ปอ-ภราดล พรอำนวย เป็นนักดนตรีที่มีชื่อเสียงของจังหวัดเชียงใหม่ 

หลายคนรู้จักเขาในฐานะเจ้าของ North Gate Jazz Co-Op บาร์แจ๊ซชื่อดังที่คนรักเสียงดนตรีจากทั่วโลกแวะเวียนมาที่ร้านของเขา และอีกหลายคนรู้จักปอในฐานะนักเดินทาง ครั้งหนึ่งเขาเคยตัดสินใจเดินทางด้วยวิธีการโบกรถจากเชียงใหม่-ประเทศจีน และยังนั่งรถไฟสายทรานส์ไซบีเรียเข้าสู่ประเทศรัสเซีย โดยมีแซ็กโซโฟนคู่ใจเป็นเพื่อนร่วมทาง จนกลายมาเป็นเรื่องราวของมิตรภาพและเสียงดนตรีในหนังสือบันทึกการเดินทาง ลมใต้ปอด 

YoRice สาเกหวานไร้แอลกอฮอล์ที่ยกระดับข้าวไทย ช่วยเกษตรกรไทย และแก้ปัญหาขาดแคลนอาหาร

ตัวตนของปอไม่ได้ต่างอะไรกับศิลปินทั้งโลกที่ล้วนมีความช่างฝัน ปอเองมีความฝันที่อยากจะเห็นโลก เห็นผู้คนรอบข้างมีความสุข มีความเป็นอยู่ที่ดี และเขายังมีความกล้าลุกขึ้นมาลงมือทำในสิ่งที่ฝัน

นักดนตรีผู้นี้ตัดสินใจลุกขึ้นมาลงมือทำงานแก้ไขปัญหาสังคมต่างๆ ในเชียงใหม่ อาทิ ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมของเมือง เขาคิดโปรเจกต์ ‘มือเย็นเมืองเย็น’ ขึ้นมา เพื่อชวนคนเชียงใหม่หันมาเห็นความสำคัญของพื้นที่สีเขียวในเมือง และร่วมกันปลูกต้นไม้ให้เมืองเชียงใหม่เย็นขึ้น

โปรเจกต์ ‘ครัวกลาง‘ ที่ปอกับเพื่อนๆ ร่วมกันทำเพื่อมอบอาหารให้กับผู้ที่ขาดแคลนอาหารจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมถึงรณรงค์ให้แต่ละชุมชนมีครัวกลางช่วยเหลือตนเองได้ ซึ่งพัฒนาต่อมาเป็นโปรเจกต์ ‘ครัวงาน’ ที่นำเงินจากการระดุมทุนมาช่วยจ้างงานให้กับผู้คนที่ตกงานจากสถานการณ์โควิด-19 ทั้งที่ตัวเขาเองก็ตกงานจากคำสั่งให้ปิดสถานบันเทิง รวมถึงงดงานแสดงดนตรีต่างๆ แต่ก็ยังเลือกยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือผู้ที่ลำบากกว่า

YoRice สาเกหวานไร้แอลกอฮอล์ที่ยกระดับข้าวไทย ช่วยเกษตรกรไทย และแก้ปัญหาขาดแคลนอาหาร

ล่าสุดนักดนตรีและนักพัฒนาสังคมคนนี้เพิ่งประกาศอีกบทบาทของเขา ในฐานะเจ้าของแบรนด์เครื่องดื่มอามาซาเกะ (Amazake) สาเกหวานไร้แอลกอฮอล์จากข้าวไทย ได้ชื่อว่าเป็น Super Food สุดยอดอาหารเพื่อสุขภาพของชาวญี่ปุ่น ที่ออกจำหน่ายในนาม ‘YoRice’ แบรนด์เครื่องดื่มจากเชียงใหม่ของปอ นอกจากทำให้ผู้ดื่มได้สุขภาพที่ดีแก่ตัวเอง ทุกขวดที่อุดหนุนยังสนับสนุนความเป็นอยู่ของพี่น้องเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ทั่วประเทศ ช่วยส่งเสริมข้าวสายพันธุ์ไทยชนิดต่างๆ ในแต่ละพื้นที่ และช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนอาหารในค่ายผู้อพยพตามชายแดนไทยได้อีกด้วย 

เรียกว่า YoRice เป็นเครื่องดื่ม 4 in 1 ที่ช่วยบรรเทาปัญหาได้ถึง 4 ด้านในขวดเดียว

แบรนด์เครื่องดื่มอามาซาเกะจากข้าวไทยนี้ทำได้อย่างไร คำตอบจากปอนั้นมีอรรถรสไม่แพ้รสชาติเครื่องดื่มของเขาเลย

มองเห็นปัญหาข้าวไทย

YoRice สาเกหวานไร้แอลกอฮอล์ที่ยกระดับข้าวไทย ช่วยเกษตรกรไทย และแก้ปัญหาขาดแคลนอาหาร

“จากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ในเชียงใหม่ ทำให้ร้านของผมต้องปิด เพื่อนที่เป็นช่างภาพก็ไม่ค่อยมีงาน ช่วงระบาดรอบแรกผมกับเพื่อนๆ ยังพอมีกำลัง เลยชวนกันทำเรื่องอาหารชุมชน ทำครัวกลาง ช่วยเหลือคนขาดแคลนอาหาร

“ทีนี้มีเพื่อนๆ ที่ทำเรื่องกลุ่มผู้ไร้รัฐในค่ายผู้อพยพติดต่อมา เล่าให้ฟังว่านอกจากคนไทยแล้ว ยังมีคนชายขอบที่อยู่ในค่ายผู้อพยพ กำลังประสบปัญหาขาดแคลนอาหารจากคำสั่งปิดด่านทั้งหมด ซึ่งปกติเขาจะออกมาในพื้นที่ใกล้ๆ เพื่อทำงานเล็กๆ น้อยๆ แลกกับค่าอาหารกลับไป แต่พอมีการประกาศให้ปิดด่านทั้งหมด ทำให้ค่ายอพยพหกค่ายที่มีคนทั้งหมดหกพันคน มีเด็กสองพันห้าร้อยคน เด็กกำพร้าอีกพันสองร้อยห้าสิบคน ไม่มีข้าวกิน

“พอทราบปัญหาที่เกิดขึ้นในค่ายอพยพ ก็มาคิดว่าจะทำอะไรได้บ้าง กลุ่ม Shan State Refugee Committee (SSRC) บอกกับผมว่า ชาวบ้านขอข้าวหักหรือข้าวท่อนก็ได้ จริงๆ มันเป็นข้าวเหมือนกันนี่แหละ แต่ดันหัก ไม่สวย คนไม่กิน เอาไปให้หมูให้ไก่กินเป็นอาหาร จนในที่สุดเราก็ระดมทุนหาซื้อข้าวเหล่านั้นมาได้ในราคาถูก แต่ท้ายสุดเราจะต้องใช้วิธีระดมทุนแบบนี้ไปตลอดเหรอ ก็คงไม่ใช่ ผมจึงพยายามมองหาวิธีการที่ดีกว่าและยั่งยืนกว่านี้

