10 กุมภาพันธ์ 2564
44,718

อาเจ็กสมชัย กวางทองพาณิชย์ รู้จักทุกตารางเมตรของเยาวราช 

ตลอดการสนทนาและการพาเดินเที่ยวชมเยาวราช เถ้าแก่เนี้ยร้านอาหาร เจ้าของร้านน้ำชา คนดูแลศาลเจ้า และพนักงานธนาคาร ค้อมศีรษะทักทายต้อนรับเขาอย่างอบอุ่นทุกย่างก้าว

แม้ไชน่าทาวน์คืออาณาจักรของเขา อย่าเพิ่งเข้าใจผิด อาเจ็กไม่ใช่เจ้าพ่อ

อาชีพหลักของสมชัย กวางทองพาณิชย์ คือพ่อค้าเชือกที่อยู่เยาวราชมาทั้งชีวิต

ชีวิตของ สมชัย กวางทองพาณิชย์ พ่อค้าเชือกผู้เกลียดเมืองจีนสู่นักประวัติศาสตร์เยาวราช

แต่งานรองอันเป็นงานที่เขาทุ่มเทสุดหัวใจ คือนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่ศึกษาเรื่องราวของเยาวราชทุกมิติ ตั้งแต่อาหารการกิน ประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม ประเพณีและวัฒนธรรม ทั้งยังเป็นนักกิจกรรมผู้กระตือรือร้น และอาจารย์พิเศษด้านเยาวราช 

ตรุษจีนปีนี้ อาเจ็กอายุใกล้ 60 ปี จึงขอชวนคนอ่านมาทำความรู้จักความเป็นมาเป็นไปของเยาวราชและไชน่าทาวน์ที่มีชีวิตผ่านลมหายใจของชายจีนโพ้นทะเล ผู้เคยเกลียดสายเลือดจีน ตั้งคำถามกับประเพณีจีน และค้นพบคำตอบของความเป็นจีนที่นี่

ชีวิตของ สมชัย กวางทองพาณิชย์ พ่อค้าเชือกผู้เกลียดเมืองจีนสู่นักประวัติศาสตร์เยาวราช

01 เด็กสำเพ็ง

บ้านผมอยู่ในสำเพ็ง ไม่เคยย้ายไปไหนเลย ตอนที่มาทำเรื่องเยาวราชก็คิดว่านี่คือคาแรกเตอร์ของเราที่ต้องเก็บไว้ เราคือสำเพ็งตัวเป็นๆ เป็นเจ๊กโดยสมบูรณ์ จบโรงเรียนจีน เรียนจีนตั้งแต่อนุบาลถึงมอสาม นี่คือวิถีชีวิตของเรา ตัวตนของเรา 

ผมขายเชือกมาหกสิบกว่าปี ทำมาตั้งแต่รุ่นปู่ ก่อนพ่อมาเมืองไทย อากงทำเชือกอยู่แล้ว รับซื้อปอจากคนที่ปลูกมาตีเกลียวเชือกขายที่อยุธยา สมัยก่อนไม่มีเชือกพลาสติก เป็นใยธรรมชาติหมด ความรู้มาจากคนจีนที่มาอยู่ตลาดพลู แล้วเขาไปจ้างคนอยุธยาทำ ความรู้เลยไปถึงอยุธยา 

พอพ่อมาเมืองไทยก็เอาเชือกมาล่องเรือขาย ต่อมาลูกค้าไม่มีเงินจ่าย เขาเลยจ่ายเป็นบ้านที่สำเพ็งแทน ผมกลายเป็นลูกคนแรกที่เกิดในกรุงเทพฯ ไม่ใช่คนอยุธยา 

02 เป็นจีนมันน่าอาย

คนจีนสิงคโปร์ก็เป็นคนจีน คนจีนอเมริกาก็เป็นคนจีน แต่คนจีนไทยบอกว่าตัวเองเป็นไทย 

กระบวนการนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดนะครับ ความเป็นจีนถูกทำลายมาโดยตลอด ตั้งแต่ พ.ศ. 2463 รัฐบาลค่อยๆ ลดบทบาทศาลเจ้า แล้วก็เปลี่ยนระบบการศึกษาใหม่ทั้งหมด กระทรวงมหาดไทยบังคับให้ศาลเจ้าขึ้นกับกรมการปกครอง ถ้าขึ้นทะเบียนเป็นวัด เข้ากรมการศาสนา ที่ดินทั้งหมดต้องอยู่ใต้การดูแลของกรมการศาสนา แต่ถ้าเข้าสังกัดกรมการปกครอง ศาลเจ้ายังได้สิทธิ์ในการบริหารพื้นที่ ศาลเจ้าจึงเลือกเข้าสังกัดกรมการปกครอง กระทั่งศาลเจ้าโจวซือกงที่ตลาดน้อยก็เคยเป็นวัด ตอนหลังกลายเป็นศาลเจ้า 

ช่วงผมเด็กๆ การเป็นคนจีนมันน่าอาย จีนเป็นคอมมิวนิสต์ จีนขากถุย จีนทุเรศ แต่ยุคนี้ไม่ใช่ จีนดูยิ่งใหญ่สวยงาม การเป็นจีนเป็นเรื่องเท่ 

สามสิบปีที่แล้วผมนั่งเขียนภาษาจีนอยู่ที่บ้าน เพื่อนมาเห็นถามว่า “มึงยังใช้ภาษาจีนอยู่อีกเหรอ” สิบปีต่อมา เกิดเหตุการณ์แบบเดียวกัน คนมาหาบอกว่า “เฮียใช้ภาษาจีนเป็นด้วยเหรอ โคตรเก่งเลย” 

ชีวิตของ สมชัย กวางทองพาณิชย์ พ่อค้าเชือกผู้เกลียดเมืองจีนสู่นักประวัติศาสตร์เยาวราช

03 เยาวชนเยาวราช

คนชอบพูดว่าอดีตดีกว่า อยากกลับไปอย่างเดิม ใครอยากกลับก็กลับ กูไม่เคยอยากกลับไปอย่างเดิม กูอยากให้มันไปข้างหน้า แค่รู้ว่าแต่เดิมเป็นมายังไง ผมเรียนรู้ประวัติศาสตร์เพื่อเดินไปข้างหน้า ถึงนี่ไม่ใช่เยาวราชไม่ใช่ของกู แต่ให้กลับไปเป็นแบบเดิมไม่ได้หรอก ลืมเรื่องนี้ไปซะ

ผมมองว่าเยาวราชผ่านจุดพีกมาแล้ว เยาวราชของผมคล้ายในหนังฝรั่งเศสเรื่อง Panic in Bangkok (1964) ตอนนั้นหนัง เจมส์ บอนด์ ดังมาก ฝรั่งเศสก็มีหนังสายลับ OSS 117 ตอนนั้นถ่ายที่ประเทศไทยในช่วงตรุษจีนพอดี เยาวราชตอนนั้นไฟสวยที่สุดในชีวิตผม อลังการมาก กลางคืนคนเดินเยอะแยะ ถนนติดโคมสว่าง แขวนตะเกียงเจ้าพายุอัดแก๊ส ความบันเทิงก็มีมาก เยาวราชมีโรงหนังสิบกว่าโรง แอร์เย็นฉ่ำออกมาข้างนอก ตอนเย็นๆ กินข้าวเสร็จผมก็มาเดินเล่น ดูหนังสามเรื่อง ฉายวันนี้ โปรแกรมหน้า แล้วก็เร็วๆ นี้ เดินวนไปรอบหนึ่งแล้วค่อยกลับบ้าน 

ของไฮเทคอะไรใหม่ๆ เข้ามาเมืองไทย ก็มาที่เยาวราช ทีวีสีมีครั้งแรก ร้านขายทีวีริมถนนเอามาเปิดให้ดู คนยืนมุงดูข้างถนนมากกว่าโรงหนัง เพราะช่องเจ็ดสีมีสีจริงๆ ไม่ใช่ขาวดำ 

วิดีโอมาครั้งแรก คนก็มุงแบบเดียวกัน มีระบบเบต้าแม็กซ์ตัวละเจ็ดหมื่น กับ VHS ตัวละสี่หมื่นกว่า คนที่หนีมาจากฮ่องกงเอามาขายสามหมื่นกว่า แถมงิ้วคลาสสิกสามเรื่อง และคนก็จองซื้อเพราะงิ้วสามเรื่องนี้ แม่ผมเป็นคนไม่ใช้เงิน แกเป็นคนระวังมาก แต่ชอบงิ้ว ถึงบ้านเราไม่มีอะไร ต้องมีเครื่องเล่นเทปเพราะแม่จะฟังงิ้ว พอวิดีโอมา เท่าไหร่ก็ยอมจ่าย เปิดงิ้วแล้วญาติก็มาดู ต้องเปิดวนทั้งวันเหมือนโรงหนัง ญาติพี่น้องเพื่อนฝูงมาทั้งวัน ต้องชงชาเลี้ยงแขกทั้งวัน สำหรับเด็กตอนนั้น น่าอายมาก

ชีวิตของ สมชัย กวางทองพาณิชย์ พ่อค้าเชือกผู้เกลียดเมืองจีนสู่นักประวัติศาสตร์เยาวราช
ชีวิตของ สมชัย กวางทองพาณิชย์ พ่อค้าเชือกผู้เกลียดเมืองจีนสู่นักประวัติศาสตร์เยาวราช

04 เบื่อระบบครอบครัวจีน

ผมไม่ชอบระบบครอบครัวจีน เป็นลูกชายคนเล็กที่สนิทกับแม่ แต่เบื่อระบบผู้ใหญ่ ลูกจะเข้าเรียนที่ไหนต้องโทรไปถามญาติ อาซิ้มไม่แน่ใจต้องถามอาอึ้ม อาอึ้มไม่แน่ใจต้องถามเหล่าเจ็กอีกที เราเบื่อชีวิตแบบนี้ พอถึงรุ่นผม ผมก็ทำลายโครงสร้างนี้ทิ้ง ถ้าถามว่าความเป็นจีนหายไปไหน ช่วงนี้ล่ะ 

เราเบื่อญาติเมืองจีนด้วย ไปเยี่ยมเขาต้องแบกข้าวของไป เสื้อผ้าก็ไม่มี อะไรก็ไม่มี กลับมาตัวเปล่าเพราะเขาขอไปเกลี้ยง เวลาผ่านไปพอจีนเริ่มเปิดประเทศ ญาติเริ่มมีฐานะ อยากมาเยี่ยมเราบ้าง ส่วนหนึ่งก็ขอเข้ามาแอบทำงาน เขาคิดว่ามาขุดทอง พอมาถึงเราก็รำคาญ เป็นจุดแตกหักว่าเราไม่เอาแล้ว ญาติเมืองไทยก็เบื่อจะแย่ ยังมีญาติเมืองจีนอีก เราก็เลยอยู่กับเพื่อน ไม่คุยกับญาติ ทำอะไรก็คิดเอง ชื่อก็ตั้งเอง งานก็ทำเอง 

ทุกยุคโครงสร้างเปลี่ยนหมด แต่ยุคผมเป็นยุคที่มีปัจจัยเอื้อหลายอย่าง จากตอนที่เกิดมารอบข้างพูดแต้จิ๋วกันหมด ความเป็นจีนถูกทำลายโดยระบบรัฐ ความเป็นอเมริกันที่เรารับเข้ามา โครงสร้างความคิดเราก็เปลี่ยนไป ลูกเราก็เป็นอีกแบบ ลูกผมจบดุริยางค์ ลูกข้างบ้านจบการแสดง มันไม่เคยเกิดขึ้นในรุ่นเรา เพราะตอนนั้นเราไม่ได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำ ดังนั้นลูกเราทำอะไรก็ได้ นี่คือสิ่งที่แลกมา 

05 ไม่เอาแล้วเมืองจีน

ตอนไปเมืองจีนครั้งแรก ก่อนกลับไทยประกาศกับแม่ว่า ชาตินี้จะไม่กลับมาเหยียบอีกแล้ว พูดแบบนี้จริงๆ ไม่ไหวแล้ว ห้องน้ำก็ลำบาก หลังจากนั้นกลับต้องพาแม่กลับไปอีกครั้งสองครั้ง ทุกวันนี้เชื่อไหม บางวันนั่งอยู่เมืองไทยกลับนึกถึง เหมือน Motherland ทั้งที่เราไม่ได้เกิดที่นั่น 

