การกินการอยู่ในตอนนี้สาหัสสากรรจ์เอามากๆ มีคนชวนให้สงสัยว่าเมืองไทยก็เคยมีเหตุการณ์แย่ๆ มาแล้วเยอะแยะ อย่างยึดอำนาจ มีเคอร์ฟิวห้ามออกจากบ้านก็มี สงครามกลางเมืองก็มี น้ำท่วมก็มี แล้วตอนนั้นคนไทยกินอยู่อย่างไร

การกินอยู่ไม่ว่าในสถานการณ์อะไรก็พึ่งตลาดอย่างเดียว พึ่งตั้งแต่ยุคตลาดน้ำโน่นเลย ใครมีพืชผัก ผลไม้ หมู ปลา อะไรก็เอาใส่เรือไปขาย ยังมีเรือเอี้ยมจุ๊นขายของใช้ในครัว ของใช้ประจำบ้านจิปาถะ ข้าว เกลือ กะปิ พริกแห้ง หอม กระเทียม ซีอิ๊ว น้ำปลา ปลาเค็ม ถ่าน เตา หม้อ กระทะ กระบวย ตะหลิว ครก ยังมีเครื่องมือ แห อวน จอบ มีดพร้า พอยุคต่อมาตลาดขึ้นบก เป็นตลาดสดจะใหญ่-เล็กขนาดไหน ต้องมีร้านขายเครื่องใช้ไม้สอยอยู่ด้วย คู่กันมาตลอด

ร้านโชห่วย เพื่อนคู่ใจใกล้ตัวของคนทำกับข้าว ในยามเกิดวิกฤตทั้งอดีตและปัจจุบัน
ร้านโชห่วย เพื่อนคู่ใจใกล้ตัวของคนทำกับข้าว ในยามเกิดวิกฤตทั้งอดีตและปัจจุบัน

ร้านขายเครื่องใช้ไม้สอยนี่เองที่รวมของใช้ในครัวแล้วยังขายเครื่องปรุงของแห้งนานาชนิด อย่างพริกแห้ง หอม กระเทียม กุ้งแห้ง ถั่วลิสง ผงพะโล้ เต้าเจี้ยว มีอีกเยอะแยะ เลยเรียกว่าร้านของชำหรือที่เรียกคุ้นๆ ว่า ‘โชห่วย’

แล้วโชห่วยนี่จะบอกอะไรได้หลายอย่าง อยู่ที่ไหน ในสังคมอะไร จะบอกถึงความเป็นท้องถิ่นได้หมด ทางอีสานก็อย่างหนึ่ง เหนือ ใต้ ก็อย่างหนึ่ง เยาวราช เจริญกรุง ถิ่นคนจีนก็อย่างหนึ่ง หรือแถบนครปฐม ราชบุรี มีพวกหม้อต้ม ซึ้งนึ่ง กระทะ ตะหลิว กระชอนขนาดใหญ่ๆ สำหรับใช้ในงานทำโต๊ะจีนก็มีขาย ก็แถบนั้นเป็นดงทำโต๊ะจีน ทั้งหมดนี่เป็นโชห่วยแบบกว้างๆ 

ร้านโชห่วย เพื่อนคู่ใจใกล้ตัวของคนทำกับข้าว ในยามเกิดวิกฤตทั้งอดีตและปัจจุบัน
ร้านโชห่วย เพื่อนคู่ใจใกล้ตัวของคนทำกับข้าว ในยามเกิดวิกฤตทั้งอดีตและปัจจุบัน

ยังมีโชห่วยเบ็ดเสร็จ ขายทั้งของชำ เครื่องปรุง ของแห้งและอาหารสด อย่างใบกะเพรา โหระพา พริก ฟัก มะเขือยาว ไข่ หมู ไก่ ปลาทูเข่ง ปลายังมี ขังในกะละมัง พูดง่ายๆ ว่าเป็นตลาดสดย่อส่วน สำหรับของสดอาจไม่มาก เน้นเป็นของจำเป็น ใช้พอประทัง โชห่วยเบ็ดเสร็จนี้อยู่ในทุกชุมชน ไม่ว่าเป็นดงเศรษฐี ชนชั้นกลาง และคนใช้แรงงาน จุดเด่นของโชห่วยแบบนี้คือเป็นศูนย์กลางของชุมชน ทั้งคนขายกับคนซื้อต่างพึ่งพากันจนมีความแข็งแกร่ง ระบบค้าขายมีมิตรไมตรี มีการทักทายเจรจาหรือบอกรายละเอียดของสินค้า ใครอยากได้อะไรบอกมา จะหามาให้ 

