13 พฤศจิกายน 2564
1 K

‘เดือนสิบเอ็ดน้ำนอง เดือนสิบสองน้ำทรง

เดือนอ้าย เดือนยี่ น้ำก็รี่ไหลลง’

ได้ยินเพลงเรือท่อนนี้ทีไรก็ปรามตัวเองไม่ให้ยิ้มกระมิดกระเมี้ยนอยู่คนเดียวไม่ได้ เพราะชวนให้คิดถึงอีกหลากหลายวรรคทองที่จำได้ขึ้นใจแต่ไม่กล้าแชร์ให้ใครทราบ เนื่องจากแฝงความสัปดี้สัปดน ระคนความชาญฉลาดของพ่อเพลงแม่เพลงยุคก่อน ทั้งเชิงการละเล่นทางภาษา และการรู้หยิบเอาภูมิประเทศที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึงของภาคกลาง มาเปรียบเปรยสองแง่สองง่าม เรียกความสนุกสนานให้งานเทศกาลงานกฐินช่วงปลายฝนได้อย่างฉมัง

เพลงเรือท่อนข้างต้นยังช่วยเตือนสติให้เราฉุกคิดได้ว่า คนไทยนี่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับน้ำโดยแท้

ฝ่ายหลวงมีทั้งพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญรับหน้านา พิธีสรงน้ำพระมูรธาภิเษก ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จนถึงพระราชพิธีโบราณชื่อแปลกหู อย่าง ‘พิธีไล่เรือ’ ‘พิธีฟันน้ำ’ จนถึง ‘พิธีพระพิรุณศาสตร์’ ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับฝนฟ้านาน้ำทั้งสิ้น แม้พระแก้วมรกตก็ยังต้องเปลี่ยนเครื่องทรงรับฤดูฝน

ฝ่ายราษฎร์ก็มีประเพณีเกี่ยวกับน้ำอยู่ทุกช่วงตลอดปี รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่รับปีใหม่สากล สรงน้ำพระ สาดน้ำสงกรานต์ยามปีใหม่ไทย ออกพรรษาก็แจวเรือแห่กฐินกันคึกคัก ขับเพลงเรือดังอึกทึกทั่วคุ้งน้ำ ครั้นขึ้น 11 ค่ำ เดือน 12 ก็จุดพลุตะไลไฟพะเนียง ลอยประทีปกระทงขอขมาพระแม่คงคาปิดท้ายเดือนสุดท้ายของปีตามปฏิทินจันทรคติ

เอนก นาวิกมูล เล่าสัมพันธ์คนไทย-สายน้ำ ผ่านท่าพายเรือ ศาลา ตลาดน้ำ และการเที่ยวทุ่ง

ในวาระที่ประเพณีคู่สายน้ำอย่างลอยกระทงจะเวียนมาบรรจบอีกคำรบหนึ่ง Bangkok River Festival 2021 และ The Cloud จึงชวน อาจารย์เอนก นาวิกมูล นักประวัติศาสตร์และนักสะสมของโบราณ เจ้าของ ‘บ้านพิพิธภัณฑ์’ มานั่งลงสนทนาเรื่องความสัมพันธ์คนไทยกับสายน้ำ ที่ ‘บ้านอากงอาม่า’ คาเฟ่เรือนไม้โบราณบรรยากาศคลาสสิกริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยมี เอญ่า-ศุภากร กรณิศาภูกิจ มัคคุเทศก์ฝึกหัดในโครงการ ‘เยาวชนเจ้าบ้าน สืบสานวัฒนธรรม’ ที่คลุกคลีกับชุมชนริมน้ำกุฎีจีนมายาวนาน จนตกหลุมรักเข้าอย่างจัง นั่งตาแป๋วตั้งใจฟังอยู่ห่างๆ

ขอชวนเข้าห้องเรียนวิชาความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยกับสายน้ำ ที่อาจารย์เอนกจะค่อยๆ ชี้ให้เห็นผ่านท่าพายเรือ ศาลาริมน้ำ ตลาดน้ำ เรือนแพ และการเที่ยวทุ่ง

เอนก นาวิกมูล เล่าสัมพันธ์คนไทย-สายน้ำ ผ่านท่าพายเรือ ศาลา ตลาดน้ำ และการเที่ยวทุ่ง
01

แจวมาแจวจ้ำจึก น้ำนิ่งไหลลึกนึกถึงคนแจว

คนไทยเริ่มหันหน้าบ้านเข้าถนน หันหลังให้คูคลอง และเลิกใช้เป็นเส้นทางสัญจรหลักในยุคการพัฒนาประเทศภายใต้เงาปีกอินทรีย์ ผ่านแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ 

“เดิมแม่น้ำลำคลองคือแหล่งกำเนิดชุมชน ทั้งเจ้าพระยา ท่าจีน แม่กลอง จะเห็นว่าคนไทยต้องใช้น้ำ ผูกพันกับน้ำแน่นอน แง่มุมหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือเรือ ซึ่งมีหลากหลายแบบเพื่อกิจการต่างๆ ตั้งแต่เรือชาวบ้าน เอาต้นตาลมาทำเรืออีโปง เอาไม้มาต่อกันทำเป็นเรือมาด เรือป๊าบ เรือสำปั้น เรือต่อ เรือพายม้า เรือหมู เยอะแยะไปหมด

เอนก นาวิกมูล เล่าสัมพันธ์คนไทย-สายน้ำ ผ่านท่าพายเรือ ศาลา ตลาดน้ำ และการเที่ยวทุ่ง

“แต่สำคัญไม่แพ้เรือก็คือท่าพายเรือ คนยุคหลังมาไม่รู้จักการจับพายเสียแล้ว คนสมัยก่อนพายคว่ำมือกันทั้งนั้น ผมมาสนใจเรื่องนี้เพราะว่า วันหนึ่งอยู่บ้านริมคลองแถวบางด้วน บางแวก เห็นชาวสวนจับพายคว่ำทั้งสองมือก็นึกแปลกใจว่า จริงๆ แล้วต้องจับพายอย่างไรให้ถูกต้องสวยงาม ทีนี้ต้องเช็กกันใหญ่เลย หนึ่ง ดูจากจิตรกรรม สอง ดูจากวิถีชีวิตคนริมคลอง ตลาดน้ำ ทุกอย่างเข้าทฤษฎีเราหมดว่าต้องคว่ำมือทั้งสองข้าง” 

