“อย่าบอกว่าคุณเหงา อย่าบอกว่าคุณขมขื่น อย่าบอกว่ายังไม่ตื่น เมื่อเรามายืนอยู่ตรงนี้”

ทันทีที่เพลงไตเติลนี้ปรากฏขึ้นบนหน้าจอสถานีโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 ทุกวันอาทิตย์ เป็นสัญญาณของการเริ่มต้นรายการไร้สาระซึ่งโด่งดังที่สุดรายการหนึ่งของประเทศ

กว่า 30 ปีแล้วที่คนไทยทั่วประเทศได้รู้จักกับ ยุทธการขยับเหงือก รายการตลกที่อุดมไปด้วยเหล่าเสนาอารมณ์ดี ที่พร้อมปล่อยความฮาให้คุณได้ขยับกรามขยับเหงือกกันแบบไม่มียั้ง

ยุทธการขยับเหงือก ตำนานความสำเร็จของรายการตลกเรตติ้งดีที่คืนชีพในปี 2019

แม้เวลาจะล่วงเลยไปนานเพียงใด แต่ภาพจำนี้ไม่เคยจางหายไปไหน เหล่าพิธีกรคนดังยังคงโลดแล่นอยู่ในวงการไม่เปลี่ยนแปลง พร้อมกับสมญา ‘เสนา’ ยังคงติดตัวจนถึงทุกวันนี้

ในวาระที่รายการดังได้กลับมาบนหน้าจออีกครั้ง ยอดมนุษย์..คนธรรมดา เลยถือโอกาสดีชักชวนคนเบื้องหน้าและเบื้องหลังที่ช่วยกันปลูกปั้นความบันเทิงนี้มาตั้งแต่ต้น มาย้อนอดีตร่วมกันว่า เหตุใด ยุทธการขยับเหงือก จึงกลายเป็นตำนานของวงการโทรทัศน์ไทย 

และจะก้าวต่อไปท่ามกลางการแข่งขันบนหน้าจอที่รุนแรงเวลานี้อย่างไร

01

กว่าจะเป็น ‘ขยับเหงือก’

ย้อนกลับไปในวันที่สถานีโทรทัศน์เมืองไทยยังมีเพียง 5 ช่อง ผู้ผลิตรายการมีอยู่เพียงไม่กี่เจ้า หนึ่งในทีมงานคนรุ่นใหม่ที่ถูกพูดถึงและเป็นที่จับตามากที่สุด คงหนีไม่พ้นบริษัท JSL ซึ่งเวลานั้นมีรายการเด่นๆ อย่าง พลิกล็อก, วิก 07, จันทร์กะพริบ หรือ คอนเสิร์ตคอนเทสต์

หากแต่รายการประเภทหนึ่งที่ทีมงานรู้สึกว่ายังขาดอยู่และอยากพัฒนาขึ้นมา คือรายการตลกหรรษาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเฮฮาล้วนๆ

สองโปรดิวเซอร์หนุ่ม รุ่นพี่รุ่นน้องจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อั๋น-วัชระ แวววุฒินันท์ และ แดง-สุวิทย์ สาสนพิจิตร์ เลยมานั่งคุยกันว่า หากเป็นไปได้ก็อยากนำประสบการณ์สนุกๆ สมัยยังเป็นนิสิตยุคที่เคยจับกลุ่มทำละครเวทีมาต่อยอดบนหน้าจอทีวี

“เรื่องนี้ต้องให้เครดิตเจ้านาย คือ คุณจำนรรค์ ศิริตัน และ คุณลาวัลย์ กันชาติ ที่เปิดโอกาสให้เราทำอะไรตามใจชอบ รายการนี้เหมือนการทดลอง เมื่อก่อนความผิดพลาดไม่ได้แพงเหมือนสมัยนี้ ด้วยความที่เรามาจากละครเวที จึงชอบความสด เพราะมันสามารถเชื่อมโยงระหว่างคนเล่นกับคนดู สุดท้ายเลยคิดดีไซน์รูปแบบขึ้น เป็นรายการตลกแบบคนรุ่นใหม่” วัชระซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท เจ เอส แอล โกลบอล มีเดีย จำกัด กล่าว

ความตลกที่เหล่าโปรดิวเซอร์วางไว้อยู่ที่การเซอร์ไพรส์ ผสมผสานกับทีมพิธีกรที่ต้องทำหน้าที่คอยสร้างสถานการณ์และบรรยากาศเพื่อนำไปสู่ความสนุก

“เรารู้สึกว่าควรมีคนเล่นประจำ อย่าง วิก 07 ถามว่าดูแล้วหัวเราะเฮฮาไหม ก็หัวเราะสบายใจ แต่เป็นแขกรับเชิญที่เวียนมา เลยคิดว่าถ้ามีแขกประจำของเราเลย คนกลุ่มนี้น่าจะทำอะไรดี เลยนึกไปถึงรายการพวก หุ่นมหาสนุก มีสถานที่ที่เกิดประจำ แล้วเชิญแขกมาร่วมรายการ จากนั้นค่อยมาคิดต่อว่าทำอะไรให้สนุกสนาน พอมาถึงช่วงไฮไลต์ ก็คิดกันแค่ว่าควรมีเซอร์ไพรส์ อย่างวันเกิดมีเค้กให้หรือของขวัญอะไรสักอย่างที่ทำให้ประหลาดใจแค่นั้น ยังไม่ได้คิดถึงเรื่องแกล้งอะไร”

หลังได้คอนเซ็ปต์เรียบร้อย ก็มาถึงเรื่องชื่อรายการและผู้ดำเนินรายการ

ในส่วนของคำว่า ‘ขยับเหงือก’ แนวคิดมาจาก อารักษ์ คคะนาท กวีรุ่นใหญ่จากมติชน มีความหมายถึง ‘เรามาหัวเราะกันหน่อย’ จากนั้นทีมงานมาเติมคำว่า ‘ยุทธการ’ เข้าไปเพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ ที่สำคัญ คำนี้ยังให้ความรู้สึกเหมือนเป็นองค์กรหรือศูนย์บัญชาการอะไรสักอย่าง

ยุทธการขยับเหงือก ตำนานความสำเร็จของรายการตลกเรตติ้งดีที่คืนชีพในปี 2019
ยุทธการขยับเหงือก ตำนานความสำเร็จของรายการตลกเรตติ้งดีที่คืนชีพในปี 2019

จากชื่อก็ต่อยอดสู่ไอเดียอื่นๆ ทั้งเครื่องแบบ หรือคำเรียกพิธีกร ซึ่งทีมงานบัญญัติคำว่า ‘เสนา’ ขึ้นมาสำหรับพิธีกรชาย ย่อมาจาก ‘เสนาธิการ’ และ ‘เลขา’ สำหรับพิธีกรหญิง เหมือนกับสมัยที่กลุ่มนิสิตสถาปัตย์ จุฬาฯ ทำรายการเพชฌฆาตความเงียบ ที่มีคำว่า ‘ซูโม่’ นำหน้าชื่อนักแสดง

ส่วนตัวพิธีกร ครั้งแรกวางเสนาไว้ทั้งหมด 6 คน ประกอบด้วย ตา-ปัญญา นิรันดร์กุล รับหน้าที่หัวหน้าเสนา โค้ก-สมชาย เปรมประภาพงษ์, กิ๊ก-เกียรติ กิจเจริญ, ตุ๋ย-อรุณ ภาวิไล, เปิ้ล-นาคร ศิลาชัย และ หนูแหม่ม-สุริวิภา กุลตังวัฒนา

เสนาส่วนใหญ่เป็นบุคลากรของ JSL อยู่แล้ว อย่างปัญญาเป็นพิธีกรรายการ พลิกล็อก ส่วนซูโม่โค้ก ซูโม่ตุ๋ย หรือซูโม่กิ๊ก นอกจากเป็นแก๊งสถาปัตย์ จุฬาฯ ของโปรดิวเซอร์ ยังเคยฝากผลงานละครของบริษัทไว้หลายเรื่อง ขณะที่เปิ้ลเคยฝึกงานอยู่ที่ค่ายเพลงคีตา เคยช่วยรายการเพลง กระต่ายโชว์ และยังเคยแสดง วิก 07 มาก่อน สุดท้ายหนูแหม่ม ผู้หญิงคนเดียวของรายการ แม้เวลานั้นยังเป็นนักแสดงที่ไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังมากนัก แต่มีแววความตลกที่โดดเด่น ทีมงานเลยดึงเข้ามาร่วมวง

“การเล่นตลก ผู้ชายมันสร้างอารมณ์ขันได้มากกว่าผู้หญิง เพราะผู้หญิงนั้นการยอมรับเชิงอารมณ์ขันมันยากนะ คือจะเล่นยังไงให้คนดูไม่เกลียด ไม่ดูเวอร์ ดูแรด ดูก้าวร้าว แต่การมีผู้หญิงนั้นดีตรงที่ความบาลานซ์ และบางอย่างใช้ความเป็นผู้หญิงดีกว่า มีแค่คนเดียวพอ แล้วทำให้เขาเป็นดาวเด่นไปเลย ซึ่งตอนที่เราเลือก ดาราไม่เยอะเหมือนสมัยนี้ ซึ่งหนูแหม่มเขาเป็นคนมีเอกลักษณ์ เป็นเด็กผู้หญิงที่ดูเจ้าเนื้อ ตลก ดูแล้วรู้สึกสนุกดี” วัชระกล่าวย้ำ

ยุทธการขยับเหงือก ตำนานความสำเร็จของรายการตลกเรตติ้งดีที่คืนชีพในปี 2019
ยุทธการขยับเหงือก ตำนานความสำเร็จของรายการตลกเรตติ้งดีที่คืนชีพในปี 2019

ยุทธการขยับเหงือก เริ่มออกอากาศเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม 2532 เวลา 5 โมงเย็น เพียงไม่กี่เทปก็กลายเป็นรายการโทรทัศน์ยอดนิยมที่มีผู้ติดตามสูงมาก โดยแขกรับเชิญคนแรกคือ หนุ่มเสก-เสกสรร ชัยเจริญ แห่งค่ายคีตา แผ่นเสียงและเทป

“หนุ่มเสกเป็นนักร้องดังมาก อยู่ค่ายเราเองด้วย ตอนนั้นเราเปิดฉากโดยให้เขาร้องเพลง ตอนซ้อมก็ซ้อมกันปกติ เพียงแต่เราเตี๊ยมกับทีมงานว่าเวลาเล่นจริงให้ปรับสปีดของแบ็กกิ้งแทร็กให้ช้าลง เราจะดูว่าเขาปรับการร้องยังไง ให้เขาร้องกับจังหวะที่มันยาน ปรากฏว่าตอนแรกหนุ่มก็งง แต่ด้วยเลือดศิลปินจึงพยายามแถ มันเลยเกิดความสด เฮฮากันขึ้นมา เป็นการอำ การแกล้ง ซึ่งคนดูชอบมาก”

ความใหม่ ความสด ของรายการกลายเป็นแรงดึงดูดผู้ชมและสินค้ามากมายให้เข้ามา แม้เวลาฉายจะไม่อยู่ในช่วงไพรม์ไทม์ แต่วัชระยังจำได้ดีว่าสปอนเซอร์แห่เข้ามาจนล้น ถึงขั้นต้องดึงลูกค้าบางรายออกไป

ทว่าหลังออกอากาศไปได้ไม่ถึงปี ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น

เริ่มตั้งแต่เสนากิ๊กขอถอนตัวออกไปเป็นคนแรก และพอช่วงตุลาคม 2532 เสนาปัญญาตัดสินใจขอแยกตัวอีกคน เพื่อเริ่มต้นบริษัทใหม่ Workpoint Entertainment ทำให้ต้องเปลี่ยนแปลงพิธีกรใหม่ โดยดึง เพชร-พุฒิพงศ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร นักแสดงหนุ่มอารมณ์ดี ซึ่งเคยร่วมงานกับ JSL ใน วิก 07 มาร่วมทีมแทน

ทั้ง 5 คน โค้ก อรุณ เปิ้ล แหม่ม เพชร เล่นด้วยกันอย่างเข้าขานานต่อเนื่องนับปี จนหลายคนนึกว่าเป็นทีมตั้งต้นของ ยุทธการขยับเหงือก ก่อนมีการเติมเสนาอื่นๆ เข้ามาอีกหลายคน

02

ความไร้สาระที่ไม่ได้มาแบบง่ายๆ

แม้จะมุ่งนำเสนอความไร้สาระเป็นหลัก แต่เบื้องหลังของ ยุทธการขยับเหงือก กลับเต็มไปด้วยการใช้ความคิดอย่างหนัก ทั้งการสร้างสรรค์ และการเตรียมการเพื่อให้ออกมาสนุกที่สุด

