คงไม่ต้องเสียเวลาแนะนำตัวผู้กำกับระดับโลกอย่าง เป็นเอก รัตนเรือง

The Cloud เคยเขียนถึงเขามากมาย ถึงขนาดเปิดเป็นคอลัมน์ชื่อ 20 ปี เป็นเอก รัตนเรือง

เคยเชิญเขามานั่งคุยแบบยาวๆ ตอนทำหนังเรื่อง Samui Song

แล้วก็ชวนเขามาช่วยสัมภาษณ์นักแสดงอย่าง พลอย เฌอมาลย์ กับ เดวิด อัศวนนท์

แต่รอบนี้ต่างจากการสัมภาษณ์ครั้งที่ผ่านๆ มา ไม่ว่ากับ The Cloud หรือสื่อไหนๆ

เขาว่า ชีวิตในวัย 58 ปี กำลังมีจุดเปลี่ยนสำคัญ

หนึ่ง เขาทิ้งชีวิตจากซอยสุขุมวิท 31 (ซึ่งอยู่มาตั้งแต่แถวนั้นยังเป็นทุ่ง และบ้านเขาปลูกกระถินแทนรั้ว) ไปอยู่เชียงใหม่แบบจริงจัง

สอง โปรเจกต์หนังเรื่องใหม่ของเขา ครึ่งเรื่องเป็นหนังใบ้ เกี่ยวกับรัฐประหาร

สาม ในระหว่างหาทุน เขาหยิบบทหนังมาวาดเป็นนิยายภาพ

สี่ เขากำลังหัดทำภาพพิมพ์ และเอาภาพที่วาดมาทำเป็นงานภาพพิมพ์

เป็นของใหม่ในชีวิตที่ผ่านเข้ามาในเวลาไล่เลี่ยกัน

ต้นเดือนมีนาคม เขาผ่านเข้ามาที่กรุงเทพฯ ช่วงสั้นๆ เราเลยได้นัดคุยกันที่บ้านของแฟนเขา

เป็นเอก รัตนเรือง ในวัย 58 ปี กับชีวิตใหม่ที่เชียงใหม่ อยู่บ้าน ปลูกต้นไม้ เล่าเรื่องผ่านภาพวาดและภาพพิมพ์

เจอกันคราวก่อน คุณบอกว่าเดินทางน้อยลง อยู่บ้านมากขึ้น

วันหนึ่งก็เริ่มเบื่อการเดินทาง อายุมากขึ้น ติดหมา ชอบอยู่บ้าน ล้างแอร์ ปลูกต้นไม้ ซึ่งไม่เคยทำมาก่อนเลย เมื่อก่อนกูเป็นผู้กำกับระดับโลกได้รางวัลเต็มไปหมด แต่จะเปลี่ยนหลอดไฟในบ้าน เบรกเกอร์อยู่ไหนวะ ต้องโทรตามคนมาเปลี่ยนให้ มันทุเรศนะ ตอนหลังชีวิตด้านพ่อบ้านเริ่มสำคัญขึ้น การเดินทางกับหนังก็เริ่มลดลง กระตือรือร้นน้อยลง

เป็นเอก รัตนเรือง ในวัย 58 ปี กับชีวิตใหม่ที่เชียงใหม่ อยู่บ้าน ปลูกต้นไม้ เล่าเรื่องผ่านภาพวาดและภาพพิมพ์

ที่คุณย้ายไปอยู่เชียงใหม่เพราะรักเชียงไหม่หรือเกลียดกรุงเทพฯ

มีสองสามเหตุผลที่ผมไปอยู่เชียงใหม่ หนึ่ง ผมซื้อที่ไว้นานแล้ว ตั้งแต่ปีสามเจ็ด อยู่แม่ริม ซื้อไว้ด้วยความคิดว่าชาตินี้ไม่ไปอยู่หรอก เพราะผมเป็นคนกรุงพันเปอร์เซ็นต์ ไม่มีทางไปอยู่ที่อื่นได้นอกจากกรุงเทพฯ ก็ซื้อไว้งั้น พี่สาวกับเพื่อนๆ เขาซื้อที่กันสิบเอ็ดคน แต่มีที่สิบสองแปลง ผมเลยเป็นตัวแถม

เหตุผลที่สอง ความรักชอบกรุงเทพฯ มันลดน้อยลงเรื่อยๆ เมื่อก่อนกรุงเทพฯ ทำให้เราทั้งรักทั้งเกลียด แต่ตอนนี้รักก็ไม่รัก เกลียดก็ไม่เกลียด แต่ขำมัน ผมว่ามันทุเรศขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาของผมคือเรื่อง Neighborhood สิ่งที่ผมชอบมันค่อยๆ หายไปทีละอย่าง ข้าวซอยร้านนี้ ข้าวกะเพราร้านนั้น ทุกร้านทยอยปิด เพราะค่าเช่าแพงขึ้นเรื่อยๆ แล้วอยู่ดีๆ ตรงนั้นก็เกิดความเก๋ไก๋สไลเดอร์ขึ้นมาแบบไม่มีความเป็น Neighborhood อีกต่อไป มันกลายเป็นสนามเด็กเล่นของคนรวยและคนเท่ แล้วกูอยู่ตรงไหนล่ะ

ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปตามรสนิยมคนเท่คนรวยเหล่านั้นที่มาเล่นตรงนี้ ซึ่งพวกนี้ใช่ว่าจะรสนิยมดี คือเขาไม่มีความพอดีแน่ๆ ผมเคยคิดว่า Porsche เป็นรถที่แพง มีแต่คนรวยที่ขับได้ แต่ที่กรุงเทพฯ Porsche Cayenne ขับกันอย่างกับโตโยต้า ผมไม่เข้าใจว่าทำไมมันเยอะขนาดนั้น อยู่ดีๆ แถวนั้นก็เกิดความไร้สติขึ้นมาพร้อมๆ กัน ทุกคนอยากเอาเงินมาละเลงเล่นแล้วอัปตัวเองขึ้นไป อัปๆๆ แบบฉันจะบิน Business Class ท่าเดียว ทุกอย่างกลายร่างเป็น Business Class ไปหมด

ในฐานะที่ผมเกิดและเติบโตตรงนั้นมาห้าสิบกว่าปี นั่งมองดูแล้วรู้สึกสองอย่าง มันเป็นความขำปนสงสัย ว่าพวกมึงเป็นเหี้ยอะไรกัน เอาเงินมาจากไหนกัน คุณค่าต่างๆ เปลี่ยนไปหมดเลย

วันหนึ่งพี่สาวผมจะรีไทร์ไปอยู่เชียงใหม่ เขาเป็นผู้หญิงสองคน ถ้าผมไปปลูกบ้านด้วยเขาก็จะสบายใจหน่อย ถึงผมจะไม่ไปอยู่ก็ตาม แต่อย่างน้อยก็มีผู้ชายสักคน ตอนแรกผมก็นานๆ ไปทีแบบนักท่องเที่ยว

คุณปลูกบ้านแบบไหน

สถาปนิกของผมคือ พี่ตั้ม (พวัสส์ สวัสดิ์ชัยเมธ) คนทำ Production Design ในหนังผม โจทย์คือ ลงทุนไม่เกินล้านห้า ดูแลง่ายๆ สีไม่ต้องทา ปลวกไม่กิน ผมมีแบบในใจเป็นเหมือนกล่องรองเท้า ไม่มีห้องเลย เป็นสตูดิโอใหญ่ๆ กั้นแค่ห้องนอน ผมอยากได้บ้านไม้มาก แต่ไม่มีปัญญาดูแล เลยไม่เอา

แรกๆ ก็ไปแบบนักท่องเที่ยว อยู่สิบวัน สองอาทิตย์ ตอนกลับเซ็งทุกที ไม่อยากกลับ ตรงนั้นมันสงบมากเลย ออกมาจากตัวเมืองไปไกลมาก โล่งมาก เป็นทุ่ง มีที่ไร่เดียวเหมือนมีพันไร่ เพราะไม่มีใคร

ทำไมถึงไม่อยากกลับ คุณคิดถึงอะไร

ไม่รู้ มันเป็นความรู้สึก ไม่ใช่สิ่งที่จับต้องได้ ผมคิดถึงความสงบมั้ง ผมรู้สึกว่า กูเข้าถึงจุดนั้นของชีวิตแล้วเหรอวะ (หัวเราะ) ความที่ตรงนั้นไม่มีอะไร ชีวิตก็ง่ายลงเยอะ พอกลับมากรุงเทพฯ จังหวะของเมืองมันทำให้เราเหนื่อย เป็นแบบนี้ซ้ำๆ มาสองสามปี เวลาไปอยู่เชียงใหม่ก็อยู่นานขึ้นเรื่อยๆ งวดนี้อยู่สามเดือน ผมมีหนังโฆษณาต้องถ่ายสองเรื่อง ผมแคนเซิลหมดเลย ไม่กลับ ยอมทิ้งเงิน เวลาผมใช้ชีวิตที่เชียงใหม่ ผมใช้เงินน้อยมาก เลยไม่ได้จำเป็นต้องหาเงินเยอะขนาดนั้น

แต่ละวันคุณทำอะไร

ส่วนใหญ่เดินซะเยอะ เดินในทุ่ง ปลูกต้นไม้ แล้วก็วาดรูป เขียนบท

เป็นเอก รัตนเรือง ในวัย 58 ปี กับชีวิตใหม่ที่เชียงใหม่ อยู่บ้าน ปลูกต้นไม้ เล่าเรื่องผ่านภาพวาดและภาพพิมพ์

เคยคิดไหมว่าวันหนึ่งตัวเองจะใช้เวลาส่วนใหญ่เดินเล่นในทุ่ง

ไม่เคย แต่ต้องเข้าใจก่อนว่า ผมเป็นนักกีฬาตั้งแต่เด็ก นักกีฬาระดับชาติ ตอนเรียนผมวิ่งข้ามรั้วร้อยสิบเมตร เป็นสถิติกรมพละอยู่สองปีนะ ผมเป็นนักฟุตบอลด้วย ผมชอบชีวิตกลางแจ้งอยู่แล้ว มีชีวิตอยู่ในกองถ่าย แต่ก็ไม่คิดว่าตัวเองจะมาถึงขนาดนี้ เพราะผมเป็นคนเมืองพันเปอร์เซ็นต์ ชีวิตเริ่มต้นที่ห้าง ปวดขี้ก็ไปห้าง หลอดไฟขาดก็ไปห้าง ทำไมไม่ไปร้านขายวัสดุก่อสร้างวะ ก็ในห้างมันมีขายไง

