แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ไทยที่ชื่อว่า โยธกา (YOTHAKA) นั้น แม้จะเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับอย่างมากในหลายประเทศทั่วโลก แต่อาจจะไม่ค่อยคุ้นหูกับพวกเราชาวไทยสักเท่าไร

ถ้าให้เล่าอย่างย่นย่อ โยธกาเป็นบริษัทผลิตเฟอร์นิเจอร์ที่นำงานหัตถกรรมมาผสานกับงานออกแบบ จนเกิดเป็นเฟอร์นิเจอร์ในรูปแบบที่เป็นสากล แต่ยังคงกลิ่นอายของความเป็นตะวันออกไว้อย่างชัดเจน ซึ่งเฟอร์นิเจอร์ของโยธกาเน้นวางขายต่างประเทศเป็นหลัก ในช่วงแรกๆ ของการก่อตั้งบริษัทนั้นโยธกาหยิบเอาพืชไร้ราคาที่หลายคนเรียกว่าสวะอย่างผักตบชวามาเปลี่ยนให้กลายเป็นเฟอร์นิเจอร์ล้ำค่าที่ลูกค้าคนยุโรปต้องแย่งกันซื้อ ก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนมาหยิบจับวัสดุใหม่ๆ สร้างสรรค์เป็นเฟอร์นิเจอร์ในรูปแบบที่หลากหลายและคาดเดาไม่ได้มาอย่างต่อเนื่อง จนได้รับการยอมรับและรับรางวัลงานออกแบบยอดเยี่ยมจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในยุโรปและญี่ปุ่นมายาวนานกว่า 30 ปี 

รู้จัก YOTHAKA แบรนด์ไทยที่ออกแบบผักตบชวาเป็นเฟอร์นิเจอร์จนได้เข้าไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ต่างชาติ

โยธกามีลูกค้าตั้งแต่โรงแรมและรีสอร์ตหรู ไปจนถึงบูติกช็อปจากทั่วโลก ทั้ง Hermès, Louis Vuitton, FENDI และงานบางชิ้นยังได้รับเลือกให้เข้าไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ในต่างประเทศทั้งเกาหลีและญี่ปุ่น นอกจากนี้ โยธกายังได้รับข้อเสนอจากผู้จัดงานแสดงสินค้าอันดับต้นๆ ของโลกที่ฝรั่งเศสให้จัดแสดงในพื้นที่แสดงงานที่ดีที่สุดเพื่อเป็นไฮไลต์ให้กับงานนั้นอีกด้วย

สิ่งที่น่าสนใจของโยธกาก็คือแบรนด์นี้อยู่มา 30 ปี แต่เป็นแบรนด์ที่ไม่ได้มีหน้าร้านหรือโชว์รูมมากมายเหมือนแบรนด์อื่นๆ รวมไปถึงไม่เคยทำการตลาด ไม่มีแผนการตลาด ไม่มีการทำและซื้อโฆษณา จะมีอยู่บ้างก็คือการไปออกงานแสดงสินค้าในประเทศและนอกประเทศแถบยุโรปอย่างต่อเนื่อง

สินค้าของโยธกาขายตัวของมันเองด้วยการออกแบบ ทั้งหมดนี้ล้วนเกิดขึ้นจากนักออกแบบคนเดียวของแบรนด์อย่าง คุณรักษ์-สุวรรณ คงขุนเทียน ที่ควบตำแหน่งเจ้าของกิจการไปด้วย นอกเหนือจากงานของบริษัทตัวเองแล้ว คุณรักษ์ยังสละเวลาไปเป็นคนให้คำปรึกษากับแบรนด์อื่นๆ ไปเป็นอาจารย์ผู้ให้ความรู้แก่บรรดานักออกแบบมาอย่างยาวนาน จนเป็นที่นับถือของบรรดาลูกศิษย์ลูกหามากมาย ทั้งเจ้าของกิจการและนักออกแบบรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น PiN หรือ กรกต อารมณ์ดี ที่ The Cloud เคยสัมภาษณ์มาก่อนหน้านี้

คุณรักษ์-สุวรรณ คงขุนเทียน

ในปีนี้ที่คุณรักษ์จะอายุ 71 ปี และแบรนด์โยธกาจะมีอายุ 30 ปี คุณรักษ์กำลังรวบรวมผลงานที่ตัวเองทำมาตลอด 30 ปีนี้เพื่อตีพิมพ์เป็นหนังสือ ซึ่งเป็นหนังสือที่ไม่มีชีวประวัติของตัวเอง และไม่ได้จะรวบรวมทฤษฎีในด้านการออกแบบ แต่เป็นหนังสือที่รวมผลงานการทำเฟอร์นิเจอร์ของนักออกแบบคนหนึ่งที่ทำงานออกแบบมาอย่างต่อเนื่องทุกๆ ปี ซึ่งทำให้คุณรักษ์ได้มีโอกาสกลับไปรวบรวมรูปภาพของงานเก่าๆ พร้อมกับประมวลความคิดที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงที่ทำมา 

นี่จึงเป็นวาระดีที่จะมีโอกาสได้พูดคุยและเข้าใจวิธีการทำงานของนักออกแบบ ผู้ซึ่งเป็นเหมือนอาจารย์ของเหล่านักออกแบบคนนี้ และนี่คือเรื่องราวของนักออกแบบผู้เป็นเหมือนอาจารย์ของอาจารย์ที่ชื่อ สุวรรณ คงขุนเทียน 

จุดเริ่มต้นของโยธกา

“ที่ผมทำเฟอร์นิเจอร์หัตถกรรมอยู่มาได้นานขนาดนี้ เพราะผมรักงานหัตถกรรม ถ้าไม่รักกันจริงจะอยู่กันได้นานขนาดนี้เหรอ”

คุณรักษ์เล่าให้เราฟังว่าแกเกิดที่จังหวัดหัตถกรรมอย่างเชียงใหม่ ชีวิตในวัยเด็กก็วิ่งเล่นกับเพื่อนเข้าบ้านนู้นบ้านนี้ จึงได้เห็นการทำหัตถกรรมมาตลอด พอโตขึ้นมาหน่อยเมื่อเข้าโรงเรียนก็ได้เริ่มเรียนศิลปะด้วยความสนใจของตัวเองและการชักชวนของครูที่โรงเรียน โดยการเรียนศิลปะนั้นไม่ใช่แค่วาดรูปเล่น แต่เป็นการฝึกและหัดเขียนภาพสีน้ำ จนถึงการเรียนเขียนภาพแบบ Still Life เลยด้วย เกิดเป็นความชอบจนเลือกศึกษาต่อที่คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

หลังจากเรียนจบ คุณรักษ์ไปทำงานเป็นคนอ่านแบบงานก่อสร้างที่ซาอุฯ อยู่พักใหญ่ ก่อนมีโอกาสกลับมาเปิดบริษัทออกแบบอินทีเรียอยู่ที่สิงคโปร์เกือบ 10 ปี รับงานออกแบบบ้านและโรงแรมขนาดเล็กเป็นหลัก ซึ่งก็ต้องสั่งผลิตเฟอร์นิเจอร์ที่ไทยอยู่อย่างเสมอ

“คือในการกลับไทยมานั้นก็มีอยู่ทีหนึ่งที่ได้มาเจอ หน่า (ม.ล. ภาวินี สันติศิริ) ซึ่งเป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยเรียนมหาลัย ตอนนั้นเขาทำวิจัยเกี่ยวกับการหารายได้เพิ่มเติมให้กับผู้มีรายได้น้อยเสริมไปจากงานประจำ โดยหยิบผักตบชวาที่มีอยู่มากมายมาทำเป็นวัสดุคล้ายๆ เชือก แล้วนำมาสานทำเป็นเฟอร์นิเจอร์อีกทีหนึ่ง ผมซึ่งชอบงานหัตถกรรมอยู่แล้วมาเห็นก็ชอบมาก เลยเกิดไอเดียว่าอยากลองทำสิ่งนี้ส่งออกดู”

คุณรักษ์-สุวรรณ คงขุนเทียน

อะไรทำให้อยากเปลี่ยนอาชีพจากอินทีเรียในสิงคโปร์มาบุกเบิกทำเฟอร์นิเจอร์ส่งออกแบบเริ่มต้นใหม่ที่ไทยในวัย 40 ซึ่งถือว่าเป็นวัยที่ต้องการความมั่นคงในชีวิตมากกว่ากระโจนหาความเสี่ยง ผมถาม

“ตอนนั้นผมอายุสี่สิบแล้ว อยู่สิงคโปร์มาสิบกว่าปีและผมไม่เคยคิดว่าจะลงหลักปักฐานที่นั่นเลย มันเหมือนถึงจุดอิ่มตัวแล้วและอยากกลับบ้าน ซึ่งการไปอยู่สิงคโปร์ทำให้เห็นช่องทางและโอกาส ไปจนถึงเห็นสิ่งดีๆ ของบ้านเราด้วย คือภาพลักษณ์ของไทยในตอนนั้นมักจะโดนคนต่างชาติเหยียดหยามมาตลอดว่าสินค้าไทยชอบลอกเลียนแบบงานคนอื่น และผลิตสินค้าที่ไม่ค่อยมีคุณภาพ ลึกๆ เลยมีความฝันอยากออกแบบสินค้าอะไรสักอย่างที่เปลี่ยนภาพลักษณ์ให้ประเทศ

“ตอนที่มาเห็นผักตบชวาเนี่ย นอกจากความชอบงานหัตถกรรมแล้ว มันคือเรื่องที่เป็นจุดเริ่มต้นที่ง่ายที่สุดในการทำธุรกิจส่งออก เพราะหัตถกรรมมันก็บอกอยู่แล้วว่าใช้มือทำเป็นหลัก คือผมไม่มีเงินมากพอจะบินไปซื้อเครื่องจักรแพงๆ มา แล้วเปิดโรงงาน และในตลาดโลกงานทำมือพวกนี้ยังมีช่องทางอยู่ 

“หัตถกรรมเป็นทางเลือกที่แข็งแกร่งมากอันหนึ่งของประเทศไทย เพราะงานหัตถกรรมเป็นสิ่งที่ประเทศอุตสาหกรรมเขาจะไม่ทำกัน คือพอประเทศเจริญไปถึงจุดจุดหนึ่งแล้ว งานหัตถกรรมมันทำเงินได้ไม่เท่ากับอุตสาหกรรม ลองคิดว่าถ้าคนยุโรปมาทำงานหัตถกรรม ด้วยค่าแรงที่สูงมากมันจะทำให้งานชิ้นนั้นมีราคาที่แพงมากจนขายไม่ได้ แต่ประเทศเรายังไม่ได้ถูกพัฒนาจนเป็นระบบอุตสาหกรรมแบบเต็มตัว ผสมกับค่าแรงที่ค่อนข้างต่ำ นั่นจึงเป็นจุดแข็งของงานหัตถกรรมของเรา แล้วงานพวกนี้เป็นงานที่คนไทยไม่ซื้อ อาจจะเพราะเห็นจนชินตาอยู่แล้ว มันก็เลยเหมาะกับการนำไปทำตลาดที่ยุโรปหรือที่อื่นๆ มากกว่า” คุณรักษ์เล่าถึงจุดเริ่มต้นในการก่อตั้งแบรนด์โยธกา

รู้จัก YOTHAKA แบรนด์ไทยที่ออกแบบผักตบชวาเป็นเฟอร์นิเจอร์จนได้เข้าไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ต่างชาติ

ก้าวแรกที่ล้มลุกคลุกคลาน

หลังจากที่คุณรักษ์ตัดสินใจทำเฟอร์นิเจอร์จากผักตบชวา ซึ่งในช่วงแรกยังไม่ได้มีการออกแบบอะไรใหม่ ใช้รูปแบบของงานเก้าอี้หวายที่แพร่หลายกันในยุคนั้นมาทำด้วยผักตบชวาเฉยๆ พอดีว่ามีลูกค้าเก่าคนหนึ่งที่คุณรักษ์เคยทำงานออกแบบให้และมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันไปซื้อกิจการโรงแรมเล็กๆ ที่ลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา และเรียกคุณรักษ์มาทำงานตกแต่งภายในให้ ซึ่งหลังจากทำงานจนใกล้จะเสร็จ ลูกค้าคนนี้ก็ชวนให้คุณรักษ์มาใช้พื้นที่ห้องบอลล์รูมในโรงแรมนี้แบบฟรีๆ

“เขาบอกว่าเผื่อคุณอยากจะมาค้าขายอะไรที่นี่ ผมเลยคิดว่างั้นเอาเฟอร์นิเจอร์ผักตบชวาของเราไปลองวางขายที่ LA เลยดีกว่า ซึ่งผมไม่เคยทำงานด้านนี้มาก่อน ไม่เคยศึกษาตลาดหรือกลุ่มเป้าหมายเลย ไปเพราะว่าได้ที่ฟรี ก็ทำเรื่องส่งของทุกสิ่งไปจากไทย แล้วก็ไปรวบรวมรายชื่อนักออกแบบและสถาปนิกที่อยู่ใน LA ทำบัตรเชิญ ทำโปสเตอร์ แล้วโทรศัพท์ไปชวนทุกคนให้มางานเปิดตัวของเรา”

ทุกสิ่งเหมือนจะดำเนินไปด้วยดี แต่ผิดคาด เพราะด้วยขาดประสบการณ์การทำเอกสารนำเข้าส่งออกสินค้า ทำให้นำของออกจากท่าเรือมาได้ไม่ตรงกับวันเปิดงาน งานแสดงเฟอร์นิเจอร์ผักตบชวาก็เลยต้องยกเลิกไป คุณรักษ์เล่าให้ฟังว่า นอกจากเสียค่าส่งของและค่าเดินทางที่มีมูลค่าค่อนข้างสูงแล้ว ยังต้องเสียเวลาโทรศัพท์ยกเลิกการจัดงานให้กับทุกคนที่ส่งบัตรเชิญไปอีกด้วย

ตอนหลังที่เอาของออกจากท่าเรือได้แล้ว ก็ต้องเที่ยวเอาไปไล่แจกคนอื่นจนหมด แม้จะเปิดงานไม่ได้แต่ความโชคร้ายก็ยังไม่จบ เพราะเย็นวันนั้นหลังจากที่ออกจากโรงแรมคุณรักษ์และทุกคนก็ประสบกับอุบัติเหตุรถชนอีก แม้ว่าจะไม่ได้บาดเจ็บอะไรมาก แต่ก็ทำให้การเริ่มต้นทำธุรกิจส่งออกครั้งแรกนั้นล้มลุกคลุกคลานอยู่มาก จนทำให้คุณรักษ์ต้องกลับไปทำงานเป็นอินทีเรียที่สิงคโปร์ต่อเพื่อเก็บเงินอีกครั้งหนึ่ง

คุณรักษ์-สุวรรณ คงขุนเทียน YOTHAKA แบรนด์ไทยที่ออกแบบผักตบชวาเป็นเฟอร์นิเจอร์จนได้เข้าไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ต่างชาติ

“หลังจากทำงานเก็บเงินอยู่อีกสองปี ก็เริ่มรู้สึกว่าอยากกลับมาออกแบบและทำเฟอร์นิเจอร์หัตถกรรมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เรากำหนดแนวทางในการสร้างสรรค์งานของเราเลยว่าเราจะเป็นบริษัทที่ให้ความสำคัญกับการออกแบบ ใช้เฉพาะวัสดุที่ผลิตขึ้นในเมืองไทยด้วย และเป็นงานทำด้วยมือที่เป็นทักษะขั้นสูง ผมอยากทำเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าเมืองไทยไม่ได้มีแต่ของไร้คุณภาพกับของก๊อปปี้ เป้าหมายหลักคือสินค้าที่ผมทำต้องไปวางในงานแฟร์ของยุโรป และเราจะติดแบรนด์ของเรา หรือคำว่า ‘เมด อิน ไทยแลนด์’ ให้ทุกคนเห็นเลย กูจะทำให้มึงดู ผมคิดแบบนี้จริงๆ

“นอกจากนี้ ด้วยความที่เราอยากให้เป็นของคุณภาพจริงๆ แม้แต่โครงด้านในของเฟอร์นิเจอร์ที่จะถูกผักตบมาห่อหุ้มหมด เราก็จะใช้ไม้ที่ดี ทำโครงให้สวยเรียบร้อย จะไม่มีการเอาไม้ลังหรือไม้อัดมาปะให้มันเต็มๆ ไป เฟอร์นิเจอร์ของผมทุกชิ้นจะต้องสวยจากภายใน ถ้าวันหนึ่งลูกค้าเขารื้อโครงออกมา ลูกค้าจะต้องประทับใจ” คุณรักษ์เล่าให้ฟังถึงจุดยืนของโยธกา

หลังจากที่ได้เริ่มออกแบบเฟอร์นิเจอร์ผักตบชวาอย่างจริงจัง ก็มีการทำโชว์รูมที่โรงแรมเพนนินซูลาเพื่อวางขายสินค้า ซึ่งในช่วงนั้นเป็นช่วงขาขึ้นของเศรษฐกิจไทย ทำให้หลายๆ บริษัทที่ทำงานส่งออกได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี แน่นอนว่าโยธกาก็เป็นหนึ่งในนั้น และสิ่งสำคัญที่สุดคือการได้เริ่มเรียนรู้ความต้องการของลูกค้าที่มาดูเฟอร์นิเจอร์ในโชว์รูม โดยที่ยังไม่ได้รู้จักการไปออกงานแสดงสินค้าแต่อย่างใด

แล้วการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ในตอนนั้นมีวิธีคิดออกแบบยังไงบ้าง ผมถามต่อ

