#WhoMadeMyClothes เมื่อแฮชแท็กเล็กๆ กลายเป็นพลัง ที่คนพร้อมใจกันถามแบรนด์เสื้อผ้าทั่วโลก

#WhoMadeMyClothes เมื่อคนกว่าแสนทั่วโลกพร้อมใจกันตั้งคำถาม เพื่ออุตสาหกรรมแฟชั่นที่ดีกว่าเดิม

ทำไมสัปดาห์นี้จึงเห็นคนทั่วโลกพร้อมใจกันใส่เสื้อกลับด้าน แล้วติดแฮชแท็กถามคำถาม #WhoMadeMyClothes บนโลกโซเชียลมีเดีย

เวลาซื้อเสื้อผ้าเราอาจจะไม่เคยคิดถึงที่มาของมัน แต่คงต้องเปลี่ยนความคิดหากรู้ว่ากว่าจะมาถึงมือเราเสื้อผ้าต้องผ่านการเดินทางมากมาย ผ่านมือของคนหลายล้านคนทั่วโลก จากชาวนาผู้ปลูกฝ้าย ผู้ผลิต ถึงผู้ใช้ จนย้อนกลับไปแทบไม่ได้ว่าจุดเริ่มต้นของสินค้าที่เราซื้อมาจากไหน

แต่ด้วยเหตุการณ์ตึก Rana Plaza ถล่มในบังกลาเทศเมื่อปี 2013 ที่ทำให้สูญเสียพนักงานโรงงานเย็บเสื้อผ้ากว่า 1,100 ชีวิต และอีกกว่า 2,500 คนได้รับบาดเจ็บ ทำให้เรื่องนี้เป็นประเด็นขึ้นมา จนเป็นจุดเปลี่ยนให้ดีไซเนอร์กลุ่มหนึ่งที่อังกฤษเห็นปัญหาของอุตสาหกรรมแฟชั่นที่ถูกขับเคลื่อนด้วยความเร็วสูง จึงใช้ความคิดสร้างสรรค์คิดแคมเปญ #WhoMadeMyClothes ขึ้นมา เพื่อสนับสนุนให้เกิดความโปร่งใสและการเชื่อมโยงกันของผู้คนในห่วงโซ่ที่ซับซ้อนของอุตสาหกรรมแฟชั่น

เป็นเวลาหลายสิบปีแล้วที่อุตสาหกรรมแฟชั่นเติบโตโดยมุ่งเน้นไปที่เรื่องความเร็วในการผลิต ปริมาณ และราคาถูก ทำให้เกิดเสื้อผ้าข้าวของจำนวนมากที่หน้าตาเหมือนๆ กัน หลั่งไหลออกมาจากสายพานของโรงงาน แทนที่สิ่งของและเสื้อผ้าที่ครั้งหนึ่งเคยถูกให้คุณค่าด้วยความคิดสร้างสรรค์หรือฝีมือการตัดเย็บของช่างตัดเสื้อ การลงแรงลงเวลาของช่างฝีมือกลับถูกมองข้ามไป ของที่ทำด้วยมือจึงหายากมากขึ้นเรื่อยๆ

Fast Fashion หรือสินค้าแฟชั่นที่เน้นความเร็วและกำไรจึงเป็นอุตสาหกรรมหลักของหลายประเทศในแถบเอเชีย เช่น บังกลาเทศ จีน เวียดนาม และอินโดนีเซีย มองผิวเผินแล้วโมเดลธุรกิจแนวนี้อาจสร้างงานในระบบอุตสาหกรรมจำนวนมากและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยราคาที่มองไม่เห็นอย่างความปลอดภัยของแรงงาน และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากความต้องการลดต้นทุนจากการผลิตให้ได้มากที่สุดทำให้การดูแลพนักงานหรือแรงงานตัดเย็บของพวกเขา และค่าใช้จ่ายในการรักษาสิ่งแวดล้อม ถูกมองเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ความละเลยนี้เป็นผลให้เกิดมลภาวะทางน้ำ อากาศ ที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพของผู้ทำ ผู้ใช้ และโลก ไปพร้อมๆ กัน

 

The Pioneers ผู้จุดประกายการเคลื่อนไหว

Orsola de Castro และ Carry Somers ร่วมก่อตั้งเครือข่ายอาสาสมัคร Fashion Revolution เพื่อสร้างกระเเสใหม่ด้วยแคมเปญ Who Made My Clothes? ที่ทำให้คนทั้งโลกหันมาสนใจในปี 2013 ที่ประเทศอังกฤษ เพราะพวกเธอเชื่อว่า ‘ความโปร่งใส’ หรือการที่ผู้บริโภคสามารถทราบที่มาที่ไปของวัตถุดิบและขั้นตอนการผลิต เป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ทุกคนที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาอุตสาหกรรมแฟชั่น

Orsola เองโด่งดังจากการเป็นผู้นำทางความคิดในด้าน Sustainable Fashion อยู่ก่อนเเล้ว โดยเธอเป็นนักออกแบบเเบรนด์ ‘From Somewhere’ ที่นำวัสดุเหลือใช้มาสร้างใหม่ นอกจากนี้ เธอยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Estethica โครงการเพื่อแฟชั่นที่ดำเนินการอย่างมีจริยธรรม โดยบริติช เคาน์ซิล ในลอนดอน ตั้งแต่ปี 2006 ถึง 2014

ส่วน Carry Somers หลังจากทราบข่าวการถล่มของโรงงาน Rana Plaza ก็เริ่มหันมาใส่ใจการทำธุรกิจแฟชั่นแบรนด์หมวก Pachachuti ของเธอให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Supply Chain ที่มีการติดตั้งระบบ GPS เพื่อติดตามกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

