ถ้าพูดถึง เปอร์-สุวิกรม อัมระนันทน์ เมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว สิ่งแรกที่เรานึกถึงคงเป็นชื่อเรียกในวงการอย่าง ‘เปอร์ Final Score’ ที่ได้มาจากผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิต แต่ไม่ใช่หลังจากนั้น

ภาพเปอร์ตั้งแต่วันนั้นจนวันนี้ คือพิธีกรและนักสัมภาษณ์ที่เก่งมากคนหนึ่ง เขาเป็นนักถามที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และทุกครั้งในการทำงาน เขาอ่านสคริปต์แค่รอบเดียวเท่านั้น ที่เหลือคือความอยากรู้ของตัวเอง ซึ่งทำให้บทสัมภาษณ์นั้นสดใหม่และไปได้ไกลกว่าที่คิดไว้ในตอนแรก

 อาชีพของเปอร์เริ่มจากนิสัยส่วนตัว เขาชอบพูดคุยกับคนเก่งๆ และคนที่อายุมากกว่า เริ่มจากการคุยกับเพื่อนพ่อ พี่ที่โรงเรียน คุณลุงคุณป้าที่รู้จัก จนตอนนี้ถ้าเขามี Portfolio คงมีชื่อนักธุรกิจและผู้มีอิทธิพลจากหลายวงการของประเทศที่เขาเคยสัมภาษณ์ไม่น้อย และต่อให้ไม่ได้ทำอาชีพนี้ เขาก็ยังจะเข้าหาคนเหล่านั้นอยู่เหมือนเดิม เพราะการชอบเรียนรู้มันอยู่ในสันดานตัวเองไปแล้ว

จากเด็กใฝ่รู้สู่พิธีกรผู้เชื่อว่าผลงานที่ดีต้องมีให้เห็นตลอดเวลาของ เปอร์ สุวิกรม

เปอร์เชื่อในการพัฒนา ถ้าคุณรู้คุณสมบัติข้อนี้ จะทำให้คุณเข้าใจในสิ่งต่างๆ ที่เขาทำมากขึ้น ทั้งวิธีคิด วิธีการทำงาน คำถาม คำตอบ และการแสดงออก รวมไปถึงสองรายการที่ทำอยู่ Perspective และ ยินดีที่ได้รู้จัก ชีวิตของเขาผ่านทางแยกมาหลายครั้ง ส่วนมากต้องเลือกระหว่างเม็ดเงินกับสิ่งที่อยากทำ ซึ่งเขาบอกว่า

“เราไม่เคยเอาเงินเป็นตัวตั้งต้นในการทำอะไรก็แล้วแต่ในชีวิต เราไม่เคยเอาเรื่องชื่อเสียงมาเป็นประเด็นสำคัญ เราแค่สนในเรื่องของวิธีการที่จะพัฒนาตัวเอง เส้นทางในชีวิตเราเลยเดินเข้าหาอะไรก็ตามที่ทำให้เราพัฒนา ได้ฝึกฝน และสิ่งเหล่านั้นจะกลายเป็นเงินและชื่อเสียงในภายหลัง ตราบใดก็ตามที่เราทำมันมากพอ”

ทุกวันนี้เปอร์มีบริษัทของตัวเองชื่อ บริษัท แบล็คดอท จำกัด มีรายการที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนดูอย่างสม่ำเสมอ และมีชีวิตในแบบที่เขามีมาโดยตลอด คือการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในทุกวัน ตั้งใจทำทุกๆ งานให้ดีขึ้นไปอีก โดยไม่หลงระเริงไปกับคำชมที่ได้รับ นอกจากผักชีที่ไม่ชอบเหมือนกันแล้ว นี่เป็นอีกสิ่งที่เราเห็นด้วยกับเขาอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง

ถ้าอ่านมาถึงบรรทัดนี้แล้วคุณยังไม่คุ้นกับผลงานของเขา เราขอยกตำแหน่งพิธีกรแห่งปี รางวัลไนน์เอ็นเตอร์เทน อวอร์ดส์ ครั้งที่ 9 ประจำ พ.ศ.​ 2558 มาเป็นเครื่องการันตีความไม่เหมือนใครของผู้ชายคนนี้ แต่หากคุณอ่านบทสัมภาษณ์นี้จบ สิ่งนั้นอาจจะไม่จำเป็นเลยก็ได้

จากเด็กใฝ่รู้สู่พิธีกรผู้เชื่อว่าผลงานที่ดีต้องมีให้เห็นตลอดเวลาของ เปอร์ สุวิกรม

เคยมีคนบอกว่า พิธีกรหรือนักสัมภาษณ์เป็นอาชีพที่โชคดี เพราะเราได้เงินจากการไปคุยกับคนเก่งๆ คุณเห็นด้วยไหม

เราก็คิดแบบนั้น แต่จริงๆ มันอยู่ในความตั้งใจตั้งแต่เด็ก เลยไม่ได้มองว่าตัวเองโชคดีแต่เพียงอย่างเดียว เราชอบวิ่งเข้าหาคนเก่งอยู่แล้ว 

 ตั้งแต่อายุยังไม่ถึงเจ็ดขวบเลยมั้ง เราชอบอยู่กับคุณพ่อ ชอบอยู่กับเพื่อนพ่อ ชอบฟังผู้ใหญ่คุยกัน เป็นเด็กที่ชอบอยู่กับผู้ใหญ่ เวลาเพื่อนพ่อมาสังสรรค์ที่บ้าน เราก็ชอบไปอยู่ในกลุ่มของเขา 

พอเข้ามัธยมฯ เราเลยเป็นคนที่ชอบเอาสิ่งใหม่ๆ มาเผยแพร่เพื่อน อะไรที่เขายังไม่เคยทำกัน เช่น มีคนมาจีบคุณอาเรา เราก็ไปแฮงเอ้าต์กับเขา ไปเล่นเพนต์บอล แล้วก็มาเล่าให้เพื่อนฟัง เราไปเจอคนขายปลากัดแถวบ้าน เจอกัน สนิทกัน จนอยู่ๆ เราก็มีปลากัดห้าหกร้อยตัว เราเรียนวิชาพุทธศาสนาตอนมอสอง มีพระอาจารย์มาสอน เราเกิดเลื่อมใสเลยขอไปเป็นเด็กวัด ไปช่วยพระบิณฑบาต หรือตอนเข้าเรียนที่สวนกุหลาบวิทยาลัย มันจะมีชุมนุมเหมือนชมรม ซึ่งสตาฟชุมนุมเป็นเด็กมอปลาย เด็กมอต้นเข้าไปก็จะเป็นสมาชิกชุมนุม ยังไม่มีบทบาทแค่ร่วมกิจกรรม แต่เราเข้าไปตอนมอหนึ่งก็ได้เป็นสตาฟชุมนุมเลย คือลักษณะนิสัยเราเป็นแบบนั้น

เหมือนชอบทำอะไรเกินกว่าคนรุ่นเดียวกัน

จริตเราชอบอยู่กับคนที่อายุมากกว่า เพราะเรารู้สึกว่าอยู่กับเพื่อนรุ่นเดียวกันมันไม่ได้อะไรใหม่ๆ เราอยากได้อะไรใหม่ๆ เสมอ เราเลยวิ่งเข้าหา พอได้มาแล้ว เราก็จะก้าวต่อไปอีก ด้วยประการทั้งปวง เราเลยสะสมสิ่งนี้มาตั้งแต่เด็กโดยธรรมชาติ 

คิดดูว่ามอหนึ่งเราออกไปขายสปอนเซอร์แล้ว เราใช้ Macromedia Flash เป็นคนแรกๆ ในโรงเรียน เราทำสปอตโฆษณาโปรโมตชุมนุมคอมพิวเตอร์ในโรงอาหาร เราได้ไปขอสปอนเซอร์กับ นพ.พรหมมินทร์ แซ่โง้ว จำได้ว่าตอนนั้นแกยังมาส่งที่บ้านเลย และไม่น่าเชื่อพอวันเวลาผ่านไป คุณหมอพรหมมินทร์ได้ดูรายการที่ไปสัมภาษณ์คุณสมชัย เลิศสุทธิวงค์ แล้วแกโพสต์ชื่นชม แต่แกจำเราไม่ได้ เราเลยส่งข้อความไปหาแกบอกว่า รู้ไหมว่าคนที่แกชื่นชมอยู่คือคนที่แกเคยไปส่งที่บ้านตอนเด็กๆ 

แล้วนิสัยส่วนตัวกลายมาเป็นสิ่งทำอยู่ได้ยังไง

ตอนมอห้า เราได้ไปซัมเมอร์ที่อเมริกาและอยู่กับคุณลุง ซึ่งเป็นคนไทยกลุ่มแรกๆ ที่ไปอยู่สหรัฐฯ เพราะฉะนั้นเวลามีแขกจากเมืองไทย จะเป็นนักการเมือง รัฐมนตรี หรือแม่ทัพภาค ก็จะให้คุณลุงช่วยดูแลที่โน่น วันที่เราเดินทางไป เราไปไฟลท์เดียวกับนายพลท่านหนึ่ง คุณลุงมารับเราพร้อมนายพลท่านนั้นไปทานร้านอาหารไทย คุณลุงนั่งตรงข้ามเรา ส่วนนายพลนั่งหัวโต๊ะ โต๊ะยาวเหยียดเลย นั่งกันสามคน ระหว่างทานอาหารเราได้ฟังคุณลุงกับนายพลท่านนั้นพูดเกี่ยวกับธุรกิจหลายเรื่อง หนึ่งในนั้นยังจำได้อยู่เลย นายพลบอกว่าประเทศจีนกำลังมาแรงเลยนะ เราต้องหาทางไปลงทุนทำอะไรกับประเทศจีน จีนจะมีบทบาทแน่นอน 

จากเด็กใฝ่รู้สู่พิธีกรผู้เชื่อว่าผลงานที่ดีต้องมีให้เห็นตลอดเวลาของ เปอร์ สุวิกรม
จากเด็กใฝ่รู้สู่พิธีกรผู้เชื่อว่าผลงานที่ดีต้องมีให้เห็นตลอดเวลาของ เปอร์ สุวิกรม

นั่นมันเมื่อเป็นสิบปีที่แล้ว

สิบห้าปีที่แล้ว สมัยนั้นไม่มีใครสนใจประเทศจีนเลย ยังไม่เห็นโอกาส เรานั่งอยู่บนโต๊ะแล้วคิดกับตัวเองว่า กูไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนในชีวิตเลยว่ะ อย่างมากคุยกับรุ่นพี่ในโรงเรียนก็ได้ระดับหนึ่ง คุยกับเพื่อนพ่อแม่ก็ไม่มีใครทำธุรกิจเก่งๆ แต่การได้นั่งฟังนักธุรกิจคุยกันมันเป็นอีกโลก เราเลยพูดกับตัวเองวันนั้นเลยว่า ทำยังไงฉันจะมีโอกาสได้เข้าใกล้คนเก่งๆ ที่อยู่ในประเทศไทย ทำยังไงฉันจะได้มีโอกาสนั่งฟังเขาสนทนา ได้รู้ว่าเขาคิดอะไรกัน แล้วมันก็ลืมหายไป 

แต่พอเราผูกจิตสำนึกตั้งใจอะไรไว้แล้ว มันจะทำโดยไม่รู้ตัว ตอนนั้นเราฟัง Fat Radio ตลอด เขาเก่ง เขาคิดสปอตโฆษณาได้โดนใจวัยรุ่น เราอยากคิด อยากทำเป็นบ้าง พอเริ่มมีชื่อเสียงจากหนัง Final Score ก็เลยขอให้พีอาร์ GTH ในสมัยนั้นช่วยติดต่อไปบอกว่าเราอยากจัดรายการ ซึ่งเขาตอบรับ แต่ให้ค่าตอบแทนแค่ชั่วโมงละสองร้อยห้าสิบบาท วันหนึ่งจัดสามชั่วโมง ก็ได้เจ็ดร้อยห้าสิบบาท เดือนหนึ่งให้จัดสี่วัน ซึ่งตอนนั้นก็มีอีกที่ติดต่อให้เราไปจัดรายการวิทยุเหมือนกัน ให้ค่าตอบแทนหกหลัก แต่เราไม่ไป 

ทำไมไม่ไป…

เพราะเราไม่สนใจ เราอยากไปจัดในที่ที่เราชอบ แม้จะได้เงินน้อยกว่าเยอะมาก (หัวเราะ) ซึ่งเราโคตรชอบเลย ถ้าให้จัดฟรีเราก็ไป เรารู้สึกว่าตอนนั้นเรามีแต่ชื่อเสียง เขาให้เงินเราหกหลักเพราะเชื่อว่าเราจะดึงดูดให้คนมาฟังคลื่นเขาได้ แต่เราไม่ได้มีความสามารถเพียงพอสำหรับเงินตรงนั้น และอีกอย่างคือ เราอยากฝึกฝนตัวเอง เราให้ความสำคัญกับการได้รู้อะไรใหม่ๆ ได้ทำอะไรใหม่ๆ ได้ฝึกอะไรใหม่ๆ 