“ด้วยความที่ผมเป็นอินทีเรียมาก่อน ผมไม่ได้คิดเริ่มต้นว่าอยากออกแบบโต๊ะหรือเก้าอี้ก่อน แต่ผมจะไปค้นคว้าว่ามี Mood and Tone ของห้องแบบไหนที่ตลาดต้องการ แล้วค่อยคิดว่าจะออกแบบเฟอร์นิเจอร์ชิ้นไหนที่มาเติมเต็มห้องห้องนั้น อย่างบ้านแบบคันทรีจะต้องใช้โซฟาแบบไหนเราก็ออกแบบให้มันเข้ากับบรรยากาศได้

“อย่างตัวผักตบชวานี่เมื่อก่อนเขาเรียกกันว่าสวะนะ ถ้าอยู่ในบ้านเราที่มีความชื้นสูงมันก็อาจจะขึ้นรา หมาแมวมาข่วนก็เสียหายได้ แต่พอคนต่างประเทศมาเห็นเขาชอบกันมาก ทั้งพื้นผิวและสีสันมันไม่เหมือนวัสดุอื่นๆ แถมอากาศที่แห้งก็ไม่ทำให้ขึ้นราด้วย 

“แต่ปัญหาคือเฟอร์นิเจอร์จากวัสดุธรรมชาติเนี่ย ลูกค้าหลายคนชอบคิดว่ามันเป็นเฟอร์นิเจอร์สำหรับบ้านสไตล์คันทรีอย่างเดียว ผมเลยมาคิดว่ามันน่าจะสร้างสไตล์แบบอื่นๆ ได้ จึงเกิดไอเดียออกแบบรูปทรงให้ดูร่วมสมัยเข้ากับเมืองมากขึ้น มีระยะสัดส่วน ความสูง ความกว้างความลึก ที่เป็นแบบสากล แต่มีคอนทราสต์จากวัสดุธรรมชาติที่เราใช้ มันเลยทำให้เกิดภาพของงานออกแบบที่มีกลิ่นอายตะวันออกอยู่ด้วย แบรนด์โยธกาเลยค่อยๆ คลี่คลายมากขึ้นแ ละเริ่มสร้างตัวตนขึ้นมา ว่าถ้าอยากได้เฟอร์นิเจอร์หัตถกรรมแบบนี้ต้องเราเท่านั้น”

ออกแบบหัตถกรรม

ในระบบการศึกษา อาชีพอย่างนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์เป็นอาชีพที่ตอบสนองการผลิตในระบบอุตสาหกรรมเป็นหลักแทนที่จะเป็นหัตถกรรม ผมเลยถามทางคุณรักษ์ไปว่าการต้องมาทำงานออกแบบควบคู่ไปกับงานหัตถกรรมนั้นมีวิธีคิดยังไงบ้าง

“ในช่วงที่ผมทำเก้าอี้ตัวแรกๆ ผมใช้เทคนิคของการสานหวายของไทยแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ด้วยความที่ผมไม่มีพื้นฐานเกี่ยวกับงานช่างและงานฝีมือเลย แต่เราชอบอยู่และเรียนรู้กับช่างตั้งแต่เช้าถึงเย็นมาตลอด ผมศึกษาว่าเขาทำยังไงบ้าง ขณะเดียวกันก็ไปดูงานหัตถกรรมแบบอื่นๆ ของต่างประเทศว่าเขาสานกันยังไง เก็บรายละเอียดกันยังไง แล้วก็ลอกเลียนและปรับปรุงมาใช้กับของตัวเอง จนเทคนิคการสานผักตบชวาของเราในตอนหลังๆ ไม่มีการใช้เทคนิคของหวายอีกเลย ทั้งการสาน การจบงาน การเก็บรายละเอียดนั้น เป็นเทคนิคของผักตบชวาโดยเฉพาะเลย

“เวลาเราออกแบบงานคราฟต์บนโต๊ะกับออกแบบกับช่างมันไม่เหมือนกันนะ ทำงานกับช่างเราจะเห็น Solution ซึ่งก็ทำให้ผมต้องศึกษาเทคนิควิธีการทำงานพร้อมกับช่าง ผมเรียนรู้จากช่าง อย่างเวลาเราออกแบบมา พอเอาให้ช่างเขาดู เขาบอกว่ามันสานไม่ได้ ผมก็ถามว่าแล้วทำยังไงถึงจะสานได้ ก็เรียนจากช่างว่ามันต้องการโครงสร้างภายในที่เป็นอีกลักษณะหนึ่ง ซึ่งมีจุดสำหรับยึดและพัน เราก็กลับมาพัฒนาแบบใหม่ให้เป็นแบบนั้น คือค่อยๆ สร้างความรู้ในตัวเราขึ้นมา จนตอนนี้เวลาที่ผมออกแบบ ผมออกแบบลวดลายแพตเทิร์นไปพร้อมๆ กันกับฟอร์มของเก้าอี้ได้ 

“แม้ว่าผมสานชิ้นงานไม่เป็นก็จริง แต่ตอนนี้ผมทำแพตเทิร์นสานแบบเล็กๆ เองไว้สื่อสารกับช่างฝีมือในโรงงานได้ ไปจนถึงคิดวิธีจบและเก็บชิ้นงานให้กับช่างไปเลย ซึ่งการเก็บรายละเอียดพวกนี้คือหัวใจของงานหัตถกรรม การทำอาชีพแบบนี้ต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ต้องเรียนรู้จริงๆ และต้องรักมันมากๆ ด้วย ตอนที่เห็นเราก็จำไว้ เพื่อวันหนึ่งเราจะเอาสิ่งที่เคยเห็นหยิบออกมาใช้งานได้” คุณรักษ์อธิบายถึงการเรียนรู้งานหัตถกรรมของตัวเองในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา

รู้จัก YOTHAKA แบรนด์ไทยที่ออกแบบผักตบชวาเป็นเฟอร์นิเจอร์จนได้เข้าไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ต่างชาติ

จากจุดสูงสุดสู่จุดจบของผักตบชวา

ในช่วงแรกโยธกาขายผลงานผ่านช่องทางโชว์รูมเพียงอย่างเดียว ด้วยความบังเอิญที่คุณรักษ์ได้เป็นคอลัมนิสต์ให้นิตยสาร บ้านในฝัน ทำให้ได้มาเจอกับ คุณวิสุทธิ์ (วิสุทธิ์ ลิ้มอารีย์) คอลัมนิสต์อีกคนที่เขียนให้นิตยสารเดียวกัน ซึ่งเปิดบริษัทที่ฝรั่งเศสนำเข้าและขายดอกไม้กระดาษที่ผลิตในไทย และขอคุณรักษ์ซื้อเก้าอี้ผักตบชวาของโยธกาไปวางเป็นของตกแต่งในบูทแสดงสินค้าที่งานแฟร์ Maison et Objet ที่ฝรั่งเศส (งานแสดงสินค้าที่ได้รับความนิยมและน่าเชื่อถือมากอันดับต้นๆ ในยุโรปและในโลก)

“ปรากฏว่าพอแฟร์จบลง ยอดสั่งซื้อเก้าอี้ของเราก็เข้ามาเพียบเลย (หัวเราะ) เพราะลูกค้าได้เห็นเก้าอี้เราจากทางนั้น เลยกลายเป็นได้เข้าตลาดยุโรปเลยแบบบังเอิญ ยอดสั่งซื้อจากทางยุโรปและทวีปอื่นก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คนที่ซื้อก็เอาของที่เราออกแบบและผลิตไปวางขายในงานแสดงสินค้าตามเมืองต่างๆ อีก ตอนนั้นเราออกคอลเลกชันใหม่ทุกปี ปีละสองครั้ง แบบเดียวกับแฟชั่นเลย Spring-Summer หรือ Autumn-Winter เพราะคนสั่งซื้อเข้ามาอยู่ตลอด” คุณรักษ์เล่าย้อนไปถึงตอนที่โยธกาเข้าสู่ตลาดยุโรปในครั้งแรก

ความนิยมของเฟอร์นิเจอร์จากผักตบชวาของโยธกาพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ยอดสั่งซื้อเริ่มมีมาจากทั่วทั้งโลก ในช่วงเวลานั้นมีการส่งออกเฟอร์นิเจอร์จากโรงงานมากถึง 12 – 14 ตู้คอนเทนเนอร์ต่อเดือนติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี ก่อนที่จะเจอจุดพลิกผันครั้งใหญ่ นั่นคือการเสื่อมความนิยมอย่างรวดเร็วของเฟอร์นิเจอร์จากผักตบชวา ยอดสั่งซื้อลดลงจนไม่มีใครสั่งซื้ออีกต่อไป สำหรับผู้ประกอบการคนอื่นๆ อาจจะมองว่าเป็นวิกฤต แต่สำหรับโยธกาแล้วกลับเป็นโอกาส

“ผักตบชวาหายไปเพราะการตัดสินโดยตลาดของยุโรปที่เรียกกันว่า ‘เทรนด์’ คือเทรนด์ใหม่ที่ประกาศออกมาคือสไตล์ Outdoor ซึ่งไม่ใช้วัสดุธรรมชาติแล้ว ลูกค้าก็จะเลิกซื้อพร้อมกันหมด ตอนนั้นผมก็ฟังหูไว้หู พอได้มีโอกาสบินไปเยี่ยมลูกค้าตามงานแฟร์ต่างๆ ในหลายประเทศ จึงถึงจุดที่เรายอมรับว่าผักตบชวานั้นไปต่อไม่ได้แล้ว และผมเป็นคนที่พลิกตัวเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ได้เร็วมาก ไม่ยึดติดในงานออกแบบเดิมๆ ไม่รอจนเกิดปัญหาแล้วค่อยเปลี่ยนแปลง แบบนั้นมันช้าเกินไป 

“การที่เราเป็นบริษัทที่ใช้สองมือสร้างเฟอร์นิเจอร์ ไม่ได้มีเครื่องจักรราคาแพงอะไร มันทำให้เราเปลี่ยนตัวเองได้ตลอดเวลา ผมก็เลยเริ่มหันมามองจุดแข็งของเทคนิคและทักษะงานหัตถกรรมที่เรามี เริ่มมองหาวัสดุใหม่ๆ อย่างอื่นที่มีศักยภาพนำมาทำเฟอร์นิเจอร์ได้ และหยิบมาทดลองทำก่อนเลย จึงเป็นที่มาของเฟอร์นิเจอร์จากวัสดุต่างๆ มากมาย” คุณรักษ์เล่าถึงตอนที่เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส

วัสดุที่โยธกาเลือกใช้หลังจากนั้นก็คือย่านลิเภา กระดาษใยสับปะรด เชือกลีซอ พลากสติกเส้น หวาย เชือก ไปจนถึงพวกผักตบเทียมหรือเถาวัลย์เทียมที่ทำมาจากพลาสติก ซึ่งคุณรักษ์ใช้การออกแบบที่เข้าใจในเทคนิคการสานของช่าง และความเข้าใจในวัสดุใหม่ๆ ที่หยิบจับมาทดลองใช้เปลี่ยนเพียงรายละเอียดของงานบางส่วน ทำให้ช่างฝีมือคนเดิมสามารถสร้างเฟอร์นิเจอร์จากวัสดุใหม่ๆ ขึ้นมา โดยไม่ต้องเปลี่ยนทักษะหรือเทคนิคการทำงานแบบเดิมๆ 

“คือเราพลิกตัวเองได้ไวมาตั้งแต่ตอนนั้น อย่างตอนนี้เทรนด์ใหม่ๆ เป็นเรื่องของการใช้เทคนิคผูกและมัด เราก็ขยับและเริ่มให้ช่างที่มีลองปรับเปลี่ยนเทคนิคการสาน ให้มาใช้การผูกและมัดมัดกับวัสดุใหม่ๆ ดู ก็ทำกันได้หมดทุกคน จับตัววัสดุอย่างเชือกต่างๆ ได้ทันที ทั้งเชือกจากวัสดุสังเคราะห์และเชือกจากวัสดุธรรมชาติอย่างเชือกหนัง ด้าย อะไรก็ได้หมดเลย มันเหมือนกับว่างานหัตถกรรมนี่อยู่ในดีเอ็นเอของคนบ้านเราเลยนะ ซึ่งเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์มาก” คุณรักษ์เล่าถึงการปรับตัวครั้งใหม่

นักออกแบบผู้ชอบการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลากว่า 30 ปี

นอกเหนือจากเรื่องของวัสดุใหม่ๆ ที่โยธกาหยิบมาใช้สร้างสรรค์เป็นเฟอร์นิเจอร์อย่างต่อเนื่องแล้ว คุณรักษ์ยังมองหาลูกเล่นและใส่ไอเดียสดใหม่ลงไปในงานอยู่อย่างสม่ำเสมอ ทั้งการทำให้การออกแบบเฟอร์นิเจอร์มีกลิ่นอายและจริตของแฟชั่น มีการหยิบเอางานศิลปะที่โดดเด่นจากหลายยุคหลายสมัยมาผสมผสานกับงานหัตถกรรม ทำให้เกิดเป็นลวดลายกราฟิก 

อย่างเช่นในช่วงนี้งานแบบบาโรกกำลังเป็นกระแสอยู่ ก็มีการหยิบมาผสมในงานออกแบบ ปรับเฟอร์นิเจอร์เดิมให้เอื้อต่อการใช้งานรูปแบบใหม่ๆ อย่างม้านั่งที่เอาไว้ใช้วางล้อมต้นไม้เป็นวงกลมสำหรับภายนอกอาคาร เก้าอี้สำหรับการนั่งเตี้ยๆ แบบอิหร่าน การเอางานหัตถกรรมจากอารยธรรมอื่นมาประยุกต์ใช้ เช่น งานถักเชือกแบบมาคราเม่ (Macramé) ซึ่งเป็นการสานถักที่มีต้นกำเนิดในอาหรับ ไปจนถึงการได้เห็นเก้าอี้ที่ช่างในโรงงานทำกันขึ้นมาเล่นๆ ก็ตาม ล้วนแล้วแต่ถูกคุณรักษ์หยิบมาประยุกต์ใช้กับงานของโยธกาทั้งหมด

“เก้าอี้บางตัวได้ไปเห็นจากที่ช่างทำขึ้นมาเพื่อใช้นั่งเล่นกันเองภายในโรงงาน ผมเห็นแล้วปิ๊งเลยหยิบมาออกแบบใหม่ จนไปเข้าตาเพื่อนและถูกซื้อใช้ในงานแฟชั่นโชว์ ซึ่งมันดูแหวกแตกต่างมากๆ พอมีคนเห็นกันเยอะก็มีรุ่นพี่ที่รู้จักโทรเข้ามาสั่งซื้อเก้าอี้ตัวนั้นมาใช้งานอีกทีด้วย 

ช่วงหลังมีคนพูดกันเยอะว่างานหัตถกรรมมันเริ่มแพร่หลายมากขึ้น ทีนี้งานของโยธกาแม้เราจะหยิบยืมงานหัตถกรรมของที่อื่นมา แต่ก็ต้องขายความเป็นตัวตนแบบคนตะวันออกเข้าไป หรือดัดแปลงให้มันเป็นแบบที่ชาติอื่นทำไม่ได้ เช่น ใช้งานสานหลายๆ แบบมาผสมเข้าด้วยกันคล้ายเทคนิคงานศิลปะแบบคอลลาจ คือถ้าเราไปทำงานหัตถกรรมแบบลายหลุยส์ของฝรั่งเศส เขาไม่จำเป็นต้องมาซื้อของเราก็ได้นะ” คุณรักษ์เล่าถึงการหยิบจับไอเดียใหม่มาใช้ โดยที่ยังคงความเป็นตัวตนไว้ได้

คุณรักษ์หาแรงบันดาลใจในการทำงานยังไงบ้าง ถึงสร้างงานได้ต่อเนื่องมาขนาดนี้ ผมถามต่อ

“ตอนที่มาทำหนังสือเล่มนี้ ผมเพิ่งมารวบรวมงานตัวเองทั้งหมด และได้เห็นว่าตัวเองเป็นคนชอบงานที่มีลักษณะเส้นๆ ทั้งโครงสร้างของเก้าอี้ ไปจนถึงการสานที่เป็นเหมือนงานกราฟิก ทั้งหมดนั้นเป็นเส้นหมดเลย ผมก็ตอบไม่ได้ว่ามันมาจากไหน ถ้าให้คิดคงเหมือนกับเวลาผมเดินทางไปเจออะไรมามากๆ แล้วเจอของที่สวยๆ สักชิ้น ซึ่งไม่ได้จำกัดแค่เฟอร์นิเจอร์ แต่หมายถึงทั้งงานสถาปัตยกรรม เครื่องประดับ วินโดว์ดิสเพลย์ สเปซที่ว่างต่างๆ ทั้งงานแบบหรูหราหรืองานชาวบ้าน 

“มันเหมือนสมองเราเก็บสะสมไว้เป็นคลัง แล้วเวลาที่ต้องการใช้เราก็ค่อยเรียกมันออกมา แรงบันดาลใจในการออกแบบของผมคือประสบการณ์ของชีวิต ไม่ใช่การไปเห็นนกเหยี่ยวหรืออีกาอะไรแบบนั้น”

ผมเลยสงสัยต่อว่า แล้วงานออกแบบที่ดีหรือนักออกแบบที่ดีในมุมมองของคุณรักษ์นั้นเป็นอย่างไร

“งานออกแบบที่ดีสำหรับผมอาจจะฟังดูเป็นสูตรสำเร็จนะ คือมันต้องมีฟังก์ชันการใช้งานที่ดี เช่น ใช้งานดี ดูแลรักษาง่าย ตอบโจทย์ของผู้ซื้อ อาจจะไม่ต้องสวยที่สุดก็ได้ อย่างเก้าอี้พลาสติกที่ใช้กันตามร้านแผงลอยหรือตามงานศพ หน้าตามันไม่ค่อยดี แต่ฟังก์ชันมันโคตรดีเลย อันนั้นสำหรับผมก็ถือว่ามันเป็นงานออกแบบที่ดีนะ 