 

6 ปีผ่านไป เกิดความคืบหน้าอะไรบ้าง

6 ปีหลังจากจุดเริ่มต้นเล็กๆ จากแฮชแท็กที่มีผู้คนเข้าร่วมไม่กี่ร้อยคน กลายมาเป็นหลักแสนและมีคนให้ความสนใจในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นนักแสดงระดับฮอลลีวูดอย่าง Emma Watson หรือผู้นำทางด้านแฟชั่นแบบยั่งยืนตัวแม่อย่าง Stella McCartney และแบรนด์ Marimekko ที่คนทั่วโลกรัก

แต่ถึงแม้แบรนด์ใหญ่จำนวนมากยังลังเลที่จะเข้าร่วม แบรนด์เล็กๆและผู้ผลิตมากมายทั่วโลกก็ยินดีตอบคำถามที่สำคัญนี้ ซึ่งที่ไทยเองก็ไม่น้อยหน้า ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ FolkCharm, ภูคราม, Vanta ไปจนถึงผู้ผลิตรายเล็กอย่าง ทำ-มา-หา-กิน และโรงงานผู้ผลิตขนาดเล็กใหญ่ ก็พร้อมใจกันส่งภาพของ ‘ฝีมือ’ เบื้องหลังเสื้อผ้า เผยให้เราเห็นโฉมหน้าและรู้จักเรื่องราวของพวกเขามากขึ้น พร้อมกับติดแฮชแท็ก #IMadeYourClothes ทำให้เราเริ่มเห็นการเดินทางของเสื้อผ้าผ่านรอยยิ้มของชาวนาผู้ปลูกฝ้าย ช่างปั่น ช่างทอ มาจนถึงช่างเย็บผ้าในบ้านและโรงงานอุตสาหกรรม แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ทำให้เรื่องราวของช่างฝีมือ และกระบวนการ กลับมาอยู่ในความสนใจของผู้คน และสร้างความภูมิใจให้ผู้ทำอีกครั้ง

ในฝั่งของผู้ผลิตแล้ว คำถามและคำตอบที่สำคัญนี้ ช่วยเสริมพลังให้ให้คนงานและช่างฝีมือต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่หาเลี้ยงชีวิตด้วยการทำงานเกี่ยวกับผ้า เมื่อพวกเขาได้รับความสำคัญมากขึ้น ทั้งผ่านการเพิ่มรายได้และความภาคภูมิใจ ก่อให้เกิดความยอมรับนับถือตนเองและเชื่อมั่นว่าทุกๆ อย่างสามารถเปลี่ยนแปลงได้ และนอกจากฝั่งแบรนด์ท้องถิ่นแล้ว แฮชแท็กนี้ก็ทำให้เกิดธุรกิจและสตาร์ทอัพที่มีโมเดลธุรกิจน่าสนใจมากมาย ไปจนถึงการสร้างการเปลี่ยนแปลงนโยบายในระดับทวีป

ในปี 2019 นี้ คำถาม Who Made My Clothes? ยิ่งกลายเป็นกระแสหลักมากขึ้นเรื่อยๆ แบรนด์จำนวนมากที่เริ่มเห็นความสำคัญก็ค่อยๆ เข้ามาร่วมออกโรงกันมากขึ้น โดยปีนี้ได้มีแบรนด์เข้าร่วมการวัดผล Fashion Transparency Index ที่จัดทำโดยสำนักงานใหญ่ของ Fashion Revolution กว่า 200 แบรนด์ และแบรนด์สปอร์ตแวร์ใหญ่ๆ อย่าง Adidas, Reebok และ Patagonia ก็เป็น 3 แบรนด์ต้นแบบของโลกที่ได้คะแนนด้านความโปร่งใสในการดำเนินงานมากที่สุด ในขณะที่แบรนด์แฟชั่นหรูอย่าง Chanel, Dior และ Sandro ได้เปิดเผยข้อมูลห่วงโซ่การผลิตของแบรนด์เป็นครั้งแรก ส่วนแบรนด์อื่นๆ ก็ทำคะแนนได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ในทุกๆ ปี

 

แล้วเราจะทำอะไรได้บ้างในฐานะผู้บริโภค?

หากเราอยากเห็นอุตสาหกรรมแฟชั่นที่สร้างสรรค์ ยั่งยืน และไม่เร่งทำลายโลกใบนี้ มีหลายวิธีที่เริ่มทำได้จากนิสัยการใช้จ่ายของเรา ก่อนที่จะซื้อของใหม่ทุกครั้ง ลองให้เวลาตัวเองดูก่อนจะซื้อให้นานพอ จนรู้ว่าชอบของชิ้นนั้นจริงๆ ไหม หรือเราสามารถแลกเปลี่ยน ซ่อม หรือนำสิ่งของเดิมมาแปลงร่างเป็นอะไรใหม่ๆ ได้บ้าง

บางคนอาจจะลองติดตามกระแสการใช้ชีวิตแบบมินิมอล หรือ Mindfulness จากแนวคิดพุทธแบบเซ็นที่แพร่หลายมากขึ้นเรื่อยๆ โดยการใช้ชีวิตด้วยแนวคิดแบบ ‘น้อยแต่ดี’ ช่วยให้เราได้ไตร่ตรองมากขึ้น มีเวลาทำสิ่งที่รัก และมีความสุขมากขึ้น เพราะสุดท้ายแล้ว การใช้จ่ายของเรานี่แหละที่มีพลังมากพอ ที่จะเป็นตัวกำหนดได้ ว่าเราต้องการเห็นโลกเติบโตไปในทิศทางใด กลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ทั่วโลกกำลังขับเคลื่อนตลาดไปในทางนี้ จากการสำรวจพบว่า 1 ใน 3 ของผู้บริโภคยุคใหม่ใส่ใจเรื่องที่มาของเสื้อผ้า กระบวนการผลิต และต้องการแบรนด์ที่ดำเนินธุรกิจอย่างเป็นธรรม

