“ทำไมกวาดบ้านมาตั้งนาน บ้านยังไม่สะอาดอีกนะ แถมบางทียังสกปรกขึ้นอีก”

นี่คงเป็นความในใจของใครหลายๆ คนเมื่อต้องหยิบไม้กวาดในบ้านที่ใช้ได้ไม่นาน ดอกหญ้าก็หลุดร่วงจนแทบจะต้องเปลี่ยนทุกๆ 3 เดือน

Sweepy คือแบรนด์ที่เกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหานั้น โดยเริ่มต้นจากการตั้งใจผลิตไม้กวาดที่มีคุณภาพ ถูกต้องตามหลักสรีรศาสตร์ ให้คุณทำความสะอาดได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น มีอายุการใช้งานนานนับปี และมีเป้าหมายสุดท้ายคืออยากเห็นคนมีชีวิตที่ดีขึ้น

Sweepy ไม้กวาดที่ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ ให้ใช้ได้นาน และกวาดบ้านอย่างมีความสุข

แบรนด์นี้เกิดจากการร่วมมือกันของสามพี่น้อง 

ตูน-นนทัช ขันธรูป พี่ใหญ่ผู้ริเริ่มแบรนด์ ดูแลด้านการออกแบบและการตลาด โดยมีอีกหน้ากากหนึ่งเป็นสถาปนิกผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบร้านที่เราคุ้นเคยหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น Peace Oriental Teahouse, Khao, และ Honeyful Cafe 

แตม-อธิษฐ์ ขันธรูป น้องชายคนรองผู้ดูแลด้านการโฆษณา

และ เติม-โตมา ขันธรูป น้องชายคนเล็กที่รับผิดชอบด้านสื่อออนไลน์ การวิจัย และพัฒนาผลิตภัณฑ์

Sweepy ไม้กวาดที่ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ ให้ใช้ได้นาน และกวาดบ้านอย่างมีความสุข

ในตอนแรก ตูนก็คล้ายกับใครหลายๆ คนที่อยากลองทำธุรกิจค้าขาย หลายคนหาไอเดียจาก Pain Point ของตัวเอง บางคนก็เริ่มต้นจากธุรกิจของครอบครัว แต่ Sweepy กลับมีจุดเริ่มต้นอยู่ที่ ‘วัด’

ใช่แล้ว คุณอ่านไม่ผิด ‘วัด’ นั่นแหละ ในช่วงที่ตูนกำลังบวชอยู่ที่วัดแห่งหนึ่ง ด้วยสัญชาตญาณนักออกแบบผู้หลงใหลในงานคราฟต์ ทำให้เขาได้เห็นและเรียนรู้วิชาการทำไม้กวาดจากคุณลุงคนหนึ่ง แต่ใครจะไปรู้ว่าวิชานี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจใหม่ของเขาในอนาคต อย่างธุรกิจผลิตอุปกรณ์สามัญประจำบ้านที่เรียกว่า ‘ไม้กวาด’

ปัญหาหลุดลุ่ย

“ปัญหาหลักคือดอกหญ้าหลุด ผมเลยศึกษาว่าทำไมมันถึงหลุด ทำไมไม้กวาดถึงใช้ได้แค่สามเดือนแล้วก็พัง เลยมาลองดูว่าเราจะทำไม้กวาดที่ดีกว่านี้ได้ไหม” ตูนเล่าถึง Pain Point ซึ่งพบเจอในไม้กวาดดอกหญ้าที่ซื้อกันได้ทั่วไป แต่ชาติเสือก็ต้องไว้ลาย เมื่อเป็นสถาปนิกทั้งที จะพัฒนาแค่ฟังก์ชันการใช้งานก็กระไรอยู่ ดังนั้น สำหรับตูนแล้ว ด้านความสวยงามก็ต้องปรับให้ดูดีขึ้นด้วย

“สำหรับดีไซน์ปกติที่เราเห็น ถ้าสมมติเราเห็นไม้กวาดอยู่กลางบ้าน สิ่งแรกที่เราจะคิดคือ เอ๊ะ ไม้กวาดมาทำอะไรตรงนี้ มันดูผิดที่ผิดทาง และเราจะหงุดหงิด” 

