“เชี่ย มึงกล้าทำไงได้วะ”

“อ๋อ มึงทำเพราะแบบนี้…” 

หลายครั้งที่เราไปดูงานศิลปะที่แกลเลอรี่แล้วยืนงง ไม่เข้าใจในความหมายที่ศิลปินต้องการจะสื่อ แต่หากใครเคยไปดูงานของฮ่องเต้ Art of Hongtae แล้วคุณหลุดอุทานประโยคข้างต้นออกมา แปลได้อย่างเดียวว่าคุณเข้าใจสิ่งที่ศิลปินไทยคนนี้สื่อแล้วอย่างแน่นอน 

ฮ่องเต้ กันต์ธร เตโชฬาร ศิลปินที่ใช้ศิลปะตั้งคำถามกับตาลปัตร ตี่จู้เอี๊ยะ และความเชื่อมนุษย์, Art of Hongtae

คุณอาจจะรู้จัก กนต์ธร เตโชฬาร หรือที่คุ้นหูกันในชื่อ ฮ่องเต้ ผ่านการทำงานหลากหลายบทบาท ทั้งงานศิลปะ Fine Art หลายแขนง เช่น งานวาด งานปั้น Charactor Designer, Visual Art หรืองานพากษ์เสียงภาพยนตร์ ละคร พิธีกร Creative Content นักเขียน ครูสอนศิลปะเด็ก รวมถึงรายการต่างๆ ในยูทูปทั้งช่วงก่อนและหลัง COVID-19 และเพราะผลกระทบจาก COVID-19 นี่เองที่ทำให้เขาค้นพบความสุขง่ายๆ จนบอกได้ว่าตัวเองนั้นประสบความสำเร็จแล้ว คือการได้อยู่บ้าน วาดรูป และใช้เวลากับสัตว์เลี้ยง

งานศิลปะส่วนใหญ่ของฮ่องเต้เกิดจากคำถามต่อสังคม ความเชื่อ แนวคิด สร้างขึ้นเพื่อให้สังคมอีกนั่นแหละที่เป็นผู้หาคำตอบจากผลงานต่างๆ ของเขา

มารู้จักเขาผ่านงานศิลป์ หาคำตอบที่มาของผลงานสุดสร้างสรรค์ที่ทำให้เราต้องว้าวจนต้องอุทานว่า 

“เชี่ย มึงกล้าทำได้ไงวะ”

กว่าจะมาเป็นฮ่องเต้

ฮ่องเต้ กันต์ธร เตโชฬาร ศิลปินที่ใช้ศิลปะตั้งคำถามกับตาลปัตร ตี่จู้เอี๊ยะ และความเชื่อมนุษย์, Art of Hongtae
ฮ่องเต้ กันต์ธร เตโชฬาร ศิลปินที่ใช้ศิลปะตั้งคำถามกับตาลปัตร ตี่จู้เอี๊ยะ และความเชื่อมนุษย์, Art of Hongtae

เรานั่งพูดคุยกันที่ชั้น 3 ของตัวบ้าน ฮ่องเต้แนะนำว่าเป็นที่ทำงานของเขาและเป็นพื้นที่ที่น้องๆ ศิลปิน ที่แวะเวียนมาเยี่ยมสตูดิโอ และส่วนใหญ่ใช้ทำงานด้วยเหมือนกัน เพดานสูงบวกกับหน้าต่างหลายบานที่เรียงรายกันอยู่ฝั่งซ้าย ความปลอดโปร่ง พร้อมด้วยแสงธรรมชาติที่ทอดเข้ามา เป็นเหตุผลว่าทำไมฮ่องเต้ถึงเลือกพื้นที่ตรงนี้ของบ้านไว้ใช้สร้างสรรค์งานศิลปะ จากหน้าบ้านไปจนถึงชั้น 3 จะพบเจองานศิลป์มากมายวางซ้อนกันอยู่แทบทุกตารางเมตร ยังไม่รวมเหล่าบรรดาต้นไม้น้อยใหญ่ที่อยู่ทั้งหน้าบ้านและระเบียง

หลังจากผ่านการทำงานมาหลายอย่าง ค้นพบความชอบต่างๆ ในชีวิตมากมาย ฮ่องเต้ในปัจจุบันกระโดดลงไปทำทุกงาน คว้าทุกโอกาส เพื่อให้ทุกอย่างเหล่านั้นต่อยอดและเพิ่มพูนประสบการณ์ในการเป็นศิลปินของเขา ต่างกันกับเมื่อ 5 ปีก่อนที่เขาเคยบอกไว้ว่า คำว่าศิลปินสำหรับเขานั้นมันสูงเกินไป

แต่ในตอนนี้ เขากลับเรียกตัวเองว่าศิลปินได้อย่างเต็มปากเต็มคำ 

“เรารู้สึกว่าคำว่าศิลปินมันดูสูงส่งจังเลย แต่ตอนนี้เรานับตัวเองเป็นศิลปินแล้ว สุดท้ายมันก็ไม่ได้พิเศษขนาดนั้นนี่หว่า เรามองเป็นอาชีพหนึ่งที่หากินด้วยการวาดรูป ทำงานศิลปะหลายๆ แขนงออกมา”

ฮ่องเต้ กันต์ธร เตโชฬาร ศิลปินที่ใช้ศิลปะตั้งคำถามกับตาลปัตร ตี่จู้เอี๊ยะ และความเชื่อมนุษย์, Art of Hongtae

ฮ่องเต้ให้ความรู้ใหม่กับเราว่า เมื่อก่อนคำว่าอสูรหรืออสุราแปลว่าเทพเจ้า แต่ในปัจจุบันคนให้ความหมายอีกอย่างหนึ่งแทน ทำให้จากบทพระเอกกลายมาเป็นตัวร้ายในวรรณคดีหลายๆ เรื่อง เขาจึงอยากบอกทุกคนว่ามันไม่ใช่ที่ชื่อเรียก แต่เป็นมุมมองที่เรามองสิ่งนั้นต่างหาก 

เหมือนกับวันนี้ที่เขาเรียกตัวเองว่าเป็นศิลปิน ในโอกาสหน้า ถ้าเขาวางมือจากงานศิลปะหันไปจับงานด้านอื่นแทน ก็พร้อมจะเปลี่ยนบทบาทของตัวเองเช่นกัน 

ฮ่องเต้ กันต์ธร เตโชฬาร ศิลปินที่ใช้ศิลปะตั้งคำถามกับตาลปัตร ตี่จู้เอี๊ยะ และความเชื่อมนุษย์, Art of Hongtae

“สังคมในโลกขึ้นอยู่กับสองอย่าง คือบทบาทที่เราเป็น คุณเป็นเฟืองตัวไหนในสังคมอยู่ คุณเลื่อนขั้นได้นะ คุณไม่ต้องอยู่ตรงนั้นตลอดนะ คุณเปลี่ยนขนาดตัวเองได้ เปลี่ยนความสำคัญเปลี่ยนตำแหน่งได้ อยู่ที่คุณเลือก แล้วทีนี้ก็มาดูว่าคุณมีศักยภาพพอไหม คุณต้องพัฒนาตัวเองให้ไปอยู่ตรงนั้นได้จริงๆ อีกข้อหนึ่งคือความเป็นมนุษย์ เราว่าคนปัจจุบันที่มีปัญหากันอยู่เพราะเห็นความเป็นมนุษย์ในคนอื่นไม่เท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นคนดี คนเลว ฆาตรกร โจร นักการเมือง วัยรุ่นชูสามนิ้ว หรือกี่นิ้วก็แล้วแต่ มันคือมูลฐานคือคน เพราะฉะนั้น เขาต้องรู้สิว่าเงื่อนไขชีวิตคนไม่ได้ง่ายขนาดนั้น มันซับซ้อน มันเยอะ มันมีสิ่งที่คุณไม่รู้อยู่เยอะ”

จุดสตาร์ทของทุกอย่าง 

วัยเด็กของเด็กชายฮ่องเต้ถือดินสอและกระดาษมาตั้งแต่จำความได้ แรงบันดาลใจต่างๆ มาจากพ่อที่ชอบเปิดรูปสัตว์จากหลายๆ ที่ให้ดู ฮ่องเต้แสดงความเห็นเกี่ยวกับศิลปะในวัยเด็กไว้ว่า การปิดกั้นจินตนาการเด็กเป็นเรื่องผิดธรรมชาติ ครั้งหนึ่งเขาเคยถูกดุเพราะวาดช้างสีชมพู จนกระทั่ง 4 ขวบ พ่อแม่เห็นแววจึงพาเข้าไปฝากตัวกับ ครูสังคม ทองมี ครูผู้วางพื้นฐานการสอนศิลปะเด็กให้กับประเทศไทย และครูสังคมบอกว่าช้างเป็นสีชมพูได้ นั่นคือประโยคที่ทำให้เขาเป็นตัวเองมาจนถึงทุกวันนี้ ถึงขนาดบอกว่าถ้าไม่มีวันนั้น เขาอาจจะเป็นได้แค่มนุษย์ที่ไร้ซึ่งจินตนาการก็ได้ 