“อีกเรื่องหนึ่ง ความสวยงามเป็นเรื่องที่มีหลายระดับและเป็นเรื่องเฉพาะตัว อย่างเวลาที่ผมไปเป็นกรรมการตัดสินงานประกวดต่างๆ ผมจะพยายามไม่เอาความชอบของตัวเองมาตัดสิน เพราะความสวยงามมันมีมิติอื่นๆ มาเกี่ยวข้องด้วย อย่างก่อนหน้านี้คนชอบใส่กางเกงขาบาน ถ้าเราใส่กางเกงขาเล็กๆ ก็ถือว่าไม่สวย อะไรแบบนี้ 

“แต่สำหรับนักออกแบบที่ดี ควรเป็นคนช่างสังเกตและมีความรู้สึกที่ไวต่อสิ่งต่างๆ มีสายตาที่เฉียบและเฉี่ยว คุณต้องมองในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น และคุณต้องมองเห็นความงามมากกว่าที่คนอื่นเห็น ผมว่านักออกแบบและศิลปินที่ประสบความสำเร็จมักจะมีสองสิ่งนี้” คุณรักษ์ตอบ

ก่อนที่จะร่ำลากันผมถามคุณรักษ์ว่า สิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากการทำงานออกแบบมากว่า 30 ปีคืออะไร

“ผมได้เรียนรู้ในเรื่องการอยู่รอด การปรับตัว และไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง ทั้งกับตัวเองและธุรกิจของตัวเองเลย วิถีชีวิตเปลี่ยนไปตลอดเวลา เฟอร์นิเจอร์มันก็ต้องเปลี่ยนไปตลอดด้วยเช่นกัน เฟอร์นิเจอร์ที่เป็นทางการมากๆ คนก็ไม่ชอบนั่งกันแล้ว หรือเก้าอี้นั่งซักผ้าที่เดี๋ยวนี้คนไม่นั่งซักผ้าด้วยมือแล้ว มันก็ค่อยๆ หายไป”

คุณรักษ์-สุวรรณ คงขุนเทียน

แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ไทยที่ชื่อว่า โยธกา (YOTHAKA) นั้น แม้จะเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับอย่างมากในหลายประเทศทั่วโลก แต่อาจจะไม่ค่อยคุ้นหูกับพวกเราชาวไทยสักเท่าไร

ถ้าให้เล่าอย่างย่นย่อ โยธกาเป็นบริษัทผลิตเฟอร์นิเจอร์ที่นำงานหัตถกรรมมาผสานกับงานออกแบบ จนเกิดเป็นเฟอร์นิเจอร์ในรูปแบบที่เป็นสากล แต่ยังคงกลิ่นอายของความเป็นตะวันออกไว้อย่างชัดเจน ซึ่งเฟอร์นิเจอร์ของโยธกาเน้นวางขายต่างประเทศเป็นหลัก ในช่วงแรกๆ ของการก่อตั้งบริษัทนั้นโยธกาหยิบเอาพืชไร้ราคาที่หลายคนเรียกว่าสวะอย่างผักตบชวามาเปลี่ยนให้กลายเป็นเฟอร์นิเจอร์ล้ำค่าที่ลูกค้าคนยุโรปต้องแย่งกันซื้อ ก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนมาหยิบจับวัสดุใหม่ๆ สร้างสรรค์เป็นเฟอร์นิเจอร์ในรูปแบบที่หลากหลายและคาดเดาไม่ได้มาอย่างต่อเนื่อง จนได้รับการยอมรับและรับรางวัลงานออกแบบยอดเยี่ยมจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในยุโรปและญี่ปุ่นมายาวนานกว่า 30 ปี 

รู้จัก YOTHAKA แบรนด์ไทยที่ออกแบบผักตบชวาเป็นเฟอร์นิเจอร์จนได้เข้าไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ต่างชาติ

โยธกามีลูกค้าตั้งแต่โรงแรมและรีสอร์ตหรู ไปจนถึงบูติกช็อปจากทั่วโลก ทั้ง Hermès, Louis Vuitton, FENDI และงานบางชิ้นยังได้รับเลือกให้เข้าไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ในต่างประเทศทั้งเกาหลีและญี่ปุ่น นอกจากนี้ โยธกายังได้รับข้อเสนอจากผู้จัดงานแสดงสินค้าอันดับต้นๆ ของโลกที่ฝรั่งเศสให้จัดแสดงในพื้นที่แสดงงานที่ดีที่สุดเพื่อเป็นไฮไลต์ให้กับงานนั้นอีกด้วย

สิ่งที่น่าสนใจของโยธกาก็คือแบรนด์นี้อยู่มา 30 ปี แต่เป็นแบรนด์ที่ไม่ได้มีหน้าร้านหรือโชว์รูมมากมายเหมือนแบรนด์อื่นๆ รวมไปถึงไม่เคยทำการตลาด ไม่มีแผนการตลาด ไม่มีการทำและซื้อโฆษณา จะมีอยู่บ้างก็คือการไปออกงานแสดงสินค้าในประเทศและนอกประเทศแถบยุโรปอย่างต่อเนื่อง

สินค้าของโยธกาขายตัวของมันเองด้วยการออกแบบ ทั้งหมดนี้ล้วนเกิดขึ้นจากนักออกแบบคนเดียวของแบรนด์อย่าง คุณรักษ์-สุวรรณ คงขุนเทียน ที่ควบตำแหน่งเจ้าของกิจการไปด้วย นอกเหนือจากงานของบริษัทตัวเองแล้ว คุณรักษ์ยังสละเวลาไปเป็นคนให้คำปรึกษากับแบรนด์อื่นๆ ไปเป็นอาจารย์ผู้ให้ความรู้แก่บรรดานักออกแบบมาอย่างยาวนาน จนเป็นที่นับถือของบรรดาลูกศิษย์ลูกหามากมาย ทั้งเจ้าของกิจการและนักออกแบบรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น PiN หรือ กรกต อารมณ์ดี ที่ The Cloud เคยสัมภาษณ์มาก่อนหน้านี้

คุณรักษ์-สุวรรณ คงขุนเทียน

ในปีนี้ที่คุณรักษ์จะอายุ 71 ปี และแบรนด์โยธกาจะมีอายุ 30 ปี คุณรักษ์กำลังรวบรวมผลงานที่ตัวเองทำมาตลอด 30 ปีนี้เพื่อตีพิมพ์เป็นหนังสือ ซึ่งเป็นหนังสือที่ไม่มีชีวประวัติของตัวเอง และไม่ได้จะรวบรวมทฤษฎีในด้านการออกแบบ แต่เป็นหนังสือที่รวมผลงานการทำเฟอร์นิเจอร์ของนักออกแบบคนหนึ่งที่ทำงานออกแบบมาอย่างต่อเนื่องทุกๆ ปี ซึ่งทำให้คุณรักษ์ได้มีโอกาสกลับไปรวบรวมรูปภาพของงานเก่าๆ พร้อมกับประมวลความคิดที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงที่ทำมา 

นี่จึงเป็นวาระดีที่จะมีโอกาสได้พูดคุยและเข้าใจวิธีการทำงานของนักออกแบบ ผู้ซึ่งเป็นเหมือนอาจารย์ของเหล่านักออกแบบคนนี้ และนี่คือเรื่องราวของนักออกแบบผู้เป็นเหมือนอาจารย์ของอาจารย์ที่ชื่อ สุวรรณ คงขุนเทียน 

จุดเริ่มต้นของโยธกา

“ที่ผมทำเฟอร์นิเจอร์หัตถกรรมอยู่มาได้นานขนาดนี้ เพราะผมรักงานหัตถกรรม ถ้าไม่รักกันจริงจะอยู่กันได้นานขนาดนี้เหรอ”

คุณรักษ์เล่าให้เราฟังว่าแกเกิดที่จังหวัดหัตถกรรมอย่างเชียงใหม่ ชีวิตในวัยเด็กก็วิ่งเล่นกับเพื่อนเข้าบ้านนู้นบ้านนี้ จึงได้เห็นการทำหัตถกรรมมาตลอด พอโตขึ้นมาหน่อยเมื่อเข้าโรงเรียนก็ได้เริ่มเรียนศิลปะด้วยความสนใจของตัวเองและการชักชวนของครูที่โรงเรียน โดยการเรียนศิลปะนั้นไม่ใช่แค่วาดรูปเล่น แต่เป็นการฝึกและหัดเขียนภาพสีน้ำ จนถึงการเรียนเขียนภาพแบบ Still Life เลยด้วย เกิดเป็นความชอบจนเลือกศึกษาต่อที่คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

หลังจากเรียนจบ คุณรักษ์ไปทำงานเป็นคนอ่านแบบงานก่อสร้างที่ซาอุฯ อยู่พักใหญ่ ก่อนมีโอกาสกลับมาเปิดบริษัทออกแบบอินทีเรียอยู่ที่สิงคโปร์เกือบ 10 ปี รับงานออกแบบบ้านและโรงแรมขนาดเล็กเป็นหลัก ซึ่งก็ต้องสั่งผลิตเฟอร์นิเจอร์ที่ไทยอยู่อย่างเสมอ

“คือในการกลับไทยมานั้นก็มีอยู่ทีหนึ่งที่ได้มาเจอ หน่า (ม.ล. ภาวินี สันติศิริ) ซึ่งเป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยเรียนมหาลัย ตอนนั้นเขาทำวิจัยเกี่ยวกับการหารายได้เพิ่มเติมให้กับผู้มีรายได้น้อยเสริมไปจากงานประจำ โดยหยิบผักตบชวาที่มีอยู่มากมายมาทำเป็นวัสดุคล้ายๆ เชือก แล้วนำมาสานทำเป็นเฟอร์นิเจอร์อีกทีหนึ่ง ผมซึ่งชอบงานหัตถกรรมอยู่แล้วมาเห็นก็ชอบมาก เลยเกิดไอเดียว่าอยากลองทำสิ่งนี้ส่งออกดู”

คุณรักษ์-สุวรรณ คงขุนเทียน

อะไรทำให้อยากเปลี่ยนอาชีพจากอินทีเรียในสิงคโปร์มาบุกเบิกทำเฟอร์นิเจอร์ส่งออกแบบเริ่มต้นใหม่ที่ไทยในวัย 40 ซึ่งถือว่าเป็นวัยที่ต้องการความมั่นคงในชีวิตมากกว่ากระโจนหาความเสี่ยง ผมถาม

“ตอนนั้นผมอายุสี่สิบแล้ว อยู่สิงคโปร์มาสิบกว่าปีและผมไม่เคยคิดว่าจะลงหลักปักฐานที่นั่นเลย มันเหมือนถึงจุดอิ่มตัวแล้วและอยากกลับบ้าน ซึ่งการไปอยู่สิงคโปร์ทำให้เห็นช่องทางและโอกาส ไปจนถึงเห็นสิ่งดีๆ ของบ้านเราด้วย คือภาพลักษณ์ของไทยในตอนนั้นมักจะโดนคนต่างชาติเหยียดหยามมาตลอดว่าสินค้าไทยชอบลอกเลียนแบบงานคนอื่น และผลิตสินค้าที่ไม่ค่อยมีคุณภาพ ลึกๆ เลยมีความฝันอยากออกแบบสินค้าอะไรสักอย่างที่เปลี่ยนภาพลักษณ์ให้ประเทศ

“ตอนที่มาเห็นผักตบชวาเนี่ย นอกจากความชอบงานหัตถกรรมแล้ว มันคือเรื่องที่เป็นจุดเริ่มต้นที่ง่ายที่สุดในการทำธุรกิจส่งออก เพราะหัตถกรรมมันก็บอกอยู่แล้วว่าใช้มือทำเป็นหลัก คือผมไม่มีเงินมากพอจะบินไปซื้อเครื่องจักรแพงๆ มา แล้วเปิดโรงงาน และในตลาดโลกงานทำมือพวกนี้ยังมีช่องทางอยู่ 

“หัตถกรรมเป็นทางเลือกที่แข็งแกร่งมากอันหนึ่งของประเทศไทย เพราะงานหัตถกรรมเป็นสิ่งที่ประเทศอุตสาหกรรมเขาจะไม่ทำกัน คือพอประเทศเจริญไปถึงจุดจุดหนึ่งแล้ว งานหัตถกรรมมันทำเงินได้ไม่เท่ากับอุตสาหกรรม ลองคิดว่าถ้าคนยุโรปมาทำงานหัตถกรรม ด้วยค่าแรงที่สูงมากมันจะทำให้งานชิ้นนั้นมีราคาที่แพงมากจนขายไม่ได้ แต่ประเทศเรายังไม่ได้ถูกพัฒนาจนเป็นระบบอุตสาหกรรมแบบเต็มตัว ผสมกับค่าแรงที่ค่อนข้างต่ำ นั่นจึงเป็นจุดแข็งของงานหัตถกรรมของเรา แล้วงานพวกนี้เป็นงานที่คนไทยไม่ซื้อ อาจจะเพราะเห็นจนชินตาอยู่แล้ว มันก็เลยเหมาะกับการนำไปทำตลาดที่ยุโรปหรือที่อื่นๆ มากกว่า” คุณรักษ์เล่าถึงจุดเริ่มต้นในการก่อตั้งแบรนด์โยธกา

รู้จัก YOTHAKA แบรนด์ไทยที่ออกแบบผักตบชวาเป็นเฟอร์นิเจอร์จนได้เข้าไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ต่างชาติ

ก้าวแรกที่ล้มลุกคลุกคลาน

หลังจากที่คุณรักษ์ตัดสินใจทำเฟอร์นิเจอร์จากผักตบชวา ซึ่งในช่วงแรกยังไม่ได้มีการออกแบบอะไรใหม่ ใช้รูปแบบของงานเก้าอี้หวายที่แพร่หลายกันในยุคนั้นมาทำด้วยผักตบชวาเฉยๆ พอดีว่ามีลูกค้าเก่าคนหนึ่งที่คุณรักษ์เคยทำงานออกแบบให้และมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันไปซื้อกิจการโรงแรมเล็กๆ ที่ลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา และเรียกคุณรักษ์มาทำงานตกแต่งภายในให้ ซึ่งหลังจากทำงานจนใกล้จะเสร็จ ลูกค้าคนนี้ก็ชวนให้คุณรักษ์มาใช้พื้นที่ห้องบอลล์รูมในโรงแรมนี้แบบฟรีๆ

“เขาบอกว่าเผื่อคุณอยากจะมาค้าขายอะไรที่นี่ ผมเลยคิดว่างั้นเอาเฟอร์นิเจอร์ผักตบชวาของเราไปลองวางขายที่ LA เลยดีกว่า ซึ่งผมไม่เคยทำงานด้านนี้มาก่อน ไม่เคยศึกษาตลาดหรือกลุ่มเป้าหมายเลย ไปเพราะว่าได้ที่ฟรี ก็ทำเรื่องส่งของทุกสิ่งไปจากไทย แล้วก็ไปรวบรวมรายชื่อนักออกแบบและสถาปนิกที่อยู่ใน LA ทำบัตรเชิญ ทำโปสเตอร์ แล้วโทรศัพท์ไปชวนทุกคนให้มางานเปิดตัวของเรา”

ทุกสิ่งเหมือนจะดำเนินไปด้วยดี แต่ผิดคาด เพราะด้วยขาดประสบการณ์การทำเอกสารนำเข้าส่งออกสินค้า ทำให้นำของออกจากท่าเรือมาได้ไม่ตรงกับวันเปิดงาน งานแสดงเฟอร์นิเจอร์ผักตบชวาก็เลยต้องยกเลิกไป คุณรักษ์เล่าให้ฟังว่า นอกจากเสียค่าส่งของและค่าเดินทางที่มีมูลค่าค่อนข้างสูงแล้ว ยังต้องเสียเวลาโทรศัพท์ยกเลิกการจัดงานให้กับทุกคนที่ส่งบัตรเชิญไปอีกด้วย

ตอนหลังที่เอาของออกจากท่าเรือได้แล้ว ก็ต้องเที่ยวเอาไปไล่แจกคนอื่นจนหมด แม้จะเปิดงานไม่ได้แต่ความโชคร้ายก็ยังไม่จบ เพราะเย็นวันนั้นหลังจากที่ออกจากโรงแรมคุณรักษ์และทุกคนก็ประสบกับอุบัติเหตุรถชนอีก แม้ว่าจะไม่ได้บาดเจ็บอะไรมาก แต่ก็ทำให้การเริ่มต้นทำธุรกิจส่งออกครั้งแรกนั้นล้มลุกคลุกคลานอยู่มาก จนทำให้คุณรักษ์ต้องกลับไปทำงานเป็นอินทีเรียที่สิงคโปร์ต่อเพื่อเก็บเงินอีกครั้งหนึ่ง

คุณรักษ์-สุวรรณ คงขุนเทียน YOTHAKA แบรนด์ไทยที่ออกแบบผักตบชวาเป็นเฟอร์นิเจอร์จนได้เข้าไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ต่างชาติ

“หลังจากทำงานเก็บเงินอยู่อีกสองปี ก็เริ่มรู้สึกว่าอยากกลับมาออกแบบและทำเฟอร์นิเจอร์หัตถกรรมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เรากำหนดแนวทางในการสร้างสรรค์งานของเราเลยว่าเราจะเป็นบริษัทที่ให้ความสำคัญกับการออกแบบ ใช้เฉพาะวัสดุที่ผลิตขึ้นในเมืองไทยด้วย และเป็นงานทำด้วยมือที่เป็นทักษะขั้นสูง ผมอยากทำเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าเมืองไทยไม่ได้มีแต่ของไร้คุณภาพกับของก๊อปปี้ เป้าหมายหลักคือสินค้าที่ผมทำต้องไปวางในงานแฟร์ของยุโรป และเราจะติดแบรนด์ของเรา หรือคำว่า ‘เมด อิน ไทยแลนด์’ ให้ทุกคนเห็นเลย กูจะทำให้มึงดู ผมคิดแบบนี้จริงๆ