Sweepy ไม้กวาดที่ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ ให้ใช้ได้นาน และกวาดบ้านอย่างมีความสุข

เติมกล่าวเสริมขึ้นมาถึงอีกหนึ่งปัญหาที่แอบแฝงอยู่ในใจหลายๆ คนเกี่ยวกับไม้กวาด เป็นอีกเหตุผลหนึ่งว่าทำไมไม้กวาดของ Sweepy จึงมีดีไซน์สวยเรียบ เข้าได้กับทุกมุมของบ้าน

ถึงแม้ตูนมองเห็นปัญหาที่หลายคนต้องเผชิญกับการใช้ไม้กวาด และศักยภาพในการต่อยอดเป็นธุรกิจแล้ว การเริ่มต้นนั้นกลับไม่ได้ราบรื่นเสียทีเดียว เขาติดต่อ Supplier เพื่อค้นหาวัสดุที่เหมาะสมและบริหารจัดการต้นทุน เพื่อพิสูจน์ว่ามันเกิดขึ้นได้จริงก่อนก้าวเดินต่อไป

งานฝีมือ

ไม้กวาดอาจเป็นสิ่งที่เราเห็นกันจนคุ้นตา จนนึกไม่ออกว่ามันจะเปลี่ยนไปจากเดิมได้อย่างไร 

สำหรับริษัทการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้จากการใส่ใจในรายละเอียดและพัฒนาให้ดีขึ้น 

“ผมลองศึกษาดูว่าไม้กวาดปกติประกอบยังไง คุณภาพของดอกหญ้าเป็นแบบไหน เขาคัดยังไง แล้วก็นำสิ่งที่ลุงเคยสอนผมมาปรับใช้ มันน่าจะเป็นอย่างนี้ได้นะ น่าจะปรับตรงนี้ได้ โดยทุกวัสดุที่เราใช้ คือทำเพื่อให้ฟังก์ชันมันดีขึ้น แข็งแรงขึ้น”

Sweepy แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

ดอกหญ้าเรียกได้ว่าเป็นพระเอกหลักสำหรับไม้กวาด ทว่าดอกหญ้าทั่วๆ ไปมักมาพร้อมผงฝุ่น และส่วนที่แข็งหักง่ายติดมาด้วย ทำให้บางครั้งเวลาใช้งาน พื้นบ้านกลับสกปรกกว่าเดิม 

การคัดดอกหญ้าในการทำไม้กวาดของ Sweepy คือสัดส่วน 50 – 50 ครึ่งหนึ่งใช้ได้ อีกครึ่งหนึ่งคัดออก

“เราเลือกแต่ดอกหญ้าที่มีมาตรฐานเกรด A เพราะไม่อยากให้เกิดปัญหานี้เวลากวาดบ้าน ให้ตอนใช้งานจริงๆ คนเขารู้สึกดีและสะอาด” 

นอกจากวัสดุที่ใช้แล้ว เพื่อให้ได้ไม้กวาดที่สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ขั้นตอนการประกอบไม้กวาดก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน 

Sweepy แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข
แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

“การประกอบไม้กวาดคือเราต้องดูว่าดอกหญ้าที่เราเลือก ไม่ใช่แค่เลือกแล้วเอามาประกอบยังไงก็ได้ มันมีขั้นตอนในการประกอบ อย่างเช่นการผูกช่อ การเรียงไม้กวาด หรือการที่เราเย็บอย่างแน่นหนา ก็เป็นส่วนประกอบสำคัญเหมือนกัน ข้ามขั้นตอนไม่ได้ ไม่อย่างนั้นก็จะออกมาไม่สมบูรณ์แบบ” 

ขั้นตอนในการทำไม้กวาด จึงไม่ใช่การที่คนคนหนึ่งทำหลายๆ อย่างเพื่อประหยัดแรงงานให้คุ้มที่สุด แต่เป็นการทำงานเป็นทีม ใครเชี่ยวชาญเรื่องไหนก็ทำเรื่องนั้น เช่น คนทุบดอกหญ้าจะทุบดอกหญ้าอย่างเดียว คนดูแลเรื่องไม้ก็จะดูเรื่องไม้อย่างเดียว

