29 สิงหาคม 2561
90 K

นี่คือ เรื่องของแบรนด์มารีเมกโกะ (Marimekko) ที่สาวๆ ควรส่งให้แฟนหนุ่มอ่าน

ภายใต้ดอกป๊อปปี้ หรือที่ชาวเราเรียกขานอย่างคุ้นเคยว่า ดอกอูนิกโกะ (Unikko) ดอกโตสีสด มีเรื่องราว ความรัก ความหวัง และพลังศรัทธาซ่อนอยู่ในนั้น

ก่อนจะเป็นแบรนด์ระดับโลกอย่างทุกวันนี้ ‘มารีเมกโกะ’ เริ่มขึ้นจากสาวนักโฆษณาผู้มีความหวังจะฟื้นชีวิตชีวาให้คนรอบตัวด้วยลายผ้าสีสันสดใส

จากโรงงานพิมพ์ผ้าเล็กๆ ในเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ กลายเป็นแบรนด์แห่งชาติ

ด้วยวิธีคิดนอกกรอบ หัวก้าวหน้า ขบถ การปลดแอก ชีวิตที่อยู่อย่างรื่นรมย์กับธรรมชาติ มินิมอลสไตล์ ความเฟมินิสต์ และการพูดเรื่องความเท่าเทียม Unisex ตั้งแต่ยุค 50

ใช่แล้ว คุณกำลังอ่านไม่ผิด ดอกไม้ดอกเดียวไม่มากพอจะบอกเล่าตัวตนทั้งหมดของมารีเมกโกะได้

หญิงสาว อย่างพวกเราก็เช่นกัน

The Cloud มีนัดหมายพิเศษกับ คุณนัศรีย์ อังศุสิงห์ ‘Vice President of Brand Management Group’ จาก TANACHIRA เพื่อพูดคุยถึงปรัชญาและวิธีคิดที่เปลี่ยนโรงงานเล็กๆ ในประเทศอันหนาวเหน็บ ให้กลายเป็นแบรนด์ออกแบบลายผ้าและสินค้าไลฟ์สไตล์ระดับโลกที่สาวๆ ทุกคนตกหลุมรัก

อย่าแปลกใจ หากคุณจะพาตัวเองไปฟินแลนด์หลังอ่านบทความนี้จบ

Marimekko, มารีเมกโกะ, ธนจิรา, TANACHIRA Marimekko, มารีเมกโกะ, ธนจิรา, TANACHIRA

01 Marimekko มีความหมายในภาษาฟินแลนด์ว่า ชุดกระโปรงเด็กผู้หญิง (Mary Dress)

02 Marimekko เริ่มต้นในวันที่ฟินแลนด์ตกอยู่ในภาวะฝืดเคือง

ในยุคที่ประเทศฟินแลนด์ถูกกดดันโดยสงครามจากประเทศรัสเซียและสวีเดนมาเป็นเวลานาน ผู้คนต่างหดหู่และโหยหาความงดงามในชีวิต อาร์มี ราเตีย (Armi Ratia) ซึ่งขณะนั้นทำงานในวงการโฆษณา คิดอยากออกแบบและผลิตสินค้าที่สวยงามแต่เปี่ยมไปด้วยฟังก์ชัน และมีคุณภาพดี ทนต่อสภาพอากาศที่โหดร้ายของประเทศฟินแลนด์ ซึ่งในวันที่อากาศร้อนที่สุดอุณหภูมินั้นอยู่แค่ที่ 10 องศา

ในปี 1949 อาร์มีและ วิลิโย ราเตีย (Viljo Ratia) สามี  จึงตัดสินใจซื้อกิจการโรงงานพิมพ์ผ้าและชวนศิลปินรุ่นใหม่ใกล้ตัว 2 – 3 คนมาร่วมทีมออกแบบลวดลาย หวังคืนความมีชีวิตชีวาให้คนในประเทศ โดยใช้กระบวนการพิมพ์ลายผ้าด้วยมือทั้งหมด ก่อนจะเริ่มใช้เครื่องจักรในการผลิตในเวลา 28 ปีต่อมา

Marimekko, มารีเมกโกะ, ธนจิรา, TANACHIRA

03 ขายหมดเกลี้ยงในงานแฟชั่นโชว์

ลายผ้าจากอาร์มีและทีมงานในนามโรงงาน Printex หรือชื่อเดิมก่อนเปลี่ยนเป็นมารีเมกโกะ เป็นที่ฮือฮาและชื่นชอบของชาวฟินแลนด์มาก แต่ไม่มีใครยอมซื้อเลยสักคนเดียว สิ่งที่อาร์มีทำคือ จัดแฟชั่นโชว์ขึ้นที่โรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองเฮลซิงกิ และยังไม่ทันที่นางแบบคนสุดท้ายจะเดินเข้าม่านไป เสื้อผ้าทุกตัวก็ถูกจับจองจนหมดเกลี้ยง 5 วันต่อมา ชื่อของมารีเมกโกะก็ถือกำเนิดขึ้น และตามมาด้วยร้านสาขาแรกในเฮลซิงกิ

04  Marimekko  ดังในข้ามคืนเพราะ แจ็กเกอลีน เคนเนดี้ สตรีหมายเลขหนึ่งจากสหรัฐ

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้มารีเมกโกะเปลี่ยนจากแบรนด์เล็กๆ ในฟินแลนด์กลายเป็นแบรนด์ระดับโลก มาจากสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐอเมริกาอย่าง แจ็กเกอลีน เคนเนดี้ (Jacqueline Kennedy) เลือกซื้อชุดมารีเมกโกะถึง 7 ชุด แทนชุดจากแบรนด์ดังที่ส่งมาให้จากฝั่งยุโรป ด้วยเหตุผลว่า “ไม่เห็นจำเป็นต้องใส่เสื้อผ้าแบรนด์ดังราคาแพงเลย เรียบๆ แบบนี้ก็สวยงาม” ก่อนจะเลือกใส่ขึ้นปกนิตยสาร Sports Illustrated เมื่อปี 1960 ทำให้มารีเมกโกะดังในชั่วข้ามคืน เป็นที่พูดถึงในนิตยสารแฟชั่นทุกสำนักทั่วอเมริกา

