29 สิงหาคม 2561
87.54 K

นี่คือ เรื่องของแบรนด์มารีเมกโกะ (Marimekko) ที่สาวๆ ควรส่งให้แฟนหนุ่มอ่าน

ภายใต้ดอกป๊อปปี้ หรือที่ชาวเราเรียกขานอย่างคุ้นเคยว่า ดอกอูนิกโกะ (Unikko) ดอกโตสีสด มีเรื่องราว ความรัก ความหวัง และพลังศรัทธาซ่อนอยู่ในนั้น

ก่อนจะเป็นแบรนด์ระดับโลกอย่างทุกวันนี้ ‘มารีเมกโกะ’ เริ่มขึ้นจากสาวนักโฆษณาผู้มีความหวังจะฟื้นชีวิตชีวาให้คนรอบตัวด้วยลายผ้าสีสันสดใส

จากโรงงานพิมพ์ผ้าเล็กๆ ในเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ กลายเป็นแบรนด์แห่งชาติ

ด้วยวิธีคิดนอกกรอบ หัวก้าวหน้า ขบถ การปลดแอก ชีวิตที่อยู่อย่างรื่นรมย์กับธรรมชาติ มินิมอลสไตล์ ความเฟมินิสต์ และการพูดเรื่องความเท่าเทียม Unisex ตั้งแต่ยุค 50

ใช่แล้ว คุณกำลังอ่านไม่ผิด ดอกไม้ดอกเดียวไม่มากพอจะบอกเล่าตัวตนทั้งหมดของมารีเมกโกะได้

หญิงสาว อย่างพวกเราก็เช่นกัน

The Cloud มีนัดหมายพิเศษกับ คุณนัศรีย์ อังศุสิงห์ ‘Vice President of Brand Management Group’ จาก TANACHIRA เพื่อพูดคุยถึงปรัชญาและวิธีคิดที่เปลี่ยนโรงงานเล็กๆ ในประเทศอันหนาวเหน็บ ให้กลายเป็นแบรนด์ออกแบบลายผ้าและสินค้าไลฟ์สไตล์ระดับโลกที่สาวๆ ทุกคนตกหลุมรัก

อย่าแปลกใจ หากคุณจะพาตัวเองไปฟินแลนด์หลังอ่านบทความนี้จบ

Marimekko, มารีเมกโกะ, ธนจิรา, TANACHIRA Marimekko, มารีเมกโกะ, ธนจิรา, TANACHIRA

01 Marimekko มีความหมายในภาษาฟินแลนด์ว่า ชุดกระโปรงเด็กผู้หญิง (Mary Dress)

02 Marimekko เริ่มต้นในวันที่ฟินแลนด์ตกอยู่ในภาวะฝืดเคือง

ในยุคที่ประเทศฟินแลนด์ถูกกดดันโดยสงครามจากประเทศรัสเซียและสวีเดนมาเป็นเวลานาน ผู้คนต่างหดหู่และโหยหาความงดงามในชีวิต อาร์มี ราเตีย (Armi Ratia) ซึ่งขณะนั้นทำงานในวงการโฆษณา คิดอยากออกแบบและผลิตสินค้าที่สวยงามแต่เปี่ยมไปด้วยฟังก์ชัน และมีคุณภาพดี ทนต่อสภาพอากาศที่โหดร้ายของประเทศฟินแลนด์ ซึ่งในวันที่อากาศร้อนที่สุดอุณหภูมินั้นอยู่แค่ที่ 10 องศา

ในปี 1949 อาร์มีและ วิลิโย ราเตีย (Viljo Ratia) สามี  จึงตัดสินใจซื้อกิจการโรงงานพิมพ์ผ้าและชวนศิลปินรุ่นใหม่ใกล้ตัว 2 – 3 คนมาร่วมทีมออกแบบลวดลาย หวังคืนความมีชีวิตชีวาให้คนในประเทศ โดยใช้กระบวนการพิมพ์ลายผ้าด้วยมือทั้งหมด ก่อนจะเริ่มใช้เครื่องจักรในการผลิตในเวลา 28 ปีต่อมา

Marimekko, มารีเมกโกะ, ธนจิรา, TANACHIRA

03 ขายหมดเกลี้ยงในงานแฟชั่นโชว์

ลายผ้าจากอาร์มีและทีมงานในนามโรงงาน Printex หรือชื่อเดิมก่อนเปลี่ยนเป็นมารีเมกโกะ เป็นที่ฮือฮาและชื่นชอบของชาวฟินแลนด์มาก แต่ไม่มีใครยอมซื้อเลยสักคนเดียว สิ่งที่อาร์มีทำคือ จัดแฟชั่นโชว์ขึ้นที่โรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองเฮลซิงกิ และยังไม่ทันที่นางแบบคนสุดท้ายจะเดินเข้าม่านไป เสื้อผ้าทุกตัวก็ถูกจับจองจนหมดเกลี้ยง 5 วันต่อมา ชื่อของมารีเมกโกะก็ถือกำเนิดขึ้น และตามมาด้วยร้านสาขาแรกในเฮลซิงกิ

04  Marimekko  ดังในข้ามคืนเพราะ แจ็กเกอลีน เคนเนดี้ สตรีหมายเลขหนึ่งจากสหรัฐ

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้มารีเมกโกะเปลี่ยนจากแบรนด์เล็กๆ ในฟินแลนด์กลายเป็นแบรนด์ระดับโลก มาจากสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐอเมริกาอย่าง แจ็กเกอลีน เคนเนดี้ (Jacqueline Kennedy) เลือกซื้อชุดมารีเมกโกะถึง 7 ชุด แทนชุดจากแบรนด์ดังที่ส่งมาให้จากฝั่งยุโรป ด้วยเหตุผลว่า “ไม่เห็นจำเป็นต้องใส่เสื้อผ้าแบรนด์ดังราคาแพงเลย เรียบๆ แบบนี้ก็สวยงาม” ก่อนจะเลือกใส่ขึ้นปกนิตยสาร Sports Illustrated เมื่อปี 1960 ทำให้มารีเมกโกะดังในชั่วข้ามคืน เป็นที่พูดถึงในนิตยสารแฟชั่นทุกสำนักทั่วอเมริกา

