11 Jan 2018
10 PAGES
8 K

ถ้าคุณเป็นคนรักหนัง, คุณน่าจะรู้จัก เดวิด อัศวนนท์ ในฐานะผู้รับบท เฮซุส ตัวละครโรคจิตในเรื่อง เคาท์ดาวน์ ฝีไม้ลายมือทางการแสดงของเขาจัดจ้านขนาดคว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมมาได้ทั้งเวทีสุพรรณหงส์ และชมรมวิจารณ์บันเทิง

ถ้าคุณเป็นคนรักละคร, คุณน่าจะจำเขาได้จากบทสามีซาดิสต์ของใจเริง ในเรื่อง เพลิงบุญ ทางช่อง 3

ถ้าคุณเป็นแฟน The Face Men Thailand, เขาคือเจ้าของเสียงผู้บรรยายในรายการ

ถ้าคุณชอบดูหนังไทยมาก, คุณอาจจะจำได้ว่า เขาเคยรับบทเป็นตำรวจคู่หูของหม่ำ จ๊กมก ในเรื่อง ต้มยำกุ้ง

ถ้าคุณชอบดูทีวีมาก, อาจจะพอคุ้นๆ ว่าเมื่อสิบกว่าปีก่อน เขาเคยเป็นเข้าวงการบันเทิงในวัย 28 ปี ด้วยการเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์ อย่างน้อยๆ ก็ 7 รายการ ทางไอทีวี ช่อง 5 และ Chic Channel

ถ้าคุณสนิทกับ Google, มันคงบอกคุณว่า ลูกครึ่งไทย-ฝรั่งเศสคนนี้เรียนจบด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยบอสตัน ในสหรัฐอเมริกา แล้วเร่ิมทำงานในธุรกิจขายอุปกรณ์วิศวกรรมไฟฟ้าของครอบครัว จากนั้นก็ทำงานด้าน Event Marketing ต่อด้วยทำงานในโรงแรมที่อังกฤษ และทำงานในฟาร์มปศุสัตว์ที่ฝรั่งเศส สุดท้ายก็ตัดสินใจไปเรียนการแสดงที่นิวยอร์ก และใช้ชีวิตอยู่ในวงการการแสดงที่นั่น จึงมีโอกาสแสดงหนังเรื่อง เคาท์ดาวน์ และโชคชะตาก็พาเขาเข้าสู่วงการบันเทิงไทย

และถ้าคุณเป็นแฟนหนังของต้อม-เป็นเอก รัตนเรือง, คุณคงทราบดีว่า นักแสดงวัย 42 ปีคนนี้ คือพระเอกในหนังเรื่องล่าสุดของเป็นเอก Samui Song หรือ ไม่มีสมุยสำหรับเธอ

นี่คือบทสนทนาของคนรักหนังมาก กับคนรักการแสดงมาก

อ่านแล้วคุณน่าจะรักพวกเขาเพิ่มขึ้น, ไม่มากก็น้อย

ต้อม เป็นเอก

ต้อม : มีคนบอกว่า ตอนนี้มึงดังมาก เป็นสามีซาดิสต์แห่งชาติ หลังจากที่เล่นเป็นผัวใจเริง

เดวิด : วันรุ่งขึ้นนี่คนขุดเลยว่าแม่งเป็นใครมาจากไหน ทำไมถึงเล่นได้ดิบขนาดนี้

ต้อม : ตอนนี้มึงเล่นละคร 7 – 8 เรื่อง

เดวิด : ก็จริงฮะ เดือนที่แล้วมี 6 เรื่อง ตอนนี้มีปิดกล้องไปบางเรื่อง แล้วก็มีเรื่องใหม่ผุดขึ้นมา

ต้อม : เล่นด้วยลุคนี้เหรอ

เดวิด : ลุคนี้เลยพี่ มีผมกับนักแสดงอีกไม่กี่คนที่ไว้ลุคนี้เลยหาตัวง่าย ถ้าอยากได้คนหน้าเหี้ย เล่นเหี้ย เล่นหื่น ต้องเดวิด อัศวนนท์ (หัวเราะ)

 

ชวนเขามาเล่น Samui Song ด้วยเหตุผลนี้หรือเปล่า

ต้อม : ตอนนั้นไปงานประกาศรางวัลสุพรรณหงส์ กำลังหาคนเล่นบทนี้อยู่ สายตาก็สอดส่ายหาไปเรื่อย พอเห็นไอ้นี่มันดูกะล่อนมาก (หัวเราะ) เลยชวนไปกินข้าว ก็คุยสัพเพเหระไปเรื่อย คุยกันแล้วมันก็ขายของชิบหาย ‘ถ้าพี่ต้องการแบบนี้ๆ ผมทำทุกอย่างให้พี่ได้’ กูนึกในใจ ให้มึงพล่ามไปก่อน (หัวเราะ)