คุณปลูกอะไร

ที่เชียงใหม่ เวลาไปบ้านเพื่อนเขาชอบให้สองอย่าง อาหารกับต้นไม้ ผมไปกินข้าวบ้านป้าติ๋ม ทุกครั้งแกจะให้ต้นไม้มา ไปซื้อสบู่เขาก็ให้ต้นไม้ ใครให้อะไรมาผมก็ปลูกหมด แต่ถ้าซื้อเอง ผมชอบซื้อพวกหญ้าๆ ที่ดูรกๆ ซึ่งแม่บ้านบอกว่า ไปซื้อทำไม มันขึ้นเอง ผมชอบหญ้าๆ ชอบต้นไม้ที่ฟอร์มเป็นพุ่มๆ รกๆ

ช่วงที่ไม่ได้ทำหนังคุณทำอะไร

สองปีนี้ผมทำหนังให้ HBO ปีละเรื่อง เป็นซีรีส์ที่เอาผู้กำกับหกคนจากหกประเทศมาทำซีรีส์แบบจบในตอน ปีแรกทำเรื่องผีในแบบของประเทศตัวเอง ผมทำเรื่องผีปอบ (Folklore : Pob) ปอบมาเจอฝรั่งแล้วหลอกฝรั่งไม่ได้ เพราะฝรั่งไม่รู้จักภาษาไทย ฝรั่งนึกว่าปอบเป็นขอทานก็ไม่กลัว ฝรั่งก็จับปอบมานั่งคุยเพราะฝรั่งชอบคุย ปอบก็ฟังไม่รู้เรื่อง เป็นการเปลี่ยนให้ฝรั่งเป็นฝ่ายกระทำแล้วปอบเป็นเหยื่อแทน

ปีต่อมาทำเรื่องอาหาร ผมเลือกทำเรื่องอาหารในกองถ่าย (Food Lore : The Caterer) เพราะอาหารในกองถ่ายอร่อย อย่างน้อยก็กองผม (หัวเราะ) ผมทำเรื่องเดิมซ้ำเลย เป็นกองถ่ายเรื่องปอบ แต่ย้ายมาโฟกัสที่แม่ครัว นักแสดงทุกคนกลับมารวมตัว แต่คราวนี้กลายเป็นตัวประกอบแทน

เนื้อเรื่องเกี่ยวกับอะไร

นักแสดงอเมริกันมาถ่ายหนังในกองถ่ายไทยแล้วดูถูกทุกอย่างว่ามาตรฐานไม่เหมือนฮอลลีวูด ดูถูกไปถึงอาหาร มากองถ่ายวันแรก โปรดิวเซอร์บอกว่าอาหารเช้าคือ Pig Blood Soup คือต้มเลือดหมู มันก็งงว่าพวกมึงแดกเลือดหมูกันได้ยังไง โปรดิวเซอร์บอกว่า ไม่ใช่แค่เลือดนะ มีทุกอย่างเลย ไส้ ม้าม ตับ หัวใจ อร่อยนะ เป็นอาหารที่คนไทยชอบมาก ฝรั่งก็ไม่เป็นไรกูกินสตาร์บัคส์กับโดนัทก็ได้ แล้วมันก็ดูถูกอาหารทุกวัน

ฝรั่งคนนี้สร้างความปั่นป่วนไปทั้งกองถ่าย เพราะมันดูถูกทุกอย่าง วันหนึ่งมันเครียดมาก ร้อนด้วย เลยป่วย แม่ครัวก็เอาซุปเยื่อไผ่มาให้ พอไม่มีใครมันก็แอบกิน หายป่วยแล้วมันก็ถามว่าใครทำ หลังๆ มันก็เริ่มกินกระเพาะปลา ชอบไปนั่งคุยกับแม่ครัว จนเป็น Love Story เล็กๆ

เรื่องนี้คุณมองอาหารไทยด้วยสายตาแบบไหน

อาหารไทยมีหลายระดับนะ ส่วนตัวผมถ้านึกถึงอาหารไทยผมนึกถึงสตรีทฟู้ด ต้มเลือดหมู ข้าวมันไก่ ข้าวเหนียวมะม่วง ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้น เราชอบอาหารแบบนั้น อาหารชาววังผมกินไม่เป็น ข้าวแช่นี่ผมไม่เข้าใจว่าเราเอาข้าวมาใส่น้ำแข็งได้ไง

เป็นเอก รัตนเรือง ในวัย 58 ปี กับชีวิตใหม่ที่เชียงใหม่ อยู่บ้าน ปลูกต้นไม้ เล่าเรื่องผ่านภาพวาดและภาพพิมพ์

ยังสนุกกับการทำหนังอยู่ใช่ไหม

สนุกมากครับ ผมชอบทำหนัง มันเป็นความรักจริงๆ สมัยผมทำหนังใหม่ๆ ผมเคยเกลียดการออกกองถ่ายมาก เพราะมันไม่ได้ดั่งใจสักอย่าง กูอยากได้แดด ฝนครึ้มมาเลย จะกลับมาถ่ายใหม่ก็ไม่ได้ ก็ต้องถ่ายครึ้มๆ ไป อยากได้นักแสดงคนนี้เขาก็ไปเมืองนอกแล้ว ผมไม่ชอบออกกองถ่ายเพราะมันคือการต้องประนีประนอมทุกวัน ภาพฝันของเราก็ลดระดับลงเรื่อยๆ เมื่อก่อนชอบตัดต่อ เขียนบท เพราะอยู่คนเดียว แต่เดี๋ยวนี้ชอบทุกขั้นตอนแล้ว

จัดการปัญหาหน้ากองได้แล้วหรือ

พออายุมากขึ้น ประสบการณ์ขนาดนี้แล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้นก็ไม่ใช่ปัญหาแล้ว แก้ได้ก็แก้กันไป แก้ไม่ได้ ประมาณนี้ก็เอาแล้ว ความรักในการทำหนังไม่มีทางหายไป เพียงแต่จะทำไปได้นานแค่ไหน ถ้าอาชีพนี้ขึ้นอยู่กับเราก็ทำจนตายสิวะ แต่มันขึ้นกับนายทุน กับโลก อะไรก็เปลี่ยนไป ตอนนี้เริ่มเห็นแล้วว่าหนังแนวผมหาเงินยากขึ้น

ความรักเท่าเดิม แต่ความกระตือรือร้นน้อยลงเยอะ สมัยที่ผมมีความกระตือรือร้นเต็มเปี่ยม อยากประกาศให้โลกรู้ว่ากูเจ๋งแค่ไหน ถ้าผมเขียนบทแล้วมีปัญหาในการหาเงิน ผมเก็บใส่ลิ้นชักแล้วเขียนเรื่องใหม่เลย ผมรู้ว่าจะเขียนยังไงให้หาเงินง่าย แล้วก็ทำได้เลย ผมใช้วิธีนี้มาตลอด แต่ตอนนี้ผมไม่อยากเก็บเรื่องนี้ใส่ลิ้นชัก เพราะผมไม่ได้กระตือรือร้นขนาดนั้น ถ้าอีกเจ็ดปีได้ทำ ก็อีกเจ็ดปี

หนังแบบที่ผมทำมีที่ยืนในโลกน้อยลงเรื่อยๆ การล่มสลายของตลาดดีวีดีส่งผลต่อผมมาก เมื่อก่อนขายลิขสิทธิ์ดีวีดีขี้หมูขี้หมาก็ได้เงินมาทำหนังเรื่องใหม่ได้แล้ว พอตลาดนี้ล่มสลาย เงินก็หายาก คนดูเปลี่ยนไปดูหนังที่เร็วขึ้น ชัดเจนขึ้น เราอาจจะค่อยๆ หลุดจากโลกนั้นแล้ว ถ้ารู้อย่างนั้นก็หาทางออกใหม่ ผมพบว่า เราเป็นคนชอบเล่าเรื่อง เล่าได้ค่อนข้างดี ถ้ายังหาเงินทำหนังไม่ได้ ผมก็เล่าแบบนี้ได้นี่หว่า (หยิบไอแพดขึ้นมาเปิด)

เป็นเอก รัตนเรือง ในวัย 58 ปี กับชีวิตใหม่ที่เชียงใหม่ อยู่บ้าน ปลูกต้นไม้ เล่าเรื่องผ่านภาพวาดและภาพพิมพ์
เป็นเอก รัตนเรือง ในวัย 58 ปี กับชีวิตใหม่ที่เชียงใหม่ อยู่บ้าน ปลูกต้นไม้ เล่าเรื่องผ่านภาพวาดและภาพพิมพ์

วาดเป็นภาพ

ผมเล่าเป็นกราฟิกโนเวล (นิยายภาพ) ก็ได้นะ ไม่ต้องประนีประนอม ทำหนังต้องรอให้คนอื่นมาไฟเขียวโปรเจกต์เรา แต่อันนี้เราไฟเขียวได้เอง มีไอแพดอันเดียว แล้วก็มีเวลาว่าง ทำได้เลย พอเริ่มวาดทักษะเราก็พัฒนาทีละนิด หวังว่าหนังสือเล่มนี้จะเสร็จภายในปีนี้ ต้องไปหาคนพิมพ์ให้

เนื้อหาเหมือนหนังเรื่องใหม่ของคุณ

เหมือนครับ เป็นซีนในหนัง ผมวาดจากบทหนัง เป็นเรื่องของทหารสองคนที่ถูกทิ้งอยู่ชายแดน คนหนึ่งจบสถาปัตย์มาจากบอสตัน อีกคนเป็นเด็กแว้นถูกทิ้งให้อยู่ด้วยกัน จนกลายเป็นเพื่อนกัน แล้วก็ไปเจอผู้หญิงชาวบ้าน จนสนิทกันสามคน คล้ายๆ รักสามเส้า มีหักหลังกัน

