The Cloud x British Council
For English Version,  Click Here

“Touch me! I’ve been washed about 10 times! The more I am washed, the softer I get!”

ข้อความบนป้ายกระดาษที่แขวนคู่กับเสื้อผ้าฝ้ายเรียบๆ อ่อนโยนของ FolkCharm เชิญชวนจนเราอดใจไม่ไหว ต้องเอื้อมมือไปสัมผัสความนุ่มดูสักที นอกจากมั่นใจในคุณภาพว่ายิ่งซักยิ่งนิ่มและไม่หดตัว (เพราะทางแบรนด์ซักให้หดเรียบร้อยก่อนนำมาขาย) ป้ายยังบอกอีกว่าเสื้อผ้าของ FolkCharm มีสรรพคุณดังนี้

  • ทำจากฝ้ายที่ปลูกโดยชุมชน ปลอดสารเคมี 100 เปอร์เซ็นต์
  • เป็นฝ้ายทอมือ ทอจากเส้นใยฝ้ายเข็นมือ
  • สามารถซักด้วยเครื่องซักผ้าได้

ผ้าฝ้าย, คราฟต์, FolkCharm, ชุมชน, ธรรมชาติ

การเล่าเรื่องวัตถุดิบและคุณภาพอย่างประณีตโดดเด่นเหมือนแบรนด์ญี่ปุ่น แต่ FolkCharm เป็นแบรนด์ผ้าฝ้ายชั้นยอดของไทยเราเอง จากเสื้อสวยน่ามอง เราแกะรอยไปพบเจ้าของแบรนด์ ลูกแก้ว-ภัสสร์วี โคะดากะ ที่ห้องทำงานไม้ในสวนข้างบ้านของเธอ เธอใส่เสื้อผ้าของ FolkCharm อย่างเป็นธรรมชาติ เธอดูกลมกลืนไปกับโลกใบย่อยนี้ มันเป็นส่วนหนึ่งของเธอ เช่นเดียวกับที่เธอก็เป็นส่วนหนึ่งของมัน 

ความวิเศษของเสื้อผ้า กระเป๋า และข้าวของ จากฝ้ายธรรมชาติเหล่านี้ไม่ได้จบเพียงแค่เท่าตาเห็นและมือสัมผัส ยังมีเส้นเรื่องทอสายต่อไปถึงผู้คนอีกมากมาย ตั้งแต่คนปลูกฝ้ายในจังหวัดเลยจนถึงลูกค้าชาวญี่ปุ่น เกาหลี และต่อยอดเลยไกลจนกลายเป็นชุมชนงานคราฟต์เพื่อสังคมที่น่าติดตาม 

ผ้าฝ้าย, คราฟต์, FolkCharm, ชุมชน, ธรรมชาติ

ชาวบ้านชาวเมือง

ภัสสร์วีเริ่มสนใจทำงานเพื่อสังคมอย่างจริงจังตั้งแต่ตอนเรียนปริญญาโท สาขาการวางแผนพัฒนาภูมิภาคและชนบท ที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย และทำวิจัยเรื่องอำนาจทางเศรษฐกิจและสังคมของสตรีที่ทำงานที่บ้าน ส่งให้เธอได้ไปเห็นปัญหา เมื่อคนที่ทอผ้าซึ่งขายได้ราคาหลักหมื่น กลับมีรายได้ตกมาถึงตนเพียงไม่กี่ร้อยบาท ความห่างจนน่าตกใจนี้ทำให้เธอคิดว่าต้องทำอะไรสักอย่าง

เมื่อเรียนจบมา เธอตัดสินใจเข้าทำงานประจำในองค์กรเพื่อสังคมจาก สสส. ในตอนแรก ก่อนจะเปลี่ยนเป็นองค์กรระหว่างประเทศ ถึงแม้ทั้งสองที่จะสร้างงานที่มีผลกระทบด้านบวกต่อสังคมจริงๆ แต่ตัวเธอเองกลับรู้สึกว่ากำลังนั่งทำงานไปวันๆ และผลาญเงินเดือนไม่น้อยไปกับสิ่งฟุ่มเฟือย เมื่อจบวันก็เหลือเพียงโจทย์ในจิตใจที่ยังไม่ได้รับการเติมเต็ม

ผ้าฝ้าย, คราฟต์, FolkCharm, ชุมชน, ธรรมชาติ

ในขณะเดียวกัน ภัสสร์วีเป็นคนชอบงานประดิษฐ์อยู่แล้วตั้งแต่เด็ก โดยความฝันของเธอคือ การได้วาดรูป ทำงานฝีมือ จึงไม่แปลกถ้าเธอเองจะชอบไปเดินงาน OTOP เป็นประจำ แต่สิ่งที่เธอพบคือ เธอเองไม่ค่อยได้ซื้ออะไรเลย เพราะสินค้าส่วนใหญ่มักแพงเกินไป หรือไม่ก็ไม่ค่อยทนทานนัก “เราคิดว่ามันมี Gap อยู่ ทำไมเราจะทำของที่มันดีขายไม่ได้ งานทอ งานย้อม กว่าจะเป็นผ้าได้ มันยากมาก แต่ดันตกม้าตายตอนดีไซน์ หรือตอนตัดเย็บไม่มีคุณภาพ เราเลยคิดว่าอยากจะลองทำอะไรเองดู” เธออธิบายที่มาที่ไปให้เราฟัง

จากจุดนั้น ทำให้หญิงสาวผู้ไม่ชอบงานธุรกิจอย่างเธอศึกษาทดลองมาเรื่อยๆ และทำให้เธอได้พบพานกับโลกอีกใบที่แตกต่างจากชีวิตคนกรุงของตนอย่างสิ้นเชิง นั่นคือชีวิตชุมชนในต่างจังหวัด ที่แม้ไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีไฟ ไม่มีน้ำ พวกเขาก็ยังใช้ชีวิตอยู่ได้ “เคยมีคนถามเหมือนกันว่าทำไมเขาอยู่อย่างนี้แล้วมีความสุข เหนื่อยชิบเป๋งเลย เขาก็ตอบว่า มีทุกอย่างที่ต้องการอยู่แล้ว ทำไมจะไม่มีความสุข” ความประทับใจที่ติดมากับคำตอบเรียบง่าย ทำให้ภัสสร์วีอยากเล่าเรื่องของคนกลุ่มนี้อย่างตรงไปตรงมา ให้คนกรุงแบบเธอได้ลองฟัง