“บทต้องตลกมาตั้งแต่ห้องประชุมแล้ว…มันเป็นความคมคายของคนเบื้องหลัง แค่เราอ่านบทก็หัวเราะน้ำตาไหลแล้ว นี่คือความสำเร็จของ ยุทธการขยับเหงือก” เสนาเปิ้ลเคยกล่าวผ่านรายการ บันทึก…บทที่หนึ่ง ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง UBC Inside เมื่อสิบกว่าปีก่อน

ยุทธการขยับเหงือก ถือเป็นรายการตลกแรกๆ ในเมืองไทยที่ถูกขนานนามว่าเป็น ‘ตลกปัญญาชน’ ให้ความสำคัญกับการเขียนบท การหาข้อมูล และความคิดสร้างสรรค์ โดยมุกที่เป็นที่นิยมในช่วงนั้นมักเป็นพวกการเล่นคำหรือการจำลองสถานการณ์

บทจึงเป็นเสมือนเครื่องมือกำหนดหน้าที่ของเสนาแต่ละคน รวมถึงแขกรับเชิญในเทปนั้นว่าควรเล่นมุกอย่างไร และต้องทำอะไรบ้าง

“เรามีบท แต่ไม่ได้หมายความว่านักแสดงต้องเล่นตามบทนะ คือบทถูกเขียนมาเป็นโครงว่าเราจะเล่นกับแขกคนนี้ในธีมไหน เรื่องราวจากหนึ่งถึงสิบเป็นยังไง คือบทไม่แข็งเกินไป เปิดช่องให้เขาเล่นสด แหกได้ แต่สดหรือแหกยังไงต้องกลับมาสู่ปลายทาง นั่นคือการหักหลังให้ได้” วัชระกล่าว

ยุทธการขยับเหงือก ตำนานความสำเร็จของรายการตลกเรตติ้งดีที่คืนชีพในปี 2019

เพราะฉะนั้น หัวใจของการทำบทอยู่ที่แขกรับเชิญ โดยก่อนร่างบททีมงานต้องสัมภาษณ์ พูดคุย รวมถึงเจาะลึกข้อมูลของแขก บางครั้งถึงขั้นชักชวนไปสังสรรค์กับทีมเสนา เพื่อคิดมุกหรือแก๊กร่วมกัน 

พอถึงวันถ่ายทำทุกคนจะได้รับบทเหมือนกันหมดสำหรับซักซ้อม ตลอดจนคิดมุกเพิ่มเติมลงไป แต่มีเสนาเพียงบางคนที่ทีมงานเข้าไปซักซ้อมและมอบภารกิจพิเศษ อย่างการหักหลังแขกรับเชิญหรือเสนาด้วยกันเอง

“พอเห็นโปรดิวเซอร์แอบกระซิบใครสักคน คนอื่นจะ เฮ้ยๆ อะไรนะ คือระแวงกันตลอด การทำงานของยุทธการมักซับซ้อนมาก เพราะเราหลอกกันเป็นขบวนการ หลอกตั้งแต่ซ้อม เพื่อให้เกิดการตายใจ”

ยุทธการขยับเหงือก ตำนานความสำเร็จของรายการตลกเรตติ้งดีที่คืนชีพในปี 2019

ขณะที่ โค้ก-สมชาย เปรมประภาพงศ์ ขยายความถึงเหตุผลที่การหักหลังต้องเป็นความลับ เพราะต้องการเห็นปฏิกิริยาของแขกรับเชิญ รวมถึงเหล่าเสนาที่ไม่รู้เรื่องมาก่อนว่าเป็นอย่างไร ดังนั้น เสนาทุกคนจึงต้องมีไหวพริบปฏิภาณ และคอยดูสถานการณ์ว่าเป็นอย่างไร

“รายการนี้เป็นการผสมผสานระหว่างครีเอทีฟกับฝีมือนักแสดง เสนาแต่ละคนมีองค์ เวลาแสดงเราเล่นแบบปล่อยไหล ทุกคนเข้าขากันหมด ไม่มีกำแพงกั้น ด่าพ่อล่อแม่ไม่มีใครโกรธ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราสนิทกัน เวลาเลิกกองก็ไปสังสรรค์กันตลอด” 

แต่เพื่อให้การเล่นไม่สะเปะสะปะ ทีมงานจึงต้องเขียนคาแรกเตอร์ให้เสนาแต่ละคนด้วย

อย่างเสนาโค้กมีบุคลิกนิ่งๆ มักถูกล้อเลียนเรื่องความแก่ เนื่องจากเป็นพี่ใหญ่ของทีม ขณะที่เลขาแหม่มมักรับบทสาวแก่น ฝีปากกล้า มีจุดอ่อนตรงรูปร่าง และมักถูกเหล่าเสนาละเลย เวลามีแขกรับเชิญสาวๆ สวยๆ มาร่วมรายการ

แต่อีกบทบาทหนึ่งที่หลายคนอาจไม่ทราบคือ โค้กและแหม่มต่างเป็นผู้คุมเกมทั้งหมดบนเวที และคอยตัดบทเวลาเกิดความชุลมุนขึ้นมา สังเกตได้จากการที่เสนาโค้กมักเป็นคนเอ่ยประโยค “ขอเสียงปรบมือให้แขกรับเชิญของเราครับ” เสมอหลังหักหลังเรียบร้อย

เสนาเพชรแม้ดูไม่ตลกหรือเรียกเสียงหัวเราะได้เท่าที่ควร แต่เขาคือเสนาธิการตัวจริงที่คอยทำหน้าที่คิดและแจกมุกให้น้องๆ ในทีมไปเล่น ซึ่งส่วนใหญ่คนที่ได้รับอานิสงส์มากสุด คือเสนาหอย เจ้าของสโลแกน “พี่ไม่เอามุกไหน..ผมขอ”

ส่วนเสนาอรุณเปรียบเสมือนตัวยิงมุกประจำรายการ โดยมักผูกขาดบทหญิงแก่หรือฤาษี ยิ่งต้องห่อลิ้นร้อง “กล่าวฝ่ายพระมุนีฤๅษีศีล ข้าวปลาไม่กิน กินแต่ไข่เต่า” เขาถนัดที่สุด

เช่นเดียวกับ ‘ติ๊ก กลิ่นสี’ ชาญณรงค์ ขันทีท้าว ดาวตลกจากภาพยนตร์ กลิ่นสีและกาวแป้ง ซึ่งเข้ามาเสริมทัพยุทธการ มักมาพร้อมมาดผู้หญิงซาดิสต์ที่แต่งกายในชุดที่โดดเด่นเกินปกติเสมอ

“ช่วงแรกผู้ชมเกลียดพี่ติ๊กมาก ไม่เอ๊าไม่เอา ไล่คนเสียงดังออกไป ไล่ไปเดี๋ยวนี้ ยิ่งออกต่างจังหวัด ชาวบ้านร้านช่องหนีเสนาติ๊กกันจ้าละหวั่น คนอะไรน่ากลัวมาก” เลขาแหม่มเคยกล่าวผ่านนิตยสาร แพรว เมื่อปี 2545

สุดท้ายคือบรรดาสมาชิกที่เข้ามาสมทบยุคหลัง อย่าง โน้ส-อุดม แต้พานิช, หอย-เกียรติศักดิ์ อุดมนาค, วิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์ และ ลิง-สมเกียรติ จันทร์พราหมณ์ แรกๆ ไม่ค่อยตลกเท่าไหร่ เลยถูกวางเป็นเหยื่อให้พี่ๆ รังแก

“คนเข้ามาใหม่น่าหนักใจ ถือเป็นหน้าที่ของรุ่นพี่ที่ต้องพยายามมองตัวเขา อย่างโน้ส แรกๆ ก็นั่งคิดว่าทำยังไงดี เราเลยให้มันโดนแกล้งตลอดเวลา ถูกกระทำ ช่วงนั้นโน้สไม่รู้หรอกว่าเราหักหลัง คนดูก็ฮา เพราะสงสารโน้ส สุดท้ายโน้สเลยเกิด” เสนาโค้กอธิบาย

แต่มีบางคนที่เกือบไม่ประสบความสำเร็จเหมือนกัน เช่นเสนาหอย ใกล้ถูกถอดจากรายการแล้ว เพราะเล่นมา 7 เดือน คนดูก็ยังไม่ปลื้มเสียที

“คนไม่รักเขาไง แต่วันนั้นเขาแต่งตัวเป็นบุ๋ม ตรีรัก ฮามาก ใส่เสื้อหนัง กางเกงรัดติ้ว รองเท้าบูตแหลมเฟี้ยว ทั้งร้องทั้งเต้น ‘..มีแฟนหรือยังจ๊ะ’ เอาภาพมาดูจะคล้าย คุณยุ้ย ญาติเยอะ คนดูถล่มทลาย กอดเสาขำ หลังจากนั้นหอยเริ่มจับทางได้ ไม่ต้องกระเสือกกระสนอีก” เลขาแหม่มเคยกล่าวนานแล้ว

เพราะฉะนั้น หากวิเคราะห์ถึงปัจจัยที่ทำให้ยุทธการขยับเหงือกประสบความสำเร็จ แน่นอนว่า การวางแผนย่อมเป็นเรื่องหลัก แต่สิ่งที่จำเป็นไม่แพ้กันคือเป็นความเป็นธรรมชาติของนักแสดง 

เสนาหอยเคยอธิบายผ่านรายการ บันทึก..บทที่หนึ่ง ว่า “พี่ๆ สอนเสมอว่าอย่าคาดหวังว่าจะตลก ให้เล่นไป เล่นจริงๆ มันจะตลกของมันเอง เพราะไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบนเวที”

“ที่สำคัญคือ ต้องทำการบ้าน อย่างเมื่อก่อนผมต้องแต่งหญิงทุกอาทิตย์ ซึ่งกว่าจะแต่งได้ ขั้นตอนเยอะมาก ผมต้องศึกษาว่าผูู้หญิงที่เขาให้ผมเล่นสูงเท่าไหร่ นิสัยยังไง พ่อแม่เป็นคนยังไง ไม่อย่างนั้นเราเล่นเป็นผู้หญิงแบบนั้นทุกอาทิตย์คนก็เบื่อ”

นอกจากนี้ ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ ที่ช่วยสนับสนุน เช่น ไตเติลรายกาย ซึ่งช่วงแรกใช้เพลง Noche Corriendo ของนักเปียโนระดับตำนานชาวญี่ปุ่น Naoya Matsuoka ก่อนที่ อิท-อิทธิสุนทร วิชัยลักษณ์ โปรดิวเซอร์ของ JSL แต่งเพลงเปิดรายการใหม่ จนกลายเป็นที่จดจำของแฟนๆ

ฉากที่เน้นความอลังการสมจริง ให้ตรงกับเนื้อเรื่องที่นำเสนอและการหักหลังที่สุด

เสียงประกอบที่มีวงดนตรีอย่าง ‘ไทเกอร์แบนด์’ คอยเล่นรับการแสดงของเหล่าเสนาตลอดเวลา

เครื่องแต่งกายซึ่งพิถีพิถันและเต็มไปด้วยความสร้างสรรค์ ทั้งชุดว่ายน้ำ กระโจมอก ชุดฤๅษี ทหาร ชาวเล หรืออะไรที่พิลึกๆ ทีมงานจัดให้ได้หมด

แม้แต่เรื่องแต่งหน้าก็จัดเต็ม หากเสนาต้องแต่งเป็นผู้หญิง ทีมงานจะบรรจงแต่งออกมาให้สวยที่สุด แต่มีกรณียกเว้นอยู่บ้าง คือเสนาตุ๋ยที่ช่างแต่งหน้ารู้ใจทิ้งดินสอให้ละเลง เขียนตีนกา เติมหนวด ใส่เคราเองเลย เพราะสไตล์ของอรุณต้องเลอะเทอะเปรอะเปื้อน ดูมอมแมม

ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยที่เกื้อหนุนให้รายการตลกไร้สาระ กลายเป็นรายการบันเทิงที่อุดมไปด้วยความสร้างสรรค์อย่างแท้จริง

03

หักหลังอีกแล้

นอกจากเสนา อีกภาพที่ผู้คนจำจดได้มากสุดเมื่อพูดถึงรายการตลกในตำนาน คงหนีไม่พ้น ‘การหักหลัง’

เดิมที ยุทธการขยับเหงือก มีแต่เซอร์ไพรส์หรือแกล้งกันแบบหยอกๆ อย่างการเชิญแม่มาขึ้นเวที แต่ต่อมาทีมงานเห็นว่าเซอร์ไพรส์เพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ เพราะผลที่ได้รับนั้นเป็นเพียงการกระตุกอารมณ์ของแขกรับเชิญเท่านั้น แต่ผู้ชมอาจไม่สามารถรับอรรถรสได้เต็มที่ เลยมาคิดต่อว่าควรสร้างความตกตะลึงด้วยการหักหลัง หรือแกล้งกันแบบสุดๆ ชนิดแค้นฝังหุ่นไปเลย

