“มันซีเรียสเปล่านะ เราเห็นเต้ย (จรินทร์พร จุนเกียรติ) ตอบซีเรียสมาก พออ่านเรื่องเต้ยแล้วรู้สึกว่าทำไมมันดูวิชาการจัง”

ว่าน-รัชชุ สุระจรัส บอกเราด้วยเสียงหัวเราะทันทีที่บทสนทนาผ่านแอปพลิเคชันออนไลน์ระหว่างกรุงเทพฯ-แคลิฟอร์เนียเริ่มขึ้น เรานัดสัมภาษณ์กันตอนสายๆ ของวันพุธหนึ่ง

ว่านเป็นที่รู้จักครั้งแรกในบทของ ‘เฉด’ เพื่อนพระเอกอารมณ์ดีในภาพยนตร์ไทยเรื่อง Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย หลังจากนั้นเขาก็มีผลงานในวงการบันเทิงมาเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์หรืองานพิธีกร และเรามักจะเห็นเขาตามเว็บไซต์ข่าวบันเทิงเสมอ จนเมื่อประมาณ 3 ปีก่อน เขาตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาโทที่สหรัฐอเมริกา สาขาภูมิสถาปัตยกรรม (Landscape Architecture) เหมือนที่เคยเรียนตอนปริญญาตรี เพราะได้ทำงานโปรเจกต์หนึ่งซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิต

เขาสนใจเรื่องภูมิสถาปัตยกรรมที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมเป็นพิเศษ สนใจเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเมือง พื้นที่ คน น้ำ ธรรมชาติอื่นๆ และเชื่อว่างานออกแบบต้องสามารถแก้ปัญหาได้ วิทยานิพนธ์ทั้งปริญญาโทและปริญญาตรีของว่านจึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับน้ำท่วมในกรุงเทพฯ ซึ่งได้รับถึง 2 รางวัลด้วยกัน คือ RISD: The Landscape Architecture Department Thesis Award และ ASLA RI (American Society of Landscape Architects, Rhode Island Chapter) Merit Award 2019 : In recognition of outstanding academic achievement และยังทำให้เขาได้เป็นตัวแทนของ Rhode Island School of Design ไปขึ้นเวทีพูดในงาน Design Indaba 2020 ที่ประเทศแอฟริกาใต้พร้อมกับนักสร้างสรรค์จากทั่วโลกเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ปัจจุบันเขาย้ายมารัฐแคลิฟอร์เนียเพื่อทำงานในตำแหน่งภูมิสถาปนิกที่ SWA Group บริษัทสถาปนิกที่มีสาขาในหลายประเทศ

เมื่อวันพุธที่นัดสัมภาษณ์มาถึง เราอ่านทวนประเด็นที่จะคุยกับเขาอีกครั้ง ทั้งเรื่องชีวิต การเติบโต การตัดสินใจไปเรียนต่อ วิธีการคิดวิเคราะห์แบบสถาปนิก งานออกแบบที่ดี ไปจนถึงเป้าหมายของเขาในฐานะภูมิสถาปนิกคนหนึ่ง เราอยากให้บทสนทนาต่อไปนี้เป็นการพูดคุยกับนักออกแบบที่เป็นนักแสดง ไม่ใช่นักแสดงที่เรียนออกแบบ แล้วเสียงเรียกเตือนของแอปฯ LINE ก็ดังขึ้น

“สรุปเรานัดวันพุธของที่นี่หรือที่โน่นนะ แต่ได้ทั้งคู่ ฮ่าๆๆ”

ว่าน รัชชุ สุระจรัส จาก Seasons Change สู่ภูมิสถาปนิกในสหรัฐฯ ที่ทำงานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม

ชีวิตที่ย้ายจากฝั่งนิวยอร์กมาแคลิฟอร์เนียตอนนี้เป็นยังไงบ้าง

บริษัทเราอยู่เมืองเหนือซานฟรานซิสโกชื่อ Sausalito ติดทะเล ชิลล์ อากาศดี พอย้ายมาฝั่งตะวันตกรู้สึกว่าตัวเองเอาตัวรอดจากอากาศได้ง่ายขึ้น ฝั่งตะวันออกมันหนาว หนาวแบบไม่อยากทำอะไรเลย แล้วเราเป็นคนขี้หนาว ส่วนคนฝั่งตะวันออกกับฝั่งตะวันตกก็ต่างกันมาก คนฝั่งนี้เขาชิลล์จนเราตกใจ โคตรชิลล์ บางทีไปสั่งกาแฟ บาริสต้าจะทำช้ามาก ทำไมช้าจังวะ เฮ้ย ทำกาแฟไปดูซีรีส์ไปเหรอ (หัวเราะ) ในขณะที่คนฝั่งตะวันออกทำงานกันหนักมาก ดูรีบตลอดเวลา

ช่วงแรกๆ ที่มานี่นอนไม่หลับเลย เพราะเราใช้พลังงานไม่หมด แต่ก่อนทุกๆ วันเวลากลับบ้านมามันจะเหนื่อย นอนหลับสนิท แต่ที่นี่คือหกโมงเย็นเลิกงานแล้ว ไม่เคยเจอ 

ว่าน รัชชุ สุระจรัส จาก Seasons Change สู่ภูมิสถาปนิกในสหรัฐฯ ที่ทำงานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม
ว่าน รัชชุ สุระจรัส จาก Seasons Change สู่ภูมิสถาปนิกในสหรัฐฯ ที่ทำงานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม

หลงใหลอะไรในภูมิสถาปัตยกรรม ถึงเลือกเรียนและเลือกทำงานด้านนี้ต่อ

นั่นน่ะสิ ทั้งๆ ที่เราอยากเล่นดนตรีนะ ตอนนี้ก็ยังอยากเป็นอยู่ ถ้ามีคนถามว่าอยากเป็นอะไร ก็คงจะตอบว่า นักดนตรี ส่วนสถาปนิกคืองานหลัก ซึ่งเป็นอาชีพที่สนุกมาก 

พ่อเราก็เป็นภูมิสถาปนิก เปิดบริษัท เราเห็นพ่อทำงานมาตั้งแต่เด็ก พอรู้จักมันประมาณหนึ่งว่าภูมิสถาปัตย์เป็นยังไง ตอนนั้นไม่รู้ว่าชอบหรือไม่ชอบนะ พอไปเรียนติวแล้วต้องวาดรูปอาคารหรือภายในอาคารมันไม่ค่อยอิน แต่พอวาดต้นไม้แล้วชอบ ซึ่งก็อาจจะเป็นความขี้เกียจด้วยแหละ (หัวเราะ) สุดท้ายก็เลยเลือกเรียนทางนี้ น้องสาวก็เป็นภูมิสถาปนิกเหมือนกัน

แสดงว่าพ่อปลูกฝังมาดี

เขาแยบคาย แนบเนียนกับแผนการมาตั้งแต่เด็กๆ ตอนกลางคืนเขาจะชวนละ มาๆ มาวาดรูปกันลูก ตอนนี้เวลาพ่อหรือเราไปเจอคนที่มีลูก จะแซวเล่นๆ กันว่า ถ้าเห็นลูกวาดรูปให้ตบดินสอออกจากมือเลยนะ แล้วก็ยื่นเครื่องคิดเลขเข้าไป อะไรที่ได้เงินยื่นเข้าไปก่อน สถาปนิกมันไม่ค่อยได้เงิน (หัวเราะ) 

แล้ววันก่อนเราเห็นบทความหนึ่งของต่างประเทศ บอกว่า ค่าเฉลี่ยของรายได้สถาปนิกไทยคือเก้าหมื่นบาทต่อเดือน เดี๋ยวๆๆ เก้าหมื่นบาทนี่ใครได้นะ กูงง นั่นคือรายได้ต่อปีหรือเปล่า (หัวเราะ)

เห็นคนจบสถาปนิกที่ไปทำงานสายอื่นส่วนใหญ่จะเก่งหมดเลย ทั้งนักเขียน นักคิด นักดนตรี พิธีกร คณะนี้สอนอะไร ทำไมถึงเป็นแบบนั้น

เคยได้ยินคนพูดอย่างนี้ไหม เขาบอกว่าเวลาเจออะไรที่ซับซ้อน สิ่งที่จะทำให้เราเข้าใจมันได้ง่ายที่สุด คือเราต้องแยกชิ้นส่วนออกมา เหมือนเวลาเราต่อกันดั้ม แยกเป็นชิ้นๆ จะได้เข้าใจกลไกของมันจริงๆ ทั้งเรื่องของความสวยงาม ระบบ ตรรกะ ชิ้นส่วนเหล่านี้มันทำหน้าที่ร่วมกัน