Marimekko, มารีเมกโกะ, ธนจิรา, TANACHIRA

05  Marimekko    บุกเบิกชุดสำเร็จรูปในทรงปล่อยสบายแทนการผูกรัดอย่างในอดีต

มารีเมกโกะปลุกกระแสการออกแบบและแฟชั่นจากโลกที่เคร่งขรึมด้วยลวดลายขนาดใหญ่และสีสันฉูดฉาด ที่น่าสนใจไม่แพ้ลวดลายคือ ความคิดหัวก้าวหน้าของอาร์มีทำให้แนวทางการออกแบบกลายเป็นจุดแข็งของมารีเมกโกะ ขณะที่แบรนด์ใกล้เคียงอื่นๆ ไม่กล้าทำ อย่างการใช้ลาย Abstract และการให้อิสระแก่นักออกแบบเต็มที่

06  Marimekko  ตั้งชื่อลายด้วยภาษาฟินแลนด์เท่านั้น

ลวดลายจากมารีเมกโกะเกิดขึ้นจากการเลือกหยิบเอกลักษณ์ในวัฒนธรรมท้องถิ่นประยุกต์กับธรรมชาติและความสวยงามรอบตัว ทิวทัศน์ในชนบท โรงนา สร้างสรรค์จนออกมาเป็นลวดลายประจำชาติ เน้นความเรียบง่าย และตั้งชื่อด้วยภาษาฟินแลนด์เท่านั้น เช่น ลายพรมผ้า (Räsymatto, 2009) โดย ไมยา โลเวกการี (Maija Louekari) ได้แรงบันดาลใจจากการแบ่งแปลงปลูกผักและดอกไม้ในสวน

07 นักออกแบบผู้ได้รับสมญานาม Coco Chanel แห่งฟินแลนด์

ลายเส้นตรงจากแปรงทาสี (Piccolo, 1953) โดย วูอกโกะ เอสกอลิน-นูร์เมสเนียมี (Vuokko Eskolin-Nurmesniemi) (1953) นักออกแบบผู้ได้รับสมญานาม Coco Chanel แห่งฟินแลนด์ เพราะนอกจากจะพูดถึงความเท่าเทียมในที่มาของลายทางแล้ว ยังเป็นคนแรกที่ออกแบบชุดกระโปรงทรงหลวมและเสื้อเชิ้ตตัวยาวที่ใส่ได้ทั้งผู้ชายและหญิง

Marimekko, มารีเมกโกะ, ธนจิรา, TANACHIRA

08 ลายประจำชาติ ที่ได้มาจากการฉีกกฎเหล็กของเจ้าของแบรนด์

ลายพิมพ์ดอกป๊อปปี้ หรืออูนิกโกะ (Unikko, 1964) ในตำนาน เกิดขึ้นจากการความกล้าของ ไมยา อีโซลา (Maija Isola) นักออกแบบผู้แหกกฎเหล็กของเจ้าของแบรนด์ที่ไม่อนุญาตให้ออกแบบลายดอกไม้ เพราะอยากให้ลวดลายจากมารีเมกโกะใช้ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิงอย่างเท่าเทียม รวมถึงให้เหตุผลว่า ดอกไม้สวยงามดีอยู่แล้วเมื่ออยู่ในธรรมชาติ ขณะนั่งมองดอกไม้อยู่หลังบ้านของเธอ ไมยาตัดสินใจวาดขึ้นมาทั้งๆ ที่คิดว่าอาร์มีจะปัดตก แต่อาร์มีกลับตอบรับทันที พร้อมคิดต่อว่าจะนำลายไปพิมพ์ผ้าอย่างไรบ้าง

เป็นจุดเริ่มต้นของดอกป๊อปปี้ที่ไม่เคยโรยราบนเสื้อผ้า กระเป๋า และสินค้าทุกประเภท ของมารีเมกโกะ ซึ่งได้รับความนิยมถึงปัจจุบัน และกลายเป็นลายประจำชาติไปแล้ว

Marimekko, มารีเมกโกะ, ธนจิรา, TANACHIRA

Marimekko, มารีเมกโกะ, ธนจิรา, TANACHIRA

และปีเดียวกันนั้น ไมยายังออกแบบลายบ่อน้ำ (Kaivo, 1964) ซึ่งมีที่มาจากการเคลื่อนไหวของผิวน้ำเมื่อหยดน้ำค่อยๆ หยดลงบ่อ รวมถึงเป็นเจ้าของลายคลาสสิกอื่นๆ ด้วย เช่น ลายก้อนหิน (Kivet, 1956)

Marimekko, มารีเมกโกะ, ธนจิรา, TANACHIRA

Marimekko, มารีเมกโกะ, ธนจิรา, TANACHIRA

Marimekko, มารีเมกโกะ, ธนจิรา, TANACHIRA

Marimekko, มารีเมกโกะ, ธนจิรา, TANACHIRA

09 ลายทาง สัญลักษณ์ของความเท่าเทียมกัน

ลายทาง (Tasaraita, 1968) ลายคลาสสิกอีกลายที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความเท่าเทียมกัน หรือ Unisex ในทางแฟชั่น มาจาก อันนิกา ริมาลา (Annika Rimala) นักออกแบบสายกราฟิกผู้เปลี่ยนให้มารีเมโกะป๊อปขึ้น วัยรุ่นขึ้น ด้วยการออกแบบชุดกระโปรงทรงทันสมัยซึ่งปรากฎในนิตยสารแฟชั่นต่างประเทศมากมาย โดยจุดเริ่มต้นของเสื้อลายทางมาจากเทรนด์เสื้อผ้าเดนิมในปี 1968 อันนิกาจึงออกแบบเสื้อผ้าคัตตอนลายทางคอลเลกชันแรกแก่มารีเมกโกะ ซึ่งนอกจากลายทางแล้วอันนิกายังเป็นเจ้าของลายจุด หรือลายปัลโล (Pallo) ไอเทมฮิตของชาวฟินแลนด์ด้วย