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อใช้วัสดุคุณภาพดี มีขั้นตอนการประกอบที่ถูกต้อง อีกสิ่งที่จะขาดไปไม่ได้ คือการออกแบบที่เข้าใจคนใช้งาน โดยปกติ ไม้กวาดมีลักษณะเป็นไม้ตรงๆ และมีดอกหญ้าแยกออกมาเป็น 2 แฉก แต่ไม้กวาด มีดีไซน์แปลกตากว่านั้น ซึ่งไม่ใช่เพื่อความสวยงามหรือความแปลกใหม่ แต่เป็นดีไซน์ที่ตั้งใจออกแบบมาให้ถูกต้องตามหลักสรีรศาสตร์ เพื่อแก้ปัญหาอาการปวดหลังเวลากวาดบ้าน 

“เราอยากให้ไม้กวาดน้ำหนักเบา ความยาวพอดี และเป็นทรงแบบไม้ฮอกกี้ ให้มีองศาที่กวาดได้กว้างขึ้น ทำให้ไม่ต้องก้มหรือบิดตัวเยอะเวลากวาดใต้เตียงหรือโซฟาลึกๆ ส่งผลให้ใช้เวลาในการกวาดน้อยลง ปวดหลังน้อยลง และรู้สึกดีขึ้นเวลาทำความสะอาดบ้าน”

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

สานคุณค่า

ไม้กวาดเป็นเครื่องมือทำความสะอาดที่เรียกได้ว่าต้องมีประจำทุกบ้านในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม้กวาดที่เราเห็นทำจากพลาสติก และขาดเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมในส่วนนี้ไป แบรนด์จึงตั้งใจแฝงสิ่งนี้เข้าไปในการออกแบบสินค้าของพวกเขา ด้วยไม้และดอกหญ้าที่หาได้ในท้องถิ่น วิธีการผูกช่อ การทำความสะอาด ไม่ผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม แต่ทำด้วยมือตามภูมิปัญญาที่มีอยู่แล้ว

“เราเห็นไม้กวาดมาตั้งแต่เด็ก เราอยู่กับมันมานานจนเป็นสิ่งที่สำคัญต่อบ้าน เลยรู้สึกว่าจริงๆ ไม้กวาดควรจะมีคุณค่าทางวัฒนธรรมด้วย แต่ก็ยังอยากให้มีความทันสมัย เพื่อให้เข้าถึงคนได้ง่ายขึ้น”

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข
แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

เพราะอยากเห็นสิ่งแวดล้อมกับโลกที่สะอาดและน่าอยู่ขึ้น Sweepy จึงมีคอนเซปต์หลักเป็นความมินิมอลและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยพยายามลดการใช้พลาสติกให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และหากจำเป็นต้องใช้พลาสติก ก็จะนำพลาสติกรีไซเคิลมาใช้แทน

นอกจากไม้กวาดดอกหญ้าแล้ว ยังมีอุปกรณ์ทำความสะอาดอื่นๆ และสินค้าไลฟ์สไตล์ เช่น ไม้กวาดหยากไย่ ไม้กวาดเสี้ยนตาล ตะกร้าจากแอฟริกา และสินค้าประจำฤดู เช่น ร่มในฤดูฝน ซึ่งทั้งหมดยังคงอยู่ภายใต้คอนเซปต์ตั้งต้นเช่นกัน

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

การสื่อสารของไม้กวาด

หลังจากใช้เวลาออกแบบสินค้าและแบรนด์เกือบ 2 ปี เมื่อเลือกใช้วัสดุที่ดีพร้อมกระบวนการผลิตที่พิถีพิถันมาก ต้นทุนในการผลิตก็ย่อมสูงขึ้น ราคาขายจึงสูงขึ้นตามไปด้วย 

เมื่อเริ่มวางขายด้วยราคาที่แพงกว่าไม้กวาดทั่วไป ปัญหาที่แบรนด์ต้องเผชิญต่อมา คือการที่ผู้บริโภคไม่เข้าใจในตัวสินค้า