ในยุคการเปลี่ยนผ่านไปสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4  ท่ามกลางความไฮเทคของเครื่องจักรและสมองกล เราก็หวังว่าการนำความคิดสร้างสรรค์และฝีมืออันเป็นคุณสมบัติพิเศษเฉพาะของมนุษย์นี้ จะยั่งยืนอยู่ได้ด้วยการปรับตัวของทั้งผู้ผลิต ตั้งแต่การออกแบบของดีไซเนอร์ การฟอกย้อม ตัดเย็บ จนถึงการซื้อและการดูแลเสื้อผ้าของผู้บริโภค เพราะเราทุกคนล้วนเกี่ยวโยงกัน ในสายใยของปัจจัยสำคัญของชีวิตนี้

 

เป้าหมายสูงสุดของ Who Made My Clothes?

เป้าหมายสำคัญของแคมเปญคือ การส่งเสริมให้ทุกคนในวงการแฟชั่น ไม่ว่าจะเป็นนักออกแบบ ผู้สร้างสรรค์ ช่างตัดเย็บ หรือแม้กระทั่งผู้บริโภคและผู้เขียนนโยบายเอง หันมาร่วมมือกัน ทำความเข้าใจในปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น และจับมือกันหาทางออก เพราะลำพังเพียงส่วนใดส่วนหนึ่งไม่สามารถไปแก้ไขทั้งหมดได้ การเริ่มต้นด้วยความโปร่งใสจึงเป็นก้าวแรกที่จะทำให้เรามองเห็นว่าปัญหาอยู่ตรงจุดไหนบ้างและส่วนไหนที่ต้องทำ เพื่อให้การเปลี่ยนแนวทางอุตสาหกรรม Fasr Fashion เกิดขึ้นได้จริงในเชิงระบบที่มีการควบคุม ดูแล และบริหารจัดการเป็นอย่างดี

เราเชื่อว่าการร่วมมือกันของเสียงเล็กๆ ในห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่ต้นน้ำอย่างผู้ผลิตถึงปลายน้ำอย่างผู้ซื้อ เป็นวิธีเดียวที่จะเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมและพามันไปในทางที่ถูกต้อง

 

Fashion Revolution Week

จาก Online สู่ Offline เครือข่าย Fashion Revolution มีกิจกรรมกว่า 1,000 กิจกรรมในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ในไทยเอง ปีนี้จัดขึ้นในกรุงเทพฯ เป็นครั้งที่ 2 ช่วงวันที่ 22 – 28 เมษายน ซึ่ง 3 วันที่ผ่านมาจัดฉายสารคดีเรื่อง River Blue และ The True Cost ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นนี้ พร้อมเสวนากับผู้เชี่ยวชาญจาก UN และองค์กรแฟร์เทรดโลก และยังมีกิจกรรมสนุกๆ อย่าง Clothing swap หรือการแลกเปลี่ยนเสื้อผ้า ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก

หากคุณมองว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่สำคัญเเละอยากจะมีส่วนช่วยทำให้การผลิตเกิดความเป็นธรรมมากขึ้น ขอเชิญชวนมาช่วยกันสร้างความตระหนักรู้ต่อปัญหานี้ผ่าน #WhoMadeMyClothes เพียงแค่ถ่ายรูป ติดแฮชแท็ก หรือแท็กแบรนด์นั้นๆ เพื่อตั้งคำถามถึงที่มาที่ไป การผลิตเสื้อผ้า ก็เป็นการช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงระดับโลกแล้ว ส่วนแบรนด์และผู้ผลิตก็ใช้ #IMadeYourClothes ด้วยภาพผู้ที่ส่วนร่วมในการสร้างชิ้นงาน เพื่อสะท้อนถึงความโปร่งใส แล้วอย่าลืม แท็ก @fashrevthailand เพื่อแสดงพลังสนับสนุนการเคลื่อนไหวในประเทศไทย

สำหรับกิจกรรมต่างๆ ใน Fashion Revolution Week ประจำปี 2019 ช่วงวันที่ 22 – 28 เมษายนนี้ สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ในเพจของ Fashion Revolution Thailand

Writer

กมลนาถ องค์วรรณดี

ผู้ประสานงานเครือข่าย Fashion Revolution ประเทศไทย นักออกแบบสิ่งทอและที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์และความคิดสร้างสรรค์ที่ฝันอยากเห็นงานคราฟต์เปลี่ยนผ่านไปสู่อนาคต โดยใช้งานออกแบบขับเคลื่อนความหลงใหลในการใช้ชีวิตแบบยั่งยืนและความเป็นอยู่ที่ดี

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ณ ตำบลแม่ทา อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ มีพื้นที่ที่เป็นแบบอย่างของการทำเกษตรอินทรีย์ได้ เพราะการทำเกษตรอินทรีย์ทุกกระบวนการเกิดขึ้นที่นี่ และยังเป็นชุมชนที่ยกระดับตัวเองจากชุมชนตกสำรวจ ดินไม่ดี มีสารเคมีจากยาฆ่าแมลง รายได้จากผลผลิตไม่เป็นธรรม สู่การจัดตั้ง ‘สหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทา จำกัด’ ยึดหลักการพึ่งพาตัวเองอย่างยั่งยืน

