คงไม่ต้องเสียเวลาแนะนำตัวผู้กำกับระดับโลกอย่าง เป็นเอก รัตนเรือง

The Cloud เคยเขียนถึงเขามากมาย ถึงขนาดเปิดเป็นคอลัมน์ชื่อ 20 ปี เป็นเอก รัตนเรือง

เคยเชิญเขามานั่งคุยแบบยาวๆ ตอนทำหนังเรื่อง Samui Song

แล้วก็ชวนเขามาช่วยสัมภาษณ์นักแสดงอย่าง พลอย เฌอมาลย์ กับ เดวิด อัศวนนท์

แต่รอบนี้ต่างจากการสัมภาษณ์ครั้งที่ผ่านๆ มา ไม่ว่ากับ The Cloud หรือสื่อไหนๆ

เขาว่า ชีวิตในวัย 58 ปี กำลังมีจุดเปลี่ยนสำคัญ

หนึ่ง เขาทิ้งชีวิตจากซอยสุขุมวิท 31 (ซึ่งอยู่มาตั้งแต่แถวนั้นยังเป็นทุ่ง และบ้านเขาปลูกกระถินแทนรั้ว) ไปอยู่เชียงใหม่แบบจริงจัง

สอง โปรเจกต์หนังเรื่องใหม่ของเขา ครึ่งเรื่องเป็นหนังใบ้ เกี่ยวกับรัฐประหาร

สาม ในระหว่างหาทุน เขาหยิบบทหนังมาวาดเป็นนิยายภาพ

สี่ เขากำลังหัดทำภาพพิมพ์ และเอาภาพที่วาดมาทำเป็นงานภาพพิมพ์

เป็นของใหม่ในชีวิตที่ผ่านเข้ามาในเวลาไล่เลี่ยกัน

ต้นเดือนมีนาคม เขาผ่านเข้ามาที่กรุงเทพฯ ช่วงสั้นๆ เราเลยได้นัดคุยกันที่บ้านของแฟนเขา

เป็นเอก รัตนเรือง ในวัย 58 ปี กับชีวิตใหม่ที่เชียงใหม่ อยู่บ้าน ปลูกต้นไม้ เล่าเรื่องผ่านภาพวาดและภาพพิมพ์

เจอกันคราวก่อน คุณบอกว่าเดินทางน้อยลง อยู่บ้านมากขึ้น

วันหนึ่งก็เริ่มเบื่อการเดินทาง อายุมากขึ้น ติดหมา ชอบอยู่บ้าน ล้างแอร์ ปลูกต้นไม้ ซึ่งไม่เคยทำมาก่อนเลย เมื่อก่อนกูเป็นผู้กำกับระดับโลกได้รางวัลเต็มไปหมด แต่จะเปลี่ยนหลอดไฟในบ้าน เบรกเกอร์อยู่ไหนวะ ต้องโทรตามคนมาเปลี่ยนให้ มันทุเรศนะ ตอนหลังชีวิตด้านพ่อบ้านเริ่มสำคัญขึ้น การเดินทางกับหนังก็เริ่มลดลง กระตือรือร้นน้อยลง

เป็นเอก รัตนเรือง ในวัย 58 ปี กับชีวิตใหม่ที่เชียงใหม่ อยู่บ้าน ปลูกต้นไม้ เล่าเรื่องผ่านภาพวาดและภาพพิมพ์

ที่คุณย้ายไปอยู่เชียงใหม่เพราะรักเชียงไหม่หรือเกลียดกรุงเทพฯ

มีสองสามเหตุผลที่ผมไปอยู่เชียงใหม่ หนึ่ง ผมซื้อที่ไว้นานแล้ว ตั้งแต่ปีสามเจ็ด อยู่แม่ริม ซื้อไว้ด้วยความคิดว่าชาตินี้ไม่ไปอยู่หรอก เพราะผมเป็นคนกรุงพันเปอร์เซ็นต์ ไม่มีทางไปอยู่ที่อื่นได้นอกจากกรุงเทพฯ ก็ซื้อไว้งั้น พี่สาวกับเพื่อนๆ เขาซื้อที่กันสิบเอ็ดคน แต่มีที่สิบสองแปลง ผมเลยเป็นตัวแถม

เหตุผลที่สอง ความรักชอบกรุงเทพฯ มันลดน้อยลงเรื่อยๆ เมื่อก่อนกรุงเทพฯ ทำให้เราทั้งรักทั้งเกลียด แต่ตอนนี้รักก็ไม่รัก เกลียดก็ไม่เกลียด แต่ขำมัน ผมว่ามันทุเรศขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาของผมคือเรื่อง Neighborhood สิ่งที่ผมชอบมันค่อยๆ หายไปทีละอย่าง ข้าวซอยร้านนี้ ข้าวกะเพราร้านนั้น ทุกร้านทยอยปิด เพราะค่าเช่าแพงขึ้นเรื่อยๆ แล้วอยู่ดีๆ ตรงนั้นก็เกิดความเก๋ไก๋สไลเดอร์ขึ้นมาแบบไม่มีความเป็น Neighborhood อีกต่อไป มันกลายเป็นสนามเด็กเล่นของคนรวยและคนเท่ แล้วกูอยู่ตรงไหนล่ะ

ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปตามรสนิยมคนเท่คนรวยเหล่านั้นที่มาเล่นตรงนี้ ซึ่งพวกนี้ใช่ว่าจะรสนิยมดี คือเขาไม่มีความพอดีแน่ๆ ผมเคยคิดว่า Porsche เป็นรถที่แพง มีแต่คนรวยที่ขับได้ แต่ที่กรุงเทพฯ Porsche Cayenne ขับกันอย่างกับโตโยต้า ผมไม่เข้าใจว่าทำไมมันเยอะขนาดนั้น อยู่ดีๆ แถวนั้นก็เกิดความไร้สติขึ้นมาพร้อมๆ กัน ทุกคนอยากเอาเงินมาละเลงเล่นแล้วอัปตัวเองขึ้นไป อัปๆๆ แบบฉันจะบิน Business Class ท่าเดียว ทุกอย่างกลายร่างเป็น Business Class ไปหมด

ในฐานะที่ผมเกิดและเติบโตตรงนั้นมาห้าสิบกว่าปี นั่งมองดูแล้วรู้สึกสองอย่าง มันเป็นความขำปนสงสัย ว่าพวกมึงเป็นเหี้ยอะไรกัน เอาเงินมาจากไหนกัน คุณค่าต่างๆ เปลี่ยนไปหมดเลย

วันหนึ่งพี่สาวผมจะรีไทร์ไปอยู่เชียงใหม่ เขาเป็นผู้หญิงสองคน ถ้าผมไปปลูกบ้านด้วยเขาก็จะสบายใจหน่อย ถึงผมจะไม่ไปอยู่ก็ตาม แต่อย่างน้อยก็มีผู้ชายสักคน ตอนแรกผมก็นานๆ ไปทีแบบนักท่องเที่ยว

คุณปลูกบ้านแบบไหน

สถาปนิกของผมคือ พี่ตั้ม (พวัสส์ สวัสดิ์ชัยเมธ) คนทำ Production Design ในหนังผม โจทย์คือ ลงทุนไม่เกินล้านห้า ดูแลง่ายๆ สีไม่ต้องทา ปลวกไม่กิน ผมมีแบบในใจเป็นเหมือนกล่องรองเท้า ไม่มีห้องเลย เป็นสตูดิโอใหญ่ๆ กั้นแค่ห้องนอน ผมอยากได้บ้านไม้มาก แต่ไม่มีปัญญาดูแล เลยไม่เอา

แรกๆ ก็ไปแบบนักท่องเที่ยว อยู่สิบวัน สองอาทิตย์ ตอนกลับเซ็งทุกที ไม่อยากกลับ ตรงนั้นมันสงบมากเลย ออกมาจากตัวเมืองไปไกลมาก โล่งมาก เป็นทุ่ง มีที่ไร่เดียวเหมือนมีพันไร่ เพราะไม่มีใคร

ทำไมถึงไม่อยากกลับ คุณคิดถึงอะไร

ไม่รู้ มันเป็นความรู้สึก ไม่ใช่สิ่งที่จับต้องได้ ผมคิดถึงความสงบมั้ง ผมรู้สึกว่า กูเข้าถึงจุดนั้นของชีวิตแล้วเหรอวะ (หัวเราะ) ความที่ตรงนั้นไม่มีอะไร ชีวิตก็ง่ายลงเยอะ พอกลับมากรุงเทพฯ จังหวะของเมืองมันทำให้เราเหนื่อย เป็นแบบนี้ซ้ำๆ มาสองสามปี เวลาไปอยู่เชียงใหม่ก็อยู่นานขึ้นเรื่อยๆ งวดนี้อยู่สามเดือน ผมมีหนังโฆษณาต้องถ่ายสองเรื่อง ผมแคนเซิลหมดเลย ไม่กลับ ยอมทิ้งเงิน เวลาผมใช้ชีวิตที่เชียงใหม่ ผมใช้เงินน้อยมาก เลยไม่ได้จำเป็นต้องหาเงินเยอะขนาดนั้น

แต่ละวันคุณทำอะไร

ส่วนใหญ่เดินซะเยอะ เดินในทุ่ง ปลูกต้นไม้ แล้วก็วาดรูป เขียนบท

เป็นเอก รัตนเรือง ในวัย 58 ปี กับชีวิตใหม่ที่เชียงใหม่ อยู่บ้าน ปลูกต้นไม้ เล่าเรื่องผ่านภาพวาดและภาพพิมพ์

เคยคิดไหมว่าวันหนึ่งตัวเองจะใช้เวลาส่วนใหญ่เดินเล่นในทุ่ง

ไม่เคย แต่ต้องเข้าใจก่อนว่า ผมเป็นนักกีฬาตั้งแต่เด็ก นักกีฬาระดับชาติ ตอนเรียนผมวิ่งข้ามรั้วร้อยสิบเมตร เป็นสถิติกรมพละอยู่สองปีนะ ผมเป็นนักฟุตบอลด้วย ผมชอบชีวิตกลางแจ้งอยู่แล้ว มีชีวิตอยู่ในกองถ่าย แต่ก็ไม่คิดว่าตัวเองจะมาถึงขนาดนี้ เพราะผมเป็นคนเมืองพันเปอร์เซ็นต์ ชีวิตเริ่มต้นที่ห้าง ปวดขี้ก็ไปห้าง หลอดไฟขาดก็ไปห้าง ทำไมไม่ไปร้านขายวัสดุก่อสร้างวะ ก็ในห้างมันมีขายไง

คุณปลูกอะไร

ที่เชียงใหม่ เวลาไปบ้านเพื่อนเขาชอบให้สองอย่าง อาหารกับต้นไม้ ผมไปกินข้าวบ้านป้าติ๋ม ทุกครั้งแกจะให้ต้นไม้มา ไปซื้อสบู่เขาก็ให้ต้นไม้ ใครให้อะไรมาผมก็ปลูกหมด แต่ถ้าซื้อเอง ผมชอบซื้อพวกหญ้าๆ ที่ดูรกๆ ซึ่งแม่บ้านบอกว่า ไปซื้อทำไม มันขึ้นเอง ผมชอบหญ้าๆ ชอบต้นไม้ที่ฟอร์มเป็นพุ่มๆ รกๆ