ทำไมราคาแพงจึงเป็นคำถามสำคัญ

“ปกติเขาจะใช้ไม้กวาดราคาประมาณแปดสิบถึงหนึ่งร้อยบาท แล้วก็เปลี่ยนทุกๆ สามถึงสี่เดือน ผมคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่คนจะสงสัยในสิ่งที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนว่า ทำไมมันแพงจัง แพงเกินไปหรือเปล่า สิ่งที่เราทำคือให้เขาลองใช้จริงก่อน โดยมี Tester ให้เขาได้ลองว่ามันใช้งานได้ดีจริงๆ มันลดเวลากวาดบ้านได้จริงๆ และอายุการใช้งานก็นานจริงๆ”

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับผู้บริโภค การสื่อสารและตลาดจึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญ

“ในการทำการตลาด สิ่งสำคัญที่สุดคือ การสื่อสารที่ชัดเจนและให้ข้อมูลกับผู้ใช้งาน ซึ่งจะทำให้เขาเข้าใจสินค้าของเราจริงๆ ทุกคนมีความต้องการไม่เหมือนกัน เราต้องเรียนรู้จากความต้องการของแต่ละคน และพยายามปรับการสื่อสารของเราให้เข้ากับเขาได้มากที่สุด”

เมื่อสื่อสารชัดเจน โฆษณาอย่างทั่วถึง ประกอบกับสินค้ามีคุณภาพและเรื่องราว ทำให้สินค้านั้นขายได้ด้วยตัวมันเอง ณ วันนี้ หลายคนเข้าใจในสินค้าของพวกเขามากยิ่งขึ้น ยอดขายก็เพิ่มขึ้นตามมาด้วย และทั้งสามก็ยังควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์อย่างสม่ำเสมอ

นอกจากการสื่อสารกับลูกค้า การสื่อสารกับคนในทีมก็สำคัญไม่แพ้กัน พวกเขาเลือกใช้โรงงานของตัวเองในการผลิตไม้กวาดและสินค้าต่างๆ แทนที่จะจ้างผลิต โดยมีผู้เชี่ยวชาญสอนพนักงานในการผลิตแต่ละขั้นตอน 

เติมบอกว่า ส่วนนี้ต้องมีความยืดหยุ่น ต้องคอยควบคุมอย่างใจเย็น เพื่อปรับทัศนคติและสื่อสารให้ทุกคนเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน

“เราพยายามจะเป็นผู้นำที่ให้กำลังใจ ฟังทีมของเราว่าเผชิญปัญหาอะไรบ้าง เขาต้องการความช่วยเหลือหรือเปล่า ผมคิดว่าการฟังสำคัญมาก เราต้องฟังทุกคนตั้งแต่ลูกค้า มาจนถึงทีมตัวเอง”

แก่นไม้กวาด

ตลอดการสนทนา ทำให้เรารู้ว่าแม้สินค้าจะมีอยู่ทั่วไปและเป็นที่ต้องการอยู่แล้วในตลาด แต่เมื่อต้องการพัฒนาออกมาให้เป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ กลับไม่ใช่เรื่องง่าย 

“มันยากบ่อยกว่าที่มันง่าย” ตูนว่าอย่างนั้น “ทุกวันเราต้องเจออุปสรรคหลายอย่าง สำหรับผม การทำธุรกิจจึงต้องมีแพสชันและเป้าหมายที่ชัดเจน ในไตรมาสนี้ ในเดือนนี้ ในวันนี้ มีอะไรบ้าง แล้วเราจะสื่อสารสิ่งเหล่านี้ให้คนอื่นในทีมเข้าใจได้อย่างไร

“ความท้าทายอีกอย่างคือ การหากลุ่มลูกค้าที่ชัดเจนในช่วงแรก การสื่อสาร และรักษาลูกค้าที่อยากซื้อต่อไป เนื่องจากสินค้าของเรามีอายุการใช้งานนาน” เติมเสริม

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

บ่อยครั้งที่เราได้ยินว่าแพสชันเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการทำธุรกิจ Sweepy ทำอย่างไรให้ความหลงใหลนั้นอยู่ในหัวใจของทุกคนในทีม