“แล้วครูก็เอาผลงานเราไปประกวด โดยที่เราไม่รู้ตัวว่าส่งไปด้วยซ้ำ รู้อีกทีคือได้รางวัล แล้วได้รางวัลคือตลกมาก เรากับรางวัลรู้จักกันวันเดียวคือวันถ่ายรูป โมเมนต์คือมายืนตรงบอร์ดศิลปะ ใส่เสื้อบอดี้โกลฟ์สีส้มแรงๆ ครูก็เอาเหรียญมาคล้อง เราก็แฮ่ แล้วก็คล้อง ไปๆ มาๆ แม่งเริ่มเยอะ

ฮ่องเต้ กันต์ธร เตโชฬาร ศิลปินที่ใช้ศิลปะตั้งคำถามกับตาลปัตร ตี่จู้เอี๊ยะ และความเชื่อมนุษย์, Art of Hongtae
ฮ่องเต้ กันต์ธร เตโชฬาร ศิลปินที่ใช้ศิลปะตั้งคำถามกับตาลปัตร ตี่จู้เอี๊ยะ และความเชื่อมนุษย์, Art of Hongtae

“ตอนมัธยม เราก็เป็นตัวแทนไปประกวด อาจารย์เล่าให้ฟังว่าทุกครั้งที่เต้ไปประกวด เต้จะดีใจมาก ไม่ใช่ดีใจที่ไปประกวด แต่ดีใจที่ได้ออกนอกโรงเรียนตอนกลางวัน ได้กินข้าวกล่อง คือดีใจกับประสบการณ์ เราจะรีบวาดของตัวเองให้เร็วที่สุด จะได้ไปเดินดูคนอื่นวาด แล้วเราก็เป็นมาจนโต เราไม่เคยส่งงานไปประกวด เพราะรู้สึกว่าเกณฑ์การตัดสินของไทยมันตลก สังเกตดูว่ารูปที่ชนะจะเป็นแบบ Thai Contemporary Art ไม่ชีวิตที่ทุกข์ทนของชาวบ้าน ชาวนา ก็ช้าง ก็วัด วัดล้านนา วัดแถวอีสาน มีโบสถ์ ซึ่งเราไม่อิน เรารู้สึกคนวาดเยอะแล้ว ไม่ได้กลัวแมส แต่มีแรงก็ทำอย่างอื่นดีกว่า”

อาจารย์อีกท่านหนึ่งที่มีผลต่อฮ่องเต้คือ อาจารย์บุญเสริม เปรมธาดา อาจารย์ที่ปรึกษาตอนเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาจารย์บุญเสริมเปลี่ยนมุมมองในการทำงานของเขาไปอย่างสิ้นเชิง จากเด็กปี 5 ที่ไม่อยากทำทีสิสเรื่องรีสอร์ต เพราะส่วนตัวคิดว่าง่ายเกินไปที่จะเป็นโปรเจกต์สุดท้ายของชีวิตมหาวิทยาลัย 

“ตอนแรกเราเสนอพิพิธภัณฑ์ช้างแมมมอธและหินล้านปี เงื่อนไขคือต้องเป็นโปรเจกต์ที่กำลังเกิดขึ้นจริง คือไม่นั่งเทียน ฉันก็ไปดั้นด้นหาจนเจอพิพิธภัณฑ์แต่ไม่มีแปลน ก็ไปหาแปลนที่กรมอุทยาน เขาบอกอยู่เขาใหญ่ พอได้มาทุกอย่างแล้วก็เอาไปนำเสนอเขาด้วยความหวังว่ากูได้ทำแน่ๆ ปรากฏไม่ได้ เหตุผลคืออาจารย์ไม่รู้จักช้างแมมมอธ อาจารย์ไม่มีความรู้พอที่จะตรวจ

“ตอนนั้นโกรธมาก โกรธหน้าแดง โกรธขนาดว่าไปของานรีสอร์ตเพื่อนมาทำทั้งๆ ที่ไม่อยากทำ กระจอก มันชื่อพร มึงมีโปรเจกต์เหลือปะ มันหามาสองอัน ทิ้งอันหนึ่ง โอเค งั้นกูขอ ไซต์หน้าตาเป็นยังไงไม่รู้ อยู่ที่ไหนไม่รู้ ทำๆ ไปด้วยความทุกข์ระทม แล้วก็เอาไปส่ง อาจารย์บุญเสริมที่เป็นที่ปรึกษาบอกว่า คุณดูไม่มีความสุขเลยนะ ดูหมดอาลัยตายยากมาก ไม่ชอบเหรอ เราก็บอกว่า ครับอาจารย์ ผมไม่ชอบเลย มันไม่ท้าทาย แล้วอาจารย์ก็พูดสิ่งหนึ่งที่พลิกข้างในเราไปเลย โอ๊ย ท้าทายจะตาย ถ้ามันง่ายจริง คุณทำเสร็จออกมาดีไปแล้ว ทำไมไม่ถือว่าสิ่งที่คุณไม่ชอบเป็นความท้าทายหนึ่งล่ะ’”

แล้วมุมมองของฮ่องเต้ต่อสิ่งต่างๆ ก็เปลี่ยนไปตลอดกาล

อยากรู้ต้องกล้าถาม

ช่วงชีวิตมหาวิทยาลัยในคณะสถาปัตย์ของฮ่องเต้เป็นเวลาที่สนุกและเต็มไปด้วยประสบการณ์ดีๆ ถึงแม้จะจบมาจากคณะที่ออกแบบบ้านได้ ฮ่องเต้กลับไม่คิดจะทำงานเกี่ยวกับบ้านเลยแม้แต่น้อย ครั้งเดียวที่ได้ใช้ความรู้ที่เรียนมา 5 ปีคือการเป็นกองบรรณาธิการนิตยสาร my home แต่การเรียนสถาปัตย์ก็ไม่ใช่การทิ้งเวลาหลายปีอย่างสูญเปล่า หลายอย่างที่ได้กลับมาเป็นสิ่งที่ทำให้ฮ่องเต้เป็นฮ่องเต้ที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน

ฮ่องเต้ กันต์ธร เตโชฬาร ศิลปินที่ใช้ศิลปะตั้งคำถามกับตาลปัตร ตี่จู้เอี๊ยะ และความเชื่อมนุษย์, Art of Hongtae
ฮ่องเต้ กันต์ธร เตโชฬาร ศิลปินที่ใช้ศิลปะตั้งคำถามกับตาลปัตร ตี่จู้เอี๊ยะ และความเชื่อมนุษย์, Art of Hongtae

“คณะสถาปัตย์เป็นคณะที่วิทย์ครึ่งหนึ่ง ความงามครึ่งหนึ่ง มันคิดด้วยหลักการนี้มาตลอดห้าปี”

ในการทำงาน เขาต้องตอบอาจารย์ให้ได้เสมอ ว่าทำไมถึงเลือกออกแบบในรูปแบบนี้ แต่ยังคงไว้ซึ่งความสวยงามของตัวอาคาร 

“ต้องตอบได้ว่า ทำไมทำฟอร์มนี้วะ เพราะออกมาทำงานจริงๆ คนก็ต้องการให้เราตอบ ยิ่งตอบได้เร็ว ก็ยิ่งได้เปรียบ กับตัวเองก็ชัดเจนไปด้วย งานบางงาน เหี้ย สวยว่ะ แต่ทำไมทำแบบนี้ ไม่ Make Sense แล้วเราก็ตั้งคำถามทุกอย่าง อย่าง รามเกียรติ์ เราก็ถามว่า ทำไมยักษ์ดูเลวจังวะ แล้วจริงๆ รามเกียรติ์ เป็นฉบับแรกปะวะ ไม่ใช่ว่ะ มันมี รามายณะ มาก่อน แล้วยักษ์มันต่างไหมนะ อ๋อ ต่างว่ะ ไม่ได้มีเขี้ยว แต่เป็นคนเลย แล้วทำไมไทยประดิษฐ์ยักษ์แบบนี้ล่ะ อ๋อ เรื่องการเมืองการปกครอง เพราะ Logic ไทยเป็นอย่างนั้น ไทยต้องมีตัวไม่ดี ไทยไม่ชอบความดีปนความชั่ว ต้องขาวจั๊วะหรือดำสนิทไปเลย”

