คงไม่ต้องเสียเวลาแนะนำตัวผู้กำกับระดับโลกอย่าง เป็นเอก รัตนเรือง

The Cloud เคยเขียนถึงเขามากมาย ถึงขนาดเปิดเป็นคอลัมน์ชื่อ 20 ปี เป็นเอก รัตนเรือง

เคยเชิญเขามานั่งคุยแบบยาวๆ ตอนทำหนังเรื่อง Samui Song

แล้วก็ชวนเขามาช่วยสัมภาษณ์นักแสดงอย่าง พลอย เฌอมาลย์ กับ เดวิด อัศวนนท์

แต่รอบนี้ต่างจากการสัมภาษณ์ครั้งที่ผ่านๆ มา ไม่ว่ากับ The Cloud หรือสื่อไหนๆ

เขาว่า ชีวิตในวัย 58 ปี กำลังมีจุดเปลี่ยนสำคัญ

หนึ่ง เขาทิ้งชีวิตจากซอยสุขุมวิท 31 (ซึ่งอยู่มาตั้งแต่แถวนั้นยังเป็นทุ่ง และบ้านเขาปลูกกระถินแทนรั้ว) ไปอยู่เชียงใหม่แบบจริงจัง

สอง โปรเจกต์หนังเรื่องใหม่ของเขา ครึ่งเรื่องเป็นหนังใบ้ เกี่ยวกับรัฐประหาร

สาม ในระหว่างหาทุน เขาหยิบบทหนังมาวาดเป็นนิยายภาพ

สี่ เขากำลังหัดทำภาพพิมพ์ และเอาภาพที่วาดมาทำเป็นงานภาพพิมพ์

เป็นของใหม่ในชีวิตที่ผ่านเข้ามาในเวลาไล่เลี่ยกัน

ต้นเดือนมีนาคม เขาผ่านเข้ามาที่กรุงเทพฯ ช่วงสั้นๆ เราเลยได้นัดคุยกันที่บ้านของแฟนเขา

เป็นเอก รัตนเรือง ในวัย 58 ปี กับชีวิตใหม่ที่เชียงใหม่ อยู่บ้าน ปลูกต้นไม้ เล่าเรื่องผ่านภาพวาดและภาพพิมพ์

เจอกันคราวก่อน คุณบอกว่าเดินทางน้อยลง อยู่บ้านมากขึ้น

วันหนึ่งก็เริ่มเบื่อการเดินทาง อายุมากขึ้น ติดหมา ชอบอยู่บ้าน ล้างแอร์ ปลูกต้นไม้ ซึ่งไม่เคยทำมาก่อนเลย เมื่อก่อนกูเป็นผู้กำกับระดับโลกได้รางวัลเต็มไปหมด แต่จะเปลี่ยนหลอดไฟในบ้าน เบรกเกอร์อยู่ไหนวะ ต้องโทรตามคนมาเปลี่ยนให้ มันทุเรศนะ ตอนหลังชีวิตด้านพ่อบ้านเริ่มสำคัญขึ้น การเดินทางกับหนังก็เริ่มลดลง กระตือรือร้นน้อยลง

เป็นเอก รัตนเรือง ในวัย 58 ปี กับชีวิตใหม่ที่เชียงใหม่ อยู่บ้าน ปลูกต้นไม้ เล่าเรื่องผ่านภาพวาดและภาพพิมพ์

ที่คุณย้ายไปอยู่เชียงใหม่เพราะรักเชียงไหม่หรือเกลียดกรุงเทพฯ

มีสองสามเหตุผลที่ผมไปอยู่เชียงใหม่ หนึ่ง ผมซื้อที่ไว้นานแล้ว ตั้งแต่ปีสามเจ็ด อยู่แม่ริม ซื้อไว้ด้วยความคิดว่าชาตินี้ไม่ไปอยู่หรอก เพราะผมเป็นคนกรุงพันเปอร์เซ็นต์ ไม่มีทางไปอยู่ที่อื่นได้นอกจากกรุงเทพฯ ก็ซื้อไว้งั้น พี่สาวกับเพื่อนๆ เขาซื้อที่กันสิบเอ็ดคน แต่มีที่สิบสองแปลง ผมเลยเป็นตัวแถม

เหตุผลที่สอง ความรักชอบกรุงเทพฯ มันลดน้อยลงเรื่อยๆ เมื่อก่อนกรุงเทพฯ ทำให้เราทั้งรักทั้งเกลียด แต่ตอนนี้รักก็ไม่รัก เกลียดก็ไม่เกลียด แต่ขำมัน ผมว่ามันทุเรศขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาของผมคือเรื่อง Neighborhood สิ่งที่ผมชอบมันค่อยๆ หายไปทีละอย่าง ข้าวซอยร้านนี้ ข้าวกะเพราร้านนั้น ทุกร้านทยอยปิด เพราะค่าเช่าแพงขึ้นเรื่อยๆ แล้วอยู่ดีๆ ตรงนั้นก็เกิดความเก๋ไก๋สไลเดอร์ขึ้นมาแบบไม่มีความเป็น Neighborhood อีกต่อไป มันกลายเป็นสนามเด็กเล่นของคนรวยและคนเท่ แล้วกูอยู่ตรงไหนล่ะ

ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปตามรสนิยมคนเท่คนรวยเหล่านั้นที่มาเล่นตรงนี้ ซึ่งพวกนี้ใช่ว่าจะรสนิยมดี คือเขาไม่มีความพอดีแน่ๆ ผมเคยคิดว่า Porsche เป็นรถที่แพง มีแต่คนรวยที่ขับได้ แต่ที่กรุงเทพฯ Porsche Cayenne ขับกันอย่างกับโตโยต้า ผมไม่เข้าใจว่าทำไมมันเยอะขนาดนั้น อยู่ดีๆ แถวนั้นก็เกิดความไร้สติขึ้นมาพร้อมๆ กัน ทุกคนอยากเอาเงินมาละเลงเล่นแล้วอัปตัวเองขึ้นไป อัปๆๆ แบบฉันจะบิน Business Class ท่าเดียว ทุกอย่างกลายร่างเป็น Business Class ไปหมด

ในฐานะที่ผมเกิดและเติบโตตรงนั้นมาห้าสิบกว่าปี นั่งมองดูแล้วรู้สึกสองอย่าง มันเป็นความขำปนสงสัย ว่าพวกมึงเป็นเหี้ยอะไรกัน เอาเงินมาจากไหนกัน คุณค่าต่างๆ เปลี่ยนไปหมดเลย

วันหนึ่งพี่สาวผมจะรีไทร์ไปอยู่เชียงใหม่ เขาเป็นผู้หญิงสองคน ถ้าผมไปปลูกบ้านด้วยเขาก็จะสบายใจหน่อย ถึงผมจะไม่ไปอยู่ก็ตาม แต่อย่างน้อยก็มีผู้ชายสักคน ตอนแรกผมก็นานๆ ไปทีแบบนักท่องเที่ยว

คุณปลูกบ้านแบบไหน

สถาปนิกของผมคือ พี่ตั้ม (พวัสส์ สวัสดิ์ชัยเมธ) คนทำ Production Design ในหนังผม โจทย์คือ ลงทุนไม่เกินล้านห้า ดูแลง่ายๆ สีไม่ต้องทา ปลวกไม่กิน ผมมีแบบในใจเป็นเหมือนกล่องรองเท้า ไม่มีห้องเลย เป็นสตูดิโอใหญ่ๆ กั้นแค่ห้องนอน ผมอยากได้บ้านไม้มาก แต่ไม่มีปัญญาดูแล เลยไม่เอา

แรกๆ ก็ไปแบบนักท่องเที่ยว อยู่สิบวัน สองอาทิตย์ ตอนกลับเซ็งทุกที ไม่อยากกลับ ตรงนั้นมันสงบมากเลย ออกมาจากตัวเมืองไปไกลมาก โล่งมาก เป็นทุ่ง มีที่ไร่เดียวเหมือนมีพันไร่ เพราะไม่มีใคร

ทำไมถึงไม่อยากกลับ คุณคิดถึงอะไร

ไม่รู้ มันเป็นความรู้สึก ไม่ใช่สิ่งที่จับต้องได้ ผมคิดถึงความสงบมั้ง ผมรู้สึกว่า กูเข้าถึงจุดนั้นของชีวิตแล้วเหรอวะ (หัวเราะ) ความที่ตรงนั้นไม่มีอะไร ชีวิตก็ง่ายลงเยอะ พอกลับมากรุงเทพฯ จังหวะของเมืองมันทำให้เราเหนื่อย เป็นแบบนี้ซ้ำๆ มาสองสามปี เวลาไปอยู่เชียงใหม่ก็อยู่นานขึ้นเรื่อยๆ งวดนี้อยู่สามเดือน ผมมีหนังโฆษณาต้องถ่ายสองเรื่อง ผมแคนเซิลหมดเลย ไม่กลับ ยอมทิ้งเงิน เวลาผมใช้ชีวิตที่เชียงใหม่ ผมใช้เงินน้อยมาก เลยไม่ได้จำเป็นต้องหาเงินเยอะขนาดนั้น

แต่ละวันคุณทำอะไร

ส่วนใหญ่เดินซะเยอะ เดินในทุ่ง ปลูกต้นไม้ แล้วก็วาดรูป เขียนบท

เป็นเอก รัตนเรือง ในวัย 58 ปี กับชีวิตใหม่ที่เชียงใหม่ อยู่บ้าน ปลูกต้นไม้ เล่าเรื่องผ่านภาพวาดและภาพพิมพ์