10  การออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความสวยงามในชีวิตประจำวัน

ที่มาของเอกลักษณ์ในงานมาจากปรัชญาแห่งการออกแบบและทำงานว่า ‘Design is inspired by beautiful everyday.’ ประกอบด้วยความเชื่อว่า หนึ่ง จุดเริ่มต้นของงานดีมาจากการมองโลกให้สนุก (Joy of Everyday Life) ทำงานให้สนุก และเผยแพร่อารมณ์บวกให้คนรอบข้าง สอง การให้อิสระแก่นักออกแบบทุกคน (Freedom of Creativity) เพื่อ สาม สร้างสรรค์ลวดลายและสีสันที่โดดเด่น (Patterns and Colours)

สี่ การคิดถึงลวดลายที่ไม่มียุคสมัย (Timeless) ไม่ตามเทรนด์ เน้นความคลาสสิก ใช้ได้นานโดยไม่ต้องกลัวเชย ห้า ความจริงใจในการใช้ชีวิต (Genuineness) หรือการทำความเข้าใจและยอมรับความสวยงามที่ผ่านเข้ามา และหก ตอบโจทย์การใช้ในชีวิตประจำวัน (Functionality)

Marimekko, มารีเมกโกะ, ธนจิรา, TANACHIRA Marimekko, มารีเมกโกะ, ธนจิรา, TANACHIRA

ขั้นตอนการทำลายพิมพ์ผ้าจากโรงงาน Marimekko ในเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์

11   Marimekko  อยากให้คนจดจำว่า เป็นแบรนด์ออกแบบลายผ้า ไม่ใช่แบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่น

วิสัยทัศน์ของ Marimekko คือ การเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในฐานะแบรนด์ผู้ออกแบบลวดลายที่เพิ่มแรงบันดาลใจแก่ทุกคน จุดแข็งของ Marimekko คือ อัตลักษณ์ ลวดลายอันหลากหลายที่สร้างความน่าสนใจให้ตัวแบรนด์เอง

12 Marimekko ไม่ได้ขายเสื้อผ้าแฟชั่น แต่ขายวิถีชีวิต

อาร์มีเคยกล่าวว่า มารีเมกโกะไม่ได้ขายเสื้อผ้าแฟชั่น แต่ขายวิถีชีวิต และเน้นให้ความสำคัญกับการออกแบบ และมารีเมกโกะขายความคิดสร้างสรรค์มากกว่าชุดกระโปรงที่เห็น

Marimekko, มารีเมกโกะ, ธนจิรา, TANACHIRA

13 จากออกแบบลวดลาย สู่ออกแบบไลฟ์สไตล์

เมื่อโจทย์ของมารีเมกโกะต้องการเป็นแบรนด์สร้างสรรค์ลวดลาย แล้วลวดลายที่ว่านั้นจะปรากฏอยู่ในส่วนไหนของชีวิตประจำวันได้บ้าง จึงเป็นที่มาของสินค้าไลฟ์สไตล์ ตั้งแต่เสื้อผ้า กระเป๋า ข้าวของเครื่องใช้ ของตกแต่งบ้าน อุปกรณ์บนโต๊ะอาหาร ผ้าพิมพ์ลายคุณภาพดี

Marimekko, มารีเมกโกะ, ธนจิรา, TANACHIRA

Marimekko, มารีเมกโกะ, ธนจิรา, TANACHIRAMarimekko, มารีเมกโกะ, ธนจิรา, TANACHIRA

14 ถุงผ้า Marimekko  ไม่ได้เป็นแค่ถุงผ้าแฟชั่น

ที่มาของถุงผ้า (Tote Bag) ไอเทมฮิตของคนไทย มาจากความต้องการใช้งานจริงของคนฟินแลนด์ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงก็นิยมใช้แทนถุงพลาสติกทั้งหมด

“ชาวฟินแลนด์สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมาก เขาไม่ได้ใช้มารีเมกโกะเพราะแฟชั่น เป็นอีกโจทย์สำคัญหนึ่งที่เราพยายามสื่อสารกับลูกค้าว่า มารีเมกโกะไม่ได้เป็นเพียงถุงผ้าแฟชั่น” คุณนัศรีย์ เล่าเสริม

15 Originality  หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่คนทั่วโลกรักมารีเมกโกะ

นั่นคือ เอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร หรือ Originality ที่สื่อถึงความภูมิใจในท้องถิ่นผ่านลวดลายธรรมชาติ เรียบง่ายแต่มีเสน่ห์ เป็นที่ชื่นชมของนานาชาติในฐานะผู้ผลิตวัฒนธรรมผ่านการสร้างแบรนด์ออกแบบลวดลาย (Pattern Design) ที่ประสบความสำเร็จในระดับโลก จากการมีร้าน 160 สาขาใน 40 ประเทศทั่วโลก

ลวดลายและวิธีคิดที่แสนเรียบง่าย สะท้อนมาจากความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย และเปี่ยมไปด้วยมีวิถีชีวิตของชาวฟินแลนด์ตั้งแต่ในอดีต หลอมรวมมาเป็นความคิดสร้างสรรค์โดยเฉพาะที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งสืบเนื่องจากความเหน็บหนาวและความแร้นแค้นที่เคยประสบสมัยสงคราม