ปกติการหักหลังมักเกิดขึ้นเวลาแสดงละคร โดยทุกครั้งก่อนเริ่มกระบวนการจะมีเสียง Voice Over ดังขึ้นที่หน้าจอทางบ้าน เพื่อให้ผู้ชมเตรียมตัวว่าอีกไม่นานจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น

โปรดิวเซอร์คนดังเล่าว่า ทีมเบื้องหลังต้องทำงานหนักมาก เพื่อค้นหาว่าแขกรับเชิญคนนั้นมีจุดอ่อนอยู่ที่ไหน แล้วนำไปผูกเรื่องราวให้สอดรับกับการแกล้งได้อย่างไร

อย่างแขกรับเชิญสาวคนหนึ่งกลัวความสูงมาก ทีมเขียนบทเลยวางพล็อตเรื่องเป็นงานวัด มีประกวดนางงาม โดยแขกรับเชิญเป็นผู้ได้รับตำแหน่ง ต้องขึ้นบันไดไปนั่งบนบัลลังก์ พอขึ้นเสร็จทีมงานเอาบันไดออก จากนั้นเราก็เปลี่ยนบทจากงานประกวดมาเป็นสาวน้อยตกน้ำแทน เพียงแค่นี้ก็เรียกเสียงฮาจากผู้ชมได้แล้ว

แต่สิ่งสำคัญคือการแกล้งนั้นต้องไม่เลยเถิดหรือมากเกินไป ที่ผ่านมาจึงไม่เคยมีเหตุการณ์ที่แขกไม่พอใจหรือโกรธทีมงานจนไม่ยอมให้นำเทปออกอากาศ เพราะทุกคนต่างเตรียมใจว่าต้องโดนอยู่แล้ว เพียงแต่จะมาไม้ไหนเท่านั้นเอง

เทปหนึ่งที่ผู้บริหาร JSL คนดังไม่เคยลืม คือช่วงที่ติ๊ก กลิ่นสี มาเป็นแขกรับเชิญ

“สำหรับติ๊กถือว่าท้าทายมาก เขาบอกเราว่าพี่ไม่มีทางแกล้งผมได้หรอก คือติ๊กเขาจะเป็นคนดูห่ามๆ ไม่ค่อยมีกาลเทศะหน่อย แล้วตามประสาผู้ชาย ปากหมา จีบไปเรื่อย ชอบแทะโลมผู้หญิง ด้วยลักษณะแบบนี้ เราเลยแกล้งด้วยการบอกว่า วันนี้มีแขกของนายมาดูด้วย เป็นคุณหญิง ทุกคนเล่นระวังหน่อยนะอันนี้เราเตรียมตั้งแต่ซ้อมเลย จัดที่นั่ง มีการเอาเก้าอี้ตรงนี้ออก ยกโซฟามาวางแทน ทุกคนเริ่มอิน เพราะบรรยากาศมันใช่

“พอคุณหญิงมา ปรากฏว่าไม่ได้มาคนเดียว มีลูกสาวมาด้วย ลูกสาวน่ารักมาก ขาวๆ ใสๆ เข้าทางเลย ติ๊กเขาหมายตา บอกชอบๆ เราเลยบอกว่ามึงอย่านะ เดี๋ยวคุณหญิงเอาเรื่อง พอถึงตอนเล่นติ๊กใส่ใหญ่เลย สนุก พอตอนหลังเริ่มได้ใจ เราเตี๊ยมไว้แล้ว โดยวางหมากว่ายังไงก็ตามต้องให้ติ๊กไปเล่นกับตัวลูกสาว แล้วเด็กคนนี้เล่นเก่งมาก มีจังหวะหนึ่งที่มือติ๊กไปโดนตัวน้อง เขาทำหน้าเบะทันที น้ำตาค่อยๆ หยด คราวนี้แม่เขาค่อยๆ ขึ้นเลย คุณเล่นอะไรกัน เธอเป็นใคร แล้วฉันเป็นใคร ติ๊กหน้าซีด ยกมือไหว้ ขอโทษครับ เราปล่อยให้เล่นอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นถึงค่อยเฉลยว่าโดนหักหลังแล้ว พอแกล้งได้มันโมโหมาก เสียรู้จนได้”

อีกกรณีที่ทีมงานหัวเราะทุกครั้งที่นึกถึง คือนักแสดงตลกดัง นก-จันทนา ศิริผล

“นกชอบเล่นบทคนใช้ แล้วไฮไลต์คือต้องให้เขาทำแจกันโบราณแตกให้ได้ เราก็วางแผนตั้งแต่ให้การ์ดคุมแจกันมาเลย เพราะปกติของแพงๆ มันต้องมีคนดูแล พอถึงเวลาถ่าย เราก็เซ็ตให้มีฉากยื้อแย่งอะไรสักอย่าง จนสุดท้ายนกไปชนแจกัน พอแจกันแตก ทุกคนก็ทำหน้าเหมือนเป็นความผิดนก คราวนี้นกร้องไห้ออกมาเลย จนเฉลยก็ยังไม่เชื่อ บอกไม่ต้องมาปลอบใจ บอกแล้วไม่น่าเอามาเล่น ร้องอยู่นานถึงยอมสงบ คือเขาเป็นคนแบบนั้น หลุดแล้วหลุดเลย”

แต่ไม่ได้หมายความว่ามีแต่แขกรับเชิญเท่านั้นที่ตกเป็นเหยื่อ เพราะหลายครั้งที่ทีมงานซ้อนแผนกับแขกรับเชิญ ย้อนรอยแกล้งเหล่าเสนาของตัวเอง เช่นครั้งหนึ่งที่เหล่าเสนาพยายามแกล้ง บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ แต่กลับโดนเอาคืนแบบเจ็บแสบ

“ตอนนั้นเหมือนอรุณไปล่วงเกินมูลนิธิที่เขาทำงานอยู่แล้วเขาโกรธจริง ตอนนั้นพวกเราไม่รู้ รู้แค่บิณฑ์กับโปรดิวเซอร์ ประกาศเสียงดังเลยว่าอย่าเอาเทปนี้ออก โกรธนานมาก จนต้องเอาเจ้าของบริษัทลงมาเคลียร์ แต่เราแอบสังเกตเห็นว่ากล้องจับอยู่ ไฟแดงมันขึ้น แต่ก็เสียวเหมือนกันเพราะบรรยากาศจริงเหลือเกิน” เสนาโค้กย้อนความทรงจำพร้อมเสียงหัวเราะ

ทว่ามีบางเทปเหมือนกันที่เล่นแล้วแป้ก ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดเวลาแขกรับเชิญระมัดระวังตัวเกินไป หรือรู้ก่อนว่าต้องเจอแบบนี้ ทีมงานจึงต้องแก้สถานการณ์ด้วยการมีแผนสองเข้ามาเสริม หรืออาศัยขั้นตอนของการตัดต่อช่วยให้รายการสนุกมากขึ้น แต่มีเหมือนกันที่ใช้วิธีบรรยายไปเลยว่า “ครั้งนี้นะครับ รายการหน้าแหกมาก หักหลังไม่สำเร็จ” เพื่อที่ผู้ชมจะได้คอยติดตามว่า รายการล้มเหลวยังไง 

จากการแกล้งเยอะๆ นี้เอง ทำให้ช่วงหลังยุทธการขยับเหงือกเพิ่มช่วงพิเศษ ‘เอาคืน’ ขึ้นมา

อั๋นเล่าว่า แนวคิดเรื่องนี้มาจากเสียงเรียกร้องของบรรดาแขกรับเชิญว่าโดนแกล้งแล้วก็อยากเอาคืนพิธีกรบ้าง ทีมงานมองว่าดีเหมือนกัน

การลงโทษส่วนใหญ่เน้นไปที่ความเลอะเทอะ โดยเฉพาะการปล่อยของเหลวสารพัดอย่าง เช่น น้ำส้ม นม น้ำแดง หรือแป้งผสมเม็ดแมงลักเน่า ใส่เสนาผู้เคราะห์ร้าย ซึ่งขาประจำส่วนมากเป็นพวกตัวป่วนประจำรายการ อย่างติ๊ก อรุณ หอย หรือโน้ส ส่วนโค้กกับหนูแหม่มมักรอดตัวเสมอ

แต่บางครั้งก็มีใบสั่งจากครีเอทีฟอยากให้หนูแหม่มโดนบ้าง ซึ่งเธอมักมีข้ออ้างสารพัดอย่าง เช่น ประจำเดือนมา หรือเพิ่งผ่าตัดมดลูกบ้าง บางทีก็ใช้มุกอ้อนดื้อๆ ว่า “อย่าเลือกหนูเลย” ซึ่งสุดท้ายมักประสบความสำเร็จ เพราะมีคนยอมเสียสละโดนแทนสาวน้อยคนเดียวของรายการ

04

ขยับเหงือก The Legend

เกือบ 9 ปี 400 กว่าตอน เสนา 12 คน และเรตติ้ง 12 – 13 เทียบเท่าละครหลังข่าว คือเครื่องการันตีความโด่งดังของรายการ ยุทธการขยับเหงือก ที่สามารถยึดกุมหัวใจแฟนๆ ได้อย่างเหนียวแน่น

“เราให้ความสุขผู้ชม เป็นเหมือนญาติ เหมือนครอบครัวของเขา เพราะเขาดูเราตลอดทุกวันอาทิตย์ วัน Family มันเลยอยู่ในใจเขา” เสนาโค้กอธิบาย

ว่ากันว่าความโด่งดังของรายการทำให้เสนาบางคนยอมออกจากงานประจำเพื่อมาทุ่มเทให้วงการบันเทิงเต็มที่ เพราะหลายๆ ครั้งพวกเขาต้องเดินสายไปทัวร์ต่างจังหวัด เปิดการแสดงให้คนไทยในต่างประเทศมาชม และที่พิเศษสุดคือการเปิดคอนเสิร์ตที่ชื่อว่า ‘หัวหกก้นขวิด’ ซึ่งมีผู้ชมนับหมื่นยอมควักเงินซื้อตั๋ว เพื่อสัมผัสบรรยากาศความเฮฮาและการหักหลังนอกจออย่างใกล้ชิด จนกลายเป็นกระแสเรียกร้องให้จัดแสดงต่อเนื่องทุกปี 

แต่ด้วยธรรมชาติของรายการโทรทัศน์ วันหนึ่งย่อมต้องถึงจุดอิ่มตัว

วัชระจำได้ดีว่า ยุทธการขยับเหงือก เลิกราในวันที่เรตติ้งยังสูง โฆษณายังเต็มอยู่ แต่ความสนุกลดลงไปเยอะแล้ว

“ผมเป็นคนชงเรื่องเองแหละ คิดว่าควรพอได้แล้ว เริ่มอิ่มตัว อย่างช่วงหลังๆ เราแกล้งไปหมดแล้ว เริ่มซ้ำ ผู้บริหารทุกคนเลยเห็นด้วย หยุดตอนนี้ดีกว่าให้ผู้ชมร้องยี้ ที่สำคัญ พวกเสนาเองต่างก็รู้สึกเล่นมานาน เริ่มหมดไฟ ถือเป็นการจบลงอย่างสวยงาม”

ไม่ต่างจากโค้กที่มองว่าเวลานั้นทุกคนต่างมีภารกิจชีวิตมากขึ้น อย่างเขาหรือเพชรต้องรับผิดชอบรายการ ฮาเจ็ดดาว ส่วนคนอื่นๆ ก็มีความฝันใหม่ๆ ที่อยากทำ เช่นเปิ้ลกับหอยรวมตัวกันตั้งบริษัทเพื่อผลิตรายการ สาระแนโชว์

แต่ถึง ยุทธการขยับเหงือก จะหยุดไป ความทรงจำดีๆ ก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

สำหรับเหล่าเสนาแต่ละคน รายการนี้ไม่ต่างจากสถาบันที่หล่อหลอมทั้งตัวตน ความคิด สร้างชื่อเสียง และพัฒนาความสามารถ ในวันที่เลิกรายการ เลขาแหม่มตัดสินใจก้มลงกราบเวที เพราะหากไม่มีรายการนี้คงไม่มีพิธีกรมืออาชีพที่ชื่อ แหม่ม สุริวิภา

“รายการนี้เป็นการเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ เพราะเมื่อก่อนเวทีแบบนี้มีไม่เยอะ โอกาสที่ผู้คนจะเห็นคนหน้าใหม่มีน้อยมาก เสนาของเรา หลายคนเป็นใครมาจากไหนก็ไม่รู้ แต่เขามีความสามารถ สร้างอารมณ์ขันแบบที่ผู้คนไม่เคยสัมผัสมาก่อน สำหรับผมถือเป็นปรากฏการณ์ เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างกลุ่มคนที่มีอารมณ์ขันให้เข้าไปอยู่ในใจของผู้ชม ไม่แปลกเลยว่าทำไมเวลาคนนึกถึงรายการเก่าในอดีต ยุทธการขยับเหงือก จึงผุดขึ้นมาเสมอ” อดีตโปรดิวเซอร์ผู้ปลูกปั้นรายการตั้งแต่ต้นกล่าว