วิธีการสอนหลักๆ ของคณะสถาปัตย์ฯ ไม่ว่าโปรเจกต์จะใหญ่หรือเล็ก มันตายตัว มีชุดพื้นฐานความคิดของมันอยู่ ซึ่งวิธีการนี้ประยุกต์ใช้ได้กับทุกๆ อย่าง เช่น เราเจอเรื่องราวในชีวิตประจำวัน คนที่คิดแบบสถาปนิกจะกลับมาคิดวิเคราะห์ว่ามันคืออะไร สังเคราะห์ว่ามันมีผลอะไร เหมือนเป็นการสำรวจตัวเอง สำรวจสิ่งรอบข้าง เป็นวิธีที่เราถูกกรอบให้คิดแบบนี้ มันลึกไปกว่าเราจะได้เงินจากโปรเจกต์นี้เท่าไหร่ หรือเราจะก่อสร้างสิ่งนี้ยังไง เช่น ไปเดินห้างสรรพสินค้าสองแห่ง แต่ได้ความรู้สึกที่ต่างกัน ทั้งๆ ที่ร้านเสื้อผ้าก็ยี่ห้อเดียวกันเลย สถาปนิกจะคิดต่อว่าเป็นเพราะระดับความสูงจากฝ้าถึงพื้นมันต่างกันหรือเปล่านะ การรับรู้ของเราถึงต่างกัน เราว่าทุกๆ อย่างมันเกี่ยวโยงกันหมดเลย

ว่าน รัชชุ สุระจรัส จาก Seasons Change สู่ภูมิสถาปนิกในสหรัฐฯ ที่ทำงานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม
ว่าน รัชชุ สุระจรัส จาก Seasons Change สู่ภูมิสถาปนิกในสหรัฐฯ ที่ทำงานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม

ในชีวิตคุณก็ใช้วิธีคิดแบบนี้กับทุกๆ เรื่องเหรอ

เราโดนบังคับให้คิดแบบนี้ ตอนเรียนหนังสือไม่เคยคิดถึงตรงนี้เลย สิ่งที่โฟกัสมีแค่เราจะออกแบบยังไง จะทำงานให้เสร็จทันเวลาได้ยังไง เราจะได้นอนไหม เพราะตอนนั้นมันเป็นเรื่องใหม่ทั้งหมด ทุกๆ ก้าวที่เราเดินมันใหม่ วิชานี้ก็วิชาใหม่ ทฤษฎีนี้ก็ทฤษฎีใหม่ 

พ่อสอนสิ่งหนึ่งที่เป็นประโยชน์มากๆ คือให้หาสมุดสเกตช์สักเล่มกับดินสอพกติดตัวตลอดเวลา สมมติว่าไปเดินสยามเห็นท่อระบายน้ำ ให้พยายามทำความเข้าใจว่ามันทำงานยังไง มันอยู่กับขอบถนนและระดับถนนยังไง มันระบายน้ำได้ยังไง ทุกๆ ครั้งที่ไปข้างนอก แม้จะเป็นสถานที่ที่เราคุ้นเคยอยู่แล้ว เราจะมองมันเปลี่ยนไป เพราะเราไปโฟกัสอีกแบบหนึ่ง เราจะเก็บดีเทลเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้มาคิดต่อ ทำไมเขาดีไซน์แบบนี้ ทำไมร้านอาหารร้านนี้ถึงวางโต๊ะห่างกันแค่นี้ ทำไมวางผ้าปูโต๊ะในรูปแบบนี้ ทำไมวางช้อนส้อมไว้ทางด้านซ้ายด้านเดียว ทุกอย่างเป็นดีไซน์ที่มีเหตุผลหมด

มันเกินกว่าแค่สวยหรือไม่สวยไปแล้ว

เรื่องความสวยงามมันก็เป็นเรื่องหนึ่ง ความเข้าใจและตรรกะมันก็อีกเรื่องหนึ่ง เราว่าเรื่องการก่อสร้างมันเป็นตรรกะที่เข้าใจได้ แต่สมมติถ้ามีคนถามเราว่า อันนี้สวยเปล่า เราคงตอบไม่ได้ นั่นคือปัญหาโลกแตก อย่างเรากับแฟนมีปัญหาเรื่องนี้ตลอด เช่น ทุกครั้งที่ไปร้านเครื่องสำอาง เขาจะเทสต์สีๆ เต็มมือ มันคืออะไรนะ

ลิปสติก?

ใช่ๆ ซึ่งเราก็รู้ว่าโทนมันต่างแหละ แต่ถ้าถามว่าอันไหนสวยคงตอบไม่ได้เปล่า มันเป็นเรื่องส่วนบุคคลมากๆ เรารู้ว่าเขาใช้โทนสีประมาณนี้ แต่สีมันต่างกันนิดเดียวต้องซื้อสี่แท่งเลยเหรอ (หัวเราะ)

ทำไมพอจะไปเรียนต่อต่างประเทศถึงเลือกเรียนสาขาเดิม แทนที่จะเรียนสาขาใหม่ๆ ที่มาเสริมความรู้ที่มีอยู่แล้ว

ตอนปริญญาตรีปีแรกๆ เราเรียนเหมือนสาขาอื่นๆ เป็นสเกลเล็กๆ เป็นบ้าน เราก็ยังไม่ได้อินอะไรมากมาย จนสเกลค่อยๆ ขยายขึ้น ความซับซ้อนของโปรเจกต์ก็ค่อยๆ มากขึ้น ตอนนั้นได้เรียนวิชา Landscape Ecology กับ Urban Landscape แล้วมันเปิดโลก เราไม่ได้คาดหวังว่าจะเจออะไรแบบนี้ มันไปผูกกับหลายๆ อย่าง ไม่ใช่แค่คนแล้ว มันไปเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เกี่ยวกับเรื่องน้ำ เกี่ยวกับเรื่องสัตว์ เรื่องแบคทีเรีย พลังงาน การขยายตัวของเมือง มันเป็นทุกเรื่องที่นึกออก สมมติเราเดินออกไปเที่ยวหน้าบ้าน ทุกๆ อย่างที่เจอมันกลายเป็นประเด็นที่นำมาคิดได้หมดเลย

หลังจากนั้นเราก็อินมาก อินแบบวันๆ ไม่ทำอะไรเลย อยู่แต่กับสิ่งนี้ หมกมุ่นอยู่ประมาณหนึ่ง พอเรียนจบเราก็ไปทำงานที่บริษัทพ่อ รู้สึกจะปีที่สองที่มีโปรเจกต์เข้ามา เป็นโปรเจกต์ที่ซับซ้อนมาก เป็นพื้นที่ที่ทุกคนมองว่าไม่มีค่า มองว่าน่าจะเป็นปัญหาในอนาคต มีการกัดเซาะชายฝั่ง ซึ่งเราก็พยายามเอาวิธีคิดและเครื่องมือต่างๆ ทางภูมิสถาปัตยกรรมในการเข้าไปจัดการพื้นที่นั้น แม้ยังรู้สึกว่าไม่ค่อยเข้าใจ เหมือนความรู้ที่มีมันไม่พอ เหมือนกับเราได้คำถามหนึ่งมาซึ่งท้าทายการประกอบวิชาชีพเรามาก แต่เรากลับไม่มีความรู้ ไม่มีประสบการณ์ ไม่ได้แยบคายมากพอที่จะตอบคำถามนั้นได้อย่างสมบูรณ์อย่างที่เราตั้งใจไว้ มันเป็นประเด็นใหญ่ในชีวิตตอนนั้น เราทำงานไปเต็มความสามารถที่เรามีในวันนั้น ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าอาจจะไม่ใช่วิธีที่ตอบโจทย์จริงๆ ก็ได้ เรารู้ว่าเจตนาเราดี แต่ไม่อยากทำให้เจตนาดีเพราะความไม่รู้ มันทุเรศตัวเอง (หัวเราะ) ถ้าวันนั้นเราเก่งกว่านี้ก็คงดี เราอยากรู้มากกว่านี้ ก็เลยตัดสินใจไปเรียนสาขาเดิม

ว่าน รัชชุ สุระจรัส จาก Seasons Change สู่ภูมิสถาปนิกในสหรัฐฯ ที่ทำงานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม
ว่าน รัชชุ สุระจรัส จาก Seasons Change สู่ภูมิสถาปนิกในสหรัฐฯ ที่ทำงานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม

แม้จะเป็นสิ่งที่เคยเรียนมาแล้ว พอไปเรียนจริงๆ มีอะไรเซอร์ไพรส์ไหม

แกนหลักของมันเหมือนกัน แต่ความลึกกับวิธีการคิดไม่เหมือนกัน ตอนปริญญาตรีเราไม่เคยมีพื้นฐานเลย มันคือ ห้าปีแรกของการเริ่มเข้าใจวิชาชีพ แต่ปริญญาโทคือคนที่เลือกแล้วว่าอยากเรียนสิ่งนี้ พื้นฐานความเข้าใจที่เรามีมันต่างกัน วุฒิภาวะวันที่เราอายุสิบแปดกับยี่สิบเจ็ดก็ต่างกัน วิธีการเรียน วิธีการคิดมันก็ต่างกัน

