20 พฤศจิกายน 2561
47 K

วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำก็นองเต็มตลิ่ง เราทั้งหลายชายหญิง สนุกกันจริงวันลอยกระทง

ช่วงนี้หลายคนคงจะตื่นเต้นรอคอยวันลอยกระทง วันแสนสนุกของวัยรุ่นหนุ่มสาวที่ตั้งตารอจะได้ไปลอยกระทง ไม่ว่าจะเพื่อขอขมาพระแม่คงคา หรือเพื่อสานต่อความสัมพันธ์กันในค่ำคืนนี้ ถ้าคุณเบื่อไม่รู้จะไปลอยกระทงกันที่ไหนดี หรือเคยไปมาหมดทุกที่แล้ว เราก็ขอเสนอพื้นที่สาธารณะแห่งใหม่ที่แม้จะยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดี แต่ก็จะเปิดให้เราๆ ไปใช้กันได้ในช่วงวันลอยกระทงนี้ (19 – 22 พ.ย. 61) ถ้าพลาดแล้วก็ต้องคอยไปถึงปีหน้ากว่าจะได้ใช้งานพื้นที่นี้แบบจริงจัง ที่แห่งนี้ก็คือ ทางเดินเลียบคลองโอ่งอ่างโฉมใหม่ 4.0 นั่นเอง

คลองโอ่งอ่าง
คลองโอ่งอ่าง

หลายคนอาจจะสงสัยว่าคลองโอ่งอ่างนี่มันคือที่ไหนกัน ถ้าเรียกกันให้เข้าใจก็คือย่านสะพานเหล็กนั่นเอง ประวัติแต่เดิมของคลองแห่งนี้คือเป็นคลองขุดตั้งแต่สมัยสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ เชื่อมต่อกับคลองบางลำพูตรงสะพานผ่านฟ้า สิ้นสุดที่เชิงสะพานพระปกเกล้า ก่อนจะไหลออกแม่น้ำเจ้าพระยา สมัยขุดคลองนี้ใหม่ๆ ย่านนี้เป็นแหล่งค้าขายเครื่องปั้นดินเผาของทั้งชาวจีนและชาวมอญมาก่อน เลยเป็นที่มาของชื่อคลองโอ่งอ่างนั่นเอง ก่อนที่ต่อมาจะค่อยๆ พัฒนามากลายเป็นย่านขายอาหารตอนกลางคืนและแหล่งขายปลาสวยงาม

จนเมื่อ พ.ศ. 2526 หรือสามสิบกว่าปีที่แล้ว กรุงเทพมหานครนี่แหละที่จัดสัมปทานให้เช่าพื้นที่ว่างเหนือคลองโอ่งอ่าง หรือสะพานเหล็กที่เราคุ้นเคยกันขึ้นมา โดยให้เป็นที่ค้าขายรองรับพ่อค้าแม่ค้าที่ย้ายมาจากคลองถม (ซึ่งสุดท้ายก็กลายเป็นว่าเกิดตลาดขึ้นมา 2 แห่ง) และสะพานเหล็กก็ค่อยๆ ถูกก่อสร้างพื้นที่ปิดทับและกลายมาเป็นย่านขายของเล่นและเครื่องเกมต่างๆ แบบในปัจจุบัน โดยแทบไม่มีใครเคยเห็นหรือรับรู้การเป็นคลองของมันอีกเลย

คลองโอ่งอ่าง
คลองโอ่งอ่าง

และก็เป็นทางกรุงเทพมหานครนี่เองที่เห็นการรุกล้ำแนวคลองประวัติศาสตร์นี้ (อ้าว…) และอยากจะจัดระเบียบ ปรับภูมิทัศน์ให้สวยงาม เพื่อให้เป็นพื้นที่สาธารณะแก่ประชาชนและเพื่อพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวต่อไป จึงทำการจัดระเบียบและรื้อถอนโครงสร้างสะพานเหล็กเหนือคลองออกไปทั้งหมดเมื่อตอนปลายปี 2558 ก่อนที่จะกลายเป็นพื้นที่เปิดโล่งแบบงงๆ ที่ไม่มีร้านค้า ไม่มีคนเดิน ไม่มีการจัดการ ไม่มีความร่มรื่น ไม่มีแม้กระทั่งราวกันตกอยู่เกือบ 2 ปี

