15 พฤษภาคม 2562
17 K

เธอๆ… 18 พ.ค. – 19 มิ.ย. นี้ไปวัดสุทธิวรารามกันมั้ย

น่ะๆๆ… อย่าเพิ่งรีบส่ายหัวไป เราไม่ได้จะชวนไปเพิ่มแต้มบุญสวดมนต์นั่งสมาธิ แต่เราอยากชวนไปเพิ่มแต้มประสบการณ์ชีวิต กับนิทรรศการศิลปะดิจิทัลฉายบนผนังโบสถ์ครั้งแรกในเมืองไทย! …ที่สำคัญคือมันฟรีนี่แหละเธอ

ถ้าไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร จงดูวิดีโอนี้

รับรองว่านี่จะเป็นการเข้าโบสถ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุด เพราะเธอจะได้เห็นแสงสีตระการตาจากเทคโนโลยี Projection Mapping ฉายลงบนผนังโบสถ์แทนจิตรกรรมฝาผนัง จะได้ยินซาวนด์เท่ๆ ของ ‘บทสวดมนต์ชยมงคลคาถา หรือ พาหุง’ แทนบทสวดมนต์ขลังๆ แบบเดิมๆ เพราะกลุ่มคนทำเขาตั้งใจให้ผู้ชมทั้งหลายเข้าถึง ‘แก่นธรรมะดั้งเดิม’ ใน ‘เปลือก’ ที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่มากกว่าเดิม

ซึ่งกลุ่มคนทำนี่ก็ธรรมดาซะที่ไหน มีหัวเรือใหญ่คือ อู๋-ธวัชชัย แสงธรรมชัย แห่งเอเจนซี่ WHY NOT Social Enterprise เอเจนซี่โฆษณาใช้งานครีเอทีฟเพื่อเล่าประเด็นสังคม ฮ่องเต้-กนต์ธร เตโชฬาร เจ้าของเพจ Art of Hongtae คาแรกเตอร์ดีไซเนอร์ที่มักจะใช้เรื่องราวไตรภูมิมาดีไซน์ ป้อง-ปานปอง วงศ์สิรสวัสดิ์ Design Director แก่น-สารัตถะ จึงเสถียรทรัพย์ Animator แห่ง Another Day Another Render ที่สร้างผลงานวิชวลอาร์ตไว้มากมาย เช่น โปสเตอร์และไตเติลของซีรีส์ เลือดข้นคนจาง จั้ม-ก่อเกียรติ ชาติประเสริฐ และ Korky นักแต่งเพลงโฆษณาแห่ง mellotunes

Bodhi Theatre

ห้าชายนี้มารวมตัวกันได้เพราะเสมอกันในเรื่อง ‘ความเนิร์ดธรรมะ ศิลปะไทย มีเดียใหม่ๆ และอะไรที่อลังการ’

และนี่คือที่มาของความอลังการครั้งแรกของเมืองไทยที่พวกเขาสรรค์สร้างขึ้นในนาม ‘โพธิเธียเตอร์: แก่นเดิม เปลือกใหม่ ของพุทธศาสน์’ (BODHI THEATER BUDDHIST PRAYER : RE-TOLD)

Bodhi Theatre

ขอวัดขอทุนขอแค่คนศีลเสมอกัน

โรงละครในโบสถ์ครั้งนี้เริ่มต้นจากคำถามในใจอู๋ที่ว่า…จะทำยังไงให้คนเข้าวัดมากขึ้น

เขาออกตัวว่าตนเองไม่ใช่คนธรรมะธัมโมขนาดนั้น แต่เขาเชื่อมั่นในศาสนาในแง่ของหลักการดำเนินชีวิตให้มีความสุข และรู้สึกเสียดายทุกครั้งเวลาผ่านวัดช่วงบ่ายแล้วพบว่าพื้นที่นี้ไม่ถูกใช้ ทั้งที่สมัยก่อนวัดใกล้ชิดกับวิถีชีวิตคนไทย แต่ตอนนี้วัดอยู่ตรงไหน  เอ…มันต้องแก้ที่คนหรือแก้ที่วัด หรือวัดต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย

เขาเลยคิดถึงหนังสือเรื่อง ธรรมโฆษณ์ และวิธีโฆษณาธรรมะของท่านพุทธทาสผ่านงานศิลปะในโรงมหรสพทางวิญญาณ ซึ่งเป็นที่ฮือฮาและทำให้คนเข้าถึงธรรมะได้ในสมัยนั้น เลยคิดว่าสมัยนี้ล่ะ… เราควรโฆษณาธรรมะยังไงให้คนเข้าถึงแก่นจริงๆ

ว่าแล้วจึงคุยกับป้อง แก่น ฮ่องเต้ จนผุดไอเดียฉายแมปปิ้งลงผนังวัดไทย ก่อนหอบไอเดียไปปรึกษา คุณพงศ์-ธรากร กมลเปรมปิยะกุล แห่ง Awakening Creative ให้ช่วยหาวัด คุณพงศ์บอกว่า เจ้าอาวาสวัดสุทธิวรารามท่านหัวก้าวหน้าที่สุด น่าจะทำได้ แล้วก็เป็นอย่างที่คุณพงษ์ว่า เพราะแค่ปรึกษาเจ้าอาวาสก็ยินดีไฟเขียว อู๋จึงเริ่มขอทุนสนับสนุนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) และ Epson แล้วก็ตามหาคนศีลเสมอกันมาทำงาน