พอไปเรียนมันเปิดโลกเราให้กว้างขึ้นแหละ แต่เราก็มีเป้าหมายที่ชัดพอมากกว่าจะเข้าไปหาว่ามันมีอะไรให้เรียนบ้าง เรารู้แก่ใจว่าเรามีปัญหาอะไร และเราอยากได้อะไร จุดมุ่งหมายของตัวเองในการมาเรียนคืออะไร มันไม่ใช่การที่เราไปเรียนแล้วบอกว่า เฮ้ย กูไม่ได้มีอะไรในใจหรอกแต่กูอยากรู้เฉยๆ สิ่งที่เราเลือกเรียนเลยจะเป็นสิ่งที่เราสนใจ เป็นวิชา Climate Change Theory หรือ Social Science Communication อะไรทำนองนี้

คุณสนใจภูมิสถาปัตยกรรมที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม

เราสนใจเรื่องความสัมพันธ์ของน้ำ ดิน ต้นไม้ เมือง มันเป็นเรื่องที่กว้างนะ เหมือนทีสิสที่เราทำเรื่องน้ำท่วม ที่เราสนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะบ้านเรามันเป็นเรื่องหลัก เมืองกำลังจะจมน้ำแล้วเราทำอะไรได้บ้าง แค่นี้เลย ง่ายๆ 

ตอนทีสิสปริญญาตรีเราทำเรื่องน้ำท่วม พอปริญญาโทก็เลยทำเรื่องนี้ต่อ กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ เกิดการทรุดตัวของเมืองซึ่งเป็นผลมาจากการขยายเมืองออกไป คนดึงน้ำบาดาลมาใช้ หรือการสร้างระบบขนาดใหญ่ เมืองก็เลยต่ำลงเรื่อยๆ กรณีเดียวกับจาการ์ตาหรือโตเกียว เราอาจเคยเห็นข่าวที่อินโดนีเซียจะย้ายเมืองหลวง ความสนใจนี้เริ่มมาจากความคิดที่ไร้เดียงสามากๆ ว่า ทำไมตอนน้ำท่วมปี 2011 ที่อื่นเขาน้ำท่วมกันหมดแต่บ้านเราที่อยู่สุขุมวิทไม่ท่วม ซึ่งเรารู้อยู่แล้วว่าเหตุผลคือเขาต้องการป้องกันพื้นที่เมืองชั้นใน ซึ่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจ แต่เหตุผลนี้มันเห็นแก่ตัวไปหรือเปล่า 

เราอยากหาวิธีว่าจะทำยังไงที่จะใช้น้ำท่วมหรือน้ำต่างๆ ในเมืองให้เป็นประโยชน์และมีความสัมพันธ์กับเมืองมากขึ้น เลยพยายามสโคปให้แคบลงเรื่อยๆ จนมาสนใจเรื่องคลอง เราเลือกพื้นที่การศึกษาหลักเป็นคลองแสนแสบ เพื่อทำความเข้าใจส่วนต่างๆ ของเมือง คลองแสนแสบเป็นคลองหลักที่เชื่อมระหว่างพื้นที่ฝั่งตะวันออกและตะวันตก ผ่านตั้งแต่สะพานผ่านฟ้าลีลาศซึ่งเป็นตัวเมืองชั้นในมากๆ จนถึงจังหวัดอื่นๆ ความยาวของมันทำให้เราเห็นบริบทของการขยายตัวของเมือง เราจึงตั้งคำถามว่าจะใช้คลองมาบรรเทาน้ำท่วมได้อย่างไรบ้าง

ว่าน รัชชุ สุระจรัส จาก Seasons Change สู่ภูมิสถาปนิกในสหรัฐฯ ที่ทำงานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม
ว่าน รัชชุ สุระจรัส จาก Seasons Change สู่ภูมิสถาปนิกในสหรัฐฯ ที่ทำงานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม

แล้วข้อสรุปคือ

ข้อสรุปคือ มันทำไม่ได้… ล้อเล่น (หัวเราะ) 

ข้อสรุปคือเราต้องการแอคชั่นทั้งเชิงนโยบายรัฐ ภาคเอกชน ไปจนถึงการร่วมมือของหน่วยที่เล็กที่สุดอย่างชุมชน มันต้องรวมไปถึงทุกๆ คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพื้นที่ริมคลอง หลักๆ ในทีสิสเราพูดหน้าที่ของคลองที่จะต้องระบายน้ำให้เร็วที่สุด ไม่ใช่มีไว้เพื่อสวยงาม และจะใช้พื้นที่รอบๆ ที่ติดกับคลองให้เป็นประโยชน์ในการรับน้ำได้ยังไง จนถึงการสร้างเครือข่ายนำทฤษฎีนี้ไปใช้กับคลองทั่วประเทศให้เกิดเป็นระบบน้ำขนาดใหญ่ได้

มันเป็นเรื่องใหญ่เหมือนกันนะ

เรื่องใหญ่มาก เราก็ทำเท่าที่ทำได้ แม่งยาก (หัวเราะ) มันต้องใช้ความร่วมมือจากหลายฝ่าย ยกตัวอย่าง Brooklyn Bridge Park ที่นิวยอร์ก เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมโดยการแบ่งพื้นที่บางส่วนให้ เลยเกิดเป็นพื้นที่สาธารณะที่ผ่านพื้นที่ของเอกชน เอกชนจ่ายเงินค่าดูแลให้สวนนี้ ส่วนประโยชน์ที่เขาได้คือค่าที่ดิน ค่าเช่าที่ มีมูลค่าสูงขึ้น ก็ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย

เมืองไหนในอเมริกาสร้างแรงบันดาลใจให้คุณมากที่สุด

ถ้าตอบนิวยอร์กจะน่าเบื่อแล้วปะ (หัวเราะ) เราชอบนิวยอร์กในเชิงสเกล ความหลากหลายของนิวยอร์กโคตรพิเศษ นอกจากคนที่มีหลายเชื้อชาติมากๆ เรายังได้เห็นพฤติกรรมคนที่โคตรแตกต่างกันเลย เราชื่นชมเขาเรื่องการจัดการพื้นที่ มันอาจจะไม่ได้เพอร์เฟกต์นะ เพราะก็ยังมีพื้นที่ Grey Area ที่อันตรายมากๆ อยู่เยอะ แต่มันทำให้เมืองมีชีวิตชีวามาก เมืองที่ทุกอย่างแน่นขนาดนั้นแต่มีสวนสาธารณะขนาดใหญ่อยู่กลางเมือง และทุกอย่างยังพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ภาษีในนิวยอร์กแพงมาก แต่เรายินดีจ่าย เพราะเราเห็นว่าเขาเอาไปพัฒนาอะไรบ้าง

ตัวเองเปลี่ยนไปมากแค่ไหนหลังจากใช้ชีวิตคนเดียวในประเทศที่ไม่คุ้นเคยมาเกือบ 3 ปี

เราว่าทุกเรื่องเลยนะ แต่ชีวิตมันเปลี่ยนก่อนหน้านั้นมาสักพักหนึ่งแล้ว โตขึ้น ทำงาน มีความรับผิดชอบมากขึ้น เราว่าก็คงเหมือนทุกๆ คนบนโลก ในรั้วโรงเรียนเราจะเป็นเด็กเสมอ จะมีอาจารย์คอยมาตามเรา ส่งงานหรือยังลูก แต่การมาที่นี่ก็ได้เติบโตไปอีกขั้น 

เราทำงานมาตั้งแต่เด็ก ชีวิตเราเลยไม่ค่อยมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการจัดการเวลาหรือความรับผิดชอบมากนัก เพราะทุกวันมันคือการทำงานมาตลอด พูดในเชิงกลับกัน ถ้าในช่วงว่าง ช่วงนั้นก็จะไม่ค่อยได้ประโยชน์ ต้องทำให้ตัวเองยุ่งตลอดเวลา เพราะเวลายุ่งเราจะทำมันได้เร็วกว่าเดิม แต่พอมาที่นี่ มันคือการใช้ชีวิตแบบใหม่ ทุกๆ อย่างมันเหมือนเป็นเรื่องเดียว เราโฟกัสกับการเรียนอย่างเดียวตลอดสองปี มันไม่ค่อยคุ้นเคย เรามีเวลาอยู่กับตัวเองเยอะขึ้น เยอะมากๆ เยอะจนน่ากลัว สิ่งหลักๆ ที่ได้เรียนรู้ คือการรู้จักตัวเองและการจัดการความรู้สึกตัวเองได้ดีมากขึ้น