Marimekko, มารีเมกโกะ, ธนจิรา, TANACHIRA

16 ไปสู่การเป็นแบรนด์ระดับโลกด้วย  Marimekko Spirit 

การจะไปสู่แบรนด์ระดับโลก มารีเมกโกะมีสิ่งที่เรียกว่า Marimekko Spirit ประกอบด้วย Living, not pretending มารีเมกโกะเชื่อในการเป็นตัวของตัวเองและการเสาะหาความสวยงามในชีวิตประจำวัน โดยสนับสนุนการใช้ชีวิตแบบไม่เสแสร้งและปรุงแต่ง อยากให้คนจดจำว่าเป็นแบรนด์ที่สะท้อนวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวฟินแลนด์ มากกว่าจะเข้าใจว่ามารีเมกโกะคือแบรนด์แฟชั่น

Fairness to everyone and everything คิดถึงทุกคนที่อยู่บนเส้นทางและเป้าหมายเดียวกัน สิ่งสำคัญคือควบคุมการผลิตให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด เช่น มาตรการการป้องกันไม่ให้ของเสียจากโรงย้อมผ้าไปสู่สิ่งแวดล้อมภายนอก Common Sense ใช้งานได้จริงไม่ซับซ้อน คุณภาพต้องมาพร้อมความสมเหตุสมผลที่เรียบง่าย

Getting things done – together มีประโยคหนึ่งของฟินแลนด์กล่าวว่า ‘เราไม่ทิ้งเพื่อนไว้ข้างหลัง’ การร่วมมือกันคือกลยุทธ์ที่สำคัญ Courage, even at the risk of failure จงกล้าหาญแม้จะเสี่ยงพบกับความล้มเหลว ที่มารีเมกโกะมีวัฒนธรรมที่ทุกคนยอมรับข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากการทำงานได้ ทำให้พนักงานทุกคนพร้อมระเบิดความคิดสร้างสรรค์ออกมา ตัวอย่างที่ชัดเจนของเรื่องนี้คือ ที่มาของดอกอูนิกโกะ และ Joy ความสนุก

17 ความคิดสร้างสรรค์ ความเท่าเทียมกัน และการเติบโต

มารีเมกโกะ ในวันนี้กำลังพูดเรื่อง #growthstories ถ่ายทอดเรื่องราวของผู้เป็นแรงบันดาลใจของมารีเมกโกะ เรื่องความคิดสร้างสรรค์ ความเท่าเทียมกัน และการเติบโต จากเมล็ดพืชใต้พื้นดิน เติบโต และผลิบาน

Growth Stories

Satu Maaranen – Grow to be creative

18 Marimekko  เป็นแบรนด์ที่พูดเรื่องความเสมอภาคมาตั้งแต่ยุค 50

นำเสนอเสื้อผ้า Unisex มาก่อนกาล ตั้งแต่วันแรกเริ่ม เป็น Marimekko Spirit ที่ซ่อนอยู่ในทุกผลิตภัณฑ์ของมารีเมกโกะ ดังจะเห็นว่าไม่มีอะไรมากำหนดว่ากระเป๋าใบนี้เหมาะกับผู้หญิงเท่านั้น แต่ผู้ชายก็ใช้ได้

19 สิ่งที่ Marimekko ให้กับผู้คนคือ วิถีชีวิต

การใส่ความสุขลงไปในชีวิตประจำวัน เช่น สีสดๆ ที่ให้ อารมณ์ขันในหลายๆ ลาย ซึ่งคนทั่วโลกเข้าใจสิ่งนี้

20 ธนจิรา (TANACHIRA)  Exclusive Distributor แบรนด์ ‘Marimekko

ไม่ใช่แค่ตัวแทนจำหน่าย แต่ ‘ธนจิรา’ เป็น ‘Lifestyle Company’ ที่เป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างเจ้าของแบรนด์และผู้บริโภค ผ่านการนำเสนอความหลากหลายของสินค้าที่มากคุณภาพ (Product Quality) การถ่ายทอดความเป็นแบรนด์สู่คนไทย (Brand Experience) เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ดังความตั้งใจของ ธนจิรา ที่มีเป้าหมายในการนำสิ่งที่ดีที่สุดของแบรนด์มาสู่ผู้บริโภคชาวไทย ‘Bring the best of brand to the best of Thailand.’

โจทย์ของธนจิรากับการทำให้แบรนด์มารีเมกโกะเข้าไปอยู่ในใจคนไทย เริ่มจากสร้างแบรนด์ด้วยการทำความเข้าใจผู้บริโภค รู้พฤติกรรมลูกค้าชาวไทยว่าต้องการเห็นต้นแบบการจัดวางสไตล์สแกนดิเนเวีย และทางเลือกใหม่ๆ ของการเลือกหยิบสินค้า

Marimekko, มารีเมกโกะ, ธนจิรา, TANACHIRA

“ใครจะเชื่อว่าเมื่อจับลายทางมาเจอลายดอกไม้ดอกโตแล้วจะลงตัวเข้ากันดี นี่คือความคลาสสิกหนึ่งที่มีในมารีเมกโกะเท่านั้น” นัศรีย์เล่า พร้อมหยิบจับข้าวของเครื่องใช้จัดวางให้เห็นเป็นตัวอย่าง เป็นที่มาของการออกแบบและจัดวางหน้าร้านใหม่ เปิดโอกาสให้คนที่มาเยือนสนุกกับการทดลอง หรือรับคำแนะนำจากทีมงานหน้าร้านผู้มีทักษะการออกแบบพิเศษ