ฮ่องเต้ กันต์ธร เตโชฬาร ศิลปินที่ใช้ศิลปะตั้งคำถามกับตาลปัตร ตี่จู้เอี๊ยะ และความเชื่อมนุษย์, Art of Hongtae

เขาเป็นคนขี้สงสัย ช่างถาม อยากรู้ อาจเป็นด้วยคณะสถาปัตย์หล่อหลอมหรือเป็นนิสัยโดยแท้ของเขาก็ไม่แน่ หลายครั้งที่เขาถามร้านค้าต่างๆ ว่านี่ใช่เจ้าแรกจริงๆ ไหม แต่ไม่ได้รับคำตอบกลับมา เขาจึงใช้การทำงานศิลปะชิ้นหนึ่ง เพื่อให้มองเห็นทุกมุมมองและใกล้เคียงกับสิ่งที่อยากถ่ายทอดออกมาที่สุด จึงมักเกิดคำถามที่ดูเหมือนจะกวน แต่กลับจริงจังทุกครั้งไป 

“คำถามเดิมแต่ย้ำๆ ซ้ำๆ ในหลายๆ มุม แค่เราถามเป็นลูกเต๋า ก็ได้มุมมองอีกเยอะมากแล้ว ก็เลยเป็นเหตุผลว่าทำไมเราต้องตั้งคำถาม มันทำให้งานครีเอทีฟขึ้น” 

จากคำถามง่ายๆ คำถามเดียว นำไปสู่การสร้างสรรค์ชิ้นงานใหม่ๆ ที่เรานึกไม่ถึง 

ศิลปะและความเชื่อ

สิ่งหนึ่งที่ฮ่องเต้พยายามสื่อสารมาโดยตลอดผ่านงานศิลปะ คือการตั้งคำถามเกี่ยวกับความเชื่อต่างๆ พยายามหาเหตุผลให้กับสิ่งที่ไม่มีเหตุผล เหมือนเป็นการสื่อสารและให้ความรู้กับคนเพิ่มอย่างไม่ยัดเยียด แต่ใช้ศิลปะเป็นแนวทางให้การส่งสารออกไปถึงผู้รับเข้าใจง่ายขึ้น นอกจากองค์ประกอบด้านความสวยงามของงานศิลป์ที่ผู้คนจะได้รับกลับไป ยังมีแนวคิดต่างๆ ที่ต้องการสื่อสารออกไปด้วย

ฮ่องเต้ กันต์ธร เตโชฬาร ศิลปินที่ใช้ศิลปะตั้งคำถามกับตาลปัตร ตี่จู้เอี๊ยะ และความเชื่อมนุษย์, Art of Hongtae
ฮ่องเต้ กันต์ธร เตโชฬาร ศิลปินที่ใช้ศิลปะตั้งคำถามกับตาลปัตร ตี่จู้เอี๊ยะ และความเชื่อมนุษย์, Art of Hongtae

‘Flip the fan กลับตาลปัตร’ เป็นนิทรรศการร่วมกับศิลปินอีกหลายท่านที่เกิดขึ้นจากความสงสัยในความเชื่อ ทั้งความสงสัยว่าจริงๆ แล้วตาลปัตรทำหน้าที่อะไร แต่เดิมมาตาลปัตรเป็นของสูงแค่ไหน งานนิทรรศการนี้จึงหยิบเอาตาลปัตรมาพลิกโฉมกันใหม่หมด หยิบขึ้นมาใส่ลูกเล่นของศิลปะสมัยใหม่ ทำลายข้อจำกัดด้านวัสดุและสีสัน ไม่ใช่แค่เพียงรูปลักษณ์ แต่รวมไปถึงการใช้งานของมัน ที่แต่ก่อนเป็นเพียงแค่พัดธรรมดา ตอนนี้กลับกลายเป็นของสูงที่คนธรรมดาห้ามแตะต้อง ซึ่งปรากฏว่าได้กระแสตอบรับที่ดี ถึงขั้นมีพระบินลงมาจากเชียงใหม่เพื่อชมงานและบอกว่าน่าใช้ด้วย 

ฮ่องเต้ กันต์ธร เตโชฬาร ศิลปินที่ใช้ศิลปะตั้งคำถามกับตาลปัตร ตี่จู้เอี๊ยะ และความเชื่อมนุษย์, Art of Hongtae

ส่วนผลงานปั้นตี่จู้เอี๊ยะที่ตั้งตามบ้านของชาวไทยเชื้อสายจีนทั้งหลาย ฮ่องเต้สร้างคำถามในใจขึ้นมาว่า จริงๆ แล้วเรากำลังไหว้ใครอยู่ ทำให้เกิดงานศิลปะขึ้นมาอีกชิ้นที่บังคับให้เราต้องก้มลงไปมองว่าภายใต้ศาลเล็กๆ ที่เราตั้งไว้ที่บ้าน คือเทพเจ้าองค์ไหน กลายเป็นอีกหนึ่งงานที่ท้าทายความเชื่อ แต่กลับไม่รู้สึกโดนยัดเยียดความคิดเข้ามาในหัวเลยแม้แต่น้อย กลับสนุกกับการร่วมหาคำตอบด้วยซ้ำไป

หรืออีกงานที่ฮ่องเต้ชอบและสนุกกับมันมาก คือการตัดสินใจทดลองวาดงานชิ้นหนึ่งลงบนเฟรมผ้าใบ ภายใต้กฎว่าจะขีดได้แค่วันละเส้นเท่านั้น จากวันแรกมาจนถึงวันสุดท้าย คล้ายๆ กับหนังสือบันทึกความทรงจำเล่มหนึ่งตลอดช่วงเวลา 3 เดือนที่หยุดอยู่บ้าน กลายมาเป็น 85 เส้นบนเฟรม วันแรกๆ ก็จะเกรงใจผ้าใบสักหน่อย วันหลังๆ ก็ขีดผ่านๆ ไป หรือเมื่อมีใครมาเยี่ยมบ้านก็ขอให้เขาขีดให้บ้าง ในวันไหนที่ลืมขีดเส้นไปก็รู้สึกผิดกับตัวเองอย่างน่าประหลาด มีหลากหลายอารมณ์และเรื่องราวเกิดขึ้นระหว่างการทดลองนี้ และแม้สุดท้ายภาพนี้ถูกทาทับสีดำด้วยหมึกจีน แต่สิ่งที่ยังคงเหลือร่องรอยไว้ คือความทรงจำของระยะเวลาที่เดินทางมาด้วยกัน

งานเปลี่ยนคน

ฮ่องเต้ กันต์ธร เตโชฬาร ศิลปินที่ใช้ศิลปะตั้งคำถามกับตาลปัตร ตี่จู้เอี๊ยะ และความเชื่อมนุษย์, Art of Hongtae

ผลงานที่เปลี่ยนชีวิตฮ่องเต้คือ BODHI THEATER: Buddhist Prayer RE-TOLD งานศิลป์ในลักษณะของ Projection Mapping สุดล้ำลงบนผนังพระอุโบสถของวัดสุทธิวรารามเมื่อกลางปีที่ผ่านมา หน้าที่ของฮ่องเต้ในงานครั้งนี้ คือการออกแบบคาแรกเตอร์ ร้อยเรียงเรื่องราวแปลบทสวดคาถาพาหุงจากภาษาบาลีมาย่อยให้คนทั่วไปเข้าใจได้ง่ายขึ้น จัดแจงให้พระประธานเป็นพระเอกของการเล่นละครกลางวัดครั้งนี้ ให้ศาสนาลงมาใกล้ชิดกับคนมากขึ้น 

“มีซีนหนึ่งที่บอกเพื่อนว่า กูอยากให้มียักษ์เดินมาตบพระประธานปลิว แล้วตอนตบ อยากให้มีเสียงป๊อง เพื่อให้รู้ว่านี่เป็นวัตถุ”

ฮ่องเต้ กันต์ธร เตโชฬาร ศิลปินที่ใช้ศิลปะตั้งคำถามกับตาลปัตร ตี่จู้เอี๊ยะ และความเชื่อมนุษย์, Art of Hongtae
ฮ่องเต้ กันต์ธร เตโชฬาร ศิลปินที่ใช้ศิลปะตั้งคำถามกับตาลปัตร ตี่จู้เอี๊ยะ และความเชื่อมนุษย์, Art of Hongtae