เดวิด : เราตื่นเต้นไง เขาผู้กำกับระดับโลก

ต้อม : แต่ยิ่งขายตัวเอง มันก็ยิ่งใช่คาแรกเตอร์นี้เข้าไปเรื่อยๆ ก็โอเค งั้นรอดแล้ว

เดวิด อัศวนนท์

ตอนเป็นเอกชวนมาเล่นหนังรู้สึกยังไง

เดวิด : ตื่นเต้น เป็นเกียรติ จากนักแสดงที่ไม่ค่อยมีใครเห็นค่า เล่นดีแค่ไหนก็ไม่มีใครเห็นค่า ผู้กำกับระดับโลกเห็นค่าในตัวเรา ก็มีความสุข

ต้อม : มึงถามว่า ‘พี่ เรากินข้าวมื้อนี้คือผมได้เล่นแล้ว หรือพี่เรียกผมมาดู’

เดวิด : เหมือนเสี่ยเรียกกะหรี่มาดูตัว ไหนดูนมสิ อยากดูส่วนอื่นด้วยไหมครับ

ต้อม : ในหัวกูคิดว่า เรียกมาคุย แต่มันเสือกถามงี้ เลยต้องตอบว่า ได้เล่นแล้วๆ

เดวิด : เราไม่แน่ใจไง

ต้อม : กูก็ไม่แน่ใจ

เดวิด : อ้าว ตอนนั้นก็ยังไม่แน่ใจเหรอ พี่ต้องรักผมตั้งแต่ตอนแรกแล้ว พี่ต้องชอบลุค ชอบบุคลิกของผมอะไรสักอย่าง

ต้อม : มันมีอะไรที่จะสร้างความแน่ใจได้เหรอวะ ไม่มีหรอก ต้องเดาทั้งนั้นแหละ

 

พอคุยแล้วก็รู้ว่าเล่นได้แน่

ต้อม : ระดับนี้เราไม่ค่อยห่วงเรื่องเล่นได้ ไม่ได้ ห่วงแค่มันจะคอนเนกกับเราได้ไหม

เดวิด : กำกับแล้วมันจะฟังกูหรือเปล่า ไม่ใช่ว่ามาเยอะๆ ใส่ แบบในชีวิตจริงตัวละครมันไม่ทำแบบนี้นะพี่ พี่ต้อมให้ทำอะไร ผมทำหมด แต่จะมีข้อสงสัยเยอะหน่อย ผมถามผู้กำกับบ่อยมากเลย ทำไมพี่ไม่กลับไลน์กล้อง ทำไมพี่ต้อมวางกล้องตรงนี้ ไม่วางตรงนั้น จนเขารำคาญ บ่อยครั้งมากที่เขายืนหน้าตายๆ รอให้เราพูดจบ พอผมพูดเสร็จ เขาก็จะแบบ ‘มึงจะทำหรือไม่ทำ’ โอเคครับพี่ ทำครับ มีครั้งหนึ่งถ่ายมาครึ่งเรื่องแล้ว พอผมพูดแบบนั้น พี่ต้อมก็เอามือแตะบ่าแล้วทำหน้าตายๆ บอกว่า ‘เดวิด ทรัสต์มี เชื่อใจกู’ มันก็กึ๊งในหัว อ๋อออ กูเข้าใจแล้ว (ลากเสียงยาว) เราต้องไว้ใจซึ่งกันและกัน พี่ต้อมกำลังบอกว่า กูรู้ว่ากูกำลังทำอะไรอยู่ มึงอย่าสงสัยได้ไหม หลังจากนั้นมาผมก็ไม่ถามอะไรพี่อีกเลย

ต้อม : มันจะมีประโยคนำ ‘พี่ครับผมมีคำถาม’ พอมันพูดประโยคนี้ ทั้งกองถ่ายก็ส่ายหน้ากันหมด (หัวเราะ)

เดวิด อัศวนนท์ ต้อม เป็นเอก รัตนเรือง

ตอนเล่นละครก็ถามแบบนี้เหรอ

เดวิด : ทุกวันนี้ไม่ถามแล้ว เมื่อก่อนบ้าต้องดูเทปของตัวเอง เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยแล้ว ดูการแสดงของตัวเองในฉากที่สำคัญจริงๆ เท่านั้น เมื่อก่อนพอสั่งคัตปุ๊บต้องดูตัวเองตลอด