ความฝันของเธอเหล่านี้ หลอมรวมกันออกมาเป็นคุณค่าที่บรรจงใส่ไปในแบรนด์ FolkCharm

เรียบง่ายแต่แตกต่าง

“FolkCharm ทำอะไร ทอผ้าเราก็ทอไม่เก่ง แต่มีคนที่ทอเก่ง ปลูกฝ้ายก็ไม่ได้ปลูกเก่ง แต่ได้เกษตรกรที่ทำฝ้ายเก่ง การตัดเย็บที่กรุงเทพฯ เองเราก็ได้ช่างฝีมือที่เก่ง” แบรนด์นี้เป็นเสมือนศูนย์รวมคนหลายความสามารถ ตั้งแต่เกษตรกรในจังหวัดเลย เหล่า ‘ป้าๆ’ มือทอผ้าจากกลุ่มชุมชน รวมถึงช่างตัดเย็บรุ่นเก๋าในย่านบางกะปิ ทุกคนต่างทำงานของตนอย่างชำนาญ สิ่งที่ FolkCharm เข้าไปช่วยเหลือจึงมีเพียงสองอย่างหลักๆ คือการนำคนเหล่านี้มาทำงานต่อกันเป็นระบบ และการทำให้งานเหล่านี้ขายได้ในหมู่คนกรุง

ผ้าฝ้าย, คราฟต์, FolkCharm, ชุมชน, ธรรมชาติผ้าฝ้าย, คราฟต์, FolkCharm, ชุมชน, ธรรมชาติ

เนื่องจากต้องการแก้ปัญหาเรื่องดีไซน์และคุณภาพ ผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้นของแบรนด์จึงใส่ใจใน 2 จุดนี้อย่างมาก โดยแม้ภัสสร์วีจะไม่ได้เรียนด้านศิลปะหรือการออกแบบมา แต่ด้วยการคลุกคลีอยู่ในความเป็นญี่ปุ่นอยู่เสมอ ทำให้เธอตัดสินใจใช้สไตล์เรียบง่ายแบบญี่ปุ่นอย่างที่เธอชอบใส่มาเป็นธีมหลักของแบรนด์ ภาพลักษณ์ที่ออกมาจึงเป็นผ้าฝ้ายเนื้อนิ่มสีครีมและน้ำตาล บางส่วนใช้สีของฝ้ายโดยไม่ย้อม บางส่วนย้อมสีธรรมชาติ เมื่อลองจับดูจะพบว่าแม้ผ้าจะนิ่มแต่ทนทาน ตะเข็บทุกส่วนเก็บเรียบร้อย เห็นครั้งแรกก็ตกหลุมรักแล้ว เมื่อหยิบมาลองก็จะยิ่งตัดใจไม่ได้เข้าไปใหญ่

แต่งานดีไซน์ไม่ใช่หน้าที่ของเธอแต่เพียงผู้เดียว เพราะป้าๆ แต่ละคนต่างก็มีความถนัดและความสร้างสรรค์แตกต่างกัน รวมถึงวัตถุดิบธรรมชาติที่นำมาใช้เป็นสีย้อมผ้าก็มีมากน้อยแล้วแต่ฤดูอีกด้วย ผลงานที่ออกมาจึงเป็นการออกแบบร่วมกัน โดยช่างทอช่างตัดเย็บมีหน้าที่เสนอดีไซน์มา ส่วนภัสสร์วีก็จะส่งข้อชี้แนะจากสายตาคนซื้อกลับไป ทำให้งานที่ออกมาไม่ฝืนธรรมชาติ แต่ดูทันสมัยและเป็นสากล

ผ้าฝ้าย, คราฟต์, FolkCharm, ชุมชน, ธรรมชาติ ผ้าฝ้าย, คราฟต์, FolkCharm, ชุมชน, ธรรมชาติ

ภัสสร์วีโชว์ฝีมือการออกแบบอันแหวกแนวของเหล่าป้าให้ฉันดูด้วยความภาคภูมิใจ เช่น ป้าคนหนึ่งที่เข็นฝ้าย 3 รอบ ทำให้ฝ้ายมี 3 สีในเส้นเดียว พอทอเป็นผืนเลยเกิดเป็นลายแปลกตาคล้ายลายเสือ หรือป้าที่ตัดเย็บผ้าให้ออกมาเป็นผืนทรงกลม ซึ่งต้องใช้ความอดทนและละเอียดอ่อนอย่างมากเพื่อไม่ให้ชายผ้าลุ่ยออก เป็นต้น

ผ้าฝ้าย, คราฟต์, FolkCharm, ชุมชน, ธรรมชาติ

“ตอนแรกที่เอาเสื้อผ้าไปให้ป้าๆ ที่เลยดูเขาก็ตื่นเต้นนะ เพราะเขาก็ไม่เห็นภาพว่าจะเย็บออกมาได้สวยเบอร์นี้” น้ำเสียงของเธอทั้งติดตลกและเบิกบาน

จากต้นฝ้ายถึงปลายผ้า

เมื่อให้เล่ากระบวนการตั้งแต่เริ่มผลิตถึงมือผู้ซื้อ ผู้ประกอบการคนเก่งก็พร้อมเล่าด้วยความภูมิใจ โดยบอกว่านี่คือ Ethical Process คือกระบวนการผลิตที่เป็นธรรมชาติในทุกขั้นตอน ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ออกมาดีกับทุกฝ่ายอย่างแท้จริง

ผ้าฝ้าย, คราฟต์, FolkCharm, ชุมชน, ธรรมชาติ ผ้าฝ้าย, คราฟต์, FolkCharm, ชุมชน, ธรรมชาติ

เริ่มจากการปลูกต้นฝ้าย เธอเลือกใช้เป็นพันธุ์ฝ้ายที่ชาวบ้านปลูกกันในพื้นที่นั้นอยู่แล้ว และปล่อยให้ใช้วิธีการของเขาเองในการปลูก นั่นคือปลูกก่อนหน้าฝน เพื่อให้มีน้ำหล่อเลี้ยงเพียงพอ แล้วเจ้าฝ้ายจะโตพร้อมให้เก็บหลังหน้าฝนพอดี รวมถึงภูมิปัญญาในการไล่แมลง ทำให้ไม่ต้องใช้สารเคมี ไร่ของพวกเขาจึงปลอดภัยกับทั้งธรรมชาติและสุขภาพชาวไร่ ต่างจากไร่ฝ้ายอีกมากทั่วโลกที่ประโคมน้ำและสารเคมีใส่ฝ้ายอย่างหนักหน่วง

ต่อมาที่การแปรรูป ฝ้ายของ FolkCharm เรียกว่าเป็นฝ้ายเข็นมือ โดยปกติโรงงานปั่นฝ้ายทั่วโลกจะทำหน้าที่แปรรูปฝ้ายจากต้นให้กลายเป็นเส้นใยพร้อมทอ แต่ในเมืองไทยมีภูมิปัญญาเก่าแก่เรียกว่า การเข็นมือ ซึ่งเป็นการปั่นฝ้ายด้วยมือ ซึ่งใช้เวลานานแต่ให้เส้นใยที่นุ่มกว่า