“นอกจากนี้ ด้วยความที่เราอยากให้เป็นของคุณภาพจริงๆ แม้แต่โครงด้านในของเฟอร์นิเจอร์ที่จะถูกผักตบมาห่อหุ้มหมด เราก็จะใช้ไม้ที่ดี ทำโครงให้สวยเรียบร้อย จะไม่มีการเอาไม้ลังหรือไม้อัดมาปะให้มันเต็มๆ ไป เฟอร์นิเจอร์ของผมทุกชิ้นจะต้องสวยจากภายใน ถ้าวันหนึ่งลูกค้าเขารื้อโครงออกมา ลูกค้าจะต้องประทับใจ” คุณรักษ์เล่าให้ฟังถึงจุดยืนของโยธกา

หลังจากที่ได้เริ่มออกแบบเฟอร์นิเจอร์ผักตบชวาอย่างจริงจัง ก็มีการทำโชว์รูมที่โรงแรมเพนนินซูลาเพื่อวางขายสินค้า ซึ่งในช่วงนั้นเป็นช่วงขาขึ้นของเศรษฐกิจไทย ทำให้หลายๆ บริษัทที่ทำงานส่งออกได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี แน่นอนว่าโยธกาก็เป็นหนึ่งในนั้น และสิ่งสำคัญที่สุดคือการได้เริ่มเรียนรู้ความต้องการของลูกค้าที่มาดูเฟอร์นิเจอร์ในโชว์รูม โดยที่ยังไม่ได้รู้จักการไปออกงานแสดงสินค้าแต่อย่างใด

แล้วการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ในตอนนั้นมีวิธีคิดออกแบบยังไงบ้าง ผมถามต่อ

“ด้วยความที่ผมเป็นอินทีเรียมาก่อน ผมไม่ได้คิดเริ่มต้นว่าอยากออกแบบโต๊ะหรือเก้าอี้ก่อน แต่ผมจะไปค้นคว้าว่ามี Mood and Tone ของห้องแบบไหนที่ตลาดต้องการ แล้วค่อยคิดว่าจะออกแบบเฟอร์นิเจอร์ชิ้นไหนที่มาเติมเต็มห้องห้องนั้น อย่างบ้านแบบคันทรีจะต้องใช้โซฟาแบบไหนเราก็ออกแบบให้มันเข้ากับบรรยากาศได้

“อย่างตัวผักตบชวานี่เมื่อก่อนเขาเรียกกันว่าสวะนะ ถ้าอยู่ในบ้านเราที่มีความชื้นสูงมันก็อาจจะขึ้นรา หมาแมวมาข่วนก็เสียหายได้ แต่พอคนต่างประเทศมาเห็นเขาชอบกันมาก ทั้งพื้นผิวและสีสันมันไม่เหมือนวัสดุอื่นๆ แถมอากาศที่แห้งก็ไม่ทำให้ขึ้นราด้วย 

“แต่ปัญหาคือเฟอร์นิเจอร์จากวัสดุธรรมชาติเนี่ย ลูกค้าหลายคนชอบคิดว่ามันเป็นเฟอร์นิเจอร์สำหรับบ้านสไตล์คันทรีอย่างเดียว ผมเลยมาคิดว่ามันน่าจะสร้างสไตล์แบบอื่นๆ ได้ จึงเกิดไอเดียออกแบบรูปทรงให้ดูร่วมสมัยเข้ากับเมืองมากขึ้น มีระยะสัดส่วน ความสูง ความกว้างความลึก ที่เป็นแบบสากล แต่มีคอนทราสต์จากวัสดุธรรมชาติที่เราใช้ มันเลยทำให้เกิดภาพของงานออกแบบที่มีกลิ่นอายตะวันออกอยู่ด้วย แบรนด์โยธกาเลยค่อยๆ คลี่คลายมากขึ้นแ ละเริ่มสร้างตัวตนขึ้นมา ว่าถ้าอยากได้เฟอร์นิเจอร์หัตถกรรมแบบนี้ต้องเราเท่านั้น”

ออกแบบหัตถกรรม

ในระบบการศึกษา อาชีพอย่างนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์เป็นอาชีพที่ตอบสนองการผลิตในระบบอุตสาหกรรมเป็นหลักแทนที่จะเป็นหัตถกรรม ผมเลยถามทางคุณรักษ์ไปว่าการต้องมาทำงานออกแบบควบคู่ไปกับงานหัตถกรรมนั้นมีวิธีคิดยังไงบ้าง

“ในช่วงที่ผมทำเก้าอี้ตัวแรกๆ ผมใช้เทคนิคของการสานหวายของไทยแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ด้วยความที่ผมไม่มีพื้นฐานเกี่ยวกับงานช่างและงานฝีมือเลย แต่เราชอบอยู่และเรียนรู้กับช่างตั้งแต่เช้าถึงเย็นมาตลอด ผมศึกษาว่าเขาทำยังไงบ้าง ขณะเดียวกันก็ไปดูงานหัตถกรรมแบบอื่นๆ ของต่างประเทศว่าเขาสานกันยังไง เก็บรายละเอียดกันยังไง แล้วก็ลอกเลียนและปรับปรุงมาใช้กับของตัวเอง จนเทคนิคการสานผักตบชวาของเราในตอนหลังๆ ไม่มีการใช้เทคนิคของหวายอีกเลย ทั้งการสาน การจบงาน การเก็บรายละเอียดนั้น เป็นเทคนิคของผักตบชวาโดยเฉพาะเลย

“เวลาเราออกแบบงานคราฟต์บนโต๊ะกับออกแบบกับช่างมันไม่เหมือนกันนะ ทำงานกับช่างเราจะเห็น Solution ซึ่งก็ทำให้ผมต้องศึกษาเทคนิควิธีการทำงานพร้อมกับช่าง ผมเรียนรู้จากช่าง อย่างเวลาเราออกแบบมา พอเอาให้ช่างเขาดู เขาบอกว่ามันสานไม่ได้ ผมก็ถามว่าแล้วทำยังไงถึงจะสานได้ ก็เรียนจากช่างว่ามันต้องการโครงสร้างภายในที่เป็นอีกลักษณะหนึ่ง ซึ่งมีจุดสำหรับยึดและพัน เราก็กลับมาพัฒนาแบบใหม่ให้เป็นแบบนั้น คือค่อยๆ สร้างความรู้ในตัวเราขึ้นมา จนตอนนี้เวลาที่ผมออกแบบ ผมออกแบบลวดลายแพตเทิร์นไปพร้อมๆ กันกับฟอร์มของเก้าอี้ได้ 

“แม้ว่าผมสานชิ้นงานไม่เป็นก็จริง แต่ตอนนี้ผมทำแพตเทิร์นสานแบบเล็กๆ เองไว้สื่อสารกับช่างฝีมือในโรงงานได้ ไปจนถึงคิดวิธีจบและเก็บชิ้นงานให้กับช่างไปเลย ซึ่งการเก็บรายละเอียดพวกนี้คือหัวใจของงานหัตถกรรม การทำอาชีพแบบนี้ต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ต้องเรียนรู้จริงๆ และต้องรักมันมากๆ ด้วย ตอนที่เห็นเราก็จำไว้ เพื่อวันหนึ่งเราจะเอาสิ่งที่เคยเห็นหยิบออกมาใช้งานได้” คุณรักษ์อธิบายถึงการเรียนรู้งานหัตถกรรมของตัวเองในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา

รู้จัก YOTHAKA แบรนด์ไทยที่ออกแบบผักตบชวาเป็นเฟอร์นิเจอร์จนได้เข้าไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ต่างชาติ

จากจุดสูงสุดสู่จุดจบของผักตบชวา

ในช่วงแรกโยธกาขายผลงานผ่านช่องทางโชว์รูมเพียงอย่างเดียว ด้วยความบังเอิญที่คุณรักษ์ได้เป็นคอลัมนิสต์ให้นิตยสาร บ้านในฝัน ทำให้ได้มาเจอกับ คุณวิสุทธิ์ (วิสุทธิ์ ลิ้มอารีย์) คอลัมนิสต์อีกคนที่เขียนให้นิตยสารเดียวกัน ซึ่งเปิดบริษัทที่ฝรั่งเศสนำเข้าและขายดอกไม้กระดาษที่ผลิตในไทย และขอคุณรักษ์ซื้อเก้าอี้ผักตบชวาของโยธกาไปวางเป็นของตกแต่งในบูทแสดงสินค้าที่งานแฟร์ Maison et Objet ที่ฝรั่งเศส (งานแสดงสินค้าที่ได้รับความนิยมและน่าเชื่อถือมากอันดับต้นๆ ในยุโรปและในโลก)

“ปรากฏว่าพอแฟร์จบลง ยอดสั่งซื้อเก้าอี้ของเราก็เข้ามาเพียบเลย (หัวเราะ) เพราะลูกค้าได้เห็นเก้าอี้เราจากทางนั้น เลยกลายเป็นได้เข้าตลาดยุโรปเลยแบบบังเอิญ ยอดสั่งซื้อจากทางยุโรปและทวีปอื่นก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คนที่ซื้อก็เอาของที่เราออกแบบและผลิตไปวางขายในงานแสดงสินค้าตามเมืองต่างๆ อีก ตอนนั้นเราออกคอลเลกชันใหม่ทุกปี ปีละสองครั้ง แบบเดียวกับแฟชั่นเลย Spring-Summer หรือ Autumn-Winter เพราะคนสั่งซื้อเข้ามาอยู่ตลอด” คุณรักษ์เล่าย้อนไปถึงตอนที่โยธกาเข้าสู่ตลาดยุโรปในครั้งแรก

ความนิยมของเฟอร์นิเจอร์จากผักตบชวาของโยธกาพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ยอดสั่งซื้อเริ่มมีมาจากทั่วทั้งโลก ในช่วงเวลานั้นมีการส่งออกเฟอร์นิเจอร์จากโรงงานมากถึง 12 – 14 ตู้คอนเทนเนอร์ต่อเดือนติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี ก่อนที่จะเจอจุดพลิกผันครั้งใหญ่ นั่นคือการเสื่อมความนิยมอย่างรวดเร็วของเฟอร์นิเจอร์จากผักตบชวา ยอดสั่งซื้อลดลงจนไม่มีใครสั่งซื้ออีกต่อไป สำหรับผู้ประกอบการคนอื่นๆ อาจจะมองว่าเป็นวิกฤต แต่สำหรับโยธกาแล้วกลับเป็นโอกาส

“ผักตบชวาหายไปเพราะการตัดสินโดยตลาดของยุโรปที่เรียกกันว่า ‘เทรนด์’ คือเทรนด์ใหม่ที่ประกาศออกมาคือสไตล์ Outdoor ซึ่งไม่ใช้วัสดุธรรมชาติแล้ว ลูกค้าก็จะเลิกซื้อพร้อมกันหมด ตอนนั้นผมก็ฟังหูไว้หู พอได้มีโอกาสบินไปเยี่ยมลูกค้าตามงานแฟร์ต่างๆ ในหลายประเทศ จึงถึงจุดที่เรายอมรับว่าผักตบชวานั้นไปต่อไม่ได้แล้ว และผมเป็นคนที่พลิกตัวเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ได้เร็วมาก ไม่ยึดติดในงานออกแบบเดิมๆ ไม่รอจนเกิดปัญหาแล้วค่อยเปลี่ยนแปลง แบบนั้นมันช้าเกินไป 

“การที่เราเป็นบริษัทที่ใช้สองมือสร้างเฟอร์นิเจอร์ ไม่ได้มีเครื่องจักรราคาแพงอะไร มันทำให้เราเปลี่ยนตัวเองได้ตลอดเวลา ผมก็เลยเริ่มหันมามองจุดแข็งของเทคนิคและทักษะงานหัตถกรรมที่เรามี เริ่มมองหาวัสดุใหม่ๆ อย่างอื่นที่มีศักยภาพนำมาทำเฟอร์นิเจอร์ได้ และหยิบมาทดลองทำก่อนเลย จึงเป็นที่มาของเฟอร์นิเจอร์จากวัสดุต่างๆ มากมาย” คุณรักษ์เล่าถึงตอนที่เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส

วัสดุที่โยธกาเลือกใช้หลังจากนั้นก็คือย่านลิเภา กระดาษใยสับปะรด เชือกลีซอ พลากสติกเส้น หวาย เชือก ไปจนถึงพวกผักตบเทียมหรือเถาวัลย์เทียมที่ทำมาจากพลาสติก ซึ่งคุณรักษ์ใช้การออกแบบที่เข้าใจในเทคนิคการสานของช่าง และความเข้าใจในวัสดุใหม่ๆ ที่หยิบจับมาทดลองใช้เปลี่ยนเพียงรายละเอียดของงานบางส่วน ทำให้ช่างฝีมือคนเดิมสามารถสร้างเฟอร์นิเจอร์จากวัสดุใหม่ๆ ขึ้นมา โดยไม่ต้องเปลี่ยนทักษะหรือเทคนิคการทำงานแบบเดิมๆ 

“คือเราพลิกตัวเองได้ไวมาตั้งแต่ตอนนั้น อย่างตอนนี้เทรนด์ใหม่ๆ เป็นเรื่องของการใช้เทคนิคผูกและมัด เราก็ขยับและเริ่มให้ช่างที่มีลองปรับเปลี่ยนเทคนิคการสาน ให้มาใช้การผูกและมัดมัดกับวัสดุใหม่ๆ ดู ก็ทำกันได้หมดทุกคน จับตัววัสดุอย่างเชือกต่างๆ ได้ทันที ทั้งเชือกจากวัสดุสังเคราะห์และเชือกจากวัสดุธรรมชาติอย่างเชือกหนัง ด้าย อะไรก็ได้หมดเลย มันเหมือนกับว่างานหัตถกรรมนี่อยู่ในดีเอ็นเอของคนบ้านเราเลยนะ ซึ่งเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์มาก” คุณรักษ์เล่าถึงการปรับตัวครั้งใหม่

นักออกแบบผู้ชอบการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลากว่า 30 ปี

นอกเหนือจากเรื่องของวัสดุใหม่ๆ ที่โยธกาหยิบมาใช้สร้างสรรค์เป็นเฟอร์นิเจอร์อย่างต่อเนื่องแล้ว คุณรักษ์ยังมองหาลูกเล่นและใส่ไอเดียสดใหม่ลงไปในงานอยู่อย่างสม่ำเสมอ ทั้งการทำให้การออกแบบเฟอร์นิเจอร์มีกลิ่นอายและจริตของแฟชั่น มีการหยิบเอางานศิลปะที่โดดเด่นจากหลายยุคหลายสมัยมาผสมผสานกับงานหัตถกรรม ทำให้เกิดเป็นลวดลายกราฟิก 

อย่างเช่นในช่วงนี้งานแบบบาโรกกำลังเป็นกระแสอยู่ ก็มีการหยิบมาผสมในงานออกแบบ ปรับเฟอร์นิเจอร์เดิมให้เอื้อต่อการใช้งานรูปแบบใหม่ๆ อย่างม้านั่งที่เอาไว้ใช้วางล้อมต้นไม้เป็นวงกลมสำหรับภายนอกอาคาร เก้าอี้สำหรับการนั่งเตี้ยๆ แบบอิหร่าน การเอางานหัตถกรรมจากอารยธรรมอื่นมาประยุกต์ใช้ เช่น งานถักเชือกแบบมาคราเม่ (Macramé) ซึ่งเป็นการสานถักที่มีต้นกำเนิดในอาหรับ ไปจนถึงการได้เห็นเก้าอี้ที่ช่างในโรงงานทำกันขึ้นมาเล่นๆ ก็ตาม ล้วนแล้วแต่ถูกคุณรักษ์หยิบมาประยุกต์ใช้กับงานของโยธกาทั้งหมด

“เก้าอี้บางตัวได้ไปเห็นจากที่ช่างทำขึ้นมาเพื่อใช้นั่งเล่นกันเองภายในโรงงาน ผมเห็นแล้วปิ๊งเลยหยิบมาออกแบบใหม่ จนไปเข้าตาเพื่อนและถูกซื้อใช้ในงานแฟชั่นโชว์ ซึ่งมันดูแหวกแตกต่างมากๆ พอมีคนเห็นกันเยอะก็มีรุ่นพี่ที่รู้จักโทรเข้ามาสั่งซื้อเก้าอี้ตัวนั้นมาใช้งานอีกทีด้วย 

ช่วงหลังมีคนพูดกันเยอะว่างานหัตถกรรมมันเริ่มแพร่หลายมากขึ้น ทีนี้งานของโยธกาแม้เราจะหยิบยืมงานหัตถกรรมของที่อื่นมา แต่ก็ต้องขายความเป็นตัวตนแบบคนตะวันออกเข้าไป หรือดัดแปลงให้มันเป็นแบบที่ชาติอื่นทำไม่ได้ เช่น ใช้งานสานหลายๆ แบบมาผสมเข้าด้วยกันคล้ายเทคนิคงานศิลปะแบบคอลลาจ คือถ้าเราไปทำงานหัตถกรรมแบบลายหลุยส์ของฝรั่งเศส เขาไม่จำเป็นต้องมาซื้อของเราก็ได้นะ” คุณรักษ์เล่าถึงการหยิบจับไอเดียใหม่มาใช้ โดยที่ยังคงความเป็นตัวตนไว้ได้

คุณรักษ์หาแรงบันดาลใจในการทำงานยังไงบ้าง ถึงสร้างงานได้ต่อเนื่องมาขนาดนี้ ผมถามต่อ

