“มันซีเรียสเปล่านะ เราเห็นเต้ย (จรินทร์พร จุนเกียรติ) ตอบซีเรียสมาก พออ่านเรื่องเต้ยแล้วรู้สึกว่าทำไมมันดูวิชาการจัง”

ว่าน-รัชชุ สุระจรัส บอกเราด้วยเสียงหัวเราะทันทีที่บทสนทนาผ่านแอปพลิเคชันออนไลน์ระหว่างกรุงเทพฯ-แคลิฟอร์เนียเริ่มขึ้น เรานัดสัมภาษณ์กันตอนสายๆ ของวันพุธหนึ่ง

ว่านเป็นที่รู้จักครั้งแรกในบทของ ‘เฉด’ เพื่อนพระเอกอารมณ์ดีในภาพยนตร์ไทยเรื่อง Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย หลังจากนั้นเขาก็มีผลงานในวงการบันเทิงมาเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์หรืองานพิธีกร และเรามักจะเห็นเขาตามเว็บไซต์ข่าวบันเทิงเสมอ จนเมื่อประมาณ 3 ปีก่อน เขาตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาโทที่สหรัฐอเมริกา สาขาภูมิสถาปัตยกรรม (Landscape Architecture) เหมือนที่เคยเรียนตอนปริญญาตรี เพราะได้ทำงานโปรเจกต์หนึ่งซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิต

เขาสนใจเรื่องภูมิสถาปัตยกรรมที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมเป็นพิเศษ สนใจเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเมือง พื้นที่ คน น้ำ ธรรมชาติอื่นๆ และเชื่อว่างานออกแบบต้องสามารถแก้ปัญหาได้ วิทยานิพนธ์ทั้งปริญญาโทและปริญญาตรีของว่านจึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับน้ำท่วมในกรุงเทพฯ ซึ่งได้รับถึง 2 รางวัลด้วยกัน คือ RISD: The Landscape Architecture Department Thesis Award และ ASLA RI (American Society of Landscape Architects, Rhode Island Chapter) Merit Award 2019 : In recognition of outstanding academic achievement และยังทำให้เขาได้เป็นตัวแทนของ Rhode Island School of Design ไปขึ้นเวทีพูดในงาน Design Indaba 2020 ที่ประเทศแอฟริกาใต้พร้อมกับนักสร้างสรรค์จากทั่วโลกเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ปัจจุบันเขาย้ายมารัฐแคลิฟอร์เนียเพื่อทำงานในตำแหน่งภูมิสถาปนิกที่ SWA Group บริษัทสถาปนิกที่มีสาขาในหลายประเทศ

เมื่อวันพุธที่นัดสัมภาษณ์มาถึง เราอ่านทวนประเด็นที่จะคุยกับเขาอีกครั้ง ทั้งเรื่องชีวิต การเติบโต การตัดสินใจไปเรียนต่อ วิธีการคิดวิเคราะห์แบบสถาปนิก งานออกแบบที่ดี ไปจนถึงเป้าหมายของเขาในฐานะภูมิสถาปนิกคนหนึ่ง เราอยากให้บทสนทนาต่อไปนี้เป็นการพูดคุยกับนักออกแบบที่เป็นนักแสดง ไม่ใช่นักแสดงที่เรียนออกแบบ แล้วเสียงเรียกเตือนของแอปฯ LINE ก็ดังขึ้น

“สรุปเรานัดวันพุธของที่นี่หรือที่โน่นนะ แต่ได้ทั้งคู่ ฮ่าๆๆ”

ว่าน รัชชุ สุระจรัส จาก Seasons Change สู่ภูมิสถาปนิกในสหรัฐฯ ที่ทำงานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม

ชีวิตที่ย้ายจากฝั่งนิวยอร์กมาแคลิฟอร์เนียตอนนี้เป็นยังไงบ้าง

บริษัทเราอยู่เมืองเหนือซานฟรานซิสโกชื่อ Sausalito ติดทะเล ชิลล์ อากาศดี พอย้ายมาฝั่งตะวันตกรู้สึกว่าตัวเองเอาตัวรอดจากอากาศได้ง่ายขึ้น ฝั่งตะวันออกมันหนาว หนาวแบบไม่อยากทำอะไรเลย แล้วเราเป็นคนขี้หนาว ส่วนคนฝั่งตะวันออกกับฝั่งตะวันตกก็ต่างกันมาก คนฝั่งนี้เขาชิลล์จนเราตกใจ โคตรชิลล์ บางทีไปสั่งกาแฟ บาริสต้าจะทำช้ามาก ทำไมช้าจังวะ เฮ้ย ทำกาแฟไปดูซีรีส์ไปเหรอ (หัวเราะ) ในขณะที่คนฝั่งตะวันออกทำงานกันหนักมาก ดูรีบตลอดเวลา

ช่วงแรกๆ ที่มานี่นอนไม่หลับเลย เพราะเราใช้พลังงานไม่หมด แต่ก่อนทุกๆ วันเวลากลับบ้านมามันจะเหนื่อย นอนหลับสนิท แต่ที่นี่คือหกโมงเย็นเลิกงานแล้ว ไม่เคยเจอ 

ว่าน รัชชุ สุระจรัส จาก Seasons Change สู่ภูมิสถาปนิกในสหรัฐฯ ที่ทำงานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม
ว่าน รัชชุ สุระจรัส จาก Seasons Change สู่ภูมิสถาปนิกในสหรัฐฯ ที่ทำงานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม

หลงใหลอะไรในภูมิสถาปัตยกรรม ถึงเลือกเรียนและเลือกทำงานด้านนี้ต่อ

นั่นน่ะสิ ทั้งๆ ที่เราอยากเล่นดนตรีนะ ตอนนี้ก็ยังอยากเป็นอยู่ ถ้ามีคนถามว่าอยากเป็นอะไร ก็คงจะตอบว่า นักดนตรี ส่วนสถาปนิกคืองานหลัก ซึ่งเป็นอาชีพที่สนุกมาก 

พ่อเราก็เป็นภูมิสถาปนิก เปิดบริษัท เราเห็นพ่อทำงานมาตั้งแต่เด็ก พอรู้จักมันประมาณหนึ่งว่าภูมิสถาปัตย์เป็นยังไง ตอนนั้นไม่รู้ว่าชอบหรือไม่ชอบนะ พอไปเรียนติวแล้วต้องวาดรูปอาคารหรือภายในอาคารมันไม่ค่อยอิน แต่พอวาดต้นไม้แล้วชอบ ซึ่งก็อาจจะเป็นความขี้เกียจด้วยแหละ (หัวเราะ) สุดท้ายก็เลยเลือกเรียนทางนี้ น้องสาวก็เป็นภูมิสถาปนิกเหมือนกัน

แสดงว่าพ่อปลูกฝังมาดี

เขาแยบคาย แนบเนียนกับแผนการมาตั้งแต่เด็กๆ ตอนกลางคืนเขาจะชวนละ มาๆ มาวาดรูปกันลูก ตอนนี้เวลาพ่อหรือเราไปเจอคนที่มีลูก จะแซวเล่นๆ กันว่า ถ้าเห็นลูกวาดรูปให้ตบดินสอออกจากมือเลยนะ แล้วก็ยื่นเครื่องคิดเลขเข้าไป อะไรที่ได้เงินยื่นเข้าไปก่อน สถาปนิกมันไม่ค่อยได้เงิน (หัวเราะ) 

แล้ววันก่อนเราเห็นบทความหนึ่งของต่างประเทศ บอกว่า ค่าเฉลี่ยของรายได้สถาปนิกไทยคือเก้าหมื่นบาทต่อเดือน เดี๋ยวๆๆ เก้าหมื่นบาทนี่ใครได้นะ กูงง นั่นคือรายได้ต่อปีหรือเปล่า (หัวเราะ)

เห็นคนจบสถาปนิกที่ไปทำงานสายอื่นส่วนใหญ่จะเก่งหมดเลย ทั้งนักเขียน นักคิด นักดนตรี พิธีกร คณะนี้สอนอะไร ทำไมถึงเป็นแบบนั้น

เคยได้ยินคนพูดอย่างนี้ไหม เขาบอกว่าเวลาเจออะไรที่ซับซ้อน สิ่งที่จะทำให้เราเข้าใจมันได้ง่ายที่สุด คือเราต้องแยกชิ้นส่วนออกมา เหมือนเวลาเราต่อกันดั้ม แยกเป็นชิ้นๆ จะได้เข้าใจกลไกของมันจริงๆ ทั้งเรื่องของความสวยงาม ระบบ ตรรกะ ชิ้นส่วนเหล่านี้มันทำหน้าที่ร่วมกัน

วิธีการสอนหลักๆ ของคณะสถาปัตย์ฯ ไม่ว่าโปรเจกต์จะใหญ่หรือเล็ก มันตายตัว มีชุดพื้นฐานความคิดของมันอยู่ ซึ่งวิธีการนี้ประยุกต์ใช้ได้กับทุกๆ อย่าง เช่น เราเจอเรื่องราวในชีวิตประจำวัน คนที่คิดแบบสถาปนิกจะกลับมาคิดวิเคราะห์ว่ามันคืออะไร สังเคราะห์ว่ามันมีผลอะไร เหมือนเป็นการสำรวจตัวเอง สำรวจสิ่งรอบข้าง เป็นวิธีที่เราถูกกรอบให้คิดแบบนี้ มันลึกไปกว่าเราจะได้เงินจากโปรเจกต์นี้เท่าไหร่ หรือเราจะก่อสร้างสิ่งนี้ยังไง เช่น ไปเดินห้างสรรพสินค้าสองแห่ง แต่ได้ความรู้สึกที่ต่างกัน ทั้งๆ ที่ร้านเสื้อผ้าก็ยี่ห้อเดียวกันเลย สถาปนิกจะคิดต่อว่าเป็นเพราะระดับความสูงจากฝ้าถึงพื้นมันต่างกันหรือเปล่านะ การรับรู้ของเราถึงต่างกัน เราว่าทุกๆ อย่างมันเกี่ยวโยงกันหมดเลย