มีคำกล่าวว่า กินข้าวไทย เป็นผีไทย กินน้ำไทย เป็นผีไทย คือไปอยู่ที่ไหนก็ไปเป็นคนที่นั่น ตายที่นั่น แต่เรากลับรู้สึกนึกถึงเมืองจีน เวลาไปเมืองจีน กินอาหารจานนี้แล้วรู้ว่าอาม่าต้องชอบ หอยดองนี้แม่ชอบกิน

กลับไปตามหาญาติที่เมืองจีน เดินเข้าไปในห้องใหญ่ๆ ก็รู้ได้ว่าใครคือญาติ อาจเป็นเพราะความละม้าย มองหน้าแล้วรู้ว่าใช่ หน้าตาแบบนี้แยกออก เพื่อนคนหนึ่งไปหาญาติที่เมืองจีนทั้งที่พ่อแม่ตายหมด ต้องสืบหาอาเจ็กอาแปะ ก่อนไปบ่นว่าจะไปเหมือนกันได้ยังไง กูหน้าไทย ตัวดำ ผอมเกร็ง ไว้หนวด พอไปถึงหมู่บ้าน เจอคนหน้าเหมือนตัวเองครึ่งหนึ่ง ไว้หนวดอีกต่างหาก

ถ้าหาญาติไม่พบนะครับ ให้ไปหาแผ่นหินที่ฮวงซุ้ย มันเขียนชื่อหมู่บ้านกับเมืองไว้ ให้ไปตามนี้ ถ้าหาไม่เจอก็เสิร์ช Google Earth

ชีวิตของ สมชัย กวางทองพาณิชย์ พ่อค้าเชือกผู้เกลียดเมืองจีนสู่นักประวัติศาสตร์เยาวราช
ชีวิตของ สมชัย กวางทองพาณิชย์ พ่อค้าเชือกผู้เกลียดเมืองจีนสู่นักประวัติศาสตร์เยาวราช

06 กินจีน

การกินเป็นความสุขชนิดเดียวที่คนจีนยอมจ่าย ชีวิตที่เมืองไทยอยู่บ้านโกโรโกโสได้ อยู่บ้านเดียวกันสิบยี่สิบคนได้ อยู่บ้านกินไข่กินไชโป๊วได้ แต่ถ้าเราออกมาใช้เงินกินข้าวนอกบ้านเมื่อไหร่ เราต้องกินดี ของไม่สด ไม่สวย ต้องเปลี่ยน เอากลับไปทำใหม่ ทำให้อาหารภัตตาคารต้องมีมาตรฐาน ไม่มีหยวนๆ เยาวราชรุ่งเรืองได้เพราะมีซอยเล็กซอยน้อยเป็นแบ็กอัปช่วย หูฉลามในเยาวราช เขาซื้อหม้อซื้อชามที่แปลงนาม อาหารดีเพราะใกล้ตลาดสด สมัยก่อนตีสามส่งปลา ตีห้าภัตตาคารมาซื้อของ 

ตอนสามสิบกว่าๆ มีตังค์ใหม่ๆ มากินอาหารในเยาวราชกับเพื่อน เป๋าฮื้อบางเป็นหมูแฮมใช้ไม่ได้ สั่งใหม่ หมูหันต้องกรอบ ไม่จิ้มซีอิ๊ว ต้องจิ้มน้ำตาลทราย หูฉลามไม่กินบวยเกา (ส่วนฝอยๆ) ต้องกินส่วนที่เป็นสามเหลี่ยม เรื่องเยอะ โต๊ะละหมื่น ไม่แพงเท่าไหร่หรอก กระแดะ (หัวเราะ) ตอนนี้ร้านอาหารในเยาวราช ผมกินอยู่สี่ร้าน นอกจากนี้ไม่กินเลย ใช้ไม่ได้

สมัยแม่ผมยังอยู่ จะพาแม่ไปกินกุ้งเผา ปลาเผา แม่บอก กูไม่กิน โชวซี่! แปลว่าหยาบ อาหารเผาคืออาหารหยาบ อาหารจีนแค่ลวกให้อุณหภูมิถูกต้องก็ยากแล้ว ร้านที่เก่งต้องคุมไฟ ควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ในเกณฑ์ที่ควรจะเป็น ไก่ต้มต้องไม่เกินร้อยองศาเซลเซียส ต้มกระดูกมาเลือดแดงๆ น้ำแกงต้องร้อน ตุ๋นต้องไฟต่ำ ผัดผักต้องได้กลิ่น ได้ความกรอบ เส้นหมี่ต้องผัดให้ไหม้กระทะนิดหนึ่ง ตอนนี้เยาวราชเหลืออยู่เจ้าสุดท้ายคือราดหน้าเจ๊อ้วน ร้านทั่วไปแค่ผสมสีเสร็จก็เสิร์ฟแล้ว ไม่ผัดนาน 

07 สี่สิบสิ้นสงสัย

จีนบอกว่าสี่สิบสิ้นสงสัย พอคุณอายุสี่สิบ ความสงสัยหลายอย่างในชีวิตจะหายไป เราประเมินได้ว่าเรามาอยู่ตรงนี้เพราะเราทิ้งหลายอย่าง อะไรที่เราทิ้งไป มีสิ่งไหนที่เราอยากกลับมาฟื้นฟูไหม

ตอนช่วยแม่ไหว้เจ้า เถียงแม่ไม่ได้ ต้องทำตามแม่ทุกอย่าง เพราะเราเป็นลูกรักของแม่ ทิ้งแม่ไม่ได้ ลูกคนอื่นไม่มีใครทำ มีบ้านสี่ห้าบ้านก็ต้องไหว้เจ้าบ้านละสองที่ กลางคืนต้องไหว้เจ้าสิบกว่าที่ สองทุ่มต้องเอาถาดมาเรียงใส่ไก่ ใส่เป็ด ใส่หมู สิบกว่าชุด ถึงเวลาก็มูฟไปรอบๆ ถึงเที่ยงคืน ไม่มีใครมาช่วยเลย วุ่นวายฉิบหาย บ่นจนแม่บอกว่ากูตายเมื่อไหร่ มึงเลิกให้หมดเลยนะ 

สองปีต่อมาแม่ตายจริงๆ กะว่าจะทำให้เขาสามปี หลังจากนี้จะเลิก แต่ว่าต้องไปถอดรหัสก่อน เพราะแกตายกะทันหัน 

อย่างแรกที่รู้คือซาแซ พวกไก่ต้ม เป็ดต้ม หมูต้ม ไหว้เสร็จแขวนทิ้งไว้ก็ไม่เน่า ยังมีเวลาทำอาหารได้หลายรูปแบบ อีกอย่างคือหาง่าย ลึกกว่านั้น สามตัวนี้คือปศุสัตว์พื้นฐาน มาค้นพบปีไข้หวัดนก ไม่มีไก่ยังมีหมู บางปีมีโรคกีบเท้าหมูหรือหมูแพง ก็กระจายความเสี่ยง กินอย่างอื่นที่ทำให้เราอยู่รอด ดังนั้นเราค้นพบว่ามันมีอะไรซ่อนอยู่ ไม่ใช่แค่เป็ด ไก่ หมู ซาแซคือสัตว์กีบเท้า หมู แพะ วัว ควาย สัตว์ปีก เป็ด ไก่ ห่าน และสัตว์เกล็ดสัตว์เกราะ ปู ปลา กุ้ง หอย เหมือนสามเหล่าทัพ ทัพบก อากาศ และเรือ

วิถีชีวิตตอนนี้ต้องกลับไปกินเป็ดต้มอีกไหม ในเมื่อซื้อร้านสะดวกซื้อก็ได้ ซื้อบอนชอนก็ได้ งั้นเอาออกได้ไหม ทำไมจะไม่ได้ล่ะ แค่ทำให้คนกินกับคนทำสัมพันธ์กัน คนทำเยอะ คนกินต้องเยอะ ทั้งบ้านมีคนสองคน ต้องไหว้สี่ที่ จะซื้อไก่สี่ เป็ดสี่ หมูสี่ ทำไม เยอะกว่าจำนวนคนกินอีก จะยึดแบบเดิมเป๊ะๆ ทำไม เป็นไปไม่ได้

ตรุษจีนจะไม่ไหว้ก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องเลิกเพราะเบื่อซาแซ ถามตัวเองใหม่ว่าไหว้ทำไม ตั้งสติใหม่ ไหว้เพื่อระลึกถึงใคร ระลึกถึงในมุมไหน ถ้าเขาชอบกินพิซซ่า ซื้อพิซซ่ามาไหว้ก็ได้ แต่ผมบอกลูกแล้วว่าชอบไก่ต้ม เพราะชอบ Variation  ของน้ำจิ้ม (หัวเราะ) 

และสุดท้าย เขาจะระลึกถึงใคร มันก็อยู่ที่เขา จะไหว้ไม่ไหว้ จะทำไม่ทำ ไม่มีอะไรผิดถูก 

ชีวิตของ สมชัย กวางทองพาณิชย์ พ่อค้าเชือกผู้เกลียดเมืองจีนสู่นักประวัติศาสตร์เยาวราช
ชีวิตของ สมชัย กวางทองพาณิชย์ พ่อค้าเชือกผู้เกลียดเมืองจีนสู่นักประวัติศาสตร์เยาวราช

08 ไหว้พระไหว้เจ้า

ผมไม่ได้ชอบเก็บพิธีกรรม แต่ชอบพลวัตของมัน มาถึงวันนี้กติกาเปลี่ยนหมด ผมปรับเวลาไหว้เร็วขึ้นชั่วโมงหนึ่ง ใช้เวลาเร็วขึ้นครึ่งชั่วโมง ใครจะมาก็มา ไม่มาก็ไม่ต้อง กูจะเลิกตอนที่สะดวก ไม่รอ ปริมาณของไหว้ถ้าเยอะไปก็ตัดทิ้ง ใครบอกว่าต้องเก็บของเก่า ผมก็ไม่รู้หรอกที่ทำมันเก่าหรือเปล่า ปู่อาจจะตัดมาแล้ว แล้วพ่ออาจจะตัดมาอีกที 

เราไหว้บรรพบุรุษเพราะนึกถึงคนที่ตายไปแล้ว แต่วันนี้เขาไม่ตายนะ ไม่งั้นคุณจะเตรียมช้อนเตรียมเก้าอี้ทำไม ก็เขาอยู่กับคุณ นั่งกินข้าวกับคุณไง 

พอถึงวัยนี้ไม่มีใครกล้ามาด่าเราแล้ว ถ้าเราทำอะไรโง่ๆ งานนี้ก็จะทำให้ผมได้ประเมินตน ทำ Annual Report กับแม่ตลอดว่าปีนี้เป็นยังไงบ้าง พี่น้องเป็นยังไง ลูกหลานเป็นยังไง เหมือนพูดคนเดียว แต่เราได้ประมวลว่าเราทำอะไรไปแล้วบ้าง

เหมือนตอนไหว้พระ จริงๆ ผมค้นพบว่ามันคือการเรียง Priority ในชีวิตว่าเรากำลังกลุ้มใจเรื่องอะไร มีอยู่ปีหนึ่งพ่อเข้าโรงพยาบาล ลูกไม่สบาย ลูกหนี้กำลังจะหนี ของสั่งไม่ได้ มีห้าหกเรื่อง ก็ต้องเข้ากระบวนการไหว้ ช่วยพ่อลูกด้วย ช่วยลูกลูกด้วย ช่วยลูกค้าด้วย ช่วยของที่จะมาด้วย

วันรุ่งขึ้นเริ่มเรียงใหม่ ลูกค้าเอาไว้ทีหลัง ผ่านไปอีกวัน ลูกป่วยหนักขึ้น ช่วยลูกก่อนช่วยพ่อ พอเรียงลำดับได้ก็เริ่มแก้ปัญหาได้ สติเริ่มคืนมา พาลูกไปหาหมอ พาพ่อไปหาหมอ ส่งคนไปทวงเงิน ส่งคนไปดูเรื่องชิปปิ้งของ ประเมินความเสียหายออกมา ถ้ามีเกินห้าเรื่องพระจะช่วยได้ แก้ปัญหาที่ง่ายที่สุดก่อน ผ่านไปได้ก็รู้ว่าสติกับสมาธิต้องอยู่ตรงนี้ ไม่งั้นก็ทำอะไรไม่เป็น ผมเลยให้ความสำคัญกับการไหว้ แต่ไม่ใช่การจุดธูปนะครับ 