เคยคิดไหมว่าวันหนึ่งตัวเองจะใช้เวลาส่วนใหญ่เดินเล่นในทุ่ง

ไม่เคย แต่ต้องเข้าใจก่อนว่า ผมเป็นนักกีฬาตั้งแต่เด็ก นักกีฬาระดับชาติ ตอนเรียนผมวิ่งข้ามรั้วร้อยสิบเมตร เป็นสถิติกรมพละอยู่สองปีนะ ผมเป็นนักฟุตบอลด้วย ผมชอบชีวิตกลางแจ้งอยู่แล้ว มีชีวิตอยู่ในกองถ่าย แต่ก็ไม่คิดว่าตัวเองจะมาถึงขนาดนี้ เพราะผมเป็นคนเมืองพันเปอร์เซ็นต์ ชีวิตเริ่มต้นที่ห้าง ปวดขี้ก็ไปห้าง หลอดไฟขาดก็ไปห้าง ทำไมไม่ไปร้านขายวัสดุก่อสร้างวะ ก็ในห้างมันมีขายไง

คุณปลูกอะไร

ที่เชียงใหม่ เวลาไปบ้านเพื่อนเขาชอบให้สองอย่าง อาหารกับต้นไม้ ผมไปกินข้าวบ้านป้าติ๋ม ทุกครั้งแกจะให้ต้นไม้มา ไปซื้อสบู่เขาก็ให้ต้นไม้ ใครให้อะไรมาผมก็ปลูกหมด แต่ถ้าซื้อเอง ผมชอบซื้อพวกหญ้าๆ ที่ดูรกๆ ซึ่งแม่บ้านบอกว่า ไปซื้อทำไม มันขึ้นเอง ผมชอบหญ้าๆ ชอบต้นไม้ที่ฟอร์มเป็นพุ่มๆ รกๆ

ช่วงที่ไม่ได้ทำหนังคุณทำอะไร

สองปีนี้ผมทำหนังให้ HBO ปีละเรื่อง เป็นซีรีส์ที่เอาผู้กำกับหกคนจากหกประเทศมาทำซีรีส์แบบจบในตอน ปีแรกทำเรื่องผีในแบบของประเทศตัวเอง ผมทำเรื่องผีปอบ (Folklore : Pob) ปอบมาเจอฝรั่งแล้วหลอกฝรั่งไม่ได้ เพราะฝรั่งไม่รู้จักภาษาไทย ฝรั่งนึกว่าปอบเป็นขอทานก็ไม่กลัว ฝรั่งก็จับปอบมานั่งคุยเพราะฝรั่งชอบคุย ปอบก็ฟังไม่รู้เรื่อง เป็นการเปลี่ยนให้ฝรั่งเป็นฝ่ายกระทำแล้วปอบเป็นเหยื่อแทน

ปีต่อมาทำเรื่องอาหาร ผมเลือกทำเรื่องอาหารในกองถ่าย (Food Lore : The Caterer) เพราะอาหารในกองถ่ายอร่อย อย่างน้อยก็กองผม (หัวเราะ) ผมทำเรื่องเดิมซ้ำเลย เป็นกองถ่ายเรื่องปอบ แต่ย้ายมาโฟกัสที่แม่ครัว นักแสดงทุกคนกลับมารวมตัว แต่คราวนี้กลายเป็นตัวประกอบแทน

เนื้อเรื่องเกี่ยวกับอะไร

นักแสดงอเมริกันมาถ่ายหนังในกองถ่ายไทยแล้วดูถูกทุกอย่างว่ามาตรฐานไม่เหมือนฮอลลีวูด ดูถูกไปถึงอาหาร มากองถ่ายวันแรก โปรดิวเซอร์บอกว่าอาหารเช้าคือ Pig Blood Soup คือต้มเลือดหมู มันก็งงว่าพวกมึงแดกเลือดหมูกันได้ยังไง โปรดิวเซอร์บอกว่า ไม่ใช่แค่เลือดนะ มีทุกอย่างเลย ไส้ ม้าม ตับ หัวใจ อร่อยนะ เป็นอาหารที่คนไทยชอบมาก ฝรั่งก็ไม่เป็นไรกูกินสตาร์บัคส์กับโดนัทก็ได้ แล้วมันก็ดูถูกอาหารทุกวัน

ฝรั่งคนนี้สร้างความปั่นป่วนไปทั้งกองถ่าย เพราะมันดูถูกทุกอย่าง วันหนึ่งมันเครียดมาก ร้อนด้วย เลยป่วย แม่ครัวก็เอาซุปเยื่อไผ่มาให้ พอไม่มีใครมันก็แอบกิน หายป่วยแล้วมันก็ถามว่าใครทำ หลังๆ มันก็เริ่มกินกระเพาะปลา ชอบไปนั่งคุยกับแม่ครัว จนเป็น Love Story เล็กๆ

เรื่องนี้คุณมองอาหารไทยด้วยสายตาแบบไหน

อาหารไทยมีหลายระดับนะ ส่วนตัวผมถ้านึกถึงอาหารไทยผมนึกถึงสตรีทฟู้ด ต้มเลือดหมู ข้าวมันไก่ ข้าวเหนียวมะม่วง ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้น เราชอบอาหารแบบนั้น อาหารชาววังผมกินไม่เป็น ข้าวแช่นี่ผมไม่เข้าใจว่าเราเอาข้าวมาใส่น้ำแข็งได้ไง

เป็นเอก รัตนเรือง ในวัย 58 ปี กับชีวิตใหม่ที่เชียงใหม่ อยู่บ้าน ปลูกต้นไม้ เล่าเรื่องผ่านภาพวาดและภาพพิมพ์

ยังสนุกกับการทำหนังอยู่ใช่ไหม

สนุกมากครับ ผมชอบทำหนัง มันเป็นความรักจริงๆ สมัยผมทำหนังใหม่ๆ ผมเคยเกลียดการออกกองถ่ายมาก เพราะมันไม่ได้ดั่งใจสักอย่าง กูอยากได้แดด ฝนครึ้มมาเลย จะกลับมาถ่ายใหม่ก็ไม่ได้ ก็ต้องถ่ายครึ้มๆ ไป อยากได้นักแสดงคนนี้เขาก็ไปเมืองนอกแล้ว ผมไม่ชอบออกกองถ่ายเพราะมันคือการต้องประนีประนอมทุกวัน ภาพฝันของเราก็ลดระดับลงเรื่อยๆ เมื่อก่อนชอบตัดต่อ เขียนบท เพราะอยู่คนเดียว แต่เดี๋ยวนี้ชอบทุกขั้นตอนแล้ว

จัดการปัญหาหน้ากองได้แล้วหรือ

พออายุมากขึ้น ประสบการณ์ขนาดนี้แล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้นก็ไม่ใช่ปัญหาแล้ว แก้ได้ก็แก้กันไป แก้ไม่ได้ ประมาณนี้ก็เอาแล้ว ความรักในการทำหนังไม่มีทางหายไป เพียงแต่จะทำไปได้นานแค่ไหน ถ้าอาชีพนี้ขึ้นอยู่กับเราก็ทำจนตายสิวะ แต่มันขึ้นกับนายทุน กับโลก อะไรก็เปลี่ยนไป ตอนนี้เริ่มเห็นแล้วว่าหนังแนวผมหาเงินยากขึ้น

ความรักเท่าเดิม แต่ความกระตือรือร้นน้อยลงเยอะ สมัยที่ผมมีความกระตือรือร้นเต็มเปี่ยม อยากประกาศให้โลกรู้ว่ากูเจ๋งแค่ไหน ถ้าผมเขียนบทแล้วมีปัญหาในการหาเงิน ผมเก็บใส่ลิ้นชักแล้วเขียนเรื่องใหม่เลย ผมรู้ว่าจะเขียนยังไงให้หาเงินง่าย แล้วก็ทำได้เลย ผมใช้วิธีนี้มาตลอด แต่ตอนนี้ผมไม่อยากเก็บเรื่องนี้ใส่ลิ้นชัก เพราะผมไม่ได้กระตือรือร้นขนาดนั้น ถ้าอีกเจ็ดปีได้ทำ ก็อีกเจ็ดปี

หนังแบบที่ผมทำมีที่ยืนในโลกน้อยลงเรื่อยๆ การล่มสลายของตลาดดีวีดีส่งผลต่อผมมาก เมื่อก่อนขายลิขสิทธิ์ดีวีดีขี้หมูขี้หมาก็ได้เงินมาทำหนังเรื่องใหม่ได้แล้ว พอตลาดนี้ล่มสลาย เงินก็หายาก คนดูเปลี่ยนไปดูหนังที่เร็วขึ้น ชัดเจนขึ้น เราอาจจะค่อยๆ หลุดจากโลกนั้นแล้ว ถ้ารู้อย่างนั้นก็หาทางออกใหม่ ผมพบว่า เราเป็นคนชอบเล่าเรื่อง เล่าได้ค่อนข้างดี ถ้ายังหาเงินทำหนังไม่ได้ ผมก็เล่าแบบนี้ได้นี่หว่า (หยิบไอแพดขึ้นมาเปิด)

เป็นเอก รัตนเรือง ในวัย 58 ปี กับชีวิตใหม่ที่เชียงใหม่ อยู่บ้าน ปลูกต้นไม้ เล่าเรื่องผ่านภาพวาดและภาพพิมพ์
เป็นเอก รัตนเรือง ในวัย 58 ปี กับชีวิตใหม่ที่เชียงใหม่ อยู่บ้าน ปลูกต้นไม้ เล่าเรื่องผ่านภาพวาดและภาพพิมพ์

วาดเป็นภาพ

ผมเล่าเป็นกราฟิกโนเวล (นิยายภาพ) ก็ได้นะ ไม่ต้องประนีประนอม ทำหนังต้องรอให้คนอื่นมาไฟเขียวโปรเจกต์เรา แต่อันนี้เราไฟเขียวได้เอง มีไอแพดอันเดียว แล้วก็มีเวลาว่าง ทำได้เลย พอเริ่มวาดทักษะเราก็พัฒนาทีละนิด หวังว่าหนังสือเล่มนี้จะเสร็จภายในปีนี้ ต้องไปหาคนพิมพ์ให้