มันเป็นครั้งแรกที่คุณได้เข้าใกล้อาชีพพิธีกร/นักสัมภาษณ์

เราเด็กมาก ปีหนึ่งปีสอง เด็กกว่าเด็กฝึกงานอีก แต่โชคดีที่เรามีเครดิตห้อยท้าย คนจะเรียกว่า ‘เปอร์ Final Score’ สมัยนั้นก็จะมีแจ๊ค แฟนฉัน, แน็ก แฟนฉัน, ว่าน Seasons Change, ซันนี่ เพื่อนสนิท พอมีชื่อเสียงติดตัวมา เขาเลยให้เราไปจัดรายการอื่นๆ อีก ให้ไปจัดรายการชื่อ Entrance มันมีช่วงหนึ่งที่ค่ายเพลงจะส่งเพลงก่อนออกโปรโมตมาที่คลื่นให้เราวิจารณ์ว่าผ่านหรือไม่ผ่าน คนที่มาวิจารณ์ก็ต้องเป็นกูรูที่มีความรู้เรื่องเพลง เป็นดีเจที่มีชื่อเสียงเก่งๆ ทำให้เราได้ฝึกฝนและพัฒนาเร็วมากจากประสบการณ์ของพี่ๆ พอปิดไมค์เราก็ถามเลย “พี่ เวลาผมจัดรายการของผมเองตอนกลางคืน ต้องทำยังไงให้น่าฟัง จังหวะต้องเป็นยังไง ต้องเปิดเพลงยังไง ต้องเขียนสคริปต์ยังไง” พวกพี่ๆ ก็จะสอนพร้อมๆ ไปกับที่เราสังเกตเขาทำงาน

นั่นคือจุดเริ่มต้นของการทำอาชีพนี้ มันพัฒนาขึ้นมาจากตรงนี้ ซึ่งมองกลับไป ถ้าตอนนั้นไม่ได้ทำตำแหน่งดีเจ เขาให้ทำตำแหน่งอื่น เป็นเด็กฝึกงาน ซื้อกาแฟ ซีร็อกซ์ เราก็คงทำเหมือนเดิม เพราะเราอยากเขาไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เราอยากจะอยู่ 

จากเด็กใฝ่รู้สู่พิธีกรผู้เชื่อว่าผลงานที่ดีต้องมีให้เห็นตลอดเวลาของ เปอร์ สุวิกรม
จากเด็กใฝ่รู้สู่พิธีกรผู้เชื่อว่าผลงานที่ดีต้องมีให้เห็นตลอดเวลาของ เปอร์ สุวิกรม

คิดว่าตัวเองโชคดีไหมที่ได้ไปอยู่จุดนั้น ซึ่งหมายถึงการได้คุยกับคนเก่งๆ มากมายอย่างที่เคยตั้งใจมาก่อน

(นิ่งคิด) คนฟังอยู่อาจจะบอกว่า มึงโชคดีนิ กูไม่ได้มีโอกาสแบบมึงนิ กูไม่ได้อยู่ดีๆ แล้วมีคนมาถ่ายชีวิตแล้วมีชื่อเสียงขึ้นมาแบบมึง “ทำไมโชคถึงมาตกที่เรา” เราคงจะถามกลับแบบนั้น 

ใช่ มีคนที่เรียนเก่งกว่าเราเยอะแยะ คนที่เล่นกีฬาเก่งกว่าเรามีเยอะแยะ คนที่หน้าตาดีกว่าเรามีเยอะแยะ แล้วคนที่อาจจะพูดเก่งกว่าเราก็มีเยอะแยะ แต่ทำไมเขาไม่ได้รับโอกาสเหล่านี้ล่ะ แปลว่าอะไร แปลว่าในโลกความเป็นจริงแล้ว การพูดเก่งอย่างเดียวอาจไม่พอหรือเปล่า การเล่นกีฬาเก่งอย่างเดียวอาจไม่พอหรือเปล่า การเรียนเก่งอย่างเดียวอาจไม่พอหรือเปล่า ย้อนกลับไป เราก็ไม่เคยคิดอยากอยู่ใน Final Score แต่แรกนะ เขาไปค้นหาเด็กมาเป็นร้อยคน แต่ไม่ถูกใจผู้กำกับ จนเขามาเจอเราที่ Center Point แล้วถูกใจ คำถามคือ เป็นเพราะเราโชคดีหรือเป็นเพราะเราถูกใจเขา อาจจะฟังดูว่ามึงหลงตัวเองมาก แต่มันไม่ใช่ (หัวเราะ)

เราวิเคราะห์ให้ฟังอย่างนี้ ถ้าเราโทษโชคชะตา มันก็จะเป็นแค่เรื่องโชคชะตาที่ทำให้คนไม่ได้พัฒนาตนหรือฝึกฝนตัวเอง การที่เขาถูกใจเรามันเป็นเพราะช่วงชีวิตวัยเด็ก ตัวตน การแสดงออกของเรา มันแตกต่างจากคนอื่นโดยสิ้นเชิงหรือเปล่า เราไม่เหมือนใคร เราไม่จำเจ ไม่น่าเบื่อ เราเลยเป็นผู้ถูกเลือก อันนี้คอนเฟิร์ม (หัวเราะ)

สุดท้ายมันก็กลับมาเรื่องความเป็นตัวของตัวเอง

เราไม่เคยคิดจะเดินตามใคร เราไม่เคยคิดอยากจะเป็นแบบใคร เราอยากเป็นเราตั้งแต่เด็กแล้ว พอมีความคิดตั้งต้นเป็นแบบนั้น มีแนวทางเป็นของตัวเองชัดเจน คนเลยเห็นความแตกต่างที่แสดงออกมา คนที่เข้าใจเขาก็จะเอาเราไปใช้ประโยชน์ในทิศทางที่เข้าใจ แต่คนที่ไม่เข้าใจเขาจะมองและหาว่าเราเป็นศัพท์ที่คนสมัยก่อนชอบพูด ไอ้นี่ติสต์ ไอ้นี่เด็กแนว คนไม่รู้ตัวตนมีมากกว่าคนรู้ตัวตน คนที่รู้ตัวตนเลยกลายเป็นคนประหลาด

การรู้จักตัวเองจำเป็นแค่ไหน

ควรไม่ต้องตามเขา ควรมีชีวิตเป็นของตัวเอง ไม่ต้องให้ใครมาบอกว่าให้ทำตามใคร เราเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เด็ก ทำไมมอหนึ่งเราต้องเป็นสมาชิกชุมนุม เพราะเราอยากเป็นสตาฟ เราชอบแฮงเอ้าต์กับพี่มอห้า พอมอสองที่เป็นวัยเริ่มเกเร แต่ขณะเดียวกันก็อยากไปเป็นเด็กวัด มีเด็กเกเรที่ไหนอยากเป็นเด็กวัด เพื่อนยังถามเลยว่า มึงทำทำไมวะ กูก็ไม่รู้ ก็กูชอบ วันหนึ่งกูก็เลิกทำ วันดีคืนดีอยากเลี้ยงปลากัด กูก็ไปเลี้ยงปลากัดของกู เพราะฉะนั้นเราอยากทำอะไรเราทำเลย ตราบใดก็ตามที่มันไม่เดือดร้อนใคร จนถึงทุกวันนี้เราก็ยังเป็นแบบนั้น

จากเด็กใฝ่รู้สู่พิธีกรผู้เชื่อว่าผลงานที่ดีต้องมีให้เห็นตลอดเวลาของ เปอร์ สุวิกรม

ดีเจเปอร์ในวันนั้นเป็นยังไง

ตอนนั้นไม่เก่งเลย พูดอะไรก็ติดๆ ขัดๆ พูดก็ซ้ำๆ ติด นะครับ นะครับ อย่างงั้น อย่างงั้น อย่างงี้ เราก็ต้องฝึกฝน เพลงก็ไม่ค่อยรู้จักเลยต้องศึกษา เริ่มเขียนสคริปต์ให้ตัวเอง เริ่มจินตนาการว่าอยากให้คนฟังฟังอะไร 

จะเล่าให้ฟังว่าตอนทำรายการ Entrance ที่ต้องวิจารณ์เพลงว่าชอบหรือไม่ชอบ เชื่อไหมว่าการชอบไม่ชอบของเรามันก็ไปสร้างความรู้สึกให้กับศิลปินหลายคนให้ชอบหรือไม่ชอบกูเหมือนกัน (หัวเราะ) มีศิลปินคนหนึ่งเดินมาพูดกับเราในงานปาร์ตี้ว่า “มึงรู้ไหม มึงเป็นดีเจที่กูเกลียดมากที่สุดในชีวิตเลย” พอเขาพูดประโยคนี้ปุ๊บ เราแม่งคิดเลยว่าเพราะอะไรวะ เพราะเราจัดรายการไม่เก่ง เพราะเราเปิดเพลงไม่เพราะ เพราะนิสัยของเราหรืออะไร เราเลยกลับไปพัฒนาตัวเอง ต้องเปิดเพลงให้เพราะ จัดรายการให้เก่ง แล้วก็มีคนติดต่อให้เป็นพิธีกรรายการทีวี

จากนั้นคุณก็ได้เป็นพิธีกรโทรทัศน์ที่มีวิธีการคิดแบบสื่อรุ่นเก่า คือไม่หลงกลในความเร็วและเทรนด์ แต่ใส่ใจในเนื้อหามากกว่า

มันมาตั้งแต่ตอนเริ่มเป็นพิธีกรรายการทีวีตั้งแต่แรกเลย เราได้คุยกับพี่ต้น (ลาวัลย์ กันชาติ) ผู้บริหาร JSL Global Media Company Limited เขาบอกว่าจะปั้นให้เราเป็นพิธีกร เขาปั้นพิธีกรเก่งๆ มาเยอะมาก แต่จะยังไม่ทำจนกว่าเราจะเรียนจบ เขาบอกให้จัดรายการวิทยุไป แต่อย่าเพิ่งไปทำรายการทีวีกับใครนะ เพราะถ้าทำไปแล้วมันช้ำ ไม่ถูกทาง มันจะเอากลับขึ้นมายาก เขาพูดคำหนึ่งว่า “เปอร์อยู่ในวงการนี้ เปอร์คิดเอาแล้วกันว่าเปอร์จะกินสั้นหรือกินยาว” เราก็ต้องตอบอย่างชาญฉลาดว่ากินยาว ทั้งๆ ที่กูก็ไม่รู้หรอกกินสั้นกินยาวเป็นยังไง เขาก็บอกว่า “ถ้าจะกินสั้น เธอก็คว้างานทุกงานที่เข้ามาในชีวิตเธอให้หมดเลย แต่เธอสังเกตไหมว่ามันเคยมีดาราเยอะแยะมากมายที่อยู่ดีๆ ก็หายไปจากวงการ ทำไมอยู่ดีๆ หายไป” เพราะว่าเขาคว้าทุกอย่างไว้หมดจนทำให้ไม่เหลือคุณค่าในตัวเอง ทำให้ตัวเองช้ำ จำเจ ไม่มีอะไรใหม่ ซึ่งกูก็ยังไม่เข้าใจความหมายคำว่า ช้ำ ด้วยซ้ำตอนนั้น (หัวเราะ) 

ในขณะเดียวกันแกรมมี่ก็ติดต่อให้ไปเป็นพิธีกรรายการวัยรุ่น ตอนนั้นก็ไม่รู้จะทำไง ใจหนึ่งก็คิดว่าถ้าปฏิเสธแกรมมี่ แล้วเรียนจบ JSL ไม่ได้ปั้นกูจริงอย่างที่เขาพูดล่ะ เท่ากับว่ากูก็ไม่ได้ในสิ่งที่กูอยากทำสิวะ อีกใจหนึ่งก็กลัวว่าเขาจะปั้นจริง แต่เห็นกูไปทำที่อื่นก่อน เขาก็ไม่ปั้นกูสิวะ เอาไงดี

ชีวิตเจอทางแยกตลอดเลย

จริง เราก็เลยไปปรึกษาคนที่พี่ต้นบอกว่าปั้นมา คนแรกคือพี่โน้ต อุดม (อุดม แต้พานิช) ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน พี่โน้ตบอกว่า “ฟังดูแล้วที่มึงเล่า เขาจะเอามึงไปปั้นแน่นอน ชัวร์ แต่มึงสังเกตไหมว่าทุกคนที่เขาเอ่ยชื่อมาไม่มีใครอยู่กับเขาเลยสักคน เพราะว่าเขาจะจับมึงไปอยู่ในจุดที่มึงไม่ชอบ” เราก็มานั่งนึก เออจริงเนอะ พี่ตา (ปัญญา นิรันดร์กุล) กับพี่จิก (ประภาส ชลศรานนท์) ก็ไปเปิด Workpoint พี่หอย (เกียรติศักดิ์ อุดมนาค) กับพี่เปิ้ล (นาคร ศิลาชัย) ก็ไปเปิด ลักษ์ 666 กับพี่วิลลี่ (วิลลี่ แมคอินทอช) เอางี้ ทุกคนที่พูดมาไปเปิดทุกอย่างเองหมดเลย (หัวเราะ) เราเก็บสิ่งที่พี่โน้ตพูดไว้ในหัว

แล้วก็ไปเจอคนที่สอง พี่เสนาหอย ไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว ไปถามเขาอีกแล้ว พี่หอยบอกว่า “พี่มีทุกวันนี้ได้เพราะ JSL สมัยก่อนหอยดังมาก ใครๆ ก็อยากให้หอยไปออกรายการ หอยไม่ไป หอยยอมนั่งรถเมล์ไปสตูดิโอที่ลาดพร้าวทุกวันอาทิตย์เพื่ออัดรายการ ยุทธการขยับเหงือก ของ JSL เพราะหอยคิดว่าถ้าอยากเจอหอยต้องเปิดช่อง 5 วันอาทิตย์สิบเอ็ดโมงเช้า เพื่อดูหอยที่นี่เท่านั้น” นั่นแหละ เป็นการยืนยันสิ่งที่พี่ต้นสอนเราในวันนั้นเป็นเรื่องจริง แต่ก็ยังติดใจสิ่งที่พี่โน้ตพูดก็เลยถามพี่หอย พี่หอยตอบว่า “เปอร์ คนเราทุกคนก็ต้องโต พี่จำเป็นต้องโต แต่พี่ยังยืนยันคำเดิมว่าถ้า JSL มีอะไรให้พี่รับใช้ พี่ยินดีกลับไปรับใช้ทันที” 