ช่วงที่ไม่ได้ทำหนังคุณทำอะไร

สองปีนี้ผมทำหนังให้ HBO ปีละเรื่อง เป็นซีรีส์ที่เอาผู้กำกับหกคนจากหกประเทศมาทำซีรีส์แบบจบในตอน ปีแรกทำเรื่องผีในแบบของประเทศตัวเอง ผมทำเรื่องผีปอบ (Folklore : Pob) ปอบมาเจอฝรั่งแล้วหลอกฝรั่งไม่ได้ เพราะฝรั่งไม่รู้จักภาษาไทย ฝรั่งนึกว่าปอบเป็นขอทานก็ไม่กลัว ฝรั่งก็จับปอบมานั่งคุยเพราะฝรั่งชอบคุย ปอบก็ฟังไม่รู้เรื่อง เป็นการเปลี่ยนให้ฝรั่งเป็นฝ่ายกระทำแล้วปอบเป็นเหยื่อแทน

ปีต่อมาทำเรื่องอาหาร ผมเลือกทำเรื่องอาหารในกองถ่าย (Food Lore : The Caterer) เพราะอาหารในกองถ่ายอร่อย อย่างน้อยก็กองผม (หัวเราะ) ผมทำเรื่องเดิมซ้ำเลย เป็นกองถ่ายเรื่องปอบ แต่ย้ายมาโฟกัสที่แม่ครัว นักแสดงทุกคนกลับมารวมตัว แต่คราวนี้กลายเป็นตัวประกอบแทน

เนื้อเรื่องเกี่ยวกับอะไร

นักแสดงอเมริกันมาถ่ายหนังในกองถ่ายไทยแล้วดูถูกทุกอย่างว่ามาตรฐานไม่เหมือนฮอลลีวูด ดูถูกไปถึงอาหาร มากองถ่ายวันแรก โปรดิวเซอร์บอกว่าอาหารเช้าคือ Pig Blood Soup คือต้มเลือดหมู มันก็งงว่าพวกมึงแดกเลือดหมูกันได้ยังไง โปรดิวเซอร์บอกว่า ไม่ใช่แค่เลือดนะ มีทุกอย่างเลย ไส้ ม้าม ตับ หัวใจ อร่อยนะ เป็นอาหารที่คนไทยชอบมาก ฝรั่งก็ไม่เป็นไรกูกินสตาร์บัคส์กับโดนัทก็ได้ แล้วมันก็ดูถูกอาหารทุกวัน

ฝรั่งคนนี้สร้างความปั่นป่วนไปทั้งกองถ่าย เพราะมันดูถูกทุกอย่าง วันหนึ่งมันเครียดมาก ร้อนด้วย เลยป่วย แม่ครัวก็เอาซุปเยื่อไผ่มาให้ พอไม่มีใครมันก็แอบกิน หายป่วยแล้วมันก็ถามว่าใครทำ หลังๆ มันก็เริ่มกินกระเพาะปลา ชอบไปนั่งคุยกับแม่ครัว จนเป็น Love Story เล็กๆ

เรื่องนี้คุณมองอาหารไทยด้วยสายตาแบบไหน

อาหารไทยมีหลายระดับนะ ส่วนตัวผมถ้านึกถึงอาหารไทยผมนึกถึงสตรีทฟู้ด ต้มเลือดหมู ข้าวมันไก่ ข้าวเหนียวมะม่วง ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้น เราชอบอาหารแบบนั้น อาหารชาววังผมกินไม่เป็น ข้าวแช่นี่ผมไม่เข้าใจว่าเราเอาข้าวมาใส่น้ำแข็งได้ไง

เป็นเอก รัตนเรือง ในวัย 58 ปี กับชีวิตใหม่ที่เชียงใหม่ อยู่บ้าน ปลูกต้นไม้ เล่าเรื่องผ่านภาพวาดและภาพพิมพ์

ยังสนุกกับการทำหนังอยู่ใช่ไหม

สนุกมากครับ ผมชอบทำหนัง มันเป็นความรักจริงๆ สมัยผมทำหนังใหม่ๆ ผมเคยเกลียดการออกกองถ่ายมาก เพราะมันไม่ได้ดั่งใจสักอย่าง กูอยากได้แดด ฝนครึ้มมาเลย จะกลับมาถ่ายใหม่ก็ไม่ได้ ก็ต้องถ่ายครึ้มๆ ไป อยากได้นักแสดงคนนี้เขาก็ไปเมืองนอกแล้ว ผมไม่ชอบออกกองถ่ายเพราะมันคือการต้องประนีประนอมทุกวัน ภาพฝันของเราก็ลดระดับลงเรื่อยๆ เมื่อก่อนชอบตัดต่อ เขียนบท เพราะอยู่คนเดียว แต่เดี๋ยวนี้ชอบทุกขั้นตอนแล้ว

จัดการปัญหาหน้ากองได้แล้วหรือ

พออายุมากขึ้น ประสบการณ์ขนาดนี้แล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้นก็ไม่ใช่ปัญหาแล้ว แก้ได้ก็แก้กันไป แก้ไม่ได้ ประมาณนี้ก็เอาแล้ว ความรักในการทำหนังไม่มีทางหายไป เพียงแต่จะทำไปได้นานแค่ไหน ถ้าอาชีพนี้ขึ้นอยู่กับเราก็ทำจนตายสิวะ แต่มันขึ้นกับนายทุน กับโลก อะไรก็เปลี่ยนไป ตอนนี้เริ่มเห็นแล้วว่าหนังแนวผมหาเงินยากขึ้น

ความรักเท่าเดิม แต่ความกระตือรือร้นน้อยลงเยอะ สมัยที่ผมมีความกระตือรือร้นเต็มเปี่ยม อยากประกาศให้โลกรู้ว่ากูเจ๋งแค่ไหน ถ้าผมเขียนบทแล้วมีปัญหาในการหาเงิน ผมเก็บใส่ลิ้นชักแล้วเขียนเรื่องใหม่เลย ผมรู้ว่าจะเขียนยังไงให้หาเงินง่าย แล้วก็ทำได้เลย ผมใช้วิธีนี้มาตลอด แต่ตอนนี้ผมไม่อยากเก็บเรื่องนี้ใส่ลิ้นชัก เพราะผมไม่ได้กระตือรือร้นขนาดนั้น ถ้าอีกเจ็ดปีได้ทำ ก็อีกเจ็ดปี

หนังแบบที่ผมทำมีที่ยืนในโลกน้อยลงเรื่อยๆ การล่มสลายของตลาดดีวีดีส่งผลต่อผมมาก เมื่อก่อนขายลิขสิทธิ์ดีวีดีขี้หมูขี้หมาก็ได้เงินมาทำหนังเรื่องใหม่ได้แล้ว พอตลาดนี้ล่มสลาย เงินก็หายาก คนดูเปลี่ยนไปดูหนังที่เร็วขึ้น ชัดเจนขึ้น เราอาจจะค่อยๆ หลุดจากโลกนั้นแล้ว ถ้ารู้อย่างนั้นก็หาทางออกใหม่ ผมพบว่า เราเป็นคนชอบเล่าเรื่อง เล่าได้ค่อนข้างดี ถ้ายังหาเงินทำหนังไม่ได้ ผมก็เล่าแบบนี้ได้นี่หว่า (หยิบไอแพดขึ้นมาเปิด)

เป็นเอก รัตนเรือง ในวัย 58 ปี กับชีวิตใหม่ที่เชียงใหม่ อยู่บ้าน ปลูกต้นไม้ เล่าเรื่องผ่านภาพวาดและภาพพิมพ์
เป็นเอก รัตนเรือง ในวัย 58 ปี กับชีวิตใหม่ที่เชียงใหม่ อยู่บ้าน ปลูกต้นไม้ เล่าเรื่องผ่านภาพวาดและภาพพิมพ์

วาดเป็นภาพ

ผมเล่าเป็นกราฟิกโนเวล (นิยายภาพ) ก็ได้นะ ไม่ต้องประนีประนอม ทำหนังต้องรอให้คนอื่นมาไฟเขียวโปรเจกต์เรา แต่อันนี้เราไฟเขียวได้เอง มีไอแพดอันเดียว แล้วก็มีเวลาว่าง ทำได้เลย พอเริ่มวาดทักษะเราก็พัฒนาทีละนิด หวังว่าหนังสือเล่มนี้จะเสร็จภายในปีนี้ ต้องไปหาคนพิมพ์ให้

เนื้อหาเหมือนหนังเรื่องใหม่ของคุณ

เหมือนครับ เป็นซีนในหนัง ผมวาดจากบทหนัง เป็นเรื่องของทหารสองคนที่ถูกทิ้งอยู่ชายแดน คนหนึ่งจบสถาปัตย์มาจากบอสตัน อีกคนเป็นเด็กแว้นถูกทิ้งให้อยู่ด้วยกัน จนกลายเป็นเพื่อนกัน แล้วก็ไปเจอผู้หญิงชาวบ้าน จนสนิทกันสามคน คล้ายๆ รักสามเส้า มีหักหลังกัน

ที่เหลือทหารสองคนในพื้นที่ตรงนั้นเพราะทหารอีกสี่สิบแปดคนโดนเกณฑ์เข้ากรุงเทพฯ มาปราบม็อบ ทหารยึดอำนาจแล้วปิดโซเชียลมีเดีย ให้ฟังจากสถานีกูอย่างเดียว คนก็ออกมาแบบมืดฟ้ามัวดิน เป็นม็อบที่ปราบเท่าไหร่ก็ไม่หมด แต่ไม่ได้สนใจประชาธิปไตยอะไรนะ แค่จะเอาเฟซบุ๊กกูคืนมา หนังพูดถึงรัฐประหารว่าทำไมประเทศนี้ถึงทนกับการมีรัฐประหารได้เรื่อยๆ โดยไม่มีใครว่าอะไร ตอนจบของหนังก็แสบ แต่เล่าไม่ได้เดี๋ยวติดคุก (หัวเราะ)

ที่หาเงินมาทำยากเพราะนายทุนติดเรื่องเนื้อหา

มันเป็นหนังที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน เนื้อหาก็มีปัญหา รูปฟอร์มของหนังก็ประหลาด มันเป็นหนังไฮบริด เป็นหนังใบ้แบบชาลี แชปลิน ครึ่งเรื่อง เป็นหนังพูดครึ่งเรื่อง แต่เราจะได้ยินเสียงพูดเฉพาะผู้นำ ประชาชนพูดจะไม่ได้ยินเสียง คงได้ทำง่ายๆ หรอก (หัวเราะ) ไม่เป็นไรครับ ทางเรารอได้

ตอนเขียนบทเสร็จใหม่ๆ มีความสะพรึงว่า ถ้าไม่รีบทำ เดี๋ยวมีเลือกตั้งมันจะสายเกินไปหรือเปล่า แต่ตอนนี้เชื่อมั่นว่าไม่สายเกินไปครับ มันมีมาเรื่อยๆ กูรอรอบหน้าก็ได้ มั่นใจครับ (หัวเราะ)

เป็นเอก รัตนเรือง ในวัย 58 ปี กับชีวิตใหม่ที่เชียงใหม่ อยู่บ้าน ปลูกต้นไม้ เล่าเรื่องผ่านภาพวาดและภาพพิมพ์

