20 พฤศจิกายน 2561
46 K

วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำก็นองเต็มตลิ่ง เราทั้งหลายชายหญิง สนุกกันจริงวันลอยกระทง

ช่วงนี้หลายคนคงจะตื่นเต้นรอคอยวันลอยกระทง วันแสนสนุกของวัยรุ่นหนุ่มสาวที่ตั้งตารอจะได้ไปลอยกระทง ไม่ว่าจะเพื่อขอขมาพระแม่คงคา หรือเพื่อสานต่อความสัมพันธ์กันในค่ำคืนนี้ ถ้าคุณเบื่อไม่รู้จะไปลอยกระทงกันที่ไหนดี หรือเคยไปมาหมดทุกที่แล้ว เราก็ขอเสนอพื้นที่สาธารณะแห่งใหม่ที่แม้จะยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดี แต่ก็จะเปิดให้เราๆ ไปใช้กันได้ในช่วงวันลอยกระทงนี้ (19 – 22 พ.ย. 61) ถ้าพลาดแล้วก็ต้องคอยไปถึงปีหน้ากว่าจะได้ใช้งานพื้นที่นี้แบบจริงจัง ที่แห่งนี้ก็คือ ทางเดินเลียบคลองโอ่งอ่างโฉมใหม่ 4.0 นั่นเอง

คลองโอ่งอ่าง
คลองโอ่งอ่าง

หลายคนอาจจะสงสัยว่าคลองโอ่งอ่างนี่มันคือที่ไหนกัน ถ้าเรียกกันให้เข้าใจก็คือย่านสะพานเหล็กนั่นเอง ประวัติแต่เดิมของคลองแห่งนี้คือเป็นคลองขุดตั้งแต่สมัยสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ เชื่อมต่อกับคลองบางลำพูตรงสะพานผ่านฟ้า สิ้นสุดที่เชิงสะพานพระปกเกล้า ก่อนจะไหลออกแม่น้ำเจ้าพระยา สมัยขุดคลองนี้ใหม่ๆ ย่านนี้เป็นแหล่งค้าขายเครื่องปั้นดินเผาของทั้งชาวจีนและชาวมอญมาก่อน เลยเป็นที่มาของชื่อคลองโอ่งอ่างนั่นเอง ก่อนที่ต่อมาจะค่อยๆ พัฒนามากลายเป็นย่านขายอาหารตอนกลางคืนและแหล่งขายปลาสวยงาม

จนเมื่อ พ.ศ. 2526 หรือสามสิบกว่าปีที่แล้ว กรุงเทพมหานครนี่แหละที่จัดสัมปทานให้เช่าพื้นที่ว่างเหนือคลองโอ่งอ่าง หรือสะพานเหล็กที่เราคุ้นเคยกันขึ้นมา โดยให้เป็นที่ค้าขายรองรับพ่อค้าแม่ค้าที่ย้ายมาจากคลองถม (ซึ่งสุดท้ายก็กลายเป็นว่าเกิดตลาดขึ้นมา 2 แห่ง) และสะพานเหล็กก็ค่อยๆ ถูกก่อสร้างพื้นที่ปิดทับและกลายมาเป็นย่านขายของเล่นและเครื่องเกมต่างๆ แบบในปัจจุบัน โดยแทบไม่มีใครเคยเห็นหรือรับรู้การเป็นคลองของมันอีกเลย

คลองโอ่งอ่าง
คลองโอ่งอ่าง

และก็เป็นทางกรุงเทพมหานครนี่เองที่เห็นการรุกล้ำแนวคลองประวัติศาสตร์นี้ (อ้าว…) และอยากจะจัดระเบียบ ปรับภูมิทัศน์ให้สวยงาม เพื่อให้เป็นพื้นที่สาธารณะแก่ประชาชนและเพื่อพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวต่อไป จึงทำการจัดระเบียบและรื้อถอนโครงสร้างสะพานเหล็กเหนือคลองออกไปทั้งหมดเมื่อตอนปลายปี 2558 ก่อนที่จะกลายเป็นพื้นที่เปิดโล่งแบบงงๆ ที่ไม่มีร้านค้า ไม่มีคนเดิน ไม่มีการจัดการ ไม่มีความร่มรื่น ไม่มีแม้กระทั่งราวกันตกอยู่เกือบ 2 ปี