ธูปคืออะไร เรากำลังถามหาอะไร ธูปคือการบูชาแบบหนึ่ง เราบูชาเทพเจ้าด้วยกลิ่นหอม งั้นใช้ดอกไม้ก็ได้ น้ำก็ได้ วันก่อนข้างบ้านเป็นร้านขายเหล็ก เขาถามว่า เฮีย ผมตั้งชั้นพระใหม่ มีกระถางธูปสามกระถางจะเรียงแบบไหน หรือจะใช้กระถางเดียวดี บูชาเจ้าแม่กวนอิม ท้าวเวสสุวรรณ และอาจารย์

ผมตอบไปเลย ถ้ากูพูดตรงๆ มึงไม่โกรธกูได้ไหม เอาออกไปให้หมดเลย ห้องคูหาเดียวเล็กแค่นี้ แถมมีลูกอีกคน อุตส่าห์ซื้อเครื่องกรองอากาศเครื่องเบ้อเริ่มเพราะกลัวฝุ่นควัน แล้วมาจุดธูปทำไม ทำไมต้องบูชาด้วยระบบเดียว บูชาด้วยสิ่งที่ดีแบบอื่นเจ้าก็รับเหมือนกัน เข้าใจแก่นของมันก่อน เรื่องนี้อยู่ที่ตัวเราไม่ใช่คนอื่น สุดท้ายเขาบูชาด้วยน้ำมันกฤษณาที่เคยขายอยู่แล้ว 

ชีวิตของ สมชัย กวางทองพาณิชย์ พ่อค้าเชือกผู้เกลียดเมืองจีนสู่นักประวัติศาสตร์เยาวราช

09 ปฏิทินจีน

จีนคิดปฏิทินจากการคำนวณเงาแดด และค้นพบวันสี่วัน คือวันที่เงาแดดของไม้สั้นที่สุด ยาวที่สุด และวันที่เงาไม้ยาวเท่ากันสองครั้งต่อปี คือวัน Equinox ที่กลางวันและกลางคืนเท่ากัน ระบบปฏิทินนี้คิดค้นมาหลายพันปีว่าอากาศแต่ละช่วงเป็นยังไง แล้วจึงกำหนดเทศกาลจีนหลักแปดเทศกาล 

วันปีใหม่จีนโบราณ 21 หรือ 22 ธันวาคม เป็นวัน Winter Solstice หรือวันกินขนมบัวลอย (冬至) กลางวันสั้นที่สุด กลางคืนยาวที่สุด ทุกคนต้องกลับมาเจอหน้ากัน สามเดือนถัดมา 21 หรือ 22 มีนา เป็นวันชุงฮุง (春分) คือ Equinox ตั้งแต่วันนี้ถึงวันเชงเม้ง 4 – 5 เมษายน ไปไหว้บรรพบุรุษได้ แต่ห้ามไหว้หลังจากนี้

10 ปีชง

ปีชงมาจากแผนภูมิสวรรค์กานจือ 干支 (gānzhī) นับตัวเลขจีนเป็นเทียนกาน, ตี้จือ 天干 (tiāngān) 地支 (dìzhī) หรือกิ่งฟ้าก้านดิน กิ่งฟ้ามีสิบตัว ก้านดินมีสิบสองตัว แบ่งตัวเลขบนล่างมาชนกัน วนจนครบรอบจะมีหกสิบตัว เป็นชื่อปีต่างๆ กัน ในหกสิบปีนี้ แต่ละคนจะมีปีเกิดไม่ซ้ำกัน เป็นตัวกำกับดวงชะตาของเรา และเพื่อความเข้าใจง่ายขึ้น ก็ใส่เทพเจ้ากำกับหกสิบองค์ อย่างผมเกิดปีขาล ปีหน้าเป็นปีขาล ไท้ส่วยเอี๊ยะปีนี้จึงเป็นองค์สุดท้ายที่ผมไม่เคยเจอ

อย่าไปหลงประเด็นกับเทพหกสิบองค์ ไม่แก้ชงก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าทำต้องรู้จริง ผมไม่ชอบพวกหมอดูที่สอนให้แก้ปีชงก่อนตรุษจีน แต่ยังไม่รู้เลยว่าจริงๆ ปีชงเริ่มวันไหน คุณต้องเข้าใจหลักของสิ่งหนึ่งก่อน ถึงจะเข้าใจเรื่องต่อๆ ไป 

วันนี้ (วันที่สัมภาษณ์ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564) เป็นวันลิบชุง คือวันขึ้นต้นฤดูใบไม้ผลิ และเป็นวันเปลี่ยนปีนักษัตร จะแก้ปีชงต้องมาทำวันนี้เป็นต้นไป ปฏิทินน่ำเอี๊ยงที่คนไทยใช้บอกว่าวันที่ 2 กุมภาพันธ์คือวันลิบชุง แต่ปฏิทินจีนทั้งโลกบอกว่าเป็นวันที่ 3 กุมภาพันธ์ เมื่อคืนมีคนมาเถียงกับผมกันเต็มว่าวันไหนคือวันลิบชุงกันแน่ สนุกมาก ผมดีใจมาก เพราะปีก่อนๆ ไม่มีใครค้านเลย แต่เดี๋ยวนี้มีเด็กๆ มาบอกว่าคลาดเคลื่อนรึเปล่าอาเจ็ก ผิดครั้งนี้ผมจึงชอบมาก ทำงานมานานเข้า เราค้นพบความจริงว่าการสร้างคำตอบไม่ใช่คำตอบ เราต้องสร้างคำถามให้คนเถียงกันต่อ 

การนับเดือนจีนแบบจันทรคติคลาดเคลื่อนได้เยอะ เพราะถ้านับตามดวงจันทร์ ปีหนึ่งมีแค่ 354 วัน เดือนใหญ่มีสามสิบวัน เดือนเล็กมียี่สิบเก้าวัน ผ่านไปสามปี วันหายไปสิบเอ็ดวัน คนจีนจะเติมเดือนอธิกมาสเข้าไป คำนวณโดยใช้สุริยคติมาเป็นตัวช่วย

ถ้าถามผม เราควรใช้ความเป็นสากล ทำให้ระบบเราสอดคล้องกับทั้งโลก เช็กกับโลกภายนอกด้วยว่าเขาใช้กันยังไง

11 จีนแช่แข็ง

คนฮ่องกงมาเยาวราช เพราะบอกว่าเหมือนฮ่องกงยุค 70 เหตุที่ละม้ายเพราะเราเป็นจีนที่โดนฟรีซเอาไว้ วัฒนธรรมจีนในไทยคือจีนเมื่อหกสิบ เจ็ดสิบปีก่อน กลับไปเมืองจีนต้องไปตามหาตามหมู่บ้าน เพราะเมืองใหญ่ๆ โตไปหมดแล้ว แต่จีนในไทยยังมีเพลงประจำถนนคือ เติ้งลี่จวิน (Terasa Teng) เปิดอยู่สามเพลง แต่เมืองจีนผ่านยุค เถียนมีมี่ ไปนานแล้ว 

อนุรักษ์กับฟรีซไว้ต่างกันมาก น่าเสียดาย อะไรที่คลาสสิก เราทำลายทิ้งหมด 

ชีวิตของ สมชัย กวางทองพาณิชย์ พ่อค้าเชือกผู้เกลียดเมืองจีนสู่นักประวัติศาสตร์เยาวราช

12 จีนก้าวหน้า 

สามคนเดินมา คนหนึ่งเป็นครูเราได้

การเรียนรู้ว่าเราไม่รู้อะไร เป็นความรู้แบบหนึ่ง

เรียนรู้ความถูกต้องเพื่อทำตาม เรียนรู้ความผิดพลาดเพื่อแก้ไข 

สมัยก่อนถ้าพูดว่าขงจื๊อกล่าวแบบนี้ เชยมาก แต่คนจีนทำเป็นเพลงวัยรุ่นของวงบอยแบนด์ นำเสนอให้คนรุ่นใหม่ วัฒนธรรมคำสอนเก่า บทกวี อาขยานโบราณ เอามาใส่ทำนองให้เข้าใจง่าย แล้วไม่ได้ซี้ซั้วใส่ คัดมาแล้วว่าใครมีศักยภาพดึงดูดเด็ก เอาเพลงเก่ามาใส่ทำนองใหม่ เอาเพลงใหม่ไปใส่ทำนองโบราณด้วย ดึงคนรุ่นหนึ่งกับอีกรุ่นมาอยู่ในรุ่นเดียวกันได้ ขณะที่บ้านเราทิ้งทุกอย่างตามเจเนอเรชัน เขาพยายามเกี่ยวคนแต่ละยุคเข้าไว้ด้วยกัน แค่เอกชนทำเอง เจ๊งแน่ๆ ดูแล้วรู้เลยว่ารัฐบาลต้องอยู่เบื้องหลัง 

เพลงหนึ่งที่ผมชอบมากคือ 但願人長久 (Dan Yuan Ren Changjiu – Wishing We Last Forever) ของเติ้งลี่จวิน ไหว้พระจันทร์ทีไรจะเปิดเพลงนี้ ไม่ใช่ 月亮代表我的心 (Yuèliang Dàibiǎo Wǒ de Xīn – The moon represents my heart) เนื้อเพลงเป็นบทกวีโบราณที่ซูตงปอแต่งเมื่อแปดร้อยปีก่อน เอามาเรียบเรียงใส่ทำนองใหม่ มีอรรถาธิบายว่าซูตงปอเกิดในสมัยราชวงศ์ซ่ง เป็นกวีที่ถูกส่งไปอยู่ต่างแดน วันนั้นภรรยาเพิ่งเสียชีวิต ห่างไกลจากน้องชาย คืนวันไหว้พระจันทร์คิดถึงน้อง คิดถึงชีวิต จึงแต่งบทกวีนี้ขึ้นมา

เติ้งลี่จวินตายไปสามสิบปี ก็มีคนเอาเพลงมาทำใหม่เพื่อระลึกถึงเติ้งลี่จวิน ที่ระลึกถึงซูตงปอเมื่อแปดร้อยปีก่อน เป็น Propaganda ชั้นสูงมาก 

ลองมองจีนในมุมใหม่ หลายคนเหยียดจีนว่าเคยด้อย เพราะคนรุ่นผมเหยียดให้คุณดู จริงๆ แล้วจีนน่ากลัวมาก ปรัชญาจีนสอนให้ขยัน เข้มแข็ง อดทนมาก ดูอย่าง HUAWEI ไม่เสนอตัวมากแต่กลับรุกไปทั้งโลก พลังงานมาจากรากวัฒนธรรม อะไรที่ดีก็พัฒนา 

กำแพงเมืองจีนสองพันห้าร้อยปี ไปทีไรก็ซ่อมทุกที ปูนเขาทำจากข้าวเหนียวผสมปูนขาวแบบโบราณ อิฐก็เผาอย่างเดิม บูรณะด้วยความเข้าใจตลอดเวลา ไม่ได้หมายความว่าสองพันปีเป็นแบบเดิมมาตลอด 

ชีวิตของ สมชัย กวางทองพาณิชย์ พ่อค้าเชือกผู้เกลียดเมืองจีนสู่นักประวัติศาสตร์เยาวราช

13 ไชน่าทาวน์ซบเซา

ปัจจุบันเมื่อมองดูแล้ว ผมคิดว่าเยาวราชไม่มีอนาคต เพราะไม่มี Master Plan ทุกคนเข้ามาครั้งแรกด้วยความตื่นเต้นกับความเป็นจีน แต่คุณจะกลับมาเยาวราชซ้ำๆ รึเปล่า ในเมื่ออาหารแทบไม่เหลือ วิถีชีวิตเปลี่ยนไป แล้ว COVID-19 นี่ยิ่งเห็นชัดว่าเราพึ่งคนต่างชาติล้วนๆ พอคนต่างชาติไม่อยู่ก็ซบเซา เศรษฐกิจไม่เคยติดลบขนาดนี้ ตอนนี้ความน่ากลัวสุดคือเราไม่มีแรง Take Off รอบๆ บ้านไม่เคยเห็นใครปิดร้าน ทุกวันนี้มีเกินสามสิบห้องที่ปิดตัว ติดป้ายขาย เช่า หรือปิดไว้เฉยๆ ช่วง COVID-19 นี้มันทำลายเราอย่างคาดไม่ถึง บางบ้านลูกเรียนจบมาไม่อยากช่วยงานที่บ้าน พ่ออายุเลยวัยเกษียณ ทำต่อไม่ไหวก็เลิก กับอีกอย่างคือร้านเช่า ค่าเช่าร้านที่สำเพ็งแสนกว่าบาท ตอนนี้เงียบก็ปิดบ้านกันหมด