อะไรทำให้คุณอยากเล่ามันผ่านกราฟิกโนเวล

คุณต้องไปดูคอลเลกชันกราฟิกโนเวลของผม ผมไม่สะสมอะไรเลยนอกจากกราฟิกโนเวล ผมชอบตรงที่มันเหมือนหนัง เป็นสตอรี่บอร์ด อย่างที่สอง มันเล่าเรื่อง อย่างที่สาม มันมีความงามของมัน ผมมีคอลเลกชันที่ดีมาก แบบแปลกๆ มันทำรูปแบบนี้ได้ด้วยเหรอวะ ในช่วงสิบกว่าปีนี้เวลาผมเดินทางไปต่างประเทศ ผมจะซื้อเก็บมาเรื่อยๆ บางทีก็เป็นภาษาโปแลนด์ อ่านไม่ออกนะ แต่หนังสือมันสวย อาร์ตมันสวย ผมก็เก็บไว้เป็นแรงบันดาลใจ มีอยู่สักห้าหกสิบเล่ม บริจาคไปแล้วก็เยอะ มันเป็นเมล็ดพันธุ์ที่อยู่ในตัว วาดแล้วก็เอาไปทำภาพพิมพ์ได้ด้วย

นอกจากหนังสือแล้ว เราจะได้เห็นงานชุดนี้ในรูปแบบภาพพิมพ์ด้วย

ใช่ ผมกำลังหัดทำภาพพิมพ์ อาจารย์สอนภาพพิมพ์ผมชื่อ กิติก้อง (กิติก้อง ติลกวัฒโนทัย) เขาบอกว่า พี่เป็นคนทำหนัง ลองทำภาพพิมพ์แบบเล่าเป็นหนังดู เขายังไม่เคยเห็นใครทำภาพพิมพ์เล่าแบบหนังนะ ผมก็ลองวาด แต่เนื่องจากความสามารถในการวาดรูปของเรามีจำกัด เลยไม่วาดเรียลลิสติก เอาแต่มู้ด หนังเราน่าจะมู้ดประมาณนี้

ทำไมถึงอยากเรียนทำภาพพิมพ์

เป็นรักแรกของผม ตอนเรียนเมืองนอกผมลงเรียนซิลค์สกรีนกับภาพพิมพ์ ผมเป็นคนชอบกระดาษ เวลาไปต่างประเทศต้องไปร้านกระดาษ เวลาดรออิ้งเราใช้ปากกา ใช้สีชอล์กวาดบนกระดาษ แต่ภาพพิมพ์คุณวาดบนแผ่นเหล็กแล้วกัดกรด กระดาษเลยเป็นร่างทรง แล้วมันก็มีพิธีกรรมของมันเหมือนการทำหนัง ไม่ใช่กระชากๆ บนกระดาษแล้วเสร็จ มันมีวัฒนธรรมของมันที่เขาทำกัน รอยบุ๋มของขอบเมื่อพิมพ์เสร็จแล้ว หรือส่วนใหญ่จะพิมพ์ได้ 30 Editions เพราะเพลตจะเริ่มไม่ดีแล้ว เป็นกระบวนการที่คนใจร้อนทำไม่ได้ ชอบอ่านเร็วๆ เสพเร็วๆ ทำไม่ได้ มันต้องล่อกันไปทีละเลเยอร์ มันมีเสน่ห์หลายๆ อย่างสำหรับเรา

คุณเรียนแบบไหน

ผมไปเรียนกับอาจารย์กิติก้องที่สตูดิโอของเขา C.A.P เขาก็ไม่คิดเงินเพราะไม่เคยมีใครมาขอเรียน มีแต่ศิลปินมาทำงาน หรือไม่คนที่ทำไม่เป็นก็อยากมาซัดเลย ทำงานเลย ให้เด็กในสตูฯ ผลิตให้ แต่ผมอยากรู้ทุกขั้นตอน ผมไปอยู่ที่นั่นอาทิตย์หนึ่ง ทำตั้งแต่ขัดเพลตด้วยกระดาษทรายจนเนียน ทาวานิช กัดกรด ทำงานเสร็จสองสามชิ้น

การเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ในวัยเกือบหกสิบเป็นยังไงบ้าง

ตื่นเต้นดีครับ มันดีตรงคุณแสดงความเก่งกับเขาไม่ได้เลย ต้องฟังเขาอย่างเดียว น้องคนที่มาช่วยทำบางเทคนิคให้อายุยี่สิบกว่า เป็นลูกเราได้เลย แต่เราก็ต้อง คร้าบ คร้าบ เถียงมันไม่ได้เลย เหมือนเราได้เป็นเด็กอีกครั้ง ตื่นเต้น ผมนี่วาดรูปไม่หยุดเลย ตั้งแต่เช้ายันค่ำ

เป็นเอก รัตนเรือง ในวัย 58 ปี กับชีวิตใหม่ที่เชียงใหม่ อยู่บ้าน ปลูกต้นไม้ เล่าเรื่องผ่านภาพวาดและภาพพิมพ์

ยุคนี้มีผู้กำกับเกิดใหม่ตลอดเวลา คุณกลัวจะตกยุค คนดูไม่เอางานเราแล้วไหม

(คิดนาน) ไม่เรียกว่ากลัว ถ้าเป็นความกลัว เราต้องทำอะไรบางอย่าง แต่นี่เราไม่ทำอะไรเลย ถ้าตกยุคก็ตกไป เพราะเป็นไปไม่ได้เลยที่คุณจะรั้งมันเอาไว้ ถ้าคุณไม่ตกวันนี้อาทิตย์หน้าก็ตก ไม่ก็เดือนหน้า ไม่ก็ปีหน้า

คนทำงานสร้างสรรค์ต้องทำจากความสนใจของเราจริงๆ ถ้าผมไม่สนใจเคป๊อป สมมติเฉยๆ เคป๊อปก็ดีของมันนะ แค่ผมไม่มีความสนใจ แล้วถ้าโลกนี้เคป๊อปหนักขึ้นจนไม่เหลือพื้นที่อื่น ผมก็ต้องตกไป

มีคนจะทำให้ผมทำซีรีส์เน็ตฟลิกซ์ แต่ผมบอกว่า ผมทำไม่ได้ บ้านผมไม่มีทีวีมาสิบปีแล้ว ผมไม่เคยดูทีวี ไม่เคยดูอะไรในมือถือนอกจากบอล จะทำซีรีส์ได้ไง

ซีรีส์ดังๆ ที่คนพูดถึงกันทั้งบ้านทั้งเมือง คุณไม่อยากดูบ้างเหรอ

ผมก็พยายามดู แต่ดูได้ไม่เกินสิบนาที ทนไม่ได้ เพราะพูดกันเยอะเกิน มันเป็นสื่อที่ดำเนินเรื่องด้วยการพูด มีแต่เนื้อหา ดำเนินเรื่องเร็ว ตัดต่อเร็ว เราไม่ใช่คนสปีดนั้น ผมชอบถ่ายลมพัด ถุงพลาสติกลอย เขาอยากให้เสนอสองซีซั่นเลย ถ้าซีซั่นแรกฮิตจะได้มีต่อทันที สมมติซีซั่นละหกตอน คือสิบสองตอน เท่ากับผมเขียนบทหนังสิบสองเรื่อง เรื่องหนึ่งผมเขียนสองปี หมดนี่ก็ยี่สิบสี่ปีกว่าจะเสร็จ แล้วจะได้ทำเมื่อไหร่

อีกอย่างเขาบอกว่า ตอนแรกของซีซั่นแรกต้องเปรี้ยงเลย ไม่งั้นที่เหลือทิ้งนะ แล้วสิบห้านาทีแรกของตอนแรก ซีซั่นแรก ก็ต้องฮิตเลย ถ้าเกินสิบห้านาทีคนจะไม่ดูแล้ว ผมแม่งเก็บของเลย โอเค เชิญตามสบายเลยครับโลกนั้น เอากันให้สนุกเลยครับ ขับเคี่ยวกันเข้าไป สิบห้านาทีแรกต้องควักกระเจี๊ยวออกมาโชว์กันเลย (หัวเราะ) ผมไปอยู่กับโลกนั้นไม่ได้จริงๆ ไม่ได้ดูถูกอะไรทั้งสิ้นนะ แต่มันไม่ได้อยู่ในความสามารถของผม ไม่ได้ถ่อมตัวด้วย

หนังโฆษณาไม่หนักกว่านี้เหรอ

ทำโฆษณาตอนหลังก็แย่ ลูกค้าบอกว่า หกวินาทีแรกคนจะกดข้าม ทำยังไงให้ไม่กดข้าม ให้กูทำไงวะ มันไปถึงจุดนั้นกันแล้ว หกวิแรกถ่ายกระเจี๊ยวเลยไหมฮะ ช็อตแรกถ่ายคนชักว่าวเลย รับรองคนไม่กดข้าม (หัวเราะ) แต่ปัญหาคือ เรื่องนี้คุณถ่ายคนชักว่าวไปแล้ว คนแม่งตื่นเต้นแล้ว เรื่องต่อไปทำไงล่ะ มันจะไปจบตรงไหน การกระชากหัวคนดูขึ้นมาแล้วจิกไว้มันเป็นทัศนคติของโลกยุคใหม่ ถ้าผมจะตกยุคผมก็ยินดีฮะ ผมไปปั้นเซรามิกดีกว่า แต่อย่าเข้าใจผิด ผมไม่ได้เปรียบเทียบว่าแบบหนึ่งดีกว่าอีกแบบหนึ่งนะ ด้วยความสัตย์จริง

เกิดอะไรขึ้นกับคนดูยุคนี้ ทำไมถึงสมาธิสั้นขนาดนั้น

ชีวิตทุกด้านเป็นแบบนั้น ไม่ใช่แค่เรื่องหนังนะ ทุกอย่างมันอัปเลเวล อัปสปีด ทั้งโลก เราโดนทุกคนดันให้ไปเร็วๆ โซเชียลเน็ตเวิร์กมีส่วนเยอะมาก ในแต่ละชั่วโมงมีคอนเทนต์เยอะมาก จะมาอ่านอะไรยาวๆ ดูอะไรยาวๆ ไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นกันหมดนะ คนบางกลุ่มก็ยังต้องการอะไรน้อยๆ ช้าๆ ที่เชียงใหม่มีเยอะเลย ไม่จำเป็นต้องตามเทรนด์

ทำไมเราต้องตามเทรนด์

ตามได้ถ้าเราสนใจ แต่เราควรตามความสนใจเรามากกว่า การตามเทรนด์มันเป็นเทรนด์ เพราะกลัวตกเทรนด์ การตามเทรนด์แบบบ้าคลั่งเกิดจากเหตุผลที่ง่ายมาก เพราะเราไม่รู้จักตัวเราว่าเป็นใคร ชอบอะไร เราถึงต้องตามเทรนด์ ถ้าคุณรู้ว่าชอบอะไร เป็นคนประมาณไหน คุณก็เลือกทำเฉพาะสิ่งที่คุณชอบถ้าเป็นไปได้ คบคนที่คุณชอบ หลีกเลี่ยงสิ่งที่คุณไม่ชอบ