“ตอนที่มาทำหนังสือเล่มนี้ ผมเพิ่งมารวบรวมงานตัวเองทั้งหมด และได้เห็นว่าตัวเองเป็นคนชอบงานที่มีลักษณะเส้นๆ ทั้งโครงสร้างของเก้าอี้ ไปจนถึงการสานที่เป็นเหมือนงานกราฟิก ทั้งหมดนั้นเป็นเส้นหมดเลย ผมก็ตอบไม่ได้ว่ามันมาจากไหน ถ้าให้คิดคงเหมือนกับเวลาผมเดินทางไปเจออะไรมามากๆ แล้วเจอของที่สวยๆ สักชิ้น ซึ่งไม่ได้จำกัดแค่เฟอร์นิเจอร์ แต่หมายถึงทั้งงานสถาปัตยกรรม เครื่องประดับ วินโดว์ดิสเพลย์ สเปซที่ว่างต่างๆ ทั้งงานแบบหรูหราหรืองานชาวบ้าน 

“มันเหมือนสมองเราเก็บสะสมไว้เป็นคลัง แล้วเวลาที่ต้องการใช้เราก็ค่อยเรียกมันออกมา แรงบันดาลใจในการออกแบบของผมคือประสบการณ์ของชีวิต ไม่ใช่การไปเห็นนกเหยี่ยวหรืออีกาอะไรแบบนั้น”

ผมเลยสงสัยต่อว่า แล้วงานออกแบบที่ดีหรือนักออกแบบที่ดีในมุมมองของคุณรักษ์นั้นเป็นอย่างไร

“งานออกแบบที่ดีสำหรับผมอาจจะฟังดูเป็นสูตรสำเร็จนะ คือมันต้องมีฟังก์ชันการใช้งานที่ดี เช่น ใช้งานดี ดูแลรักษาง่าย ตอบโจทย์ของผู้ซื้อ อาจจะไม่ต้องสวยที่สุดก็ได้ อย่างเก้าอี้พลาสติกที่ใช้กันตามร้านแผงลอยหรือตามงานศพ หน้าตามันไม่ค่อยดี แต่ฟังก์ชันมันโคตรดีเลย อันนั้นสำหรับผมก็ถือว่ามันเป็นงานออกแบบที่ดีนะ 

“อีกเรื่องหนึ่ง ความสวยงามเป็นเรื่องที่มีหลายระดับและเป็นเรื่องเฉพาะตัว อย่างเวลาที่ผมไปเป็นกรรมการตัดสินงานประกวดต่างๆ ผมจะพยายามไม่เอาความชอบของตัวเองมาตัดสิน เพราะความสวยงามมันมีมิติอื่นๆ มาเกี่ยวข้องด้วย อย่างก่อนหน้านี้คนชอบใส่กางเกงขาบาน ถ้าเราใส่กางเกงขาเล็กๆ ก็ถือว่าไม่สวย อะไรแบบนี้ 

“แต่สำหรับนักออกแบบที่ดี ควรเป็นคนช่างสังเกตและมีความรู้สึกที่ไวต่อสิ่งต่างๆ มีสายตาที่เฉียบและเฉี่ยว คุณต้องมองในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น และคุณต้องมองเห็นความงามมากกว่าที่คนอื่นเห็น ผมว่านักออกแบบและศิลปินที่ประสบความสำเร็จมักจะมีสองสิ่งนี้” คุณรักษ์ตอบ

ก่อนที่จะร่ำลากันผมถามคุณรักษ์ว่า สิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากการทำงานออกแบบมากว่า 30 ปีคืออะไร

“ผมได้เรียนรู้ในเรื่องการอยู่รอด การปรับตัว และไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง ทั้งกับตัวเองและธุรกิจของตัวเองเลย วิถีชีวิตเปลี่ยนไปตลอดเวลา เฟอร์นิเจอร์มันก็ต้องเปลี่ยนไปตลอดด้วยเช่นกัน เฟอร์นิเจอร์ที่เป็นทางการมากๆ คนก็ไม่ชอบนั่งกันแล้ว หรือเก้าอี้นั่งซักผ้าที่เดี๋ยวนี้คนไม่นั่งซักผ้าด้วยมือแล้ว มันก็ค่อยๆ หายไป”

คุณรักษ์-สุวรรณ คงขุนเทียน

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

In Design

วิธีคิดและแรงบันดาลใจของนักออกแบบที่น่าทำความรู้จัก

ภาพเขียนการ์ตูนลายเส้นสนุกสนาน สีสันหวานแหววสะดุดตา ประกายกลิตเตอร์วะแวววะวับ คาแรกเตอร์กึ่งคนกึ่งสัตว์ชวนให้คิดถึงแอนิเมชันเรื่องโปรดในวัยเยาว์ เนื้อหนังมังสาเป็นขนฟูนุ่มน่าสัมผัส ขัดแย้งกับเนื้อหาเสียดสีนานาประเด็นร้อนในสังคม ตั้งแต่ปัญหาธรรมชาติไปจนถึงการเมือง

ประติมากรรมรูปหล่อน้องเหมียวเพศเมียนั่งกอดเข่า ส่งสายตาละห้อยหาปนโศก หว่างขามีแม่กุญแจไซส์โตล็อกกางเกงในเหล็กไว้อย่างรัดกุม ถัดออกมาไม่ไกลคือลูกกุญแจ ถึงดูผิวเผินน่ารัก แต่เบื้องหลังทุกมุมโค้งเว้าล้วนแฝงไปด้วยนัยยะทางประวัติศาสตร์ การกดขี่ทางเพศ และความทรมานของอิสตรีทั้งสิ้น

ศิลปินนักออกแบบการ์ตูนสีสดที่ซ่อนประเด็นสังคม ธรรมชาติ จนถึงการเมือง

นี่คือฝีไม้ลายมือของ ยุรี เกนสาคู ศิลปินนักออกแบบลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น ผู้มีผลงานเป็นเอกลักษณ์ผ่านหูผ่านตาเราตลอดเวลา

ยุรี เกนสาคู

เรารู้จักเธออย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อคราวไปชมผลงาน ‘Atmosfear : บรรยากาศมาคุ’ ที่ 100 Tonson Gallery ภาพจิตรกรสาวร่างเล็กยืนตวัดฝีแปรง ประจงลากเส้นต่อจุดบนผนังสูงเกือบเป็น 2 เท่าอย่างทะมัดทะแมงประทับอยู่ในความทรงจำตั้งแต่นั้นมา สิงสาราสัตว์นับสิบรายล้อมผนังทั้ง 4 ด้าน แม้ดูตลกขบขัน แต่ล้วนเดินทางออกมาจากก้นบึ้งแห่งความกลัวของผู้วาดมันขึ้นมาทั้งสิ้น

ศิลปินนักออกแบบการ์ตูนสีสดที่ซ่อนประเด็นสังคม ธรรมชาติ จนถึงการเมือง
ยุรี เกนสาคู ศิลปินนักออกแบบลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น

จนเมื่องาน BAB 2020 ปีที่ผ่านมา เธอจัดแสดงภาพเขียนมาสเตอร์พีซ ‘Bleu Blanc Rouge’ ในตึก The PARQ หลังกลับมาจากฝรั่งเศสในฐานะศิลปินพำนัก (Artist Residency) แถมจับมือกับคริสตัลในโปรเจกต์ Crystal x Yuree ออกแบบฉลากขวดน้ำสุดเก๋ มีทั้งเต่าทะเลนักดำน้ำ พะยูนคู่หูแม่ลูก วาฬยักษ์ใจดี และนางเงือกชุบแป้งทอด

ล่าสุด เราได้คุยกับเธอสั้นๆ ในงาน Bangkok Illustration Fair 2021 จึงถือโอกาสชวนเธอมานั่งลงสนทนายาวๆ อีกครั้ง เกี่ยวกับตัวตนและผลงาน ย้อนรอยเบื้องหลังคาแรกเตอร์สุดน่ารักที่เธอชุบชีวิตขึ้นบนผืนผ้าใบ มิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ ถุงผ้า เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม ไปจนถึงประติมากรรมรูปหล่อสุดคิวต์ ฉบับยุรี เกนสาคู

01

Put the Right Girl to the Right Place

หมุนทวนเข็มนาฬิกาย้อนเวลากลับไปสมัยยังเป็นเด็กหญิงยุรี แววตาเป็นประกายของเธอจับจ้องดีไซน์คาแรกเตอร์ตัวการ์ตูนตามบรรจุภัณฑ์ที่พบเห็นในชีวิตประจำวันด้วยความชอบ ทั้งถุงขนม ของเล่นกระจุกกระจิก หนังการ์ตูน ค่อยๆ ซึมและซับเข้าสู่ห้วงคำนึงอย่างแนบเนียน รู้ตัวอีกทีก็ต้องใจราวกับต้องมนตร์นะจังงังเรียบร้อยแล้ว

แต่พอได้เห็นพี่ชายนักเรียนช่างศิลป์ต้องฝึกทักษะการวาดพื้นฐาน กลับมองว่าหมดสนุกและไม่ใช่แนวทางที่ตนสนใจ เพราะไม่เหมือนกับการขีดเส้นตามจินตนาการเป็นตัวการ์ตูนสุดโปรดอย่างเจ้าตัวถนัด

“แต่ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองมีพรสวรรค์เลยนะ” ศิลปินหญิงกล่าวถ่อมตัวตามประสาคนมากฝีมือ

หลังอกหักจากระบบสอบคัดเลือกเข้าเรียนต่อระดับอุดมศึกษา ยุรีบ่ายหน้าสู่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ สถานที่ซึ่งเปิดประตูบานกว้างอ้าออกต้อนรับเหล่ามนุษย์ผู้มีความคิดสร้างสรรค์

ยุรี เกนสาคู ศิลปินนักออกแบบการ์ตูนสีสดที่ซ่อนประเด็นสังคม ธรรมชาติ จนถึงการเมือง

“โชคดีตรงได้เรียนที่ที่เหมาะกับเรา จำได้ครั้งหนึ่งตอนฝึกวาดสีน้ำมัน เราก็จัดสโตรกหนักๆ เป็นภาพพื้นผิวอะไรสักอย่างแปะบนแบกกราวนด์แบนเรียบ แทนที่จะทำอากาศให้ฟุ้งหน่อย ไม่มีเอกภาพเลย ปรากฏว่าอาจารย์ไม่ตำหนิอะไรเลยสักคำ บางครั้งวาดลดทอนแบบบิดๆ เบี้ยวๆ แนวหลีกหนีความเป็นจริง กลับได้คะแนนดีด้วยซ้ำ เพราะความคิดและสไตล์เรามีค่ามากกว่าแค่ความเหมือนจริง”

ยุรีพาตัวเองเข้าไปอยู่ถูกที่ถูกทาง เหมือนนักกีฬาดาวรุ่งได้โค้ชมากฝีมือมาช่วยเทรน บ่มเพาะจนสุกงอมพร้อมทาน สบกับโอกาสพิเศษที่ได้รับ ซึ่งนับเป็นหมุดหมายแห่งการก้าวเข้าสู่วงการศิลปะเต็มตัวของเธออย่างเป็นทางการ

“ตอนเรียนไม่เคยมั่นใจว่าจะอยู่รอดได้ด้วยอาชีพศิลปิน ช่วงนั้นพ่อผู้เป็นรายได้เดียวของครอบครัวเพิ่งเสีย ยิ่งต้องคิดหนักว่าจะไปทางนี้ต่อดีไหม เผอิญหลังเรียนจบ มหาวิทยาลัยทำโครงการร่วมกับพื้นที่สองสามแห่ง เปิดโอกาสให้คนที่ยังไม่เคยจัดนิทรรศการเดี่ยว มาสร้างและขายผลงานของตัวเอง ปรากฏว่าเราได้รับคัดเลือก ทำให้มีแกลเลอรี่เข้ามาติดต่อและขายผลงานได้เกือบหมด จึงตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะเดินทางนี้ต่อไป”

ยุรี เกนสาคู ศิลปินนักออกแบบการ์ตูนสีสดที่ซ่อนประเด็นสังคม ธรรมชาติ จนถึงการเมือง

เจ้าตัวแอบกระซิบว่าถ้างานครั้งนั้นแป้ก ก็คงหักเลี้ยวไปสายออกแบบเพื่อการค้าอย่างเดียว ปิดตายลงกลอนประตูศิลปินไฟน์อาร์ต ไม่ได้เขียนภาพโชว์ตามแกลเลอรี่หรืองานต่างๆ อย่างที่เห็นทุกวันนี้ควบคู่กันไปด้วย

02

แกงโฮะ

กลเม็ดเด็ดพรายของยุรี เกนสาคู คือการหยิบคว้าเรื่องราวนอกกรอบหลากหลาย ตั้งแต่ตำนานปกรณัม นิทานพื้นบ้าน ประวัติศาสตร์ ไปจนถึงแง่มุมในก้นบึ้งแห่งตัวตนของเธอ ทั้งความกลัวและความสนใจต่อประเด็นต่างๆ ในสังคม กลั่นกรองออกมาเป็นทั้งผลงานพาณิชยศิลป์และวิจิตรศิลป์

“นอกจากโจทย์ใหญ่ซึ่งครอบไว้ ก็พยายามสำรวจตัวเองว่าขณะนั้นสนใจเรื่องไหนเป็นพิเศษอยู่บ้าง พอได้ไอเดียคร่าวๆ ก็พยายามแตกแขนงความคิดให้เหนือคาด อย่างงาน Nagabi Transferry ในเทศกาล Thailand Biennale 2018 ที่กระบี่ เราสนใจเรื่องตำนาน จึงเอานิทานพื้นบ้านเรื่องการเกิดเกาะของภาคใต้มาเป็นธีม มียักษ์ นาค เขานางนอน เป็นเนื้อหาในการวาดภาพลงบนเรือและทำประติมากรรม

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ

“หรือชิ้น The Prophecy of 24 March 2019 จัดแสดงที่ถังแกลเลอรี่ ช่วงนั้นเริ่มสนใจเรื่องการเมืองเพราะเป็นปีที่มีการเลือกตั้งครั้งแรกหลังจากการยึดอำนาจ เลยโยงเอาคำทำนายอนาคตเรื่องนารีขี่ม้าขาว มาผสมผสานกับความเชื่อแบบจีนซึ่งปรากฏบนปฏิทินแบบฉีก วาดขึ้นใหม่โดยเปลี่ยนคนบนหลังม้าจากชายเป็นหญิงแทน” เธอเล่ารายละเอียดการออกแบบอย่างฉะฉาน

ความคิดสร้างสรรค์น่าจะเป็นสารตั้งต้นสำคัญที่ทำให้ยุรีเลือกเฟ้นวัตถุดิบแปลกตามายำรวมกันได้อย่างแซ่บนัว แต่หากสืบสาวราวเรื่องไปถึงต้นตอ จะพบว่าไอเดียสนุกๆ ของเธอก่อกำเนิดขึ้นจากนิสัยขี้เบื่อหน่ายสไตล์ศิลปิน อยากทำให้ตัวเองอยู่กับงานได้จนตลอดรอดฝั่ง เพราะงานบางชิ้นก็กินเวลาถึงค่อนปีกว่าจะสำเร็จ

“คือพี่เป็นคนไม่ชอบแก้งาน” นักออกแบบตรงข้ามเราเปลี่ยนประเด็นพลางหัวเราะ

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ

“พอรับบรีฟมาแล้วมีไอเดีย จะรีบปรึกษาลูกค้าทันทีว่าถ้าทำแบบนี้โอเคไหม อีกอย่างคือต้องทำรีเสิร์ชให้แม่นมาก ต้องทั้งลึกซึ้งและกว้างขวาง อย่างตอนทำกระเป๋าผ้าลดโลกร้อนให้ โลตัส (Lotus’s) ก็ศึกษาละเอียด สัตว์ชนิดไหนได้รับผลกระทบจากขยะอย่างไรบ้าง ทุกอย่างต้องมีความหมายเสมอ

“จะวาดหรือออกแบบอะไรก็ต้องให้ชัวร์ประมาณหนึ่ง ไม่ให้โดนด่าว่าไม่มีความรู้ สมัยก่อนไม่กล้า เพราะรู้สึกว่ายังอ่านไม่มาก แต่ตอนนี้เปลี่ยนความคิดแล้ว ถ้าถึงจุดที่พร้อมพูดเพราะมั่นใจในข้อมูลก็ทำเลย เพราะหากกลัวจนขึ้นสมอง คงไม่ได้ทำอะไรกันพอดี อย่างนั้นไม่ต้องไปเป็นนักวิชาการก่อนแล้วค่อยมาเป็นจิตรกรหรอ” โทนเสียงสดใสเจือหัวเราะในลำคอ กลบเนื้อหาเสียดสีระหว่างบรรทัดได้อย่างอยู่หมัด ไม่ต่างอะไรกับผลงานของเธอ

เพราะผสานสารพัดเรื่องราวเข้าด้วยกันได้อย่างกลมกล่อม คุมประเด็นได้เฉียบคม ผลงานของยุรีจึงเป็นเหมือนแกงโฮะแห่งเรื่องราว ที่แม่ครัวประจำหม้อนั้นมากฝีมือและประสบการณ์ รู้จักวัตถุดิบอย่างถ่องแท้ ปรุงเป็นอาหารรสเลิศจนกินได้ไม่มีเบื่อ รู้ตัวอีกทีก็อ้วนพีด้วยความเอิบอิ่มใจในผลงาน

03

Sugar Coating

ตัวการ์ตูนหลุดจากโลกความจริง สีสันฉูดฉาดเด่นชัดถนัดตา สถานที่และเวลาพร่าเลือนราวกับอยู่ในเทพนิยาย แต่สอดแฝงเรื่องราวหนักแน่นเข้มข้นอย่างชาญฉลาด คือสไตล์จากปลายพู่กันของศิลปินลูกครึ่งคนนี้