Marimekko, มารีเมกโกะ, ธนจิรา, TANACHIRA

05  Marimekko    บุกเบิกชุดสำเร็จรูปในทรงปล่อยสบายแทนการผูกรัดอย่างในอดีต

มารีเมกโกะปลุกกระแสการออกแบบและแฟชั่นจากโลกที่เคร่งขรึมด้วยลวดลายขนาดใหญ่และสีสันฉูดฉาด ที่น่าสนใจไม่แพ้ลวดลายคือ ความคิดหัวก้าวหน้าของอาร์มีทำให้แนวทางการออกแบบกลายเป็นจุดแข็งของมารีเมกโกะ ขณะที่แบรนด์ใกล้เคียงอื่นๆ ไม่กล้าทำ อย่างการใช้ลาย Abstract และการให้อิสระแก่นักออกแบบเต็มที่

06  Marimekko  ตั้งชื่อลายด้วยภาษาฟินแลนด์เท่านั้น

ลวดลายจากมารีเมกโกะเกิดขึ้นจากการเลือกหยิบเอกลักษณ์ในวัฒนธรรมท้องถิ่นประยุกต์กับธรรมชาติและความสวยงามรอบตัว ทิวทัศน์ในชนบท โรงนา สร้างสรรค์จนออกมาเป็นลวดลายประจำชาติ เน้นความเรียบง่าย และตั้งชื่อด้วยภาษาฟินแลนด์เท่านั้น เช่น ลายพรมผ้า (Räsymatto, 2009) โดย ไมยา โลเวกการี (Maija Louekari) ได้แรงบันดาลใจจากการแบ่งแปลงปลูกผักและดอกไม้ในสวน

07 นักออกแบบผู้ได้รับสมญานาม Coco Chanel แห่งฟินแลนด์

ลายเส้นตรงจากแปรงทาสี (Piccolo, 1953) โดย วูอกโกะ เอสกอลิน-นูร์เมสเนียมี (Vuokko Eskolin-Nurmesniemi) (1953) นักออกแบบผู้ได้รับสมญานาม Coco Chanel แห่งฟินแลนด์ เพราะนอกจากจะพูดถึงความเท่าเทียมในที่มาของลายทางแล้ว ยังเป็นคนแรกที่ออกแบบชุดกระโปรงทรงหลวมและเสื้อเชิ้ตตัวยาวที่ใส่ได้ทั้งผู้ชายและหญิง

Marimekko, มารีเมกโกะ, ธนจิรา, TANACHIRA

08 ลายประจำชาติ ที่ได้มาจากการฉีกกฎเหล็กของเจ้าของแบรนด์

ลายพิมพ์ดอกป๊อปปี้ หรืออูนิกโกะ (Unikko, 1964) ในตำนาน เกิดขึ้นจากการความกล้าของ ไมยา อีโซลา (Maija Isola) นักออกแบบผู้แหกกฎเหล็กของเจ้าของแบรนด์ที่ไม่อนุญาตให้ออกแบบลายดอกไม้ เพราะอยากให้ลวดลายจากมารีเมกโกะใช้ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิงอย่างเท่าเทียม รวมถึงให้เหตุผลว่า ดอกไม้สวยงามดีอยู่แล้วเมื่ออยู่ในธรรมชาติ ขณะนั่งมองดอกไม้อยู่หลังบ้านของเธอ ไมยาตัดสินใจวาดขึ้นมาทั้งๆ ที่คิดว่าอาร์มีจะปัดตก แต่อาร์มีกลับตอบรับทันที พร้อมคิดต่อว่าจะนำลายไปพิมพ์ผ้าอย่างไรบ้าง

เป็นจุดเริ่มต้นของดอกป๊อปปี้ที่ไม่เคยโรยราบนเสื้อผ้า กระเป๋า และสินค้าทุกประเภท ของมารีเมกโกะ ซึ่งได้รับความนิยมถึงปัจจุบัน และกลายเป็นลายประจำชาติไปแล้ว

Marimekko, มารีเมกโกะ, ธนจิรา, TANACHIRA

Marimekko, มารีเมกโกะ, ธนจิรา, TANACHIRA

และปีเดียวกันนั้น ไมยายังออกแบบลายบ่อน้ำ (Kaivo, 1964) ซึ่งมีที่มาจากการเคลื่อนไหวของผิวน้ำเมื่อหยดน้ำค่อยๆ หยดลงบ่อ รวมถึงเป็นเจ้าของลายคลาสสิกอื่นๆ ด้วย เช่น ลายก้อนหิน (Kivet, 1956)

Marimekko, มารีเมกโกะ, ธนจิรา, TANACHIRA

Marimekko, มารีเมกโกะ, ธนจิรา, TANACHIRA

Marimekko, มารีเมกโกะ, ธนจิรา, TANACHIRA

Marimekko, มารีเมกโกะ, ธนจิรา, TANACHIRA

09 ลายทาง สัญลักษณ์ของความเท่าเทียมกัน

ลายทาง (Tasaraita, 1968) ลายคลาสสิกอีกลายที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความเท่าเทียมกัน หรือ Unisex ในทางแฟชั่น มาจาก อันนิกา ริมาลา (Annika Rimala) นักออกแบบสายกราฟิกผู้เปลี่ยนให้มารีเมโกะป๊อปขึ้น วัยรุ่นขึ้น ด้วยการออกแบบชุดกระโปรงทรงทันสมัยซึ่งปรากฎในนิตยสารแฟชั่นต่างประเทศมากมาย โดยจุดเริ่มต้นของเสื้อลายทางมาจากเทรนด์เสื้อผ้าเดนิมในปี 1968 อันนิกาจึงออกแบบเสื้อผ้าคัตตอนลายทางคอลเลกชันแรกแก่มารีเมกโกะ ซึ่งนอกจากลายทางแล้วอันนิกายังเป็นเจ้าของลายจุด หรือลายปัลโล (Pallo) ไอเทมฮิตของชาวฟินแลนด์ด้วย

10  การออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความสวยงามในชีวิตประจำวัน

