ปีแรกที่อุ้มไปเนเธอร์แลนด์ เธอไม่ได้วางแผนจะไปพิพิธภัณฑ์
แต่มีเพื่อนชาวดัตช์พูดประโยคหนึ่งที่เธอยังจำได้ — “ถ้าไปอัมสเตอร์ดัมแล้วไม่ไป Van Gogh Museum ก็เหมือนไม่ได้ไป”
เธอเลยไป และไม่รู้ว่าจะใช้เวลาอยู่ในนั้นนานกว่าสามชั่วโมง
สิ่งแรกที่นึกถึงเมื่อชื่อ วินเซนต์ แวนโก๊ะ ลอยขึ้นมาในหัวคนส่วนใหญ่คือหนึ่งในสองอย่าง — ภาพ The Starry Night ที่เห็นซ้ำมาตลอดชีวิต หรือเรื่องที่เขาตัดหูตัวเอง
แต่ชายคนนั้นเป็นมากกว่านั้นมาก — และน้อยกว่านั้นมากด้วยในเวลาเดียวกัน

แวนโก๊ะ ชายที่เริ่มวาดรูปตอนอายุ 27
สิ่งที่น่าทึ่งอย่างแรกเกี่ยวกับ แวนโก๊ะ คือเขาเริ่มวาดภาพอย่างจริงจังตอนอายุ 27 ปี และเสียชีวิตตอนอายุ 37 ปี
ในช่วง 10 ปีสั้นๆ นั้น เขาวาดภาพไปมากกว่า 900 ชิ้น และเขียนจดหมายอีกกว่า 800 ฉบับ ส่วนใหญ่ถึงเธโอ น้องชายที่เป็นทั้งเพื่อนสนิท ที่พึ่งพา และผู้ให้การสนับสนุนทางการเงินตลอดชีวิต
ก่อนจะมาวาดรูป แวนโก๊ะเคยลองหลายอาชีพที่ล้มเหลวทั้งหมด ทั้งนายหน้าขายงานศิลปะ ครูโรงเรียน นักเทศน์ และมิชชันนารีที่เขาทุ่มเทมากเกินไปจนถูกขับออก
เขาค้นพบการวาดภาพในช่วงที่รู้สึกสูญเสียทิศทางที่สุดในชีวิต และนั่นก็เป็นสิ่งเดียวที่เขาไม่เคยล้มเหลวอย่างแท้จริง แม้ในช่วงที่มีชีวิตอยู่เขาจะขายภาพได้เพียงชิ้นเดียว
Van Gogh Museum ที่เก็บชีวิตทั้งชีวิตไว้ในอาคาร
Van Gogh Museum ในอัมสเตอร์ดัมสร้างขึ้นในปี 1973 เพื่อจัดแสดงผลงานของแวนโก๊ะโดยเฉพาะ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากคอลเลกชันของตระกูลแวนโก๊ะที่สืบต่อจากเธโอและภรรยา
อาคารออกแบบโดย Gerrit Rietveld สถาปนิกชาวดัตช์ที่ใช้ปรัชญา De Stijl ซึ่งเน้นเส้นตรงและสีขั้นต้น เป็นอาคารที่ดูเรียบง่ายแต่ให้พื้นที่แสงธรรมชาติเข้าถึงงานได้ดีมาก
อุ้มเล่าว่าสิ่งแรกที่รู้สึกได้เมื่อเดินเข้าไปคือขนาดของภาพ ภาพที่เห็นซ้ำมาทั้งชีวิตในหนังสือ โปสเตอร์ หรือหน้าจอ พอมาเห็นของจริงแล้วทุกอย่างต่างออกไป เส้นพู่กันที่หนาและมีเนื้อสัมผัส รอยพู่กันที่วาดอย่างรวดเร็ว และสีที่ดูมีพลังมากกว่าที่เคยเห็นในภาพพิมพ์ทุกครั้ง
สิ่งที่ถูกพูดถึงน้อยกว่าที่ควรในงานของแวนโก๊ะคือ พื้นผิว (Texture) ของภาพ เขาวาดด้วยเทคนิค Impasto ที่ใส่สีหนามากบนผืนผ้าใบ บางชิ้นสีหนาถึง 1 เซนติเมตร ทำให้ภาพมีมิติที่กล้องไม่สามารถถ่ายได้อย่างสมบูรณ์
ชีวิตที่โดดเดี่ยวกว่าที่คิด
