“ทำไมกวาดบ้านมาตั้งนาน บ้านยังไม่สะอาดอีกนะ แถมบางทียังสกปรกขึ้นอีก”

นี่คงเป็นความในใจของใครหลายๆ คนเมื่อต้องหยิบไม้กวาดในบ้านที่ใช้ได้ไม่นาน ดอกหญ้าก็หลุดร่วงจนแทบจะต้องเปลี่ยนทุกๆ 3 เดือน

Sweepy คือแบรนด์ที่เกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหานั้น โดยเริ่มต้นจากการตั้งใจผลิตไม้กวาดที่มีคุณภาพ ถูกต้องตามหลักสรีรศาสตร์ ให้คุณทำความสะอาดได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น มีอายุการใช้งานนานนับปี และมีเป้าหมายสุดท้ายคืออยากเห็นคนมีชีวิตที่ดีขึ้น

Sweepy ไม้กวาดที่ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ ให้ใช้ได้นาน และกวาดบ้านอย่างมีความสุข

แบรนด์นี้เกิดจากการร่วมมือกันของสามพี่น้อง 

ตูน-นนทัช ขันธรูป พี่ใหญ่ผู้ริเริ่มแบรนด์ ดูแลด้านการออกแบบและการตลาด โดยมีอีกหน้ากากหนึ่งเป็นสถาปนิกผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบร้านที่เราคุ้นเคยหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น Peace Oriental Teahouse, Khao, และ Honeyful Cafe 

แตม-อธิษฐ์ ขันธรูป น้องชายคนรองผู้ดูแลด้านการโฆษณา

และ เติม-โตมา ขันธรูป น้องชายคนเล็กที่รับผิดชอบด้านสื่อออนไลน์ การวิจัย และพัฒนาผลิตภัณฑ์

Sweepy ไม้กวาดที่ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ ให้ใช้ได้นาน และกวาดบ้านอย่างมีความสุข

ในตอนแรก ตูนก็คล้ายกับใครหลายๆ คนที่อยากลองทำธุรกิจค้าขาย หลายคนหาไอเดียจาก Pain Point ของตัวเอง บางคนก็เริ่มต้นจากธุรกิจของครอบครัว แต่ Sweepy กลับมีจุดเริ่มต้นอยู่ที่ ‘วัด’

ใช่แล้ว คุณอ่านไม่ผิด ‘วัด’ นั่นแหละ ในช่วงที่ตูนกำลังบวชอยู่ที่วัดแห่งหนึ่ง ด้วยสัญชาตญาณนักออกแบบผู้หลงใหลในงานคราฟต์ ทำให้เขาได้เห็นและเรียนรู้วิชาการทำไม้กวาดจากคุณลุงคนหนึ่ง แต่ใครจะไปรู้ว่าวิชานี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจใหม่ของเขาในอนาคต อย่างธุรกิจผลิตอุปกรณ์สามัญประจำบ้านที่เรียกว่า ‘ไม้กวาด’

ปัญหาหลุดลุ่ย

“ปัญหาหลักคือดอกหญ้าหลุด ผมเลยศึกษาว่าทำไมมันถึงหลุด ทำไมไม้กวาดถึงใช้ได้แค่สามเดือนแล้วก็พัง เลยมาลองดูว่าเราจะทำไม้กวาดที่ดีกว่านี้ได้ไหม” ตูนเล่าถึง Pain Point ซึ่งพบเจอในไม้กวาดดอกหญ้าที่ซื้อกันได้ทั่วไป แต่ชาติเสือก็ต้องไว้ลาย เมื่อเป็นสถาปนิกทั้งที จะพัฒนาแค่ฟังก์ชันการใช้งานก็กระไรอยู่ ดังนั้น สำหรับตูนแล้ว ด้านความสวยงามก็ต้องปรับให้ดูดีขึ้นด้วย

“สำหรับดีไซน์ปกติที่เราเห็น ถ้าสมมติเราเห็นไม้กวาดอยู่กลางบ้าน สิ่งแรกที่เราจะคิดคือ เอ๊ะ ไม้กวาดมาทำอะไรตรงนี้ มันดูผิดที่ผิดทาง และเราจะหงุดหงิด” 

Sweepy ไม้กวาดที่ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ ให้ใช้ได้นาน และกวาดบ้านอย่างมีความสุข

เติมกล่าวเสริมขึ้นมาถึงอีกหนึ่งปัญหาที่แอบแฝงอยู่ในใจหลายๆ คนเกี่ยวกับไม้กวาด เป็นอีกเหตุผลหนึ่งว่าทำไมไม้กวาดของ Sweepy จึงมีดีไซน์สวยเรียบ เข้าได้กับทุกมุมของบ้าน

ถึงแม้ตูนมองเห็นปัญหาที่หลายคนต้องเผชิญกับการใช้ไม้กวาด และศักยภาพในการต่อยอดเป็นธุรกิจแล้ว การเริ่มต้นนั้นกลับไม่ได้ราบรื่นเสียทีเดียว เขาติดต่อ Supplier เพื่อค้นหาวัสดุที่เหมาะสมและบริหารจัดการต้นทุน เพื่อพิสูจน์ว่ามันเกิดขึ้นได้จริงก่อนก้าวเดินต่อไป

งานฝีมือ

ไม้กวาดอาจเป็นสิ่งที่เราเห็นกันจนคุ้นตา จนนึกไม่ออกว่ามันจะเปลี่ยนไปจากเดิมได้อย่างไร 

สำหรับริษัทการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้จากการใส่ใจในรายละเอียดและพัฒนาให้ดีขึ้น 

“ผมลองศึกษาดูว่าไม้กวาดปกติประกอบยังไง คุณภาพของดอกหญ้าเป็นแบบไหน เขาคัดยังไง แล้วก็นำสิ่งที่ลุงเคยสอนผมมาปรับใช้ มันน่าจะเป็นอย่างนี้ได้นะ น่าจะปรับตรงนี้ได้ โดยทุกวัสดุที่เราใช้ คือทำเพื่อให้ฟังก์ชันมันดีขึ้น แข็งแรงขึ้น”

Sweepy แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

ดอกหญ้าเรียกได้ว่าเป็นพระเอกหลักสำหรับไม้กวาด ทว่าดอกหญ้าทั่วๆ ไปมักมาพร้อมผงฝุ่น และส่วนที่แข็งหักง่ายติดมาด้วย ทำให้บางครั้งเวลาใช้งาน พื้นบ้านกลับสกปรกกว่าเดิม 

การคัดดอกหญ้าในการทำไม้กวาดของ Sweepy คือสัดส่วน 50 – 50 ครึ่งหนึ่งใช้ได้ อีกครึ่งหนึ่งคัดออก

“เราเลือกแต่ดอกหญ้าที่มีมาตรฐานเกรด A เพราะไม่อยากให้เกิดปัญหานี้เวลากวาดบ้าน ให้ตอนใช้งานจริงๆ คนเขารู้สึกดีและสะอาด” 

นอกจากวัสดุที่ใช้แล้ว เพื่อให้ได้ไม้กวาดที่สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ขั้นตอนการประกอบไม้กวาดก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน 

Sweepy แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข
แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

“การประกอบไม้กวาดคือเราต้องดูว่าดอกหญ้าที่เราเลือก ไม่ใช่แค่เลือกแล้วเอามาประกอบยังไงก็ได้ มันมีขั้นตอนในการประกอบ อย่างเช่นการผูกช่อ การเรียงไม้กวาด หรือการที่เราเย็บอย่างแน่นหนา ก็เป็นส่วนประกอบสำคัญเหมือนกัน ข้ามขั้นตอนไม่ได้ ไม่อย่างนั้นก็จะออกมาไม่สมบูรณ์แบบ” 

ขั้นตอนในการทำไม้กวาด จึงไม่ใช่การที่คนคนหนึ่งทำหลายๆ อย่างเพื่อประหยัดแรงงานให้คุ้มที่สุด แต่เป็นการทำงานเป็นทีม ใครเชี่ยวชาญเรื่องไหนก็ทำเรื่องนั้น เช่น คนทุบดอกหญ้าจะทุบดอกหญ้าอย่างเดียว คนดูแลเรื่องไม้ก็จะดูเรื่องไม้อย่างเดียว

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อใช้วัสดุคุณภาพดี มีขั้นตอนการประกอบที่ถูกต้อง อีกสิ่งที่จะขาดไปไม่ได้ คือการออกแบบที่เข้าใจคนใช้งาน โดยปกติ ไม้กวาดมีลักษณะเป็นไม้ตรงๆ และมีดอกหญ้าแยกออกมาเป็น 2 แฉก แต่ไม้กวาด มีดีไซน์แปลกตากว่านั้น ซึ่งไม่ใช่เพื่อความสวยงามหรือความแปลกใหม่ แต่เป็นดีไซน์ที่ตั้งใจออกแบบมาให้ถูกต้องตามหลักสรีรศาสตร์ เพื่อแก้ปัญหาอาการปวดหลังเวลากวาดบ้าน 

“เราอยากให้ไม้กวาดน้ำหนักเบา ความยาวพอดี และเป็นทรงแบบไม้ฮอกกี้ ให้มีองศาที่กวาดได้กว้างขึ้น ทำให้ไม่ต้องก้มหรือบิดตัวเยอะเวลากวาดใต้เตียงหรือโซฟาลึกๆ ส่งผลให้ใช้เวลาในการกวาดน้อยลง ปวดหลังน้อยลง และรู้สึกดีขึ้นเวลาทำความสะอาดบ้าน”

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

สานคุณค่า

ไม้กวาดเป็นเครื่องมือทำความสะอาดที่เรียกได้ว่าต้องมีประจำทุกบ้านในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม้กวาดที่เราเห็นทำจากพลาสติก และขาดเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมในส่วนนี้ไป แบรนด์จึงตั้งใจแฝงสิ่งนี้เข้าไปในการออกแบบสินค้าของพวกเขา ด้วยไม้และดอกหญ้าที่หาได้ในท้องถิ่น วิธีการผูกช่อ การทำความสะอาด ไม่ผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม แต่ทำด้วยมือตามภูมิปัญญาที่มีอยู่แล้ว

“เราเห็นไม้กวาดมาตั้งแต่เด็ก เราอยู่กับมันมานานจนเป็นสิ่งที่สำคัญต่อบ้าน เลยรู้สึกว่าจริงๆ ไม้กวาดควรจะมีคุณค่าทางวัฒนธรรมด้วย แต่ก็ยังอยากให้มีความทันสมัย เพื่อให้เข้าถึงคนได้ง่ายขึ้น”

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข
แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

