#WhoMadeMyClothes เมื่อแฮชแท็กเล็กๆ กลายเป็นพลัง ที่คนพร้อมใจกันถามแบรนด์เสื้อผ้าทั่วโลก

#WhoMadeMyClothes เมื่อคนกว่าแสนทั่วโลกพร้อมใจกันตั้งคำถาม เพื่ออุตสาหกรรมแฟชั่นที่ดีกว่าเดิม

ทำไมสัปดาห์นี้จึงเห็นคนทั่วโลกพร้อมใจกันใส่เสื้อกลับด้าน แล้วติดแฮชแท็กถามคำถาม #WhoMadeMyClothes บนโลกโซเชียลมีเดีย

เวลาซื้อเสื้อผ้าเราอาจจะไม่เคยคิดถึงที่มาของมัน แต่คงต้องเปลี่ยนความคิดหากรู้ว่ากว่าจะมาถึงมือเราเสื้อผ้าต้องผ่านการเดินทางมากมาย ผ่านมือของคนหลายล้านคนทั่วโลก จากชาวนาผู้ปลูกฝ้าย ผู้ผลิต ถึงผู้ใช้ จนย้อนกลับไปแทบไม่ได้ว่าจุดเริ่มต้นของสินค้าที่เราซื้อมาจากไหน

แต่ด้วยเหตุการณ์ตึก Rana Plaza ถล่มในบังกลาเทศเมื่อปี 2013 ที่ทำให้สูญเสียพนักงานโรงงานเย็บเสื้อผ้ากว่า 1,100 ชีวิต และอีกกว่า 2,500 คนได้รับบาดเจ็บ ทำให้เรื่องนี้เป็นประเด็นขึ้นมา จนเป็นจุดเปลี่ยนให้ดีไซเนอร์กลุ่มหนึ่งที่อังกฤษเห็นปัญหาของอุตสาหกรรมแฟชั่นที่ถูกขับเคลื่อนด้วยความเร็วสูง จึงใช้ความคิดสร้างสรรค์คิดแคมเปญ #WhoMadeMyClothes ขึ้นมา เพื่อสนับสนุนให้เกิดความโปร่งใสและการเชื่อมโยงกันของผู้คนในห่วงโซ่ที่ซับซ้อนของอุตสาหกรรมแฟชั่น

เป็นเวลาหลายสิบปีแล้วที่อุตสาหกรรมแฟชั่นเติบโตโดยมุ่งเน้นไปที่เรื่องความเร็วในการผลิต ปริมาณ และราคาถูก ทำให้เกิดเสื้อผ้าข้าวของจำนวนมากที่หน้าตาเหมือนๆ กัน หลั่งไหลออกมาจากสายพานของโรงงาน แทนที่สิ่งของและเสื้อผ้าที่ครั้งหนึ่งเคยถูกให้คุณค่าด้วยความคิดสร้างสรรค์หรือฝีมือการตัดเย็บของช่างตัดเสื้อ การลงแรงลงเวลาของช่างฝีมือกลับถูกมองข้ามไป ของที่ทำด้วยมือจึงหายากมากขึ้นเรื่อยๆ

Fast Fashion หรือสินค้าแฟชั่นที่เน้นความเร็วและกำไรจึงเป็นอุตสาหกรรมหลักของหลายประเทศในแถบเอเชีย เช่น บังกลาเทศ จีน เวียดนาม และอินโดนีเซีย มองผิวเผินแล้วโมเดลธุรกิจแนวนี้อาจสร้างงานในระบบอุตสาหกรรมจำนวนมากและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยราคาที่มองไม่เห็นอย่างความปลอดภัยของแรงงาน และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากความต้องการลดต้นทุนจากการผลิตให้ได้มากที่สุดทำให้การดูแลพนักงานหรือแรงงานตัดเย็บของพวกเขา และค่าใช้จ่ายในการรักษาสิ่งแวดล้อม ถูกมองเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ความละเลยนี้เป็นผลให้เกิดมลภาวะทางน้ำ อากาศ ที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพของผู้ทำ ผู้ใช้ และโลก ไปพร้อมๆ กัน

 

The Pioneers ผู้จุดประกายการเคลื่อนไหว

Orsola de Castro และ Carry Somers ร่วมก่อตั้งเครือข่ายอาสาสมัคร Fashion Revolution เพื่อสร้างกระเเสใหม่ด้วยแคมเปญ Who Made My Clothes? ที่ทำให้คนทั้งโลกหันมาสนใจในปี 2013 ที่ประเทศอังกฤษ เพราะพวกเธอเชื่อว่า ‘ความโปร่งใส’ หรือการที่ผู้บริโภคสามารถทราบที่มาที่ไปของวัตถุดิบและขั้นตอนการผลิต เป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ทุกคนที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาอุตสาหกรรมแฟชั่น

Orsola เองโด่งดังจากการเป็นผู้นำทางความคิดในด้าน Sustainable Fashion อยู่ก่อนเเล้ว โดยเธอเป็นนักออกแบบเเบรนด์ ‘From Somewhere’ ที่นำวัสดุเหลือใช้มาสร้างใหม่ นอกจากนี้ เธอยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Estethica โครงการเพื่อแฟชั่นที่ดำเนินการอย่างมีจริยธรรม โดยบริติช เคาน์ซิล ในลอนดอน ตั้งแต่ปี 2006 ถึง 2014

ส่วน Carry Somers หลังจากทราบข่าวการถล่มของโรงงาน Rana Plaza ก็เริ่มหันมาใส่ใจการทำธุรกิจแฟชั่นแบรนด์หมวก Pachachuti ของเธอให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Supply Chain ที่มีการติดตั้งระบบ GPS เพื่อติดตามกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

 

6 ปีผ่านไป เกิดความคืบหน้าอะไรบ้าง

6 ปีหลังจากจุดเริ่มต้นเล็กๆ จากแฮชแท็กที่มีผู้คนเข้าร่วมไม่กี่ร้อยคน กลายมาเป็นหลักแสนและมีคนให้ความสนใจในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นนักแสดงระดับฮอลลีวูดอย่าง Emma Watson หรือผู้นำทางด้านแฟชั่นแบบยั่งยืนตัวแม่อย่าง Stella McCartney และแบรนด์ Marimekko ที่คนทั่วโลกรัก

แต่ถึงแม้แบรนด์ใหญ่จำนวนมากยังลังเลที่จะเข้าร่วม แบรนด์เล็กๆและผู้ผลิตมากมายทั่วโลกก็ยินดีตอบคำถามที่สำคัญนี้ ซึ่งที่ไทยเองก็ไม่น้อยหน้า ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ FolkCharm, ภูคราม, Vanta ไปจนถึงผู้ผลิตรายเล็กอย่าง ทำ-มา-หา-กิน และโรงงานผู้ผลิตขนาดเล็กใหญ่ ก็พร้อมใจกันส่งภาพของ ‘ฝีมือ’ เบื้องหลังเสื้อผ้า เผยให้เราเห็นโฉมหน้าและรู้จักเรื่องราวของพวกเขามากขึ้น พร้อมกับติดแฮชแท็ก #IMadeYourClothes ทำให้เราเริ่มเห็นการเดินทางของเสื้อผ้าผ่านรอยยิ้มของชาวนาผู้ปลูกฝ้าย ช่างปั่น ช่างทอ มาจนถึงช่างเย็บผ้าในบ้านและโรงงานอุตสาหกรรม แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ทำให้เรื่องราวของช่างฝีมือ และกระบวนการ กลับมาอยู่ในความสนใจของผู้คน และสร้างความภูมิใจให้ผู้ทำอีกครั้ง