เพราะเป็นศาสตร์เก่าแก่ที่แทบจะเลือนหายไปจากหลายชุมชนแล้ว ทำให้ในช่วงแรกงานของป้าหลายคนจึงไม่ผ่านมาตรฐาน ภัสสร์วีไม่ได้ปฏิเสธพวกเขา แต่ให้เหล่าช่างทอหาทางเรียนรู้ศึกษาวิธีการทอจากคนอื่นในกลุ่มที่ชำนาญอยู่แล้ว เพียงให้โอกาสไม่นานผ้ากี่ต่อมาของป้าก็สวยเช้งไม่แพ้ใครแล้ว  

ผ้าฝ้าย, คราฟต์, FolkCharm, ชุมชน, ธรรมชาติ

ส่วนการตัดเย็บ FolkCharm ก็ใส่ใจไม่น้อยไปกว่าเรื่องการปลูกและการทอ เธอยึดมั่นในความสนใจเรื่องผู้หญิงทำงานที่บ้าน และตามหาช่างตัดเย็บรุ่นเก๋าผ่านเครือข่ายของช่างตัดเสื้อประจำครอบครัวเธอเอง จนรวบรวมได้เป็นกลุ่มช่างที่อยู่บ้านทั่วบางกะปิและลาดพร้าว ทุกคนเป็นผู้คร่ำหวอดในวงการ และมีความชำนาญแตกต่างกัน โดยเธอก็เลือกให้แต่ละคนทำในสิ่งที่ตนถนัด ผลงานที่ออกมาจึงประณีตสวยงามสมกับประสบการณ์นั่นเอง

ผ้าฝ้าย, คราฟต์, FolkCharm, ชุมชน, ธรรมชาติ

ดีต่อชุมชนและดีต่อใจ

ผ้าฝ้าย, คราฟต์, FolkCharm, ชุมชน, ธรรมชาติ

เพราะตั้งใจทำเพื่อชุมชน FolkCharm จึงส่ง 50 เปอร์เซ็นต์ของราคาขายเสื้อผ้าแต่ละชิ้นกลับสู่ชุมชนโดยตรง มีเสียงกระซิบบอกเรามาว่าในปีที่แล้ว แค่เงินที่กลับไปสู่ชุมชนผลิตผ้านั้นรวมแล้วถึงล้านกว่าบาทเลยทีเดียว และด้วยความที่ใครทำมากก็ได้มาก เมื่อหันไปดูสถิติที่จดไว้เกี่ยวกับผ้าที่รับมาแต่ละผืน เธอพบว่ามีป้าคนหนึ่งที่ได้เงินจากการทอผ้าให้ FolkCharm รวมแล้วถึงแสนกว่าบาท เผลอๆ อาจเยอะกว่าคนทำงานในเมืองบางคนอีก

ผ้าฝ้าย, คราฟต์, FolkCharm, ชุมชน, ธรรมชาติ ผ้าฝ้าย, คราฟต์, FolkCharm, ชุมชน, ธรรมชาติ ผ้าฝ้าย, คราฟต์, FolkCharm, ชุมชน, ธรรมชาติ

แม้อาชีพหลักของคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเป็นชาวนาชาวไร่ และการทอผ้าเป็นรายได้เสริม แต่สำหรับป้าหลายคนที่อายุมากจนไม่อาจทำงานในไร่นาได้ การมาร่วมงานกับ FolkCharm ทำให้เขากลับมามีรายได้อีกครั้ง

นอกจากสิ่งที่วัดได้ในเชิงตัวเลขแล้ว งานนี้ยังส่งผลด้านจิตใจด้วย เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้เหล่าผู้ผลิตได้ ‘เห็น’ ผู้ใช้ ภัสสร์วีมักจะนำสินค้าที่เสร็จแล้วและรูปถ่ายของลูกค้ามาให้เหล่าป้าดู รวมถึงจัดทริปเล็กๆ 2 – 3 วันเพื่อพาคนกรุงและชาวต่างชาติไปดูที่มาของผลิตภัณฑ์ นอกจากจะทำให้เกิดการตระหนักรู้ถึงคุณค่าของสิ่งที่ทำแล้ว ความภูมิใจในตัวเองของชาวบ้านก็สูงขึ้นด้วย ครั้งหนึ่งเธอเคยพาชาวเกาหลีและญี่ปุ่นที่สนใจใน FolkCharm ใส่เสื้อผ้าของแบรนด์เข้าไปที่หมู่บ้าน สร้างความตื่นเต้นให้ป้าๆ เจ้าของผลงานอย่างมาก

ผ้าฝ้าย, คราฟต์, FolkCharm, ชุมชน, ธรรมชาติ ผ้าฝ้าย, คราฟต์, FolkCharm, ชุมชน, ธรรมชาติ

ค่าทางใจไม่ได้อยู่แค่ที่เหล่าป้าๆ แต่ยังกระจายลงไปถึงหลานๆ ด้วย เด็กในหมู่บ้านที่อาจไม่มีโอกาสได้เห็นการทำฝ้ายเข็นมืออีกแล้ว เมื่อญาติผู้ใหญ่ของตนเริ่มกลับมาทำ หลายคนอาจไม่มีแรงพอทำคนเดียว จึงเรียกลูกให้มาช่วยดู มาช่วยเข็นฝ้าย มาช่วยทอผ้า เป็นการส่งต่อความรู้ไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง เพื่อรักษาวิถีฝ้ายเข็นมือให้ไม่เลือนหาย

สู่แฟชั่นที่ยั่งยืน

เมื่อถามถึงหนทางต่อจากนี้ ภัสสร์วีไม่อยากขยาย FolkCharm ให้ใหญ่ไปกว่านี้แล้ว สิ่งที่เธออยากทำคือการขยายแนวคิดของแบรนด์มากกว่า เธอจึงร่วมมือกับ GoWentGone, ภูคราม, Larinn และเพื่อนๆ ธุรกิจแนวเดียวกันในไทย ผนึกกำลังกันเป็น VolksKraft เครือข่ายที่คอยสนับสนุนธุรกิจงานคราฟต์ขนาดเล็กเพื่อสังคม ตั้งขึ้นเพื่อพาผู้ประกอบการมารู้จักกัน มาแบ่งปันความรู้ และช่วยกันผลักดันวงการเล็กๆ ของพวกเธอให้ใหญ่ขึ้น มีกิจกรรมทั้งตลาด เวิร์กช็อป และวงเสวนา เครือข่ายนี้ได้รับการสนับสนุนโดยโครงการ Crafting Futures ของ British Council ทั้งด้านเงินทุน การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการแต่ละราย การช่วยเชื่อมโยงเครือข่ายให้ใหญ่ขึ้น เช่น วิทยากรบางคนในงานเสวนาก็มาจากเครือข่ายนี้นี่เอง