ว่าน รัชชุ สุระจรัส จาก Seasons Change สู่ภูมิสถาปนิกในสหรัฐฯ ที่ทำงานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม

รู้จักตัวเองมากขึ้นยังไง

เราเข้าใจว่าตัวเองเป็นคนทำงานหนักมาตลอด แต่ก่อนตอนเรียนแม่ไปส่ง น้าไปส่ง ตอนทำงานก็ไปพร้อมพ่อ เพราะเราขับรถไม่เป็น เฮงซวยปะ (หัวเราะ) กลับบ้านก็มีข้าวกิน ซึ่งตอนนั้นเราไม่เคยสังเกตเรื่องพวกนี้ มองกลับไปรู้สึกว่าคนที่มาใช้ชีวิตกรุงเทพฯ คนเดียว อยู่หอ อยู่คอนโดฯ แม่งโคตรเก่งเลย เราแค่ทำงานทั้งวัน กลับบ้านก็รู้สึกว่าตัวเองเหนื่อยมากแล้ว แต่จริงๆ คนอื่นๆ ที่กลับบ้านไปเขาต้องไปทำอย่างอื่นอีก เชี่ย กูต้องจัดห้องโว้ย กูต้องซักผ้า กูต้องหาข้าวกิน พอมาใช้ชีวิตเองเลยรู้ว่ามันเหนื่อยได้กว่านั้นอีก

หลักสูตรที่เรียนเราต้องอ่านหนังสือเยอะมาก และเราไม่ใช่คนหนังสือ ตอนที่คนเขาอ่าน แฮร์รี่ พอตเตอร์ กัน เราก็ไม่ได้อ่านอะไร จำได้เลยว่าเทอมแรกคือทรมานมากๆ ที่เขาให้มาอ่านก็อ่านไม่ทัน แล้วยังต้องทำการบ้าน ทำโน่นทำนี่อีก นิสัยที่เปลี่ยนคือ เราตื่นหกโมงเช้าทุกวันเพื่อมาอ่านหนังสือ อ่านให้เข้าใจว่ามันคืออะไร ตอนนั้นเปิดดิกฯ เกือบทุกคำ อ่านไปก็จำไม่ได้ อ่านรอบแรกคือแค่โน้ตว่ามันแปลว่าอะไร ประโยคนี้มันน่าจะพูดถึงอะไร สิ่งที่ทำได้ก็คือต้องอ่านหลายๆ รอบ แล้วก็ค่อยๆ ปรับตัวขึ้นเรื่อยๆ มันเป็นประสบการณ์ที่เปลี่ยนนิสัยตัวเองไปเลย ตื่นเช้ากูก็ไม่ใช่คนตื่นเช้า หนังสือก็ไม่ชอบอ่าน กูชอบทำงาน (หัวเราะ) 

แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาก็ดีมากๆ คุณได้รางวัลวิทยานิพนธ์ยอดเยี่ยม และได้ทำงานกับบริษัทสถาปัตยกรรมชื่อดังของที่โน่น บรรยากาศการทำงานเหมือนกับที่เคยทำไหม

ค่อนข้างต่างเลย บริบทของการทำงานต่างมาก วัฒนธรรมการทำงานต่างมาก วิธีคิดต่างมาก ลูกค้าก็ต่าง คอนเซปต์ก็ต่าง จริงๆ มันต่างกันทุกเรื่องแหละ รูปแบบก็ต่าง การใช้งานโปรแกรมก็ต่าง ซึ่งมันเริ่มจากข้อจำกัดที่ต่างกัน กระบวนการคิดหรือการทำงานก็เลยต่างไปด้วย

เราว่าสถาปนิกเหมือนนักกฎหมาย การทำงานของเรามันเริ่มจากปัญหา เริ่มจากคำถามว่าเราจะออกแบบเพื่อแก้ปัญหาอะไร ไม่ใช่ทำยังไงให้สวย นั่นไม่ใช่คำถามแรก ยกตัวอย่าง ที่ออฟฟิศเราทำวิจัยขึ้นมาชิ้นหนึ่ง พูดเกี่ยวกับว่า คนเรา Occupy สเปซยังไง สมมติเราจะสร้างอะไรขึ้นมาสักอย่าง เราต้องคิดเลยว่าพฤติกรรมผู้ใช้เป็นยังไง ซึ่งเมื่อก่อสร้างเสร็จ มันมักจะไม่เป็นอย่างที่เราคิดไว้ตอนแรก 

ว่าน รัชชุ สุระจรัส จาก Seasons Change สู่ภูมิสถาปนิกในสหรัฐฯ ที่ทำงานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม

ทำให้นึกถึงสิ่งที่ ทิงเกอร์ ฮาตฟิลด์ (Tinker Hatfield) ดีไซเนอร์ของแบรนด์ไนกี้ เคยพูดไว้ว่า “งานออกแบบไม่ใช่ศิลปะ เป้าหมายสุดท้ายของมันคือการแก้ปัญหาอะไรบางอย่าง”

ที่ออฟฟิศเราทำวิจัยเรื่องหนึ่ง เขาสังเกตพฤติกรรมคนในสวนสาธารณะหรือห้างสรรพสินค้าในนิวยอร์ก พบว่าต่อให้เรามีพื้นที่โล่งให้คนมาพบปะแค่ไหน คนก็ยังไปยืนรวมๆ กันตรงหัวจ่ายน้ำดับเพลิง หรือเรามีทางเดินกว้างริมตึกให้ คนก็ยังไปเดินทางเล็กๆ อยู่ได้ วิธีการคิดเลยเป็นการตั้งคำถามว่า ‘ทำไม’ เป็นเพราะอุณหภูมิเหรอ เพราะเงาเหรอ เพราะต้นไม้เหรอ เพราะระยะห่างเหรอ มันคือการพยายามเข้าใจคนเพื่อจะได้รู้ว่าต้องแก้ปัญหายังไง

เป้าหมายวันนี้ของคุณในฐานะภูมิสถาปนิกคืออะไร

ทุกๆ อย่างมันมีลิมิตของมัน เราอยากจะรักษาความอยากรู้ของตัวเองให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าตอบว่าโตไปอยากทำงานออกแบบที่ดี นักออกแบบทุกคนก็คิดแบบนั้น ทุกคนก็อยากทำงานที่ดี ซึ่งงานที่ดีของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันอีก รสนิยมคนนี้เป็นยังไง งบของโปรเจกต์นี้เป็นยังไง การบริหารของโปรเจกต์นี้เป็นยังไง เรารู้แล้วว่าเราชอบอะไร เราสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องเมือง เราก็อยากรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ พยายามหาคำตอบทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าจะมีคำตอบหรือเปล่า นั่นคือเหตุผลที่ทำไมหลังเลิกงานเรายังหางานประกวดแบบทำ ทำไมเรายังไปงานเลกเชอร์ต่างๆ ตลอดเวลา

แล้วงานออกแบบที่ดีของคุณคือ…

งานออกแบบที่ดีของเราเหรอ (นิ่งคิด) มีคำถามหนึ่งที่เราว่าภูมิสถาปนิกทั่วโลกถามเหมือนกัน คือคำจำกัดความของภูมิสถาปัตย์คืออะไร สาขานี้มันมีมานานมากแล้ว แต่คำนิยามก็ยังไม่ชัดเลย มันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จากยุคสมัยแรกมาจนถึงยุคสมัยนี้ คำถามที่เราตั้งก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่นั่นเป็นความสนุกของอาชีพนี้ เพราะยังเหลือพื้นที่อีกเยอะที่ไม่เคยมีคนไป ซึ่งก็ไม่รู้มันเป็นยังไงนะ แต่เราอยากเข้าใจมันมากขึ้น เข้าใจทุกๆ อย่างรอบตัวมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ดีไซเนอร์รองเท้าไนกี้ที่พูดเมื่อกี้ ถ้าวันหนึ่งเขาไม่คิดระบบที่ซัพพอร์ตเท้าขึ้นมา ไม่พัฒนาต่อเพื่อหาสิ่งใหม่ตลอด คนก็คงจะเข่าเสื่อมและข้อเท้าเจ๊งตลอดเวลา ในทุกข้อจำกัดก็เปลี่ยนไปตามยุคตามสมัย งานออกแบบที่ดีสำหรับเราจึงต้องต่างกันไปตามกาลเทศะ ตอบโจทย์คนหมู่มากได้ และไม่ใช่แค่คน มันจะตอบโจทย์สิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์เรื่องน้ำ ตอบโจทย์เรื่องสัตว์