แวนโก๊ะเป็นคนที่หลายคนมองว่าเป็น “อัจฉริยะที่บ้า” — แต่การตีความนั้นตัดทอนเรื่องราวที่ซับซ้อนกว่านั้นออกไปมาก
เขาเป็นคนที่พยายามสร้างมิตรภาพและชุมชนศิลปินมาตลอดชีวิต แต่มักไม่สำเร็จ เขาเชิญ Paul Gauguin มาพักที่บ้านสีเหลืองในเมือง Arles เพื่อตั้งชุมชนศิลปินด้วยกัน แต่ทั้งคู่ทะเลาะกันอย่างรุนแรง และนั่นนำไปสู่เหตุการณ์ที่โด่งดังมากที่สุดในประวัติศาสตร์ศิลปะ
คืนวันที่ 23 ธันวาคม 1888 แวนโก๊ะตัดใบหูซ้ายบางส่วนของตัวเอง ห่อผ้าแล้วนำไปมอบให้ผู้หญิงที่ซ่องในละแวกนั้น เธอเป็นลมเมื่อได้รับ
เรื่องนั้นกลายเป็นเรื่องเล่าที่โด่งดังที่สุดเกี่ยวกับชีวิตของเขา แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ ก่อนและหลังเหตุการณ์นั้น แวนโก๊ะยังคงวาดภาพ ยังคงเขียนจดหมายถึงเธโอ และยังคงพูดถึงสีสัน แสง และความงามของโลกด้วยความตื่นเต้น
เขาไม่ได้หยุดรู้สึกเพียงเพราะชีวิตยากลำบาก

ห้องสีเหลือง ในเมืองแดด
Arles ทางใต้ของฝรั่งเศสคือจุดที่แวนโก๊ะสร้างผลงานที่เด่นที่สุดหลายชิ้นในชีวิต เขาย้ายมาที่นั่นในปี 1888 เพราะต้องการแสงแดดทางใต้ที่แตกต่างจากปารีส และเพราะอยากได้ระยะห่างจากวงการศิลปะที่ทำให้เขาเหนื่อย
ที่ Arles เขาเช่าห้องชุดในอาคารสีเหลืองที่เรียกว่า “The Yellow House” และวาดภาพด้วยความเร็วและพลังที่แม้แต่ตัวเองก็แปลกใจ
ภาพ Sunflowers ซีรีส์ที่โด่งดัง วาดที่นี่ เป็นภาพที่เขาตั้งใจทำไว้ตกแต่งห้องของ Gauguin ก่อนที่เพื่อนจะมาพัก มันเป็นภาพต้อนรับ — ไม่ใช่ผลงานสำหรับขาย แต่เป็นการแสดงออกว่าเขาดีใจแค่ไหนที่จะมีเพื่อน
ความเอ็นดูของเรื่องนั้นยังคงอยู่ในภาพที่ห้อยอยู่ในพิพิธภัณฑ์ทั่วโลกทุกวันนี้
สีที่ไม่ใช่แค่สี
สิ่งที่คนที่เรียนศิลปะมักพูดถึงงานของแวนโก๊ะคือวิธีที่เขาใช้สี
เขาใช้สีคู่ตรงข้าม (Complementary Colors) อย่างตั้งใจ สีน้ำเงินกับสีส้ม สีม่วงกับสีเหลือง — ความตึงเครียดระหว่างสีเหล่านั้นทำให้ภาพดูมีพลังและสั่นสะเทือน แม้จะเป็นแค่ภาพต้นมะกอกหรือหน้าต่างห้อง
ในจดหมายถึงเธโอ เขาเขียนว่า “แทนที่จะพยายามวาดสิ่งที่เห็นตรงหน้า ผมใช้สีเพื่อแสดงสิ่งที่ผมรู้สึก”
นั่นคือความต่างที่สำคัญระหว่างแวนโก๊ะกับจิตรกรยุคก่อนหน้า ยุคก่อนพยายามวาดให้ “เหมือน” ยุคของแวนโก๊ะเริ่มถามว่า “รู้สึกอะไร” สำคัญกว่า
Wheat Field with Crows ภาพสุดท้าย