ต้อม : เราบอกมันว่า มึงไม่ต้องมาดู ไม่ใช่เรื่องของมึง

เดวิด : ทุกวันนี้เราเชื่อในสิ่งที่เราทำมากขึ้นด้วย จากสองปีครึ่งที่แล้วที่ถ่ายหนังเรื่องนี้จนถึงทุกวันนี้ผมมาอีกสเต็ปแล้ว ฉะนั้น เรื่องต่อไป พี่คิดมาเลยว่าพี่อยากให้ผมเล่นอะไร

ต้อม : แม่งขายของตลอด เราไม่ทำงานกับนักแสดงที่เคยทำงานไปแล้วจนกระทั่งผ่านไปสัก 7 – 8 ปี หนังเรามันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ส่วนมากทีมแคสติ้งเขาอยากให้หาคนใหม่ พอเจอคนใหม่ๆ มันก็ดี อย่างสายป่าน (อภิญญา สกุลเจริญสุข เล่น พลอย เป็นเรื่องแรก) กับพี่สมเล็ก (สมเล็ก ศักดิกุล เล่น มนต์รักทรานซิสเตอร์ เป็นเรื่องแรก) เป็นการค้นพบครั้งใหญ่ของวงการหนังไทยเลย เราดีใจชิบหายเลยที่ปล่อยให้ทีมแคสติ้งเขาหาจนได้สายป่านมาประดับวงการ พี่สมเล็กก็พากย์เทนนิสอยู่ เขาไม่เคยเล่นหนังมาก่อน เล่นไปอาทิตย์หนึ่งมาขอลาออก บอกว่า ต้อม กูทำไม่ได้ กูจำบทไม่ได้ เราก็บอกว่าถ้านั่นคือปัญหาเดียวของพี่ พี่ไม่มีปัญหาครอบครัวอะไร พี่เล่นต่อเหอะ มันไม่มีปัญหา พี่เล่นได้

เดวิด : ชอบอะไรในการทำงานกับเดวิด อัศวนนท์ ที่สุด

ต้อม : มึงมีวินัย มีสมาธิ มึงเป็นคนโอเค

 

แค่โอเค

เดวิด : พี่ต้อมไม่ชมใครออกนอกหน้า

ต้อม : พวกนี้จะรู้ว่า เทคไหนเล่นดีมากๆ เราจะบอกว่า พอทน

เดวิด : ถ้าเขาบอกว่า โอเค แสดงว่าดีแล้ว

ต้อม : โอเค นี่ถือว่าดีมากเลยนะ เราชอบคำว่า พอทน เวลาพูดสิ่งนี้กับคนแล้วมันไม่เวอร์ คนเราไม่ควรต้องมีชีวิตสุดยอดตลอดเวลา มีชีวิตธรรมดาก็ได้

เดวิด : พี่ไม่ชอบอะไรที่สุดในการทำงานกับเดวิด อัศวนนท์

ต้อม : ไม่มีว่ะ ยิ่งรู้จักมากขึ้นก็ยิ่งชื่นชม ประทับใจตั้งแต่ตอนโทรไปชวนกินข้าว มึงอยู่ราชบุรี ขายอาหารหมา แค่นี้ก็โคตรประทับใจแล้ว แล้วก็ไม่มีแฟนเป็นดารา น้องออมเป็นคนน่ารักมาก ขายอาหารหมาอยู่ที่ราชบุรี ตอนเจอกันแรกๆ กูคิดว่าอยู่ห่างๆ แม่งหน่อยดีกว่า เพราะมันเยอะๆ หน่อย แต่รู้จักไป มึงเป็นคนที่โคตรมีสติเลย มึงไม่สร้างความลำบากให้ตัวเองซึ่งดีมาก

เดวิด : ชอบทำงานกับนักแสดงประเภทไหน และเกลียดนักแสดงประเภทไหน

ต้อม : เราชอบคนที่มีไหวพริบ มันต่างจากคนฉลาดนะ นักแสดงที่ดีคือมีไหวพริบ ให้ทำอะไรก็ไม่ค่อยกลัว ไม่กลัวเฟล แล้วก็ตั้งใจ ส่วนนักแสดงที่เราทำงานด้วยแล้วไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่คือ คนท่ีมากองถ่ายแล้วทำการบ้านมาจนแข็งแรงมาก รู้แล้วว่าจะมาเล่นอะไร เราไม่ชอบ เราบอกนักแสดงทุกคนว่า การบ้านอย่างเดียวที่ต้องทำคือจำบท เอาให้แม่นๆ เลย มากองถ่ายแล้วจะโคตรธรรมชาติ พลิกแพลงได้ตลอด ไม่ต้องมาพะวงเรื่องบท แต่อย่าทำการบ้านเรื่องคาแรกเตอร์เด็ดขาด ยิ่งคนที่ทำมาเยอะ พอไม่ใช่แล้วมันแกะโคตรยากเลย ถ้าเราเลือกเขามาเล่นบทนี้แล้ว มันคือการทำการบ้านมาตั้งแต่เกิดแล้ว เขาเกิดมาหน้าตาแบบนี้ รูปร่างแบบนี้ ท่าทางแบบนี้ ไม่ต้องทำการบ้านอีกแล้ว