ในฝั่งของผู้ผลิตแล้ว คำถามและคำตอบที่สำคัญนี้ ช่วยเสริมพลังให้ให้คนงานและช่างฝีมือต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่หาเลี้ยงชีวิตด้วยการทำงานเกี่ยวกับผ้า เมื่อพวกเขาได้รับความสำคัญมากขึ้น ทั้งผ่านการเพิ่มรายได้และความภาคภูมิใจ ก่อให้เกิดความยอมรับนับถือตนเองและเชื่อมั่นว่าทุกๆ อย่างสามารถเปลี่ยนแปลงได้ และนอกจากฝั่งแบรนด์ท้องถิ่นแล้ว แฮชแท็กนี้ก็ทำให้เกิดธุรกิจและสตาร์ทอัพที่มีโมเดลธุรกิจน่าสนใจมากมาย ไปจนถึงการสร้างการเปลี่ยนแปลงนโยบายในระดับทวีป

ในปี 2019 นี้ คำถาม Who Made My Clothes? ยิ่งกลายเป็นกระแสหลักมากขึ้นเรื่อยๆ แบรนด์จำนวนมากที่เริ่มเห็นความสำคัญก็ค่อยๆ เข้ามาร่วมออกโรงกันมากขึ้น โดยปีนี้ได้มีแบรนด์เข้าร่วมการวัดผล Fashion Transparency Index ที่จัดทำโดยสำนักงานใหญ่ของ Fashion Revolution กว่า 200 แบรนด์ และแบรนด์สปอร์ตแวร์ใหญ่ๆ อย่าง Adidas, Reebok และ Patagonia ก็เป็น 3 แบรนด์ต้นแบบของโลกที่ได้คะแนนด้านความโปร่งใสในการดำเนินงานมากที่สุด ในขณะที่แบรนด์แฟชั่นหรูอย่าง Chanel, Dior และ Sandro ได้เปิดเผยข้อมูลห่วงโซ่การผลิตของแบรนด์เป็นครั้งแรก ส่วนแบรนด์อื่นๆ ก็ทำคะแนนได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ในทุกๆ ปี

 

แล้วเราจะทำอะไรได้บ้างในฐานะผู้บริโภค?

หากเราอยากเห็นอุตสาหกรรมแฟชั่นที่สร้างสรรค์ ยั่งยืน และไม่เร่งทำลายโลกใบนี้ มีหลายวิธีที่เริ่มทำได้จากนิสัยการใช้จ่ายของเรา ก่อนที่จะซื้อของใหม่ทุกครั้ง ลองให้เวลาตัวเองดูก่อนจะซื้อให้นานพอ จนรู้ว่าชอบของชิ้นนั้นจริงๆ ไหม หรือเราสามารถแลกเปลี่ยน ซ่อม หรือนำสิ่งของเดิมมาแปลงร่างเป็นอะไรใหม่ๆ ได้บ้าง

บางคนอาจจะลองติดตามกระแสการใช้ชีวิตแบบมินิมอล หรือ Mindfulness จากแนวคิดพุทธแบบเซ็นที่แพร่หลายมากขึ้นเรื่อยๆ โดยการใช้ชีวิตด้วยแนวคิดแบบ ‘น้อยแต่ดี’ ช่วยให้เราได้ไตร่ตรองมากขึ้น มีเวลาทำสิ่งที่รัก และมีความสุขมากขึ้น เพราะสุดท้ายแล้ว การใช้จ่ายของเรานี่แหละที่มีพลังมากพอ ที่จะเป็นตัวกำหนดได้ ว่าเราต้องการเห็นโลกเติบโตไปในทิศทางใด กลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ทั่วโลกกำลังขับเคลื่อนตลาดไปในทางนี้ จากการสำรวจพบว่า 1 ใน 3 ของผู้บริโภคยุคใหม่ใส่ใจเรื่องที่มาของเสื้อผ้า กระบวนการผลิต และต้องการแบรนด์ที่ดำเนินธุรกิจอย่างเป็นธรรม

ในยุคการเปลี่ยนผ่านไปสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4  ท่ามกลางความไฮเทคของเครื่องจักรและสมองกล เราก็หวังว่าการนำความคิดสร้างสรรค์และฝีมืออันเป็นคุณสมบัติพิเศษเฉพาะของมนุษย์นี้ จะยั่งยืนอยู่ได้ด้วยการปรับตัวของทั้งผู้ผลิต ตั้งแต่การออกแบบของดีไซเนอร์ การฟอกย้อม ตัดเย็บ จนถึงการซื้อและการดูแลเสื้อผ้าของผู้บริโภค เพราะเราทุกคนล้วนเกี่ยวโยงกัน ในสายใยของปัจจัยสำคัญของชีวิตนี้

 

เป้าหมายสูงสุดของ Who Made My Clothes?

เป้าหมายสำคัญของแคมเปญคือ การส่งเสริมให้ทุกคนในวงการแฟชั่น ไม่ว่าจะเป็นนักออกแบบ ผู้สร้างสรรค์ ช่างตัดเย็บ หรือแม้กระทั่งผู้บริโภคและผู้เขียนนโยบายเอง หันมาร่วมมือกัน ทำความเข้าใจในปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น และจับมือกันหาทางออก เพราะลำพังเพียงส่วนใดส่วนหนึ่งไม่สามารถไปแก้ไขทั้งหมดได้ การเริ่มต้นด้วยความโปร่งใสจึงเป็นก้าวแรกที่จะทำให้เรามองเห็นว่าปัญหาอยู่ตรงจุดไหนบ้างและส่วนไหนที่ต้องทำ เพื่อให้การเปลี่ยนแนวทางอุตสาหกรรม Fasr Fashion เกิดขึ้นได้จริงในเชิงระบบที่มีการควบคุม ดูแล และบริหารจัดการเป็นอย่างดี

เราเชื่อว่าการร่วมมือกันของเสียงเล็กๆ ในห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่ต้นน้ำอย่างผู้ผลิตถึงปลายน้ำอย่างผู้ซื้อ เป็นวิธีเดียวที่จะเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมและพามันไปในทางที่ถูกต้อง

 

Fashion Revolution Week

จาก Online สู่ Offline เครือข่าย Fashion Revolution มีกิจกรรมกว่า 1,000 กิจกรรมในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ในไทยเอง ปีนี้จัดขึ้นในกรุงเทพฯ เป็นครั้งที่ 2 ช่วงวันที่ 22 – 28 เมษายน ซึ่ง 3 วันที่ผ่านมาจัดฉายสารคดีเรื่อง River Blue และ The True Cost ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นนี้ พร้อมเสวนากับผู้เชี่ยวชาญจาก UN และองค์กรแฟร์เทรดโลก และยังมีกิจกรรมสนุกๆ อย่าง Clothing swap หรือการแลกเปลี่ยนเสื้อผ้า ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก

หากคุณมองว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่สำคัญเเละอยากจะมีส่วนช่วยทำให้การผลิตเกิดความเป็นธรรมมากขึ้น ขอเชิญชวนมาช่วยกันสร้างความตระหนักรู้ต่อปัญหานี้ผ่าน #WhoMadeMyClothes เพียงแค่ถ่ายรูป ติดแฮชแท็ก หรือแท็กแบรนด์นั้นๆ เพื่อตั้งคำถามถึงที่มาที่ไป การผลิตเสื้อผ้า ก็เป็นการช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงระดับโลกแล้ว ส่วนแบรนด์และผู้ผลิตก็ใช้ #IMadeYourClothes ด้วยภาพผู้ที่ส่วนร่วมในการสร้างชิ้นงาน เพื่อสะท้อนถึงความโปร่งใส แล้วอย่าลืม แท็ก @fashrevthailand เพื่อแสดงพลังสนับสนุนการเคลื่อนไหวในประเทศไทย