คลองโอ่งอ่าง

จนเมื่อต้นปีที่ผ่านมาจึงเริ่มมีการก่อสร้างและปรับปรุงภูมิทัศน์กันอย่างจริงจังจนเป็นคลองโอ่งอ่างโฉมใหม่ไฉไล ในช่วงนี้จะเปิดให้ใช้งานแค่ส่วนเดียวก่อน คือจากช่วงถนนเจริญกรุงมาถึงถนนเยาวราช โดยพื้นที่ทั้งหมดจะแล้วเสร็จในช่วงเดือนมีนาคม ปี 2562 

จากการไปลงพื้นที่สำรวจ เราเห็นถึงการออกแบบภูมิทัศน์ใหม่ให้เป็นถนนปูอิฐเช่นเดียวกับตัวตลิ่ง มีเสาไฟและราวกันตก ถ้าใครเคยไปเกาหลีใต้ก็น่าจะสังเกตได้ว่าคลองโอ่งอ่างตอนนี้มีความคล้ายกับคลองชองกเยชอน (Cheonggyecheon) ที่อยู่ใจกลางกรุงโซล ซึ่งเป็นผลงานการปรับเปลี่ยนคลองน้ำเน่ากลางเมืองให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะริมคลองที่มีน้ำใสสะอาดและมีต้นไม้มากมายแสนรื่นรมย์ จนกลายมาเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่

ความน่าสนใจของทางเลียบคลองโอ่งอ่างแห่งนี้มันอยู่ที่ทาง กทม. บอกว่าจะพัฒนาพื้นที่นี้ในสองการใช้งาน คือ เป็นพื้นที่สาธารณะเพื่อการพักผ่อนของประชาชนในละแวกนี้ และเพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ทางวัฒนธรรมในย่านประวัติศาสตร์ และในอนาคตจะพัฒนาให้เป็นถนนคนเดินอีกด้วย 

มองในแง่ของพื้นที่สาธารณะนั้นก็ถือว่าค่อนข้างดีกับผู้คนในย่านนี้ เพราะอย่างที่เรารู้กันว่าในบริเวณนั้นถือเป็นเขตค้าขายที่สร้างรายได้อย่างดีจนราคาที่ดินถีบตัวสูงไปไกลขนาดตึกแถว 1 คูหาก็มีราคาแตะ 8 หลักได้ แถมการมาถึงของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินก็ยิ่งเพิ่มราคาที่ดินให้สูงขึ้นไปอีก ทำให้พื้นที่อยู่อาศัยในละแวกนั้นมีขนาดเล็กมากและหนาแน่นยิ่งขึ้นไปอีก ทางเดินเลียบคลองโอ่งอ่างแห่งนี้จึงอาจเป็นคำตอบที่จะช่วยให้คนที่อาศัยอยู่ในย่านนี้มีสถานที่ที่สามารถมาพักผ่อนหย่อนใจได้เพิ่มขึ้น แม้สถานะของต้นไม้เล็กๆ ที่ถูกนำมาปลูกจะยังห่างไกลจากคำว่าร่มรื่นอยู่มากก็ตาม

คลองโอ่งอ่าง
คลองโอ่งอ่าง

ในแง่ของการเป็นสถานที่ท่องเที่ยวนั้นก็น่าสนใจว่าคลองความยาว 2 กิโลเมตรที่เชื่อมต่อระหว่างตีนสะพานพระปกเกล้า (ซึ่งใกล้ย่านปากคลองตลาด และยังสามารถข้ามไปยังฝ่งชุมชนกะดีจีนได้) กับตลาดสำเพ็ง ตลาดสะพานหัน และถนนเจริญกรุงที่มีรถไฟฟ้าสถานีสามยอด (หรือชื่อเดิมคือวังบูรพา) อยู่ด้วย ซึ่งแปลว่าการเดินทางมายังเมืองเก่าจากแนวรถไฟฟ้า MRT ก็จะง่ายขึ้นด้วยเช่นกัน เราอาจจะได้เห็นการท่องเที่ยวในย่านเมืองเก่าบูมขึ้นกว่านี้อีกก็ได้

ก่อนจะคิดไปไกลจนเคลิ้มนั้น ภาพตรงหน้าขณะที่ผมเดินสำรวจทางเลียบคลองนี้ก็โผล่ขึ้นมาทำให้หายเคลิ้มไปได้เหมือนกัน เพราะมันมีสิ่งที่น่าเป็นห่วงอยู่บ้างในการที่จะทำให้โครงการนี้นั้นใช้จริงได้ยาก