คลองโอ่งอ่าง

จนเมื่อต้นปีที่ผ่านมาจึงเริ่มมีการก่อสร้างและปรับปรุงภูมิทัศน์กันอย่างจริงจังจนเป็นคลองโอ่งอ่างโฉมใหม่ไฉไล ในช่วงนี้จะเปิดให้ใช้งานแค่ส่วนเดียวก่อน คือจากช่วงถนนเจริญกรุงมาถึงถนนเยาวราช โดยพื้นที่ทั้งหมดจะแล้วเสร็จในช่วงเดือนมีนาคม ปี 2562 

จากการไปลงพื้นที่สำรวจ เราเห็นถึงการออกแบบภูมิทัศน์ใหม่ให้เป็นถนนปูอิฐเช่นเดียวกับตัวตลิ่ง มีเสาไฟและราวกันตก ถ้าใครเคยไปเกาหลีใต้ก็น่าจะสังเกตได้ว่าคลองโอ่งอ่างตอนนี้มีความคล้ายกับคลองชองกเยชอน (Cheonggyecheon) ที่อยู่ใจกลางกรุงโซล ซึ่งเป็นผลงานการปรับเปลี่ยนคลองน้ำเน่ากลางเมืองให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะริมคลองที่มีน้ำใสสะอาดและมีต้นไม้มากมายแสนรื่นรมย์ จนกลายมาเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่

ความน่าสนใจของทางเลียบคลองโอ่งอ่างแห่งนี้มันอยู่ที่ทาง กทม. บอกว่าจะพัฒนาพื้นที่นี้ในสองการใช้งาน คือ เป็นพื้นที่สาธารณะเพื่อการพักผ่อนของประชาชนในละแวกนี้ และเพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ทางวัฒนธรรมในย่านประวัติศาสตร์ และในอนาคตจะพัฒนาให้เป็นถนนคนเดินอีกด้วย 

มองในแง่ของพื้นที่สาธารณะนั้นก็ถือว่าค่อนข้างดีกับผู้คนในย่านนี้ เพราะอย่างที่เรารู้กันว่าในบริเวณนั้นถือเป็นเขตค้าขายที่สร้างรายได้อย่างดีจนราคาที่ดินถีบตัวสูงไปไกลขนาดตึกแถว 1 คูหาก็มีราคาแตะ 8 หลักได้ แถมการมาถึงของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินก็ยิ่งเพิ่มราคาที่ดินให้สูงขึ้นไปอีก ทำให้พื้นที่อยู่อาศัยในละแวกนั้นมีขนาดเล็กมากและหนาแน่นยิ่งขึ้นไปอีก ทางเดินเลียบคลองโอ่งอ่างแห่งนี้จึงอาจเป็นคำตอบที่จะช่วยให้คนที่อาศัยอยู่ในย่านนี้มีสถานที่ที่สามารถมาพักผ่อนหย่อนใจได้เพิ่มขึ้น แม้สถานะของต้นไม้เล็กๆ ที่ถูกนำมาปลูกจะยังห่างไกลจากคำว่าร่มรื่นอยู่มากก็ตาม

คลองโอ่งอ่าง
คลองโอ่งอ่าง

ในแง่ของการเป็นสถานที่ท่องเที่ยวนั้นก็น่าสนใจว่าคลองความยาว 2 กิโลเมตรที่เชื่อมต่อระหว่างตีนสะพานพระปกเกล้า (ซึ่งใกล้ย่านปากคลองตลาด และยังสามารถข้ามไปยังฝ่งชุมชนกะดีจีนได้) กับตลาดสำเพ็ง ตลาดสะพานหัน และถนนเจริญกรุงที่มีรถไฟฟ้าสถานีสามยอด (หรือชื่อเดิมคือวังบูรพา) อยู่ด้วย ซึ่งแปลว่าการเดินทางมายังเมืองเก่าจากแนวรถไฟฟ้า MRT ก็จะง่ายขึ้นด้วยเช่นกัน เราอาจจะได้เห็นการท่องเที่ยวในย่านเมืองเก่าบูมขึ้นกว่านี้อีกก็ได้