ถ้าไม่ชัด ให้ดูศาลเจ้า โรงเจ โรงงิ้ว ทุกปีช่วงนี้งิ้วเยอะมาก ปีที่แล้วสั่งห้ามเพราะมี COVID-19 มาห้ามอีกทีตอนปลายปี หลังๆ มานี้ศาลเจ้าก็รายได้น้อยอยู่แล้ว ต้องมาจ่ายค่าอะไรมากมาย จังหวะแบบนี้คณะเล็กๆ ก็เลิกไปเลย จะกลับมาใหม่มั้ยไม่รู้ หลังจากช่วงนี้ความเปลี่ยนแปลงใหม่จะเข้ามาอีกระลอก 

ถ้าคุณมาเยาวราช มาทำอะไร มากินใช่ไหม สรุปขายอาหารสตรีทฟู้ด จะถูกหรือผิดกฎหมาย พื้นที่จากไฟแดงเฉลิมบุรีถึงไฟแดงราชวงศ์ ความยาวหกร้อยเมตร พื้นที่ขายอาหารมีแค่ประมาณสี่ร้อยเมตร สองข้างไปกลับรวมเป็นแปดร้อยเมตร สตรีทฟู้ดที่เป็นหน้าตาของประเทศไทยมีแค่นี้เหรอ 

พอคุณมาถึงก็เลือกต่อคิวร้านที่มีแถวยาว แล้วรสชาตินั้นคุ้มค่ากับการรอคอยรึเปล่า หรือเป็นรสชาติสะกดจิตหมู่ มองหน้ากันแล้วบอกว่าอร่อยนะๆ เพราะต้องรอนาน แล้วอาหารที่ดังๆ นี่เกี่ยวข้องกับเยาวราชไหม ถ้ารสชาติดีจริง ไปเปิดที่อื่นก็ได้ เยาวราชไม่สำคัญ กินที่ไหนก็ได้ 

แล้วป้ายไฟเยาวราชควรเป็นแบบไหน ผมไปกวางเจา ไฟไม่เหมือนกันสักปี ปีแรกๆ ติดไฟริมน้ำเต็มเลย ปีต่อมาเห่อโปรเจกเตอร์ อีกปีเห่อไฟเส้นๆ แบบ LED โชว์กันใหญ่ ไปอีกปีเป็นโอลิมปิก รื้อทิ้งหมดแล้วติดไฟนวลๆ ผู้ดีมาก 

แล้วบ้านเราจะเอาแบบไหน ไฟเยาวราชของคุณเป็นตู้ไฟฟลูออเรสเซนต์รึเปล่า สำหรับผมเป็นไฟนีออนกะพริบได้ คลาสสิก แต่ตอนนี้เป็นไฟวิ่งๆ เราจะเลือกแบบไหนกัน ผมรับได้หมด แต่ต้องมีมาสเตอร์แพลน ถ้าวันหนึ่งบอกว่าป้ายไฟยื่นออกมาผิดกฎหมาย ให้เอาออกไปหมด แบบนี้เยาวราชยังเป็นเยาวราชไหม ตกลงอะไรคือเยาวราช อะไรคืออัตลักษณ์ของเยาวราช 

ความสวยงามน่าสนใจของเยาวราชแบบที่ผมชอบ ผมก็พยายามเก็บไว้และสะท้อนมันออกมา ตอนเราทำ ‘Walk with The Cloud 19 : หอมกลิ่นกรุงเทพ’ กัน สามเดือนต่อมาตั้งกวงคี่เฮียงโดนไล่ที่เลย ร้านกุนเชียงต้องย้ายไปอยู่ในซอย ร้านขายยาจีนก็กลายเป็นร้านกระเพาะปลา แต่ร้านขายเครื่องเทศที่ทรงวาดกลับรุ่งเรือง เขาก็ดีใจที่คนเห็นความสำคัญ เราก็อยากทำต่อยอด 

ชีวิตของ สมชัย กวางทองพาณิชย์ พ่อค้าเชือกผู้เกลียดเมืองจีนสู่นักประวัติศาสตร์เยาวราช

14 เยาวราชในฝัน

ตอนนี้ผมอยากทำเรื่อง Golden Hours มาเยาวราชช่วงไหนควรกินอะไร ช่วงพีกที่สุดแต่ละปีคือสองสัปดาห์หลังตรุษจีน คนเยอะ อารมณ์สนุกสนาน คนเห่อสีแดง แต่งตัวมาไหว้พระแก้ปีชงทั้งบ้าน และกินอาหารตามฤดูกาล มีผักผลไม้ออกช่วงไหนก็กินตามช่วงนั้น

ความฝันผมคืออยากได้ลานประลองแบบดราก้อนบอล มีสเปซให้จัดงานวีกละครั้ง วีกนี้แข่งหมูแผ่น วีกนี้แข่งอาหารสูตรอาม่า ให้เกิดการแข่งขันจะได้สนุกขึ้น 

ส่วนร้านรวงต่างๆ ใช้ภาษาจีนแบบตัวย่อ แต่คนสิงคโปร์ ไต้หวัน มาเลเซีย ฮ่องกง มาเที่ยวชมมากมาย ซื้อหมูแผ่นหมูหยองกันเป็นปี๊บๆ กลับบ้าน น่าทำภาษาจีนตัวเต็มให้เขามั่ง ทำป้ายทำซองสองภาษา ใช้ฟอนต์สวยๆ ก็ได้ 

ถ้าจะรีโนเวต ขอเถอะ อย่าเอาไม้มะม่วงถูกๆ มาทำโต๊ะแล้วบอกว่าเป็นร้านกาแฟโบราณ ร้านกาแฟดีๆ เขาใช้โต๊ะหินอ่อน เพราะเป็นบ้านเดียวที่มีทีวี หนังสือพิมพ์ วิทยุ อย่างร้านเอ็กเต็งผู่กี่ เป็นร้านกาแฟเก่า น่าจะทำเป็นพิพิธภัณฑ์เก้าอี้ มีเก้าอี้ทุกยุค เก้าอี้พับ เก้าอี้ไม้ เก้าอี้สังกะสี ทำแล้วเก้าอี้มันจะพูดแทนคุณเอง สตอรี่มันได้ 

พูดแล้วผมก็น่าทำพิพิธภัณฑ์เชือกมั่ง

15 แซยิด

ถ้าคิดแบบจีนโบราณ อายุหกสิบจัดแซยิดได้ วันนี้ต้องมีเหลนแล้ว เพราะคนจีนสมัยก่อนอายุสิบห้าก็แต่งงานได้ อายุสิบหกสิบเจ็ดต้องมีลูก ชีวิตที่สมบูรณ์ของคนจีนโบราณต้องมีลูกสาวลูกชาย ลูกทุกคนต้องไม่เสียชีวิต ต้องดูแลให้ลูกทุกคนออกเรือน มีหลานนอกและหลานใน นี่คือกติกาชีวิตที่ต้องวางแผนตั้งแต่แรก 

เมื่อคืนกลับไปนอนคิด เพื่อนคนหนึ่งเป็นลูกชายคนเดียวของบ้าน ตอนเรียนพาณิชย์ลาออกไปแต่งงานตอนอายุสิบเก้า วันนี้เขาจะหกสิบ มีทุกอย่างแบบที่เล่าไปแล้ว ชีวิตเขาสมบูรณ์ แต่ชีวิตผมไม่ได้หวังอย่างนั้น 

โลกมันเปลี่ยนไป สังคมเปลี่ยนไป ลูกหลานไม่ต้องเยอะ เราประเมินตัวเองว่าพอใจกับชีวิตไหม ตลอดหกสิบปีที่ผ่านมา เราค่อนข้างพอใจ สิ่งที่เราอยากทำก็ได้ทำ หน้าที่ที่เราไม่อยากทำก็ได้ทำ ผลที่ออกมาเป็นประโยชน์กับคนอื่นด้วย แบบนี้เราชอบ เราดีใจ อาอี๊อากู๋ชอบพูดว่าถ้าแม่อยู่ แม่คงดีใจที่มึงเอาสิ่งที่แม่สอนมาสอนคนอื่นต่อ ทั้งยังเก็บรักษาและค้นที่มาได้ อย่างการค้นที่มาของสำเพ็ง จะทำไปเรื่อยๆ แล้วลงลึกไปเรื่อยๆ นะครับ

เรื่องงานที่บ้าน จะค่อยๆ หยุด ให้คนอื่นมาทำแทนในแบบของเขา หกสิบปีที่ผ่านมา เราพอใจแล้ว เราใช้ชีวิตมีทุกข์สุขแบบนี้ ความรู้สึกต่อตัวเองเป็นแบบนี้ เราคุ้มแล้ว หลังจากหกสิบ เป็นกำไรชีวิตหมดแล้ว จะทำอะไรก็ได้

ก่อนหน้านี้มีกรอบในตัวเอง ตอนนี้คงมีอิสระมากขึ้น เทความคิดออกไปได้มากกว่าเดิม ไม่กลัวแล้ว วันนี้คิดแบบนี้ 

ชีวิตของ สมชัย กวางทองพาณิชย์ พ่อค้าเชือกผู้เกลียดเมืองจีนสู่นักประวัติศาสตร์เยาวราช

ขอบคุณสถานที่ 

ร้านเยาวราชฮั้งเฮงหลี

วัดบำเพ็ญจีนพรต

ร้าน Double Dogs Tea Room

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

3 พฤศจิกายน 2564
1,109

กลับมา, พื้นที่เล็กๆ, ผูกพัน, ชั่วโมงต้องมนต์, เผลอ, เปลี่ยนไปทุกอย่าง,​ ความลับ, เหนื่อย ฯลฯ เหล่านี้คือชื่อเพลงฮิตบางเพลงที่มาจากฝีมือการแต่งของ บอย-ตรัย ภูมิรัตน โดยบางเพลงถูกปล่อยในนามวง Friday บางเพลงเป็นผลงานของเขาในฐานะศิลปินเดี่ยว และบางเพลงถูกขับร้องโดยศิลปินคนอื่นๆ

เล่าสั้นๆ แค่ย่อหน้าข้างต้น ก็พอจะบอกได้ว่าบอยอยู่ในแวดวงดนตรีไทยมานาน…ให้เจาะจงขึ้นหน่อยก็คือมากกว่า 20 ปีแล้ว (อัลบั้มชุดแรกของวงฟรายเดย์ออกเมื่อ พ.ศ. 2540-ปีที่มีวิกฤตต้มยำกุ้ง) เขาผ่านบทบาทหลากหลายในวงการทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ผ่านการมีเพลงฮิตที่ร้องกันทั่วบ้านทั่วเมือง ไปจนถึงการปล่อยเพลงแบบสบายๆ ที่หวังเพียงตอบสนองความฝันส่วนตัวบางอย่าง

หากลองไล่เรียงเรื่องราวในบทเพลงของบอย เราจะพบว่ามีความหลากหลายและเติบโตมากขึ้นตามวันเวลา มีทั้งเรื่องความรักในวัยหนุ่มสาว ความรักแบบผู้ใหญ่ ความฝัน การเปลี่ยนแปลงในชีวิต การยึดติดกับอดีต และวัยเยาว์อันงดงาม มิตรภาพที่เติบโตคลี่คลาย และมีกระทั่งเพลงที่พยายามสรุปสิ่งสำคัญที่ได้เรียนรู้จากชีวิต (คุณเคยลองฟังเพลง ไม่มีสิ่งไหน ในอัลบั้มของ The BOYKOR ที่เขาทำร่วมกับ ก้อ-ณฐพล ศรีจอมขวัญ หรือยัง) ผลงานเพลงหลายร้อยชิ้นของบอยพิสูจน์ว่า เขาเป็นนักแต่งเพลงที่มีแนวทางของตัวเอง มีลายเซ็นชัดเจน แต่ก็ไม่เคยหยุดนิ่ง เพราะผลงานเพลงของเขาก็เป็นเหมือนบทบันทึกมุมมองที่เติบโตไปตามชีวิตเช่นกัน

หลังจากอัลบั้ม Colorfication ของวงฟรายเดย์ที่ออกมาเมื่อ พ.ศ. 2554 และอัลบั้มเดี่ยวของเขาชุด ขุนเขาแห่งหมี ที่ออกมาเมื่อ พ.ศ. 2560 ผ่านมาถึงปลายเดือนกันยายน พ.ศ. 2564 บอยก็มีงานใหม่ แต่คราวนี้ไม่ใช่ในนามวง ไม่ใช่ในนามศิลปินเดี่ยว แต่เป็นในฐานะนักแต่งเพลงที่ชื่อว่า Zentrady ซึ่งเป็นนามปากกาที่เขาใช้แต่งเพลงให้กับศิลปินต่างๆ มาเนิ่นนาน (เป็นนามปากกาที่เขาได้แรงบันดาลใจจากแอนิเมชันญี่ปุ่นยุค 80 เรื่อง Macross) โดยคราวนี้เขาไม่ได้ทำอัลบั้มเพื่อวางขายทั่วไป แต่จะใช้วิธีบอกรับสมาชิก!