อย่างแรกก็คือ ตึกรามบ้านช่องในบริเวณนั้นทั้งหมดหันหลังให้กับคลอง เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาร้านค้าบนสะพานเหล็กนั้นมีทั้งที่ร้านอาหารและร้านค้าทั่วไปที่ติดแอร์ ทำให้อากาศร้อนจากทั้งคอมเพรสเซอร์แอร์และการประกอบอาหารลอยวนเวียนอยู่ทั่วบริเวณ เจ้าของบ้านเลยเลือกที่จะหันหน้าให้ถนนซอย แล้วก็หันหลังให้กับคลองแบบไม่มีทั้งประตูหรือหน้าต่างใดๆ เลย

พอพื้นที่ถูกปรับให้เป็นทางคนเดินแบบนี้โดยที่ยังไม่มีความชัดเจนใดๆ จากทางภาครัฐ และด้วยการลงทุนปรับปรุงบ้านนั้นมีต้นทุนที่ต้องจ่าย หลายๆ บ้านจึงยังไม่ได้เปลี่ยนหลังบ้านให้เป็นหน้าบ้านอย่างที่ควรจะเป็น ซึ่งส่งผลกระทบต่อการมาใช้งานอย่างแน่นอน เพราะการมาเดินเลียบคลองร้อนๆ โดยไร้อาหารและเครื่องดื่มจากร้านค้าใดๆ นั้นมันไม่ดึงดูดผู้คนในยุคนี้เอาเสียเลย ทีนี้ นอกจากการค้าขายแล้ว การมีคนมาเดินและการมีเจ้าของบ้านอยู่ด้วยก็จะช่วยให้พื้นที่นี้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นด้วย

คลองโอ่งอ่าง
คลองโอ่งอ่าง

โมเดลที่ใกล้เคียงที่สุดซึ่งผมเคยเจอมาก็คือเส้นทางจักรยานที่ถูกปรับปรุงจากทางรถไฟเก่าของเมืองเกาสง ไต้หวัน บ้านทุกหลังก็เคยหันหลังให้กับทางรถไฟเช่นกัน แต่เมื่อทางรถไฟถูกปรับให้กลายมาเป็นทางจักรยานเชื่อมส่วนต่างๆ ของเมือง การที่ชาวบ้านหันมาเปลี่ยนหลังบ้านเป็นหน้าบ้านและทำการค้าขายก็ช่วยให้เส้นทางจักรยานนี้กลายเป็นจุดท่องเที่ยวได้อย่างไม่ยากนัก ซึ่งก็ไม่รู้ว่าในอนาคตเจ้าของบ้านในคลองโอ่งอ่างนี้จะคิดยังไงกันบ้าง

อย่างที่สองคือ ทางเดิน เนื่องจากคลองโอ่งอ่างนั้นมีสะพานและถนนคั่นอยู่เป็นช่วงๆ ตลอดความยาว ที่จริงๆ แล้วดูเหมือนเราจะสามารถเดินเชื่อมต่อกันได้รอบตลอดแนวคลอง แต่ความเป็นจริงนั้นไม่ใช่ เพราะเมื่อเดินมาจนถึงสะพานเราจะถูกคั่นด้วยถนนที่มีรถสัญจร (ด้วยความรวดเร็ว) ผ่านแทบจะตลอดเวลา การที่พื้นที่แห่งนี้ถูกทำมาเพื่อให้เป็นทางคนเดิน แต่กลับไม่สามารถเดินเชื่อมกันได้ และต้องข้ามถนนไปยังถนนคนเดินอีกฝั่งหนึ่ง มันก็ชวนให้เราตั้งคำถามถึงการเป็นถนนคนเดินที่ปลอดภัยของมันเหมือนกันนะครับ

ซึ่งคลองต้นฉบับอย่างชองกเยชอน คนที่เดินเท้าก็สามารถเดินลอดใต้สะพานข้ามฝั่งไปได้เลย แถมยังมีสะพานเล็กๆ สำหรับคนเดินข้ามไว้อยู่ตลอดเพื่อให้ไม่ต้องไปข้ามถนนใหญ่ หรือแม้แต่คลองกลางเมืองในลักษณะเดียวกันของลอนดอน ประเทศอังกฤษ ก็โชคดีที่สะพานต่างๆ นั้นมีความสูงมากพอให้คนสามารถเดินลอดได้โดยไม่ต้องมาเดินข้ามบนนถนนเช่นเดียวกัน