ที่มาของเอกลักษณ์ในงานมาจากปรัชญาแห่งการออกแบบและทำงานว่า ‘Design is inspired by beautiful everyday.’ ประกอบด้วยความเชื่อว่า หนึ่ง จุดเริ่มต้นของงานดีมาจากการมองโลกให้สนุก (Joy of Everyday Life) ทำงานให้สนุก และเผยแพร่อารมณ์บวกให้คนรอบข้าง สอง การให้อิสระแก่นักออกแบบทุกคน (Freedom of Creativity) เพื่อ สาม สร้างสรรค์ลวดลายและสีสันที่โดดเด่น (Patterns and Colours)

สี่ การคิดถึงลวดลายที่ไม่มียุคสมัย (Timeless) ไม่ตามเทรนด์ เน้นความคลาสสิก ใช้ได้นานโดยไม่ต้องกลัวเชย ห้า ความจริงใจในการใช้ชีวิต (Genuineness) หรือการทำความเข้าใจและยอมรับความสวยงามที่ผ่านเข้ามา และหก ตอบโจทย์การใช้ในชีวิตประจำวัน (Functionality)

Marimekko, มารีเมกโกะ, ธนจิรา, TANACHIRA Marimekko, มารีเมกโกะ, ธนจิรา, TANACHIRA

ขั้นตอนการทำลายพิมพ์ผ้าจากโรงงาน Marimekko ในเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์

11   Marimekko  อยากให้คนจดจำว่า เป็นแบรนด์ออกแบบลายผ้า ไม่ใช่แบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่น

วิสัยทัศน์ของ Marimekko คือ การเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในฐานะแบรนด์ผู้ออกแบบลวดลายที่เพิ่มแรงบันดาลใจแก่ทุกคน จุดแข็งของ Marimekko คือ อัตลักษณ์ ลวดลายอันหลากหลายที่สร้างความน่าสนใจให้ตัวแบรนด์เอง

12 Marimekko ไม่ได้ขายเสื้อผ้าแฟชั่น แต่ขายวิถีชีวิต

อาร์มีเคยกล่าวว่า มารีเมกโกะไม่ได้ขายเสื้อผ้าแฟชั่น แต่ขายวิถีชีวิต และเน้นให้ความสำคัญกับการออกแบบ และมารีเมกโกะขายความคิดสร้างสรรค์มากกว่าชุดกระโปรงที่เห็น

Marimekko, มารีเมกโกะ, ธนจิรา, TANACHIRA

13 จากออกแบบลวดลาย สู่ออกแบบไลฟ์สไตล์

เมื่อโจทย์ของมารีเมกโกะต้องการเป็นแบรนด์สร้างสรรค์ลวดลาย แล้วลวดลายที่ว่านั้นจะปรากฏอยู่ในส่วนไหนของชีวิตประจำวันได้บ้าง จึงเป็นที่มาของสินค้าไลฟ์สไตล์ ตั้งแต่เสื้อผ้า กระเป๋า ข้าวของเครื่องใช้ ของตกแต่งบ้าน อุปกรณ์บนโต๊ะอาหาร ผ้าพิมพ์ลายคุณภาพดี

Marimekko, มารีเมกโกะ, ธนจิรา, TANACHIRA

Marimekko, มารีเมกโกะ, ธนจิรา, TANACHIRAMarimekko, มารีเมกโกะ, ธนจิรา, TANACHIRA

14 ถุงผ้า Marimekko  ไม่ได้เป็นแค่ถุงผ้าแฟชั่น

ที่มาของถุงผ้า (Tote Bag) ไอเทมฮิตของคนไทย มาจากความต้องการใช้งานจริงของคนฟินแลนด์ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงก็นิยมใช้แทนถุงพลาสติกทั้งหมด

“ชาวฟินแลนด์สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมาก เขาไม่ได้ใช้มารีเมกโกะเพราะแฟชั่น เป็นอีกโจทย์สำคัญหนึ่งที่เราพยายามสื่อสารกับลูกค้าว่า มารีเมกโกะไม่ได้เป็นเพียงถุงผ้าแฟชั่น” คุณนัศรีย์ เล่าเสริม

15 Originality  หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่คนทั่วโลกรักมารีเมกโกะ

นั่นคือ เอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร หรือ Originality ที่สื่อถึงความภูมิใจในท้องถิ่นผ่านลวดลายธรรมชาติ เรียบง่ายแต่มีเสน่ห์ เป็นที่ชื่นชมของนานาชาติในฐานะผู้ผลิตวัฒนธรรมผ่านการสร้างแบรนด์ออกแบบลวดลาย (Pattern Design) ที่ประสบความสำเร็จในระดับโลก จากการมีร้าน 160 สาขาใน 40 ประเทศทั่วโลก

ลวดลายและวิธีคิดที่แสนเรียบง่าย สะท้อนมาจากความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย และเปี่ยมไปด้วยมีวิถีชีวิตของชาวฟินแลนด์ตั้งแต่ในอดีต หลอมรวมมาเป็นความคิดสร้างสรรค์โดยเฉพาะที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งสืบเนื่องจากความเหน็บหนาวและความแร้นแค้นที่เคยประสบสมัยสงคราม

Marimekko, มารีเมกโกะ, ธนจิรา, TANACHIRA

16 ไปสู่การเป็นแบรนด์ระดับโลกด้วย  Marimekko Spirit 

การจะไปสู่แบรนด์ระดับโลก มารีเมกโกะมีสิ่งที่เรียกว่า Marimekko Spirit ประกอบด้วย Living, not pretending มารีเมกโกะเชื่อในการเป็นตัวของตัวเองและการเสาะหาความสวยงามในชีวิตประจำวัน โดยสนับสนุนการใช้ชีวิตแบบไม่เสแสร้งและปรุงแต่ง อยากให้คนจดจำว่าเป็นแบรนด์ที่สะท้อนวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวฟินแลนด์ มากกว่าจะเข้าใจว่ามารีเมกโกะคือแบรนด์แฟชั่น

Fairness to everyone and everything คิดถึงทุกคนที่อยู่บนเส้นทางและเป้าหมายเดียวกัน สิ่งสำคัญคือควบคุมการผลิตให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด เช่น มาตรการการป้องกันไม่ให้ของเสียจากโรงย้อมผ้าไปสู่สิ่งแวดล้อมภายนอก Common Sense ใช้งานได้จริงไม่ซับซ้อน คุณภาพต้องมาพร้อมความสมเหตุสมผลที่เรียบง่าย