สำหรับกิจกรรมต่างๆ ใน Fashion Revolution Week ประจำปี 2019 ช่วงวันที่ 22 – 28 เมษายนนี้ สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ในเพจของ Fashion Revolution Thailand

#WhoMadeMyClothes เมื่อแฮชแท็กเล็กๆ กลายเป็นพลัง ที่คนพร้อมใจกันถามแบรนด์เสื้อผ้าทั่วโลก

#WhoMadeMyClothes เมื่อคนกว่าแสนทั่วโลกพร้อมใจกันตั้งคำถาม เพื่ออุตสาหกรรมแฟชั่นที่ดีกว่าเดิม

ทำไมสัปดาห์นี้จึงเห็นคนทั่วโลกพร้อมใจกันใส่เสื้อกลับด้าน แล้วติดแฮชแท็กถามคำถาม #WhoMadeMyClothes บนโลกโซเชียลมีเดีย

เวลาซื้อเสื้อผ้าเราอาจจะไม่เคยคิดถึงที่มาของมัน แต่คงต้องเปลี่ยนความคิดหากรู้ว่ากว่าจะมาถึงมือเราเสื้อผ้าต้องผ่านการเดินทางมากมาย ผ่านมือของคนหลายล้านคนทั่วโลก จากชาวนาผู้ปลูกฝ้าย ผู้ผลิต ถึงผู้ใช้ จนย้อนกลับไปแทบไม่ได้ว่าจุดเริ่มต้นของสินค้าที่เราซื้อมาจากไหน

แต่ด้วยเหตุการณ์ตึก Rana Plaza ถล่มในบังกลาเทศเมื่อปี 2013 ที่ทำให้สูญเสียพนักงานโรงงานเย็บเสื้อผ้ากว่า 1,100 ชีวิต และอีกกว่า 2,500 คนได้รับบาดเจ็บ ทำให้เรื่องนี้เป็นประเด็นขึ้นมา จนเป็นจุดเปลี่ยนให้ดีไซเนอร์กลุ่มหนึ่งที่อังกฤษเห็นปัญหาของอุตสาหกรรมแฟชั่นที่ถูกขับเคลื่อนด้วยความเร็วสูง จึงใช้ความคิดสร้างสรรค์คิดแคมเปญ #WhoMadeMyClothes ขึ้นมา เพื่อสนับสนุนให้เกิดความโปร่งใสและการเชื่อมโยงกันของผู้คนในห่วงโซ่ที่ซับซ้อนของอุตสาหกรรมแฟชั่น

เป็นเวลาหลายสิบปีแล้วที่อุตสาหกรรมแฟชั่นเติบโตโดยมุ่งเน้นไปที่เรื่องความเร็วในการผลิต ปริมาณ และราคาถูก ทำให้เกิดเสื้อผ้าข้าวของจำนวนมากที่หน้าตาเหมือนๆ กัน หลั่งไหลออกมาจากสายพานของโรงงาน แทนที่สิ่งของและเสื้อผ้าที่ครั้งหนึ่งเคยถูกให้คุณค่าด้วยความคิดสร้างสรรค์หรือฝีมือการตัดเย็บของช่างตัดเสื้อ การลงแรงลงเวลาของช่างฝีมือกลับถูกมองข้ามไป ของที่ทำด้วยมือจึงหายากมากขึ้นเรื่อยๆ

Fast Fashion หรือสินค้าแฟชั่นที่เน้นความเร็วและกำไรจึงเป็นอุตสาหกรรมหลักของหลายประเทศในแถบเอเชีย เช่น บังกลาเทศ จีน เวียดนาม และอินโดนีเซีย มองผิวเผินแล้วโมเดลธุรกิจแนวนี้อาจสร้างงานในระบบอุตสาหกรรมจำนวนมากและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยราคาที่มองไม่เห็นอย่างความปลอดภัยของแรงงาน และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากความต้องการลดต้นทุนจากการผลิตให้ได้มากที่สุดทำให้การดูแลพนักงานหรือแรงงานตัดเย็บของพวกเขา และค่าใช้จ่ายในการรักษาสิ่งแวดล้อม ถูกมองเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ความละเลยนี้เป็นผลให้เกิดมลภาวะทางน้ำ อากาศ ที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพของผู้ทำ ผู้ใช้ และโลก ไปพร้อมๆ กัน

 

The Pioneers ผู้จุดประกายการเคลื่อนไหว

Orsola de Castro และ Carry Somers ร่วมก่อตั้งเครือข่ายอาสาสมัคร Fashion Revolution เพื่อสร้างกระเเสใหม่ด้วยแคมเปญ Who Made My Clothes? ที่ทำให้คนทั้งโลกหันมาสนใจในปี 2013 ที่ประเทศอังกฤษ เพราะพวกเธอเชื่อว่า ‘ความโปร่งใส’ หรือการที่ผู้บริโภคสามารถทราบที่มาที่ไปของวัตถุดิบและขั้นตอนการผลิต เป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ทุกคนที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาอุตสาหกรรมแฟชั่น

Orsola เองโด่งดังจากการเป็นผู้นำทางความคิดในด้าน Sustainable Fashion อยู่ก่อนเเล้ว โดยเธอเป็นนักออกแบบเเบรนด์ ‘From Somewhere’ ที่นำวัสดุเหลือใช้มาสร้างใหม่ นอกจากนี้ เธอยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Estethica โครงการเพื่อแฟชั่นที่ดำเนินการอย่างมีจริยธรรม โดยบริติช เคาน์ซิล ในลอนดอน ตั้งแต่ปี 2006 ถึง 2014

ส่วน Carry Somers หลังจากทราบข่าวการถล่มของโรงงาน Rana Plaza ก็เริ่มหันมาใส่ใจการทำธุรกิจแฟชั่นแบรนด์หมวก Pachachuti ของเธอให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Supply Chain ที่มีการติดตั้งระบบ GPS เพื่อติดตามกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

 

6 ปีผ่านไป เกิดความคืบหน้าอะไรบ้าง

6 ปีหลังจากจุดเริ่มต้นเล็กๆ จากแฮชแท็กที่มีผู้คนเข้าร่วมไม่กี่ร้อยคน กลายมาเป็นหลักแสนและมีคนให้ความสนใจในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นนักแสดงระดับฮอลลีวูดอย่าง Emma Watson หรือผู้นำทางด้านแฟชั่นแบบยั่งยืนตัวแม่อย่าง Stella McCartney และแบรนด์ Marimekko ที่คนทั่วโลกรัก