ก่อนจะคิดไปไกลจนเคลิ้มนั้น ภาพตรงหน้าขณะที่ผมเดินสำรวจทางเลียบคลองนี้ก็โผล่ขึ้นมาทำให้หายเคลิ้มไปได้เหมือนกัน เพราะมันมีสิ่งที่น่าเป็นห่วงอยู่บ้างในการที่จะทำให้โครงการนี้นั้นใช้จริงได้ยาก

อย่างแรกก็คือ ตึกรามบ้านช่องในบริเวณนั้นทั้งหมดหันหลังให้กับคลอง เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาร้านค้าบนสะพานเหล็กนั้นมีทั้งที่ร้านอาหารและร้านค้าทั่วไปที่ติดแอร์ ทำให้อากาศร้อนจากทั้งคอมเพรสเซอร์แอร์และการประกอบอาหารลอยวนเวียนอยู่ทั่วบริเวณ เจ้าของบ้านเลยเลือกที่จะหันหน้าให้ถนนซอย แล้วก็หันหลังให้กับคลองแบบไม่มีทั้งประตูหรือหน้าต่างใดๆ เลย

พอพื้นที่ถูกปรับให้เป็นทางคนเดินแบบนี้โดยที่ยังไม่มีความชัดเจนใดๆ จากทางภาครัฐ และด้วยการลงทุนปรับปรุงบ้านนั้นมีต้นทุนที่ต้องจ่าย หลายๆ บ้านจึงยังไม่ได้เปลี่ยนหลังบ้านให้เป็นหน้าบ้านอย่างที่ควรจะเป็น ซึ่งส่งผลกระทบต่อการมาใช้งานอย่างแน่นอน เพราะการมาเดินเลียบคลองร้อนๆ โดยไร้อาหารและเครื่องดื่มจากร้านค้าใดๆ นั้นมันไม่ดึงดูดผู้คนในยุคนี้เอาเสียเลย ทีนี้ นอกจากการค้าขายแล้ว การมีคนมาเดินและการมีเจ้าของบ้านอยู่ด้วยก็จะช่วยให้พื้นที่นี้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นด้วย

คลองโอ่งอ่าง
คลองโอ่งอ่าง

โมเดลที่ใกล้เคียงที่สุดซึ่งผมเคยเจอมาก็คือเส้นทางจักรยานที่ถูกปรับปรุงจากทางรถไฟเก่าของเมืองเกาสง ไต้หวัน บ้านทุกหลังก็เคยหันหลังให้กับทางรถไฟเช่นกัน แต่เมื่อทางรถไฟถูกปรับให้กลายมาเป็นทางจักรยานเชื่อมส่วนต่างๆ ของเมือง การที่ชาวบ้านหันมาเปลี่ยนหลังบ้านเป็นหน้าบ้านและทำการค้าขายก็ช่วยให้เส้นทางจักรยานนี้กลายเป็นจุดท่องเที่ยวได้อย่างไม่ยากนัก ซึ่งก็ไม่รู้ว่าในอนาคตเจ้าของบ้านในคลองโอ่งอ่างนี้จะคิดยังไงกันบ้าง

อย่างที่สองคือ ทางเดิน เนื่องจากคลองโอ่งอ่างนั้นมีสะพานและถนนคั่นอยู่เป็นช่วงๆ ตลอดความยาว ที่จริงๆ แล้วดูเหมือนเราจะสามารถเดินเชื่อมต่อกันได้รอบตลอดแนวคลอง แต่ความเป็นจริงนั้นไม่ใช่ เพราะเมื่อเดินมาจนถึงสะพานเราจะถูกคั่นด้วยถนนที่มีรถสัญจร (ด้วยความรวดเร็ว) ผ่านแทบจะตลอดเวลา การที่พื้นที่แห่งนี้ถูกทำมาเพื่อให้เป็นทางคนเดิน แต่กลับไม่สามารถเดินเชื่อมกันได้ และต้องข้ามถนนไปยังถนนคนเดินอีกฝั่งหนึ่ง มันก็ชวนให้เราตั้งคำถามถึงการเป็นถนนคนเดินที่ปลอดภัยของมันเหมือนกันนะครับ