เราว่าช่วงหลังวิกฤต COVID-19 จะท้าทายนักออกแบบทั่วโลกเลย เพราะพฤติกรรมมนุษย์เปลี่ยนแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ เราไม่รู้ว่าในอนาคตเราจะใช้ชีวิตอยู่บ้านหรือ Social Distancing ไปอีกนานเท่าไหร่จนกว่าจะมีวัคซีน หรืออาจจะมีโรคระบาดใหม่ๆ ในอนาคตอีก มันเลยมีข้อจำกัดใหม่ๆ ของวิชาชีพนี้เสมอ รวมถึงวิชาชีพอื่นด้วยนะ ใครจะไปคิดว่าวันหนึ่งน้ำมันจะมีค่าน้อยกว่าหน้ากากล่ะ 

ว่าน รัชชุ สุระจรัส จาก Seasons Change สู่ภูมิสถาปนิกในสหรัฐฯ ที่ทำงานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม

คุณเคยบอกว่า ตัวเองเป็นนักออกแบบที่เข้าใจโลก ยังคิดเหมือนเดิมไหม

คำตอบดูเอาเลี่ยนเหมือนกันเนอะ (หัวเราะ) ตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่ เป็นมาตลอด สมมติเราเริ่มตั้งคำถามหนึ่งอย่าง มันจะไม่เคยเป็นคำถามด้านเดียว โจทย์ไม่ใช่แค่การตอบคำถามลูกค้า ลูกค้าเป็นแค่หนึ่งบทเรียน แต่มันมีเรื่องอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการที่เราเข้าไปปรับเปลี่ยนอะไรในพื้นที่หนึ่ง และเราจะทำงานกับเงื่อนไขที่มีอย่างไร มันคือคำถามที่ต้องการความเข้าใจจริงๆ 

มันคือการคิดเผื่อเกินกว่าโจทย์ที่ตั้งไว้ตอนแรก

ใช่ สมมติว่ามีคนให้เราทำนาเกลือ โจทย์คือทำยังไงให้มันมีผลผลิตมากที่สุด เราก็คงออกแบบนาเกลือที่ Innovative มากๆ ถ้าเราตอบคำถามแค่นั้น มันก็จะจบอยู่แค่นั้น แต่ถ้าถามกลับว่าน้ำเกลือมีผลอะไรกับดิน ในระยะยาวคุณสมบัติของดินที่อยู่ในพื้นที่ที่มีน้ำเกลือตลอดเวลาจะเปลี่ยนไปยังไงบ้าง จะกลายเป็นดินห่วยๆ ที่ใช้งานไม่ได้แล้วหรือเปล่า แล้วเราจะฟื้นฟูมันอย่างไร มันมีสัตว์ที่เกี่ยวข้องกับนาเกลือไหม และความสัมพันธ์ของทั้งสองสิ่งนี้คืออะไร

เราว่าคำถามแรกมีผลต่อความเข้าใจมาก มันเป็นตัวกำหนดทิศทางว่าสิ่งที่เราทำจะไปทางไหน แต่งานหนึ่งงานคงตอบทุกอย่างบนโลกใบนี้ไม่ได้หรอก มันไม่มีหนึ่งคำตอบสำหรับทุกๆ เรื่อง การออกโจทย์ที่มีคำตอบถูกทุกข้อคงไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดเท่าไหร่ นักออกแบบที่เข้าใจโลกในความหมายของเราเลยไม่ใช่แบบ กูแม่งแกร่งกว่าใคร กูแม่งเข้าใจโลกว่ะ แต่เป็นการพยายามทำความเข้าใจหลายๆ มุมที่แตกต่างกัน เพื่อนำไปสู่คำถามใหม่ๆ ได้

ถ้าวันนี้ต้องกลับไปทำโปรเจกต์ที่เป็นเหตุผลให้ตัดสินใจไปเรียนต่อ คิดว่าจะทำมันได้อย่างภาคภูมิใจหรือยัง

เป็นคำถามที่ดีมาก ไม่เคยกลับไปคิดเลย (นิ่งคิด) หลักๆ ก็คงทำได้ดีขึ้นแหละ ไม่ใช่เพราะได้มาเรียนต่อเลยทำให้เราเข้าใจปัญหาเหล่านี้ได้มากขึ้นนะ เราเข้าใจมันเท่าเดิม แต่เราคงละเอียดลออและระมัดระวังมากกว่าวันที่เราเป็นเด็ก เราคงจะรอบคอบกว่านี้ ความหุนหันพลันแล่นที่มีในวันนั้นก็คงน้อยกว่านี้ ถ้ามาถามเราอีกทีตอนอายุสี่สิบ เราก็คงตอบด้วยคำตอบเดิม เพราะเราคงตอบไม่ได้ว่ามันดีกว่ายังไง แต่มันจะดีสุดเท่าที่ความสามารถเราทำได้ในตอนนั้นแล้ว

ว่าน รัชชุ สุระจรัส จาก Seasons Change สู่ภูมิสถาปนิกในสหรัฐฯ ที่ทำงานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

28 กันยายน พ.ศ. 2539 คือวันเกิดของ ซันนี่-เกวลิน บุญศรัทธา เด็กสาวชาวสมุทรสาคร ลูกครึ่งไทย-ไต้หวัน ผู้มีความฝันอยากเป็นนักร้องตั้งแต่จำความได้

วันนี้ เธอกลายเป็นศิลปินที่โด่งดังที่สุดคนหนึ่งในจีนแผ่นดินใหญ่ ถึงขั้นมีผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดียอย่างเวยป๋อ (Weibo) มากกว่า 22 ล้านคน

ในวาระที่ศิลปินมากความสามารถคนนี้กำลังจะย่างเข้าสู่ขวบปีที่ 25 The Cloud ต่อสายออนไลน์หา ซันนี่ หยาง หรือ Yang Yunqing เพื่อสัมภาษณ์เรื่องราวชีวิตและการทำตามฝันของเธอ

ก่อนหน้านี้ ซันนี่ในวัยเพียง 14 เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันร้องเพลงภาษาจีนที่มณฑลฝูเจี้ยน

1 ปีถัดมา เธอบินลัดฟ้าไปอยู่ไต้หวันเพื่อลองทำตามฝันที่จะเป็นศิลปิน

ซันนี่ได้เดบิวต์ในฐานะสมาชิกของวงเกิร์ลกรุ๊ป A’N’D (Angel ‘N’ Devil) ตอนอายุ 18 พ่วงด้วยผลงานการแสดงซีรีส์อีก 2 เรื่อง

แต่เมื่อพบว่าตัวเองยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่วาดฝัน เธอจึงตัดสินใจเข้าร่วมแข่งขัน Produce 101 China เรียลลิตี้ชื่อดังที่จะเฟ้นหา 11 ศิลปินจากผู้เข้าแข่งขันในรายการทั้งสิ้น 101 คน

ด้วยลุคสาวเท่ที่ใครเห็นเป็นต้องเทใจให้และความสามารถอันหลากหลาย ทั้งร้อง เต้น และเอ็นเตอร์เทนผู้ชม ทำให้ซันนี่ได้รับคะแนนโหวตสูงสุดเป็นอันดับที่ 8 จนได้เดบิวต์ในวง Rocket Girls 101 พร้อมเปิดตัวอัลบั้ม Collide ที่มียอดขายกว่า 2 ล้านชุด ตีเป็นเงินไทยกว่าร้อยล้านบาท

 เมื่อปีที่ผ่านมา หลังหมดสัญญากับ Rocket Girls 101 ซันนี่ได้รับการทาบทามจากค่ายเพลงยักษ์ใหญ่อย่าง Universal Music Greater China จนได้ออกอัลบั้มเดี่ยวครั้งแรกในชื่อ How’s the Weather Today? ซึ่งทำสถิติยอดขายเป็นอันดับ 8 ของประเทศจีนในปีนั้น

รู้จักประวัติของเธอกันพอสมควรแล้ว ถึงเวลาพานักอ่านทุกท่านร่วมเดินทางไปกับไอดอลสาวหล่อ ตั้งแต่วันแรกในเส้นทางดนตรี สู่วันนี้ที่เป็นความภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศ

และแล้ว บทสนทนาทางไกล ไทย-จีน จึงเริ่มต้นขึ้น…

ซันนี่ เกวลิน จากตัวแทนคนไทยวัย 14 ไปแข่งร้องเพลงที่จีน สู่ศิลปินผู้ติดตาม 20 ล้านคน

ไม่ว่าต้องอยู่ที่ไหน แค่ได้ทำในสิ่งที่รักก็โอเคแล้ว

เด็กไทยหลายคนอยากเป็นศิลปินไทยและโด่งดังในประเทศ มากกว่าเสี่ยงไปไต่เต้าในต่างแดนที่ประสบความสำเร็จได้ยากกว่า แต่คุณดูไม่ใช่แบบนั้น ความตั้งใจของคุณคืออะไร