“สิ่งแรกที่ต้องมองเห็นคือธรรมชาติของคน ต้องเข้าใจว่าแต่ละคนสไตล์เป็นยังไง ถ้ามีความสำเร็จอะไรเล็กๆ น้อยๆ ก็พยายามให้สิ่งตอบแทนหรือเลี้ยงฉลองกัน ส่วนแพสชัน ผมว่าเป็นสิ่งที่บังคับกันไม่ได้ แต่เราต้องเป็นผู้นำให้เขาเห็นว่ามันดียังไง ให้มันเดินหน้าไปด้วยกัน”

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ทั้งสามคนจึงใช้วิธีทำคอนเทนต์และสื่อต่างๆ เพื่อให้ความรู้แก่ลูกค้า โดยเน้นไปที่การสื่อสารว่าลูกค้าจะได้รับอะไรจากสินค้าของพวกเขา 

“เราอยากให้คนที่ไม่ชอบการทำความสะอาด คนที่รู้สึกว่าการทำความสะอาดยากและน่าเบื่อ หันมาสนใจว่าการทำความสะอาดมันมีผลต่อจิตใจคนจริงๆ พอบ้านคุณสะอาด สมองของคุณก็จะโปร่ง ทำให้ทำงานได้ดีขึ้น และทำให้ชีวิตดีขึ้น”

ในอนาคต ทั้งสามยังคงมุ่งมั่นที่จะปลุกปั้น Sweepy ให้เป็นบริษัทที่ครอบคลุมในเรื่องการทำความสะอาด โดยจะมีสินค้าที่หลากหลายเพื่อตอบโจทย์ทั้งผู้ใหญ่และวัยรุ่น 

และกระซิบบอกตรงนี้เลยว่า รอดูผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่จะออกมาในอนาคต ไม่แน่ เราอาจได้เห็นหุ่นยนต์หรือเครื่องดูดฝุ่นแบบใหม่จากแบรนด์นี้ ซึ่งเติมยอมรับว่าก็มีแอบคิดไว้เหมือนกัน

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

Lesson Learned

  • ต้องมีแพสชันเพื่อก้าวข้ามความท้อแท้และความยากของการทำธุรกิจ และอย่าลืมหาวิธีแบ่งปันแพสชันนี้ให้คนในทีมเห็นภาพตรงกัน
  • หาความรู้จากแหล่งต่างๆ เพราะความรู้เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ไม่ว่าใครก็ทำธุรกิจประสบความสำเร็จได้
  • มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน กล้าและไม่กลัวการลองลงมือทำ
  • ฉลองกับความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ เพื่อสร้างบรรยากาศในการทำงานที่ดีและจริงใจ

Facebook : Sweepy by SAJ

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

16 พฤศจิกายน 2560
2 K

เราเคยได้ยินเรื่องสวนหน้าบ้านและสวนหลังบ้านแล้ว

แต่คุณเคยได้ยินเรื่องสวน ‘ใน’ บ้านบ้างไหม

ไม่ใช่แค่ในบ้าน อย่างการปลูกพืชอวบน้ำในกระถางเล็กๆ บนโต๊ะทำงาน หรือลิ้นมังกรที่ริมหน้าต่าง แต่เป็นใน ‘ตู้’ ขนาดเท่าชั้นหนังสือ ที่ซ่อนตัวอยู่เงียบๆ ในมุมไหนก็ได้ของบ้าน เป็นทั้งสิ่งประดับตกแต่งสบายตา และนำพืชพรรณออกมาทำอาหารได้ ที่สำคัญคือ เจ้าของตู้แทบจะไม่ต้องดูแลอะไรเลย

นี่คือเรื่องของ Farmshelf บริษัทสตาร์ทอัพจากนิวยอร์ก ที่มีแนวคิดว่าอยากให้ใครก็ได้ ปลูกอาหารที่ไหนก็ได้ เพื่อช่วยให้ผักสดเข้าถึงมือคนง่ายขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มชาวเมืองที่ไม่มีแม้แต่เวลาดูแลอาหารการกินของตัวเอง และอาจขยายไปจนถึงพื้นที่ห่างไกลความเจริญที่สภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวยให้ทำเกษตรกรรม