เราขมวดหัวคิ้วชิดกัน แสดงความสงสัยอย่างโจ่งแจ้งแก่คู่สนทนา ว่าท่าพายเรือจะสำคัญอย่างไร เพราะไม่ว่าจะจับพายแบบไหน ถ้าเรือไปหน้าถอยหลังได้ตามใจสั่ง ก็เป็นอันใช้ได้นี่นา

เอนก นาวิกมูล เล่าสัมพันธ์คนไทย-สายน้ำ ผ่านท่าพายเรือ ศาลา ตลาดน้ำ และการเที่ยวทุ่ง
เอนก นาวิกมูล เล่าสัมพันธ์คนไทย-สายน้ำ ผ่านท่าพายเรือ ศาลา ตลาดน้ำ และการเที่ยวทุ่ง
ภาพพระนเรศวรตามจีนจันตุ ที่ฐานพระบรมราชานุสาวรีย์พระนเรศวรมหาราช บริเวณทุ่งภูเขาทอง

“ไอ้แค่จับพายเนี่ยนะ” เขาทวนคำถามพร้อมทิ้งจังหวะชวนคิด

“เวลาช่างเขียนยุคใหม่ไปซ่อมจิตรกรรมฝาผนัง ปรากฏว่านอกจากไม่สวยแล้วยังซ่อมผิดหมดเลยด้วย อย่างที่หอประชุมกองทัพเรือ แกะสลักรูปคนพายเรือทั้งชาวบ้าน ทั้งพระ ไม้พายดุ้นสั้นนิดเดียว จับคว่ำมือหงายมือเลอะเทอะไปหมด หรือภาพพระนเรศวรไล่ตามจีนจันตุ ประติมากรปั้นคว่ำมือหงายมือแบบนั้น พายไปไม่ได้หรอก”

อาจารย์เอนกเฉลยด้วยผลกระทบชั้นละเมียดที่สุดเมื่อคนไทยหันหลังหาคลอง

02

อาบน้ำท่าไหน อาบน้ำท่าวัด

หากอธิบายความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างคนไทยกับสายน้ำแล้วไม่หยิบยกประเพณีลอยกระทง พระเอกประจำเทศกาลคู่เทศกาลสงกรานต์มาเล่า ก็คงจะไม่ใช่คำอธิบายที่สมบูรณ์เท่าไหร่นัก

ลอยกระทงคือประเพณีการขอขมาพระแม่คงคา ที่ได้ตักตวงประโยชน์และให้โทษแก่แหล่งน้ำมาตลอดทั้งปี ทางพุทธอธิบายว่าเป็นการบูชาพระเจดีย์จุฬามณีบรรจุพระจุฬา พระเมาฬี และพระเขี้ยวแก้วของพระพุทธเจ้า ซึ่งประดิษฐานอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงษ์ มิพักต้องพิจารณาหลักฐานทั้งทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีให้ถี่ถ้วนตามข้อเสนอของ สุจิตต์ วงษ์เทศ ว่าประเพณีขึ้นชื่อนี้อาจไม่ได้เก่าแก่ถึงสมัยสุโขทัย

เอนก นาวิกมูล เล่าสัมพันธ์คนไทย-สายน้ำ ผ่านท่าพายเรือ ศาลา ตลาดน้ำ และการเที่ยวทุ่ง

“แต่ตอนหลังประเพณีนี้ก็ย่อหย่อนลงไปมาก เพราะคนไทยสำนึกไม่มากพอ มีแต่ไหว้เป็นอามิสบูชาอย่างเดียว ไม่ได้ปฏิบัติบูชา ไม่รักษาแม่น้ำลำคลอง ยังโยนขยะลงน้ำ ขี้ลงน้ำ อย่างไอ้ไข้อหิวาตกโรคที่ระบาดจนมีคำขวัญ ‘อหิวาต์กำเริบ ล้างมือก่อนเปิบ ด้วยน้ำประปา… ’ ที่ครูเหลี่ยม (ครูเหลี่ยม วินทุพราหมณกุล หรือ หลวงวิลาศปริวัตร-ผู้เขียน) แต่งขึ้นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 ก็มากับน้ำทั้งนั้น”

ตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงที่ชัดแจ้งไม่แพ้ประเพณีลอยกระทง คือการสูญหายของศาลาริมน้ำ สถาปัตยกรรมในวัดที่เคยถูกใช้เป็นทางเข้าหลักสู่วัดวาอาราม ตามเส้นทางการสัญจรทางน้ำของคนในอดีต

เอนก นาวิกมูล เล่าสัมพันธ์คนไทย-สายน้ำ ผ่านท่าพายเรือ ศาลา ตลาดน้ำ และการเที่ยวทุ่ง

“อย่างศาลาริมน้ำวัดอินทาราม วัดพระเจ้าตากนั่นแหละ เขาสร้างแทนของเดิมไว้หรืออย่างไรไม่รู้ แต่ชาวบ้านไปยึดเป็นที่อยู่อาศัยหมดแล้ว บางวัด เช่น วัดนางนอง เหลือเพียงแต่รูปถ่ายเก่าสมัยรัชกาลที่ 5 หรือ วัดบางกระดี่ซึ่งเป็นวัดมอญ เคยมีศาลาท่าน้ำสวยๆ หลังคาคลุมยาวเชื่อมกับทางเดินไปจนถึงโบสถ์ แต่ก็รื้อทิ้งกันไปหมด อย่างวัดบางปลาที่สมุทรสาคร เขาก็รักษาไว้ได้ดี”

ส่วนที่มีเหลืออยู่น้อยนิดก็ถูกใช้งานด้วยหน้าที่แตกต่างไปจากของเดิม บ้างใช้เป็นศาลาให้อาหารปลา บ้างกลายเป็นตลาดขนาดย่อมของชาวหาบเร่แผงลอย บ้างใช้เป็นที่เก็บของชั่วคราว บ้างกลายเป็นนิวาสสถานของคนจรไร้บ้าน ภาพการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ตอกย้ำความเลือนรางและบิดเพี้ยนของประเพณีดั้งเดิมที่เคยมีมาอย่างเห็นได้ชัด

03

เรือนแพ สุขจริง อิงกระแสธารา

คนส่วนใหญ่มักรู้กันแค่ว่า แม่น้ำนั้นมีความสำคัญในฐานะเส้นทางสัญจรของคนโบราณ น้อยคนนักที่จะมองทะลุแจ้งแทงปล้องจนเห็นประโยชน์ของคูคลองมิติอื่นๆ ที่ซับซ้อนขึ้น เช่น คลองชื่อดังอย่าง ‘แสนแสบ’  ซึ่งรัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้ขุดยาวไปจนถึงแม่น้ำบางปะกง นั้นใช้สำหรับเป็นเส้นทางเดินทัพไปกัมพูชา หรือคลองรังสิตที่ขุดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ก็เพื่อเปิดพื้นที่สำหรับทำนา