แต่ถึงแม้แบรนด์ใหญ่จำนวนมากยังลังเลที่จะเข้าร่วม แบรนด์เล็กๆและผู้ผลิตมากมายทั่วโลกก็ยินดีตอบคำถามที่สำคัญนี้ ซึ่งที่ไทยเองก็ไม่น้อยหน้า ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ FolkCharm, ภูคราม, Vanta ไปจนถึงผู้ผลิตรายเล็กอย่าง ทำ-มา-หา-กิน และโรงงานผู้ผลิตขนาดเล็กใหญ่ ก็พร้อมใจกันส่งภาพของ ‘ฝีมือ’ เบื้องหลังเสื้อผ้า เผยให้เราเห็นโฉมหน้าและรู้จักเรื่องราวของพวกเขามากขึ้น พร้อมกับติดแฮชแท็ก #IMadeYourClothes ทำให้เราเริ่มเห็นการเดินทางของเสื้อผ้าผ่านรอยยิ้มของชาวนาผู้ปลูกฝ้าย ช่างปั่น ช่างทอ มาจนถึงช่างเย็บผ้าในบ้านและโรงงานอุตสาหกรรม แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ทำให้เรื่องราวของช่างฝีมือ และกระบวนการ กลับมาอยู่ในความสนใจของผู้คน และสร้างความภูมิใจให้ผู้ทำอีกครั้ง

ในฝั่งของผู้ผลิตแล้ว คำถามและคำตอบที่สำคัญนี้ ช่วยเสริมพลังให้ให้คนงานและช่างฝีมือต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่หาเลี้ยงชีวิตด้วยการทำงานเกี่ยวกับผ้า เมื่อพวกเขาได้รับความสำคัญมากขึ้น ทั้งผ่านการเพิ่มรายได้และความภาคภูมิใจ ก่อให้เกิดความยอมรับนับถือตนเองและเชื่อมั่นว่าทุกๆ อย่างสามารถเปลี่ยนแปลงได้ และนอกจากฝั่งแบรนด์ท้องถิ่นแล้ว แฮชแท็กนี้ก็ทำให้เกิดธุรกิจและสตาร์ทอัพที่มีโมเดลธุรกิจน่าสนใจมากมาย ไปจนถึงการสร้างการเปลี่ยนแปลงนโยบายในระดับทวีป

ในปี 2019 นี้ คำถาม Who Made My Clothes? ยิ่งกลายเป็นกระแสหลักมากขึ้นเรื่อยๆ แบรนด์จำนวนมากที่เริ่มเห็นความสำคัญก็ค่อยๆ เข้ามาร่วมออกโรงกันมากขึ้น โดยปีนี้ได้มีแบรนด์เข้าร่วมการวัดผล Fashion Transparency Index ที่จัดทำโดยสำนักงานใหญ่ของ Fashion Revolution กว่า 200 แบรนด์ และแบรนด์สปอร์ตแวร์ใหญ่ๆ อย่าง Adidas, Reebok และ Patagonia ก็เป็น 3 แบรนด์ต้นแบบของโลกที่ได้คะแนนด้านความโปร่งใสในการดำเนินงานมากที่สุด ในขณะที่แบรนด์แฟชั่นหรูอย่าง Chanel, Dior และ Sandro ได้เปิดเผยข้อมูลห่วงโซ่การผลิตของแบรนด์เป็นครั้งแรก ส่วนแบรนด์อื่นๆ ก็ทำคะแนนได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ในทุกๆ ปี

 

แล้วเราจะทำอะไรได้บ้างในฐานะผู้บริโภค?

หากเราอยากเห็นอุตสาหกรรมแฟชั่นที่สร้างสรรค์ ยั่งยืน และไม่เร่งทำลายโลกใบนี้ มีหลายวิธีที่เริ่มทำได้จากนิสัยการใช้จ่ายของเรา ก่อนที่จะซื้อของใหม่ทุกครั้ง ลองให้เวลาตัวเองดูก่อนจะซื้อให้นานพอ จนรู้ว่าชอบของชิ้นนั้นจริงๆ ไหม หรือเราสามารถแลกเปลี่ยน ซ่อม หรือนำสิ่งของเดิมมาแปลงร่างเป็นอะไรใหม่ๆ ได้บ้าง

บางคนอาจจะลองติดตามกระแสการใช้ชีวิตแบบมินิมอล หรือ Mindfulness จากแนวคิดพุทธแบบเซ็นที่แพร่หลายมากขึ้นเรื่อยๆ โดยการใช้ชีวิตด้วยแนวคิดแบบ ‘น้อยแต่ดี’ ช่วยให้เราได้ไตร่ตรองมากขึ้น มีเวลาทำสิ่งที่รัก และมีความสุขมากขึ้น เพราะสุดท้ายแล้ว การใช้จ่ายของเรานี่แหละที่มีพลังมากพอ ที่จะเป็นตัวกำหนดได้ ว่าเราต้องการเห็นโลกเติบโตไปในทิศทางใด กลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ทั่วโลกกำลังขับเคลื่อนตลาดไปในทางนี้ จากการสำรวจพบว่า 1 ใน 3 ของผู้บริโภคยุคใหม่ใส่ใจเรื่องที่มาของเสื้อผ้า กระบวนการผลิต และต้องการแบรนด์ที่ดำเนินธุรกิจอย่างเป็นธรรม

ในยุคการเปลี่ยนผ่านไปสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4  ท่ามกลางความไฮเทคของเครื่องจักรและสมองกล เราก็หวังว่าการนำความคิดสร้างสรรค์และฝีมืออันเป็นคุณสมบัติพิเศษเฉพาะของมนุษย์นี้ จะยั่งยืนอยู่ได้ด้วยการปรับตัวของทั้งผู้ผลิต ตั้งแต่การออกแบบของดีไซเนอร์ การฟอกย้อม ตัดเย็บ จนถึงการซื้อและการดูแลเสื้อผ้าของผู้บริโภค เพราะเราทุกคนล้วนเกี่ยวโยงกัน ในสายใยของปัจจัยสำคัญของชีวิตนี้

 

เป้าหมายสูงสุดของ Who Made My Clothes?

เป้าหมายสำคัญของแคมเปญคือ การส่งเสริมให้ทุกคนในวงการแฟชั่น ไม่ว่าจะเป็นนักออกแบบ ผู้สร้างสรรค์ ช่างตัดเย็บ หรือแม้กระทั่งผู้บริโภคและผู้เขียนนโยบายเอง หันมาร่วมมือกัน ทำความเข้าใจในปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น และจับมือกันหาทางออก เพราะลำพังเพียงส่วนใดส่วนหนึ่งไม่สามารถไปแก้ไขทั้งหมดได้ การเริ่มต้นด้วยความโปร่งใสจึงเป็นก้าวแรกที่จะทำให้เรามองเห็นว่าปัญหาอยู่ตรงจุดไหนบ้างและส่วนไหนที่ต้องทำ เพื่อให้การเปลี่ยนแนวทางอุตสาหกรรม Fasr Fashion เกิดขึ้นได้จริงในเชิงระบบที่มีการควบคุม ดูแล และบริหารจัดการเป็นอย่างดี

เราเชื่อว่าการร่วมมือกันของเสียงเล็กๆ ในห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่ต้นน้ำอย่างผู้ผลิตถึงปลายน้ำอย่างผู้ซื้อ เป็นวิธีเดียวที่จะเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมและพามันไปในทางที่ถูกต้อง

 

Fashion Revolution Week

จาก Online สู่ Offline เครือข่าย Fashion Revolution มีกิจกรรมกว่า 1,000 กิจกรรมในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ในไทยเอง ปีนี้จัดขึ้นในกรุงเทพฯ เป็นครั้งที่ 2 ช่วงวันที่ 22 – 28 เมษายน ซึ่ง 3 วันที่ผ่านมาจัดฉายสารคดีเรื่อง River Blue และ The True Cost ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นนี้ พร้อมเสวนากับผู้เชี่ยวชาญจาก UN และองค์กรแฟร์เทรดโลก และยังมีกิจกรรมสนุกๆ อย่าง Clothing swap หรือการแลกเปลี่ยนเสื้อผ้า ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก

หากคุณมองว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่สำคัญเเละอยากจะมีส่วนช่วยทำให้การผลิตเกิดความเป็นธรรมมากขึ้น ขอเชิญชวนมาช่วยกันสร้างความตระหนักรู้ต่อปัญหานี้ผ่าน #WhoMadeMyClothes เพียงแค่ถ่ายรูป ติดแฮชแท็ก หรือแท็กแบรนด์นั้นๆ เพื่อตั้งคำถามถึงที่มาที่ไป การผลิตเสื้อผ้า ก็เป็นการช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงระดับโลกแล้ว ส่วนแบรนด์และผู้ผลิตก็ใช้ #IMadeYourClothes ด้วยภาพผู้ที่ส่วนร่วมในการสร้างชิ้นงาน เพื่อสะท้อนถึงความโปร่งใส แล้วอย่าลืม แท็ก @fashrevthailand เพื่อแสดงพลังสนับสนุนการเคลื่อนไหวในประเทศไทย

สำหรับกิจกรรมต่างๆ ใน Fashion Revolution Week ประจำปี 2019 ช่วงวันที่ 22 – 28 เมษายนนี้ สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ในเพจของ Fashion Revolution Thailand

Writer

กมลนาถ องค์วรรณดี

ผู้ประสานงานเครือข่าย Fashion Revolution ประเทศไทย นักออกแบบสิ่งทอและที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์และความคิดสร้างสรรค์ที่ฝันอยากเห็นงานคราฟต์เปลี่ยนผ่านไปสู่อนาคต โดยใช้งานออกแบบขับเคลื่อนความหลงใหลในการใช้ชีวิตแบบยั่งยืนและความเป็นอยู่ที่ดี

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

11 มิถุนายน 2564
1 K

สิงโตทองและยูนิคอร์นขาวโอบโล่ตระการ อุ้งเท้าเหยียบข้อความ Dieu et mon Droit อวดโฉมอยู่หน้าประตู ร้อยปีหลังจากเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรย้ายที่ทำการจากเจริญกรุงไปอยู่เพลินจิต ตราแผ่นดินของสหราชอาณาจักรกลับมาอยู่บนถนนเจริญกรุงอีกครั้ง 

เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย

หลังจากสถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทยตัดสินใจขายอาคารและพื้นที่ทั้งหมด 23 ไร่ ในย่านเพลินจิต สร้างปรากฏการณ์ซื้อขายที่ดินที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยใน ค.ศ. 2018 สถานทูตและทำเนียบทูตอังกฤษย้ายไปอยู่ต่างพื้นที่กันเป็นครั้งแรก โดยปัจจุบันสถานทูตอยู่ที่ AIA Sathorn Tower และทำเนียบทูตอยู่ในอาคารสูงย่านเจริญกรุง ซึ่งมองเห็นทิวทัศน์ริมเจ้าพระยาได้ถนัดตา

“การย้ายทำเนียบทูตไม่ใช้สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ปกติทูตจะย้ายบ้านเมื่อย้ายไปประเทศใหม่ ทำเนียบใหม่นี้โมเดิร์นกว่าเดิมมาก”

ท่านทูตไบรอัน เดวิดสัน (Brian Davidson) เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักร​ประจำประเทศไทย ผู้กำลังจะย้ายไปเป็นกงสุลใหญ่ประจำฮ่องกงและมาเก๊า อธิบายเมื่อเปิดบ้านพักต้อนรับ 

“ที่นั่น (ทำเนียบทูตเดิม) มีความหมายกับเรามาก ตอนเรามาเมืองไทยเมื่อห้าปีก่อน เราไม่มีลูก แต่ตอนนี้เราเป็นครอบครัวที่มีลูกสามคน มีช่วงเวลาที่สวยงามและมีความสุขมากที่ตรงนั้น” สก็อตต์ ชาง (Scott Chang) สามีชาวอเมริกันเชื้อสายจีน ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนรู้เพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม FREC Bangkok กล่าวสมทบ

เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย
ภาพ : Numchok Sawangsri

ก่อนครอบครัวของคุณพ่อ 2 คนและเด็กๆ 3 คนจะย้ายออกจากประเทศไทย พวกเขาตัดสินใจร่วมมือกับกลุ่มช่างไม้รุ่นใหม่ชาวไทย เพื่อเก็บความทรงจำของสถานทูตย่านเพลินจิตในรูปแบบเฟอร์นิเจอร์และประติมากรรม ที่สร้างจากเศษไม้จามจุรีในสวน

The Cloud เคยเล่าประวัติและความพิเศษของสถานทูตอังกฤษเดิมไว้แล้ว ก่อนชิ้นส่วนเหล่านี้จะแยกย้ายไปอยู่ในที่ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ เราจึงขอนำโปรเจกต์ที่ระลึกถึงพื้นที่เก่าแก่แสนสวยมาเล่าสู่กันฟัง 

เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย
เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย
ภาพ : ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

“เราต้องการเก็บชิ้นส่วนของทำเนียบเดิมไว้ เป็นที่ระลึกว่าอดีตจะอยู่ร่วมกับเราในอนาคต ไม้พวกนี้มีความหมายกับพวกเรามาก มันอยู่ในสวนที่ลูกๆ วิ่งเล่น แต่ละชิ้นจึงเป็นตัวแทนความทรงจำดีๆ แสนพิเศษ เราจะนำชิ้นงานบางส่วนไปกับเราเป็นที่ระลึกถึงบ้านในกรุงเทพฯ บางส่วนมอบเป็นของที่ระลึก และอีกส่วนหนึ่งจะมอบให้สถานทูตที่นี่” 

งานไม้ที่ท่านทูตเอ่ยถึง ได้แก่ ม้านั่ง ประติมากรรม โต๊ะทานข้าว โคมไฟ และแจกัน งานนี้เกิดขึ้น ค.ศ. 2020 เมื่อเกิดการย้ายต้นไม้ใหญ่ในสวนสถานทูตเดิม กิ่งก้านต้นจามจุรีร่วงหล่นเป็นเศษเหลือทิ้ง สก็อตต์เห็นท่อนไม้เหล่านั้นก็เกิดไอเดียให้สหายดีไซเนอร์งานไม้ เฉย-ภาคภูมิ ยุทธนานุกร หรือ นานุ ออกแบบผลงานที่ระลึก เฉยจึงชักชวนเพื่อนฝูงช่างไม้กลุ่ม Grains & Grams ที่เขาก่อตั้ง มาร่วมสนุกออกแบบด้วย

เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย

“สก็อตต์โทรมาหาผมบอกว่าเสียดายไม้ แต่ผมคิดว่าสิ่งที่เขาเสียดายมากกว่าคือความทรงจำทั้งหลาย สถานที่ตรงนั้นสวยจริงๆ เขาใช้เวลาอยู่กับมัน แล้วได้เห็นความเปลี่ยนแปลง เขาคงอยากจะเก็บอะไรไว้สักอย่างครับ ผมเลยขนไม้ไปโรงเลื่อย โรงอบ แล้วคิดว่าจะออกแบบของเครื่องใช้ในทำเนียบทูตใหม่ แต่สุดท้ายก็ทำให้เป็นงานศิลปะขึ้นหน่อย บ่งบอกถึงความทรงจำ ถึงความเปลี่ยนผ่านทางกาลเวลามากกว่า”