เพราะอยากเห็นสิ่งแวดล้อมกับโลกที่สะอาดและน่าอยู่ขึ้น Sweepy จึงมีคอนเซปต์หลักเป็นความมินิมอลและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยพยายามลดการใช้พลาสติกให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และหากจำเป็นต้องใช้พลาสติก ก็จะนำพลาสติกรีไซเคิลมาใช้แทน

นอกจากไม้กวาดดอกหญ้าแล้ว ยังมีอุปกรณ์ทำความสะอาดอื่นๆ และสินค้าไลฟ์สไตล์ เช่น ไม้กวาดหยากไย่ ไม้กวาดเสี้ยนตาล ตะกร้าจากแอฟริกา และสินค้าประจำฤดู เช่น ร่มในฤดูฝน ซึ่งทั้งหมดยังคงอยู่ภายใต้คอนเซปต์ตั้งต้นเช่นกัน

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

การสื่อสารของไม้กวาด

หลังจากใช้เวลาออกแบบสินค้าและแบรนด์เกือบ 2 ปี เมื่อเลือกใช้วัสดุที่ดีพร้อมกระบวนการผลิตที่พิถีพิถันมาก ต้นทุนในการผลิตก็ย่อมสูงขึ้น ราคาขายจึงสูงขึ้นตามไปด้วย 

เมื่อเริ่มวางขายด้วยราคาที่แพงกว่าไม้กวาดทั่วไป ปัญหาที่แบรนด์ต้องเผชิญต่อมา คือการที่ผู้บริโภคไม่เข้าใจในตัวสินค้า

ทำไมราคาแพงจึงเป็นคำถามสำคัญ

“ปกติเขาจะใช้ไม้กวาดราคาประมาณแปดสิบถึงหนึ่งร้อยบาท แล้วก็เปลี่ยนทุกๆ สามถึงสี่เดือน ผมคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่คนจะสงสัยในสิ่งที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนว่า ทำไมมันแพงจัง แพงเกินไปหรือเปล่า สิ่งที่เราทำคือให้เขาลองใช้จริงก่อน โดยมี Tester ให้เขาได้ลองว่ามันใช้งานได้ดีจริงๆ มันลดเวลากวาดบ้านได้จริงๆ และอายุการใช้งานก็นานจริงๆ”

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับผู้บริโภค การสื่อสารและตลาดจึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญ

“ในการทำการตลาด สิ่งสำคัญที่สุดคือ การสื่อสารที่ชัดเจนและให้ข้อมูลกับผู้ใช้งาน ซึ่งจะทำให้เขาเข้าใจสินค้าของเราจริงๆ ทุกคนมีความต้องการไม่เหมือนกัน เราต้องเรียนรู้จากความต้องการของแต่ละคน และพยายามปรับการสื่อสารของเราให้เข้ากับเขาได้มากที่สุด”

เมื่อสื่อสารชัดเจน โฆษณาอย่างทั่วถึง ประกอบกับสินค้ามีคุณภาพและเรื่องราว ทำให้สินค้านั้นขายได้ด้วยตัวมันเอง ณ วันนี้ หลายคนเข้าใจในสินค้าของพวกเขามากยิ่งขึ้น ยอดขายก็เพิ่มขึ้นตามมาด้วย และทั้งสามก็ยังควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์อย่างสม่ำเสมอ

นอกจากการสื่อสารกับลูกค้า การสื่อสารกับคนในทีมก็สำคัญไม่แพ้กัน พวกเขาเลือกใช้โรงงานของตัวเองในการผลิตไม้กวาดและสินค้าต่างๆ แทนที่จะจ้างผลิต โดยมีผู้เชี่ยวชาญสอนพนักงานในการผลิตแต่ละขั้นตอน 

เติมบอกว่า ส่วนนี้ต้องมีความยืดหยุ่น ต้องคอยควบคุมอย่างใจเย็น เพื่อปรับทัศนคติและสื่อสารให้ทุกคนเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน

“เราพยายามจะเป็นผู้นำที่ให้กำลังใจ ฟังทีมของเราว่าเผชิญปัญหาอะไรบ้าง เขาต้องการความช่วยเหลือหรือเปล่า ผมคิดว่าการฟังสำคัญมาก เราต้องฟังทุกคนตั้งแต่ลูกค้า มาจนถึงทีมตัวเอง”

แก่นไม้กวาด

ตลอดการสนทนา ทำให้เรารู้ว่าแม้สินค้าจะมีอยู่ทั่วไปและเป็นที่ต้องการอยู่แล้วในตลาด แต่เมื่อต้องการพัฒนาออกมาให้เป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ กลับไม่ใช่เรื่องง่าย 

“มันยากบ่อยกว่าที่มันง่าย” ตูนว่าอย่างนั้น “ทุกวันเราต้องเจออุปสรรคหลายอย่าง สำหรับผม การทำธุรกิจจึงต้องมีแพสชันและเป้าหมายที่ชัดเจน ในไตรมาสนี้ ในเดือนนี้ ในวันนี้ มีอะไรบ้าง แล้วเราจะสื่อสารสิ่งเหล่านี้ให้คนอื่นในทีมเข้าใจได้อย่างไร

“ความท้าทายอีกอย่างคือ การหากลุ่มลูกค้าที่ชัดเจนในช่วงแรก การสื่อสาร และรักษาลูกค้าที่อยากซื้อต่อไป เนื่องจากสินค้าของเรามีอายุการใช้งานนาน” เติมเสริม

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

บ่อยครั้งที่เราได้ยินว่าแพสชันเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการทำธุรกิจ Sweepy ทำอย่างไรให้ความหลงใหลนั้นอยู่ในหัวใจของทุกคนในทีม