“นอกจากนี้ การที่ผมเข้าไปทำงานเกี่ยวกับข้าวในคราวนั้น ยังทำให้ผมสงสัยเกี่ยวกับข้าวไทย ทั้งที่เราเป็นประเทศที่ส่งออกข้าวเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่ทำไมสภาพความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกรชาวนาถึงไม่ดีเลย ทำไมข้าวไทยถึงมูลค่าน้อย ทำไมเรากินข้าวอยู่ไม่กี่ชนิดทั้งที่ข้าวไทยมีตั้งหลากหลายสายพันธุ์ และทั้งที่เราเป็นผู้ผลิตข้าวอันดับต้นๆ ของโลก ทำไมถึงยังมีเหตุการณ์ขาดแคลนอาหารเกิดขึ้นได้” ปอกำลังตั้งคำถามกับ ‘ข้าวไทย’

YoRice สาเกหวานไร้แอลกอฮอล์ที่ยกระดับข้าวไทย ช่วยเกษตรกรไทย และแก้ปัญหาขาดแคลนอาหาร

ภูมิปัญญาญี่ปุ่น ยกระดับข้าวไทย

ขณะที่ปอกำลังเกิดความสงสัยอยู่นั้น นพ.ก้องเกียรติ เกษเพ็ชร์ คุณหมอที่เชื่อเรื่องการทานอาหารให้เป็นยา และทำงานวิจัยเรื่องข้าว ตลอดจนส่งเสริมเกษตรกรอินทรีย์มาตลอดหลายสิบปีก็ติดต่อมาหาเขาพอดี

“คุณหมอก้องเกียรติเสนอว่าจะส่งทีมนักวิจัยเรื่องข้าวเข้าไปช่วยในพื้นที่ ไปสอนให้พี่น้องปลูกข้าวเองได้ เป็นข้าวที่มีคุณภาพ ปลูกแบบอินทรีย์ ดีต่อคนกิน คนปลูก และสภาพแวดล้อมด้วย ซึ่งเรายินดีเป็นอย่างมาก แต่เรามองต่อไปว่าแค่นั้นอาจยังไม่พอ น่าจะมองหาวิธีที่จะทำให้เกิดการเพิ่มมูลค่าให้กับข้าวไทยได้ด้วย 

“หนึ่งในวิธีเพิ่มมูลค่าให้ข้าวไทยคือการเพิ่มคุณค่า คุณหมอเสนอไอเดียกับเราว่า ญี่ปุ่นมีอาหารชนิดหนึ่งเป็น Super Food ของเขา นั่นคือ อามาซาเกะ (Amazake) หรือสาเกหวานไม่มีแอลกอฮอล์ เกิดจากการหมักข้าวให้เกิดคุณค่าทางอาหารมากขึ้นด้วยโคจิ (Koji) ทีนี้ทุกอย่างเลยลงตัว เราจึงเกิดไอเดียลองรับซื้อข้าวไทยพันธุ์ต่างๆ ที่ได้จากพี่น้องเกษตรอินทรีย์รวมถึงผู้คนในค่ายอพยพ ไม่ว่าจะสวยหรือหัก มาแปรรูปให้เกิดมูลค่า และเล่าคุณค่าของข้าวแต่ละชนิดผ่านรสต่างๆ จนสุดท้ายเราจึงตัดสินใจทำผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มอามาซาเกะจากข้าวไทยภายใต้แบรนด์ YoRice ออกมา”

YoRice สาเกหวานไร้แอลกอฮอล์ที่ยกระดับข้าวไทย ช่วยเกษตรกรไทย และแก้ปัญหาขาดแคลนอาหาร
จากภูมิปัญญาอาหารของญี่ปุ่นสู่เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพจากข้าวพื้นบ้านไทย ที่ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรอินทรีย์ ส่งเสริมข้าวพันธุ์ไทยและแก้ปัญหาอาหารขาดแคลนในค่ายผู้อพยพ

อามาซาเกะคือเครื่องดื่มจากข้าวที่เกิดจากการหมักข้าวกับโคจิ เชื้อราชนิดหนึ่ง (Aspergillus Oryzae) ที่คนญี่ปุ่นนำมาใช้หมักข้าวหรือถั่ว เพื่อให้เชื้อราชนิดนี้เข้าไปทำปฏิกิริยาสร้างเอนไซม์และแบคทีเรียดีให้กับคนกิน คนกินจะมีระบบขับถ่ายที่ดี ได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้น ร่างกายแข็งแรง แม้แต่ในมิโสะหรือโชยุที่เราคุ้นเคยจากอาหารญี่ปุ่นก็ล้วนเกิดจากการหมักโคจิทั้งสิ้น นี่อาจเป็นเคล็ดลับที่ทำให้คนญี่ปุ่นมีอายุยืนก็เป็นได้ และเพื่อดึงคุณประโยชน์ของข้าวไทยแต่ละชนิดให้ออกมามากที่สุด YoRice จึงนำภูมิปัญญาการหมักอาหารของญี่ปุ่นนี้มาใช้ด้วย

แต่จู่ๆ จากนักดนตรีและช่างภาพจะหันมาจับงานธุรกิจเล็กๆ เกี่ยวกับข้าวและภูมิปัญญาการหมักอาหารด้วยเชื้อราของญี่ปุ่น แน่นอนว่ากว่าจะออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ได้ พวกเขาต้องเสียทั้งเหงื่อและน้ำตาไปไม่น้อยเลย

“แปดเดือนแรกเราใช้เวลาไปกับการศึกษาเฉพาะเรื่องข้าวเลยครับ ผมเป็นนักดนตรี เพื่อนอีกคนเป็นช่างภาพ เราต่างไม่เคยอินเรื่องข้าวมาก่อน เลยพยายามศึกษาหาความรู้ ซึ่งคุณหมอก้องเกียรติก็ส่งทีมนักวิจัยมาให้ความรู้กับเรา เราได้เรียนรู้ ได้ทดลองปลูกข้าวบนนาจริงๆ เราลงมือทำกันเมื่อหน้าฝนปีที่แล้ว นำเมล็ดพันธุ์มาหว่าน ถอนต้นกล้า มัดเป็นกำแช่น้ำ ลองไปปักดำ ทำทุกๆ ขั้นตอนที่เกษตรกรอินทรีย์ทำ เพื่อจะได้เข้าใจความรู้สึก ความลำบากของพวกเขา

“นอกจากการทดลองปลูกข้าว คุณหมอยังพาเราไปดูเกษตรกรอินทรีย์ในจังหวัดต่างๆ ที่ร่วมโปรเจกต์กับคุณหมอ ไปดูนาที่อำเภอแม่แตง ไปดูการปลูกข้าวสินเหล็ก ข้าวสีนิล ซึ่งเราเข้าใจเลยว่าการที่ชาวนาจะเปลี่ยนจากการใช้สารเคมีมาเป็นเกษตรอินทรีย์มันไม่ง่ายเลย เราก็ไปดูว่ามันไม่ง่ายยังไง คือเกษตรกรที่ใช้สารเคมีมาตลอด เพราะช่วยลดต้นทุนเรื่องแรงงานได้ คุณไม่ต้องไปเอาหอยเชอรี่ออก ไม่ต้องเอาหญ้าออก ไม่ต้องเอาแมลงออก เพราะมันเป็นเคมีน่ะ ไม่มีสิ่งมีชีวิตไหนจะมากินอยู่แล้วครับ…” ปอเว้นจังหวะ ก่อนจะพูดว่า  “กินไปมันก็ตาย”