สองกลยุทธ์สำคัญในการทำดำเนินธุรกิจตามสไตล์ธนจิรา ประกอบด้วย “Marketing Excellence” ซึ่งคือ จะเข้าไปมีบทบาททั้งสร้างการรับรู้แบรนด์ การขยายตลาด การให้ความรู้ลูกค้า วางระดับราคาที่เหมาะสมในจุดที่กลุ่มเป้าหมายสามารถจับต้องได้ ขยายพอร์ตสินค้าลงในเชิงลึกสู่ตลาดพรีเมียมและพรีเมียมแมส รวมทั้งมีนโยบายที่ให้ความสำคัญกับ Branding Experience มีการวางแผนการตลาดให้ตรงใจผู้บริโภค

และ “Operational Best Practice” คือ มีระบบการบริหารงานขายที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ยึดมั่นในวัฒนธรรมองค์กรเพื่อให้โตแบบยั่งยืน คือ เป็นสังคมการทำงานที่เกื้อกูล ทำงานเป็นทีมอย่างมีความสุข

ปลายทางที่เหมือนกันของธนจิราและมารีเมกโกะ คือการมอบความสุขและไลฟ์สไตล์ที่ดีแก่ทุกคน ผ่านสินค้า และประสบการณ์ด้วยการทำให้เห็นว่าคนฟินแลนด์คิด อยู่ และมีวิถีชีวิตอย่างไร

เช่นเดียวกับร้านมารีเมกโกะ (Flagship Store) โฉมใหม่ที่ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในฟินแลนด์ ตั้งแต่หน้าร้านที่ออกแบบฟาซาด (Façade) ให้เป็นกระจกโล่ง กว้าง และโปร่งใส ด้านบนมีโลโก้ป้ายไฟสีขาววางบนไม้สนแท้ถูกแกะสลักให้เป็นแพตเทิร์นสี่เหลี่ยมวางติดๆ กัน

Marimekko, มารีเมกโกะ, ธนจิรา, TANACHIRA

Marimekko, มารีเมกโกะ, ธนจิรา, TANACHIRA

Marimekko, มารีเมกโกะ, ธนจิรา, TANACHIRA

ผสมกับกลิ่นอายอย่างสแกนดิเนเวียจากประตูทางเข้า การตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้ การจัดวางสินค้าที่สร้างสมดุลระหว่างฟังก์ชัน รูปทรง สีสันและลวดลาย และจัดแสงสีขาวนวลหรือ Warm White สร้างบรรยากาศราวอยู่ในบ้านของชาวสแกนดิเนเวียช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว โดยเฉพาะห้องลองเสื้อที่ทำให้เราอยากติดอยู่ในร้านทั้งวัน เป็นการสร้าง Brand Experience ผ่านจำลองบรรยากาศ และออกแบบให้กว้างขึ้นเพื่อนำเสนอไลฟ์สไตล์มากขึ้น

รวมไปถึงจัดทำกระเป๋าผ้า Tote Bag ลายดอกอูนิกโกะคู่สีพิเศษโทนสีชมพูและเบจ โดยเฉพาะสำหรับวางจำหน่ายในประเทศไทยที่เดียวเท่านั้น เป็นการออกแบบร่วมกันของคู่แม่ลูกผู้เป็นนักออกแบบในตำนานของมารีเมกโกะ อย่างไมยาและ คริสตีนา อีโซลา (Kristina Isola) โดยปรับขนาดของลายให้ดูร่วมสมัยมากขึ้น

Marimekko, มารีเมกโกะ, ธนจิรา, TANACHIRA

Photo Credit Instagram @markcarter

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

ยาอมแก้ไอสมุนไพรลูกกลม เม็ดเล็ก รสชาติแรกลองเฝื่อนหน่อย ๆ อมไปแล้วหวานนิด ๆ ชื่อนี้ไม่มีใครไม่รู้จักเมื่อเห็นตะขาบเลื้อยอยู่บนซอง

ตราตะขาบ 5 ตัวอยู่คู่คนไทยมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ทุกวันนี้มียอดขายหลายร้อยล้านบาท ส่งออกไปยังอาเซียนและหลากหลายประเทศ โดยยังคงโลโก้ตะขาบขนาบข้างในซองดังเดิม มีสรรพคุณแก้ไอได้ชะงักงัน เป็นดั่งฮีโร่ยาสมุนไพรไทยคู่บ้านที่สืบทอดรุ่นต่อรุ่นมาตลอด ความท้าทายใหม่ของแบรนด์ในยุคนี้ คือทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่สนใจแบรนด์สินค้าจากสมุนไพรไทย ไม่มองว่าเชย ตกยุค แต่เก๋าจนอยากรู้จัก จำสรรพคุณของตะขาบ 5 ตัวได้แบบไม่กลัวความขม

ถ้าเคยตัดสินยาอมแก้ไอจากรูปลักษณ์ วันนี้ขอชวนมาทำความรู้จักตะขาบ 5 ตัวให้ลึกลงอีกสักหน่อย จากวันแรกที่ผู้ก่อตั้งรุ่นหนึ่งแบกกระเป๋าเดินขายยาอมแก้ไอซิมเทียนฮ้อ จนถึงวันนี้ที่คลิปหนังโฆษณาเกิดไวรัล คนดูหลายล้านวิว ฮีโร่คนเดิมคนนี้เข้าไปนั่งในใจคนรุ่นใหม่ได้อย่างไร

The Cloud ชวนมาพูดคุยกับ คุณอรมณส์ แก่นศักดิ์ศิริ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด และ คุณไพบูลย์ สิมะวรา ผู้อำนวยการฝ่ายต่างประเทศ ของบริษัท ห้าตะขาบ (ซิมเทียนฮ้อ) จำกัด เผยให้เห็นเรื่องราวกว่าจะมาเป็นผลิตภัณฑ์ยาแก้ไอตราตะขาบ 5 ตัวในทุกวันนี้

1. ชายลึกลับบนซองตะขาบ 5 ตัว คือ จุ้ยไซ แซ่ซิ้ม ผู้ปรุงยาสมุนไพรเป็นงานพาร์ตไทม์จนได้ดี