05

การคืนชีพของยุทธการฯ 5.0

ผ่านมา 22 ปี คงไม่มีใครคิดว่ายุทธการขยับเหงือกจะกลับมาปรากฏบนหน้าจออีกครั้ง 

แต่รายการวันนี้ไม่เหมือนเมื่อวันวาน เพราะเป็น ยุทธการขยับเหงือก 5.0 ที่ดำเนินรายการโดยเสนาใหม่ทั้งหมด ยกเว้นเพียงเสนาหอยคนเดียวที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงทั้งสองรุ่นเข้าไว้ด้วยกัน

วัชระเล่าว่า เมื่อต้นปี 2562 ทำละครเวทีเรื่อง ‘บ้านเรือนเคียงกัน สุนทราภรณ์ เดอะมิวสิคัล’ ซึ่งนักแสดงหลายๆ คนมีบุคลิกที่น่าสนใจ มีอารมณ์ขัน กล้าแสดงออก มีความสามารถทั้งร้องและเต้น อาจต่อยอดหรือพัฒนาเด็กกลุ่มนี้ให้ไกลกว่าเดิมได้

หลังหารือกันในกลุ่มผู้บริหาร ทุกคนต่างมองว่า ยุทธการขยับเหงือก เป็นตัวเลือกที่เหมาะสม จึงตัดสินใจรื้อฟื้นรายการขึ้นมาอีกครั้ง

“ความจริงเราไม่คาดหวังว่าคนที่เคยประทับใจต้องกลับมาปลื้ม ตอนนี้เราต้องเล่นกับคนยุคปัจจุบัน นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึงไม่ลงไปทำเอง เพราะให้มานั่งคิดมุกสำหรับคนดูรุ่นนี้คงไม่ใช่ สิ่งที่เราช่วยได้คือใช้ประสบการณ์บอกเขาว่าอันนี้ใช่หรือไม่ใช่ พอหรือไม่พอ หรือมีทางเลือกอื่นอีกไหม”

ยุทธการขยับเหงือก 5.0 เปิดตัวเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2562 ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง One31 โดยได้ โอ๊ค-ทศพล ศรีสุคนธรัตน์ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง The Melody รักทำนองนี้ และอดีตโคโปรดิวเซอร์รายการ เกมวัดดวง มารับหน้าที่ควบคุมการผลิต  

“สมัยเด็กๆ จบ ม.6 เคยเจอพี่หอย ตอนนั้นเป็นเสนาอยู่ เลยพูดไปว่าวันหนึ่งจะมาทำกับพี่ แต่สักพักรายการก็ปิด ไม่เคยนึกถึงอีกเลย จนวันหนึ่งผู้ใหญ่ใน JSL ชวนว่าทำรายการนี้ไหม เลยถามไปว่ามีใครบ้าง มีพี่หอยกับเสนาใหม่ พอได้ยิน ภาพวันนั้นกลับมาเลย รู้สึกว่าสนุกแน่ เพราะเราได้ทำละครแล้วยังได้แกล้งคนอีกด้วย”

เสนาชุดใหม่ประกอบด้วย ประกอบด้วย ปาล์ม-ธัญวิชญ์ เจนอักษร, ปอ-อรรณพ ทองบริสุทธิ์, ส้วม-สุขพัฒน์ โล่วัชรินทร์, เนสท์-นิศาชล สิ่วไธสง และ น้ำ-กัญญ์กุลณัช ปัญญากิตตินันท์

แต่ละคนไม่ใช่คนหน้าใหม่ของวงการบันเทิง ทว่าที่ผ่านมายังไม่เคยปรากฏตัวผ่านสื่อในฐานะพิธีกรรายการตลก ดังนั้น ทีมงานจึงต้องค้นหาคาแรกเตอร์ที่น่าสนใจแต่ละคน ถึงค่อยมาต่อยอดว่าควรพัฒนาในทิศทางไหน

อย่างปาล์ม ด้วยบุคลิกที่ดูเป็นผู้ใหญ่กว่าเพื่อน พูดจาฉะฉาน ตลกได้ ซัดมุกไว จึงถูกวางให้เป็นผู้ควบคุมเวที ส่วนปอทำหน้าที่เป็นตัวปล่อยมุก เพราะมีความทะเล้นกว่าคนอื่น ขณะที่ส้วมเปรียบเสมือนกระโถนท้องพระโรงที่ถูกแกล้งตลอดเวลา และสุดท้ายเลขาฯ สาว 2 คนทำหน้าที่คอยสนับสนุน และเติมสีสันให้รายการสนุกขึ้น ตามบุคลิกของแต่ละคน

สำหรับพี่ใหญ่อย่างเสนาหอย แม้โดยตำแหน่งจะถูกกำหนดให้เป็นหัวหน้า แต่ภารกิจหลักคือการเป็นพี่เลี้ยง คอยประคับประคองและจ่ายมุกให้แก่น้องๆ

แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคาแรกเตอร์คือความสนิทสนม เพราะปัจจัยที่ทำให้ ยุทธการขยับเหงือก ยุคแรกประสบความสำเร็จ มาจากพิธีกรทุกคนต่างเป็นเพื่อนกันจริงๆ

“คนใหม่ถึงยังไงก็เทียบคนเก่าไม่ได้ เหมือนรถคันนั้นวิ่งจากกรุงเทพฯ ถึงนครสวรรค์แล้ว แต่รถคันนี้เพิ่งสตาร์ท เราจึงไม่เคยกดดันพิธีกรเลย อยากเล่นอะไรเล่น แต่เล่นไม่สนุกต้องกลับมาคิด เด็กจึงซ้อมกับพี่ๆ คุยกัน วางแผนกันตลอด หนูเล่นนี้ ผมเล่นนั้น เพราะความใกล้ชิดสนิทสนมจะทำให้รายการดีขึ้น เรายิ่งเล่นกันหนักเท่าไหร่ คนยิ่งฮาเท่านั้น”

ยุทธการขยับเหงือก ยุคใหม่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมอย่างความสด การเซอร์ไพรส์ ไม่เปลี่ยนแปลง เพียงแต่รูปแบบอาจหลากหลายและยึดหยุ่น ขึ้นอยู่กับแขกรับเชิญแต่ละสัปดาห์ 

“สูตรสำเร็จของรายการนี้คือ เราไม่ได้บอกให้เสนามาตลกกันเอง เสนาต้องเทกแคร์แขกให้เต็มที่ ยิ่งเขาสนุกเท่าไหร่ ความสนุกของรายการมันออกมาเอง บุคลิกเราเป็นแฟนใครสักคน เปิดมาเจอแต่เสนาก็ไม่อยากดูแล้ว แต่ถ้าเราดันแขกเต็มที่ เขาดูแล้วรู้สึกดี ก็อยากดูอีก นี่เป็นจิตวิทยาแบบหนึ่ง

“เรื่องนี้พี่หอยเองก็พูดกับน้องๆ และทีมงานบ่อยๆ คือ ต้องทำให้แขกสำคัญที่สุด เพราะฉะนั้น อยากเล่นอะไรมาเลย จะให้พี่ทุเรศแค่ไหนก็ได้ ทำได้ทุกอย่าง เพื่อให้ดารารับเชิญมาแล้วแฮปปี้”

อย่างไรก็ดี ในฐานะของผู้สร้างสรรค์ โอ๊คยอมรับว่าการทำรายการโทรทัศน์ทุกวันนี้ไม่ง่าย เพราะนอกจากปริมาณสถานีโทรทัศน์ที่เพิ่มจำนวนสูงขึ้น ยังมีสื่อออนไลน์อีกนับไม่ถ้วนที่ต้องแข่งขัน

ความท้าทายคือต้องทำอย่างไรถึงชนะใจผู้ชมได้ อย่างแขกรับเชิญ ก็ต้องเลือกจากคนที่พร้อมสนุกไปกับรายการ พยายามสร้างสรรค์คิดอะไรแปลกใหม่ที่แขกคนนั้นไม่เคยทำ เช่น มิวสิก BNK48 ฝันอยากเป็นทนายความ แต่ทีมงานต่อยอดให้สนุกยิ่งขึ้นด้วยการทำให้เธอได้เป็นถึงผู้พิพากษา และไม่ใช่ผู้พิพากษาธรรมดา แต่เป็นเปาบุ้นจิ้น 

ขณะเดียวกันยังต้องทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าพิธีกรชุดนี้เป็นเสมือนเพื่อนที่พร้อมจะแบ่งปันความสุขและรอยยิ้ม ไม่ต่างกับเสนารุ่นเดิมเคยทำได้กับผู้ชมที่อายุ 35 ปีขึ้นไป

“เราต้องการสร้างคนรุ่นใหม่ เพื่ออยู่กับผู้ชมอีก 5 – 10 ปีข้างหน้า เราจึงไม่เคยกดดันอะไรเลย อย่างแย่สุดก็คือเท่าเดิม เพราะมันไม่มีรายการนี้มา 22 ปี เราเลยจุดแย่สุดมาแล้ว ตอนนั้นมีแต่บวก มีแต่ดีขึ้น เพียงแต่จะมากหรือน้อยเท่านั้นเอง” โปรดิวเซอร์ยุค 5.0 กล่าวทิ้งท้าย

และนี่คือบทพิสูจน์ครั้งสำคัญของตำนานรายการแห่งยุคอย่าง ยุทธการขยับเหงือก ว่าจะสามารถกลับมาครองใจผู้ชมในวันที่โทรทัศน์ไม่ได้เป็นตัวเลือกหมายเลข 1 อีกแล้ว…ได้หรือไม่

ยุทธการขยับเหงือก

เรียบเรียงข้อมูลจาก

  • สัมภาษณ์คุณวัชระ แวววุฒินันท์ วันที่ 13 มิถุนายน 2562
  • สัมภาษณ์คุณสมชาย เปรมประภาพงศ์ วันที่ 20 มิถุนายน 2562
  • สัมภาษณ์คุณทศพล ศรีสุคนธรัตน์ วันที่ 13 มิถุนายน 2562
  • วิทยานิพนธ์การวิเคราะห์รูปแบบ เนื้อหา และกลวิธีการนำเสนอมุขตลกของรายการตลกทางโทรทัศน์และวิดีโอเทป โดย เมธา เสรีธนาวงศ์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • นิตยสาร แพรว ปีที่ 23 ฉบับที่ 546 วันที่ 25 พฤษภาคม 2545
  • นิตยสาร สกุลไทย ปีที่ 36 ฉบับที่ 1860 วันที่ 12 มิถุนายน 2533
  • รายการ บันทึก..บทที่หนึ่ง ตอนยุทธการขยับเหงือก สถานีโทรทัศน์ช่อง UBC Inside

ขอขอบคุณ JSL

Writer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เรื่องของผู้อยู่เบื้องหลังงานดีๆ ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ในสังคมไทย

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2541 หลายคนอาจเคยสะดุดตากับความน่ารักและความสดใสของเด็กสาวคนหนึ่งในชุดซานตาคลอส บนหน้าปกนิตยสาร Katch ฉบับที่ 2

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

ในเล่มให้ข้อมูลสั้น ๆ ว่าเธอคือ นาเดีย-ฤทัย สุทธิกุลพานิช อายุ 18 ปี เป็นน้องใหม่ของคณะเศรษฐศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ช่วงนี้กำลังวุ่นอยู่กับการฝึกซ้อมเป็นเชียร์ลีดเดอร์ ในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ และมีโครงการจะร้องเพลงในอีกไม่นานนี้..