เป็นเอก รัตนเรือง ในวัย 58 ปี กับชีวิตใหม่ที่เชียงใหม่ อยู่บ้าน ปลูกต้นไม้ เล่าเรื่องผ่านภาพวาดและภาพพิมพ์
เป็นเอก รัตนเรือง ในวัย 58 ปี กับชีวิตใหม่ที่เชียงใหม่ อยู่บ้าน ปลูกต้นไม้ เล่าเรื่องผ่านภาพวาดและภาพพิมพ์

ในโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูลและคำแนะนำ เรารู้จักตัวเองมากขึ้นหรือเปล่า

ไม่ครับ มันทำให้เรารู้จักตัวเองน้อยลงมาก การรู้จักตัวเองไม่ได้อาศัยข้อมูลนะ มันต้องการการอยู่กับตัวเอง ต้องการการเดินทางกลับเข้าไปข้างใน ถ้าคุณอยู่กับผองเพื่อน อยู่กับการงานตลอดเวลา คุณจะเอาเวลาที่ไหนเดินทางกลับเข้าไป การรู้จักตัวเองมันดีมาก ทำให้เรามีความมั่นคง ไม่ว่าใครจะว่าเรายังไง เราจะไม่ค่อยสะทกสะท้าน

เวลาผมอยู่ท่ามกลางวงสนทนาแล้วพูดว่า ตั้งแต่ผมแก่ คนจะชอบบอกว่า พี่ยังไม่แก่ ยังดูวัยรุ่นอยู่เลย เฮ้ย กูไม่มีปัญหากับความแก่ของกูเว้ย มึงจะมีปัญหาอะไรกับความแก่ของกูวะ (หัวเราะ) กูรอวันนี้มาตั้งนาน วันที่จะแก่ได้ขนาดนี้ วันที่จะบอกทุกคนได้ว่า อันนี้ขอไม่ทำได้ไหมฮะ (เสียงจริงจัง) เมื่อก่อนไม่กล้านะ คนชวนไปทำอะไร ถ้าไม่อยากทำก็จะบอกว่า พอดีไม่สะดวก ไม่อยู่ ไปต่างประเทศ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ต้อง ไม่สะดวกครับ เขาก็จะถามว่า พี่ไม่ว่างเหรอ เราก็ ว่างครับ แค่ไม่สะดวกเฉยๆ (หัวเราะ) ความแก่มันดีจะตาย เกรงใจสังคมแค่ประมาณหนึ่ง ถ้าใครจะไม่ชอบเราเพราะสิ่งนี้ เราก็ไม่ค่อยสะทกสะท้านเท่าเมื่อก่อน ทั้งหมดนี้มาจากการรู้จักตัวเอง

คุณรู้จักตัวเองจากอะไร

การทำหนัง แปดสิบเปอร์เซ็นต์ของสิ่งที่ผมเรียนรู้ในชีวิตจนกลายเป็นคนแบบนี้ เกิดจากการทำภาพยนตร์ อยากได้แดดก็ไม่ได้ อยากได้โลเคชันนี้ก็ไม่ได้ งั้นกูมีอะไรในมือ ก็ทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด ก็เหมือนชีวิตเราไม่มีทางได้ทุกอย่างที่ต้องการ อยากมีเงินมากกว่านี้ มีเวลามากกว่านี้ แต่ก็ไม่ได้

ธรรมชาติยิ่งใหญ่กว่าเราเยอะเลย ฤดูนี้มึงถ่ายแบบนี้ไม่ได้ แดดมันไม่มาทางนี้ คุณจะไปเปลี่ยนได้ไงล่ะ

เรื่องอารมณ์เสียนี่หายไปจากชีวิตเลย ไม่รู้จะอารมณ์เสียกับใครไปทำไม มีปัญหาก็สุมหัวกัน ไหนใครทำอะไรได้บ้าง ค่อยๆ แก้ การรู้จักเคารพคนอื่นก็เกิดจากการทำหนัง ผมมีทีมงาน นักแสดง โปรดิวเซอร์ คนดูที่ผมต้องให้ความเคารพ แทนที่ผมจะไปสั่งทีมว่าให้ทำแบบนี้ ผมให้ทุกแผนกอ่านบทแล้วปล่อยของมา เอาแบบเจ๋งๆ เลย แบบกูอ้าปากค้างเลย แล้วผมก็เป็นคนเลือกว่าจะเอาอะไรไม่เอาอะไร

การทำภาพยนตร์ไม่ว่าอะไรจะดูดีแค่ไหน ตอนจบก็ล้มหน้าฟาดได้ทุกครั้ง หรือระหว่างทางแม่งชิบหาย กูเอาไม่รอดแน่ แต่ออกมาดีว่ะ มีสิ่งที่อยู่ในการควบคุมของเราน้อยมาก พอรู้แบบนั้น คุณจะทำตัวมั่นใจตะโกนเสียงดังอยู่ได้ยังไง ในเมื่อคุณรู้ว่าทุกอย่างยิ่งใหญ่กว่าคุณหมดเลย

ผมเรียนรู้เรื่องการให้เกียรติคนอื่น การพูดอะไรตรงไปตรงมากแบบจริงใจ ผมต้องสื่อสารกับคนในกองถ่ายบางกองเป็นร้อยคน ผมจะมาเฟก ทำตัวดูดีมันไม่เวิร์ก แล้วก็เริ่มรู้ว่า การพูดจาแบบจริงใจมากๆ แม่งดีชิบหายเลย การบอกกับทุกคนในกองถ่ายว่า กูเก่งเป็นบางเรื่อง มีสิบเรื่อง กูรู้แค่สองเรื่อง ถ้าเป็นสองเรื่องนี้ฟังกู แต่ถ้าเป็นอีกแปดเรื่องอย่าฟังกู กูไม่รู้จริงๆ ช่วยกูด้วย ช่วยอุดรูรั่วให้กูด้วย เพราะรั่วแน่ๆ หลายคนตื่นเต้นแทบตายที่มาทำงานกับผม พอพูดแบบนี้ก็ปลดล็อกเลย ทุกคนจะรู้ว่า พี่เขาไม่มีเหี้ยอะไรเลยว่ะ เป็นผู้กำกับไม่เก่งบ้างก็ได้ ถ้ามึงบอกว่ามึงไม่เก่งแล้วคนจะเคารพมึง

เมื่อก่อนกล้าพูดไหมว่าไม่เก่งแปดเรื่อง

ไม่กล้า ตอนเด็กๆ ใครจะไปกล้าบอก กูต้องเก่งทุกเรื่องนะ มีสิบเรื่องกูเก่งสิบเอ็ดนะ อีกเรื่องหนึ่งกูยังไม่รู้ แต่กูเก่ง (หัวเราะ)

มีปัญหาในการสื่อสารกับทีมงานเด็กๆ ไหม

ไม่ค่อยมี โชคดีที่ผมอธิบายค่อนข้างชัด ถ้าไม่ชัดผมก็ยกตัวอย่าง ยกตัวอย่างไม่ชัดก็เอาหนังมาให้มันดู ถ้ายังไม่เก็ต ก็อย่าไปสนใจ เดี๋ยวไปถึงตรงนั้นมึงก็เข้าใจเอง ถ้าถึงตรงนั้นแล้วยังไม่เข้าใจ งานหน้ามึงก็ไม่ต้องทำกับกู (หัวเราะ)

เวลาผมไปสอนตามมหาวิทยาลัย เด็กก็เอ็นจอยบทสนทนากับผมดี แต่ผมไม่เอ็นจอยกับพวกมันตรงที่ชอบเล่นมือถือตอนเรียน

แล้วคุณทำไง

ผมเอากล่องมาให้วางมือถือก่อนเข้าห้องเรียน แต่ไม่ค่อยสำเร็จหรอกครับ มันมีเคสแบบนี้ด้วย จะคุยกันเรื่องโปรดักชันดีไซน์ ผมก็เอาเรื่องหนังเรื่อง Brazil ของเทอรี กิลเลียม ไปฉาย พอปิดไฟสักพัก เด็กแม่งเล่นมือถือ เราก็ตะโกน เฮ้ย หยุดเล่นมือถือ เขาบอกว่า ผมกูเกิลอยู่ว่าผู้กำกับคนนี้ทำเรื่องอะไรบ้าง ผมก็บอกว่า มึงดูหนังให้จบก่อน เดี๋ยวเราจะคุยกันเรื่องนี้ คุยถึงผลงานอื่นๆ ของผู้กำกับด้วย เขาก็บอกว่า ตอนนี้ผมรู้แล้ว ผมถามว่าดูหนังไปด้วยกูเกิลไปด้วยเหรอ เขาตอบว่า ใช่ ผมปิดหนังเลย ไหนเล่ามาสิว่า ซีนเมื่อกี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง (เว้นจังหวะ) แม่งเล่าได้หมดเลย (หัวเราะ) โอเค งั้นมึงเล่นมือถือไป แม่งได้เว้ย คือมัน Multitasking มาก สองอย่างพร้อมกันนี่ขี้ๆ เช็กอีเมลด้วยตีนอีกข้างยังได้

คนรุ่นคุณยังทำหนังอยู่ไหม

ยังทำนะ อายุห้าสิบกว่ายังไม่แก่ครับ ยิ่งคนทำอาชีพแบบนี้ด้วย อาจจะหน้าแก่ แต่สปิริตมันแก่ช้ากว่าอาชีพอื่น ผมไปเจอเพื่อนรุ่นเดียวกันที่ทำธุรกิจ เป็นข้าราชการ แม่งแก่ชิบหายเลย แต่งตัวแบบไม่มีเซนส์แฟชั่นสักนิด ตั้งแต่ The Beatles แตกวงไปมึงไม่แต่งตัวอีกแล้วเหรอ (หัวเราะ) อายุหกสิบก็ยังทำหนังได้อีกเป็นสิบปี ถ้าคุณยังรักษาตัวเองให้ฟิต คุณยังหนุ่มมากนะ

เป็นเอก รัตนเรือง ในวัย 58 ปี กับชีวิตใหม่ที่เชียงใหม่ อยู่บ้าน ปลูกต้นไม้ เล่าเรื่องผ่านภาพวาดและภาพพิมพ์

สิ่งที่คนอายุห้าสิบกว่าควรทำคืออะไร

ต้องส่งต่อความรู้ มีหลายรูปแบบนะ ไม่ใช่เรียกคนมานั่งสอน การทำหนังมีส่วนที่เป็นอาร์ตยี่สิบสามสิบเปอร์เซ็นต์ อีกเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์เป็นคราฟต์ ส่วนที่เป็นคราฟต์ต้องถูกส่งต่อ เพราะเราก็ได้รับส่วนนั้นมาจากคนรุ่นก่อน เขาอาจจะไม่ได้มานั่งสอนเรา เราอาจจะดูจากหนังเขา อ๋อ เวลาถ่ายคนคุยกันต้องถ่ายอย่างงี้ว่ะ พอตัดออกมาถึงเหมือนคนคุยกัน ของกูถ่ายมาทีไรแม่งมองไปคนละทางทุกที