มีตัวอย่างอยู่ครั้งหนึ่ง ในชุมชนย่านเศรษฐี คุณนายขาดของที่ต้องใช้ แทนที่จะขับรถไปซื้อที่ร้านใหญ่ๆ ของเยอะๆ ก็สั่งให้คนใช้ไปซื้อที่ร้านโชห่วยใกล้บ้าน ให้รีบไปรีบกลับ เอาจักรยานไป คอยจนเบื่อ พอคนใช้กลับมา ถามทำไมไปนาน ก็คุณนายสั่งให้เอาจักรยานไป ขี่ไม่เป็น เข็นไปเข็นกลับเลยนาน นั่นแสดงว่าย่านเศรษฐีก็มีร้านโชห่วย ตัวเศรษฐีเองก็รู้ว่าในร้านมีอะไรบ้าง

ร้านโชห่วย เพื่อนคู่ใจใกล้ตัวของคนทำกับข้าว ในยามเกิดวิกฤตทั้งอดีตและปัจจุบัน

เรื่องที่สงสัยว่าเมื่อกรุงเทพฯ มีวิกฤตการณ์ต่างๆ นั้น ที่พึ่งได้คือร้านโชห่วย ตัวอย่างเมื่อมีการยึดอำนาจ มีเคอร์ฟิวห้ามออกจากบ้าน ก็ไม่ได้ห้ามไม่ให้ซื้อของที่ร้านโชห่วย แล้วอีกอย่างพอมืดค่ำ กินข้าวเสร็จสรรพกันแล้ว ไม่ออกมาเพ่นพ่านซื้อข้าวของ ตอนที่เขาห้ามออกจากบ้าน

เมื่อตอนสงครามกลางเมือง เหตุการณ์อยู่แถวริมถนนพระรามสี่ สี่แยกราชประสงค์ ปทุมวัน ประตูน้ำเท่านั้น คนอยู่บ้านในๆ ลึกไปจากถนนก็ซื้อของจากร้านโชห่วย คนอยู่แถวสุขุมวิท ทองหล่อ เอกมัย เยาวราช สามเสน ก็ใช้ชีวิตตามปกติ แถวใกล้บ้านมีทั้งตลาดและร้านโชห่วย 

มีตอนน้ำท่วมกรุงเทพฯ ครั้งใหญ่เมื่อหลายสิบปีมาแล้ว น้ำท่วมเพราะฝนตกไม่หยุด 3 วัน 3 คืน ผู้ว่าฯ ยุคนั้นเรียกว่าฝนพันปี ตอนนั้นยังไม่รู้จักคำว่าน้ำท่วมรอระบาย ตอนนั้นคนกรุงเทพฯ ลุยท่องน้ำขนาดน่องไปซื้อของที่ร้านโชห่วยใกล้บ้าน

ร้านโชห่วย เพื่อนคู่ใจใกล้ตัวของคนทำกับข้าว ในยามเกิดวิกฤตทั้งอดีตและปัจจุบัน
ร้านโชห่วย เพื่อนคู่ใจใกล้ตัวของคนทำกับข้าว ในยามเกิดวิกฤตทั้งอดีตและปัจจุบัน

ที่เอาประโยชน์ของร้านโชห่วยมาเล่า ตอนนั้นยังไม่มีห้าง พอมีห้างใหญ่ๆ ขึ้นมาก็เป็นเรื่อง เหล่า NGO กับสื่อโวยวายกับรัฐบาลว่า ปล่อยให้มีธุรกิจข้ามชาติมาทำลายอาชีพธุรกิจตลาดสดและร้านโชห่วยของคนไทยธรรมดาๆ