ดีไซเนอร์หลักโครงการนี้เล่าเสริมว่าทำเนียบนี้มีเครื่องใช้เพียบพร้อม ทั้งเฟอร์นิเจอร์โบราณจากทำเนียบเดิมที่ท่านทูตไบรอันเลือกมา เช่น โต๊ะกลมหินอ่อน ตู้ลายรดน้ำแบบไทย และตู้ไม้ฝังมุกจีน บวกกับเฟอร์นิเจอร์ร่วมสมัยมากมาย ซึ่งนักออกแบบตกแต่งภายในดูแลให้เสร็จสรรพ ข้าวของที่เฉยและพรรคพวกประดิษฐ์ใหม่จึงเป็นของใช้ส่วนตัวที่ครอบครัวปรารถนา

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต

พิษณุ นำศิริโยธิน สร้างโต๊ะทานข้าวตัวใหญ่ ซึ่งเป็นของที่ครอบครัวท่านทูตชื่นชอบและอยากนำไปใช้จริง

พิชาญ สุจริตสาธิต ทำโคมไฟรูปเห็ด ที่ได้แรงบันดาลใจจากโคมพลาสติกและแจกัน 33 ใบ หน้าตาไม่ซ้ำกันสักใบ ดึงความงามออกมาจากความสามัญ แจกันเหล่านี้ไม่ต้องใส่น้ำ เพราะตั้งใจว่าดึงดอกไม้ข้างทางหรือดอกไม้แห้งๆ มาใส่ก็สร้างรูปทรงที่สวยงามออกมาได้

ชานนท์ นครสังข์ ออกแบบม้านั่งปลายเตียง ซึ่งเรียบง่ายแต่สวยจับตา คุณสก็อตต์ถูกใจเลยวางไว้ที่โถงทางเข้าซึ่งติดภาพวาดศิลปินไทยที่เล่าเรื่องการทำสมาธิและหายใจ เหมือนเป็นมุมแกลเลอรี่ให้ชมงานศิลป์ ผ่อนคลายก่อนเดินเข้าตัวบ้าน

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต

ส่วนตัวหัวหน้าโปรเจกต์ เจ้าของสตูดิโอ Republic Nanu สร้างม้านั่งยาวและประติมากรรม 

“ไม้ก้ามปูก็มีลักษณะพิเศษ ลายมันสวยดีนะครับ ถึงแม้ว่าไม่ใช่ไม้เบอร์หนึ่งในการทำเฟอร์นิเจอร์ เพราะเนื้อหยาบกว่าไม้สักที่สัมผัสนุ่มนวล เนื้ออ่อนกว่าไม้แดงหรือไม้เต็งที่ทำโครงสร้างได้ดี แต่ด้วยสถานที่อยู่ มันเลยมีความหมาย ตอนเจอไม้กิ่งหนึ่งซึ่งมันโค้งๆ หน่อย ผมก็รู้แล้วแหละว่าอยากจะทำม้านั่ง ก็เลยผ่าครึ่ง ทำคานแขวน ยึดตรงกลางด้วยท่อนไม้สี่เหลี่ยมคางหมู ภาษาช่างเรียกว่าหางเหยี่ยว ให้แผ่นไม้ทั้งชิ้นแขวนอยู่ ถ้าเปรียบไม้นี้เป็นวิญญาณของสถานที่ มันก็ถูกแขวนเอาไว้เหมือนการแขวนนวม เลิกแล้วก็เหลือแต่ความทรงจำ” 

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต

“ส่วนประติมากรรมนี้ชื่อว่า Entropy เป็นคำฟิสิกส์ ถ้าใช้กับชีวิตทั่วไปก็สื่อถึงการที่ทุกอย่างย่อยสลายไปตามกาลเวลา ผมคุยกับสก็อตต์เรื่องความเสียใจต่อสิ่งที่หายไป เลยนึกถึงพระเจ้าสามองค์ของฮินดู คือ พระพรหมผู้สร้าง พระศิวะผู้ทำลาย และพระวิษณุผู้ปกป้องรักษา ในโลกความเป็นจริง คนเราก็หมุนอยู่รอบเรื่องนี้ ทั้งการทำลายล้างและการอนุรักษ์ ถ้าทำงานที่สะท้อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกระจ่างน่าจะเป็นสิ่งดี มองสถานการณ์กว้างๆ คือทุกอย่างต้องย่อยสลายเมื่อถึงวาระ ตัวผมเองเป็นทั้งผู้ทำลายและรักษาผ่านภาษาไม้ คือเอาไม้มาเฉาะจริงๆ”

เฉยชี้ให้ดูรอยปริแตกของไม้ชิ้นใหญ่ที่โดนง้างให้ฉีกคาออกจากกัน

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต

“เฉาะให้มันแยกออก เหมือนเป็นการทำลาย แต่ก็มีตัวไม้ Butterfly รั้งเอาไว้ไม่ให้มันฉีกมากกว่านี้ เพราะฉะนั้น งานนี้เปรียบเสมือนโลกที่เกิดขึ้น ระหว่างความอยากอนุรักษ์ไว้กับการเปลี่ยนแปลง หรือพลังงานธรรมชาติที่มีทั้งการทำลายและรักษา ทั้งหมดอยู่ในนี้ครับ” 

ดีไซเนอร์เล่ารายละเอียด ขณะที่เด็กๆ ตัวจิ๋วกระจายตัวไปหยิบของเล่นรอบๆ ประติมากรรมที่ตั้งเด่นเป็นสง่า 

แล้วเด็กๆ มีส่วนร่วมมากแค่ไหนกับชิ้นงานเหล่านี้ เราชักสงสัย

“เอลเลียต รู้ไหมว่าม้านั่งนี้ทำจากอะไร” สก็อตต์หันไปถามลูกชาย “เอลเลียตโตที่สุด เขาจำบ้านเดิมได้มากที่สุด” 

“มาจากต้นไม้ที่บ้านเก่าของเรา!” เด็กชายตอบอย่างฉะฉานขณะปีนขึ้นโซฟา 

เด็กคนอื่นๆ นั้นอาจยังเล็กเกินกว่าจะเข้าใจ ถึงอย่างนั้นงานไม้เหล่านี้ก็จะเดินทางไปอยู่ในบ้านใหม่ อยู่ในเรื่องเล่าของพ่อสองคนยามเล่าถึงอดีตเมื่อลูกยังตัวเล็กๆ เมื่อเพลินจิตเคยเป็นบ้านแห่งความสุขสมชื่อ ความทรงจำที่บรรจุในงานไม้จะเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขายามเติบโตขึ้น

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
ภาพ : Numchok Sawangsri

“ประวัติศาสตร์สหราชอาณาจักรมีความงามและเรื่องราวมากมาย ทำเนียบทูตเป็นพื้นที่แสดงทิศทางในอนาคตของสหราชอาณาจักร ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามีแง่มุมร่วมสมัยเพิ่มมากขึ้น แต่ละครอบครัวทูตคงมีแนวทางตกแต่งของตัวเอง อย่างบ้านเราก็มีงานศิลปินไทย ครึ่งหนึ่งเป็นศิลปินหญิงรุ่นใหม่ และงานศิลปะที่พูดถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งมูลนิธิสติให้ยืมมาจัดแสดงชั่วคราวเพื่อขายให้ผู้สนใจ และรายได้ส่วนหนึ่งจะเข้ามูลนิธิ ต่อไปก็น่าจะมีงานศิลปะจากอังกฤษมาตกแต่งมากขึ้น” ผู้อำนวยการ FREC Bangkok กล่าวตบท้าย