จากภูมิปัญญาอาหารของญี่ปุ่นสู่เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพจากข้าวพื้นบ้านไทย ที่ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรอินทรีย์ ส่งเสริมข้าวพันธุ์ไทยและแก้ปัญหาอาหารขาดแคลนในค่ายผู้อพยพ

“สมมติมีนาอยู่ร้อยแปลง เราทำแบบอินทรีย์อยู่สิบแปลง นก หอยเชอรี่ สัตว์ต่างๆ ก็จะมาลงอยู่แค่สิบแปลงนี้  เพราะสัตว์รู้ว่าอันนี้ไม่ใช่สารเคมี ไม่อันตราย ชาวนาที่ทำแบบอินทรีย์จึงลำบาก แต่จะลำบากแค่ช่วงแรกๆ เพราะหลังจากที่ดินเริ่มฟื้น ผลผลิตก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ จนดินที่ปลูกไม่ต้องใส่ปุ๋ยก็ได้ผลผลิตดีแบบเดียวกัน แต่ที่สำคัญกว่าผลผลิตคือ สุขภาพของเขา มีคุณลุงคนหนึ่งตัดสินใจเปลี่ยนมาทำเกษตรแบบอินทรีย์ จากเคยเป็นโรคหอบหืด โรคที่เกิดจากพิษของการใช้สารเคมี พอลูกสาวเห็นว่าพ่อสุขภาพดีขึ้น เขาก็ดีใจและชวนชุมชนทำด้วยกัน จนกลายเป็นวิสาหกิจกุฉินารายณ์ ที่ปลูกอินทรีย์กันทั้งชุมชน นี่เป็นเรื่องที่คุณหมอเล่าให้ฟัง ซึ่งสร้างแรงบันดาลใจให้เรา 

“พอได้ลองลงพื้นที่ การที่เราอุดหนุนเกษตรอินทรีย์มันไม่ใช่แค่เพื่อตัวเราเอง แต่เพื่อชุมชนด้วย เราได้เห็นกับตาว่าชุมชนสุขภาพดีขึ้น และมีความยั่งยืน ไม่ต้องพึ่งสารเคมี เรื่องสุขภาพซื้อกันไม่ได้อยู่แล้ว และชุมชนนี้ยังสร้างแรงบันดาลใจให้กับชุมชนรอบๆ ที่จะขยายตัวเป็นเกษตรอินทรีย์ต่อไปด้วย เราอยากช่วยสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับเกษตรกรอินทรีย์ที่ได้พบ”

จากภูมิปัญญาอาหารของญี่ปุ่นสู่เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพจากข้าวพื้นบ้านไทย ที่ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรอินทรีย์ ส่งเสริมข้าวพันธุ์ไทยและแก้ปัญหาอาหารขาดแคลนในค่ายผู้อพยพ

“นอกจากเรื่องข้าว เราต้องศึกษาเรื่องโคจิที่ใช้หมักกับข้าวไทย ต้องมีห้องควบคุมอุณหภูมิเพื่อเลี้ยงโคจิ มีขั้นตอนการล้างข้าว เพื่อเอาไขมันที่เกาะเมล็ดข้าวออกไปให้ได้มากที่สุด การแช่ข้าว วิธีการนึ่งข้าวโดยไม่ให้น้ำไปโดนเมล็ด ทุกอย่างละเอียดอ่อนมาก เพราะเรากำลังทำงานกับสิ่งมีชีวิต

“เวลาจะเลี้ยงเชื้อโคจิ เราต้องแน่ใจว่าโคจิอยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะกับเขา แน่ใจว่าเขาจะแทงรากจนถึงใจกลางข้าวได้ เพราะเขาจะดึงเอาสารอาหารของข้าวออกมาได้เต็มที่ที่สุด ซึ่งเราได้คนญี่ปุ่นที่มีความรู้เรื่องนี้มาช่วยดูให้ในขั้นตอนที่เราหัดทำกัน แต่การเลี้ยงโคจิไม่ง่ายเลยครับ

“กว่าผมจะเข้าใจการเลี้ยงโคจิ ก็เสียทั้งเหงื่อทั้งน้ำตาไปหลายรอบ มันไม่ง่ายเลย” ปอย้ำ 

“การเลี้ยงโคจิยากชนิดที่ว่า เราคิดว่าทำสำเร็จแล้ว เราเริ่มทำแบรนด์มาแล้ว ฉลากมาแล้ว จะโพสต์ขายอยู่แล้ว แต่พอเราลองเอาโคจิมาทำเป็นอามาซาเกะ มันกลับไม่ใช่ ไม่อร่อย เราร่วงตรงนั้นเลยครับ เหมือนกับบิตคอยน์ที่มันร่วงตอนนี้” ปอหัวเราะสนุกก่อนเล่าต่อ “คือการทำโคจิล็อตหนึ่งต้องใช้เวลาเจ็ดสิบชั่วโมงกว่าจะรู้ว่ามันสำเร็จหรือไม่สำเร็จ เราทำอามาซาเกะหนึ่งรอบ ตั้งแต่หกโมงเช้าถึงสามทุ่ม มารู้ตอนสามทุ่มว่ากินไม่ได้ เจ็ดสิบชั่วโมงบวกกับสิบสี่ชั่วโมงกว่าจะรู้ว่ามันไม่ได้ นั่นแหละครับ ความยากของมันที่ทำให้เราเสียเหงื่อและน้ำตาไปเยอะกว่าจะสำเร็จ”

จากภูมิปัญญาอาหารญี่ปุ่นสู่ YoRice จากข้าวพื้นบ้านไทย ที่ช่วยเหลือเกษตรอินทรีย์ ส่งเสริมข้าวพันธุ์ไทยและแก้ปัญหาขาดแคลนอาหารในค่ายผู้อพยพ

สาเกหวานไร้แอลกอฮอล์และโคจิจากข้าวไทย

จากความพยายามกินเวลาหลายเดือน ในที่สุด YoRice ก็ผลิตออกมาจนสำเร็จ ได้การรับรองจาก อย. และเริ่มต้นทำตามพันธกิจที่วางไว้ โดยหยิบข้าวสายพันธุ์ไทยจากแต่ละพื้นที่มาทำเป็นรสชาติต่างๆ เช่น รสออริจินัลจากข้าวญี่ปุ่นและข้าวหอมมะลิ รสข้าวมะลินิลสุรินทร์จากจังหวัดสุรินทร์

อนาคตจะมีรสข้าวสินเหล็กจากอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งต่างให้รสชาติหวานนวลจากน้ำตาลเชิงซ้อน เกิดจากโคจิเข้าไปทำปฏิกิริยาเม็ดข้าว ถือเป็นน้ำตาลที่ดีต่อการบริโภค และการหมักข้าวแต่ละชนิดด้วยโคจิก็ยังทำให้อามาซาเกะแต่ละรสมีกลิ่นหอมหวนเฉพาะตัว