Bodhi Theatre Bodhi Theatre

“ก่อนหน้านี้ฮ่องเต้ ป้อง กับศิลปินอีก 14 คน เคยช่วยกันทำนิทรรศการชื่อว่า ‘กลับตาลปัตร’ เอาตาลปัตรมาเล่าใหม่ เป็นโปรเจกต์แมปปิ้งนี่แหละฉายลงใบตาลปัตร เราพบว่าคนดูเข้าถึงบทสวดงานศพ อนิจจา วต สังขารา ในแบบที่มันไม่ขลัง เขาไม่กลัว แต่เขาเข้าใจว่าชีวิตคือการเปลี่ยนแปลง เราเลยอยากทำงานใหญ่กว่างานนั้น” อู๋เล่า

ซึ่งจริงๆ พวกผมเนิร์ดมากนะ เราคุยกันเรื่องนี้มานาน ผมเคยไปเที่ยวกับพี่ป้องแล้วคุยกันเมื่อ 3 ปีที่แล้วว่าวันหนึ่งเราอยากเอาพวกศิลปะไทยมาทำแมปปิ้งแบบที่ญี่ปุ่น ฉายลงในวัดเลย ถ้าทำที่ไทยได้มันคงดีมากๆ” จั้มกล่าว  

ซึ่งช็อตที่อู๋มาบอกว่ามีโอกาสนี้มาแล้วนะ ขอทุนได้แล้ว ในหัวเรามันคอนเนกต์ได้หมดเลยว่าใครต้องทำงานนี้บ้าง มันเหมือน Avengers กลายๆ (หัวเราะ)” ป้องเล่า

Bodhi Theatre Bodhi Theatre Bodhi Theatre

เลือกแก่นที่อยากสื่อสาร

หลังจากขอวัด ขอทุน และขอคนศีลเสมอกันมาร่วมงาน สิ่งที่พวกเขาทำต่อมาคือ การเลือกแก่นธรรมะที่อยากสื่อสาร แม้จั้ม ฮ่องเต้ จะเคยบวช และคนอื่นๆ จะพอมีประสบการณ์กับธรรมะมาบ้าง แต่พวกเขาก็พบว่าหลักธรรมทั้งหมดนั้นมีมากมายใช่เล่น แค่พระไตรปิฎกหนาๆ เล่มเดียวก็ใช้เวลาอ่านนาน จุดนั้นฮ่องเต้เลยเสนอว่าอาจจะลองเริ่มจากบทสวดมนต์เหมือนโปรเจกต์กลับตาลปัตร หากเรานำบทสวดมนต์ที่คุ้นเคยมาทำให้คนเข้าใจความหมายมันได้จริงๆ…เขาอาจจะนำสิ่งนี้ไปใช้ในชีวิตได้

หาไปหามาแล้วมันก็มาลงเอยที่บทพาหุงหรือชยมงคลคาถา ที่พูดเรื่องชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้าทั้งแปดครั้ง เป็นเมดเลย์ชัยชนะของพระพุทธเจ้าว่าท่านชนะอะไรบ้างและชนะด้วยอะไร”

ตอนนั้นเรามานั่งตีความแล้วพบว่าสิ่งนี้น่าสนใจมาก เพราะชัยชนะทั้งแปดจริงๆ คือชัยชนะเหนือกิเลสอกุศลบางอย่างด้วยคุณธรรมบางอย่างทั้งนั้นเลย ตัวละครในบทสวดเหล่านั้นเป็น Representative ของความโลภ โกรธ หลง อวิชชาต่างๆ ซึ่งพระพุทธเจ้าใช้คุณธรรมชนะได้ พวกเรารู้สึกว่ามันเอามาประยุกต์ใช้กับปี 2019 ได้ คือมันอกาลิโกมาก (ไม่มีกาลเวลา) เราไม่ได้จะเชิดชูอิทธิฤทธิ์ของพระพุทธเจ้าที่สู้พญานาค แต่เรากำลังบอกว่า เห้ย ถ้ามีคนมาใส่ร้ายเรา สิ่งที่เราต้องทำคือแบบนี้ว่ะ” อู๋กล่าว

แล้วบทพาหุงนี้ยังลงตัวในแง่ของการดีไซน์อีกต่างหาก เพราะมี 8 ตอน เราทำเป็นเรื่องสั้น 8 เรื่อง ทำภาพออกมา 8 สไตล์ได้เลย หลังจากนั้นก็เลยเข้าสู่กระบวนการดีไซน์ทั้งหมด” ป้องเล่า

Bodhi Theatre Bodhi Theatre Bodhi Theatre

ดีเบตและดีไซน์จนได้เปลือกที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่

4 เดือนก่อนฉายจริง อู๋ ป้อง แก่น  ฮ่องเต้ รวมตัวกันนั่งอ่านประวัติศาสนาพุทธ ศิลปะ เนื้อหา แก่นของบทสวด และแยกกันไปตีความหรือจินตนาการภาพในแบบของแต่ละคน แล้วเอากลับมาถกกันเพื่อสร้างคาแรกเตอร์และทำสตอรี่บอร์ดของทั้งแปดตอน โดยก่อนจะออกแบบคาแรกเตอร์ สิ่งที่พวกเขาจะยึดเป็นหลักคือการเข้าใจแก่นของแต่ละตอนอย่างถ่องแท้

