“มันซีเรียสเปล่านะ เราเห็นเต้ย (จรินทร์พร จุนเกียรติ) ตอบซีเรียสมาก พออ่านเรื่องเต้ยแล้วรู้สึกว่าทำไมมันดูวิชาการจัง”

ว่าน-รัชชุ สุระจรัส บอกเราด้วยเสียงหัวเราะทันทีที่บทสนทนาผ่านแอปพลิเคชันออนไลน์ระหว่างกรุงเทพฯ-แคลิฟอร์เนียเริ่มขึ้น เรานัดสัมภาษณ์กันตอนสายๆ ของวันพุธหนึ่ง

ว่านเป็นที่รู้จักครั้งแรกในบทของ ‘เฉด’ เพื่อนพระเอกอารมณ์ดีในภาพยนตร์ไทยเรื่อง Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย หลังจากนั้นเขาก็มีผลงานในวงการบันเทิงมาเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์หรืองานพิธีกร และเรามักจะเห็นเขาตามเว็บไซต์ข่าวบันเทิงเสมอ จนเมื่อประมาณ 3 ปีก่อน เขาตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาโทที่สหรัฐอเมริกา สาขาภูมิสถาปัตยกรรม (Landscape Architecture) เหมือนที่เคยเรียนตอนปริญญาตรี เพราะได้ทำงานโปรเจกต์หนึ่งซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิต

เขาสนใจเรื่องภูมิสถาปัตยกรรมที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมเป็นพิเศษ สนใจเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเมือง พื้นที่ คน น้ำ ธรรมชาติอื่นๆ และเชื่อว่างานออกแบบต้องสามารถแก้ปัญหาได้ วิทยานิพนธ์ทั้งปริญญาโทและปริญญาตรีของว่านจึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับน้ำท่วมในกรุงเทพฯ ซึ่งได้รับถึง 2 รางวัลด้วยกัน คือ RISD: The Landscape Architecture Department Thesis Award และ ASLA RI (American Society of Landscape Architects, Rhode Island Chapter) Merit Award 2019 : In recognition of outstanding academic achievement และยังทำให้เขาได้เป็นตัวแทนของ Rhode Island School of Design ไปขึ้นเวทีพูดในงาน Design Indaba 2020 ที่ประเทศแอฟริกาใต้พร้อมกับนักสร้างสรรค์จากทั่วโลกเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ปัจจุบันเขาย้ายมารัฐแคลิฟอร์เนียเพื่อทำงานในตำแหน่งภูมิสถาปนิกที่ SWA Group บริษัทสถาปนิกที่มีสาขาในหลายประเทศ

เมื่อวันพุธที่นัดสัมภาษณ์มาถึง เราอ่านทวนประเด็นที่จะคุยกับเขาอีกครั้ง ทั้งเรื่องชีวิต การเติบโต การตัดสินใจไปเรียนต่อ วิธีการคิดวิเคราะห์แบบสถาปนิก งานออกแบบที่ดี ไปจนถึงเป้าหมายของเขาในฐานะภูมิสถาปนิกคนหนึ่ง เราอยากให้บทสนทนาต่อไปนี้เป็นการพูดคุยกับนักออกแบบที่เป็นนักแสดง ไม่ใช่นักแสดงที่เรียนออกแบบ แล้วเสียงเรียกเตือนของแอปฯ LINE ก็ดังขึ้น

“สรุปเรานัดวันพุธของที่นี่หรือที่โน่นนะ แต่ได้ทั้งคู่ ฮ่าๆๆ”

ว่าน รัชชุ สุระจรัส จาก Seasons Change สู่ภูมิสถาปนิกในสหรัฐฯ ที่ทำงานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม

ชีวิตที่ย้ายจากฝั่งนิวยอร์กมาแคลิฟอร์เนียตอนนี้เป็นยังไงบ้าง

บริษัทเราอยู่เมืองเหนือซานฟรานซิสโกชื่อ Sausalito ติดทะเล ชิลล์ อากาศดี พอย้ายมาฝั่งตะวันตกรู้สึกว่าตัวเองเอาตัวรอดจากอากาศได้ง่ายขึ้น ฝั่งตะวันออกมันหนาว หนาวแบบไม่อยากทำอะไรเลย แล้วเราเป็นคนขี้หนาว ส่วนคนฝั่งตะวันออกกับฝั่งตะวันตกก็ต่างกันมาก คนฝั่งนี้เขาชิลล์จนเราตกใจ โคตรชิลล์ บางทีไปสั่งกาแฟ บาริสต้าจะทำช้ามาก ทำไมช้าจังวะ เฮ้ย ทำกาแฟไปดูซีรีส์ไปเหรอ (หัวเราะ) ในขณะที่คนฝั่งตะวันออกทำงานกันหนักมาก ดูรีบตลอดเวลา

ช่วงแรกๆ ที่มานี่นอนไม่หลับเลย เพราะเราใช้พลังงานไม่หมด แต่ก่อนทุกๆ วันเวลากลับบ้านมามันจะเหนื่อย นอนหลับสนิท แต่ที่นี่คือหกโมงเย็นเลิกงานแล้ว ไม่เคยเจอ 

ว่าน รัชชุ สุระจรัส จาก Seasons Change สู่ภูมิสถาปนิกในสหรัฐฯ ที่ทำงานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม
ว่าน รัชชุ สุระจรัส จาก Seasons Change สู่ภูมิสถาปนิกในสหรัฐฯ ที่ทำงานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม

หลงใหลอะไรในภูมิสถาปัตยกรรม ถึงเลือกเรียนและเลือกทำงานด้านนี้ต่อ

นั่นน่ะสิ ทั้งๆ ที่เราอยากเล่นดนตรีนะ ตอนนี้ก็ยังอยากเป็นอยู่ ถ้ามีคนถามว่าอยากเป็นอะไร ก็คงจะตอบว่า นักดนตรี ส่วนสถาปนิกคืองานหลัก ซึ่งเป็นอาชีพที่สนุกมาก 

พ่อเราก็เป็นภูมิสถาปนิก เปิดบริษัท เราเห็นพ่อทำงานมาตั้งแต่เด็ก พอรู้จักมันประมาณหนึ่งว่าภูมิสถาปัตย์เป็นยังไง ตอนนั้นไม่รู้ว่าชอบหรือไม่ชอบนะ พอไปเรียนติวแล้วต้องวาดรูปอาคารหรือภายในอาคารมันไม่ค่อยอิน แต่พอวาดต้นไม้แล้วชอบ ซึ่งก็อาจจะเป็นความขี้เกียจด้วยแหละ (หัวเราะ) สุดท้ายก็เลยเลือกเรียนทางนี้ น้องสาวก็เป็นภูมิสถาปนิกเหมือนกัน

แสดงว่าพ่อปลูกฝังมาดี

เขาแยบคาย แนบเนียนกับแผนการมาตั้งแต่เด็กๆ ตอนกลางคืนเขาจะชวนละ มาๆ มาวาดรูปกันลูก ตอนนี้เวลาพ่อหรือเราไปเจอคนที่มีลูก จะแซวเล่นๆ กันว่า ถ้าเห็นลูกวาดรูปให้ตบดินสอออกจากมือเลยนะ แล้วก็ยื่นเครื่องคิดเลขเข้าไป อะไรที่ได้เงินยื่นเข้าไปก่อน สถาปนิกมันไม่ค่อยได้เงิน (หัวเราะ) 

แล้ววันก่อนเราเห็นบทความหนึ่งของต่างประเทศ บอกว่า ค่าเฉลี่ยของรายได้สถาปนิกไทยคือเก้าหมื่นบาทต่อเดือน เดี๋ยวๆๆ เก้าหมื่นบาทนี่ใครได้นะ กูงง นั่นคือรายได้ต่อปีหรือเปล่า (หัวเราะ)

เห็นคนจบสถาปนิกที่ไปทำงานสายอื่นส่วนใหญ่จะเก่งหมดเลย ทั้งนักเขียน นักคิด นักดนตรี พิธีกร คณะนี้สอนอะไร ทำไมถึงเป็นแบบนั้น