เดวิด อัศวนนท์ เป็นเอก รัตนเรือง

มีเหตุการณ์แปลกๆ ตอนทำงานกับพี่ต้อมไหม

เดวิด : ตอนทำเวิร์กช็อป 10 วันก่อนถ่าย มีอยู่ครั้งหนึ่งพี่ต้อมยืนกอดขวดน้ำดูผมกับพลอยเล่น เล่นไปสัก 3 – 4 เทค พอเราเล่นถึงจุดที่พีกของเรา ก็ได้ยินเสียงปั้ง! ผมก็อะไรวะ ปรากฏว่าพี่ต้อมถึงจุดสุดยอด ถึงจุดพีกของเขา เขาอินมาก ขว้างขวดน้ำใส่กำแพง แล้วบอกว่า ‘มันต้องอย่างนี้ครับ’ (พูดเสียงเรียบๆ) เราชอบอะไรแบบนี้ บางคนบอกว่าติสท์แตก แต่เราเข้าใจเขา เพราะเรามีแพสชันเหมือนกัน พอปั้ง! ผมตีความหมายว่า เฮ้ย พี่ต้อมชอบ เราจะทำให้เขาขว้างขวดอีกบ่อยๆ ทำของพังอีกเยอะๆ โอ้ย ชอบชิบหายเลย ตู้ม! มึงเล่นดีชิบหายเลย โคร้ม! เปรี้ยง! เราต้องทำให้เขาถึงจุดนี้ให้ได้

 

ดูหนังแล้วชอบไหม

เดวิด : ผมไม่อยากจะตอแหลนะ ผมชอบ งานออกมาดี มีการขับเคลื่อนเรื่องราวที่กระชับสนุก แต่ด้วยความที่เราหลงรักบทดั้งเดิม พี่ต้อมตัดอะไรออกไปเยอะมาก เรารู้สึกว่ามนตร์เสน่ห์มันหายไปเยอะมากจนเราใจหาย อย่างตอนไปตามหานางเอก ระหว่างทางเราต้องไปหาเพื่อนนางเอกที่เป็นกะเทย เป็นบุรุษพยาบาลซึ่งชอบจับผู้ชายมาซั่ม เราไปดักรอก็เจอมากับผู้ชายเป็นแขกโพกหัวเลย เราทุบแขกแล้วจับกะเทยมา ระหว่างทางเขาปวดฉี่ มันเป็นดาร์กคอเมดี้ เราเป็นฆาตกร จับมือเขามัดไว้ข้างหลัง เขาใส่กระโปรงอยู่ เราต้องถกกระโปรงแล้วจับจู๋ กล้องจะเห็นจากข้างหลังว่า เรากำลังเขย่าจู๋ให้มัน อะไรพวกนี้หายไป แต่หนังดีนะ เราแฮปปี้กับผลงาน แฮปปี้กับการกำกับของพี่ต้อม

ต้อม : ตัวละครเพื่อนนางเอกโดนตัดทิ้ง ซีนนั้นก็เลยหายไปด้วย

เดวิด : โดยรวมผมแฮปปี้ที่ได้ร่วมงานกับพี่ต้อม ผมจริงจังกับเรื่องการแสดงมาก หลายคนมีโอกาสได้ทำตรงนี้ก็ตักตวงเงินตักตวงชื่อเสียง แต่เรารักศาสตร์การแสดง จริงจังกับการแสดงมาก ตอนนี้ผมอายุ 42 ผมอยากทำงานกับคนที่มีฝีมือ พอได้ทำก็เติมเต็มส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่ใช่มาพ่วงชื่อกับเป็นเอก สมัยนี้คนอยากมีตัวตน ไปออกงาน ไปแฮงเอาต์กับคนดังเพื่อให้คนรู้ว่ากูไม่ได้หายไปไหน ลึกๆ แล้วเขาขาดความมั่นใจในตัวเอง อยากให้คนมาเห็น มาชื่นชม แต่มันไม่ใช่ ถ้ามึงรู้ตัวตนของมึง ก็ไม่ต้องมาเสนอหน้าไปทั่วแบบนี้หรอก