เนื้อหาเหมือนหนังเรื่องใหม่ของคุณ

เหมือนครับ เป็นซีนในหนัง ผมวาดจากบทหนัง เป็นเรื่องของทหารสองคนที่ถูกทิ้งอยู่ชายแดน คนหนึ่งจบสถาปัตย์มาจากบอสตัน อีกคนเป็นเด็กแว้นถูกทิ้งให้อยู่ด้วยกัน จนกลายเป็นเพื่อนกัน แล้วก็ไปเจอผู้หญิงชาวบ้าน จนสนิทกันสามคน คล้ายๆ รักสามเส้า มีหักหลังกัน

ที่เหลือทหารสองคนในพื้นที่ตรงนั้นเพราะทหารอีกสี่สิบแปดคนโดนเกณฑ์เข้ากรุงเทพฯ มาปราบม็อบ ทหารยึดอำนาจแล้วปิดโซเชียลมีเดีย ให้ฟังจากสถานีกูอย่างเดียว คนก็ออกมาแบบมืดฟ้ามัวดิน เป็นม็อบที่ปราบเท่าไหร่ก็ไม่หมด แต่ไม่ได้สนใจประชาธิปไตยอะไรนะ แค่จะเอาเฟซบุ๊กกูคืนมา หนังพูดถึงรัฐประหารว่าทำไมประเทศนี้ถึงทนกับการมีรัฐประหารได้เรื่อยๆ โดยไม่มีใครว่าอะไร ตอนจบของหนังก็แสบ แต่เล่าไม่ได้เดี๋ยวติดคุก (หัวเราะ)

ที่หาเงินมาทำยากเพราะนายทุนติดเรื่องเนื้อหา

มันเป็นหนังที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน เนื้อหาก็มีปัญหา รูปฟอร์มของหนังก็ประหลาด มันเป็นหนังไฮบริด เป็นหนังใบ้แบบชาลี แชปลิน ครึ่งเรื่อง เป็นหนังพูดครึ่งเรื่อง แต่เราจะได้ยินเสียงพูดเฉพาะผู้นำ ประชาชนพูดจะไม่ได้ยินเสียง คงได้ทำง่ายๆ หรอก (หัวเราะ) ไม่เป็นไรครับ ทางเรารอได้

ตอนเขียนบทเสร็จใหม่ๆ มีความสะพรึงว่า ถ้าไม่รีบทำ เดี๋ยวมีเลือกตั้งมันจะสายเกินไปหรือเปล่า แต่ตอนนี้เชื่อมั่นว่าไม่สายเกินไปครับ มันมีมาเรื่อยๆ กูรอรอบหน้าก็ได้ มั่นใจครับ (หัวเราะ)

เป็นเอก รัตนเรือง ในวัย 58 ปี กับชีวิตใหม่ที่เชียงใหม่ อยู่บ้าน ปลูกต้นไม้ เล่าเรื่องผ่านภาพวาดและภาพพิมพ์

อะไรทำให้คุณอยากเล่ามันผ่านกราฟิกโนเวล

คุณต้องไปดูคอลเลกชันกราฟิกโนเวลของผม ผมไม่สะสมอะไรเลยนอกจากกราฟิกโนเวล ผมชอบตรงที่มันเหมือนหนัง เป็นสตอรี่บอร์ด อย่างที่สอง มันเล่าเรื่อง อย่างที่สาม มันมีความงามของมัน ผมมีคอลเลกชันที่ดีมาก แบบแปลกๆ มันทำรูปแบบนี้ได้ด้วยเหรอวะ ในช่วงสิบกว่าปีนี้เวลาผมเดินทางไปต่างประเทศ ผมจะซื้อเก็บมาเรื่อยๆ บางทีก็เป็นภาษาโปแลนด์ อ่านไม่ออกนะ แต่หนังสือมันสวย อาร์ตมันสวย ผมก็เก็บไว้เป็นแรงบันดาลใจ มีอยู่สักห้าหกสิบเล่ม บริจาคไปแล้วก็เยอะ มันเป็นเมล็ดพันธุ์ที่อยู่ในตัว วาดแล้วก็เอาไปทำภาพพิมพ์ได้ด้วย

นอกจากหนังสือแล้ว เราจะได้เห็นงานชุดนี้ในรูปแบบภาพพิมพ์ด้วย

ใช่ ผมกำลังหัดทำภาพพิมพ์ อาจารย์สอนภาพพิมพ์ผมชื่อ กิติก้อง (กิติก้อง ติลกวัฒโนทัย) เขาบอกว่า พี่เป็นคนทำหนัง ลองทำภาพพิมพ์แบบเล่าเป็นหนังดู เขายังไม่เคยเห็นใครทำภาพพิมพ์เล่าแบบหนังนะ ผมก็ลองวาด แต่เนื่องจากความสามารถในการวาดรูปของเรามีจำกัด เลยไม่วาดเรียลลิสติก เอาแต่มู้ด หนังเราน่าจะมู้ดประมาณนี้

ทำไมถึงอยากเรียนทำภาพพิมพ์

เป็นรักแรกของผม ตอนเรียนเมืองนอกผมลงเรียนซิลค์สกรีนกับภาพพิมพ์ ผมเป็นคนชอบกระดาษ เวลาไปต่างประเทศต้องไปร้านกระดาษ เวลาดรออิ้งเราใช้ปากกา ใช้สีชอล์กวาดบนกระดาษ แต่ภาพพิมพ์คุณวาดบนแผ่นเหล็กแล้วกัดกรด กระดาษเลยเป็นร่างทรง แล้วมันก็มีพิธีกรรมของมันเหมือนการทำหนัง ไม่ใช่กระชากๆ บนกระดาษแล้วเสร็จ มันมีวัฒนธรรมของมันที่เขาทำกัน รอยบุ๋มของขอบเมื่อพิมพ์เสร็จแล้ว หรือส่วนใหญ่จะพิมพ์ได้ 30 Editions เพราะเพลตจะเริ่มไม่ดีแล้ว เป็นกระบวนการที่คนใจร้อนทำไม่ได้ ชอบอ่านเร็วๆ เสพเร็วๆ ทำไม่ได้ มันต้องล่อกันไปทีละเลเยอร์ มันมีเสน่ห์หลายๆ อย่างสำหรับเรา

คุณเรียนแบบไหน

ผมไปเรียนกับอาจารย์กิติก้องที่สตูดิโอของเขา C.A.P เขาก็ไม่คิดเงินเพราะไม่เคยมีใครมาขอเรียน มีแต่ศิลปินมาทำงาน หรือไม่คนที่ทำไม่เป็นก็อยากมาซัดเลย ทำงานเลย ให้เด็กในสตูฯ ผลิตให้ แต่ผมอยากรู้ทุกขั้นตอน ผมไปอยู่ที่นั่นอาทิตย์หนึ่ง ทำตั้งแต่ขัดเพลตด้วยกระดาษทรายจนเนียน ทาวานิช กัดกรด ทำงานเสร็จสองสามชิ้น

การเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ในวัยเกือบหกสิบเป็นยังไงบ้าง

ตื่นเต้นดีครับ มันดีตรงคุณแสดงความเก่งกับเขาไม่ได้เลย ต้องฟังเขาอย่างเดียว น้องคนที่มาช่วยทำบางเทคนิคให้อายุยี่สิบกว่า เป็นลูกเราได้เลย แต่เราก็ต้อง คร้าบ คร้าบ เถียงมันไม่ได้เลย เหมือนเราได้เป็นเด็กอีกครั้ง ตื่นเต้น ผมนี่วาดรูปไม่หยุดเลย ตั้งแต่เช้ายันค่ำ

เป็นเอก รัตนเรือง ในวัย 58 ปี กับชีวิตใหม่ที่เชียงใหม่ อยู่บ้าน ปลูกต้นไม้ เล่าเรื่องผ่านภาพวาดและภาพพิมพ์

ยุคนี้มีผู้กำกับเกิดใหม่ตลอดเวลา คุณกลัวจะตกยุค คนดูไม่เอางานเราแล้วไหม

(คิดนาน) ไม่เรียกว่ากลัว ถ้าเป็นความกลัว เราต้องทำอะไรบางอย่าง แต่นี่เราไม่ทำอะไรเลย ถ้าตกยุคก็ตกไป เพราะเป็นไปไม่ได้เลยที่คุณจะรั้งมันเอาไว้ ถ้าคุณไม่ตกวันนี้อาทิตย์หน้าก็ตก ไม่ก็เดือนหน้า ไม่ก็ปีหน้า

คนทำงานสร้างสรรค์ต้องทำจากความสนใจของเราจริงๆ ถ้าผมไม่สนใจเคป๊อป สมมติเฉยๆ เคป๊อปก็ดีของมันนะ แค่ผมไม่มีความสนใจ แล้วถ้าโลกนี้เคป๊อปหนักขึ้นจนไม่เหลือพื้นที่อื่น ผมก็ต้องตกไป

มีคนจะทำให้ผมทำซีรีส์เน็ตฟลิกซ์ แต่ผมบอกว่า ผมทำไม่ได้ บ้านผมไม่มีทีวีมาสิบปีแล้ว ผมไม่เคยดูทีวี ไม่เคยดูอะไรในมือถือนอกจากบอล จะทำซีรีส์ได้ไง

ซีรีส์ดังๆ ที่คนพูดถึงกันทั้งบ้านทั้งเมือง คุณไม่อยากดูบ้างเหรอ

ผมก็พยายามดู แต่ดูได้ไม่เกินสิบนาที ทนไม่ได้ เพราะพูดกันเยอะเกิน มันเป็นสื่อที่ดำเนินเรื่องด้วยการพูด มีแต่เนื้อหา ดำเนินเรื่องเร็ว ตัดต่อเร็ว เราไม่ใช่คนสปีดนั้น ผมชอบถ่ายลมพัด ถุงพลาสติกลอย เขาอยากให้เสนอสองซีซั่นเลย ถ้าซีซั่นแรกฮิตจะได้มีต่อทันที สมมติซีซั่นละหกตอน คือสิบสองตอน เท่ากับผมเขียนบทหนังสิบสองเรื่อง เรื่องหนึ่งผมเขียนสองปี หมดนี่ก็ยี่สิบสี่ปีกว่าจะเสร็จ แล้วจะได้ทำเมื่อไหร่