เคยได้ยินคนพูดอย่างนี้ไหม เขาบอกว่าเวลาเจออะไรที่ซับซ้อน สิ่งที่จะทำให้เราเข้าใจมันได้ง่ายที่สุด คือเราต้องแยกชิ้นส่วนออกมา เหมือนเวลาเราต่อกันดั้ม แยกเป็นชิ้นๆ จะได้เข้าใจกลไกของมันจริงๆ ทั้งเรื่องของความสวยงาม ระบบ ตรรกะ ชิ้นส่วนเหล่านี้มันทำหน้าที่ร่วมกัน

วิธีการสอนหลักๆ ของคณะสถาปัตย์ฯ ไม่ว่าโปรเจกต์จะใหญ่หรือเล็ก มันตายตัว มีชุดพื้นฐานความคิดของมันอยู่ ซึ่งวิธีการนี้ประยุกต์ใช้ได้กับทุกๆ อย่าง เช่น เราเจอเรื่องราวในชีวิตประจำวัน คนที่คิดแบบสถาปนิกจะกลับมาคิดวิเคราะห์ว่ามันคืออะไร สังเคราะห์ว่ามันมีผลอะไร เหมือนเป็นการสำรวจตัวเอง สำรวจสิ่งรอบข้าง เป็นวิธีที่เราถูกกรอบให้คิดแบบนี้ มันลึกไปกว่าเราจะได้เงินจากโปรเจกต์นี้เท่าไหร่ หรือเราจะก่อสร้างสิ่งนี้ยังไง เช่น ไปเดินห้างสรรพสินค้าสองแห่ง แต่ได้ความรู้สึกที่ต่างกัน ทั้งๆ ที่ร้านเสื้อผ้าก็ยี่ห้อเดียวกันเลย สถาปนิกจะคิดต่อว่าเป็นเพราะระดับความสูงจากฝ้าถึงพื้นมันต่างกันหรือเปล่านะ การรับรู้ของเราถึงต่างกัน เราว่าทุกๆ อย่างมันเกี่ยวโยงกันหมดเลย

ว่าน รัชชุ สุระจรัส จาก Seasons Change สู่ภูมิสถาปนิกในสหรัฐฯ ที่ทำงานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม
ว่าน รัชชุ สุระจรัส จาก Seasons Change สู่ภูมิสถาปนิกในสหรัฐฯ ที่ทำงานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม

ในชีวิตคุณก็ใช้วิธีคิดแบบนี้กับทุกๆ เรื่องเหรอ

เราโดนบังคับให้คิดแบบนี้ ตอนเรียนหนังสือไม่เคยคิดถึงตรงนี้เลย สิ่งที่โฟกัสมีแค่เราจะออกแบบยังไง จะทำงานให้เสร็จทันเวลาได้ยังไง เราจะได้นอนไหม เพราะตอนนั้นมันเป็นเรื่องใหม่ทั้งหมด ทุกๆ ก้าวที่เราเดินมันใหม่ วิชานี้ก็วิชาใหม่ ทฤษฎีนี้ก็ทฤษฎีใหม่ 

พ่อสอนสิ่งหนึ่งที่เป็นประโยชน์มากๆ คือให้หาสมุดสเกตช์สักเล่มกับดินสอพกติดตัวตลอดเวลา สมมติว่าไปเดินสยามเห็นท่อระบายน้ำ ให้พยายามทำความเข้าใจว่ามันทำงานยังไง มันอยู่กับขอบถนนและระดับถนนยังไง มันระบายน้ำได้ยังไง ทุกๆ ครั้งที่ไปข้างนอก แม้จะเป็นสถานที่ที่เราคุ้นเคยอยู่แล้ว เราจะมองมันเปลี่ยนไป เพราะเราไปโฟกัสอีกแบบหนึ่ง เราจะเก็บดีเทลเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้มาคิดต่อ ทำไมเขาดีไซน์แบบนี้ ทำไมร้านอาหารร้านนี้ถึงวางโต๊ะห่างกันแค่นี้ ทำไมวางผ้าปูโต๊ะในรูปแบบนี้ ทำไมวางช้อนส้อมไว้ทางด้านซ้ายด้านเดียว ทุกอย่างเป็นดีไซน์ที่มีเหตุผลหมด

มันเกินกว่าแค่สวยหรือไม่สวยไปแล้ว

เรื่องความสวยงามมันก็เป็นเรื่องหนึ่ง ความเข้าใจและตรรกะมันก็อีกเรื่องหนึ่ง เราว่าเรื่องการก่อสร้างมันเป็นตรรกะที่เข้าใจได้ แต่สมมติถ้ามีคนถามเราว่า อันนี้สวยเปล่า เราคงตอบไม่ได้ นั่นคือปัญหาโลกแตก อย่างเรากับแฟนมีปัญหาเรื่องนี้ตลอด เช่น ทุกครั้งที่ไปร้านเครื่องสำอาง เขาจะเทสต์สีๆ เต็มมือ มันคืออะไรนะ

ลิปสติก?

ใช่ๆ ซึ่งเราก็รู้ว่าโทนมันต่างแหละ แต่ถ้าถามว่าอันไหนสวยคงตอบไม่ได้เปล่า มันเป็นเรื่องส่วนบุคคลมากๆ เรารู้ว่าเขาใช้โทนสีประมาณนี้ แต่สีมันต่างกันนิดเดียวต้องซื้อสี่แท่งเลยเหรอ (หัวเราะ)

ทำไมพอจะไปเรียนต่อต่างประเทศถึงเลือกเรียนสาขาเดิม แทนที่จะเรียนสาขาใหม่ๆ ที่มาเสริมความรู้ที่มีอยู่แล้ว

ตอนปริญญาตรีปีแรกๆ เราเรียนเหมือนสาขาอื่นๆ เป็นสเกลเล็กๆ เป็นบ้าน เราก็ยังไม่ได้อินอะไรมากมาย จนสเกลค่อยๆ ขยายขึ้น ความซับซ้อนของโปรเจกต์ก็ค่อยๆ มากขึ้น ตอนนั้นได้เรียนวิชา Landscape Ecology กับ Urban Landscape แล้วมันเปิดโลก เราไม่ได้คาดหวังว่าจะเจออะไรแบบนี้ มันไปผูกกับหลายๆ อย่าง ไม่ใช่แค่คนแล้ว มันไปเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เกี่ยวกับเรื่องน้ำ เกี่ยวกับเรื่องสัตว์ เรื่องแบคทีเรีย พลังงาน การขยายตัวของเมือง มันเป็นทุกเรื่องที่นึกออก สมมติเราเดินออกไปเที่ยวหน้าบ้าน ทุกๆ อย่างที่เจอมันกลายเป็นประเด็นที่นำมาคิดได้หมดเลย

หลังจากนั้นเราก็อินมาก อินแบบวันๆ ไม่ทำอะไรเลย อยู่แต่กับสิ่งนี้ หมกมุ่นอยู่ประมาณหนึ่ง พอเรียนจบเราก็ไปทำงานที่บริษัทพ่อ รู้สึกจะปีที่สองที่มีโปรเจกต์เข้ามา เป็นโปรเจกต์ที่ซับซ้อนมาก เป็นพื้นที่ที่ทุกคนมองว่าไม่มีค่า มองว่าน่าจะเป็นปัญหาในอนาคต มีการกัดเซาะชายฝั่ง ซึ่งเราก็พยายามเอาวิธีคิดและเครื่องมือต่างๆ ทางภูมิสถาปัตยกรรมในการเข้าไปจัดการพื้นที่นั้น แม้ยังรู้สึกว่าไม่ค่อยเข้าใจ เหมือนความรู้ที่มีมันไม่พอ เหมือนกับเราได้คำถามหนึ่งมาซึ่งท้าทายการประกอบวิชาชีพเรามาก แต่เรากลับไม่มีความรู้ ไม่มีประสบการณ์ ไม่ได้แยบคายมากพอที่จะตอบคำถามนั้นได้อย่างสมบูรณ์อย่างที่เราตั้งใจไว้ มันเป็นประเด็นใหญ่ในชีวิตตอนนั้น เราทำงานไปเต็มความสามารถที่เรามีในวันนั้น ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าอาจจะไม่ใช่วิธีที่ตอบโจทย์จริงๆ ก็ได้ เรารู้ว่าเจตนาเราดี แต่ไม่อยากทำให้เจตนาดีเพราะความไม่รู้ มันทุเรศตัวเอง (หัวเราะ) ถ้าวันนั้นเราเก่งกว่านี้ก็คงดี เราอยากรู้มากกว่านี้ ก็เลยตัดสินใจไปเรียนสาขาเดิม