การทำเกษตรอินทรีย์จากน้ำพักน้ำแรงของชาวบ้านเกิดขึ้นมาแล้วกว่า 30 ปี มีปัญหายิบย่อยระหว่างทางบ้าง จนกระทั่งในตอนนี้ มีผู้ที่เข้ามาช่วยพัฒนาและสนับสนุน ส่งเสริมให้การเกษตรอินทรีย์ที่แม่ทาเป็นไปด้วยความราบรื่นและขยายวงกว้างมากขึ้น นั่นคือ ‘เซ็นทรัล ทำ (Central Tham)’ โครงการเพื่อสังคมภายใต้กลุ่มเซ็นทรัล

เซ็นทรัล ทำ

ปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นเรื่องใหญ่ที่เกิดขึ้นในทุกภาคส่วน เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่แก้ไขไม่ได้ด้วยใครคนใดคนหนึ่ง หรือคนกลุ่มหนึ่ง หรือวิธีใดวิธีหนึ่ง การแก้ให้เกิดมวลสั่นสะเทือนต้องแก้ที่ตัวแปรสำคัญอย่างระบบเศรษฐกิจและการเมือง

ถึงอย่างนั้น การลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ก็ย่อมดีกว่าไม่ทำอะไรเลย 

เซ็นทรัล ทำ จึงส่งเสริมให้ทุกคนลงมือทำเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham
โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

สิ่งนี้เองคือความตั้งใจที่ ‘เซ็นทรัล’ กำลัง ‘ทำ’

ภายใต้ 6 แนวทางการขับเคลื่อน ได้แก่ แนวทางแรก ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงโอกาส อย่างเท่าเทียม แนวทางที่สอง ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน สร้างอาชีพ และบรรเทาสาธารณภัย แนวทางที่สาม พัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ในส่วนของแนวทางที่ 4 5 6 เป็นเรื่องทางด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและการบริหารจัดการขยะมูลฝอย ลดการสูญเสียอาหารในกระบวนการผลิตและลดปริมาณขยะอาหาร รวมถึงฟื้นฟูสภาพอากาศ ลดมลภาวะ และผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียน

ครั้งนี้ที่แม่ทา เซ็นทรัล ทำ กำลังช่วยสนับสนุนศูนย์เรียนรู้ด้านเกษตรอินทรีย์และการท่องเที่ยวชุมชน (พื้นที่ข่วงชีวิต วิถียั่งยืน) การทำการเพาะเมล็ดพันธุ์อินทรีย์ (ศูนย์เพาะเมล็ดพันธุ์อินทรีย์กรีนเนท) และการส่งเสริมด้านการตลาด (สหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทาจำกัด) การพัฒนากระบวนการผลิตเกษตรอินทรีย์ ได้แก่ การสนับสนุนโรงบรรจุผักและรถห้องเย็นขนผัก เพื่อควบคุมอุณหภูมิในการขนส่งผลิตผล

พื้นที่ข่วงชีวิต วิถียั่งยืน

“หัวใจสำคัญคือ ต้องเรียนรู้ก่อนว่าพื้นที่ของคุณเป็นยังไง”

ก้าวแรกก่อนลงมือทำ คือการศึกษาข้อมูล ทำความเข้าใจกับสิ่งที่ต้องการจะทำก่อน การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ชุมชนจึงเกิดขึ้น เพื่อให้ความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ โดยเริ่มตั้งแต่ศูนย์ว่าพื้นที่แบบนี้ต้องปลูกอะไรแบบไหน การเพาะเมล็ดอินทรีย์ต้องทำยังไง ไปจนถึงเรื่องที่ว่า ถ้าได้ผลผลิตมาแล้วจะขายที่ไหน ขายให้ใคร ซึ่ง อั๋น-อภิศักดิ์ กำเพ็ญ ผู้ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์กรีนเนท ตัดสินใจไม่สอนเรื่องนี้ในรูปแบบคอร์สเรียนระยะสั้น เพราะเขามองว่า

“สมมติถ้าจะสอนทุกเรื่องภายใน 3 วันจบ มันก็จะได้แค่ Input เข้าไป เดี๋ยวกลับบ้านก็ลืม มันต้องมีการฝึก การเรียนรู้ และค่อย ๆ ซึมซับรายละเอียดจากการลงมือทำ เลยทำเป็นการเรียนรู้แบบระยะยาวครับ”

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

การเรียนรู้ระยะยาวในแบบที่อั๋นว่า คือการเรียนรู้ที่ไม่มีเวลา ไม่มีสถานที่ ทุกคนแค่มาเจอกันแล้วใครอยากรู้เรื่องอะไรก็ลงพื้นที่ไปทำสิ่งนั้นจริง ๆ ไม่ใช่การเรียนรู้ในรูปแบบให้สาร รับสาร กลับบ้าน

อย่างเช่นเรื่องการจัดการดิน ผู้เรียนก็ต้องลองไปเดินสำรวจดิน หยิบดินขึ้นมาดูว่าเป็นยังไง แล้วลองมาวิเคราะห์องค์ประกอบของดินว่ามีอะไรบ้าง การจะทำให้ดินดีขึ้นมาต้องเริ่มมาจากอะไร สอนในทฤษฎีเบื้องต้นและให้ชาวบ้านกลับไปทำกับพื้นที่ของตัวเอง หากมีปัญหาอะไรก็มาคุยกันได้ตลอด