ย้อนกลับไปในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 นายจุ้ยไซ แซ่ซิ้ม ผู้เคยเป็นเด็กช่วยปรุงยาในร้านหมอจีน ได้ย้ายถิ่นฐานจากเมืองจีนมาตั้งรกรากที่อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา ทำสวน เลี้ยงเป็ดไก่ไปเพื่อยังชีพ พอเริ่มมีเงินทุนจึงนำไปเปิดร้านขายของชำในตลาด

ราว พ.ศ. 2478 จึงย้ายมาอยู่ที่กรุงเทพฯ ย่านตลาดเก่า เยาวราช เขายังคงรับจ้างแบกหามในตอนกลางวันและปรุงยาตอนกลางคืน แต่ด้วยความรู้ติดตัวด้านยาสมุนไพร เป็นอย่างดี พอมีเวลาว่างจากงานจึงริเริ่มคิดสูตรยาสมุนไพรและทดลองปรุงยาอื่น ๆ อีกหลากหลายชนิดตามแบบฉบับของตนเอง เพื่อใช้กันเองในหมู่ญาติและคนใกล้ชิด ยาแก้ไอเป็นยาที่คนละแวกนั้นเริ่มชอบมากสุด จึงเริ่มนำไปฝากขายตามร้านยาภายใต้ชื่อ ‘ยาอมแก้ไอซิมเทียนฮ้อ’

หากเป็นสมัยนี้คงเรียกงานปรุงยาของนายจุ้ยไซว่างานพาร์ตไทม์ ใช้วิธีทำเป็นงานเสริมปั้นแบรนด์ไปเรื่อย ๆ สลับกับงานประจำเพื่อหาเลี้ยงชีพ

2. หิ้วกระเป๋าขายยาตามร้านกว่า 20 ปี จนเกิด Word of Mouth ชื่อแบรนด์ตะขาบ 5 ตัวติดหูลูกค้า

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นายจุ้ยไซพาครอบครัวอพยพหนีสงครามไปอยู่ที่อำเภอพระประแดงชั่วคราว ครั้งนั้นเจอน้ำท่วมใหญ่ สังเกตเห็นตะขาบหนีน้ำมาเกาะตามฝาบ้าน เห็นสัตว์มีพิษแล้วนึกถึงความเชื่อของศาสตร์การรักษาอาการป่วยแบบจีนสมัยโบราณที่เชื่อว่าพิษล้างพิษ ตะขาบถือเป็นสัญลักษณ์ของสัตว์มีพิษจึงมีสรรพคุณช่วยล้างพิษได้

นายจุ้ยไซจึงเกิดไอเดียนำตะขาบมาทำเป็นเครื่องหมายการค้า ส่วนเลข 5 คือเลขมงคลของชาวจีน หากสังเกตชื่อแบรนด์สินค้าที่คุ้นหูในอดีต จะพบว่าหลายแบรนด์นิยมนำเลข 5 มาตั้งชื่อ ไม่ว่าจะเป็น 5 เจดีย์ หรือ 5 มังกร รวมทั้งครอบครัวของนายจุ้ยไซยังมีลูกถึง 10 คน แบ่งเป็นผู้ชาย 5 คน ผู้หญิง 5 คน เลข 5 จึงเป็นเลขที่ทั้งมีความมงคลและผูกพัน เกิดเป็นชื่อแบรนด์ตะขาบ 5 ตัว พร้อมซองยาที่มีสัญลักษณ์เป็นรูปตะขาบขนาบทั้งสองข้างและรูปนายจุ้ยไซอยู่ตรงกลาง

ด้วยความมุ่งมั่นไม่ย่อท้อและเชื่อมั่นในสรรพคุณยาของตนเอง เขายังคงหิ้วกระเป๋าเดินทางไปฝากขายตามร้านขายยาต่าง ๆ เป็นเวลา 20 กว่าปีจนสินค้าเริ่มติดหู ลูกค้าจดจำได้ ลูกค้าบอกปากต่อปากจนสามารถขยายกิจการ เช่าตึกแถวเปิดร้านขายยาซิมเทียนฮ้อที่ศาลเจ้าแซ่ซิ้ม ตากสิน ซ.8 ฝั่งธนบุรี ใน พ.ศ. 2496 ทั้งขายยาสำเร็จรูป จัดยาสมุนไพร และตรวจผู้ป่วย

3. ตะขาบ 5 ตัวไม่ได้ขายแค่ยาแก้ไอ แต่นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศด้วยเพื่อความหลากหลาย

จากร้านขายยาเติบโตเป็นบริษัทผลิตยาอย่างเดียวแบบเต็มตัว ในยุคของทายาทรุ่นสองภายใต้ชื่อ บริษัท ห้าตะขาบ (ซิมเทียนฮ้อ) จำกัด ในเวลาต่อมา โดยสร้างโรงงานใหม่ที่เขตบางขุนเทียนนี้ สามารถพัฒนากระบวนการผลิตยาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีการนำเครื่องจักรที่ทันสมัยมาใช้ร่วมกับแรงงานคน และเพิ่มบุคลากรที่มีความสามารถเฉพาะทาง เพื่อร่วมทำการวิจัยกระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐานและทันสมัยเรื่อยมา