“แบบปัจจุบัน เริ่มก่อตัวตอนไหนไม่รู้เหมือนกัน รู้แค่ว่าเบื่อโลก ชอบวาดอะไรไม่เหมือนจริง เพื่อหลีกหนีสิ่งที่เราเห็นด้วยตา เน้นสัตว์เพราะมันน่ารัก อยู่ใกล้แล้วมีความสุข ตรงไปตรงมากว่ามนุษย์ ส่วนสีสันของงานมาจากรสนิยม เราชอบความสนุกสนาน ทำอย่างไรก็ได้ให้อยู่บนโลกนี้โดยไม่ประสาทแดกไปก่อน เลยแปรสิ่งไม่ดีให้สวยงาม ลดทอนความโหดร้ายนองเลือดลง โดยยังคงความไม่ดีเอาไว้ เหมือนกับแอบด่าคนด้วยคำพูดเพราะๆ (หัวเราะ) เพื่ออย่างน้อยที่สุดจะได้เข้าใจและใช้ชีวิตอยู่กับมันง่ายขึ้น”

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการหยิบประเด็นดาร์กๆ มาเคลือบน้ำตาล นำเสนอในรูปแบบสำเร็จรูปพร้อมทาน หลายครั้งมีส่วนช่วยลับคมให้สารัตถะ ซึ่งงานศิลปะหรืองานดีไซน์จะกระซิบบอกแก่ผู้ชมเป็นนัยๆ แต่ก็ยังอดสงสัยไม่ได้อยู่ดีว่ารูปแบบเช่นนี้จะไปลดทอนเบียดบังเนื้อหาแท้จริงของงานหรือเปล่า

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ

“ไม่คิดว่าลดทอน แค่เป็นวิธีหนึ่งในการนำเสนอมากกว่า” เธอปฏิเสธด้วยน้ำเสียงถ้อยที

“งานตรงไปตรงมาไม่ค่อยสนุก บางคนอาจชอบเพราะมีพลัง แต่ผลงานย่อมสะท้อนผู้สร้าง เราไม่ใช่คนบู๊ก้าวร้าว เกลียดใครก็ด่า อยากนำเสนอแบบ Soft Power มากกว่า จึงพยายามประนีประนอม แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่สื่อสารได้ว่าเราต้องการอะไร และจัดแสดงเป็นสาธารณะหรือใช้เพื่อการค้าได้อย่างปลอดภัย เพราะถ้ารุนแรงสุดโต่งก็อาจจะไม่มีที่ทาง”

ฉะนั้น การเล่นแร่แปรธาตุ พลิกเอาความหมายแท้จริงซ้อนลึกลงไปข้างใน ไม่ใช่การแสดงทักษะอันฉกาจอย่างคนอวดดี แต่เป็นกุศโลบายอันสุขุมคัมภีร์ที่เปิดโอกาสให้งานเดินทางอย่างสาธารณะ เข้าสู่ห้วงกระแสความนึกคิดของคนหมู่มากได้ตามประสาเครื่องมืออันมี Soft Power ดั่งเจ้าตัวว่าต่างหาก

04

“ของจริงไม่ได้แบนเหมือนในภาพนะ”

หากไม่นับเอกลักษณ์ซึ่งถูกจริตตรงใจเราอย่างเต็มเปา อีกเหตุผลที่ต้องปรี่ไปชมผลงานเธอด้วยตาเนื้อทุกคราว คือบรรดารายละเอียดสนุกๆ ที่กล้องถ่ายภาพเล่าต่อไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

“เราอยากให้คนมาดูว่าของจริงไม่ได้แบนเหมือนในภาพนะ ถ้ามาดูจะเห็นพื้นผิวของการคอลลาจ ใช้ประกาย กลิตเตอร์ ขน ผ้า มาผสมให้งานสนุกขึ้น

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ
เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ

“อย่างชิ้น เรื่อสำเภาหัวแดง (Red Beak Junk Ship) ล่าสุดที่ล้ง 1919 เราเชื่อมโยงกับสถานที่ การค้า ความเชื่อของคนจีนเกี่ยวกับการเดินเรือ หยิบเอาผ้าแพรซึ่งเคยซื้อเก็บไว้ตอนไปเมืองจีน และสั่งผ้ากระสอบใหม่เพื่อมาใช้ในงาน ด้านล่างของภาพก็มีเรือสำเภาจีน ใช้เสริมฮวงจุ้ยมาตั้งคู่กัน ช่วยสื่อถึงการค้าขาย พอมีสิ่งพวกนี้งานจะน่าตื่นเต้นขึ้น”

ถ้าบอกว่างานของยุรีในยุคนี้มันหยดแล้ว ย้อนกลับไปสมัยก่อนหน้ามันยิ่งกว่าหลายเท่า เพราะเธอเล่นสนุกกับภาพลายเส้นตัวเองได้อย่างเหนือชั้นสุดๆ ตั้งแต่ทำปกอัลบั้มและมิวสิกวิดีโอในโปรเจกต์ Pry&May-T ไปจนถึงแอนิเมชัน ‘วิฬาร์ทวาทศ’ บนผนังถ้ำในนิทรรศการ ‘สภาวการณ์-มนุษย์-เมือง บทสนทนาในถ้ำ’ ที่ถ้ำจอมพล จังหวัดราชบุรี

“โปรเจกต์ Pry&May-T พี่เม (เมธี น้อยจินดา แห่งวงโมเดิร์นด็อก) ชวนไปทำ เป็นครั้งแรกสำหรับแอนิเมชันเลย เราตีความจากอารมณ์เพลง เพราะเนื้อร้องเหมือนบทกวีมาก ลายเส้นทุกอย่างมาจากเราทั้งหมด แต่การทำให้ขยับมีทีมงานหลังบ้านเอาไปทำต่อ ยุรีพึ่งพาคนทำกราฟิกค่อนข้างเยอะเพราะเราไม่รู้ขั้นตอน ไม่รู้ว่าอะไรได้หรือไม่ได้

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ
เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ

“ส่วนที่ถ้ำจอมพล อาจารย์สาครินทร์ เครืออ่อน ชวนไปดูไซต์ว่าทำอะไรได้บ้าง ท่านมัดมือมัดขาเราด้วยการห้ามวาดภาพ ยุรีเลยทำงานคาแรกเตอร์ เป็นแอนิเมชันเรื่อง นางสิบสอง แทนเพราะเข้ากับโลเคชันและมีดนตรี ที่ยุรีและพี่เมเล่นประกอบเรื่อง อย่างเพลง Can’t Take My Eyes off You เล่นคู่ไปกับฉากที่นางสิบสองไม่มีลูกตา ยกเว้นนางเภา แม่ของพระรถเสน ที่เหลือตาอยู่ข้างเดียว” นักออกแบบหญิงถ่ายทอดประสบการณ์โปรเจกต์นั้นอย่างสนุกสนาน

นางเงือกชุบแป้งทอดบนเครื่องซักผ้าบุเบี้ยว แมวเหมียวนั่งกอดเขาโดยใส่กางเกงในเหล็กล็อกเอาไว้ นอกจากจะเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงที่ทำให้ใครหลายคนหยุดชะงักจนต้องเหลียวหลังกลับมามอง ยังยืนยันได้ด้วยว่ายุรีไม่ได้เป็นเซียนแค่บนผืนกระดาษผ้าใบเท่านั้น

“เราเริ่มต้นจากภาพวาดก่อนแล้วค่อยมาหัดทำประติมากรรมทีหลัง เพราะชอบให้มีงานหลายแบบจัดแสดงพร้อมกัน เพื่อให้ภาพรวมมีมิติและพลังมากขึ้น ชิ้นแรกคือ Gogi Chan Sitting on the Eternal Waste แล้วก็หัวเรือ Nagabi Transferry ทำเป็นนาค ตามมาด้วยสาวน้อยแม่กุญแจ (Lady Key) และล่าสุดคือ Broken Victoria ประติมากรรมเทพีแห่งชัยชนะปีกหักสภาพสะบักสะบอม เราทำขึ้นเพื่อใช้คู่กับภาพ Bleu Blanc Rouge และภาพ Louis XVI ในงาน BAB 2020

“ประติมากรรมมีเรื่องให้คำนึงเยอะมาก หลักๆ คือทุน แพงกว่าจิตรกรรมเยอะ ไหนจะที่เก็บอีก แล้วเราไม่ได้มาสายนี้ จะทำขายก็กลัวขายไม่ได้”

ยุรีมองว่าการสร้างสรรค์งานศิลปะหลากหลายประเภทควบคู่ไปกับการทำงานดีไซน์ คือหนึ่งในกระบวนการเติบโต (ส่วนตัว) ของเธอ เพราะชีวิตมีหลากหลายด้าน ศิลปะแต่ละประเภท งานดีไซน์แต่ละชนิด มีวิถีทางในการดำเนินไปสู่ผู้เสพแตกต่างกัน แนวทางสนุกเร้าใจเช่นนี้ จึงคอยเติมแรงไฟแห่งการสร้างสรรค์ของเธอลุกโชนขึ้นอยู่ทุกวี่วัน และเปิดประตูแห่งโอกาสให้กางกว้าง 

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ
05

ศิลปินพำนัก

นิทรรศการ The Adventure of Momotaro Girl จัดแสดงที่ Yokohama Museum of Art เมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น เมื่อ ค.ศ. 2007

ภาพ Bleu Blanc Rouge ในงาน BAB 2020 ผลงานจากเมืองลา โรแชล (La Rochelle) ประเทศฝรั่งเศส

งานทั้งคู่นี้ นอกจากเป็นผลิตผลที่ได้รับคัดเลือกไปเป็นศิลปินพำนัก (Artist Residency) ยังการันตีฝีมือของ ยุรี เกนสาคู ได้ครบจบในตัว

เทคนิคหนึ่งที่เราได้จากการฟังเธอเล่า คือการพยายามหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับสถานที่และโจทย์ที่ได้รับ

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ

“ตอนไปญี่ปุ่น ก็นั่งทบทวนกับตัวเองว่าเรามีอะไรเกี่ยวกับประเทศนี้ไหม ตอนนั้นเพิ่งเรียนจบไม่นาน ยังหน่อมแน้มอยู่เลย ไปอยู่ต่างแดนคนเดียวก็เหงา พอดีพักอยู่ตึกชื่อ ‘โตโฮ’ เลยใช้เป็นชื่อเล่นของผลงานว่า ‘โฮโต’ หมายถึง ร้องไห้หนักมาก แล้วพอไปเดินตามร้านฮาร์ดแวร์ เจอบล็อกแก้วรูปทรงคล้ายตึกนี้ เลยซื้อมาใช้ ทำงานไซส์จิ๋วในนั้น มีคนนั่ง เปิดทีวี จำลองเหมือนเป็นตัวเรา

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ

“ฝรั่งเศสครั้งล่าสุด พอทำการบ้านจริงๆ พบว่ามีเรื่องราวเชื่อมโยงเยอะมาก การ์ตูน Barbapapa ช่อง 11 ที่เคยดูตอนเด็ก วรรณกรรมเรื่อง สามทหารเสือ ที่เราเคยไปวาดปกให้ แถมมีฉากหนึ่งเกิดในเมืองลา โรแชล ที่เราไปพอดี รวมทั้งการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่อง กุหลาบแวร์ซาย” เธออธิบายถึงวิธีการทำงานรูปแบบเฉพาะตัว

และโอกาสได้ไปท่องโลกกว้างในฐานะศิลปินพำนัก รวมถึงการสร้างและจัดแสดงงานในเมืองนอกเมืองนามานักต่อนัก ทั้งรัสเซีย ญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน และสิงคโปร์ นี้เอง คือส่วนผสมสำคัญที่ช่วยหล่อหลอมวิธีคิดในการทำงานเชิงพาณิชยศิลป์ของยุรีให้แพรวพราวขึ้น

“การทำงานด้านคอมเมอร์เชียลไม่ใช่การเล่าเรื่องของตัวเอง เราเลยต้องพยายามคิดเชื่อมโยงกับโจทย์ให้ได้มากที่สุด เพื่อจะได้เข้าใจงานและค้นคว้าข้อมูลมาบิดเล่นได้สนุกกว่าเดิม เราว่าศิลปะทำให้คนเรามีอะไรอย่างอื่นในชีวิต ไม่ใช่แค่การวาดรูปเพื่อทำมาหากิน แต่งานดีไซน์สวยๆ ลวดลายตามสมุด หนังสือ กระเป๋า ขวดน้ำ คือความสุขเล็กๆ น้อยๆ คือสุนทรียะประจำวันที่หลายคนอาจมองไม่เห็นว่าสำคัญ” ศิลปินยืนยัน ก่อนย้ำว่าการทำงานกับคนอื่นสนุกมาก และถ้าเขาไม่มาชวน ก็คงไม่ได้สร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ แบบนี้

06

แฝดคนละฝา

ยุรีผู้คร่ำหวอดทั้งในวงการศิลปะและวงการออกแบบ จึงต้องคอยบริหารจัดการทรัพยากรซึ่งมีมูลค่าทางสุนทรียะสูงให้เหมาะเหม็งกับประเภทงานทั้ง 2 แขนง ที่เรียกว่าเป็นแฝดคนละฝากัน

“เราไม่ได้มองว่าอะไรมีค่ามากกว่าอะไร” เธอรีบออกตัวทันควัน คำพูดเดินทางไวไม่แพ้ความคิด

“เพราะสองอย่างนี้ต่างกันชัดเจน คนละโจทย์เลยด้วยซ้ำ แค่ต้องจูนตัวเองให้เข้ากับแพลตฟอร์มที่เปลี่ยนไปให้ได้เท่านั้น อย่าหลงทาง ยุรีจะไม่เอาบางอย่างในจิตรกรรมไปแปะลงตามบรรจุภัณฑ์สิ่งของ เพราะธรรมชาติของจิตรกรรมมันอยู่ได้แค่บนผืนผ้าใบหรือกระดาษเท่านั้น ไปอยู่บนกล่องขนมก็ไม่เหมาะ”

“งานคอมเมอร์เชียลสนุกตรงได้เล่าเรื่องคนอื่นด้วยวิธีการของเรา แต่มักมีข้อจำกัดบางอย่าง เช่น ห้ามการเมือง ห้ามเลือดสาด ดังนั้น ความท้าทายหลักคือการวาดเรื่องความโหดร้ายของโชคชะตาปนอยู่อย่างไรให้น่ารัก เช่น การวาดคนแก่ คนพิการ มันต้องปรับโหมดและปรับตัวตามลูกค้าเยอะเหมือนกัน เพราะเราไม่ได้มาจากสายกราฟิก”

แต่หลายคนมักไม่ยอมปรับตัวตามใคร ให้อารมณ์ศิลปินนำทาง การยอมโอนอ่อนผ่อนปรนและลดสัดส่วนตัวตนที่ปรุงแต่งในงานอย่างเหมาะสม ทำให้คุณสูญเสียตัวตนบ้างไหม-เราข้องใจ

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ

“ก็ต้องยอมเสียไปนิดหนึ่ง แต่เราไม่มีปัญหากับเรื่องนี้ นิสัยของเราค่อนข้างประนีประนอมอยู่แล้ว ขอจบงานแบบยังรักกันดีกว่า อย่างเคสโทรศัพท์มือถือ เราต้องลดทอนรายละเอียดลงไปเยอะมาก จากเดิมที่ต้องวาดเยอะๆ ให้เต็ม กลายเป็นเหลือแค่ตัวเดียว นั่นแปลว่าเรายิ่งต้องใส่ใจกับทุกอย่างมากขึ้นไปอีก ความจริงไม่ได้แย่เลยนะ” คู่สนทนาเบรกอารมณ์ได้ทันจังหวะ

แล้วคุณมีเกณฑ์ในการเลือกรับงานอย่างไร คือคำถามสุดท้ายจากเรา

“ความน่าสนใจของงานเป็นหลัก ไม่ฝืนใจเรามาก จะบอกว่าไม่เกี่ยวกับตังค์เลยก็ไม่ใช่ ถ้าไม่สนุกเท่าไหร่แต่ค่าตอบแทนสมน้ำสมเนื้อและโอกาสเวลาเหมาะกันก็ได้ จ๊อบไหนรู้สึกแย่ที่ต้องทำก็ไม่รับ อย่างไปวาดแบบส่วนตัวมีคนเห็นไม่กี่คน แล้วมาโขกสับกดราคาเราอีก ก็ขอปฏิเสธ แต่งานเอาต์ดอร์ที่มีความหมายต่อคนส่วนมาก เราได้สื่อสารอะไรด้วย เงินนิดเดียวก็ทำให้ได้” ยุรีทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม

ยุรี เกนสาคู ศิลปินนักออกแบบลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น

ต่อไปนี้คือ 5 ผลงานสุดจ๊าบของยุรี เกนสาคู ที่ไม่ได้มีดีแค่สีสันน่ารัก แต่ยังแฝงความหมายนัยยะเอาไว้ได้อย่างแยบยล 

Hot Pot Sweet Dream (2014)

Moscow International Biennale for Young Artist

ทำในงาน Moscow International Biennale for Young Artists เนื้อหาเกี่ยวกับสันติภาพ เวลาบีบมาก ทำแค่สิบเจ็ดวันเอง ชิ้นนี้ไม่ได้สำคัญแค่ในเชิงตัวงานที่ได้รู้จักรัสเซียมากขึ้นนะ แต่สำคัญในเชิงประสบการณ์และความท้าทายด้วย

Atmos Fear : บรรยากาศมาคุ (2016 – 2017)

Atmos Fear : บรรยากาศมาคุ (2016 - 2017)

Painting Installation นี้เป็นเหมือนการห่อหุ้มผู้ชมด้วยภาพจิตรกรรม ชอบเพราะมีพลังมากๆ เหมือนสร้างโลกเล็กๆ ไว้แล้วให้ผู้ชมก็เข้าไปอยู่ข้างในได้เลย

Gogi Chan Sitting on the Eternal Waste (2017)

ยุรี เกนสาคู ศิลปินนักออกแบบลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น