ต้อม เดวิด ต้อม เดวิด

ทำไมถึงรักการแสดง

เดวิด : ผมอยากแสดงตัั้งแต่อายุ 17 แต่พ่อไม่ให้ เพราะมองว่าเป็นการเต้นกินรำกิน เวลาดูหนังแล้วมันอิน มันชอบ พออายุ 28 ก็เข้าวงการด้วยการเป็นพิธีกร แล้วก็เริ่มมีงานแสดงเข้ามา แต่เล่นห่วย

ต้อม : พิธีกรรายการอะไร

เดวิด : รายการเล่าเรื่องบันเทิง อัพเดตหนัง วันนี้มีใครไปร้องเพลงที่ไหน

ต้อม : เคยทำงานประจำปะ

เดวิด : เคยดิพี่ เป็นเซลส์อีเวนต์มาร์เก็ตติ้ง ใส่เชิ้ตผูกไทไปขายพวกงานอีเวนต์ตามบริษัท มันไม่ใช่แนวเราเลย ถ้าเราฟังเสียงจากจิตวิญญาณของเราที่กระซิบว่า มันไม่ใช่ เปลี่ยนงานเหอะ ไปหาทางของมันจนกว่าจะเจอ แต่คนที่ไม่กล้าออกไปทำสิ่งที่ตัวเองฝันหรือรัก จะติดอยู่อย่างนั้นตลอดชีวิต สำหรับผมการแสดงทำให้ได้หลีกหนีความจำเจของชีวิต มนตร์เสน่ห์ของการแสดงคือ วันนี้เราได้เป็นหมอ อีกวันเป็นนักฆ่า อีกวันเป็นพ่อ อีกวันเป็นพระเจ้า มันไม่น่าเบื่อ งานแบบมนุษย์เงินเดือนผมเคยทำแล้ว หลายคนแฮปปี้ตรงนั้นผมก็ยินดีด้วย แต่สำหรับผมมันไม่ใช่

 

ทำไมถึงไปเรียนการแสดงที่นิวยอร์ก

เดวิด : ไม่ได้คิดอะไรมาก แค่เรียนการแสดง ไม่ใช่แค่เราได้ทักษะเอาไปทำมาหากิน แต่การแสดงที่ลงลึกจะทำให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น รู้จักอารมณ์ของตัวเองมากขึ้น เห็นความดาร์กของตัวเอง ความสว่างของตัวเอง ลงถึงจุดที่ทำให้นึกถึงช่วงเวลาที่เลวร้าย ดึงเอาความระยำตำบอนที่สุมอยู่ในตัวเราออกมา แล้วดึงออกมาใช้ในการแสดง ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับเราจริงๆ แล้วในความเป็นมนุษย์จุดไหนคือจุดที่เราจะทนไม่ได้อีกแล้ว อะไรคือสิ่งที่หยุดเราไม่ให้ไปถึงจุดนั้น มันก็เลยเป็นการบำบัดตัวเองด้วย ผมอยากให้หลักสูตรการศึกษาไทยสอนการแสดงในทุกโรงเรียน พอรู้เรื่องศาสตร์การแสดง ก็จะรู้จักตัวเองมากขึ้น มีสติมากขึ้น แล้วใช้ชีวิตอย่างมีสติ

ต้อม : คนเป็นนักแสดงนี่เราชื่นชมนะ เป็นอาชีพที่อาศัยความกล้าหาญ มันต้องไปเอาอะไรจากข้างในออกมาโชว์ต่อหน้ากล้อง ต่อหน้าคน มันก็โหดร้ายนะ

เดวิด : บางอย่างเราก็ไม่ได้อยากโชว์ให้คนเห็นหรอก แต่มันก็ต้องเล่น อย่างมุมดาร์กในเรื่อง เคาท์ดาวน์ มันคือการแสดงก็จริง แต่มันก็มีที่มาที่ไป ความโหดของเฮซุสผมไม่ได้จินตนาการขึ้นมา มันมาจากอะไรสักอย่างในตัวผม ความเกลียดก็มาจากความเกลียดใครสักคนในชีวิต ไม่ใช่แค่ทำท่าโกรธแล้วขมวดคิ้ว มันไม่น่าเชื่อ เราไม่ได้อยากให้คนมาเห็นมุมนี้ของเราหรอก แต่ถ้าเราเป็นผู้ใหญ่มากพอ เราต้องยอมรับให้ได้ว่าเราก็มีมุมดาร์ก ไม่ได้เหมือนกำแพงสีขาวที่ไม่มีรอยด่างดำ มันเป็นไปไม่ได้ มนุษย์ทุกคนมีหมด ผมยอมรับว่าผมมี แต่ผมควบคุมมันได้