ว่าน รัชชุ สุระจรัส จาก Seasons Change สู่ภูมิสถาปนิกในสหรัฐฯ ที่ทำงานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม
ว่าน รัชชุ สุระจรัส จาก Seasons Change สู่ภูมิสถาปนิกในสหรัฐฯ ที่ทำงานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม

ในชีวิตคุณก็ใช้วิธีคิดแบบนี้กับทุกๆ เรื่องเหรอ

เราโดนบังคับให้คิดแบบนี้ ตอนเรียนหนังสือไม่เคยคิดถึงตรงนี้เลย สิ่งที่โฟกัสมีแค่เราจะออกแบบยังไง จะทำงานให้เสร็จทันเวลาได้ยังไง เราจะได้นอนไหม เพราะตอนนั้นมันเป็นเรื่องใหม่ทั้งหมด ทุกๆ ก้าวที่เราเดินมันใหม่ วิชานี้ก็วิชาใหม่ ทฤษฎีนี้ก็ทฤษฎีใหม่ 

พ่อสอนสิ่งหนึ่งที่เป็นประโยชน์มากๆ คือให้หาสมุดสเกตช์สักเล่มกับดินสอพกติดตัวตลอดเวลา สมมติว่าไปเดินสยามเห็นท่อระบายน้ำ ให้พยายามทำความเข้าใจว่ามันทำงานยังไง มันอยู่กับขอบถนนและระดับถนนยังไง มันระบายน้ำได้ยังไง ทุกๆ ครั้งที่ไปข้างนอก แม้จะเป็นสถานที่ที่เราคุ้นเคยอยู่แล้ว เราจะมองมันเปลี่ยนไป เพราะเราไปโฟกัสอีกแบบหนึ่ง เราจะเก็บดีเทลเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้มาคิดต่อ ทำไมเขาดีไซน์แบบนี้ ทำไมร้านอาหารร้านนี้ถึงวางโต๊ะห่างกันแค่นี้ ทำไมวางผ้าปูโต๊ะในรูปแบบนี้ ทำไมวางช้อนส้อมไว้ทางด้านซ้ายด้านเดียว ทุกอย่างเป็นดีไซน์ที่มีเหตุผลหมด

มันเกินกว่าแค่สวยหรือไม่สวยไปแล้ว

เรื่องความสวยงามมันก็เป็นเรื่องหนึ่ง ความเข้าใจและตรรกะมันก็อีกเรื่องหนึ่ง เราว่าเรื่องการก่อสร้างมันเป็นตรรกะที่เข้าใจได้ แต่สมมติถ้ามีคนถามเราว่า อันนี้สวยเปล่า เราคงตอบไม่ได้ นั่นคือปัญหาโลกแตก อย่างเรากับแฟนมีปัญหาเรื่องนี้ตลอด เช่น ทุกครั้งที่ไปร้านเครื่องสำอาง เขาจะเทสต์สีๆ เต็มมือ มันคืออะไรนะ

ลิปสติก?

ใช่ๆ ซึ่งเราก็รู้ว่าโทนมันต่างแหละ แต่ถ้าถามว่าอันไหนสวยคงตอบไม่ได้เปล่า มันเป็นเรื่องส่วนบุคคลมากๆ เรารู้ว่าเขาใช้โทนสีประมาณนี้ แต่สีมันต่างกันนิดเดียวต้องซื้อสี่แท่งเลยเหรอ (หัวเราะ)

ทำไมพอจะไปเรียนต่อต่างประเทศถึงเลือกเรียนสาขาเดิม แทนที่จะเรียนสาขาใหม่ๆ ที่มาเสริมความรู้ที่มีอยู่แล้ว

ตอนปริญญาตรีปีแรกๆ เราเรียนเหมือนสาขาอื่นๆ เป็นสเกลเล็กๆ เป็นบ้าน เราก็ยังไม่ได้อินอะไรมากมาย จนสเกลค่อยๆ ขยายขึ้น ความซับซ้อนของโปรเจกต์ก็ค่อยๆ มากขึ้น ตอนนั้นได้เรียนวิชา Landscape Ecology กับ Urban Landscape แล้วมันเปิดโลก เราไม่ได้คาดหวังว่าจะเจออะไรแบบนี้ มันไปผูกกับหลายๆ อย่าง ไม่ใช่แค่คนแล้ว มันไปเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เกี่ยวกับเรื่องน้ำ เกี่ยวกับเรื่องสัตว์ เรื่องแบคทีเรีย พลังงาน การขยายตัวของเมือง มันเป็นทุกเรื่องที่นึกออก สมมติเราเดินออกไปเที่ยวหน้าบ้าน ทุกๆ อย่างที่เจอมันกลายเป็นประเด็นที่นำมาคิดได้หมดเลย

หลังจากนั้นเราก็อินมาก อินแบบวันๆ ไม่ทำอะไรเลย อยู่แต่กับสิ่งนี้ หมกมุ่นอยู่ประมาณหนึ่ง พอเรียนจบเราก็ไปทำงานที่บริษัทพ่อ รู้สึกจะปีที่สองที่มีโปรเจกต์เข้ามา เป็นโปรเจกต์ที่ซับซ้อนมาก เป็นพื้นที่ที่ทุกคนมองว่าไม่มีค่า มองว่าน่าจะเป็นปัญหาในอนาคต มีการกัดเซาะชายฝั่ง ซึ่งเราก็พยายามเอาวิธีคิดและเครื่องมือต่างๆ ทางภูมิสถาปัตยกรรมในการเข้าไปจัดการพื้นที่นั้น แม้ยังรู้สึกว่าไม่ค่อยเข้าใจ เหมือนความรู้ที่มีมันไม่พอ เหมือนกับเราได้คำถามหนึ่งมาซึ่งท้าทายการประกอบวิชาชีพเรามาก แต่เรากลับไม่มีความรู้ ไม่มีประสบการณ์ ไม่ได้แยบคายมากพอที่จะตอบคำถามนั้นได้อย่างสมบูรณ์อย่างที่เราตั้งใจไว้ มันเป็นประเด็นใหญ่ในชีวิตตอนนั้น เราทำงานไปเต็มความสามารถที่เรามีในวันนั้น ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าอาจจะไม่ใช่วิธีที่ตอบโจทย์จริงๆ ก็ได้ เรารู้ว่าเจตนาเราดี แต่ไม่อยากทำให้เจตนาดีเพราะความไม่รู้ มันทุเรศตัวเอง (หัวเราะ) ถ้าวันนั้นเราเก่งกว่านี้ก็คงดี เราอยากรู้มากกว่านี้ ก็เลยตัดสินใจไปเรียนสาขาเดิม

ว่าน รัชชุ สุระจรัส จาก Seasons Change สู่ภูมิสถาปนิกในสหรัฐฯ ที่ทำงานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม
ว่าน รัชชุ สุระจรัส จาก Seasons Change สู่ภูมิสถาปนิกในสหรัฐฯ ที่ทำงานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม

แม้จะเป็นสิ่งที่เคยเรียนมาแล้ว พอไปเรียนจริงๆ มีอะไรเซอร์ไพรส์ไหม

แกนหลักของมันเหมือนกัน แต่ความลึกกับวิธีการคิดไม่เหมือนกัน ตอนปริญญาตรีเราไม่เคยมีพื้นฐานเลย มันคือ ห้าปีแรกของการเริ่มเข้าใจวิชาชีพ แต่ปริญญาโทคือคนที่เลือกแล้วว่าอยากเรียนสิ่งนี้ พื้นฐานความเข้าใจที่เรามีมันต่างกัน วุฒิภาวะวันที่เราอายุสิบแปดกับยี่สิบเจ็ดก็ต่างกัน วิธีการเรียน วิธีการคิดมันก็ต่างกัน

พอไปเรียนมันเปิดโลกเราให้กว้างขึ้นแหละ แต่เราก็มีเป้าหมายที่ชัดพอมากกว่าจะเข้าไปหาว่ามันมีอะไรให้เรียนบ้าง เรารู้แก่ใจว่าเรามีปัญหาอะไร และเราอยากได้อะไร จุดมุ่งหมายของตัวเองในการมาเรียนคืออะไร มันไม่ใช่การที่เราไปเรียนแล้วบอกว่า เฮ้ย กูไม่ได้มีอะไรในใจหรอกแต่กูอยากรู้เฉยๆ สิ่งที่เราเลือกเรียนเลยจะเป็นสิ่งที่เราสนใจ เป็นวิชา Climate Change Theory หรือ Social Science Communication อะไรทำนองนี้

คุณสนใจภูมิสถาปัตยกรรมที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม

เราสนใจเรื่องความสัมพันธ์ของน้ำ ดิน ต้นไม้ เมือง มันเป็นเรื่องที่กว้างนะ เหมือนทีสิสที่เราทำเรื่องน้ำท่วม ที่เราสนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะบ้านเรามันเป็นเรื่องหลัก เมืองกำลังจะจมน้ำแล้วเราทำอะไรได้บ้าง แค่นี้เลย ง่ายๆ 