เคยไม่เห็นด้วยกับเขา เห็นว่าทำอย่างไรก็ทำลายตลาดสดกับร้านโชห่วยไม่ได้ เพราะแข็งแกร่ง ยืนหยัดฝังรากในสังคมไทยมานาน ถึงห้างมีความทันสมัย คนเข้าห้างเดินตากแอร์เย็นฉ่ำ ดูร้านค้าต่างๆ มีร้านอาหารให้เลือกกินเยอะแยะ และในตัวสรรพสินค้าเอง ของที่วางบนชั้นขายนั้นมากมายลานตา จะเอาอะไร ของนอกของเมืองไทยมีหมด แต่หลายอย่างในห้างไม่มีขาย อย่างถ่านไม้ ครกดิน ปูนกินหมาก หวดนึ่งข้าวเหนียว กระติ๊บใส่ข้าวเหนียว ตระกร้า กระด้งตากปลา เขียงไม้มะขาม 

ระบบซื้อขาย คนซื้อก็หยิบของที่ต้องการใส่ตระกร้าหรือรถเข็น แล้วไปจ่ายเงินที่แคชเชียร์ ซึ่งเหมือนหุ่นยนต์รับเงิน ทอนเงิน เอาของใส่ถุง เป็นอันเสร็จ ขนาดถามว่าลิ้นจี่กระป๋องยี่ห้อนั้นทำไมแพงกว่ายี่ห้อนี้เขายังไม่รู้ ถึงห้างกับร้านโชห่วยจะมีความต่าง แต่ไม่ได้ขีดเส้นตายระหว่างห้างกับคนซื้อ คนเดินในห้างเยอะแยะที่ซื้อของเอาไปขายในร้านโชห่วยก็มี

ห้างก็รู้ พยายามปรับตัวให้เหมือนตลาด เพื่อดึงคนเข้าห้างมากๆ มีเครื่องแกงสำเร็จรูปตักชั่งน้ำหนักตามต้องการ จะให้ใส่ข่าบด ผงเม็ดผักชี ยี่หร่า เพิ่มก็ได้ มีมะพร้าวกะเทาะเนื้อ มีเครื่องขูดมะพร้าว และเครื่องคั้นกระทิ ใส่ถุงเหมือนตลาด ปลามีบริการขอดเกล็ด ควักไส้ จะนึ่ง จะทอด ทำให้เสร็จ แถมยังมีข้าวแกงใส่ถุงขาย เหมือนข้าวแกงหน้าตลาด ทั้งหมดนี้คือการปรับตัวของห้าง 

ร้านโชห่วย เพื่อนคู่ใจใกล้ตัวของคนทำกับข้าว ในยามเกิดวิกฤตทั้งอดีตและปัจจุบัน
ร้านโชห่วย เพื่อนคู่ใจใกล้ตัวของคนทำกับข้าว ในยามเกิดวิกฤตทั้งอดีตและปัจจุบัน

หลุดจากห้างก็มีคนทำรถพุ่มพวง เหมือนเป็นร้านโชห่วยเคลื่อนที่ โจมตีย่านชุมชนนอกเมืองไกลๆ หรือขายใกล้โรงงาน ครั้งแรกๆ คนทำรถพุ่มพวงดังระเบิด คนทำตื่นตี 2 ตี 3 ไปซื้อสินค้าที่ตลาดไท เอามาเร่ขาย ยังไม่ทันเที่ยงหมด ไปตลาดไทอีกรอบ ซื้อของมาขายในรอบเย็น รวยเป็นกอบเป็นกำแต่สายตัวแทบขาด ตอนแรกๆ ร้านโชห่วยกระเทือนเหมือนกัน

แต่รถพุ่มพวงมักจะไปมาเป็นเวลา และของที่บรรทุกมาขายนั้นเอามาได้ไม่มากเพราะเนื้อที่จำกัด ส่วนร้านโชห่วยอยู่กับที่ มีของมากกว่า รถพุ่มพวงไปแล้ว จะซื้ออะไรก็ต้องร้านโชห่วย อาจจะบอกได้ว่า ต่างคนต่างทำมาหากิน อยู่ได้ทั้งคู่

ห้างใหญ่ก็เอาบ้าง ทำรถพุ่มพวง หวังเครดิตชื่อเสียงของห้าง แต่ราชการกรมค้าภายในไม่ยอม ห้างก็เลิกไป ราชการทำบ้าง เรียกว่ารถธงฟ้า ไม่นานก็เลิก ราชการช่วยสนับสนุนชาวบ้านดีกว่า ที่มาเล่นเองยังไงก็เจ๊ง