ที่เหลือทหารสองคนในพื้นที่ตรงนั้นเพราะทหารอีกสี่สิบแปดคนโดนเกณฑ์เข้ากรุงเทพฯ มาปราบม็อบ ทหารยึดอำนาจแล้วปิดโซเชียลมีเดีย ให้ฟังจากสถานีกูอย่างเดียว คนก็ออกมาแบบมืดฟ้ามัวดิน เป็นม็อบที่ปราบเท่าไหร่ก็ไม่หมด แต่ไม่ได้สนใจประชาธิปไตยอะไรนะ แค่จะเอาเฟซบุ๊กกูคืนมา หนังพูดถึงรัฐประหารว่าทำไมประเทศนี้ถึงทนกับการมีรัฐประหารได้เรื่อยๆ โดยไม่มีใครว่าอะไร ตอนจบของหนังก็แสบ แต่เล่าไม่ได้เดี๋ยวติดคุก (หัวเราะ)

ที่หาเงินมาทำยากเพราะนายทุนติดเรื่องเนื้อหา

มันเป็นหนังที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน เนื้อหาก็มีปัญหา รูปฟอร์มของหนังก็ประหลาด มันเป็นหนังไฮบริด เป็นหนังใบ้แบบชาลี แชปลิน ครึ่งเรื่อง เป็นหนังพูดครึ่งเรื่อง แต่เราจะได้ยินเสียงพูดเฉพาะผู้นำ ประชาชนพูดจะไม่ได้ยินเสียง คงได้ทำง่ายๆ หรอก (หัวเราะ) ไม่เป็นไรครับ ทางเรารอได้

ตอนเขียนบทเสร็จใหม่ๆ มีความสะพรึงว่า ถ้าไม่รีบทำ เดี๋ยวมีเลือกตั้งมันจะสายเกินไปหรือเปล่า แต่ตอนนี้เชื่อมั่นว่าไม่สายเกินไปครับ มันมีมาเรื่อยๆ กูรอรอบหน้าก็ได้ มั่นใจครับ (หัวเราะ)

เป็นเอก รัตนเรือง ในวัย 58 ปี กับชีวิตใหม่ที่เชียงใหม่ อยู่บ้าน ปลูกต้นไม้ เล่าเรื่องผ่านภาพวาดและภาพพิมพ์

อะไรทำให้คุณอยากเล่ามันผ่านกราฟิกโนเวล

คุณต้องไปดูคอลเลกชันกราฟิกโนเวลของผม ผมไม่สะสมอะไรเลยนอกจากกราฟิกโนเวล ผมชอบตรงที่มันเหมือนหนัง เป็นสตอรี่บอร์ด อย่างที่สอง มันเล่าเรื่อง อย่างที่สาม มันมีความงามของมัน ผมมีคอลเลกชันที่ดีมาก แบบแปลกๆ มันทำรูปแบบนี้ได้ด้วยเหรอวะ ในช่วงสิบกว่าปีนี้เวลาผมเดินทางไปต่างประเทศ ผมจะซื้อเก็บมาเรื่อยๆ บางทีก็เป็นภาษาโปแลนด์ อ่านไม่ออกนะ แต่หนังสือมันสวย อาร์ตมันสวย ผมก็เก็บไว้เป็นแรงบันดาลใจ มีอยู่สักห้าหกสิบเล่ม บริจาคไปแล้วก็เยอะ มันเป็นเมล็ดพันธุ์ที่อยู่ในตัว วาดแล้วก็เอาไปทำภาพพิมพ์ได้ด้วย

นอกจากหนังสือแล้ว เราจะได้เห็นงานชุดนี้ในรูปแบบภาพพิมพ์ด้วย

ใช่ ผมกำลังหัดทำภาพพิมพ์ อาจารย์สอนภาพพิมพ์ผมชื่อ กิติก้อง (กิติก้อง ติลกวัฒโนทัย) เขาบอกว่า พี่เป็นคนทำหนัง ลองทำภาพพิมพ์แบบเล่าเป็นหนังดู เขายังไม่เคยเห็นใครทำภาพพิมพ์เล่าแบบหนังนะ ผมก็ลองวาด แต่เนื่องจากความสามารถในการวาดรูปของเรามีจำกัด เลยไม่วาดเรียลลิสติก เอาแต่มู้ด หนังเราน่าจะมู้ดประมาณนี้

ทำไมถึงอยากเรียนทำภาพพิมพ์

เป็นรักแรกของผม ตอนเรียนเมืองนอกผมลงเรียนซิลค์สกรีนกับภาพพิมพ์ ผมเป็นคนชอบกระดาษ เวลาไปต่างประเทศต้องไปร้านกระดาษ เวลาดรออิ้งเราใช้ปากกา ใช้สีชอล์กวาดบนกระดาษ แต่ภาพพิมพ์คุณวาดบนแผ่นเหล็กแล้วกัดกรด กระดาษเลยเป็นร่างทรง แล้วมันก็มีพิธีกรรมของมันเหมือนการทำหนัง ไม่ใช่กระชากๆ บนกระดาษแล้วเสร็จ มันมีวัฒนธรรมของมันที่เขาทำกัน รอยบุ๋มของขอบเมื่อพิมพ์เสร็จแล้ว หรือส่วนใหญ่จะพิมพ์ได้ 30 Editions เพราะเพลตจะเริ่มไม่ดีแล้ว เป็นกระบวนการที่คนใจร้อนทำไม่ได้ ชอบอ่านเร็วๆ เสพเร็วๆ ทำไม่ได้ มันต้องล่อกันไปทีละเลเยอร์ มันมีเสน่ห์หลายๆ อย่างสำหรับเรา

คุณเรียนแบบไหน

ผมไปเรียนกับอาจารย์กิติก้องที่สตูดิโอของเขา C.A.P เขาก็ไม่คิดเงินเพราะไม่เคยมีใครมาขอเรียน มีแต่ศิลปินมาทำงาน หรือไม่คนที่ทำไม่เป็นก็อยากมาซัดเลย ทำงานเลย ให้เด็กในสตูฯ ผลิตให้ แต่ผมอยากรู้ทุกขั้นตอน ผมไปอยู่ที่นั่นอาทิตย์หนึ่ง ทำตั้งแต่ขัดเพลตด้วยกระดาษทรายจนเนียน ทาวานิช กัดกรด ทำงานเสร็จสองสามชิ้น

การเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ในวัยเกือบหกสิบเป็นยังไงบ้าง

ตื่นเต้นดีครับ มันดีตรงคุณแสดงความเก่งกับเขาไม่ได้เลย ต้องฟังเขาอย่างเดียว น้องคนที่มาช่วยทำบางเทคนิคให้อายุยี่สิบกว่า เป็นลูกเราได้เลย แต่เราก็ต้อง คร้าบ คร้าบ เถียงมันไม่ได้เลย เหมือนเราได้เป็นเด็กอีกครั้ง ตื่นเต้น ผมนี่วาดรูปไม่หยุดเลย ตั้งแต่เช้ายันค่ำ

เป็นเอก รัตนเรือง ในวัย 58 ปี กับชีวิตใหม่ที่เชียงใหม่ อยู่บ้าน ปลูกต้นไม้ เล่าเรื่องผ่านภาพวาดและภาพพิมพ์

ยุคนี้มีผู้กำกับเกิดใหม่ตลอดเวลา คุณกลัวจะตกยุค คนดูไม่เอางานเราแล้วไหม

(คิดนาน) ไม่เรียกว่ากลัว ถ้าเป็นความกลัว เราต้องทำอะไรบางอย่าง แต่นี่เราไม่ทำอะไรเลย ถ้าตกยุคก็ตกไป เพราะเป็นไปไม่ได้เลยที่คุณจะรั้งมันเอาไว้ ถ้าคุณไม่ตกวันนี้อาทิตย์หน้าก็ตก ไม่ก็เดือนหน้า ไม่ก็ปีหน้า

คนทำงานสร้างสรรค์ต้องทำจากความสนใจของเราจริงๆ ถ้าผมไม่สนใจเคป๊อป สมมติเฉยๆ เคป๊อปก็ดีของมันนะ แค่ผมไม่มีความสนใจ แล้วถ้าโลกนี้เคป๊อปหนักขึ้นจนไม่เหลือพื้นที่อื่น ผมก็ต้องตกไป

มีคนจะทำให้ผมทำซีรีส์เน็ตฟลิกซ์ แต่ผมบอกว่า ผมทำไม่ได้ บ้านผมไม่มีทีวีมาสิบปีแล้ว ผมไม่เคยดูทีวี ไม่เคยดูอะไรในมือถือนอกจากบอล จะทำซีรีส์ได้ไง

ซีรีส์ดังๆ ที่คนพูดถึงกันทั้งบ้านทั้งเมือง คุณไม่อยากดูบ้างเหรอ

ผมก็พยายามดู แต่ดูได้ไม่เกินสิบนาที ทนไม่ได้ เพราะพูดกันเยอะเกิน มันเป็นสื่อที่ดำเนินเรื่องด้วยการพูด มีแต่เนื้อหา ดำเนินเรื่องเร็ว ตัดต่อเร็ว เราไม่ใช่คนสปีดนั้น ผมชอบถ่ายลมพัด ถุงพลาสติกลอย เขาอยากให้เสนอสองซีซั่นเลย ถ้าซีซั่นแรกฮิตจะได้มีต่อทันที สมมติซีซั่นละหกตอน คือสิบสองตอน เท่ากับผมเขียนบทหนังสิบสองเรื่อง เรื่องหนึ่งผมเขียนสองปี หมดนี่ก็ยี่สิบสี่ปีกว่าจะเสร็จ แล้วจะได้ทำเมื่อไหร่