แม้กระทั่งฉลากบนบรรจุภัณฑ์แต่ละรสชาติ ก็ช่วยบอกเล่าคุณค่าของข้าวแต่ละชนิด รวมไปถึงเรื่องราวของผู้ปลูกข้าว ให้ผู้บริโภคได้รู้จักข้าวไทยชนิดต่างๆ มากขึ้น และยังเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่มีคุณค่าทางอาหาร ใช้ดื่มทดแทนนมสำหรับคนแพ้นมหรือคนทานมังสวิรัติได้ ที่สำคัญ สาเกหวานของ YoRice ไม่เติมน้ำตาลเพิ่มด้วย

ด้วยความโดดเด่นและแตกต่างจากเครื่องดื่มอื่นในท้องตลาด รวมถึงเรื่องราวภารกิจของแบรนด์ YoRice ที่เล่าออกไป ไม่นานผู้คนที่สนใจเรื่องข้าว เกษตรอินทรีย์ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ ก็เริ่มเข้ามาอุดหนุนสินค้ามากขึ้นเรื่อยๆ โดยปัจจุบันผู้ที่สนใจอุดหนุนเครื่องดื่มจากข้าวไทยพื้นบ้าน สำหรับชาวเชียงใหม่สั่งซื้อได้จากทางร้าน Din Cafe, สมถะ และริมปิง ซุปเปอร์มาร์เก็ต ส่วนคนกรุงเทพฯ อุดหนุนได้ที่ร้าน Rice สาระ และ Passion Food 

จากภูมิปัญญาอาหารของญี่ปุ่นสู่เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพจากข้าวพื้นบ้านไทย ที่ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรอินทรีย์ ส่งเสริมข้าวพันธุ์ไทยและแก้ปัญหาอาหารขาดแคลนในค่ายผู้อพยพ

ชีวิตดีขึ้นได้ด้วยข้าวไทย

ปัจจุบันพวกเขายังพยายามต่อยอดไปมากกว่าแค่เครื่องดื่ม ปอเล่าให้เราฟังว่า YoRice กำลังพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ นั่นก็คือ ไอศกรีมอามาซาเกะข้าวไทย และนอกจากผลิตภัณฑ์ ตัววัตถุดิบอย่างโคจิเอง YoRice ก็ทยอยนำเสนอสูตรทำอาหารต่างๆ ด้วยโคจิลงบนเพจของแบรนด์ อาทิ สูตรกับหมักแป้งขนมปังกับโคจิ สูตรการทำมิโซะเองที่บ้าน สูตรการหมักปลาด้วยโคจิกับเกลือ ซึ่งทาง YoRice โดยได้สูตรมาจาก เยาวดี ชูคง เจ้าของร้าน YakkaJon ที่เพิ่งเปลี่ยนชื่อเป็น Maadae Slow Fish Kitchen เพื่อให้ผู้ที่สนใจโคจิได้ลองนำไปประกอบอาหารเองได้ที่บ้าน

“ผมมองว่าสิ่งที่ YoRice ทำ คือการเป็นอาหารสุขภาพทางเลือก โดยเรามีโคจิเป็นทางเลือกในการประกอบอาหารให้มีคุณค่ามากขึ้น เหมือนที่เรานำเสนอการนำโคจิมาหมักกับแป้งขนมปัง จะทำให้ขนมปังที่คุณทำไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และเป็นที่นิยมในประเทศญี่ปุ่นด้วย อีกอย่างผมอยากนำเสนอทางเลือกของข้าวพื้นบ้านไทยที่มีถึงสองหมื่นสายพันธ์ุ ผมต้องการนำเสนอความหลากหลาย ผมอยากให้คนหันมาสนใจทางเลือกนี้เพราะมันสำคัญ

“ความหลากหลายที่เขาบอกว่ามันคือความยั่งยืน เป็นเช่นนั้นจริงๆ โดยเฉพาะเรื่องอาหาร ถ้าเราไม่รักษาไว้ ความหลากหลายที่เคยมีก็จะหายไป ไม่มีคนกิน ไม่มีคนปลูก ไม่มีคนเก็บเมล็ดพันธุ์ คุณค่าจากข้าวหลายๆ ชนิดในบ้านเราจะหายสาบสูญ และความหลากหลายยังรวมถึงเรื่องการกิน การกินที่หลากหลายสำคัญต่อสุขภาพ หมายความว่าถ้าคุณกินอาหารแบบเดิมซ้ำๆ ก็กลายเป็นโทษ แค่เรากินอะไรเหมือนเดิมทุกวัน เรายังกลืนไม่ลงเลย และการกินที่หลากหลายยังเป็นยาไปในตัว เพราะจะช่วยให้เรามีแบคทีเรียที่ดีในร่างกายที่หลากหลายขึ้นตามไปด้วย

“ข้าวเป็นตัวแทนของอาหารไทย การที่ YoRice ส่งเสริมให้คนหันมาปลูกข้าวพื้นบ้าน และปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นนวัตกรรมทางอาหารที่หลากหลาย ผมว่านี่เป็นจุดแข็งที่ประเทศไทยทำได้”

จากภูมิปัญญาอาหารญี่ปุ่นสู่ YoRice จากข้าวพื้นบ้านไทย ที่ช่วยเหลือเกษตรอินทรีย์ ส่งเสริมข้าวพันธุ์ไทยและแก้ปัญหาขาดแคลนอาหารในค่ายผู้อพยพ

ปัจจุบันเครื่องดื่มจากข้าวรสหวานนวลแถมยังดีต่อสุขภาพนี้กำลังได้รับความสนใจจากผู้คนจำนวนมาก เมื่อแบรนด์ยืนด้วยตนเองอย่างแข็งแรงแล้ว เขาตั้งใจจะนำกำไรทุกๆ 30 เปอร์เซ็นต์จากยอดขายไปช่วยเหลือเกษตรกรอินทรีย์และผู้ประสบภัยขาดแคลนอาหาร อย่างไรก็ตาม ปอไม่ได้มองว่าการแบ่งกำไรเพื่อไปสนับสนุนคือทั้งหมด แต่เขามองว่าทุกกระบวนการทำงานของ YoRice ตั้งแต่ขั้นตอนแรกก็ช่วยสนับสนุนผู้คนที่เขาตั้งใจช่วยเหลือได้

“ผมว่าการอุดหนุนสำคัญต่อกระบวนการมาก ไม่ใช่ว่าคุณประกอบธุรกิจให้ได้กำไร แล้วเอากำไรไปช่วยเหลือ ตั้งแต่เริ่มไปอุดหนุนเกษตรกรที่ปลูกแบบอินทรีย์ รับซื้อข้าวในราคายุติธรรม ทำงานร่วมกับนักวิจัยที่ให้องค์ความรู้กับภาคเกษตรกร นำเมล็ดข้าวหักที่หลายคนมองว่าไม่มีค่า มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่ามากขึ้น ระหว่างนั้นก็ทำงานให้องค์ความรู้ร่วมกับชุมชน ร่วมกับคนในสังคม ถ้าเหลือกำไรก็นำมาสนับสนุนให้เกิดเกษตรอินทรีย์มากขึ้น ส่วนผู้ไร้รัฐในค่ายอพยพ เราตั้งใจอุดหนุนข้าวอินทรีย์ที่เขาปลูกจากที่คุณหมอไปให้ความรู้ และนำกำไรมาช่วยเหลือในด้านต่างๆ ต่อไป