ซึ่งคลองต้นฉบับอย่างชองกเยชอน คนที่เดินเท้าก็สามารถเดินลอดใต้สะพานข้ามฝั่งไปได้เลย แถมยังมีสะพานเล็กๆ สำหรับคนเดินข้ามไว้อยู่ตลอดเพื่อให้ไม่ต้องไปข้ามถนนใหญ่ หรือแม้แต่คลองกลางเมืองในลักษณะเดียวกันของลอนดอน ประเทศอังกฤษ ก็โชคดีที่สะพานต่างๆ นั้นมีความสูงมากพอให้คนสามารถเดินลอดได้โดยไม่ต้องมาเดินข้ามบนนถนนเช่นเดียวกัน

คลองโอ่งอ่าง
คลองโอ่งอ่าง

นี่เลยเป็นอีกโจทย์ใหญ่ของทางเดินเลียบคลองโอ่งอ่างนี้เหมือนกันว่าหลังจากก่อสร้างจนเสร็จตามแผนงานแล้ว พื้นที่สาธารณะเลียบคลองโอ่งอ่างนี้จะกลายมาเป็นทางเดินเท้าที่สร้างความสุขให้กับคนในชุมชนและนักท่องเที่ยวได้หรือไม่ หรือเป็นเพียงแค่สถานที่ที่ดูสวยดี แต่ใช้งานจริงลำบากจนไม่มีคนมาใช้ก่อนจะถูกทิ้งร้างไว้ เช่นเดียวกับโครงการอื่นๆ อีกหลายโครงการที่เคยเกิดขึ้นมา…

คลองโอ่งอ่าง
คลองโอ่งอ่าง

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

สารภาพตามตรงเสียเนิ่น ๆ ผู้เขียนไม่ได้ทำการบ้านเรื่อง Englischer Garten หรือ English Garden ก่อนเดินทางไปมิวนิก และไม่คิดว่าจะเขียนอะไรทั้งสิ้นระหว่างการเดินทางไปพักร้อนในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่เยอรมนี แต่เจ้าสวนเขียวใจกลางเมืองนี้มันงดงามตราตรึงใจนัก ลองนึกภาพอากาศปลอดโปร่ง ดอกไม้บานสะพรั่ง เป็ดเตาะแตะข้างลำธาร หนุ่มสาวออกมาปิกนิก ครอบครัวจูงลูกเล็กเด็กแดงและสุนัขมาเที่ยวเล่นหย่อนใจ มองไปทางไหนก็มีชีวิตชีวา พูดได้เต็มปากว่าชีพจรของเมืองเต้นตุบ ๆ อยู่ที่นี่

ตลอดช่วงเวลาที่อยู่เมืองหลวงของแคว้นบาวาเรีย ผู้เขียนไปเดินเล่นที่ Englischer Garten ทุกวี่วัน พลังงานของพื้นที่สีเขียวดีงามเหลือล้นจนอดใจไม่ไหว คันไม้คันมือ ขอกลั่นเรื่องสวนอังกฤษแห่งมิวนิกมาเล่าสู่กันฟัง

Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก ใหญ่กว่า Central Park และมีมานานกว่า 200 ปี

สวนอังกฤษ

Englischer Garten ได้ชื่อ ‘สวนอังกฤษ’ จากสไตล์การออกแบบภูมิทัศน์ของสวน ตามแบบที่นิยมในอังกฤษช่วงศตวรรษที่ 18 – 19 และกลายเป็นแฟชั่นไปทั่วยุโรป

ตัวสวนมีขนาด 3.73 ตารางกิโลเมตร เป็นหนึ่งในสวนสาธารณะใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก กว้างใหญ่กว่า Central Park ในนิวยอร์ก หรือ Hyde Park ในลอนดอนเสียอีก Englischer Garten เชื่อมต่อเมืองเก่ากับแม่น้ำอีซาร์ (Isar) ด้วยอาณาเขตตั้งแต่กลางเมืองไปจรดทิศตะวันออกเฉียงเหนือของมิวนิก เส้นทางในสวนทั้งถนน ทางม้า และทางเท้า ความยาวรวมกันกว่า 78 กิโลเมตร มีลำธารใสไหลเย็นเชี่ยวยาว 15 กิโลเมตรตัดผ่าน และมีสะพานกว่า 100 แห่ง เล่าให้เห็นภาพคือใหญ่กว่าสวนลุมพินีมากกว่า 7 เท่า 

Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก ใหญ่กว่า Central Park และมีมานานกว่า 200 ปี

การปันพื้นที่ในเมืองใหญ่มาสร้างพื้นที่สีเขียวเบิ้ม ๆ ขนาดนี้คงแทบจะเป็นไปไม่ได้ในปัจจุบัน เจ้าสวนอังกฤษนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1789 ปีเดียวกับการปฏิวัติฝรั่งเศส ซึ่งเยอรมนียังไม่ได้มีขอบเขตประเทศเช่นทุกวันนี้ เวลานั้นแคว้นบาวาเรียปกครองโดยเจ้านครรัฐผู้คัดเลือก (Prince-elector) ชื่อ Charles Theodore ผู้รับชาวอังกฤษ Sir Benjamin Thompson มาเป็นเสนาธิการ (aide-de-camp) ของตน ท่านเซอร์ธอมป์สันอยู่บาวาเรีย 11 ปี ได้ทำนุบำรุงการทหารและบ้านเมืองหลายอย่าง จนภายหลังได้เลื่อนยศกลายเป็น Imperial Count Rumford หนึ่งในผลงานสำคัญของขุนนางชาวอังกฤษคนนี้คือการสร้าง Englischer Garten ถวายเจ้าชายผู้ปกครองเมือง 

สวนนี้ได้รับการออกแบบบนแนวคิดว่า เป็นสวนของชาวเมืองทั้งหมด ไม่ใช่ของสงวนสำหรับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในสังคม เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชากรชาวมิวนิก ซึ่งในเวลานั้นมีจำนวนกว่า 40,000 คน พื้นที่กว้างมหาศาลได้รับการจัดการอย่างรวดเร็วน่าทึ่ง มีการตัดเส้นทาง สร้างสะพาน ปลูกต้นไม้สารพัด รวมถึงมีทำนบรองรับน้ำท่วมด้วย เป็นไปได้ว่าไอเดียพื้นที่สาธารณะสำหรับประชาชนอาจจะอยู่ในความสนใจของสังคม เพราะในช่วงเวลาเดียวกัน ดินแดนเพื่อนบ้านอย่างฝรั่งเศสมีกระแสความไม่พอใจระบอบชนชั้นสูงรุนแรง และส่งผลกระเพื่อมไปทั่วยุโรป 

สวนที่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ 

ผู้รับช่วงดูแลโครงการคนต่อ ๆ มา ได้แก่ Reinhard von Werneck และ Friedrich Ludwig von Sckell ได้ปรับปรุงและขยายพื้นที่สวนจนสวยงามใหญ่โต จากสิ่งก่อสร้างช่วงในปี 1790 ที่มีแค่ Chinese Tower และ Rumford Hall บารอน Reinhard von Werneck ขยายพื้นที่สวนไปอีก 100 เฮกตาร์ เพิ่มพื้นที่ทำการเกษตร และขุดทะเลสาบ Kleinhesseloher See สุดขอบทางตอนเหนือของสวน ล้อมรอบด้วยอาคารสำหรับพักผ่อนหย่อนใจบริเวณทางเข้า มีบริการเบียร์ นม และอาหาร ตามแบบฉบับ Beer Garden ให้คนงานในสวนและคนผ่านไปผ่านมา แถมมีฟลอร์เต้นรำเสียด้วย ท่านบารอนทุ่มเทให้กับการพัฒนาสวนนี้มาก ๆ แต่เนื่องจากปัญหางบประมาณที่แพงระยับ ในที่สุดขุนนางท่านนี้จำใจต้องวางมือจากสวนนี้ไป

Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก ใหญ่กว่า Central Park และมีมานานกว่า 200 ปี

ต่อมาบิดาแห่งสวนอังกฤษในเยอรมนี Friedrich Ludwig von Sckell ซึ่งช่วยดูแลโครงการนี้ตั้งแต่แรกเริ่ม ได้เข้ามาดูแลสวนอังกฤษเต็มตัว และปรับปรุงรูปแบบสวนใหม่ ทั้งพัฒนาทางเดิน เพิ่มการปลูกพืชพรรณไม้ ขยายขนาดทะเลสาบ 1.5 เท่า และจัดการเส้นทางน้ำให้เสร็จสมบูรณ์ มีการสร้างน้ำตก จน Englischer Garten กลายเป็นหนึ่งในสวนที่โดดเด่นที่สุดในศตวรรษที่ 19 ซึ่งไม่ได้มุ่งเน้นการทำการเกษตร แต่เป็นการปรับปรุงภูมิทัศน์ของเมืองอย่างแท้จริง 