ก่อนจะออกแบบคาแรกเตอร์เราต้องตีความแก่นของเรื่องนั้นให้ออกก่อน อย่างตอนที่ยักษ์มาสู้ เรารู้สึกว่าในเชิง Symbol ของยักษ์นี่มันคือความป่าเถื่อน มันคือสันดานดิบของมนุษย์ เราเลยไม่ใช้ยักษ์ แต่ใช้ร่าง Primitive ของมนุษย์ ก็คือลิงแทนสันดานดิบ แทนจุดตั้งตนของมนุษย์เรา เพื่อพูดว่าเวลาเราโมโหจะดีลกับสิ่งนี้ยังไง” Animator หนุ่มอธิบาย

Bodhi Theatre Bodhi Theatre

และจาก 8 ตอนก็มีตอนหนึ่งที่พวกเราสะดุด คือตอนพรหม ท้าวพกาพรหมคิดว่าตัวเองเจ๋งที่สุดในจักรวาลเลยท้าต่อสู้กับพระพุทธเจ้า แต่สุดท้ายก็ได้รู้ว่าตัวเองเล็กมาก ตอนนั้นพวกเราเห็นภาพต่างกันหมดเลย เราเลยต้องจับให้แน่นว่าแก่นของมันคือการชนะ Pride and Ego (อัตตาตัวตน) ในมนุษย์นี่แหละ สุดท้ายแล้วเราก็ทำสตอรี่บอร์ดออกมาแล้วดีเบตกัน” ฮ่องเต้เล่า

ผมว่านี่แหละความสนุกของโปรเจกต์นี้ เพราะทุกคนจะตีความคนละแบบ อย่างตอนแรกพี่ฮ่องเต้ก็มองแบบตัวพรหมเป็นแบบหนึ่ง ผมได้ฟังตอนแรกเป็นฉากแบตเทิลระหว่างสิ่งเหนือจักรวาล ผมคิดแล้วว่า โอโห เพลงมันต้องยิ่งใหญ่ สุดท้ายพี่ป้องมาตีความอีกแบบ ทุกอย่างที่ผมคิดไว้โดนล้มหมด ทำใหม่” จั้มกล่าว

และในเรื่องการดีไซน์มันก็ท้าทายนะ จริงๆ ดั้งเดิมเราเอาพระพรหมของอินเดียมา อินเดียเอามาจากกรีก ไทยรับมาผ่านพราหมณ์และทำใหม่ในแบบไทย ยุคนั้นทรงนั้น แต่ยุคนี้เราก็คิดว่าเราทำทรงใหม่ได้มั้ย หน้าท่านต้องเรียง 1 2 3 4 เหมือนเดิมมั้ย มี 4 หน้า อยู่ตรงไหนได้บ้าง เราน่าจะดีไซน์ได้ใหม่หมดเลย การ์ตูนญี่ปุ่นเคยดีไซน์พระศิวะใหม่ อย่างเท่ เราก็ต้องถกกันเรื่องนี้ด้วยว่าจะดีไซน์ยังไงในจุดที่มันท้าทายความเชื่อความคุ้นเคย” ฮ่องเต้เล่าให้ฟังเพิ่มเติม

Bodhi Theatre Bodhi Theatre

ระหว่างที่ป้อง แก่น และฮ่องเต้ ทำสตอรี่บอร์ดและหาคาแรกเตอร์ จั้มก็เข้ามาช่วยวิเคราะห์ตีความและเริ่มทำเพลงประกอบ ความพิเศษของเพลงที่จั้มตั้งใจทำคือเพลงต้องเล่าเรื่องและสะท้อนแก่นเรื่องได้แม้ไม่มองภาพ เขาเลยทำทุกอย่างตั้งแต่ไปลองฟังซาวนด์ใหม่ๆ ขออัดเสียงพระสวดมนต์ และอื่นๆ อีกมากมาย

ขั้นตอนทำเพลงสนุกมากเพราะทุกขั้นตอนสนุกหมด มันเป็นโปรเจกต์ที่ทุกคนได้ทำในสิ่งที่จินตนาการไว้แบบไม่มีฟิลเตอร์เลย คือด้วยการที่เจ้าอาวาสไฟเขียวทุกขั้นตอนจนเราทำได้เลย อย่างความตั้งใจคือผมอยากทำให้มันไปไกลกว่านั้น เลยลองคิดให้แบบฟังเพลงนี้เพลงก็จะเล่าเรื่องในแบบของมัน อย่างฉากแรก ‘พญามารบุก’ ทำยังไงให้อยู่ในรูปแบบของเพลงที่ฟังแล้วมันมีมุมของกองทัพจริงๆ เกิดขึ้น ค่อยๆ มา แล้วปะทะ และทุกอย่างต้องซัพพอร์ตภาพ เมกเซนส์ ไม่ใช่เก๋ๆ แล้วจบไป” จั้มเล่า

Bodhi Theatre Bodhi Theatre Bodhi Theatre

สนุกกับการปรับแก้จนนาทีก่อนฉาย

อย่างที่บอกไปว่างานนี้เป็นการฉาย Projection Mapping ลงผนังโบสถ์ครั้งแรกของเมืองไทย และเป็นครั้งแรกของทุกคนที่ทำงานขนาดใหญ่แบบนี้ วันแรกที่นำมาซ้อมฉายพวกเขาพบว่าไม่มีอะไรเป็นอย่างที่คิดเลย…แก้ยับ