อีกอย่างเขาบอกว่า ตอนแรกของซีซั่นแรกต้องเปรี้ยงเลย ไม่งั้นที่เหลือทิ้งนะ แล้วสิบห้านาทีแรกของตอนแรก ซีซั่นแรก ก็ต้องฮิตเลย ถ้าเกินสิบห้านาทีคนจะไม่ดูแล้ว ผมแม่งเก็บของเลย โอเค เชิญตามสบายเลยครับโลกนั้น เอากันให้สนุกเลยครับ ขับเคี่ยวกันเข้าไป สิบห้านาทีแรกต้องควักกระเจี๊ยวออกมาโชว์กันเลย (หัวเราะ) ผมไปอยู่กับโลกนั้นไม่ได้จริงๆ ไม่ได้ดูถูกอะไรทั้งสิ้นนะ แต่มันไม่ได้อยู่ในความสามารถของผม ไม่ได้ถ่อมตัวด้วย

หนังโฆษณาไม่หนักกว่านี้เหรอ

ทำโฆษณาตอนหลังก็แย่ ลูกค้าบอกว่า หกวินาทีแรกคนจะกดข้าม ทำยังไงให้ไม่กดข้าม ให้กูทำไงวะ มันไปถึงจุดนั้นกันแล้ว หกวิแรกถ่ายกระเจี๊ยวเลยไหมฮะ ช็อตแรกถ่ายคนชักว่าวเลย รับรองคนไม่กดข้าม (หัวเราะ) แต่ปัญหาคือ เรื่องนี้คุณถ่ายคนชักว่าวไปแล้ว คนแม่งตื่นเต้นแล้ว เรื่องต่อไปทำไงล่ะ มันจะไปจบตรงไหน การกระชากหัวคนดูขึ้นมาแล้วจิกไว้มันเป็นทัศนคติของโลกยุคใหม่ ถ้าผมจะตกยุคผมก็ยินดีฮะ ผมไปปั้นเซรามิกดีกว่า แต่อย่าเข้าใจผิด ผมไม่ได้เปรียบเทียบว่าแบบหนึ่งดีกว่าอีกแบบหนึ่งนะ ด้วยความสัตย์จริง

เกิดอะไรขึ้นกับคนดูยุคนี้ ทำไมถึงสมาธิสั้นขนาดนั้น

ชีวิตทุกด้านเป็นแบบนั้น ไม่ใช่แค่เรื่องหนังนะ ทุกอย่างมันอัปเลเวล อัปสปีด ทั้งโลก เราโดนทุกคนดันให้ไปเร็วๆ โซเชียลเน็ตเวิร์กมีส่วนเยอะมาก ในแต่ละชั่วโมงมีคอนเทนต์เยอะมาก จะมาอ่านอะไรยาวๆ ดูอะไรยาวๆ ไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นกันหมดนะ คนบางกลุ่มก็ยังต้องการอะไรน้อยๆ ช้าๆ ที่เชียงใหม่มีเยอะเลย ไม่จำเป็นต้องตามเทรนด์

ทำไมเราต้องตามเทรนด์

ตามได้ถ้าเราสนใจ แต่เราควรตามความสนใจเรามากกว่า การตามเทรนด์มันเป็นเทรนด์ เพราะกลัวตกเทรนด์ การตามเทรนด์แบบบ้าคลั่งเกิดจากเหตุผลที่ง่ายมาก เพราะเราไม่รู้จักตัวเราว่าเป็นใคร ชอบอะไร เราถึงต้องตามเทรนด์ ถ้าคุณรู้ว่าชอบอะไร เป็นคนประมาณไหน คุณก็เลือกทำเฉพาะสิ่งที่คุณชอบถ้าเป็นไปได้ คบคนที่คุณชอบ หลีกเลี่ยงสิ่งที่คุณไม่ชอบ

เป็นเอก รัตนเรือง ในวัย 58 ปี กับชีวิตใหม่ที่เชียงใหม่ อยู่บ้าน ปลูกต้นไม้ เล่าเรื่องผ่านภาพวาดและภาพพิมพ์
เป็นเอก รัตนเรือง ในวัย 58 ปี กับชีวิตใหม่ที่เชียงใหม่ อยู่บ้าน ปลูกต้นไม้ เล่าเรื่องผ่านภาพวาดและภาพพิมพ์

ในโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูลและคำแนะนำ เรารู้จักตัวเองมากขึ้นหรือเปล่า

ไม่ครับ มันทำให้เรารู้จักตัวเองน้อยลงมาก การรู้จักตัวเองไม่ได้อาศัยข้อมูลนะ มันต้องการการอยู่กับตัวเอง ต้องการการเดินทางกลับเข้าไปข้างใน ถ้าคุณอยู่กับผองเพื่อน อยู่กับการงานตลอดเวลา คุณจะเอาเวลาที่ไหนเดินทางกลับเข้าไป การรู้จักตัวเองมันดีมาก ทำให้เรามีความมั่นคง ไม่ว่าใครจะว่าเรายังไง เราจะไม่ค่อยสะทกสะท้าน

เวลาผมอยู่ท่ามกลางวงสนทนาแล้วพูดว่า ตั้งแต่ผมแก่ คนจะชอบบอกว่า พี่ยังไม่แก่ ยังดูวัยรุ่นอยู่เลย เฮ้ย กูไม่มีปัญหากับความแก่ของกูเว้ย มึงจะมีปัญหาอะไรกับความแก่ของกูวะ (หัวเราะ) กูรอวันนี้มาตั้งนาน วันที่จะแก่ได้ขนาดนี้ วันที่จะบอกทุกคนได้ว่า อันนี้ขอไม่ทำได้ไหมฮะ (เสียงจริงจัง) เมื่อก่อนไม่กล้านะ คนชวนไปทำอะไร ถ้าไม่อยากทำก็จะบอกว่า พอดีไม่สะดวก ไม่อยู่ ไปต่างประเทศ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ต้อง ไม่สะดวกครับ เขาก็จะถามว่า พี่ไม่ว่างเหรอ เราก็ ว่างครับ แค่ไม่สะดวกเฉยๆ (หัวเราะ) ความแก่มันดีจะตาย เกรงใจสังคมแค่ประมาณหนึ่ง ถ้าใครจะไม่ชอบเราเพราะสิ่งนี้ เราก็ไม่ค่อยสะทกสะท้านเท่าเมื่อก่อน ทั้งหมดนี้มาจากการรู้จักตัวเอง

คุณรู้จักตัวเองจากอะไร

การทำหนัง แปดสิบเปอร์เซ็นต์ของสิ่งที่ผมเรียนรู้ในชีวิตจนกลายเป็นคนแบบนี้ เกิดจากการทำภาพยนตร์ อยากได้แดดก็ไม่ได้ อยากได้โลเคชันนี้ก็ไม่ได้ งั้นกูมีอะไรในมือ ก็ทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด ก็เหมือนชีวิตเราไม่มีทางได้ทุกอย่างที่ต้องการ อยากมีเงินมากกว่านี้ มีเวลามากกว่านี้ แต่ก็ไม่ได้

ธรรมชาติยิ่งใหญ่กว่าเราเยอะเลย ฤดูนี้มึงถ่ายแบบนี้ไม่ได้ แดดมันไม่มาทางนี้ คุณจะไปเปลี่ยนได้ไงล่ะ

เรื่องอารมณ์เสียนี่หายไปจากชีวิตเลย ไม่รู้จะอารมณ์เสียกับใครไปทำไม มีปัญหาก็สุมหัวกัน ไหนใครทำอะไรได้บ้าง ค่อยๆ แก้ การรู้จักเคารพคนอื่นก็เกิดจากการทำหนัง ผมมีทีมงาน นักแสดง โปรดิวเซอร์ คนดูที่ผมต้องให้ความเคารพ แทนที่ผมจะไปสั่งทีมว่าให้ทำแบบนี้ ผมให้ทุกแผนกอ่านบทแล้วปล่อยของมา เอาแบบเจ๋งๆ เลย แบบกูอ้าปากค้างเลย แล้วผมก็เป็นคนเลือกว่าจะเอาอะไรไม่เอาอะไร

การทำภาพยนตร์ไม่ว่าอะไรจะดูดีแค่ไหน ตอนจบก็ล้มหน้าฟาดได้ทุกครั้ง หรือระหว่างทางแม่งชิบหาย กูเอาไม่รอดแน่ แต่ออกมาดีว่ะ มีสิ่งที่อยู่ในการควบคุมของเราน้อยมาก พอรู้แบบนั้น คุณจะทำตัวมั่นใจตะโกนเสียงดังอยู่ได้ยังไง ในเมื่อคุณรู้ว่าทุกอย่างยิ่งใหญ่กว่าคุณหมดเลย

ผมเรียนรู้เรื่องการให้เกียรติคนอื่น การพูดอะไรตรงไปตรงมากแบบจริงใจ ผมต้องสื่อสารกับคนในกองถ่ายบางกองเป็นร้อยคน ผมจะมาเฟก ทำตัวดูดีมันไม่เวิร์ก แล้วก็เริ่มรู้ว่า การพูดจาแบบจริงใจมากๆ แม่งดีชิบหายเลย การบอกกับทุกคนในกองถ่ายว่า กูเก่งเป็นบางเรื่อง มีสิบเรื่อง กูรู้แค่สองเรื่อง ถ้าเป็นสองเรื่องนี้ฟังกู แต่ถ้าเป็นอีกแปดเรื่องอย่าฟังกู กูไม่รู้จริงๆ ช่วยกูด้วย ช่วยอุดรูรั่วให้กูด้วย เพราะรั่วแน่ๆ หลายคนตื่นเต้นแทบตายที่มาทำงานกับผม พอพูดแบบนี้ก็ปลดล็อกเลย ทุกคนจะรู้ว่า พี่เขาไม่มีเหี้ยอะไรเลยว่ะ เป็นผู้กำกับไม่เก่งบ้างก็ได้ ถ้ามึงบอกว่ามึงไม่เก่งแล้วคนจะเคารพมึง