“สิ่งแรกที่ต้องมองเห็นคือธรรมชาติของคน ต้องเข้าใจว่าแต่ละคนสไตล์เป็นยังไง ถ้ามีความสำเร็จอะไรเล็กๆ น้อยๆ ก็พยายามให้สิ่งตอบแทนหรือเลี้ยงฉลองกัน ส่วนแพสชัน ผมว่าเป็นสิ่งที่บังคับกันไม่ได้ แต่เราต้องเป็นผู้นำให้เขาเห็นว่ามันดียังไง ให้มันเดินหน้าไปด้วยกัน”

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ทั้งสามคนจึงใช้วิธีทำคอนเทนต์และสื่อต่างๆ เพื่อให้ความรู้แก่ลูกค้า โดยเน้นไปที่การสื่อสารว่าลูกค้าจะได้รับอะไรจากสินค้าของพวกเขา 

“เราอยากให้คนที่ไม่ชอบการทำความสะอาด คนที่รู้สึกว่าการทำความสะอาดยากและน่าเบื่อ หันมาสนใจว่าการทำความสะอาดมันมีผลต่อจิตใจคนจริงๆ พอบ้านคุณสะอาด สมองของคุณก็จะโปร่ง ทำให้ทำงานได้ดีขึ้น และทำให้ชีวิตดีขึ้น”

ในอนาคต ทั้งสามยังคงมุ่งมั่นที่จะปลุกปั้น Sweepy ให้เป็นบริษัทที่ครอบคลุมในเรื่องการทำความสะอาด โดยจะมีสินค้าที่หลากหลายเพื่อตอบโจทย์ทั้งผู้ใหญ่และวัยรุ่น 

และกระซิบบอกตรงนี้เลยว่า รอดูผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่จะออกมาในอนาคต ไม่แน่ เราอาจได้เห็นหุ่นยนต์หรือเครื่องดูดฝุ่นแบบใหม่จากแบรนด์นี้ ซึ่งเติมยอมรับว่าก็มีแอบคิดไว้เหมือนกัน

แบรนด์ไม้กวาดที่ออกแบบมาให้ใช้นานหลักปี ตอบหลักสรีระศาสตร์ และอยากเห็นคนทำความสะอาดอย่างมีความสุข

Lesson Learned

  1. ต้องมีแพสชันเพื่อก้าวข้ามความท้อแท้และความยากของการทำธุรกิจ และอย่าลืมหาวิธีแบ่งปันแพสชันนี้ให้คนในทีมเห็นภาพตรงกัน
  2. หาความรู้จากแหล่งต่างๆ เพราะความรู้เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ไม่ว่าใครก็ทำธุรกิจประสบความสำเร็จได้
  3. มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน กล้าและไม่กลัวการลองลงมือทำ
  4. ฉลองกับความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ เพื่อสร้างบรรยากาศในการทำงานที่ดีและจริงใจ

Facebook : Sweepy by SAJ

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

ณัฐนิช ชนะฤทธิชัย

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

จะว่าไปโตเกียวนั้นเป็นแหล่งเครื่องดื่มสายคราฟต์ชั้นดี มีทั้งร้านกาแฟ Specialty Coffee ร้านชาเขียวกรุบกริบ คราฟต์เบียร์และสาเกอยู่ทั่วทุกมุมเมือง 

ว่าแต่เคยลอง IYOSHI COLA คราฟต์โคล่าเจ้าแรกของญี่ปุ่นแล้วรึยัง

ถ้าเคยไปเดิน Aoyama Farmer’s Market น่าจะเคยเห็นฟู้ดทรักสีน้ำเงินเข้มสุดเท่ที่มีโลโก้นก Kawasemi (Kingfisher) สุดน่ารักและป้าย The Dreamy Flavour ที่แค่อ่านก็ทำให้รู้สึกชวนฝัน หรืออาจจะเคยเห็นตามร้าน DEAN & DELUCA สาขาต่างๆ Tsutaya ที่ Daikanyama ห้าง ISETAN สาขาชินจุกุ ร้านอาหารและบาร์ต่างๆ ในหลายจังหวัด หรือบางคนอาจจะเคยเห็น IYOSHI COLA เวอร์ชันตู้กดอัตโนมัติที่สถานีโตเกียว

IYOSHI COLA โคล่าคราฟต์เจ้าแรกของญี่ปุ่น ฝีมือหนุ่มโตเกียวที่ผสมเคล็ดลับจากคุณตานักปรุงยา

แต่จะไม่เคยเห็นก็ไม่แปลก เพราะเขาเพิ่งเริ่มขายที่ Aoyama Farmer’s Market เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม ค.ศ. ก.ค. 2018 ตั้งบริษัทต้น ค.ศ. 2019 เปิดร้านสาขาแรกเมื่อปลายเดือนกุมภาพัันธ์ ค.ศ. 2020 และเปิดสาขาสองที่ฮาราจุกุเมื่อปลายเดือนเมษาที่ผ่านมา ภายในเวลาแค่ 3 ปี เจ้านกคิงฟิชเชอร์พา IYOSHI COLA บินไปทั่วญี่ปุ่นอย่างสนุกสนานและไม่หวั่นแม้มี COVID-19 มาขัดขวาง 