ตอนทีสิสปริญญาตรีเราทำเรื่องน้ำท่วม พอปริญญาโทก็เลยทำเรื่องนี้ต่อ กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ เกิดการทรุดตัวของเมืองซึ่งเป็นผลมาจากการขยายเมืองออกไป คนดึงน้ำบาดาลมาใช้ หรือการสร้างระบบขนาดใหญ่ เมืองก็เลยต่ำลงเรื่อยๆ กรณีเดียวกับจาการ์ตาหรือโตเกียว เราอาจเคยเห็นข่าวที่อินโดนีเซียจะย้ายเมืองหลวง ความสนใจนี้เริ่มมาจากความคิดที่ไร้เดียงสามากๆ ว่า ทำไมตอนน้ำท่วมปี 2011 ที่อื่นเขาน้ำท่วมกันหมดแต่บ้านเราที่อยู่สุขุมวิทไม่ท่วม ซึ่งเรารู้อยู่แล้วว่าเหตุผลคือเขาต้องการป้องกันพื้นที่เมืองชั้นใน ซึ่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจ แต่เหตุผลนี้มันเห็นแก่ตัวไปหรือเปล่า 

เราอยากหาวิธีว่าจะทำยังไงที่จะใช้น้ำท่วมหรือน้ำต่างๆ ในเมืองให้เป็นประโยชน์และมีความสัมพันธ์กับเมืองมากขึ้น เลยพยายามสโคปให้แคบลงเรื่อยๆ จนมาสนใจเรื่องคลอง เราเลือกพื้นที่การศึกษาหลักเป็นคลองแสนแสบ เพื่อทำความเข้าใจส่วนต่างๆ ของเมือง คลองแสนแสบเป็นคลองหลักที่เชื่อมระหว่างพื้นที่ฝั่งตะวันออกและตะวันตก ผ่านตั้งแต่สะพานผ่านฟ้าลีลาศซึ่งเป็นตัวเมืองชั้นในมากๆ จนถึงจังหวัดอื่นๆ ความยาวของมันทำให้เราเห็นบริบทของการขยายตัวของเมือง เราจึงตั้งคำถามว่าจะใช้คลองมาบรรเทาน้ำท่วมได้อย่างไรบ้าง

ว่าน รัชชุ สุระจรัส จาก Seasons Change สู่ภูมิสถาปนิกในสหรัฐฯ ที่ทำงานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม
ว่าน รัชชุ สุระจรัส จาก Seasons Change สู่ภูมิสถาปนิกในสหรัฐฯ ที่ทำงานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม

แล้วข้อสรุปคือ

ข้อสรุปคือ มันทำไม่ได้… ล้อเล่น (หัวเราะ) 

ข้อสรุปคือเราต้องการแอคชั่นทั้งเชิงนโยบายรัฐ ภาคเอกชน ไปจนถึงการร่วมมือของหน่วยที่เล็กที่สุดอย่างชุมชน มันต้องรวมไปถึงทุกๆ คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพื้นที่ริมคลอง หลักๆ ในทีสิสเราพูดหน้าที่ของคลองที่จะต้องระบายน้ำให้เร็วที่สุด ไม่ใช่มีไว้เพื่อสวยงาม และจะใช้พื้นที่รอบๆ ที่ติดกับคลองให้เป็นประโยชน์ในการรับน้ำได้ยังไง จนถึงการสร้างเครือข่ายนำทฤษฎีนี้ไปใช้กับคลองทั่วประเทศให้เกิดเป็นระบบน้ำขนาดใหญ่ได้

มันเป็นเรื่องใหญ่เหมือนกันนะ

เรื่องใหญ่มาก เราก็ทำเท่าที่ทำได้ แม่งยาก (หัวเราะ) มันต้องใช้ความร่วมมือจากหลายฝ่าย ยกตัวอย่าง Brooklyn Bridge Park ที่นิวยอร์ก เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมโดยการแบ่งพื้นที่บางส่วนให้ เลยเกิดเป็นพื้นที่สาธารณะที่ผ่านพื้นที่ของเอกชน เอกชนจ่ายเงินค่าดูแลให้สวนนี้ ส่วนประโยชน์ที่เขาได้คือค่าที่ดิน ค่าเช่าที่ มีมูลค่าสูงขึ้น ก็ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย

เมืองไหนในอเมริกาสร้างแรงบันดาลใจให้คุณมากที่สุด

ถ้าตอบนิวยอร์กจะน่าเบื่อแล้วปะ (หัวเราะ) เราชอบนิวยอร์กในเชิงสเกล ความหลากหลายของนิวยอร์กโคตรพิเศษ นอกจากคนที่มีหลายเชื้อชาติมากๆ เรายังได้เห็นพฤติกรรมคนที่โคตรแตกต่างกันเลย เราชื่นชมเขาเรื่องการจัดการพื้นที่ มันอาจจะไม่ได้เพอร์เฟกต์นะ เพราะก็ยังมีพื้นที่ Grey Area ที่อันตรายมากๆ อยู่เยอะ แต่มันทำให้เมืองมีชีวิตชีวามาก เมืองที่ทุกอย่างแน่นขนาดนั้นแต่มีสวนสาธารณะขนาดใหญ่อยู่กลางเมือง และทุกอย่างยังพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ภาษีในนิวยอร์กแพงมาก แต่เรายินดีจ่าย เพราะเราเห็นว่าเขาเอาไปพัฒนาอะไรบ้าง

ตัวเองเปลี่ยนไปมากแค่ไหนหลังจากใช้ชีวิตคนเดียวในประเทศที่ไม่คุ้นเคยมาเกือบ 3 ปี

เราว่าทุกเรื่องเลยนะ แต่ชีวิตมันเปลี่ยนก่อนหน้านั้นมาสักพักหนึ่งแล้ว โตขึ้น ทำงาน มีความรับผิดชอบมากขึ้น เราว่าก็คงเหมือนทุกๆ คนบนโลก ในรั้วโรงเรียนเราจะเป็นเด็กเสมอ จะมีอาจารย์คอยมาตามเรา ส่งงานหรือยังลูก แต่การมาที่นี่ก็ได้เติบโตไปอีกขั้น 

เราทำงานมาตั้งแต่เด็ก ชีวิตเราเลยไม่ค่อยมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการจัดการเวลาหรือความรับผิดชอบมากนัก เพราะทุกวันมันคือการทำงานมาตลอด พูดในเชิงกลับกัน ถ้าในช่วงว่าง ช่วงนั้นก็จะไม่ค่อยได้ประโยชน์ ต้องทำให้ตัวเองยุ่งตลอดเวลา เพราะเวลายุ่งเราจะทำมันได้เร็วกว่าเดิม แต่พอมาที่นี่ มันคือการใช้ชีวิตแบบใหม่ ทุกๆ อย่างมันเหมือนเป็นเรื่องเดียว เราโฟกัสกับการเรียนอย่างเดียวตลอดสองปี มันไม่ค่อยคุ้นเคย เรามีเวลาอยู่กับตัวเองเยอะขึ้น เยอะมากๆ เยอะจนน่ากลัว สิ่งหลักๆ ที่ได้เรียนรู้ คือการรู้จักตัวเองและการจัดการความรู้สึกตัวเองได้ดีมากขึ้น

ว่าน รัชชุ สุระจรัส จาก Seasons Change สู่ภูมิสถาปนิกในสหรัฐฯ ที่ทำงานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม

รู้จักตัวเองมากขึ้นยังไง

เราเข้าใจว่าตัวเองเป็นคนทำงานหนักมาตลอด แต่ก่อนตอนเรียนแม่ไปส่ง น้าไปส่ง ตอนทำงานก็ไปพร้อมพ่อ เพราะเราขับรถไม่เป็น เฮงซวยปะ (หัวเราะ) กลับบ้านก็มีข้าวกิน ซึ่งตอนนั้นเราไม่เคยสังเกตเรื่องพวกนี้ มองกลับไปรู้สึกว่าคนที่มาใช้ชีวิตกรุงเทพฯ คนเดียว อยู่หอ อยู่คอนโดฯ แม่งโคตรเก่งเลย เราแค่ทำงานทั้งวัน กลับบ้านก็รู้สึกว่าตัวเองเหนื่อยมากแล้ว แต่จริงๆ คนอื่นๆ ที่กลับบ้านไปเขาต้องไปทำอย่างอื่นอีก เชี่ย กูต้องจัดห้องโว้ย กูต้องซักผ้า กูต้องหาข้าวกิน พอมาใช้ชีวิตเองเลยรู้ว่ามันเหนื่อยได้กว่านั้นอีก