หลังจากนั้นสวนยังได้รับการดูแลปรับปรุงดีไซน์ไปเรื่อย ๆ Carl August Sckell หลานชายของ Friedrich Ludwig von Sckell เติมเนินเขา และ Monopteros Temple หนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญและจุดชมวิวบนยอดเนิน เป็นผลงานของสถาปนิก Leo von Klenze ในปี 1837 

Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก ใหญ่กว่า Central Park และมีมานานกว่า 200 ปี

แม้พื้นที่สวนและสิ่งก่อสร้างบางส่วนจะถูกทำลายด้วยระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ก็ได้รับการฟื้นฟูดูแลขึ้นมาใหม่ นอกจากนี้สวนอังกฤษยังต่อสู้กับภัยธรรมชาติหลายครั้ง ทั้งพายุโหมกระหน่ำทำลายพืชพรรณ และโรคพืช Dutch elm ที่ทำลายต้นเอล์มในสวน ในวาระครบรอบ 200 ปี Englischer Garten จึงปลูกต้นไม้ใหม่ 1500 ต้นโดยเน้นต้นเอล์มเป็นหลัก 

ปัจจุบันบาวาเรียใช้งบประมาณราว 2.5 ล้านยูโรต่อปี ในการดูแลสวนนี้ การให้ความสำคัญกับพื้นที่สาธารณะ พื้นที่สีเขียว และการทำนุบำรุงโครงการอย่างสม่ำเสมอทุกยุคทุกสมัย เป็นหัวใจความสำเร็จของสวนใจกลางเมือง ซึ่งยืนหยัดสร้างความร่มรื่นและคุณภาพชีวิตแก่ชาวมิวนิกมา 200 กว่าปี 

สวนข้างวัง vs สวนป่า

Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก ใหญ่กว่า Central Park และมีมานานกว่า 200 ปี
ทำความรู้จัก Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก หนึ่งในสวนใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก
Hofgarten

มิวนิกไม่ได้มีแค่สวนกลางเมืองที่เดียว ขอยกตัวอย่าง Hofgarten (Court Garden) สวนใจกลางเมืองข้างพระราชวัง Residenz ซึ่งสร้างในศตวรรษที่ 17 ปัจจุบันสวนนี้ได้รับการดูแลอย่างดีเยี่ยม เชื่อมต่อกับ Englischer Garten และให้เข้าฟรี เป็นที่นิยมในหมู่ชาวเมืองและนักท่องเที่ยวเพราะบรรยากาศดี แต่ Hofgarten ซึ่งขนาดกะทัดรัด ให้ความรู้สึกเป็นสวนในเมืองจริง ๆ ต้นไม้ตัดแต่งทรงเป็นแถวตามระเบียบ มีม้านั่งมากมาย ใจกลางสวนมี Diana Temple ศาลาทรงโดม ซึ่งใช้เป็นที่จัดแสดงดนตรีหลากหลาย รวมถึงเป็นที่ฝึกเต้นรำจำพวกซัลซ่า สวิง ฯลฯ ส่วนทางเดินกว้างเลียบริม Residenz ก็เป็นที่เล่นเปตองหรือกีฬาง่าย ๆ 

ทำความรู้จัก Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก หนึ่งในสวนใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ทำความรู้จัก Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก หนึ่งในสวนใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก
Hofgarten

Hofgarten ชวนให้นึกถึงสวนลุมพินีที่มองไปรอบ ๆ มองเห็นกลุ่มอาคารบ้านเมือง พฤติกรรมและกิจกรรมผู้คนค่อนข้างเรียบร้อย ขณะที่เมื่อเดินถัดออกไปนิดเดียวแล้วเลี้ยวเข้า Englischer Garten ที่ลักษณะดิบกว่า ผู้คนนั่งนอนบนพื้นหญ้าสบายใจ วัยรุ่นถอดเสื้อผ้าแช่น้ำริมธาร บ้างก็จับกลุ่มเล่นดนตรีคึกคัก ยิ่งเดินลึกเข้าไปเรื่อย ๆ ยิ่งรู้สึกเหมือนเดินอยู่เขาใหญ่หรือนครนายก เพราะบรรยากาศออกไปทางแคมป์ปิ้ง จนลืมไปเลยว่าอยู่ในเมืองหลวงของแคว้นบาวาเรีย