น้องเงือกเป็นประติมากรรมชิ้นแรกที่ทำในเชิงเทคนิค ท้าทายเพราะเรายังใหม่มาก ยิ่งเล่นกับรายละเอียด เช่น ตรงสีชมพูเคลือบมุกสีม่วง ตรงสีเหลืองเคลือบมุกสีส้ม ใช้ฝาเครื่องซักผ้าจริง ส่วนเชิงเนื้อหา การทำประติมากรรมโดดๆ ออกมาตัวเดียว แปลว่ามันต้องเล่าเรื่องจบภายในตัวเอง เราเลยต้องคิดละเอียดถี่ถ้วนมากขึ้นไปอีก

Nagabi Transferry (2018)

ยุรี เกนสาคู ศิลปินนักออกแบบลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น

การได้รับโจทย์เป็นจังหวัดกระบี่ทำให้เราต้องรีเสิร์ชเยอะ ทั้งยังเป็นงาน Size-specific มากๆ การวาดจึงต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมว่าเวลาไปอยู่ในเซ็ตแล้วจะเป็นอย่างไร แถมมีประติมากรรมหัวเรือด้วย แต่พอทำเสร็จแล้วโคตรภูมิใจ เพราะมันเป็นเหมือนเรือประจำเทศกาล จบงานแล้วเขาก็ยังใช้ขนส่งคนได้จริงอยู่จนถึงทุกวันนี้

BLEU BLANC ROUGE (2020)

ยุรี เกนสาคู ศิลปินนักออกแบบลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น

สำคัญในเชิงประสบการณ์ แม้วิธีการทำงานคือการหาความเกี่ยวข้องระหว่างเรากับสถานที่ แต่สุดท้ายก็คือการทำความเข้าใจตัวเองนั่นแหละ เนื้อหาค่อนข้างหนักทำให้เราต้องอ่านเยอะ แต่ยิ่งอ่านยิ่งสนุก พอเอามาใส่ขนต่อที่ไทยยิ่งชอบมากขึ้นเพราะดูไม่แบน ถือว่าเป็นชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่ง

ภาพผลงานบางส่วน : ยุรี เกนสาคู

ภาพเขียนการ์ตูนลายเส้นสนุกสนาน สีสันหวานแหววสะดุดตา ประกายกลิตเตอร์วะแวววะวับ คาแรกเตอร์กึ่งคนกึ่งสัตว์ชวนให้คิดถึงแอนิเมชันเรื่องโปรดในวัยเยาว์ เนื้อหนังมังสาเป็นขนฟูนุ่มน่าสัมผัส ขัดแย้งกับเนื้อหาเสียดสีนานาประเด็นร้อนในสังคม ตั้งแต่ปัญหาธรรมชาติไปจนถึงการเมือง

ประติมากรรมรูปหล่อน้องเหมียวเพศเมียนั่งกอดเข่า ส่งสายตาละห้อยหาปนโศก หว่างขามีแม่กุญแจไซส์โตล็อกกางเกงในเหล็กไว้อย่างรัดกุม ถัดออกมาไม่ไกลคือลูกกุญแจ ถึงดูผิวเผินน่ารัก แต่เบื้องหลังทุกมุมโค้งเว้าล้วนแฝงไปด้วยนัยยะทางประวัติศาสตร์ การกดขี่ทางเพศ และความทรมานของอิสตรีทั้งสิ้น

ศิลปินนักออกแบบการ์ตูนสีสดที่ซ่อนประเด็นสังคม ธรรมชาติ จนถึงการเมือง

นี่คือฝีไม้ลายมือของ ยุรี เกนสาคู ศิลปินนักออกแบบลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น ผู้มีผลงานเป็นเอกลักษณ์ผ่านหูผ่านตาเราตลอดเวลา

ยุรี เกนสาคู

เรารู้จักเธออย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อคราวไปชมผลงาน ‘Atmosfear : บรรยากาศมาคุ’ ที่ 100 Tonson Gallery ภาพจิตรกรสาวร่างเล็กยืนตวัดฝีแปรง ประจงลากเส้นต่อจุดบนผนังสูงเกือบเป็น 2 เท่าอย่างทะมัดทะแมงประทับอยู่ในความทรงจำตั้งแต่นั้นมา สิงสาราสัตว์นับสิบรายล้อมผนังทั้ง 4 ด้าน แม้ดูตลกขบขัน แต่ล้วนเดินทางออกมาจากก้นบึ้งแห่งความกลัวของผู้วาดมันขึ้นมาทั้งสิ้น

ศิลปินนักออกแบบการ์ตูนสีสดที่ซ่อนประเด็นสังคม ธรรมชาติ จนถึงการเมือง
ยุรี เกนสาคู ศิลปินนักออกแบบลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น

จนเมื่องาน BAB 2020 ปีที่ผ่านมา เธอจัดแสดงภาพเขียนมาสเตอร์พีซ ‘Bleu Blanc Rouge’ ในตึก The PARQ หลังกลับมาจากฝรั่งเศสในฐานะศิลปินพำนัก (Artist Residency) แถมจับมือกับคริสตัลในโปรเจกต์ Crystal x Yuree ออกแบบฉลากขวดน้ำสุดเก๋ มีทั้งเต่าทะเลนักดำน้ำ พะยูนคู่หูแม่ลูก วาฬยักษ์ใจดี และนางเงือกชุบแป้งทอด

ล่าสุด เราได้คุยกับเธอสั้นๆ ในงาน Bangkok Illustration Fair 2021 จึงถือโอกาสชวนเธอมานั่งลงสนทนายาวๆ อีกครั้ง เกี่ยวกับตัวตนและผลงาน ย้อนรอยเบื้องหลังคาแรกเตอร์สุดน่ารักที่เธอชุบชีวิตขึ้นบนผืนผ้าใบ มิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ ถุงผ้า เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม ไปจนถึงประติมากรรมรูปหล่อสุดคิวต์ ฉบับยุรี เกนสาคู

01

Put the Right Girl to the Right Place

หมุนทวนเข็มนาฬิกาย้อนเวลากลับไปสมัยยังเป็นเด็กหญิงยุรี แววตาเป็นประกายของเธอจับจ้องดีไซน์คาแรกเตอร์ตัวการ์ตูนตามบรรจุภัณฑ์ที่พบเห็นในชีวิตประจำวันด้วยความชอบ ทั้งถุงขนม ของเล่นกระจุกกระจิก หนังการ์ตูน ค่อยๆ ซึมและซับเข้าสู่ห้วงคำนึงอย่างแนบเนียน รู้ตัวอีกทีก็ต้องใจราวกับต้องมนตร์นะจังงังเรียบร้อยแล้ว

แต่พอได้เห็นพี่ชายนักเรียนช่างศิลป์ต้องฝึกทักษะการวาดพื้นฐาน กลับมองว่าหมดสนุกและไม่ใช่แนวทางที่ตนสนใจ เพราะไม่เหมือนกับการขีดเส้นตามจินตนาการเป็นตัวการ์ตูนสุดโปรดอย่างเจ้าตัวถนัด

“แต่ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองมีพรสวรรค์เลยนะ” ศิลปินหญิงกล่าวถ่อมตัวตามประสาคนมากฝีมือ

หลังอกหักจากระบบสอบคัดเลือกเข้าเรียนต่อระดับอุดมศึกษา ยุรีบ่ายหน้าสู่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ สถานที่ซึ่งเปิดประตูบานกว้างอ้าออกต้อนรับเหล่ามนุษย์ผู้มีความคิดสร้างสรรค์

ยุรี เกนสาคู ศิลปินนักออกแบบการ์ตูนสีสดที่ซ่อนประเด็นสังคม ธรรมชาติ จนถึงการเมือง

“โชคดีตรงได้เรียนที่ที่เหมาะกับเรา จำได้ครั้งหนึ่งตอนฝึกวาดสีน้ำมัน เราก็จัดสโตรกหนักๆ เป็นภาพพื้นผิวอะไรสักอย่างแปะบนแบกกราวนด์แบนเรียบ แทนที่จะทำอากาศให้ฟุ้งหน่อย ไม่มีเอกภาพเลย ปรากฏว่าอาจารย์ไม่ตำหนิอะไรเลยสักคำ บางครั้งวาดลดทอนแบบบิดๆ เบี้ยวๆ แนวหลีกหนีความเป็นจริง กลับได้คะแนนดีด้วยซ้ำ เพราะความคิดและสไตล์เรามีค่ามากกว่าแค่ความเหมือนจริง”

ยุรีพาตัวเองเข้าไปอยู่ถูกที่ถูกทาง เหมือนนักกีฬาดาวรุ่งได้โค้ชมากฝีมือมาช่วยเทรน บ่มเพาะจนสุกงอมพร้อมทาน สบกับโอกาสพิเศษที่ได้รับ ซึ่งนับเป็นหมุดหมายแห่งการก้าวเข้าสู่วงการศิลปะเต็มตัวของเธออย่างเป็นทางการ

“ตอนเรียนไม่เคยมั่นใจว่าจะอยู่รอดได้ด้วยอาชีพศิลปิน ช่วงนั้นพ่อผู้เป็นรายได้เดียวของครอบครัวเพิ่งเสีย ยิ่งต้องคิดหนักว่าจะไปทางนี้ต่อดีไหม เผอิญหลังเรียนจบ มหาวิทยาลัยทำโครงการร่วมกับพื้นที่สองสามแห่ง เปิดโอกาสให้คนที่ยังไม่เคยจัดนิทรรศการเดี่ยว มาสร้างและขายผลงานของตัวเอง ปรากฏว่าเราได้รับคัดเลือก ทำให้มีแกลเลอรี่เข้ามาติดต่อและขายผลงานได้เกือบหมด จึงตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะเดินทางนี้ต่อไป”

ยุรี เกนสาคู ศิลปินนักออกแบบการ์ตูนสีสดที่ซ่อนประเด็นสังคม ธรรมชาติ จนถึงการเมือง

เจ้าตัวแอบกระซิบว่าถ้างานครั้งนั้นแป้ก ก็คงหักเลี้ยวไปสายออกแบบเพื่อการค้าอย่างเดียว ปิดตายลงกลอนประตูศิลปินไฟน์อาร์ต ไม่ได้เขียนภาพโชว์ตามแกลเลอรี่หรืองานต่างๆ อย่างที่เห็นทุกวันนี้ควบคู่กันไปด้วย

02

แกงโฮะ

กลเม็ดเด็ดพรายของยุรี เกนสาคู คือการหยิบคว้าเรื่องราวนอกกรอบหลากหลาย ตั้งแต่ตำนานปกรณัม นิทานพื้นบ้าน ประวัติศาสตร์ ไปจนถึงแง่มุมในก้นบึ้งแห่งตัวตนของเธอ ทั้งความกลัวและความสนใจต่อประเด็นต่างๆ ในสังคม กลั่นกรองออกมาเป็นทั้งผลงานพาณิชยศิลป์และวิจิตรศิลป์

“นอกจากโจทย์ใหญ่ซึ่งครอบไว้ ก็พยายามสำรวจตัวเองว่าขณะนั้นสนใจเรื่องไหนเป็นพิเศษอยู่บ้าง พอได้ไอเดียคร่าวๆ ก็พยายามแตกแขนงความคิดให้เหนือคาด อย่างงาน Nagabi Transferry ในเทศกาล Thailand Biennale 2018 ที่กระบี่ เราสนใจเรื่องตำนาน จึงเอานิทานพื้นบ้านเรื่องการเกิดเกาะของภาคใต้มาเป็นธีม มียักษ์ นาค เขานางนอน เป็นเนื้อหาในการวาดภาพลงบนเรือและทำประติมากรรม

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ

“หรือชิ้น The Prophecy of 24 March 2019 จัดแสดงที่ถังแกลเลอรี่ ช่วงนั้นเริ่มสนใจเรื่องการเมืองเพราะเป็นปีที่มีการเลือกตั้งครั้งแรกหลังจากการยึดอำนาจ เลยโยงเอาคำทำนายอนาคตเรื่องนารีขี่ม้าขาว มาผสมผสานกับความเชื่อแบบจีนซึ่งปรากฏบนปฏิทินแบบฉีก วาดขึ้นใหม่โดยเปลี่ยนคนบนหลังม้าจากชายเป็นหญิงแทน” เธอเล่ารายละเอียดการออกแบบอย่างฉะฉาน

ความคิดสร้างสรรค์น่าจะเป็นสารตั้งต้นสำคัญที่ทำให้ยุรีเลือกเฟ้นวัตถุดิบแปลกตามายำรวมกันได้อย่างแซ่บนัว แต่หากสืบสาวราวเรื่องไปถึงต้นตอ จะพบว่าไอเดียสนุกๆ ของเธอก่อกำเนิดขึ้นจากนิสัยขี้เบื่อหน่ายสไตล์ศิลปิน อยากทำให้ตัวเองอยู่กับงานได้จนตลอดรอดฝั่ง เพราะงานบางชิ้นก็กินเวลาถึงค่อนปีกว่าจะสำเร็จ

“คือพี่เป็นคนไม่ชอบแก้งาน” นักออกแบบตรงข้ามเราเปลี่ยนประเด็นพลางหัวเราะ

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ

“พอรับบรีฟมาแล้วมีไอเดีย จะรีบปรึกษาลูกค้าทันทีว่าถ้าทำแบบนี้โอเคไหม อีกอย่างคือต้องทำรีเสิร์ชให้แม่นมาก ต้องทั้งลึกซึ้งและกว้างขวาง อย่างตอนทำกระเป๋าผ้าลดโลกร้อนให้ โลตัส (Lotus’s) ก็ศึกษาละเอียด สัตว์ชนิดไหนได้รับผลกระทบจากขยะอย่างไรบ้าง ทุกอย่างต้องมีความหมายเสมอ

“จะวาดหรือออกแบบอะไรก็ต้องให้ชัวร์ประมาณหนึ่ง ไม่ให้โดนด่าว่าไม่มีความรู้ สมัยก่อนไม่กล้า เพราะรู้สึกว่ายังอ่านไม่มาก แต่ตอนนี้เปลี่ยนความคิดแล้ว ถ้าถึงจุดที่พร้อมพูดเพราะมั่นใจในข้อมูลก็ทำเลย เพราะหากกลัวจนขึ้นสมอง คงไม่ได้ทำอะไรกันพอดี อย่างนั้นไม่ต้องไปเป็นนักวิชาการก่อนแล้วค่อยมาเป็นจิตรกรหรอ” โทนเสียงสดใสเจือหัวเราะในลำคอ กลบเนื้อหาเสียดสีระหว่างบรรทัดได้อย่างอยู่หมัด ไม่ต่างอะไรกับผลงานของเธอ

เพราะผสานสารพัดเรื่องราวเข้าด้วยกันได้อย่างกลมกล่อม คุมประเด็นได้เฉียบคม ผลงานของยุรีจึงเป็นเหมือนแกงโฮะแห่งเรื่องราว ที่แม่ครัวประจำหม้อนั้นมากฝีมือและประสบการณ์ รู้จักวัตถุดิบอย่างถ่องแท้ ปรุงเป็นอาหารรสเลิศจนกินได้ไม่มีเบื่อ รู้ตัวอีกทีก็อ้วนพีด้วยความเอิบอิ่มใจในผลงาน

03

Sugar Coating

ตัวการ์ตูนหลุดจากโลกความจริง สีสันฉูดฉาดเด่นชัดถนัดตา สถานที่และเวลาพร่าเลือนราวกับอยู่ในเทพนิยาย แต่สอดแฝงเรื่องราวหนักแน่นเข้มข้นอย่างชาญฉลาด คือสไตล์จากปลายพู่กันของศิลปินลูกครึ่งคนนี้

“แบบปัจจุบัน เริ่มก่อตัวตอนไหนไม่รู้เหมือนกัน รู้แค่ว่าเบื่อโลก ชอบวาดอะไรไม่เหมือนจริง เพื่อหลีกหนีสิ่งที่เราเห็นด้วยตา เน้นสัตว์เพราะมันน่ารัก อยู่ใกล้แล้วมีความสุข ตรงไปตรงมากว่ามนุษย์ ส่วนสีสันของงานมาจากรสนิยม เราชอบความสนุกสนาน ทำอย่างไรก็ได้ให้อยู่บนโลกนี้โดยไม่ประสาทแดกไปก่อน เลยแปรสิ่งไม่ดีให้สวยงาม ลดทอนความโหดร้ายนองเลือดลง โดยยังคงความไม่ดีเอาไว้ เหมือนกับแอบด่าคนด้วยคำพูดเพราะๆ (หัวเราะ) เพื่ออย่างน้อยที่สุดจะได้เข้าใจและใช้ชีวิตอยู่กับมันง่ายขึ้น”

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการหยิบประเด็นดาร์กๆ มาเคลือบน้ำตาล นำเสนอในรูปแบบสำเร็จรูปพร้อมทาน หลายครั้งมีส่วนช่วยลับคมให้สารัตถะ ซึ่งงานศิลปะหรืองานดีไซน์จะกระซิบบอกแก่ผู้ชมเป็นนัยๆ แต่ก็ยังอดสงสัยไม่ได้อยู่ดีว่ารูปแบบเช่นนี้จะไปลดทอนเบียดบังเนื้อหาแท้จริงของงานหรือเปล่า

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ

“ไม่คิดว่าลดทอน แค่เป็นวิธีหนึ่งในการนำเสนอมากกว่า” เธอปฏิเสธด้วยน้ำเสียงถ้อยที

“งานตรงไปตรงมาไม่ค่อยสนุก บางคนอาจชอบเพราะมีพลัง แต่ผลงานย่อมสะท้อนผู้สร้าง เราไม่ใช่คนบู๊ก้าวร้าว เกลียดใครก็ด่า อยากนำเสนอแบบ Soft Power มากกว่า จึงพยายามประนีประนอม แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่สื่อสารได้ว่าเราต้องการอะไร และจัดแสดงเป็นสาธารณะหรือใช้เพื่อการค้าได้อย่างปลอดภัย เพราะถ้ารุนแรงสุดโต่งก็อาจจะไม่มีที่ทาง”