วันนี้เราได้ ทะคะฮิเดะ โคบายาชิ​ (Takahide Kobayashi) (aka Kola Kobayashi) หนุ่มญี่ปุ่นวัย 31 ปีผู้ก่อตั้งแบรนด์ด้วยตัวคนเดียวมาเล่าถึงความคราฟต์ ความมุ่งมั่น และความคิดสร้างสรรค์ แบบเวรี่เจแปนนีสที่ทำให้ IYOSHI COLA ที่เริ่มจากการขายวันแรก 150 ถุง กลายเป็นแบรนด์ฮอตที่มียอดพรีออเดอร์ 20,000 ขวด และมีความฝันอันยิ่งใหญ่คือ การเป็น 1 ใน 3 แบรนด์โคล่าระดับโลกเคียงข้างกับรุ่นพี่อย่างเป๊ปซี่และโคคา-โคล่า

IYOSHI COLA โคล่าคราฟต์เจ้าแรกของญี่ปุ่น ฝีมือหนุ่มโตเกียวที่ผสมเคล็ดลับจากคุณตานักปรุงยา

คุณตา ยาจีน และการเป็น Kola Kobayashi

กว่าจะเป็น Kola Kobayashi ทะคะฮิเดะมีประสบการณ์ที่แสนหลากหลาย จนเดาไม่ออกว่ามาจบที่การทำโคล่าได้ยังไง เขาเกิดและเติบโตที่เมือง Shimo-ochiai ในโตเกียว เรียนคณะเกษตรที่ ม.ฮอกไกโด จากนั้นลาเรียนไปทำ Internship กับ NGO ที่ฟิลิปปินส์ หลังเรียนจบต่อปริญญาโทคณะ Agricultural and Life Sciences ที่มหาวิทยาลัยโตเกียว แล้วไปทำงานที่เอเจนซี่โฆษณาเจ้าใหญ่แห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ซึ่งต้องไปต่างประเทศเพื่อจัดอีเวนต์หลายครั้ง และเคยต้องไปทำงานอยู่ยาวที่ประเทศคาซัคสถานด้วย ส่วนงานอดิเรกคือการเดินทางไปต่างประเทศเพื่อตกปลา เรียกได้ว่าไปมาทั่ว แม้แต่แอฟริกาใต้ แอฟริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็ไปตกมาหมดแล้ว 

แต่เขาไม่ได้บังเอิญได้สูตรเด็ดระหว่างการเดินทางในต่างแดน

จุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาอยากลองโคล่าเอง เกิดขึ้นเพราะอินเทอร์เน็ตต่างหาก

ช่วงที่ทำงานเอเจนซี่ โคล่าโคบายาชิบังเอิญเจอบทความที่เขียนสูตรโคล่าเก่าแก่กว่า 100 ปี ด้วยความที่ดื่มโคล่าบ่อยอยู่แล้ว แถมยังสนุกกับการชิมโคล่าของแต่ละประเทศเวลาไปเที่ยวที่ต่างๆ การลองทำโคล่าเองเลยกลายเป็นงานอดิเรกอันแสนสนุก ซึ่งช่วยให้เขาผ่อนคลายจากงานหลักที่แสนหนักหนาในแต่ละวัน

แน่นอนว่าการลองทำตามสูตรในเน็ตเป๊ะๆ ยังไม่ได้รสชาติที่ถูกใจ เขาเลยใช้เวลาว่างพัฒนาสูตรที่ตัวเองชอบ 

“ในช่วงสองปีที่พัฒนาสูตร ถ้าจะให้นับ ผมลองผิดลองถูกอยู่หลายพันครั้งครับ แต่ก็ยังไม่ได้ความเข้มข้น ความหอมอย่างที่ต้องการสักที จนกระทั่งได้ไอเดียจากคุณตาครับ”

IYOSHI COLA โคล่าคราฟต์เจ้าแรกของญี่ปุ่น ฝีมือหนุ่มโตเกียวที่ผสมเคล็ดลับจากคุณตานักปรุงยา

เรียวทาโร อิโต (Ryotaro Ito) คุณตาของทะคะฮิเดะเป็นคราฟต์แมนผู้ทำยาจีนมาก่อน เขาเปิดโรงงานผลิตยาจีนชื่อ Iyoshi-yakko เขาเลยมักไปเที่ยวเล่นและช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ ตั้งแต่เด็ก แต่พอเข้าสู่วัยรุ่น เริ่มแคร์สายตาเพื่อนที่มองเวลาได้กลิ่นยาจีนจากเสื้อผ้าเขาเลยห่างออกมา สาเหตุที่เขาเลือกเรียนเกษตรที่ฮอกไกโดก็เพราะรู้สึกว่า ตอน ม.ต้น-ม.ปลาย ไม่ได้ใช้ชีวิตแบบที่เป็นตัวของตัวเอง เลยอยากเรียนในสิ่งที่ชอบจริงๆ ซึ่งความผูกพันกับพืชและธรรมชาติส่วนหนึ่งก็มาจากการได้คลุกคลีกับโรงงานทำยาที่วัตถุดิบคือพืชและสมุนไพรต่างๆ 

แต่กระนั้น เมื่อเริ่มทำงานเขาก็ไม่ค่อยได้กลับไปบ้านเกิดที่ Shimo-ochiai สักเท่าไหร่ จนกระทั่งคุณตาเสีย เลยไปเก็บกวาดโรงงาน เจออุปกรณ์เก่าๆ และบันทึกการปรุงยาของคุณตา จึงได้ไอเดียมาปรับใช้จนได้รสที่ชอบ