Getting things done – together มีประโยคหนึ่งของฟินแลนด์กล่าวว่า ‘เราไม่ทิ้งเพื่อนไว้ข้างหลัง’ การร่วมมือกันคือกลยุทธ์ที่สำคัญ Courage, even at the risk of failure จงกล้าหาญแม้จะเสี่ยงพบกับความล้มเหลว ที่มารีเมกโกะมีวัฒนธรรมที่ทุกคนยอมรับข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากการทำงานได้ ทำให้พนักงานทุกคนพร้อมระเบิดความคิดสร้างสรรค์ออกมา ตัวอย่างที่ชัดเจนของเรื่องนี้คือ ที่มาของดอกอูนิกโกะ และ Joy ความสนุก

17 ความคิดสร้างสรรค์ ความเท่าเทียมกัน และการเติบโต

มารีเมกโกะ ในวันนี้กำลังพูดเรื่อง #growthstories ถ่ายทอดเรื่องราวของผู้เป็นแรงบันดาลใจของมารีเมกโกะ เรื่องความคิดสร้างสรรค์ ความเท่าเทียมกัน และการเติบโต จากเมล็ดพืชใต้พื้นดิน เติบโต และผลิบาน

Growth Stories

Satu Maaranen – Grow to be creative

18 Marimekko  เป็นแบรนด์ที่พูดเรื่องความเสมอภาคมาตั้งแต่ยุค 50

นำเสนอเสื้อผ้า Unisex มาก่อนกาล ตั้งแต่วันแรกเริ่ม เป็น Marimekko Spirit ที่ซ่อนอยู่ในทุกผลิตภัณฑ์ของมารีเมกโกะ ดังจะเห็นว่าไม่มีอะไรมากำหนดว่ากระเป๋าใบนี้เหมาะกับผู้หญิงเท่านั้น แต่ผู้ชายก็ใช้ได้

19 สิ่งที่ Marimekko ให้กับผู้คนคือ วิถีชีวิต

การใส่ความสุขลงไปในชีวิตประจำวัน เช่น สีสดๆ ที่ให้ อารมณ์ขันในหลายๆ ลาย ซึ่งคนทั่วโลกเข้าใจสิ่งนี้

20 ธนจิรา (TANACHIRA)  Exclusive Distributor แบรนด์ ‘Marimekko

ไม่ใช่แค่ตัวแทนจำหน่าย แต่ ‘ธนจิรา’ เป็น ‘Lifestyle Company’ ที่เป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างเจ้าของแบรนด์และผู้บริโภค ผ่านการนำเสนอความหลากหลายของสินค้าที่มากคุณภาพ (Product Quality) การถ่ายทอดความเป็นแบรนด์สู่คนไทย (Brand Experience) เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ดังความตั้งใจของ ธนจิรา ที่มีเป้าหมายในการนำสิ่งที่ดีที่สุดของแบรนด์มาสู่ผู้บริโภคชาวไทย ‘Bring the best of brand to the best of Thailand.’

โจทย์ของธนจิรากับการทำให้แบรนด์มารีเมกโกะเข้าไปอยู่ในใจคนไทย เริ่มจากสร้างแบรนด์ด้วยการทำความเข้าใจผู้บริโภค รู้พฤติกรรมลูกค้าชาวไทยว่าต้องการเห็นต้นแบบการจัดวางสไตล์สแกนดิเนเวีย และทางเลือกใหม่ๆ ของการเลือกหยิบสินค้า

Marimekko, มารีเมกโกะ, ธนจิรา, TANACHIRA

“ใครจะเชื่อว่าเมื่อจับลายทางมาเจอลายดอกไม้ดอกโตแล้วจะลงตัวเข้ากันดี นี่คือความคลาสสิกหนึ่งที่มีในมารีเมกโกะเท่านั้น” นัศรีย์เล่า พร้อมหยิบจับข้าวของเครื่องใช้จัดวางให้เห็นเป็นตัวอย่าง เป็นที่มาของการออกแบบและจัดวางหน้าร้านใหม่ เปิดโอกาสให้คนที่มาเยือนสนุกกับการทดลอง หรือรับคำแนะนำจากทีมงานหน้าร้านผู้มีทักษะการออกแบบพิเศษ

สองกลยุทธ์สำคัญในการทำดำเนินธุรกิจตามสไตล์ธนจิรา ประกอบด้วย “Marketing Excellence” ซึ่งคือ จะเข้าไปมีบทบาททั้งสร้างการรับรู้แบรนด์ การขยายตลาด การให้ความรู้ลูกค้า วางระดับราคาที่เหมาะสมในจุดที่กลุ่มเป้าหมายสามารถจับต้องได้ ขยายพอร์ตสินค้าลงในเชิงลึกสู่ตลาดพรีเมียมและพรีเมียมแมส รวมทั้งมีนโยบายที่ให้ความสำคัญกับ Branding Experience มีการวางแผนการตลาดให้ตรงใจผู้บริโภค

และ “Operational Best Practice” คือ มีระบบการบริหารงานขายที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ยึดมั่นในวัฒนธรรมองค์กรเพื่อให้โตแบบยั่งยืน คือ เป็นสังคมการทำงานที่เกื้อกูล ทำงานเป็นทีมอย่างมีความสุข

ปลายทางที่เหมือนกันของธนจิราและมารีเมกโกะ คือการมอบความสุขและไลฟ์สไตล์ที่ดีแก่ทุกคน ผ่านสินค้า และประสบการณ์ด้วยการทำให้เห็นว่าคนฟินแลนด์คิด อยู่ และมีวิถีชีวิตอย่างไร

เช่นเดียวกับร้านมารีเมกโกะ (Flagship Store) โฉมใหม่ที่ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในฟินแลนด์ ตั้งแต่หน้าร้านที่ออกแบบฟาซาด (Façade) ให้เป็นกระจกโล่ง กว้าง และโปร่งใส ด้านบนมีโลโก้ป้ายไฟสีขาววางบนไม้สนแท้ถูกแกะสลักให้เป็นแพตเทิร์นสี่เหลี่ยมวางติดๆ กัน