อีกอย่างเขาบอกว่า ตอนแรกของซีซั่นแรกต้องเปรี้ยงเลย ไม่งั้นที่เหลือทิ้งนะ แล้วสิบห้านาทีแรกของตอนแรก ซีซั่นแรก ก็ต้องฮิตเลย ถ้าเกินสิบห้านาทีคนจะไม่ดูแล้ว ผมแม่งเก็บของเลย โอเค เชิญตามสบายเลยครับโลกนั้น เอากันให้สนุกเลยครับ ขับเคี่ยวกันเข้าไป สิบห้านาทีแรกต้องควักกระเจี๊ยวออกมาโชว์กันเลย (หัวเราะ) ผมไปอยู่กับโลกนั้นไม่ได้จริงๆ ไม่ได้ดูถูกอะไรทั้งสิ้นนะ แต่มันไม่ได้อยู่ในความสามารถของผม ไม่ได้ถ่อมตัวด้วย

หนังโฆษณาไม่หนักกว่านี้เหรอ

ทำโฆษณาตอนหลังก็แย่ ลูกค้าบอกว่า หกวินาทีแรกคนจะกดข้าม ทำยังไงให้ไม่กดข้าม ให้กูทำไงวะ มันไปถึงจุดนั้นกันแล้ว หกวิแรกถ่ายกระเจี๊ยวเลยไหมฮะ ช็อตแรกถ่ายคนชักว่าวเลย รับรองคนไม่กดข้าม (หัวเราะ) แต่ปัญหาคือ เรื่องนี้คุณถ่ายคนชักว่าวไปแล้ว คนแม่งตื่นเต้นแล้ว เรื่องต่อไปทำไงล่ะ มันจะไปจบตรงไหน การกระชากหัวคนดูขึ้นมาแล้วจิกไว้มันเป็นทัศนคติของโลกยุคใหม่ ถ้าผมจะตกยุคผมก็ยินดีฮะ ผมไปปั้นเซรามิกดีกว่า แต่อย่าเข้าใจผิด ผมไม่ได้เปรียบเทียบว่าแบบหนึ่งดีกว่าอีกแบบหนึ่งนะ ด้วยความสัตย์จริง

เกิดอะไรขึ้นกับคนดูยุคนี้ ทำไมถึงสมาธิสั้นขนาดนั้น

ชีวิตทุกด้านเป็นแบบนั้น ไม่ใช่แค่เรื่องหนังนะ ทุกอย่างมันอัปเลเวล อัปสปีด ทั้งโลก เราโดนทุกคนดันให้ไปเร็วๆ โซเชียลเน็ตเวิร์กมีส่วนเยอะมาก ในแต่ละชั่วโมงมีคอนเทนต์เยอะมาก จะมาอ่านอะไรยาวๆ ดูอะไรยาวๆ ไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นกันหมดนะ คนบางกลุ่มก็ยังต้องการอะไรน้อยๆ ช้าๆ ที่เชียงใหม่มีเยอะเลย ไม่จำเป็นต้องตามเทรนด์

ทำไมเราต้องตามเทรนด์

ตามได้ถ้าเราสนใจ แต่เราควรตามความสนใจเรามากกว่า การตามเทรนด์มันเป็นเทรนด์ เพราะกลัวตกเทรนด์ การตามเทรนด์แบบบ้าคลั่งเกิดจากเหตุผลที่ง่ายมาก เพราะเราไม่รู้จักตัวเราว่าเป็นใคร ชอบอะไร เราถึงต้องตามเทรนด์ ถ้าคุณรู้ว่าชอบอะไร เป็นคนประมาณไหน คุณก็เลือกทำเฉพาะสิ่งที่คุณชอบถ้าเป็นไปได้ คบคนที่คุณชอบ หลีกเลี่ยงสิ่งที่คุณไม่ชอบ

เป็นเอก รัตนเรือง ในวัย 58 ปี กับชีวิตใหม่ที่เชียงใหม่ อยู่บ้าน ปลูกต้นไม้ เล่าเรื่องผ่านภาพวาดและภาพพิมพ์
เป็นเอก รัตนเรือง ในวัย 58 ปี กับชีวิตใหม่ที่เชียงใหม่ อยู่บ้าน ปลูกต้นไม้ เล่าเรื่องผ่านภาพวาดและภาพพิมพ์

ในโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูลและคำแนะนำ เรารู้จักตัวเองมากขึ้นหรือเปล่า

ไม่ครับ มันทำให้เรารู้จักตัวเองน้อยลงมาก การรู้จักตัวเองไม่ได้อาศัยข้อมูลนะ มันต้องการการอยู่กับตัวเอง ต้องการการเดินทางกลับเข้าไปข้างใน ถ้าคุณอยู่กับผองเพื่อน อยู่กับการงานตลอดเวลา คุณจะเอาเวลาที่ไหนเดินทางกลับเข้าไป การรู้จักตัวเองมันดีมาก ทำให้เรามีความมั่นคง ไม่ว่าใครจะว่าเรายังไง เราจะไม่ค่อยสะทกสะท้าน

เวลาผมอยู่ท่ามกลางวงสนทนาแล้วพูดว่า ตั้งแต่ผมแก่ คนจะชอบบอกว่า พี่ยังไม่แก่ ยังดูวัยรุ่นอยู่เลย เฮ้ย กูไม่มีปัญหากับความแก่ของกูเว้ย มึงจะมีปัญหาอะไรกับความแก่ของกูวะ (หัวเราะ) กูรอวันนี้มาตั้งนาน วันที่จะแก่ได้ขนาดนี้ วันที่จะบอกทุกคนได้ว่า อันนี้ขอไม่ทำได้ไหมฮะ (เสียงจริงจัง) เมื่อก่อนไม่กล้านะ คนชวนไปทำอะไร ถ้าไม่อยากทำก็จะบอกว่า พอดีไม่สะดวก ไม่อยู่ ไปต่างประเทศ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ต้อง ไม่สะดวกครับ เขาก็จะถามว่า พี่ไม่ว่างเหรอ เราก็ ว่างครับ แค่ไม่สะดวกเฉยๆ (หัวเราะ) ความแก่มันดีจะตาย เกรงใจสังคมแค่ประมาณหนึ่ง ถ้าใครจะไม่ชอบเราเพราะสิ่งนี้ เราก็ไม่ค่อยสะทกสะท้านเท่าเมื่อก่อน ทั้งหมดนี้มาจากการรู้จักตัวเอง

คุณรู้จักตัวเองจากอะไร

การทำหนัง แปดสิบเปอร์เซ็นต์ของสิ่งที่ผมเรียนรู้ในชีวิตจนกลายเป็นคนแบบนี้ เกิดจากการทำภาพยนตร์ อยากได้แดดก็ไม่ได้ อยากได้โลเคชันนี้ก็ไม่ได้ งั้นกูมีอะไรในมือ ก็ทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด ก็เหมือนชีวิตเราไม่มีทางได้ทุกอย่างที่ต้องการ อยากมีเงินมากกว่านี้ มีเวลามากกว่านี้ แต่ก็ไม่ได้

ธรรมชาติยิ่งใหญ่กว่าเราเยอะเลย ฤดูนี้มึงถ่ายแบบนี้ไม่ได้ แดดมันไม่มาทางนี้ คุณจะไปเปลี่ยนได้ไงล่ะ

เรื่องอารมณ์เสียนี่หายไปจากชีวิตเลย ไม่รู้จะอารมณ์เสียกับใครไปทำไม มีปัญหาก็สุมหัวกัน ไหนใครทำอะไรได้บ้าง ค่อยๆ แก้ การรู้จักเคารพคนอื่นก็เกิดจากการทำหนัง ผมมีทีมงาน นักแสดง โปรดิวเซอร์ คนดูที่ผมต้องให้ความเคารพ แทนที่ผมจะไปสั่งทีมว่าให้ทำแบบนี้ ผมให้ทุกแผนกอ่านบทแล้วปล่อยของมา เอาแบบเจ๋งๆ เลย แบบกูอ้าปากค้างเลย แล้วผมก็เป็นคนเลือกว่าจะเอาอะไรไม่เอาอะไร

การทำภาพยนตร์ไม่ว่าอะไรจะดูดีแค่ไหน ตอนจบก็ล้มหน้าฟาดได้ทุกครั้ง หรือระหว่างทางแม่งชิบหาย กูเอาไม่รอดแน่ แต่ออกมาดีว่ะ มีสิ่งที่อยู่ในการควบคุมของเราน้อยมาก พอรู้แบบนั้น คุณจะทำตัวมั่นใจตะโกนเสียงดังอยู่ได้ยังไง ในเมื่อคุณรู้ว่าทุกอย่างยิ่งใหญ่กว่าคุณหมดเลย

ผมเรียนรู้เรื่องการให้เกียรติคนอื่น การพูดอะไรตรงไปตรงมากแบบจริงใจ ผมต้องสื่อสารกับคนในกองถ่ายบางกองเป็นร้อยคน ผมจะมาเฟก ทำตัวดูดีมันไม่เวิร์ก แล้วก็เริ่มรู้ว่า การพูดจาแบบจริงใจมากๆ แม่งดีชิบหายเลย การบอกกับทุกคนในกองถ่ายว่า กูเก่งเป็นบางเรื่อง มีสิบเรื่อง กูรู้แค่สองเรื่อง ถ้าเป็นสองเรื่องนี้ฟังกู แต่ถ้าเป็นอีกแปดเรื่องอย่าฟังกู กูไม่รู้จริงๆ ช่วยกูด้วย ช่วยอุดรูรั่วให้กูด้วย เพราะรั่วแน่ๆ หลายคนตื่นเต้นแทบตายที่มาทำงานกับผม พอพูดแบบนี้ก็ปลดล็อกเลย ทุกคนจะรู้ว่า พี่เขาไม่มีเหี้ยอะไรเลยว่ะ เป็นผู้กำกับไม่เก่งบ้างก็ได้ ถ้ามึงบอกว่ามึงไม่เก่งแล้วคนจะเคารพมึง

เมื่อก่อนกล้าพูดไหมว่าไม่เก่งแปดเรื่อง

ไม่กล้า ตอนเด็กๆ ใครจะไปกล้าบอก กูต้องเก่งทุกเรื่องนะ มีสิบเรื่องกูเก่งสิบเอ็ดนะ อีกเรื่องหนึ่งกูยังไม่รู้ แต่กูเก่ง (หัวเราะ)