หลักสูตรที่เรียนเราต้องอ่านหนังสือเยอะมาก และเราไม่ใช่คนหนังสือ ตอนที่คนเขาอ่าน แฮร์รี่ พอตเตอร์ กัน เราก็ไม่ได้อ่านอะไร จำได้เลยว่าเทอมแรกคือทรมานมากๆ ที่เขาให้มาอ่านก็อ่านไม่ทัน แล้วยังต้องทำการบ้าน ทำโน่นทำนี่อีก นิสัยที่เปลี่ยนคือ เราตื่นหกโมงเช้าทุกวันเพื่อมาอ่านหนังสือ อ่านให้เข้าใจว่ามันคืออะไร ตอนนั้นเปิดดิกฯ เกือบทุกคำ อ่านไปก็จำไม่ได้ อ่านรอบแรกคือแค่โน้ตว่ามันแปลว่าอะไร ประโยคนี้มันน่าจะพูดถึงอะไร สิ่งที่ทำได้ก็คือต้องอ่านหลายๆ รอบ แล้วก็ค่อยๆ ปรับตัวขึ้นเรื่อยๆ มันเป็นประสบการณ์ที่เปลี่ยนนิสัยตัวเองไปเลย ตื่นเช้ากูก็ไม่ใช่คนตื่นเช้า หนังสือก็ไม่ชอบอ่าน กูชอบทำงาน (หัวเราะ) 

แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาก็ดีมากๆ คุณได้รางวัลวิทยานิพนธ์ยอดเยี่ยม และได้ทำงานกับบริษัทสถาปัตยกรรมชื่อดังของที่โน่น บรรยากาศการทำงานเหมือนกับที่เคยทำไหม

ค่อนข้างต่างเลย บริบทของการทำงานต่างมาก วัฒนธรรมการทำงานต่างมาก วิธีคิดต่างมาก ลูกค้าก็ต่าง คอนเซปต์ก็ต่าง จริงๆ มันต่างกันทุกเรื่องแหละ รูปแบบก็ต่าง การใช้งานโปรแกรมก็ต่าง ซึ่งมันเริ่มจากข้อจำกัดที่ต่างกัน กระบวนการคิดหรือการทำงานก็เลยต่างไปด้วย

เราว่าสถาปนิกเหมือนนักกฎหมาย การทำงานของเรามันเริ่มจากปัญหา เริ่มจากคำถามว่าเราจะออกแบบเพื่อแก้ปัญหาอะไร ไม่ใช่ทำยังไงให้สวย นั่นไม่ใช่คำถามแรก ยกตัวอย่าง ที่ออฟฟิศเราทำวิจัยขึ้นมาชิ้นหนึ่ง พูดเกี่ยวกับว่า คนเรา Occupy สเปซยังไง สมมติเราจะสร้างอะไรขึ้นมาสักอย่าง เราต้องคิดเลยว่าพฤติกรรมผู้ใช้เป็นยังไง ซึ่งเมื่อก่อสร้างเสร็จ มันมักจะไม่เป็นอย่างที่เราคิดไว้ตอนแรก 

ว่าน รัชชุ สุระจรัส จาก Seasons Change สู่ภูมิสถาปนิกในสหรัฐฯ ที่ทำงานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม

ทำให้นึกถึงสิ่งที่ ทิงเกอร์ ฮาตฟิลด์ (Tinker Hatfield) ดีไซเนอร์ของแบรนด์ไนกี้ เคยพูดไว้ว่า “งานออกแบบไม่ใช่ศิลปะ เป้าหมายสุดท้ายของมันคือการแก้ปัญหาอะไรบางอย่าง”

ที่ออฟฟิศเราทำวิจัยเรื่องหนึ่ง เขาสังเกตพฤติกรรมคนในสวนสาธารณะหรือห้างสรรพสินค้าในนิวยอร์ก พบว่าต่อให้เรามีพื้นที่โล่งให้คนมาพบปะแค่ไหน คนก็ยังไปยืนรวมๆ กันตรงหัวจ่ายน้ำดับเพลิง หรือเรามีทางเดินกว้างริมตึกให้ คนก็ยังไปเดินทางเล็กๆ อยู่ได้ วิธีการคิดเลยเป็นการตั้งคำถามว่า ‘ทำไม’ เป็นเพราะอุณหภูมิเหรอ เพราะเงาเหรอ เพราะต้นไม้เหรอ เพราะระยะห่างเหรอ มันคือการพยายามเข้าใจคนเพื่อจะได้รู้ว่าต้องแก้ปัญหายังไง

เป้าหมายวันนี้ของคุณในฐานะภูมิสถาปนิกคืออะไร

ทุกๆ อย่างมันมีลิมิตของมัน เราอยากจะรักษาความอยากรู้ของตัวเองให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าตอบว่าโตไปอยากทำงานออกแบบที่ดี นักออกแบบทุกคนก็คิดแบบนั้น ทุกคนก็อยากทำงานที่ดี ซึ่งงานที่ดีของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันอีก รสนิยมคนนี้เป็นยังไง งบของโปรเจกต์นี้เป็นยังไง การบริหารของโปรเจกต์นี้เป็นยังไง เรารู้แล้วว่าเราชอบอะไร เราสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องเมือง เราก็อยากรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ พยายามหาคำตอบทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าจะมีคำตอบหรือเปล่า นั่นคือเหตุผลที่ทำไมหลังเลิกงานเรายังหางานประกวดแบบทำ ทำไมเรายังไปงานเลกเชอร์ต่างๆ ตลอดเวลา

แล้วงานออกแบบที่ดีของคุณคือ…

งานออกแบบที่ดีของเราเหรอ (นิ่งคิด) มีคำถามหนึ่งที่เราว่าภูมิสถาปนิกทั่วโลกถามเหมือนกัน คือคำจำกัดความของภูมิสถาปัตย์คืออะไร สาขานี้มันมีมานานมากแล้ว แต่คำนิยามก็ยังไม่ชัดเลย มันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จากยุคสมัยแรกมาจนถึงยุคสมัยนี้ คำถามที่เราตั้งก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่นั่นเป็นความสนุกของอาชีพนี้ เพราะยังเหลือพื้นที่อีกเยอะที่ไม่เคยมีคนไป ซึ่งก็ไม่รู้มันเป็นยังไงนะ แต่เราอยากเข้าใจมันมากขึ้น เข้าใจทุกๆ อย่างรอบตัวมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ดีไซเนอร์รองเท้าไนกี้ที่พูดเมื่อกี้ ถ้าวันหนึ่งเขาไม่คิดระบบที่ซัพพอร์ตเท้าขึ้นมา ไม่พัฒนาต่อเพื่อหาสิ่งใหม่ตลอด คนก็คงจะเข่าเสื่อมและข้อเท้าเจ๊งตลอดเวลา ในทุกข้อจำกัดก็เปลี่ยนไปตามยุคตามสมัย งานออกแบบที่ดีสำหรับเราจึงต้องต่างกันไปตามกาลเทศะ ตอบโจทย์คนหมู่มากได้ และไม่ใช่แค่คน มันจะตอบโจทย์สิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์เรื่องน้ำ ตอบโจทย์เรื่องสัตว์

เราว่าช่วงหลังวิกฤต COVID-19 จะท้าทายนักออกแบบทั่วโลกเลย เพราะพฤติกรรมมนุษย์เปลี่ยนแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ เราไม่รู้ว่าในอนาคตเราจะใช้ชีวิตอยู่บ้านหรือ Social Distancing ไปอีกนานเท่าไหร่จนกว่าจะมีวัคซีน หรืออาจจะมีโรคระบาดใหม่ๆ ในอนาคตอีก มันเลยมีข้อจำกัดใหม่ๆ ของวิชาชีพนี้เสมอ รวมถึงวิชาชีพอื่นด้วยนะ ใครจะไปคิดว่าวันหนึ่งน้ำมันจะมีค่าน้อยกว่าหน้ากากล่ะ 

ว่าน รัชชุ สุระจรัส จาก Seasons Change สู่ภูมิสถาปนิกในสหรัฐฯ ที่ทำงานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม

คุณเคยบอกว่า ตัวเองเป็นนักออกแบบที่เข้าใจโลก ยังคิดเหมือนเดิมไหม

คำตอบดูเอาเลี่ยนเหมือนกันเนอะ (หัวเราะ) ตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่ เป็นมาตลอด สมมติเราเริ่มตั้งคำถามหนึ่งอย่าง มันจะไม่เคยเป็นคำถามด้านเดียว โจทย์ไม่ใช่แค่การตอบคำถามลูกค้า ลูกค้าเป็นแค่หนึ่งบทเรียน แต่มันมีเรื่องอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการที่เราเข้าไปปรับเปลี่ยนอะไรในพื้นที่หนึ่ง และเราจะทำงานกับเงื่อนไขที่มีอย่างไร มันคือคำถามที่ต้องการความเข้าใจจริงๆ 

มันคือการคิดเผื่อเกินกว่าโจทย์ที่ตั้งไว้ตอนแรก

ใช่ สมมติว่ามีคนให้เราทำนาเกลือ โจทย์คือทำยังไงให้มันมีผลผลิตมากที่สุด เราก็คงออกแบบนาเกลือที่ Innovative มากๆ ถ้าเราตอบคำถามแค่นั้น มันก็จะจบอยู่แค่นั้น แต่ถ้าถามกลับว่าน้ำเกลือมีผลอะไรกับดิน ในระยะยาวคุณสมบัติของดินที่อยู่ในพื้นที่ที่มีน้ำเกลือตลอดเวลาจะเปลี่ยนไปยังไงบ้าง จะกลายเป็นดินห่วยๆ ที่ใช้งานไม่ได้แล้วหรือเปล่า แล้วเราจะฟื้นฟูมันอย่างไร มันมีสัตว์ที่เกี่ยวข้องกับนาเกลือไหม และความสัมพันธ์ของทั้งสองสิ่งนี้คืออะไร