ท่ามกลางความครึกครื้นของงานแถลงข่าววันที่ 8 – 9 พฤศจิกายนที่ผ่านมา แสนสิริเปิดตัวการลงทุนระลอกใหม่ใน 6 บริษัทสตาร์ทอัพนานาชาติที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตในหลากหลายแง่มุม ตั้งแต่แบรนด์สิ่งพิมพ์ชื่อดังอย่าง Monocle, ธุรกิจบูติกโฮเทลสายแหวกแนวอย่าง Standard International, แอพพลิเคชัน One Night ของบริษัทสแตนดาร์ด ที่ช่วยให้การจองโรงแรมสะดวกง่ายดายขึ้น, JustCo โคเวิร์กกิ้งสเปซสายอาเซียน และ Hostmaker ธุรกิจเปลี่ยนบ้านให้เป็น Airbnb การลงทุนในครั้งนี้ แสนสิริตั้งใจจะมุ่งเปลี่ยนภาพลักษณ์แบรนด์ จากการเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ให้ครอบคลุมไลฟ์สไตล์ทุกด้านอย่างทั่วถึง

ในกลุ่มคนที่ทำเรื่องน่าตื่นเต้นมากมาย ฉันมีโอกาสได้สนทนาสั้นๆ กับหนึ่งในนั้น คือ แอนดริว เชียเรอร์ (Andrew Shearer) หนุ่มอเมริกันอายุ 27 ผู้เป็นซีอีโอของ Farmshelf เราคุยกันถึงสิ่งประดิษฐ์ที่เขาตั้งใจสร้าง และผลประโยชน์ที่มันจะนำมาให้โลก

ต่อไปนี้ เป็นเรื่องของชั้นปลูกต้นไม้ที่ทำได้มากกว่าแค่ประดับบ้าน

Let Food Grow

อันดับแรก เรามาเข้าใจความพิเศษของเทคโนโลยีสุดเจ๋งนี้กันก่อน

Farmshelf คือชั้นปลูกต้นไม้ที่ไม่ต้องเสียเวลาดูแลเอาใจใส่ใดๆ เพียงแค่ตั้งไว้ ระบบของตู้จะจัดการให้ทั้งหมด เราทำเพียงแค่ ใส่เมล็ดและวัตถุดิบตามกำหนด แล้วก็รอให้ถึงวันเก็บเกี่ยว ด้วยแนวคิดที่คล้ายกับเป็น ‘ขั้นกว่า’ ของการปลูกพืชไร้ดิน (Hydroponic Farming) และการปลูกพืชแนวตั้ง (Vertical Farming) ถามว่าขั้นกว่าอย่างไร ก็ตรงที่ในระบบปลูกพืชทั้งสองแบบ เราเป็นคนคิดว่าจะต้องทำอะไรกับพืช แต่ในตู้ของ Farmshelf เราไม่ต้องคิดอะไรเลย!

แล้วตู้รู้ได้อย่างไรว่าต้นไม้แต่ละต้นต้องการอะไร? เชียเรอร์อธิบายว่า “ตู้เก็บข้อมูลด้วยระบบเซนเซอร์พิเศษที่คอยตรวจสภาพดิน น้ำ อากาศ และคอยสังเกตอัตราการสังเคราะห์แสง บวกกับภาพถ่าย time lapse ของต้นไม้ แล้วปัญญาประดิษฐ์จะนำข้อมูลเหล่านี้ไปประมวลเพื่อหาสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่สุดให้กับพืชผัก”

แปลว่า ยิ่งปลูกต้นไม้มากเท่าไร Farmshelf ก็ยิ่งฉลาดมากขึ้นเท่านั้น นั่นเอง

เจ้าของก็เฝ้าติดตามการเติบโตน้อยๆ ในตู้ได้ผ่านแอพพลิเคชันที่จะคอยบอกทั้งระดับความเป็นกรดด่าง ระดับสารอาหาร พร้อมกับมีภาพ time lapse ให้แอบดูเหล่าพืชผักอย่างใกล้ชิดด้วย เมื่อถึงวันที่พร้อมเก็บเกี่ยว แอพจะแจ้งให้เรารับรู้อย่างทันท่วงที เพื่อให้เราได้กินอาหารในจังหวะที่รสชาติดีที่สุด