“YoRice เป็นแค่ส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อน เราพยายามช่วยแก้ไขปัญหาเท่าที่เราจะทำได้ แน่นอนว่าผมฝันถึงการเปลี่ยนแปลงในภาพใหญ่ แต่การจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนั้นได้ ต้องเกิดจากความร่วมมือหลายภาคส่วน ต้องได้รับการสนับสนุนจากนโยบายของภาครัฐ 

“ถ้า YoRice เป็นจุดเริ่มต้นให้คนหันมาเห็นความสำคัญของปัญหาที่เราพยายามนำเสนอ เห็นคุณค่าของข้าวไทย เห็นคุณค่าของผลิตภัณฑ์จากเกษตรอินทรีย์ เรื่องสุขภาพ สิ่งแวดล้อม รวมถึงความเป็นอยู่ของผู้คน ต่อไปคงมีผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากความตั้งใจดี และส่งผลไปสู่สิ่งดีๆ เยอะขึ้น ผมเชื่อว่าหลายปัญหาก็คงจะค่อยๆ ดีขึ้น แถมเรายังได้กินผลิตภัณฑ์ที่อิ่มท้องแล้วยังอิ่มใจด้วย”

จากภูมิปัญญาอาหารญี่ปุ่นสู่ YoRice จากข้าวพื้นบ้านไทย ที่ช่วยเหลือเกษตรอินทรีย์ ส่งเสริมข้าวพันธุ์ไทยและแก้ปัญหาขาดแคลนอาหารในค่ายผู้อพยพ

Lessons Learned

  • หากธุรกิจเริ่มต้นจากหลายปัญหา จงทำให้น้อย แต่ส่งผลประโยชน์และแก้ไขปัญหาให้ได้มาก
  • ธุรกิจที่มาจากความตั้งใจดี จะส่งเสริมให้แบรนด์มีคนรักและเชื่อถือมากขึ้นเรื่อยๆ

ติดตามเรื่องราว สถานที่จำหน่ายและสั่งซื้อ YoRice ได้ที่

เว็บไซต์ : www.yoricedrink.com

Facebook : Yorice Amazake เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ

Line ID: @yorice

โทรศัพท์ : 09 5595 5244

Writer

อนิรุทร์ เอื้อวิทยา

นักเขียน และ ช่างภาพอิสระ ปัจจุบันชนแก้วอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงที่เชียงใหม่

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

ก่อนหน้านี้ เราคิดมาตลอดว่ารสนิยมที่สะท้อนความเป็นตัวตนนั้นเกิดจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวที่เราเลือกหยิบและอนุญาตให้เข้ามาอยู่ในชีวิต สถานที่ที่ชอบไป เสื้อผ้าที่ชอบใส่ เพลงที่ฟัง หนังที่ดู หนุ่มที่แอบเหล่มอง

รสนิยมที่แตกต่างกันทำให้คนเราแตกต่างกัน

“มีสิ่งหนึ่งที่สำคัญกว่าความแตกต่าง นั่นคือการยอมรับในความแตกต่างของคนอื่น เรายอมรับในความต่างนั้นไหม”

อ๊อฟ-พงศ์ศักดิ์ กอบรัตนสุข ดีไซเนอร์และหนึ่งในผู้ก่อตั้งแบรนด์ Rotsaniyom (รสนิยม) นิยามคำนิยมนี้ให้เราฟัง เช่นเดียวกับสิ่งที่ Rotsaniyom พยายามทำมาตลอดใน 9 ปีที่ผ่านมา

รสนิยม

สำหรับเรา Rotsaniyom เป็นแบรนด์ไทยมีสไตล์ที่น่าจับตามอง เพราะไม่เพียงได้รับการยอมรับในวงการแฟชั่น อย่างการเป็น 1 ใน 200 Best Emerging Designers 2016 ใน Vogue Italia แล้ว Rotsaniyom ยังเป็นตัวอย่างของแบรนด์เสื้อผ้าที่มีเส้นทางการเติบโตในอุดมคติ

จากจุดเริ่มต้นของที่ อ๊อฟ-พงศ์ศักดิ์ กอบรัตนสุข และ กิ๊ฟ-ฐิตา กมลเนตรสวัสดิ์ ทำแบรนด์เสื้อยืดขายในงานเทศกาลดนตรี ก่อนจะมีหน้าร้านเล็กๆ ในตลาดนัดสวนจตุจักร ไปสู่การพัฒนาแบรนด์ที่ชัดเจนในตัวตนจนได้รับการยอมรับและเปิดร้านในสยามสแควร์ สยามเซ็นเตอร์ และห้างสรรพสินค้าอื่นๆ ตามความฝัน ก่อนจะเดินทางเข้าสู่ร้าน multistore ดังๆ ทั่วโลกผ่าน showroom ชื่อดังใน Paris Fashion Week ที่เป็นจุดเปลี่ยนให้กับ Rotsaniyom ในวันนี้และต่อไปในอนาคต

นอกจากจะเปิดห้องเรียนวิชา Fashion Business สำหรับชีวิตจริงแล้ว เรื่องราวของ Rotsaniyom ในวันที่เติบโตเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับทุกคนที่มีความฝันอยากจะทำแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเองสักแบรนด์

Rotsaniyom

ลูกไม้มวยไทย

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน ลูกไม้เป็นผ้าชนชั้นที่ถูกจัดให้อยู่เพื่อแสดงความเป็นผู้สูงวัย

เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง เราจึงขอให้อ๊อฟเปิดบรรยายวิชาประวัติศาสตร์ลูกไม้และการแต่งกาย 101 ใน 3 ย่อหน้าดังนี้

ยุคหนึ่งที่สยามเริ่มนำการแต่งกายแบบวิกตอเรียนมาผสมผสาน เกิดเป็นภาพจำว่าลูกไม้เป็นของไทย ซึ่งจริงๆ แล้วเสื้อผ้าสไตล์นั้นมีที่มาจากยุควิกตอเรียน

ลูกไม้เป็นที่นิยมในสตรีชั้นสูง เราจะไม่ค่อยเห็นคนธรรมดาใส่ผ้าลูกไม้มากนัก ภาพจำต่อมาก็คือผ้าลูกไม้กลายเป็นผ้าที่สำหรับใส่ไปงานพิธี ไม่มีภาพจำของคนทั่วไปใส่เดินบนถนนทำให้จำกัดการรับรู้และการยอมรับของคนไม่น้อย

ลูกไม้เป็นเรื่องของสไตล์ สาวๆ ชาติอื่นๆ จะทำให้มีความร่วมสมัยมากกว่าด้วยการหยิบเอาบรรยากาศแบบวิกตอเรียนมาผสมผสานกับยีนส์ให้ดูสตรีทขึ้น ขณะที่คนไทยมักจะเพียงว่าลูกไม้คือความอ่อนหวานและเรียบร้อย