จุดที่ยากที่สุดในงานนี้คือฉายจริงครับ เหมือนตอนวางแผนการทำงานเราต้องทำหลายส่วนให้มันเสร็จก่อนที่เราจะมาลองกับสถานที่จริง เพราฉะนั้น พอมาลองแล้วมันก็คลาดเคลื่อนแบบฉายลงหน้าต่างไม่ได้นะ ทับลาย โปรเจกเตอร์วางสูงกว่านี้ไม่ได้ ฉายลงบนพระคิดว่ารอด พอโดนแสงสีทองมันสะท้อนกลับ มองไม่เห็น เราต้องปรับตามโบสถ์ไปเป็นฉากๆ เลย มันก็ท้าทายทุกวินาที” แก่น

แต่จริงๆ โปรเจกต์นี้มันก็ยังสนุก ขนาดแก้ก็สนุก” ป้องว่า  

แล้วผมชอบที่งานนี้มันน่าจะเป็นงานแรกผมที่เคยทำแล้วมันเบสจากจินตนาการเราร้อยเปอร์เซ็นต์เลย เราทำไปด้วยกัน มันมาจากที่เราคิดเราจินตนาการกัน บางทีผมเปิดเพลงมาก่อน พี่ป้องก็แบบนี่เพลงอะไร ไหนคิดภาพจากเพลงสิ โชคดีที่ทีมนี้เราซิงก์กันมาก” จั้มเล่า  

แล้วจริงๆ เราก็ไม่ได้มีแค่ความเหมือน ความต่างเราก็มีซึ่งมันทำให้งานที่ออกมามันโดนคัดกรองผ่านความแตกต่างเราแล้ว มันโดนจากคนที่มีรสนิยม ความชอบ กรอบประสบการณ์แตกต่างกัน มันน่าจะดีเลย

“จริงๆ อีกสิ่งที่เราเตรียมรับแน่ๆ คือเรื่องความคาดหวังและคำวิจารณ์ คือพอมันเป็นเปลือกใหม่แบบนี้ ฉายลงผนังโบสถ์ อาจขัดกับกรอบความเชื่อเดิมๆ  แต่เราอยากส่งต่อแก่นจริงๆ และเรื่องที่เรารับรองกับท่านได้คือเราไม่ทำมั่ว เราทำมาด้วยการศึกษามาจริงๆ จนเรากล้าที่จะตีความในแง่ดีไซน์ที่ค่อนข้างใหม่ เราไม่กล้าแตะขนาดนี้ถ้าเราไม่รู้อะไร” ฮ่องเต้เล่า

และต่อให้มีการวิจารณ์เราก็ยินดีนะ เพราะมันหมายถึงท่านได้เอาวัดมาอยู่ใกล้ชิดกับชีวิตมากขึ้น มาอยู่ในบทสนทนา อยู่ในเฟซบุ๊ก วิจารณ์จากแง่มุมใหม่ๆ คนก็จะได้รู้อะไรที่กว้างขึ้น ซึ่งมันตอบโจทย์ที่เราคิดไว้ว่าทำยังไงให้วัดมาใกล้ชีวิตคนมากขึ้น นั่นแหละโพธิ เธียเตอร์ โพธิ แปลว่า Wake up แปลว่า ตื่นรู้ แปลว่า เห็นความจริง เราก็อยากจะให้เห็นความจริงและเห็นคำสอนที่มันเป็นแก่นจริงๆ และคำว่า Theatre ก็มาจากแนวคิดโรงมหรสพทางวิญญาณที่สวนโมกข์ เราอยากโฆษณาให้คนเข้าใจแก่นธรรมะมากขึ้นครับ” อู๋กล่าวปิดท้าย

Bodhi Theatre

ภาพ : bodhi theatre

จองตั๋วล่วงหน้า (ชมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย) ได้ที่ https://www.eventpop.me/e/5816-bodhitheater

Writer

วิภาดา แหวนเพชร

ขึ้นรถไฟฟ้าหรือไปไหนจะชอบสังเกตคน ชอบคุยกับคนแปลกหน้าโดยเฉพาะ homeless ชีวิตมนุษย์นี่มหัศจรรย์มากๆ เลย ชอบจัง

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ในชั่วโมงนี้ หันไปทางไหนก็คงจะไม่มีใครไม่เคยเต้นรับบท TikTok Creator หรือร้องเพลงฮิตใน TikTok Challenge ที่สุดแสนจะติดหูไปทั้งวัน

แต่แพลตฟอร์มนี้ไม่ได้มีเพียงแค่คอนเทนต์เอ็นเตอร์เทนเมนต์ แพลตฟอร์มวิดีโอสั้นนี้ยังโดดเด่นด้านการศึกษาที่เติบโตขึ้นมาเกือบ 400 เปอร์เซ็นต์ ภายใน 1 ปี หรือจริง ๆ สามารถพูดได้ว่า คอนเทนต์การศึกษาบนแพลตฟอร์มนี้ คือ ‘การเรียนรู้คู่ความสนุก’ แบบที่เราไม่รู้สึกว่ากำลังเรียนอยู่

เป็นโอกาสดีครบรอบ 2 ปีของ #TikTokUni ที่เราจะมาพูดคุยกับ กานจิ-สิริประภา วีระไชยสิงห์ Campaign and Content Operations Lead จาก TikTok แบบหมดเปลือก ว่าด้วยเรื่องการเรียนรู้บน TikTok ที่เสพง่าย แปลกใหม่ และน่าจับตาว่าวัฒนธรรมการเรียนรู้สมัยใหม่นี้จะมาเปลี่ยนแปลงวงการการศึกษาหรือบุคคลธรรมดาได้อย่างไร

ถึงแม้บทความนี้จะเล่าเรื่องราวทั้งหมดไม่จบในวิดีโอสั้นเหมือนบนแพลตฟอร์ม แต่หลังจากจบบทความนี้ เวลาบน TikTok ของคุณจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