ต้อม เดวิด

หวังอะไรหลังเรียนการแสดงจบ

เดวิด : ผมไม่ใช่คนโลภมาก เรียนจบออกมาได้ศาสตร์ ได้เครื่องมือทำมาหากิน ได้เรียนรู้เกี่ยวกับตัวเองมากขึ้น ขอให้มีงานเข้ามาบ้าง เรียนจบแล้วอยากหางานทำที่โน่นเพราะมันมีแคสติ้งเยอะมาก บทอะไรก็ได้ แล้วก็อยู่ไปเรื่อยๆ ฝันผมเรียบง่ายมาก ไม่ได้อยากเติบโตเป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียง ไม่ได้อยากเป็นแบรด พิตต์

ต้อม : ระหว่างที่ยังไม่มีงานแสดง ทำอะไร

เดวิด : เป็นบ๋อยในร้านอาหาร เป็นล่ามให้คนไทยกับฝรั่งเศส ทำงาน catering ด้วย เหมือนที่เราเห็นในฮอลลีวูด มีเด็กถือถาดมาเสิร์ฟคนรวย นั่นแหละกูเอง แชมเปญไหมครับ หยิบแล้วก็ไม่มองหน้ากูเลย เราถึงให้เกียรติบริกรไง

ต้อม : แซวกันว่าพวกบ๋อยหรือพวก Vallet ในแอลเอหรือนิวยอร์ก มีสคริปต์เหน็บหลังอยู่คนละเล่ม คนที่มาเรียนการแสดง เขียนบท หรืออยากเป็นผู้กำกับ ถ้ายังทำไม่ได้ ก็เป็นบ๋อยกันทั้งนั้น

เดวิด : ที่นิวยอร์กคนที่ทำงานกับผมมีแต่พวกนักแสดง นักดนตรี ทั้งนั้น เก่งด้วยนะ แต่ยังไม่มีโอกาสเติบโต เลยทำมาหากินก๊อกๆ แก๊กๆ ทำงานเป็น extra (นักแสดงประกอบ) ได้วันละร้อยเหรียญฯ เดือนละ 3,000 เหรียญฯ ก็โอเคแล้ว

 

ชีวิตในวงการบันเทิงที่นิวยอร์กเป็นยังไง

เดวิด : ผมเล่นละครเวที ไม่ใช่บรอดเวย์นะ ผมเต้นไม่เป็น ร้องไม่เป็น แสดงอย่างเดียว เป็นละครเวทีเล็กๆ เอเจนต์ก็ส่งไปแคสต์งานต่างๆ แต่ไม่เคยได้ แคสติ้งไดเรกเตอร์ดูแล้วมักจะบอกว่า โอ้ มายก็อด โน่นนี่นั่น แต่ก็ไม่เคยได้งาน กระบวนการแคสติ้งมันลึกลับมาก เราอาจจะเล่นดีมาก แต่สุดท้ายโปรดิวเซอร์ไม่ชอบผู้กำกับไม่พอใจ หรือบทนี้เอาเพื่อนกูเล่นก็ได้ เป็นแบบนี้ทั่วโลก

ต้อม : จำนวนคนทำสิ่งนี้ที่โน่นมันเยอะ คนเก่งมันเยอะ

เดวิด : ผมเคยไปช่วยทำแคสติ้ง ดูจากคนที่เข้ามาทั้งหมด ดีกับห่วยพอๆ กันเลย ส่วนใหญ่มันก็เรียนมาทั้งนั้น เหลือแค่คุณเข้าใจศาสตร์ถึงขนาดถีบตัวเองจนมีทักษะระดับที่เล่นแล้วเจ๋งว่ะ ได้ไหม คนเก่งกับไม่เก่งมันก็คละๆ กัน แต่ปริมาณคนเก่งก็เยอะอยู่ดี