“แม้จะลองปรับสูตรเป็นพันครั้งก็ยังไม่ได้ดั่งใจสักที แต่สิ่งที่ทำให้ผมมุ่งมั่นไปต่อมีหลายอย่างครับ ข้อแรก สมัยเรียนมหาลัยได้ลองทำการทดลองและการวิจัยหลายอย่าง เลยชินกับการลองและเริ่มต้นใหม่ สองคือ ผมทำเป็นงานอดิเรก เป็นสิ่งที่สนุกนอกเหนือจากการทำงาน และสามคือ เพราะผมตั้งใจมากๆ ว่าจะทำให้สำเร็จ”

ดังนั้นเมื่อได้รสที่ใช่ หนึ่งเดือนหลังจากนั้นเขาตัดสินใจควักเงินเก็บ 3 ล้านเยน ลงทุนทำฟู้ดทรักไปเปิดขายที่ Aoyama Farmer’s Market ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2018 ทันที วันจันทร์-วันศุกร์ เป็นทะคะฮิเดะ โคบะยะชิ ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ รับบทเป็นโคล่า โคบายาชิ อยู่ครึ่งปี ก่อนจะลาออกมาเป็นโคล่าคราฟต์แมนเต็มตัว

IYOSHI COLA โคล่าคราฟต์เจ้าแรกของญี่ปุ่น ฝีมือหนุ่มโตเกียวที่ผสมเคล็ดลับจากคุณตานักปรุงยา

IYOSHI COLA : The Dreamy Flavour

อิโยชิโคล่าเป็น Energy Drink ที่ทำจากวัตถุดิบธรรมชาติ” โคล่าโคบายาชิบอกเราอย่างนั้นเมื่อถูกขอให้ระบุคำนิยาม

ธรรมชาติมากจริง ทะคะฮิเดะใช้สมุนไพรและเครื่องเทศมากกว่า 12 ชนิดในการสร้างสรรค์รสชาติออริจินัลของอิโยชิโคล่าที่เขาเรียกมันว่า The Dreamy Flavour และ The Japan Edition ที่มีส่วนผสมของญี่ปุ่นมากมาย เช่น ยุซึ คุโระโมะจิ น้ำผึ้งญี่ปุ่น

IYOSHI COLA โคล่าคราฟต์เจ้าแรกของญี่ปุ่น ฝีมือหนุ่มโตเกียวที่ผสมเคล็ดลับจากคุณตานักปรุงยา
IYOSHI COLA โคล่าคราฟต์เจ้าแรกของญี่ปุ่น ฝีมือหนุ่มโตเกียวที่ผสมเคล็ดลับจากคุณตานักปรุงยา

“เหตุผลที่เรียกว่า The Dreamy Flavour ก็ไม่มีอะไรมากครับ ผมแค่รู้สึกว่ามันน่าจะดีนะ ถ้ากาแฟมันจะมีพวก Single Origin แต่โคล่าทำจากเครื่องเทศหลายชนิด มีที่มาจากยาจีนด้วย รสชาติซับซ้อนแต่กลมกลืน มีความหลากหลายที่น่าสนใจ”

ความน่าสนใจของโคล่าพาเขาไปไกลถึงประเทศกาน่า ดินแดนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งปลูกโกโก้และโคล่าที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก เขาใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์เพื่อไปดูแหล่งเพาะปลูก แต่กลับได้เรียนรู้เรื่องราวเชิงวัฒนธรรมที่น่าสนใจและสร้างแรงบันดาลใจ แม้แบรนด์ใหญ่ระดับโลกอย่างเป๊บซี่และโคคา-โคล่า จะไม่ใส่ Cola Nut แต่มันเป็นวัตถุดิบที่ขาดไม่ได้ของอิโยชิโคล่า

“กาน่าดังเรื่องโกโก้ คนนิยมปลูกต้นโคล่าคู่กันกับโกโก้ในไร่ เพราะเป็นผลดีต่อต้นโกโก้ คนนิยมปลูกคู่กัน เหล่าแม่บ้านมักหารายได้พิเศษด้วยการเก็บลูกโคล่า คนกาน่าเชื่อว่าโคล่าของขวัญจากพระเจ้า ถ้าลูกหล่นที่พื้น ใครจะมาเก็บก็ได้ เหล่าแม่บ้านมักจะหารายได้พิเศษด้วยการเก็บลูกโคล่า นอกจากนี้ ลูกโคล่ายังมักใช้ในงานแต่งงาน งานมงคลต่างๆ เป็นพืชที่มีความสงบสุขและให้ความรู้สึกในแง่บวก การได้ไปไร่โคล่าและเรียนรู้ความหมายเชิงวัฒนธรรมถือเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์มาก มันทำให้ผมคิดว่า ในฐานะเครื่องดื่ม โคล่าก็เป็นเครื่องดื่มที่เต็มไปด้วยความสงบสุข ผมเลยอิมพอร์ตโคล่าจากกาน่ามาใส่ด้วย เพราะอยากให้อิโยชิโคล่ามีของขวัญจากพระเจ้าผสมอยู่ด้วยครับ”

IYOSHI COLA โคล่าคราฟต์เจ้าแรกของญี่ปุ่น ฝีมือหนุ่มโตเกียวที่ผสมเคล็ดลับจากคุณตานักปรุงยา