TikTok เติบโต

TikTok เริ่มเข้ามาในประเทศไทยช่วงปี 2018 ด้วยลักษณะเนื้อหาที่กระชับและเป็นวิดีโอสั้น จึงดึงดูดความสนใจได้อยู่หมัด แค่กดดู ก็สามารถเข้าใจเนื้อหาได้เลยทันที จึงไม่ใช่แพลตฟอร์มแค่ของคนรุ่นใดรุ่นหนึ่งอย่างเดียว แต่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในผู้ใช้งานทุก ๆ วัย 

“ที่ลักษณะคอนเทนต์กว้างขึ้น เพราะว่าเครื่องมือของเราง่าย ใคร ๆ ก็ทำได้ ไม่ยุ่งยาก ถ่ายเสร็จแล้วสามารถลงได้เลย กลายเป็น 1 คอนเทนต์” 

โดยเฉพาะช่วงที่ผ่านมา เราต้องอยู่บ้านเป็นส่วนใหญ่ ผู้คนต่างมองหาประสบการณ์ใหม่ ๆ การพัฒนาตนเอง แต่ไม่รู้จะไปไหน ไม่ว่าหันไปทางไหนเราจะเห็นน้อง ๆ มัธยมเต้นกันอย่างสนุกสนาน เหมือนกับที่คุณลุงคุณป้ามาแชร์เทคนิคการปลูกต้นไม้ใหม่ ๆ ในบ้านอย่างเพลิดเพลิน

เราจะเห็นคอนเทนต์หลากหลายประเภท ตั้งแต่การร้องเล่นเต้นรำ ขายของ ละครสั้น พากย์เสียง แต่งหน้า พากิน หรือแม้กระทั่งคอนเทนต์ในเชิงการศึกษา อย่างภาษา วิทยาศาสตร์ และความรู้รอบตัว

“เวลาคนนึกถึงคอนเทนต์ใน TikTok เชิงความรู้จะนึกถึงอะไร นึกถึงสอนภาษา บทสนทนาในชีวิตประจำวัน ภาษาเกาหลีที่แปลจากซีนละคร”

ปีที่ผ่านมาคอนเทนต์เชิงการศึกษาโตขึ้น 385 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลก เป็นตัวเลขที่บอกนัยยะได้ว่า การเรียนรู้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันผู้คนไปแล้ว

การเรียนรู้ที่สอดไส้มาแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวนี้เอง ที่ทำให้การได้ท่องไปแพลตฟอร์มนี้น่าเพลิดเพลินและกระตุ้นความสงสัยใคร่รู้ในตัวเรา

เมื่อเทียบกับปี 2021 แล้ว ผู้คนใช้เวลาบนแพลตฟอร์มมากขึ้นถึง 71 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็น 52 นาทีต่อคนต่อวัน ระบบนิเวศของ TikTok กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด และมีแนวโน้มการเติบโตของคอนเทนต์เชิงการศึกษา 3 ส่วน

ส่วนแรก ความกระชับ (Conciseness) หากผู้ใช้อยากเรียนรู้เรื่องเศษส่วน ก็ดูคอนเทนต์เรื่องเศษส่วนเลย หรือว่ามีปัญหาภาษาอังกฤษ สั่ง Starbucks ยังไง ต้องเข้าเรื่องการสั่งเป็นภาษาอังกฤษเลย นี่คือความกระชับของคอนเทนต์ที่หาที่ไหนไม่ได้มาก่อน

ส่วนที่สอง ความสร้างสรรค์ (Creativity) คือความสร้างสรรค์ในการถ่ายทอด และความครีเอทีฟของคนที่อยู่ในแพลตฟอร์มที่ทำให้เราทึ่ง พร้อมทั้งเครื่องมือตัดต่อที่ทุกคนใช้งานได้ง่าย ๆ ซึ่งมีส่วนช่วยทำให้การเล่าเรื่องไม่ธรรมดาอีกต่อไปด้วย Effects, Stickers หรือการ Duet และ Stitch ที่ทำให้ทุกคนมีส่วนร่วมกับบทเรียนนั้น ๆ ได้เพิ่มขึ้นไปอีก

ส่วนสุดท้าย ความบันเทิง (Entertainment) ทุก ๆ คอนเทนต์ ไม่ว่าจะ Foodtainment หรือ Shoppertainment ต่างมีความเป็น ‘-tainment’ อยู่ในนั้น เพราะการเรียนรู้อยู่คู่ความสนุกได้จริง ๆ ซึ่งเป็นจุดเด่นและดีเอ็นเอสำคัญของคอนเทนต์เชิงความรู้บนแพลตฟอร์มนี้

TikTok Culture

เราอยู่ในยุคสมัยที่เทรนด์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคการแต่งหน้า แต่งตัว เพลงฮิต หรือการกินราเม็ง ล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจาก TikTok ก่อเกิดเป็นวัฒนธรรมที่ไม่ได้มาจากชาติใดชาติหนึ่ง แต่เป็น ‘วัฒนธรรม TikTok’

วัฒนธรรมที่ทุกคนสามารถเป็นตัวเอง จุดประกายความคิด และนำความสุขสนุกมาให้กับคนอื่น ๆ ซึ่งสิ่งนี้เป็นภาพสะท้อนมาจากภายในองค์กรโดยตรง