คลองโอ่งอ่าง
คลองโอ่งอ่าง

นี่เลยเป็นอีกโจทย์ใหญ่ของทางเดินเลียบคลองโอ่งอ่างนี้เหมือนกันว่าหลังจากก่อสร้างจนเสร็จตามแผนงานแล้ว พื้นที่สาธารณะเลียบคลองโอ่งอ่างนี้จะกลายมาเป็นทางเดินเท้าที่สร้างความสุขให้กับคนในชุมชนและนักท่องเที่ยวได้หรือไม่ หรือเป็นเพียงแค่สถานที่ที่ดูสวยดี แต่ใช้งานจริงลำบากจนไม่มีคนมาใช้ก่อนจะถูกทิ้งร้างไว้ เช่นเดียวกับโครงการอื่นๆ อีกหลายโครงการที่เคยเกิดขึ้นมา…

คลองโอ่งอ่าง
คลองโอ่งอ่าง

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

เราใช้เวลาแห่งความสุขมากมายในวัยเยาว์ไปกับสยามสแควร์ หลายคนก็คงเช่นกัน

ทุกครั้งที่เดินผ่านไปทางถนนพญาไท ตึกหลายชั้นอย่างโบนันซ่าก็ยังตั้งอยู่ตรงนั้น บางครั้งก็เลี้ยวไปดูกางเกง บางครั้งไปเฝ้าเพื่อนเจาะหู บางครั้งใช้เป็นทางผ่านเดินไป MBK จนกระทั่งวันหนึ่งภาพที่คุ้นตาก็หายไป สยามสแควร์เริ่มเงียบเหงาด้วยสถานการณ์โรคระบาด โบนันซ่าก็กลายเป็นตึกเรียนพิเศษตึกใหม่หน้าตาไม่คุ้น มากด้วยเสียงชื่นชมและเสียงวิจารณ์ นามว่า ‘SIAMSCAPE’

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

SIAMSCAPE เป็นความร่วมมือกันของทีม ‘ICES’ นำโดย East Architects ผู้รวมทีมสถาปนิกรุ่นใหม่อันประกอบไปด้วย Integrated Field, Creative Crews, และ Shma ในการทำโปรเจกต์ครั้งนี้

คอลัมน์ Public Space คราวนี้เราจะมาคุยกับหนึ่งในทีมออกแบบ อย่าง ประพันธ์ นภาวงศ์ดี และ วรวีร์ แจ่มสมบูรณ์ จากออฟฟิศภูมิสถาปนิก Shma เกี่ยวกับสวนดาดฟ้า Sky Scape พื้นที่ 1,160 ตารางเมตร ซึ่งเป็นส่วนที่พวกเขารับผิดชอบ

เราจะมาฟัง 2 ภูมิสถาปนิกผู้มีประสบการณ์เล่าไปพร้อมกันว่า สวนดาดฟ้าแห่งนี้มีแนวคิดในการออกแบบอย่างไร จะมีบทบาทอะไรในฐานะ Public Space ‘อีกเลเยอร์’ ของสยามสแควร์นอกเหนือไปจาก Walking Street ด้านล่าง ในช่วงเวลานี้ที่ทั้งย่านกำลังคืนชีพกลับมามีชีวิตชีวา และในอนาคตที่จะมาถึง

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

โบนันซ่าเลเวลอัป

“ตอนแรกเลย เขาต้องการจะอัปเดตโบนันซ่าเก่าให้กลายเป็นพื้นที่การเรียนรู้แห่งใหม่” ประพันธ์เริ่มเล่า หลังจากที่พวกเราตัดสินใจนั่งลงบนสเต็ปใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ท่ามกลางกลุ่มวัยรุ่นรายรอบ

สยามสแควร์แบ่งพื้นที่เป็นบล็อก บล็อกที่เราอยู่กันตอนนี้คือบล็อก H ซึ่งสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ PMCU ตั้งใจให้เป็นพื้นที่ของโรงเรียนพิเศษ และเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศการศึกษา ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป สถาปนิกที่ร่วมทำโปรเจกต์นี้จึงใช้เวลากันไม่น้อยในการตีโจทย์ ‘การเรียนพิเศษในยุคถัดไป’ ขึ้นมาใหม่ ที่การออกแบบสเปซคงจะเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว

การเรียนพิเศษเป็นฟังก์ชันหลักของอาคาร ทว่าด้วยความใหญ่โตของ SIAMSCAPE ที่จะสร้าง จึงต้องมีฟังก์ชันอื่นมาเติมความสมเหตุสมผล อย่างการเป็นอาคารจอดรถ เป็นร้านรวงต่าง ๆ และเป็นพื้นที่ของสำนักงานด้วย

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

“ทีม ICES คิดว่าอยากเปิด Public Space ที่อยู่ข้างบนสักอย่างหนึ่ง” ประพันธ์อธิบายที่มาก่อนจะมาเป็น Sky Scape “เราก็ลองมาหลายทางเลือกเลย มีตั้งแต่ทางเดินล้อมตึก หรือว่ามีหลาย ๆ ชั้น เหวี่ยงขึ้นมาจากข้างล่าง แต่ไป ๆ มา ๆ เมื่อปรับให้เข้ากับความเป็นจริงก็เหลือพื้นที่ประมาณนี้ ซึ่งเรามองว่าจะทำทั้งที ก็อยากให้พื้นที่เป็น Public Space ที่ดีให้กับเมืองมาใช้สอยได้”

PMCU อยากให้พื้นที่นี้รองรับกิจกรรมอันหลากหลายของคนเมือง โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นที่มาเรียนพิเศษและนิสิตนักศึกษาที่มาเดินเล่น ไม่ว่าจะเป็นอีเวนต์ ตลาด หรือกิจกรรมฮิตตอนนี้อย่างมินิคอนเสิร์ต ทาง Shma จึงออกแบบให้ที่นี่เป็น Hardscape ประกอบไปด้วยพื้นที่ราบสำหรับกิจกรรม และพื้นที่ที่ยกเป็นสเต็ป มีต้นไม้ร่มรื่นสำหรับให้คนมานั่งกิน นั่งเล่น นั่งดูดนตรีได้สบายอารมณ์ โดยพวกเขาเลือกให้ที่พื้นมีแพตเทิร์นลายทางยาวต่อมาจากเส้นตั้งบนอาคาร เพื่อให้รู้สึกถึงอาคารได้ชัดขึ้น

“ที่ทางเลือกอื่น ๆ หายไปก็เพราะเรื่องทุนในการก่อสร้างด้วย ยิ่ง Public Space มันเป็นที่ที่ขายไม่ได้ เพราะฉะนั้นเขาก็ต้องบาลานซ์ให้พอดี” นักออกแบบชี้แจงอย่างจริงใจ

ว่ากันตามตรง เราก็แอบเสียดายเหมือนกันที่ไม่ได้เห็นทางเลือกอื่น ๆ ที่ประพันธ์เล่ามาถูกสร้างขึ้นจริง คงจะเป็นอีกมิติหนึ่งของลานสยามสแควร์ แต่เมื่อนึกถึงปัจจัยเรื่องทุนที่ต้องพิจารณาด้วยแล้ว Sky Scape เวอร์ชันปัจจุบันนี้ก็เป็นพื้นที่ของการพักผ่อนที่น่าสนใจไม่น้อย

พื้นที่สีเขียวที่มุมกระดาษ

สเต็ปที่ Shma ออกแบบมา ไม่ได้เป็นเพียงให้อัฒจันทร์อลังการไปเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสให้ใส่ Soil Bed เพื่อปลูกต้นไม้ใหญ่สร้างความร่มรื่นลงไปได้ด้วย

“เรารู้แหละว่ามันจะร้อน เราก็ต้องสร้างร่มไม้ให้จุดที่คนมานั่งเยอะที่สุด” วรวีร์พูดบ้าง มือก็ชี้ดงสีเขียวให้เราดู “มองไปด้านหลังจะเห็นเลยว่าเป็นป่าล้อมอยู่ เหมือนยกมุมกระดาษให้สูงขึ้นมาแล้วปลูกต้นไม้”

เพราะอยากให้สยามสแควร์อุดมไปด้วยพื้นที่สีเขียว มีต้นไม้ที่ดูแลรักษาง่าย Shma จึงทำให้ดาดฟ้านี้กลายเป็น Eco Forest ที่มีการผสมผสานระหว่างพืชหลายสปีชีส์ ทั้งไม้ยืนต้นและไม้พุ่ม