ว่าน รัชชุ สุระจรัส จาก Seasons Change สู่ภูมิสถาปนิกในสหรัฐฯ ที่ทำงานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม
ว่าน รัชชุ สุระจรัส จาก Seasons Change สู่ภูมิสถาปนิกในสหรัฐฯ ที่ทำงานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม

แม้จะเป็นสิ่งที่เคยเรียนมาแล้ว พอไปเรียนจริงๆ มีอะไรเซอร์ไพรส์ไหม

แกนหลักของมันเหมือนกัน แต่ความลึกกับวิธีการคิดไม่เหมือนกัน ตอนปริญญาตรีเราไม่เคยมีพื้นฐานเลย มันคือ ห้าปีแรกของการเริ่มเข้าใจวิชาชีพ แต่ปริญญาโทคือคนที่เลือกแล้วว่าอยากเรียนสิ่งนี้ พื้นฐานความเข้าใจที่เรามีมันต่างกัน วุฒิภาวะวันที่เราอายุสิบแปดกับยี่สิบเจ็ดก็ต่างกัน วิธีการเรียน วิธีการคิดมันก็ต่างกัน

พอไปเรียนมันเปิดโลกเราให้กว้างขึ้นแหละ แต่เราก็มีเป้าหมายที่ชัดพอมากกว่าจะเข้าไปหาว่ามันมีอะไรให้เรียนบ้าง เรารู้แก่ใจว่าเรามีปัญหาอะไร และเราอยากได้อะไร จุดมุ่งหมายของตัวเองในการมาเรียนคืออะไร มันไม่ใช่การที่เราไปเรียนแล้วบอกว่า เฮ้ย กูไม่ได้มีอะไรในใจหรอกแต่กูอยากรู้เฉยๆ สิ่งที่เราเลือกเรียนเลยจะเป็นสิ่งที่เราสนใจ เป็นวิชา Climate Change Theory หรือ Social Science Communication อะไรทำนองนี้

คุณสนใจภูมิสถาปัตยกรรมที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม

เราสนใจเรื่องความสัมพันธ์ของน้ำ ดิน ต้นไม้ เมือง มันเป็นเรื่องที่กว้างนะ เหมือนทีสิสที่เราทำเรื่องน้ำท่วม ที่เราสนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะบ้านเรามันเป็นเรื่องหลัก เมืองกำลังจะจมน้ำแล้วเราทำอะไรได้บ้าง แค่นี้เลย ง่ายๆ 

ตอนทีสิสปริญญาตรีเราทำเรื่องน้ำท่วม พอปริญญาโทก็เลยทำเรื่องนี้ต่อ กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ เกิดการทรุดตัวของเมืองซึ่งเป็นผลมาจากการขยายเมืองออกไป คนดึงน้ำบาดาลมาใช้ หรือการสร้างระบบขนาดใหญ่ เมืองก็เลยต่ำลงเรื่อยๆ กรณีเดียวกับจาการ์ตาหรือโตเกียว เราอาจเคยเห็นข่าวที่อินโดนีเซียจะย้ายเมืองหลวง ความสนใจนี้เริ่มมาจากความคิดที่ไร้เดียงสามากๆ ว่า ทำไมตอนน้ำท่วมปี 2011 ที่อื่นเขาน้ำท่วมกันหมดแต่บ้านเราที่อยู่สุขุมวิทไม่ท่วม ซึ่งเรารู้อยู่แล้วว่าเหตุผลคือเขาต้องการป้องกันพื้นที่เมืองชั้นใน ซึ่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจ แต่เหตุผลนี้มันเห็นแก่ตัวไปหรือเปล่า 

เราอยากหาวิธีว่าจะทำยังไงที่จะใช้น้ำท่วมหรือน้ำต่างๆ ในเมืองให้เป็นประโยชน์และมีความสัมพันธ์กับเมืองมากขึ้น เลยพยายามสโคปให้แคบลงเรื่อยๆ จนมาสนใจเรื่องคลอง เราเลือกพื้นที่การศึกษาหลักเป็นคลองแสนแสบ เพื่อทำความเข้าใจส่วนต่างๆ ของเมือง คลองแสนแสบเป็นคลองหลักที่เชื่อมระหว่างพื้นที่ฝั่งตะวันออกและตะวันตก ผ่านตั้งแต่สะพานผ่านฟ้าลีลาศซึ่งเป็นตัวเมืองชั้นในมากๆ จนถึงจังหวัดอื่นๆ ความยาวของมันทำให้เราเห็นบริบทของการขยายตัวของเมือง เราจึงตั้งคำถามว่าจะใช้คลองมาบรรเทาน้ำท่วมได้อย่างไรบ้าง

ว่าน รัชชุ สุระจรัส จาก Seasons Change สู่ภูมิสถาปนิกในสหรัฐฯ ที่ทำงานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม
ว่าน รัชชุ สุระจรัส จาก Seasons Change สู่ภูมิสถาปนิกในสหรัฐฯ ที่ทำงานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม

แล้วข้อสรุปคือ

ข้อสรุปคือ มันทำไม่ได้… ล้อเล่น (หัวเราะ) 

ข้อสรุปคือเราต้องการแอคชั่นทั้งเชิงนโยบายรัฐ ภาคเอกชน ไปจนถึงการร่วมมือของหน่วยที่เล็กที่สุดอย่างชุมชน มันต้องรวมไปถึงทุกๆ คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพื้นที่ริมคลอง หลักๆ ในทีสิสเราพูดหน้าที่ของคลองที่จะต้องระบายน้ำให้เร็วที่สุด ไม่ใช่มีไว้เพื่อสวยงาม และจะใช้พื้นที่รอบๆ ที่ติดกับคลองให้เป็นประโยชน์ในการรับน้ำได้ยังไง จนถึงการสร้างเครือข่ายนำทฤษฎีนี้ไปใช้กับคลองทั่วประเทศให้เกิดเป็นระบบน้ำขนาดใหญ่ได้

มันเป็นเรื่องใหญ่เหมือนกันนะ

เรื่องใหญ่มาก เราก็ทำเท่าที่ทำได้ แม่งยาก (หัวเราะ) มันต้องใช้ความร่วมมือจากหลายฝ่าย ยกตัวอย่าง Brooklyn Bridge Park ที่นิวยอร์ก เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมโดยการแบ่งพื้นที่บางส่วนให้ เลยเกิดเป็นพื้นที่สาธารณะที่ผ่านพื้นที่ของเอกชน เอกชนจ่ายเงินค่าดูแลให้สวนนี้ ส่วนประโยชน์ที่เขาได้คือค่าที่ดิน ค่าเช่าที่ มีมูลค่าสูงขึ้น ก็ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย

เมืองไหนในอเมริกาสร้างแรงบันดาลใจให้คุณมากที่สุด

ถ้าตอบนิวยอร์กจะน่าเบื่อแล้วปะ (หัวเราะ) เราชอบนิวยอร์กในเชิงสเกล ความหลากหลายของนิวยอร์กโคตรพิเศษ นอกจากคนที่มีหลายเชื้อชาติมากๆ เรายังได้เห็นพฤติกรรมคนที่โคตรแตกต่างกันเลย เราชื่นชมเขาเรื่องการจัดการพื้นที่ มันอาจจะไม่ได้เพอร์เฟกต์นะ เพราะก็ยังมีพื้นที่ Grey Area ที่อันตรายมากๆ อยู่เยอะ แต่มันทำให้เมืองมีชีวิตชีวามาก เมืองที่ทุกอย่างแน่นขนาดนั้นแต่มีสวนสาธารณะขนาดใหญ่อยู่กลางเมือง และทุกอย่างยังพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ภาษีในนิวยอร์กแพงมาก แต่เรายินดีจ่าย เพราะเราเห็นว่าเขาเอาไปพัฒนาอะไรบ้าง