บทสนทนาแรกทุกเช้าในออฟฟิศของ TikTok อาจจะไม่ใช่ ‘กินข้าวมาหรือยัง’ แต่เป็น ‘เล่นไวรัลอันนี้หรือยัง’

“สิ่งสำคัญคือ เราก็อยากพัฒนาให้ผู้ใช้มีประสบการณ์ที่ดีที่สุด เพราะฉะนั้นเราจึงต้องเอาตัวเองเข้าไปเป็นผู้ใช้คนหนึ่ง เวลาเจอกัน เราจะเห็นทีมงานถ่ายไวรัลเหมือนกันกับทุกคนนี่แหละค่ะ” กานจิหัวเราะ

เธอเล่าต่อว่า กว่าจะออกมาเป็น 1 แคมเปญต้องประกอบด้วย Creativity, Entertainment และ Innovation กลายเป็นสิ่งใหม่ ๆ ที่คาดไม่ถึง และสร้างผลกระทบเชิงบวกกับผู้ใช้หรือคนในสังคม ซึ่งสิ่งนี้เป็น Vision และ Mission ของคนที่นี่

เมื่อสิ่งเหล่านี้สะท้อนออกมาเป็นวัฒนธรรมเชิงบวก เราจึงได้เห็นคอนเทนต์เชิงการศึกษาที่ไม่ได้มีเพียงคุณครูมาสอน แต่ทุก ๆ คนมาเล่าเรื่องผ่านประสบการณ์ และเป็นตัวเองได้โดยไม่มีใครมาตัดสิน เพราะใจความสำคัญคือการส่งต่อสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับคอมมูนิตี้ และเมื่อส่งต่อไปเรื่อย ๆ ก็กลายเป็นการสร้าง Know-how บางอย่างให้คนอื่นโดยไม่รู้ตัว

“มี TikTok Creator เป็นคุณน้ากวาดถนนของ กทม. เขาจะบอกวันนี้เขากวาดพื้นที่ตรงนี้ เล่าอย่างแฮปปี้ในสิ่งที่เขาทำงาน เช่น ‘ทุกคน รู้ไหมว่าตัวการที่ทำให้ขยะตันคืออะไร’ หรือ ‘ป้าอยู่หน้างานเจอเหตุการณ์แบบนี้’

“กลายเป็นว่าเราเจออะไรแบบนี้จากคนที่รู้จริง คนที่มีประสบการณ์แล้วมาเล่าต่อ ซึ่งเป็นเรื่องที่เราก็ไม่เคยรู้มาก่อนเหมือนกัน”

หรือแม้แต่การ ‘สวัสดีวันจันทร์’ ในยุคนี้ ก็ถูกเปลี่ยนไปในรูปแบบของการส่งวิดีโอดูแลสุขภาพ แชร์วิดีโอนักกายภาพบำบัด แทนคำทักทายในรูปดอกไม้เป็นความห่วงใยให้คนที่เรารักไม่ปวดคอ บ่า ไหล่

ยินดีต้อนรับทุกคนสู่ TikTok Culture ณ บัดนี้

เรียนรู้คู่ TikTok

เมื่อการเรียนรู้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในห้องเรียน แต่รวมถึงการเลื่อนหน้าจอดูวิดีโอสั้น การ ‘เรียนรู้คู่ความสนุก’ จึงเป็นคอนเซ็ปต์ที่ทีมปรินต์แปะไว้เตือนใจข้างฝาบ้าน

นิยามของการเรียนรู้สำหรับพวกเขา คือการได้นำเสนอประสบการณ์ใหม่ ๆ และการบอกต่อ ส่งต่อข้อมูล ทั้งที่เป็นข้อมูลข่าวสารและข้อมูลความรู้ ให้กับผู้คนโดยที่เขาไม่เคยได้รับรู้เรื่องราวนั้นมาก่อน

รวมไปถึงการสร้างนิสัยหรือทักษะใหม่ ๆ ให้ทุก ๆ คนนำไปต่อยอดในชีวิตประจำวันได้ 

“บางคนเข้ามาเรียนรู้แบบอยู่ดี ๆ รู้เรื่องนี้ได้ยังไงนะ อันนี้คือทางอ้อม หรือบางคนตั้งใจเข้ามาค้นหาการเรียนเรื่องนี้ หาคำตอบ

 “เดี๋ยวนี้คนใช้ TikTok ค้นหา How-to ในอัตราที่เพิ่มขึ้นเยอะมาก เช่น ล็อกประตูยังไงให้ปลอดภัย เพราะคนอาจจะเคยเห็นในฟีดว่า วิธีป้องกันโจรเวลาไปพักที่ต่างจังหวัดมักจะเป็นแบบนี้ เป็นต้น”

ซึ่งการจะไปสู่ภาพการเรียนรู้เปิดกว้างที่วาดเอาไว้ จะต้องพัฒนาแพลตฟอร์มให้ยืดหยุ่นและเอื้อต่อหลากหลายรูปแบบการเรียน

เรียนต่อไม่สะดุด – หลาย ๆ คนอาจจะคุ้นเคยกับวิดีโอขนาดสั้น แต่ตอนนี้โพสต์วิดีโอได้ยาวถึง 10 นาที เพื่อรองรับแนวโน้มของคอนเทนต์ที่เติบโตมากขึ้น เช่น How-to และ Tutorial เพราะในทุก ๆ รูปแบบของคอนเทนต์ล้วนมีความเหมาะสมในเรื่องของความยาวและรูปแบบแตกต่างกัน