The Craftsman in Modern World

แม้จะขายเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ ที่ตลาดนัด แต่ก็ขายดิบขายดีมาก วันไหนที่อากาศแจ่มใส เขาขายได้ถึง 250 ถุง และเริ่มมีสื่อให้ความสนใจ แต่นั่นยังไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้เขาตัดสินใจเปิดร้านสาขาแรกที่ Shimo-ochiai เพราะแม้จะลาออกจากงานมาทำโคล่าเต็มตัว แต่การทำคนเดียวทั้งหมดทุกอย่าง ทำให้แค่ใช้เวลาวันธรรมดาเตรียมของก็แทบไม่เหลือเวลาแล้ว

“ที่ตัดสินใจเปิดหน้าร้าน เพราะหลายคนเข้าใจผิดว่าอิโยชิโคล่าไปจ้างโรงงานผลิตอีกที แต่ที่ผมใช้คำว่าคราฟต์เพราะนี่เป็นของแฮนด์เมด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์ที่อยากเน้นเลยต้องสื่อสารให้ชัด ยิ่งหลังๆ มีคนทำคราฟต์โคล่าด้วยการจ้างโรงงานทำเยอะขึ้น เขาต้องเน้นให้ลูกค้ารู้ว่าเราแตกต่าง ที่ร้านเลยมีกระจกให้เห็นเลยว่า กระบวนการผลิตเราทำเองกับมือจริงๆ” ชายผู้เป็นโคล่าคราฟต์แมนคนแรกของญี่ปุ่นเล่า

เขานำโรงงานเก่าที่ไม่มีใครใช้หลังคุณตาเสียมารีโนเวตใหม่ ร้านสาขาชิโมะโอะจิไอจึงเต็มไปด้วยบรรยากาศแบบคราฟต์ๆ ที่คุณหลานตั้งใจตกแต่งให้ออกวินเทจ เพื่อให้ความสำคัญกับ Brand Identity ของกิจการคุณตา ร้านว่าสวยแล้ว ยิ่งอยู่ริมแม่น้ำที่มีต้นซากุระเรียงรายสวยไม่แพ้เมกุโระ จึงไม่น่าแปลกใจที่แม้จะเพิ่งเปิดร้านช่วงกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2020 พร้อมๆ กับการเริ่มแพร่ระบาดของ COVID-19 แต่คนก็ยังมายืนต่อคิวกันอย่างรักษาระยะห่าง ท่ามกลางความชวนฝันของซากุระสีหวาน นอกจากนี้ เมื่อเขาพัฒนาโคล่าแบบขวดได้สำเร็จและเริ่มขายครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2020 ยอดพรีออเดอร์เข้ามาถึง 20,000 ขวด ห้างร้านต่างๆ ในญี่ปุ่นพากันรับไปขายอย่างคึกคัก

IYOSHI COLA โคล่าคราฟต์เจ้าแรกของญี่ปุ่น ฝีมือหนุ่มโตเกียวที่ผสมเคล็ดลับจากคุณตานักปรุงยา
IYOSHI COLA โคล่าคราฟต์เจ้าแรกของญี่ปุ่น ฝีมือหนุ่มโตเกียวที่ผสมเคล็ดลับจากคุณตานักปรุงยา

“สิ่งที่ผมลงทุนไปในอิโยชิโคล่าคือ เงิน เวลา และทักษะ การเรียนด้านเกษตรช่วยเรื่องความรู้เกี่ยวกับผลผลิตทางการเกษตร การทำงานเอเจนซี่ช่วยเรื่องการทำร้าน เพราะมันคล้ายกับการจัดอีเวนต์ ส่วนงาน NGO นั้นอาจจะไม่ได้ช่วยโดยตรง แต่ช่วยเรื่องแนวคิด”

ทุกอย่างเหมือนจะไปได้สวย แต่อิโยชิโคล่าก็ต้องเจอกับปัญหาใหญ่ เมื่อดิสทริบิวเตอร์ปิดกิจการเพราะ COVID-19 ทำให้ไม่ได้รับเงินประมาณ 8 ล้านเยนจากการขายช่วงเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม จากที่ตั้งใจจะนำมาใช้ทำร้านสาขาสองที่ฮาราจุกุ จนต้องเปิด Crowdfunding ระดมทุน รสชาติแสนชวนฝัน ใครๆ ก็ยังช่วยทำให้เป็นจริง อิโยชิโคล่าระดมเงินไปได้ 2 เท่าของเป้าหมาย รวมทั้งสิ้นประมาณ 7.5 ล้านเยน

“แม้จะเป็นช่วง COVID-19 แต่ผมตัดสินใจเดินหน้าเปิดร้านที่สองต่อ เพราะว่า หนึ่ง ในทางธุรกิจนี่เป็นโอกาสดีที่จะได้โลเคชันดีๆ ที่ปกติอาจจะหาเช่ายาก สอง โคล่าเป็นสิ่งที่ถือกำเนิดขึ้นมาหลังสงครามกลางเมืองอเมริกา ตอนนั้นคนกำลังลำบากเหมือนกัน เลยอยากให้อิโยชิโคล่าช่วยสร้างความสดใสให้กับผู้คนครับ”

The Main Ingredient of Success : Element of Surprise

นกคิงฟิชเชอร์เป็นนกที่บินอยู่บนฟ้าแต่ลงมาจับปลาในน้ำ ความแหวกขนบนี้ทำให้โคล่าโคบายาชิเลือกมาใช้เป็นโลโก้ เพราะเขาอยากท้าทายความคิดแบบเดิมๆ ที่ว่าโคล่าเป็นเครื่องดื่มที่ผลิตแบบคราฟต์ไม่ได้ 

ทุกอย่างที่เราเห็นในแบรนด์อิโยชิโคล่าพัฒนามาจากแนวคิดการทำในสิ่งที่คนชื่นชอบและประหลาดใจ ทั้งดีไซน์ เมนู เช่น โคล่าผสมนม ขนมใส่ผงโคล่า และตัวอย่างใหม่ที่เห็นชัดที่สุด ร้านสาขาชิบุยะ

แบรนด์คราฟต์โตเกียวของหนุ่มอดีตเอเจนซี่ไฟแรง ทายาทร้านยาจีนที่เริ่มเปิดร้านท่ามกลางวิกฤต กับความฝันที่จะทำโคล่าให้ไปถึงระดับโลก

ร้านแรกธีมวินเทจ ร้านสองตีมอวกาศ!

