัวเองแล้ว ผมก็ไปผลักดันคนที่อยากวาดรูปให้เขาได้วาดรูป ให้เขาได้สร้างผลงาน แล้วผมก็จัดนิทรรศการให้ เป็นการรวบรวมนักเรียนของผม เมื่อ 2 – 3 ปีก่อนผมก็จัดเป็นงานใหญ่เลย ให้เขามีตัวตนอีกตัวตนหนึ่ง นั่นคือศิลปิน”

เยือนสตูดิโอสีน้ำ ตามฝีแปรง อาจารย์บุญกว้าง นนท์เจริญ ไปดูงานศิลปะที่สะท้อนลมหายใจของชีวิตที่เขาค้นพบและเคยพบเจอ

อาจารย์บุญกว้างบอกเราว่า ความรักคือสิ่งสำคัญ ศิลปะเปิดโลกทัศน์และสร้างทัศนคติให้แก่ผู้คน การเรียนสายวิทย์และสายศิลป์จะช่วยเติมเต็มส่วนที่ต่างคนต่างไม่มีได้

“ไม่ใช่ทั้งประเทศมีแต่หมอ มันต้องมีศิลปะ ต้องมีครู มีนักวิจัย ประกอบกันเป็นสังคม”

ตลอดเวลา 12 ปี ที่อาจารย์บุญกว้างวาดสีน้ำอย่างจริงจัง เขาปรับตัวเข้าสู่โลกออนไลน์อย่างคนที่มุ่งมั่นเรียนรู้เท่าที่เรียนไหว สอนลูกศิษย์ที่สนใจต่อไปด้วยคอมพิวเตอร์ที่เปรอะสีน้ำอยู่หลายจุด และกล้องที่บันทึกภาพการเรียนการสอนทุกวินาที แต่ถึงเทคโนโลยีจะเข้ามาเป็นส่วนสำคัญของชีวิต อุปกรณ์วาดภาพอย่างแปรง กระดาษ และพู่กัน ก็ยังเป็นสิ่งที่อาจารย์บุญกว้างเลือกใช้ มากกว่าปากกาที่จรดลงบนกระดาษดิจิทัล

“ตอนนี้อายุ 58 ตอน 60 คิดว่าก็ยังวาดภาพอยู่”

ทุกวันนี้ อาจารย์บุญกว้างใช้เวลาไปกับการปลูกต้นไม้ในบ้าน และรักษาความสุขเอาไว้อย่างเดิม

“ผมแค่คิดว่า ตื่นขึ้นมาก็จะวาดรูป เพราะผมมีความสุขกับการวาดรูป”

เยือนสตูดิโอสีน้ำ ตามฝีแปรง อาจารย์บุญกว้าง นนท์เจริญ ไปดูงานศิลปะที่สะท้อนลมหายใจของชีวิตที่เขาค้นพบและเคยพบเจอ

The Cloud Golden Week คือแคมเปญสนุก ๆ ที่ทีมงานก้อนเมฆขอประกาศลาพักร้อน 1 สัปดาห์ เนื่องในโอกาสฉลอง The Cloud ครบ 5 ปี เราเลยเปิดรับวัยอิสระ อายุ 50 ปีขึ้นไป ทั้งนักเขียน ช่างภาพ และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ เข้ามาประจำการแทนใน The Cloud Golden Week ขอเรียกว่าเป็นการรวมพลังวัยอิสระมา ‘เล่าเรื่อง’ ในฉบับของตนเองผ่านสื่อดิจิทัลบนก้อนเมฆ เพราะเราเชื่อว่า ‘ประสบการณ์’ ของวัยอิสระคือเรื่องราวอันมีค่า เราเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ อายุที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงตัวเลข ไม่ใช่ข้อจำกัดของการเรียนรู้

แคมเปญนี้เราร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้วัยอิสระกล้ากระโจนเข้าหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ออกมาพูดคุยกับเพื่อนวัยเดียวกัน พร้อมแบ่งปันเรื่องราวอันเปี่ยมด้วยคุณค่า เพื่อเติมฟืนไฟให้กาย-ใจสดใสร่าเริง

นี่เป็นครั้งแรกที่ทีมงาน The Cloud มีสมาชิกอายุรวมกันมากกว่า 1,300 ปี!

Writer

รัสรินทร์ กิจชัยสวัสดิ์

ทำร้านหนังสือเล็ก ๆ งานหลักคือเดินทาง ไม่แน่ใจว่ารักทะเลหรือภูเขามากกว่ากัน แต่ที่แน่ ๆ ชอบกินของอร่อย

Photographer

ยุพดี สัตตะรุจาวงษ์

ช่างภาพจากคณะวิทยาศาสตร์ ผสมผสานงานศิลปะ มีใจรักการทำอาหารและขนม

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load