เราว่าคำถามแรกมีผลต่อความเข้าใจมาก มันเป็นตัวกำหนดทิศทางว่าสิ่งที่เราทำจะไปทางไหน แต่งานหนึ่งงานคงตอบทุกอย่างบนโลกใบนี้ไม่ได้หรอก มันไม่มีหนึ่งคำตอบสำหรับทุกๆ เรื่อง การออกโจทย์ที่มีคำตอบถูกทุกข้อคงไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดเท่าไหร่ นักออกแบบที่เข้าใจโลกในความหมายของเราเลยไม่ใช่แบบ กูแม่งแกร่งกว่าใคร กูแม่งเข้าใจโลกว่ะ แต่เป็นการพยายามทำความเข้าใจหลายๆ มุมที่แตกต่างกัน เพื่อนำไปสู่คำถามใหม่ๆ ได้

ถ้าวันนี้ต้องกลับไปทำโปรเจกต์ที่เป็นเหตุผลให้ตัดสินใจไปเรียนต่อ คิดว่าจะทำมันได้อย่างภาคภูมิใจหรือยัง

เป็นคำถามที่ดีมาก ไม่เคยกลับไปคิดเลย (นิ่งคิด) หลักๆ ก็คงทำได้ดีขึ้นแหละ ไม่ใช่เพราะได้มาเรียนต่อเลยทำให้เราเข้าใจปัญหาเหล่านี้ได้มากขึ้นนะ เราเข้าใจมันเท่าเดิม แต่เราคงละเอียดลออและระมัดระวังมากกว่าวันที่เราเป็นเด็ก เราคงจะรอบคอบกว่านี้ ความหุนหันพลันแล่นที่มีในวันนั้นก็คงน้อยกว่านี้ ถ้ามาถามเราอีกทีตอนอายุสี่สิบ เราก็คงตอบด้วยคำตอบเดิม เพราะเราคงตอบไม่ได้ว่ามันดีกว่ายังไง แต่มันจะดีสุดเท่าที่ความสามารถเราทำได้ในตอนนั้นแล้ว

ว่าน รัชชุ สุระจรัส จาก Seasons Change สู่ภูมิสถาปนิกในสหรัฐฯ ที่ทำงานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม

Writer

Avatar

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

2 กุมภาพันธ์ 2566
1 K

สวัสดีเดือนกุมภาพันธ์ 

หากใครกำลังมีความรักที่ผลิบานก็ยินดีด้วย แต่หากใครรักไปแล้วหัวใจต้องแตกทุกครั้งก็ขอชวนมาเข้าแก๊ง 

วันนี้เรานัดกันที่ร้านดังย่านเมืองเอก เพื่อพูดคุยกับ ‘เรนิษรา เจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด ท่ามกลางตารางทัวร์คอนเสิร์ตที่แน่นยาวไปจนถึงมีนาคม 

ไม่ต้องรอให้สิ้นหน้าหนาว จากคนสองคนที่เชื่อว่าตนถูกเลือกให้ผิดหวัง พวกเขากลับมามีหวังอีกครั้ง เพราะเพลงที่ปล่อยออกมาอย่างไม่ตั้งใจนั้นเปลี่ยนชีวิตทั้งคู่ไปตลอดกาล

เบื้องหลังเสียงร้องชวนฝัน คือ ตั้ม-ชยพล ล้วนเส้ง และ สบาย-เรนิษรา ลี​ประโคน ดูโอ้คู่รักวัย 20 ต้น ๆ ที่จะมาเปิดอกคุยถึงความหลังอันเจ็บช้ำกับ The Cloud เป็นที่แรก ตั้งแต่วันที่เกลียดตัวเองสุดขีด การถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรื่องรักของพวกเขาที่ทำให้วันนี้เป็นมากกว่าฝัน และก้าวใหม่ของเรนิษราในวันที่รับบทเป็นผู้เลือก

บทสนทนาขาดห้วงจากการเดินลัดเลาะไปตามทางเพื่อเก็บภาพ John Lennon กับ Yoko Ono ได้รับรู้อีกนิดหน่อยว่าพวกเขามีครอบครัวมาดูแลข้างเวที แถมยังขับรถตู้คันโตไปส่งเล่นดนตรีไม่ว่าที่ไหน

ตกดึกแล้วอากาศเย็นชะมัด แต่คนตรงหน้าเราทำให้รู้สึกอบอุ่น

ขอให้ทุกคนโชคดีและไม่ผิดหวังอีกเลย

ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต
ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต

ลุควันนี้แสบสันมาก ได้แรงบันดาลใจมาจากอะไร

ตั้ม : (หัวเราะ)

สบาย : วันนี้ที่ร้านเป็นธีม Y2K จริง ๆ จะใส่เสื้อหนังไบเกอร์ค่ะ แต่ว่าเก็บไว้ก่อนเป็นเซอร์ไพรส์ ส่วนของตั้มเป็นเสื้อทรง 80s แบบดิสโก้ ใส่ออกกำลังกาย ได้ตอนไปเล่นงานที่บุรีรัมย์จากร้านฮิปปี้แนวย้อนยุค

ทั้งคู่เป็นคนชอบแต่งตัวอยู่แล้วไหม

(ตอบพร้อมกันว่าใช่)

ตั้ม : แต่ก็ไม่ได้เป็นแฟชั่นจ๋าขนาดนั้นนะ ผมอยากแต่งแค่ตอนไปเล่นงานครับ ถ้าไม่เล่นงานก็ใส่เสื้อยืด

สบาย : ใส่เสื้อขาด ๆ (หัวเราะ)

แต่ในโซเชียลจะเห็นตั้มแต่งตัว Feminine มากเลย ส่วนสบายก็แต่งตัวสีฉูดฉาด 

ตั้ม : อ๋อ เพราะว่าอยู่ในกล้องด้วย มีใส่ไปเรียนบ้าง แต่น้อยมากครับ เพราะผมมองว่าการแต่งตัวคือการแสดงออก ต้องแคร์คนอื่นอยู่แล้ว 

สบาย : ใช่ ๆ บายเคยอ่านอะไรสักอย่างเกี่ยวกับสัตว์ชนิดหนึ่ง น่าจะเป็นปลา เลือกสวยแค่ตอนจะสืบพันธุ์ ตอนหากินปกติมันก็ทำสีให้จืด ๆ ธรรมดา ถ้าเข้าใจว่าเราเป็นสัตว์เหมือนกันก็เป็นเรื่องปกติ

ตั้ม : บางทีการแต่งตัวออกไปข้างนอกแล้วพยายามใส่อะไรที่แตกต่างมาก ผมว่ามันเหนื่อยตัวเองนะ การแสดงออกต้องได้อะไรกลับมาบ้าง 

ตอนนี้นอกจากทัวร์ร้องเพลงทุกวัน ทำอะไรกันอยู่

ตั้ม : ยังเรียนอยู่ครับ ปี 4 ที่ศิลปากร 

คณะอะไร

ตั้ม : ผมเรียนดุริยางค์ครับ

สบาย : บายเรียนโบราณคดี เอกอังกฤษ ไม่เข้ากันเลย

ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต
ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต

นั่นสิ ทำไมถึงมาลงเอยกัน

ตั้ม : เรามาเจอกันตอนปี 1 ครับ เป็นวิชาเรียนรวมที่ต้องไปเรียนคณะดุริยางคฯ

สบาย : วิชาศิลปะ วิชาออกแบบ

เล่าได้ไหมว่าเส้นทางรักของพวกคุณเป็นยังไง

สบาย : เราเป็นเพื่อนกันมาก่อนค่ะ เริ่มจากชวนคุย แล้วก็มียืมปากกาวาดรูปเรียนวิชาศิลปะ

ตั้ม : เราชวนกันคุยเรื่องชีวิต เพลง ทัศนคติ ผมดูเหมือนจะพูดเก่งนะ แต่ผมเป็นคนไม่ค่อยคุยกับใครเท่าไหร่

สบาย : เจอกันครั้งแรกคุยกันเรื่องการเมืองแล้วก็ตีกันไปช่วงหนึ่งค่ะ เพราะตั้มเป็นคนชัดเจน บายเป็นคนไม่ค่อยออกความเห็น ตั้มก็จะบังคับให้บายออกความเห็นบ้าง

ตั้ม : แค่อยากรู้เฉย ๆ ว่าคิดยังไง เราจะได้คุยกันและปรับตัวเข้าหากันได้ถูก อาจจะเป็นเรื่องเล็กนะ เรื่องทัศนคติการเมือง แต่อนาคตก็มีผลต่อครอบครัว ต่อลูก 

จุดไหนที่ความสัมพันธ์เริ่มพัฒนา

สบาย : เราก็คุยเล่นกันไป 4 – 5 เดือนค่ะ แล้วก็เจอกันทุกวัน มีเดินไปส่งที่ป้ายรถเมล์บ้าง

ตั้มเป็นคนไปส่ง?