ทั้งหมดนี้คงบอกได้ว่า คนไทยกินอยู่อย่างไรเมื่อมีวิกฤตการณ์ ซึ่งผ่านวิกฤตการณ์มานับไม่ถ้วน ก็ยังรอดตัวอยู่ได้ ครั้งก่อนๆ นั้นเป็นเรื่องคนกับของที่ขาย หรือระหว่างคนกับของ แต่ครั้งนี้ทั้งสาหัส ทั้งโหดเหี้ยมถึงตายง่ายๆ ของก็มี แต่คนซื้อคนขายเจอกันแทบไม่ได้ เป็นเรื่องระหว่างคนกับคน แล้วไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไหร่ นี่เป็นคำตอบ

Writer & Photographer

สุธน สุขพิศิษฐ์

ศิลปะ-ดนตรี-อาหาร ที่มีอยู่ในโลกนี้ ไม่มีพรมแดน ไม่มีภาษา ไม่มีการเมือง ไม่มีการกีดกัน ไม่มีรวยหรือจน เข้าถึงง่าย มีความสุขเท่าเทียมกัน เอาสามอย่างเท่านี้ก็พอ

รสเกษม

เรื่องอาหารยุคเก่า วัฒนธรรมการกินในวันวาน เปรียบเทียบกับสมัยใหม่โดยนักชิมรุ่นเก๋า

ผมว่าคงมีหลายคน เมื่อไปกินอะไรที่ไหน มักจะสั่งอาหารมาหลายๆ อย่าง พออิ่มแล้วมีบางอย่างที่กินไม่หมด ก็ให้ใส่ถุงหรือใส่กล่องเอากลับบ้าน พอมาถึงบ้านก็ไม่ค่อยอยากกิน เพราะเพิ่งกินมาหยกๆ และคิดว่าเป็นของเหลือ ก็วางแช่อยู่ในตู้เย็น ผ่านไปวันก็ 2 คิดตก ทิ้งสถานเดียว

เหมือนกับเวลาไปตลาดสด ตลาดนัดชาวบ้าน เห็นปลาแม่น้ำ เห็นฟักทอง แตงโมอ่อน ถั่วพู บวบ มะระ ชะอม พริกขี้หนูสวน ใบกะเพรา ใบยี่หร่า เครื่องแกงเหลือง เครื่องแกงเขียวหวาน ดูมันน่ากินไปหมด ทั้งสด ทั้งอ่อน ทั้งถูก ความละโมภพุ่งปรี๊ด กะว่าเอามาทำโน่น ทำนี่กิน พอถึงบ้านของพวกนั้นนอนนิ่งๆ ในตู้เย็นเป็นเดือนไม่ได้ทำอะไร สุดท้ายก็ทิ้งสถานเดียวอีกเหมือนกัน

แกงโฮะ, อาหารเหนือ, ทำอาหาร ,ประวัติ แกงโฮะ

ที่ผมยกตัวอย่างมานี้ไม่ใช่อื่นไกลครับ ผมเองนี่แหละ ตอนหลังๆ ชักไม่ไหว เวลาเก็บทิ้งมันเงินเราทั้งนั้น เสียดายเงิน นี่ถ้าตู้เย็นมันพูดได้คงด่าว่า ได้แต่ยัดอย่างเดียว เอาไปแ…กบ้างซี่ เลยต้องปรับใหม่ ไปไหนก็สั่งให้พอกิน ไม่เอาใจปาก แล้วกินไม่ให้เหลือ หรือกินของที่เหลือ โดยวิธีเอาของเหลือนั้นมาทำกินใหม่ ปรับไปตามใจชอบ มันเป็นการท้าทาย ซึ่งไม่ได้เสียหายอะไร เพราะของเหลือนั้นมีค่าเป็นศูนย์อยู่แล้ว

แต่ถ้าฟลุกออกมาอร่อยก็ถือว่ามาถูกทาง เป็นสูตรเป็นอาหารประจำตระกูลของตัวเอง

ถ้ายังไม่ลงตัว ในครั้งหน้าก็เอาใหม่ ว่าต้องปรับ เปรี้ยว เผ็ด เค็ม หวาน อย่างไรบ้าง ทำอย่างนี้ได้ประโยชน์ 2 ต่อ อย่างแรกไม่เสียของ อย่างที่สองได้สนุกกับการทำกิน อย่างน้อยได้ค้นเครื่องครัวออกมาใช้บ้าง ไม่อย่างนั้นจะลืมว่าอะไรเอาไว้ที่ไหน