สิ่งที่น่าสนใจคือ บริเวณสามแยก สี่แยก ที่คูคลองตัดผ่านกันนั้น มักมีตลาดน้ำเกิดขึ้น คล้ายกับตลาดนัดเปิดท้ายรายสัปดาห์ที่พ่อค้าแม่ขายมักมารวมตัวกันตามที่โล่งกว้างใกล้แยกไฟแดง

ชวนย้อนรอยความสัมพันธ์คนไทยกับสายน้ำผ่านท่าพายเรือ ศาลาริมน้ำ ตลาดน้ำ ยันกิจกรรมเที่ยวทุ่งของ ร.5 และ แม่พลอย

ตลาดน้ำอยู่กับคนไทยมาตั้งแต่ยุคอยุธยา คนมาลอยลำขายของแลกเปลี่ยนกัน ยิ่งยุคการท่องเที่ยวตั้งแต่ อสท. เกิดขึ้นมา ไกด์ก็มักพานักท่องเที่ยวฝรั่งไป โดยเฉพาะที่วัดไทร ที่ซอยพาณิชย์ธน ดาวคะนอง บางแคก็มีตลาดน้ำ ในตัวพระนครที่สี่แยกมหานาค คลองผดุงกรุงเกษม แต่ก่อนก็มีตลาดน้ำใหญ่ อยู่ในฉากหนังเรื่อง Ugly American ที่ อาจารย์คึกฤทธิ์ ปราโมช ร่วมแสดง

อีกสิ่งหนึ่งที่มักอยู่คู่กับตลาดน้ำคือเรือนแพ เรือนค้าขายริมน้ำ รูปแบบสถาปัตยกรรมประเภทที่อยู่อาศัยของทั้งเจ้านาย ขุนนาง จนถึงพ่อค้าแม่ค้า

ชวนย้อนรอยความสัมพันธ์คนไทยกับสายน้ำผ่านท่าพายเรือ ศาลาริมน้ำ ตลาดน้ำ ยันกิจกรรมเที่ยวทุ่งของ ร.5 และ แม่พลอย

“ตลาดท่าเตียน ตลาดปากคลอง แต่ก่อนก็มีเรือนแพทั้งนั้น อยุธยาที่หน้าวังจันทรเกษมก็เคยมี ขึ้นไปภาคกลางตอนเหนือนครสวรรค์ อุทัยธานี ทุกวันนี้ก็ยังมีอยู่ แต่จำกัดไม่ให้เพิ่ม พิษณุโลก หน้าวัดพระศรีมหาธาตุก็เคยมี 

“แต่ที่ผมสนใจคือการเลื่อนเรือนแพว่าเขาเลื่อนกันอย่างไร วันหนึ่งอ่านหนังสือเจอว่า เขาจะเลือกเวลาน้ำขึ้น-น้ำลง น้ำไหลไปทางไหนก็ปล่อยแพไหลไปทางนั้น ไม่ต้องลากจูง ส่วนเรือนแพที่น่าประทับใจคือสตูดิโอถ่ายภาพของนายจิตร หรือ ขุนสุนทรสาทิศลักษณ์ ที่อยู่ตรงหน้าวัดซางตาครู้ส ชุมชนกุฎีจีน แต่ไม่มีภาพถ่ายเลยไม่รู้ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร ประหลาดดีที่อยู่ในเรือนแพ เป็นสตูดิโอลอยน้ำ”

ถ้าแม่น้ำลำคลองเป็นดั่งถนนซูเปอร์ไฮเวย์ที่พาความเจริญออกไปจากกลางเมือง ดังเห็นได้จากสมัยรัชกาลที่ 4 ที่ขุดคลองผดุงกรุงเกษมอีกรอบหนึ่ง พาให้ชุมชนขยับขยายออกไป ถึงขนาดรัชกาลที่ 5 ไปสร้างพระราชวังสวนดุสิตถึงนอกเกาะรัตนโกสินทร์ ตลาดน้ำก็เป็นเหมือนจุดพักรถบนทางมอเตอร์เวย์ หรือหัวเมืองต่างจังหวัดที่ถนนสายหลักตัดผ่าน ซึ่งก้าวหน้าทันสมัยกว่าละแวกใกล้เคียงเป็นพิเศษ

04

เที่ยวทุ่งเมื่อหน้าน้ำ

“อีกประสบการณ์เกี่ยวกับน้ำที่ผมประทับใจตั้งแต่เด็กคือการเที่ยวทุ่ง” เจ้าตัวใช้น้ำเสียงสนุกทันที ราวกับทวนเข็มนาฬิกาย้อนสู่วัยเยาว์อีกหน

แต่วัยรุ่นใกล้เบญจเพสอย่างเรารู้เพียงว่าเป็นกิจกรรมที่แม่พลอย ตัวละครหลักในวรรณกรรมเรื่อง สี่แผ่นดิน เคยออกไปเที่ยวกับเขาเหมือนกัน ตามเทรนด์ชาวพระนครสมัยนั้น แต่ไม่มีภาพจินตนาการปรากฏในความรับรู้

“สมัยก่อนพอถึงหน้าน้ำหลาก ชาวเมืองชาววังก็คดข้าว ห่อข้าวกันไปกินบนเรือ คล้ายๆ ปิกนิกกลางทุ่งนา เป็นกิจกรรมที่รัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 5 ก็เคยเสด็จฯ ไป” ชายตรงข้ามคลายความข้องใจ

ชวนย้อนรอยความสัมพันธ์คนไทยกับสายน้ำผ่านท่าพายเรือ ศาลาริมน้ำ ตลาดน้ำ ยันกิจกรรมเที่ยวทุ่งของ ร.5 และ แม่พลอย
ชวนย้อนรอยความสัมพันธ์คนไทยกับสายน้ำผ่านท่าพายเรือ ศาลาริมน้ำ ตลาดน้ำ ยันกิจกรรมเที่ยวทุ่งของ ร.5 และ แม่พลอย

“ตัวผมเกิดที่อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา มีพื้นที่ราบลุ่มปลูกข้าวเช่นเดียวกับภาคกลาง พอเดือนตุลาคม พฤศจิกายน น้ำก็ท่วมทุ่ง เราก็พายเรือออกไปเที่ยวดู น้ำสมัยก่อนมันใสแจ๋วจนเห็นพื้นนา สบายอกสบายใจมาก เอามือราน้ำเล่น พายเรือ ตอนบ่ายๆ นี่แสงสวยมาก