น้อยคนจะรู้ว่านอกจากยาอมแก้ไอตราตะขาบ 5 ตัวแล้ว บริษัท ห้าตะขาบ (ซิมเทียนฮ้อ) จำกัด ยังมีบริษัทในเครือคือ บริษัท ห้าตะขาบ เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด นำเข้าสินค้ายาจากต่างประเทศหลากหลายชนิด อย่างแผ่นแปะพริก ปอราส แคพซิคัม พลาสเตอร์ แผ่นแปะบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ ยาน้ำมันสมุนไพร ยู่ยี่ออยล์ที่มีประวัติกว่า 150 ปีในมาเลเซียและสิงคโปร์ โดยคัดเลือกยาที่เป็นที่ยอมรับในท้องถิ่น มีประวัติขึ้นชื่ออย่างยาวนานในประเทศนั้น ๆ เหมือนยาแก้ไอตะขาบ 5 ตัว เพื่อขยายกลุ่มลูกค้าและเพิ่มความหลากหลายของสินค้า รวบรวมของดีให้คนไทยได้ใช้ โดยไม่ทอดทิ้งเอกลักษณ์ดั้งเดิมของตราตะขาบ ปัจจุบันอยู่ในช่วงข้อต่อเพื่อที่จะมารับช่วงของทายาทรุ่นสองและรุ่นสามของตระกูลที่ทำงานร่วมกันเพื่อขยับขยายกิจการ

7 เรื่อง ‘ตราตะขาบ 5 ตัว’ ยาแก้ไอสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 สู่แบรนด์คนรุ่นใหม่ระดับโลก
7 เรื่อง ‘ตราตะขาบ 5 ตัว’ ยาแก้ไอสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 สู่แบรนด์คนรุ่นใหม่ระดับโลก

4. ยาสมุนไพรไทยลุคบ้าน ๆ ที่พร้อมคิดค้นสูตรใหม่ให้อมง่าย และปรับแพ็กเกจให้เข้ากับยุคสมัย

คนรุ่นพ่อรุ่นแม่จดจำตะขาบ 5 ตัวเป็นยาอมแก้ไอสมุนไพรที่แก้เจ็บคอได้อย่างชะงักงัน ด้านรสชาตินั้นว่ากันว่า แรก ๆ มันขม แต่อมไปมันจะหวาน โดยความหวานมาจากสมุนไพรล้วน ไม่ใส่น้ำตาล เด็ดขาดแต่ละมุนละม่อม ทำให้ชุ่มคอ เมื่อดื่มน้ำหรือชาร้อนตาม ความชุ่มคอนั้นจะยิ่งทวีคูณ

สิ่งที่ตะขาบ 5 ตัวอยากบอกคือ อย่าตัดสินกันที่รูปลักษณ์ภายนอก เพราะแม้จะเป็นแบรนด์เก่าแก่ เป็นยาสมุนไพรไทย แต่อมแล้วหายได้จริง พิสูจน์แล้วทั้งจากการบอกต่อกันปากต่อปากมาเป็นเวลากว่า 80 ปี และผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์จาก สวทช. พบว่าสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรียได้มากกว่า 99.99 เปอร์เซ็นต์ภายใน 5 นาที ข้อดีของสมุนไพรไทย คือ ไม่ดื้อยา อมได้บ่อยตามต้องการ ต่างจากยาสมัยใหม่ที่อาจมีผลข้างเคียงต่อร่างกาย

นอกจากรสสมุนไพรแบบดั้งเดิมแล้ว แบรนด์ยังพัฒนาสูตรยาอมให้หลากหลาย เคลือบรสมิ้นท์ บ๊วย ตะไคร้ เพื่อตอบโจทย์คนที่กลัวความขม และยังพัฒนาจากบรรจุภัณฑ์แบบซองดั้งเดิม เพิ่มแบบตลับและสเปรย์แก้ไอเข้ามาเพื่อแก้ปัญหาของลูกค้า สำหรับคนที่ชอบภาพลักษณ์ทันสมัย การพกตลับยาอมแก้ไอจะสะดวกกว่า ส่วนคนที่ไม่อยากอมยานาน ไม่อยากอมสมุนไพรแล้วลิ้นดำ แบบสเปรย์ก็เข้ามาตอบโจทย์เป็นทางเลือกใหม่ที่ละลายเสมหะ ทำให้ชุ่มคอได้เหมือนกัน

เรื่องราวของยาแก้ไอตราตะขาบ 5 ตัว แบรนด์คู่คนไทยกว่าศตวรรษ ที่พร้อมปรับตัวให้เก๋า โดนใจคนรุ่นใหม่

5. บทสนทนาระหว่าง 2 เจเนอเรชันที่อยากให้คนรุ่นใหม่เปิดใจให้ตะขาบในหนังโฆษณาฝีมือ ต่อ ธนญชัย

ด้วยเป็นยาอมสมุนไพรแผนโบราณที่โด่งดังมานานร่วมศตวรรษ ความท้าทายของตราตะขาบ 5 ตัว คือ ทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่อยากเปิดใจลอง เพราะแบรนด์มั่นใจว่าถ้ารู้จักแล้วจะรัก ลองแล้วชอบในประสิทธิภาพแน่นอน

ความตั้งใจของแบรนด์ คือสื่อสารภาพลักษณ์ให้มีความคลาสสิกแต่เท่ เป็นแบรนด์จากภูมิปัญญาไทยที่ถูกใจคนรุ่นใหม่แต่ก็ไม่ทิ้งลูกค้าเก่า หนังโฆษณาล่าสุดของตะขาบโดย ต่อ-ธนญชัย ศรศรีวิชัย แห่งฟีโนมีนา เล่าเรื่องการคุยกันของพ่อกับลูก เปรียบสมุนไพรไทยเป็นญาติผู้ใหญ่ที่อบอุ่น เป็นมิตร แก้ปัญหาเก่ง สอดแทรกมุกโดนใจวัยรุ่น ให้ปรับภาพลักษณ์สมุนไพรไทยที่ดูล้าสมัยให้เป็นสิ่งที่เข้าถึงง่าย เล่าเรื่องความแตกต่างระหว่างเจเนอเรชันผ่านการสอดแทรกภูมิปัญญาของคนรุ่นเก่าและการตั้งคำถามของคนรุ่นใหม่ที่แม้แตกต่างกัน แต่ด้วยความรักก็ทำให้เข้าใจกันได้