ตัวเองเปลี่ยนไปมากแค่ไหนหลังจากใช้ชีวิตคนเดียวในประเทศที่ไม่คุ้นเคยมาเกือบ 3 ปี

เราว่าทุกเรื่องเลยนะ แต่ชีวิตมันเปลี่ยนก่อนหน้านั้นมาสักพักหนึ่งแล้ว โตขึ้น ทำงาน มีความรับผิดชอบมากขึ้น เราว่าก็คงเหมือนทุกๆ คนบนโลก ในรั้วโรงเรียนเราจะเป็นเด็กเสมอ จะมีอาจารย์คอยมาตามเรา ส่งงานหรือยังลูก แต่การมาที่นี่ก็ได้เติบโตไปอีกขั้น 

เราทำงานมาตั้งแต่เด็ก ชีวิตเราเลยไม่ค่อยมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการจัดการเวลาหรือความรับผิดชอบมากนัก เพราะทุกวันมันคือการทำงานมาตลอด พูดในเชิงกลับกัน ถ้าในช่วงว่าง ช่วงนั้นก็จะไม่ค่อยได้ประโยชน์ ต้องทำให้ตัวเองยุ่งตลอดเวลา เพราะเวลายุ่งเราจะทำมันได้เร็วกว่าเดิม แต่พอมาที่นี่ มันคือการใช้ชีวิตแบบใหม่ ทุกๆ อย่างมันเหมือนเป็นเรื่องเดียว เราโฟกัสกับการเรียนอย่างเดียวตลอดสองปี มันไม่ค่อยคุ้นเคย เรามีเวลาอยู่กับตัวเองเยอะขึ้น เยอะมากๆ เยอะจนน่ากลัว สิ่งหลักๆ ที่ได้เรียนรู้ คือการรู้จักตัวเองและการจัดการความรู้สึกตัวเองได้ดีมากขึ้น

ว่าน รัชชุ สุระจรัส จาก Seasons Change สู่ภูมิสถาปนิกในสหรัฐฯ ที่ทำงานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม

รู้จักตัวเองมากขึ้นยังไง

เราเข้าใจว่าตัวเองเป็นคนทำงานหนักมาตลอด แต่ก่อนตอนเรียนแม่ไปส่ง น้าไปส่ง ตอนทำงานก็ไปพร้อมพ่อ เพราะเราขับรถไม่เป็น เฮงซวยปะ (หัวเราะ) กลับบ้านก็มีข้าวกิน ซึ่งตอนนั้นเราไม่เคยสังเกตเรื่องพวกนี้ มองกลับไปรู้สึกว่าคนที่มาใช้ชีวิตกรุงเทพฯ คนเดียว อยู่หอ อยู่คอนโดฯ แม่งโคตรเก่งเลย เราแค่ทำงานทั้งวัน กลับบ้านก็รู้สึกว่าตัวเองเหนื่อยมากแล้ว แต่จริงๆ คนอื่นๆ ที่กลับบ้านไปเขาต้องไปทำอย่างอื่นอีก เชี่ย กูต้องจัดห้องโว้ย กูต้องซักผ้า กูต้องหาข้าวกิน พอมาใช้ชีวิตเองเลยรู้ว่ามันเหนื่อยได้กว่านั้นอีก

หลักสูตรที่เรียนเราต้องอ่านหนังสือเยอะมาก และเราไม่ใช่คนหนังสือ ตอนที่คนเขาอ่าน แฮร์รี่ พอตเตอร์ กัน เราก็ไม่ได้อ่านอะไร จำได้เลยว่าเทอมแรกคือทรมานมากๆ ที่เขาให้มาอ่านก็อ่านไม่ทัน แล้วยังต้องทำการบ้าน ทำโน่นทำนี่อีก นิสัยที่เปลี่ยนคือ เราตื่นหกโมงเช้าทุกวันเพื่อมาอ่านหนังสือ อ่านให้เข้าใจว่ามันคืออะไร ตอนนั้นเปิดดิกฯ เกือบทุกคำ อ่านไปก็จำไม่ได้ อ่านรอบแรกคือแค่โน้ตว่ามันแปลว่าอะไร ประโยคนี้มันน่าจะพูดถึงอะไร สิ่งที่ทำได้ก็คือต้องอ่านหลายๆ รอบ แล้วก็ค่อยๆ ปรับตัวขึ้นเรื่อยๆ มันเป็นประสบการณ์ที่เปลี่ยนนิสัยตัวเองไปเลย ตื่นเช้ากูก็ไม่ใช่คนตื่นเช้า หนังสือก็ไม่ชอบอ่าน กูชอบทำงาน (หัวเราะ) 

แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาก็ดีมากๆ คุณได้รางวัลวิทยานิพนธ์ยอดเยี่ยม และได้ทำงานกับบริษัทสถาปัตยกรรมชื่อดังของที่โน่น บรรยากาศการทำงานเหมือนกับที่เคยทำไหม

ค่อนข้างต่างเลย บริบทของการทำงานต่างมาก วัฒนธรรมการทำงานต่างมาก วิธีคิดต่างมาก ลูกค้าก็ต่าง คอนเซปต์ก็ต่าง จริงๆ มันต่างกันทุกเรื่องแหละ รูปแบบก็ต่าง การใช้งานโปรแกรมก็ต่าง ซึ่งมันเริ่มจากข้อจำกัดที่ต่างกัน กระบวนการคิดหรือการทำงานก็เลยต่างไปด้วย

เราว่าสถาปนิกเหมือนนักกฎหมาย การทำงานของเรามันเริ่มจากปัญหา เริ่มจากคำถามว่าเราจะออกแบบเพื่อแก้ปัญหาอะไร ไม่ใช่ทำยังไงให้สวย นั่นไม่ใช่คำถามแรก ยกตัวอย่าง ที่ออฟฟิศเราทำวิจัยขึ้นมาชิ้นหนึ่ง พูดเกี่ยวกับว่า คนเรา Occupy สเปซยังไง สมมติเราจะสร้างอะไรขึ้นมาสักอย่าง เราต้องคิดเลยว่าพฤติกรรมผู้ใช้เป็นยังไง ซึ่งเมื่อก่อสร้างเสร็จ มันมักจะไม่เป็นอย่างที่เราคิดไว้ตอนแรก 

ว่าน รัชชุ สุระจรัส จาก Seasons Change สู่ภูมิสถาปนิกในสหรัฐฯ ที่ทำงานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม

ทำให้นึกถึงสิ่งที่ ทิงเกอร์ ฮาตฟิลด์ (Tinker Hatfield) ดีไซเนอร์ของแบรนด์ไนกี้ เคยพูดไว้ว่า “งานออกแบบไม่ใช่ศิลปะ เป้าหมายสุดท้ายของมันคือการแก้ปัญหาอะไรบางอย่าง”

ที่ออฟฟิศเราทำวิจัยเรื่องหนึ่ง เขาสังเกตพฤติกรรมคนในสวนสาธารณะหรือห้างสรรพสินค้าในนิวยอร์ก พบว่าต่อให้เรามีพื้นที่โล่งให้คนมาพบปะแค่ไหน คนก็ยังไปยืนรวมๆ กันตรงหัวจ่ายน้ำดับเพลิง หรือเรามีทางเดินกว้างริมตึกให้ คนก็ยังไปเดินทางเล็กๆ อยู่ได้ วิธีการคิดเลยเป็นการตั้งคำถามว่า ‘ทำไม’ เป็นเพราะอุณหภูมิเหรอ เพราะเงาเหรอ เพราะต้นไม้เหรอ เพราะระยะห่างเหรอ มันคือการพยายามเข้าใจคนเพื่อจะได้รู้ว่าต้องแก้ปัญหายังไง