มีปัญหาในการสื่อสารกับทีมงานเด็กๆ ไหม

ไม่ค่อยมี โชคดีที่ผมอธิบายค่อนข้างชัด ถ้าไม่ชัดผมก็ยกตัวอย่าง ยกตัวอย่างไม่ชัดก็เอาหนังมาให้มันดู ถ้ายังไม่เก็ต ก็อย่าไปสนใจ เดี๋ยวไปถึงตรงนั้นมึงก็เข้าใจเอง ถ้าถึงตรงนั้นแล้วยังไม่เข้าใจ งานหน้ามึงก็ไม่ต้องทำกับกู (หัวเราะ)

เวลาผมไปสอนตามมหาวิทยาลัย เด็กก็เอ็นจอยบทสนทนากับผมดี แต่ผมไม่เอ็นจอยกับพวกมันตรงที่ชอบเล่นมือถือตอนเรียน

แล้วคุณทำไง

ผมเอากล่องมาให้วางมือถือก่อนเข้าห้องเรียน แต่ไม่ค่อยสำเร็จหรอกครับ มันมีเคสแบบนี้ด้วย จะคุยกันเรื่องโปรดักชันดีไซน์ ผมก็เอาเรื่องหนังเรื่อง Brazil ของเทอรี กิลเลียม ไปฉาย พอปิดไฟสักพัก เด็กแม่งเล่นมือถือ เราก็ตะโกน เฮ้ย หยุดเล่นมือถือ เขาบอกว่า ผมกูเกิลอยู่ว่าผู้กำกับคนนี้ทำเรื่องอะไรบ้าง ผมก็บอกว่า มึงดูหนังให้จบก่อน เดี๋ยวเราจะคุยกันเรื่องนี้ คุยถึงผลงานอื่นๆ ของผู้กำกับด้วย เขาก็บอกว่า ตอนนี้ผมรู้แล้ว ผมถามว่าดูหนังไปด้วยกูเกิลไปด้วยเหรอ เขาตอบว่า ใช่ ผมปิดหนังเลย ไหนเล่ามาสิว่า ซีนเมื่อกี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง (เว้นจังหวะ) แม่งเล่าได้หมดเลย (หัวเราะ) โอเค งั้นมึงเล่นมือถือไป แม่งได้เว้ย คือมัน Multitasking มาก สองอย่างพร้อมกันนี่ขี้ๆ เช็กอีเมลด้วยตีนอีกข้างยังได้

คนรุ่นคุณยังทำหนังอยู่ไหม

ยังทำนะ อายุห้าสิบกว่ายังไม่แก่ครับ ยิ่งคนทำอาชีพแบบนี้ด้วย อาจจะหน้าแก่ แต่สปิริตมันแก่ช้ากว่าอาชีพอื่น ผมไปเจอเพื่อนรุ่นเดียวกันที่ทำธุรกิจ เป็นข้าราชการ แม่งแก่ชิบหายเลย แต่งตัวแบบไม่มีเซนส์แฟชั่นสักนิด ตั้งแต่ The Beatles แตกวงไปมึงไม่แต่งตัวอีกแล้วเหรอ (หัวเราะ) อายุหกสิบก็ยังทำหนังได้อีกเป็นสิบปี ถ้าคุณยังรักษาตัวเองให้ฟิต คุณยังหนุ่มมากนะ

เป็นเอก รัตนเรือง ในวัย 58 ปี กับชีวิตใหม่ที่เชียงใหม่ อยู่บ้าน ปลูกต้นไม้ เล่าเรื่องผ่านภาพวาดและภาพพิมพ์

สิ่งที่คนอายุห้าสิบกว่าควรทำคืออะไร

ต้องส่งต่อความรู้ มีหลายรูปแบบนะ ไม่ใช่เรียกคนมานั่งสอน การทำหนังมีส่วนที่เป็นอาร์ตยี่สิบสามสิบเปอร์เซ็นต์ อีกเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์เป็นคราฟต์ ส่วนที่เป็นคราฟต์ต้องถูกส่งต่อ เพราะเราก็ได้รับส่วนนั้นมาจากคนรุ่นก่อน เขาอาจจะไม่ได้มานั่งสอนเรา เราอาจจะดูจากหนังเขา อ๋อ เวลาถ่ายคนคุยกันต้องถ่ายอย่างงี้ว่ะ พอตัดออกมาถึงเหมือนคนคุยกัน ของกูถ่ายมาทีไรแม่งมองไปคนละทางทุกที

อีกอย่างที่ผมพยายามส่งต่อให้คนที่เข้ามาพัวพันในชีวิต คือทัศนคติกับรสนิยม รสนิยมโคตรสำคัญเลย กูจะเลือกเสนอยังไง ให้คนดูอะไร ไม่ให้ดูอะไร รสนิยมมีส่วนมาก ทัศนคติก็ มึงหยุดบ่นได้แล้ว มึงไม่ได้สิ่งที่มึงอยากได้ไม่เป็นไร ไม่มีใครได้สิ่งนั้น สปีลเบิร์กก็ไม่ได้ อะไรที่อยู่ตรงหน้าทำไปเลย

เด็กอยากฟังคนแก่สอนเหรอ

ผมไม่เห็นเด็กคนไหนไม่อยากฟังผมนะ แต่ทำไมเราอยากให้เด็กฟังเราวะ ตอนเราเป็นเด็ก เราก็ไม่ได้ฟังผู้ใหญ่ทุกคน เราเลือกฟังเฉพาะคนที่เราชอบ คนที่เราไม่ชอบก็ไม่ฟังทั้งที่พูดจามีสาระกว่าด้วย เวลาคุยกับใครผมเอาความไร้สาระเป็นที่ตั้ง ผมเป็นคนซีเรียสนะ สิ่งที่คิดในหัว การดำเนินชีวิต เวลาทำงานผมจริงจังชิบหาย แต่ผมไม่อยากดูเป็นคนแบบนั้น เด็กๆ นั่งกินข้าวอยู่ พอลงไปนั่งด้วยแล้ววงแตก ค่อยๆ เฟดไปทีละคน ผมไม่อยากเป็นแบบนั้น

คุณทำยังไง

ต้องมีความเป็นกันเองสูง อาจจะเป็นพรสวรรค์เหมือนกันนะ ถ้าคุณเป็นคนใจกว้าง ไม่ว่าคุณจะแก่ยังไง คุณก็โอเคว่ะ แล้วอย่าไปตัดสินอะไร ผมตัดสินอะไรน้อยมาก บางทีเผลอไปตัดสินก็จะรีบบอกตัวเองว่า มึงอย่าไปตัดสินแบบนั้น มันก็ช่วยนะ อาจเป็นเพราะได้เดินทางไปเห็นอะไรต่อมิอะไร ประเทศที่แย่กว่าเรามีตั้งเยอะ ประเทศที่เริ่ดกว่าเราก็มีตั้งเยอะ แล้วผมก็พยายามจะไม่ซีเรียสกับอะไรมาก

ชอบอะไรในชีวิตตัวเองตอนนี้ที่สุด

ผมมีอิสรภาพมากขึ้นในหลายๆ แง่ ผมทำงานมานาน แล้วไม่ได้ใช้เงินหมด มีเงินเก็บอยู่บ้าง ใช้จ่ายน้อยลงเยอะ ก็เลยได้อิสรภาพนั้นมา ตอนหนุ่มๆ ผมอาจจะมีฟอร์มมากกว่านี้ แต่พอมันโดนละลายไป อิสรภาพก็มากขึ้น สิ่งที่เอ็นจอยที่สุดตอนนี้คืออิสรภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมรักษามาตลอดชีวิตนะ ผมกลัวมันจะหายไปมาก ทุกอย่างที่ผมสละไปจากชีวิตก็เพื่อรักษาอิสรภาพ

ผมไม่มีบริษัท คนที่มีชื่อเสียงประมาณผม ส่วนมากต้องมีบริษัท ผมเคยมีอาทิตย์หนึ่ง แล้วก็เดินไปบอกพาร์ตเนอร์ผมว่า ปิดเหอะ ยังไม่ได้ทำงานอะไรสักชิ้นเลยนะ ยังไม่มีปัญหาอะไรเลย แต่เป็นสัปดาห์ที่ผมไม่มีความสุขเลย ตั้งแต่รู้ว่าตัวเองมีบริษัทความสุขในชีวิตผมก็หมดไป นอนไม่หลับ ผมไม่เคยนอนไม่หลับนะ

เจ้านาย (พงศ์ไพบูลย์ สิทธิคู) อยากให้หุ้นผม เพราะผมอยู่กับเขามานาน แล้วไม่เคยเรียกร้องอะไรเลย ผมก็ไม่เอา เพราะถ้ามีหุ้น ความรู้สึกรับผิดชอบจะมาทันที ถ้าสองเดือนข้างหน้าผมไม่อยากทำโฆษณา แต่อยากแปลหนังสือ อยากไปอินเดีย ถ้าผมมีหุ้นก็ทำไม่ได้สิ

ผมไม่ได้แต่งงาน ไม่มีลูก ก็เกิดจากการที่ผมหวงแหนอิสรภาพ มาคิดดูตอนนี้ก็เวอร์เหมือนกัน ผมไม่ควรจะหวงขนาดนั้น ไม่อย่างนั้นผมอาจจะมั่นคงกว่านี้ในหลายๆ ทาง แต่เลือกแล้วก็ต้องยอมรับผลของมัน มันก็ไม่ได้แย่นะ

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

จูดี้-จุรีพร ไทยดำรงค์ เป็นครีเอทีฟโฆษณาที่ประสบความสำเร็จระดับโลก มาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา

5 ปีก่อน ผมได้ข่าวว่าเธอไปซื้อที่ดิน 300 ไร่ ที่อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อพลิกฟื้นให้กลับคืนเป็นป่า

ปลายปีที่แล้ว ผมได้ข่าวเพิ่มเติมว่า เธอตัดสินใจย้ายแมวพเนจรที่เธอดูแลอยู่ 64 ตัว ไปอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ (แบบมีรั้วรอบขอบชิด) ในพื้นที่ของเธอที่เรียกว่า ‘Mae Wang Sanctuary’ แถมยังเปิดบ้านต้นไม้กลางสวนแมวเป็นที่พักแบบ Airbnb ชื่อ ‘Suan Meow Mae Wang