เมื่อก่อนกล้าพูดไหมว่าไม่เก่งแปดเรื่อง

ไม่กล้า ตอนเด็กๆ ใครจะไปกล้าบอก กูต้องเก่งทุกเรื่องนะ มีสิบเรื่องกูเก่งสิบเอ็ดนะ อีกเรื่องหนึ่งกูยังไม่รู้ แต่กูเก่ง (หัวเราะ)

มีปัญหาในการสื่อสารกับทีมงานเด็กๆ ไหม

ไม่ค่อยมี โชคดีที่ผมอธิบายค่อนข้างชัด ถ้าไม่ชัดผมก็ยกตัวอย่าง ยกตัวอย่างไม่ชัดก็เอาหนังมาให้มันดู ถ้ายังไม่เก็ต ก็อย่าไปสนใจ เดี๋ยวไปถึงตรงนั้นมึงก็เข้าใจเอง ถ้าถึงตรงนั้นแล้วยังไม่เข้าใจ งานหน้ามึงก็ไม่ต้องทำกับกู (หัวเราะ)

เวลาผมไปสอนตามมหาวิทยาลัย เด็กก็เอ็นจอยบทสนทนากับผมดี แต่ผมไม่เอ็นจอยกับพวกมันตรงที่ชอบเล่นมือถือตอนเรียน

แล้วคุณทำไง

ผมเอากล่องมาให้วางมือถือก่อนเข้าห้องเรียน แต่ไม่ค่อยสำเร็จหรอกครับ มันมีเคสแบบนี้ด้วย จะคุยกันเรื่องโปรดักชันดีไซน์ ผมก็เอาเรื่องหนังเรื่อง Brazil ของเทอรี กิลเลียม ไปฉาย พอปิดไฟสักพัก เด็กแม่งเล่นมือถือ เราก็ตะโกน เฮ้ย หยุดเล่นมือถือ เขาบอกว่า ผมกูเกิลอยู่ว่าผู้กำกับคนนี้ทำเรื่องอะไรบ้าง ผมก็บอกว่า มึงดูหนังให้จบก่อน เดี๋ยวเราจะคุยกันเรื่องนี้ คุยถึงผลงานอื่นๆ ของผู้กำกับด้วย เขาก็บอกว่า ตอนนี้ผมรู้แล้ว ผมถามว่าดูหนังไปด้วยกูเกิลไปด้วยเหรอ เขาตอบว่า ใช่ ผมปิดหนังเลย ไหนเล่ามาสิว่า ซีนเมื่อกี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง (เว้นจังหวะ) แม่งเล่าได้หมดเลย (หัวเราะ) โอเค งั้นมึงเล่นมือถือไป แม่งได้เว้ย คือมัน Multitasking มาก สองอย่างพร้อมกันนี่ขี้ๆ เช็กอีเมลด้วยตีนอีกข้างยังได้

คนรุ่นคุณยังทำหนังอยู่ไหม

ยังทำนะ อายุห้าสิบกว่ายังไม่แก่ครับ ยิ่งคนทำอาชีพแบบนี้ด้วย อาจจะหน้าแก่ แต่สปิริตมันแก่ช้ากว่าอาชีพอื่น ผมไปเจอเพื่อนรุ่นเดียวกันที่ทำธุรกิจ เป็นข้าราชการ แม่งแก่ชิบหายเลย แต่งตัวแบบไม่มีเซนส์แฟชั่นสักนิด ตั้งแต่ The Beatles แตกวงไปมึงไม่แต่งตัวอีกแล้วเหรอ (หัวเราะ) อายุหกสิบก็ยังทำหนังได้อีกเป็นสิบปี ถ้าคุณยังรักษาตัวเองให้ฟิต คุณยังหนุ่มมากนะ

เป็นเอก รัตนเรือง ในวัย 58 ปี กับชีวิตใหม่ที่เชียงใหม่ อยู่บ้าน ปลูกต้นไม้ เล่าเรื่องผ่านภาพวาดและภาพพิมพ์

สิ่งที่คนอายุห้าสิบกว่าควรทำคืออะไร

ต้องส่งต่อความรู้ มีหลายรูปแบบนะ ไม่ใช่เรียกคนมานั่งสอน การทำหนังมีส่วนที่เป็นอาร์ตยี่สิบสามสิบเปอร์เซ็นต์ อีกเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์เป็นคราฟต์ ส่วนที่เป็นคราฟต์ต้องถูกส่งต่อ เพราะเราก็ได้รับส่วนนั้นมาจากคนรุ่นก่อน เขาอาจจะไม่ได้มานั่งสอนเรา เราอาจจะดูจากหนังเขา อ๋อ เวลาถ่ายคนคุยกันต้องถ่ายอย่างงี้ว่ะ พอตัดออกมาถึงเหมือนคนคุยกัน ของกูถ่ายมาทีไรแม่งมองไปคนละทางทุกที

อีกอย่างที่ผมพยายามส่งต่อให้คนที่เข้ามาพัวพันในชีวิต คือทัศนคติกับรสนิยม รสนิยมโคตรสำคัญเลย กูจะเลือกเสนอยังไง ให้คนดูอะไร ไม่ให้ดูอะไร รสนิยมมีส่วนมาก ทัศนคติก็ มึงหยุดบ่นได้แล้ว มึงไม่ได้สิ่งที่มึงอยากได้ไม่เป็นไร ไม่มีใครได้สิ่งนั้น สปีลเบิร์กก็ไม่ได้ อะไรที่อยู่ตรงหน้าทำไปเลย

เด็กอยากฟังคนแก่สอนเหรอ

ผมไม่เห็นเด็กคนไหนไม่อยากฟังผมนะ แต่ทำไมเราอยากให้เด็กฟังเราวะ ตอนเราเป็นเด็ก เราก็ไม่ได้ฟังผู้ใหญ่ทุกคน เราเลือกฟังเฉพาะคนที่เราชอบ คนที่เราไม่ชอบก็ไม่ฟังทั้งที่พูดจามีสาระกว่าด้วย เวลาคุยกับใครผมเอาความไร้สาระเป็นที่ตั้ง ผมเป็นคนซีเรียสนะ สิ่งที่คิดในหัว การดำเนินชีวิต เวลาทำงานผมจริงจังชิบหาย แต่ผมไม่อยากดูเป็นคนแบบนั้น เด็กๆ นั่งกินข้าวอยู่ พอลงไปนั่งด้วยแล้ววงแตก ค่อยๆ เฟดไปทีละคน ผมไม่อยากเป็นแบบนั้น

คุณทำยังไง

ต้องมีความเป็นกันเองสูง อาจจะเป็นพรสวรรค์เหมือนกันนะ ถ้าคุณเป็นคนใจกว้าง ไม่ว่าคุณจะแก่ยังไง คุณก็โอเคว่ะ แล้วอย่าไปตัดสินอะไร ผมตัดสินอะไรน้อยมาก บางทีเผลอไปตัดสินก็จะรีบบอกตัวเองว่า มึงอย่าไปตัดสินแบบนั้น มันก็ช่วยนะ อาจเป็นเพราะได้เดินทางไปเห็นอะไรต่อมิอะไร ประเทศที่แย่กว่าเรามีตั้งเยอะ ประเทศที่เริ่ดกว่าเราก็มีตั้งเยอะ แล้วผมก็พยายามจะไม่ซีเรียสกับอะไรมาก

ชอบอะไรในชีวิตตัวเองตอนนี้ที่สุด

ผมมีอิสรภาพมากขึ้นในหลายๆ แง่ ผมทำงานมานาน แล้วไม่ได้ใช้เงินหมด มีเงินเก็บอยู่บ้าง ใช้จ่ายน้อยลงเยอะ ก็เลยได้อิสรภาพนั้นมา ตอนหนุ่มๆ ผมอาจจะมีฟอร์มมากกว่านี้ แต่พอมันโดนละลายไป อิสรภาพก็มากขึ้น สิ่งที่เอ็นจอยที่สุดตอนนี้คืออิสรภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมรักษามาตลอดชีวิตนะ ผมกลัวมันจะหายไปมาก ทุกอย่างที่ผมสละไปจากชีวิตก็เพื่อรักษาอิสรภาพ

ผมไม่มีบริษัท คนที่มีชื่อเสียงประมาณผม ส่วนมากต้องมีบริษัท ผมเคยมีอาทิตย์หนึ่ง แล้วก็เดินไปบอกพาร์ตเนอร์ผมว่า ปิดเหอะ ยังไม่ได้ทำงานอะไรสักชิ้นเลยนะ ยังไม่มีปัญหาอะไรเลย แต่เป็นสัปดาห์ที่ผมไม่มีความสุขเลย ตั้งแต่รู้ว่าตัวเองมีบริษัทความสุขในชีวิตผมก็หมดไป นอนไม่หลับ ผมไม่เคยนอนไม่หลับนะ

เจ้านาย (พงศ์ไพบูลย์ สิทธิคู) อยากให้หุ้นผม เพราะผมอยู่กับเขามานาน แล้วไม่เคยเรียกร้องอะไรเลย ผมก็ไม่เอา เพราะถ้ามีหุ้น ความรู้สึกรับผิดชอบจะมาทันที ถ้าสองเดือนข้างหน้าผมไม่อยากทำโฆษณา แต่อยากแปลหนังสือ อยากไปอินเดีย ถ้าผมมีหุ้นก็ทำไม่ได้สิ