Marimekko, มารีเมกโกะ, ธนจิรา, TANACHIRA

Marimekko, มารีเมกโกะ, ธนจิรา, TANACHIRA

Marimekko, มารีเมกโกะ, ธนจิรา, TANACHIRA

ผสมกับกลิ่นอายอย่างสแกนดิเนเวียจากประตูทางเข้า การตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้ การจัดวางสินค้าที่สร้างสมดุลระหว่างฟังก์ชัน รูปทรง สีสันและลวดลาย และจัดแสงสีขาวนวลหรือ Warm White สร้างบรรยากาศราวอยู่ในบ้านของชาวสแกนดิเนเวียช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว โดยเฉพาะห้องลองเสื้อที่ทำให้เราอยากติดอยู่ในร้านทั้งวัน เป็นการสร้าง Brand Experience ผ่านจำลองบรรยากาศ และออกแบบให้กว้างขึ้นเพื่อนำเสนอไลฟ์สไตล์มากขึ้น

รวมไปถึงจัดทำกระเป๋าผ้า Tote Bag ลายดอกอูนิกโกะคู่สีพิเศษโทนสีชมพูและเบจ โดยเฉพาะสำหรับวางจำหน่ายในประเทศไทยที่เดียวเท่านั้น เป็นการออกแบบร่วมกันของคู่แม่ลูกผู้เป็นนักออกแบบในตำนานของมารีเมกโกะ อย่างไมยาและ คริสตีนา อีโซลา (Kristina Isola) โดยปรับขนาดของลายให้ดูร่วมสมัยมากขึ้น

Marimekko, มารีเมกโกะ, ธนจิรา, TANACHIRA

Photo Credit Instagram @markcarter

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

21 พฤศจิกายน 2565
2 K

อากาศเปลี่ยนนิดหน่อยผิวก็เริ่มลอกแห้ง ล้างหน้ากับน้ำที่ไม่คุ้นผื่นคันก็ถามหา หลายคนอาจไม่เชื่อว่าอาการผิวแค่นี้ก็กระทบชีวิตคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ได้จริง ๆ แถมไม่ได้กระทบเพียงเปลือกนอกอย่างร่างกาย แต่ทำลายความรู้สึกถึงภายใน

ใครไม่เชื่อ แต่ ‘Cetaphil’ เชื่อ เชื่อตั้งแต่ 75 ปีที่แล้วที่ผลิตภัณฑ์แรกอย่าง Cetaphil Gentle Skin Cleanser ถือกำเนิดขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้คนสมัยนั้น ทั้งยังเชื่อเสมอว่า ต้องคิดค้นผลิตภัณฑ์เพื่อให้คนผิวบอบ บางแพ้ง่าย ใช้ชีวิตตามปกติได้เช่นคนอื่น ๆ 

ไม่แปลกใจหากนี่จะเป็นแบรนด์เวชสำอางเพื่อผิวหน้าอันดับ 1 ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศแนะนำ แถมยังวางจำหน่ายกว่า 70 ประเทศทั่วโลกอีกด้วย แต่ตัวชี้วัดเหล่านี้ไม่ได้ทำให้แบรนด์หยุดพัฒนา ยังคงมุ่งมั่นเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังอยู่เสมอ 

เพราะแบบนี้เอง ในโอกาสครบรอบ 75 ปี บริษัทจึงปรับโฉมตัวเองครั้งใหญ่ ไม่ได้ปรับเพียงแค่สูตรผลิตภัณฑ์ตามเทรนด์ผิวและเป็นมิตรกับผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย เท่านั้น แต่ยังเป็นมิตรต่อโลก ทั้งในระดับใหญ่อย่างแพ็กเกจจิ้ง ไปจนถึงระดับอณูอย่างวัตถุดิบและกระบวนการผลิต

วันนี้เราได้มีโอกาสพบกับ หนุ่ม-ธวัชชัย บุญทวีกิจ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท กัลเดอร์มา (ประเทศไทย) จำกัด และ ตุ่ม-ทัศนีย์ บุญไกรลาส ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ เพื่อพาเราไปย้อนรอยแบรนด์เวชสำอางถึงอดีต เดินทางกลับมายังปัจจุบัน และพูดถึงเรื่องราวในอนาคตที่คาดหวัง

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

1. Cetaphil เกิดขึ้นพร้อมกับการใช้คลื่นวิทยุไมโครเวฟโทรศัพท์ทางไกลเป็นครั้งแรก

ถ้ามองจากรูปลักษณ์ภายนอก ทุกคนคิดว่า Cetaphil อายุเท่าคนรุ่นไหน 

เราขอเฉลยตรงนี้ว่า แม้จะมีภาพลักษณ์ทันสมัย แต่ความจริงแล้วแบรนด์นี้มีประวัติความเป็นมายาวนานตั้งแต่ปี 1947 หรือเมื่อ 75 ปีมาแล้ว 

เรื่องของเรื่องคือในสมัยนั้นยังไม่มีผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะกับคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย เภสัชกรชาวอเมริกันในรัฐเท็กซัสคนหนึ่งเลยคิดค้นผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ช่วยให้คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้ และกลับมาใช้ชีวิตแฮปปี้ได้แบบเดิม

ถ้าเทียบกับเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ของโลก Cetaphil ก็เกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับการใช้คลื่นวิทยุไมโครเวฟในการโทรศัพท์ทางไกลเป็นครั้งแรกเลยทีเดียว!

2. ก่อนปรับปรุงสูตรครบรอบ 75 ปี ผลิตภัณฑ์ตัวแรกยังคงสูตรเดิมมาตลอด 

สำหรับคนผิวแพ้ง่าย หลายคนอาจคิดว่ายิ่งต้องลงทุนกับเซรั่มหรือครีมเพื่อคงความชุ่มชื้นแบบเต็มแม็กซ์ แต่ Cetaphil ที่เริ่มต้นบริษัทด้วยผลิตภัณฑ์ล้างทำความสะอาดผิวหน้า และยังคงยืนหนึ่งเรื่องนี้เสมอมา บอกว่าเราอาจต้องกลับไปทำความเข้าใจการดูแลผิวใหม่ตั้งแต่ต้น