ในเดือนกรกฎาคม 1890 แวนโก๊ะเดินออกไปยังทุ่งข้าวสาลีนอกเมือง Auvers-sur-Oise และยิงตัวเองที่หน้าอก
เขาไม่เสียชีวิตทันที แต่เดินกลับบ้าน นอนอยู่บนเตียงสองวัน ก่อนจะสิ้นใจเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 1890 อายุ 37 ปี
เธโอมาทันที และอยู่เคียงข้างตลอด คำพูดสุดท้ายของแวนโก๊ะที่บันทึกไว้คือ “La tristesse durera toujours” — ความเศร้านี้จะยืนยาวตลอดกาล
เธโอสิ้นใจตามไปอีก 6 เดือนต่อมา ด้วยความเสียใจที่ไม่ยอมจากไป ทั้งคู่ถูกฝังอยู่เคียงกันในสุสานเล็กๆ ที่ Auvers-sur-Oise
ภาพ Wheat Field with Crows มักถูกมองว่าเป็นผลงานสุดท้ายของแวนโก๊ะ ท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้มที่ดูคุกคาม ฝูงอีกาสีดำบินขึ้น และทางสามแพร่งที่ไม่มีทางออกชัดเจน — แต่นักวิชาการไม่สามารถยืนยันได้แน่ชัดว่านี่คือภาพสุดท้ายจริงๆ
บางทีภาพสุดท้ายอาจเป็นภาพที่เขาไม่ได้ตั้งใจให้เป็นภาพสุดท้าย แค่เป็นภาพวันธรรมดาที่ดวงอาทิตย์ยังส่องอยู่

ทำไมงานของเขาถึงดังหลังตาย
ในช่วงที่มีชีวิตอยู่ แวนโก๊ะขายภาพได้เพียงภาพเดียว The Red Vineyard ในราคา 400 ฟรังก์ ในปี 1890 ไม่กี่เดือนก่อนเสียชีวิต
วันนี้ภาพของเขาเป็นภาพที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก Portrait of Dr. Gachet ขายได้ในราคา 82.5 ล้านดอลลาร์ในปี 1990 และยังมีภาพอีกหลายชิ้นที่มีราคาสูงกว่านั้น
ส่วนหนึ่งของสาเหตุที่งานเขาดังหลังตายคือจดหมาย จดหมายที่เขาเขียนถึงเธโอมากกว่า 800 ฉบับ ตีพิมพ์หลังการเสียชีวิตของทั้งคู่ ทำให้โลกได้อ่านความคิดและความรู้สึกของชายคนนั้น ได้รู้ว่าเขาไม่ได้วาดโดยไม่รู้ตัว แต่คิดอย่างรอบคอบและพูดถึงงานของตัวเองด้วยความเข้าใจที่ลึก
เมื่อโลกรู้ว่ามีชายคนหนึ่งที่ทุ่มเทชีวิตเพื่อสิ่งที่รักโดยไม่เคยได้รับการยอมรับ ที่รักงานมากกว่ารักความสะดวกสบาย ที่เห็นความงามในสิ่งที่คนทั่วไปมองข้าม ความรู้สึกนั้นข้ามเวลามาถึงคนในทุกยุค
ก่อนออกจากพิพิธภัณฑ์
อุ้มเล่าว่าก่อนจะออกจาก Van Gogh Museum มีห้องหนึ่งที่เธอนั่งอยู่นาน
ห้องนั้นแสดงจดหมายบางส่วนที่เขาเขียนถึงเธโอ ในกระจก ไม่ใช่แค่ข้อความ แต่ลายมือจริงที่เห็นว่าเขาเขียนรวดเร็วแค่ไหน คิดตามได้จากรอยหมึกที่หนักในบางจุด
มีประโยคหนึ่งที่เธอถ่ายรูปไว้ เป็นสิ่งที่เขาเขียนถึงเธโอตอนอยู่ที่ Arles
“ฉันรู้สึกว่าฉันมีพลังในตัว แต่จะทำอย่างไรให้มันออกมาได้?”