ผมไม่ได้แต่งงาน ไม่มีลูก ก็เกิดจากการที่ผมหวงแหนอิสรภาพ มาคิดดูตอนนี้ก็เวอร์เหมือนกัน ผมไม่ควรจะหวงขนาดนั้น ไม่อย่างนั้นผมอาจจะมั่นคงกว่านี้ในหลายๆ ทาง แต่เลือกแล้วก็ต้องยอมรับผลของมัน มันก็ไม่ได้แย่นะ

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

เมื่อไม่นานมานี้ The Cloud เพิ่งนำเสนอเรื่องราวของ NAYA Residence ที่พักเพื่อผู้สูงวัยที่ใช้แนวคิด Universal Design (การออกแบบเพื่อคนทั้งมวล) มาใช้ เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยและส่งเสริมสุขภาวะให้ผู้เข้าพัก ซึ่งเป็นธุรกิจตอบโจทย์สังคมไทยที่ได้ก้าวเข้าสู่ความเป็นสังคมผู้สูงอายุไปเรียบร้อยแล้ว

หนึ่งในเบื้องหลังโปรเจกต์ดังกล่าวคือ แพทย์หญิงนาฏ ฟองสมุทร ผู้ใช้ชีวิตทำงานกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ในการผลักดันคุณภาพชีวิตให้กับผู้สูงวัย ผ่านสารพันโครงการทั้งร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน

โครงการสำคัญที่หมอนาฏเข้าไปก่อร่างด้วยตั้งแต่เริ่มต้นเมื่อ พ.ศ. 2539 และกลายมาเป็นต้นแบบที่พักผู้สูงอายุ คือ สวางคนิเวศ สภากาชาดไทย ด้วยแนวคิดบุกเบิกเรื่อง Active Aging สร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อยู่อาศัยอื่นๆ และใช้ชีวิตอย่างสำราญ ปัจจุบัน เธอยังร่วมพัฒนาอีกหลายโครงการ Senior Complex หรือที่เรียกว่า ศูนย์ที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุแบบครบวงจร เช่น โครงการรามาฯ-ธนารักษ์ ที่พักอาศัยคนชรา ซึ่งเป็นโครงการนำร่องเพื่อรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยไม่หวังกำไร ที่กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง เป็นผู้รับผิดชอบร่วมกับคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล 

เรามีโอกาสพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลผู้สูงวัยคนนี้อีกครั้ง จึงขอนำชีวิต ประสบการณ์ การทำงานทั้งหมดของเธอมาคั้นรวมกันอย่างเข้มข้น จนกลั่นออกมาเป็นคำแนะนำในการเตรียมตัว วางแผนชีวิตหลังเกษียณที่อยากให้ทุกคน ทั้งประชาชนและคนทำงานภาคนโยบายรัฐได้อ่าน

เพราะเด็กทุกคนในวันนี้คือคนแก่ในวันหน้า (มีใครล่ะหนีความแก่ได้บ้าง)

‘เตรียมตัวอย่างไรในสังคมที่ความตายมาช้าลง’ วางแผนชีวิตสูงวัยกับ พญ.นาฏ ฟองสมุทร

ได้ฟังหมอนาฏเล่าเรื่องราวการทำงานของตัวเองบนเวที TEDx มาบ้างแล้ว แต่อยากย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้น ก่อนเริ่มมาผลักดันเรื่องคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยอย่างจริงจัง

ตอนนั้นพูดแข็งมาก (หัวเราะ) หมอเรียนจบคณะแพทย์ฯ จุฬาฯ รุ่น 38 ลองนับย้อนดูจะพอรู้ว่านานแค่ไหน ช่วงเวลานั้นในประเทศไทยยังไม่มีการพูดถึงเรื่องผู้สูงอายุเลย สนใจกันแต่เรื่องเด็ก แต่มีสองปัจจัยหลักที่ทำให้เราสนใจเรื่องนี้ 

หนึ่งคือเมนเทอร์ของเราคือ ศาสตราจารย์กิตติคุณ แพทย์หญิง ท่านผู้หญิงศรีจิตรา บุนนาค เป็นผู้นำการขับเคลื่อนด้านผู้สูงอายุในไทย ครอบครัวของหมอสนิทกับครอบครัวของท่านผู้หญิงศรีจิตรา เรานับถือท่านมาก เลยได้รับอิทธิพลมาจากท่าน

อีกส่วนหนึ่งคือเราจบแพทย์มาแต่ไม่ได้เรียนต่อเฉพาะทาง เราไปเรียนบริหารที่บอสตัน อเมริกา เพราะสนใจเรื่องต่างๆ จากมุมกว้างและบ้านมีธุรกิจอยู่แล้ว เราจึงตามหาว่าเส้นทางอาชีพของเราจะไปทางไหนได้ นั่นคงเป็นจุดเริ่มต้นให้เราสนใจเรื่องผู้สูงวัย

แล้วจุดเปลี่ยนจริงๆ คือตอนไหน

เมื่อเราได้ทำงานกับสภากาชาดไทย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงมีพระราชดำริเกี่ยวกับภารกิจของกาชาดที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ พระองค์ท่านให้คิดดูว่าจะทำโครงการอะไรที่ไม่ต้องพึ่งพางบประมาณของรัฐ แต่พึ่งพาตนเองได้ ตอนนั้น ศ.ดร.นายแพทย์ พิชิต สุวรรณประกร ซึ่งได้รับมอบหมายงานนี้ท่านมาคุยกับเราเพื่อหาความเป็นไปได้ ลงล็อกเลย โอกาสมาถึงแล้ว

‘เตรียมตัวอย่างไรในสังคมที่ความตายมาช้าลง’ วางแผนชีวิตสูงวัยกับ พญ.นาฏ ฟองสมุทร

เลยเป็นจุดเริ่มต้นของคอนโดฯ สำหรับผู้สูงวัย ‘สวางคนิเวศ สภากาชาดไทย’ ที่เล่าถึงบนเวที TEDx 

ใช่แล้ว ตอนนั้นเป็น พ.ศ.​ 2540 ซึ่งเป็นช่วงวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งพอดี เราจะทำโครงการนี้เพื่อจับกลุ่มเป้าหมายผู้สูงวัยกลุ่มไหนเพื่อให้ตอบโจทย์ ‘เลี้ยงตัวเองได้’ ตอนนั้นสภากาชาดคุ้นชินกับการทำงานสังคมสงเคราะห์ ซึ่งไม่ว่ามีงบประมาณเท่าไหร่ก็หมด แต่โจทย์ตอนนี้คือการทำงานกับกลุ่มที่มีเงิน อาจไม่ถึงขั้นรวยล้นฟ้า และเราทำหน้าที่บริหารจัดการเงินที่ท่านบริจาคมา สร้างที่พักที่ท่านอยู่ไปได้ตลอดชีวิต ให้ท่านได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยเป็นที่พักเพื่อผู้สูงอายุในราคาจับต้องได้ แม้ผู้สูงวัยบริจาคเงินค่าที่พักมาแล้ว ก็ยังพอเหลือเงินเก็บบางส่วนเอาไว้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน นี่คือแนวคิดของที่พักผู้สูงอายุสวางคนิเวศ สภากาชาดไทย ซึ่งยังไม่มีใครทำเลยในเวลานั้น

ณ ตอนนั้นคนไทยน่าจะรู้จักแต่บ้านบางแค แล้วทำอย่างให้ให้คนเข้าใจคอนเซ็ปต์บ้านพักคนชราแบบใหม่

ช่วงที่เปิดตัว เมืองไทยยังไม่รู้จักแนวคิดที่พักผู้สูงอายุ ดังนั้น เราต้องให้ความรู้กับสังคมว่านี่คือทางเลือกใหม่ แต่คำถามก็ถาโถมเข้ามา อาจเพราะคนติดภาพสภากาชาดที่ทำแต่งานสังคมสงเคราะห์ อุปสรรคอื่นก็มีมาก ทั้งความเข้าใจของผู้เข้าพัก เมื่อยี่สิบปีที่แล้วผู้สูงอายุยังไม่ชินกับการลดขนาดชีวิตจากการอยู่บ้านมาอยู่ในคอนโดฯ ห้องขนาดสามสิบตารางเมตร เราประสบปัญหาชีวิตเยอะ แม้ไปดูงานต่างประเทศ ฮ่องกง อังกฤษ ออสเตรเลีย แต่มันไม่ได้เข้ากับบริบทของไทย เฟสแรกเราสร้างไว้เพียงร้อยหกสิบแปดห้องก็จริง แต่กว่าจะขายหมดใช้เวลาร่วมสิบปี 

นอกจากนั้น ยังมีประเด็นการบริหารจัดการดูแลผู้เข้าพัก ซึ่งเรายังทำได้ไม่ดีในตอนนั้น เสียงเชิงลบก็ส่งออกไปข้างนอก แต่เราเรียนรู้จากประสบการณ์ไปเรื่อยๆ จนเวลาผ่านมาถึงช่วง พ.ศ. 2550 Aging Society เริ่มเป็นประเด็นในสังคม ห้องพักเราก็ได้รับความสนใจไปด้วย จากที่เคยต้องอ้อนวอนให้มาอยู่กัน ก็มีคนเข้ามาดูมากขึ้น