เป้าหมายวันนี้ของคุณในฐานะภูมิสถาปนิกคืออะไร

ทุกๆ อย่างมันมีลิมิตของมัน เราอยากจะรักษาความอยากรู้ของตัวเองให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าตอบว่าโตไปอยากทำงานออกแบบที่ดี นักออกแบบทุกคนก็คิดแบบนั้น ทุกคนก็อยากทำงานที่ดี ซึ่งงานที่ดีของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันอีก รสนิยมคนนี้เป็นยังไง งบของโปรเจกต์นี้เป็นยังไง การบริหารของโปรเจกต์นี้เป็นยังไง เรารู้แล้วว่าเราชอบอะไร เราสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องเมือง เราก็อยากรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ พยายามหาคำตอบทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าจะมีคำตอบหรือเปล่า นั่นคือเหตุผลที่ทำไมหลังเลิกงานเรายังหางานประกวดแบบทำ ทำไมเรายังไปงานเลกเชอร์ต่างๆ ตลอดเวลา

แล้วงานออกแบบที่ดีของคุณคือ…

งานออกแบบที่ดีของเราเหรอ (นิ่งคิด) มีคำถามหนึ่งที่เราว่าภูมิสถาปนิกทั่วโลกถามเหมือนกัน คือคำจำกัดความของภูมิสถาปัตย์คืออะไร สาขานี้มันมีมานานมากแล้ว แต่คำนิยามก็ยังไม่ชัดเลย มันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จากยุคสมัยแรกมาจนถึงยุคสมัยนี้ คำถามที่เราตั้งก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่นั่นเป็นความสนุกของอาชีพนี้ เพราะยังเหลือพื้นที่อีกเยอะที่ไม่เคยมีคนไป ซึ่งก็ไม่รู้มันเป็นยังไงนะ แต่เราอยากเข้าใจมันมากขึ้น เข้าใจทุกๆ อย่างรอบตัวมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ดีไซเนอร์รองเท้าไนกี้ที่พูดเมื่อกี้ ถ้าวันหนึ่งเขาไม่คิดระบบที่ซัพพอร์ตเท้าขึ้นมา ไม่พัฒนาต่อเพื่อหาสิ่งใหม่ตลอด คนก็คงจะเข่าเสื่อมและข้อเท้าเจ๊งตลอดเวลา ในทุกข้อจำกัดก็เปลี่ยนไปตามยุคตามสมัย งานออกแบบที่ดีสำหรับเราจึงต้องต่างกันไปตามกาลเทศะ ตอบโจทย์คนหมู่มากได้ และไม่ใช่แค่คน มันจะตอบโจทย์สิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์เรื่องน้ำ ตอบโจทย์เรื่องสัตว์

เราว่าช่วงหลังวิกฤต COVID-19 จะท้าทายนักออกแบบทั่วโลกเลย เพราะพฤติกรรมมนุษย์เปลี่ยนแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ เราไม่รู้ว่าในอนาคตเราจะใช้ชีวิตอยู่บ้านหรือ Social Distancing ไปอีกนานเท่าไหร่จนกว่าจะมีวัคซีน หรืออาจจะมีโรคระบาดใหม่ๆ ในอนาคตอีก มันเลยมีข้อจำกัดใหม่ๆ ของวิชาชีพนี้เสมอ รวมถึงวิชาชีพอื่นด้วยนะ ใครจะไปคิดว่าวันหนึ่งน้ำมันจะมีค่าน้อยกว่าหน้ากากล่ะ 

ว่าน รัชชุ สุระจรัส จาก Seasons Change สู่ภูมิสถาปนิกในสหรัฐฯ ที่ทำงานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม

คุณเคยบอกว่า ตัวเองเป็นนักออกแบบที่เข้าใจโลก ยังคิดเหมือนเดิมไหม

คำตอบดูเอาเลี่ยนเหมือนกันเนอะ (หัวเราะ) ตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่ เป็นมาตลอด สมมติเราเริ่มตั้งคำถามหนึ่งอย่าง มันจะไม่เคยเป็นคำถามด้านเดียว โจทย์ไม่ใช่แค่การตอบคำถามลูกค้า ลูกค้าเป็นแค่หนึ่งบทเรียน แต่มันมีเรื่องอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการที่เราเข้าไปปรับเปลี่ยนอะไรในพื้นที่หนึ่ง และเราจะทำงานกับเงื่อนไขที่มีอย่างไร มันคือคำถามที่ต้องการความเข้าใจจริงๆ 

มันคือการคิดเผื่อเกินกว่าโจทย์ที่ตั้งไว้ตอนแรก

ใช่ สมมติว่ามีคนให้เราทำนาเกลือ โจทย์คือทำยังไงให้มันมีผลผลิตมากที่สุด เราก็คงออกแบบนาเกลือที่ Innovative มากๆ ถ้าเราตอบคำถามแค่นั้น มันก็จะจบอยู่แค่นั้น แต่ถ้าถามกลับว่าน้ำเกลือมีผลอะไรกับดิน ในระยะยาวคุณสมบัติของดินที่อยู่ในพื้นที่ที่มีน้ำเกลือตลอดเวลาจะเปลี่ยนไปยังไงบ้าง จะกลายเป็นดินห่วยๆ ที่ใช้งานไม่ได้แล้วหรือเปล่า แล้วเราจะฟื้นฟูมันอย่างไร มันมีสัตว์ที่เกี่ยวข้องกับนาเกลือไหม และความสัมพันธ์ของทั้งสองสิ่งนี้คืออะไร

เราว่าคำถามแรกมีผลต่อความเข้าใจมาก มันเป็นตัวกำหนดทิศทางว่าสิ่งที่เราทำจะไปทางไหน แต่งานหนึ่งงานคงตอบทุกอย่างบนโลกใบนี้ไม่ได้หรอก มันไม่มีหนึ่งคำตอบสำหรับทุกๆ เรื่อง การออกโจทย์ที่มีคำตอบถูกทุกข้อคงไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดเท่าไหร่ นักออกแบบที่เข้าใจโลกในความหมายของเราเลยไม่ใช่แบบ กูแม่งแกร่งกว่าใคร กูแม่งเข้าใจโลกว่ะ แต่เป็นการพยายามทำความเข้าใจหลายๆ มุมที่แตกต่างกัน เพื่อนำไปสู่คำถามใหม่ๆ ได้

ถ้าวันนี้ต้องกลับไปทำโปรเจกต์ที่เป็นเหตุผลให้ตัดสินใจไปเรียนต่อ คิดว่าจะทำมันได้อย่างภาคภูมิใจหรือยัง

เป็นคำถามที่ดีมาก ไม่เคยกลับไปคิดเลย (นิ่งคิด) หลักๆ ก็คงทำได้ดีขึ้นแหละ ไม่ใช่เพราะได้มาเรียนต่อเลยทำให้เราเข้าใจปัญหาเหล่านี้ได้มากขึ้นนะ เราเข้าใจมันเท่าเดิม แต่เราคงละเอียดลออและระมัดระวังมากกว่าวันที่เราเป็นเด็ก เราคงจะรอบคอบกว่านี้ ความหุนหันพลันแล่นที่มีในวันนั้นก็คงน้อยกว่านี้ ถ้ามาถามเราอีกทีตอนอายุสี่สิบ เราก็คงตอบด้วยคำตอบเดิม เพราะเราคงตอบไม่ได้ว่ามันดีกว่ายังไง แต่มันจะดีสุดเท่าที่ความสามารถเราทำได้ในตอนนั้นแล้ว

ว่าน รัชชุ สุระจรัส จาก Seasons Change สู่ภูมิสถาปนิกในสหรัฐฯ ที่ทำงานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ในวันที่อะไร ๆ ก็ดูไม่เป็นใจเราเท่าไหร่ ต้องเผชิญหน้ากับรถที่ติดบรม ฟ้าฝนเริ่มตั้งเค้า สติสตังพลันหล่นหาย ด้วยสภาพร่างกายที่ไม่อำนวยความสะดวกนัก

เรื่องดี ๆ ไม่กี่อย่างในวันนี้คือ เรานัดพบกับศิลปินคนหนึ่งในยามบ่าย

บทสนทนาที่ยาวนานร่วมชั่วโมง ทำให้เราเข้าใจว่ามันก็เป็นเพียงวันแย่ ๆ หนึ่งวันในชีวิต เป็นรสชาติขื่นขมที่ต้องฝืนกลืนลงไปบ้าง และเช้าวันใหม่จะงดงามอีกครั้งเสมอ