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

เวลาผ่านไป 1 ปีเต็ม โครงการดังกล่าวก็กลายเป็นจริง เมื่อเสียงของนาเดียมาปรากฏในเพลง สงสัย ผลงานเปิดตัวของ mr.z RETURN to RETRO อัลบั้มชุดที่ 5 ของ สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ 

จากนั้นอีก 11 เดือนถัดมา เธอก็กลายเป็นศิลปินเดี่ยวของ Bakery Music ที่มีเพลงฮิตโดนใจอย่าง คนไม่พิเศษ,  Happy Anniversary, โลกใบใหญ่, รัก…ฉันรักเธอ, หวานฉ่ำ, โล่งอก, บีบ, Galaxy Of Love ฯลฯ

แม้ไม่ได้มีผลงานมากนัก เมื่อเทียบกับสมาชิกอื่นในค่ายขนมปังดนตรี แต่ด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ ฟังแล้วรู้สึกเหมือนโลกสดใส ก็ทำให้ใครหลายคนหลงใหลและจดจำเพลงของเธอได้ ต่อให้เวลาจะผ่านไปนานสักเพียงใดก็ตาม

ในวันที่นาเดียหวนกลับมาร้องเพลงอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบภาพยนตร์ ‘FAST & FEEL LOVE – เร็วโหด..เหมือนโกรธเธอ’ ยอดมนุษย์..คนธรรมดา จึงถือโอกาสดีชักชวนเธอมาร่วมย้อนความทรงจำอันงดงาม ตลอดจนความสุขในชีวิตหลังวางไมค์ไปกว่า 15 ปี

01
สงสัย

ก้าวแรกบนถนนสายดนตรีของนาเดียจะเรียกว่า ความบังเอิญก็คงไม่ผิด เพราะเธอไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า ตัวเองร้องเพลงได้หรือเปล่า รู้แต่เพียงว่าเป็นคนรักเสียงเพลงมาตลอดก็เท่านั้น

สมัยเด็ก ๆ นาเดียชอบฟังเพลงดิสนีย์มาก ส่วนคุณพ่อคุณแม่ชอบฟังเพลงเก่ายุค 50 – 60 โดยเฉพาะ Elvis Presley หรือ The Carpenters พอขึ้นรถเมื่อไหร่ก็ต้องเปิดฟังอยู่เสมอ ดนตรีจึงค่อย ๆ ซึมซับเข้าไปในจิตใจโดยไม่รู้ตัว

“ฟังมาแล้วทุกฟอร์แมตเลย เทป แผ่นเสียง มินิดิสก์ ซีดี เอ็มพีทรี แล้วเวลาให้ของขวัญกัน ตามสไตล์ ทุกคนก็จะอัดเพลงให้กัน เพราะรู้สึกว่ามีคุณค่ามากกว่าให้ของเป็นชิ้น ๆ เวลาเรากลับมาฟัง ทำให้นึกภาพช่วงเวลาต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ก็คล้าย ๆ กับกลิ่นที่ทำให้เราจดจำโมเมนต์บางอย่างได้ ก็เลยรู้สึกชอบ และอยู่กับมันนานแล้ว”

ต่อมาเมื่อขึ้นชั้นมัธยมปลาย เธอก็ได้เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนอยู่ที่สหรัฐอเมริกา 1 ปี และตั้งใจจะเรียนต่อที่นั่นเลย แต่โดนคุณแม่เบรกไว้และให้กลับมาเมืองไทย เพราะไม่อยากให้ลูกสาวอยู่ที่นั่นเพียงลำพัง หากจะไปเรียนเมืองนอกอนุญาตให้ไปเฉพาะอังกฤษ เนื่องจากพี่ชายเรียนอยู่ที่นั่น

แต่ถึงอย่างนั้น ชีวิตที่แดนมะกันก็เปิดโลกการฟังให้เธอไม่น้อยเลย โดยเฉพาะบรรดาเพลงแนว Lounge Music ซึ่งยุคนั้นโดดเด่นหลายเพลง อย่างเพลงหนึ่งที่โดนใจมากเป็นพิเศษ คือ Zoot Suit Riot ของ Cherry Poppin’ Daddies

“หากเราไปตามคนพวกนี้ เขาอาจไม่ได้ทำเยอะ จะเรียกว่า One-hit wonder ก็ได้มั้ง แต่ว่าเพลงที่ออกมาในตอนนั้นมันมีเอกลักษณ์ เพราะสมัยนั้นเพลงที่นิยมจะเป็นอีกแนวหนึ่งหมด ส่วนเพลงพวกนี้จะย้อนอดีตหน่อย ซึ่งพอเขามาทำออกในช่วงที่ยุคของมัน ก็เลยโดดเด่นขึ้นมาในความรู้สึกของเรา”

เมื่อกลับมาอยู่ที่เมืองไทย นาเดียก็มีโอกาสได้รู้จักกับ สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ หนึ่งในผู้บริหารของ Bakery Music ผ่านการแนะนำของญาติผู้พี่อีกที ซึ่งพอสมเกียรติทราบว่า เธอเพิ่งเดินทางมาจากสหรัฐอเมริกา จึงชวนคุยถึงเรื่องราวต่าง ๆ กระทั่งรู้ว่า สาวน้อยคนนี้ก็สนใจดนตรีไม่แพ้กัน

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

“พี่สาลี่ (สมเกียรติ) ถามว่า ตอนนี้อเมริกาเขาฟังเพลงอะไรกันบ้าง ซึ่งคิดว่าเขาน่าจะถามแบบนี้กับหลายคนมาก ตอนนี้ฟังอะไรกันบ้าง ชอบเพลงแบบไหน เพราะเขาเป็นคนที่เก็บรายละเอียดเก่งมาก แล้วหาแรงบันดาลใจอยู่ตลอด ซึ่งเราชอบมาก เพราะเวลาคุยกับเขา จะได้ความรู้เพิ่มขึ้นด้วย แล้วจริง ๆ เขาเป็นเจ้าพ่อเพลง แต่มาถามเรา ก็เลยยิ่งรู้สึกประทับใจว่า คนคนนี้เปิดกว้างมากเลย รู้สึกภูมิใจนิดหนึ่ง แล้วหลังจากนั้นก็มีการแชร์เพลงกันเรื่อยมา”

หากแต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ สมเกียรติกำลังมีแผนจะทำอัลบั้มใหม่ หนึ่งในนั้นคือการจับมือกับวง Pizzicato Five จากญี่ปุ่น เปลี่ยนเพลง Sweet Soul Revue ให้เป็นภาษาไทย เขาเลยนึกถึงนาเดียขึ้นมา เพราะอยากได้คนที่สนใจเพลงแบบเดียวกันมาร่วมงานด้วย

แม้ไม่เคยทำงานสายนี้มาก่อน แต่นาเดียก็ดีใจที่ผู้ใหญ่ให้โอกาส จึงตอบตกลงทันที

แต่ด้วยความที่ไม่มีทักษะการร้องเพลงใด ๆ เลย สมเกียรติกับ บอย-ชีวิน โกสิยพงษ์ ผู้บริหารอีกคนของค่ายจึงส่งนาเดียไปเรียนกับ โจ้-อัมรินทร์ เหลืองบริบูรณ์ นักร้องนำของวง Pause ซึ่งเวลานั้นเป็นเทรนเนอร์ให้ศิลปินรุ่นใหม่ ๆ ของค่ายที่เตรียมจะมีผลงานในอนาคต

“วิธีสอนของพี่โจ้จะสบาย ๆ เขาจะไม่สอนว่า ต้องออกเสียงอย่างนี้ ต้องร้องแบบนั้นนะ แต่จะสอนให้เราหายใจ สอนว่าทำอย่างไรถึงจะไม่ทำลายกล่องเสียงตัวเอง เป็นเทคนิคของการรักษาเสียงมากกว่าให้ฝึกร้องมาก ๆ เพื่อเวลาร้องเพลงในห้องอัด ลมหายใจจะได้ไม่ขาดช่วง ซึ่งนี่เป็นบทเรียนที่จำมาถึงทุกวันนี้ แล้วก็ดีใจมากที่มีโอกาสได้เรียนกับพี่โจ้”

เวลาผ่านไปนานหลายเดือน ในที่สุดนาเดียก็พร้อมแล้วกับผลงานเพลงแรกในชีวิต

‘สงสัย’ เริ่มต้นบันทึกเสียงในช่วง พ.ศ. 2542 เธอยังจำได้ดีว่า เพลงนี้ไปอัดเสียงกันที่บ้านของบอยในซอยทองหล่อ ซึ่งพอไปถึงบอยก็บอกว่า “พี่ยังเขียนไม่เสร็จนะ แต่อัดไปก่อน แล้วพอร้องเสร็จแล้ว เดี๋ยวพี่มาเขียนต่อให้”

ตอนนั้นนาเดียอดประหลาดใจไม่ได้ว่า แล้วแบบนี้เนื้อเพลงจะเสร็จทันเหรอ แต่ปรากฏว่า เธอประเมินนักแต่งเพลงมืออาชีพอย่างบอยต่ำเกินไป เช่นเดียวกับประเมินฝีมือนักร้องมือใหม่อย่างตัวเองสูงเกินไป

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

“แม้เขาจะบอกว่าให้ร้องสไตล์ตัวเองเลยนะ แต่สงสัยถือเป็นเพลงที่ยากสุดเท่าที่จำได้ แล้วก็อัดนานมาก อัดประมาณ 3 – 4 ทุ่ม แล้วประมาณตี 1 ถึงเสร็จเท่าที่มีแล้ว จากนั้นเขาก็ไปปลุกพี่บอยขึ้นมาเขียนต่อ คือเพลงนี้มันค่อนข้างยาว พี่บอยก็มาเขียน Verse 2 ‘Vinyl ดี Cotton ดี สีที่สวยกับฉันเป็นแบบไหน’ 

“จำได้ว่า ตอนแรกคุณพ่อไปนั่งรอด้วย สักพักก็บอกว่า ‘ปะป๊ากลับก่อนแล้วกันนะ แล้วเดี๋ยวมารับ’ เพราะบ้านอยู่ใกล้กัน ซึ่งตอนที่ปะป๊ามารับ เกือบตี 5 แล้วมั้ง เปิดบ้านพี่บอยออกมา เห็นพระเดินบิณฑบาตแล้ว”

เพลง สงสัย เผยแพร่สู่สาธารณะในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนมกราคม พ.ศ. 2543 เปิดตัวอัลบั้ม mr.z RETURN to RETRO ผลงานรับสหัสวรรษใหม่ของค่าย Bakery Music

แม้ไม่ได้มาร่วมเปิดตัวอัลบั้มด้วยกัน เนื่องจากเวลานั้นเธอไม่ได้อยู่เมืองไทยแล้ว แต่เพลงสงสัยก็ได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยม โดยก่อนจะวางแผนอัลบั้มเต็มราวหนึ่งสัปดาห์ สมเกียรติได้ตัดเพลง ‘สงสัย’ ออกมาเป็นซีดีแผ่นพิเศษ จำหน่าย 500 แผ่น ปรากฏว่า เพียงสัปดาห์เดียวก็ขายหมดเกลี้ยง และนั่นเองที่ทำให้สาวน้อยนามว่า นาเดีย กลายเป็นที่รู้จักในฐานะสมาชิกคนใหม่ของค่ายขนมปังดนตรี

02
โลกใบใหญ่

หลังการบันทึกเสียงเพลงสงสัยผ่านพ้นไป บอยกับสมเกียรติพอใจกับผลงานที่ออกมามาก จึงทาบทามลีดธรรมศาสตร์คนนี้ให้มาทำงานเพลงเต็มตัว

นาเดียยอมรับตามตรงว่า ไม่ทราบเลยว่า พวกพี่ ๆ คิดอะไรกันอยู่ แต่เมื่อมีโอกาสเข้ามาก็ไม่ลังเลที่จะตอบรับ

“อาจเป็นเพราะตอนนั้น Bakery มีนักร้องผู้หญิงน้อยด้วยมั้ง จำได้ว่าเข้าหลัง พี่โหน่ง พิมพ์ลักษณ์ แป๊บหนึ่ง เข้าใจว่า ตอนนั้นเขาคงอยากลองค้นหาสไตล์นักร้องใหม่ด้วย คือพี่สาลี่ก็ไม่เคยพูดตรง ๆ นะ เขาเคยพูดแค่ว่าเสียงเราค่อนข้างยูนีก ไม่เหมือนใคร ดูเหมือนไม่เคยฝึกมาก่อน ซึ่งก็ไม่เคยฝึกจริง ๆ เพราะฉะนั้นเมื่อเขามั่นใจในตัวเรา แล้วทำไมเราถึงจะไม่ลองให้โอกาสตัวเองดูบ้าง

“แล้วเหมือนว่าช่วงนั้นเขาก็เริ่มทำ DOJO CITY กันแล้ว เป็นช่วงเชื่อมต่อกันพอดี เราก็เลยได้ไปถ่ายแบบให้ Katch ด้วย หลายคนก็เลยคิดว่าเราอยู่ DOJO แต่เข้าใจว่า Image กับ Position ของเราอาจจะไม่ลงตัวกับ DOJO แบบเป๊ะ ๆ เราอาจจะ Funky ไม่พอ ก็เลยได้มาอยู่กับ Bakery Music”

เพื่อเสริมทักษะการร้องเพลงให้แน่นขึ้น บอยจึงส่งนาเดียไปเรียนร้องเพลงเพิ่มเติมกับ ครูโรจน์-รุ่งโรจน์ ดุลลาพันธ์ ครูสอนร้องเพลงแถวหน้าของเมืองไทย ซึ่งสิ่งที่ครูโรจน์สอนก็เป็นเสมือนการต่อยอดกับสิ่งที่โจ้เคยแนะนำ โดยเฉพาะเทคนิคการร้องสดอย่างไรให้มีพลัง