“คนไทยไม่ค่อยให้ความสำคัญกับสไตล์ แต่จะให้ความสำคัญกับสิ่งที่สังคมกำหนดมา เช่น ใส่ลูกไม้แล้วจะดูเป็นสาวหวาน ซึ่งหากคุณเป็นสาวเท่ที่บังเอิญวันนี้มีอารมณ์อยากเป็นสาววิกตอเรียน ลองหยิบไอเทมลูกไม้สักชิ้นมาแต่งตัวจะเป็นไรไป มันเป็นเรื่องของสไตล์มากกว่า” ได้ยินประโยคนี้จากอ๊อฟแล้ว ทำให้คิดถึงเสื้อลูกไม้แขนยาวติดระบายที่เจอในร้านเสื้อผ้ามือสองวันก่อนขึ้นมาทันที ก่อนจะเกิดไอเดียปิ๊งปั๊งในหัวว่าจะใส่คู่กับกางเกงยีนส์ทรงคุณแม่และส้นสูงสักสองนิ้วให้ดูกระฉับกระเฉง

Rotsaniyom Rotsaniyom

Beauty and the Laces

เมื่อไม่ใช่การนำเสนอความสวยหวาน นอกจากสีที่ใช้แล้ววัตถุดิบสำคัญอย่างลูกไม้ ลักษณะเฉพาะของ Rotsaniyom จะมีความขบถๆ เล็ก อย่างเสื้อผ้าจะมีความสนุกอยู่นิดๆ แม้เป็นลูกไม้ แต่ไม่ได้เป็นลูกไม้หวานอย่างที่คนเข้าใจกัน อ๊อฟเสริมว่าเหล่านี้ทำให้คนจดจำงานของ Rotsaniyom ได้เพราะถ้าเป็นคนอื่นคนไม่เอาลูกไม้มาทำแบบนี้ เช่นเดียวกับความเชื่อของแบรนด์ที่ว่า

“An individual imperfect beauty ideal”

Rotsaniyom เชื่อในเรื่องความงามเฉพาะตัวที่ไม่สมบูรณ์แบบ เชื่อว่าในแต่ละอย่างมีบางอย่างที่สวยงามอยู่แล้ว อย่างที่เรารู้ว่าไม้เป็นไม้เพราะมันผุได้ เรารู้ว่ามันเป็นเหล็กเพราะว่ามันขึ้นสนิมได้ เหล่านี้เป็นเรื่องที่ Rotsaniyom พยายามนำเสนอให้คนเห็นว่าในความไม่สมบูรณ์แบบของแต่ละอย่างก็คือความเฉพาะตัวของคนคนนั้น

“เราเจอคำถามตลอดว่าทำไม Rotsaniyom ต้องมีสีขาว ทำไมต้องเป็นลูกไม้ ซึ่งจริงๆ เราไม่ได้ตีกรอบว่าจะต้องเป็นอะไร ย้อนกลับไปเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว สีขาวกับลูกไม้ไม่ได้รับการยอมรับอย่างปัจจุบัน สีขาวในยุคนั้นคือ ไปวัดหรือเปล่า ชุดนอนหรือเปล่า ลูกไม้ก็ต้องตีความว่าสูงวัย ช่วงแรกที่เปิดร้านเราก็ได้ยินคำแบบนี้บ่อย แต่พอมาถึงวันนี้ วันที่สีขาวได้รับการยอมรับเป็นสีหนึ่งในแฟชั่น ลูกไม้เป็นส่วนประกอบที่ทุกๆ แบรนด์ต้องมี ตอนนั้นเป็นความท้าทายของเรา เราทำให้สิ่งที่คล้ายจะเปลี่ยนความเชื่อเดิมๆ ของคนว่าสิ่งนั้นต้องเป็นสิ่งนั้นหรือมีความหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง เราทำมาตลอด เรายืนกรานว่าจะทำแบบนี้”

Rotsaniyom Rotsaniyom

“เคยมีคนถามว่าแล้ววันหนึ่งจะมีการเปลี่ยนไปไหม เรารู้สึกว่ามันไม่แน่ถ้าในวันหนึ่งเราพบว่าอะไรบางอย่างที่เราชอบมากๆ แต่สังคมพยายามใส่กรอบนิยามมันเป็นแบบนั้นแบบนี้ เราจะพยายามพิสูจน์ทางเลือกหรือความน่าจะเป็นในแนวทางอื่น เราไม่ได้ต้องการขวางโลก เราแค่อยากสร้างทางเลือกให้กับคนเฉยๆ เพราะฉะนั้นเราจะไม่คิดแย้งกับทุกเรื่อง แต่เสนอมุมมองใหม่ๆ ให้เห็นไม่ว่าจะความเป็นไทย ความเป็นลูกไม้”

ปัจุบันภายใต้ Rotsaniyom ประกอบด้วยแบรนด์ Rotsaniyom เป็น lifestyle wear เน้นเรื่องสไตล์เป็นหลัก และการแต่งกายในชีวิตประจำวัน แบรนด์ Rotsaniyom White Label เป็นงานที่เน้นศิลปะและการออกแบบ มีคอนเซปต์ มีเรื่องราว และการตีความ มีเนื้อหาของคอลเลกชันที่จริงจังกว่า Rotsaniyom และแบรนด์ Ceremony เป็นชุดพิธีอย่างชุดแต่งงานหรืออื่นๆ

“โดยปกติเราหลีกเลี่ยงการทำชุดแต่งงานมาตลอด เพราะเราเชื่อว่าการแต่งงานเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากและเราไม่อยากแบกรับความรู้สึกของคนอื่น เพราะเราไม่รู้ว่าคนมองเราแบบไหน เขาคาดหวังว่า Rotsaniyom จะหวานซึ่งเราไม่ได้หวาน ชุดแต่งงานเราจะไม่ออกแนวหวานอย่างที่ลูกค้าคิดแล้วเราจะทำอย่างไร ซึ่งเราไม่อยากขัดกับตัวเองและไม่อยากทำให้ลูกค้าเสียความรู้สึกในวันสำคัญหนึ่งในชีวิตจึงมาลงตัวด้วยวิธีทำให้ในทุกคอลเลกชันจะมีการทำชุด 1 – 2 ชุดที่โดดเด่นมีความเป็น Ceremony อยู่ หมายความว่าใส่ไปแต่งงานได้หรืออาจจะใส่ไปงานพิธีทางการได้ เป็นการทำให้ลูกค้าเห็นสิ่งที่เราทำก่อนแล้วค่อยมาคุยเรื่องรายละเอียดกันต่อไป”

Rotsaniyom Rotsaniyom

จุดทศนิยม

อ๊อฟเล่าย้อนกลับไปในช่วงเริ่มต้นทำร้านให้ฟังว่า เขาเป็นคนที่หากชอบอะไรจะเริ่มลงมือไม่พูดบ่นมาก่อนว่าอยากจะมีร้าน และเลือกที่จะลงมือทำเลยหลังจากที่เคยชิมลางทำเสื้อยืดขายที่งาน Fat T-Shirt เมื่อ 9 ปีก่อน