ตั้ม : เขาเดินมาส่งผม ไม่ใช่ครับ! ต่างคนต่างเดินไปส่งกันครับ (หัวเราะ)

ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต
ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต

สบายชอบอะไรในตัวตั้ม

สบาย : ตอนแรกเข้าไปหาตั้มเพราะเขาดูไม่สนใจคนอื่นค่ะ หนูชอบคนที่อยู่กับตัวเอง เพราะจะทำให้เขาเป็นตัวของตัวเองด้วย ส่วนหนึ่งเพราะหนูไม่ได้เป็นแบบนั้น แล้วมันก็เป็นสิ่งที่หนูอยากเป็น แรก ๆ หนูเอาใจคนอื่นมากเลย พยายามทำให้คนอื่นชอบ แต่งตัวไปเรียนแบบจัดเต็ม อยากเป็นจุดสนใจ 

ตั้ม : เพราะเมื่อก่อนไม่ได้รับไง เป็นปกติของคนแหละ

สบาย : ใช่ เพราะเมื่อก่อนหนูไม่ได้หน้าแบบนี้ หนูโดนบูลลี่เยอะมาก จนบอกแม่ว่า ขึ้นมหาลัยขอทำจมูกได้ไหม พอเราเปลี่ยนไปเยอะก็ปรับตัวรับแสงไม่ทันค่ะ อึดอัดตัวเอง 

คือบางทีไม่อยากใส่สั้น ไม่อยากแต่งอะไร แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่า ถ้าเราแต่งตัวน่าเกลียดคนจะว่าเราไหม เพราะตอนแรกคนชมว่าเราสวย มาหลัง ๆ เราก็คิดว่าคนชมเขาให้อะไรเราบ้าง เราได้แค่คำชม ไปเรียนหนังสือ แล้วก็เดินตากแดดกลับบ้านเหมือนเดิม เลยใส่มอมแมม ๆ ไปเรียนแล้วค่ะ สบายใจมากกว่า ตอนเจอตั้มคือเขาใส่เสื้อขาด ๆ กับกางเกงชาวเล (หัวเราะ)

แล้วตั้มชอบอะไรในตัวสบาย

ตั้ม : สบายเป็นคนเอาใจครับ ด้วยความที่ผมไม่ค่อยสนใจอะไรเท่าไหร่ ตอนแรกบายก็ไม่ได้เป็นตัวของตัวเองนะ แต่งตัวเวอร์มาก เหมือนใส่ชุดเชียร์ลีดเดอร์ คนละขั้วกันเลย แต่ถึงเราไม่เหมือนกัน เราก็จะไม่บังคับกัน ใครอยากทำอะไรก็ทำ มีความสุขกับตัวเอง 

ผมเคยคบกับแฟนเก่าที่รู้สึกเหมือนถูกบังคับตลอดเลย ไม่ชอบคนไว้ผมยาว ไม่ชอบให้ไว้หนวด เขาเหมือนจะตีกรอบว่า เฮ้ย ผู้ชายที่ไว้ผมยาวสกปรกเลอะ ๆ บางทีก็ดูเป็นเพศที่สาม พอเขาบังคับเรามาก ๆ มันเป็นเหมือนปมที่มีผลกระทบต่อชีวิตผมในเรื่องของตัวตน 

อีกเรื่องคือผมทำเพลงมานานแล้วครับ ผมเคยประกวด Hot Wave ปี 2018 ได้เข้ารอบชิง แต่ด้วยเหตุผลทางธุรกิจหลายอย่าง ทำให้เราไม่ได้เข้าไปทำงานในค่ายต่อ ซึ่งก็เฟลมากครับ แล้วแฟนเก่าผมก็ให้คำแนะนำอะไรแปลก ๆ 

นั่นคือ

ตั้ม : เขาจะออกแนวว่าเรามากกว่าว่า ทำไมทำเพลงอย่างนี้ ผมก็แบบ เชี่ย ก็กูเป็นแบบนี้ ซึ่งผมไม่ได้แคร์นะ การที่เข้ารอบไปแล้วค่ายเขาจะไม่เอาเรา ผมก็ช่างแม่ง จนมาเจอบายก็ได้ทำเพลงด้วยกัน ประเด็นหลักคือบายไม่ได้บังคับอะไรผม มันเลยออกมาเป็นเรนิษราทุกวันนี้ เพราะผมทำเพลงตามใจ ไม่ได้มีกรอบว่าต้องทำอะไร

สบาย : สมัยที่ตั้มทำวงแรกกับเพื่อน เขาเป็นวงร็อกเลยค่ะ หนัก ๆ แต่หนูไม่ได้ว่า เพราะหนูฟังเพลงทุกแนว มันก็เพราะในแบบของมัน 

ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต
ความรักต่อเสียงเพลง แฟน และ The Beatles ของ ‘เรนิษรา’ ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต

แล้วพวกคุณมาทำวงเรนิษราร่วมกันได้ยังไง

สบาย : หลังจากนั้นตั้มก็แยกวงมาทำเพลงกับบายแนวดิสโก้หน่อย แล้วก็ไม่ดังค่ะ เราคิดว่าชื่อวงมันไม่มีเอกลักษณ์ ตอนนั้นชื่อ Winterberry หนูเลยคิดจะตั้งใหม่ แล้วช่วงปี 1 หนูเกลียดตัวเองตอนมัธยมมาก เพราะว่าหนูโดนบูลลี่เยอะ ก็เลยเปลี่ยนชื่อเป็นเรนิษรา ดัดแปลงมาจาก เรนิตา เป็นภาษาละติน แปลว่า เกิดใหม่ 

ช่วงนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง

สบาย : เรื่องแรกที่ทำให้หนูติดเรื่องค่านิยมขึ้นมา คือการที่เพื่อนผู้ชายในห้องบอกว่า ทำไมหนูขนขาเยอะจัง (หัวเราะ) 

พอขึ้นมัธยมหนูก็เริ่มมีความรัก เริ่มรู้ว่าในประเทศนี้ใครคือสวย ใครคือไม่สวย พอมองกระจกแล้วเราคือฝั่งที่ไม่สวย เราตรงข้ามหมดเลยทั้งสีผิวทั้งหน้าตา ม.ปลาย น่าจะโดนเยอะสุดว่าหน้าเหมือนกะเทย นักมวย เหมือนไดโนเสาร์ ทุกวันนี้ก็ยังโดนนะคะ เพราะเราเป็นคนแต่งหน้าจัด แล้วผู้หญิงปกติจะแต่งหน้าใส ๆ แต่จริง ๆ เราแค่ชอบยุค 60 ที่เขานิยมแต่งหน้าเหมือนตุ๊กตามากกว่า 

คิดว่าการเปลี่ยนชื่อทำให้ลืมเรื่องเก่า ๆ ได้จริงรึเปล่า

สบาย : ไม่ลืมค่ะ (หัวเราะ) หนูเหมือนหลอกตัวเองว่าหนูลืมได้มากกว่า

ตอนนี้ปัญหาในอดีตยังมารบกวนจิตใจอยู่เหรอ

ตั้ม : ทุกวันนี้ยังมีอยู่เลย

สบาย : ก็มีคนที่โรงเรียนเก่ามาส่องบ้าง แต่หนูก็ไม่ได้สนใจค่ะ เพราะหนูตอนนี้กับตอนนั้นเหมือนคนละคนกันแล้ว คือถ้าไม่มีใครรู้ว่าหนูชื่อบายก็คงจำหนูไม่ได้ (หัวเราะ) หน้าหนูไม่เหมือนเดิม ชื่อไม่เหมือนเดิม เหลือแค่นามสกุลแล้วตอนนี้ที่ยังไม่ได้เปลี่ยน

ตอนที่บายบอกว่าอยากตั้งชื่อวงด้วยชื่อตัวเอง ตั้มโอเคไหม

ตั้ม : โอเคเลยครับ

สบาย : ตอนแรกก็มีคิดเหมือนกันค่ะว่า ตั้มชื่อชยพล หรือจะเปลี่ยนเป็น เชนิษรา แต่ไม่เอาดีกว่า (หัวเราะ) 

พวกคุณเคยมีทัศนคติหลาย ๆ อย่างขัดแย้งกัน ความชอบเรื่องการทำเพลงของคุณสวนทางกันด้วยรึเปล่า 

สบาย : เราชอบเหมือนกันค่ะ

ตั้ม : ผมเป็นคนชอบฟังเพลงเก่าครับ The Beatles เป็นวงดนตรีที่ผมชอบที่สุด ถ้าไม่มี The Beatles ก็คงไม่มีผมในตอนนี้ครับ ผมสักรูป John Lennon ไว้ สักโน้ตเพลง All You Need is Love ไว้ด้วย เป็นขวัญกำลังใจให้ตัวเอง

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด
จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

ทำไมต้องเพลงนี้

ตั้ม : เพราะมันแปลไทยประมาณว่า ไม่มีอะไรที่คุณทำไม่ได้ถ้าคุณอยากทำ ไม่มีภาษาไหนที่คุณจะพูดไม่ได้ถ้าคุณอยากพูด ไม่มีเพลงไหนที่คุณร้องไม่เป็นถ้าคุณอยากร้อง ไม่ว่าทุกสิ่งจะเป็นยังไง จะเศร้าจะเหงา คุณแค่ต้องการความรัก ผมก็มองแค่นั้นแหละ 

ผมมองรอยสักเพื่อเข้าใจตัวเองว่าเราแค่ต้องการความรักนี่หว่า บางทีเราอ่านคอมเมนต์ก็รู้สึกแย่นะ บางคนก็ด่าเละเลย เสียงแบบนี้ใครจะไปร้องตามได้ ดนตรีก็ฟังไม่รู้เรื่อง คือกูไปทำอะไรให้มึง คนไม่แคร์มันก็ต้องมีสักนิดในความรู้สึกที่ยังแคร์คนอื่นอยู่ เราต้องใช้ชีวิตอยู่ในโลก