เดวิด อัศวนนท์ เป็นเอก รัตนเรือง

การได้เข้าวงการบันเทิงอีกครั้งตอนอายุ 30 ปลายๆ มีข้อดีข้อเสียยังไง

เดวิด : ตัวผมคือการเดินทางของศิลปิน ผมภูมิใจในแต่ละก้าวที่ผมเดินมา ผ่านความยากลำบาก ไม่ใช่ว่าพ่อผมรู้จักคนโน้นคนนี้ หรือแมวมองส่งให้ช่องปั้นแบบทันทีทันใด เราใช้การเดินทางตามหามา เราถึงรู้ว่าการตามฝันคืออะไรอย่างแท้จริง มีฝัน มีความหวัง ชีวิตก็เริ่มมีความหมาย มันต้องมีขั้นตอนของมัน ฝันอยากเป็นสิ่งนี้เลยได้ไหม ไม่ได้ ต้องทำอะไรก่อน ต้องมีความรู้ก่อน ต้องเรียน พอฝึกซ้อมแล้วก็ต้องออกสนามใหญ่ ก็ต้องไปหาสนามให้ตัวเอง ตามสูตรของนักเรียนการแสดงที่โน่นคือ เริ่มจากละครเวที ให้มีประสบการณ์ ต้องหาเอเจนต์เพื่อส่งเราไปแคสติ้ง แต่เราไม่เคยเข้าใจมาก่อนว่า นักแสดงจะมีชื่อเสียงไม่ใช่ว่าเล่นบทอะไรก็ได้ คนเห็นเราในทีวีหรือหนังปุ๊บแล้วจะดังเลยก็ไม่ใช่ มันมีองค์ประกอบเยอะมาก บทต้องดี เล่นต้องถึง หนังต้องดัง ถ้าหนังไม่ดังคนสำคัญอย่างโปรดิวเซอร์หรือผู้กำกับต้องเห็น แล้วดึงเราไปเล่น ถึงจะต่อยอดได้ กว่าองค์ประกอบทั้งหมดจะรวมตัวกันแล้วส่งให้เรามีตัวตน มีที่ยืนในวงการบันเทิงมันโคตรยาก แล้วก็ต้องมีโชคด้วย ผมโชคดีที่เล่น เคาท์ดาวน์ แล้วเปรี้ยง ตอนนั้นผมกะว่าถ้าผมไม่มีชื่อเสียงจากเรื่องนี้ผมก็ดับแล้ว เลยเล่นเต็มที่ ทำทุกอย่างให้ตัวละครนี้มีเสน่ห์มากที่สุด อิมโพรไวซ์เยอะมาก คิดต่อว่าจะเล่นยังไง หรือจะทำอะไรนอกเหนือจากบทที่ได้มา ทำการบ้านหนักมาก จำบทให้เป๊ะ การเล่นจะได้เป็นธรรมชาติ เพราะสมองจะไม่ต้องแบ่งเป็นสองซีก จำบทไปด้วย รักษาคาแรกเตอร์ไปด้วยมันจะเหนื่อย

 

มีเป้าหมายต่อไปที่อยากไปให้ถึงไหม

เดวิด : ไม่มีแล้วครับ ตอนเรียนที่นิวยอร์ก อาจารย์จะสุมใส่หัวว่ายูไปฮอลลีวูดได้นะ แต่ยูต้องใช้เวลา นั่นคือช่วง 10 ปีที่แล้ว ถึงตอนนี้เรามีความสุขกับการทำงานที่เมืองไทย ทำงานกับคนไทย แบบไทยๆ ไม่ต้องตึงมากจนทุกคนเครียด ผมทำงานกับฝรั่งด้วย ในกองถ่ายทุกคนแม่งตึงมาก คิดตลอดเวลาว่าจะยังไงต่อ พอคัตแล้วทุกคนต้องวิ่งไปทำงานต่อทันที

ต้อม : เพราะทุกคนมีสิทธิ์โดนไล่ออกได้ตลอดเวลา

เดวิด : ทำผิดอะไรหน่อยก็ ฟัคยู ระยำ มึงผิด แต่เมืองไทยมันยืดหยุ่น ค่อยเป็นค่อยไป แต่อย่าใช้เวลานานนักนะ เราต้องแข่งกับเวลา เวลาคือเงิน ชิลล์ๆ มีความเป็นพี่เป็นน้อง เรามีที่ยืนที่ชัดเจนในวงการแล้ว หลังจากนี้กูจะต้องการอะไรอีกวะ ชีวิตมีความสุขขึ้นเยอะ จากตอนที่คิดว่าถึงจุดนี้แล้วจะไปไหนต่อให้ได้ ถ้าผมจะไปต่อเนี่ย ภายใน 4 ปีที่ผ่านมา ผมเล่นหนัง ละคร เอ็มวี มากกว่า 50 ชิ้น เราเอาพอร์ตฟอลิโอไปขายตัวเองที่โน่นได้ ทุกวันนี้ผมไม่กลัวแล้วนะ ได้บทเหี้ยอะไรมาผมเล่นได้เกือบหมด ที่ไม่กล้าบอกว่าเล่นได้หมดเพราะมียังไม่ได้เล่น อะไรที่เขาโยนมากูทำมาหมดแล้ว เรามีความมั่นใจแล้ว แต่ถ้าจะทำแบบนั้นผมต้องทิ้งทุกอย่างที่เมืองไทยไปที่นู่นซึ่งไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น ไม่รู้ต้องรอนานแค่ไหนแคสติ้งไดเรกเตอร์ถึงจะเลือกเรา

ต้อม : ถ้าจะไปตามหาความฝันตรงโน้น มึงก็ต้องเปลี่ยนตัวเองเป็นอีกคนให้ได้ด้วยนะ ต้องไปปาร์ตี้ ไปเจอคน ไปเลียคน