“สิ่งแรกที่เราควรให้ความสำคัญ คือการทำความสะอาดผิวหน้าให้คงความชุ่มชื้นอยู่เสมอ แล้วถึงจะไปเติมความชุ่มชื้นในสเต็ปถัดไป ไม่ใช่ว่าล้างหน้าเสร็จปุ๊บ ผิวก็เอี๊ยดปั๊บ ซึ่งอาจจะดีในคนบางกลุ่ม แต่สำหรับคนที่ผิวบอบบางมาก ๆ นี่คือการทำให้วงจรผิวยิ่งแย่ลง” ตุ่มอธิบาย

แม้ในปี 1947 ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าตัวแรกอย่าง ‘Cetaphil Cleasing Lotion’ หรือที่ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ ‘Cetaphil Gentle Skin Cleanser’ จะเปิดตัวได้ไม่นาน แต่ก็ได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว เพราะปลอบประโลมผิวและฟื้นฟูผิวบอบบาง แพ้ง่าย ให้แข็งแรงขึ้นได้จริง เป็นผลิตภัณฑ์ที่หายากในท้องตลาดสมัยนั้น 

ความน่าสนใจและแสดงให้เห็นว่าสูตรตั้งต้นนั้นเจ๋งและแจ๋ว คือก่อนจะปรับปรุงวัตถุดิบตั้งต้นในรอบ 75 ปี Cetaphil Gentle Skin Cleanser ยังคงใช้สูตรดั้งเดิมที่คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย คนแรกของโลกได้ทดลองใช้ และสูตรที่ว่าก็ยังเป็นหนึ่งในสูตรที่ขายดีตลอดกาลอีกด้วย

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

3. ถ้าไม่มีวิทยาศาสตร์ ไม่ถือเป็น Cetaphil

แม้จะตั้งต้นจากเภสัชกรที่ห่วงใยคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ก็จริง แต่แกนหลักอีกแกนที่ทำให้แบรนด์อยู่ยั้งยืนยงจนปัจจุบันได้ขนาดนี้ คือการคิดค้น วิจัย และการอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์ 

ถ้าใครสงสัยว่า Cetaphil เป็นแบรนด์สายวิทย์แค่ไหน? ตุ่มเล่าให้ฟังว่าตลอดระยะเวลาการวิจัยที่ผ่านมาของ Cetaphil ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังจะต้องศึกษาวิจัยมากกว่า 550 ครั้งกับอาสาสมัครมากกว่า 32,000 ราย อีกทั้งในแต่ละผลิตภัณฑ์ยังต้องเน้นการวิจัยเพื่อช่วยเรื่องผิวบอบบาง คนแพ้ง่ายใช้ได้จริง คงความชุ่มชื้น และไม่ทำลายโครงสร้างผิว

นอกจากนั้น วัตถุดิบที่คัดสรรก็ต้องมีใบรับรองและผ่านการทดสอบมาแล้วว่าไม่เป็นภัยกับคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย และแม้บางครั้งการใส่วัตถุดิบที่สุ่มเสี่ยงอาจทำให้เกิดผลลัพธ์กับลูกค้าแบบทันตาเห็น แต่แบรนด์ก็เลือกที่จะไม่ทำ

“เราไม่ได้ใส่ใจเรื่องการอ้างอิงงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์แค่เฉพาะในขั้นตอนการผลิต แต่กับการสื่อสารแบรนด์ออกไปยังตลาด เราก็ใส่ใจเรื่องวิทยาศาสตร์เหมือนกัน เช่น ถ้าเราจะพูดว่าผลิตภัณฑ์ของเราคงความชุ่มชื้นกี่เปอร์เซ็นต์ เราจะต้องอ้างอิงงานวิจัยเสมอ เพื่อให้ข้อมูลที่ออกไปถูกต้องและไม่เกินความจริงจนเกินไป” ตุ่มยืนยันถึงความเป็นวิทยาศาสตร์ที่ฝังรากลึกในทุกอณูของ Cetaphil

4. โจทย์หลักในการผลิตสินค้า คือการเป็นทางออกให้ผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย

เมื่อนึกถึง Cetaphil หลายคนคงนึกถึงผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เราเล่าไปแล้ว แต่รู้หรือเปล่าว่าที่จริงแล้วยังมีสินค้าอีกมากที่คิดค้นขึ้นเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกคน ทุกวัย ทุกสภาพผิว ไม่ว่าจะสินค้าสำหรับทารกแรกเกิด ไปจนกระทั่งสินค้าสำหรับกู้ผิวแพ้ง่าย ผิวหมองคล้ำ จุดด่างดำ สิว และผู้ที่เป็นผื่นแพ้ผิวหนัง แห้งคันอีกด้วย

แม้มีสินค้าหลากหลาย แต่แก่นแกนที่แท้จริงยังอยู่ นั่นคือการผลิตสินค้าเพื่อให้คนที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้ 

“ลูกค้าจำนวนมากมีผิวบอบบาง แพ้ง่าย แต่ก็อยากได้ผิวกระจ่างใสด้วย พอสินค้าในตลาดส่วนใหญ่โฟกัสแค่เรื่องความกระจ่างใสอย่างเดียว ลูกค้ากลุ่มนี้ใช้ก็แพ้ทันที ต่างจาก Cetaphil ที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือคนที่มีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย เวลาจะผลิตสินค้าชิ้นใหม่ เราจึงต้องเอาผิวบอบบาง แพ้ง่าย เป็นที่ตั้ง แล้วค่อยโยงออกไปว่าลูกค้าต้องการให้ช่วยแก้ไขปัญหาผิวอะไรอีกบ้าง” หนุ่มอาสาตอบ ก่อนที่ตุ่มจะเสริมถึงแก่นสำคัญ 

“อีกหัวใจสำคัญคือ ลูกค้าต้องใช้สินค้าของเราได้ในระยะยาว โดยไม่ก่อให้เกิดสารตกค้างหรืออันตรายกับผิว เราจะไม่ทำสินค้าที่ทาแล้วขาวเดี๋ยวนี้ แต่เราจะทำสินค้าที่ทำให้ผิวค่อย ๆ กระจ่างใสขึ้น และค่อย ๆ ดีขึ้นในองค์รวม ไม่อย่างนั้นเราคงไม่สามารถอยู่กับคนแพ้ง่ายมาได้นานถึง 75 ปี” 