อะไรทำให้ The Beatles มีอิทธิพลกับคุณ

ตั้ม : ผมเป็นเด็กชุมพรที่ขึ้นมาเรียนกรุงเทพฯ แล้วก็มีอาการ Homesick ไม่ได้กลับบ้าน เหมือนคนอื่นเรียนเสร็จเขามีบ้าน ได้กลับไปนอน ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่มีบ้าน อยู่ชุมพรเรามีมอเตอร์ไซค์ขับรถได้ แต่พอมาอยู่ที่นี่เราไม่มีอะไรเลย เดินอย่างเดียว ครอบครัวผมก็ไม่ได้เรียกว่าอบอุ่น พ่อก็ทำงานหนัก แม่ก็ทำงานหนัก ไม่ค่อยได้เจอกัน พอมาฟัง The Beatles ก็รู้ว่า John Lennon เขาขาดพ่อขาดแม่แต่ก็็ยังทำเพลงได้ ซึ่งผมต่างจากบายที่ชอบเพลงป๊อปทันสมัย

สบาย : ใช่ค่ะ ตั้มก็จะไม่รู้จักเพลงใหม่ บายก็จะไม่รู้จักเพลงเก่า บายฟังพวก Cardi B, Nicki Minaj, Doja Cat แต่ที่เข้ากันได้ เพราะว่าทุกคนที่หนูฟัง เขามีอดีตลากไปถึงสิ่งที่ตั้มฟัง ป๊อป R&B ก็มาจาก Marvin Gaye ค่ะ 

แต่บายเรียนโบราณคดีไม่ใช่เหรอ ความรู้สึกอยากทำเพลง เริ่มขึ้นมาได้ยังไง

สบาย : จริง ๆ อยากร้องเพลงทำเพลงตั้งแต่ช่วง ม.ปลายแล้วค่ะ แต่เรากดความรู้สึกไว้เพราะคิดว่าเป็นไปไม่ได้ หน้าตาเราไม่ดี คงเป็นสินค้าให้คนอื่นขายไม่ได้ คงไม่มีใครซื้อเรา

ตั้ม : วงการนี้ของไทยมันเป็นแบบนั้นจริง ๆ นะ ถ้าหน้าตาแย่แล้วอยากประสบความสำเร็จก็ต้องตลก

นึกถึงเพลงหนึ่งของคุณที่ร้องว่า “ไม่ได้เกิดมาเป็นลูกเศรษฐี” แล้วจริง ๆ คุณเป็นลูกใคร

ตั้ม : (หัวเราะ) เอาแล้วไงทีนี้

ผมไม่ได้เรียกว่าลำบากนะครับ แค่ต้องเล่นดนตรีและเรียนไปด้วย ไม่ค่อยได้กลับบ้าน เพราะจะนอนโรงเรียนมากกว่า ที่บ้านผมถ้าพอมีตังค์ก็จะไม่ค่อยถึงผมเท่าไหร่ ต้องหาใช้เอาเองบ้าง ดิ้นร้นบ้าง เราไม่ได้มีต้นทุนชีวิตอะไร แค่ต้องเชื่อในตัวเอง 

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

ตัดภาพมาที่ตอนนี้ดังเป็นพลุแตก เป็นยังไงบ้าง

ตั้ม : งงครับ (หัวเราะ) เพราะเพลง ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง จริง ๆ ไม่ได้ตั้งใจจะโปรโมตอะไรเลย แค่ลงไปเฉย ๆ ดูจาก MV ก็น่าจะรู้ 

สบาย : จริง ๆ MV ถ่ายเหมือนคนมักง่าย (หัวเราะ)

ตั้ม : ก็เพราะว่าเราไม่มีตังค์จริง ๆ ครับ ไม่มีเงินจริง ๆ ก็เลยได้ MV เป็นฟีลธรรมชาติ 

ช่วยเล่าที่มาที่ไปของเพลงนี้ให้ฟังหน่อย

ตั้ม : จริง ๆ ตอนแรกมันไม่เกี่ยวกับตัวผมและไม่เกี่ยวกับตัวบาย 

คืออย่างนี้ครับ เราเป็นนักแต่งเพลง ผมก็จะดูทวิตเตอร์ดูอะไรไปเรื่อย ๆ ผมไปเจอคำว่า ความผิดหวังมักเลือกฉันเสมอ ผมก็คิดว่า เออ งั้นมีคำว่า ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง แล้วกัน ซึ่งไม่รู้มันมาจากไหน มั่วมากเลย แม่บายก็มาบอกมันแปลกดี เพราะปกติคำว่าผู้ถูกเลือกมักจะเป็นแง่บวก 

พอทำไปเรื่อย ๆ ฟังไปเรื่อย ๆ ก็รู้สึกว่าเออจริง ๆ มันเข้ากับเรานี่หว่า เพราะเราเป็นคนทำอะไรไม่เคยสมหวัง ประกวด Hot Wave ได้เข้ารอบชิงมาก็ไม่ได้เซ็นสัญญา แต่เพื่อนที่อยู่รอบข้างเราได้เซ็นสัญญา ได้เห็นเขาออกไปเป็นศิลปินค่ายใหญ่

เคยพยายามหาคำตอบไหมว่าทำไม

ตั้ม : จริง ๆ ผมโทษตัวเองมากกว่าครับ เมื่อก่อนตอนเด็กเราโทษเขา ตอนนี้ผมโทษตัวเองว่ามันเป็นเรื่องของธุรกิจ เราขายไม่ได้ เราไม่พร้อมที่จะปั้นเป็นสินค้า ผมไม่อยากไปว่าใคร ผมแก้ที่ตัวเองก็ได้ เพราะว่าเราแก้ที่เขาไม่ได้ มันก็แค่นั้นเอง

เรื่องนี้เป็นปมในใจตั้มไหม

ตั้ม : เป็นครับ เป็นเลย จนถึงตอนนี้ก็ยังเป็นครับ ทุกวันนี้เลยรู้สึกสะใจนิดหนึ่งที่วงประสบความสำเร็จ เพราะคำว่าผมขายไม่ได้นี่แหละครับ

ผมเคยโดนบอกว่า หน้าแบบผมไม่มีใครเลือกหรอก จะไปอยู่ในค่ายเพลงที่ไหนได้ ไม่มีใครฟัง ไม่มีใครดูหรอก ตอนนั้นเพลง ผู้ถูกเลือกฯ ยังไม่ออก เขาเปิดเพลงเราฟังแล้วก็นั่งชี้เลยว่าไม่แมสหรอก ทำไปก็ไม่มีคนฟัง เขามองว่าวงเราขายไม่ได้ เขาไม่ชอบแนวนี้ เราก็เถียง เพราะเป็นเพลงเรา ผมบอกว่า เห้ย มันเป็นความคิดเห็นของพี่คนเดียวหรือเปล่าที่ไม่แมส เพราะว่าเพลงมันต้องเอาไปเจอคนนะ ซึ่งตอนนั้นเพลงผมก็ไม่แมสจริงแหละครับ ยอดวิวหลักหมื่น 

กลับบ้านมาด้วยความรู้สึกโกรธหรือเสียใจ

ตั้ม : แค้นครับ

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

มันไม่ได้เสียใจนะครับ เพราะผมไม่ได้ทำอะไรผิด ผมก็ทำเพลงของผม แต่ว่าคุณเรียกเราไปด่าทำไม ไม่มีเหตุผล ผมไม่เคยไปขอเขาอยู่ค่าย ไม่เคยไปขอเขากินข้าว ไม่เคยไปขออะไรสักอย่าง เขาเป็นคนชวนเราไปคุยเรื่องฝึกงาน แต่พอไปนั่งปุ๊บเขาก็เปิดเพลงเลยและก็นั่งวิจารณ์เพลงผม

จากนั้นมาน่าจะไม่ถึงเดือน ผมก็ปล่อยเพลง ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง พอเริ่มประสบความสำเร็จก็เลยเหมือนได้ตบหน้า และค่ายเพลงหลาย ๆ ค่าย แม้กระทั่งค่ายที่ปฏิเสธเรา เขาก็ติดต่อมาแสดงความยินดี ผมก็ไม่ค่อยได้ตอบ

สบาย : เขาทักมาจะจ้างงานเรา

ไปรึเปล่า

ตั้ม : ไม่ไปครับ

กระแสตอบรับจากเพลงนี้มากมายท่วมท้นขนาดไหน รับมือไหวไหม

ตั้ม : ช่วงแรกรับมือไม่ไหวครับ โทรศัพท์ผมเมื่อก่อนไม่มีอะไรเลย ใช้เรียน ดูหนัง ทำเพลง ชีวิตมีแค่นั้น ว่าง ๆ โล่ง ๆ ครับ แต่พอลงเพลงไปสัก 1 – 2 อาทิตย์ได้ โทรศัพท์มันเด้ง ๆๆ เปิด TikTok ก็มีเพลงเรา มีคนโทรมาทั้งวัน ถามแบบจะจ้างงาน แล้วก็เพื่อนที่ไม่ได้คุยกันเลยเป็น 10 ปีก็ทักมาคุยด้วย เพิ่งรู้ว่าเราร้องเพลง วุ่นวายไปหมดมีแต่คนเข้ามาหา

สบาย : หนูก็จะล้อ ๆ ตั้ม สวัสดีพี่ชื่อติ๋วน้อง ๆ แม่ต่ายอะไรแบบนี้แบบไปเรื่อยค่ะ (หัวเราะ)

ตั้ม : คือมึงเป็นใครวะ ไม่เคยคุยกันเลย เจอกันแบบในโรงเรียนแค่รอบเดียว (หัวเราะ) ไม่ได้อะไรกับเขาหรอกครับ เราก็ขอบคุณมาก แต่มันแค่แปลกสำหรับเราไง เพราะเมื่อก่อนไม่มีใครสนใจเรา 