ประหลาดใจมั้ย

“ของที่ขายเป็นงานคราฟต์ก็จริง แต่การตกแต่งเน้นโมเดิร์น เพราะคอนเซปต์ร้านคือ ลูกหลานชาวโลกที่สูญเสียดวงดาวไปแล้ว แต่คิดถึงโลกเลยสร้างร้านนี้ขึ้นมา ผมมองว่าชิบุย่าเต็มไปด้วยผู้คนหลากหลาย มีความแตกต่างมากมายเหมือนจักรวาลและอวกาศ”

โคล่าโคบายาชิอธิบายพลางชี้ให้ดูลำโพงตามจุดต่างๆ ในร้านขนาด 40 ตร.ม. ที่เปิดเสียงแตกต่างกัน มีทั้งเสียงน้ำ เสียงนก เสียงดนตรี ผสานกันอยู่อย่างลงตัว ให้บรรยากาศแบบไซไฟหน่อยๆ แต่ไม่ลืมความคราฟต์ด้วยการเปิดช่องให้ส่องการผลิตและการเรียงเครื่องเทศต่างๆ ที่ใช้ในการทำโคล่าไว้บนเชลฟ์ เพราะคนมักสงสัยว่าโคล่าทำมาจากอะไร ถังขยะที่อยู่หน้าร้านก็น่ารักเก๋ไก๋ เขานำตู้ไปรษณีย์มาดัดแปลง เพราะย่านนี้มีปัญหาเรื่องขยะ เลยอยากทำถังขยะสนุกๆ ไว้ให้คนอยากทิ้ง นอกจากนี้ยังมีตู้กดเก๋ๆ หน้าร้านและอีกหลายจุดในโตเกียว

เขายังบอกอีกว่า ถ้าทำร้านสาขา 3 ก็จะใช้คอนเซปต์อื่นอีกไม่ให้ซ้ำ และมีแผนจะขยายกิจการไปต่างประเทศด้วย อาจเป็นอเมริกาหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ที่แน่ๆ เป้าหมายสูงสุดคือการเป็นแบรนด์ระดับโลกที่อิโยชิโคล่าเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกเวลาเราสั่งน้ำในร้านอาหาร แต่ไม่ว่าจะเป็นการทำให้ประหลาดใจรูปแบบไหน หัวใจสำคัญของการทำโคล่านั้นไม่สั่นคลอน

“โคล่าที่ดีคือโคล่าที่คนทำได้ใส่จิตวิญญาณของผู้ทำลงไปด้วยครับ แนวคิดนี้อาจจะไม่ใช่แค่กับโคล่าอย่างเดียว ผมคิดว่าไอโฟนหรือแอปฯ ต่างๆ น่าจะมีจิตวิญญาณของ สตีเวน จอบส์ (Steven Jobs) อยู่ในนั้นด้วย”

นอกจากจะได้สนุกไปกับรสชาติที่ซับซ้อนของอิโยชิโคล่า การได้ติดตามว่าเขาจะทำอะไรให้เราประหลาดใจอีก ก็เป็นอีกหนึ่งความเพลิดเพลินที่นกคิงฟิชเชอร์สีสันสดใสตัวนี้มอบให้

แบรนด์คราฟต์โตเกียวของหนุ่มอดีตเอเจนซี่ไฟแรง ทายาทร้านยาจีนที่เริ่มเปิดร้านท่ามกลางวิกฤต กับความฝันที่จะทำโคล่าให้ไปถึงระดับโลก
แบรนด์คราฟต์โตเกียวของหนุ่มอดีตเอเจนซี่ไฟแรง ทายาทร้านยาจีนที่เริ่มเปิดร้านท่ามกลางวิกฤต กับความฝันที่จะทำโคล่าให้ไปถึงระดับโลก

Lesson Learned

โคล่าโคบายาชิบอกว่า สิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากการทำอิโยชิโคล่า คือความสำคัญของทีมงานและการรับมือกับความเสี่ยง

ภาพ :  IYOSHI COLA

Writer & Photographer

ณิชมน หิรัญพฤกษ์

นักศึกษาเอกภาษาญี่ปุ่นที่คิดเลขไม่ได้ อ่านแผนที่ไม่ออก แต่รักการเดินทาง / ผู้ประสานงานใน a day และ HUMAN RIDE ฉบับญี่ปุ่น / เจ้าของคอลัมน์ made in japan และหนังสือ 'ซะกะ กัมบัตเตะ!' ปัจจุบันใช้เวลาว่างจากการหาร้านคาเฟ่กรุบกริบไปนั่งเรียนปริญญาโทที่โตเกียว และโดนยัดเยียดความเป็นไกด์เถื่อนให้อยู่เป็นระยะ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load