การเชื่อมโยงกับศาสนาสิ่งที่เขาทำมาตลอด แต่ในสเกลที่ใหญ่ขนาดเท่าพระอุโบสถ เป็นใครก็ต้องหมายใจไว้แต่แรกแล้วว่างานนี้ยังไงก็คงโดนด่าแน่ๆ เต็มประตู แต่สิ่งที่ได้รับกลับไม่มีเสียงคำติ มีแต่ความฮือฮาและความชื่นชมของทุกคน ที่สำคัญคือความภูมิใจที่ครั้งหนึ่งเขาทำให้ศาสนาและศิลปะได้จับมือกัน ซึ่งถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นและเป็นไปในทางที่ดี และภาพผู้คนพากันมาที่วัดรอซื้อบัตรเข้ามาดูโชว์กันที่วัด ได้เป็นแรงใจในการทำงานของเขาในฐานะศิลปินคนหนึ่ง 

ครู

ในช่วงวัยปัจจุบันที่ฮ่องเต้อิ่มสุขมากแล้ว สิ่งต่อไปที่เขาตั้งใจทำอยู่คือการส่งต่อความรู้ เคยมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งบอกว่าคุณภาพของการเรียนการสอนศิลปะไทยในวัยเด็กอนุบาลจนถึงประถมต้นจัดอยู่เป็นอันดับหนึ่งของโลก แต่ทำไมช่วงประถมปลายจนถึงมัธยมต้นกลับแย่ลง หากต้องการเปลี่ยนแปลงสิ่งนี้ก็ต้องเริ่มต้นจากตัวเอง 

“เราเคยไปสอนเป็นวิทยากรอบรมครูศิลปะที่ภาคอีสาน คนมาอบรบเป็นครูศิลปะจริงๆ ร้อยห้าสิบคน เป็นครูพละห้าสิบคน อ้าว แล้วทำไมมาสอน เขาบอกว่า ไม่มีใครสอนน่ะครับ เลยต้องมาสอน แปลว่าอะไร แปลว่า เห้ย มันมีคณะครุศิลป์ฯ นะเว้ย มึงแยกออกจากกันแล้ว มันต้องมีบุคลกรที่เป็นครูศิลปะสิ”

ฮ่องเต้เปรียบเทียบเด็กๆ เป็นเสมือนวัตถุดิบในมือของเชฟหรืออาจารย์สอนศิลปะ ผู้สอนต้องมองและตั้งคำถามว่าเด็กๆ เหล่านั้นเหมาะจะเป็นอะไร และถามเด็กๆ กลับว่า แล้วเด็กอยากจะเป็นอะไร 

“เด็กคนนี้คือไรวะ อ๋อ หมูสามชั้น ทำอะไรอร่อยบ้างวะ คนนี้คือกุ้ง กุ้งทำอะไรได้ แล้วกุ้งตัวนี้อยากไปเป็นอะไร ไม่ใช่สอนศิลปะแล้วเอาเด็กมากองรวมกันเพื่อทำเมนูเดียวกันหมด โห ตายห่า นึ่งหมด ตายนะ สามชั้นนึ่งไม่มีน้ำจิ้ม รสชาติอุบาทว์เลยนะ”

หลายปีที่ผ่านมามีน้องๆ แวะเวียนมานั่งทำงานที่สตูของฮ่องเต้เป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่มาจากกิจกรรม #วาดแลกกันสัตว์ ที่เอาไว้ให้แลกภาพวาดน่ารักๆ หรือจากรายการ Covid Diary ไปจนถึงการพบเจอน้องๆ จากงานประกวดต่างๆ ที่เขาได้มีโอกาสไปเป็นกรรมการและดึงมาร่วมงานกัน 

“มีน้องหลายคนทักมาในไอจีว่าขอบคุณที่ทำให้กลับมาวาดรูปได้อีกครั้ง หนูเป็นซึมเศร้า หนูวาดรูปไม่ได้ มันไม่ดีพอ แต่พอดูรายการ ได้คุยกัน เห็นการวาดแลกกันแล้วก็มีกำลังใจกลับมาทำงานอีกครั้ง เรารู้สึกว่าเรากำลังสร้างคอมมูนิตี้ที่น่ารักและ Productive นี่เป็นความสุขของเราตอนนี้”

เราเลยถามเขาว่า ก็มีโอกาสใช่มั้ยที่ครั้งหน้ามาถามแล้วอาจจะบอกว่าตัวเองไม่ใช่ศิลปินแล้ว 

“ถ้าเลิกทำแล้วก็อาจจะไม่เป็นศิลปินแล้ว ไปสอนเด็กก็อาจจะตอบว่าเป็นครู”

ฮ่องเต้ กันต์ธร เตโชฬาร ศิลปินที่ใช้ศิลปะตั้งคำถามกับตาลปัตร ตี่จู้เอี๊ยะ และความเชื่อมนุษย์

Writer

ณัฐณิชา โอภาสเสรีผดุง

นิสิตสถาปัตย์ สนใจประวัติศาสตร์ สถาปัตย์ ไลฟ์สไตล์ เวลาว่างหมดไปกับแมวและของกิน

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Studio Visit

แวะเยี่ยมสตูดิโอของศิลปินเพื่อทำความรู้จักคนสร้างงานศิลปะอีกกลุ่มในอีกมุม

ตะวัน วัตุยา คือศิลปินร่วมสมัยผู้มีงานชุกมากที่สุดคนหนึ่งขณะนี้

เขาเป็นอาร์ทิสต์นักยั่วล้อ เจ้าของพลังรุนแรงในภาพพอร์เทรตใบหน้าอันพร่าเบลอ ทว่าอารมณ์จัดชวนกระตุกความคิดของเยาวชนนักเคลื่อนไหวทางการเมืองกลุ่มต่าง ๆ ในผลงานชุด ‘Keep in The Dark’ ซึ่งเพิ่งจัดแสดงจบไปที่หอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ ส่วนฝีมือล่าสุดของเขาคือนิทรรศการ ‘1973’ ภาพวาดป๊อปอาร์ตในยุค 70 สีแสบสัน ที่เพิ่งอวดโฉมบนชั้น 4 Central : The Original Store จบไปได้ไม่นาน และสีน้ำไซส์เบิ้มแสดงอรรถาธิบายวิถีการร่วมเพศแบบ BDSM ใน Patpong Museum ส่วนหนึ่งของงาน Galleries’ Nights 2021

ผลงานที่น่าจะทำให้คนทั่วไปจดจำเขาได้ในช่วงปีที่ผ่านมา คือชุด ‘Money’ ส่วนหนึ่งของงาน BAB 2020 ตะวันแต่งแต้มผนังโค้งผืนยักษ์แห่ง BACC ด้วยภาพเขียนธนบัตรหลากสกุล ฝีแปรงแสนทรงอิทธิพลละเลงลงบนกระดาษไซส์เบิ้ม สะกิดให้ผู้ชมหวนคิดถึงนัยยะของเงินตราและความโหดร้ายรุนแรงจากระบบทุนนิยม

แต่หากใครจำได้ ตะวันสร้างชื่อมาตั้งแต่ผลงานภาพ ทักษิณ ชินวัตร ในนิทรรศการ ‘500’ และงานชุด ‘แฝด’ (Siamese Freaks) การรับรู้ของคนส่วนใหญ่ต่อเขาค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น ว่าเป็นผู้บรรเลงปลายพู่กันอย่างลื่นไหลไร้กระบวนท่า ออกมาเป็นภาพ Mugshot สีน้ำรายละเอียดน้อยอารมณ์ท่วมท้น เพื่อยั่วเย้าให้ตั้งคำถามกับหลากประเด็นสังคม ทั้งเรื่องการเมืองรุนแรง หยอกล้อกับประเด็นเปราะบางอย่างศาสนา ศีลธรรม และสงคราม ในขณะที่ผลงานก่อนหน้าของเขามักเป็นภาพนู้ดโป๊เปลือย ซึ่งแม้ไม่บาดตาเต็มขั้น แต่คนส่วนใหญ่ในสังคมก็มีฉันทามติ ไม่ให้เป็นประเด็นที่สื่อสารได้อย่างเสรีโจ่งแจ้ง

01 Tawan’s Studio

ตะวัน วัตุยา ศิลปินไร้ที่ยืน สู่อาร์ทิสต์นักยั่วล้อผู้วาดพอร์เทรตได้ทรงอิทธิพลที่สุด
ตะวัน วัตุยา ศิลปินไร้ที่ยืน สู่อาร์ทิสต์นักยั่วล้อผู้วาดพอร์เทรตได้ทรงอิทธิพลที่สุด