ผ้าฝ้าย, คราฟต์, FolkCharm, ชุมชน, ธรรมชาติ ผ้าฝ้าย, คราฟต์, FolkCharm, ชุมชน, ธรรมชาติ

“ข้อดีคือเวลาเราอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม เวลาใครจะเข้ามาติดต่อกับเราก็ทำได้ง่ายขึ้น และมองเห็นถึงพลังของธุรกิจเหล่านี้ได้ชัดเจนขึ้น” ภัสสร์วีอธิบายสาเหตุที่มาของ VolksKraft พร้อมบอกเราว่ายิ่ง British Council ซึ่งสนับสนุนงานหัตถกรรมเพื่อสังคมและเชื่อมโยงเครือข่ายหัตถกรรมไทย-อังกฤษเข้ามาหนุนหลัง พวกเธอก็พร้อมจะสร้างการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นไปอีก

หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงคือ การเชิญชวนจากองค์การการค้าโลก (WTO) ให้พวกเธอไปเป็นตัวแทนของไทยที่จะประสานงานเกี่ยวกับ Fashion Revolution หรือการปฏิวัติทางแฟชั่น ขบวนการระดับโลกที่มุ่งมั่นทำให้กระบวนการผลิตสินค้าทางแฟชั่นโปร่งใส เป็นธรรมกับผู้ผลิต และดีต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น หากมองดูวงการแฟชั่นในปัจจุบัน จะพบเห็นสภาวะ Fast Fashion ในทุกหนแห่ง เพียงเพราะต้องตอบสนองความต้องการอันไม่มีที่สิ้นสุดของผู้บริโภค และสร้างกำไรให้ผู้ประกอบการผู้เดียว ทำให้เกิดการผลิตเสื้อผ้าที่เอาเปรียบผู้ผลิต และก่อมลภาวะมหาศาล สุดท้ายแล้วผลที่ออกมาจึงไม่ดีกับใครเลย

ผ้าฝ้าย, คราฟต์, FolkCharm, ชุมชน, ธรรมชาติ

“เราอยากให้มันกลับไปเป็น Slow Fashion อยากให้คนกลับไปถามว่าผ้าฉันมาจากไหน ให้ใส่สิ่งที่มีคุณค่า ไม่ต้องซื้อใหม่บ่อย จะได้ไม่ต้องสร้างขยะเพิ่มให้โลกนี้แล้ว” ในยุคสมัยที่ผู้ผลิตไม่เคยเห็นว่าใครใช้สิ่งที่ตัวเองผลิต และผู้ซื้อก็ไม่เคยรู้เลยว่าคนที่ผลิตสิ่งเหล่านี้มาให้พวกเขาคือใคร ส่วนสำคัญที่ขาดหายไปคือความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ทั้งผู้ประกอบการ ผู้ผลิตและผู้บริโภค นี่คือสิ่งที่กลุ่ม Fashion Revolution ต้องการนำกลับมาอีกครั้ง

อะไรจะสมบูรณ์แบบไปกว่าการมีเสื้อผ้าสวยๆ คุณภาพดีน่าซื้อใช้ ที่ไม่ทำร้ายใครและไม่ทำร้ายโลก

หากใครอยากได้ ตอนนี้แม้ไม่มีหน้าร้าน แต่ FolkCharm ก็ออกร้านตามงานต่างๆ อยู่ตลอด และมีเว็บไซต์ให้สั่งซื้อสินค้าได้ ถ้าสนใจลองเข้าไปดูรายละเอียดที่ shop.folkcharm.com

ภาพ : Folkcharm

Crafting Futures เป็นโครงการของ British Council ที่สนับสนุนงานคราฟต์ทั่วโลก โดยสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ระหว่างสหราชอาณาจักรและประเทศอื่นๆ เพื่อช่วยเหลือดีไซเนอร์และชุมชนให้ทำงานคราฟต์ที่ดีขึ้น ขายได้มากขึ้น และทำให้ผู้บริโภคเห็นคุณค่าของงานฝีมือมากขึ้น ถ้าสนใจกระบวนการพัฒนางานคราฟต์ อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่

นอกจากนี้ British Council ยังเป็นพันธมิตรระดับสากลร่วมกับ Fashion Revolution ถ้าสนใจแฟชั่นที่รักสิ่งแวดล้อมและเป็นธรรมกับผู้ผลิต อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Crafting Futures

ความสวยงามของงานคราฟต์ที่ไม่ถูกทำให้เป็นแค่กระแส

The Cloud x British Council

แขกไปใครมา ถ้าได้ยินชื่อ Chiang Mai Design Week ก็เป็นอันรู้กันว่านี่คือเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ที่รวบรวมความสร้างสรรค์ของทั้งนักออกแบบ ช่างฝีมือ ศิลปิน รวมถึงผู้ประกอบการธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เอาไว้เป็นประจำทุกปี และใน ค.ศ. 2020 งานจัดขึ้นภายใต้คอนเซปต์ ‘Stay Safe Stay Alive อยู่ดีมีสุข’ และเราก็ได้โอกาสไปเยี่ยมเยือนเทศกาลสุดสร้างสรรค์นี้ด้วย

Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก

พอสำรวจไปสักพัก ไม่น่าเชื่อว่าจะมีนิทรรศการที่ดึงดูดความสนใจและกระตุกจิตเราเอาไว้ได้ด้วยกระจกที่ตั้งอยู่ตรงทางเข้าของงาน

นิทรรศการที่น่าสนใจนี้เกิดจากการร่วมมือของ British Council และ Fashion Revolution องค์กรที่สนใจเรื่องงานคราฟต์และเมืองสร้างสรรค์ ร่วมมือกับเครือข่ายปฏิวัติวงการแฟชั่นให้เป็นเรื่องยั่งยืน ที่ต้องการบอกทุกคนว่าเสื้อผ้า ภาวะโลกร้อน สังคม และเศรษฐกิจคือเรื่องเดียวกัน 

ปฏิวัติแนวคิดเรื่องเสื้อผ้าให้กลายเป็นคำว่าหมุนเวียนมากกว่าใช้แล้วทิ้ง ผ่านมุมมอง เจ-พัชรวีร์ ตันประวัติ จาก British Council และ อุ้ง-กมลนาถ องค์วรรณดี จาก Fashion Revolution กับนิทรรศการและกิจกรรมในเทศกาลงานออกแบบแห่งเชียงใหม่
ปฏิวัติแนวคิดเรื่องเสื้อผ้าให้กลายเป็นคำว่าหมุนเวียนมากกว่าใช้แล้วทิ้ง ผ่านมุมมอง เจ-พัชรวีร์ ตันประวัติ จาก British Council และ อุ้ง-กมลนาถ องค์วรรณดี จาก Fashion Revolution กับนิทรรศการและกิจกรรมในเทศกาลงานออกแบบแห่งเชียงใหม่