เป็นมิตรต่อการเรียนรู้ – เนื่องจากเป็นแพลตฟอร์มที่ทุกเพศทุกวัยเข้ามาใช้ จึงมีทีม Content Moderator คอยดูแลตรวจสอบ ใช้ Algorithm คัดกรองคอนเทนต์ที่ไม่เหมาะสมในด่านแรก และมีหน่วย Human Review เป็นด่านที่สองเพิ่มความรัดกุมในการคัดกรอง

การเรียนรู้ไม่มีขีดจำกัด – ด้วยพื้นฐานการเป็นแพลตฟอร์มที่ขับเคลื่อนโดยคอมมูนิตี้ เหล่า Creator จึงเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ผู้คนได้มาเจอคอนเทนต์ที่ตัวเองกำลังมองหา ต้องการเรียนรู้ หรือหากไม่ได้ต้องการเรียนรู้ ก็จะได้คำตอบอะไรบางอย่างกลับไป แม้แต่โฆษณาบนแพลตฟอร์มเองก็มาในรูปแบบคอนเทนต์เชิงการศึกษา อย่างข้อคิดจากหนัง หรือ วิธีการถ่ายภาพเจ๋ง ๆ จากกล้องโทรศัพท์

พื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้ – การเรียนรู้ที่ดีเกิดจากการที่ทุกคนรู้สึกปลอดภัย

“Mission ของ TikTok คืออยากให้พื้นที่นี้เป็น Trusted Entertainment Platform เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนที่จะสามารถสร้างแรงบันดาลใจและความสุข

“ถ้าเขาเกิดรู้สึกไม่ปลอดภัย รู้สึกไม่สบายใจที่จะแชร์ ก็จะไม่เกิดความคิดสร้างสรรค์เลย ทั้ง ๆ ที่เป็นดีเอ็นเอและพื้นฐานสำคัญของแพลตฟอร์มเรา”

ทีมจึงต้องร่วมกันสร้างพื้นที่ที่ลดระดับความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นคอมเมนต์หรือคอนเทนต์ที่ไม่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการขยาย Creator Ecosystem และสร้าง Digital Literacy ให้กับทั้งแพลตฟอร์มเกี่ยวกับความถูกต้องของข้อมูลหรือผลกระทบของคอนเทนต์ เพื่อเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

#สอนให้รู้ว่า…

ตลอด 2 ปีของ #TikTokUni เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้บนแพลตฟอร์มนี้

ทุก ๆ เดือนจะมีแคมเปญต่าง ๆ กระตุ้นให้คนออกมาแชร์ความรู้ ไม่ว่าจะเป็นภาษา ความรู้รอบตัว วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และเนื้อหาที่เป็นประโยชน์อีกมากมาย ซึ่งในโอกาสครบรอบ 2 ปีนี้ TikTok มาในธีม #สอนให้รู้ว่า

“ไม่ใช่แค่ TikTokUni สอนให้รู้ว่าอะไร แต่เราต้องการให้แรงบันดาลใจว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวมีอะไรให้เรียนรู้อีกเยอะ” หรืออีกนัยหนึ่งก็เปรียบเหมือนการตั้งโจทย์ให้เราลองถามตัวเอง แล้วมองไปรอบ ๆ ตัวว่า สิ่งต่าง ๆ หรือเรื่องราวเหล่านี้ส่งผลกระทบกับเรายังไงบ้าง

ตัวอย่างเรื่องใกล้ตัวอย่างการบริการประชาชนของภาครัฐ อย่างที่กระทรวงต่างประเทศจัดทำวิดีโอสอนทำพาสปอร์ตที่มาบุญครองภายใน 10 นาที หรือการประชาสัมพันธ์พาสปอร์ต 10 ปี คอนเทนต์นี้คว้ายอดวิวสูงถึง 5 ล้านวิว โดยไม่ต้องพึ่งบูสต์หรือยิง Ads ใด ๆ 

“อันนี้เป็นจุดที่ถูกทาง เหมือน Right tool, Right content ที่คนมองหา แล้วเป็นเรื่องที่เราช่วยให้ข้อมูลหรือความรู้เขาในรูปแบบใหม่ ทำให้เห็นว่ายังมีอีกหลากหลายวิธีในการบริการข้อมูลให้กับประชาชน” 

นอกจากนี้ TikTok ร่วมมือกับหลายภาคส่วน ทั้งพิพิธภัณฑ์ ภาคการศึกษา และหน่วยงานรัฐเพื่อสร้างปรากฏการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ ในการทลายข้อจำกัดการเรียนรู้รูปแบบเดิม ๆ TikTok ทำงานร่วมกันกับมิวเซียม 3 แห่งในไทย คือ ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ มิวเซียมสยาม และ TK Park

“ในฝั่งของแหล่งการเรียนรู้ข้างต้น เขาอาจจะมีข้อจำกัดในการพัฒนา Innovation ทำยังไงให้มีความตื่นตาตื่นใจ สามารถชักชวนคนรุ่นใหม่เข้ามา Join ได้บ้าง ก็ตรงกับสิ่งที่เราทำพอดี”

เมื่อโจทย์ที่มีมาลงตัวกับรูปแบบคอนเทนต์ที่ทั้งกระชับ สร้างสรรค์ และสนุกโดนใจวัยรุ่น จึงเกิดเป็นการร่วมงานกับ Top Creator มากกว่า 20 – 30 คน มาร่วมเล่าเรื่องแบบใหม่ในมิวเซียม เหมือนมีเพื่อนมาเล่าให้ฟังระหว่างเดินชมพิพิธภัณฑ์ แม้สิ่งนี้อาจเคยเกิดขึ้นแล้วในพิพิธภัณฑ์ระดับโลกอย่าง Lourve หรือ The Met แต่ก็เป็นก้าวแรกของมิวเซียมในไทยที่จะสร้างภาพการเรียนรู้ใหม่ ๆ และออกจากกรอบที่เคยมี