เห็นชอบมีคนมาเถียงกันว่าใครเป็นคนร้องเพลงกันแน่

ตั้ม : เราร้องคู่แต่เสียงเราคล้ายกัน ผมเป็นคนเสียงเป็ด ๆ เสียงสูง บายเป็นผู้หญิงเสียงใหญ่ แล้วพอร้องมันก็เลยเข้ากันพอดีจนแยกไม่ออก

จากชื่อเพลง ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง แต่หลังเพลงดังกลับกลายเป็นผู้ถูกเลือกให้สมหวัง กลัวไหมถ้าเกิดว่าดังเพลงเดียว 

ตั้ม : ผมไม่คิดว่าจะดังเพลงเดียว มั่นใจ แต่คิดว่าเพลงอื่นไม่น่าจะดังเท่าเพลงนี้แล้วแหละ แค่ประครองให้วงเราอยู่ได้ ซึ่งก็พยายามหาทางอยู่ครับ 

ผมก็มีไปคุยกับค่ายหลาย ๆ ค่าย แต่ก็มานั่งคิดอยู่ว่าเราจะเอายังไงดี เรียกว่าทุกวงก็มีระยะเวลาเป็นของตัวเอง หมายถึง ไม่ใช่ทุกวงที่จะอยู่ไปตลอด ยิ่งพวกวงอินดี้ เดี๋ยวแป๊บ ๆ มันก็เปลี่ยนแล้ว

สบาย : มีหน้าใหม่ขึ้นมาเยอะมาก ใครก็ใช้คำว่าอินดี้ได้

กดดันไหมกับเพลงต่อไป

ตั้ม : ไม่ได้กดดันเลย เรียกว่าไม่ได้สนใจมากกว่าครับ

สบาย : เราฟังแล้วชอบก็โอเคแล้ว

ตั้ม : เอาจริง มันดูแย่นะ ผมแคร์แฟนคลับเหมือนกันแต่ก็เหมือนไม่ได้แคร์เท่าไหร่

หมายความว่า

สบาย : เราว่าแฟนคลับชอบสิ่งที่เราชอบ

ตั้ม : อืม เราไม่ได้แคร์ความคิดเห็นใคร บางทีมีคนมาเมนต์แม้กระทั่งรายละเอียดเบส เบสเบาไป เสียงร้องทำไมสูงจัง ผมแคร์แค่คนที่ชอบ ก็เลยไม่ได้สนใจครับว่ามันจะเป็นยังไง เพราะเมื่อก่อนวิวหลักหมื่นเราก็อยู่ได้ เราก็ยังทำมันต่อ ผมทำวงมาแค่ปีเดียวแต่ว่าปล่อยมา 10 เพลง ซึ่งผมทำคนเดียวหมดเลยเพราะไม่มีตังค์จ้างใคร

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

ระยะเวลา 1 ปี 10 เพลง กับยอดวิวหลักหมื่น มีท้อบ้างไหม

ตั้ม : มีท้อแค่แวบเดียวก็กลับมา เป็นโชคดีของเราที่ยังเรียนไม่จบ ผมเรียนไปด้วย รับงานนอกไปด้วย รับงานลูกค้า แต่งเพลง ทำเพลงโฆษณา แต่ถ้าเรียนจบคงท้อกว่านี้เพราะต้องไปทำงานประจำ อาจจะหมดเวลา หมดไฟ

แสดงว่า 10 เพลงที่ผ่านมา ทำด้วยแพสชันล้วน ๆ

ตั้ม : ใช่

ถามจริง อยากดังไหม

ตั้ม : ไม่เลยครับ คือวิวน้อยไม่ได้แปลว่าเพลงไม่ดีนะ แต่คนคงไม่เจอแค่นั้นเอง ถ้าเมื่อไหร่คนเจอเดี๋ยวมันก็มาเอง เราก็สู้ทำไปเรื่อย ๆ ผมดูจากศิลปินต่างประเทศ อย่าง Katy Perry ทำเพลง 3 อัลบั้มกว่าจะดัง ซึ่งผมก็คิดว่า ไอ้เชี่ยเราทำแค่ 10 เพลง แค่อัลบั้มเดียวเอง เขายังสู้เลย เราทำเยอะก็มีเพลงเล่นสดเยอะ ผมคิดแค่นั้น มันดันมาดังเพลงที่ 10 แต่ถ้าไม่ดังก็ยังทำต่อครับ

แต่เพลงแรก ๆ อย่าง คุณจะไปแคร์เหี้ยอะไร ดูแตกต่างจาก ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง มาก 

ตั้ม : ผมไม่ได้มองว่าต้องทำอะไรเหมือนเดิม มนุษย์ทุกคนมีเส้นทางการเดินที่แตกต่างกันจริง ๆ เราแต่งเพลงป๊อปมานานแล้ว แต่ผมแค่อยากเปิดด้วยเพลงที่แสดงความเป็นตัวเองก่อน ซึ่งรู้อยู่แล้วว่ามันไม่มีคนฟัง แต่มันมีความพิเศษ คนจะฟังเยอะฟังน้อยเราไม่ได้สนใจ 

แล้วทั้งสองคนเป็นคนไม่ค่อยแคร์เหี้ยอะไรรึเปล่า

สบาย : เมื่อก่อนหนูยังฝืนที่จะไม่แคร์ค่ะ เพราะว่าหนูอยากดัดนิสัยตัวเอง แต่ตอนนี้คือไม่แคร์จริง ๆ ค่ะ (หัวเราะ) ถ้าแฟนคลับมาเจอเราไปตลาด จะเห็นใส่กางเกงลายสก็อตหรือกางเกงลายชบาออกมาซื้อส้มตำเป็นปกติ 

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด
จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

เป้าหมายยิ่งใหญ่ที่สุดที่เรนิษราจินตนาการไว้คือ

ตั้ม : หาเงินครับ จริง ๆ ด้วยความที่ไม่ค่อยมีเงิน เราก็แค่ทำเพื่อหาเงิน มีหลาย ๆ คนถามว่ามีเฟสติวัลในฝันไหมที่อยากขึ้น ผมตอบว่าไม่มีนะครับ แต่ผมขึ้นได้ทุกเวที ถ้าเขาเชิญไปเล่นเราก็ไปสนุกได้ แต่ผมไม่ได้มีความฝันว่าเราต้องการไปตรงนั้น ผมอาจจะชอบ The Beatles ด้วยแหละ เขาเป็นวงที่ไม่ค่อยได้ทัวร์และเขาปล่อยเพลงถี่มาก 

แต่ถ้าไม่ใช่เรื่องเงิน ก็อาจจะแค่มีเพลงอมตะที่ฟังได้ตลอด อีก 10 ปีก็ยังฟังเพลงนี้อยู่ อยากเป็น Radio Star ไม่ได้อยากเป็น Video Star เหมือนที่ ไมเคิล แจ็คสัน เคยมีดราม่า 

แล้วบายล่ะ 

สบาย : ถ้าเป็นตอน ม.ปลาย จะอยากไปโคเชลล่า แต่บายเป็นเด็กอ้วนด้วยค่ะ (หัวเราะ) พอมาทำเพลงจริง ๆ ก็เลยมีความฝันว่าอยากกินก๋วยเตี๋ยวพิเศษโดยที่ไม่ต้องคิดว่าถ้าเพิ่มเงินมา 5 บาท แล้วจะเสียดายเงิน

ตั้ม : สรุปเราคือพวกงกนั่นเอง

แล้วในมุมของศิลปิน คิดว่าอีก 10 ปีข้างหน้า กลับมาฟังเพลงตัวเองจะรู้สึกยังไง

ตั้ม : ถ้าคิดล่วงหน้าในตอนนี้ ผมก็มองว่าเป็นวัยครับ มันดีที่สุดแล้วในตอนนั้น ผมเป็นคนไม่ค่อยเสียดายกับสิ่งที่ตัวเองทำในอดีตเท่าไหร่ รู้สึกว่าถ้าไม่มีเราในอดีตก็ไม่มีเราในวันนี้ เราแก้มันไม่ได้ 

ฟังเพลงเรนิษราตอนไหนถึงจะเพราะที่สุด

สบาย : ส่วนใหญ่เป็นเพลงเศร้าอะ อาจจะต้องช่วงที่เศร้า ๆ หน่อย

ตั้ม :  ผมมองว่าเป็นเพลงฟังสบาย จังหวะไม่ได้เร็วไม่ได้ช้า ฟังตอนขับรถคงจะเพลิน 

ในฐานะที่พวกคุณคุยกับ The Cloud เป็นที่แรก ขอ 1 เรื่องเข้าใจผิดที่อยากแก้ข่าว

สบาย : แรก ๆ เวลาคนบอกว่าหนูเป็นกะเทย หนูก็หงุดหงิด แต่หลัง ๆ นี้เขามาถามว่าเป็นผู้หญิงหรือกะเทย หนูก็ตอบไปเลยว่าเป็นชายแท้ที่ไว้ผมยาว แล้วก็ชอบแต่งหน้าเหมือนแดร็กควีน หนูรำคาญ (หัวเราะ)

ตั้ม : แต่เป็นกะเทยก็ได้ น่ารักดีนะ

จากผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังมาทั้งชีวิต สู่ ‘เรนิษรา’ ดูโอ้คู่รักเจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 Billboard ไทยคนล่าสุด

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load