เราคุยกับเขาในนาม จ๋าย-อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมี คนละคนกับ จ๋าย ไททศมิตร ที่เขาเองบอกว่าไม่มีทางเป็นคนเดียวกันได้ เว้นแต่มีเนื้อในและความเชื่อเดียวกันเท่านั้น

ใครหลายคนมักพูดกันว่า ชีวิตก็เหมือนหนังเรื่องหนึ่งที่ยากจะรู้ตอนจบของมัน และตัดสินกันแค่ฉากเดียวไม่ได้ เราโยนคำถามง่าย ๆ ต่อให้จ๋าย หลังเขากลับมาสานต่อความฝันอยากเป็นผู้กำกับในวัยเยาว์ ด้วยการกำกับ MV เพลง ความสัมพันธ์ซับซ้อน ของมนัสวีร์ ศิลปินรุ่นน้องในค่ายของเขาเอง

เราถามจ๋ายว่าถ้าชีวิตเป็นเหมือนหนังเรื่องหนึ่งจริง ในสายตาผู้กำกับหน้าใหม่ หนังของเขาจะเป็นอย่างไร

จ๋ายหัวเราะเสียงดัง ก่อนจะเริ่มต้นเล่าให้เราฟัง

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย
ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 1 คุณยายผมดีที่สุดในโลก

“หนังของผมมันเหมือนรถไฟเหาะ ยาวมาก ผมว่ามันจะเป็นหนัง 4 ภาค

“ภาคแรกเป็นหนังแนวญี่ปุ่น คุณยายผมดีที่สุดในโลก อวล ๆ อบอุ่น ร้องไห้น้ำตาไหล”

แน่นอนไม่ต้องบอก จ๋ายเป็นเด็กที่เติบโตมาด้วยการเลี้ยงดูของยาย พ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่เขายังจำความไม่ได้ เราเกือบไม่มีศิลปินที่ชื่อจ๋ายอย่างทุกวันนี้ด้วยซ้ำ เพราะใครต่างก็บอกว่าหากเด็กคนนี้ลืมตาดูโลกขึ้นมาจะมีร่างกายไม่สมประกอบ แม้กระทั่งถูกบอกว่าถ้าเกิดเป็นผู้หญิงจะไม่มีใครเลี้ยงดู

จ๋ายเล่าเองก็ยังเขิน ที่ชีวิตจริงของเขาน่าสงสารเกินกว่าจะเชื่อลง แต่ถึงอย่างนั้น ไม่ว่าดีหรือเลว ยายก็ยังเลี้ยงดูเขาด้วยความรัก ไม่เคยคาดหวังให้เขาเป็นอะไร จ๋ายจึงเป็นเด็กที่เติบโตมาโดยปราศจากความฝัน มีเพียงอิสระทางความคิด

คอหนังญี่ปุ่นจะทราบดี ว่าโทนหนังสีอบอุ่นในบรรยากาศนุ่มนวลแบบนี้ มักลงเอยด้วยคราบน้ำตาเต็มสองแก้ม เพราะละอองแห่งความสุขของเด็กน้อยจบลงด้วยการที่ยายจากไปไม่มีวันกลับ ขณะที่เขาเป็นเพียงเด็กประถม

น่าสนใจว่าปัจจุบัน ทั้งบทบาทการเป็นนักแสดง นักร้อง รวมถึงรอยสักมากมายที่ทั้งปรากฏและไม่ปรากฏให้เห็น ล้วนเป็นการแสดงออกถึงตัวตนอย่างหนึ่งของเขาหรือไม่

จ๋ายตอบว่าลึก ๆ แล้ว เขาชอบให้คนมาสนใจตั้งแต่เด็ก พยายามหาความรักจากที่อื่นมาทดแทนความอบอุ่นของพ่อแม่ที่ขาดหายไป แม้ในบางช่วงชีวิต ความกล้าแสดงออกของเขาจะหนักไปทางเรื่องไม่ดีก็ตาม

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย
ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 2 เรียกเขาว่าอีกา

“ภาค 2 เป็นอีกาเลย เป็นเรื่องตอนที่เราย้ายไปจังหวัดสุราษฎร์ธานี เราเริ่มสู้คน มีเรื่องชกต่อย โดนกระทืบ คนล้อเราไอ้ลาว สารพัด”

หลายคนรู้จักจ๋ายจากการเป็นนักร้องนำวงไททศมิตร เพลง แดงกับเขียว หรือภาพลักษณ์ไว้หนวดเครายาว ยากจะมีใครเหมือน แต่จ๋ายบอกกับเราว่า เพราะการรับบทเป็น ‘บิลลี่ อินทร’ จากภาพยนตร์เรื่อง 4 Kings ทำให้คนแห่แหนรู้จักไททศมิตรมากขึ้นเป็นเท่าตัว จากที่เคยมีโต๊ะว่างเวลาเล่นคอนเสิร์ต ก็ไม่มีภาพนั้นให้เห็นอีกแล้ว

แม้บทบาทการเป็นบิลลี่ จะทำให้เขาคว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมมาครอบครอง มีเครื่องการันตีความสามารถ ได้รับการยอมรับในฐานะนักแสดงในสายตาใครหลายคน จ๋ายกลับบอกว่า นั่นยังไม่ถึงมาตรฐานที่เขาเคยทำได้

“ผมว่าผมแสดงได้ดีกว่านี้ถ้าได้เล่นหลังเรียนจบใหม่ ๆ ผมเป็นจ๋ายไททศมิตรมานานแล้ว ผมทิ้งการแสดงไป เพราะผมยอมรับในอุตสาหกรรมหนังบ้านเราว่าไม่มีที่ให้กับคนอย่างผม เราไว้หนวด ไว้เครา สักทั้งตัว ผมคงไม่มีทางโด่งดังเหมือนพระเอกละคร”

เราพยายามเทียบให้เห็นภาพตัวเขาในภาค 2 นี้ง่าย ๆ เพราะจ๋ายเองก็ผ่านการตอบคำถามเรื่องชีวิตมามากมาย และเรื่องราวของเขามันเยอะสิ่งจนไม่สามารถสาธยายให้ฟังได้ทั้งหมด

คิดว่าตัวคุณกับ บิลลี่ อินทร เหมือนหรือต่างกันยังไง เราถาม

“เหมือนกันเลยครับ” เขาตอบทันที “บิลลี่อาจจะไม่ใช่ทั้งหมดของจ๋าย แต่ทั้งหมดของบิลลี่ในหนังเป็นจ๋ายแน่ ๆ เราเป็นคนมีอะไรแล้วไม่ค่อยพูดเหมือนกัน ครอบครัวแตกแยก เคยเข้าสถานพินิจ พื้นเพคล้ายกันมาก”

ส่วน เรียกเขาว่าอีกา เชื่อว่าคนวัยทำงานอย่างเรา ๆ คงไม่มีใครไม่รู้จักหนังวัยรุ่นชกต่อยในตำนานแห่งโรงเรียนมัธยมปลายซูซูรัน ที่ต้องต่อสู้กันเพื่อชิงความเป็นใหญ่และอำนาจเบ็ดเสร็จในการควบคุมโรงเรียน จนกระทั่ง ‘เก็นจิ’ นักเรียนชายปริศนาย้ายเข้ามาที่นี่ เช่นเดียวกับเด็กอีสานที่ต้องกลายไปเป็นคนแปลกหน้า แปลกถิ่น ในแผ่นดินด้ามขวานอย่างเขา

ถ้าจ๋ายว่าช่วงชีวิตหนึ่งของเขาเป็นเหมือนหนังเรื่องนี้ ลองคิดกันเล่น ๆ ว่าแก๊ง 4 Kings เป็นอีกหนึ่งผู้ทรงอิทธิพลในซูซูรัน เข้าไปมีเรื่องกับเก็นจิ ต่อยตีกับกองกำลังเซริซาวะ ด้วยทักษะการต่อสู้แบบแดงกับเขียว จินตนาการเอาแล้วกันว่าจะเลือดตกยางออกขนาดไหน