ตะวันเปิดประตูบานกว้างต้อนรับเราผู้มาเยือน เผยให้เห็นแหล่งสร้างงานศิลป์ซ่อนตัวอยู่ในคอนโดมิเนียมกลางเก่ากลางใหม่ย่านสาทร ชุดโซฟาไซส์กะทัดรัดถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ รับกับทิวแถวขวดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลากชนิด ชั้นหนังสือจุตำราไทยเทศไว้เบียดแป้ง เทินป้ายไฟ PARADISE GO GO BAR แสดงภาพนู้ดหวือหวาฝีมือของเขา

ตะวัน วัตุยา ศิลปินไร้ที่ยืน สู่อาร์ทิสต์นักยั่วล้อผู้วาดพอร์เทรตได้ทรงอิทธิพลที่สุด

ขวามือเป็นพื้นที่โล่งขนาดไม่โอ่โถง เราสอดสายตาตามชั้นอุปกรณ์ศิลปะไปสู่ผลงานของศิลปินคนอื่นที่ตะวันสะสมทั้งจากการซื้อหาและแลกเปลี่ยน ก่อนเจ้าบ้านย่ำเท้าตรงไปหาชั้นไม้สีนวล ซึ่งแบกเครื่องเล่นแผ่นเสียงไว้อย่างไม่ระย่อ และจุแผ่นไวนิลไว้แน่นขนัดเกินกะปริมาณได้ด้วยตา เขาใช้เวลาเพียงเสี้ยวนาทีเลือกแผ่นเสียง จากนั้นพิถีพิถันวางลงบนอุปกรณ์ ก่อนเชื้อเชิญให้เราทิ้งตัวลงบนโซฟาตัวหนึ่ง แล้วค่อยหย่อนกายนั่งตรงข้ามบนโซฟาผ้าสีเขียวเข้มอีกตัว มีภาพหญิงโป๊ 3 คนวิ่งไหวไปทิศทางเดียวกันเป็นฉากหลัง เสียงเพลงจากเครื่องเล่นคลอเคล้ารับกับบทสนทนาที่จะเกิดขึ้น

ตะวัน วัตุยา ศิลปินไร้ที่ยืน สู่อาร์ทิสต์นักยั่วล้อผู้วาดพอร์เทรตได้ทรงอิทธิพลที่สุด

“ขอโทษนะครับ เมื่อวานเพิ่งเกิดเรื่อง” เขารีบออกตัวก่อนเราจะทันสงสัย

“เดี๋ยวตอนถ่ายรูป ผมใส่แว่นกันแดดได้นะถ้าหน้าโทรม” 

ศิลปินผมเกรียนสั้นเสริม ลูบหน้าตาตัวเองหนึ่งครั้ง ก่อนเราจะเชื้อเชิญให้เขาเล่าถึงเส้นทางชีวิต กว่าจะมาเป็น ‘ตะวัน วัตุยา’ ศิลปินผู้ภาพวาดพอร์เทรตใบหน้าได้ทรงอิทธิพลมากที่สุดในประเทศไทยตอนนี้

02 “ไม่มีใครต้องการโชว์ผมในไทย”

ชีวิตของตะวันดูจะเป็นไปตามขนบศิลปินส่วนใหญ่ในไทย คือจบจากสถาบันการศึกษาด้านศิลปะโดยตรง แล้วมุ่งหน้าเอาดีเป็นศิลปิน แต่เขากลับยืนยันว่าไม่เคยเห็นแววการเป็นอาร์ทิสต์ของตัวเองในรั้วศิลปากรเลย เพราะความคิดเขาเป็นขบถมาแต่ไหนแต่ไร สอบตกวิชาเพนต์ซึ่งเป็นวิชาเอก จนต้องเรียนนานถึง 8 ปีครึ่ง และได้เกรด C+ วิชาทีสิส

“เราชอบวาดพอร์เทรต แต่ยุคนั้นคนส่วนใหญ่ฮิตทำ Semi-abstract กัน ไม่มีใครยอมรับและเห็นดีเห็นงามด้วย แต่ก็ทำเพราะคิดว่าทำสิ่งที่เชื่อดีกว่า ตอนเริ่มต้นเป็นอาร์ทิสต์ขายงานไม่ได้เลยครับ เพราะไม่มีฝั่งไหนยอมรับ ไม่ว่าจะฝั่งก้าวหน้าหรืออนุรักษ์นิยม คนไทยคนแรกที่ซื้อรูปผมคือ พี่เจ้ย (อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล) ยังจำได้ขึ้นใจ” เขาเล่าเคล้าเสียงหัวเราะ

‘500’ คือนิทรรศการชุดแรกที่แนะนำตะวันให้คนไทยรู้จักเมื่อ พ.ศ. 2548 ผ่านภาพชายผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองสยาม-ทักษิณ ชินวัตร

“ตอนนั้นไม่มีที่ไหนให้ผมโชว์เลย ผมก็ไปหาที่ว่างแล้วจัดจนมีสื่อมาสนใจเอง แต่ว่าถูกด่าประมาณแปดสิบเปอร์เซ็นต์ เพราะเป็นช่วงที่ทักษิณยังมีอำนาจอยู่ เพิ่งเป็นนายกรอบสอง ยังไม่มีกลุ่มพันธมิตรขึ้นมาเลย แต่ก็เริ่มมีสื่อที่สงสัยว่าทักษิณกำลังทำอะไรอยู่ ซึ่งผมไม่ได้บอกว่าเขาไม่ดีนะ ในชีวิตก็เคยเจอกันด้วยซ้ำ แต่ตอนนั้นรู้สึกว่าเขาเป็นผู้ชายที่มีพลังมาก ๆ ในประเทศ เราเห็นหน้าเขาตลอดเวลา เลยเอามาวาดเป็นพอร์เทรตสีน้ำ พอเอามาโชว์เท่านั้นแหละ”

เขาหยุดพูดอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ยักคิ้วหลิ่วตาพลางพยักเพยิดหน้า เป็นอันรู้กันว่าผลที่ตามมาเป็นอย่างไร

แต่อีก 8 ปี ถัดมา ผลงานชุดเดียวกันนี้ก็เดินทางออกจากซอกหลืบ มาสำแดงฤทธิ์เดชที่หอศิลป์ใจกลางสยามอย่าง BACC ได้อย่างอาจหาญ

“มันทำให้ผมรู้เลยว่า ถ้างานเราดี เรามั่นใจว่าทำสิ่งที่ถูกต้อง สักวันมันจะอยู่ในที่ที่เหมาะสมของมันเอง ผมบอกเด็กทุกคนอย่างนี้เลย” เขายืนยันความเชื่อ

ตะวัน วัตุยา ศิลปินไร้ที่ยืน สู่อาร์ทิสต์นักยั่วล้อผู้วาดพอร์เทรตได้ทรงอิทธิพลที่สุด

ตะวันรู้ดีว่า ตอนนั้นตำแหน่งแห่งที่ของตนในไทยยังมีไม่มาก จึงเบนเข็มไปเอาดีที่ต่างแดน คลุกคลีอยู่กับวงการศิลปะร่วมสมัยสากลมาตั้งแต่ผลงานชุด แฝด (Siamese Freaks)’ นิทรรศการภาพแฝด ที่จัดแสดงกับนำทองแกลเลอรี่ไปเมื่อ พ.ศ. 2550 ได้โบยบินไปแสดงฝีมือถึงมาเลเซีย ก่อนเดินทางต่อไปยังเบลเยียม และพัดพาโอกาสต่าง ๆ มาสู่เขา

“ก่อนหน้านี้ผมจึงอยู่ด้วยเงินยูโร เงินหยวน เงินเยน มาตลอด เพราะนักสะสมไทยมักมองว่ากระดาษไม่คงทน แล้วผมวาดเร็วแบบนี้ ทำไมแพง เขายังชอบสิ่งที่ดูใช้เวลา ประณีต วัสดุแพงอยู่ เหมือนมองคนเก่งต่างจากคนต่างชาติมอง ผมก็วาด ๆ เก็บไว้ แต่ก่อนปีหนึ่งจะมีโชว์สักหนึ่งครั้ง โอกาสน้อยมากเพราะว่าไม่มีใครต้องการโชว์ผมในไทย”

ตะวัน วัตุยา ศิลปินไร้ที่ยืน สู่อาร์ทิสต์นักยั่วล้อผู้วาดพอร์เทรตได้ทรงอิทธิพลที่สุด

03 “เพียงแต่ว่าพื้นที่ของอนุรักษ์นิยมในไทยมันเยอะมาก”

“ตอนนี้ถ้าไม่มีโควิด น่าจะอยู่ที่ไหนสักแห่ง ไม่ใช่ไทย แต่ก่อนปีหนึ่งอยู่ไทยรวมกันไม่ถึงสามเดือนด้วยซ้ำ”