“โตมาแล้วผมถึงชอบดูน้ำท่วม แต่แหม คนอื่นเขาว่าลำบากนะน้ำท่วมเนี่ย (หัวเราะ) ชอบไปทางเจ้าเจ็ด อำเภอเสนา ต่อแดนกับเจ้าเสด็จ กับตำบลรางจระเข้ ไปผักไห่ หน้าน้ำมันสวย เราชอบไปดูไม้น้ำ พอโตขึ้นมาเมื่อรู้จักพ่อเพลงแม่เพลง ผมก็ไปเที่ยวทุ่งกับแม่บุญมา (แม่บุญมา สุดสุวรรณ-ผู้เขียน) ที่อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง เราก็ถามชื่อไปเรื่อยว่าต้นอะไร ชื่ออะไร จดมาเขียนในหนังสือ เที่ยวทุ่งเมื่อหน้าน้ำ

ชวนย้อนรอยความสัมพันธ์คนไทยกับสายน้ำผ่านท่าพายเรือ ศาลาริมน้ำ ตลาดน้ำ ยันกิจกรรมเที่ยวทุ่งของ ร.5 และ แม่พลอย
ชวนย้อนรอยความสัมพันธ์คนไทยกับสายน้ำผ่านท่าพายเรือ ศาลาริมน้ำ ตลาดน้ำ ยันกิจกรรมเที่ยวทุ่งของ ร.5 และ แม่พลอย

คู่สนทนาเล่าอดีตอันหอมหวานอย่างออกรสไม่ทิ้งจังหวะ เสริมเรื่องต่อทันทีว่า 

“ต้องพูดไปอีกว่าหน้าน้ำสมัยก่อน เราไปทอดกฐินทอดผ้าป่ากัน ก็มีการเล่นเพลงเรือ เช่นหน้าวัดประตูสาร ที่สุพรรณบุรี หรือทางอำเภอบางปะหัน อำเภออุทัย เขาก็มีพ่อเพลงแม่เพลงของเขา คนพายเรือไปวัดสี่ร้อยที่วิเศษไชยชาญ อ่างทอง ก็เป็นประเพณีเกี่ยวกับสายน้ำในระดับชาวบ้าน

“ถ้าระดับหลวงก็มีลอยกระทง มีภาพวาดอยู่ที่วัดราชประดิษฐ์ฯ เป็นภาพกระทงใหญ่อยู่บนแพ ซึ่งพงศาวดารเขียนว่า มีเครื่องจักรกลไกช่วย แต่ก็ไม่รู้ว่ามันเคลื่อนไหวอย่างไรเพราะไม่มีรายละเอียด ทั้งยังมีพระราชพิธีลงสรง คือสอนให้เจ้านายรู้จักว่ายน้ำ ครั้งใหญ่สุดคือของ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร จัดใหญ่โตที่ท่าราชวรดิษฐ์

“ส่วนผมชอบมาลอยกระทงที่วัดสระเกศ ภูเขาทอง เพราะเป็นงานวัดที่จัดใหญ่มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ยุค 2430 ทำมาเป็นร้อยปี มีการออกร้าน เล่นกันสนุกสนาน ตรงสามแยกคลองมหานาคที่รัชกาลที่ 1 โปรดฯ ให้ขุดพร้อมคลองรอบกรุงนั้น คือบริเวณท่าผ่านฟ้าที่รัชกาลที่ 5 ทรงตั้งใจให้เป็นที่สโมสรตอนหน้าน้ำของชาวเมือง ใช้เล่นเพลงดอกสร้อยสักวากัน”

ชวนย้อนรอยความสัมพันธ์คนไทยกับสายน้ำผ่านท่าพายเรือ ศาลาริมน้ำ ตลาดน้ำ ยันกิจกรรมเที่ยวทุ่งของ ร.5 และ แม่พลอย

อาจารย์เอนกเล่าเรื่องวันวานอันน่าตื่นเต้น แต่ละตัวอย่างที่ยกมานั้นแตกต่างหลากหลาย ทว่าเชื่อมสัมพันธ์คนไทยกับสายน้ำได้อย่างแยบคาย ตั้งแต่ระดับเจ้านายถึงชาวเมือง

05

เวนิสกรุงเทพ

“คนกรุงเทพฯ น่าจะมีแหล่งน้ำที่ใช้เป็นที่พักหูพักตาบ้าง ผมคิดว่าสวนสาธารณะอยากให้ทำเป็นทุ่งนาแล้วขุดคลองหรือคูน้ำเล็กๆ ให้คนมาพายเรือเล่นได้สบาย ได้รักษาต้นไม้น้ำไว้ด้วย อย่างสวนหนองแขมก็สวย น่าชื่นชม อันนี้คิดแบบเพ้อฝันนะ ถ้าทำสวนเหมือนอย่างที่ผมพูดให้เห็นสักที่หนึ่ง เขาจะได้เห็นว่าชีวิตกับน้ำมันก็สวยได้ ไม่ใช่ไปนิวซีแลนด์ ไปเวนิส แล้วมาโม้กัน ทำไมไม่ทำเวนิสที่กรุงเทพฯ กับธนบุรีให้มันดูดีบ้าง”

ชายเจ้าของประสบการณ์แสนสนุกให้ความเห็นเชิงอนุรักษ์ก่อนตั้งคำถามน่าคิด 

“เราเห็นปัญหากันมาเยอะแล้วนะ อย่างคลองโอ่งอ่าง คลองลาดพร้าว หรือ คลองช่องนนทรี ก็เริ่มดีขึ้น แต่อย่างไรก็ต้องอาศัยความร่วมมือสองส่วน รัฐก็ต้องคิดแก้ปัญหา ประชาชนแทบไม่ต้องลงทุนเลยแค่ขอให้ทิ้งลงถัง อย่าโยนลงคลอง ทำได้ไหม”

คนรุ่นใหม่อย่างน้องเอญ่าที่นั่งเงี่ยหูฟังเรื่องวันวานจากคนต่างวัยมาตลอดตอบรับทันควัน ออกตัวขันอาสาดูแลแหล่งน้ำในชุมชน

“โครงการเยาวชนเจ้าบ้าน สืบสานวัฒนธรรม ทำให้หนูรู้ว่าชุมชนบริเวณนี้ผูกพันกับแม่น้ำมาก หนูพร้อมช่วยสานต่อและรักษาวัฒนธรรมที่เคยมีมา ใช้เทคโนโลยีช่วยดูแลแหล่งน้ำ โปรโมตชุมชนริมน้ำให้คนทั่วโลกได้รู้จัก”