ไม่ใช่แค่จะมีงานเพลงใหม่ในฐานะคนดนตรีเท่านั้น แต่มาถึงวันนี้ บอยยังเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เป็นคุณพ่อลูกสอง และเป็นคนหนึ่งผ่านเรื่องราวอะไรๆ มาไม่น้อย ทั้งสุขและเศร้า เท่าที่ชีวิตคนคนหนึ่งได้ผ่านพบเมื่อมาถึงวัยปลาย 40 ไปแล้ว

คงไม่ใช่แค่เรื่องความผูกพัน และไม่ควรจะเป็นความลับอะไร ถ้าเราจะกลับมาหาพื้นที่เล็กๆ ให้บทสนทนาของผู้ชายคนนี้อีกสักครั้ง

บอย-ตรัย ภูมิรัตน นักร้อง นักแต่งเพลง และนักฝัน ในวันที่เป็นคุณพ่อลูกสอง

ชีวิตช่วงนี้ของคุณเป็นอย่างไรบ้าง

ชีวิตรวมๆ ตอนนี้ก็ปกติสุข คือก็แฮปปี้ดี แต่อาจจะแฮปปี้ไม่สุดนะ แต่เวลาทุกข์ก็จะรู้ว่าทุกข์นานไม่ได้ (หัวเราะ) ต้องหาทางออก เหมือนคนทั่วไปมั้ง เผชิญปัญหากันอยู่ตอนนี้ไม่ใช่สภาวะที่เป็นปกตินัก ถ้ารวมๆ ก็คือผมมีชีวิตที่มีความสุขดี อยู่พร้อมหน้ากับครอบครัว มีปัญหาบ้างอะไรบ้าง เราก็เผชิญปัญหาไปด้วยกัน หาทางออกไปด้วยกัน มันก็คือเป็นปุถุชนน่ะ

ตอนนี้คุณทำงานอะไร แบบไหนอยู่บ้าง

พูดสั้นๆ ก็คือ รับทุกอย่างที่จ้าง (หัวเราะ) ทุกอย่างที่ทำเป็น แต่ก็ยังทำเพลงเป็นหลัก ก็คือยังเป็นนักดนตรีอยู่และมีงานด้านอื่นด้วย คือเป็นอาจารย์พิเศษ ซึ่งเป็นมาปีที่เจ็ดแล้ว ที่คณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร สอนเรื่องการแต่งเพลง เป็นดีเจรายการวิทยุที่ Cat Radio เขียนบทละครทีวีด้วย อันนี้ที่เป็นงานหลักๆ นะ นอกนั้นคืองานจ้างอะไรก็รับหมดครับ ไปเล่นละครก็มี (หัวเราะ)

มีงานที่ติดต่อมาแล้วเรายังไม่รับบ้างไหม

ไม่มี จริงๆ ก็คือรับหมด แต่ว่าเวลาทำไปแล้วก็มีคิดอยู่เหมือนกันว่า ‘เราทำไรอยู่วะ’ (หัวเราะ)

อย่างเช่นงานแสดงใช่ไหม

ใช่ๆ (หัวเราะ) งานแสดงนี่แบบ ‘เฮ้ย มันจริงเหรอวะ’ (หัวเราะ) มันก็มีมุมที่ท้าทายตัวเองที่รู้สึกว่า เออ เขาอุตส่าห์ให้โอกาส เราก็ลองดูหน่อย อะไรอย่างนี้ ผมชอบคิดแบบนี้ ชอบคิดว่ามีโอกาสก็ลองทำดู เป็นประสบการณ์ ถ้าทำออกมาไม่ดีอย่างมากก็โดนเพื่อนแซว แต่ทุกอย่างที่ทำก็ไม่รู้สึกว่า ไม่น่าไปทำเลย อย่างนั้นไม่มี

บอย-ตรัย ภูมิรัตน นักร้อง นักแต่งเพลง และนักฝัน ในวันที่เป็นคุณพ่อลูกสอง

เคยสัมภาษณ์คุณเมื่อหลายปีก่อนตอนที่คุณมีลูกคนแรก คุณบอกว่า ‘การมีลูกทำให้เป็นคนที่ใช้ได้มากขึ้น’ อยากรู้ว่าตอนนี้มีลูก 2 คนแล้ว เป็นอย่างไรบ้าง

ไอ้ครั้งแรกที่ตอบไป ประโยคนั้นก็จำเขามา (หัวเราะ) คนที่บอกผมคือ พี่บอย โกสิยพงษ์ ตอนนี้ถ้าถามผมที่มีลูกสองแล้วเนี่ย (หัวเราะ) ก็ไม่รู้ว่าเป็นคนที่ใช้ได้มากขึ้นหรือเปล่า แต่เชื่อว่าเป็นคนที่ถูกคาดหวังว่าจะต้องทำอะไรให้มันอยู่กับร่องกับรอยนะ เป็นพ่อแม่ลูกกันนี่ สามเหลี่ยมพันผูก พ่อคาดหวังแม่ แม่ก็คาดหวังพ่อ ลูกก็คาดหวังพ่อแม่ ในบทบาทที่เราควรจะเป็น เราก็ไม่อยากทำให้ใครผิดหวัง ทำให้คนในครอบครัวผิดหวัง เรารู้สึกมากขึ้นทีละนิดว่าเราอยากจะพยายามให้มากกว่านี้ ผิดชอบชั่วดีที่ไม่อยากทำให้คนที่เรารักผิดหวัง มันเป็นความรู้สึกที่ค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นเองมั้ง เวลาที่เป็นครอบครัว แล้วมันต้องเดินไปในทิศทางเดียวกัน ประคับประคองกันไป

คุณมีวิธีการสอนลูกอย่างไร

(หยุดคิด) ผมไม่ได้สอนแบบสอนๆๆ นะ แต่จะพยายามเรียนรู้ไปด้วยกันนี่แหละ เอาสิ่งที่พบเจอเรียนรู้ไปด้วยกัน ผมเรียนรู้ว่าการสอนสั่งไม่ได้ประโยชน์อะไรเท่าไหร่ อย่างการบ่นเนี่ย แรกๆ ผมก็เป็น ชื่นใจ เคยโดนผมบ่นนู่นบ่นนี่ตอนเขายังเด็กๆ คือเราไม่เข้าใจเขาว่าทำไมเขาไม่ทำอย่างที่เรานึกภาพไว้ เราโตกว่า เราเห็นภาพแล้วทำอย่างนี้มันจะง่ายกว่านะ หรือมันจะตรงประเด็นกว่า ทำไมลูกไม่ทำอย่างนี้ บอกบทไปก่อนทุกที ผมไปเห็นภาพของตัวเอง แล้วอยากให้ลูกทำแบบนั้น 

บ่นมากๆ เสียงเราจะกลายเป็นอากาศที่เขาฟังผ่านไป พูดให้คอแห้งก็เท่านั้น แต่พอเรียนรู้การอยู่ด้วยกันกับเด็กๆ ไปเรื่อยๆ ก็พบว่าการบ่น การดุ หรือบังคับให้ทำมันไม่เกิดประโยชน์ การเรียนรู้ต่างหากที่เกิดประโยชน์ คือทั้งผิดทั้งถูกน่ะทำไปเถอะ แล้วเขาจะค่อยๆ ตักเอาส่วนที่มันใช้ได้มาเป็นประสบการณ์ของตัวเองได้เอง 

ก็เลยพบว่า อ๋อ เด็กๆ เขาไม่ได้ต้องการคนมาบอกให้ทำอะไร แต่ว่าการมีคนไปอยู่ข้างๆ เป็นเพื่อนเขา ทำไปด้วยกันกับเขา หรือเราจะไม่ทำก็ได้ แค่เฝ้ามองเขาอยู่ก็ได้ ให้เขารู้สึกอุ่นใจ แล้วให้เขาทำของเขาเอง เรียนรู้ด้วยตัวเอง มีความเห็นของตัวเอง อย่างเรื่องการเรียนออนไลน์นี่ ตั้งแต่ชื่นใจอยู่ ป.2 ผมแทบไม่ต้องช่วยดูอะไรเลย คือเข้าเรียนกี่โมง เขาดูตารางสอนปุ๊บ ดูนาฬิกา ไปหยิบไอแพด หยิบสายชาร์จมานั่งรอ พร้อมเองเสร็จสรรพ เขานั่งอยู่กับที่ นั่งเรียนไปจนจบ เรียนเสร็จแล้วก็ไปเล่น คือหลายๆ เรื่อง เราแทบไม่ต้องไปคอยบอกว่าทำอย่างนี้สิ นั่งอยู่ตรงนี้ก่อน อย่าเพิ่งไปโดดโซฟาอะไรแบบนั้น เขาไม่ได้เป็นอย่างนั้นแล้ว

บอย-ตรัย ภูมิรัตน นักร้อง นักแต่งเพลง และนักฝัน ในวันที่เป็นคุณพ่อลูกสอง

คุณเรียนรู้เรื่องอะไรจากการเป็นพ่อคนอีกบ้าง

(นิ่งคิด) เรียนรู้ว่าเราผิดได้ เราเป็นพ่อ ไม่ใช่แปลว่าต้องถูกต้องเสมอ หรือคำพูดเราจะเป็นประกาศิตเด็ดขาด ไม่ใช่อย่างนั้น เหมือนกับว่าพ่อเป็นหลายๆ บทบาทนะ พ่อเป็นพ่อ บางทีพ่อก็เป็นเพื่อน บางทีพ่อก็เป็นคนที่เล่นอะไรกับเขาแล้วแพ้เขาก็ได้ หรือพ่อเล่นไม่เป็น จะให้เขาสอนก็ได้ หรือว่าพ่อบางทีเข้าใจผิด พ่อก็ขอโทษได้ มันไม่ได้เป็นอะไรที่ใหญ่โตสูงส่งไปกว่ากัน ก็แค่เป็นพ่อลูกกัน แล้วก็ใช้ชีวิตแบบอะลุ่มอล่วยนิดหนึ่ง 

ฉะนั้น พอเราลดความใหญ่ของคำว่า ‘พ่อ’ ลงไป การที่เราจะพยายามทำความเข้าใจกัน มันก็เหมือนจะง่ายขึ้น มันอาจจะมีผิดบ้าง ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย ผิดก็ขอโทษ อ่าว มันต้องยังไงนะ ไหนอธิบายพ่อหน่อยสิ ก็แค่นั้นเอง

แต่อย่าผิดบ่อย ผิดบ่อยๆ ก็ไม่ดี (หัวเราะ)