“นิยามความยั่งยืน คือการส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้กับรุ่นลูกรุ่นหลาน” อั๋นว่า เขาจึงเน้นกระจายความรู้สู่คนรุ่นใหม่ สอนให้เข้าใจพื้นฐาน เพื่อให้พวกเขาต่อยอดเทคนิคต่อไปได้เอง

“ถ้าคุณเข้าใจตัวเอง คุณจะปลูกอะไร พื้นที่คุณเป็นแบบไหน มันเป็นเรื่องที่เราอยากให้คนได้ตระหนัก เพราะภาคอีสานก็จะเป็นแบบหนึ่ง ภาคใต้แบบหนึ่ง ภาคกลางก็เป็นอีกแบบหนึ่ง ภาคเหนือเองก็ต่างกัน เช่น ภาคเหนือที่นี่ เหนือเชียงรายหรือเหนือแพร่ก็ยังต่างกัน ถ้าคุณเข้าใจตรงนี้ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็จะเห็นหนทางสร้างความยั่งยืนในพื้นที่นั้น ๆ ได้” 

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

นอกจากนี้ ด้านหลังพื้นที่สอน ยังมีที่ว่างสำหรับเด็ก บางทีพ่อแม่มาเรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์ก็พาลูกมาด้วยได้ ให้เด็ก ๆ มาวิ่งเล่นกัน มาไถสเก็ตบอร์ด วาดรูป เล่นกับควาย เลี้ยงไก่ เพราะอั๋นหวังสร้างบรรยากาศ สร้างการเรียนรู้ ให้ที่ตรงนี้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ให้กับเด็ก ๆ ได้ด้วย และอีกนัยหนึ่งคือการแทรกซึมวิถีธรรมชาติให้เข้าไปอยู่ในชีวิตคน 

และคนที่ว่านั้น ต้องไม่ใช่ใคร กลุ่มใด หรือพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่หมายถึงทุก ๆ คน

“เราไม่ชอบทำโปรเจกต์ที่ทำแล้วจบ แต่เราชอบที่จะทำไปด้วยกัน ถ้าวันหนึ่งที่เราโตได้ เราก็จะไปช่วยเพื่อนข้างเคียง ตำบลข้างเคียง เคยอยู่ที่นี่มาก่อนแล้วเขาก็ย้ายไปพัฒนาที่อื่นต่อ เพราะแม่ทาเริ่มอยู่ได้ มีสหกรณ์ เริ่มมีเงินหมุนเวียน เมื่อเราช่วยให้เขาอยู่ได้ เขาก็จะพัฒนาไปทำเรื่องอื่น ๆ ต่อไปได้”

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

ศูนย์เพาะเมล็ดพันธุ์อินทรีย์กรีนเนท

จากศูนย์การเรียนรู้ของอั๋น ส่งต่อมาที่ศูนย์เพาะเมล็ดพันธุ์อินทรีย์กรีนเนทของ ปุ้ย-มัทนา อภัยมูล ผู้จัดการศูนย์เกษตรอินทรีย์กรีนเนท ที่ทำเกษตรอินทรีย์มาตั้งแต่หลังเรียนจบ นับช่วงเวลาได้ประมาณ 18 – 19 ปี

“ครอบครัวเราทำประเด็นอินทรีย์ พ่อเราเป็นผู้นำชุมชน ก่อตั้งกลุ่มทำเกษตรอินทรีย์มาก่อนในตอนเริ่มต้น ด้วยความที่เราสัมผัสกับยุคบุกเบิกมาตั้งแต่ 6 ขวบ ในยุคพ่อแม่คือที่ดินไม่พอ น้ำไม่พอใช้ ป่าโดนทำลาย สารเคมีเข้าสู่ชุมชน ตอนนี้เลยถึงเวลาที่เป็นยุคต่อยอดครอบครัว”

เมื่อเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นอินทรีย์ งดใช้สารเคมี ดินและระบบนิเวศจึงถูกทำลายน้อยลง ณ ตอนนี้เรียกได้ว่าแม่ทาคือต้นแบบความออร์แกนิกร้อยเปอร์เซ็นต์ แม้แต่บ้านเรือนที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการวิสาหกิจชุมชนโดยตรง ก็ปลูกพืชสร้างรายได้ เลี้ยงชีพตัวเองกันเป็นกิจวัตร

การเพาะพันธุ์เมล็ดเกษตรอินทรีย์เริ่มต้นจากการสำรวจและรวบรวมเมล็ดพันธุ์ในชุมชนตัวเองก่อน โดยมองจุดเด่นของชุมชนว่ามีเมล็ดพันธุ์ไหนน่าสนใจ และน่าจะเป็นพืชที่สร้างอาชีพให้กับกลุ่มได้ หลังจากนั้นก็เอามาวิจัยและคัดพันธุ์ โดยการศึกษาทดลองปลูกดูลักษณะพันธุ์ รวมถึงขยายพันธุ์ให้เกษตรกรในชุมชน

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

ปัจจุบันเมล็ดพันธุ์ที่ผลิตที่นี่ทั้งหมดเป็นแบบยั่งยืน นั่นคือการเลือกเมล็ดพันธุ์ที่ไม่เปลี่ยนพันธุกรรมเดิม คัดเลือกพันธุ์ที่แข็งแรง เข้ากับสภาพอากาศบ้านเราได้ เพราะปุ้ยมองว่า “เรามองที่ความยั่งยืนของเกษตรกรมากกว่าจะลดต้นทุน สร้างรายได้” 