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

“ตอนนี้เขากำลังพูดกันนะครับว่า เราจะคืนธรรมชาติสู่เมืองได้ยังไงบ้าง” ประพันธ์เล่าให้เราฟัง “บางช่วงเทรนด์ก็จะเป็นต้นไม้ฟอร์มสวยชนิดเดียวทั้งหมด แต่เราคิดว่าถ้าทำจริงจะไม่เหมาะสม เพราะว่าในธรรมชาติไม่ได้เป็นอย่างนั้น มันคือการรวมตัวกันของสปีชีส์ที่หลากหลาย”

ที่นี่มีทั้งไม้ยืนต้น 8 ชนิด และไม้พุ่มขนาดต่าง ๆ อีกรวม 12 ชนิด ภายในพื้นที่สีเขียว 555 ตารางเมตร

“ถ้าเกิดมีต้นหนึ่งติดโรค แล้วปลูกเหมือนกันหมดก็จะติดกันไปหมด แต่ว่าถ้ามีหลายสปีชีส์ อีกต้นหนึ่งอาจจะไม่อ่อนแอกับโรคนั้น ๆ ทำให้ไม่ติดตามไป” กล่าวโดยสรุปก็คือ หากมองระบบนิเวศในภาพใหญ่ ยิ่งหลากหลาย ยิ่งยั่งยืนนั่นแหละ

“Roof Garden นี้ช่วยลดอุณหภูมิด้วยนะ” วรวีร์เสริมขึ้นมาถึงข้อดี “หลังคาทั่วไปที่ไม่มีพื้นที่สีเขียวเลยจะสะท้อนความร้อนออกมา แต่ถ้าเรามีต้นไม้ ก็จะซับความร้อนได้เยอะพอสมควร”

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์
Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

แต่เรื่องราวก็ไม่ได้ง่ายอย่างการปลูกต้นไม้ใส่กระถาง อย่าลืมว่านี่คือสวนบนชั้น 10 ของอาคาร และโครงสร้างอาคารก็ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น โดยเฉพาะเมื่อชั้นล่างของ Sky Scape เป็นโถงกิจกรรมขนาดใหญ่ที่ไม่มีเสาคั่นกลาง (Long Span) ซึ่งเป็นส่วนรับผิดชอบของออฟฟิศอื่น

“ตอนแรกเราต้องการให้มีพื้นที่สีเขียวเยอะที่สุด มีต้นไม้ใหญ่เยอะที่สุด แต่ถ้าเราทำเป็นพื้นที่สีเขียวกระจาย น้ำหนักที่กดลงไปแต่ละจุดก็เยอะไปหน่อย เลยกระจุกตัวน้ำหนักดินให้มันอยู่เป็นที่ ๆ ไป”

น้ำหนักของ Roof Garden มากกว่าหลังคาหรือดาดฟ้าทั่วไปนัก เพราะต้นไม้หนึ่งต้นต้องเผื่อน้ำหนักไว้ประมาณ 1.5 ตันเลยทีเดียว

Sky Scape : ลานคนเมืองบนชั้น 10 ของตึกสูง อีกเลเยอร์ที่จะสร้างสีสันให้สยามสแควร์

ชีวิตชีวาที่เชื่อมถึงกัน

ทีมออกแบบตั้งใจให้ที่นี่เป็น ‘ลานคนเมือง’ แห่งใหม่ของสยามสแควร์

“ตอนแรกนึกว่าเด็ก ๆ จะมามากกว่า แต่พอเปิดคนที่สยามก็มาด้วย ถ้ามาเสาร์-อาทิตย์นี่จะเห็นว่าคนยืนเต็มเลย” ประพันธ์พูดอย่างดีใจ ขณะที่เรานั่งคุยกันอยู่นี้ แม้จะเป็นวันธรรมดาแต่คนก็มามากเหมือนกัน

พวกเขามองว่าสยามสแควร์แทบจะไม่มีพื้นที่โล่ง ๆ แบบนี้เลย หรือถึงมี บรรยากาศก็ไม่ได้ผ่อนคลาย นั่งใต้ร่มไม้ได้แบบนี้

“ที่นี่เป็นจุดหมายปลายทาง คุณต้องตั้งใจมานั่ง” วรวีร์ให้ความเห็น ที่นี่ไม่ได้เข้าถึงง่ายเท่าไหร่ ผู้คนต้องรอลิฟต์หรือขึ้นบันไดเลื่อนมาถึง 10 ชั้น จุดหมายปลายทางจึงต้องคุ้มค่าพอที่จะเสียเวลาเดินทาง