แม้เราไม่ได้เติบโตริมแม่น้ำจนได้ประจักษ์แก่ตาว่าสายน้ำนั้นสัมพันธ์กับคนไทยมากแค่ไหน แต่เรือ ศาลาริมน้ำ ตลาดน้ำ และกิจกรรมเที่ยวทุ่ง ที่อาจารย์เอนกยกมาใช้อธิบายความสำคัญของแหล่งน้ำที่มีต่อคนไทยนั้น ชวนเชื่อจนสนิทใจว่า ‘น้ำคือชีวิต’ ยิ่งพอได้รู้ว่าคนไทยรุ่นหลังนั้นพร้อมรับช่วงต่อภารกิจดูแลน้ำนี้ไว้กับตัว เราก็สบายใจไปเปลาะใหญ่

“ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ทำอาชีพอะไร ทุกคนก็ต้องช่วยกันอนุรักษ์สายน้ำนี้ไว้” เอญ่าทิ้งท้ายก่อนเปลี่ยนสถานะจากคู่สนทนาต่างวัยเป็นไกด์จิ๋ว นำทัวร์ลัดเลาะเที่ยวชุมชนกุฎีจีนอย่างชำนิ

ชวนย้อนรอยความสัมพันธ์คนไทยกับสายน้ำผ่านท่าพายเรือ ศาลาริมน้ำ ตลาดน้ำ ยันกิจกรรมเที่ยวทุ่งของ ร.5 และ แม่พลอย

ขอบคุณภาพประกอบบทความจาก เอนก นาวิกมูล

เทศกาลสายน้ำแห่งวัฒนธรรมไทย (Bangkok River Festival 2021) ครั้งที่ 7 ‘วันเพ็ญเย็นใจ’ จะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 17 – 19 พฤศจิกายน 2564 มีกิจกรรมหลากหลาย ทั้งแบบออนกราวนด์ อย่างกิจกรรมมงคลดีงาม และช้อปเพลินร้านค้าชุมชน ณ วัดสำคัญริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่วัดโพธิ์ วัดอรุณฯ วัดกัลยาฯ วัดระฆังฯ จนถึงวัดประยูรฯ และเสวนาออนไลน์ ‘River Talk’ หลากหลายหัวข้อน่าสนุก โดยมี ThaiBev และ ททท. เป็นผู้ใหญ่ใจดีร่วมบอกเล่าวัฒนธรรมอันดีงามนี้อย่างต่อเนื่อง ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก River Festival Thailand

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

กองบรรณาธิการผู้คนพบความสุขในวัยใกล้เบญจเพสจากบทสนทนาดีๆ กับคนดีๆ และเพลงรักสุดแสน Bittersweet ของ Mariah Carey

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ในชั่วโมงนี้ หันไปทางไหนก็คงจะไม่มีใครไม่เคยเต้นรับบท TikTok Creator หรือร้องเพลงฮิตใน TikTok Challenge ที่สุดแสนจะติดหูไปทั้งวัน

แต่แพลตฟอร์มนี้ไม่ได้มีเพียงแค่คอนเทนต์เอ็นเตอร์เทนเมนต์ แพลตฟอร์มวิดีโอสั้นนี้ยังโดดเด่นด้านการศึกษาที่เติบโตขึ้นมาเกือบ 400 เปอร์เซ็นต์ ภายใน 1 ปี หรือจริง ๆ สามารถพูดได้ว่า คอนเทนต์การศึกษาบนแพลตฟอร์มนี้ คือ ‘การเรียนรู้คู่ความสนุก’ แบบที่เราไม่รู้สึกว่ากำลังเรียนอยู่

เป็นโอกาสดีครบรอบ 2 ปีของ #TikTokUni ที่เราจะมาพูดคุยกับ กานจิ-สิริประภา วีระไชยสิงห์ Campaign and Content Operations Lead จาก TikTok แบบหมดเปลือก ว่าด้วยเรื่องการเรียนรู้บน TikTok ที่เสพง่าย แปลกใหม่ และน่าจับตาว่าวัฒนธรรมการเรียนรู้สมัยใหม่นี้จะมาเปลี่ยนแปลงวงการการศึกษาหรือบุคคลธรรมดาได้อย่างไร

ถึงแม้บทความนี้จะเล่าเรื่องราวทั้งหมดไม่จบในวิดีโอสั้นเหมือนบนแพลตฟอร์ม แต่หลังจากจบบทความนี้ เวลาบน TikTok ของคุณจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

TikTok เติบโต

TikTok เริ่มเข้ามาในประเทศไทยช่วงปี 2018 ด้วยลักษณะเนื้อหาที่กระชับและเป็นวิดีโอสั้น จึงดึงดูดความสนใจได้อยู่หมัด แค่กดดู ก็สามารถเข้าใจเนื้อหาได้เลยทันที จึงไม่ใช่แพลตฟอร์มแค่ของคนรุ่นใดรุ่นหนึ่งอย่างเดียว แต่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในผู้ใช้งานทุก ๆ วัย 

“ที่ลักษณะคอนเทนต์กว้างขึ้น เพราะว่าเครื่องมือของเราง่าย ใคร ๆ ก็ทำได้ ไม่ยุ่งยาก ถ่ายเสร็จแล้วสามารถลงได้เลย กลายเป็น 1 คอนเทนต์” 

โดยเฉพาะช่วงที่ผ่านมา เราต้องอยู่บ้านเป็นส่วนใหญ่ ผู้คนต่างมองหาประสบการณ์ใหม่ ๆ การพัฒนาตนเอง แต่ไม่รู้จะไปไหน ไม่ว่าหันไปทางไหนเราจะเห็นน้อง ๆ มัธยมเต้นกันอย่างสนุกสนาน เหมือนกับที่คุณลุงคุณป้ามาแชร์เทคนิคการปลูกต้นไม้ใหม่ ๆ ในบ้านอย่างเพลิดเพลิน

เราจะเห็นคอนเทนต์หลากหลายประเภท ตั้งแต่การร้องเล่นเต้นรำ ขายของ ละครสั้น พากย์เสียง แต่งหน้า พากิน หรือแม้กระทั่งคอนเทนต์ในเชิงการศึกษา อย่างภาษา วิทยาศาสตร์ และความรู้รอบตัว

“เวลาคนนึกถึงคอนเทนต์ใน TikTok เชิงความรู้จะนึกถึงอะไร นึกถึงสอนภาษา บทสนทนาในชีวิตประจำวัน ภาษาเกาหลีที่แปลจากซีนละคร”