“สิ่งหนึ่งที่ครูโรจน์บอกคือ ทั้งหมดมันขึ้นกับการฝึกฝน Practice makes perfect ต้องฝึกร้องบ่อย ออกกำลังกายสม่ำเสมอ  นี่เป็นเหตุผลว่า ทำไม พี่ป๊อด (ธนชัย อุชชิน) ถึงฝึกโยคะ ทำไมถึงออกกำลังกาย เพราะมันเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน เพราะการฝึกวิธีหายใจขั้นเทพ ทำให้เขารันโชว์ได้นานหลายชั่วโมง”

แต่ขณะที่ทุกอย่างกำลังเดินหน้า ก็เกิดจุดพลิกสำคัญ เพราะก่อนหน้านั้น นาเดียตั้งใจอยากจะไปเรียนต่อเมืองนอก จึงไปสมัครเรียนด้าน Marketing and Advertising ที่ London College of Arts ประเทศอังกฤษ ซึ่งหลังจากเซ็นสัญญาได้ไม่กี่สัปดาห์ ทางสถาบันก็แจ้งข่าวกลับมาว่า ตอบรับใบสมัครแล้ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำอัลบั้มโดยตรง

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

“ตอนนั้นเกรงใจมากเลย แต่ก็เข้าไปบอกตรง ๆ ว่า พี่คะ ได้โรงเรียนที่อังกฤษแล้ว ถ้าจะไม่ทำงานต่อก็เข้าใจนะ แต่ปรากฏว่าพี่ ๆ เขาดีมากเลย เขาบอกว่าไม่เป็นไร ไปเรียนได้เลย โดยเฉพาะพี่สาลี่บอกว่า อังกฤษนี่ดีมาก ไปแล้วก็เก็บพวก Trend พวก Culture ต่างๆ กลับมาเยอะ ๆ ด้วย มันช่วยเราทำเพลงต่อได้นะ ซึ่งตรงนี้ประทับใจมาก ตอนนั้นก็เลยได้ไปเรียนหนังสือ แล้วก็ยังได้ออกอัลบั้มด้วย”

ด้วยเหตุนี้ การทำอัลบั้มทั้งสองชุดของนาเดีย คือ Welcome – Sweet Morning และ Resources To Keep My Life Vital จึงมีกรอบระยะเวลาการทำงานที่ชัดเจน คือช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อน นาเดียจะกลับมาบันทึกเสียง และช่วงปลายปี เธอจะกลับมาโปรโมต ถ่ายทำมิวสิกวิดีโอ เล่นคอนเสิร์ต เดินสายเยี่ยมแผงเทป รวมถึงให้สัมภาษณ์กับสื่อต่าง ๆ

แม้จะเป็นการทำอัลบั้มแบบทางไกล แต่สำหรับนาเดียแล้ว นี่ไม่ใช่อุปสรรคเลย

“ถ้าพูดตามตรง ความยากน่าจะอยู่ที่ทีมงานมากกว่า เพราะเรากลับมาเพื่ออัดเสียงจริง ๆ โดยเพลงส่วนใหญ่จะได้ไม่เกินอาทิตย์หนึ่ง คือถ้าได้เกิน 5 วันนี่ถือว่ามากแล้ว แล้วก่อนกลับก็จะมีการนั่งประชุมกัน แจกงาน เพลงนี้ให้ พี่บอยตรัย (ตรัย ภูมิรัตน) เขียนนะ เดี๋ยวเพลงนี้พี่บอยเขียนให้เอง”

แต่ถึงอย่างนั้น ก่อนเดินทาง บอยกับสมเกียรติก็มอบหมายการบ้านชิ้นหนึ่งให้นาเดียทำระหว่างอยู่ที่อังกฤษ คือเขียนไดอารี่บันทึกเรื่องราว ประสบการณ์ ความรู้สึกต่าง ๆ ในชีวิตถ่ายทอดเป็นตัวหนังสือ โดยไม่จำกัดว่าต้องเป็นเรื่องความรักเท่านั้น แล้วพอกลับมาเมืองไทยอีกทีก็ค่อยมาคัดเลือกส่งให้พี่ ๆ อ่าน เพื่อเป็นวัตถุดิบในการเขียนเพลง จึงอาจจะกล่าวได้ว่า บทเพลงทั้ง 14 เพลงจาก 2 อัลบั้ม ล้วนสะท้อนตัวตนของเธออย่างชัดเจน

อย่างในชุดแรกนั้น เพลง โลกใบใหญ่ เพลงเปิดตัวของนาเดีย บอยตรัยเคยให้สัมภาษณ์ว่า บอยได้วางโจทย์ง่าย  ๆ ว่า นาเดียเป็นเด็กผู้หญิงที่กำลังเรียนรู้ชีวิต กำลังเปิดประตูบานใหม่ไปสู่โลกใบใหญ่ เขาเลยเขียนเพลงนี้ออกมา

เช่นเดียวกับ Happy Anniversary บอยได้ถามนาเดียว่า รู้จักคนที่พูดภาษาฝรั่งเศสบ้างไหม เพราะเขาอยากจะเขียนเพลงที่มีภาษาฝรั่งเศสสักเพลง เนื่องจากเห็นเธอสนใจเพลงแนว French Lounge มากเป็นพิเศษ

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

“ตอนนั้นก็ถามพี่บอยว่า French Lounge ต้องร้องฝรั่งเศสด้วยเหรอ แกก็บอกว่า พี่ว่ามันต้องมีสักเพลง เราก็เลยบอกโอเคค่ะ เผอิญมีพี่สาวเป็นญาติกันชื่อพี่เอ๋ เพิ่งกลับมาจากเบลเยียมพอดี พูดฝรั่งเศสได้ ก็เลยชวนมา ซึ่งโจทย์ที่พี่บอยให้คือ เขียนคำมาให้เยอะ ๆ เลย เกี่ยวกับอาหาร เสื้อผ้า หรืออะไรก็ได้ แต่ไม่ต้องเรียงมาเป็นประโยค เดียกับพี่เอ๋ก็ไปเลย นึกอะไรออกก็เขียน แล้วเอาไปให้พี่บอย ซึ่งมันมหัศจรรย์มากเพราะพี่บอยร้อยออกมาเป็นเพลงเลย”

ส่วนชุดที่ 2 นั้นเพลงก็จะโตขึ้นไปตามวัย เนื่องจากเป็นช่วงชีวิตที่ต้องพึ่งพาตัวเองมากขึ้น คิดเองตัดสินใจเอง ไม่ได้มีผู้ใหญ่มาคอยแนะนำตลอดเวลา ทำให้เพลงช่วงนี้อาจจะมีความหม่น และค่อนข้างจริงจังมากกว่าชุดแรก

อย่างเพลง ฉันจะโชคดีเหมือนแม่ฉันนี้บ้างไหม? เพลงแรกของอัลบั้ม นาเดียเคยให้สัมภาษณ์ช่วงที่วางแผงใหม่ ๆ ว่า ประทับใจเวลาเห็นพ่อแม่ที่สามารถประคับประคองชีวิตได้เรื่อยมา  แม้จะมีขลุกขลักบ้าง แต่ก็สู้มาด้วยกันแล้วรอมชอม มีความสุขด้วยกัน และต่อให้มีความทุกข์ก็ยังอยู่ด้วยกัน

หากแต่เพลงที่ประทับใจมาถึงทุกวันนี้คงต้องยกให้ Don’t Blame It On Chocolate ซึ่งหากถอดความเป็นภาษาไทยก็หมายถึง อย่าโทษว่าเป็นความผิดของช็อกโกแลต เนื่องจากช่วงนั้นเวลากลับมาเมืองไทย หลายคนก็มักทักทายตลอดว่า อ้วนขึ้นหรือเปล่านะ

“เกลียดมากเลย จนตอนหลังต้องชิงบอกว่า อ้าว อ้วนขึ้นเหมือนกันเลย ไม่งั้นฉันจะเป็นฝ่ายรับฝ่ายเดียว แล้วก็เขียนเล่าให้พี่บอยอ่านว่า ช่วงแรกเราก็พยายามไปพูดนู่นพูดนี่เหมือนแบบ Blame It On Chocolate เพราะกินไอติม กินช็อกโกแลต แต่ความจริงทำไมเราต้องโยนความผิดให้นั่นนี่ด้วย มันเกิดจากตัวเองนั่นแหละที่คอนโทรลไม่ได้ ยูรับความจริงไม่ได้ ก็ไปหาที่พึ่งทางใจอย่างอื่น จากนั้นพี่บอยก็เอาเรื่องนี้ไปต่อยอด”

นอกจากเพลงที่บอกเล่าความเป็นนาเดียแล้ว สไตล์การร้องก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่นาเดียโดดเด่น และเป็นเอกลักษณ์ จนแฟนเพลงหลายคนรู้สึกว่าเป็นเสน่ห์ที่อยากจะเลียนแบบ โดยเฉพาะการใช้เสียงลม ๆ ซึ่งเธอค้นเจอระหว่างบันทึกเสียง

“ปกติแล้วที่ Bakery จะมีเนื้อมาให้ แล้วคนที่ร้องไกด์ส่วนใหญ่คือ พี่บอย ซึ่งเป็นเสียงผู้ชาย เพราะฉะนั้นเราก็ต้องหาสไตล์ของตัวเอง ซึ่งพออัลบั้มแรกออกไป ทุกคนจะบอกว่า เรามีเสียงลม มีเสียงหลบ เนื่องจากเวลาเข้าห้องอัด เราจะหาสิ่งที่สบายที่สุด เป็นเสียงของเราจริง ๆ ที่ไม่ต้องไปดัดแปลง ซึ่งการร้องแบบนี้ส่วนหนึ่งอาจเพราะเป็นคนแรงน้อยด้วย แต่พอร้องไปร้องมา การใช้เสียงลมนี่เหนื่อยมากเลย เพราะต้องเอาออกจากพุงเยอะเหมือนกัน”

หากสิ่งที่กวนใจนาเดียมากที่สุดคือ การพูดไม่ชัด เพราะสมัยก่อนเวลานักร้องร้องเพลงไม่ชัดเจนก็จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก แต่บุคคลที่ทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลาย และสนุกกับการทำงานในห้องอัดเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน คืออดีตนักร้องนำวงแกรนด์เอ็กซ์ ไก่-สุธี แสงเสรีชน Voice Producer คู่ใจนั่นเอง

“พี่ไก่ใจดี ใจเย็นสุด ๆ เพราะพอเห็นคนชอบพูดว่า ทำไมคนนี้ร้องไม่ชัดแล้วรู้สึกกลัว เลยอยากทำให้มั่นใจว่าร้องชัดเจน ซึ่งพี่ไก่ก็ช่วยแนะนำให้ แต่จะมีบางคำที่พี่ไก่บอกว่าไม่เป็นไร พี่ว่าเพราะแล้ว ซึ่งมันช่วยสร้างความมั่นใจให้เราได้ว่า ไม่จำเป็นต้องเป๊ะทุกอย่าง อย่างเพลง รัก…ฉันรักเธอ เป็นเพลงที่เสียงสูงมาก จำได้ว่าพูดคำว่า ‘รัก’ ไป 40 – 50 รอบ แล้วมีคำหนึ่งคือ ‘แอบ’ นั้นร้องลม พี่ไก่บอกว่า ‘เฮ้ย…พี่ชอบ เหมาะกับคำนี้มาก’ เราก็เอาจุดนี้ไปประยุกต์ใช้กับเพลงอื่นได้ คือเราต้องคิดถึงอารมณ์ คิดถึงความหมายด้วยเวลาเปล่งเสียงออกมาด้วย

“มีอยู่เพลงหนึ่งตลกมากคือ Happy Anniversary อัดเร็วมาก 2 ชั่วโมงเสร็จ เพราะต้องรีบไปขึ้นเครื่อง แล้วพี่ไก่ซึ่งปกติจะเป็นคนที่ระวังกับการออกเสียงมาก แต่ด้วยความที่ครึ่งหนึ่งเป็นฝรั่งเศสไปแล้ว เลยไม่มีใครรู้ว่าชัดหรือเปล่า กระทั่งตอนหลังไปให้เพื่อนคนเบลเยียมฟัง เขาก็บอก What’s this ฉันฟังเธอไม่รู้เรื่องเลย” นาเดียเล่าอย่างอารมณ์ดี

หลังกระบวนการบันทึกเสียงเสร็จเรียบร้อย ก็มาถึงอีกโจทย์ที่ยากไม่แพ้กัน นั่นคือการโปรโมต ครั้งนั้นนาเดียต้องฝึกเต้น ต้องถ่ายทำมิวสิกวิดีโอ และเตรียมตัวแสดงสด

บทเพลง เซรามิก และการกลับมาของนักร้องเสียงใส นาเดีย สุทธิกุลพานิช

สำหรับการฝึกเต้นนั้นได้ คริส หอวัง มาช่วยออกแบบท่าทางให้ สำหรับใช้เต้นในมิวสิกวิดีโอเพลง โลกใบใหญ่ ซึ่งถ่ายทำกันที่บ้าน Blue Elephant ตรงสาทร โดยสไตล์การเต้นก็จะเป็นกึ่ง ๆ ละครบรอดเวย์นิด ๆ ซึ่งนาเดียยอมรับว่า ไม่ง่ายเลย แต่โชคดีที่ตอนเด็ก ๆ เคยเรียนเต้นมาบ้าง พอถ่ายจริงก็เลยไม่ได้กังวลมาก