แล้วก็ยังไม่ได้คำตอบ คนสุดท้ายที่ทำให้ได้คำตอบคือพี่ดู๋ (สัญญา คุณากร) เขาตอบมาว่า “ก่อนที่มึงจะถามว่าใครเขาจะเอามึงไหม มึงควรถามตัวมึงเองก่อนว่า มึงมีอะไรดีให้เขาเอา ถ้ามึงยังเรียนไม่จบ ทำตัวเองให้ไม่มีคุณค่า แล้วก็โง่ ก็ไม่มีใครเขาเอามึงหรอก ต่อให้มึงไม่ไปทำกับแกรมมี่ มาทำกับ JSL แล้วเจ๊ง เขาก็ไม่เอามึง แต่ต่อให้มึงไปทำให้แกรมมี่ เขาได้เงิน แล้วมาทำกับ JSL ก็ยังสามารถทำเงินให้เขาอีก ยังไงเขาก็เอามึง” 

เราได้คำตอบทันทีเลย รู้เลยว่าสิ่งที่ต้องทำกับชีวิตหลังจากนั้นคือฝึกฝนตนเอง กูจะไม่สนอีกแล้วเรื่องโชคชะตา กูจะไม่สนอีกแล้วว่าใครจะให้โอกาส จะไม่ให้โอกาส กูรู้อย่างเดียวว่าจะฝึกฝนตัวเองให้เก่งกว่าเดิมทุกวันและต้องเก่งกว่าทุกคน กูจะฝึกฝนตัวเองให้เป็นที่หนึ่ง เพราะเมื่อเป็นที่หนึ่งแล้วจะไม่มีข้อเปรียบเทียบ 

จากเด็กใฝ่รู้สู่พิธีกรผู้เชื่อว่าผลงานที่ดีต้องมีให้เห็นตลอดเวลาของ เปอร์ สุวิกรม
จากเด็กใฝ่รู้สู่พิธีกรผู้เชื่อว่าผลงานที่ดีต้องมีให้เห็นตลอดเวลาของ เปอร์ สุวิกรม

รายการทีวีรายการแรกที่คุณทำคือ อุตลุดจุดฝัน ของแกรมมี่ บทบาทพิธีกรที่ได้รับแตกต่างไปจากที่เคยทำมากไหม

พิธีกรรายการวิทยุคือการที่เราไปใช้ชีวิต หาประสบการณ์ข้างนอกให้เยอะๆ แล้วเอาเรื่องเหล่านั้นมาเล่าให้คนฟังเห็นถึงสิ่งที่คุณได้ออกไปสัมผัส แต่การทำรายการทีวีคือคุณออกไปพบเจอสิ่งเหล่านั้นพร้อมกับคนดู มันไม่ใช่ของที่เป็นอดีต มันคือการพบเจอพร้อมกันและเรียนรู้ไปด้วยกัน

ตอนทำกับแกรมมี่เราไม่มีประสบการณ์ เขาให้ทำอะไรเราก็ทำตามเขา หลังจากนั้น a day อยากทำรายการทีวี เขาก็มาชวน เราก็มาคิดแบบเด็กๆ ว่า สัญญา คุณากร ไม่ได้เป็นเจ้าของ เจาะใจ แต่คนคิดว่าเขาเป็นเจ้าของ เจาะใจ พี่นีโน่ เมทินี ไม่ได้เป็นเจ้าของ มาสเตอร์คีย์ แต่คนก็คิดว่าเขาเป็นเจ้าของ มาสเตอร์คีย์ เราก็เลยคิดว่า a day แม่งยังไม่เคยมีรายการทีวี ถ้ากูบุกเบิกกับ a day ตอนนี้ คนต้องคิดว่ากูเป็นเจ้าของ a day แน่ๆ เลย (หัวเราะ)

พอมากับ a day เราพอมีประสบการณ์ทำรายการทีวีแล้ว แต่เขาไม่มี มันเลยทำให้เรามีบทบาทในหลายๆ อย่างมากขึ้น ได้นำเสนอเรื่องที่อยากจะถ่ายมากยิ่งขึ้น ได้มีความเป็นตัวของตัวเองมากยิ่งขึ้นไปอีก แล้ว a day ก็อยากมีอีกรายการคือ ดิ ไอดอล ทีนี่เราเลยได้นั่งคุยกับคนเก่งๆ ได้ใช้เวลากับคนเก่งๆ ได้สัมภาษณ์คนเก่งๆ จากทั่วทุกวงการ ตั้งแต่นักธุรกิจไปจนถึงนายกรัฐมนตรี คิดดูสิว่าจากจุดนั้นกูได้ไปถึงนายกฯ แล้วนะ (หัวเราะ)

มันย้อนกลับไปถึงสิ่งที่คุณตั้งใจไว้ตั้งแต่คุยกับนายพลท่านนั้นในวันนั้น คืออยากคุยกับคนเก่งๆ จากหลายสาขา อยากเรียนรู้ความคิดเขา

แต่ตรรกะมันไม่เหมือนกันเห็นไหม ถ้าเราปักธงว่าอยากเป็นพิธีกร ตอนเราทำรายการทีวี เราจะโฟกัสตัวเอง ไม่ใช่แขก เราจะโฟกัสว่า กูจะต้องถามอย่างไรให้ดูเจ๋ง กูต้องถามอย่างไรให้ดูเท่ กูต้องทำยังไงให้กูเป็นพิธีกรที่สุดยอด นั่นคือการปักธงอยากเป็นพิธีกร ซึ่งความตั้งใจเราไม่ใช่แบบนั้น เราอยากคุยกับคนเก่ง เพราะฉะนั้นเราไม่สนหรอกว่าทีมงานอยากรู้อะไรเกี่ยวกับแขก เราสนว่าตัวเองอยากรู้อะไรเกี่ยวกับแขก เราไม่รู้หรอกเขาจะไล่เราออกจากการเป็นพิธีกรเมื่อไหร่ แต่รู้ว่าถ้าได้โอกาสมาแล้ว เราจะถามทุกอย่างที่ตัวเองอยากรู้ 

ซึ่งมันอาจจะเป็นคำถามโง่ๆ ก็ได้

ใช่ เราถามทุกอย่าง ถามหมด ถามเยอะ คือไม่มีใครทำงานได้นานกว่าเราแล้ว ปกติสัมภาษณ์ทีก็สี่ห้าชั่วโมง อันนี้คือนั่งสัมภาษณ์เฉยๆ แต่ถ้าอย่าง Perspective นี่ถ่ายกันเป็นวันๆ เลย บางเทปเห็นออนแอร์แค่ตอนเดียว สัมภาษณ์กันห้าวัน

ความกวนตีนของตัวเองทำให้คุณเป็นนักถามที่ดีหรือเปล่า

(หัวเราะ) ก็อาจเป็นไปได้นะ แต่เราว่ามันเป็นจิตวิทยาในการเข้าหาคนมากกว่า เชื่อไหมว่ามนุษย์ทุกคน เวลาเราถามอะไรไป การที่จะได้คำตอบที่จริงที่สุดมันไม่ใช่แค่ฟังในสิ่งที่เขาตอบ แต่เราต้องระลึกถึงสิ่งที่เขาแสดง เพราะว่าสิ่งที่เขาตอบอาจจะไม่ใช่ความจริงก็ได้ 

ในหลักการทำงานสัมภาษณ์ การที่เราจะเข้าไปถึงใจคนได้ เราต้องค่อยๆ ทลายกำแพงเขาไปทีละชั้นๆ คนจะมีกำแพง ยิ่งไม่สนิทกันมาก่อนยิ่งเกิดกำแพงมาก เขาจะรู้สึกว่าต้องระมัดระวังตัวไว้ก่อน สิ่งแรกที่เราทำคือทำให้เขารู้สึกปลอดภัย ด้วยการหยอกล้อ เล่น หรือกวนตีน แล้วแต่สถานการณ์ เมื่อไหร่ก็ตามที่เราค่อยๆ กะเทาะเปลือกนอกของคนไปได้ เราก็จะได้คำตอบที่จริงที่สุด แต่บริบทของสิ่งเหล่านี้บนความเป็นจริงมันเป็นไปไม่ได้ ลองคิดดูว่ามีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง ต้องสนิทกันกี่ปีมันถึงจะกล้าเล่าเรื่องลับๆ ให้เราฟัง แล้วเป็นไปได้เหรอที่การไปสัมภาษณ์เพียงไม่กี่ชั่วโมง เขาจะกล้าเล่าอะไรให้ฟัง มันเลยมีมากกว่าที่เห็นในแต่ละเทป 

มนุษย์จะสัมภาษณ์ได้ดีที่สุดคือตอนแก้ผ้า เพราะมันไม่มีอะไรปิดบัง อันนี้พูดเรื่องจริงเลยนะ เครื่องแต่งกายอาภรณ์ที่ติดตัวเราอยู่คือการปิดบังความเป็นตัวตนของเราแล้ว แต่สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับกาลเทศะ เพราะเราก็คงไม่ไปกวนตีนคุณบัณฑูร (บัณฑูร ล่ำซำ) (หัวเราะ)

จากเด็กใฝ่รู้สู่พิธีกรผู้เชื่อว่าผลงานที่ดีต้องมีให้เห็นตลอดเวลาของ เปอร์ สุวิกรม
จากเด็กใฝ่รู้สู่พิธีกรผู้เชื่อว่าผลงานที่ดีต้องมีให้เห็นตลอดเวลาของ เปอร์ สุวิกรม
จากเด็กใฝ่รู้สู่พิธีกรผู้เชื่อว่าผลงานที่ดีต้องมีให้เห็นตลอดเวลาของ เปอร์ สุวิกรม

ความรับผิดชอบของพิธีกร/นักสัมภาษณ์ในมุมมองของคุณคืออะไร

จากคำถามแรกที่ถามว่า รู้สึกโชคดีไหมที่ได้รายได้จากการไปคุยกับคนเก่งๆ เราเคยรู้สึกว่าโชคดี เราไม่ใช่แค่ได้เงินนะ เราได้เงินเยอะมาก แต่เงินที่ได้เยอะทำไมมันถึงได้เยอะ แปลว่ามันมีหน้าที่อะไรแฝงอยู่ในค่าตอบแทนเหล่านั้นเสมอ คุณเป็นวิศวกร คุณเป็นหมอ ที่ได้ค่าตอบแทนเยอะเพราะชีวิตคุณเสี่ยงมากกว่าคนอื่นนะ คุณพร้อมจะเข้าไปติดคุกเมื่อไหร่ก็ได้ทันทีที่คุณรักษาคนไข้ผิด หรือตึกถล่มแล้วมีคนตาย 

เช่นเดียวกันกับอาชีพที่เราทำ สมัยก่อนเวลารับรายการทีวีเราจะมีกฎ หนึ่ง รายการที่จะทำเป็นประโยชน์ต่อตัวเราเองไหม ทำแล้วได้พัฒนาตัวตนไหม ได้เรียนรู้อะไรบ้างหรือเปล่า สอง เป็นประโยชน์ต่อคนอื่นไหม ต่อคนดูไหม เพราะฉะนั้นทุกรายการที่เราทำต้องมีประโยชน์ ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นรายการสาระเสมอนะ เป็นรายการบันเทิงก็ได้ ซึ่ง Perspective ก็เป็นแบบนั้น

มันตั้งต้นมาจากความเชื่อว่า คนชอบอะไรแบบผิวเผิน คนส่วนใหญ่อยากเป็นอย่างนั้น อยากเป็นอย่างโน้น อยากเป็นอย่างนี้ แต่คุณไม่เคยฝึกตัวเองเพื่อให้ได้เป็นแบบนั้น คุณอยากทำธุรกิจโรงแรม แต่เวลาไปเที่ยวต่างจังหวัดคุณกลับไม่ได้สนใจประสบการณ์ที่มันจะมาช่วยให้เกิดธุรกิจโรงแรมได้ เราเลยอยากเอาชีวิตของคนที่ทำธุรกิจโรงแรมสำเร็จมาเผยแพร่ให้เห็นว่า เวลาเขาไปเที่ยวโรงแรม เขาไม่ได้เที่ยวแบบคนทั่วไปนะ เขาสังเกตแบบซีทรูในธุรกิจเหล่านั้น เพื่อนำมาพัฒนาโรงแรมตัวเองให้ดีกว่าโรงแรมอื่นๆ เราเชื่อว่าสิ่งที่ทำให้คนคนหนึ่งเก่งกว่าคนอื่นๆ เพราะเขามีวิธีการมองโลกที่แตกต่างออกไป เราอยากให้คนได้รับรู้ถึงสิ่งเหล่านี้

ทำไมถึงอยากนำเสนอความแตกต่างทางความคิดของคน

คนชอบคิดว่าทุกคนจะคิดเหมือนกัน “เขาต้องคิดแบบนั้นแน่ๆ เลย เขาถึงทำแบบนั้น” คนชอบคาดเดาว่าคนนี้ต้องคิดอย่างนั้น คนนั้นต้องคิดอย่างนี้ เราไม่เชื่อ เราว่าไม่มีใครคิดแทนกันได้ มนุษย์มีอย่างเดียวที่เหมือนกันคือความแตกต่าง เพราะเราแตกต่างกันเราถึงเหมือนกัน 