Friedrich Ludwig von Sckell ภูมิสถาปนิกเอกแห่งสวนอังกฤษนี้เคยกล่าวไว้ว่า

“Nature only creates a picture by accident, art does it intentionally” 

แม้ธรรมชาติใน Englischer Garten จะเกิดจากการออกแบบอย่างละเอียด แต่ก็จงใจให้ผู้ใช้งานรู้สึกถึงความเป็นธรรมชาติ สวนนี้เป็นบ้านของนก 50 – 60 สปีชีส์ เม่น กระรอก กระต่ายป่า สุนัขจิ้งจอก บีเวอร์ และแมลงมากมาย การเดินหลบแม่เป็ดกับลูกน้อยริมน้ำ หรือส่องนกสารพัดเป็นเรื่องสามัญในสวนอังกฤษ ซึ่งมีผู้เยี่ยมชมกว่า 5 ล้านคนต่อปี

ทำความรู้จัก Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก หนึ่งในสวนใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ทำความรู้จัก Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก หนึ่งในสวนใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก

เมืองกับสวน

ความเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งในเมืองเศรษฐกิจใหญ่โต การรักษาสมดุลของการใช้งานพื้นที่เป็นเรื่องท้าทาย การสร้างถนนวงแหวน Isarring ในปี 1963 ผ่าสวนออกเป็น 2 `ส่วน 

ทางตอนเหนือเรียกว่า Hirschau เป็นพื้นที่สงบเงียบ หญ้ายาวและต้นไม้รกครึ้ม มีโรงละครกลางแจ้งเล็ก ๆ เหมาะกับการเดินเล่น เล่นโยคะ รำไท่เก๊ก วิ่งจ็อกกิ้ง ขี่จักรยาน พายเรือหรือถีบเรือในทะเลสาบ ไปจนถึงเฝ้ามองฝูงแกะที่อาจผ่านมาเล็มหญ้าในบางโอกาส และส่องม้าในโรงเรียนขี่ม้า ส่วนทางตอนใต้ของสวนพลุกพล่าน เต็มไปด้วยสนามหญ้ากว้าง ๆ ใช้เล่นกีฬาอย่างฟริสบี้ เตะฟุตบอล และนอนอาบแดด 

ทำความรู้จัก Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก หนึ่งในสวนใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก

สวนอังกฤษมีร้านอาหารหรือ Beer Garden ทั้งหมด 4 แห่ง Aumeister และ Hirschau อยู่ทางตอนเหนือ Seehaus อยู่ริมทะเลสาบ และ Chinese Tower ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กเก่าแก่ประจำสวน มี 7,000 ที่นั่ง นับเป็นหนึ่งในเบียร์การ์เด้นที่ใหญ่ที่สุดในบาวาเรีย แม้ไปเยี่ยมในช่วงปกติที่ไม่มีเทศกาลก็เห็นได้ชัดว่าคึกคัก ตั้งแต่ปี 1989 เป็นต้นมา หอคอยจีนใช้เป็นที่จัดงานเลี้ยงเต้นรำ Kocherlball ในเดือนกรกฎาคม ซึ่งชาวเมืองจะแต่งงานชุดโบราณและออกมาเต้นรำกันสนุกสนานในลานเบียร์ และช่วงคริสต์มาส หอคอยนี้ก็จะปรับมาขายของอร่อยฤดูหนาวและสินค้าคริสต์มาส 

ทำความรู้จัก Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก หนึ่งในสวนใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ทำความรู้จัก Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก หนึ่งในสวนใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก
จำนวนแก้วเบียร์ในเย็นวันธรรมดา
ทำความรู้จัก Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก หนึ่งในสวนใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก
สนามเด็กเล่นข้างลานเบียร์