หากแบรนด์ตะขาบ 5 ตัวที่อายุกว่า 80 ปีเป็นคน คงเป็นแด๊ดดี้สายวินเทจที่ไม่เคยเชยตามกาลเวลา ยังแต่งตัวด้วยชุดเดิมแต่พร้อมเล่นโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook และ TikTok เป็นตะขาบที่พร้อมปรับตัวตามโลกที่เปลี่ยนไปเร็ว ใช้ทั้งสื่อออนไลน์และออฟไลน์ ปรับตามไลฟ์สไตล์ลูกค้าเสมอ พร้อมก้าวเข้าหาคนรุ่นใหม่ โดยยังคงความเป็นตัวเองไปด้วย

เรื่องราวของยาแก้ไอตราตะขาบ 5 ตัว แบรนด์คู่คนไทยกว่าศตวรรษ ที่พร้อมปรับตัวให้เก๋า โดนใจคนรุ่นใหม่

6. ตะขาบไม่ทิ้งลาย Takabb x Greyhound x SAPPE เพิ่มสินค้าที่เข้าไปอยู่ในไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ 

ความเป็นผู้ใหญ่ที่ทันยุคสมัยของตะขาบ 5 ตัว คือการพร้อมสร้างสรรค์สิ่งใหม่กับแบรนด์รุ่นใหม่อยู่เสมอโดยไม่ละทิ้งความเป็นตัวเอง ตราตะขาบเคยคิดอยากทำแบรนด์ให้โมเดิร์นขึ้น มินิมอลขึ้นตามกระแส แต่พบว่าหากขาดภาพตะขาบและอากงไป ก็จะขาดตัวตนของแบรนด์ที่เป็นภาพจำของยาสมุนไพรคู่คนไทยไป จึงยังคงโลโก้เดิม แล้วหาทางทำให้ภาพลักษณ์ของตะขาบเป็นแบรนด์ที่วัยรุ่นอยากรู้จักและอยู่ในไลฟ์สไตล์ให้ได้

เพราะเป็นแด๊ดดี้ก็เก๋าได้ ‘ตะขาบ’ ร่วมกับแบรนด์แฟชั่นสัญชาติไทยอายุ 40 ปีอย่าง Greyhound ที่มีประสบการณ์ในการทำสินค้าไลฟ์สไตล์มากมาย และมีจุดเด่นในการคิดนอกกรอบและทดลองสิ่งใหม่ ๆ สร้างสรรค์ลายวินเทจอย่างตะขาบ 5 ตัวให้เป็นลายคลาสสิกสุดเท่บนสินค้าของที่ระลึกอย่างเสื้อผ้าและกระเป๋า สร้างความผูกพันและติดตากับลายตะขาบในชีวิตประจำวัน

กลางปีที่ผ่านมา Takabb ยังร่วมกับ SAPPE แบรนด์เครื่องดื่มทางเลือกสุขภาพของคนรุ่นใหม่ เช่น บิวตี้ดริงก์ที่เน้นฟังก์ชันสุขภาพหลากหลาย ปรับตามเทรนด์ไลฟ์สไตลรักสุขภาพของคนรุ่นใหม่ ออกสินค้าเครื่องดื่มสมุนไพรไทย Functional Herbal Drink แบบช็อต สำหรับเสริมความมั่นใจในการใช้เสียง ดึงจุดเด่นของสมุนไพรไทยให้เด่นขึ้น เพิ่มทางเลือกให้คนเจเนอเรชั่น Y และ Z ที่พร้อมอยากลองของใหม่

เรื่องราวของยาแก้ไอตราตะขาบ 5 ตัว แบรนด์คู่คนไทยกว่าศตวรรษ ที่พร้อมปรับตัวให้เก๋า โดนใจคนรุ่นใหม่

7. แบรนด์ตะขาบไทยอยากเติบโตไปไกลทั่วโลก มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและไม่หยุดพัฒนา

ความตั้งใจของตะขาบ 5 ตัว ไปอยากเติบโตเป็นแบรนด์ระดับโลก อยากนำตราตะขาบสินค้าภูมิปัญญาไทยให้คนต่างชาติได้รู้จัก

ตราตะขาบเริ่มส่งออกไปยังหลากหลายประเทศ เริ่มจากฮ่องกงเป็นที่แรกใน พ.ศ. 2548 ตั้งแต่สมัยที่ไม่มียาแผนโบราณออกจำหน่ายมากนัก เมื่อเริ่มขยายไปยังประเทศที่มีอิทธิพลอย่างสิงคโปร์ได้แล้ว ก็ขยายต่อไปยังอินโดนีเซีย มาเลเซีย จนขยายครอบคลุมในแถบอาเซียน ทั้งบรูไน กัมพูชา ลาว พม่า พร้อมมีแผนขยายไปยังประเทศอื่น ๆ ทั้งรัสเซียและแถบอินเดียอีกในอนาคต

สมัยก่อนภาพลักษณ์ยาสมุนไพรไทยที่ Made in Thailand ยังคล้ายสินค้าจากจีนอยู่ เมื่อสะสมการสร้างชื่อมาอย่างยาวนาน พิสูจน์สรรพคุณได้จริงทำให้เป็นที่ยอมรับมากขึ้นในต่างประเทศ โดยทุกครั้งที่แบรนด์ตีตลาดใหม่ จะต้องศึกษาวัฒนธรรมของประเทศนั้น ๆ เช่น คนรัสเซียไม่ชอบความหวาน ประเทศมุสลิมมีข้อกำหนดด้านฮาลาล เป็นต้น

ความท้าทายของการเติบโตอย่างยั่งยืน จึงเป็นการไม่หยุดพัฒนาสินค้าและระบบการทำงาน คงตำราสมุนไพรดั้งเดิมแต่ก็ไม่ Out พร้อมสร้างความแปลกใหม่ให้เข้าถึงง่ายอยู่เสมอ

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load