เมื่อฉันถามว่า แล้วแบบนี้ไม่เหมือนกับการสร้าง ‘ต้นไม้หุ่นยนต์’ เพราะไม่ปล่อยให้ต้นไม้ได้โตตามธรรมชาติเหรอ เขามองหน้าฉันด้วยความไม่เข้าใจ ก่อนจะชี้ว่า “สิ่งที่ FarmShelf ทำเป็นเหมือนการ ‘เพิ่มประสิทธิภาพในการเติบโต’ ให้ต้นไม้ แบบเดียวกับที่เราอยากให้คนอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ดีที่สุดนั่นแหละ ถ้าไม่นับว่านั่นเป็นการทำกับคนเหมือนหุ่นยนต์ ผมก็ไม่คิดว่าเราทำกับต้นไม้เหมือนหุ่นยนต์นะ”

Fresh Fast Food

ข้อดีของตู้นี้ ประกอบไปด้วย 2 ด้านหลักๆ คือ เวลาและคุณภาพ

ในแง่ของเวลา Farmshelf จะช่วยร่นระยะเวลาเดินทางของพืชผักจากไร่สวนมาถึงมือเรา บางครั้งอาจนานหลายวันหรือหลายสัปดาห์ ด้วยตู้นี้ เวลาเดินทางจะเหลือเพียงแค่ไม่กี่วินาที ข้อดีคือลดปัญหาการขนส่ง ปัญหาเรื่องพ่อค้าคนกลาง และสิ่งสำคัญอย่างมากสำหรับคนในเมืองใหญ่ที่แทบไม่มีบริเวณให้ปลูกพืชผัก ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าชั้นปลูกต้นไม้ไฮเทคยังสร้างผลผลิตได้รวดเร็วกว่าการปลูกในธรรมชาติด้วย

ส่วนในแง่ของคุณภาพ ตู้เล็กๆ หลังนี้ใช้ทรัพยากรประหยัดกว่าการปลูกแบบอื่นๆ เพราะมีโปรแกรมเข้ามาช่วยคิดคำนวณว่า ต้นอ่อนต้องการสารอาหารใดมากแค่ไหน ทำให้ทรัพยากรที่ต้องลงทุนแต่ละต้นอยู่ในปริมาณคุ้มค่า ไม่มากไปหรือน้อยไป และที่สำคัญคือ ด้วยวิธีการคิดเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดนี้ ทำให้รสชาติของผักอร่อยขึ้นด้วย

เสน่ห์อีกอย่างของการปลูกผักเองแบบนี้ คือการเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้เห็นกระบวนการผลิตอาหารตั้งแต่ตอนลงเมล็ดจนถึงสุกงอมในระดับที่กินได้ เป็นการให้ความรู้ ให้ความรู้สึกใกล้ชิดผูกพัน และช่วยให้ไว้วางใจกับอาหารที่เลือกกินได้มากขึ้นด้วย

ในระยะยาว เชียเรอร์คาดหวังให้ Farmshelf เป็นทางออกหนึ่งในการช่วยลดปัญหาความอดอยาก โดยเฉพาะในพื้นที่ทุรกันดารอื่นๆ ที่ปลูกพืชผักได้ยาก “ผมคาดหวังว่ามันจะช่วยแก้เรื่องความช่วยเหลือทางอาหาร (Food Aid) ของ UN ได้ ถ้ามีชั้นนี้ตั้งอยู่ ก็น่าจะเปิดโอกาสให้คนในพื้นที่ห่างไกลได้กินผักผลไม้เยอะกว่าเดิมมากทีเดียว”

อย่างไรก็ตาม Farmshelf เพิ่งมีอายุเพียงแค่ปีกว่าๆ เท่านั้น จึงคงต้องคอยตามดูไปเรื่อยๆ ว่าวันไหนที่ความฝันของเชียเรอร์จะกลายเป็นความจริง

Thai Food… Coming Soon!