ส่วนผู้กำกับก็เป็น คณิณญาน จันทรสมา ผู้กำกับโฆษณามือดีแห่งฟีโนมีนา และมือกลองวง Pru โดยตอนนั้นเขารับหน้าที่ดูแลการผลิต ทั้งเพลง โลกใบใหญ่ และ Happy Anniversary

“จำได้ว่าตอนแรกที่รู้ว่า พี่คณิณมาถ่ายให้ดีใจมาก คือไม่ทราบเลยว่าเขาทำอะไร จนตอนหลังเขาก็มาบอกว่า โลกใบใหญ่ คือ มิวสิกวิดีโอแรกที่เขากำกับก็เลยยิ่งประทับใจมาก พอมาถึง Happy Anniversary แกก็ขึ้นเครื่องตามมาเลย ไปคนเดียว พร้อมกับกล้องอีกหนึ่งตัว แล้วก็มีเพื่อน ๆ รุ่นพี่จากอังกฤษมาช่วย ทำสไตลิสต์ แต่งหน้า ทำผม แล้วก็มีพี่อีกคนมาช่วยขับรถพาไปตามที่ต่าง ๆ

“ตอนที่ถ่ายก็เขินมาก เราไปเดินที่ Portobello Road Market แล้วก็ร้องเพลงไปมา นึกภาพว่าต้องร้องให้ซิงก์ตามเพลง แล้วเขาต้องมาตัดแล้วเอาเพลงใส่ให้ปากเราตรงอีกที เพราะฉะนั้นก็ต้องมีคนถือวิทยุ ใส่ซีดีแล้วเดินตาม เพื่อให้เราร้องถูกว่า ถึงตรงนี้แล้ว ส่วนเราก็ต้องดึ๊งดึ่งดึงไป ขณะที่พี่คณิณก็ถ่ายไป 

“สิ่งที่ประทับใจมากคือ เราได้เข้าไปในโรงหนังอันหนึ่งซึ่งเก่ามาก แล้วภาพที่ออกมานั้นสวยมาก ถ้าไปดูในมิวสิกวิดีโอจะเป็นภาพแดง ๆ ไม่รู้ตอนนี้ยังอยู่ไหม แล้วพอเดินไปอีกก็จะเจอฝรั่งคนหนึ่งดูซิกซ์ตี้หน่อย คนที่เราไปเต้นอยู่กับเขา เขาเป็นคนขายของมือสอง คุยกันไปคุยกันมา เขาก็บอกว่ายูมาบ้านไอ บ้านไอซิกซ์ตี้ทั้งแฟลตเลย แล้วตอนเย็นเราก็ไปบ้านเขา จำได้ว่าเป็นการถ่ายทำที่สนุกมาก”

อย่างไรก็ตาม คงไม่มีเรื่องไหนสร้างความหนักใจให้นาเดียเท่ากับการที่เธอต้องออกไปแสดงหน้าผู้ชมอีกแล้ว อย่างครั้งแรก ตอนเปิดอัลบั้มที่ ดิ เอ็มโพเรียม เธอตื่นเต้นถึงขั้นปวดท้องเลย เพราะไม่คิดว่าจะมีผู้ชมมารอมากขนาดนี้ จนสมเกียรติต้องบอกให้ใจเย็น ไม่ต้องกลัว 

“ปกติเป็นคนจำเนื้อไม่ค่อยได้ พี่สาลี่ก็เลยบอกว่า เดียไม่ต้องห่วง เอาเนื้อขึ้นไปเลยก็ได้ เราก็ ‘อะไรนะคะพี่’ แกก็บอกว่าไม่เป็นไรหรอก เอาขึ้นไปอ่านเลย เราก็เลยบอกว่า ‘บ้าเหรอ ไม่ได้หรอก มันน่าเกลียด’ แล้วมีอยู่งานหนึ่ง จำได้เลยว่าร้อง คนไม่พิเศษ แล้วส่วนตัวเป็นคนชอบมองคนดู ต้องโฟกัสไปที่คนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่ง จะได้ตื่นเต้นน้อยลง แล้วน้องคนหนึ่งน่ารักมาก ร้องเพลงได้ แล้วปรากฏว่าเขาร้องผิด ซึ่งเราก็ร้องตามเขา ก็ผิดด้วย เราก็ตายแล้ว ทำยังไง แล้วเหมือนเขารู้ตัว ก็หัวเราะกันใหญ่ ตลกดี เราก็เลยเลิกมองเขาไปเลย เดี๋ยวไปไกลกว่าเดิม”

แม้อัลบั้มของนาเดียอาจจะไม่ได้โด่งดังแบบถล่มทลาย แต่แฟนเพลงต่างก็ยังจดจำเสียงร้องใส ๆ ของเธอได้ไม่เปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับหลายบทเพลง ทั้ง สงสัย, คนไม่พิเศษ, Happy Anniversary, Galaxy Of Love, โล่งอก หรือ โลกใบใหญ่ ก็ข้ามเวลาถูกร้องถูกเล่นมาต่อเนื่องกว่า 20 ปี 

“อาจเป็นเพราะสไตล์เพลงด้วยที่ค่อนข้างยูนีก จะว่า Pop มันก็ไม่ Pop จะ Logue ซะทีเดียวก็ไม่เชิง มันเป็นเหมือนการผสมของหลาย ๆ แนวเพลงอยู่ในนั้น อาจจะเสียดายนิดหนึ่งคือ อัลบั้มที่สองน่าจะไปไกลกว่านี้ หากมีเวลาโปรโมตมากขึ้นสักหน่อย เพราะส่วนตัวคิดว่าเพลงค่อนข้างดี มาฟังตอนนี้ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเก่า เนื้อร้องทำนองก็ค่อนข้างโมเดิร์น แต่อันนี้ก็ต้องถามคนฟังนะว่าคิดว่าอย่างไรบ้าง” นาเดียกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ

แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ระยะเวลาเพียง 2 ปีเศษในฐานะศิลปิน ได้ส่งผลให้เด็กสาวคนหนึ่งเติบโตขึ้นกว่าเดิมเยอะมาก ทั้งความรับผิดชอบและการรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิต

“การร้องเพลงถือเป็นงานแรกจริง ๆ จำได้ว่าตอนทำโปรโมต เราก็ต้องไปออกสื่อ ไปพบคนนั้นคนนี้ ช่วงแรก ๆ ก็ไม่เข้าใจหรอกว่า ทำไมต้องไปด้วย จนทำไปสักพักถึงเข้าใจว่า ต้องทำนะ อย่างสมัยก่อนจะไปเยี่ยมแผงเทป เช่น ร้านน้องท่าพระจันทร์ หรือดีเจสยาม ซึ่งทุกคนต้อนรับดีมาก แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งเราต้องไปร้านของคุณป้าคนหนึ่ง ซึ่งเขาก็ถามว่ามาทำไม จะทำอะไรก็รีบทำ ตอนนั้นก็ช็อก คืออะไร เขาไม่อยากให้เรามาเหรอ กระทั่งตอนหลังย้อนกลับไปถึงคิดได้ว่า ทุกคนก็มีงานของเขา เราก็ต้องมองว่าเขาคือลูกค้าของเรา คือคนที่ต้องไปสวัสดี ไปขอบคุณเหมือนกัน 

“อีกเรื่องคือความตรงต่อเวลา ซึ่งมันสำคัญมากในงานแบบนี้ พูดตามตรงตั้งแต่ทำงานจนเลิกร้องเพลง จนมาทำงานบริษัทต่าง ๆ การตรงต่อเวลาเป็นสิ่งที่คนพึงจะต้องมี เพราะการที่เราจัดการตัวเองได้ ก็ทำให้คนอื่น ส่วนอื่น มันไปต่อได้เช่นกัน เพราะเราเคยเห็นว่าตอนที่ร้องเพลง หากเราช้าหรือใครช้า มันก็ต้องรอกันทั้งกอง งานก็เคลื่อนไปไม่ได้ เพราะทุกอย่างเชื่อมโยงกันหมด และนี่คือบทเรียนของเราที่ยังสำคัญมาจนถึงทุกวันนี้”

ย้อนเส้นทางและการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE

03
Galaxy Of Love

หลังจากอัลบั้มชุดที่ 2 วางแผงไปได้ปีเศษ ๆ นาเดียซึ่งเรียนจบปริญญาโท ด้าน Development Economics จาก University College London เช่นกัน และเริ่มหางานประจำทำ จนมาได้ที่ Sasin Management Consulting จึงค่อย ๆ ปล่อยมือจากงานเพลง เหลือแต่เพียงแค่ร่วมแจมในอัลบั้มของคนอื่น เช่น เพลง พอ ในอัลบั้ม Million Ways to Love Part 1 ของ บอย โกสิยพงษ์ เมื่อ พ.ศ. 2546 และเพลง Honeymoon ของ Flure เมื่อ พ.ศ. 2548

“เหมือนช่วงชีวิตของเรากับ Bakery มันตรงกัน พอเรียนจบปุ๊บ เขาก็มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพอดี แล้วอีกอย่างคือเราไม่ได้ถูกเทรนมาให้เป็นนักร้องอาชีพขนาดนั้น พูดตรง ๆ เราไม่ได้เก่ง แต่เราได้โอกาส ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่พิเศษจริง ๆ แล้วเราก็มีความสนใจมุมอื่นด้วย พอจบออกมาก็อยากลองทำงาน ซึ่งตอนนั้นลูกค้าคือ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไปทำเรื่องนโยบายสาธารณะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายเรามาก”

จากนั้นเธอก็โยกย้ายหน้าที่การงานมาตามลำดับ เปลี่ยนรูปแบบจากงานที่ปรึกษามาเป็นฝ่ายวางแผนกลยุทธ์ของ Lowe Asia-Pacific มาทำเรื่องพัฒนาแบรนด์ที่ Unilever Thailand แล้วก็ย้ายไปทำงานที่สิงคโปร์ ก่อนที่จะมาทำงานเรื่องนวัตกรรมเต็มตัวที่ Fuchsia Innovation Center ของเมืองไทยประกันชีวิต ตั้งแต่ พ.ศ. 2559

“ช่วงที่อยู่ Unilever นอกจากการทำ Finance Business Plan แล้ว เรายังต้องคิดค้นนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ ให้เป็นชิ้นงานที่จับต้องได้ด้วย ถ้าเป็นสมัยนี้เขาเรียกว่า Design Thinking เราทำแบบนี้แทบทุกวันอยู่ 7 ปี แล้วพอมีโอกาสได้ข้ามมาอยู่ในอีกอุตสาหกรรมหนึ่ง ก็เลยรู้สึกว่าท้าทายมาก เพราะต้องนำกระบวนการกับระเบียบวิธีการวิจัยต่าง ๆ มาปรับใช้ เพื่อหาสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการให้เจอ เช่น ต้องทำอย่างไรถึงจะออกผลิตภัณฑ์ได้เร็วมากขึ้น หรือถูกขึ้นโดยที่ไม่ลดคุณภาพของผลิตภัณฑ์ แล้วกระบวนการตรงนี้ยังนำปรับใช้กับทุกอย่าง ตั้งแต่ประกันจนถึงน้ำยาซักผ้า

ย้อนเส้นทางและการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE

“ยิ่งตอนหลังที่ได้มาทำงานเรื่องการลงทุนกับสตาร์ทอัพหลาย ๆ เจ้า ก็ยิ่งเห็นเลยว่า คนที่มีทรัพยากรจำกัด มีเงินจำกัด มีคนจำกัด มีเวลาจำกัด มีทุกอย่างจำกัด มันต้องใช้ความสร้างสรรค์ของมนุษย์ เพื่อจะหาทางออก เป็นซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์ม หรือไม่ว่าจะทำอะไรก็แล้วแต่ เราใช้ความคิดสร้างสรรค์ได้ เพราะนี่เป็นทรัพยากรที่มีไม่จำกัด”

ทว่าท่ามกลางชีวิตที่เพลิดเพลินกับการทำงาน อีกกิจกรรมที่ทำต่อเนื่องมานับสิบปีแล้วก็คือ การปั้นเซรามิก

สำหรับเธอแล้ว หากเพลงสอนเรื่องระเบียบวินัยและการเคารพผู้อื่น การปั้นเซรามิกก็สอนให้รู้จักการปล่อยวาง