เราไม่ได้คลางแคลงใจความป๊อปของตะวัน เพราะรับรู้ว่าเขาเดินทางบ่อยมากมาแต่ไหนแต่ไรในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แต่สิ่งที่เราอยากรู้คือเรื่องราวจากต่างแดน ว่ามีครั้งไหนที่ยังคงประทับอยู่ในความทรงจำของเขาบ้าง

“มันมีหลายรส เพราะบางครั้งไปเป็นศิลปินพำนัก บางครั้งไปทำกิจกรรมกับชุมชน ไปญี่ปุ่นก็แบบหนึ่ง ไปยุโรปก็แบบหนึ่ง ที่เม็กซิโกก็แบบหนึ่ง

“ครั้งหนึ่งที่จำได้คือตอนไปอยู่บูดาเปสต์แล้ววางแผนไปเที่ยวเวียนนากับ พี่หนึ่ง (วรพจน์ พันธุ์พงศ์) อยากไป National Museum แต่ปรากฏว่าปิดซ่อม เลยไปแวะมิวเซียมที่อยู่ตึกตรงข้ามแทน เดินเข้าไปมีสัตว์สตัฟฟ์อยู่เต็มเลย เลยถ่ายภาพเก็บมา ทีนี้พอกลับไปปารีส ไม่เข้ามิวเซียมอาร์ตแล้ว เข้ามิวเซียมวิทยาศาสตร์แทน หลายรูปในชุด ‘Animal’ ก็วาดมาจากภาพถ่ายพวกนี้ ที่ทำโดยบังเอิญแต่กลายเป็นงานขายกินเลี้ยงชีพได้ เอาไปแสดงนิวยอร์ก โตเกียว ยุโรป”

ความสำคัญของการได้ผจญภัยเติบโตในต่างแดน ที่ซึ่งศิลปะเฟื่องฟูกว่าบ้านเราหลายเท่าตัว ไม่ได้อยู่ที่ชื่อเสียงของโครงการที่เข้าร่วม ความถี่ที่ได้ไป หรือระยะเวลายาวนานที่ได้จากมาตุภูมิไปสัมผัสความรุ่งเรืองศิวิไลซ์ แต่อยู่ที่ว่า

“มันทำให้เราเห็นโลกกว้าง รู้ว่าจะพัฒนางานอย่างไรให้ทันโลก จะอยู่แต่ของเราไม่ได้ ต้องรู้เขารู้เรา คอยดูว่าใครทำอะไรอยู่ ใครจะทำอะไรต่อ ไม่ใช่คิดว่าเก่งแล้วเราก็อยู่ของเรา แล้วก็รอให้คนอื่นมามองเห็นว่าเก่ง ไม่ใช่อย่างนั้น

“ไทยก็ยังมีส่วนอนุรักษ์นิยมเยอะครับ มีทั้งโลกแหละจริง ๆ ไอ้คอนเทมโพรารี่ก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งของอาร์ตไง เหมือนดนตรีแนวร่วมสมัย ซึ่งถ้าคิดเปอร์เซ็นต์ก็ไม่ได้เกินห้าสิบเปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ แม้หลายประเทศที่เราคิดว่าร่วมสมัยแล้ว ก็ยังมีอยู่ เพียงแต่ว่าพื้นที่ของอนุรักษ์นิยมในไทยมันเยอะมาก และพื้นที่ของร่วมสมัยกลับเล็กกว่าประเทศอื่น”

ตะวัน วัตุยา ศิลปินไร้ที่ยืน สู่อาร์ทิสต์นักยั่วล้อผู้วาดพอร์เทรตได้ทรงอิทธิพลที่สุด

04 เด็กเอ๋ย เด็กดี

สีน้ำซึ่งเขาใช้รังสรรค์ภาพพอร์เทรตสดแบบหยาบ คือเครื่องมืออันทรงพลานุภาพที่เจ้าตัวพลิกแพลงเล่นได้ดั่งใจนึก ใช้กำกับสารัตถะชนิดใดก็ออกมาหล่อเหลาคมคาย 

ตลอดชีวิตศิลปินนักวาดภาพเสียดสีสังคม ผู้ยั่วยุให้ตั้งคำถามกับหลากประเด็นอ่อนไหว เส้นคุณธรรมอันเปราะบางที่คนบางกลุ่มตั้งใจพิทักษ์รักษาไว้อย่างไม่ลืมหูลืมตา และระเบียบสังคมแสนล้าหลังซึ่งพันธนาการบางสิ่งไม่ให้งอกงาม ช่วง ค.ศ. 2016 คือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญจุดหนึ่งในชีวิต

พี่ลักขณา (ลักขณา คุณวิชยานนท์) รักษาการ ผอ. BACC ตอนนี้ เสนอชื่อผมไปประกวดที่สิงคโปร์ เป็นงานระดับเอเชียทั้งหมด รวมออสเตรเลียด้วย ผมได้เขารอบเป็นชอร์ตลิสต์หนึ่งในสามคนกับญี่ปุ่นและอินเดีย เงื่อนไขคือต้องส่งงานห้าชิ้นที่ผลิตมาไม่เกินหนึ่งปีไปทางอีเมล พอดีตอนนั้นมีชุด ‘นางงาม’ และ ‘นายก’ ที่ทำไว้แล้วไม่เคยโชว์ ก็ได้ไปโชว์ที่ ArtScience Museum สิงคโปร์ 

ตะวัน วัตุยา ศิลปินไร้ที่ยืน สู่อาร์ทิสต์นักยั่วล้อผู้วาดพอร์เทรตได้ทรงอิทธิพลที่สุด

“อันนี้ผมไม่ได้รางวัลนะ แต่ได้ไปโชว์ที่นั่นมันทำให้มีคนเห็นงานเราเยอะ หลังจากนั้นก็มีแกลเลอรี่ญี่ปุ่นติดต่อมา ก็เลยได้ร่วมงานกันมาจนถึงปัจจุบัน มันทำให้ผมได้รู้จักกับแกลเลอรี่คอมเมอร์เชียลมากขึ้น เพราะก่อนหน้านั้นผมทำงานกับแกลเลอรี่อินดี้บ้าง แกลเลอรี่กึ่งคอมเมอร์เชียลบ้าง แต่อาร์ทิสต์ต้องทำงานกับแกลเลอรี่คอมเมอร์เชียลอยู่แล้ว ต้องขายงานเพื่ออยู่รอด เพราะเราไม่ได้ทำอาชีพอื่น ดังแค่ไหนก็ต้องทำแบบนี้”

‘นางงาม’ ที่ว่า คือภาพวาดใบหน้าบิดเบี้ยววิตถารของนางงามหลายประเทศทั่วโลก ชวนตั้งคำถามว่าเราประกวดนางงามไปทำไม ในเมื่อผู้ตัดสินว่าใครสวยกว่าใครก็เป็นผู้ชายทั้งสิ้น ส่วน ‘นายก’ ก็เป็นภาพวาดใบหน้าเหยเกของนายกรัฐมนตรีของไทยที่เคยมีมาในอดีต ทั้งสองชิ้นเคยจัดแสดงในชุด ‘เด็กเอ๋ย เด็กดี’ ซึ่งจัดแสดงไปก่อนหน้าไม่นาน 

“ปีนั้นเป็นปีรัฐประหารพอดี แล้วมีการแต่งเพลงเพื่อล้างสมองเด็ก เลยทำชุดนี้ขึ้นมา แล้วดูสิเป็นยังไง สำเร็จไหม ตอนนี้แม่งกลายเป็นม็อบเยาวชนไปแล้ว ที่เกิดเรื่องมือคืนนี่แหละ โคตรชอบเลย มันทำไม่สำเร็จไง”

05 สุริยวิถี

‘สุริยวิถี’ หรือวิถีการทำงานของตะวัน คือการเขียนภาพสีน้ำหวือหวาชวนพิพักพิพ่วน ที่ตั้งต้นจากความสนใจส่วนตัวเป็นหลัก อย่างงานชุด ‘Money’ ซึ่งจัดแสดงกลาง BACC ในงาน BAB 2020 ไปเมื่อปลายปีก่อน ซึ่งเกิดขึ้นเพราะโรคระบาดตัวร้ายบล็อกไม่ให้ตะวันเดินบินลัดฟ้าไปต่างแดนได้ ติดแหง็กอยู่ไทยจนสบเวลาและโอกาสสร้างงานเซ็ตนี้ขึ้น