สวนนี้เคยใช้เป็นที่จัดการแข่งขันยิงธนูในโอลิมปิกฤดูร้อนปี 1972 เพื่อเฉลิมฉลองการเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาระดับโลก Englischer Garten จึงสร้างโรงน้ำชาญี่ปุ่นบนพื้นที่เกาะเล็ก ๆ ทางตอนใต้ของสวน ปัจจุบัน Japanese teahouse เป็นที่จัดพิธีชงชาและเทศกาลญี่ปุ่นอย่างสม่ำเสมอในเดือนกรกฎาคม

นอกจากนี้ในสวนยังมีสนามกว้าง ๆ โซนที่เรียกว่า Schönfeldwiese เป็นลานอาบแดดที่มีชื่อเสียง เพราะอนุญาตให้คนเปลือยกายอาบแดดไดในโซนนี้ตั้งแต่ยุค 60 กิจกรรมนี้ทำให้สวนอังกฤษมีชื่อระบือไกลนอกมิวนิก

ทำความรู้จัก Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก หนึ่งในสวนใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ทำความรู้จัก Englischer Garten สวนสาธารณะกลางเมืองมิวนิก หนึ่งในสวนใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ปัจจุบันจุดที่ผู้คนชมชอบมุงดูที่สุดคือลำธาร Eisbach ริมถนนใกล้พิพิธภัณฑ์ศิลปะ Haus de Kunst เพราะเป็นแหล่งน้ำเชี่ยวที่นักเล่นเซิร์ฟมาต่อแถวโต้คลื่นระยะสั้น ๆ กันสนุกสนาน ผู้เขียนมายืนเชียร์ร่วมกับเยอรมันมุงหลายครั้ง เพราะกิจกรรมตื่นเต้นน่ามองดีแท้ นักเล่นเซิร์ฟเก่ง ๆ กระโดดลงน้ำโครมครามอย่างไม่กลัวหนาว และทุกองค์ประกอบ Instagramable มาก ๆ บอกก่อนว่าแม้การเล่นเซิร์ฟที่นี่จะได้รับอนุญาตตั้งแต่ปี 2010 แต่บริเวณนี้ห้ามลงว่ายน้ำ เพราะว่ากระแสน้ำค่อนข้างแรง 

Englischer Garten ไม่ใช่แค่พื้นที่ที่ทำให้ประชากรได้ใกล้ชิดธรรมชาติ แต่ยังเป็นพื้นที่เปี่ยมประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒธรรม ครบครันความความบันเทิงทั้งมหรสพ ดนตรี กีฬา 

การรองรับคนมหาศาลทำให้สวนอังกฤษมีจำนวนขยะกว่า 120 ตันต่อปี ยังมีคนทิ้งขยะไม่เป็นที่ เหยียบย่ำต้นไม้ใบหญ้าปลูกใหม่ ทำลายข้าวของสิ่งก่อสร้างหรือไม่เคารพกฎบางอย่าง ถึงกระนั้น ทั้งหน่วยงานรัฐและประชาชนต่างเห็นความสำคัญของสวนใหญ่ที่มีต่อเมืองและพยายามแก้ไข ทุกครั้งที่สิ่งก่อสร้างชำรุดทรุดโทรมจนต้องปรับปรุง หรือมีปัญหารบกวนสิ่งแวดล้อมในสวนอังกฤษ ประเด็นเหล่านี้อยู่ในความสนใจของสังคมตลอดมา 

Public Space ที่รักของชาวบาวาเรียผ่านอะไรต่าง ๆ มามากมาย แต่ยังคงยืนหยัดได้อย่างสง่างาม และดูจะมีอนาคตสดใสร่มเย็นอีกยาวไกล เพราะผู้คนเข้าใจดีว่าสิ่งที่ขับเคลื่อนเมืองให้ก้าวไปข้างหน้า คือการใส่ใจพื้นที่สาธารณะซึ่งนำคุณภาพชีวิตที่ดีมาสู่ชาวเมือง

ข้อมูลจาก

en.wikipedia.org/wiki/Englischer_Garten#Surroundings

en.wikipedia.org/wiki/Hofgarten_(Munich) 

en.wikipedia.org/wiki/English_landscape_garden 

www.schloesser.bayern.de/englisch/garden/objects/mu_engl.htm www.muenchen.de/int/en/sights/parks/english-garden.html

Writer & Photographer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load