“เมื่อก่อนถ้าเราฝันอะไร เรามักจะฝันใหญ่เสมอและเราจะไม่ค่อยกลัวเพราะมันมีตัวเลือกเดียวคือต้องทำเลย แต่ปัจจุบันเราจะคิดว่าเป้าหมายของเด็กสมัยนี้ค่อยๆ เล็กลง ขอทำแค่นี้ก่อนเป็นขั้นเป็นตอนไป ด้วยอาจจะเพราะรับรู้ข้อมูลข่าวสารเยอะ จึงมีความกลัวปนๆ อยู่กับความกล้า แต่ยุคของผมในตอนนั้นมันไม่มีข้อมูลข่าวสารเข้ามามาก ดังนั้นกลัวไหมก็กลัว ไม่มีอะไรมาบอกเตือนให้เราระมัดระวังเรื่องอะไรมากมาย แค่ทำออกมาเลย แล้วยิ่งเมื่อก่อนไม่ได้มีหน้าร้านออนไลน์ขายง่ายดายแบบปัจจุบันนี้ ทุกอย่างอยู่บนโลกความเป็นจริง คนจับต้องได้ทันที เรารู้สึกสนุกมาก เราเต็มที่กับมัน ลงแรงกับมันเต็มๆ ไม่กั๊ก”

การย้ายจากร้านที่ตลาดนัดสวนจัตุจักรมาที่สยามเซ็นเตอร์ทำให้ Rotsaniyom เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง อ๊อฟเล่าให้เราฟังว่า

“สิ่งที่ยากคือระบบหลังบ้านที่ต้องรื้อใหม่ ด้วยความที่เราไม่ได้เน้นเรื่องธุรกิจมาก่อน แต่จะเน้นไปที่ศิลปะและการออกแบบมากกว่า เราก็จะทำอะไรตามใจ ทำร้านเสื้อผ้าเราอยากใส่อะไรเราก็ทำสิ่งนั้นออกมาขาย วันไหนขยันก็ทำมากหน่อย วันไหนขี้เกียจก็ค่อยมาทำ ซึ่งเมื่อมีระบบของห้างสรรพสินค้าเราก็ต้องเรียนรู้ระบบหลังบ้านและการคิดทำธุรกิจมากขึ้น แต่เป็นเรื่องที่ดีกว่าการไม่มีนะ เพราะถ้าเราไม่เรียนรู้ในวันนั้นแบรนด์ก็คงไม่โตอย่างทุกวันนี้”

เป็นธรรมดาของการเติบโตที่จะถูกมองว่าบางสิ่งเปลี่ยนแปลงไป เช่นเดียวกับสายตาของคนที่มองมายัง Rotsaniyom

“เรื่องการเปลี่ยนแปลงไปบางครั้งเราก็ไม่รู้ตัวนะว่าเราเปลี่ยนแปลง เพราะเรามองว่าตัวเองธรรมดามากไม่พิเศษไปกว่าใคร แต่คนที่มองเรา เขาจะเห็นว่าเราพิเศษและคาดหวังกับเราเยอะกว่านั้น เขามองว่าเราเป็นแบรนด์ Thai designer เราต้องทำแบบนั้น คุณภาพเราต้องดีแบบนี้ นอกจากนี้ก็คือความใกล้ชิดระหว่างเรากับลูกค้าที่พอมีหน้าร้านในห้าง มันก็เหมือนไม่ใกล้ชิดกันเช่นเดิม เขาก็จะรู้สึกห่างเหินกับเราเหมือนมองคนที่โตกว่า เราไม่ได้อยากให้มันเข้าถึงยาก เราอยากให้ลูกค้าโดยเฉพาะคนที่โตมากับเรา มองเราเป็นเพื่อน เราเองก็ไม่ใช่แบรนด์ที่ยิ่งใหญ่”

Rotsaniyom Rotsaniyom

The Show Must Go Inter

สารภาพว่าเหตุผลทีเราอยากคุยกับ Rotsaniyom คือเรื่องการไปเติบโตในตลาดแฟชั่นต่างประเทศจากแหล่งข่าวใจดีที่แอบมาเล่า เพราะ Rotsaniyom เองแทบไม่บอกสื่อไหนในเรื่องนี้

“เราไปตลาดต่างประเทศด้วยระบบธุรกิจแฟชั่น (Fashion Business) ในรูปแบบ showroom ซึ่งจะมี buyer จากทั่วโลกมาเลือกซื้อสินค้าไปขายตาม multistore ประเทศต่างๆ”

ได้ยินแค่นั้น เราก็เผลอทำหน้าตาสงสัยใส่คำศัพท์คำว่า showroom ซึ่งเรามั่นใจว่ามีนัยความหมายมากกว่าที่เคยรู้จักแน่นอน

“ระบบ showroom อาจจะใหม่สำหรับประเทศไทย แต่จะเป็นที่รู้จักในกลุ่มวัยรุ่นเพราะมีแบรนด์คนรุ่นใหม่แบบเราไปขายในต่างประเทศด้วยระบบนี้ไม่น้อย”

showroom คือพื้นที่พื้นที่หนึ่งที่จัดแสดงและจำหน่ายคอลเลกชันแบรนด์ที่ showroom คัดเลือกมา โดยมีระยะทำการในช่วงเวลาหนึ่งๆ อย่างงานแฟชั่นวีก

“อย่าง Paris Fashion Week ที่ทั้งเมืองจะมีงานเกี่ยวกับแฟชั่นตลอดทั้งสัปดาห์ นอกจากแฟชั่นโชว์ของแบรนด์ดังแล้ว จะมี showroom ลักษณะนี้กระจายตัวอยู่ตามจุดต่างๆ ของเมือง เป็นช่วงเวลาที่ buyer จากทั่วโลกตามหา showroom ที่เขาสนใจ โดยแต่ละ showroom ประกอบด้วยนักออกแบบที่เลือกมาซึ่งจะมีการซื้อขายเกิดขึ้นที่นั่น เป็นระบบขายส่งที่มีระเบียบกว่าทั่วไป  showroom ที่เปิดต้องมีคุณภาพและความน่าเชื่อถือระดับหนึ่ง ซึ่งลูกค้าจะเป็น buyer จาก multistore ตามหัวเมืองใหญ่ๆ โดย showroom เองจะมีระบบตรวจเช็กประวัติและความน่าเชื่อถือของ buyer ด้วย”

ถึงอย่างนั้นการจะตั้งตัวเองเป็น showroom นิรนามไก่กาก็ย่อมทำได้ เพียงแต่หากทำไปเพื่อหวังเพียงชื่อเสียงและการยอมรับ อ๊อฟบอกเราว่าผลที่ได้คงไม่เป็นอย่างที่คาดคิดหรือไม่คุ้มการลงทุน

กระแสตอบรับจากการออก showroom เป็นอย่างไร เราถามเพราะสนใจใคร่รู้พฤติกรรมของแฟชั่นนิสต้าในตลาดต่างประเทศ

Rotsaniyom Rotsaniyom

“ว่ากันตามตรง ตั้งแต่ทำแบรนด์มา บางครั้งเราก็ไม่รู้หรอกว่าลูกค้าชอบอะไรในเรา เราแค่ทำในสิ่งที่เราเป็นออกมาเรื่อยๆ ซึ่งอาจจะเชื่อมโยงกับอะไรบางอย่างในลูกค้าทำให้เขาชอบผลงานของพวกเรา เป็นความรู้สึกที่ดีนะเพราะโดยส่วนตัวเราไม่ได้ทำแบรนด์เพื่อเอาใจใครสักคน”