นาเดียอยากเรียนปั้นมานานแล้ว แต่ไม่รู้จะไปเรียนที่ไหนดี กระทั่งเมื่อ พ.ศ. 2550 ระหว่างขับรถผ่าน The Racquet Club ซอยสุขุมวิท 49 ก็เหลือบไปเห็นป้ายเล็ก ๆ ยื่นออกมาจากห้องแถวด้านหน้าเขียนว่า บัทม์ เซรามิก สตูดิโอ แล้วมีรูปถ้วยวางอยู่ด้วย นาเดียจึงเลี้ยวรถเข้าไปในอาคารทันที พร้อมกับตรงไปยังสตูดิโอแห่งนั้น แล้วก็ได้พบกับ บัทม์ แก้วงอก ศิลปินปั้นเซรามิกเบอร์ต้น ๆ ของเมืองไทย ก็เลยตัดสินใจสมัครเรียนทันที

“อาจารย์บัทม์เรียนจบจากญี่ปุ่นแล้วก็เพิ่งกลับมาสอน ก็เลยเป็นเหมือนลูกศิษย์รุ่นแรกของแก ข้อดีของการเรียนปั้นเซรามิก ทำให้เรานิ่งขึ้น ปล่อยวางมากขึ้น เพราะงานเซรามิกทุกอย่างอยู่ที่มือเราคนเดียว คุณสร้างมันขึ้นมา ถ้าจะพังทลายก็อยู่ที่ตัวคุณ แล้วส่วนตัวเป็นคนนั่งสมาธิไม่เป็น ทุกคนจะชวนไปปฏิบัติธรรม แต่เราทำไม่ได้ การทำเซรามิกก็เป็นเหมือนการทำสมาธิ เพราะต้องมีอะไรอยู่กับมือตลอดเวลา เราชอบความรู้สึกชั่วขณะนั้น แล้วสมมติตอนปั้นมีคนเรียกแล้วหันไปคุยนิดเดียว มันสามารถพังมาทั้งอันได้เลย”

ย้อนเส้นทางและการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE
ย้อนเส้นทางและการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE

นอกจากสมาธิและความอดทน อีกสิ่งที่นาเดียได้เรียนรู้จากงานเซรามิก คือความเข้าใจชีวิต เพราะงานเซรามิกนั้นเชื่อมโยงกับปรัชญาของญี่ปุ่นที่เรียกว่า Wabi Sabi คือความสวยงามที่แท้จริงนั้นมาจากความไม่สมบูรณ์แบบ ผลงานแต่ละชิ้นที่ออกมานั้นไม่เหมือนกันเลย บางชิ้นใหญ่ บางชิ้นเล็ก หากแต่เบื้องหลังต้องเกิดขึ้นจากการเรียนรู้ ความพิถีพิถัน และความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่ส่วนผสม อุณหภูมิการเผา จนถึงการลงน้ำหนักมือ การปรับรูปร่างให้ได้ขนาดหรือเป็นเอกลักษณ์

“ทุกคนมักจะพูดว่า เซรามิกเป็นเรื่องศิลปะ แต่อาจารย์บัทม์บอกว่า มันเป็นวิทยาศาสตร์ เพราะศิลปะนั้นออกมาจากมือเรา ผสมดินยังไง ใช้ความร้อนแค่ไหน ถ้าเผาไฟต่ำก็จะออกมาแบบหนึ่ง ถ้าเผาไฟสูงก็ออกมาอีกแบบ หรือถ้าคุณเอาดินไฟสูงมาเผาต่ำมันก็จะระเบิด ถ้าเอาดินไฟต่ำมาเผาไฟสูงก็ระเบิดเหมือนกัน แล้วหลายคนมักถามว่า ทำไมงานปั้นถูกต้องออกมาบูดเบี้ยว แต่ความจริงภายใต้ความบูดเบี้ยวนั้นมีความสมดุลอยู่ เพราะเราจะไม่สามารถทำให้บูดเบี้ยวได้เลย ถ้าฐานรากไม่สมดุล ถ้าสมดุลแล้ว เราจะไปผลักหรือบีบตอนหลัง เพื่อให้เกิดความเป็น Wabi Sabi”

หลังจากร่ำเรียนมานานถึง 15 ปี ปีนี้ถือเป็นปีแรกที่อาจารย์อนุญาตให้นาเดียทำผลงานขาย ที่ผ่านมามีเพื่อนที่คุ้นเคยกันสั่งซื้อเข้ามาอยู่เสมอ บางคนถึงขั้นโทรศัพท์มาถามว่า ช่วยสอนลูกปั้นหน่อย ซึ่งหากมีโอกาสเธอก็อยากสอนเช่นกัน เพราะสำหรับนาเดียแล้ว คุณค่าที่ได้รับจากการปั้นเซรามิกยิ่งกว่าอื่นใด คือ โอกาสในการสำรวจจิตใจและอารมณ์ของตัวเอง ซึ่งจะนำมาสู่ความสุขที่ยั่งยืนต่อไป

ย้อนเส้นทางของ นาเดีย สุทธิกุลพานิช และการกลับมาอีกครั้งกับ ‘บ้านของหัวใจ’ เพลงประกอบหนัง FAST & FEEL LOVE

04
บ้านของหัวใจ

หากนับเวลาที่นาเดียบันทึกเสียงเพลงล่าสุดของตัวเอง ก็คงต้องย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2550 เมื่อเธอไปช่วยรุ่นพี่คนหนึ่งร้องเพลง ของฝากจากทะเล ซึ่งเป็นผลงานเก่าของ ศุ บุญเลี้ยง ลงในอัลบั้มที่ชื่อว่า อาบแดด แล้วหลังจากนั้นก็ไม่เคยมีเพลงใหม่อีกเลย ส่วนใหญ่เท่าที่มีก็แค่ไปร่วมแสดงคอนเสิร์ตบ้างประปราย

นาเดียไม่เคยคิดเลยว่า จะมีโอกาสได้กลับมาร้องเพลงอีกครั้ง กระทั่งวันหนึ่งก็มีสายโทรศัพท์จาก อ้อย-นภัทร ปรีชากรกิตติ อดีตพนักงานของ Bakery Music ติดต่อเข้ามา

“ตอนนั้นนั่ง Work from Home อยู่บ้าน แล้วพี่อ้อยซึ่งเป็นพีอาร์ของ Bakery ตั้งแต่ยุคแรก ๆ โทรเข้ามาแล้วถามว่า นาเดียยังร้องเพลงอยู่ไหม เราก็ถามว่า ทำไมเหรอพี่ พี่อ้อยก็ตอบว่า พอดีมีค่ายหนังอยากให้นาเดียไปร้องเพลงซาวนด์แทร็กหนัง เราก็ ‘อะไรนะคะพี่’ แล้วเราก็ถามต่อว่าค่ายอะไร พี่อ้อยก็บอกว่า GDH ค่ายวัยรุ่น เราก็อะไรนะไปประมาณ 3 รอบ แล้วเขาก็บอกว่าเดี๋ยวจะส่งรายละเอียดมาให้ ตอนแรกก็คิดว่า เขาคงถามเราเล่น ๆ ไม่ได้จริงจัง พอสักพักเขาก็ส่งเทรลเลอร์หนังมา ก็เลยโทรกลับไปถามพี่อ้อยว่า เขาซีเรียสจริง ๆ เหรอ พี่อ้อยก็บอกว่า ซีเรียส ผู้กำกับชอบ”

ความจริงแล้ว เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ผู้กำกับภาพยนตร์ FAST & FEEL LOVE – เร็วโหด..เหมือนโกรธเธอ เป็นแฟนเพลงของนาเดียมายาวนาน แล้วก็ตั้งใจอยากจะพาเสียงของเธอกลับมาพบกับน้อง ๆ รุ่นใหม่ แต่พอไปวางเพลงประกอบหนังแล้วไม่ค่อยลงตัว ได้เพียงแค่ใช้เพลง ฉันจะโชคดีเหมือนแม่ฉันนี้บ้างไหม? วางเป็นแบ็กกราวนด์เบา ๆ เท่านั้น  กระทั่งฝ่ายโปรโมตบอกว่าอยากให้ทำเพลง ‘Feel ความรัก’ สักเพลงเพื่อใช้โปรโมต เต๋อจึงนึกถึงนาเดียขึ้นมาทันที

หลังทราบความตั้งใจของผู้กำกับภาพยนตร์ นาเดียรู้สึกขอบคุณบวกกับความเชื่อที่ว่า หากมีคนเชื่อมั่นในตัวเรา ก็ไม่ควรปฏิเสธโอกาสนั้น จึงตอบตกลงรับข้อเสนอร้องเพลง บ้านของหัวใจ ซึ่งเป็นเพลงเก่าของวง Superbaker

แต่แน่นอนการกลับมาครั้งนี้ บอกเลยว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนาเดียร้างราวงการมานานแล้ว แต่เธอก็พยายามเต็มที่ และก็นับเป็นความโชคดีอย่างหนึ่ง เนื่องจากโปรดิวเซอร์ที่มาช่วยดูแลการผลิตคือ แทน-ธารณ ลิปตพัลลภ จากวง Lipta ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของน้องชายนั่นเอง

“พอรู้ว่าเป็นแทนก็ดีใจมาก โล่งไป 36 ตลบ เพราะอย่างน้อยเราก็อาจจะ Voice Concerns ได้เยอะขึ้น เช่น ขอลองคีย์นั้นคีย์นี้นะ ซึ่งแทนก็จะบอกว่าคีย์นี้ดีกว่านะ หรือเดี๋ยวเราลอง 2 เวอร์ชันเลย เผื่อพี่จะได้รู้ว่า ตรงไหนสบายใจกว่า ซึ่งความจริงแล้วกระบวนการนี้ก็คงต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นโปรดิวเซอร์ที่รู้จักหรือเปล่า แต่ตอนนั้นระยะเวลามันกระชั้นมาก พอเป็นแทนเราก็ไม่ต้องเคอะเขิน พูดได้เต็มที่”

ครั้งนั้นนาเดียต้องกลับไปฝึกเรียนร้องเพลงอีกครั้งกับ ครูแนน-สาธิดา พรหมพิริยะ รื้อฟื้นเทคนิคการหายใจ เปิดเสียง ซึ่งช่วยได้เยอะมาก แถมครูแนนยังแนะนำเทคนิคการช่วยร้อง อย่างเช่น ต้องหาที่ที่สบาย เวลาร้องจะได้รู้สึกสบายใจมากขึ้น ไม่ต้องเค้นอะไรมาก จากนั้นเมื่อเข้าสู่กระบวนการห้องอัด ทุกอย่างก็ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว โดยมี ตุ๊กตา-จมาพร แสงทอง มาช่วยทำหน้าที่ควบคุมการร้อง 

“เป็นการทำงานที่สนุกมาก เพราะเราชอบกระบวนการห้องอัดอยู่แล้ว มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก คือเราได้เห็นกระบวนการต่าง ๆ ตั้งแต่มีแค่ดนตรีจนเสร็จสมบูรณ์ ยิ่งครั้งนี้มีแทนอยู่ด้วย แล้วก็ได้เจอตุ๊กเป็นครั้งแรก ตุ๊กก็ช่วยเต็มที่ ตรงนี้พี่ร้องเร็วไปนะ เข้าเร็วไปนิด ช้าลงอีกนิดหนึ่ง คล้าย ๆ การทำงานกับพี่ไก่ สุธี ซึ่งทุกคนน่ารักมาก”

สำหรับนาเดียแล้ว เธอไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นศิลปินเลย แค่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ได้รู้ว่ายังมีคนคิดถึงอยู่ก็ดีใจมากแล้ว เหมือนทุกครั้งที่ได้ยินว่า เพลงของเธอได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของใครหลายคน เช่น บางคนเปิดเพลงคลอระหว่างการเดินทาง หรือใช้เพลงอย่าง คนไม่พิเศษ, Happy Anniversary หรือ Honeymoon ในงานแต่งงานของตัวเอง 

“เราอาจจะไม่มีโอกาสทำบ่อย ๆ แต่เรามีความสุขที่ได้ทำ มันเหมือนเราได้กลับมาติดต่อกับคนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นคนที่เรารู้จักชื่นชอบ แต่อาจจะไม่ได้ใกล้ชิดกันบ่อย ๆ เนื่องจากสายงานหรือกิจกรรมที่ทำไม่ตรงกัน แต่พอได้มาร้องเพลง บ้านของหัวใจ ก็ได้เจอคนกลุ่มนี้อีกครั้ง ก็เหมือนเราได้ดึงเอาความรู้สึกบางอย่างกลับคืนมา เหมือนกับเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว”

และทั้งหมดนี้คือชีวิตและเรื่องราวของนาเดีย หญิงสาวผู้สร้างรอยยิ้มและความสุขด้วยเสียงเพลงและแรงบันดาลใจมาตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี

ขอบคุณภาพประกอบจากคุณนาเดีย สุทธิกุลพานิช และนิตยสาร Katch

Writer

ยอดมนุษย์..คนธรรมดา

เพจเล่าเรื่องที่เชื่อว่าคนธรรมดาทุกคนต่างมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load