คำถามสำคัญซึ่งฉันต้องการจะมาถาม คือเรื่องของการนำเจ้าตู้แสนล้ำยุคมาใช้ในประเทศไทย ประเทศที่อุดมไปด้วยเมนูผัก โดยเฉพาะในเมืองหลวงซึ่งมีร้านอาหารอยู่ทั่วทุกหย่อมหญ้า แต่แทบไม่มีผักผลไม้ที่ปลูกสดๆ เลย

เชียเรอร์อธิบายว่า ก่อนหน้านี้ Farmshelf เน้นมุ่งเป้าไปที่ลูกค้ากลุ่มร้านอาหารและร้านกาแฟเป็นหลัก เช่น นำตู้ไปตั้งอยู่ที่ Great Northen Food Hall ที่สถานีรถไฟใหญ่ของนิวยอร์ก, ร้าน Norman และโรงแรม Ace Hotel ฯลฯ แต่พวกเขาก็มองว่าที่พักอาศัยก็เป็นกลุ่มลูกค้าที่น่าสนใจอีกกลุ่ม เมื่อเข้ามาร่วมมือกับแสนสิริ จึงยิ่งทำให้เชียเรอร์หันมาใส่ใจกับการใช้งานในครัวเรือนมากขึ้น โดยจะเริ่มจากโครงการ oka HAUS ของแสนสิริ ที่จะมี Farmshelf ติดตั้งอยู่ในบริเวณ Co-Kitchen ให้โอกาสลูกบ้านแสนสิริได้ลองใช้เป็นกลุ่มแรกๆ 

แต่ในแง่ที่ว่าจะต้องปรับให้เข้ากับความเป็นเมืองไทยหรือไม่ เขากลับบอกว่า “แนวความคิดเรื่องการปลูกผักแบบนี้มีทั่วไปอยู่แล้ว การปลูกพืชไร้ดินที่คล้ายๆ กันก็มีอยู่ทั่วโลก ดังนั้นเราไม่น่าจะต้องปรับเปลี่ยนอะไรมากมาย แต่แน่นอนว่าก็มีเรื่องที่ต้องคิดเพิ่ม เช่น เรื่องผู้เชี่ยวชาญด้านพืชพรรณ และข้อจำกัดของเมืองที่แตกต่างจากในสหรัฐอเมริกา”

เชียเรอร์เสริมให้เห็นข้อดีของ Farmshelf อีกข้อคือ มันเป็นโอกาสให้ชาวไทยได้ลองชิมผักพันธุ์แปลกๆ โดยไม่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ หากอยากรู้ว่าตอนนี้เขาปลูกอะไรได้บ้าง ก็มีตั้งแต่ผักสลัดสไตล์ฝรั่ง ไปจนถึงผักกาด โหระพา ผักชี มะเขือเทศ และสตรอว์เบอร์รี่ แต่เมื่อได้พัฒนาต่อร่วมกับแสนสิริ จากนี้จะมีผักอะไรงอกเพิ่มขึ้นมาบ้าง คงต้องคอยดู

ภายในปี 2018 เราน่าจะได้เห็นชั้นปลูกต้นไม้สุดคูลตั้งอยู่ตามอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ของแสนสิริ เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ลูกบ้านของแสนสิริ และอาจจะข้ามไปโผล่ตามผลงานของอีก 5 บริษัทที่แสนสิริร่วมลงทุนในคราวนี้ด้วยก็ได้ ใครจะไปรู้

ฉันขอบคุณเชียเรอร์ ก่อนที่เราจะแยกย้ายกันไปรับประทานอาหารเที่ยงที่ทางงานจัดไว้ให้ ระหว่างที่ตักผักสลัดอยู่ฉันก็คิดขึ้นมาว่า ผักเหล่านี้เดินทางมาไกลแค่ไหน และหากเราร่นระยะทางนั้นลง จะสร้างผลดีอะไรได้อีกมากมาย

ชักอยากลองชิมดูเสียแล้วสิ ว่าความอร่อยใกล้มือที่ว่ามันรสชาติอย่างไร

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load