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

5. เพราะเทรนด์ผิวที่เปลี่ยนไป ถึงเวลาปรับ 3 ส่วนผสมใหม่ให้คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้กว่าเดิม

ถ้าเทียบกับคน อายุอานาม 75 ปีก็เป็นรุ่นยายรุ่นทวดได้แล้ว แต่แบรนด์สัญชาติอเมริกันนี้ก็ไม่ได้หยุดพัฒนาตัวเองแม้แต่น้อย Cetaphil ยังคงเป็นวัยรุ่นที่พัฒนาตัวเองและตามเทรนด์ตลอดเวลา หลังจากผลิตภัณฑ์แรกเดินทางด้วยสูตรดั้งเดิมมานาน ฉลองครบรอบ 75 ปีครั้งนี้ จึงหยิบจับเอาเทรนด์ผิวในปัจจุบันมาปรับปรุงสูตรให้ทันสมัยกว่าเดิม 

“เรามั่นใจว่าสูตรที่ผ่านมาของเราดี แต่สภาพแวดล้อมในปัจจุบันมันเปลี่ยนไป มลภาวะทางอากาศซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผิวแพ้ง่ายก็มีมากขึ้น ที่เห็นได้ชัด ๆ คือ ถ้าวันไหนค่าฝุ่น PM 2.5 สูง แค่จับหน้าก็รู้แล้วว่าหน้าเราไม่ปกติ” ตุ่มเกริ่นถึงสาเหตุของการเปลี่ยนแปลง

เพราะแบบนี้เอง หลังจากเก็บข้อมูลได้ว่าคนในปัจจุบันมีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย มากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ Cetaphil จึงสรุปออกมาเป็น 5 สัญญาณผิวแพ้ง่ายที่ให้ชาวเราหมั่นสังเกต ไม่ว่าจะผิวแห้งกร้าน ผิวระคายเคืองง่าย ผิวไม่เรียบเนียน ผิวแน่นตึง และเกราะป้องกันผิวอ่อนแอ จากนั้นจึงนำสัญญาณผิวเหล่านี้ไปคิดค้นและพัฒนา จนได้สูตรปรับปรุงใหม่ของ 4 ผลิตภัณฑ์ขายดีตลอดกาล ทั้ง Cetaphil Gentle Skin Cleanser, Cetaphil Oily Skin Cleanser, Cetaphil Moisturising Lotion และ Cetaphil Moisturising Cream 

สูตรปรับปรุงใหม่ที่ว่าเน้นการปรับปรุงต้นทางของวัตถุดิบและการคัดสรร Skin Power Solution หรือ 3 วัตถุดิบสำคัญให้ดียิ่งขึ้น นั่นคือวิตามินบี 3 (Niacinamide) โปรวิตามินบี 5 (Panthenol) และกลีเซอรีน (Glycerin) ซึ่งช่วยคงความชุ่มชื้น ปลอบประโลมผิว ช่วยให้ผิวกลับมาแข็งแรง และทำให้ผิวมีสุขภาพดี 

“หลายคนอาจบอกว่าวัตถุดิบเหล่านี้ก็มีมานานแล้วนี่ แต่มันไม่ใช่แบบนั้น การคิดค้นสูตรไม่ได้ผลลัพธ์แบบ 1 + 1 เท่ากับ 2 แต่ต้องดูว่าสารตัวไหนมารวมกับสารตัวไหนแล้วจะทำหน้าที่ได้ดีกว่า เช่น ตัว Oily Skin Cleanser ต้องมีสารลดความมันมากกว่าตัวอื่น แต่นักวิจัยจะทำยังไงให้ลดความมันได้แต่ต้องไม่ระคายเคืองผิวด้วย” ตุ่มอธิบาย

6. 75 ปีทั้งที Cetaphil ยังปรับแพ็กเกจจิ้งใหม่ให้ใส่ใจโลกมากกว่าเดิม

เพราะเชื่อว่าสภาพผิวของผู้คนสะท้อนสภาพแวดล้อมที่เราอยู่ได้ Cetaphil จึงมีอีกขาสำคัญอย่าง Clear Skies ที่พยายามใส่ใจโลกมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือการปรับเปลี่ยนแพ็กเกจจิ้งใหม่เป็น Smart Packaging ที่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนลุคธรรมดา ๆ แต่เป็นการเปลี่ยนเพื่อโลก 

อย่างที่หลายคนรู้ว่าวัสดุบางชิ้นรีไซเคิลไม่ได้ เพราะวัสดุนั้น ๆ ประกอบขึ้นจากวัสดุหลายประเภท แบรนด์จึงหันมาเลือกใช้หีบห่อและวัสดุปิดที่ทำจากวัสดุประเภทเดียวกัน ทั้งยังแยกชิ้นส่วนได้ เพื่อส่งเสริมการแยกขยะ และเพื่อให้วัสดุเหล่านี้ส่งไปรีไซเคิลที่โรงงานรีไซเคิลทั่วไปได้ ไม่ต้องปวดหัว ความน่ารักอีกข้อคือ บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากกระดาษก็ผลิตขึ้นจากวัสดุหมุนเวียน ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติด้วยนะ 

7. ไม่ได้ใส่ใจแค่แพ็กเกจจิ้ง แต่เป็นมิตรกับโลกระดับอณู

ในโปรเจกต์ Clear Skies ที่ทำ แบรนด์ยังมองลงไปถึงระดับอณูว่า นักวิจัยในมือจะทำยังไงให้วัตถุดิบทั้งหลายเป็นมิตรกับโลกด้วย พร้อมหันมาเลือกใช้วัตถุดิบที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติมากขึ้น ไร้พาราเบน ซัลเฟต และส่วนผสมจากสัตว์มากวนใจ 

ความปังคือในฟากการผลิต ธุรกิจยังลดการใช้น้ำได้ถึง 33 เปอร์เซ็นต์ต่อการผลิตสินค้า 1 ตัน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงานเฉลี่ยทั้งปีได้มากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ เพราะใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน 95 เปอร์เซ็นต์ และลดการสร้างขยะฝังกลบจนเหลือศูนย์ 