นอกจากเครื่องใช้ไม้จามจุรีที่เก็บเรื่องราวลึกซึ้งในของใช้ประจำวัน ดูเหมือนว่าทำเนียบสหราชอาณาจักรโฉมใหม่ จะสลัดภาพเดิมอันเสมือนพิพิธภัณฑ์เก่าแก่โอ่อ่า เป็นแกลเลอรี่ที่เต็มไปด้วยงานศิลปะและข้าวของหลากหลายยุคสมัยและที่มา โดยถนอมคุณค่าของมรดกประวัติศาสตร์ในมิติอื่นๆ 

น่าจับตามองว่าเรื่องราวของทำเนียบใหม่บนถนนเส้นเดิมเลียบริมเจ้าพระยาจะเป็นอย่างไรต่อไป 

ดูผลงานของกลุ่มดีไซเนอร์ไม้เพิ่มเติมได้ที่ www.grainsandgrams.com

11 มิถุนายน 2564
1 K

สิงโตทองและยูนิคอร์นขาวโอบโล่ตระการ อุ้งเท้าเหยียบข้อความ Dieu et mon Droit อวดโฉมอยู่หน้าประตู ร้อยปีหลังจากเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรย้ายที่ทำการจากเจริญกรุงไปอยู่เพลินจิต ตราแผ่นดินของสหราชอาณาจักรกลับมาอยู่บนถนนเจริญกรุงอีกครั้ง 

เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย

หลังจากสถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทยตัดสินใจขายอาคารและพื้นที่ทั้งหมด 23 ไร่ ในย่านเพลินจิต สร้างปรากฏการณ์ซื้อขายที่ดินที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยใน ค.ศ. 2018 สถานทูตและทำเนียบทูตอังกฤษย้ายไปอยู่ต่างพื้นที่กันเป็นครั้งแรก โดยปัจจุบันสถานทูตอยู่ที่ AIA Sathorn Tower และทำเนียบทูตอยู่ในอาคารสูงย่านเจริญกรุง ซึ่งมองเห็นทิวทัศน์ริมเจ้าพระยาได้ถนัดตา

“การย้ายทำเนียบทูตไม่ใช้สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ปกติทูตจะย้ายบ้านเมื่อย้ายไปประเทศใหม่ ทำเนียบใหม่นี้โมเดิร์นกว่าเดิมมาก”

ท่านทูตไบรอัน เดวิดสัน (Brian Davidson) เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักร​ประจำประเทศไทย ผู้กำลังจะย้ายไปเป็นกงสุลใหญ่ประจำฮ่องกงและมาเก๊า อธิบายเมื่อเปิดบ้านพักต้อนรับ 

“ที่นั่น (ทำเนียบทูตเดิม) มีความหมายกับเรามาก ตอนเรามาเมืองไทยเมื่อห้าปีก่อน เราไม่มีลูก แต่ตอนนี้เราเป็นครอบครัวที่มีลูกสามคน มีช่วงเวลาที่สวยงามและมีความสุขมากที่ตรงนั้น” สก็อตต์ ชาง (Scott Chang) สามีชาวอเมริกันเชื้อสายจีน ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนรู้เพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม FREC Bangkok กล่าวสมทบ

เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย
ภาพ : Numchok Sawangsri

ก่อนครอบครัวของคุณพ่อ 2 คนและเด็กๆ 3 คนจะย้ายออกจากประเทศไทย พวกเขาตัดสินใจร่วมมือกับกลุ่มช่างไม้รุ่นใหม่ชาวไทย เพื่อเก็บความทรงจำของสถานทูตย่านเพลินจิตในรูปแบบเฟอร์นิเจอร์และประติมากรรม ที่สร้างจากเศษไม้จามจุรีในสวน

The Cloud เคยเล่าประวัติและความพิเศษของสถานทูตอังกฤษเดิมไว้แล้ว ก่อนชิ้นส่วนเหล่านี้จะแยกย้ายไปอยู่ในที่ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ เราจึงขอนำโปรเจกต์ที่ระลึกถึงพื้นที่เก่าแก่แสนสวยมาเล่าสู่กันฟัง 

เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย
เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย
ภาพ : ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

“เราต้องการเก็บชิ้นส่วนของทำเนียบเดิมไว้ เป็นที่ระลึกว่าอดีตจะอยู่ร่วมกับเราในอนาคต ไม้พวกนี้มีความหมายกับพวกเรามาก มันอยู่ในสวนที่ลูกๆ วิ่งเล่น แต่ละชิ้นจึงเป็นตัวแทนความทรงจำดีๆ แสนพิเศษ เราจะนำชิ้นงานบางส่วนไปกับเราเป็นที่ระลึกถึงบ้านในกรุงเทพฯ บางส่วนมอบเป็นของที่ระลึก และอีกส่วนหนึ่งจะมอบให้สถานทูตที่นี่” 

งานไม้ที่ท่านทูตเอ่ยถึง ได้แก่ ม้านั่ง ประติมากรรม โต๊ะทานข้าว โคมไฟ และแจกัน งานนี้เกิดขึ้น ค.ศ. 2020 เมื่อเกิดการย้ายต้นไม้ใหญ่ในสวนสถานทูตเดิม กิ่งก้านต้นจามจุรีร่วงหล่นเป็นเศษเหลือทิ้ง สก็อตต์เห็นท่อนไม้เหล่านั้นก็เกิดไอเดียให้สหายดีไซเนอร์งานไม้ เฉย-ภาคภูมิ ยุทธนานุกร หรือ นานุ ออกแบบผลงานที่ระลึก เฉยจึงชักชวนเพื่อนฝูงช่างไม้กลุ่ม Grains & Grams ที่เขาก่อตั้ง มาร่วมสนุกออกแบบด้วย

เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย

“สก็อตต์โทรมาหาผมบอกว่าเสียดายไม้ แต่ผมคิดว่าสิ่งที่เขาเสียดายมากกว่าคือความทรงจำทั้งหลาย สถานที่ตรงนั้นสวยจริงๆ เขาใช้เวลาอยู่กับมัน แล้วได้เห็นความเปลี่ยนแปลง เขาคงอยากจะเก็บอะไรไว้สักอย่างครับ ผมเลยขนไม้ไปโรงเลื่อย โรงอบ แล้วคิดว่าจะออกแบบของเครื่องใช้ในทำเนียบทูตใหม่ แต่สุดท้ายก็ทำให้เป็นงานศิลปะขึ้นหน่อย บ่งบอกถึงความทรงจำ ถึงความเปลี่ยนผ่านทางกาลเวลามากกว่า”

ดีไซเนอร์หลักโครงการนี้เล่าเสริมว่าทำเนียบนี้มีเครื่องใช้เพียบพร้อม ทั้งเฟอร์นิเจอร์โบราณจากทำเนียบเดิมที่ท่านทูตไบรอันเลือกมา เช่น โต๊ะกลมหินอ่อน ตู้ลายรดน้ำแบบไทย และตู้ไม้ฝังมุกจีน บวกกับเฟอร์นิเจอร์ร่วมสมัยมากมาย ซึ่งนักออกแบบตกแต่งภายในดูแลให้เสร็จสรรพ ข้าวของที่เฉยและพรรคพวกประดิษฐ์ใหม่จึงเป็นของใช้ส่วนตัวที่ครอบครัวปรารถนา

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต

พิษณุ นำศิริโยธิน สร้างโต๊ะทานข้าวตัวใหญ่ ซึ่งเป็นของที่ครอบครัวท่านทูตชื่นชอบและอยากนำไปใช้จริง