มันคือการตัดสินคนจากประสบการณ์ตัวเอง ซึ่งอาจจะไม่จริงเสียทีเดียว เราอยากเอาสิ่งนี้มานำเสนอ เพราะมนุษย์ทุกคนเวลาเราบอกว่าตัวเองมีความฝัน มักจะมีคนบอกว่าเราทำไม่ได้ มันเป็นไปไม่ได้ แต่แขกรับเชิญของเราทุกคนประสบความสำเร็จบนเส้นทางของเขาหมดเลย ซึ่งตอนแรกเริ่มที่เขาคิดจะทำ เขาก็ถูกต่อต้าน และหลายคนก็คิดว่าเป็นไปไม่ได้ ขนาดตัวเขาเองก็อาจจะไม่มั่นใจเลยว่ามันจะเกิดขึ้นได้จริงไหม สิ่งเดียวที่จะเป็นคำตอบได้ว่าวิธีคิดของเขาถูกต้องหรือไม่ ความคิดของเขา ความเพ้อเจ้อของเขาจะเป็นจริงได้หรือไม่คือ เวลา 

เรามีความเชื่อว่าทุกความคิดมีค่าในตัวของมันเองหมดเลย ไม่มีความคิดใครฉลาดกว่าใคร ไม่มีความคิดใครโง่กว่าใคร ไม่มีใครเก่งกว่าใคร เราแค่อยากนำเสนอเรื่องราวของคนที่มีความเชื่อ มีทัศนคติที่แตกต่างกัน แล้วเขาก็ใช้ชีวิตในมุมมองตามความเชื่อของเขา

คุยกับคนประสบความสำเร็จมามาก นิยามความสำเร็จของตัวเองเปลี่ยนไปบ้างไหม

เราไม่เคยคิดว่าอะไรคือความสำเร็จนะ มันก็มีความท้าทายใหม่ๆ ในชีวิตเข้ามาในแต่ละสเต็ปของชีวิตไปเรื่อยๆ แต่ถ้าต้องนิยามจริงๆ ก็คือ เราใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต แล้วได้ทำอะไรมาบ้างในชีวิต อันนั้นแหละคือความสำเร็จ ความสำเร็จจะเกิดขึ้นคือเราตายแล้ว 

เพราะถ้ายังไม่ตาย มันจะมีเรื่องให้ทำต่อไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ว่าเราบอกว่าวันนี้สำเร็จแล้ว พรุ่งนี้ไม่ต้องทำอะไรเลย ชีวิตยังต้องดำเนินต่อ คอนเซปต์ของความสำเร็จมีไว้หลอกคน ชีวิตเราไม่เคยคิดว่าถ้าเท่านี้แล้วฉันจะพอ ไม่มี ชีวิตเราไม่เคยตั้งเป้าว่า โอเค ฉันจะมีบ้านหนึ่งหลัง สองหลัง สามหลัง ไม่มี คือกูปล่อยตามธรรมชาติ มันจะเป็นก็เป็นไป วันนี้มีอะไรให้ทำก็ทำไป พรุ่งนี้มีอะไรให้ทำก็ทำไป พยายามพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ วันนี้ดีเท่านี้ พรุ่งนี้ก็ต้องดีกว่านี้ แล้วถ้าวันต่อไปต้องตายแล้ว ทำอะไรต่อไม่ได้แล้วก็คือจบ จริงอยู่ที่มันอาจจะมีเป้าหมายตามช่วงชีวิตไป อายุยี่สิบต้องเรียนให้จบ อายุ สามสิบอยากเปิดบริษัท ซึ่งมันก็จะมีอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นจะเรียกสำเร็จได้ยังไง มีแต่สำเร็จเป็นเรื่องๆ แค่นั้นเอง จะรีบสำเร็จไปทำไม ชีวิตยังมีอะไรให้ทำอีกเยอะแยะ ยังไปได้อีกเรื่อยๆ

จากเด็กใฝ่รู้สู่พิธีกรผู้เชื่อว่าผลงานที่ดีต้องมีให้เห็นตลอดเวลาของ เปอร์ สุวิกรม

สิ่งที่คนเหล่านั้นสอนคุณคืออะไร

เราก็อาจจะตอบไม่ได้ว่าเรื่องอะไร แต่มันมีแน่ๆ ถามว่าการคุยกับคนมาเยอะทำให้เราพัฒนาไหม พัฒนาแน่ๆ ได้ประโยชน์จากสัมภาษณ์คนไหม ได้แน่ๆ มันเป็นการเพิ่มประสบการณ์ไปเรื่อยๆ ตราบใดก็ตามที่คนดูรายการเราแล้วได้ประโยชน์จากมัน เราในฐานะคนที่นำเสนอจะได้ประโยชน์จากมันขนาดไหน แต่ประโยชน์ที่แท้จริงต้องเกิดจากการลงมือทำนะ ไม่ใช่จากการฟัง ฟังจบดูจบก็ได้แค่รู้ แต่รู้ไม่จริง การรู้จริงต้องเกิดจากการปฏิบัติ ซึ่งเราก็ปฏิบัติบ้าง ไม่ปฏิบัติบ้าง (หัวเราะ)

จากรายการที่คุยเรื่องคนคนเดียว คุณมีอีกรายการคือ ยินดีที่ได้รู้จัก ที่พาไปรู้จักย่านต่างๆ ผ่านผู้คนที่อยู่ในนั้น มันเป็นการให้เห็นความแตกต่างอีกแบบหนึ่ง ไม่ใช่แค่ความคิดแต่โยงไปถึงวิถีชีวิตด้วย

เราอยากไปให้เห็นว่า จริงๆ แล้วแต่ละที่มันเป็นยังไงกันแน่ เขาคิดยังไง เขาใช้ชีวิตยังไง คนชอบมโนว่าคนมีตังค์ต้องเป็นอย่างนี้ คนรากหญ้าต้องเป็นอย่างนี้ บางคนชอบพูดว่าคนต้องมีสามัญสำนึก ต้องคิดอย่างนี้เพื่อส่วนรวม แต่ถ้ามาดูกันจริงๆ ก่อนที่เขาจะคิดเรื่องนั้น ปากท้องเขาอิ่มหรือยัง ปัจจัยสี่ในชีวิตเขามีครบหรือยัง

มันเป็นปัญหาของทุกที่ในโลก โลกมันมีอะไรมากกว่าที่คุณคิด ชีวิตของคนทั่วไป ของชาวบ้าน มันก็มีอะไรมากกว่าที่คุณรู้ วันๆ เขาต้องเผชิญกับเรื่องอะไรบ้าง เขาต้องหาเงินวันละเท่าไหร่ กว่าจะได้เงินแต่ละวันมา อะไรคือความสำคัญในการหาเงินของเขา หาเงินยากแค่ไหน ปีนี้แล้งแค่ไหน มันมีหลายเรื่อง มันคือเรื่องของคนทั่วไปในประเทศ เราอยากให้คนเข้าใจหัวอกซึ่งกันและกัน จะได้ไม่ต้องอุตริคิดแทนกันว่าสิ่งไหนจะดีสำหรับเขา สิ่งที่เราคิดว่าดีสำหรับคนอื่นบางทีมันแก้ปัญหาอะไรไม่ได้นะ เหมือนถ้ามีผู้ชายคนหนึ่งมาจีบเรา เขาพยายามเหลือเกิน แต่เรากลับรู้สึกว่า เฮ้ย มึงอย่ามายุ่งกับกูได้ปะ กูรำคาญมากเลย แต่ในหัวของผู้ชายคือคิดว่านี่คือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราเลยนะ มันเหมือนเกาไม่ตรงจุด ถ้าให้ในสิ่งที่ไม่อยากได้ มันก็จะกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีคุณค่า ไม่ได้หมายความว่ามันไม่ดี แต่มันสิ้นเปลือง เหมือนคุณเอาลูกฟุตบอลไปให้นักกอล์ฟ เอาจอบไปให้ชาวประมง 

จากเด็กใฝ่รู้สู่พิธีกรผู้เชื่อว่าผลงานที่ดีต้องมีให้เห็นตลอดเวลาของ เปอร์ สุวิกรม
จากเด็กใฝ่รู้สู่พิธีกรผู้เชื่อว่าผลงานที่ดีต้องมีให้เห็นตลอดเวลาของ เปอร์ สุวิกรม

สเกลของเรื่องที่อยากพูดก็ใหญ่ขึ้นมาอีก

Perspective มันบอกว่าเราไม่ต้องฟังใคร มุ่งมั่นในสิ่งที่ต้องทำ สุดท้ายเวลาจะพิสูจน์เราเอง แต่ยินดีที่ได้รู้จักจะเป็นอีกแบบหนึ่ง มันคือการลดตัวตน ลดอีโก้ของตัวเอง แล้วไปเข้าใจคนอื่นให้มาก เป้าหมายจึงไม่ใช่เรื่องของการพัฒนาตัวเองแล้ว มันคือการพัฒนาสังคมที่เราอยู่ร่วมกัน และเป็นสิ่งที่เราเชื่อทั้งคู่

เราตั้งคำถามว่า ประเทศไทยมีเจ็ดสิบล้านคน คุณคิดว่าตัวเองรู้จักคนในประเทศนี้กี่คน ถ้าเจ็ดสิบล้านคนมันเยอะไป งั้นเอาแค่จังหวัดที่คุณอยู่ สมมติกรุงเทพฯ มีสิบล้านคน คุณรู้จักคนในกรุงเทพฯ กี่คน ถ้าสิบล้านคนในกรุงเทพฯ ยังเยอะไป เอาแค่เขตที่คุณอยู่ คุณคิดว่าตัวเองรู้จักคนในเขตที่อยู่กี่คน แล้วถ้าเขตมันใหญ่ไปนะ เอาแค่หมู่บ้านก็ได้ คุณรู้จักกี่คน ถ้าหมู่บ้านหรือโครงการคอนโดฯ มันใหญ่ไปอีก เอาแค่คนที่อยู่ซอยหรือชั้นเดียวกับคุณ คุณรู้จักกี่คน ถ้าคุณตอบว่ารู้จักไม่กี่คน แล้วคุณกล้าดียังไงถึงไปคิดแทนคนอื่นเขา รายการนี้จะทำให้คุณเริ่มออกไปรู้จักคนอื่นบ้าง ไปเข้าใจคนอื่นบ้าง ไปช่วยเหลือคนอื่นบ้าง แล้วลองเลิกฟังตัวเองสักพักบ้าง

ขอคำแนะนำจากคนอายุ 31 ที่เคยสัมภาษณ์นายกรัฐมนตรีและนักธุรกิจเบอร์ต้นๆ ของประเทศไทยมาแล้วหน่อย

วิชาที่มากกว่าเรื่องของการสัมภาษณ์ คือจิตวิทยา หรือความจริงใจและความตั้งใจ เราใช้ใจในการสัมภาษณ์ ใช้ความตั้งใจในการทำงาน ใช้ความจริงใจในการสื่อสารกับแขกรับเชิญและคนดู นี่คือคีย์หลักที่เราใช้ในการทำงาน

ต่อให้เราไม่เก่ง เราก็ไม่ต้องทำแอคว่าเก่ง เราก็บอกว่าเราไม่เก่ง เราไม่รู้ก็ถาม แต่มันก็มีพวกไม่รู้แล้วถามแบบน่ารำคาญ กับแบบไม่น่ารำคาญ ซึ่งต้องศึกษาและใช้ประสบการณ์ 

ไหวพริบ ปฏิภาณ ความรู้รอบตัวจำเป็นอย่างมากที่ต้องมีไว้เยอะๆ เราโชคดีอย่างหนึ่ง เราไม่ได้รู้ตั้งแต่แรกหรอกว่าจะได้มาเป็นพิธีกร แต่ด้วยความที่ตัวเองหลากหลายกว่าเด็กรุ่นเดียวกันมาตลอด เป็นทั้งเด็กวัด เลี้ยงปลากัด ทำชุมนุม ขายสปอนเซอร์โน่นนี่นั่น ปัจจุบันเราได้ใช้สิ่งเหล่านั้นหมดเลยนะโดยที่ไม่รู้ตัว

ทุกวันนี้คุณก็ยังยอมรับว่ามีสิ่งใหม่ที่ต้องเรียนรู้ทุกวัน แม้จะเป็นพิธีกรที่ได้รับรางวัลพิธีกรยอดเยี่ยมมาแล้ว

นั่นเรื่องเล็กเลย

หมายถึงรางวัลเหรอ

ใช่ ไม่เคยสนใจ ไม่เคยคิดจะได้ด้วย (หัวเราะ) รางวัลคือสิ่งที่เขามอบให้ ไม่ใช่สิ่งที่เราร้องขอ เคยได้ยินเรื่องความเชื่อใจไหม ที่เขาบอกว่าความเชื่อใจเราจะไปร้องขอจากใครก็ขอไม่ได้ ถ้าเขาจะให้เขาให้เอง ผลงานก็เหมือนกัน รางวัลมันเป็นแค่กำลังใจ ได้มาก็รู้สึกดีว่าสิ่งที่ทำมันมีคนชื่นชมชื่นชอบ แต่ไม่ได้เอาใจไปยึดติดกับมัน เราไม่ใช่นักมวยที่ต้องเป็นแชมป์เข็มขัดนี้ต่อไป ไม่ใช่แบบนั้น

จากเด็กใฝ่รู้สู่พิธีกรผู้เชื่อว่าผลงานที่ดีต้องมีให้เห็นตลอดเวลาของ เปอร์ สุวิกรม

คนที่เป็นเจ้านายตัวเองมาตลอด ความท้าทายของการเปิดบริษัทและต้องเป็นเจ้านายคนอื่นคืออะไร