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 3 สั่งเจ้าพ่อไปเรียนหนังสือ

“ภาค 3 ก็เป็นเรื่องในมหาลัย สั่งเจ้าพ่อไปเรียนหนังสือ ถึงเวลาที่ต้องตั้งใจเรียนแล้ว ผมเป็นเด็กเนิร์ดมาก อยากเก่งกว่าเพื่อน อยากเก่งกว่ารุ่นพี่ อยากเก่งกว่าอาจารย์ แสดงละครทุกเรื่อง หอบผ้าหอบผ่อนมากินนอนที่มหาลัย”

หลังยายจากไปและผ่านการตะลุมบอนแบบซูซูรันมาอย่างโชกโชน จ๋ายเริ่มมีความคิดอยากเป็นผู้กำกับก็ตอนมัธยมปลาย จากการถูกครูชักชวนให้ขึ้นไปแสดงบนเวทีหลายครั้ง พอได้ลองเป็นผู้ควบคุม ได้คิด ได้วางแผน เขาก็ชอบจนอยากเรียนต่อด้านนี้อย่างจริงจัง แม้จะไม่ได้เป็นคอหนังตัวยง ไม่มีภาพยนตร์เรื่องโปรด ไม่มีผู้กำกับหนังในดวงใจ จ๋ายใกล้ชิดกับโลกดารามากที่สุดก็คงจะเป็นตอนที่ถูกถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร แล้วเขาตอบว่า ‘ตี๋ใหญ่’ นั่นแหละ

จากเด็กที่อยู่โดยปราศจากความฝัน กลายเป็นเด็กที่ทะเยอทะยานอยากเก่งกว่าใคร ในยุคที่ละครเวทีของ บอย ถกลเกียรติ ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จ๋ายคิดว่าการเป็นผู้กำกับละครเวทีจะต้องยากและท้าทายมากกว่าแน่นอน เว้นเสียแต่ว่า

“จุดเปลี่ยนของเรา คือ อาจารย์จับเราไปเล่นเรื่อง คำพิพากษา เป็นละครเวทีเรื่องแรก ด้วยลุคที่เราไว้หนวดมาตั้งแต่ปีหนึ่ง ก็ได้รับบทเป็นสัปเหร่อ มันมีบทพูดว่า “โลกยังหมุนวนต่อไป ไม่มีเอ็ง ไม่มีข้า ก็ไม่มีใครใส่ใจ เพลงชาติก็ยังขึ้น จบก็สวดมนต์ แล้วครูใหญ่ก็ให้โอวาทเหมือนทุกวัน”

“เราพูดเสร็จแล้วน้ำตาไหลทำไมไม่รู้ แล้วเราก็แบลงก์เลย ลืมบท เล่นเสร็จเราลงมาถามอาจารย์ว่าเมื่อกี้มันคืออะไร เหมือนไม่ใช่ตัวเรา เขาบอกว่านี่แหละ คือการแสดง

“ผมสักคำว่า ‘ศีล’ กับ ‘สติ’ หลายคนถามว่ามาจากศาสนาเหรอ เปล่าเลย มาจากการเล่นละคร เพราะการแสดงมีอคติไม่ได้ ต้องถือศีล ไม่มีใครทำถูกใจใครทั้งหมด เสี้ยวหนึ่งของเขาอาจจะติดใจเราบ้าง แต่เราก็ต้องเล่น”

เพราะชีวิตประจำวันในบางครั้งเหนื่อยยากเหลือเกิน จ๋ายจึงชอบเวลาที่ได้สวมบทบาทเป็นคนอื่น เราถามเขาต่อว่าเหตุการณ์ไหนเกิดขึ้นก่อนกัน ระหว่างเป็นจ๋ายที่ร้องเพลงเพราะ หรือต้องฝึกร้องเพลงให้เพราะเพื่อเล่นละครเวที แปลกที่เขาไม่เลือกสักอย่าง แต่จ๋ายตอบว่าเขาไม่คิดว่าตัวเองร้องเพลงเพราะ

“ทุกวันนี้ก็ยังไม่คิดว่าเพราะ ผมจะประหม่ามากเวลาร้องกับนักร้องที่มีชื่อเสียง เช่น ลูกหว้า พิจิกา, พี่พี สะเดิด ถ้าต้องใส่สูท ยืนหน้าเวที ร้องเพลงจริงจัง แต่ผมไม่มีปัญหากับการแสดงสดไททศมิตร”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

ภาค 4 ไททศมิตร

หยิ่งทะนงองอาจในวิถี แบกศักดิ์ศรีค้ำคอเดินสุดสาย ไม่ยอมงอ อ่อนข้อ โถ ไอ้ควาย เมื่อความตายมาเยือนเพื่อนไม่มี

หยิ่งผยองลำพองว่าตนเก่ง ว่าตนเจ๋งว่าตนสุด ไอ้ฉิบหาย เมื่อถึงฆาตถึงคราวชีพมลาย ผลสุดท้ายกลัวตายเป็นแม่งทุกคน

บทเปิดทรงพลังจากเพลงดัง แดงกับเขียว เราพบว่ามันคล้ายคลึงกับละครเวทีอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อถามว่าจ๋ายดีไซน์หรือนำเทคนิคจากละครเวทีมาใช้ในการแสดงสดด้วยหรือไม่ เขาตอบว่าไททศมิตรเล่นสดด้วยสัญชาตญาณ

หากใครไม่เคยดูการแสดงสดของพวกเขา เราขอท้าให้คุณไปดูว่ามันดุเดือดขนาดไหน และคำตอบของคำถามว่า ‘ทำไมจ๋ายไททศมิตรกับจ๋ายที่นั่งอยู่ตรงหน้าเราถึงเป็นคนละคนกัน’ ก็เป็นเพราะไม่มีใครแสดงความ Aggressive ได้ตลอดเวลา (จ๋ายย้ำว่าฝากบอกทุกคนด้วย ว่าการเล่นสดแต่ละครั้งกินพลังมากเหลือเกิน)

เขาเชื่อว่าศิลปะทุกแขนง ทั้งงานศิลป์ ดนตรี ละคร ภาพยนตร์ ฯลฯ มีแก่นเดียวกัน คือการทำให้ผู้รับสารรู้สึกได้ เพียงแต่วิธีการแสดงออกแตกต่างกันเท่านั้น การเล่นสดของพวกเขาจึงไม่ใช่การจัดวาง ไม่มีดีไซน์ ไม่กำหนดว่าใครรับบทเป็นใคร หากเล่นไปตามความรู้สึกอย่างเต็มที่ คนดูย่อมรู้สึกไปกับมัน

หลังโลดแล่นอยู่บนเส้นทางดนตรีมาพักใหญ่ ในที่สุดเขาก็ได้หวนกลับไปทำตามฝัน และใช้ทักษะจากการเรียนละครเวทีเป็นข้อได้เปรียบ เรากำลังพูดถึง MV เพลง ความสัมพันธ์ซับซ้อน ของมนัสวีร์ ที่เขาลงมือเขียนบทและกำกับด้วยตัวเองเป็นชิ้นแรก

จ๋ายเล่าว่า เขาเริ่มจากการตีความหมายของชื่อเพลง มองเห็นว่ามนุษย์เราจับความรู้สึกกันได้เก่งมาก บางทีเพื่อนทะเลาะกัน เดินเข้ามาในห้อง เพื่อนอีกคนก็จะรับรู้ได้ทันทีว่าวันนี้ไม่ปกติ เช่นเดียวกับตัวเอก 3 คนที่มีความรักให้กันเป็นวงกลมอยู่ดี ๆ พอมีสถานะมาครอบไว้ก็กลายเป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนขึ้นมา ส่วนเรื่องโรคเอดส์ จ๋ายอยากเป็นกระบอกเสียงให้กับชาว LGBTQIA+ ที่ในยุคหนึ่งก็เคยออกมาต่อสู้เรื่องนี้อย่างจริงจัง