ที่สำคัญคือ พ่อกับแม่อย่างน้อยควรจะไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อที่ลูกจะไม่งง ลูกก็จะเห็นว่าทิศทางที่ถูกต้องเป็นอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าพ่อกับแม่ขัดแย้งกันอยู่ตลอดเวลา ลูกก็คงจะเครียดที่ต้องคอยเลือกว่าไปอยู่ข้างใดข้างหนึ่งใช่ไหม เราคิดว่าพ่อกับแม่ต้องตกลงกันก่อนว่า นโยบายทิศทางต่างๆ ของบ้านจะเป็นอย่างไร

การเป็นพ่อคนส่งผลยังไงกับการทำงานเพลงของคุณบ้างไหม

ส่งผลมากในแง่อิสระของเวลาหรือสมาธิที่น้อยลง แต่ก็เป็นความสุขอีกแบบหนึ่ง พอเวลาในการทำเพลงมีจำกัด เวลาที่เราได้ใช้ก็จะใช้อย่างมีความสุขมาก ตอนได้ทำเพลงมันเป็นโลกของเรา เป็นเวลาของเรานะ เราเห็นคุณค่าของเวลามากขึ้น ผมชอบมองแบบนี้นะ ผมจะไม่ชอบคิดแบบว่า ‘มีเวลาเหลือแค่นี้ จะไปคิดออกได้ไง’ (หัวเราะ) 

การมีเงื่อนไขให้ไม่สะดวกหรือง่ายเกินไป ก็มองให้มันท้าทายตัวเองไปซะ แต่การเป็นพ่อคนก็ส่งผลในแง่ของการมองโลกด้วย คือก่อนมีลูกผมพยายามมองโลกด้วยความเข้าใจ พยายามจะมีเพลงรักที่เข้าใจ๊เข้าใจจังเลย แต่มาตอนนี้พอหลังจากที่มีลูก ลูกโตพอจะฟังเพลงเราได้แล้ว ผมก็เจอกับคำวิจารณ์เพลงจากลูกด้วยนะ เออ มันก็เริ่มรู้สึกว่า ทำอย่างไรถึงจะมีเพลงที่สื่อสารกับเขาได้นะ

บอย-ตรัย ภูมิรัตน นักร้อง นักแต่งเพลง และนักฝัน ในวันที่เป็นคุณพ่อลูกสอง

เขาวิจารณ์ว่าอย่างไร

‘เพลงพ่อเศร้าอะ’ ‘เพลงพ่อหดหู่จังเลย ไม่หนุกเลย’ อะไรอย่างนี้ เยอะแยะไปหมด หรือไม่บางทีก็บอกสั้นๆ ว่า ‘ไม่ชอบ!’ (หัวเราะ) 

ชื่นใจเขาเป็นคนร่าเริง เขาก็จะชอบอะไรที่มีความเบิกบาน หรือเพลงที่มันวัยรุ่นๆ น่ะ ผมก็อยากจะทำเพลงให้สื่อสารกับเขานะ มันอาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นเพลงที่เบิกบานก็ได้ แต่มันควรเป็นเพลงที่เขาเอ็นจอยไปด้วยได้ หรือเป็นสะพานระหว่างเราได้ ผมก็พยายามแต่งหลายเพลงนะ แต่งเพลงสอนใจในวันที่เขาเป็นวัยรุ่นหรืออะไรอย่างนี้ ก็มีแต่งเก็บไว้ เรียกว่าการมีลูกก็เป็นแรงบันดาลใจในการแต่งเพลงได้เหมือนกัน

อัลบั้มเดี่ยวชุดก่อนหน้านี้ของคุณคือ ‘ขุนเขาแห่งหมี’ (2017) มีลักษณะปกอัลบั้มคล้ายหนังสือนิทาน เรื่องนี้เกี่ยวกับความเป็นพ่อคนด้วยไหม

ถ้าเรื่องราวในอัลบั้มอาจจะไม่ค่อยเกี่ยว เพลงในอัลบั้มนั้นเขียนไปตามสภาวะจิตใจของผมในช่วงเวลานั้น เป็นวัยที่ผมรู้สึกว่าการทำอัลบั้มมันยากจัง คำถามในใจเยอะ โลกเปลี่ยนไป ไม่เหมือนเมื่อก่อน มันเหมือนขึ้นภูเขาน่ะ รู้สึกว่าทำไมเราต้องมาวัดกันที่ยอดวิว ทำไมเราต้องมีเพลงตัดซิงเกิ้ล ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนผมชอบทำเพลงเป็นอัลบั้ม แล้วเพลงเพราะๆ ที่เราชอบมักจะเป็นเพลงประกอบในอัลบั้มไง ไม่ใช่เพลงโปรโมตเสมอไป ซึ่งในสมัยนี้ไม่ได้เป็นแบบนั้น สมัยนี้มันคือการตัดซิงเกิ้ล ทำเพลงทีละเพลง แล้วต้องโดนทุกเพลง ต้องเรียกร้องความสนใจให้ได้เร็วที่สุด มีเวลาให้น้อยที่สุด ซึ่งจะว่าไปการคิดแบบนั้นก็เป็นการที่ผมตีโพยตีพายไปเองในวันนั้นแหละ (หัวเราะ) 

อัลบั้มนั้นเป็นบทบันทึกของชายในวัยสี่สิบกว่าคนหนึ่ง แต่ว่าการทำให้เป็นรูปเล่มนิทาน ก็อาจเป็นเพราะว่าเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกับตัวเองในช่วงเวลานั้นมั้ง เป็นวัยที่อ่านนิทานให้ลูกฟัง

ทำไมงานใหม่ของคุณถึงทำในนาม Zentrady

พยายามจะหาแง่มุมที่ตัวเองยังไม่ได้ทำ แล้วก็ท้าทายตัวเองว่า ลองทำแบบนี้จะไหวไหม ลองอะไรในมุมอื่นๆ บ้าง Zentrady เป็นมุมหนึ่งที่ผมรู้สึกว่า ตลอดการทำงานเพลงผมค่อนข้างจะเป็นคนขี้อาย เป็นคนที่ไม่ค่อยไปนู่นไปนี่อะไรกับใคร งานชุดนี้เลยเป็นชุดที่ผมอยากตั้งโจทย์กับตัวเองเลยว่า อยากจะไปยุ่งกับคนอื่นเยอะๆ เราจะทำส่วนที่ใช้ความคิดจริงๆ คือเรื่องแต่งเพลงกับการโปรดิวซ์ ส่วนงานนอกนั้น ถ้าเราชวนใครได้ก็จะไปชวน

งานนี้ชื่อชุดว่า Zentrady Galaxy เป็นกาแล็กซี่ของมนุษย์ Zentrady ครับ ตั้งใจจะแบ่งเป็นสามชุด ชุดละห้าเพลง ศิลปินที่ชวนๆ ก็มี พี่ก้อง (สหรัถ สังคปรีชา) มี แสตมป์ (อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข) มี พี่เล็ก Greasy Cafe บอกประมาณนี้ก่อนนะ พยายามชวนคนที่เราชื่นชอบชื่นชมหลายๆ คนน่ะ แต่ว่าเขายอมมาหรือไม่มานั่นอีกเรื่องหนึ่ง

ทำเป็นอัลบั้มแบบปกตินี่แหละ มีให้ฟังทุกช่องทาง แต่จะเพิ่มส่วนที่เป็นสมาชิกขึ้นมา จริงๆ แล้วมันไม่ได้อะไรซับซ้อน ผมรู้สึกว่าตัวเองทำงานมาถึงจุดที่อยากใกล้ชิดกับแฟนๆ บ้าง เมื่อก่อนนี้ก็ทำตัวไม่เป็น ถ้าเป็นไปได้ ถ้ารู้ว่าใครเป็นแฟน ก็อยากเอาใจเขาเยอะๆ อยากทำอะไรพิเศษให้เขา หาของขวัญให้เขา เรื่องการปล่อยเพลงก็คงจะปล่อยไปเรื่อยๆ ทีละเพลงนะ แต่จะรวมเป็นอัลบั้มหรือเปล่าก็ยังไม่แน่ใจ แต่สำหรับสมาชิก เราจะให้สมัครเป็นเซ็ต เซ็ตแรกมีห้าเพลง ทั้งโปรเจกต์น่าจะมีสิบห้า 15 เพลง ก็รวมเป็นสามเซ็ต แต่สมาชิกจะได้ซีดีเพลงและได้ของขวัญที่เราคิดว่าเหมาะกับเพลงนั้นๆ เป็นเซอร์ไพรซ์บ็อกซ์ส่งให้ด้วย รวมทั้งโอกาสที่จะได้เจอกัน ได้มาร่วมกิจกรรมกัน 

นอกเหนือจากทั้งหมดทั้งมวล คือผมก็อาจจะแค่หาเหตุผลที่จะให้ตัวเองยังได้ทำเพลงน่ะ (หัวเราะ)

คุณจะรับสมาชิกรับกี่คน

แหม กี่คนก็รับครับ (หัวเราะ) แต่มีสองร้อยถึงสามร้อยคน ผมก็แฮปปี้แล้วนะ คือเรื่องจุดคุ้มทุนนี่ผมไม่รู้หรอก (หัวเราะ) แต่ว่าทั้งหมดทั้งมวลผมได้แรงบันดาลใจมาจาก ตุ๊กตา (พนิดา เอี่ยมศิรินพกุล-ภรรยา) เขาทำหนังสือที่ให้คนบอกรับเป็นสมาชิกชื่อ Smileplease:-) ซึ่งก็ทำให้เขาได้ใช้ไอเดียเต็มที่ สนุกกับการทำหนังสือของเขาได้ แล้วผมก็รู้สึกว่ามันน่าสนุกดีนะ มันทำให้กลับมามีแพสชันในการทำงาน จริงใจกับงาน ได้เห็นหน้าเห็นตาแฟนๆ ที่สนับสนุนเราจริงๆ เราก็ทำเต็มที่ไปเลย วันหนึ่งก็เลยถามตุ๊กตาไปว่า นี่เราทำแบบนี้กับเพลงบ้างได้ไหม จากนั้นก็เลยมาช่วยกันทำเป็นโปรเจกต์นี้นี่แหละ

เวลาทำงานในนาม Zentrady ซึ่งเป็นการชวนเพื่อนๆ มาร้องเพลงที่คุณแต่ง คุณเริ่มแต่งเพลงจากอะไร จากตัวเพลงก่อน หรือจากตัวคนของคนที่ชวนมาร้อง

นี่แหละปัญหา (หัวเราะ) จริงๆ ทุกเพลงที่แต่งไปก็แต่งจากตัวเอง จากแง่มุมอะไร บางอย่างในตัวเองนะ พอเสร็จแล้ว ผมก็จะนึกภาพว่าใครจะมาช่วยเราถ่ายทอดเพลงนั้นๆ ได้ แต่ก็มีบางเพลงที่แต่งๆ ไปแล้วรู้สึกว่า เออ อยากชวนคนนี้นะ แล้วผมก็แต่งสำหรับเขาเลย โดยที่ยังไม่ได้ไปชวน นี่ก็กังวลว่าเดี๋ยวไปชวนแล้วเขาไม่มาจะทำไง (หัวเราะ)

แต่จริงๆ อะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น มันแปลกดี พอผมเริ่มทำโปรเจกต์นี้แล้ว ก็เริ่มรู้สึกว่าหลายๆ อย่างมันสนุกจัง มันกลับมาสนุกจากที่เมื่อก่อนนี้ จะเริ่มอะไรมันจะมีเงื่อนไขในใจไปหมด กระบวนการมันต้องอย่างนี้ ระบบมันต้องอย่างนี้ แต่ว่าพอทำเป็นโปรเจกต์ของตัวเอง ก็คิดว่าทำอย่างที่ตัวเองอยากทำนี่แหละ จะบาดเจ็บก็ด้วยตัวเอง ไม่เดือดร้อนลำบากใคร มันก็จะลดความกลัวทั้งหลายไปได้เยอะ จะทำได้หรือไม่ได้ก็ยังไม่รู้ แต่รู้สึกว่า นี่แหละ สนุกแล้ว

พื้นที่เล็กๆ ที่บอย-ตรัย ภูมิรัตน บอกเล่าชีวิตในฐานะนักร้อง นักแต่งเพลง อาจารย์มหาวิทยาลัย คุณพ่อลูกสอง และชายวัยปลาย 40
พื้นที่เล็กๆ ที่บอย-ตรัย ภูมิรัตน บอกเล่าชีวิตในฐานะนักร้อง นักแต่งเพลง อาจารย์มหาวิทยาลัย คุณพ่อลูกสอง และชายวัยปลาย 40