ทำยังไงให้การมาอยู่บ้านพักผู้สูงอายุกลายเป็นทางเลือก ไม่ใช่ทางหนี

ช่วงแรกที่เราทำสวางคนิเวศเหมือนเราเป็นผู้ร้าย ถูกกล่าวหาว่าเรากำลังทำลายโครงสร้างครอบครัวของไทย แต่จริงๆ ธรรมชาติสังคมเรากำลังเปลี่ยน ครอบครัวมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ เราแค่นำเสนออิสระและทางเลือกให้กับผู้คน ล่าสุดคุยกับคุณป้าที่เข้าพักที่สวางคนิเวศ ท่านบอกว่าภูมิใจ ไม่ได้รู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง นี่เป็นทางเลือกของท่าน กลายเป็นว่าลูกหลานเสียอีกที่ขอมาค้างกับพ่อแม่ปู่ย่าที่สวางคนิเวศช่วงเสาร์อาทิตย์

‘เตรียมตัวอย่างไรในสังคมที่ความตายมาช้าลง’ วางแผนชีวิตสูงวัยกับ พญ.นาฏ ฟองสมุทร
‘เตรียมตัวอย่างไรในสังคมที่ความตายมาช้าลง’ วางแผนชีวิตสูงวัยกับ พญ.นาฏ ฟองสมุทร

เหมือนจะได้บทเรียนเข้มข้นเลย อย่างนี้คุณหมอนำประสบการณ์จากเฟส 1 มาปรับปรุงเฟส 2 ในประเด็นใดบ้าง

เราได้รู้จักกับ รองศาสตราจารย์ ไตรรัตน์ จารุทัศน์ กรรมการบริหารหลักสูตรเคหพัฒนศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาเคหการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้าน Universal Design คราวนี้ล่ะ สภากาชาดรู้แท้รู้จริงเสียที เราจึงได้นำหลักการออกแบบที่ว่านี้มาใช้ปรับปรุงห้องที่เหลืออยู่ของเฟสแรกก่อน ยังไม่ได้เข้าเฟสสองด้วยซ้ำ (ยิ้ม) 

เมื่อห้องที่ปรับปรุงใหม่ดูน่าอยู่และปลอดภัยมากขึ้น มีบริการด้านสุขภาพจากส่วนกลาง ทีมพยาบาลทำงานได้ลงตัวแล้ว เลยเปิดขายอีกครั้ง คราวนี้เราขายห้องหมดได้อย่างรวดเร็ว น่าจะเป็นเพราะตลาดมีความพร้อมและเข้าใจประเด็นนี้แล้วด้วย ห้องที่มีจึงโดนใจเขามากขึ้นกว่าเดิม พอเห็นว่าเฟสหนึ่งขายหมดแล้ว สภากาชาดเลยรุกต่อด้วยการสร้างเฟสสอง เพราะเห็นว่านี่เป็นเวลาที่เหมาะสมแล้ว

จากที่ไม่ได้ดูด้านการออกแบบในเฟสหนึ่ง พอเฟสสองนี่เราได้เข้ามาดูแลเต็มตัวในฐานะ Project Manager ซึ่งเปิดเพิ่มอีกสามร้อยห้อง แต่ยังคงเน้นที่ความเป็นส่วนตัว ไม่หนาแน่น ราคาจับต้องได้กว่าเดิม เราไม่ได้เสนอให้เจนเนอเรชันที่สองเข้ามารับช่วงต่อจากผู้สูงวัยได้แบบเฟสแรก ซึ่งถือเป็นบทเรียนเช่นกัน รอบนี้เลยตีโจทย์แตกกว่าเดิม เฟสสองขายดี หมดภายในสิบสองเดือน ตอนนี้เรามีทั้งหมดเกือบห้าร้อยห้อง นั่นเท่ากับเรามี Economy of Scale (การประหยัดโดยเพิ่มขนาด) ให้บริการได้ครบครันมากขึ้น ตั้งแต่มีพยาบาลยี่สิบสี่ชั่วโมง ติดตั้งระบบขอความช่วยเหลือในห้อง รวมถึงการจัดกิจกรรมร่วมกับอาสากาชาด

จากสวางคนิเวศ ต่อยอดไปขนาดไหน

แม้สวางคนิเวศไม่ใช่บทเรียนที่ถูกต้องทั้งหมด แต่เป็นต้นแบบให้โครงการอื่นได้นำไปเรียนรู้และทำที่พักผู้สูงอายุต่อ หลังจากที่ทำสวางคนิเวศเฟสสองเสร็จแล้ว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ก็ให้ไปช่วยพัฒนาโครงการ Senior Complex ที่บางละมุง ซึ่งตอนนี้ทำ Master Plan ไว้แล้วประมาณหกร้อยห้อง แต่ต้องพับเอาไว้ก่อนเพราะเรื่องการเมือง นอกจากนี้ ก็มีเข้าไปช่วยโครงการที่พักผู้สูงอายุรามาฯ-ธนารักษ์ ที่เปิดตัวไปเมื่อปลายปีที่แล้ว ซึ่งทั้งหมดนำบทเรียนจากสวางคนิเวศมาใช้ออกแบบ ทั้งการจัดการ การดูแลผู้เข้าพัก และการออกแบบกิจกรรมให้ผู้สูงอายุ

ชีวิตที่อุทิศเพื่อผลักดันทางเลือกในชีวิตให้กับผู้สูงวัย สู่คำแนะนำให้คนรุ่นใหม่ได้แก่และเตรียมตัวตายอย่างรู้เท่าทัน
ชีวิตที่อุทิศเพื่อผลักดันทางเลือกในชีวิตให้กับผู้สูงวัย สู่คำแนะนำให้คนรุ่นใหม่ได้แก่และเตรียมตัวตายอย่างรู้เท่าทัน

ทำไมจึงนำกิจกรรมเพื่อผู้สูงวัยมาเป็นแนวคิดหลักในการออกแบบที่พัก

กิจกรรมทั้งหมดเป็นอุบายเพื่อให้ผู้สูงอายุออกจากห้องมาเข้าสังคม มาออกกำลังกาย พูดคุยกันอยู่ริมสระ เพื่อสร้าง Active Aging Lifestyle ช่วยทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสมอง ของผู้สูงอายุ การออกกำลังใดๆ ในผู้สูงอายุควรจะจัดเป็นกลุ่ม เพราะทำเดี่ยวมันน่าเบื่อ ซึ่ง อาจารย์ไตรรัตน์ออกแบบสวางคนิเวศเพื่อสนับสนุนแนวคิดนี้อยู่แล้ว มีลู่เดินออกกำลังกาย มีสระว่ายน้ำเป็นมิตรกับผู้สูงอายุ ให้ยืนได้ มีราวให้จับ ทางเดินลงเป็นทางลาดแทนที่จะเป็นบันได ตอนนี้เรามีนักกายภาพบำบัดมานำกิจกรรมปั่นจักรยานในน้ำด้วย

ซึ่งกลุ่มเป้าหมายที่เราดูแล คือกลุ่มผู้สูงอายุที่ยังดูแลตัวเองได้ ไม่ได้เป็นกลุ่มนอนติดเตียงที่ต้องการบริการและการดูแลอีกแบบหนึ่ง มีบ้างที่เราถูกตั้งคำถามว่า เราจะเตะผู้สูงอายุออกจากที่พักหรือไม่ ถ้าท่านอยู่ในสภาวะติดเตียง จริงๆ แล้ว เรามีการจัดหาบริการอื่นเอาไว้รองรับ มีการประสานงานกับ Nursing Home ต่างๆ เพื่อดูแลท่านให้ดีที่สุดต่อไป

ดังนั้น แนวคิดของที่พักผู้สูงอายุลักษณะนี้ ไม่ใช่การสร้างโรงพยาบาลที่มีแพทย์และพยาบาลประจำเพื่อการรักษา แต่เป็นบ้านเพื่อส่งเสริมสุขภาพ เพื่อให้ผู้สูงอายุแข็งแรงได้นานที่สุด และมีสภาวะติดเตียงสั้นที่สุด 

ล่าสุดมี NAYA Residence ซึ่งจับตลาดกลุ่ม Upper-middle Class มาชวนไปร่วมงาน เราจึงได้มีโอกาสใส่บริการที่พรีเมียมเพิ่มเข้าไป เพราะกลุ่มลูกค้าเขามีกำลังซื้อ มีการนำเทคโนโลยีของทาง SCG เข้ามาช่วยดูแลผู้อยู่อาศัย เพื่อให้ทีมงานทำงานได้ดีขึ้น มีเซนเซอร์ทั้งในห้องและแบบที่สวมใส่ได้ เพื่อเอาไว้ขอความช่วยเหลือในกรณีฉุกเฉิน หรือแม้กระทั่งเก็บข้อมูลพฤติกรรม การก้าวเดิน ระยะเวลาการนอน หรือการเข้าห้องน้ำ มาใช้เป็นฐานข้อมูลวิเคราะห์ความเสี่ยงต่อสุขภาพของผู้สูงอายุได้ เป็นต้น 

ฟังดูเหมือนหมอนาฏให้ความสำคัญกับการป้องกันภาวะติดเตียงมาก

ใช่ค่ะ ในอนาคตการดูแลผู้สูงอายุจะไม่ใช่การทำงานตั้งรับ แต่เป็นการทำงานเชิงรุก เพื่อสร้างผู้สูงวัยที่มีสุขภาพดี ดูแลตัวเองได้ยาวๆ เทคโนโลยีที่ใช้ดูแลผู้สูงวัยลักษณะนี้ นำไปใช้ที่บ้านได้ด้วยเหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องมาใช้บริการที่พักผู้สูงอายุของเรา เพราะผู้สูงอายุเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ใช้ชีวิตอยู่ที่บ้าน ก็อยู่ได้ตามปกติ แต่จะมีทีมงานคอยตรวจเช็กสุขภาวะให้ เป็นลักษะของ Virtual Care 

ถ้าไม่ไปอยู่ที่พักสำหรับผู้สูงอายุ เราต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้างเพื่อให้พวกเขาอยู่ที่บ้านได้อย่างราบรื่น

แม้ว่าบางครั้งสังคมที่เปลี่ยนไปอาจทำให้ทุกคนไม่มีทางเลือก สมาชิกในครอบครัวมีภาระงานเพิ่มมากขึ้น แต่จริงๆ แล้วคุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับผู้สูงวัย คือการได้อยู่กับครอบครัว 