เราเลยขอดึงตัว เจ-ดร.พัชรวีร์ ตันประวัติ ตัวแทนจาก British Council และ อุ้ง-กมลนาถ องค์วรรณดี ตัวแทนจาก Fashion Revolution มาพูดคุยกันถึงสิ่งที่พวกเขาทำ ทั้งนิทรรศการ Homegrown และกิจกรรม Circular Design Lab: Closing the Loops ที่จัดขึ้นเพื่อสื่อสารเรื่อง Circular Design ทางออกของโลกร้อนแก้ได้ด้วยการออกแบบหมุนเวียน 

01

โลกร้อน VS แฟชั่น

ตอบรับปีแห่งการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม British Council ร่วมมือกับ Fashion Revolutionในงาน Chiang Mai Design Week เพื่อรณรงค์ให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านแฟชั่น 

“British Council ทำงานด้านงานหัตถกรรมกับเครือข่ายช่างฝีมือและผู้ประกอบการมาตลอด โดยใน ค.ศ. 2021 ทางสหราชอาณาจักรและอิตาลีจะร่วมเป็นเจ้าภาพจัดประชุม The 26th session of the Conference of the Parties (COP26) ซึ่งเป็นการประชุมภาคีของประเทศที่ลงนามในอนุสัญญาด้านการเปลี่ยนสภาพทางภูมิอากาศที่กลาสโกว์ สกอตแลนด์ เราเลยอยากสื่อสารว่า เรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องของทุกคนผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่เราทำ” เจกล่าวถึงจุดเริ่มต้นของงาน

ส่วนทางอุ้ง ในฐานะผู้ประสานงานเครือข่ายประจำประเทศไทย ก็เริ่มแนะนำตัวว่า Fashion Revolution เป็นเครือข่ายนักออกแบบที่เริ่มต้นขึ้นในประเทศอังกฤษ ซึ่งตระหนักถึงผลกระทบของแฟชั่นที่มีต่อสิ่งแวดล้อมกับสังคม เรื่องแรงงาน รวมถึงเรื่องความเป็นธรรมในห่วงโซ่การผลิต ทำให้โครงการนี้ค่อยๆ ขยายไปเป็นกลุ่มอาสาสมัครทั่วโลก สิ่งที่กลุ่มนี้ทำคือสร้างความตระหนักรู้ให้กับทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ ผู้บริโภค และทุกคนที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนเรื่องแฟชั่นยั่งยืน ตัวอย่างคือกิจกรรมอย่างนิทรรศการและเวิร์กช็อปในงาน Chiang Mai Design Week 

Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก
Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก

ความร่วมมือระหว่าง British Council และ Fashion Revolution เกิดขึ้นในระดับสากลมาโดยตลอด ทำให้ทั้งสององค์กรในประเทศไทยอยากมาร่วมมือกันสื่อสารกับคนไทยรุ่นใหม่ เรื่องการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ผ่าน Circular Design หรือการออกแบบหมุนเวียน

ก่อนพูดถึงการแก้ปัญหา เราควรเข้าใจปัญหาเรื่องโลกร้อนกันก่อน ว่าทำไมการออกแบบ แฟชั่น หรือแม้กระทั่งเสื้อผ้า ถึงมีผลกระทบต่อสภาพอากาศมากมายขนาดที่เราต้องหยิบยกขึ้นมา 

“ในไทยตอนนี้ เวลาเราพูดถึงโลกร้อน เราก็จะนึกถึงแต่หลอดพลาสติก ถุงพลาสติก เพราะมันง่ายและเห็นชัดเจนว่าคือขยะ แต่สิ่งที่เราทุกคนไม่ได้มองว่ามันเป็นขยะ แท้จริงมันเป็นขยะปริมาณมหาศาลบนโลกก็คือเสื้อผ้า” อุ้งเอ่ย

“จริงๆ คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้ว่า เราทุกคนมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศ ทั้งวิธีการที่เราแต่งตัว หรือของที่เราใช้ในแต่ละวัน ยกตัวอย่างง่ายๆ เลย เมื่อวานนี้มีคนมายืนดูนิทรรศเราแล้วบอกว่า อ้าว ไม่เห็นรู้เลยว่าการซื้อกางเกงยีนส์ตัวหนึ่งใช้น้ำตั้งสามพันเจ็ดร้อยกว่าลิตรเลยเหรอ อุตสาหกรรมแฟชั่นจึงเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ส่งผลเสียต่อโลกในเชิงสิ่งแวดล้อมมากที่สุด” เจกล่าวเสริม

ทั้ง British Council และ Fashion Revolution จึงพยายามสร้างความตระหนักรู้ว่า เราทุกคนควรหันกลับมามองว่าเราบริโภคเสื้อผ้าได้อย่างไรบ้าง 

Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก

02

Circular Design 

จากสถิติ คนเราใส่เสื้อผ้าแค่ 1 ใน 4 ของบรรดาเสื้อผ้าที่เราครอบครองอยู่ ของที่เราเก็บไว้แม้ไม่สปาร์กจอยมีปริมาณมากเกินไป

อุ้งบอกความจริงอันน่าตกใจกับเราต่อไปอีกว่า “แค่ในตู้เสื้อผ้าเรา เสื้อที่เราไม่ได้ใส่ก็เยอะมากแล้ว และในองค์รวมของอุตสาหกรรมแฟชั่นเองก็มีผลต่อสิ่งแวดล้อม ผลกระทบรวมกันทั้งโลกมากกว่าสายการบินทุกประเทศรวมกันอีกนะ เพราะเดี๋ยวนี้อุตสาหกรรมแฟชั่นมันผลิตข้ามโลกแล้ว ทำให้เราศูนย์เสียคาร์บอนเยอะมาก ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากการผลิตและการขนส่งไปก็เยอะ แล้วอย่างการปลูกฝ้ายก็ใช้สารเคมีมหาศาล ไหนจะการฟอกย้อมอีกที่ทำให้เกิดน้ำเสียลงสู่ธรรมชาติอีก”

เมื่อลองคิดภาพตามแล้ว วงการอุตสาหกรรมเสื้อผ้าทำให้เกิดน้ำเสียถึง 1 ใน 5 ปริมาณน้ำเสียในโลกเลยทีเดียว แค่กางเกงยีนส์หนึ่งตัว ต้องใช้น้ำในการผลิตเท่ากับปริมาณที่คนใช้ดื่มกินถึง 3 ปี 

Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก
Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก

“สุดท้ายเป็นเรื่องของพลาสติกด้วย เพราะนอกจากฝ้ายแล้ว เส้นใยที่เป็นที่นิยมคือโพลีเอสเตอร์ใยสังเคราะห์ โดยหกสิบเปอร์เซ็นต์ของเสื้อผ้าบนโลกเป็นโพลีเอสเตอร์ ซึ่งทุกครั้งที่เราซักผ้า จะมีไมโครไฟเบอร์หรือเส้นใยพลาสติกเล็กๆ ที่เรามองไม่เห็น ไหลจากท่อระบายน้ำลงไปสู่ทะเล และมันก็จะวนกลับมาหาเราในจานข้าว”

หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องไมโครพลาสติกในปลาทูหรือในสัตว์น้ำกันมาบ้างไม่มากก็น้อย โดยที่หารู้ไม่ว่าส่วนหนึ่งของไมโครพลาสติกเหล่านั้นมาจากเสื้อผ้าของเราเอง

“มีแค่หนึ่งเปอร์เซ็นต์ของเสื้อผ้าเก่าที่ได้รับการรีไซเคิล ที่เหลือกลายเป็นขยะหมดเลย พอมันถูกฝังกลบอยู่ที่บ่อขยะ หมักหมมไปก็เกิดแอโรบิกแบคทีเรีย (Aerobic Bacteria) ซึ่งทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกและภาวะโลกร้อน ทุกอย่างในระบบอุตสาหกรรมแฟชั่นทำให้เกิดผลกระทบต่อโลกจริงๆ” 

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมทางเข้าของนิทรรศการถึงมีกระจกตั้งไว้ เพราะทางผู้จัดงานต้องการให้เหล่าคนบนโลกอย่างเรา ลองสำรวจตัวเองดูว่าเสื้อผ้าของเราฝากอะไรไว้กับโลกบ้าง 

แล้วทางออกสำหรับปัญหาเรื่องเสื้อผ้าที่มีต่อโลกร้อนคืออะไร 

Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก

เจตอบว่า “งานคราฟต์นี่แหละที่เป็นทางออกของปัญหา เพราะงานคราฟต์ล้วนแต่มาจากธรรมชาติ ทั้งฝ้ายหรือเส้นใยจากธรรมชาติ สีจากธรรมชาติ ใช้แล้วอยู่ในระบบได้นาน แต่หลายคนยังไม่รู้ เพราะคนรุ่นใหม่อาจยังไม่ได้เชื่อมไปถึงงานคราฟต์ ไม่รู้จะไปหาซื้อจากที่ไหน จะเข้าถึงได้ยังไง หรืออาจจะยังมีภาพจำของงานคราฟต์ที่ดูเชย มันก็เลยเป็นเป้าหมายร่วมกัน ว่าเราอยากนำเสนอให้คนเมืองหรือคนรุ่นใหม่ได้รู้จักแล้วก็เข้าใจงานหัตถกรรมดีไซน์ทันสมัยมากขึ้น

“รวมถึงการนำเสนอเรื่อง Circular Design หรือการออกแบบที่เลียนแบบวงจรชีวิตของธรรมชาติ ปกติแล้วเส้นทางของเสื้อผ้ามักถูกมองเป็นเส้นตรง เริ่มต้นจากผลิต ใช้ แล้วก็ทิ้ง แต่แนวคิด Circular คือความพยายามที่พอใช้เสร็จ มันกลับเข้ามาสู่ดินหรือย่อยสลายได้มากที่สุด นำกลับมารีไซเคิลให้ได้มากที่สุด

“การคิดแบบครบวงจรมาจากแนวคิดเรื่อง Circular Economy หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน ถ้าต้องการทรัพยากรที่เพียงพอต่อความต้องการคนบนโลก เราต้องใช้โลกถึงสองใบด้วยระบบเศรษฐกิจแบบเดิมที่เป็นเส้นตรง แต่ Circular Design สามารถตอบโจทย์เศรษฐกิจรูปแบบใหม่ แค่เราเปลี่ยนวิธีการบริโภคให้มันหมุนเวียน ก็มีส่วนช่วยในแนวทางที่ดีกับโลกได้” อุ้งกล่าวเสริม

Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก

03

Homegrown 

“เราตั้งชื่อนิทรรศการว่า Homegrown เพราะเรานึกถึงคำว่า Eco ซึ่งรากศัพท์มาจากคำว่า Home ที่แปลว่าบ้าน ดังนั้น เลยเลือกคำนี้มาใช้เป็นคอนเซปต์ของงานว่า ถ้าเราได้กลับมาเชื่อมโยงกับบ้าน กับชุมชน และกับธรรมชาติ อีกครั้ง ก็จะตอบโจทย์เรื่องโลกร้อนได้ ไอเดียหลักก็คือการออกแบบหมุนเวียน โดยเริ่มจากที่บ้าน ปลูกใกล้บ้าน พอย่อยสลายก็กลับเข้ามาในระบบได้อีกครั้ง” อุ้งบอกกับเราเช่นนั้น

นิทรรศการนี้บอกเล่าตั้งแต่ผลกระทบของแฟชั่นที่มีผลต่อสภาวะโลกร้อน ทั้งปัญหาจากการบริโภค Fast Fashion รวมถึงเสนอทางแก้ไข ว่าการออกแบบอย่างยั่งยืนจะช่วยให้เราไม่ฝากภาระไว้กับโลกในภายหลัง

“อุ้งได้ทุนของ British Council ไปเรียนที่อังกฤษเรื่องการออกแบบหมุนเวียนประมาณหนึ่งสัปดาห์กับเพื่อนๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกหกประเทศ พอเราคนเอเชียเข้าไปดู งานคราฟต์ที่เขามองว่าเป็นทางออก มันเหมือนภูมิปัญญาที่เราทำอยู่แล้วนี่ (หัวเราะ) เพราะมันเป็นสิ่งดั้งเดิมที่เราทำอยู่ มันมีความเป็นพุทธมากเลยนะ วัฏจักรของชีวิตที่ไม่มีอะไรอยู่ยงคงกระพัน วันหนึ่งมันต้องย่อยสลายกลับไปสู่ดิน แล้วเป็นประโยชน์ต่อชีวิตใหม่ๆ ต่อไป แล้วตอนนี้มันกลายเป็นอนาคตของวงการออกแบบ ที่นักออกแบบทั่วโลกกำลังหันกลับมามองวิถีของงานคราฟต์กัน” 

การคิดแบบ Circular Design แตกต่างจาก Eco-design ที่เราเคยได้ยิน ตรงที่เป็นกระบวนการคิดให้ครบลูป ตั้งแต่เริ่มออกแบบจนจบ ว่าเมื่อหมดอายุขัยของสิ่งของชิ้นนี้แล้ว มันจะกลับไปเป็นอะไรได้ 