อีกอย่างที่ผมพยายามส่งต่อให้คนที่เข้ามาพัวพันในชีวิต คือทัศนคติกับรสนิยม รสนิยมโคตรสำคัญเลย กูจะเลือกเสนอยังไง ให้คนดูอะไร ไม่ให้ดูอะไร รสนิยมมีส่วนมาก ทัศนคติก็ มึงหยุดบ่นได้แล้ว มึงไม่ได้สิ่งที่มึงอยากได้ไม่เป็นไร ไม่มีใครได้สิ่งนั้น สปีลเบิร์กก็ไม่ได้ อะไรที่อยู่ตรงหน้าทำไปเลย

เด็กอยากฟังคนแก่สอนเหรอ

ผมไม่เห็นเด็กคนไหนไม่อยากฟังผมนะ แต่ทำไมเราอยากให้เด็กฟังเราวะ ตอนเราเป็นเด็ก เราก็ไม่ได้ฟังผู้ใหญ่ทุกคน เราเลือกฟังเฉพาะคนที่เราชอบ คนที่เราไม่ชอบก็ไม่ฟังทั้งที่พูดจามีสาระกว่าด้วย เวลาคุยกับใครผมเอาความไร้สาระเป็นที่ตั้ง ผมเป็นคนซีเรียสนะ สิ่งที่คิดในหัว การดำเนินชีวิต เวลาทำงานผมจริงจังชิบหาย แต่ผมไม่อยากดูเป็นคนแบบนั้น เด็กๆ นั่งกินข้าวอยู่ พอลงไปนั่งด้วยแล้ววงแตก ค่อยๆ เฟดไปทีละคน ผมไม่อยากเป็นแบบนั้น

คุณทำยังไง

ต้องมีความเป็นกันเองสูง อาจจะเป็นพรสวรรค์เหมือนกันนะ ถ้าคุณเป็นคนใจกว้าง ไม่ว่าคุณจะแก่ยังไง คุณก็โอเคว่ะ แล้วอย่าไปตัดสินอะไร ผมตัดสินอะไรน้อยมาก บางทีเผลอไปตัดสินก็จะรีบบอกตัวเองว่า มึงอย่าไปตัดสินแบบนั้น มันก็ช่วยนะ อาจเป็นเพราะได้เดินทางไปเห็นอะไรต่อมิอะไร ประเทศที่แย่กว่าเรามีตั้งเยอะ ประเทศที่เริ่ดกว่าเราก็มีตั้งเยอะ แล้วผมก็พยายามจะไม่ซีเรียสกับอะไรมาก

ชอบอะไรในชีวิตตัวเองตอนนี้ที่สุด

ผมมีอิสรภาพมากขึ้นในหลายๆ แง่ ผมทำงานมานาน แล้วไม่ได้ใช้เงินหมด มีเงินเก็บอยู่บ้าง ใช้จ่ายน้อยลงเยอะ ก็เลยได้อิสรภาพนั้นมา ตอนหนุ่มๆ ผมอาจจะมีฟอร์มมากกว่านี้ แต่พอมันโดนละลายไป อิสรภาพก็มากขึ้น สิ่งที่เอ็นจอยที่สุดตอนนี้คืออิสรภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมรักษามาตลอดชีวิตนะ ผมกลัวมันจะหายไปมาก ทุกอย่างที่ผมสละไปจากชีวิตก็เพื่อรักษาอิสรภาพ

ผมไม่มีบริษัท คนที่มีชื่อเสียงประมาณผม ส่วนมากต้องมีบริษัท ผมเคยมีอาทิตย์หนึ่ง แล้วก็เดินไปบอกพาร์ตเนอร์ผมว่า ปิดเหอะ ยังไม่ได้ทำงานอะไรสักชิ้นเลยนะ ยังไม่มีปัญหาอะไรเลย แต่เป็นสัปดาห์ที่ผมไม่มีความสุขเลย ตั้งแต่รู้ว่าตัวเองมีบริษัทความสุขในชีวิตผมก็หมดไป นอนไม่หลับ ผมไม่เคยนอนไม่หลับนะ

เจ้านาย (พงศ์ไพบูลย์ สิทธิคู) อยากให้หุ้นผม เพราะผมอยู่กับเขามานาน แล้วไม่เคยเรียกร้องอะไรเลย ผมก็ไม่เอา เพราะถ้ามีหุ้น ความรู้สึกรับผิดชอบจะมาทันที ถ้าสองเดือนข้างหน้าผมไม่อยากทำโฆษณา แต่อยากแปลหนังสือ อยากไปอินเดีย ถ้าผมมีหุ้นก็ทำไม่ได้สิ

ผมไม่ได้แต่งงาน ไม่มีลูก ก็เกิดจากการที่ผมหวงแหนอิสรภาพ มาคิดดูตอนนี้ก็เวอร์เหมือนกัน ผมไม่ควรจะหวงขนาดนั้น ไม่อย่างนั้นผมอาจจะมั่นคงกว่านี้ในหลายๆ ทาง แต่เลือกแล้วก็ต้องยอมรับผลของมัน มันก็ไม่ได้แย่นะ

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

“ตีลูกกอล์ฟให้ถึงดวงจันทร์ ถึงพลาดก็ยังอยู่ท่ามกลางดวงดาว”

ประโยคสุดคลาสสิกจากโฆษณา ‘ทีมกอล์ฟสิงห์’ เมื่อหลายสิบปีก่อน น่าจะเป็นคำที่เหมาะสมที่สุดสำหรับใช้เปิดเรื่องราวของ ธงชัย ใจดี

ไม่มีใครในประเทศไทยไม่รู้จักชื่อของเขา เพราะนี่คือนักกีฬาชายไทยที่ก้าวออกไปเป็นดวงดาวที่ส่องแสงสว่างอยู่ในวงการกอล์ฟอาชีพโลก ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

12 แชมป์เอเชียน ทัวร์ 8 โทรฟี่ยูโรเปียน ทัวร์ และ 1 พีจีเอ ทัวร์ แชมเปียนส์ บนแผ่นดินอเมริกา อีกทั้งยังทำเงินรางวัลสะสมตลอดอาชีพการเล่นกอล์ฟได้ทะลุ 600 ล้านบาท

ประวัติศาสตร์หน้าแล้วหน้าเล่าของวงการกอล์ฟไทย ถูกขีดเขียนโดย ธงชัย ใจดี ทั้งที่เขาเริ่มต้นทุกอย่างช้ากว่าคนอื่น กว่าจะจับก้านเหล็กหวดวงสวิงครั้งแรกก็ตอนอายุ 16 ปีแล้ว แถมออกสตาร์ทเทิร์นโปรตอนวัยแตะเลข 3

ในวันนั้นแทบไม่มีใครเชื่อเลยว่า ธงชัย ใจดี จะมาได้ไกลขนาดนี้ แต่โปรผู้นี้ก็สวมหัวใจสิงห์อันกล้าแกร่ง ออกเดินทางไปสู่การแข่งขันระดับโลกจนประสบความสำเร็จกลับมา และส่งต่อแรงบันดาลใจไม่รู้จบให้แก่นักกอล์ฟไทยในยุคหลังจากนั้น 

3,000

แสงแดดประเทศไทยสาดส่องและแผดเผาผิวหนังของร่างชายคนหนึ่งจนมีริ้วรอยไหม้เกรียม ทว่าตัวเขายังคงปาดเหงื่อที่ไหลริน เดินแบกถุงกอล์ฟด้วยตัวเอง ไปตีลูกให้ลงหลุมแล้วหลุมเล่าอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพื่อให้ได้ตัวเลขอย่างที่เขาตั้งใจวันละ 3,000 ครั้ง

เขาปลุกตัวเองตื่นตั้งแต่ตี 5 และซ้อมหนักจนถึง 3 ทุ่มของทุกวันตลอดระยะเวลา 1 ปี โดยมีเป้าหมายและความฝันในการไปคัดตัว สู่การเป็น ‘นักกอล์ฟทีมชาติไทย’

แต่ระหว่างบอกเล่าเรื่องราวในอดีต ธงชัยกลับยิ้มที่มุมปากและเอ่ยว่า “ที่ผมบังคับตัวเองให้ฝึกซ้อมได้หนักขนาดนี้ เพราะชีวิตผมเคยลำบากมากกว่านั้นเยอะ ฝึกแค่นี้สำหรับผมสบายมาก

“ผมเห็นกอล์ฟมาตั้งแต่เกิด เพราะบ้านอยู่ติดกับสนาม แต่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้มีโอกาสมาเล่น เพราะนี่เป็นกีฬาสำหรับคนที่มีเงินมากถึงจะเล่นได้ อีกอย่างตัวผมไม่ได้สนใจกอล์ฟด้วย ผมชอบเล่นฟุตบอลมากกว่า

“สนามกอล์ฟของทหารที่ลพบุรีนี่แหละคือสนามฟุตบอลของผมกับเพื่อน ๆ ตอนดึกผมกับพรรคพวกจะแอบข้ามรั้วเข้าไปเตะบอลกัน เพราะฟุตบอลเป็นกีฬาที่ไม่ต้องใช้เงินมาก ลูกฟุตบอลแค่ลูกเดียวก็เล่นกันได้เป็นกลุ่มแล้ว”

ธงชัยอาจไม่เคยคิดฝันว่าวันหนึ่งจะได้กลายมาเป็น ‘นักกีฬาชาวไทย’ ที่แฟนกอล์ฟทั่วโลกรู้จัก แต่การเติบโตอยู่ข้าง ๆ กรีนหญ้า ก็คงส่งอิทธิพลไม่น้อยให้เขาได้ซึมซับกีฬาชนิดนี้เข้าไปโดยไม่รู้ตัว เริ่มจากการประดิษฐ์ไม้กอล์ฟโดยใช้ไม้ไผ่บ้าง พลาสติกบ้าง เพื่อเล่นสนุกกับเพื่อน ๆ

ไปจนถึงการเข้าไปงมหาลูกที่ตีตกในคลองของสนามกอล์ฟ เพื่อนำมาขายต่อ หาเงินค่าขนมไปโรงเรียน ธงชัยก็เคยทำเป็นประจำมาตั้งแต่อายุ 7 ขวบ

แชมป์ PGA Tour แรกในวัย 52 ของ ‘ธงชัย ใจดี’ โปรระดับโลกที่เริ่มจากงมลูกกอล์ฟในสนามขาย

“ซื้อลูกกอล์ฟไหมครับ” ธงชัยในวัยหนุ่มเอ่ยปากถามลูกค้าที่เข้ามาตีกอล์ฟในสนาม นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาได้มารู้จักนักธุรกิจในจังหวัดท่านหนึ่ง

“ตอนนั้นผมอายุ 16 ปี เป็นจังหวะเดียวกับที่ข้อเท้าเริ่มมีปัญหา ส่งผลต่อการเล่นฟุตบอล ผมก็เอาลูกกอล์ฟมาขายให้กับนักธุรกิจคนนั้น ท่านเอ่ยปากพูดขึ้นมาว่า ‘ลองตีให้ดูหน่อยสิ’ ผมก็ปฏิเสธไปเพราะผมตีไม่เป็น อุปกรณ์ก็ไม่มี

“แต่ท่านก็ลองให้ผมหัดตีกอล์ฟเรื่อย ๆ บางครั้งก็แอบเดินตามท่านไปตี 4 – 5 หลุม ที่บอกว่าต้องแอบเพราะผมไม่ได้เป็นเมมเบอร์ ถ้าสารวัตรทหารเห็น ผมต้องโดนไล่ออกจากสนามแน่ ไม้กอล์ฟอันแรกในชีวิตผมก็ได้มาจากไม้เก่าของท่าน รวมถึงท่านยังเป็นคนที่เสียค่าสมัครสมาชิกกอล์ฟคลับให้ผมอีกด้วย”