ปีที่ผ่านมาคอนเทนต์เชิงการศึกษาโตขึ้น 385 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลก เป็นตัวเลขที่บอกนัยยะได้ว่า การเรียนรู้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันผู้คนไปแล้ว

การเรียนรู้ที่สอดไส้มาแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวนี้เอง ที่ทำให้การได้ท่องไปแพลตฟอร์มนี้น่าเพลิดเพลินและกระตุ้นความสงสัยใคร่รู้ในตัวเรา

เมื่อเทียบกับปี 2021 แล้ว ผู้คนใช้เวลาบนแพลตฟอร์มมากขึ้นถึง 71 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็น 52 นาทีต่อคนต่อวัน ระบบนิเวศของ TikTok กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด และมีแนวโน้มการเติบโตของคอนเทนต์เชิงการศึกษา 3 ส่วน

ส่วนแรก ความกระชับ (Conciseness) หากผู้ใช้อยากเรียนรู้เรื่องเศษส่วน ก็ดูคอนเทนต์เรื่องเศษส่วนเลย หรือว่ามีปัญหาภาษาอังกฤษ สั่ง Starbucks ยังไง ต้องเข้าเรื่องการสั่งเป็นภาษาอังกฤษเลย นี่คือความกระชับของคอนเทนต์ที่หาที่ไหนไม่ได้มาก่อน

ส่วนที่สอง ความสร้างสรรค์ (Creativity) คือความสร้างสรรค์ในการถ่ายทอด และความครีเอทีฟของคนที่อยู่ในแพลตฟอร์มที่ทำให้เราทึ่ง พร้อมทั้งเครื่องมือตัดต่อที่ทุกคนใช้งานได้ง่าย ๆ ซึ่งมีส่วนช่วยทำให้การเล่าเรื่องไม่ธรรมดาอีกต่อไปด้วย Effects, Stickers หรือการ Duet และ Stitch ที่ทำให้ทุกคนมีส่วนร่วมกับบทเรียนนั้น ๆ ได้เพิ่มขึ้นไปอีก

ส่วนสุดท้าย ความบันเทิง (Entertainment) ทุก ๆ คอนเทนต์ ไม่ว่าจะ Foodtainment หรือ Shoppertainment ต่างมีความเป็น ‘-tainment’ อยู่ในนั้น เพราะการเรียนรู้อยู่คู่ความสนุกได้จริง ๆ ซึ่งเป็นจุดเด่นและดีเอ็นเอสำคัญของคอนเทนต์เชิงความรู้บนแพลตฟอร์มนี้

TikTok Culture

เราอยู่ในยุคสมัยที่เทรนด์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคการแต่งหน้า แต่งตัว เพลงฮิต หรือการกินราเม็ง ล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจาก TikTok ก่อเกิดเป็นวัฒนธรรมที่ไม่ได้มาจากชาติใดชาติหนึ่ง แต่เป็น ‘วัฒนธรรม TikTok’

วัฒนธรรมที่ทุกคนสามารถเป็นตัวเอง จุดประกายความคิด และนำความสุขสนุกมาให้กับคนอื่น ๆ ซึ่งสิ่งนี้เป็นภาพสะท้อนมาจากภายในองค์กรโดยตรง

บทสนทนาแรกทุกเช้าในออฟฟิศของ TikTok อาจจะไม่ใช่ ‘กินข้าวมาหรือยัง’ แต่เป็น ‘เล่นไวรัลอันนี้หรือยัง’

“สิ่งสำคัญคือ เราก็อยากพัฒนาให้ผู้ใช้มีประสบการณ์ที่ดีที่สุด เพราะฉะนั้นเราจึงต้องเอาตัวเองเข้าไปเป็นผู้ใช้คนหนึ่ง เวลาเจอกัน เราจะเห็นทีมงานถ่ายไวรัลเหมือนกันกับทุกคนนี่แหละค่ะ” กานจิหัวเราะ

เธอเล่าต่อว่า กว่าจะออกมาเป็น 1 แคมเปญต้องประกอบด้วย Creativity, Entertainment และ Innovation กลายเป็นสิ่งใหม่ ๆ ที่คาดไม่ถึง และสร้างผลกระทบเชิงบวกกับผู้ใช้หรือคนในสังคม ซึ่งสิ่งนี้เป็น Vision และ Mission ของคนที่นี่

เมื่อสิ่งเหล่านี้สะท้อนออกมาเป็นวัฒนธรรมเชิงบวก เราจึงได้เห็นคอนเทนต์เชิงการศึกษาที่ไม่ได้มีเพียงคุณครูมาสอน แต่ทุก ๆ คนมาเล่าเรื่องผ่านประสบการณ์ และเป็นตัวเองได้โดยไม่มีใครมาตัดสิน เพราะใจความสำคัญคือการส่งต่อสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับคอมมูนิตี้ และเมื่อส่งต่อไปเรื่อย ๆ ก็กลายเป็นการสร้าง Know-how บางอย่างให้คนอื่นโดยไม่รู้ตัว

“มี TikTok Creator เป็นคุณน้ากวาดถนนของ กทม. เขาจะบอกวันนี้เขากวาดพื้นที่ตรงนี้ เล่าอย่างแฮปปี้ในสิ่งที่เขาทำงาน เช่น ‘ทุกคน รู้ไหมว่าตัวการที่ทำให้ขยะตันคืออะไร’ หรือ ‘ป้าอยู่หน้างานเจอเหตุการณ์แบบนี้’

“กลายเป็นว่าเราเจออะไรแบบนี้จากคนที่รู้จริง คนที่มีประสบการณ์แล้วมาเล่าต่อ ซึ่งเป็นเรื่องที่เราก็ไม่เคยรู้มาก่อนเหมือนกัน”

หรือแม้แต่การ ‘สวัสดีวันจันทร์’ ในยุคนี้ ก็ถูกเปลี่ยนไปในรูปแบบของการส่งวิดีโอดูแลสุขภาพ แชร์วิดีโอนักกายภาพบำบัด แทนคำทักทายในรูปดอกไม้เป็นความห่วงใยให้คนที่เรารักไม่ปวดคอ บ่า ไหล่

ยินดีต้อนรับทุกคนสู่ TikTok Culture ณ บัดนี้

เรียนรู้คู่ TikTok

เมื่อการเรียนรู้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในห้องเรียน แต่รวมถึงการเลื่อนหน้าจอดูวิดีโอสั้น การ ‘เรียนรู้คู่ความสนุก’ จึงเป็นคอนเซ็ปต์ที่ทีมปรินต์แปะไว้เตือนใจข้างฝาบ้าน