ตะวัน วัตุยา ศิลปินไร้ที่ยืน สู่อาร์ทิสต์นักยั่วล้อผู้วาดพอร์เทรตได้ทรงอิทธิพลที่สุด
ตะวัน วัตุยา ศิลปินไร้ที่ยืน สู่อาร์ทิสต์นักยั่วล้อผู้วาดพอร์เทรตได้ทรงอิทธิพลที่สุด

“เริ่มจากผมเดินทางบ่อย จึงมีเงินหลายสกุลติดตัว และตอนนั้นมีข่าวประเทศเวเนซุเอลาที่กระดาษชำระมีค่ามากกว่าเงิน ไปซื้อกระดาษชำระแล้วใช้เงินเป็นปึก ก็เลยอยากทำเงินขึ้นมาจากกระดาษอีกทีหนึ่ง เพื่อบอกว่าเงินคือสิ่งที่มีค่ามหาศาลและก็ไร้ค่าได้ในขณะเดียวกัน

“แต่พวกตัวหนังสือและรายละเอียดนี่ใช้ทีมช่วยนะ เพราะตอนแรกที่ทำคนเดียว ผมพบว่าไม่สนุกกับการวาดตัวหนังสือหรือโลโก้อะไรให้เหมือนจริง แต่รู้สึกว่าอยากจะเบลอคนให้หมด อยากให้เป็นเหมือนกึ่งจริง ทีนี้พอค้นข้อมูลเยอะขึ้น ทำให้รู้ว่ามีคนที่คาดไม่ถึงอยู่ในเงินเพียบเลย จนกลายเป็นคอนเซ็ปต์ขึ้นมา”

ก่อนหน้านี้ สีทุกหยดที่เดินทางจากแปรงลงสู่กระดาษนั้นมาจากมือของตะวันทั้งสิ้น แต่คราวนี้ตะวันลงแส้เทรนทีมอย่างเข้มข้นจนทำงานได้สมมโนรถ นี่จึงเป็นครั้งแรกที่ตะวันทำงานโดยมีลูกมือ กระบวนการนี้สืบเนื่องมาสู่ผลงานชิ้นล่าสุด ‘1973’ ภาพวาดโปสเตอร์ป๊อปอาร์ตในยุค 70 อันเรืองรอง ซึ่งเพิ่งจัดแสดงไปที่ Central : The Original Store

ชวนรู้จักฝีแปรงของ 'ตะวัน วัตุยา' ศิลปินนักยั่วล้อ เจ้าของภาพพอร์เทรตเลือนพร่าอารมณ์จัด
ชวนรู้จักฝีแปรงของ 'ตะวัน วัตุยา' ศิลปินนักยั่วล้อ เจ้าของภาพพอร์เทรตเลือนพร่าอารมณ์จัด

“ตอน อั๋น (อังกฤษ อัจฉริยโสภณ) พามาดูพื้นที่ แล้วความทรงจำเก่า ๆ กลับมา คือพ่อแม่ผมทำงานที่เซ็นทรัล และมาเจอกันที่เซ็นทรัล ผมจึงได้เกิดขึ้นมา เด็ก ๆ เลิกเรียนก็มาวิ่งเล่นในห้าง เลยเอาปีเกิดของตัวเองมาเป็นคอนเซ็ปต์งาน ค่อย ๆ พัฒนาไอเดียมาว่าอยากได้รูปที่เหมือนฉีกนิตยสารหรือหยิบโปสเตอร์มาแล้ววาดทับเลย เอาสิ่งที่ตัวเองชอบซึ่งค่อนข้างส่วนตัวมาก ๆ แต่ก็พยายามเฉลี่ยให้มีหลายอย่าง ทั้งดนตรี หนัง เพลง ซูเปอร์ฮีโร่ ของเล่น

“มันเป็นโอกาสที่ผมจะได้ทำเรื่องส่วนตัวออกมาเป็นแบบไม่มีการเมือง ไม่มีรักใครเกลียดใคร ซึ่งพอคิดแบบนี้ก็สนุกไง เราก็อยู่ของเรา แต่มันก็อดไม่ได้ที่ต้องมีตุ๊กตาทหารเวียดนามอะไรแบบนี้ ก็ขอพูดนิดหนึ่ง เพราะปีนั้นมันเป็นปีที่เขาทำสนธิสัญญาหยุดสงครามเวียดนามกันที่ปารีส เลยเอาเลโก้ทหาร GI มาหน่อย ก็ขำ ๆ ก็ไม่ได้อะไร”

“สุดท้ายก็ยังหยุดใส่เรื่องการเมืองลงไปไม่ได้” จบประโยคเราก็ระเบิดหัวเราะพร้อมกัน

ชวนรู้จักฝีแปรงของ 'ตะวัน วัตุยา' ศิลปินนักยั่วล้อ เจ้าของภาพพอร์เทรตเลือนพร่าอารมณ์จัด
ชวนรู้จักฝีแปรงของ 'ตะวัน วัตุยา' ศิลปินนักยั่วล้อ เจ้าของภาพพอร์เทรตเลือนพร่าอารมณ์จัด

06 (Do Not) Keep in The Dark

“ก็มันอยู่กับเราอะ ใช่มั้ย ดูสิ แล้วโชว์พร้อมกับ Keep in The Dark ผมต้องสวิตช์ตัวเองนะ วันหนึ่งไปศิลปากรก็ไปพูดช่วงเดินตามม็อบ ช่วงไปเจอผู้ลี้ภัยในอเมริกา อีกวันหนึ่งไปเซ็นทรัล งานคนละเรื่องเลย” ตะวันต่อบทสนทนา

ชวนรู้จักฝีแปรงของ 'ตะวัน วัตุยา' ศิลปินนักยั่วล้อ เจ้าของภาพพอร์เทรตเลือนพร่าอารมณ์จัด

เป็นภาพที่น่าสนใจและดูท้าทายตัวศิลปินไม่น้อย ที่งานโปสเตอร์ป๊อปอาร์ตแสนสนุกเบาอารมณ์อย่าง ‘1970’ จัดแสดงในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับงานชุด ‘Keep in The Dark’ พอร์เทรตสดของใบหน้าเยาวชนผู้เคลื่อนไหวทางการเมืองกลุ่มต่าง ๆ รวมทั้งอดีตเสื้อแดงไทยที่ต้องลี้ภัยในประเทศสหรัฐอเมริกา

ชวนรู้จักฝีแปรงของ 'ตะวัน วัตุยา' ศิลปินนักยั่วล้อ เจ้าของภาพพอร์เทรตเลือนพร่าอารมณ์จัด
ชวนรู้จักฝีแปรงของ 'ตะวัน วัตุยา' ศิลปินนักยั่วล้อ เจ้าของภาพพอร์เทรตเลือนพร่าอารมณ์จัด

“มันเริ่มต้นจากผมวาดภาพพอร์เทรตเสื้อแดงผู้ลี้ภัยในแอลเอเก็บไว้ ประมาณยี่สิบสามสิบรูป ไม่ได้คิดอะไร ทีนี้คิวเรเตอร์เขามาเห็นแล้วชอบ ประกอบกับผมกำลังสนใจม็อบเยาวชนอยู่พอดี ช่วงปลายปีที่แล้วที่เริ่มมีกลุ่มนักเรียนเลวอะไรอย่างนี้ ก็ตกลงว่าจะโชว์อันนี้กัน หลังจากนั้นช่วงต้นปีก็ไปตามม็อบ ได้เจอ ไผ่ (จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา) ได้วาด ไมค์ (ภาณุพงศ์ จาดนอก) ที่ยังอยู่นอกเรือนจำ ส่วนหลายคนที่ไม่ได้วาดเพราะว่าตอนนั้นโดนจับไปแล้ว อย่าง เพนกวิน (พริษฐ์ ชีวารักษ์) หรือ แอมมี่ (ไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์) ก็วาดจากรูปเอา

“จริง ๆ ผมไม่ได้จะบอกว่าใครผิดใครถูกนะ เป็นความสนใจของผมในการวาดพอร์เทรตสดคนหลาย ๆ กลุ่มอยู่แล้ว ก่อนจะมาเป็นชุดนี้ ผมวาดเด็ก ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวที่ฟุกุชิมะ เด็กเหล่านี้รัฐบาลญี่ปุ่นไม่สนใจ กลบไว้ใต้พรมหมด เพราะตอนนั้นจะเป็นเจ้าภาพโอลิมปิก คือมันมีคนควรได้รับการเยียวยาเยอะ เพราะหลายคนได้รับกัมมันตภาพรังสี แต่กลายเป็นว่าเอกชนต้องมาเยียวยากันเอง เลยเริ่มสนใจคนกลุ่มเล็ก ๆ ขึ้นมา