ความท้าทายคือการฝึกฝนคนให้เขาพัฒนามากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นจุดที่เรายังไม่ค่อยถนัด เราเก่งพัฒนาตัวเอง แต่ไม่เก่งพัฒนาคนอื่น ตอนนี้ก็กำลังฝึกฝนที่จะพัฒนาคนอื่น แล้วเราไม่เคยเป็นลูกน้องใคร เราเลยไม่รู้ว่าการเป็นหัวหน้าต้องเป็นยังไง การต้องไปกำหนดแนวทางให้ชีวิตคนอื่นซึ่งเขาอาจจะทำตามหรือไม่ทำตามก็ได้ มันยากมากเลยนะ

ในมุมของเด็กวันนี้ คุณคงเป็นเหมือนผู้ใหญ่ เพื่อนพ่อ รุ่นพี่ ที่ตัวเองชอบเข้าไปเรียนรู้จากเขาในวันก่อน

เราไม่ค่อยมองว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ พอไม่มองว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ เวลาคนเข้าหาก็เลยจะไม่ได้รับความเมตตาหรือความอ่อนโยนจากเราเท่าไหร่นัก เราต้องฝึกฝนอีก ต้องฝึกฝนให้ตัวเองเมตตาขึ้นกว่าเดิม มีความอ่อนโยนมากขึ้นกว่าเดิม

การเป็นผู้ใหญ่จะสอนคนได้ต้องมีความอดทน มีความโอบอ้อมอารี เราต้องฝึกฝนตัวเองให้เป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพขึ้นไป เราจะกลับไปนึกถึงตอนตัวเองเป็นเด็กที่ยังไม่รู้เรื่อง ถ้าไม่ฝึกฝนก็จะแบบ ทำไมมึงไม่รู้วะ มึงจะมาถามอะไรนักหนา มันจะหงุดหงิด ถ้ามองแบบผู้ใหญ่ก็จะเข้าใจว่าน้องเขากำลังจะโต เขากำลังอยากพัฒนาตัวเอง เขากำลังไร้หนทาง เราจะช่วยเขาอย่างไรได้บ้าง

เรารู้ว่าผู้ใหญ่เอ็นดูเราเพราะเขามองเราเป็นลูกเป็นหลาน เขาก็คงมองว่าคนนี้รุ่นราวคราวเดียวกับลูกเขาเลยเนอะ ถ้าลูกเขาไปทำงานแล้วผู้ใหญ่ไม่เมตตาแบบนี้ ก็คงจะแย่ เขาก็คงอยากให้ผู้ใหญ่เมตตาลูกเขาเหมือนที่เขาเมตตาเด็กคนนี้ที่เป็นลูกคนอื่น

จากดีเจที่เคยมีคนบอกว่าไม่ชอบที่สุดในที่ชีวิต มาตอนนี้คิดว่าตัวเองทำหน้าที่ที่มีได้ดีแล้วหรือยัง

เชื่อไหมว่าหลังจากเริ่มทำรายการทีวีไปสักพัก พี่ศิลปินคนเดียวกันกลับมาบอกเราอีกครั้งว่า “มึงรู้ไหม มึงแม่งเป็นพิธีกรที่กูชอบมากที่สุดในชีวิตเลย” แต่มันเป็นเรื่องปกติ

เรื่องปกติ?

เวลาเราอยู่บ้าน เราแทบจะไม่ต้องพิสูจน์ตัวเองอะไรมาก เราแทบจะไม่ต้องอธิบายความเป็นตัวตนของเรา เพราะเขาเห็นเรามาตั้งแต่เด็กจนโต แต่การที่คุณเป็นเด็กที่น่ารักของที่บ้าน ไม่ได้หมายความว่าคุณจะเป็นเด็กที่น่ารักของคนอื่น การที่คุณเป็นคนเก่งของที่บ้าน ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณเป็นคนเก่งในสายตาของคนอื่น เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่คุณเปลี่ยนสถานที่ทำงาน เปลี่ยนสิ่งแวดล้อม เปลี่ยนพื้นที่ เปลี่ยนเพื่อนใหม่ ทุกครั้งคุณต้องพิสูจน์ตัวเอง 

นั่นหมายความว่าทุกครั้งที่เราต้องสัมภาษณ์แขกรับเชิญ เราอาจจะได้รับคำชมมาไม่รู้กี่ร้อยครั้งแล้วว่าเป็นนักสัมภาษณ์ที่เก่งมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าคนถัดไปจะต้องชมเราแบบนั้น ไม่ได้หมายความว่าคนถัดไปจะต้องยินดีกับการที่เราไปสัมภาษณ์เขา ทุกครั้งในการทำงานเราต้องพิสูจน์ตัวเองเสมอ เราต้องไม่หลงตัว ไม่ลืมตัวไปกับสิ่งนี้ ผลงานที่ดีมันต้องแสดงตลอดเวลา

จากเด็กใฝ่รู้สู่พิธีกรผู้เชื่อว่าผลงานที่ดีต้องมีให้เห็นตลอดเวลาของ เปอร์ สุวิกรม

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

นายแพทย์วัฒนา พารีศรี ศัลยแพทย์วัย 60 ควบตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ เมื่อพ.ศ. 2537 เขาเป็นผู้บุกเบิกวิธีการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีด้วยกล้องวีดิทัศน์สำหรับโรงพยาบาลชุมชน จนทำให้โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ ขึ้นชื่อลือชาด้านการผ่าตัดนิ่ว ผู้ป่วยจากทั่วแดนไทยและต่างประเทศ ล้วนมารับบริการไม่ขาดสาย ส่งผลให้โรงพยาบาลเล็กๆ แห่งนี้เป็นศูนย์ผ่าตัดส่องกล้องที่ดีที่สุดในเมืองหนองคาย

ชายผู้มีภูมิลำเนาจากชนบทคนนี้ เห็นความยากลำบากในการเข้าถึงระบบสาธารณสุขของคนรากหญ้า เขามุ่งมั่นเรียนวิชา ‘หมอ’ หลังจบหลักสูตรคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ก็เป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลบึงกาฬ หลังปฏิบัติงานเพียง 2 ปี เขาขอย้ายไปเป็นผู้อำนวยการคนแรกของโรงพยาบาลปากคาด ก่อนจะเรียนต่อแพทย์เฉพาะทาง และกลับมาใช้ทุนที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ ในตำแหน่ง ‘ศัลยแพทย์’

ระยะเวลากว่า 2 ทษวรรษในฐานะผู้อำนวยการโรงพยาบาลอำเภอ เขาเทหมดหน้าตักเพื่อเปลี่ยนภาพจำของโรงพยาบาลรัฐให้ทัดเทียมมาตรฐานโรงพยาบาลเอกชน ถ้าถามว่าเป็นไปได้จริงหรือ เสียงยืนยันจากชาวบ้านย่านท่าบ่อและภาพลักษณ์ของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ ฉบับปัจจุบัน คือคำตอบของคำถามที่คุณสงสัย

นายแพทย์วัฒนาใช้วิธีการสร้างแบรนดิ้งให้โรงพยาบาลรัฐ ปรับความคิดของเจ้าหน้าที่ให้เท่าทันผู้บริหาร เตรียมความพร้อมด้านอุปกรณ์การแพทย์ และรองรับทุกโรคภัยด้วยแพทย์เฉพาะทางเกือบทุกสาขา เพื่อให้ลูกค้าได้รับความพึงพอใจสูงสุด เพราะนั่นคือสิ่งสำคัญในอาชีพบริการ และชายคนนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า คนรากหญ้าก็เข้าถึงระบบสาธารณสุขและโรงพยาบาลชุมชนที่ดีได้ ใกล้ๆ บ้านพวกเขา แถมพัฒนาเศรษฐกิจให้จังหวัดด้วย

หลังจากนี้คือบทสนทนาของนายแพทย์วัฒนา ตั้งแต่เป็นเด็ก เป็นหมอ เป็นผู้บริหาร และเป็นคนเกษียณ

เป็นเด็ก

เด็กชนบทจากอำเภอเซกา เติบโตมาแบบไหน

ผมก็เหมือนเด็กทั่วไป เสาร์อาทิตย์ตกปลา เย็นมาก็เตะบอล พอหน้าฝนก็ออกไปวางเบ็ด พ่อผมเป็นชาวนา แม่ผมเป็นครูประชาบาล ผมต้องตื่นตั้งแต่ตีห้าไปช่วยพ่อแม่ทำนา สายหน่อยก็กลับบ้าน เปลี่ยนชุดไปโรงเรียน ชีวิตผมอยู่บ้านนอกมาตลอด เลยเห็นว่าชีวิตของคนบ้านนอกเขาเป็นยังไง อย่างแถวบ้านผมแม้แต่รถประจำทางยังไม่มีเลย เวลาเกิดปัญหาสุขภาพ ชาวบ้านเขาจะพึ่งใคร หมอก็ไม่มี เขาก็ต้องพึ่งหมอเถื่อน ยุคนั้นฉีดยาเป็นก็เป็นหมอได้แล้ว 

พ่อผมก็เป็นหมอนะ ว่ากันตามตรงคือเป็นหมอเถื่อน ฉีดยาได้ ซึ่งเข็มฉีดยาก็เป็นเข็มเหล็กใช้แล้วใช้อีก ไซริงค์ก็ต้มเอา ไม่มีเครื่องสเตอริไลซ์หรือน้ำยาเคมีสำหรับฆ่าเชื้อเหมือนปัจจุบัน พอฉีดเสร็จบางคนเป็นฝีหัวเข็ม แต่ชาวบ้านเขาก็พึ่งพากันแบบนี้ ผมรู้ว่านี่คือความลำบากในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ของคนในพื้นที่ชนบท 

นั่นเป็นเหตุผลให้คุณเรียนหมอหรือเปล่า

เด็กบ้านนอกรู้จักอยู่แค่สามอาชีพ ครู ตำรวจ ทหาร 

ผมเป็นเด็กยากจน รู้แค่ว่าหมอเป็นอาชีพที่มีรายได้มั่นคง แต่พื้นฐานผมชอบอาชีพทหาร สรีระไม่ให้ สายตาเริ่มสั้น ก็เลยมุ่งมาทางหมอดีกว่า แต่ถ้าเป็นทหารก็ไม่อยากเป็นทหารแบบปัจจุบันนี้นะ ต้องเป็นทหารมืออาชีพ

พอโตขึ้นผมมีโอกาสมารับทุนแพทย์ชนบทของมหาวิทยาลัยมหิดล หนองคายเขาก็รับหนึ่งคน ซึ่งโรงเรียนเล็กๆ มีโอกาสน้อยมากที่จะเข้าไปเรียนแพทย์ แทบจะเป็นศูนย์ ต้องเป็นคนที่เจ๋งจริงถึงจะสอบเข้าได้ ซึ่งทุนแพทย์ชนบทเขาไม่ได้เซ็นสัญญาว่าจะต้องกลับไปใช้ทุนที่บ้านเกิด แต่เป็นสัญญาสุภาพบุรุษ มาเรียนแล้วก็ต้องกลับไปทำงานที่จังหวัดตัวเอง เขามีแนวคิดว่า ถ้าเอาคนที่ชนบทมาเรียน เวลากลับไปทำงานที่บ้านเกิดจะอยู่ได้นานกว่า

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

เป็นหมอ

ทำไมคุณหมอถึงเลือกเรียนศัลยแพทย์

นิสัยผมชอบอะไรที่ตรงไปตรงมา ตัดสินใจรวดเร็ว ผมไม่ชอบงานละเอียดประดิดประดอย ผมชอบลุยงานหนัก หลังจากเรียนต่อแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยแพทย์ (เน้นการผ่าตัดช่องท้อง) จบ ผมก็กลับมาใช้ทุนที่โรงพยาบาทสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ ตั้งใจว่าจะอยู่ท่าบ่อตลอด แล้วก็ไม่ได้ตั้งใจจะเป็นผู้อำนวยการหรอก บังเอิญว่ารุ่นพี่ที่อาวุโสกว่าเราเข้าก็ไปตาม Career Path ของเขา สุดท้ายเราก็หัวโด่ อาวุโสสุดก็เลยจำเป็นต้องขึ้น

ก้าวเท้าเข้าโรงพยาบาทสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อครั้งแรก คุณหมอได้เป็น ผอ. เลย

ผมทำงานศัลยแพทย์ก่อน ผมสารพัดผ่าตัดเลย ผ่าตัดนิ่วไต ผ่าตัดนิ่วถุงน้ำดี ผ่าตัดลำไส้ กระเพาะ มดลูก ผ่าคลอดก็ต้องทำ เพราะมีหมอผ่าตัดอยู่คนเดียว ผมผ่าตัดจน ผอ. ต้องเรียกไปพบ บอกว่าให้เพลาลงหน่อย ผมสตั๊นเลย หยุดผ่าตัดไปสองอาทิตย์เพื่อทำใจ ตอนหลังมาได้สติ ตายเป็นตาย ลุยผ่าตัดต่อ สุดท้ายพยาบาลก็เหนื่อยหน่อย เพราะเคสผ่าตัดทุกนาทีมีความหมาย พยาบาลต้องเฝ้าตลอด แต่มันก็ทำให้ภาพลักษณ์องค์กรดีขึ้นนะ 

พอเราดูแลเขาดี เขาก็บอกกันปากต่อปาก เพราะคนป่วยมันมีอยู่แล้ว ยิ่งคนอีสานเป็นนิ่วกันเยอะ แล้วสมัยก่อน การเข้าถึงการบริการสาธารณสุขยากและลำบาก อย่างจะไปผ่าตัดที่โรงพยาบาลจังหวัด ต้องรอคิวอย่างน้อยปีครึ่ง ซึ่งโทษกันไม่ได้ เพราะสถานที่ผ่าตัดน้อย แต่เคสเยอะมาก 