นิยามของการเรียนรู้สำหรับพวกเขา คือการได้นำเสนอประสบการณ์ใหม่ ๆ และการบอกต่อ ส่งต่อข้อมูล ทั้งที่เป็นข้อมูลข่าวสารและข้อมูลความรู้ ให้กับผู้คนโดยที่เขาไม่เคยได้รับรู้เรื่องราวนั้นมาก่อน

รวมไปถึงการสร้างนิสัยหรือทักษะใหม่ ๆ ให้ทุก ๆ คนนำไปต่อยอดในชีวิตประจำวันได้ 

“บางคนเข้ามาเรียนรู้แบบอยู่ดี ๆ รู้เรื่องนี้ได้ยังไงนะ อันนี้คือทางอ้อม หรือบางคนตั้งใจเข้ามาค้นหาการเรียนเรื่องนี้ หาคำตอบ

 “เดี๋ยวนี้คนใช้ TikTok ค้นหา How-to ในอัตราที่เพิ่มขึ้นเยอะมาก เช่น ล็อกประตูยังไงให้ปลอดภัย เพราะคนอาจจะเคยเห็นในฟีดว่า วิธีป้องกันโจรเวลาไปพักที่ต่างจังหวัดมักจะเป็นแบบนี้ เป็นต้น”

ซึ่งการจะไปสู่ภาพการเรียนรู้เปิดกว้างที่วาดเอาไว้ จะต้องพัฒนาแพลตฟอร์มให้ยืดหยุ่นและเอื้อต่อหลากหลายรูปแบบการเรียน

เรียนต่อไม่สะดุด – หลาย ๆ คนอาจจะคุ้นเคยกับวิดีโอขนาดสั้น แต่ตอนนี้โพสต์วิดีโอได้ยาวถึง 10 นาที เพื่อรองรับแนวโน้มของคอนเทนต์ที่เติบโตมากขึ้น เช่น How-to และ Tutorial เพราะในทุก ๆ รูปแบบของคอนเทนต์ล้วนมีความเหมาะสมในเรื่องของความยาวและรูปแบบแตกต่างกัน

เป็นมิตรต่อการเรียนรู้ – เนื่องจากเป็นแพลตฟอร์มที่ทุกเพศทุกวัยเข้ามาใช้ จึงมีทีม Content Moderator คอยดูแลตรวจสอบ ใช้ Algorithm คัดกรองคอนเทนต์ที่ไม่เหมาะสมในด่านแรก และมีหน่วย Human Review เป็นด่านที่สองเพิ่มความรัดกุมในการคัดกรอง

การเรียนรู้ไม่มีขีดจำกัด – ด้วยพื้นฐานการเป็นแพลตฟอร์มที่ขับเคลื่อนโดยคอมมูนิตี้ เหล่า Creator จึงเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ผู้คนได้มาเจอคอนเทนต์ที่ตัวเองกำลังมองหา ต้องการเรียนรู้ หรือหากไม่ได้ต้องการเรียนรู้ ก็จะได้คำตอบอะไรบางอย่างกลับไป แม้แต่โฆษณาบนแพลตฟอร์มเองก็มาในรูปแบบคอนเทนต์เชิงการศึกษา อย่างข้อคิดจากหนัง หรือ วิธีการถ่ายภาพเจ๋ง ๆ จากกล้องโทรศัพท์

พื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้ – การเรียนรู้ที่ดีเกิดจากการที่ทุกคนรู้สึกปลอดภัย

“Mission ของ TikTok คืออยากให้พื้นที่นี้เป็น Trusted Entertainment Platform เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนที่จะสามารถสร้างแรงบันดาลใจและความสุข

“ถ้าเขาเกิดรู้สึกไม่ปลอดภัย รู้สึกไม่สบายใจที่จะแชร์ ก็จะไม่เกิดความคิดสร้างสรรค์เลย ทั้ง ๆ ที่เป็นดีเอ็นเอและพื้นฐานสำคัญของแพลตฟอร์มเรา”

ทีมจึงต้องร่วมกันสร้างพื้นที่ที่ลดระดับความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นคอมเมนต์หรือคอนเทนต์ที่ไม่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการขยาย Creator Ecosystem และสร้าง Digital Literacy ให้กับทั้งแพลตฟอร์มเกี่ยวกับความถูกต้องของข้อมูลหรือผลกระทบของคอนเทนต์ เพื่อเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

#สอนให้รู้ว่า…

ตลอด 2 ปีของ #TikTokUni เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้บนแพลตฟอร์มนี้

ทุก ๆ เดือนจะมีแคมเปญต่าง ๆ กระตุ้นให้คนออกมาแชร์ความรู้ ไม่ว่าจะเป็นภาษา ความรู้รอบตัว วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และเนื้อหาที่เป็นประโยชน์อีกมากมาย ซึ่งในโอกาสครบรอบ 2 ปีนี้ TikTok มาในธีม #สอนให้รู้ว่า

“ไม่ใช่แค่ TikTokUni สอนให้รู้ว่าอะไร แต่เราต้องการให้แรงบันดาลใจว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวมีอะไรให้เรียนรู้อีกเยอะ” หรืออีกนัยหนึ่งก็เปรียบเหมือนการตั้งโจทย์ให้เราลองถามตัวเอง แล้วมองไปรอบ ๆ ตัวว่า สิ่งต่าง ๆ หรือเรื่องราวเหล่านี้ส่งผลกระทบกับเรายังไงบ้าง

ตัวอย่างเรื่องใกล้ตัวอย่างการบริการประชาชนของภาครัฐ อย่างที่กระทรวงต่างประเทศจัดทำวิดีโอสอนทำพาสปอร์ตที่มาบุญครองภายใน 10 นาที หรือการประชาสัมพันธ์พาสปอร์ต 10 ปี คอนเทนต์นี้คว้ายอดวิวสูงถึง 5 ล้านวิว โดยไม่ต้องพึ่งบูสต์หรือยิง Ads ใด ๆ 

“อันนี้เป็นจุดที่ถูกทาง เหมือน Right tool, Right content ที่คนมองหา แล้วเป็นเรื่องที่เราช่วยให้ข้อมูลหรือความรู้เขาในรูปแบบใหม่ ทำให้เห็นว่ายังมีอีกหลากหลายวิธีในการบริการข้อมูลให้กับประชาชน” 

นอกจากนี้ TikTok ร่วมมือกับหลายภาคส่วน ทั้งพิพิธภัณฑ์ ภาคการศึกษา และหน่วยงานรัฐเพื่อสร้างปรากฏการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ ในการทลายข้อจำกัดการเรียนรู้รูปแบบเดิม ๆ TikTok ทำงานร่วมกันกับมิวเซียม 3 แห่งในไทย คือ ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ มิวเซียมสยาม และ TK Park