ฉะนั้น การเล่นแร่แปรธาตุ พลิกเอาความหมายแท้จริงซ้อนลึกลงไปข้างใน ไม่ใช่การแสดงทักษะอันฉกาจอย่างคนอวดดี แต่เป็นกุศโลบายอันสุขุมคัมภีร์ที่เปิดโอกาสให้งานเดินทางอย่างสาธารณะ เข้าสู่ห้วงกระแสความนึกคิดของคนหมู่มากได้ตามประสาเครื่องมืออันมี Soft Power ดั่งเจ้าตัวว่าต่างหาก

04

“ของจริงไม่ได้แบนเหมือนในภาพนะ”

หากไม่นับเอกลักษณ์ซึ่งถูกจริตตรงใจเราอย่างเต็มเปา อีกเหตุผลที่ต้องปรี่ไปชมผลงานเธอด้วยตาเนื้อทุกคราว คือบรรดารายละเอียดสนุกๆ ที่กล้องถ่ายภาพเล่าต่อไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

“เราอยากให้คนมาดูว่าของจริงไม่ได้แบนเหมือนในภาพนะ ถ้ามาดูจะเห็นพื้นผิวของการคอลลาจ ใช้ประกาย กลิตเตอร์ ขน ผ้า มาผสมให้งานสนุกขึ้น

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ
เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ

“อย่างชิ้น เรื่อสำเภาหัวแดง (Red Beak Junk Ship) ล่าสุดที่ล้ง 1919 เราเชื่อมโยงกับสถานที่ การค้า ความเชื่อของคนจีนเกี่ยวกับการเดินเรือ หยิบเอาผ้าแพรซึ่งเคยซื้อเก็บไว้ตอนไปเมืองจีน และสั่งผ้ากระสอบใหม่เพื่อมาใช้ในงาน ด้านล่างของภาพก็มีเรือสำเภาจีน ใช้เสริมฮวงจุ้ยมาตั้งคู่กัน ช่วยสื่อถึงการค้าขาย พอมีสิ่งพวกนี้งานจะน่าตื่นเต้นขึ้น”

ถ้าบอกว่างานของยุรีในยุคนี้มันหยดแล้ว ย้อนกลับไปสมัยก่อนหน้ามันยิ่งกว่าหลายเท่า เพราะเธอเล่นสนุกกับภาพลายเส้นตัวเองได้อย่างเหนือชั้นสุดๆ ตั้งแต่ทำปกอัลบั้มและมิวสิกวิดีโอในโปรเจกต์ Pry&May-T ไปจนถึงแอนิเมชัน ‘วิฬาร์ทวาทศ’ บนผนังถ้ำในนิทรรศการ ‘สภาวการณ์-มนุษย์-เมือง บทสนทนาในถ้ำ’ ที่ถ้ำจอมพล จังหวัดราชบุรี

“โปรเจกต์ Pry&May-T พี่เม (เมธี น้อยจินดา แห่งวงโมเดิร์นด็อก) ชวนไปทำ เป็นครั้งแรกสำหรับแอนิเมชันเลย เราตีความจากอารมณ์เพลง เพราะเนื้อร้องเหมือนบทกวีมาก ลายเส้นทุกอย่างมาจากเราทั้งหมด แต่การทำให้ขยับมีทีมงานหลังบ้านเอาไปทำต่อ ยุรีพึ่งพาคนทำกราฟิกค่อนข้างเยอะเพราะเราไม่รู้ขั้นตอน ไม่รู้ว่าอะไรได้หรือไม่ได้

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ
เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ

“ส่วนที่ถ้ำจอมพล อาจารย์สาครินทร์ เครืออ่อน ชวนไปดูไซต์ว่าทำอะไรได้บ้าง ท่านมัดมือมัดขาเราด้วยการห้ามวาดภาพ ยุรีเลยทำงานคาแรกเตอร์ เป็นแอนิเมชันเรื่อง นางสิบสอง แทนเพราะเข้ากับโลเคชันและมีดนตรี ที่ยุรีและพี่เมเล่นประกอบเรื่อง อย่างเพลง Can’t Take My Eyes off You เล่นคู่ไปกับฉากที่นางสิบสองไม่มีลูกตา ยกเว้นนางเภา แม่ของพระรถเสน ที่เหลือตาอยู่ข้างเดียว” นักออกแบบหญิงถ่ายทอดประสบการณ์โปรเจกต์นั้นอย่างสนุกสนาน

นางเงือกชุบแป้งทอดบนเครื่องซักผ้าบุเบี้ยว แมวเหมียวนั่งกอดเขาโดยใส่กางเกงในเหล็กล็อกเอาไว้ นอกจากจะเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงที่ทำให้ใครหลายคนหยุดชะงักจนต้องเหลียวหลังกลับมามอง ยังยืนยันได้ด้วยว่ายุรีไม่ได้เป็นเซียนแค่บนผืนกระดาษผ้าใบเท่านั้น

“เราเริ่มต้นจากภาพวาดก่อนแล้วค่อยมาหัดทำประติมากรรมทีหลัง เพราะชอบให้มีงานหลายแบบจัดแสดงพร้อมกัน เพื่อให้ภาพรวมมีมิติและพลังมากขึ้น ชิ้นแรกคือ Gogi Chan Sitting on the Eternal Waste แล้วก็หัวเรือ Nagabi Transferry ทำเป็นนาค ตามมาด้วยสาวน้อยแม่กุญแจ (Lady Key) และล่าสุดคือ Broken Victoria ประติมากรรมเทพีแห่งชัยชนะปีกหักสภาพสะบักสะบอม เราทำขึ้นเพื่อใช้คู่กับภาพ Bleu Blanc Rouge และภาพ Louis XVI ในงาน BAB 2020

“ประติมากรรมมีเรื่องให้คำนึงเยอะมาก หลักๆ คือทุน แพงกว่าจิตรกรรมเยอะ ไหนจะที่เก็บอีก แล้วเราไม่ได้มาสายนี้ จะทำขายก็กลัวขายไม่ได้”

ยุรีมองว่าการสร้างสรรค์งานศิลปะหลากหลายประเภทควบคู่ไปกับการทำงานดีไซน์ คือหนึ่งในกระบวนการเติบโต (ส่วนตัว) ของเธอ เพราะชีวิตมีหลากหลายด้าน ศิลปะแต่ละประเภท งานดีไซน์แต่ละชนิด มีวิถีทางในการดำเนินไปสู่ผู้เสพแตกต่างกัน แนวทางสนุกเร้าใจเช่นนี้ จึงคอยเติมแรงไฟแห่งการสร้างสรรค์ของเธอลุกโชนขึ้นอยู่ทุกวี่วัน และเปิดประตูแห่งโอกาสให้กางกว้าง 

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ
05

ศิลปินพำนัก

นิทรรศการ The Adventure of Momotaro Girl จัดแสดงที่ Yokohama Museum of Art เมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น เมื่อ ค.ศ. 2007

ภาพ Bleu Blanc Rouge ในงาน BAB 2020 ผลงานจากเมืองลา โรแชล (La Rochelle) ประเทศฝรั่งเศส

งานทั้งคู่นี้ นอกจากเป็นผลิตผลที่ได้รับคัดเลือกไปเป็นศิลปินพำนัก (Artist Residency) ยังการันตีฝีมือของ ยุรี เกนสาคู ได้ครบจบในตัว

เทคนิคหนึ่งที่เราได้จากการฟังเธอเล่า คือการพยายามหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับสถานที่และโจทย์ที่ได้รับ

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ

“ตอนไปญี่ปุ่น ก็นั่งทบทวนกับตัวเองว่าเรามีอะไรเกี่ยวกับประเทศนี้ไหม ตอนนั้นเพิ่งเรียนจบไม่นาน ยังหน่อมแน้มอยู่เลย ไปอยู่ต่างแดนคนเดียวก็เหงา พอดีพักอยู่ตึกชื่อ ‘โตโฮ’ เลยใช้เป็นชื่อเล่นของผลงานว่า ‘โฮโต’ หมายถึง ร้องไห้หนักมาก แล้วพอไปเดินตามร้านฮาร์ดแวร์ เจอบล็อกแก้วรูปทรงคล้ายตึกนี้ เลยซื้อมาใช้ ทำงานไซส์จิ๋วในนั้น มีคนนั่ง เปิดทีวี จำลองเหมือนเป็นตัวเรา

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ

“ฝรั่งเศสครั้งล่าสุด พอทำการบ้านจริงๆ พบว่ามีเรื่องราวเชื่อมโยงเยอะมาก การ์ตูน Barbapapa ช่อง 11 ที่เคยดูตอนเด็ก วรรณกรรมเรื่อง สามทหารเสือ ที่เราเคยไปวาดปกให้ แถมมีฉากหนึ่งเกิดในเมืองลา โรแชล ที่เราไปพอดี รวมทั้งการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่อง กุหลาบแวร์ซาย” เธออธิบายถึงวิธีการทำงานรูปแบบเฉพาะตัว

และโอกาสได้ไปท่องโลกกว้างในฐานะศิลปินพำนัก รวมถึงการสร้างและจัดแสดงงานในเมืองนอกเมืองนามานักต่อนัก ทั้งรัสเซีย ญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน และสิงคโปร์ นี้เอง คือส่วนผสมสำคัญที่ช่วยหล่อหลอมวิธีคิดในการทำงานเชิงพาณิชยศิลป์ของยุรีให้แพรวพราวขึ้น

“การทำงานด้านคอมเมอร์เชียลไม่ใช่การเล่าเรื่องของตัวเอง เราเลยต้องพยายามคิดเชื่อมโยงกับโจทย์ให้ได้มากที่สุด เพื่อจะได้เข้าใจงานและค้นคว้าข้อมูลมาบิดเล่นได้สนุกกว่าเดิม เราว่าศิลปะทำให้คนเรามีอะไรอย่างอื่นในชีวิต ไม่ใช่แค่การวาดรูปเพื่อทำมาหากิน แต่งานดีไซน์สวยๆ ลวดลายตามสมุด หนังสือ กระเป๋า ขวดน้ำ คือความสุขเล็กๆ น้อยๆ คือสุนทรียะประจำวันที่หลายคนอาจมองไม่เห็นว่าสำคัญ” ศิลปินยืนยัน ก่อนย้ำว่าการทำงานกับคนอื่นสนุกมาก และถ้าเขาไม่มาชวน ก็คงไม่ได้สร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ แบบนี้

06

แฝดคนละฝา

ยุรีผู้คร่ำหวอดทั้งในวงการศิลปะและวงการออกแบบ จึงต้องคอยบริหารจัดการทรัพยากรซึ่งมีมูลค่าทางสุนทรียะสูงให้เหมาะเหม็งกับประเภทงานทั้ง 2 แขนง ที่เรียกว่าเป็นแฝดคนละฝากัน

“เราไม่ได้มองว่าอะไรมีค่ามากกว่าอะไร” เธอรีบออกตัวทันควัน คำพูดเดินทางไวไม่แพ้ความคิด

“เพราะสองอย่างนี้ต่างกันชัดเจน คนละโจทย์เลยด้วยซ้ำ แค่ต้องจูนตัวเองให้เข้ากับแพลตฟอร์มที่เปลี่ยนไปให้ได้เท่านั้น อย่าหลงทาง ยุรีจะไม่เอาบางอย่างในจิตรกรรมไปแปะลงตามบรรจุภัณฑ์สิ่งของ เพราะธรรมชาติของจิตรกรรมมันอยู่ได้แค่บนผืนผ้าใบหรือกระดาษเท่านั้น ไปอยู่บนกล่องขนมก็ไม่เหมาะ”

“งานคอมเมอร์เชียลสนุกตรงได้เล่าเรื่องคนอื่นด้วยวิธีการของเรา แต่มักมีข้อจำกัดบางอย่าง เช่น ห้ามการเมือง ห้ามเลือดสาด ดังนั้น ความท้าทายหลักคือการวาดเรื่องความโหดร้ายของโชคชะตาปนอยู่อย่างไรให้น่ารัก เช่น การวาดคนแก่ คนพิการ มันต้องปรับโหมดและปรับตัวตามลูกค้าเยอะเหมือนกัน เพราะเราไม่ได้มาจากสายกราฟิก”

แต่หลายคนมักไม่ยอมปรับตัวตามใคร ให้อารมณ์ศิลปินนำทาง การยอมโอนอ่อนผ่อนปรนและลดสัดส่วนตัวตนที่ปรุงแต่งในงานอย่างเหมาะสม ทำให้คุณสูญเสียตัวตนบ้างไหม-เราข้องใจ

เจ้าของคาแรกเตอร์การ์ตูนสุดน่ารักในมิวสิกวิดีโอ แอนิเมชันบนผนังถ้ำ เคสโทรศัพท์ เรือเฟอร์รี่ ขวดน้ำดื่ม และประติมากรรมรูปหล่อ

“ก็ต้องยอมเสียไปนิดหนึ่ง แต่เราไม่มีปัญหากับเรื่องนี้ นิสัยของเราค่อนข้างประนีประนอมอยู่แล้ว ขอจบงานแบบยังรักกันดีกว่า อย่างเคสโทรศัพท์มือถือ เราต้องลดทอนรายละเอียดลงไปเยอะมาก จากเดิมที่ต้องวาดเยอะๆ ให้เต็ม กลายเป็นเหลือแค่ตัวเดียว นั่นแปลว่าเรายิ่งต้องใส่ใจกับทุกอย่างมากขึ้นไปอีก ความจริงไม่ได้แย่เลยนะ” คู่สนทนาเบรกอารมณ์ได้ทันจังหวะ

แล้วคุณมีเกณฑ์ในการเลือกรับงานอย่างไร คือคำถามสุดท้ายจากเรา

“ความน่าสนใจของงานเป็นหลัก ไม่ฝืนใจเรามาก จะบอกว่าไม่เกี่ยวกับตังค์เลยก็ไม่ใช่ ถ้าไม่สนุกเท่าไหร่แต่ค่าตอบแทนสมน้ำสมเนื้อและโอกาสเวลาเหมาะกันก็ได้ จ๊อบไหนรู้สึกแย่ที่ต้องทำก็ไม่รับ อย่างไปวาดแบบส่วนตัวมีคนเห็นไม่กี่คน แล้วมาโขกสับกดราคาเราอีก ก็ขอปฏิเสธ แต่งานเอาต์ดอร์ที่มีความหมายต่อคนส่วนมาก เราได้สื่อสารอะไรด้วย เงินนิดเดียวก็ทำให้ได้” ยุรีทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม

ยุรี เกนสาคู ศิลปินนักออกแบบลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น

ต่อไปนี้คือ 5 ผลงานสุดจ๊าบของยุรี เกนสาคู ที่ไม่ได้มีดีแค่สีสันน่ารัก แต่ยังแฝงความหมายนัยยะเอาไว้ได้อย่างแยบยล 

Hot Pot Sweet Dream (2014)

Moscow International Biennale for Young Artist

ทำในงาน Moscow International Biennale for Young Artists เนื้อหาเกี่ยวกับสันติภาพ เวลาบีบมาก ทำแค่สิบเจ็ดวันเอง ชิ้นนี้ไม่ได้สำคัญแค่ในเชิงตัวงานที่ได้รู้จักรัสเซียมากขึ้นนะ แต่สำคัญในเชิงประสบการณ์และความท้าทายด้วย

Atmos Fear : บรรยากาศมาคุ (2016 – 2017)

Atmos Fear : บรรยากาศมาคุ (2016 - 2017)

Painting Installation นี้เป็นเหมือนการห่อหุ้มผู้ชมด้วยภาพจิตรกรรม ชอบเพราะมีพลังมากๆ เหมือนสร้างโลกเล็กๆ ไว้แล้วให้ผู้ชมก็เข้าไปอยู่ข้างในได้เลย

Gogi Chan Sitting on the Eternal Waste (2017)

ยุรี เกนสาคู ศิลปินนักออกแบบลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น

น้องเงือกเป็นประติมากรรมชิ้นแรกที่ทำในเชิงเทคนิค ท้าทายเพราะเรายังใหม่มาก ยิ่งเล่นกับรายละเอียด เช่น ตรงสีชมพูเคลือบมุกสีม่วง ตรงสีเหลืองเคลือบมุกสีส้ม ใช้ฝาเครื่องซักผ้าจริง ส่วนเชิงเนื้อหา การทำประติมากรรมโดดๆ ออกมาตัวเดียว แปลว่ามันต้องเล่าเรื่องจบภายในตัวเอง เราเลยต้องคิดละเอียดถี่ถ้วนมากขึ้นไปอีก

Nagabi Transferry (2018)

ยุรี เกนสาคู ศิลปินนักออกแบบลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น

การได้รับโจทย์เป็นจังหวัดกระบี่ทำให้เราต้องรีเสิร์ชเยอะ ทั้งยังเป็นงาน Size-specific มากๆ การวาดจึงต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมว่าเวลาไปอยู่ในเซ็ตแล้วจะเป็นอย่างไร แถมมีประติมากรรมหัวเรือด้วย แต่พอทำเสร็จแล้วโคตรภูมิใจ เพราะมันเป็นเหมือนเรือประจำเทศกาล จบงานแล้วเขาก็ยังใช้ขนส่งคนได้จริงอยู่จนถึงทุกวันนี้

BLEU BLANC ROUGE (2020)

ยุรี เกนสาคู ศิลปินนักออกแบบลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น

สำคัญในเชิงประสบการณ์ แม้วิธีการทำงานคือการหาความเกี่ยวข้องระหว่างเรากับสถานที่ แต่สุดท้ายก็คือการทำความเข้าใจตัวเองนั่นแหละ เนื้อหาค่อนข้างหนักทำให้เราต้องอ่านเยอะ แต่ยิ่งอ่านยิ่งสนุก พอเอามาใส่ขนต่อที่ไทยยิ่งชอบมากขึ้นเพราะดูไม่แบน ถือว่าเป็นชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่ง

ภาพผลงานบางส่วน : ยุรี เกนสาคู

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

beautiful and bittersweetly

Photographer

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load