ทำไมคนอีสานถึงเป็นนิ่วเยอะ

ยังไม่มีใครรู้สาเหตุนะ ยังไม่มีการศึกษาเชิงไมโครเกี่ยวกับยีน มีแต่โทษเรื่องน้ำ แล้วก็อาศัยทฤษฎีเกิดนิ่วของฝรั่ง ว่าเกิดจากการตกตะกอนของสารละลายเข้มข้นมากขึ้น ซึ่งไม่จริง อันนั้นเป็นนิ่วถุงน้ำดีคอเลสเตอรอลของฝรั่ง ของไทยเป็นเรื่องนิ่วสี เป็นพิกเมนต์จากน้ำดีที่มีสีดำ 

ผมสันนิษฐานว่าน่าจะเกี่ยวกับเรื่องเผ่าพันธุ์ของคนอีสานบวกกับน้ำ เพราะสิ่งที่แตกต่างจากพื้นที่อื่นคือน้ำ แล้วคนอีสานไปอยู่ที่อื่นก็เป็นนิ่วเหมือนกัน ยุคนี้เป็นยุคของการศึกษายีน เราต้องศึกษายีนที่พร้อมจะเป็นนิ่ว ถึงจะตรวจหาสาเหตุของโรคได้

แล้วตอนเป็นหมอศัลย์ คุณหมอมีบุคลิกแบบไหน

โอ้ ขรึมอยู่ เวลาอยู่ในโรงพยาบาลลูกน้องโคตรกลัวผมเลย (หัวเราะ) ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะบุคลิกเป็นแบบนี้ เนื่องจากเป็นบุคลิกของศัลยแพทย์ ผมพูดตรง ไม่อ้อมค้อม ไม่เยิ่นเย้อ จะด่าก็ด่า ด่าแล้วก็แล้ว ไม่มีการพยาบาท

พอเป็นผู้บริหาร บุคลิกต่างกันหรือเปล่า

ต้องบุคลิกเหมือนกัน ลูกน้องจะได้เชื่อฟังเรา กลัวเราบ้าง แต่ไม่ใช่กลัวจนขี้หดตดหาย ผอ. เดินไปไหนลูกน้องหนีหมด คงไม่ใช่แบบนั้น เขาต้องเกรงใจเรา เพราะเราเป็นลีดเดอร์ เป็นผู้นำทางด้านความคิดและวิสัยทัศน์ แต่ไม่ใช่ว่าผมเป็นเผด็จการนะ เวลาตัดสินใจทำอะไรก็ต้องมีการประชุม ระดมสมอง ผู้บริหารมีหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลแล้วตัดสินใจ ไม่ใช่ว่าคิดของเราคนเดียวแล้วไปสั่งการให้ทำเลย มันดีตรงที่มันเร็ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จในระยะยาว

ถ้าผมจะทำโปรเจกต์อะไรสักอย่าง แล้วมันไม่ได้ตกผลึกจากความคิดขององค์กร มันอาจจะหลุดบางประเด็นแล้วเกิดผลกระทบกับคนบางกลุ่ม ถ้าหลายฝ่ายมานั่งคุยกัน ตัดสินใจร่วมกัน จะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า 

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

เป็นผู้บริหาร

คุณหมอว่าเมื่อ 20 ปีก่อน ปัญหาของโรงพยาบาทสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ คืออะไร

สมัยก่อนยังเป็นแบบข้าราชการ เจ้าหน้าที่ไม่ค่อยมี Service Mind เวลาเจ้าหน้าที่ไปเดินตลาดก็พยายามหลบ กลัวชาวบ้านนินทา แล้วชุมชนที่อยู่รอบข้างโรงพยาบาล ตอนเขาเจ็บป่วยก็ไม่มีใครเข้าโรงพยาบาลท่าบ่อนะ แต่จะไปรักษาที่โรงพยาบาลหนองคายแทน ซึ่งต้องขับรถไปอีกสี่สิบกิโล ภาพลักษณ์สมัยเก่าของเราเป็นแบบนั้น

แล้วเราเป็นโรงพยาบาลขนาดเล็ก เป็นโรงพยาบาลอำเภอที่ต้องแข่งกับโรงพยาบาลจังหวัด เรารู้แล้วว่าความสะดวกสบายเป็นสิ่งที่ชาวบ้านเรียกร้อง การบริการเป็นสิ่งที่ชาวบ้านเรียกร้อง แต่ภาครัฐไม่ค่อยสนใจ มันไม่ใช่ โรงพยาบาลรัฐมีอาชีพบริการเหมือนโรงพยาบาลเอกชน เราต้องบริการให้ลูกค้า (คนไข้) พึงพอใจ อันนี้เป็นสิ่งสำคัญ

มีเรื่องไหนอีกบ้างที่ภาครัฐไม่ให้ความสนใจ

ต้องใช้คำว่ารัฐบาลไม่ได้ดูแลเลย ปล่อยให้เราหากินด้วยลำแข้ง ทั้งทำผ้าป่า ทำหนังสือบริจาคถึงหน่วยงานเอกชน จริงๆ มันเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่ต้องจัดสรรให้เพียงพอ ไม่ใช่กระมิดกระเมี้ยนในการทำงาน 

อุปกรณ์การรักษาที่ควรมีก็ไม่มี หยูกยาก็ไม่เพียงพอ ทั้งที่ควรจะมีทุกอย่างที่เป็นมาตรฐานในสากลโลก ภาครัฐต้องซัพพอร์ต ไม่ใช่ให้เราขวนขวายหาเอง ฉะนั้น งบประมาณต้องเพียงพอในการพัฒนา ยกตัวอย่าง โรงพยาบาลมีสีกระดำกระด่างก็ต้องปล่อย เพราะเขาไม่มีตังค์ทาสี ภาครัฐไม่ได้ดูแลตรงนี้ ซึ่งมันเป็นเรื่องของภาพลักษณ์นะ ต้องทำให้สะอาดสะอ้าน สง่างาม ถ้าปล่อยซอมซ่อแล้วชาวบ้านเขาจะเชื่อมั่นได้ยังไง 

ผมเลยต้องทำโรงพยาบาลให้เหมือนเอกชน มันผิดตรงไหนล่ะ 

แล้ว 20 ปีให้หลัง โรงพยาบาทสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ เปลี่ยนไปยังไงบ้าง

คนในเขตอำเภอเมืองย้อนกลับมารักษาที่โรงพยาบาลท่าบ่อ คนจากเวียงจันทน์ก็มานะ ถ้าเขาข้ามสะพานมา เลี้ยวซ้ายไปหนองคาย แค่สองกิโลก็ถึงโรงพยาบาลหนองคาย แต่เลี้ยวขวามาท่าบ่อประมาณยี่สิบหกกิโล คนเวียงจันทน์ยังยินดีเลี้ยวขวามาโรงพยาบาลท่าบ่อ แบบนี้เราถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว มันก็ภาคภูมิใจนะ แต่ไม่รู้จะนับยังไง ความภาคภูมิใจวัดเป็นสเกลตัวเลขไม่ได้ แต่มันค่อยๆ สะสม จนทำให้เรามีเรี่ยวมีแรงในการทำงาน

ส่วนชาวบ้านในตลาด ถ้ามีคนด่าเราหนึ่งคน จะมีอีกสามสี่คนคอยช่วยแก้ข่าวให้ เจ้าหน้าที่เดินตลาดอย่างเชิดหน้าชูตา ไปไหนก็อยากให้คนรู้ว่าทำงานที่โรงพยาบาลนี้ เวลาผมไปประชุม พรรคพวกเพื่อนฝูงก็กล่าวถึง ชื่นชมเรา หน้ามันบานอะ เจ้าหน้าที่มีความสุขและภูมิใจในองค์กร ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมและพัฒนาต่อได้ง่ายขึ้น 

และอีกประเด็นหนึ่ง จากการพัฒนาของโรงพยาบาลท่าบ่อทำให้ GDP (Gross Domestic Product) ของเมืองท่าบ่อเพิ่มขึ้น เพราะคนที่มาใช้บริการจากนอกพื้นที่มีมากถึงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ คุณคิดดูว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์เขาต้องเอาเงินมาใช้จ่ายที่ท่าบ่ออีกเท่าไหร่ คนไข้หนึ่งคน ญาติอีกสองสามคน เขาต้องกิน ต้องอยู่ ชาวบ้าน ร้านค้าก็ทำมาหากินได้ มีรายได้ กระแสเงินก็หมุน 

คุณหมอทำสำเร็จได้ยังไง

ผมเริ่มเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm) เจ้าหน้าที่ก่อน เราถือว่าทุกคนเป็นนักบริหาร ต้องมีองค์ความรู้เรื่องการบริหารเท่าๆ กัน เพื่อที่เวลาผมพูดหรือสื่อสาร ผู้ปฏิบัติจะได้เข้าใจว่าผู้บริหารคิดยังไง แต่ถ้าเขามีความรู้ไม่เหมือนเรา เราคิดดีทำดี แต่ผู้ปฏิบัติตามไม่ทันก็เกิดการต่อต้าน ผมจ้างอาจารย์จาก NIDA มาเลย เพราะผมรู้ว่าอาจารย์คนนี้ความสามารถมาก ชั่วโมงละเจ็ดพัน ทุกคนร้องโอ้โห ทำไมแพงขนาดนั้น แต่สุดท้ายมันคุ้มค่า 

จากตอนแรกเขาจะทำงานไปเรื่อยๆ แบบข้าราชการ มันไม่ใช่แล้วนะ ต้องยึดลูกค้าเป็นหลัก เป้าหมายคือลูกค้าพึงพอใจ ทำยังไงถึงจะมีรายได้ ทำยังไงถึงจะบริหารจัดการเรื่องการเงินและการบัญชีให้คุ้มค่า ทำยังไงให้องค์กรอยู่ได้ เจ้าหน้าที่ต้องทำยังไงถึงจะมีความสุขในการทำงาน

ผมว่ามันคือการพัฒนาบนความยั่งยืน สมัยก่อนเคยคิดที่ไหนล่ะ เป็นข้าราชการก็ทำงานไปเรื่อยๆ ทำงานไปวันๆ ไม่ต้องมาพูดเรื่องทำยังไงให้ลูกค้าพอใจเลย เพราะเราไม่ใช่เอกชน แล้วยุคนั้นห้องพิเศษไม่มีแอร์นะ ติดพัดลม ผมก็เสนอให้ติดแอร์ มีกรรมการคนหนึ่งคัดค้าน จะทำทำไมอีก เปลืองเงิน แสดงว่าเขาไม่เข้าใจเรื่องความพึงพอใจของผู้รับบริการ และความสุขในการเข้ามาใช้บริการ ซึ่งชาวบ้านคือลูกค้า เราต้องทำให้เขาพึงพอใจและได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ 

ชอบที่คุณหมอเริ่มให้ความสำคัญจาก ‘คน’ ก่อน

คนต้องมาก่อน คนต้องมีความสุข คนต้องมีคุณภาพ ถ้าเขาทำงานแล้วมีแต่ความทุกข์ เขาก็ทำงานไม่ได้ ทีนี้จะไปบริการลูกค้าต่อได้ยังไง ให้เขาจ๋าจ๊ะ จ๊ะจ๋ากับชาวบ้านคงเป็นไปไม่ได้หรอก เราต้องดูแลสวัสดิการและที่ทำงานเขาด้วย 

สถานที่ทำงานของเจ้าหน้าที่ก็ต้องให้มันสะดวกสบาย เราตกแต่งให้ห้องทำงานเขาสวยงาม เฮลท์ตี้ เวิร์กเพลส น่าอยู่ น่าทำงาน อย่างสมัยก่อนจะติดแอร์ก็ต้องมีระเบียบราชการนะ ถ้าสำนักงานไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ห้ามติดแอร์ คนมีค่าน้อยกว่าคอมพิวเตอร์อีก บ้าแล้วราชการไทย ผมบอกว่าผมไม่สนหรอก ตรงไหนมีคนติดให้หมด ประเทศเราเป็นประเทศร้อน เขาต้องทำงานอย่างสะดวกสบาย ที่ติดไม่ได้คือคนสวนเท่านั้นแหละ ต้องให้เขาอยู่สบายก่อน ถึงจะมีใจเอื้อเฟื้อไปเผื่อคนอื่น ผมว่าเจ้าหน้าที่สัมผัสได้ว่าเราดูแลเขา 

พอเปลี่ยนความคิดคนแล้ว คุณหมอเดินหน้าพัฒนาด้านไหนต่อ

ขั้นต้นเราทำให้คนมาใช้บริการมีความสุขในการรับบริการได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็ต้องพัฒนาบริการของโรงพยาบาล หมายถึง การบริการด้านการรักษาหรือการบริการอื่นๆ เช่น การผ่าตัด หาหมอเฉพาะทางให้ครบทุกแผนกที่ลูกค้าต้องการ 

เป้าหมายของผมคือ ผมไม่อยากให้คนชนบทต้องถูกส่งต่อไปที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ ให้เขารักษาที่โรงพยาบาลใกล้บ้านดีกว่า โรงพยาบาลของเราเป็นโรงพยาบาลขนาดเล็ก เข้าถึงการบริการง่าย ไม่ซับซ้อน มาถึงก็เจอหมอเลย พอมีแพทย์เฉพาะทางแล้ว ก็ต้องมีเครื่องมือแพทย์ให้เขาใช้ ต้องครบและทันสมัยด้วยนะ เราก็พยายามเสาะแสวงหาเครื่องไม้เครื่องมือมาให้ได้ เพราะพวกนี้คืออาวุธของเขา นักรบถ้าไม่มีอาวุธ เขาก็รบไม่ได้ ผู้บริหารมีหน้าที่จัดสรรและหาอุปกรณ์พวกนี้มา จะอ้างว่าไม่มีงบประมาณไม่ได้ 