ตอนแรกปุ้ยก็ทำแค่เมล็ดพันธุ์ แต่นับจากนั้น 2 ปี เธอก็เริ่มผลิตต้นกล้าจำหน่ายด้วย เพราะมีกลุ่มเชื่อมกับทางสหกรณ์อยู่แล้ว ประกอบกับมีคนในชุมชนหรือนอกชุมชนเองที่ต้องการต้นกล้า ง่ายต่อการนำไปปลูกมากกว่าการเพาะเมล็ดเอง ซึ่งในเรื่องกระบวนการ ทุกอย่างต้องอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เป็นจังหวะเดียวกันกับที่เซ็นทรัล ทำ เข้ามาช่วยสนับสนุน 

โมเดลเกษตรอินทรีย์แม่ทา โครงการสร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกับ Central Tham

“ทางเซ็นทรัล ทำ มาช่วยในระหว่างทางที่เราต้องการ ช่วยด้านการจำหน่าย โดยจัดให้มีโรงเรือน เพราะบางครั้งพืชเจอปัญหาฟ้าฝน ปลูกมา 5 – 6 เดือน สุดท้ายเสียหาย แล้วก็มีโรงแพ็กและเครื่องเป่าทำความสะอาด พอมาทำเรื่องเมล็ดแล้วมันก็จะสัมพันธ์กับเรื่องกฎหมาย จึงต้องมีอาคารที่ชัดเจน มีพื้นที่แพ็กชัดเจน มีอุปกรณ์ที่ตอบโจทย์เงื่อนไขของกฎหมาย ซึ่งเซ็นทรัล ทำ เขามาสนับสนุนในส่วนนี้” 

การที่เซ็นทรัล ทำ เข้ามาช่วยสนับสนุนในครั้งนี้ เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรและผลผลิตเป็นอย่างมาก และมากไปกว่านั้น เมื่อชาวบ้านเห็นว่าสิ่งนี้ทำแล้วเลี้ยงชีพได้และไปได้ดี จึงก่อเกิดเป็นคลื่นที่พัดพาคนในชุมชนให้มาทำด้วยกัน

“พอเป็นสิ่งที่เรารัก ที่เราชอบอยู่แล้ว แล้วเราดันมีกลุ่ม เพื่อนฝูง น้อง ๆ กลับมารวมตัวกัน ยิ่งเหมือนเพิ่มพลังให้เรา ถึงจะท้อบ้างบางช่วงแต่เราก็ยังมีเพื่อน ที่สำคัญคือเรามีเครือข่าย เรามีโซนอีสาน โซนใต้ และอีกหลาย ๆ เครือข่ายที่มีใจเดียวกัน คิดแนวทางเดียวกัน และอีกสิ่งที่เราคิดว่าเป็นสัญญาณที่ดีมาก คือการมีคนรุ่นใหม่มาร่วมด้วย”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

แม่ทาถือว่าเป็นโมเดลตัวอย่างหนึ่งของการทำเกษตรอินทรีย์ให้แก่ชุมชนอื่นได้เป็นอย่างดี เป็นพื้นที่เรียนรู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด เพราะทุกคนต่างมาเรียนและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ซึ่ง ณ ตอนนี้ มวลความรู้เกษตรอินทรีย์แม่ทาได้ขยายวงกว้างต้อนรับคนรุ่นใหม่ที่หันมาให้ความสนใจ มีนักศึกษาทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมาขอฝึกงานที่นี่ เพื่อลองดูว่าการทำเกษตรอินทรีย์ตอบโจทย์หรือสร้างโอกาสให้ชีวิตอย่างไรได้บ้าง

“พี่ว่าสิ่งนี้มันยั่งยืนกับทั้งตัวเอง สิ่งแวดล้อม และสังคม เพราะการทำเกษตรอินทรีย์พ่วงไปกับหลายมิติ เศรษฐกิจ ชุมชน สังคม อย่างที่เขาว่ากัน มันสัมพันธ์กันหมด พี่คิดว่าสิ่งที่ทำสร้างแรงบันดาลใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับคนที่มาพบเจอ อย่างน้อยก็เป็นจุดเล็ก ๆ ที่จะไปสะกิดใจเขา แล้วแต่ว่าจะเป็นประเด็นไหนของแต่ละคน เพราะทุกคนมาจากครอบครัวหรือพื้นที่ต่างกัน อาจจะเติมฝันให้เขาได้ไปคิดต่อ” 

นี่คือมุมมองความยั่งยืนและความเชื่อมั่นในการขยายผลของดีที่มีในบ้านเกิด จากคนที่โตที่แม่ทามาทั้งชีวิต

“พี่คิดว่าเส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่ยั่งยืนที่สุด คือยั่งยืนในความสุขของพี่ พี่เติบโตมาแนวนี้ พี่ชอบวิถีชีวิตแบบนี้ ได้อยู่กับธรรมชาติ อยู่ชุมชนที่มีพื้นที่ปลอดภัย มีอาหารปลอดภัย รู้ที่ไปที่มาของวัตถุดิบ มีผู้คนที่เข้าใจเรา รู้สึกเลยว่าฉันอยู่ที่นี่สุดยอดแล้ว เชียงใหม่มีความสุขที่สุดแล้ว”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

สหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทา

หากต้นน้ำคือการให้ความรู้ กลางน้ำคือการลงมือเพาะพันธุ์เมล็ด ปลายทางก็คือการทำให้ผลผลิตเหล่านั้นขายได้

“กว่าจะฝ่าฟันอุดมการณ์ว่าการทำเกษตรอินทรีย์เลี้ยงครอบครัวได้จริง แค่ด่านแรกก็ยากแล้วกับการเปลี่ยนใจคน” โด้-สราวุธ วงศ์กาวิน เจ้าหน้าที่การตลาดรวบรวมผลผลิตอินทรีย์แม่ทา เปรยความในใจถึงด่านแรก ก่อนที่ทุกสิ่งจะเกิดขึ้นกระทั่งวันนี้ 