ในความคิดของ ธงชัย ใจดี เขาคิดแค่ว่าเมื่อได้รับโอกาสให้ได้มาสัมผัสกับกีฬาชนิดนี้แล้ว สิ่งเดียวที่คงทำได้ดีที่สุด คือ พยายามตอบแทนด้วยผลงานที่ดีที่สุด เท่าที่เด็กหนุ่มคนหนึ่งจะทำได้ในทุกรายการที่เดินทางไปแข่ง ทั้งแมตช์การกุศลและตามทัวร์นาเมนต์สมัครเล่น

“ครั้งแรกที่ผมลงแข่งกอล์ฟสมัครเล่นในประเทศไทย ผมเห็นเสื้อแข่งของนักกีฬาหลายคนติดโลโก้ ‘สิงห์’ เพราะสิงห์สนับสนุนวงการกอล์ฟไทยมายาวนาน ผมน่าจะเป็นเจเนอเรชันที่ 2 – 3 ของสิงห์แล้วด้วยซ้ำ จวบจนถึงวันนี้ สิงห์สนับสนุนนักกอล์ฟไทยมาน่าจะเจเนอเรชันที่ 10 แล้วมั้งครับ

“ผมเคยคิดนะว่า ถ้าวันหนึ่งได้มีโลโก้สิงห์มาติดอยู่บนเสื้อแข่งบ้างคงเท่ไม่น้อย จนกระทั่ง พี่เปี๊ยก-ศุภพร มาพึ่งพงศ์ (ผู้บรรยายกีฬา) แนะนำให้ผมรู้จักกับ คุณสันติ ภิรมย์ภักดี นายก็ให้การสนับสนุนผมมาโดยตลอด ตั้งแต่ปี 1995 จนถึงทุกวันนี้ ยาวนานไหมครับ”

อย่างที่ธงชัยบอก ไม่ใช่แค่เขาคนเดียวที่มีสปอนเซอร์เป็นสิงห์ แต่เขาพบเห็นนักกีฬาจำนวนมากในไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันได้รับเงินเดือนจากบุญรอดบริวเวอรี่ รวมถึงการสนับสนุนจนกลายเป็นรากฐานสำหรับการพัฒนากอล์ฟในเมืองไทย เพราะนักกอล์ฟที่ลงแข่งเกือบทั้งหมด ล้วนมีสิงห์เป็นผู้ให้โอกาสและอยู่เคียงข้างพวกเขา

แชมป์ PGA Tour แรกในวัย 52 ของ ‘ธงชัย ใจดี’ โปรระดับโลกที่เริ่มจากงมลูกกอล์ฟในสนามขาย

เรียนรู้จากความลำบาก 

แม้ธงชัยเริ่มต้นจับไม้กอล์ฟครั้งแรกตอนเรียนอยู่ชั้น ม.4 ซึ่งค่อนข้างช้า แต่ความขยันฝึกซ้อม ก็ทำให้ภายในระยะเวลา 3 ปี ธงชัย ใจดี ยกระดับตัวเองขึ้นมาเป็นดาวรุ่งที่ตีกอล์ฟได้ไม่ธรรมดา

เขาจึงได้บรรจุเข้ารับราชการที่ศูนย์สงครามพิเศษ ลพบุรี ในโควตานักกีฬากอล์ฟ เพื่อแข่งขันให้หน่วยในกีฬากองทัพบก และที่นี่เอง ธงชัยได้พบกับบทเรียนชีวิตที่สอนให้เขารู้จักคำว่า ‘อดทน ระเบียบวินัย และการเอาชนะใจตัวเอง’

“ผมไม่ได้นึกถึงการเป็นโปรกอล์ฟเลย คิดแค่ว่ากีฬานี้ทำให้ผมได้เป็นข้าราชการ มีเงินเดือน มีสวัสดิการเลี้ยงดูครอบครัว เลยอยากซ้อมและเล่นให้เต็มที่ ให้คุ้มกับโอกาสที่ได้มา 

“มันยากมากสำหรับผมในตอนนั้น เพราะผมบรรจุแบบไม่ได้ผ่านการเป็นนักเรียนนายสิบมาก่อน ก็เลยต้องปรับตัวค่อนข้างเยอะ เราต้องอดทน มีระเบียบวินัย มีความเข้มแข็งทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เพราะสังคมทหารมีแค่เจ้านายกับลูกน้อง เราต้องทนให้ได้ ถ้าไม่ไหวก็ต้องลาออกไป

“ชีวิตการเป็นทหารของผม ทำงานครึ่งวัน อีกครึ่งวันซ้อมกอล์ฟ ถ้าวันไหนเข้าเวรก็ทำงานเต็มวัน ไม่ได้ซ้อม ถ้าช่วงของการฝึก ผมจะไม่ได้ซ้อมเลย ด้วยความที่หน่วยของผมเป็นหน่วยรบ จึงต้องถูกส่งไปฝึกหลักสูตรพลร่ม 1 ปี และหลังจากนั้นก็ถูกส่งไปเรียนหลักสูตรจู่โจม เป็นเวลา 3 เดือนที่ไม่ได้กลับบ้านเลย

“นั่นคือช่วงเวลาที่หนักสุดแล้วในชีวิต ในตอนที่ฝึกหลักสูตรจู่โจม จะกินก็ไม่ได้กิน จะนอนก็ไม่ได้นอน บางวันโดนฝึกแบบ 24 ชั่วโมง บางสัปดาห์ไม่ได้อาบน้ำเลยในช่วงการฝึก เพราะเป็นการจำลองสถานการณ์รบ มีทั้งภูเขา ทะเล และป่าเบื้องต้น

“สิ่งที่ได้เรียนรู้จากวันนั้นคือ ถ้าร่างกายเราไหว เราจะไปถึงจุดหมายที่ตั้งใจไว้อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเจอกับความยากลำบากแค่ไหน ผมก็จะไม่ท้อและถอดใจ

“ตอนที่ฝึกหลักสูตรจู่โจม ผมลำบากมาก เสียเหงื่อไปเป็นโอ่งได้ แต่ก็ผ่านมาแล้ว จนได้เครื่องหมายเสือคาบดาบมาประดับบนอก

“ดังนั้น ทุกเรื่องในชีวิตไม่ว่าจะหนักหนาแค่ไหน เราก็จะต้องผ่านไปให้ได้ ผมนำสิ่งที่ได้เรียนรู้เรื่องความอดทน การดูแลร่างกาย ระเบียบวินัย มาปรับใช้กับตัวเองในตอนเล่นกอล์ฟ

“ผมเคยฝึกซ้อมวันละ 12 – 13 ชั่วโมง ตีวันละ 2,000 – 3,000 ครั้ง เพราะผมอยากติดทีมชาติมาก ซ้อมอย่างนี้อยู่ 1 ปีเต็ม ผมบอกกับตัวเองว่า ต้องทำให้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ ถึงแม้จะเหนื่อยมากก็ตาม

“เพราะลำบากกว่านี้ผมก็เคยทำมาแล้ว การเป็นทหารสอนให้เป็นคนที่อดทนจริง ๆ”

แชมป์ PGA Tour แรกในวัย 52 ของ ‘ธงชัย ใจดี’ โปรระดับโลกที่เริ่มจากงมลูกกอล์ฟในสนามขาย

อย่ามองกลับหลัง

ผลพวงจากความสำเร็จในการกวาดเหรียญทองซีเกมส์ 1995 ที่จังหวัดเชียงใหม่ของทีมกอล์ฟชายไทย ทั้งประเภทเดี่ยวและทีม ย่อมสร้างความคาดหวังให้กับคนไทย เมื่อมหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ 1998 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพเวียนมาถึง บรรยากาศรอบสนามจึงเต็มไปด้วยกองเชียร์ที่แห่เข้ามา เพราะอยากเห็น ‘กอล์ฟชายไทย’ กอบโกยเหรียญระดับทวีปมาครองต่อหน้าคนทั้งชาติ

“จากการฝึกซ้อมหนักตลอด 1 ปี ผมก็ได้ติดทีมชาติไทย ตอนปี 1995 และอยู่ในทีมชุดที่คว้าเหรียญทองซีเกมส์ที่เชียงใหม่

“ช่วงเก็บตัวซ้อมทีมชาติเกือบ 5 ปี ผมได้เรียนรู้หลายอย่าง ผมไม่ใช่นักกอล์ฟที่ทักษะดีมากนัก ช่วงแรกผมตีโดยอาศัยความรู้สึก แต่ก็ได้รับการขัดเกลาและคำแนะนำต่าง ๆ ในทีมชาติมีเก็บสถิติด้วย

“ทำให้ตอนหลังออกสวิงได้ดีขึ้น จนช่วง 1 ปีก่อนแข่งเอเชียนเกมส์ 1998 ตอนนั้นเป็นช่วงพีกที่สุดของผม ซ้อมดีมาก และเริ่มมองถึงการออกไปเป็นโปรกอล์ฟอาชีพแล้ว

“พอถึงช่วงเวลาแข่งเอเชียนเกมส์ ปรากฏว่าเรากดดันตัวเองจนเล่นพลาด เพราะแฟน ๆ กีฬาชาวไทยและสื่อมวลชนเริ่มตั้งความหวังกับกอล์ฟชายไทยว่าไปถึงเหรียญทองได้

“ผมไม่มีประสบการณ์ในการรับมือกับแรงกดดันขนาดนั้น ทุกอย่างในสนามจึงออกมาไม่เหมือนที่เคยทำได้ตอนซ้อม มันจึงเป็นอีกหนึ่งบทเรียนให้ตัวเอง”

จบการแข่งขันเอเชียนเกมส์ในบ้านเราปี 1998 กอล์ฟทีมชาติไทยกลับบ้านแบบมือเปล่า ไม่ได้แม้กระทั่งเหรียญทองแดงติดมือกลับมาเลย

ธงชัย ใจดี ยอมรับว่าเขาผิดหวังและเสียใจกับผลงาน แต่ก็ไม่ปล่อยให้อดีตย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง ความพ่ายแพ้เป็นเรื่องปกติที่ทุกคนต้องพบเจอ ฉะนั้น เราต่างเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมาได้ จงอย่าให้อดีตที่ไม่เป็นดั่งใจ มาฉุดรั้งตัวเราไม่ให้ไปสู่ความสำเร็จในอนาคต

“เป็นธรรมดาถ้าเราตั้งใจทำอะไรสักอย่าง แล้วมันไม่เป็นไปตามที่ตัวเองต้องการก็ย่อมเสียใจ แต่ความพ่ายแพ้ไม่ได้ทำให้เราตาย เรายังมีชีวิตและลมหายใจอยู่

“เราต้องเข้าใจก่อนว่าไม่มีนักกอล์ฟคนไหนในโลกที่ชนะได้ทุกสนาม เราแค่ต้องเรียนรู้กับมัน เติบโตก้าวต่อไป ผมเลยไม่ได้อยู่กับความเสียใจนานนัก เพราะผมจะไม่หันหลังกลับไปมองอดีต มันผ่านไปแล้ว ไม่มีใครย้อนเวลากลับไปได้