บางทีผมต้องกู้ สมัยก่อนมีที่ไหนไปกู้มาลงทุน ต้องหากู้ตามโรงพยาบาลต่างๆ ล้านสองล้านเพื่อมาลงทุนขยายห้องผ่าตัด เพราะเคสมันเยอะ แล้วก็ผ่อนโรงพยาบาลด้วยกัน ซึ่งการพัฒนามันต้องลงทุน อยู่ดีๆ จะทำอะไรแล้วไม่ลงทุนก็ไม่ได้ 

สุดท้ายเป็นเรื่องการบริการ อย่างความสะดวกสบายในห้องพิเศษ ต้องดูดีเหมือนโรงแรม บุคลิกภาพของเจ้าหน้าที่ ผมไม่ให้ใส่ชุดสีกากีเลย เรามีหน้าที่และอาชีพบริการ ต้องสวยงาม ทันสมัย ถ้าเป็นชุดสีกากี มีบั้ง มียศ มันเป็นภาพของเจ้าคนนายคน บริการชาวบ้านไม่ค่อยดี ชาวบ้านเกรงใจ 

ส่วนอาคารสถานที่ก็พัฒนาเรื่อยๆ อยู่แล้ว ไม่ให้โทรม ตอนนี้โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ กลายเป็นศูนย์ผ่าตัดส่องกล้องที่ดีที่สุดในเขตนั้นเลย รับคนไข้จากโรงพยาบาลจังหวัดด้วย ตอนนี้ผมมีความรู้สึกลึกๆ ว่าเรามาถูกทาง เรตติ้งดีขึ้น 

ทำไมอาคาร 10 ชั้น งบประมาณ 800 ล้านบาท ถึงเกิดขึ้นจริงที่โรงพยาบาลอำเภอเล็กๆ 

ปกติโรงพยาบาลอำเภอเล็กๆ แบบนี้ไม่มีทางได้ ในประวัติศาสตร์กระทรวงสาธารณสุขไม่มีทางเลย ตอนนั้นผมก็ลองดูสักตั้ง ปรึกษาใครเขาก็บอกเป็นไปไม่ได้ อะไรที่คนบอกว่าไม่ได้ จะเกิดความท้าทายขึ้นในใจผมเสมอ ผมจะฮึดสู้ ทำไมมันจะไม่ได้ ถ้าผมมีเหตุมีผลที่ผมคิดว่าถูกต้อง ผมเสนอขึ้นไปปีแรกก็ไม่ได้ จริงตามเขาว่า โดนตีตกเลย หน้าตาทำไมเหมือนเอกชนจัง ผู้หลักผู้ใหญ่ยังมีความคิดแบบนี้อยู่ 

ปีที่สองผมก็เสนออีก กะว่าจะเสนอจนกว่าผมจะเกษียณ ไม่ยอมเลิก สู้ตาย พอปีที่สอง ผมเรียนรู้ว่าต้องเข้าถึงศูนย์อำนาจ ผมก็เชิญผู้ใหญ่ระดับรองปลัดกระทรวงมาดู ภาพจำโรงพยาบาลอำเภอในสมองเขา คือโรงพยาบาลเล็กๆ หลังเขา ทำอะไรก็ไม่ได้ ผ่าตัดไม่ได้ รักษาโรคยากๆ ก็ไม่ได้ 

แต่กรณีของท่าบ่อไม่ใช่อย่างนั้น ผมพาเขามาดูว่าทำไมถึงกล้าขอตึกสิบชั้น ให้เขามาเห็นศักยภาพของโรงพยาบาล ว่าพวกผมกำลังทำอะไรอยู่ ทำไมถึงกล้าขอ สุดท้ายผมไม่โดนตัดงบสักบาท แปดร้อยแปดสิบเก้าล้าน ทุกคนงงเลยว่ามาได้ยังไง ผมก็งงเลย กูทำได้ได้ยังไง มันเป็นเหตุผลว่า ถ้าเราสู้ เราจะมองหาลู่ทาง มองหาสรรพกำลัง มองหาพรรคพวก อะไรก็แล้วแต่ที่สามารถช่วยเราได้ เราต้องทำ

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

แล้วทำไมโรงพยาบาลรัฐ ต้องลุกขึ้นมาทำแบรนดิ้ง

ผมอยากให้ลูกค้ามีความพึงพอใจ กล่าวขวัญถึงเราในทางที่ดี มันเป็นน้ำทิพย์ชโลมใจเรานะ เมื่อมีคนชมเรา ชื่นชอบการบริการเรา ทำให้มีเรี่ยวแรงทำงานมากขึ้น และเนื่องจากเราเป็นแบรนด์ไซส์เล็ก คุณตัน โออิชิ เคยพูดไว้ว่า คนรวยทำหนึ่งได้สี่ คนจนทำสี่ได้หนึ่ง ถ้าเปรียบเทียบ เราคือคนจน ถ้าอยากจะมีผลงานหรือความนิยมเทียบเท่ากับโรงพยาบาลจังหวัด เราก็ต้องทำสี่เท่าของโรงพยาบาลจังหวัด 

ไม่ต้องทำสี่หรอก ทำสี่ได้หนึ่ง ถ้าจะเท่ากับเขาเราต้องทำสิบหกเท่า เรื่องแบรนด์เป็นเรื่องสำคัญ Servisce Mind ก็เป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องพัฒนา ผมบอกเลยว่าผมทำแข่งกับโรงพยาบาลจังหวัด แข่งกันทำความดีไม่น่าเสียหายอะไร ผมไม่ได้ทำอะไรที่สกัดแข้งสกัดขาเขา เอาชนะกันด้วยความดี 

ส่วนโรงพยาบาลเอกชนก็ไม่ได้เป็นคู่แข่งเสียทีเดียว คนละกลุ่มลูกค้าก็ว่าได้ ผมเพียงแต่เอาโมเดลเขามาใช้ ผมเชื่อว่าเอกชนทำการบริการดีมาก คนถึงยอมจ่ายเงินเพื่อรักษาตัวเอง ฉะนั้น เรื่องการบริการต้องเอาเขาเป็น Role Model ซึ่งโรงพยาบาลเอกชนในแถบนี้ถือว่าเป็นพาร์ตเนอร์กัน

สิ่งที่คุณหมอเล่ามาทั้งหมด เป็นความท้าทายในชีวิตของศัลยแพทย์คนหนึ่งหรือเปล่า

มันก็มีอุปสรรคนะ เช่น การพัฒนาต้องใช้ทุน เราก็มีภาระหนี้สินพอควร อย่างเครื่องไม้เครื่องมือก็ขอสนับสนุน ซึ่งปีแรกเป็นปีที่มีปัญหามาก เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงองค์กร เปลี่ยนแปลงคน ยากมาก การต่อต้านก็มีอยู่ ผมยอมรับว่าตอนนั้นก็ถอดใจ กำลังจะเลิกแล้ว ต้องไปนั่งคุยกับที่ปรึกษาด้านบริหาร เขาบอกว่า ‘คุณหมอครับ การเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง ไม่ได้เห็นผลลัพธ์วันนี้หรือพรุ่งนี้ มันเป็นปี สองปี สามปี’ เราก็ได้สติขึ้นมา เดินหน้าต่อ ทำต่อ

ถ้าถามว่าผมแก้ปัญหาความท้อพวกนั้นอย่างไร ผมเองเป็นคนไม่ซีเรียสกับเรื่องพวกนี้ ถ้าผมทำเต็มที่แล้ว สำเร็จหรือไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร ผมเป็นคนที่อยู่ที่ไหน ผมจะทำที่นั่นให้ดีที่สุด คติของผมคือต้องทำในสิ่งที่เรารักหรือปรารถนาจะทำ ทำแล้วไม่เดือดร้อนคนอื่น แล้วสิ่งที่เราทำมันควรจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นด้วย

ในความเห็นของคนเป็นหมอ ทำไมโรงพยาบาลรัฐถึงไม่ค่อยพัฒนา ยังมีภาพจำแบบเดิม

มันคงฝังรากลึกจากกรอบวิธีคิด หนึ่ง กรอบผู้บริหารกระทรวงและผู้บริหารสถานบริการ โรงพยาบาลรัฐเปิดตัวแบบภาคราชการแบบนี้มาเป็นร้อยปี โอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงมันยาก สอง ระเบียบกฎหมายเยอะเกินไป เยอะจนกระดุกกระดิกไม่ได้ ผู้บริหารหลายคนก็ไม่อยากเสี่ยง แต่ผมมีคอนเซปต์ในใจว่า ผมยอมเสี่ยง ถ้าผมไม่ได้ทำชั่วและไม่ได้โกงใคร

ถ้ามันผิดระเบียบ ผมยอมรับโทษ แต่สิ่งที่ผมทำไม่ได้ผิดระเบียบ เพราะระเบียบไม่ได้เอื้อเรา มันเป็นระเบียบสี่สิบ ห้าสิบปีที่แล้ว ประเทศนี้มันบ้ามากเลย กฎหมายไม่เคยอัปเดต เชื่อมั้ยว่าปัจจุบันนี้กฎหมายเวลาประกาศเสียงตามสาย ยังห้ามพูดภาษาอังกฤษกันอยู่นะ ไม่เคยสังคายนากฎหมาย กฎหมายสามหมื่นกว่าฉบับ ใครจะไปรู้ ผมเลยเป็นผู้บริหารที่ไม่สนใจกฎหมาย ถ้าจะทำอะไรทำเลย ผิดก็ผิด ช่างมัน ถ้าจะเอาติดคุก กูก็จะหนีข้ามประเทศ หนีไปเวียงจันทน์ เตรียมแพ็กกระเป๋าอยู่ตลอดเวลา (หัวเราะ) 

ฉะนั้น เราต้องดูที่เป้าหมายเป็นหลัก มุ่งหวังผลสัมฤทธิ์ ต้องหาทางไปให้ได้ ถ้าทางหนึ่งไปไม่ได้ก็ต้องหาทางที่สอง ถ้าทางที่สองไปไม่ได้ก็ต้องหาทางที่สาม หาทางที่สี่ คือทุกปัญหาต้องมีทางออก เวลามุ่งสู่เป้าหมายผมจะทำแบบนี้ 

หลายที่ไม่รู้จะเสี่ยงทำไม เดี๋ยวถูกสอบ ถูกทำโทษ แต่ถ้าอยู่เฉยๆ ขั้นก็ขึ้นทุกปี เงินเดือนก็ขึ้นทุกปี ทำงานไม่ทำงานก็ได้เงินเดือนเท่าเดิม ก็ไม่รู้จะทำไปทำไม ถ้าทำมากก็ปัญหามาก ปัญหามากก็เสี่ยงมาก หลายคนยังมีวิธีคิดแบบนั้น และหลายคนยังเข้าใจว่า ข้าราชการที่ดีคือข้าราชการที่ไม่ทำผิดระเบียบ บริสุทธิ์ผุดผ่อง แต่ไม่มีผลลัพธ์ที่ประชาชนพึงพอใจ นี่เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง 

แต่คุณหมอกล้าเผชิญความเสี่ยง

ใช่ (ตอบทันที) พอมีผลลัพธ์ในทางที่ดี ผู้ใหญ่เขาก็รู้สึกว่า อย่าไปยุ่งกับมันเลย เขาจะไม่เอาช่องว่างของระเบียบมาเล่นงาน ผมพยายามไม่มีศัตรู ไม่อย่างนั้นเขาจะหาช่องว่างบอกว่าเราผิดระเบียบนั้น ผิดระเบียบนี้ ซึ่งมันเป็นตัวบั่นทอนกำลังใจทำให้เราสะดุด แทนที่เราจะเดินหน้าอย่างสะดวก แต่กลับเจอก้อนหินที่ทำให้เราถึงเป้าหมายช้า

แล้วเพื่อนวงการหมอ มีคนที่คิดอยากเปลี่ยนแปลง แต่ยังสะดุดก้อนหินอยู่บ้างหรือเปล่า

มี ส่วนคนที่มาขอดูงานก็เยอะ เพราะเขาอยากกลับไปพัฒนาโรงพยาบาลเขา โรงพยาบาลใหญ่ๆ ระดับจังหวัดก็มี ผมดีใจมากทุกครั้งที่มีคนมาขอดูงาน ผมไม่มีแทงกั๊กอะไรสักอย่าง ผมบอกหมด ถ้าเขากลับไปทำได้นะ สุดยอด 

เคยมีโรงพยาบาลหนึ่งมา ผอ. สั่งลูกน้องเลยว่า ต้องทำให้ดีกว่าที่นี่ให้ได้ ผมดีใจเลยนะ ด้วยเขาเป็นโรงพยาบาลใหญ่ ถ้าขยับจะขยับได้เร็วมาก แต่ถ้าไม่ขยับก็จะอุ้ยอ้ายมาก กับอีกประเภทหนึ่ง ผอ. ไม่ยอมมา ส่งทีมงานมาดูงานแทน พอผมบรรยายให้ฟัง เขาก็กระเหี้ยนกระหือรืออยากจะพัฒนาให้ได้แบบนี้ พอกลับไปเสนอผู้บริหาร ผู้บริหารไม่อิน ไปไม่เป็น มันน่าเสียดาย ถ้ามาดูงานแล้วเบอร์หนึ่งไม่มา ไม่มีประโยชน์ ผมเห็นหลายรายแล้ว 