ครั้งนั้นผมเดินทางไปเยี่ยมเธอเพื่อเขียนเรื่องสวนแมวลงในคอลัมน์ Have a Nice Stay และสัมภาษณ์ถึงจุดเปลี่ยนครั้งต่าง ๆ ในชีวิตการทำโฆษณา ลงในพอดแคสต์รายการ Coming of Age

แล้วผมก็ตั้งใจชวนเธอคุยเรื่องชีวิตปัจจุบัน กับการตัดสินใจมาใช้ชีวิตส่วนใหญ่ท่ามกลางธรรมชาติที่แม่วาง เราคุยกันไม่จบ เลยขอนัดสัมภาษณ์อีกรอบที่บ้านของเธอย่านอโศก ในวันที่เธอมีนัดเลี้ยงรวมรุ่นอดีตพนักงานของ JEH United

ผมอยากทำความรู้จักเธอผ่านบ้าน 3 หลัง ในชีวิต 3 ช่วง ซึ่งเป็นอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

ประตูบ้านเปิดแล้ว ขอเชิญเดินเข้ามาด้านใน

บ้านหลังที่หนึ่ง

บ้านยุค 60 บนพื้นที่ไร่ครึ่ง มีสระว่ายน้ำ สนามหญ้า และต้นไม้ใหญ่ในย่านอโศก

สถานะล่าสุดของบ้านหลังนี้คือ บาร์ที่ให้ความรู้สึกเหมือนไปสังสรรค์บ้านเพื่อนที่ชื่อ ‘House 20 Cat and Home Studio Bar’ เปิดเดือนละครั้ง โดยมีลูกเล่นเป็นการออกแบบเครื่องดื่มล้อกับผลงานโฆษณาชิ้นดังของเจ้าบ้าน นอกเหนือจากค่ำคืนพิเศษ ที่นี่คือโฮมสตูดิโอที่เปิดให้คนมาเช่าถ่ายงาน อย่างมิวสิกวิดีโอเพลง รักรักรักรักรักรักรัก ของ D Gerrard

อีกฝั่งของสนามหญ้า เป็นห้องเล็ก ๆ 2 – 3 ห้องใช้ดูแลแมวจรจัดที่ป่วย ส่วนบ้านหลังเล็กริมสระน้ำ คือบ้านของจูดี้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่ตอนนี้เธอใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่เชียงใหม่ กลับมาพักที่นี่ประมาณเดือนละสัปดาห์

ย้อนกลับไปปี 2010 ที่นี่เคยเป็นออฟฟิศสุดท้ายของเอเจนซี่ JEH United ที่เธอเป็นเจ้าของ ก่อนจะรวมตัวกับ Nude Communication ของ ต่อ สันติศิริ เป็น nudeJEH ในปีเดียวกัน แล้วย้ายไปใช้สำนักงานย่านพระรามสี่ พอปี 2015 ก็มีการรวมตัวทางธุรกิจอีกรอบเป็น GREYnJ UNITED

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว
จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

Chief Creative Officer และ Chairwoman ของ GREYnJ UNITED เล่าว่าเธอเจอบ้านหลังนี้ครั้งแรกเมื่อปี 2001 ครั้งนั้นเป็นออฟฟิศของ Finito โปรดักชันเฮาส์งานตัดต่อหนัง ซึ่งมีเจ้าของเป็นชาวออสเตรเลีย เธอหลงรักตัวบ้านที่ดูอบอุ่น ต้นไม้ใหญ่ และพื้นที่ที่มีทั้งสนามหญ้าและสระว่ายน้ำ จนเวลาผ่านไป 10 ปี บ้านหลังนี้ก็ว่างลง เพราะ Uppercut โปรดักชันเฮ้าส์หนังของ อู๊ด-ชูพงษ์ รัตนบัณฑูร ผู้เช่ารายล่าสุดขอย้ายออก เนื่องจากทนความวุ่นวายจากการก่อสร้างคอนโดสูงลิ่วที่อยู่ติดกันไม่ไหว เธอจึงขอเช่าต่อซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คอนโดสร้างเสร็จพอดี

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

“ตรงนี้เคยเป็นห้องนิวมีเดีย” เจ้าบ้านชี้ให้ดูมุมหนึ่งบริเวณชั้นล่างของบ้าน มันคือแผนกใหม่ที่เธอลองตั้งขึ้นมาเพื่อทำงานสนุก ๆ ตั้งแต่ยังไม่มีคำว่า Brand Experience ยุคนั้นเลยเกิดงานใหม่ ๆ ขึ้นที่บ้านหลังนี้มากมาย เช่น การเอาน้ำออกจากสระแล้วใช้เป็นพื้นที่จัดการแสดง รวมไปถึงการทำ Digital Mapping ใส่ตัวบ้าน ซึ่งเป็นลูกเล่นที่ใหม่มากในยุคนั้น

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

ตอนที่บ้านหลังนี้เป็นออฟฟิศ จูดี้ไม่ได้พักที่นี่ เมื่อออฟฟิศย้ายออกไปจึงไม่มีเหตุผลอะไรให้เช่าที่นี่ต่อ

“พี่เป็นคนประหลาด ทำอะไรไม่ค่อยถามใคร ไม่งั้นคงไม่ได้ทำ ชอบคิดเอง ทำเอง เราคิดว่าพื้นที่มันดี กว้างขวาง มีต้นไม้ใหญ่ มีสระว่ายน้ำ สนามหญ้า อยู่กลางเมือง แต่ไม่ได้ยินเสียงจากถนน ที่แบบนี้หายากนะ ก็เลยเช่าต่อไปก่อน ยังไม่รู้จะทำอะไรเหมือนกัน แต่มันเป็นรักแรกพบของเราเมื่อ 21 ปีที่แล้ว” ความประหลาดที่เธอว่าก็คือ เธอเช่าบ้านทิ้งไว้เฉย ๆ 1 ปี โดยมียาม 1 คน กับหมาที่เธอเก็บมาเลี้ยง 1 ตัวเฝ้าบ้านให้

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว
จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

จากนั้นเธอก็ย้ายเข้ามาอยู่ พร้อมกับเริ่มเก็บแมวพเนจรแถวนี้มาทำหมันแล้วเอามาเลี้ยงในบ้าน นับรวม ๆ ได้ 80 กว่าตัว จนทุกห้องในบ้านกลายเป็นที่อยู่ของแมว ซึ่งเป็นความสุขก้อนใหญ่ของชีวิตของเธอในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

ทำงานที่บ้าน

ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา โลกดิจิทัลทำให้วงการโฆษณาเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

“งานโฆษณาเริ่มเป็นดิจิทัล เป็นออนไลน์ มันคิดคนละแบบกับโฆษณายุคก่อน แต่ไอเดียที่ดีก็ยังเป็นไอเดียที่ดีนะ เพียงแต่อายุงานมันสั้นลงเรื่อย ๆ เมื่อก่อนหนังโฆษณาเรื่องนึงออนแอร์ไม่ต่ำกว่า 3 เดือน บางเรื่องฉายอยู่ 5 ปี เดี๋ยวนี้เราคิดหัวแทบแตกออนแอร์ไม่ถึงวันคนลืมหมดแล้ว ลูกค้าให้ความสำคัญกับโปรดักชันน้อยลง เมื่ออายุสั้นก็ไม่ต้องลงทุนมาก เน้นถ่ายง่าย ๆ แต่ไปเพิ่มจำนวนชิ้นงานแทน งานก็เลยเยอะขึ้นหลายเท่าตัว งานโฆษณาก็เลยเป็นงานที่หนักและเหนื่อยมาก” คนโฆษณารุ่นใหญ่สรุปภาพรวมของวงการ

เมื่อโฆษณาปรับตัว เธอก็ต้องปรับตัว

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว
จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

“เราก็อายุมากขึ้น เราอยู่คาบเกี่ยวระหว่างยุคแอนาล็อกกับดิจิทัลก็จริง แต่เราก็ไม่ได้ทำดิจิทัลเก่งเท่าน้อง ๆ เราเลยลดบทบาทของตัวเองลง ไม่ลงรายละเอียดแล้ว ให้คนหนุ่ม ๆ สาว ๆ ทำไป ส่วนเราก็ไปเน้นเรื่องการมองภาพแบรนด์ในระยะยาว ไอเดียในระยะยาว วิเคราะห์สถานการณ์ ตีโจทย์ ไปเน้นงานวางกลยุทธ์มากขึ้น”

เจ๊จูดี้ของน้อง ๆ ยังคงตรวจงานครีเอทีฟกับทีม แต่เธอเลือกให้น้อง ๆ มานั่งคุยงานกันที่ม้าหินหน้าบ้าน แทนที่เธอจะเข้าออฟฟิศ “ไปออฟฟิศไม่ค่อยได้งาน ประชุมตลอด ถ้าอยากได้งานต้องมาอยู่ที่เงียบ ๆ จะคิดงานได้เร็ว พี่คุยงานกับน้อง ๆ ที่โต๊ะนี้แทบทุกวันมา 4 – 5 ปี งานเคพลัสก็คุยกันที่โต๊ะนี้” เธอหมายถึงหนังโฆษณาเรื่อง Friendshit ที่กวาดรางวัลกรังปรีซ์จากเวทีประกวดโฆษณามาทั่วโลก

บ้านหลังที่สอง

บ้านไม้เรียบง่าย 2 ชั้น ริมบ่อปลา

“พี่อยากหาบ้านที่จะไปอยู่ตอนเกษียณ” จูดี้เปิดบทสนทนาที่โต๊ะรับแขกบนชานบ้านไม้หลังน้อยกลางสวนส้มที่อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ “พี่เริ่มคิดตั้งแต่ตอนอายุ 50 ร่างกายเริ่มไม่ไหว ช่วง 52 นี่เห็นชัดเจน นอนไม่หลับ ถ้าทำงานหามรุ่งหามค่ำอดนอนก็จะพูดจาไม่รู้เรื่องแล้ว เลยเริ่มคิดว่า ถ้าไม่ทำโฆษณาจะทำอะไรดี”