“ตอนที่ผมตัดสินใจอยากออกไปเทิร์นโปร ผมรู้ตัวว่าจะต้องเจอกับคนเก่งอีกมากมาย ผมต้องเล่นคนเดียว ไม่เหมือนตอนเป็นมือสมัครเล่นที่ส่วนใหญ่เราเล่นเป็นทีม วันไหนเราเล่นไม่ดี ก็ยังมีเพื่อนร่วมทีมช่วย

“ผมรู้ว่ากอล์ฟอาชีพอาจทำให้ผมต้องพบเจอกับความผิดหวังอีกนับครั้งไม่ถ้วน ยิ่งระดับการแข่งขันสูงขึ้น ก็ยิ่งท้าทายมากขึ้น แต่ผมก็พร้อมที่จะออกเผชิญหน้ากับมัน เพราะมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่า เราอยากพัฒนาตัวเองให้ไปได้ไกลกว่าเดิม”

สวมหัวใจสิงห์

ลมหนาวปลายปี 1999 ผ่านพัดเข้ามากระทบร่างของ ธงชัย ใจดี เหมือนเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า การเริ่มต้นในเส้นทางนักกอล์ฟอาชีพกำลังเริ่มต้นขึ้นแล้ว

ไม่มีใครรู้ว่าชายไทยวัย 30 ปีที่เพิ่งเทิร์นโปรจะไปได้ไกลแค่ไหน แม้กระทั่งตัวเขาเอง รวมถึงผู้สนับสนุนที่กล้าลงทุนเม็ดเงิน เพื่อสานฝันให้ธงชัยเปลี่ยนสถานะจากมือสมัครเล่นมาเป็น ‘โปรกอล์ฟอาชีพ’

แต่ในวันหนึ่งที่ธงชัยเริ่มมีความฝันใหญ่ขึ้น นั่นคือการเทิร์นโปรแข่งในระดับเอเชียน ทัวร์ เขายอมรับว่าลำพังแค่ตัวเขาคนเดียว คงไม่มีทางไปถึงจุดนั้นได้แน่นอน เนื่องจากการเล่นอาชีพมีค่าใช้จ่ายสูง

สันติ ภิรมย์ภักดี จึงเป็นคนที่เขานึกถึง ธงชัยตัดสินใจหอบความฝันไปบอกเล่ากับผู้ใหญ่ที่ตนเรียกว่า ‘นาย’ และบทสนทนาก็จบลงเพียงระยะเวลาสั้น ๆ

พร้อมไหม ถ้าพร้อมแล้วจะรออะไร ทันทีที่สิ้นประโยคนี้จากผู้บริหารบุญรอดบริวเวอรี่ ประตูสู่เวทีระดับโลกของ ธงชัย ใจดี ก็เปิดกว้างออกทันที

“ทุกครั้งที่ผมชนะ ท่านจะเป็นคนแรกที่ส่งข้อความมาแสดงความยินดี บางปีผมอาจทำผลงานได้ไม่ดี ท่านก็มีแต่กำลังใจให้ตลอด ‘สู้ ๆ ไม่เป็นไร ปีหน้าเอาใหม่ เล่นกอล์ฟให้สนุก’

“ทุกครั้งที่ออกไปแข่งขัน ผมจึงพยายามสู้กับทุกอุปสรรคที่ผ่านเข้ามา ไม่ว่าจะยากแค่ไหน ผมก็สู้เต็มที่ให้สมกับที่ได้รับโอกาส

“คุณสันติท่านเป็นคนที่มีแต่ให้ ไม่เคยหวังสิ่งใดตอบแทน ขอให้เรามีอนาคตที่ดี เลี้ยงดูครอบครัวได้ และเป็นคนดีของสังคมก็พอ ท่านไม่ได้ต้องการอะไรอย่างอื่นจากเราเลย

“พวกเราทีมนักกอล์ฟของสิงห์เคยถามคุณสันตินะครับว่า เราจะตอบแทนสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร คุณสันติตอบกลับทุกคนมาว่า ไม่ต้องตอบแทนอะไรท่านเลย เมื่อไหร่ที่ประสบความสำเร็จแล้ว อย่าลืมที่จะส่งต่อโอกาสเหล่านั้นให้กับคนอื่น ๆ ใช้ประสบการณ์ที่มีสร้างคนรุ่นต่อ ๆ ไป” เจ้าของโรงเรียนสอนกอล์ฟธงชัย ใจดี และผู้ก่อตั้งมูลนิธิธงชัย ใจดี เพื่อสานต่อโอกาสให้เด็กยากไร้ได้เล่นกอล์ฟเผย

วงสวิงสู่ดวงดาวของ ‘ธงชัย ใจดี’ จากเด็กงมลูกกอล์ฟในสนามขาย สู่นักกอล์ฟศึกเอเชีย ยุโรป และแชมป์ PGA Tour ในวัย 52 ปี

ชนะใจตัวเองและสนามให้ได้ก่อน

ปีแรกในการเป็นนักกอล์ฟอาชีพในเอเชียน ทัวร์ ของ ธงชัย ใจดี จบลงแบบมือเปล่า ทำได้ดีสุดคือติดท็อป 5 ในบางรายการ

ทว่าเพียงไม่กี่เดือนต่อมาหลังจากนั้น ธงชัยก็พุ่งทะยานขึ้นไปสู่การเป็นมือ 1 ของทัวร์ เดินหน้ากวาดแชมป์ต่อเนื่องแทบทุกปี อย่างน้อยปีละ 1 รายการ จนทำเงินรางวัลสะสมสูงสุดในฤดูกาลของเอเชียน ทัวร์ ได้ถึง 3 ปี

ไม่เพียงเท่านั้น หนึ่งในรายการที่เขาชนะเลิศ (เมย์แบงก์ มาเลเซียน โอเพ่น ปี 2004) จัดเป็นทัวร์นาเมนต์โคแซงชั่น จึงทำให้ธงชัยได้สิทธิ์ไปเล่นยูโรเปียน ทัวร์ แบบไม่ต้องคัดเลือก ซึ่งเวลานั้นไม่ค่อยมีนักกอล์ฟชายจากภูมิภาคเอเชียที่ได้ไปแข่งในยูโรเปียน ทัวร์ ที่ระดับความเข้มข้นและเงินรางวัลสูงกว่าเอเชียน ทัวร์

“ผมเป็นโปรไทยยุคแรก ๆ ที่ได้เล่นยูโรเปียน ทัวร์ แบบเต็มตัว ปีแรกที่ได้เล่นในยุโรป ผมตกรอบบ่อยมาก เพราะเราไม่เคยเล่นในสภาพอากาศแบบนี้

“บ้านเราฝนตกเม็ดใหญ่ก็เลิกแข่งแล้วใช่ไหม แต่ที่ยุโรป บางวันเจอกับลม ฝน และหนาว เราก็ต้องเล่นให้ได้ อุณหภูมิ 2 องศาเซลเซียสก็ต้องตีต่อ

“ผมท้อเหมือนกันในช่วงปีแรก เคยคิดจะเลิกก็มี แต่มาคิดอีกที ตอนเป็นทหารลำบากกว่านี้ยังทนได้เลย ก็ต้องสู้ต่อไป ตราบใดที่ร่างกายยังไหวอยู่

“อย่างเรื่องภาษา ตอนมาใหม่ ๆ ผมก็ยังพูดไม่ค่อยได้ เวลาเดินทางไปต่างประเทศผมเคยกลัวด่านตรวจคนเข้าเมือง กลัวกรอกข้อมูลไม่ถูก แต่เรื่องภาษาจำเป็นมากหากอยากจะแข่งในยุโรป ผมจึงซื้อหนังสือ เรียนพูดอังกฤษ 96 ชั่วโมงด้วยตนเอง มาอ่าน ศึกษาด้วยตัวเอง ผมอ่านหนังสือเล่มนี้ทุกครั้งที่เข้าห้องน้ำ ทุกวันนี้ก็ยังพกติดตัวมาอ่านอยู่

“ผมพยายามสังเกตว่า เวลานักกอล์ฟให้สัมภาษณ์เขาพูดอะไรกันบ้าง ก็ฝึกจากตรงนั้น เรื่องแกรมมาร์ผมอาจไม่เก่ง เพราะผมเน้นจำเป็นประโยค เป็นคำที่ใช้ในการเล่นกอล์ฟมากกว่า แต่ตอนนี้ก็สื่อสารได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว

“ผมเคยใส่เสื้อกันฝนตัวใหญ่ซ้อมกลางแดดบ้านเรานี่แหละ เหงื่อออกท่วมตัวเลย แต่ก็ต้องทนเพื่อให้ตัวเองชินกับเสื้อกันฝน เวลาไปแข่งจริงที่ยุโรป หากต้องหยิบเสื้อกันฝนมาใส่ เราก็จะตีได้ไม่มีปัญหา”

จากที่เคยตกรอบอย่างสม่ำเสมอในปีแรก ธงชัยเริ่มปรับตัวได้ดีขึ้นในปีต่อ ๆ มา จนอันดับดีขึ้นและก้าวขึ้นเป็นอีกหนึ่งนักกอล์ฟแถวหน้าของการแข่งขันในยุโรป ด้วยการกวาดแชมป์ยูโรเปียน ทัวร์ มาครองถึง 8 รายการ

เขายืนยันว่า ทุกความสำเร็จล้วนมาจากการฝึกซ้อมหนักและความกล้าที่จะเดินต่อไป แม้ช่วงเริ่มต้นอาจต้องพบกับความผิดหวังเข้ามารบกวนใจบ่อยครั้ง แต่เขาก็เลือกปักหลักยืนสู้กับมันหลุมแล้วหลุมเล่า จนสุดท้ายก็ปักหมุดหมายของนักกอล์ฟไทยบนทวีปยุโรปได้อย่างเต็มภาคภูมิ

“ผมเป็นคนที่ไม่ได้มีพื้นฐานดี แต่ขยันซ้อม ชอบเรียนรู้ตลอดเวลา และพยายามหาโอกาสให้ตัวเองเสมอ ผมไม่กลัวที่จะก้าวต่อไปในสเต็ปที่ใหญ่ขึ้น ถ้าเราคิดออกมา (เล่นอาชีพในยูโรเปียน ทัวร์) แล้ว เราก็ต้องสู้ให้ถึงที่สุด มันไม่ตายหรอกครับ เพราะถ้าตาย นักกอล์ฟที่มาแข่งในยุโรปคงตายหมดแล้ว

“อย่าเพิ่งคิดว่าตัวเองสู้ไม่ได้ เราเป็นคนไทย สรีระเป็นรอง หรือเราสู้ไม่ได้ เพราะเราไม่คุ้นกับอากาศ อย่าเอาสิ่งเหล่านี้มาเป็นข้อจำกัดให้ไม่กล้าที่จะออกมา

“เพราะถ้าเราชนะใจตัวเองไม่ได้ เอาชนะสนามไม่ได้ ก็คงเป็นแชมป์ไม่ได้หรอกครับ หากผมมายุโรปแล้วไม่สู้ เล่นแค่หวังเข้ารอบ ผมจะมาทำไม”