เรื่องกินของเหลือนี่ผมยกตัวอย่างเป็นวิธีของผม จะเก็บทุกอย่างที่เหลือใส่ถุงพลาสติก มัดยางแล้วยัดไส่ช่องแช่แข็งไว้ก่อน เก็บหมดครับ มีทั้งไก่ย่าง แกงเขียวหวานไก่ คั่วกลิ้งหมู ไก่ผัดขิง กากหมูผัดพริกขิงหมูสามชั้นต้มพะโล้ วางแผนว่าจะทำแกงโฮะ พอได้ฤกษ์ถึงเวลาก็เอาของออกมา และไปซื้อชะอม มะเขือพวง มะเขือเปราะ พริกชี้ฟ้าแดง วุ้นเส้น แต่สิ่งที่จำเป็นที่สุด ไม่อย่างนั้นไม่เรียกว่าแกงโฮะ เป็นหน่อไม้ดองครับ ต้องมีเปรี้ยวจึงจะครบเครื่อง

ทำไมต้องมีเปรี้ยว ก็แกงโฮะดั้งเดิมหรือต้นกำเนิดของแกงโฮะนั้นเกิดจากวัดทางเหนือ ลูกศิษย์วัดเก็บของเหลือๆ จากการใส่บาตรที่พระท่านฉันเหลือและลูกศิษย์เองก็กินไม่หมดเอาใส่ตู้กับข้าวไว้ สมัยก่อนไม่มีตู้เย็น บางอย่างมันเริ่มตุๆ มีฟองแล้ว ก็เอามาผัดรวมกัน เมื่อผัดแล้วความตุที่มีรสเปรี้ยวยังไม่หนีหายไปไหน กลับดีไปอีกอย่าง จึงเป็นสัญลักษณ์ของแกงโฮะ แกงโฮะต่อๆ มาที่ทำขายไม่ใช่ของเหลือครับ ของใหม่ทั้งสิ้น แต่อย่างไรก็ตาม ต้องมีหน่อไม้ดอง

แกงโฮะ, อาหารเหนือ, ทำอาหาร ,ประวัติ แกงโฮะ

ส่วนแกงโฮะของผมเป็นตัวจริง คับคั่งด้วยของเหลือ ตอนผัดอ่อนรสอะไรก็เติมรสตามชอบ เสร็จแล้วโรยหอมเจียวเอากลิ่นนิดหน่อย แต่พอทำขึ้นมาแล้วก็เยอะเหมือนกัน คิดว่ากินไม่หมดแน่ เดี๋ยวก็เหลืออีก วิธีตัดไฟแต่ต้นลมง่ายๆ ก็คือแบ่งไว้ใส่บาตร เป็นแกงโฮะกลับไปสู่วัด คืนสู่เหย้า นั่นเป็นตัวอย่างของการเก็บของเหลือมาทำใหม่ครับ

แกงโฮะ, อาหารเหนือ, ทำอาหาร ,ประวัติ แกงโฮะ

เวลาตะลิงปลิงออกลูก ผมชอบตำน้ำพริกกะปิใส่ตะลิงปลิง และชอบตำเป็นถ้วยย่อมๆ มีเครื่องครบ ปลาทูทอด ชะอมชุบไข่ ผักสด ผักลวก ตอนทำสนุกดี แต่กินกัน 2 คนกินอย่างไรก็เหลือ อีก 2 วันต่อมา มื้อกลางวันก็ทำข้าวผัดน้ำพริกกะปิกิน ผัดกระเทียมกับปลาทูที่แกะเนื้อก่อน ใส่ข้าว ใส่น้ำพริก ไม่เค็มเติมน้ำปลา มะเขือพวง พริกขี้หนูลงผัดก่อนเอาขึ้นด้วย