ตั้งแต่อัลบั้มเดี่ยวชุดแรกของคุณ ‘My Diary Original Soundtrack’ (2004) เพลงของคุณเหมือนจะมีความเป็นบทบันทึกชีวิตอยู่ไม่น้อย แม้กระทั่งชุด ‘ขุนเขาแห่งหมี’ ก็ยังให้ความรู้สึกแบบนั้น อยากรู้ว่าพอมาเป็นโปรเจกต์ที่เน้นความเป็นนักแต่งเพลงแบบ Zentrady Galaxy มันเป็นบทบันทึกของคุณตอนนี้ไหม หรือเป็นเรื่องที่คุณอยากสื่อสารตอนนี้ด้วยใช่ไหม  

ตอนที่เริ่มชุดนี้ไม่คิดไว้ว่าจะเป็นแบบนั้นเลยนะ คิดว่าเป็นเหมือนกับเน้นด้านที่เป็นนักแต่งเพลงของเรา ชวนคนอื่นมาร้องเพลงกัน แต่ช่วงเวลาที่แต่งเพลงชุดนี้ เริ่มแต่งช่วง ค.ศ. 2019 ก็คือช่วงโควิด-19 นี่เอง ปรากฏว่าพอย้อนๆ ไปฟังก็มีการบันทึกความรู้สึกในช่วงเวลาอยู่เหมือนกัน เป็นในแง่มุมของความอ่อนไหวที่ตอนนั้นเราก็ไม่รู้ตัวนะ 

มันมีเหตุการณ์อะไรหลายๆ อย่าง ที่เราหวั่นไหวไปกับการไม่เห็นอนาคตข้างหน้าว่าจะเป็นอย่างไร หรือเป็นเรื่องที่ให้กำลังใจ หรือเรื่องของคนที่อยู่ข้างๆ คนที่เป็นอัลไซเมอร์ ซึ่งทุกเรื่องราวเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวของผมในช่วงที่ผ่านมา แล้วผมอยากจะพูดถึงมัน คือสุดท้ายพอมันมารวมๆ กัน ดูเหมือนจะกลายเป็นอัลบั้มสีเทาๆ อีกชุดหนึ่ง (หัวเราะ) แต่ว่ามันเป็นสีเทาอีกเฉดนะ เป็นสีเทาที่เรายังมีความหวังมั้ง เรายังมองหาความหวังอยู่ตลอดในความมืดหม่นนี้

คุณเปิดโปรเจกต์ด้วยเพลง ‘โอเครึเปล่า’ ซึ่งได้คนที่มีชื่อเสียงมากๆ มาร่วมงานหมดเลย ทั้ง ก้อง สหรัถ​, โบว์ (เมลดา สุศรี), อาเล็ก (ธีรเดช เมธาวรายุทธ) รวมทั้งได้โดนัท (มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์กุล) มากำกับมิวสิกวิดีโอด้วย คุณทำได้อย่างไร

ฟลุ๊กทั้งนั้นเลยครับ (หัวเราะ) เหมือนงานชุดนี้เป็นการทำงานที่แปลกประหลาด ดวงดาวโคจรมาเรียงกันพอดี คือผมไม่ได้มีทีมวางแผนอะ เราทำกันเองสองคนกับตุ๊กตา ไม่ได้มีแผนมาร์เก็ตติ้งอะไรที่สลับซับซ้อน พี่ก้องนี่ก็คือเราก็ทำงานละคร Cat Radio Tv เลยรู้จักกัน วันหนึ่งได้คุมร้องพี่เขามาร้องเพลงละคร พอร้องเสร็จก็ถามเขาเลยว่า ‘พี่ก้องครับ ถ้าผมทำเพลง อยากชวนพี่มาร้องด้วยได้มั้ยครับ’ พี่เขาก็ตอบว่า ‘เอาเลย’ แค่นี้เลย ง่ายๆ แล้วคือตอนนั้นเราอาจจะดูไม่ค่อยน่าไว้ใจด้วยนะทีแรกน่ะ แต่เขาก็ยอม (หัวเราะ)

ส่วนน้องโดนัทนี่จริงๆ เราเคยร่วมงานกันมาก่อน เขาเคยทำเอ็มวีให้วง Friday อยู่สองเพลงแล้วก็หายกันไปหลายปี อยู่ดีๆ ผมก็นึกถึงขึ้นมาว่าแบบเพลงนี้มันน่าจะเหมาะกับโดนัทนะ เขามีความละเอียดอ่อนบางอย่าง และก็มีความเท่แบบที่เราคิดว่า ต้องเป็นการเล่าเรื่องที่ใช่ ก็ส่งไปให้โดนัทฟัง พอเขาได้ฟังเพลงก็หายไปวันสองวัน แล้วก็กลับมาพร้อมกับพล็อตที่แบบ โอ้โห เรานึกไม่ถึงว่าจะมาในมุมนี้ เพลงมันอาจจะตีความไปได้หลายอย่าง แต่เขาตีความมาแบบนี้ ผมอึ้งเลย มันเจ๋งมาก ไม่ได้เล่าไปตามเนื้อเพลง แต่เป็นการตีความอีกแบบ 

คิดในใจเลยว่า โห โดนัทไม่เจอกันสักพัก นี่เธอไปอีกขั้นแล้วนะ คือเมื่อก่อนเขาก็จะงานสไตล์นี้แหละ มีความหมาย มีนัยยะ มีองค์ประกอบเท่ๆ แต่วันนี้ความเหงาเท่ของเขากลมกล่อม ทำได้จริง และที่สำคัญ มันอยู่ในงบประมาณด้วย (หัวเราะ) ผมโชคดีมากจริงๆ ที่ได้เจอโดนัท

โดนัทมีดารามาให้เลือกหลายคน ผมก็ไม่รู้ว่าจะเลือกใครเหมือนกัน มีบิ๊กเนมมาด้วยนะ ผมก็ ‘โห จะมาแย่งชีนพี่ก้องไหม’ สุดท้ายผมก็เอาให้ตุ๊กตาดู ต้องพึ่งพาสายตาของบรรณาธิการเก่า นิตยสาร Knock Knock ซะหน่อย ตุ๊กตาก็จิ้มเลยว่าเอานักแสดงสองคนนี้ ผมก็รู้สึกว่าทั้งสองคนเคมีดูเขาเข้ากันดี น่ารัก ดูแล้วมันเข้ากับมู้ดโทนที่โดนัทเขาวางไว้

จากเอ็มวีเพลงนี้ แสดงว่าเพลงต่อๆ ไปเราก็จะไม่ได้เห็นหน้าคุณในเอ็มวีของโปรเจกต์นี้ใช่ไหม

ใช่ ผมก็รู้สึกเสียดายเหมือนกันนะ แต่นี่มันเป็นโปรเจกต์ของ Zentrady เป็นคนเบื้องหลังเนอะ ผมก็เสียดายนะ ตอนที่ผมส่งเพลงไปที่บริษัทที่เขาดูแลเรื่องการสตรีมมิ่ง เขาก็บอกว่าต้องเปิดแอคเคาต์ใหม่ขึ้นมานะ เพราะว่าเป็นศิลปินใหม่ ไม่มีประวัติมาก่อน ไม่มีการลิงก์ไปเพลงบอยตรัย ฟรายเดย์ หรือเพลงใดๆ เป็นนิวอาร์ติสต์ ก็เสียดายเหมือนกัน แต่ไม่เป็นไรหรอกมั้ง มันเรียกว่าเริ่มใหม่หรือเปล่าไม่รู้ แต่รู้สึกว่าพอเราไม่สวมบทบาท เออ ทั้งๆ ที่มันเป็นการสวมบทบาทนะ (หัวเราะ) มันเหมือนกับเราได้วางตัวเองลงไป ทิ้งตัวตนไป ทิ้งความเป็นหัวโขนของเรา ทิ้งชื่อเสียง หรือความเป็นอะไรต่อมิอะไรที่เรามีมาก่อน มันก็ทำให้รู้สึกอิสระดี มันเบา ตรงที่ว่าคราวนี้อยากจะทำอะไรก็ทำเลย

พื้นที่เล็กๆ ที่บอย-ตรัย ภูมิรัตน บอกเล่าชีวิตในฐานะนักร้อง นักแต่งเพลง อาจารย์มหาวิทยาลัย คุณพ่อลูกสอง และชายวัยปลาย 40

อยากคุยเรื่องที่คุณสอนแต่งเพลงบ้าง อยากรู้ว่าอาจารย์บอยสอนสอนแต่งเพลงอย่างไร

ผมสอนแบบเป็นโค้ชมากกว่า ให้เอาเพลงมาแชร์กัน ผมก็บอกนักศึกษาอย่างนี้ทุกปี ‘เอาเพลงมาแชร์กันนะ’ ผมก็พอจะมีสูตรของตัวเองอยู่บ้าง ผมก็จะบอกสูตรของผมว่า วิธีของผมมันคือแบบนี้ ขั้นตอนแบบนี้ แต่ถ้าใครส่งเพลงมาแบบเสร็จหมดแล้ว จะไม่ได้เห็นกระบวนการนะ ผมอยากดูกระบวนการ ก็ให้เขาค่อยๆ ปั้น แล้วก็มาแชร์กัน ตกผลึกความคิดตั้งแต่ก่อนจะเริ่มเพลงให้นานๆ ว่าเราจะแต่งอะไร 

ส่วนใหญ่ก็เหมือนเป็นพี่เลี้ยงมากกว่า แล้วก็แนะนำว่าอันนี้ผิดประเด็น บางทีคุณมีสองเรื่องอยู่ในเพลงนะ คุณทำให้มันชัดเจนจะดีกว่า แต่ผมก็ไม่ได้สอนทฤษฎีอะไร ผมไม่ได้มีทฤษฎี ไม่ได้ร่ำเรียนมา ไม่ได้มีอะไรที่มันมีศาสตร์ซะทีเดียว มีแต่ประสบการณ์ ก็จะบอกนักเรียนไปทุกครั้งว่า สิ่งที่ผมมีคือประสบการณ์ ถ้าคุณยิ่งอยากรู้ ผมก็น่าจะมีอะไรมาแชร์กับคุณได้เยอะนะ แต่ว่าผมไม่มีอะไรมาสอนนะ (หัวเราะ)

คุณสอนมาตั้ง 7 ปี แสดงว่าชอบการสอนเหมือนกันนะ

ปีแรกก็กลัวมาก ว่าคนอย่างเรานี่นะจะไปสอนใคร เหมือนตอนเป็นพ่อเลย กลัวไปก่อน แต่เอาเข้าจริง ทุกอย่างนั้นเรียนรู้ได้ ก็เรียนรู้ไปด้วยกันกับนักเรียนนี่แหละ แล้วก็ดูว่าถ้าเป็นเราอายุเท่าเขา ตอนนั้นเราอยากได้คำแนะนำอะไร เราอาจจะยังงงกับอะไรอยู่ไหม พยายามเป็นพี่เลี้ยงเท่านั้นเอง แล้วก็แชร์สิ่งที่พอจะมีไปให้หมด ใครเอาอะไรไปได้ก็เอาไปเลย

เวลาเห็นลูกศิษย์แต่งเพลง คุณมีความคิดอย่างไรบ้าง

พวกเขาเก่งกว่าผมมากๆ นะ ผมบอกได้เลยว่าไม่ต้องห่วง วงการเพลงไทยจะมีแต่งนักแต่งเพลงที่เก่งๆ เพิ่มขึ้นอีกเยอะ พวกเขาเร็วมาก แล้วมันคือการมาต่อยอด ถ้าเขารู้นะว่าต้องการอะไร เขาจะไปเร็วมาก บางคนอยากแต่งเพลงฮิต เขาก็จะโฟกัสได้ชัดเจน ไม่เหมือนคนยุคเรา ที่ถ้าจิตวิญญาณเราไม่ได้เป็นเฮฟวีเมทัล เป็นเรกเก้ เราก็คงไม่กล้าแต่งตัวเป็นชาวร็อกหรือบุปผาชนใช่ไหม แต่เด็กสมัยนี้เขาเห็นแนวทางแล้วกล้าหยิบองค์ประกอบต่างๆ มาใช้ได้อย่างแม่นยำ เพราะเขามีตัวอย่างให้เห็นหมดแล้ว 