ทีแรกเธออยากไปซื้อบ้านอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติที่ต่างประเทศ พอลองหาข้อมูลทั้งฮาวาย ฝรั่งเศส และอีกหลายประเทศ ก็พบว่า ราคาถูกกว่าอยู่กลางเมืองเชียงใหม่เสียอีก แต่การไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ต่างประเทศในวัย 50 กว่า ๆ ดูจะเป็นเรื่องใหญ่เกินไป แล้วก็ไม่รู้ว่าจะจัดการแมว 80 กว่าตัวยังไง ก็เลยเลือกซื้อที่ในเมืองไทยเพื่อปลูกต้นไม้ ลองทำการเกษตรตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งครั้งหนึ่งเธอเคยทำหนังโฆษณาเรื่องนี้ เลยได้ศึกษาอย่างจริงจังจนติดอกติดใจ แต่ไม่มีโอกาสได้ลองทำสักที

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว
จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

“ส่วนใหญ่เราจะเห็นคุณค่าของธรรมชาติตอนอายุมากขึ้น พอได้อยู่ใกล้ต้นไม้ ในที่อากาศดี ๆ เราจะรู้สึกสบายตัว สบายใจ พออายุมากขึ้น ผ่านอุปสรรคปัญหามาเยอะ ๆ แล้วได้กลับไปอยู่กับธรรมชาติ มันเหมือนได้รางวัล” เพื่อนร่วมวงการของเธอหลายคนก็คิดและทำไม่ต่างกันไม่ว่าจะเป็น ต่อ-ธนญชัย ศรศรีวิชัย, ไก่-ธีรศักดิ์ ธนพัฒนากุล, ตุ้ย-เสกสรรค์ อุ่นจิตติ หรือ จอนนอนไร่ ครีเอทีฟต่างชาติก็ไม่ต่างกัน เพื่อนของเธอที่ Wieden+Kennedy ก็ไปซื้อที่ในสหรัฐฯ ทำฟาร์ม เลี้ยงม้า เลี้ยงสัตว์ มาเซโล เซอร์ปา (Marcello Serpa) เทพโฆษณาจากบราซิลก็ไปอยู่ฮาวาย หรือเซอร์ จอห์น เฮกาตี้ (Sir John Hegarty) ครีเอทีฟระดับตำนานของอังกฤษก็ไปทำไร่องุ่น ทำไวน์ไว้กินเอง

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

สุดท้ายจูดี้ก็ตกลงปลงใจซื้อที่ดินสวนส้มที่อำเภอแม่วางพื้นที่ 57 ไร่ เพื่อใช้เป็นที่มั่น แต่เธอดันไปเห็นพื้นที่ผืนข้าง ๆ ที่เป็นป่าเบญจพรรณเสื่อมโทรมแห้งแล้ง เพราะมีการเบี่ยงน้ำเพื่อทำการเกษตร เธอก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงเห็นภาพสัตว์ป่าวิ่งกรูกันหนีตายจากไฟป่าโผล่ขึ้นมาในหัวครั้งแล้วครั้งเล่า ทำงานก็เห็น จะนอนก็เห็น ต่อ ธนญชัย บอกว่า มันคงเป็นสัญญาณให้เธอซื้อที่ตรงนี้เพื่อพลิกฟื้นให้มันกลับมาเป็นป่า

“มาทางนี้มีแต่ได้ ไม่มีเสีย” ต่อแนะนำ ตอกย้ำด้วยความเห็นชอบจาก อาจารย์จุลพร นันทพานิช สถาปนิกผู้ถนัดในการฟื้นป่า จูดี้ก็เลยเป็นเจ้าของโฉนดที่ดินปึกใหญ่ที่นับพื้นที่รวมกันได้ประมาณ 300 ไร่

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

ให้ธรรมชาติเยียวยาอย่างเงียบ ๆ

ตอนนี้จูดี้พักอยู่ในบ้านไม้ 2 ชั้นหลังเล็ก มีทุกอย่างเท่าที่จำเป็น ซึ่งเดิมเป็นของผู้ดูแลสวนส้ม เธอรีโนเวตมันเล็กน้อย จนเป็นบ้านที่ดูอบอุ่นน่าอยู่

การใช้ชีวิตในบ้านหลังนี้ช่วงแรกไฟฟ้ายังมาไม่ถึง ต้องใช้น้ำบาดาล สัญญาณอินเทอร์เน็ตกระท่อนกระแท่น และไม่มีน้ำอุ่น ต้องใช้วิธีอาบน้ำตอนเที่ยง จูดี้เริ่มต้นจากการติดโซลาร์เซลล์แบบจริงจัง ตามด้วยโซลาร์เทอร์มอลสำหรับทำน้ำร้อนไว้อาบ และล่าสุดติดอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจนทำงานออนไลน์ได้ไม่ต่างจากอยู่อโศก

“ตอนแรกก็อึดอัดเหมือนกัน เราเคยอยู่แบบสะดวกสบาย เดินจากบ้านไม่ถึงร้อยเมตรมีเซเว่น 3 สาขา แต่ที่นี่ขับรถไป 15 กิโลยังไม่เจอเซเว่นเลย” จูดี้หัวเราะ “ไปไหนมาไหนก็ต้องขับรถกระบะ ไม่สะดวกเลย แต่พออยู่ไปนาน ๆ ก็เริ่มชิน ในรัศมีหลาย ๆ กิโลรอบบ้าน ไม่มีบ้านใครเลย มีแต่ต้นไม้กับสัตว์ ตอนแรกหลอนมาก อยู่คนเดียวไม่ได้ ได้ยินเสียงอะไรนิดหน่อยก็กลัวไปหมด แต่พออยู่ไปนาน ๆ เหมือนได้อยู่กับตัวเองกลางธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ เริ่มสบายใจ ธรรมชาติเยียวยาเรา ความเงียบก็เยียวยา เสียงจิ้งหรีด เสียงกบเสียงเขียด เสียงนกฮูกก็เยียวยา”

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

สวนส้มแสนรัก

จูดี้ชวนเดินลงจากบ้าน ผ่านหลังบ้านแมว ไปดูสวนส้ม ตอนเธอมาดูที่รอบแรก ส้มเกือบ 3,000 ต้นอยู่ในสภาพใกล้ตาย แห้งเหี่ยวเพราะที่นี่แล้งอย่างรุนแรง เธอแก้ปัญหาด้วยการปลูกต้นไม้เพื่อช่วยกักเก็บน้ำ และเลิกใช้สารเคมีทั้งหมด เปลี่ยนไปปลูกส้มแบบอินทรีย์ ผลลัพธ์คือผลส้มเหลือขนาดเล็กจิ๋วเท่าลูกมะนาว แต่ 5 ปีผ่านไป ส้มก็ปรับสภาพได้และกลับมามีขนาดเท่าผ่ามือเหมือนเดิม

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

“ช่วงหน้าหนาวฝนตกเดือนละครั้งส้มก็ได้น้ำเท่านั้น เมื่อก่อนกลัวส้มตายต้องไปหาน้ำมารด แต่สุดท้ายก็พบว่าเขาอยู่ได้ ธรรมชาติจัดการตัวเองได้ ถ้าได้น้ำเขาจะเอาไปเลี้ยงใบ ถ้าฝนไม่ตกเขาจะเอาอาหารไปเลี้ยงลูก เดี๋ยวเดือนธันวาฯ มกราฯ กุมภาฯ ก็ได้กิน แต่เขาออกลูกไม่พร้อมกัน มันเป็นวิถีธรรมชาติ ถ้าจะให้ออกพร้อมกันมีขนาดเท่านั้นแบบอุตสาหกรรมต้องใช้เคมีจัดการ ซึ่งเราไม่ได้อยากเป็นแบบนั้น” ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกเล่าเรื่องส้มต่ออีกมากมายแบบคนทำจริงรู้จริง

“ลำไยนี่ก็ออร์แกนิกเหมือนกัน” จูดี้เด็ดลำไยสด ๆ จากต้นให้ชิม เธอบอกว่าเจ้าของเดิมปลูกผลไม้ติดสวนไว้หลายอย่าง ยังมีมะม่วง อะโวคาโด ขนุน เกาลัด มะนาวตาฮิติ ฯลฯ เจ้าของใหม่เลยได้อานิสงส์ไปด้วย

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

จูดี้เริ่มปลูกต้นไม้ป่าต้นแรกวันที่ 1 กรกฎาคม ปี 2017 ถึงตอนนี้เธอปลูกไปแล้ว 20,000 กว่าต้น 5 ปีผ่านไป จากที่ช่วงหน้าแล้งต้นไม้เคยใบเหลืองกรอบ ตอนนี้จะฤดูไหนใบไม้ก็ยังเขียว เธอบอกว่า ถ้าอยู่ที่นี่ งานหลักของเธอคือไปช่วยคนงานปลูกต้นไม้

“มันเป็นการทำสมาธิแบบนึง ก่อนจะหย่อนต้นกล้าลงหลุม เราจะพูดกับต้นไม้ พูดกับสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ขอให้เขาเจริญเติบโตแข็งแรงปลอดภัย แล้วหันหลังใบไปทางทิศใต้ แล้วค่อยเอาลงหลุม เพราะเมืองไทยแดดมาทางทิศใต้ ต้นไม้ส่วนใหญ่เลยหันหลังใบไปทางนั้น รากของเขาก็จะไปทางทิศใต้ ทำแบบนี้ต้นไม้จะโตเร็วขึ้น” จูดี้บอกเคล็ดลับที่อาจารย์จุลพรสอน

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

ความสุขจากการปลูกต้นไม้ของเธอคือ การได้เห็นชีวิตเติบโตแผ่กิ่งก้านสวยงาม เปลี่ยนพื้นที่ร้อนตับแลบให้ร่มเย็น พอได้ยืนใต้ร่มเงาของต้นไม้ที่ตัวเองปลูกก็รู้สึกภูมิใจ

การใช้ชีวิตแบบนี้ในวัยปลาย 50 สร้างความสงสัยให้เพื่อนพ้องหลายคน ทำไมเธอถึงไม่เอาเงินจำนวนนี้ไปซื้อบ้านหรูริมทะเลที่ภูเก็ต หรือใช้ชีวิตหรูหราฟู่ฟ่ากลางเมือง