“ถ้าเกิดระบบ Circular หลายๆ ที่ในเมืองไทย ก็จะเกิดความยั่งยืนของชุมชนของแต่ละเมือง จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราไม่ต้อง นำเข้าผ้า แต่ถ้าชุมชนปลูกได้เอง ช่างฝีมือและช่างเย็บตัดเย็บได้เอง ความเข้มแข็งของชุมชนจะเกิดตามมา” 

Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก
Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก

อุ้งเล่าว่า เกือบทุกแบรนด์เสื้อผ้าในนิทรรศการเป็นแบรนด์ที่ทำงานกับชุมชนจริงๆ ไม่ได้เป็นนักออกแบบที่ทำแล้วก็จบ แต่เป็นนักออกแบบที่เข้าไปทำงานกับชุมชนหรืออยู่ในชุมชนอยู่แล้ว เช่น กลุ่มไทลื้อ วานีตา ภูคราม FolkCharm เพื่อเป็นตัวอย่างว่า นี่แหละคือตัวอย่างแฟชั่นที่รักษ์โลกที่เราควรสนับสนุน

เจผู้ลงไปสัมผัสกลุ่มนักออกแบบในโครงการนี้เล่าสิ่งที่น่าสนใจของแต่ละแบรนด์ให้ฟังว่า 

FolkCharm ทำงานกับชุมชนที่ปลูกฝ้ายออร์แกนิกที่จังหวัดเลย ตั้งแต่ปลูก ทอเป็นผืน จนตัดเย็บ ซึ่งทำให้เกิด Local Impact ในแต่ละที่ที่เขาไปทำงานด้วย เราเลยอยากให้เป็นตัวอย่างสำหรับนักออกแบบรุ่นใหม่ที่สนใจเรื่องนี้ ส่วนกลุ่มไทลื้อ นักออกแบบที่มาทำงานกับช่างทอเขาก็อยากให้เกิดขยะน้อยที่สุดในกระบวนการผลิต ปกติเวลาเราจะตัดชุดหนึ่งชุด ถ้าวางแพตเทิร์นตามปกติแล้วมันก็จะมีขยะที่เหลือ เขาเลยออกแบบแพตเทิร์นแบบที่ชาวบ้านนำมาขายได้ ทำให้ไม่มีเศษผ้าเหลือทิ้งเลย ไปจนถึงคิดวิธีการทอให้ทำออกมาแล้วเป็นแพตเทิร์นได้เลย ตรงนี้จะเป็นนวัตกรรมเชิงความคิดต่อไป เพราะฉะนั้น งานคราฟต์ท้องถิ่น งานที่ชาวบ้านทำมันปลอดภัย ไม่มีอะไรร้ายแรงสำหรับโลกนี้”

สุดท้ายปลายทางของงานนิทรรศการ เราจะพบโต๊ะที่จะให้ผู้ร่วมงานสามารถมานั่งใช้เวลาออกแบบเสื้อผ้าให้กับตุ๊กตา หลายคนอาจคิดว่านี่เป็นเรื่องเด็กๆ แต่ผลลัพธ์ที่ได้ คืออีกก้าวของนักออกแบบรุ่นใหม่ที่ใส่ใจโลก

“อุ้งตั้งโจทย์ Design Your Future Dress ให้คนที่พอเขาชมนิทรรศการจบแล้ว ถ้าเขาอยากได้โลกแบบไหน ก็อยากให้เขาออกแบบเสื้อผ้าแบบนั้น เรามีทั้งดอกไม้ใบไม้มาให้ลองสร้างสรรค์เป็นชุดดู พอคนได้มาลองทำงานศิลปะ เขาก็จะมาคุยกัน สุดท้ายแล้วเขาก็จะเข้าใจว่าเรื่องโลกร้อนและเรื่องสังคมเป็นเรื่องเดียวกัน” 

Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก

04

Circular Design Labs 

นอกจากนิทรรศการที่คนทั่วไปอย่างเราจะเข้าถึงและเข้าใจเรื่องแฟชั่นยั่งยืนได้แล้ว ยังมีอีกหนึ่งกิจกรรม คือเวิร์กช็อปสำหรับเหล่าช่างฝีมือและนักออกแบบ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่อุ้งพัฒนามาจากการไปค่ายนักออกแบบกับ British Council เมื่อค.ศ. 2018

“เป็นเวิร์กช็อปเรื่อง Circular Design นี่แหละ แต่เราจะเน้นที่การแชร์กระบวนการคิดเพื่อความยั่งยืนกันมากกว่า เป็นค่ายที่อุ้งได้องค์ความรู้ที่ได้มาจากค่าย Circular Futures Lab ที่อังกฤษ ซึ่งตอนนั้นร่วมมือกับ Ellen MacArthur Foundation เป็นองค์กรที่ทำเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียนระดับโลกจริงๆ ในการขับเคลื่อนเรื่องนี้

Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก

“เขาตั้งโจทย์ให้นักออกแบบเลยว่า ทำยังไงให้ตอบสนองความต้องการผู้ใช้งานได้โดยไม่ทำร้ายโลก ปกติเราจะคิดว่าถ้าจะตอบสนองความต้องการมนุษย์ เราก็ต้องทำร้ายโลกใช่ไหม แต่สำหรับหลักการ Circular Design มันมาเติมเต็มช่องว่างตรงนี้ เราก็ได้เรียนรู้กระบวนการคิดว่ามีหลักการอะไรบ้างตั้งแต่ต้นจนออกมา ซึ่งจะเหมือน Design Thinking แล้วผนวกหลักการความยั่งยืนเสริมเข้าไป”

ในกลุ่มสตาร์ทอัพที่ยึดคนเป็นศูนย์กลางและทำเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย อาจรู้สึกว่า Design Thinking เป็นคำสามัญประจำกาย แต่สำหรับนักออกแบบยั่งยืน คำคำนี้อาจต่างออกไป

“จริงๆ Design Thinking ฮิตมากนะ คือการคิดโดยให้มนุษย์เป็นศูนย์กลาง คิดว่าจะทำยังไงให้ตอบสนองความต้องการได้แล้วก็จบ มันแค่ตอบโจทย์สำหรับมนุษย์ แต่ Circular Design จะชวนให้เราคิดว่าจะตอบสนองความต้องการมนุษย์ยังไงโดยไม่ต้องใช้ทรัพยากรมากขึ้น เสื้อหนึ่งตัวมีหลายวัตถุดิบที่มาประกอบกัน มีปัญหามากเวลารีไซเคิล เพราะว่าวัสดุทั้งธรรมชาติและสิ่งที่มนุษย์ทำ เช่น ซิป กระดุม ปนกัน แต่ปัญหานี้แก้ได้โดยการใช้ Circular Design เพราะมันคือการคิดตั้งแต่ต้นว่าทำยังไงให้สิ่งเหล่านี้ให้ถอดประกอบ แยกออกจากกัน รวมถึงแยกลงถังได้ คิดตั้งแต่เริ่มเลยว่าต้องไม่มีของเสียให้มากที่สุด รวมถึงคิดวัสดุใหม่ๆ เราเลยอยากมาแชร์ใน Chiang Mai Design Week ครั้งนี้ อยากจะแลกเปลี่ยนความรู้กับนักออกแบบรุ่นใหม่ๆ ดู” 

Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก
Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก

05

ความร่วมมือของคนต่อแฟชั่น

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ ความตระหนักรู้ที่เรามีคือขั้นแรก สิ่งที่เราควรทำในลำดับถัดไป คือการร่วมด้วยช่วยโลกผ่านเรื่องง่ายๆ อย่างแฟชั่น

 “อุ้งว่าการสนับสนุนแฟชั่นยั่งยืน คือการเลือกแบรนด์ที่มีผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคมในทางบวก อย่างแบรนด์ที่เรานำเสนอซึ่งช่วยสนับสนุนชุมชน เพราะนักออกแบบขายความคิดสร้างสรรค์ได้ เหมือนเราซื้องานศิลปะ มันจะเก๋และแตกต่างนะ เพราะเสื้อผ้าที่เราซื้อเล่าเรื่องได้ คนเดี๋ยวนี้อาจรู้สึกว่าใส่แบรนด์เนมไม่เก๋เท่าใส่งานคราฟต์อีกแล้ว” 

“ผู้บริโภคก็ค่อยๆ ลดการซื้อและใช้ซ้ำได้มากขึ้น เพราะเสื้อตัวหนึ่งมีอายุอยู่ได้ยี่สิบห้าปีขึ้นไป อย่างช่างฝีมือท้องถิ่น เขาก็ใส่เสื้อที่เขาทอเมื่อยี่สิบปีที่แล้วนะ คนละแนวความคิดกับ Fast Fashion เลย เพราะงานคราฟต์ ยิ่งเก่ายิ่งสวย ยิ่งใช้ยิ่งนุ่ม คุณค่าจะมากขึ้นตามเวลา มันวาบิซาบิ มันเก๋

“ประเทศอื่นๆ มองงานคราฟต์ว่าเป็นงานศิลปะที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งถูกสั่งสมมาหลายชั่วอายุคน แต่ของไทย เรามักเข้าใจว่างานคราฟต์เป็นงานชาวบ้าน เลยชอบต่อราคากัน ซึ่งตรงนี้ทำให้เกิดการลดทอนคุณค่าของงาน ตัวช่างเองก็รู้สึกไม่อยากทำ เพราะฉะนั้น ผู้บริโภคสามารถกำหนดทิศทางการผลิต ให้เขามีกำลังใจในการทำ และทำให้เขามีความภาคภูมิใจในการสร้างชิ้นงานมากขึ้นด้วย” เจเอ่ยเสริม

ปฏิวัติแนวคิดเรื่องเสื้อผ้าให้กลายเป็นคำว่าหมุนเวียนมากกว่าใช้แล้วทิ้ง ผ่านมุมมอง เจ-พัชรวีร์ ตันประวัติ จาก British Council และ อุ้ง-กมลนาถ องค์วรรณดี จาก Fashion Revolution กับนิทรรศการและกิจกรรมในเทศกาลงานออกแบบแห่งเชียงใหม่

นอกจากการอุดหนุนเหล่าช่างฝีมือชุมชนแล้ว อุ้งเสนอว่า ยังมีอีกหลากหลายทางเลือกที่เราในฐานะผู้บริโภคปัจจัย 4 อย่างเสื้อผ้าทำได้ทันที

“การคิดเรื่องเสื้อผ้ายั่งยืน ไม่ใช่แค่ว่าเราต้องซื้อเสื้อผ้าจากแบรนด์ยั่งยืนเท่านั้น จริงๆ แล้วมีทางเลือกมากกว่านั้น สเต็ปที่ง่ายที่สุด คือการกลับมาดูว่าตู้เสื้อผ้าของเรามีอะไรอยู่บ้าง และคิดว่าเราจะนำมา Mix and Match ใหม่ๆ ได้ยังไง

“เสื้อผ้าที่เราไม่ได้ใส่แต่เก็บไว้มากมาย ก็เพราะเราเบื่อแล้วหรือหาวิธีแมตช์ใหม่ๆ ไม่ได้แล้วนั่นเอง สาเหตุก็คือเราซื้อเสื้อผ้าตามเทรนด์มันก็เลยจะเก่าเร็ว ถ้าเราสามารถแมตช์ลุคใหม่ๆ ได้ก็ช่วยให้เราไม่ต้องซื้อเพิ่มอีก ซึ่งสิ่งนี้ในต่างประเทศเขาเรียกกันว่า Capsule Wardrobe เหมือนเป็นชาเลนจ์ว่าในหนึ่งเดือนเราจะแต่งตัวให้ได้สามสิบวัน สามสิบลุค ด้วยเสื้อผ้าแค่สิบสองชิ้น ซึ่งเป็นไอเดียสนุกๆ ที่ผู้หญิงทั่วโลกกำลังให้ความสนใจ

“หรือถ้าใครเราอยากได้เสื้อใหม่ ก็อาจจะไม่ต้องซื้อเพิ่ม แต่มาแลกกันดูไหม ซึ่งอันนี้ก็เป็นกิจกรรมที่ Fashion Revolution กำลังทำ คือเราจะชวนคนเอาเสื้อผ้าในตู้มาแลกกัน”

นอกจากการแลกเปลี่ยนเสื้อผ้า ยังมีการเช่ายืมซึ่งเป็นธุรกิจใหม่ของวงการแฟชั่นที่กำลังเกิดขึ้นด้วย ส่วนเสื้อผ้าเก่าๆ ก็น่าลองซ่อมแซมและดัดแปลงก่อนต้องทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย

เอาล่ะ เมื่อได้ไอเดียดีๆ ในการเป็นส่วนหนึ่งของแฟชั่นยั่งยืน คุณก็เข้าร่วมได้ง่ายๆ อย่ามัวรอช้าอยู่เลย มาเริ่มปฏิบัติการรันวงการแฟชั่นพร้อมการรักษาโลกใบนี้ไปพร้อมกันกันเถอะ

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

ชัยวัฒน์ ทาสุรินทร์

โด้เป็นช่างภาพดาวรุ่งจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นที่รักของเพื่อนๆ และสาวๆ ถึงกับมีคนก่อตั้งเพจแฟนคลับให้เขา ชื่อว่า 'ไอ้โด้ FC'

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load