อย่างที่รู้กันดีว่าการดิ้นรนมาทำงานในสังคมเมือง ดูมั่นคง เลี้ยงตัวเองได้ เป็นมายาคติที่คงอยู่ในหลายพื้นที่ต่างจังหวัด เพราะปัจจัยคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐานกระจายไปไม่ทั่วถึง อย่างเรื่องดินน้ำสะอาด ไฟฟ้าทั่วถึง การคมนาคมสะดวก ฯลฯ ในบางพื้นที่ยังเป็นเรื่องหาได้ยากหรืออาจจะยังไม่เกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้ทำให้หลายคนต้องหาทางสร้างตัว หาทางไปสู่ความสบายมากกว่าจุดที่เป็นอยู่ หลายครั้งไม่ใช่พวกเขาไม่อยากอยู่บ้านหรือสร้างอาชีพจากทรัพยากรที่มี แต่เป็นเพราะไม่รู้จะเริ่มยังไง ทำแล้วจะไปต่อได้ไหม วิธีที่ยั่งยืนคืออะไร

เมื่อก่อนประเทศส่งเสริมอุตสาหกรรมปฏิวัติเขียว ใช้สารเคมีเร่งผลผลิต เลยทำให้ดินเสื่อมโทรม “ตอนผมเล็ก ๆ เห็นปลาในน้ำเป็นโรค เราไม่รู้เกิดจากอะไร พอโต อ้อ ยาฆ่าแมลง ซึ่งพวกเราเองก็กินเข้าไปด้วย” 

โด้เล่าว่าองค์ความรู้ของคนรุ่นก่อนไม่ได้มีมากเหมือนในปัจจุบัน เนื่องจากสมัยนี้มีสื่อให้ความรู้ที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ประจวบกับจังหวะที่คนเริ่มป่วยเยอะขึ้นจากการกินอาหารที่ปนเปื้อนสารเคมี เขาเลยเริ่มทำสิ่งนี้จากศูนย์ เริ่มโดยที่ยังไม่รู้ว่าต้องทำยังไง มีเพียงเป้าหมายเดียว คือทำยังไงก็ได้ให้ผลผลิตพวกนี้ขายได้ เขาตัดสินใจอย่างไม่ลังเลด้วยเซนส์ที่ว่า “เรารู้สึกว่าเรามาถูกทาง” 

“เรื่องการทำการตลาดที่ผมทำอยู่ตอนนี้ คือผมจบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมันคนละโลกกันเลย ไม่มีพื้นฐานอะไรเลย แต่ผมมีใจรัก ผมคิดว่าทำยังไงก็ได้ให้ขายได้ แค่นั้นเลยจริง ๆ ผมไม่มีพื้นฐานเลยว่าจะต้องทำโปรโมชันอย่างนั้นอย่างนี้ เราทำไปโดยอัตโนมัติ สิ่งที่ได้ทุกวันนี้จึงมาจากการสั่งสมประสบการณ์”

ในตอนแรก เขาเริ่มจากการผลิตกินเอง เหลือกินก็ค่อยเอาไปขาย พอการสื่อสารไวขึ้น การตลาดเปิดกว้างมากขึ้น ชาวชุมชนทั้งหลายเลยมานั่งจับเข่าคุย สรุปบทเรียนว่าขาดเรื่องอะไร ทำมานานจะ 30 ปีแล้ว ทำไมยังขยายผลได้ไม่มากพอ

“เมื่อก่อนเราผลิตไม่เป็น จะไปบอกใครว่านี่เป็นผลผลิตที่ดีนะ ออร์แกนิกนะ ซื้อเถอะ ซึ่งผู้บริโภคยังไม่ค่อยเข้าถึง การขยายผลเลยน้อย ต้องวางแผนการผลิตแต่แรก ไม่ใช่ปลูกไปก่อนเดี๋ยวขายได้เอง เพราะสุดท้ายภาระจะตกที่เกษตรกร ทั้งต้นทุนที่เสียไป แรงงาน ผลผลิตเหลือทิ้ง” หลังจากตกผลึกได้ ทีมสหกรณ์ก็ขยับขยายหาช่องทางโมเดิร์นเทรด ซึ่งนั่นเป็นจังหวะเดียวกับที่กลุ่มเซ็นทรัลเข้ามา ช่วยทำให้ผักได้รับการยอมรับและมีมาตรฐาน

“เซ็นทรัลมาถูกจุดมาก เป็นจุดคอขวดที่แม่ทาขาด มันเป็นเรื่องของการตลาด การค้าขาย และเรื่องของการสนับสนุน”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

หลังจากผลผลิตส่งมาถึงที่นี่ ก็เข้าสู่กระบวนการแพ็ก โดยหัวใจสำคัญคือ ผักต้องสะอาดมาจากแปลง อันไหนสะอาดแล้วก็แบ่งตามออเดอร์เพื่อไปเข้าแพ็ก ซึ่งอุณหภูมิในห้องต้องเย็นพอสำหรับรักษาอายุผัก “เมื่อก่อนเราคัดแยกกันในห้องธรรมดา ไม่มีแอร์ ทีมเซ็นทรัล ทำ เห็นเขาก็บอกว่าต้องเย็นทั้งผักและคน เขาเลยสนับสนุนติดแอร์ให้ มาทีละอย่างตามความเหมาะสม”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