ประโยคนั้นไม่ได้เกี่ยวกับการวาดภาพ มันพูดถึงบางอย่างที่กว้างกว่านั้น และนั่นคือเหตุผลที่ชายคนนี้ยังคงพูดถึงกันอยู่ทุกวัน แม้จะผ่านมากว่าร้อยปีแล้ว
ผลงานที่ควรรู้จักก่อนไป Van Gogh Museum
The Starry Night (1889)
ภาพที่โด่งดังที่สุด วาดระหว่างพักอยู่ในสถานบำบัดที่ Saint-Paul-de-Mausole ภาพท้องฟ้าวนเวียนที่หลายคนตีความว่าสะท้อนความวุ่นวายในใจ แต่แวนโก๊ะเองบอกว่าวาดจากหน้าต่างห้องในตอนรุ่งสาง ปัจจุบันอยู่ที่ MoMA นิวยอร์ก
Sunflowers (1888)
ซีรีส์ทานตะวันที่เขาวาดหลายชิ้น ของจริงส่วนหนึ่งอยู่ที่ Van Gogh Museum หนึ่งชิ้นอยู่ที่ National Gallery ลอนดอน รสชาติของสีเหลืองหลายเฉดในภาพเดียวคือสิ่งที่ต้องเห็นของจริงถึงจะเข้าใจ
The Bedroom (1888)
ภาพห้องนอนของเขาที่ Arles ซึ่งวาดสามเวอร์ชัน ห้องเรียบง่ายที่เขาพยายามถ่ายทอดความรู้สึก “สงบ” และ “พัก” ผ่านสี
Irises (1889)
วาดในสถานบำบัด เป็นภาพดอกไม้ที่มีชีวิตและพลังมากที่สุดในประวัติศาสตร์ศิลปะ แม้จะวาดในช่วงที่ชีวิตยากที่สุด
Self-Portrait (ชุด)
แวนโก๊ะวาดภาพตัวเองมากกว่า 30 ชิ้น เพราะไม่มีเงินจ้างนายแบบ แต่ผลที่ได้คือชุดภาพที่บันทึกจิตใจของชายคนหนึ่งในช่วงเวลาต่างๆ อย่างไม่มีใครทำซ้ำได้
ก่อนจบ ชีวิตที่สั้นแต่ไม่ว่างเปล่า
10 ปีที่วาดภาพ ภาพ 900 ชิ้น จดหมาย 800 ฉบับ และชีวิตที่ยากลำบากแทบตลอดเวลา
แต่ถ้าอ่านจดหมายของแวนโก๊ะ จะพบว่ามีหลายช่วงที่เขารู้สึกมีความสุขกับการวาด รู้สึกตื่นเต้นกับแสงยามเช้า รู้สึกดีใจเมื่อภาพออกมาตรงที่ต้องการ และรู้สึกซาบซึ้งกับธรรมชาติในแบบที่น้อยคนจะรู้สึกได้ลึกขนาดนั้น
ชีวิตที่ยากและสั้นไม่ได้แปลว่าว่างเปล่า บางทีมันแค่แน่นกว่าของคนอื่น
Van Gogh Museum ตั้งอยู่ที่ Museumplein, Amsterdam เปิดทุกวัน ควรจองตั๋วออนไลน์ล่วงหน้า | รวมงานของแวนโก๊ะ 200+ ชิ้น ภาพวาด ภาพสเก็ตช์ จดหมาย และของสะสมส่วนตัว