ตีลูกกอล์ฟให้ถึงดวงจันทร์

ความสำเร็จและเงินรางวัลที่กอบโกยได้มากมายหลายร้อยล้านบาทในยูโรเปียน ทัวร์ ไม่ได้ทำให้เขาอิ่มตัวกับอาชีพนี้จนหมดความท้าทายและไฟในการแข่งขัน

ตรงกันข้าม สถานการณ์โควิด-19 ที่แพร่ระบาดหนักทั่วยุโรป จนทำให้เขาไม่ได้แข่งขันนานถึง 14 เดือน กลับยิ่งปลุกไฟในตัวธงชัยให้กระหาย อยากไปแสดงความท้าทายใหม่ ด้วยการคว้าแชมป์ในสหรัฐอเมริกา ดินแดนที่เป็นแหล่งรวมตัวของสุดยอดนักกอล์ฟมือดีแถวหน้าของโลก

“ช่วงที่เป็นมือ 1 เอเชีย และติดท็อป 50 ของโลก ผมเคยมีโอกาสไปแข่งขันที่อเมริกาบ้าง ปีละไม่กี่แมตช์ แต่ผลงานของผมไม่ค่อยดีนัก เพราะนักกีฬาเจ้าถิ่นเขาคุ้นสนามมากกว่า อีกทั้งรูปแบบการเล่นก็แตกต่าง ที่อเมริกาต้องตีลูกให้สูง มันยาก

“ไม่เหมือนที่ยุโรป ตอนนี้ผมปรับตัวได้ สนุกกับการแข่งขัน เพราะเรามีประสบการณ์ ผมจึงมีเป้าหมายอยากเอาชนะรายการในอเมริกาให้ได้ จนมาถึงปี 2020 – 2021 โควิด-19 ระบาดหนัก ทำให้ในยุโรปไม่มีทัวร์แข่ง ส่วนที่อเมริกาเริ่มมีการผ่อนปรน

“แล้วก็มีทัวร์สำหรับซีเนียร์ (การแข่งขันสำหรับนักกอล์ฟที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป) เรายิ่งรู้สึกสนุกและอยากเข้าไปเล่น เพราะมีแต่คนเก่ง ๆ หลายคนที่เคยชื่นชม เคยติดตามดูเขามานาน บางคนเราไม่เคยมีโอกาสเล่นกับเขาในยุคที่เขารุ่งเรือง แต่วันนี้เราก็ได้มาแข่งกับเขาในสนามเดียวกัน

“ผมเลยตัดสินใจบินมาอยู่อเมริกา 9 เดือนเต็ม ตั้งแต่เดือนเมษายน-ธันวาคม 2021 เพื่อคัดตัวเข้าร่วมการแข่งขัน ผมต้องเริ่มตั้งแต่ไปคัดตัวกับนักกอล์ฟนับพันคน เพื่อหา 5 คนเข้าไปเล่น เนื่องจากช่วงโควิด-19 มีการจัดอันดับใหม่ ผมจึงต้องมาคัดตัวทุกรายการเพื่อเก็บสะสมคะแนน และหาโอกาสให้ตัวเองได้ลงเล่นในทัวร์แต่ละรายการ”

ธงชัย ใจดี ไม่เคยชนะการแข่งขันอาชีพประเภทเดี่ยวมานานถึง 6 ปีแล้ว นับตั้งแต่ครั้งสุดท้ายได้แชมป์ เฟรนช์ โอเพ่น ปี 2016 ทว่าความพ่ายแพ้ไม่อาจหยุดยั้งให้เขาล้มเลิกหรือคิดแขวนก้านเหล็ก ธงชัยยังคงออกไปคัดตัวและลงแข่งในทุกโอกาสที่มีสิทธิ์

จนมาถึงรายการ American Family Insurance Championship ซึ่งเป็น PGA Tour Champions ที่มีเงินรางวัลสูง ซึ่งผู้ชนะจะได้รับเงินสูงถึง 360,000 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 12.24 ล้านบาท) โปรวัย 52 ปี คัดตัวไม่ผ่านในรอบ Monday Qualifiers เขาจึงตัดสินใจจะกลับไปฝึกซ้อมที่เมืองแอตแลนตา โดยได้จองตั๋วเครื่องบินสำหรับเดินทางแล้ว

วงสวิงสู่ดวงดาวของ ‘ธงชัย ใจดี’ จากเด็กงมลูกกอล์ฟในสนามขาย สู่นักกอล์ฟศึกเอเชีย ยุโรป และแชมป์ PGA Tour ในวัย 52 ปี

กระทั่งทางผู้จัดการแข่งขันแจ้งว่ามีการเปลี่ยนแปลงกฎ ธงชัยจึงได้รับโควตาเข้าร่วมทัวร์นาเมนต์ และเรื่องราวหลังจากนั้นก็เป็นประวัติศาสตร์…

“ในวันที่อายุมากขึ้น แน่นอนว่าสายตาเราไม่คมชัดเหมือนเดิม อ่านไลน์ไม่ขาดเหมือนแต่ก่อน แต่นั่นก็ทำให้เราต้องทำการบ้านเยอะขึ้น สิ่งสำคัญคือการดูแลร่างกายก่อนบินมาแข่งที่อเมริกา ผมใช้เวลาถึง 3 วันในการตรวจร่างกายทุกอย่าง สแกน MRI เพื่อเช็กว่าส่วนไหนบกพร่อง หลังเป็นอย่างไร สมอง ช่องท้อง หัวใจ ทุกอย่างโอเคไหม

“เพราะการจะเป็นแชมป์ คุณต้องฟิตสมบูรณ์พร้อมทั้งสัปดาห์ แข่ง 4 วัน คุณต้องรักษาระดับการเล่นให้สม่ำเสมอ ถ้าไม่พร้อมจริงก็ไม่มีทางเป็นแชมป์ได้เลย ผมไปถึงสนามนี้ ตอนแรกก็ไม่คาดคิดว่าจะเป็นแชมป์หรอก

“แต่พอได้ลองซ้อม ผมยังคุยกับแคดดี้เลยว่า สนามเข้าทางผมมาก ทั้งที่ไม่เคยลงแข่งที่นี่ ผมใช้เวลาในการกลิ้งลูกหาจังหวะ เช็กบนกรีนนานมาก ถ้าเราเปิดดี เราก็มีโอกาส

“ผมโชคร้ายที่หลุมทำคะแนนตีไปติดต้นไม้ ทำให้สถานการณ์ผมตามหลัง แต่ในจังหวะถัดมา ผมทำเบอร์ดี้ได้ยาวทีเดียว ผมจึงพลิกนำ 1 คะแนนก่อนแข่งหลุมสุดท้าย”

ธงชัยได้รับเสียงปรบมือจากผู้ชมทั่วประเทศ ซึ่งต่างชื่นชมในหัวใจอันเป็นนักสู้ของโปรไทยวัย 52 ปี ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากแค่ไหน เขาก็ฝ่าฟันจนได้สัมผัสแชมป์ PGA Tour Champions เป็นครั้งแรกในชีวิต

แม้เป็นการแข่งขันระดับซีเนียร์ แต่ความโหดหินก็ไม่น้อยเลย และนี่คงเป็นอีกหนึ่งย่างก้าวที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งเขาได้ส่งต่อแรงบันดาลใจให้โปรไทยรุ่นต่อ ๆ ไป กล้าที่จะออกไปสู่เวทีระดับโลก

“น้อง ๆ รุ่นใหม่พัฒนาขึ้นเยอะ ปัจจุบันเรามีนักกอล์ฟไทยใน LPGA นับ 10 คน ส่วนในเอเชียน ทัวร์ เรามีคนไทยเล่นอยู่เกือบครึ่งของทัวร์ เพราะนักกอล์ฟบ้านเรามีศักยภาพขึ้นมาก และทางสิงห์เองก็ให้การสนับสนุนเด็กไทยมาตลอด ตั้งแต่รุ่นก่อนหน้าผมจนถึงรุ่นใหม่

“อย่าง โปรแพตตี้-ปภังกร ธวัชธนกิจ ก็เป็นแชมป์ระดับเมเจอร์ LPGA มาแล้ว หรืออย่าง น้องทีเค-รัชชานนท์ ฉันทนานุวัฒน์ คนนี้น่าจับตามอง เพราะอายุแค่ 15 ปี แต่น้องขยัน มุ่งมั่นเกินวัย จนเอาชนะในรายการอาชีพของผู้ใหญ่ได้ รอแค่จังหวะและโอกาสเท่านั้น

“ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่น้อง ๆ มีโอกาส อยากให้น้องทุกคนในทีมกอล์ฟของสิงห์ตั้งใจและทำมันให้ได้ เพราะมันอาจเปลี่ยนชีวิตน้องได้เลย เช่น หากได้ลงแข่งในรายการโคแซงชั่น ก็อยากให้น้องพยายามเล่นให้ดีที่สุด เพื่อจะได้คว้าสิทธิ์ไปแข่งในยูโรเปียน ทัวร์ แบบไม่ต้องคัดตัว

“ผมอยากให้น้อง ๆ เด็กไทยรุ่นใหม่ได้ออกมาเล่นทัวร์ใหญ่ ๆ เพื่อนำชื่อเสียงกลับไปสู่ประเทศไทย”

คำโฆษณาของสิงห์ เคยบอกว่า “ตีลูกกอล์ฟให้ถึงดวงจันทร์ ถึงพลาดก็ยังอยู่ท่ามกลางดวงดาว” คงเป็นไตเติ้ลที่เหมาะสมกับชีวิตของผู้ชายที่ชื่อ ธงชัย ใจดี ในวัย 52 ปี

เขาอาจเริ่มต้นช้าและไม่ได้มีต้นทุนชีวิตที่เป็นแต้มต่อ แต่เพราะความมานะบากบั่น ไม่เคยกลัวล้มเหลวและขยันทุ่มเทให้กับกีฬาชนิดนี้แบบสุดตัวอย่างไม่เปลี่ยนแปลง ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งให้เขามาไกลเกินกว่าจะมีใครจินตนาการ หากมองจากวันแรกที่จับไม้กอล์ฟตอนอายุ 16 ปี

“สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยในตัวผมคือ ผมสู้ ผมไม่ท้อ และมีเป้าหมายชัดเจน ถ้าวันนี้ทำสำเร็จเป้าหมายที่หนึ่ง ผมก็ต้องมองหาเป้าหมายใหม่เพื่อให้ตัวเองได้เดินหน้าต่อไป ผมเหลือแชมป์เมเจอร์ที่ยังไม่เคยได้ ก็ยังเป็นเกียรติยศที่ผมอยากคว้ามาครองให้ได้

“ตราบใดที่ผมยังมีชีวิตอยู่ ผมก็ยังจะเล่นกอล์ฟต่อไป สู้มันไปทุกวัน จนกว่าจะเดินไม่ได้ ผมถึงค่อยเลิกเล่น แต่ถ้าตอนนี้ผมยังเดินไหว ยังตีได้ในระดับนี้ ผมคงไม่มีทางล้มเลิกความฝัน ผมยังคงตื่นมาและพร้อมที่จะสู้กับชีวิตในเช้าวันใหม่เสมอครับ”

Writer

อลงกต เดือนคล้อย

เจ้าของเพจ alongwrite และบรรณาธิการบทสัมภาษณ์แห่ง Main Stand

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load