ผมยกตัวอย่างโรงพยาบาลปากช่องนานา ถ้าคุณดูเว็บไซต์ ดูเฟซบุ๊ก ผอ. นะ เขาพัฒนาไม่หยุดหย่อนเลย เขาเคยเชิญผมไปบรรยายแล้วประทับใจมาก พอเป็น ผอ. โรงพยาบาลปากช่องนานา เขาพัฒนาเลย ตอนนี้จากหน้ามือเป็นหลังมือ ซึ่งหลายโรงพยาบาลก็เริ่มเอากรอบวิธีคิดของผมไปทำแล้ว โดยมุ่งเน้นลูกค้าเป็นสำคัญ 

ในอนาคต คุณหมออยากเห็นภาพโรงพยาบาลรัฐเป็นแบบไหน

ผมอยากให้เป็นองค์การมหาชนทุกโรงพยาบาลเลย ซึ่งองค์การมหาชนก็ยังเป็นราชการอยู่นะ เป็น Autonomous Hospital การบริหารงานมีความคล่องตัวกว่า ออกระเบียบได้เอง เป็นราชการรูปแบบใหม่ ไม่ใช่ Authorization ทุกอย่างมุ่งมาจากกระทรวง แบบนั้นไม่ได้ มันต้องมีบอร์ดบริหารมาจากท้องถิ่น มาจากชุมชนที่เราอยู่ นั่นถึงจะเป็นโรงพยาบาลชุมชนที่แท้จริงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น คนที่มาใช้บริการจะมีความพึงพอใจมากขึ้น 

คุณหมอว่าเราจะเห็นภาพนี้เกิดขึ้นในอีกกี่ปีข้างหน้า

โฮ้ย (ไม่เชิงถอนหายใจ แต่ฟังดูหมดหวัง) รัฐบาลชุดนี้อยู่ไม่มีทางเห็นหรอก เขาคิดไม่เป็น เอาใจแต่อำมาตย์ เขายังจะย้อนกลับไปเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ชาวบ้านเขาไม่เคยเห็นหัวเลย เป็นไปไม่ได้ ถ้าในยุคของรัฐบาลประชาธิปไตยเต็มใบมีสิทธิ์เป็นไปได้ สมัยหนึ่งรัฐบาลของคุณทักษิณ ชินวัตร, หมอเลี้ยบ (นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี) เป็นรัฐมนตรีช่วยฯ เขาเคยคิดจะปรับเปลี่ยนโรงพยาบาลรัฐอย่างที่ผมว่าให้เป็นองค์การมหาชน ซึ่งเขาทำแล้วที่บ้านแพ้ว ทำได้ทีเดียว แล้วก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล จบเลย

แสดงว่าเราจะได้เห็นโรงพยาบาลรัฐรูปแบบองค์การมหาชนในวันที่ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย

ต้องประชาธิปไตยเต็มใบ 

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

เป็นคนเกษียณ

คุณหมอตั้งเป้าว่าจะทำสิ่งนี้ไปอีกนานแค่ไหน 

ผมเหลืออีกไม่กี่เดือนข้างหน้าก็เกษียณแล้ว โรงพยาบาลท่าบ่อก็มี ผอ. คนใหม่แล้ว ผมพยายามใส่ไอเดียแบบนี้เข้าไป ตอนนี้องค์กรใหญ่ขึ้น แปดร้อยคน ระบบก็รันได้แล้ว ทีนี้บังเอิญว่ามีโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ อินเตอร์ฯ ที่เวียงจันทน์เขาจีบผมไปเป็นหมอศัลย์ที่นั่น ผมก็รับเลย ผมคงเป็นหมอศัลย์จนกว่าจะไม่มีแรง ตอนนี้หกสิบยังมีแรงอยู่ และคิดว่ายังทำได้ อยู่เวรได้ เพราะผมจบศิริราชมา ก็ควายดีๆ นี่แหละ ถ้าผ่านศิริราชมาได้ ก็อยู่โรงพยาบาลไหนในสากลโลกก็ได้

อีกไม่กี่เดือนเอง ใจหายมั้ย

ผมเป็นประเภทไม่ค่อยยึดติด ไม่ได้คิดว่านี่เป็นมรดกเรา เป็นทรัพย์สินเรา เราจะจากไปไม่ได้ ไม่ใช่ ไปก็คือไป อนาคตก็เป็นเรื่องของอนาคต ถ้าเรายึดตัวบุคคลนะ ประเทศไทยจะพัฒนาแบบนี้หรอ ต้องเปลี่ยนนายกทุกสี่ปี อเมริกาก็เปลี่ยนทุกสี่ปี แปดปี ใช่มั้ย มันก็เปลี่ยนมาเรื่อยๆ พัฒนามาเรื่อยๆ สไตล์การบริหารอาจจะไม่เหมือนกัน 

ตอนนี้ยอมรับว่าผมเริ่มหมดมุกแล้ว ถ้าให้อยู่ต่อก็ไม่รู้จะคิดมุกไหนแล้ว การเปลี่ยนเนี่ยถูกต้องแล้ว

พอเข้าสู่วัยเกษียณ มุมมองชีวิตเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

อย่ายึดติดกับชีวิต คุณต้องแก่ เจ็บ ตาย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คุณจะต้องพลัดพรากจากสิ่งที่คุณรักแน่ๆ ทุกช่วงเวลาจะต้องมีการเสียดาย เสียใจ เพราะมันเป็นสัจธรรมของชีวิต ถ้าเราใช้หลักพวกนี้ในการดำเนินชีวิต เราก็จะเข้าใจชีวิต

แล้วก็สามหลักที่ผมเคยพูด คุณจะมีความสุขถ้าคุณได้ทำในสิ่งที่คุณชอบ ไม่เดือดร้อนใคร และมีประโยชน์ต่อคนอื่น ผมว่าคุณค่าของคนต้องเป็นคนดี คนดีต้องไม่เอาเปรียบเพื่อนมนุษย์ ไม่โกง ไม่ทำชั่ว ศีลต้องมี ยกเว้นข้อ 5 สุราดื่มบ้างไม่เป็นอะไร (หัวเราะ) และคนเราต้องรู้จักกลัวกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว มันมีจริง

ในชีวิตที่ผ่านมามีอะไรที่คุณหมอกลัวบ้างมั้ย

กลัวหรอ นึกไม่ออกเหมือนกัน เพียงแต่ว่าผมมีเรื่องหนึ่งที่ผมรู้สึกเสียดาย คือผมเกิดมาจากรากหญ้า ไม่ได้เป็นครอบครัวคนรวย พ่อเป็นชาวนา แม่เป็นครู ต้องปากกัดตีนถีบ ผมก็ต้องทำมาหากิน เปิดคลินิกหารายได้พิเศษ แล้วผมเป็นพวกเก็บเงินไม่เป็น ไม่อยากเก็บเงินไว้แล้วตอนแก่ไม่มีแรงใช้ พอมีเงินก็ใช้เกินตัวบ้าง มีหนี้บ้าง แต่ไม่ถึงขั้นวิกฤตในชีวิต ซึ่งผมคิดมาตลอดว่า ถ้าเกิดเป็นลูกคนรวย ผมจะทำงานเสียสละให้สังคมได้มากกว่านี้ 

ถ้าผมมีตังค์ ผมจะทำงานแม่งทุ่ม สองทุ่มไปเลย ส่วนเสาร์อาทิตย์ก็ไม่ต้องเปิดคลินิก แต่ผมจะไปทำงานเพื่อสังคมแทน ผมคิดอีกนะ ถ้าผมเกิดเป็นลูกคนรวย จะยังนิสัยดีขนาดนี้อยู่มั้ย เพราะตอนนี้ผมเป็นลูกคนจน ก็เลยเข้าใจชีวิต

คนวัยนี้จะรู้สึกหมดคุณค่า คุณหมอมีคำแนะนำให้เพื่อนๆ วัยเดียวกันมั้ย

เราต้องทำยังไงก็ได้ให้เรายังมีคุณค่าในสังคม อย่างการทำงานของผมที่จะต้องไปโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ อินเตอร์ฯ เวียงจันทน์ นั่นก็ทำให้ผมรู้สึกมีคุณค่านะ คุณจะหางานทำ จิตอาสา อาสาสมัคร หรืออะไรก็ได้ที่คุณชอบ และอย่ายึดติดกับชีวิต วัยหกสิบมันคือวัยใกล้ตาย ยังมีชีวิตก็ใช้สิ อยากกิน อยากเที่ยว อยากทำ ทำสิ คุณจะมีชีวิตเหลืออีกกี่ปีล่ะ

เราต้องทำชีวิตให้มันรีแลกซ์ อย่างผมนะ ทุกเช้าจะด่าประยุทธ์ ด่ารัฐบาลเผด็จการผ่านเฟซบุ๊ก ถ้าไม่ทำ มันจะอึดอัด แต่ผมไม่ได้เปิดเป็นสาธารณะนะ ไม่งั้นทหารเต็มบ้านผมแล้ว (หัวเราะ) 

แล้วความสุขของคุณหมอวัยเกษียณคืออะไร

ตอนนี้เรื่องที่ผมแฮปปี้มากที่สุด คือต้มคราฟต์เบียร์กินเอง ผมทำมาสามสี่ปีแล้ว สาเหตุที่ผมต้มคราฟต์เบียร์กินเอง เพราะผมหมั่นไส้การผูกขาดเบียร์ ฝีมือทำคราฟต์เบียร์คนไทยไม่แพ้ต่างชาติเลยนะ แต่ต้มเองไม่ได้ ผิดกฎหมาย กฎหมายเจ้าสัวนี่แหละ ผมรำคาญเลยเสิร์ชหาวิธีจากกูเกิล ลองผิดลองถูกจนตอนนี้เริ่มคล่องแล้ว ตอนแรกกินไม่ได้เลย

นอกจากต้มคราฟต์เบียร์ คนวัยนี้เขาทำอะไรกัน

ผมเล่นกอล์ฟ แล้วก็ชอบฟังเพลง ผมฟังทุกแนว โดยเฉพาะเพลงลูกทุ่ง ล่าสุดก็ฟังของ มนต์แคน แก่นคูน เรื่องศิลปินไม่มีใครสู้อีสาน มันไม่มีวันตายและจะพัฒนาไปเรื่อยๆ ผมขนาดถึงขั้นซื้อชุดคาราโอเกะไว้ที่โรงพยาบาลเลย 

มันจะมีอะไรสนุกไปว่าการสังสรรค์ กินเหล้า ร้องเพลง ยิ่งผมได้กินเหล้านะมีแต่ความสุข เพราะมันเป็นธรรมนูญของวงเหล้าที่ไม่ได้ถูกเขียนขึ้น ไม่มีการเสนอ ไม่มีคำอภิปราย ไม่มีตัวบทเป็นตัวอักษร เวลาพูดอะไรในวงเหล้าไม่มีใครขัด รู้มั้ยทำไมผู้ชายถึงหนีเมียไปกินเหล้า เพราะว่าอยู่บ้านมันพูดไม่ได้ พูดมาหนึ่งคำก็โดนย้อนเลย พอไปพูดในวงเหล้ามีแต่คนฟัง ผู้ชายไม่ได้ติดเหล้า แต่ติดเพื่อน ซึ่งธรรมนูญนี้เมียไม่รู้หรอกนะ (หัวเราะ)

ขอเมนูวงเหล้าที่อร่อยที่สุด 1 เมนู

เนื้อย่าง จิ้มแจ่ว ต้องเนื้อติดมันนะ เป็นวากิวได้ยิ่งดี ถ้าไม่ได้ ก็ขอเสือร้องไห้

หลังคุยกันจบ คุณหมอจะไปทำอะไรต่อ

ก็กลับบ้านไปกินเบียร์ แล้วก็เรียกเพื่อนๆ มากินด้วยกัน ผมใฝ่ฝันว่าถ้าผมอยู่เวียงจันทน์ จะมีร้านเบียร์คราฟต์เล็กๆ ต้มเบียร์ขาย มีคอคราฟต์เบียร์มานั่งคุยกัน มีเบอร์เกอร์ สเต๊ก ไว้เป็นกับแกล้ม

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน
นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

ตอนนี้มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช สาขาท่าบ่อ กำลังจัดทำโครงการบุหรงเทวี สมทบทุนจัดซื้อเครื่องมือแพทย์และสนับสนุนหัตถกรรมผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยผู้บริจาคจะได้รับผ้าฝ้ายคลุมไหล่ทอมือย้อมสีครามธรรมชาติ และผ้าฝ้ายคลุมไหล่ขาวม้าทอมือย้อมสีธรรมชาติ จากแม่ช่างทอมากประสบการณ์ บรรจุลงกล่องกระดาษสาจากวัสดุธรรมชาติท้องถิ่นและกล่องไม้สักหอมโบราณบุหรงเทวี ซึ่งเป็นหัตถกรรมจากแดนล้านนา จังหวัดเชียงใหม่

ไม่เพียงสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่บุหรงเทวียังชักชวนชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม เป็นการสร้างงาน เสริมรายได้ ซึ่งช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับชาวบ้านในพื้นที่ภาคอีสานและภาคเหนือของประเทศไทยด้วย 

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.burongdhevi.com และ บุหรงเทวี

นพ.วัฒนา พารีศรี จากเด็กชนบทสู่หมอศัลย์ที่พัฒนารพ.ชุมชนเล็กๆ ในหนองคายเทียบเท่าเอกชน

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load