เราอดถามไม่ได้ว่าคนที่มีประสบการณ์การกำกับน้อยมากอย่างเขา มีวิธีการทำงานอย่างไร

“ผมเป็นผู้กำกับที่ปล่อยให้คนเก่งทำงาน และไม่ทำในสิ่งที่ไม่รู้ อย่างเรื่องภาพ เราก็จะให้คนที่เขาเชี่ยวชาญทำ เราเอาเวลามาเวิร์กกับบท ที่มาที่ไปของตัวละคร เป็นแอคติ้งโค้ชบ้าง เพราะเราถนัดเรื่องนี้”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู
คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

เมื่อพระเอกผ่านการใช้ชีวิตมาอย่างยากลำบาก (อาจถึงขั้นเข็ดหลาบ) ถึงจุดหนึ่งก็ต้องถึงคราวอวสาน เราถามจ๋ายว่าเขาออกแบบตอนจบของหนังความยาว 4 ภาคนี้ว่าอย่างไร จ๋ายตอบทันควันว่า “ตายครับ”

เป็นอย่างที่จ๋ายเคยพูดไว้ในการสัมภาษณ์รายการหนึ่ง ว่าเขาอยากนอนอยู่บนเตียง ตายไปโดยที่ยังหัวเราะได้อย่างสุดเสียง เพราะเขาสะใจที่ได้ใช้ชีวิต

เพียงแต่มีเพิ่มเติมเล็กน้อยก็ตรงเมื่อถึงแดนสนธยา ยายที่จ๋ายรักที่สุดในโลกจะยืนรอเขาอยู่ตรงนั้น ทักทายเขาด้วยน้ำเสียงประชดประชันที่จ๋ายอาจลืมไปแล้วว่า “เป็นไง เหนื่อยไหม” กับชีวิตเหนื่อยยากมานานที่ได้จบลงเสียที

“ถ้าเราสามารถสร้างตัวละครยายให้คนดูผูกพันได้ตั้งแต่ภาคแรก แล้วปิดจบด้วยยายนะ โอโห ผมว่าน้ำตาท่วมโรง

“ผมจะตั้งชื่อหนังเรื่องนี้ว่า ‘จ๋าย’ ไม่มีต่อท้าย ไม่มีอะไร คำโปรยก็ง่าย ๆ ว่าชีวิตจริงมันยิ่งกว่าละครนี่แหละ”

เขียนบทและกำกับโดยจ๋าย

“อะไรที่เป็นของจริงมักจะดี อะไรที่ดีมักจะจำเป็น และอะไรที่จำเป็นมักจะได้รับการรักษา” คือคำพูดที่ โอม Cocktail มอบให้กับเขา

ผู้ชายที่สวมเสื้อลายเสือใหญ่ ซ่อนแววตาไว้ใต้เงาของหมวกถักคู่ใจ แต่ความคิดส่งตรงมายังปากได้อย่างฉาดฉาน ไม่มีลังเล จ๋ายบอกกับเราว่า ข้อดีอย่างหนึ่งของเขาคือการที่เขาสนทนาได้กับทุกคน ทั้งรุ่นน้อง รุ่นพี่ รุ่นเดียวกัน บางคนอาจจะไม่รู้ว่าเขาคุยได้ทั้งซ้ายและขวา

อย่างน้อยที่สุด จ๋ายอยากทำตัวให้มีประโยชน์ต่อสังคม และถ้ามีโอกาส เขาก็อยากทำหนังที่ส่งมอบความหวังให้กับประเทศนี้

“จริง ๆ เราอยากเล่าหลายเรื่องมาก เรื่องเล็ก ๆ ไม่ต้องเป็นเรื่องตัวเองก็ได้ แต่อยากเล่าให้คนดูรู้สึกไปกับมัน เราว่านี่คือความมหัศจรรย์ของภาพยนตร์ ทั้งภาพ แสง สี เสียง มันทำให้เรามีอารมณ์ร่วม

“เราอยากทำหนังที่เล่าเรื่องความหวัง เพราะเราว่าปัจจุบันที่คนเราทะเลาะกัน ด่ากัน ความโกรธมันเกิดจากความสิ้นหวัง เราอยากบอกว่ามันยังมีความหวังอยู่ ขอแค่รอเวลา ต่อให้ปัจจุบันดำมืดแค่ไหน มันจะยังมีแสงสว่างรออยู่ ขอแค่รออย่างมีหวัง สิ่งเหล่านี้มันยิ่งกว่าศาสนาอีกนะ”

ตลอดการพูดคุย จะเห็นว่าจ๋ายพูดเรื่องแสงสว่างในชีวิตบ่อยมาก เราถามเขาด้วยความสงสัยว่านั่นเป็นคติพจน์ประจำใจของเขาหรือเปล่า

“ไม่เชิงคติพจน์ มันเป็นความเชื่อของผมมากกว่า เราโตมากับยุคที่เพลงพูดถึงความเชื่อและความฝัน แต่เดี๋ยวนี้ไปสอนเด็กเรื่องความเชื่อมันด่าเราหมดแล้ว ข้าวยังไม่มีจะกินเลยจะให้เชื่ออะไร

“เราอยากให้ทุกคนใช้ชีวิตด้วยความรู้สึก ถ้าเรารักพ่อ สักวันหนึ่งพ่อจะต้องตาย แต่ถ้าเรารักความรู้สึกที่พ่อมีให้เรา พ่อจะไม่มีวันตาย”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

ย้อนกลับไปที่หนัง 4 ภาคของตัวเขาเอง ไม่รู้จ๋ายมองว่าแต่ละภาคใช้เวลานานแค่ไหน แต่หากต้องเล่าถึงอัตชีวประวัติตลอด 30 กว่าปีของเขาให้จบ เราอยากรู้ว่าจ๋ายจะให้ใครเล่นเป็นพระเอกหนังเรื่องนี้

“หายากมาก” เขาตอบ “มันต้องเหนื่อยมากนะ เล่นหนัง 4 ภาค ผมว่ามันต้องเป็นคนละคนกันเล่น เพราะเพื่อนที่อีสานก็จะงงว่าผมที่ร้องเพลงเป็นใคร เพื่อนที่เคยตีกันก็งงว่าผมที่ตั้งใจเรียนละครเวทีเป็นใคร เพื่อนทุกคนจะงงว่าทำไมจ๋ายมาเล่นหนัง มันเหมือนเป็นคนละคน”

แล้วคุณชอบภาคไหนของ ‘จ๋าย’ ที่สุด เราถาม

“ตอบไม่ได้ เมื่อก่อนอาจจะตอบได้ว่าเราไม่ชอบภาคนี้ของชีวิตเลย อยากตัดออกไป แต่ตอนนี้เรายอมรับความอ่อนแอของตัวเองได้แล้ว เราพูดทุกวันเกิดเลยว่า เราขอบคุณทุกคนในชีวิต ขอบคุณพ่อแม่ที่ทิ้งเราไปและที่กลับมาในวันนี้ ขอบคุณยาย ขอบคุณเพื่อน ขอบคุณสังคมแย่ ๆ ขอบคุณคนที่เคยกระทืบเรา มีเรื่องกับเรา”

ถ้านั่งอยู่ในโรงภาพยนตร์ เอนด์เครดิตก็คงกำลังเลื่อนผ่านไปพร้อมกับเพลงประกอบหนังสักเพลง มีรายชื่อคนที่เขารักและเคยบาดหมางในอดีตเป็นผู้ร่วมสร้าง มีความหวัง มีการจากลา ผ่านการเดินทางราวกับรถไฟเหาะที่เกินจะคาดเดา แม้บางทีเรื่องราวล้มลุกคลุกคลานจะเล่าไปแล้วอายเพื่อน แต่จ๋ายยังคงยืนยันว่าอยากให้ทุกคนได้ดูหนังชีวิตของเขา

“ถ้าคนชื่อจ๋ายดังมีชื่อเสียง หนังมันก็คงจะทำเงิน แต่ผมไม่รู้สึกว่าผมดัง ความดังคืออะไร มันวัดกันเป็นเดซิเบลไม่ได้ ถ้าผมยังเดินห้างได้อยู่ก็โอเค อาจจะยังไม่ดังมาก” ผู้กำกับหนังหัวเราะ

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load