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

เราถามภูมิสถาปนิกทั้งสองว่า พวกเขาตั้งใจวางส่วนต้นไม้ไว้ด้านนี้เพื่อให้คนมาชมวิวถนนพญาไทรึเปล่า ทั้งคู่ก็ตอบว่า จริง ๆ แล้วลองมาแล้วทุกมุม แต่สุดท้ายที่มาจบที่แบบนี้ เป็นเพราะหากวางไว้ที่ทิศตะวันตก ต้นไม้จะช่วยสร้างร่มเงาให้ดาดฟ้า รวมถึงพวกเขาอยากจะให้เดินออกมาจากอาคารแล้วถึงลานอีเวนต์ก่อน แล้วจึงเห็นต้นไม้เป็นพื้นหลัง ซึ่งบริเวณสเต็ปสูงที่สุดของสวนต้นไม้ก็เป็นจุดชมวิวกรุงเทพมหานครได้

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

“อย่างญี่ปุ่น เมืองเขาเป็น Verticle มาก ๆ เขามี Public Space เหล่านี้อยู่ตามที่ติดรถไฟฟ้า เขามีตึกที่ขึ้นมาแล้วมีคาเฟ่ให้คนไปนั่งอยู่ข้างบน เป็น Public Space ที่ดีนะ เราก็ได้ไอเดียมาจากตรงนั้นด้วย” ประพันธ์พูดถึงการพัฒนาเมืองของต่างประเทศ 

“ตอนนี้สยามกำลังพัฒนาใหม่ ลองนึกภาพว่าทุกตึกทำประมาณนี้หมด แล้วมี Skybridge เชื่อมระหว่างอาคารหนึ่งไปอีกอาคารหนึ่ง มันก็จะมีพื้นที่สาธารณะลอยอยู่หลาย ๆ ที่”

ทีมออกแบบไม่ได้รู้ละเอียดนักว่าแผนพัฒนาพื้นที่สยามสแควร์เป็นอย่างไร พวกเขาเพียงแต่คิดตามรูปแบบการพัฒนาในยุคปัจจุบันว่า จะต้องมีพื้นที่ว่างและพื้นที่สีเขียวบนอาคารให้ได้มาตรฐาน และคิดต่อยอดไปว่า หากมองให้เป็นระบบมากขึ้น จะเชื่อมพื้นที่สาธารณะเข้าด้วยกันได้

“วันนั้นพี่เพิ่งมาดูดนตรีที่สยามฯ เด็ก ๆ สมัยนี้เล่นกันดีมากเลย สร้างชีวิตชีวาให้กับเมืองได้มาก” เขาเอ่ยถึงปรากฏการณ์ของ พ.ศ. 2565 นี้ ที่ Walking Street เปิดใช้งานแล้วมีวงดนตรีมัธยมมาทำการแสดงกัน จนหลายวงถึงกับแจ้งเกิดจากที่นี่ “แต่อย่างที่อย่างที่บอก Public Space ไม่จำเป็นต้องเป็น Main Street อันเดียวแล้วจบ เราแยกย่อยออกมาตามการใช้งานได้หลากหลายมาก”

ประพันธ์นึกถึงภาพ Highline ที่ผู้คนเดินไปได้ตลอด และแต่ละจุดมีฟังก์ชันที่ต่างกัน ตรงนี้เห็นวิวเมืองก็จะทำที่นั่งแบบหนึ่ง ตรงนั้นเห็นวิวถนนก็จะทำเป็นสเตเดี้ยมให้คนมองรถวิ่งไปวิ่งมา หากมีแม่น้ำก็จะทำพื้นที่ดูแลวิวแม่น้ำได้ด้วย

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

“ในสยามฯ เป็นไปได้มากที่สุดเลย ด้วยความที่เป็นเจ้าของเดียวกันทั้งหมด เราก็น่าจะคิด Master Plan ในการเชื่อมโยง Public Space ด้านบนได้ด้วย เหมือนที่เราพยายามจะทำกับตึกนี้ในตอนแรก เราพยายามคิดให้มันไล่ขึ้นมาจากข้างล่างไปสู่ข้างบน

“ถ้าเป็นอาคารนอกสยามฯ จะเป็น Property แยกกัน ทำยากหน่อย” ในขณะที่ต่างประเทศเป็นเรื่องปกติที่จะทำ Master Plan มาก่อน แล้วแบ่งให้แต่ละฝ่ายทำ ประเทศเรากลับยังทำแบบนั้นไม่ได้เท่าไรนัก