“พี่นึกภาพตัวเองแบบนั้นไม่ออกเลย วัน ๆ จะทำอะไรวะ นั่งเล่นโทรศัพท์เหรอ เป็นง่อยกันพอดี” จูดี้หัวเราะแล้วเล่าเหตุผลที่เธอเลือกเดินทางนี้

“การมาใช้ชีวิตแบบนี้ อาจจะทำให้ตัวเองรู้สึกมีคุณค่ามั้ง เราได้เกิดมาเป็นคน ได้ทำประโยชน์ให้ชีวิตอื่น กับโลกใบนี้ เราเป็นลูกคนเล็ก เป็นลูกสาวคนเดียว เป็นคนอ่อนแอ เปราะบาง แต่ไปช่วยหมาแมวที่ลำบากกว่าเรา ทำให้รู้สึกว่า ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ นอกจากจะไม่ทำ พอทำแล้วรู้สึกว่าเราเข้มแข็ง ก็เลยปลูกต้นไม้มาเรื่อย ๆ ตราบใดที่ยังไม่ปวดขา ปวดหลัง ก็จะยังทำไปเรื่อย ๆ นะ”

บ้านหลังที่ 3

บ้านที่ออกแบบเป็นรังนก มองออกไปเห็นต้นไม้สุดสายตา

“ตอนนี้พี่ใช้เวลาอยู่ที่เชียงใหม่ประมาณ 3 ใน 4 แต่พี่ยังทำงานโฆษณาอยู่นะ” ประธานกรรมการเอเจนซี่โฆษณาระดับโลกหัวเราะ “งานของพี่คือการสร้างทีมให้แข็งแกร่ง ทำให้ GREYnJ มีจุดยืนที่มั่นคงในเน็ตเวิร์ก WPP ทำให้บริษัทแข่งขันในตลาดไทยและเอเชียได้ หน้าที่พี่คือเซตทีม เซตทุกอย่างของบริษัทให้แข็งแรง ซึ่งอยู่ตรงนี้ก็เงียบดี คิดอะไรได้ปลอดโปร่ง”

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

ด้วยความที่ต้องคิดงานสร้างสรรค์มาตลอด 30 ปี จูดี้จึงติดนิสัยที่ต้องเริ่มต้นคิดทุกอย่างจากคอนเซปต์ จะได้เห็นว่าภาพรวมคืออะไร การสร้างพื้นที่ผืนนี้ก็เช่นกัน เธอเรียกมันว่า ‘Mae Wang Project’ เป็นการสร้างพื้นที่ให้ ธรรมชาติ ต้นไม้ สัตว์ป่า สัตว์เลี้ยง และคน อยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต
ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

งานของเธอจึงมีทั้งปลูกป่า ปลูกพืชผักผลไม้ จนมีสัตว์ป่าหลายชนิดมาอยู่ในพื้นที่ เช่น หมาจิ้งจอก นกยูง ไก่ป่า กระต่ายป่า จากสัตว์ป่าก็มาสู่สัตว์เลี้ยง เมื่อกล้าไม้เติบใหญ่ ก็ได้เวลาของการนำสัตว์เข้ามาในพื้นที่เพื่อช่วยกินหญ้า เพราะการจ้างคนตัดหญ้าในพื้นที่ 300 ไร่มีต้นทุนที่สูงมาก แม่ชีจากสวนปันอิสรภาพที่ราชบุรีทำเรื่องไถ่ชีวิตโคกระบือและม้ามานานจนพื้นที่เต็ม และขาดแคลนหญ้าที่ปลอดภัยเพราะพื้นที่แถวนั้นส่วนใหญ่ใช้ยาฆ่าหญ้า เลยขอส่งควายและม้ามาเลี้ยงในพื้นที่นี้

นอกจากจะได้แรงงานช่วยกำจัดหญ้าแล้ว ก็ยังได้อึเอามาใช้เป็นปุ๋ยให้ส้มของเธอด้วย

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

ศาลาใบไม้ สวนแมว บ้านนก

จูดี้พาเดินต่อมาถึงเนินสักซึ่งเต็มไปด้วยต้นสักขนาดใหญ่ กลางเนินเป็นที่ตั้งของศาลาใบไม้ซึ่งเป็นอาคารไม้ไผ่โมเดิร์นที่สร้างเสร็จเป็นหลังแรก ออกแบบเลียนแบบรูปทรงของใบสัก โดยสถาปนิกผู้หลงรักงานไม้ไผ่ซึ่งอาศัยอยู่ที่เชียงใหม่ เป็นมุมมองที่มีต่องานไม้ไผ่ซึ่งแตกต่างจากนักออกแบบชาวไทย

อาคารหลังนี้มีเพดานสูง มุมหนึ่งของอาคารยกพื้นเป็น 2 ชั้นให้ขึ้นไปชมวิวได้ เป็นศาลาอเนกประสงค์ที่จูดี้เอาไว้ใช้เล่นโยคะ นั่งสมาธิ และอ่านหนังสือ

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต
ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

เจ้าของบ้านอธิบายต่อว่า ภายใต้ร่มใหญ่ Mae Wang Project มีหน่วยย่อยที่เรียกว่า Mae Wang Sanctuary เป็นงานที่เกี่ยวกับการใช้ชีวิตอยู่อาศัยในพื้นที่นี้ ประกอบไปด้วย ศาลาใบไม้ สวนแมว และบ้านนก

จูดี้พาเดินต่อมาอีกนิดก็ถึงพื้นที่ของบ้านนกที่กำลังก่อสร้าง ซึ่งอยู่ติดกับสวนแมว

บ้านนกคือบ้านของเธอ เป็นบ้านไม้ที่มีหลังคาเป็นรูปนก ข้างในเหมือนรังนก คนที่อยู่ข้างในก็เหมือนแม่นก ลูกนก เธออยากสร้างให้เล็ก ๆ ดูแลง่าย แบบนกน้อยทำรังแต่พอตัว แต่สร้างออกมาก็ใหญ่กว่าที่คิดเล็กน้อย ในบ้านหลังนี้มีห้องนอนของเธอ 1 ห้อง ห้องนอนแขก 2 ห้อง ห้องทำงาน 1 ห้อง มีห้องนั่งเล่น และห้องครัว โดยมีระเบียงที่มองออกไปเห็นวิวภูเขาสีเขียวแบบสุดสายตา

บ้านหลังนี้น่าจะสร้างเสร็จช่วงสงกรานต์ปีนี้ หลังจากนั้นเธอก็จะย้ายมาอยู่ที่นี่ เริ่มต้นใช้ชีวิตตามภาพฝันที่วางไว้ เธอบอกว่าถึงตอนนั้นก็ยังมีอะไรให้ทำอีกมากมาย ยังมีต้นไม้ที่อยากปลูกอีกเยอะ ทั้งกาแฟ โกโก้ รวมถึงสมุนไพรและผักที่ใช้ทำอาหาร เธออวดว่าอาหารกลางวันที่เธอเตรียมไว้เลี้ยงพวกเรา น้ำพริกอ่อง ใช้มะเขือเทศที่ปลูกเอง ยำส้มโอ ใช้ส้มโอที่ปลูกเอง ผักกูด หัวปลี ผักสลัด ก็ปลูกเองทั้งหมด เหลือแค่เป็ดกับไก่เท่านั้นที่ยังไม่ได้เลี้ยงเอง

ทำความรู้จัก ‘จุรีพร ไทยดำรงค์’ คนโฆษณาระดับตำนานผ่านบ้าน 3 หลัง และชีวิต 3 ช่วง อดีต ปัจจุบัน อนาคต

“อยู่แบบนี้ไม่เหงานะ พี่ชอบ ตอนนี้กลายเป็นว่าพอกลับไปอยู่ที่สุขุมวิทแล้วรู้สึกว่างเปล่า อยู่ตรงนั้นเหงากว่า” จูดี้ยิ้มกว้าง

ถ้ามองย้อนกลับไป เธอเติบโตมาในจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ เรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำ ทำงานในบริษัทใหญ่ และกลายเป็นครีเอทีฟโฆษณาระดับโลก เป็นผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จ การเลือกมาใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติ ทำงานแบบเกษตรกรเช่นนี้ หลายคนอาจมองว่า เป็นการเดินถอยหลัง

“ถ้ามองในแง่วัตถุก็คงเป็นภาพชีวิตที่ถอยหลัง เพราะเรากลับไปใช้ชีวิตแบบโลกยุคเก่า อยากหุงข้าวก็ต้องไปหาไม้มาทำฟืน ถ้ามองแบบนั้นทุกวันนี้ึ่คนเยอรมันก็กำลังถอยหลังนะ เพราะเขาหันกลับไปใช้ฟืนกัน ค่าแก๊สมันแพง” จูดี้หัวเราะอย่างอารมณ์ดี

“การมีชีวิตเดินหน้าหรือถอยหลัง ขึ้นกับว่าเรามีสติ รู้จักตัวเองมากแค่ไหน รู้ว่าความสุข ความทุกข์คืออะไร อะไรคือความทุกข์ก็อย่าเข้าใกล้ สุขให้ง่าย ทุกข์ให้ยาก ชีวิตที่มีความสุขได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องใช้เงินเยอะ นั่นคือชีวิตที่ก้าวหน้า ยิ่งอยู่ยิ่งสุข ส่วนชีวิตที่อยู่ท่ามกลางความสะดวกสบาย หรูหรา มีทุกสิ่งทุกอย่าง แต่เราไม่มีความสุข ทำในสิ่งที่ไม่ชอบ เดินในเส้นทางที่เราไม่ได้เชื่อ นั่นแหละชีวิตถอยหลัง มันทำให้เราเครียด ไม่สบายใจ เดี๋ยวก็เป็นมะเร็ง” เจ้าของพื้นที่สีเขียวแห่งความสุขยิ้มกว้าง แล้วชวนพวกเราไปกินอาหารเที่ยงด้วยกัน

จูดี้ จุรีพร ครีเอทีฟโฆษณาระดับโลกกับชีวิตกลางป่าส่วนตัว 300 ไร่ และแมว 63 ตัว

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographers

Avatar

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load