หรือแคมเปญสนุก ๆ ที่ร่วมมือกับ TK Park เปิดตำราวิชาแนะให้แนว ชวนเหล่าวัยรุ่นมาค้นหาคำถามที่ใช่กับตัวเอง เพื่อหาเส้นทางอาชีพในอนาคต ผ่าน #TikTokแนะแนว ตอบคำถามโดยรุ่นพี่หลากสายอาชีพด้วยเครื่องมือของ TikTok ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะอย่าง Q&A Feature ชวนทุกคนมาร่วมแชร์ประสบการณ์ให้น้อง ๆ ผ่านวิดีโอ

และเพื่อเริ่มเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาไทย ก็ยังจับมือกับ InsKru และ กสศ. ในกิจกรรมเวิร์กชอปให้คุณครูกว่า 400 คน จากทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยให้ครูกลุ่มนี้เป็นเหมือน Teacher Changemaker ในการนำเสนอวิธีการสอนแบบใหม่ ๆ และจุดประกายกลุ่มครูด้วยกัน ขยายผลไปสู่โรงเรียนในทุก ๆ ตำบล ทุก ๆ จังหวัด

“เราพยายามอย่างเต็มที่ในการร่วมมือกับหลาย ๆ ภาคส่วน เพื่อช่วยให้ระบบการศึกษาค่อย ๆ เปลี่ยนแปลง อาจไม่ใช่ทั้งโครงสร้าง แต่อย่างน้อยในคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แล้วสร้างผลกระทบทางอ้อมให้แผ่ออกไปเป็นวงกว้าง ให้สิ่งที่เราทำไปได้ไกลมากขึ้น”

Lifelong Learning สำหรับทุกคน

#TikTokUni ทำให้ทิศทางการเรียนรู้บนแพลตฟอร์มนี้แตกย่อยได้มากขึ้น ทั้งแนวนอนและแนวตั้ง ทั้งยังสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้แบบใหม่ ๆ ให้กับผู้คน

“เราจะพยายามถามตัวเองอยู่เสมอว่า นอกจากเรียนรู้คู่ความสนุกแล้ว เราสร้างอิมแพ็คให้การศึกษาไทยยังไงบ้าง”

ถึงจะผ่านมาแค่ 2 ปี แต่ผลกระทบของโครงการนี้ก็เริ่มออกดอกออกผลในวงการการศึกษาไทย แม้อาจยังไม่ใช่ระดับโครงสร้างหรือนโยบาย แต่คนหน้างานอย่างคุณครูและนักเรียนกำลังได้เรียนรู้และเก็บเกี่ยวจากแพลตฟอร์ม คุณครูได้เกร็ดความรู้ในการสอน การเข้าถึงเด็กรุ่นใหม่ จากการแบ่งปันประสบการณ์ในคอมมูนิตี้ของครูทั่วโลก นักเรียนเองก็ได้เห็นช่องทางในการพัฒนาตน โยงไปถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอนในห้อง เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตของพวกเขาในอนาคต

ในระยะยาว โจทย์สำคัญในการขยายการเรียนรู้จึงไม่ใช่แค่เพียงเพิ่มจำนวนผู้ใช้ แต่รวมไปถึงการทำให้คอนเทนต์ขยายแผ่กิ่งก้านสาขา เพื่อนิสิตนักศึกษา บัณฑิตที่จบมาแล้ว คนทำงาน พ่อแม่ และคนทุก ๆ วัย เกิดเป็น Lifelong Learning บนแพลตฟอร์มอย่างแท้จริง

“สุดท้ายแล้ว เรามองว่าจุดหนึ่งที่เติมเต็มการทำงานของเราคือ เวลาที่มีคนคนหนึ่งมาบอกว่า ‘พี่ หนูได้งานจากการพัฒนาตัวเอง การเรียนภาษาผ่าน TikTok และ การทำ Resume’

“หรืออีกคนบอกว่า เขาสามารถดูแลตัวเองได้ในช่วงที่เขาติดโควิด-19 ผ่านการดูคอนเทนต์ของคุณหมอคนหนึ่งบนแพลตฟอร์มของเรา”

การได้สร้างอิมแพ็คในเชิงการใช้ชีวิตของผู้คนให้ดียิ่งขึ้น ทำให้ผู้คนได้พัฒนาตัวเองในแบบที่ดีขึ้นในทุก ๆ ด้าน หรือการได้เป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันที่จะมาร่วมผลักดันและเปลี่ยนแปลงวงการการศึกษาไทยให้ก้าวไปข้างหน้า เป็นสิ่งที่ทีมงานภูมิใจและมุ่งผลักดันให้ TikTok เป็นอีกหนึ่ง Tools สำหรับการเรียนรู้และสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้เชิงบวก เพื่อให้ TikTok เป็นแพลตฟอร์มที่ส่งเสริม Lifelong Learning ให้กับทุกคนอย่างแท้จริง

Writer

ธฤดี อุดมธนะไพบูลย์

นักคิดเต็มเวลา นักเขียนบางเวลา รักวิทยาศาสตร์ ภาษา ศิลปะ และการได้นั่งคุยกับผู้คนในวันฝนตก

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load