หนูแค่อยากทำในสิ่งที่ตัวเองรักและประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตัวเองชอบ หนูเป็นคนชอบร้องเพลง ชอบขึ้นเวทีอยู่แล้วตั้งแต่เด็ก แต่ที่ไทย หนูไม่มีโอกาส เคยไปสมัครรายการ เดอะสตาร์ (เดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว) กับ เอเอฟ (ทรู อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย) ก็ไม่ได้เข้าแข่งขัน พอดีช่วงนั้นมีคนชักชวนให้ไปเป็นศิลปินที่ไต้หวัน หนูก็เลยบอกกับตัวเองว่า ในเมื่อโอกาสมาแล้ว ก็ต้องลองทำดู ไม่ได้คิดว่าจะเป็นต่างประเทศหรือที่ไหน คิดแค่ว่าถ้าได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักก็โอเคแล้ว

ซันนี่ เกวลิน จากตัวแทนคนไทยวัย 14 ไปแข่งร้องเพลงที่จีน สู่ศิลปินผู้ติดตาม 20 ล้านคน

ทำไมถึงชอบการร้องเพลงมากขนาดนั้น

เอาจริงๆ หนูก็ไม่รู้เหมือนกันนะ (หัวเราะ) อาจจะเป็นเพราะคุณพ่อคุณแม่มั้งคะ คุณแม่ชอบร้อง คุณพ่อชอบฟัง หนูฟัง พี่เบิร์ด (ธงไชย แมคอินไตย์) มาตั้งแต่เด็ก เวลาที่โรงเรียนจัดกีฬาสีหรืองานวันพ่อ วันแม่ ที่มีการแสดง หนูจะออกตัวคนแรกตลอดเลยว่าอยากไปร้องเพลงนะ อยากไปเต้นนะ คงซึมซับความชอบนี้มาจากคุณพ่อคุณแม่นั่นแหละ โตมาก็เลยอยากเป็นนักร้อง 

แล้วทำไมไปอยู่จีนได้ล่ะ

เริ่มต้นจากหนูได้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งร้องเพลงภาษาจีนที่ฝูเจี้ยน มีโอกาสได้รู้จักผู้จัดการศิลปินชาวไต้หวันคนหนึ่ง เขาชักชวนให้ไปร่วมงานกับเขาที่ไต้หวัน ตอนนั้นหนูอายุประมาณสิบสี่ สิบห้า ก็ตัดสินใจไป อยู่ที่นั่นก็เรียนด้วย พยายามเป็นศิลปินด้วย ก่อนจะย้ายมาอยู่จีนแผ่นดินใหญ่ในภายหลัง

ไม่ใช่ทุกครอบครัวจะเห็นด้วยกับแนวทางที่คุณเลือก คุณและครอบครัวคิดยังไง

หนูคิดแค่ว่า ในเมื่อมีโอกาสและอายุเรายังน้อย ก็อยากลองไปเสี่ยงดูสักครั้ง ถ้าเผื่อเรามีชื่อเสียงขึ้นมา ก็คงคุ้มค่ามากๆ โชคดีด้วยที่คุณพ่อคุณแม่เป็นคนประเภทที่ถ้าลูกชอบอะไรก็ให้ไปลองได้ แต่ช่วงแรกที่หนูตกลงจะมาทำตามฝันที่เมืองจีน คุณพ่อก็ไม่ค่อยกล้าให้มาเหมือนกัน ทั้งที่คุณพ่อคุณแม่รู้ดีว่าเราชอบร้องเพลง แต่การเข้าวงการไม่ได้ทำกันง่ายๆ แถมวงการนี้ก็มีสิ่งที่น่ากลัวอยู่เยอะ

แต่สุดท้าย คุณพ่อบอกว่า ถ้าชอบก็ลองไปดู ถ้าไม่ประสบความสำเร็จให้รีบกลับมาเรียนต่อ จะได้หางานทำ ทั้งสองคนคงเป็นห่วงเรานั่นแหละ ช่วงที่ไปแรกๆ คุณแม่ก็เลยมาอยู่กับเราตลอด แต่คงเพราะคิดถึงคุณพ่อเกินไป ประมาณปีครึ่งเกือบสองปี คุณแม่เลยบินกลับ (หัวเราะ)

อะไรคือสิ่งที่ทำให้เด็กผู้หญิงอายุ 15 กล้าออกจากบ้านและย้ายไปอยู่ต่างประเทศในวันนั้น

ส่วนหนึ่งที่หนูไม่กลัวเพราะว่ามีคุณแม่อยู่เป็นเพื่อน แล้วอีกส่วนหนึ่งก็คือหนูเป็นคนชอบความท้าทายอยู่แล้ว ตั้งแต่เด็ก ถ้ามีโอกาสได้ทำอะไรก็อยากลองทำไปหมด ไม่กลัวสิ่งแวดล้อม ไม่กลัวผู้คน และเอาจริงๆ ตอนไปอยู่ไต้หวัน หนูแทบพูดภาษาจีนไม่ได้เลย ช่วงแรกงูๆ ปลาๆ มาก ได้แต่พยายามบอกตัวเองว่า อยู่ไปสักสามสี่เดือนหรือครึ่งปีก็น่าจะเก่งขึ้น ก็ค่อยเป็นค่อยไป แต่ไม่ได้กลัว ตอนเด็กหนูมีความเชื่อมั่นว่าตัวเองเป็นคนเก่ง (หัวเราะ) คิดแบบนั้นจริงๆ นะ หนูเชื่อตลอดว่า ไม่ว่าอะไรเราก็ต้องทำได้ เดี๋ยวเราก็คงประสบความสำเร็จจนได้ เลยแทบไม่กลัวอะไรเลย

ซันนี่ เกวลิน จากตัวแทนคนไทยวัย 14 ไปแข่งร้องเพลงที่จีน สู่ศิลปินผู้ติดตาม 20 ล้านคน

กดดัน แต่มีความสุข

ความท้าทายของการเป็นศิลปินที่ประเทศจีนคืออะไร

หนูไม่เคยเป็นศิลปินฝึกหัดนะคะ ที่จีนส่วนมากไม่เหมือนเกาหลีที่ต้องมีการฝึกหัดสองสามปีถึงจะได้เดบิวต์เป็นบอยแบนด์หรือเกิร์ลกรุ๊ป ความท้าทายครั้งใหญ่ก็เลยไม่ใช่การฝึก แต่เป็นการหางาน หนูพยายามอย่างหนักที่จะเข้ามาในวงการนี้ ตอนมาถึงไต้หวันแรกๆ ไม่ได้มีงานมากมายอะไร ผู้จัดการไม่ได้ให้งานเราเพิ่ม ไม่ได้ให้คำแนะนำว่าควรทำอย่างไรในวงการนี้ หนูแอบคิดเหมือนกันว่าเขาหลอกเรามารึเปล่า (หัวเราะ) 

สุดท้ายหนูจึงยกเลิกสัญญา แล้วก็พยายามมองหาบริษัทหรือรายการร้องเพลงดีๆ ที่จะทำให้เราได้อยู่ที่นั่นต่อ หนูหาโอกาสครั้งใหม่อยู่สองปีกว่า ถึงจะได้เจอบริษัทที่ชื่นชอบและเชื่อมั่นในตัวเราจริงๆ เขาให้โอกาสเราเล่นละคร ก็ได้เล่นไปสองเรื่อง

พูดง่ายๆ ความท้าทายของการเป็นศิลปินที่นี่คือ หนึ่ง งานไม่ได้หากันง่ายๆ และสอง เราไม่ได้รับการฝึกสอน เราต้องฝึกเอง ซ้อมเอง เรียนรู้เอง และหาโอกาสเองเยอะมากๆ

ดูเป็นเส้นทางที่กดดันเหมือนกันนะ

ถามว่ากดดันมั้ย (หัวเราะ) ก็กดดัน แต่มีความสุขนะคะ เป็นสิบเอ็ดปีในวงการที่หนูได้เรียนรู้เยอะมาก ทั้งเรื่องงานและการอยู่รอดในสังคม หนูว่าเป็นบทเรียนที่ดีเหมือนกัน ทำให้ทุกวันของเราดีขึ้น เก่งขึ้นเรื่อยๆ

มีช่วงเวลาที่คุณบอกตัวเองว่า ‘อยากยอมแพ้’ บ้างไหม

มีความคิดนี้อยู่ตลอดเลยค่ะ เราเป็นคนที่ทำอะไรก็ประสบความสำเร็จมาตลอดตั้งแต่เด็ก พอไม่สำเร็จ เราก็เสียใจ อยู่ในวงการนี้ถามตัวเองตลอดว่า เราไม่เหมาะกับที่นี่หรือเปล่า เราทำไม่ได้หรือเปล่า มีหลายครั้งที่อยากยอมแพ้ ไม่อยากทำแล้ว พอแล้ว 