แกงโฮะ, อาหารเหนือ, ทำอาหาร ,ประวัติ แกงโฮะ

จะให้ดีต้องมีของข้างเคียง ถ้ามีกุนเชียงด้วยก็ดี แต่ถ้าไม่มีก็ทำไข่เจียวบางๆ หั่นเป็นเส้นฝอยยาวๆ แบบที่กินกับเปาะเปี๊ยะ นั่นเป็นของข้างเคียงกับข้าวผัดน้ำพริก ยังไงๆ ก็อร่อยจนได้ ไม่ใช่อะไรหรอกครับ ก็ของดีๆ ทั้งนั้น ไม่ได้มีฝีมืออะไรเลย

ผมมีเป็ดพะโล้เจ้าอร่อยที่โพธาราม เขาไม่ขี้เหนียวเรื่องน้ำต้มพะโล้ จะเอาเท่าไหร่ให้มาไม่อั้น กินเนื้อกินน้ำเหลือ เอาเข้าช่องแข็งไว้เลย นึกอยากกินก็ไปซื้อผักกาดหอมมา เอาเป็ดพะโล้กับน้ำเป็ดพะโล้ ออกมาต้ม น้ำต้มเป็ดน้อยไปก็เติมน้ำ เติมเกลือ ใส่โป๊ยกั๊ก 2 ดอก อบเชยแท่งเล็กๆ ไม่หวาน ใส่น้ำตาลกรวด ต้มให้เดือด เส้นหมี่มีอยู่แล้วลวกเข้า ผักกาดหอมวางก้นชามก็เรียบร้อย เป็นก๋วยเตี๋ยวเป็ดพะโล้ร้าน ‘บรรเลง โภชนา’ ไม่ต้องเสียเวลาขับรถไปกินที่ไหน เรียกว่ากินของเหลืออย่างคุ้มค่า

เคยไปเจอชาวบ้านเอาฟักทองตัดใหม่ๆ ขั้วยังสดๆ อยู่ แถมขนาดพอดีอีกด้วย วาดแผนการในใจทำเป็นเทศกาลกินฟักทอง เอามาแกงเลียงก่อน ยังเหลืออีกก็เอามานึ่ง โรยเกลือนิดหนึ่ง แทนผลไม้อาหารเช้า

แกงโฮะ, อาหารเหนือ, ทำอาหาร ,ประวัติ แกงโฮะ

มื้อสุดท้ายของเทศกาลกินฟักทอง กินเป็นมื้อเช้าอีกเช่นกัน ทีนี้ต้มนานหน่อย แล้วเอามาบดใส่เนย ใส่ครีม ใส่เกลือ ทำเหมือนมันฝรั่งบดนั่นเอง แต่จะง่ายกว่า เพราะฟักทองเนื้อนิ่ม บดง่าย บดได้เร็ว ไม่เสียเวลา แล้วรสมันนุ่มเนียน เอาขนมปังทาเนยวางอัดในถ้วยพิมพ์ ล้อมภายในด้วยเบคอนทอดพอสุก ช่องตรงกลางของเบคอนนั้น เอาฟักทองบดนั่นเองใส่เข้า เต็มถ้วยพิมพ์พอดี เข้าเตาอบ ดัดจริตทำคล้ายๆ ขนมปัง Croque Madame ของฝรั่ง ถึงจะไม่อร่อย แต่อย่างน้อยฟักทอง 1 ลูก กินได้ตั้ง 3 อย่าง

ที่ผมเล่ามาทั้งหมดนี้ไม่ได้มีอยู่ในตำรา และไม่ได้โอ้อวดตัวว่ามีฝีมืออะไรเลย เพียงแต่จะบอกว่า การกินไม่ให้เหลือหรือกินของเหลือนั้นได้ประโยชน์ครับ ไม่เสียของ ประหยัดเงิน สนุก ทำบ่อยๆ ก็จะเป็นผู้หยั่งรู้ฟ้าดินเหมือน ‘ขงเบ้ง’ พอเปิดตู้เย็นเห็นไอ้โน่น ไอ้นี่ ก็รู้ว่าจะต้องจัดการปราบมันได้อย่างไรให้ราบคาบ ลองดูครับ

Writer & Photographer

สุธน สุขพิศิษฐ์

ศิลปะ-ดนตรี-อาหาร ที่มีอยู่ในโลกนี้ ไม่มีพรมแดน ไม่มีภาษา ไม่มีการเมือง ไม่มีการกีดกัน ไม่มีรวยหรือจน เข้าถึงง่าย มีความสุขเท่าเทียมกัน เอาสามอย่างเท่านี้ก็พอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load