จากการมีห้องเย็นสำหรับแพ็กผัก ทำให้ยืดอายุผักได้นานขึ้นเป็นเท่าตัวจาก 3 เป็น 6 วัน และต่อมาก็ได้รับการสนับสนุนรถห้องเย็นขนผักแทนการใช้ซาเล้ง ซึ่งมีอุณหภูมิความเย็นเพียงพอ ทำให้ผักสดคงคุณภาพไปได้ถึงปลายทาง ถือเป็นการสร้างมาตรฐานของสหกรณ์ และลดปริมาณพืชผักเสียหาย

ตั้งแต่ผลผลิตได้วางขายที่ท็อปส์ การขายก็กระจายไปเยอะ เหมือนได้รับการยอมรับระดับหนึ่ง

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

“พอสินค้าแม่ทาขึ้นห้าง คนก็รู้จักเยอะขึ้น พอการตลาดดีขึ้น คนทำก็มากขึ้น พื้นที่ก็ขยายไปหลายครอบครัว”

การสนับสนุนปัจจัยที่จำเป็นในด้านการตลาดที่เซ็นทรัล ทำ ส่งผลแผ่ขยายเป็นวงกว้าง ไม่ได้หยุดแค่ผักไม่เหี่ยวหรือคนมีรายได้เสถียรขึ้น

แต่เหนือสิ่งอื่นใด ไม่มีผลผลิตหรือธุรกิจไหนมั่นคงไปตลอด เรื่องนี้เป็นสิ่งที่โด้และทีมเข้าใจดี เขาจึงมีความคิดที่เปิดกว้างอยู่เสมอ “อีก 5 ปี 10 ปี สมมติเขาประกาศว่าน้ำมันพืชหรือน้ำมันหมูมันกินไม่ได้นะ มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าเกิดว่ามีประกาศห้ามกินมันหวานขึ้นมา ก็ต้องเปลี่ยนไปกินอย่างอื่น คือเราพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนไปกับมัน เรามีดิน มีน้ำ มีอากาศ เราไม่กลัวอะไร เพราะอาหารสำคัญที่สุด ท้ายที่สุดก็ต้องกิน”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน
ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

จะขายอะไรก็ได้ มีแค่สิ่งเดียวที่ทีมตั้งเป้าคือ ‘ทำยังไงก็ได้ทุกวิถีทางให้สิ่งนั้นขายออกได้อย่างมีคุณภาพ’

“ผมไม่เคยคิดว่ามันอยู่ตัวแล้วแหละ ไม่เคยคิด ยิ่งผมทำเรื่องการตลาดยิ่งเข้าใจเรื่องนี้เลย ไม่มีอะไรแน่นอนในโลก คิดว่าที่ผมปลูกมันหวานญี่ปุ่น มันจะเป็นตัวยั่งยืนของแม่ทาไปตลอดเหรอ ไม่ใช่เลย มันก็เป็นแค่ช่วงนี้ แล้วผมก็จะทำมันให้ดีที่สุด แค่นั้นแหละ” 

การท่องเที่ยววิถีชุมชน

สุดท้ายสิ่งใหม่ที่กำลังอยู่ในกระบวนการคิดและลงมือทำ คือการทำให้ตำบลแม่ทาเป็นแหล่งท่องเที่ยววิถีชุมชนครบครันทั้งเรื่องอาหาร กิจกรรม ไปจนถึงที่พัก

“พวกเราต้องการพัฒนาที่นี่ให้เป็นฟาร์มสเตย์ เป็นพื้นที่เล็ก ๆ ที่ใช้ความร่วมมือกันของคนในชุมชน พาคนในชนบทกับคนในเมืองมาเจอกัน”

ชุมชนแม่ทาร่วมกับเซ็นทรัล ทำ มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชนให้แข็งแรง สร้างอาชีพให้คนกลับบ้าน

วิวทิวเขาเบื้องหลังลานกว้างในภาพตรงหน้านี้ คือพื้นที่ของโฮมสเตย์ในรูปแบบฟาร์มสเตย์ที่จะสร้างขึ้นในอนาคต “เมืองกับชนบทมันเริ่มใกล้เข้ามา และคนเมืองก็จะมาเรียนรู้ได้ เช่น ไปเดินป่า เชื่อเลยว่าที่นี่เป็น Hiking แบบ Hidden Place คุณจะได้เห็นอะไรที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ที่ตรงนี้ไม่เคยมีใครมา ไม่ได้มีแลนด์มาร์ก ไม่มีน้ำตกสวยอะไรหรอก แต่มันมีธรรมชาติที่เป็นอยู่แบบนี้”

ทั้งหมดทั้งมวลนี้เกิดขึ้นเพราะต้องการดึงศักยภาพพื้นที่ พัฒนาสร้างอาชีพให้คนกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านได้ เพราะทุกพื้นที่มีของดีไม่แพ้กัน แต่ปัญหาคือการกระจายความเจริญและคุณภาพชีวิตที่เท่าเทียมเข้าไม่ถึงทุกคน คนในพื้นที่เลยต้องลุกขึ้นมาทำอะไรที่พอทำได้ โดยชุมชนแม่ทาได้รับการสนับสนุนจาก ‘เซ็นทรัล ทำ’ ทำร่วมกันเพื่อหวังขับเคลื่อนให้สังคมเกิดความเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น

Writer

ปิยฉัตร เมนาคม

หัดเขียนจากบันทึกหน้าที่ 21/365 เพิ่งค้นพบว่า สลัดผักก็อร่อย หลงใหลงานคราฟต์เป็นชีวิต ของมือสองหล่อเลี้ยงจิตใจ ขอจบวันง่าย ๆ แค่ได้มองพระอาทิตย์ตกจนท้องฟ้าเปลี่ยนสี วันนั้นก็คอมพลีทแล้ว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load