“เราคือบริษัทที่มีเป้าหมายช่วยให้คนมีสุขภาพผิวที่ดีขึ้นก็จริง แต่สมัยนี้ก็มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะช่วยให้สภาวะโลกร้อนดีขึ้น ในเมื่อทำได้ ก็ต้องมาดูว่าจะปรับเปลี่ยนให้เข้ากับผลิตภัณฑ์ของเรายังไง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของเราไปด้วยกันกับโลก” หนุ่มอธิบายถึงปณิธานของ Cetaphil และบริษัท Galderma

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

8. เป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ยกเลิกการทดสอบผลิตภัณฑ์กับสัตว์

เห็นข้อนี้แล้วอดตื่นเต้นไม่ได้ 

นอกจากจะเป็นมิตรกับโลก Cetaphil ยังเป็นมิตรกับเพื่อนร่วมโลกอย่างเจ้าสัตว์ทดลอง เพราะอย่างที่รู้กันดีว่าหลายปีมานี้ ประเด็นการทดลองสารพัดของอุปโภคบริโภคกับสัตว์กำลังเป็นที่ถกเถียง ถึงขนาดที่แบรนด์ใหญ่ ๆ หลายแบรนด์ต้องหันมาปรับเปลี่ยนตัวเองกันยกใหญ่ แต่ Cetaphil ถือเป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ยกเลิกการทดลองผลิตภัณฑ์กับสัตว์ ก่อนที่หลายประเทศจะออกกฎหมายข้อนี้อีกนะ ยกเว้นก็แต่ในบางประเทศที่มีกฎหมายกำชับว่า ยังไงก็ตาม สินค้าที่นำมาขายต้องทดลองกับสัตว์ด้วย แต่ก็ต้องอ้างอิงตามกฎหมายของแต่ละประเทศกันไป เพื่อให้ถูกต้องตามกฎของแต่ละที่

9. การตลาดแบบไม่ได้อยู่แค่วันนี้

“บอกตามตรงว่า ตลาดบ้านเราเป็นตลาดที่ไม่ง่าย” ตุ่มเกริ่น 

ที่ว่าไม่ง่าย ตุ่มขยายความว่า โดยธรรมชาติของคนเอเชียนั้นรักสวยรักงามมากกว่าคนทวีปอื่น ๆ นอกจากนั้น ตลาดเมืองไทยยังวิ่งเร็ว มีตัวเลือกให้ลูกค้าหลากหลายแบบ ทั้งในเชิงวัตถุดิบและราคา ที่สำคัญ คนไทยถือเป็นลูกค้าที่มีองค์ความรู้เยอะและทำการบ้านก่อนซื้อของเสมอ แต่ถึงจะยากยังไง ตุ่มก็ยืนยันว่า พวกเขาจะไม่ยอมทำการตลาดแบบหวือหวา

“เราพยายามทำการตลาดแบบยั่งยืน และพยายามทำการตลาดที่ไม่ได้อยู่แค่วันนี้ เพราะเราอยากเป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าได้ ราคาสมเหตุสมผล และลูกค้าไม่ต้องคิดเยอะ”

ตุ่มยกตัวอย่างให้ฟังว่า ในการโฆษณาของ Cetaphil จะไม่มีคำว่าขาวอย่างรวดเร็วสักครั้งเดียว เพราะพวกเขาเชื่อในความกระจ่างใสของสีผิว ผิวสุขภาพดีตามธรรมชาติ และความเร็วระดับกลางที่ปลอดภัยกับผิวมากกว่า

10. มากกว่ายอดขาย คือผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ได้กลับมาใช้ชีวิต 

ปัจจุบัน Cetaphil เป็นแบรนด์เวชสำอางเพื่อผิวหน้าอันดับ 1 ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศทั่วโลกแนะนำ วางจำหน่ายใน 70 ประเทศทั่วโลก ทั้งยังเป็นแบรนด์ที่ทำงานร่วมกับหมอทั้งในโรงพยาบาลและคลินิกมายาวนาน เรียกได้ว่าเป็นความสำเร็จหนึ่งของแบรนด์ที่น่าภาคภูมิใจ

แต่ยอดขายไม่ใช่ตัวชี้วัดเดียวที่แบรนด์อยากได้ มากกว่าเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่บริษัท เสียงตอบรับจากลูกค้าต่างหากที่ทำให้มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีกว่าเดิม

“ผมเคยเจอคนที่ผิวแพ้แบบรุนแรงมาก เขาดูไม่มีความมั่นใจเลย และเขาก็มองโลกด้วยความสิ้นหวัง เวลาจะพูด จะเดิน หรือจะทำอะไร มันดูหดหู่ไปหมด แต่เมื่อเขาได้ใช้ผลิตภัณฑ์ของเรา มุมมองที่เขามีต่อโลกก็สดใสขึ้น เห็นมั้ยว่าไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ทางกายอย่างเดียวนะ แต่มันคือผลลัพธ์ทางใจด้วย

“ในฐานะของแบรนด์ที่มุ่งเน้นเรื่องสุขภาพผิว เรารู้สึกดีว่ามากกว่ารายได้คือเราทำให้เขากลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ซึ่งก็ตรงกับเป้าหมายหลักของทั้งบริษัท Galderma และ Cetaphil ว่าไม่ว่ายังไง เราขอเป็นหนึ่งในคนที่ช่วยให้ผู้บริโภคมีสุขภาพผิวที่ดีขึ้น” หนุ่มเล่าประสบการณ์ที่เขาเจอกับตัวเอง

“เหมือนกับสโลแกนใหม่ของเราว่า We do skin, you do skin ที่เราตั้งใจอยากบอกผู้ที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ว่าคุณไม่ต้องกลัวนะ ถ้าเป็นเรื่องผิว เราจะช่วยให้คุณกลับไปใช้ชีวิตที่คุณต้องการให้ได้” ตุ่มทิ้งท้ายความตั้งใจ

เพราะผิวแพ้ง่ายบอบบางมีอยู่จริง สนทนากับ Cetaphil ประเทศไทย ถึง 75 ปีที่ผ่านมาและการเปลี่ยนแปลงนับจากนี้ต่อไป

Writer

Avatar

ฉัตรชนก ชัยวงค์

เด็กเอกไทยที่สนใจประวัติศาสตร์ งานคราฟต์ และเรื่องท้องถิ่น เวลาว่างชอบกิน เล่นแมว และชิมโกโก้

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load