“เซ็นเตอร์พอยท์ที่ฮิตมาก ๆ ในรุ่นพี่ นั่นคือมินิมากนะ เป็นแค่หนึ่งเวิ้งเอง แต่คนยุคนั้นก็ดีใจมากแล้ว” ประพันธ์เริ่มอธิบาย เมื่อเราถามว่าการออกแบบพื้นที่สาธารณะของสยามสแควร์ต่อจากนี้เป็นต้นไป ต้องต่างจากยุคก่อน ๆ ยังไงบ้าง

วรวีร์คิดว่าพฤติกรรมผู้คนในย่านเปลี่ยนไปจากเดิม เจนเนอเรชันก่อนอาจมาเพื่อจุดประสงค์ที่เจาะจง เช่น หากพี่เบิร์ดมาเล่นที่ลานน้ำพุ ผู้คนก็จะพุ่งตัวไปที่ลานน้ำพุเพื่อดูพี่เบิร์ด แต่ปัจจุบันที่นี่เป็นจุดหมายปลายทางก้อนใหญ่ ๆ เหล่าวัยรุ่นมาเพื่อดื่มด่ำบรรยากาศที่คนมารวมตัวกัน ดังนั้นจึงต้องคิดเรื่อง Flow อย่างละเอียดลออกว่าเดิม

“ปัจจุบันมันคือเรื่องการเชื่อมโยงของ Dot ของ Open Space เหล่านั้นให้เป็น Network มากขึ้น” ประพันธ์ยกตัวอย่างถึงประเทศญี่ปุ่นอีกครั้ง ว่าที่นั่นเชื่อมกันเป็น Network ที่เป็นมิตรต่อผู้คน (Citizen Friendly) หากไปเที่ยวย่านหนึ่งก็เดินสนุกได้ทั้งวัน “แล้วเราก็อยากให้ทางเดินเท้าเชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่อง เป็นย่านที่ไม่มีรถเข้าไปเลย”

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

อีกเรื่องที่ทั้งคู่ฝากไว้ คือความร่มรื่นของพื้นที่ ว่าเราจะต้องดึงธรรมชาติกลับมาให้ได้ และสร้าง Micro Climate ที่ดี เหมาะกับสภาพอากาศของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“อย่างสิงคโปร์ เขาจะเชื่อมต่อหลังคากัน มีไกด์ไลน์ว่าอาคารนี้ควรยื่นออกมาอย่างนี้ เพื่อให้คนเดินต่อไปได้ นอกจากนี้ก็เรื่อง Verticle Green ต่าง ๆ ที่ทำให้พื้นที่สาธารณะมีระบบนิเวศที่ดี”

คิดว่าในประเทศไทยควรมีลานแบบนี้เยอะ ๆ ไหม – เราถามนักออกแบบทั้งคู่

“ลานคือที่ที่มีกิจกรรม ลานส่งเสริมการแสดงออกได้เยอะ คนรุ่นใหม่ชอบมากเลย เราก็อิจฉาเหมือนกันเพราะรุ่นเราไม่มีพื้นที่ทำกิจกรรมแบบนี้” ประพันธ์ตอบ เขาบอกว่าถ้าเป็นก่อนหน้านี้คงนึกถึงหน้าลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรม กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่ที่คนมาจัดกิจกรรมกันเยอะ “เราต่างพ่อต่างแม่ มีความต้องการพื้นที่ที่ต่างกัน บางคนอาจจะอยากได้มุมสงบเงียบ ๆ บางคนอาจจะอยากได้ผู้คนเดินผ่านมาผ่านไป ต้องพัฒนาให้มีความหลากหลาย ลานสำคัญสำหรับ Public Space นะ”

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

เราเอนกาย เลื่อนข้อศอกไปวางไว้บนสเต็ปที่นั่ง มองไปยังกลุ่มวัยรุ่นที่กำลังถ่ายรูปวิวเมืองกันอย่างสนุกสนาน พลางคิดว่าถ้าอนาคตแต่ละลานเชื่อมถึงกันอย่างไหลลื่น คงจะเกิดกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย แล้วสยามสแควร์ก็คงเกิดสีสันใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนแน่นอน

2 ภูมิสถาปนิกจาก Shma คุยถึงการออกแบบลานคนเมืองบนตึก SIAMSCAPE พร้อมแลกเปลี่ยนความเป็นไปได้ของ Public Space ในสยามสแควร์

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load