พิชาญ สุจริตสาธิต ทำโคมไฟรูปเห็ด ที่ได้แรงบันดาลใจจากโคมพลาสติกและแจกัน 33 ใบ หน้าตาไม่ซ้ำกันสักใบ ดึงความงามออกมาจากความสามัญ แจกันเหล่านี้ไม่ต้องใส่น้ำ เพราะตั้งใจว่าดึงดอกไม้ข้างทางหรือดอกไม้แห้งๆ มาใส่ก็สร้างรูปทรงที่สวยงามออกมาได้

ชานนท์ นครสังข์ ออกแบบม้านั่งปลายเตียง ซึ่งเรียบง่ายแต่สวยจับตา คุณสก็อตต์ถูกใจเลยวางไว้ที่โถงทางเข้าซึ่งติดภาพวาดศิลปินไทยที่เล่าเรื่องการทำสมาธิและหายใจ เหมือนเป็นมุมแกลเลอรี่ให้ชมงานศิลป์ ผ่อนคลายก่อนเดินเข้าตัวบ้าน

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต

ส่วนตัวหัวหน้าโปรเจกต์ เจ้าของสตูดิโอ Republic Nanu สร้างม้านั่งยาวและประติมากรรม 

“ไม้ก้ามปูก็มีลักษณะพิเศษ ลายมันสวยดีนะครับ ถึงแม้ว่าไม่ใช่ไม้เบอร์หนึ่งในการทำเฟอร์นิเจอร์ เพราะเนื้อหยาบกว่าไม้สักที่สัมผัสนุ่มนวล เนื้ออ่อนกว่าไม้แดงหรือไม้เต็งที่ทำโครงสร้างได้ดี แต่ด้วยสถานที่อยู่ มันเลยมีความหมาย ตอนเจอไม้กิ่งหนึ่งซึ่งมันโค้งๆ หน่อย ผมก็รู้แล้วแหละว่าอยากจะทำม้านั่ง ก็เลยผ่าครึ่ง ทำคานแขวน ยึดตรงกลางด้วยท่อนไม้สี่เหลี่ยมคางหมู ภาษาช่างเรียกว่าหางเหยี่ยว ให้แผ่นไม้ทั้งชิ้นแขวนอยู่ ถ้าเปรียบไม้นี้เป็นวิญญาณของสถานที่ มันก็ถูกแขวนเอาไว้เหมือนการแขวนนวม เลิกแล้วก็เหลือแต่ความทรงจำ” 

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต

“ส่วนประติมากรรมนี้ชื่อว่า Entropy เป็นคำฟิสิกส์ ถ้าใช้กับชีวิตทั่วไปก็สื่อถึงการที่ทุกอย่างย่อยสลายไปตามกาลเวลา ผมคุยกับสก็อตต์เรื่องความเสียใจต่อสิ่งที่หายไป เลยนึกถึงพระเจ้าสามองค์ของฮินดู คือ พระพรหมผู้สร้าง พระศิวะผู้ทำลาย และพระวิษณุผู้ปกป้องรักษา ในโลกความเป็นจริง คนเราก็หมุนอยู่รอบเรื่องนี้ ทั้งการทำลายล้างและการอนุรักษ์ ถ้าทำงานที่สะท้อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกระจ่างน่าจะเป็นสิ่งดี มองสถานการณ์กว้างๆ คือทุกอย่างต้องย่อยสลายเมื่อถึงวาระ ตัวผมเองเป็นทั้งผู้ทำลายและรักษาผ่านภาษาไม้ คือเอาไม้มาเฉาะจริงๆ”

เฉยชี้ให้ดูรอยปริแตกของไม้ชิ้นใหญ่ที่โดนง้างให้ฉีกคาออกจากกัน

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต

“เฉาะให้มันแยกออก เหมือนเป็นการทำลาย แต่ก็มีตัวไม้ Butterfly รั้งเอาไว้ไม่ให้มันฉีกมากกว่านี้ เพราะฉะนั้น งานนี้เปรียบเสมือนโลกที่เกิดขึ้น ระหว่างความอยากอนุรักษ์ไว้กับการเปลี่ยนแปลง หรือพลังงานธรรมชาติที่มีทั้งการทำลายและรักษา ทั้งหมดอยู่ในนี้ครับ” 

ดีไซเนอร์เล่ารายละเอียด ขณะที่เด็กๆ ตัวจิ๋วกระจายตัวไปหยิบของเล่นรอบๆ ประติมากรรมที่ตั้งเด่นเป็นสง่า 

แล้วเด็กๆ มีส่วนร่วมมากแค่ไหนกับชิ้นงานเหล่านี้ เราชักสงสัย

“เอลเลียต รู้ไหมว่าม้านั่งนี้ทำจากอะไร” สก็อตต์หันไปถามลูกชาย “เอลเลียตโตที่สุด เขาจำบ้านเดิมได้มากที่สุด” 

“มาจากต้นไม้ที่บ้านเก่าของเรา!” เด็กชายตอบอย่างฉะฉานขณะปีนขึ้นโซฟา 

เด็กคนอื่นๆ นั้นอาจยังเล็กเกินกว่าจะเข้าใจ ถึงอย่างนั้นงานไม้เหล่านี้ก็จะเดินทางไปอยู่ในบ้านใหม่ อยู่ในเรื่องเล่าของพ่อสองคนยามเล่าถึงอดีตเมื่อลูกยังตัวเล็กๆ เมื่อเพลินจิตเคยเป็นบ้านแห่งความสุขสมชื่อ ความทรงจำที่บรรจุในงานไม้จะเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขายามเติบโตขึ้น

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
ภาพ : Numchok Sawangsri

“ประวัติศาสตร์สหราชอาณาจักรมีความงามและเรื่องราวมากมาย ทำเนียบทูตเป็นพื้นที่แสดงทิศทางในอนาคตของสหราชอาณาจักร ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามีแง่มุมร่วมสมัยเพิ่มมากขึ้น แต่ละครอบครัวทูตคงมีแนวทางตกแต่งของตัวเอง อย่างบ้านเราก็มีงานศิลปินไทย ครึ่งหนึ่งเป็นศิลปินหญิงรุ่นใหม่ และงานศิลปะที่พูดถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งมูลนิธิสติให้ยืมมาจัดแสดงชั่วคราวเพื่อขายให้ผู้สนใจ และรายได้ส่วนหนึ่งจะเข้ามูลนิธิ ต่อไปก็น่าจะมีงานศิลปะจากอังกฤษมาตกแต่งมากขึ้น” ผู้อำนวยการ FREC Bangkok กล่าวตบท้าย

นอกจากเครื่องใช้ไม้จามจุรีที่เก็บเรื่องราวลึกซึ้งในของใช้ประจำวัน ดูเหมือนว่าทำเนียบสหราชอาณาจักรโฉมใหม่ จะสลัดภาพเดิมอันเสมือนพิพิธภัณฑ์เก่าแก่โอ่อ่า เป็นแกลเลอรี่ที่เต็มไปด้วยงานศิลปะและข้าวของหลากหลายยุคสมัยและที่มา โดยถนอมคุณค่าของมรดกประวัติศาสตร์ในมิติอื่นๆ 

น่าจับตามองว่าเรื่องราวของทำเนียบใหม่บนถนนเส้นเดิมเลียบริมเจ้าพระยาจะเป็นอย่างไรต่อไป 

ดูผลงานของกลุ่มดีไซเนอร์ไม้เพิ่มเติมได้ที่ www.grainsandgrams.com

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load