ตั้งแต่เพิ่งถึงไต้หวันใหม่ๆ มาอยู่เมืองจีน จนวันนี้ก็ยังคิดแบบนี้อยู่ตลอด เป็นความคิดชั่ววูบที่ทำให้เราสงสัยในตัวเอง แต่เราก็ไม่เคยละทิ้งความพยายามนะ ไม่เคยยอมแพ้เลย 

คุณก้าวผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมาได้ยังไง

ช่วงที่ยังไม่มีชื่อเสียง ถ้ารู้สึกท้อ สิ่งที่ทำให้เรากลับมาสู้ คือ ความรู้สึกกลัวการเสียหน้า (หัวเราะ)

หนูกลัวเสียหน้าเพราะญาติพี่น้องทุกคนรู้ว่าเราเข้าวงการ เพื่อนของคุณพ่อคุณแม่จะพูดตลอดว่าลูกยังเล็ก ทำไมถึงให้เข้าวงการ ทำไมไม่ให้เรียนหนังสือก่อน พอได้ยินแบบนั้น หนูก็คอยบอกตัวเองตลอดว่า ในเมื่อเราเลือกทิ้งการเรียนไปเยอะมากแล้ว ถ้ายอมแพ้ เราจะกลับไปทำอะไร ไม่ได้ๆ เราไม่อยากเสียหน้า และที่สำคัญ ไม่อยากให้คุณพ่อคุณแม่เสียหน้าด้วย

อีกอย่าง ก่อนมาหนูคุยกับเพื่อนไว้เยอะด้วยว่า ฉันจะไปเป็นดาราที่ไต้หวันแล้วนะ เดี๋ยวฉันจะดังแล้ว พอพูดไปก็ยิ่งไม่อยากเสียหน้าค่ะ เลยสู้สุดใจ พยายามแล้วพยายามอีก (หัวเราะ)

ส่วนถ้ารู้สึกเหนื่อยหรืออยากยอมแพ้ในช่วงนี้ที่มีชื่อเสียงแล้ว ก็จะมีหน้าคุณพ่อคุณแม่เข้ามาในความคิดตลอด หนูจะบอกตัวเองเสมอว่า ถ้าเราทำให้ดีกว่านี้ หาเงินให้ตัวเองได้เยอะๆ คุณพ่อคุณแม่ก็จะภูมิใจ ไม่ต้องเหนื่อย ทั้งยังมีชีวิตที่ดีขึ้น

ซันนี่ เกวลิน จากตัวแทนคนไทยวัย 14 ไปแข่งร้องเพลงที่จีน สู่ศิลปินผู้ติดตาม 20 ล้านคน

ทำเต็มที่ให้เขามั่นใจว่าเลือกไม่ผิดคน

ค.ศ. 2018 ที่เข้าประกวดรายการ Produce 101 China คุณดูแฮปปี้มากเลยนะ

มีหลายความรู้สึกค่ะ ช่วงที่ประทับใจที่สุดคือตอนได้อยู่ในรายการ ความรู้สึกแรกที่ได้ใส่ชุดสีเขียว ผมสีทองนั้นดีมากจริงๆ ทุกครั้งที่เราออกมาจะมีคนชื่นชอบเราเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนๆ ในรายการ ทีมงาน หรือคนดูก็ชื่นชอบเราและผลงานของเรา มีคนบอกว่าดวงตาของเรามีแสง เป็นประกาย ตอนนั้นก็รู้สึกว่า เฮ้ย เราเท่จัง (หัวเราะ) 

รู้ได้ยังไงว่ามีคนชื่นชอบเยอะ

แหม หนูมีโทรศัพท์ค่ะ (หัวเราะ) คือเพื่อนที่แข่งขันทุกคนก็มีโทรศัพท์นั่นแหละ เพียงแต่ว่าจะซ่อนกันตรงไหน ของหนู หนูซ่อนไว้ในห้องน้ำ ก็ได้เช็กกระแสของตัวเองบ้าง โดยเฉพาะช่วงแรก ดีใจมาก แค่แป๊บเดียว แฟนคลับเราก็พุ่งปู๊ดพุ่งปี๊ด

เรื่องเล่าของคุณที่หลายคนประทับใจในรายการนี้ คือการที่ครั้งหนึ่งคุณได้เป็นแฟนคลับผู้โชคดี ถูกเลือกให้ขึ้นเวทีของศิลปินวง EXO แล้วภายหลังอดีตสมาชิกในวงมาเป็นกรรมการในรายการที่คุณเป็นผู้เข้าประกวด ถามจริงๆ คุณรู้สึกยังไง

ก็คงเหมือนติ่งเกาหลีหลายคน หนูเองก็ชอบ EXO มาตั้งแต่เด็ก ชอบมาตลอด ตอนย้ายมาอยู่ไต้หวันมีโอกาสไปดูคอนเสิร์ตของ EXO วันนั้นหนูก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงถูกเรียกขึ้นไปบนเวที เรานั่งดูคอนเสิร์ตอยู่ดีๆ กำลังชื่นชมศิลปิน โห หล่อจัง ร้องดีจัง เต้นเก่งจัง อยู่ๆ ก็มีทีมงานมาบอกให้ขึ้นไป หนูงงมาก แต่ก็ดีใจที่ได้เป็นลัคกี้แฟน หนูว่าอาจจะเป็นพรหมลิขิต (หัวเราะ)

ตอนประกวด Produce 101 China หนูไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีอดีตสมาชิกจาก EXO อย่าง จื่อเทา อยู่ในรายการด้วย ตอนได้รู้ก็ตกใจ ก็เลยเล่าให้ทีมงานฟัง ไม่คิดเหมือนกันว่าเรื่องนี้จะถูกเอามาเล่าในรายการด้วย

การเป็นผู้โชคดีได้ขึ้นเวทีของ EXO ในวันนั้นสำคัญกับคุณยังไง

ถึงหนูจะชอบร้องเพลงมาตั้งแต่เด็ก แต่ ณ ตอนนั้นก็ไม่เคยฝันว่าตัวเองจะมีคอนเสิร์ตที่มีคนดูหลักหมื่นได้ การได้ขึ้นไปบนเวทีวันนั้น แม้เราจะชอบพี่ๆ EXO มาก แต่ตอนอยู่ด้านบน เราแทบไม่ได้มองพวกเขาเลย ส่วนหนึ่งคือไม่กล้ามองเพราะกลัวแฟนคลับว่าเรา แต่อีกส่วนเป็นเพราะตอนอยู่บนนั้น เราได้เห็นผู้ชม ป้ายไฟ และเสียงกรี๊ด ทุกคนส่งเสียงเชียร์ให้กับศิลปินที่ตัวเองชื่นชอบ ตอนนั้นหนูคิดกับตัวเองว่า ถ้าวันหนึ่งเป็นเราที่ร้องเพลงอยู่บนเวที แล้วมีคนดูมากมาย ชูป้ายไฟ ส่งเสียงเชียร์ และร้องเพลงตามเราได้ ก็คงเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากๆ ในชีวิต ถ้าทำได้และได้ทำก็คงเท่มากจริงๆ

ล่าสุดคุณได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลงยักษ์ใหญ่อย่าง Universal Music Greater China ด้วย

ค่ะ ปลื้มใจมากๆ หนูเข้ามาในวงการนี้ ความฝันก็คืออยากเป็นนักร้อง มีเพลง อัลบั้ม และคอนเสิร์ตเป็นของตัวเอง Universal Music Greater China ทำความฝันของหนูสำเร็จมาสองสามอย่างแล้ว เหลือแค่เปิดคอนเสิร์ตใหญ่อย่างเดียวแล้วจริงๆ ตอนที่เขาขอเซ็นสัญญา หนูดีใจมากนะ คิดว่าเราก็ต้องมีความสามารถพอสมควรแหละ เขาถึงเลือก หลังจากนั้นไม่ว่าจะทำเพลงหรือทำอะไรก็ตาม เราก็อยากทำให้เต็มที่เพื่อให้ทุกคนชื่นชอบ เขาจะได้ภูมิใจและรู้สึกว่าเลือกไม่ผิดคนจริงๆ

นอกจากการร้องเพลง คุณก็มีผลงานอีกหลายอย่าง ทั้งถ่ายแบบและแสดงซีรีส์ มีอะไรที่คุณอยากลองทำอีกรึเปล่า

ไม่มีแล้วค่ะ พอแล้ว (หัวเราะ)

อืม ช่วงนี้ยังไม่มี แต่ถ้าครั้งหน้ามีโอกาสได้คุยกันอีก หนูอาจจะมีอย่างอื่นที่อยากทำก็ได้ ตอนนี้หนูคิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ยังไม่สำเร็จเลย เพราะงั้นก็ขอทำตรงนี้ไปก่อน 