“ในฝั่งของแหล่งการเรียนรู้ข้างต้น เขาอาจจะมีข้อจำกัดในการพัฒนา Innovation ทำยังไงให้มีความตื่นตาตื่นใจ สามารถชักชวนคนรุ่นใหม่เข้ามา Join ได้บ้าง ก็ตรงกับสิ่งที่เราทำพอดี”

เมื่อโจทย์ที่มีมาลงตัวกับรูปแบบคอนเทนต์ที่ทั้งกระชับ สร้างสรรค์ และสนุกโดนใจวัยรุ่น จึงเกิดเป็นการร่วมงานกับ Top Creator มากกว่า 20 – 30 คน มาร่วมเล่าเรื่องแบบใหม่ในมิวเซียม เหมือนมีเพื่อนมาเล่าให้ฟังระหว่างเดินชมพิพิธภัณฑ์ แม้สิ่งนี้อาจเคยเกิดขึ้นแล้วในพิพิธภัณฑ์ระดับโลกอย่าง Lourve หรือ The Met แต่ก็เป็นก้าวแรกของมิวเซียมในไทยที่จะสร้างภาพการเรียนรู้ใหม่ ๆ และออกจากกรอบที่เคยมี

หรือแคมเปญสนุก ๆ ที่ร่วมมือกับ TK Park เปิดตำราวิชาแนะให้แนว ชวนเหล่าวัยรุ่นมาค้นหาคำถามที่ใช่กับตัวเอง เพื่อหาเส้นทางอาชีพในอนาคต ผ่าน #TikTokแนะแนว ตอบคำถามโดยรุ่นพี่หลากสายอาชีพด้วยเครื่องมือของ TikTok ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะอย่าง Q&A Feature ชวนทุกคนมาร่วมแชร์ประสบการณ์ให้น้อง ๆ ผ่านวิดีโอ

และเพื่อเริ่มเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาไทย ก็ยังจับมือกับ InsKru และ กสศ. ในกิจกรรมเวิร์กชอปให้คุณครูกว่า 400 คน จากทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยให้ครูกลุ่มนี้เป็นเหมือน Teacher Changemaker ในการนำเสนอวิธีการสอนแบบใหม่ ๆ และจุดประกายกลุ่มครูด้วยกัน ขยายผลไปสู่โรงเรียนในทุก ๆ ตำบล ทุก ๆ จังหวัด

“เราพยายามอย่างเต็มที่ในการร่วมมือกับหลาย ๆ ภาคส่วน เพื่อช่วยให้ระบบการศึกษาค่อย ๆ เปลี่ยนแปลง อาจไม่ใช่ทั้งโครงสร้าง แต่อย่างน้อยในคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แล้วสร้างผลกระทบทางอ้อมให้แผ่ออกไปเป็นวงกว้าง ให้สิ่งที่เราทำไปได้ไกลมากขึ้น”

Lifelong Learning สำหรับทุกคน

#TikTokUni ทำให้ทิศทางการเรียนรู้บนแพลตฟอร์มนี้แตกย่อยได้มากขึ้น ทั้งแนวนอนและแนวตั้ง ทั้งยังสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้แบบใหม่ ๆ ให้กับผู้คน

“เราจะพยายามถามตัวเองอยู่เสมอว่า นอกจากเรียนรู้คู่ความสนุกแล้ว เราสร้างอิมแพ็คให้การศึกษาไทยยังไงบ้าง”

ถึงจะผ่านมาแค่ 2 ปี แต่ผลกระทบของโครงการนี้ก็เริ่มออกดอกออกผลในวงการการศึกษาไทย แม้อาจยังไม่ใช่ระดับโครงสร้างหรือนโยบาย แต่คนหน้างานอย่างคุณครูและนักเรียนกำลังได้เรียนรู้และเก็บเกี่ยวจากแพลตฟอร์ม คุณครูได้เกร็ดความรู้ในการสอน การเข้าถึงเด็กรุ่นใหม่ จากการแบ่งปันประสบการณ์ในคอมมูนิตี้ของครูทั่วโลก นักเรียนเองก็ได้เห็นช่องทางในการพัฒนาตน โยงไปถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอนในห้อง เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตของพวกเขาในอนาคต

ในระยะยาว โจทย์สำคัญในการขยายการเรียนรู้จึงไม่ใช่แค่เพียงเพิ่มจำนวนผู้ใช้ แต่รวมไปถึงการทำให้คอนเทนต์ขยายแผ่กิ่งก้านสาขา เพื่อนิสิตนักศึกษา บัณฑิตที่จบมาแล้ว คนทำงาน พ่อแม่ และคนทุก ๆ วัย เกิดเป็น Lifelong Learning บนแพลตฟอร์มอย่างแท้จริง

“สุดท้ายแล้ว เรามองว่าจุดหนึ่งที่เติมเต็มการทำงานของเราคือ เวลาที่มีคนคนหนึ่งมาบอกว่า ‘พี่ หนูได้งานจากการพัฒนาตัวเอง การเรียนภาษาผ่าน TikTok และ การทำ Resume’

“หรืออีกคนบอกว่า เขาสามารถดูแลตัวเองได้ในช่วงที่เขาติดโควิด-19 ผ่านการดูคอนเทนต์ของคุณหมอคนหนึ่งบนแพลตฟอร์มของเรา”

การได้สร้างอิมแพ็คในเชิงการใช้ชีวิตของผู้คนให้ดียิ่งขึ้น ทำให้ผู้คนได้พัฒนาตัวเองในแบบที่ดีขึ้นในทุก ๆ ด้าน หรือการได้เป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันที่จะมาร่วมผลักดันและเปลี่ยนแปลงวงการการศึกษาไทยให้ก้าวไปข้างหน้า เป็นสิ่งที่ทีมงานภูมิใจและมุ่งผลักดันให้ TikTok เป็นอีกหนึ่ง Tools สำหรับการเรียนรู้และสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้เชิงบวก เพื่อให้ TikTok เป็นแพลตฟอร์มที่ส่งเสริม Lifelong Learning ให้กับทุกคนอย่างแท้จริง

Writer

ธฤดี อุดมธนะไพบูลย์

นักคิดเต็มเวลา นักเขียนบางเวลา รักวิทยาศาสตร์ ภาษา ศิลปะ และการได้นั่งคุยกับผู้คนในวันฝนตก

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load