เดวิด : ใช่ สังคมมันเป็นแบบนั้น พี่ที่คลุกคลีกับตรงนั้นบอกผมว่า มันเหนื่อยที่ต้องเข้าหาคน การแคสติ้งมันสำหรับบทรองๆ ที่คนไม่ค่อยให้ความสำคัญ แต่ตัวเด่นๆ ต้องได้เจอ ได้คุย ต้องไปปาร์ตี้กับเขา เพราะถ้าเราคิดต่างจากเขาก็จะถูกเฉดออกมา

ต้อม : ถ้ามึงจะทำสิ่งนั้น ต้องไม่ใช่ตอนอายุเท่านี้

เดวิด : ใช่ มันต้องยี่ิสิบกว่าๆ แล้วมีเมียไม่ได้ น้อยคนมากที่จะประสบความสำเร็จตรงนั้นแล้วมีเมียมีลูกมีผัวติดมาด้วย ต้องยอมทิ้งทุกอย่างจริงๆ ซึ่งเราก็รักแฟนเรา รักหมาเรา รักครอบครัวเรา ก็ไม่รู้จะไปตรงนั้นทำไม

ต้อม เดวิด

เคยปฏิเสธงานบ้างไหม

เดวิด : ไม่มีเลย เพราะไม่ได้รวย ค่าตัวนักแสดงในเมืองไทยไม่ได้เยอะขนาดนั้น

ต้อม : ทุกคนหวังจะได้เงินจากการเป็นพรีเซนเตอร์

เดวิด : หน้าเราแบบนี้ไม่มีทางได้เป็น แต่ผมไม่ซีเรียส ขอให้มีงานเข้ามาเรื่อยๆ ให้เราได้ทำในสิ่งที่เรารักก็พอ เมื่อก่อนจะน้อยใจว่ากูมาถึงจุดนี้แล้วทำไมไม่มีใครชวนไปเป็นพระเอก แต่พอเราเข้าใจระบบแล้ว เราไม่ใช่เด็กช่อง ไม่ใช่ลูกรักใคร เราเป็นพระเอกไม่ได้อยู่แล้วในล้านปีนี้ เลิกคิดเหอะ แล้วจงพอใจในสิ่งที่เรามาถึงตรงนี้ได้ เราเป็นนักแสดงสมทบตัวต้นๆ ไม่ใช่ตัวประกอบนะเว้ย คนอีกมากมายอยากมาอยู่ตรงจุดนี้ มึงจะถุยน้ำลายใส่สิ่งที่มึงได้รับมาทำไม มึงได้รับมาแล้ว ถือว่าโชคดีแล้ว มึงต้องโอบกอดมันไว้แล้วทำให้ดีที่สุด ถ้าไปไกลกว่านี้ได้ผมก็ไม่ปฏิเสธหรอก แต่ต้องมีคนที่ชอบเราแล้วดึงเราไป ถ้าให้ทุบหม้อข้าวไปแบบ 10 ปีที่แล้ว ผมไม่ทำ

 

อยากถามอะไรพี่ต้อมเป็นคำถามสุดท้าย

เดวิด : เวลาที่คุณตายแล้วไปสวรรค์เจอเซนต์ปีเตอร์ออกมาต้อนรับ จะบอกอะไร

ต้อม : ชาติหน้ากูขอเกิดเป็นนักดนตรี (หัวเราะ) มันดูมีความสุข ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่านะ เราพาเพื่อนผู้กำกับฮ่องกงไปดูวงทีโบนเล่นที่ร้านแซกโซโฟน เพื่อนบอกว่า มึงดูนักดนตรีสิโคตรมีความสุข แค่เล่นดนตรี มีคนดู แล้ว respond กับคนดูไปมาก็มีความสุขแล้ว แล้วดูชีวิตพวกเรา เริ่มตั้งแต่กังวลว่าจะมีไอเดียดีๆ มาทำหนังไหม พอได้ไอเดียก็กังวลว่าใครจะให้เงินทำ พอได้เงินก็กลัวว่าจะออกมาเหี้ย ทุกขั้นตอนของการทำงานมีแต่ความกังวล

เดวิด : ถ้าเป็นผม ผมจะบอกว่า มึงอย่าส่งกูลงไปอีก กูเหนื่อยมาก

ต้อม เดวิด

ภาพ: มณีนุช บุญเรือง

CONTRIBUTORS

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

มณีนุช บุญเรือง

สาวชาวเชียงใหม่ อดีตช่างภาพ a day BULLETIN LIFE หลงใหลในแสงแดด พอๆ กับอเมริกาโนฮ้อนๆ เจ้า