‘ซันนี่ เกวลิน’ จากลูกครึ่งไทยวัย 14 พูดจีนแทบไม่ได้ ย้ายไปทำตามฝันที่ไต้หวัน ถึงวันที่ได้เป็นศิลปินแถวหน้าของจีน

ถึงจะมีคนแอนตี้ เราก็เชียร์คุณอยู่ดี

กำลังใจจากแฟนคลับครั้งไหนที่มีค่ากับคุณมากที่สุด

สำคัญในทุกครั้งที่หนูมีการแสดงเลย แฟนคลับคอยให้กำลังใจหนูตลอด อย่างตอนที่ประกวดรายการ Produce 101 China มีคนแอนตี้เราหนักมาก ก็มีแฟนคลับนี่แหละที่คอยให้กำลังใจ ทุกครั้งที่เราต้องเดินจากห้องพักไปที่ซ้อมของรายการ ระยะทางแค่ห้านาทีเอง แต่ตลอดทางจะมีแฟนคลับมารอให้กำลังใจ พอเราเดินผ่าน เขาจะตะโกนว่า ‘สู้ๆ นะ ถึงแม้ว่าจะมีคนแอนตี้คุณ แต่เราก็ยังชอบคุณเหมือนเดิม เราจะเชียร์จนคุณได้เป็นศิลปินให้ได้’

มันทำให้รู้ว่า ถึงแม้จะมีคนเกลียดเราเยอะขนาดไหน แต่คนที่ชอบก็ยังพยายามช่วยให้เราประสบความสำเร็จ รู้สึกดีใจและตื้นตันใจที่สุดจริงๆ

มีอะไรอยากบอกแฟนคลับชาวไทย แต่ยังไม่มีโอกาสได้บอกไหม

หนูพูดตลอดค่ะ บอกหมดแล้ว (หัวเราะ) 

บอกทุกครั้งที่ให้สัมภาษณ์เลย ล่าสุดที่หนูได้ร่วมงานกับน้องๆ วง Vyla มีโอกาสให้สัมภาษณ์กับสื่อไทย ก็บอกกับพี่ๆ สื่อมวลชนและแฟนคลับไปว่า ถ้าโควิด-19 ดีขึ้น หนูอยากจัดแฟนมีตติ้งที่ไทย อยากเปิดคอนเสิร์ตเล็กๆ ที่นั่น หนูรู้นะว่าตัวเองก็ไม่ได้มีชื่อเสียงอะไรขนาดนั้น แต่ในเมื่อมีคนที่ชื่นชอบเราอยู่ที่ไทยหรืออยู่ในประเทศไหนก็ตาม หนูก็อยากยกทุกอย่างที่ได้ทำที่จีนไปมอบให้กับแฟนๆ ที่นั่นด้วย

การเป็นศิลปินไทยที่ประสบความสำเร็จในจีนให้อะไร และเอาอะไรไปจากคุณบ้าง

ให้เยอะค่ะ อย่างแรกคือทำให้หนูเก่งขึ้น ได้ลองทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ ทำให้คุณพ่อ คุณแม่ และคนในครอบครัวภูมิใจ และที่สำคัญที่สุดคือ ทำให้หนูภูมิใจในตัวเอง

สิ่งที่เสียอาจจะเป็นการใช้ชีวิตบางส่วน ต้องยอมรับว่าศิลปินที่จีนมีกฎเกณฑ์เยอะ การเป็นไอดอลไม่ง่าย ต้องคอยระวังหลายอย่าง เราไม่สามารถใช้ชีวิตแบบเมื่อก่อนที่อยากทำอะไรก็ทำได้ เราเคยเป็นเด็กที่ไม่กลัวอะไรเลย มั่นใจว่าสิ่งที่ตัวเองทำต้องเป็นสิ่งที่ดี แต่ตอนนี้จะทำอะไรต้องคิดแล้วคิดอีก การมีชื่อเสียงทำให้ต้องเจอเรื่องราวมากมายที่ชีวิตนี้ไม่เคยเจอมาก่อน

สูตรสำเร็จในการประสบความสำเร็จของซันนี่คืออะไร

หนูว่าคือความไม่ยอมแพ้ค่ะ ถึงแม้ปากจะคอยพูดบ่อยๆ ว่า ไม่ไหวแล้ว เหนื่อยจัง ท้อแท้ ทำไมทำได้แค่นี้ แต่ใจเราก็ยังอยากประสบความสำเร็จให้ได้ ท้ายที่สุด ปากบ่นก็จริง แต่ใจก็สู้ เราไม่เคยยอมแพ้เลย

ถ้าผู้หญิงที่ชื่อซันนี่ไม่ได้เป็นนักร้องผู้โด่งดัง คุณว่าวันนี้เธอจะทำอะไรอยู่

น่าจะเป็นไกด์ที่เมืองไทยมั้งคะ เราเป็นคนชอบคุย ชอบเล่น ชอบออกไปเที่ยวนอกบ้าน หนูเรียนจบมหาวิทยาลัยด้านการโรงแรมด้วย แถมพูดภาษาจีนได้อีก คนจีนที่ชอบไปเที่ยวประเทศไทยก็เยอะ เลยคิดว่าถ้ามีทัวร์เป็นของตัวเองก็จะพาคนจีนไปเที่ยวเมืองไทยค่ะ (หัวเราะ)

‘ซันนี่ เกวลิน’ จากลูกครึ่งไทยวัย 14 พูดจีนแทบไม่ได้ ย้ายไปทำตามฝันที่ไต้หวัน ถึงวันที่ได้เป็นศิลปินแถวหน้าของจีน

คิดถึงข้าวเหนียวหมูปิ้ง

จากเด็กที่เคยเป็นตัวแทนประเทศไทยไปประกวดร้องเพลงที่จีน วันนี้คุณเป็นศิลปินแถวหน้าผู้สร้างความภูมิใจให้คนไทยทั้งประเทศ รู้สึกยังไงบ้าง

หนูไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะมีชื่อเสียงได้ถึงขนาดนี้ ถึงแม้ว่าวันนี้หนูก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองมีชื่อเสียงอะไรขนาดนั้น แต่นี่ก็มาไกลกว่าวันแรกมากจริงๆ ดีใจ ภูมิใจ รู้สึกขอบคุณแฟนคลับทุกคนทั้งในจีน ไทย และทุกประเทศ ที่คอยให้กำลังใจและติดตามหนูเสมอมา อยากพยายามต่อไปให้ดียิ่งขึ้น และไม่ว่าจะรับงานไหน หนูสัญญาว่าจะทำเต็มที่ ไม่ให้คนที่ชื่นชอบผิดหวัง

คุณย้ายไปใช้ชีวิตที่จีนร่วม 10 ปีแล้ว คิดถึงอะไรที่เมืองไทยมากที่สุด

คิดถึงคุณพ่อคุณแม่ค่ะ แต่ถ้าไม่นับคนก็คิดถึงอาหารไทยมากที่สุด คิดถึงข้าวเหนียวหมูปิ้ง เพราะเมืองจีนไม่มี แล้วก็คิดถึงเอ็มเค แม้จีนก็มีอาหารแนวนี้ แต่น้ำซุปหรือรสชาติไม่เหมือนกัน 

ตั้งแต่เด็กๆ ที่บ้านเราจะไปกินเอ็มเคกันทุกวันศุกร์ มันกลายเป็นชีวิตประจำวันไปแล้ว แต่พอมาอยู่นี่ก็แทบไม่ได้ทานเลย หนูก็เลยคิดถึงนิดหนึ่งค่ะ 

พูดง่ายๆ ว่าสิ่งที่คิดถึงรองจากคุณพ่อคุณแม่ คือข้าวเหนียวหมูปิ้งกับเอ็มเคเนอะ

ค่ะ ใช่ค่ะ (หัวเราะ)

ไม่ได้กลับไทยมาปีกว่าๆ ถ้าได้กลับมาครั้งหน้า คุณจะกอดใครเป็นคนแรก

ต้องดูว่าหนูเจอใครก่อนค่ะ (หัวเราะ) แต่ว่าเป็นคนในครอบครัวแน่นอน เจอใครก่อนก็กอดคนนั้น ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นคุณพ่อนะคะ

‘ซันนี่ เกวลิน’ จากลูกครึ่งไทยวัย 14 พูดจีนแทบไม่ได้ ย้ายไปทำตามฝันที่ไต้หวัน ถึงวันที่ได้เป็นศิลปินแถวหน้าของจีน

ภาพ : ซันนี่-เกวลิน บุญรักษา

Writer

สิรวิชญ์ บุญประสิทธิการ

มนุษย์ภูเก็ต เด็กนิเทศที่ทำงานพิเศษเป็นนักเล่าเรื่อง โกโก้ หนัง และฟุตบอล ช่วยให้เข้านอนอย่างมีคุณภาพ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load