ปีหนึ่งๆ จะมีสองสามคนที่ผมเห็นงานแล้วรู้สึกว่า ‘โห ออกไปท่องยุทธจักรได้แล้วเนี่ย’ คือมีเพลงที่น่าสนใจแล้วน่ะ เหมือนเขาหาตัวเองเจอเร็ว แต่ก็จะมีหลายคนเหมือนกันที่ได้รับอิทธิจากเพลงที่เขาชอบแล้วพยายามจะเป็นอย่างนั้น มีคนที่ยังบาลานซ์ไม่ได้ว่าจะตกผลึกให้เป็นตัวเองยังไง ผมจะได้ยินเพลงแบบ Greasy Cafe แบบ Hugo หรือ Boy Imagine อยู่บ่อยๆ พอใครชอบอะไร เขาก็จะซึมซับเป็นอย่างนั้น เขาต้องระวังและใช้เวลาตกผลึกเพื่อเป็นตัวเองอีกสักหน่อย

คิดว่าจะสอนไปเรื่อยๆ ไหม

ยังไม่รู้นะ แต่ตอนนี้ไม่มีปัญหาอะไร คงยังสอนต่อไปได้ หลายเดือนก่อนมีช่วงที่ชีวิตผมเจออะไรหนักๆ โดนทัวร์ลง ตอนนั้นคือเสียศูนย์ไปเหมือนกัน ความรู้สึกที่หลงเหลือหลังจากนั้นก็จะกลัวผู้คนนะ มีความคิดแวบๆ เข้ามาเหมือนกันว่าจะเลิก ไปทำอย่างอื่นดีไหม ไปทำอะไรที่ไม่ต้องเจอใครดีกว่า อยู่สงบๆ ดีกว่า แต่ก็มีคนแนะนำว่า ถ้าอยากหาย ควรจะออกมาเจอคนเยอะๆ แล้วจะดีขึ้น ความคิดนี้ทำให้ผมคิดว่าสอนต่อไปก่อนแล้วกัน แล้วก็พบว่ามันเป็นเรื่องที่ตัดสินใจถูกนะ บางครั้งความกลัวก็เป็นเรื่องที่เราคิดไปเองทั้งนั้น

ถามเรื่องเหตุการณ์หลังจากที่คุณโดนทัวร์ลงได้ไหม

จะพูดได้แค่ไหนนะ (หัวเราะเบาๆ ) ผมโดนทัวร์ลงตอนนั้น มันก็มีเรื่องที่เป็นแผล สำหรับผม คือคนมาด่าอะไรผมรับฟังได้หมดนะ ไม่ได้อะไร คือไม่ได้ไปโกรธเขากลับน่ะ แต่สิ่งที่เป็นแผลจริงๆ ก็คือคำพูดของผมเอง ที่ผมพูดว่า ‘ดนตรีไม่ใช่อาวุธ’ แล้วสุดท้ายผมก็โดนคำพูดนี้ย้อนกลับมา มีหลายคนแย้งว่า ‘ไม่ใช่เว้ย เพลงมันใช้ต่อสู้ได้ เพลงเป็นอาวุธที่ใช้ต่อต้านระบบ หรือสิ่งที่อยู่เหนือกว่าเราได้’

คือในวันนั้น ผมคิดแค่ว่าสำหรับผม ดนตรีไม่ใช่อาวุธ มันไม่เคยเป็นอาวุธ จะบอกว่าผมใช้ดนตรีในแบบนั้นไม่เป็นก็ได้ สำหรับผม ดนตรี บทเพลง ผมมองมันเป็นสิ่งที่เยียวยามาตลอดชีวิต ดนตรีคือเพื่อนน่ะ แต่สุดท้ายผมก็ไม่ได้พูดออกไปนะ ว่าผมไม่ได้คิดมองข้ามคนมากมายในโลกนี้ที่ใช้ดนตรีเพื่อขับเคลื่อนสังคม ปลุกพลังการต่อสู้ ผมเข้าใจ แต่ผมก็ไม่ได้ไปตอบอะไรหลังจากนั้น

แต่ตอนที่ตัดสินใจกลับไปสอน ตอนนั้นลึกๆ ผมกลัวมากเลยนะ ในใจคิดว่าเราไม่รู้เลยว่าเด็กๆ คิดอะไร จะมีคนไม่พอใจเราอยู่ไหม ช่วงนั้นแผลยังสด เวลาเจอใคร ในใจก็จะระแวงแบบนี้ตลอด แต่พอสอนๆ ไปได้สักพัก เจอคน พูดคุยกับคนจริงๆ จิตใจเราก็ค่อยๆ เริ่มคลี่คลาย เรามีโจทย์ให้เด็กๆ แต่งเพลง ผ่านไป สองเพลงแล้ว พอเพลงที่สาม คิดว่าเราพอจะรู้จักกับลูกศิษย์บ้างแล้ว เลยลองให้เป็นโจทย์ให้เขาได้แต่งเพลงเรื่องการเมืองดู คือเรียกว่าเป็นเพลงเพื่อชีวิตก็ได้ ฝรั่งเรียกว่า Protest Song คือเพลงประท้วง เพลงขับเคลื่อน เพลงที่ใช้ในการเรียกร้อง เพลงหนุนใจ เพลงตีแผ่เสียดสี หรือมันอาจจะฟังคล้ายๆ เพลงรักก็ได้นะ 

อย่างเพลง Imagine ของ จอห์น เลนนอน ก็เป็นเพลงเพื่อชีวิตเหมือนกันนะ เขาเรียกร้องสันติภาพ ผมลองให้โจทย์แบบนี้ ไม่รู้สิ อาจจะเพื่อปลดล็อกตัวเองด้วยมั้ง ว่าเราพยายามจะเข้าใจเรื่องนี้นะ เด็กก็แต่งกันมาทุกแบบ คือในสิบคนนี่ก็มีเพลงสิบแบบ ไม่ได้แบบสุดโต่งกันไปหมด คือแบบสุดโต่งแรงๆ เลยก็มี แต่ไปในทางให้กำลังใจก็มี ไปในทางเรียกร้องความยุติธรรมให้คนรุ่นใหม่ก็มี มีหลากหลาย ทำให้เราคิดว่า เออ นี่แหละ มันก็คือหน่วยย่อยของสังคม การจะตีความเพลงเพื่อชีวิต Protest Song ที่มันจะใช้หนุนใจ ขับเคลื่อนความเชื่อความคิดต่างๆ มันก็ทำได้หลายแบบจริงๆ

พื้นที่เล็กๆ ที่บอย-ตรัย ภูมิรัตน บอกเล่าชีวิตในฐานะนักร้อง นักแต่งเพลง อาจารย์มหาวิทยาลัย คุณพ่อลูกสอง และชายวัยปลาย 40

ทุกวันนี้อายุ 40 ปลายๆ แล้ว คุณตื่นเต้นกับอะไรบ้าง

ก็ตื่นเต้นอะไรดีล่ะ หนังใหม่ออกมาก็รอดู หรือได้ขึ้นเวทีอีกก็ตื่นเต้นแล้ว (หัวเราะ) หรือแค่ขุนเขา (ลูกชาย) นับหนึ่งถึงสิบได้ก็ตื่นเต้นแล้ว เขาพูดยังไม่ชัดเลย แต่ว่านับเลขได้ เห็นแล้วก็ตื่นเต้น ผมมาคิดว่า อยากตื่นเต้นกับอะไรก็ได้ง่ายๆ 

เคยเป็นไหมเวลาดูข่าวแล้วเรารู้สึกว่า ไอ้คนนี้นี่มันพูดจริงหรือเปล่าวะ คือตอนนี้กลายเป็นเวลาดูข่าว เราก็จะดูแบบไม่ได้ฟังข่าว แต่ดันต้องมาคอยเช็กว่านี่มันเชื่อถือได้แค่ไหน กลายเป็นอย่างนั้นไป คือมันไม่ได้เป็นเรื่องฟังข่าวแล้วก็รับรู้ข่าว แต่ว่าเป็นเรื่องหลายชั้นซับซ้อน เหมือนชีวิตสังคมมนุษย์หล่อหลอมให้เราต้องมีชีวิตกันแบบนี้ 

ผมรู้สึกว่าด้วยวัยที่แก่ขึ้นเนี่ย บางทีเราก็อยากจะให้ชีวิตมันง่ายๆ ไม่ซับซ้อน รู้สึกดีใจก็ดีใจ รู้สึกไม่สบายใจก็ไม่สบายใจ ผมพยายามสอนชื่นใจว่า การรู้สึกอย่างตรงไปตรงมาเป็นเรื่องดีที่สุด ตื่นเต้นกับอะไรง่ายๆ ก็ได้ แต่ก็อย่าตื่นเต้นมากไป เห็นอะไรนิดๆ หน่อยๆ แล้วประทับใจได้ มันก็มีความสุขดีออก

คุณยังอ่านหนังสือการ์ตูนอยู่ไหม

อ่านนะ ตอนนี้อ่าน ดาบพิฆาตอสูร น่าจะเป็นเรื่องที่ฮิตที่สุดในโลกตอนนี้ บางคนชอบ บางคนอาจจะไม่ชอบ แต่ผมลองอ่านก่อน เพราะเดี๋ยวชื่นใจก็จะมาอ่านบ้างแล้ว เขาเรียกว่า ชิมให้ก่อนว่ามีพิษหรือเปล่า (หัวเราะ) แต่ก็สนุกดีนะ ให้อารมณ์เหมือนกับตอนที่เราอ่านการ์ตูนเหมือนเมื่อก่อนเลย นานมากแล้วที่เราอ่านการ์ตูนแล้วมันไม่ค่อยสนุก ทีแรกนึกว่าเป็นเพราะเราแก่ไปแล้ว แต่เรื่องนี้ทำให้เรารู้สึกสนุกเหมือนเมื่อก่อนเลย

คือเอาจริงๆ ก็คือสนุกมาก (เน้นเสียง) คือตอนนี้มันจบอวสานไปแล้วล่ะ แต่ผมอ่านถึงแค่เล่มยี่สิบสอง ผมเก็บเล่มสุดท้ายไว้ยังไม่ยอมอ่าน กลัวมันจบ (หัวเราะ)

ตอนแรกถามว่าคุณทำงานอะไรอยู่บ้าง คุณบอกว่าใครจ้างอะไรก็ทำ แต่ถ้าถามคำถามนี้ใหม่ว่า คุณมีคำอธิบายตัวเองว่าทำงานอะไร คุณจะใช้คำไหน

ถ้าเป็นไปได้ อยากจะใช้คำว่า ‘นักร้อง-นักแต่งเพลง’ ไปตลอดชีวิตนะ คือรู้สึกว่ามันเป็นอาชีพที่ภูมิใจ แล้วก็เหมือนเป็นอาชีพที่ไม่ได้ไปเบียดเบียนทรัพยากรอะไรของโลกมาใช้เลย นอกจากกลั่นกรองความคิดของเราออกมา ปล่อยความคิดในท่วงทำนองในใจออกไป ไปเป็นเพื่อนให้กำลังใจใครๆ ที่บังเอิญได้ฟัง เรารู้สึกว่างานของเราคงไม่ได้ไปลิดรอนเบียดเบียนอะไรใคร ก็เลยรู้สึกว่ามันก็เป็นอาชีพที่ภูมิใจได้นะ เวลาบอกลูกว่าเราทำอะไร ก็จะบอกว่า ‘อืม พ่อเป็นนักแต่งเพลง’ นี่แหละ

พื้นที่เล็กๆ ที่บอย-ตรัย ภูมิรัตน บอกเล่าชีวิตในฐานะนักร้อง นักแต่งเพลง อาจารย์มหาวิทยาลัย คุณพ่อลูกสอง และชายวัยปลาย 40

Writer

วิภว์ บูรพาเดชะ

บรรณาธิการ happening ที่เป็นสื่อด้านศิลปะ ซึ่งกำลังพยายามสื่อสารให้ผู้คนเห็นความสำคัญของศิลปะในหลายๆ มิติ FB: facebook.com/khunvip TWIT: @viphappening IG: @viphappening

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load