“หรือตอนไปเม็กซิโก ก็ไปวาดคนงานที่ก่อสร้างมิวเซียม กลายเป็นว่าเราได้พลังงานบางอย่างกลับมาแทน เขาแฮปปี้ที่ถูกมองเห็น ทั้งที่ถ้าไม่มีคนเหล่านี้แม่งไม่มีมิวเซียมขึ้นมาได้นะ จากนั้นก็เลยพัฒนาโปรเจกต์นี้ไปเรื่อย ๆ จนถึงคนทำงานในพัฒน์พงศ์ที่เราไม่เคยรู้เลยว่ามีอยู่ ทั้งคนแปลงเพศ เกย์ เลสเบียน จนถึงครั้งนี้ เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่ว่าผมทำแค่เรื่องการเมือง แต่พัฒนามาจากผมสนใจคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่คนในสังคมไม่ค่อยจะมองเขา”

ชวนรู้จักฝีแปรงของ 'ตะวัน วัตุยา' ศิลปินนักยั่วล้อ เจ้าของภาพพอร์เทรตเลือนพร่าอารมณ์จัด
ชวนรู้จักฝีแปรงของ 'ตะวัน วัตุยา' ศิลปินนักยั่วล้อ เจ้าของภาพพอร์เทรตเลือนพร่าอารมณ์จัด

ตะวันไม่ได้คิดไกลถึงขนาดว่า ภาพพอร์เทรตปลายฝีแปรงของเขาที่แทบจะระบุไม่ได้ด้วยซ้ำว่าใครเป็นใคร จะสร้างแรงกระเพื่อมอะไรให้สังคมได้ยิ่งใหญ่ถึงขั้นเป็นปรากฏการณ์

“แต่ผมสนใจเพราะมันเหมือนคนเราไม่เท่ากันน่ะ อยากเอาเขาออกมาอยู่ในแสงบ้าง”

ชวนรู้จักฝีแปรงของ 'ตะวัน วัตุยา' ศิลปินนักยั่วล้อ เจ้าของภาพพอร์เทรตเลือนพร่าอารมณ์จัด

07 “เหมือนตักน้ำจากแม่น้ำขึ้นมา แต่ละครั้งจะไม่เหมือนกัน”

อย่างหนึ่งที่ดูเหมือนจะติดตัวคุณมาตั้งแต่ยุคแรก ๆ ที่ทำงานศิลปะ คือการผสมผสานสอดแทรกเรื่องการบ้านการเมืองหรือประเด็นละเอียดอ่อน ทั้งเรื่องศาสนาและคุณค่าทางจริยธรรมอันเปราะบางลงไปด้วย – เราตั้งข้อสังเกต

“ก็ใช่ ผมสนใจข่าวสารสิ่งต่าง ๆ รอบตัว แต่ไม่ได้เจาะจงเรื่องใดเรื่องหนึ่งตลอดเวลานะ” ตะวันอธิบาย

“ขึ้นอยู่กับว่าเราอยู่ที่ไหน เวลาทำงานก็ค่อย ๆ พัฒนาหัวข้อไป ผมไม่ได้คิดคอนเซ็ปต์ให้เคลียร์แล้วถึงทำ แต่คิดอะไรได้หน่อยหนึ่งก็คลำ ๆ ไป แล้วค่อย ๆ พัฒนาต่อ บางทีทำงานไปเลยห้าสิบเปอร์เซ็นต์แล้วถึงโอเค”

จากภาพโป๊แก้ผ้าวิ่งในเดนมาร์ก ภาพนักเต้นอะโกโก้ย่านพัฒน์พงศ์ สู่ภาพนักการเมืองและคนตัวใหญ่ตัวโตในสังคม จนถึงคนชายขอบตัวจ้อยไร้ปากเสียงและเยาวชนนักเคลื่อนไหวภาคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย ความสนใจของตะวันลื่นไหนเปลี่ยนแปลงไปอย่างเสรี แม้เนื้อหาและรูปแบบหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปตามแต่ตะวันจะโคจรไปพบปะ แต่ลายเซ็นอย่างการวาดภาพพอร์เทรตไม่เน้นรายละเอียด เล่นน้ำหนักหนัก-เบา เข้ม-อ่อน แสง-เงา และจุอารมณ์ไว้ได้อย่างทรงมหิทธานุภาพอย่างร้ายกาจมีชั้นเชิง ยังคงอยู่อย่างมั่นคงในผลงานของเขามาแต่ไหนแต่ไร

ชวนรู้จักฝีแปรงของ 'ตะวัน วัตุยา' ศิลปินนักยั่วล้อ เจ้าของภาพพอร์เทรตเลือนพร่าอารมณ์จัด

“คงเป็นประสบการณ์น่ะ พอวาดมาเยอะ ๆ แล้ว เราก็รู้ว่าวาดแค่นี้ก็พอ คือผมไม่เคยวาดภาพเหมือนอยู่แล้วครับ ทุกครั้งที่วาดรูปก็ไม่ได้คิดว่าวาดภาพเหมือน จะเหมือนบ้างไม่เหมือนบ้าง แต่ส่วนใหญ่พอจะมีเค้าให้รู้เท่านั้น

“จริง ๆ เริ่มจากตอนวาดสีน้ำแรก ๆ ที่ตั้งใจให้รายละเอียดมันหายไป เพราะตั้งแต่ช่วงรัฐประหารคราวก่อน ที่ทีวีเริ่มเซ็นเซอร์เยอะ ๆ แต่ก่อนไม่ได้บ้าบอขนาดนี้ ไม่มีเซ็นเซอร์เลยด้วยมั้ง อาจมีอย่างฉากเห็นนมก็ตัดไปเลย ตอนหลังมันกลายมาเป็นการทำมัว เคยดูหนังเรื่องหนึ่ง เขาเอามาฉายใน Big Cinema แล้วมีทั้งโป๊ ปืน บุหรี่ มัวทั้งเรื่อง ผมก็นึก มึงเอามาฉายทำไมเนี่ย (หัวเราะ) เลยเป็นไอเดียการเอามาทำให้มัว ๆ

“การวาดแต่ละครั้งมันเป็นธรรมชาติ ไม่ควบคุมเลย ปล่อยมัน แล้วแต่วัน แล้วแต่อารมณ์ เวลาวาดรูปของผมเหมือนการนั่งสมาธิ เพราะว่าเราไม่นึกถึงรูปที่วาดเลยนะ เราจะนึกถึงเรื่องอื่น แบบคนเดียวกัน แค่ในชั่วโมงเดียวกันมาวาดอีกทีก็ไม่เหมือนแล้ว อาจดูคล้าย แต่คนละอารมณ์แน่นอน มันเป็นจังหวะเวลา เคยมีนักข่าวญี่ปุ่นเขียนถึงผม เขาบอกว่าการทำงานของผมเหมือนตักน้ำจากแม่น้ำขึ้นมา แต่ละครั้งจะไม่เหมือนกัน

“คนวาดสีน้ำในโลกนี้มีเยอะนะ แต่ผมอยู่ในจุดที่คนไม่ต้องดูลายเซ็นแล้วรู้ว่านี่งานผม เหมือนคนเล่นกีตาร์แล้วมีเสียงของตัวเอง เพราะเราไม่ได้เริ่มต้นจากการดูคนอื่น แต่เริ่มต้นจากการดูตัวเอง ตอบไม่ได้หรอกว่าทำไมถึงยังวาดภาพแนวนี้อยู่ แค่รู้สึกว่ายังสนุก บางทีมองหน้าคนก็เสียมารยาทนะ เพราะว่ามันเคยอะ มองจนเขาตกใจ ก็รู้สึกว่าไม่ค่อยสุภาพ ใส่แว่นดำดีกว่า”

พูดถึงแว่นดำแล้วเมื่อวานคุณไปเจออะไรมานะ – เราคาใจ

“ผมไปวาดภาพพอร์เทรตกลุ่มเยาวชนบนผนังที่ WTF Gallery แล้วเกิดเรื่อง”

ชวนรู้จักฝีแปรงของ 'ตะวัน วัตุยา' ศิลปินนักยั่วล้อ เจ้าของภาพพอร์เทรตเลือนพร่าอารมณ์จัด

ขอบคุณภาพผลงานชุด ‘1973’ จาก Central : The Original Store

และภาพผลงานชุด ‘Keep in The Dark’ จาก หอศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร (วังท่าพระ)

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

กองบรรณาธิการผู้คนพบความสุขในวัยใกล้เบญจเพสจากบทสนทนาดีๆ กับคนดีๆ และเพลงรักสุดแสน Bittersweet ของ Mariah Carey

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load