สังคมไทยในชนบทเอื้อให้เราดูแลผู้สูงอายุที่บ้านอยู่แล้ว เพราะมีความเป็นชุมชนสูง คนในเมืองต่างหากที่เป็นปัญหา แต่เราปรับตัวได้ ตั้งแต่การปรับบ้านให้เหมาะสมกับวัยที่เปลี่ยนไปได้ ลูกหลานหรือผู้ดูแลเองก็ต้องมีความรู้ เพื่อดูแลท่านอย่างมีความสุข โดยอาจไปเข้าคอร์สเรียนต่างๆ เพิ่มเติม รวมถึงมีบริการบางประเภทช่วยแบ่งเบาได้ เช่น Senior Wellness Center ช่วยดูแลผู้สูงวัยในช่วงกลางวัน มีกิจกรรมต่างๆ ให้ผู้สูงอายุได้ทำเพื่อเข้าสังคม เพราะความเหงาเป็นโรคหนึ่งของผู้สูงวัยเช่นกัน

ชีวิตที่อุทิศเพื่อผลักดันทางเลือกในชีวิตให้กับผู้สูงวัย สู่คำแนะนำให้คนรุ่นใหม่ได้แก่และเตรียมตัวตายอย่างรู้เท่าทัน

เมื่อประเทศกำลังก้าวสู่สังคมสูงวัย คนรุ่นใหม่วันนี้ต้องรู้อะไรบ้าง

เด็กๆ เองต้องตระหนักว่า เด็กที่เกิดในวันนี้มีโอกาสอายุยืนถึงร้อยปี อายุเฉลี่ยของคนจะยาวมากขึ้นเรื่อยๆ วันหนึ่งเราจะตกอยู่ในสเปกตรัมของคนแก่เช่นกัน ดังนั้น สังคมสูงวัยเป็นเรื่องของทุกคน ทุกคนต้องเตรียมตัว ทั้งเรื่องเงินเก็บ ทักษะต่างๆ เพราะต่อไปคนจะไม่ได้มีอาชีพเดียวเหมือนคนรุ่นเก่า ความยืดหยุ่นและความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่ช่วยให้เราอยู่ได้ รวมถึงทุนด้านสุขภาพที่ดีก็เป็นสิ่งสำคัญ เราคงไม่อยากเป็นคนอายุยืนที่เต็มไปด้วยโรค 

การมีผู้สูงอายุอยู่ในครอบครัวและเด็กได้มีส่วนร่วมในการดูแลนั้น เป็นประโยชน์ต่อชีวิตเขาเองในระยะยาว เพราะเขาได้เรียนรู้และเตรียมพร้อมสำหรับกลายผู้สูงวัยในอนาคต ขณะเดียวกัน ผู้สูงวัยเองต้องไม่ยึดติด ต้องเรียนรู้วิธีคิดของเด็กๆ ด้วย เราจะเห็นว่าน้องๆ ม็อบชูสามนิ้วทะเลาะกับผู้สูงวัยอยู่ทุกวันนี้ เป็นเพราะต่างฝ่ายต่างไม่ได้ทำความเข้าใจกัน 

เด็กปรับตัวแล้ว ผู้สูงวัยต้องปรับตัวด้วย

ใช่ค่ะ เพราะชีวิตมีความเป็นสเปกตรัม เหมือนมีจุดตัดที่วัยเกษียณนั้นเป็นเพียงเส้นแบ่งทางกฎหมาย ในความเป็นจริงเรามีชีวิตที่ต่อเนื่องจากวัยนั้นไปอีก ทุกวันนี้ชีวิตไม่ได้หยุดที่วันเกษียณ เลี้ยงหลาน ปลูกต้นไม้ อยู่บ้านเฉยๆ เหมือนสมัยก่อนอีกแล้ว 

อันที่จริงกลุ่มผู้สูงวัยรุ่นใหม่ที่อายุเพิ่งชนวัยหกสิบปีในตอนนี้ เขามีความคิดต่างจากผู้สูงวัยรุ่นก่อน เขายังมีสุขภาพที่ดี มีทัศนคติที่อยากทำงานต่อ มีการคิดถึงชีวิตครึ่งหลังของตัวเองว่าอาจมีอาชีพสองถึงสามต่อไปได้ คนกลุ่มนี้เป็น Active Aging มีช่วงเวลาทองยาวไปถึงอายุ 70 ปี แล้วจึงเริ่มโรยราลง

ประชาชนปรับตัวแล้ว ประเทศต้องปรับด้วยหรือเปล่า สำหรับคนที่ช่วงเวลาทองจะยาวนานขึ้น

นับจากนี้ไปอีกยี่สิบปี เราจะมีประชากรที่อายุชนวัยหกปีเพิ่มขึ้นปีละหนึ่งล้านคน ประเทศไทยควรสนับสนุนให้คนอายุสี่สิบถึงเจ็ดสิบปีมีกิจกรรม ได้ทำงาน เขาอาจไม่ได้ต้องการเงิน แต่ต้องการคุณค่าในตัวเองมากกว่า ตอนนี้เริ่มมีการก่อตั้งชุมชนผู้สูงอายุขึ้นมาในโซเชียลมีเดีย ทั้ง Young Happy, เกษียณเกษม, Happy Senior, Sixty Prompt เพื่อรวบรวมผู้สูงวัยให้มาทำกิจกรรมร่วมกัน

รัฐบาลต้องยอมรับว่า การส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุที่ดี คือการให้เขาพึ่งพาตัวเองได้ การออกแบบระบบขนส่งสาธารณะด้วยวิธีคิดแบบ Universal Design เพื่อเอื้อให้เขาไปไหนมาไหนเองได้เป็นสิ่งจำเป็น และ Digital Literacy การมีทักษะ รู้เท่าทันชีวิตในโลกดิจิทัลก็สำคัญ หากเขาใช้อุปกรณ์ดิจิทัลได้ เขาจะไม่หลุดไปจากโลกปัจจุบัน รวมถึง Financial Literacy การทำกิจกรรมทางการเงินต่างๆ บนโลกดิจิทัลก็จำเป็นไม่แพ้กัน หากมีสิ่งเหล่านี้ ผู้สูงวัยจะเข้าสังคมทางออนไลน์ได้ หรือมีส่วนร่วมในการซื้อขายสินค้า องค์ความรู้ ทักษะ ผ่าน Market Place ได้เป็นต้น

ชีวิตที่อุทิศเพื่อผลักดันทางเลือกในชีวิตให้กับผู้สูงวัย สู่คำแนะนำให้คนรุ่นใหม่ได้แก่และเตรียมตัวตายอย่างรู้เท่าทัน

การสนับสนุนให้ผู้สูงวัยทำกิจกรรมทางการเงินบนโลกดิจิทัล จำเป็นแค่ไหน

อีกบทบาทหนึ่งของเรา คือการเป็นกรรมการกองทุนผู้สูงอายุของประเทศไทย ซึ่งให้เงินกู้ไม่มีดอกเบี้ยกับผู้สูงอายุไปตั้งต้นในการประกอบอาชีพ เราได้เห็นว่าอาชีพส่วนใหญ่ที่มีการร้องขอเงินกู้เข้ามายังเป็นอาชีพแบบเดิม เช่น ทำเกษตร เปิดร้านโชห่วย ทำลูกประคบขาย ซึ่งถ้าทำแล้วไม่สามารถเข้าถึงตลาดได้ก็จะเติบโตยาก หากเราสามารถนำ Digital Market Place เข้าไปเชื่อมต่อกับงานที่ผู้สูงอายุทำได้ก็เป็นการขยายโอกาสที่ดี แต่ผู้สูงอายุเองต้องใช้งานเครื่องมือใหม่ๆ เหล่านี้ได้ด้วย

ดังนั้น เราต้องสนับสนุนให้ทุกคนเตรียมตัวในช่วง Pre-aging ได้ดี เพิ่มความมั่นใจ เห็นคุณค่าในตัวเอง มีความสามารถในการหารายได้ มีเงินเก็บมากพอ สังคมจะได้ประโยชน์ไปด้วย เพราะเมื่อเขามีงานมีสังคม เขาจะใช้ชีวิตในช่วงสูงวัยอย่างแข็งแรงได้ยาวนานที่สุด เป้าหมายคือการแทรกแซงเพื่อให้คนไทยนอนป่วยติดเตียงให้น้อยที่สุด

สุดท้ายแล้ว เราต้องสร้างปัจจัยให้ทุกคนพึ่งพาตนเองได้

ใช่ค่ะ ไม่มีใครอยากเป็นภาระให้กับใคร เราอาจพึ่งพารัฐบาลไปไม่ได้ตลอดเช่นกัน ลำพังแค่เบี้ยผู้สูงอายุจากรัฐไม่มีทางเลี้ยงทุกคนไปได้ตลอด แต่รัฐมีหน้าที่ต้องสร้างมาตรการ กฎหมายป้องกันปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ การเกิดโรค NCD (Non-communicable Diseases) เช่น เบาหวาน ความดัน หัวใจ ผ่านการออกนโยบายลดหย่อนภาษีให้กับประชาชนซึ่งรักษาสุขภาพได้ดี หรือเราแบ่งเงินจากภาษีมูลค่าเพิ่มที่ทุกคนต้องจ่ายอยู่แล้วเวลาซื้อของ ให้กลายเป็นเงินออมสำหรับประชาชน เพื่อเอาไว้ใช้จ่ายยามเกษียณ เพราะการพึ่งพาตนเองเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ

ชีวิตที่อุทิศเพื่อผลักดันทางเลือกในชีวิตให้กับผู้สูงวัย สู่คำแนะนำให้คนรุ่นใหม่ได้แก่และเตรียมตัวตายอย่างรู้เท่าทัน

Writer

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load