“เราภูมิใจที่ทุกการเติบโตของแบรนด์จนมาถึงทุกวันนี้เกิดขึ้นจากความสามารถของเราจริงๆ ไม่ว่าจะลูกค้าคนธรรมดา ดารา เซเลบ ห้างร้าน สื่อต่างๆ ทุกคนวิ่งมาหาเราด้วยความชอบในตัวตนของเราจริงๆ ช่วยให้เราค่อยๆ เติบโตขึ้นมา และทุกงานที่เราไปต่างประเทศเกิดขึ้นจากคำเชิญทั้งหมดเลย เราไม่เคยเรียกร้องและพยายามแสดงตัวว่าอยากจะไป แต่เป็นเพราะเขาให้โอกาสและเราก็ให้เกียรติเขา ไม่ปฏิเสธในโอกาสเหล่านั้น”

showroom จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ Rotsaniyom ปรับตัวเป็น Inter Brand ที่มีศักยภาพมากขึ้นทั้งเรื่องการออกแบบและคุณภาพของสินค้า เพราะทุกอย่างในจุดนั้นต้องเป๊ะมาก

“เจ้าของ showroom ที่ชวนเราไปร่วมนั้น จริงๆ เขาเป็นเซเลบในวงการแฟชั่นระดับโลกเหมือนกัน ช่วงแฟชั่นวีกเขาส่งข้อความมาในอินสตาแกรมว่าชอบเสื้อผ้าเรามาก อยากมีโอกาสเจอพวกเรา ซึ่งช่วงนั้นพวกเราอยู่ปารีสพอดี ตัวอ๊อฟดีใจมากแต่กิ๊ฟดีใจมากกว่า เพราะกิ๊ฟรู้ว่าเขาเป็นใคร เป็นที่รู้จักในวงการอย่างไร เราก็รีบไปพบเขาเลย เขาเล่าว่าเขาเห็น buyer คนหนึ่งใส่เสื้อผ้าของเราที่ซื้อจากร้านสาขาสยามเซ็นเตอร์ไปซื้อของที่ showroom และเขารู้สึกชอบมาก ขอพลิกป้ายดูชื่อแบรนด์จนเจออินสตาแกรมของเรา สมัยก่อนเราเคยได้ยินเสมอว่างานหรือเสื้อผ้าสักชิ้นบ่งบอกความเป็นเราได้ ซึ่งวันนี้มันเกิดขึ้นแล้วจริงๆ เสื้อตัวเดียวนำพาเราไปไกลมากนะ เขาเห็นแค่เสื้อตัวนั้นตัวเดียว แทนนามบัตรหรือพรีเซนต์ทั้งหมดที่มี”

อ๊อฟบอกว่าเมื่อก้าวเข้ามาสู่ fashion business แล้ว มันมีรายละเอียดมากมายที่สำคัญพอกัน ถ้าไม่ค้นหาหรือปรับตัวเราก็จะไม่สามารถไปต่อได้

“showroom ทำให้เราต้องทำงานล่วงหน้า สมัยที่ขายที่ประเทศไทยอย่างเดียว ตอนไหนเราขาย AW เราก็ทำ AW ออกมาขาย แต่พอเป็นระบบ showroom เราก็ต้องเตรียมทำ Spring / Summer ของปีหน้าแล้ว บ่อยครั้งก็สร้างความสับสนเล็กๆ ให้กับลูกค้าเพราะเขาจะมาถามกันว่าชิ้นนี้มีขายแล้วหรือยัง”

“เวลาไปต่างประเทศโหดร้ายกว่าตรงที่เรามีโอกาสครั้งเดียวในช่วงออก showroom สั้นๆ นั้น ถ้าคอลเลกชันนี้ทำไม่ดี แป้กปุ๊บ ก็ถือว่าขาดทุน หรือว่าถ้าคอลเลกชันนี้ทำดียอดสั่งซื้อก็จะมากมาย ดูกันที่ยอดขายซึ่งไม่เหมือนกับการขายหน้าร้าน ที่จะปรับแผนรับมือกับยอดขายได้ตลอด แต่การไปกับ showroom เราจะไม่มีเวลาปรับรับมือมันคือการทำให้ดีที่สุด แล้ววัดผลกันเลยว่าเป็นอย่างไร”

Rotsaniyom

Rotsaniyom

Present Perfect Contineo(US)

จากความเชื่อของแบรนด์เรื่องการยอมรับความแตกต่าง สู่การพาตัวแบรนด์ให้ได้รับการยอมรับและอยู่ต่อไปได้เพื่อพิสูจน์ว่าแนวทางความเชื่อนี้เป็นจริงได้เป็นอีกโจทย์ที่สำคัญของ Rotsaniyom

“อีกโจทย์ที่สำคัญสำหรับเราคือเราต้องอยู่รอดให้ได้ เพื่อยืนยันว่าแนวทางที่เรามุ่งมั่นทำมันเป็นจริงได้ ทุกวันนี้ Rotsaniyom เป็นจุดเริ่มต้นเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ที่ฝันอยากมีแบรนด์ของตัวเอง ซึ่งเราเริ่มมาจากเงิน 7,000 บาทซื้อผ้าตัดเสื้อยืดขายงาน Fat ทำมาจนถึงตอนนี้ ไม่เคยเข้าระบบธุรกิจ ไม่เคยกู้ เราพยายามบอกกับกิ๊ฟ บอกกับทีมงานทุกคนว่าเราต้องทำให้ได้เพื่อเป็นตัวอย่าง เพื่อพิสูจน์ว่ามันทำได้ มันไปได้จริง ถ้าวันหนึ่งที่แบรนด์เราตายหายไปจริง คนก็จะบอกว่าสิ่งที่เราทำมันไม่เวิร์ก ต้องทำแบบนี้แบบนั้นสิซึ่งเราจะไม่ยอมให้เป็นแบบนั้น เราเป็นคนที่ถ้าเมื่อไหร่ที่รู้สึกว่าสิ่งนั้นไม่ดีเราจะทำในสิ่งที่ดีกว่าให้เขาเห็นมากกว่าจะพูดโต้แย้ง เราพยายามปลูกฝังเด็กรุ่นใหม่ให้เป็นแบบนี้”

“อย่างเรื่องเด็กฝึกงาน เราไม่ได้รับเด็กฝึกงานที่เก่งที่สุด เรารับคนที่อยากมาอยู่กับเรา สิ่งที่เราสอนเสมอว่าเวลาเราทำ มันไม่ใช่เรื่องความสวยงามหรืองานฝีมือเพราะความสวยงามเป็นเรื่องพิสูจน์ไม่ได้ สิ่งที่สำคัญคือการสร้างทางเลือกให้สังคม เราอยู่ในฝั่งการออกแบบเราต้องสร้างทางเลือกให้สังคมเสมอ มันอาจจะไม่ใช่ทางเลือกสำหรับคนหมู่มาก แต่มันก็ไม่แน่ว่าวันหนึ่งคนหมู่มากอาจหันมาสนใจก็ได้เหมือนที่เราเป็น”

เช่นเดียวกับการไปสู่ตลาดต่างประเทศที่เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ให้เด็กรุ่นใหม่เห็นว่าการทำอะไรอย่างจริงจังก็พาเราไปถึงจุดนี้ได้

“ที่ผ่านมาเราไม่ได้คิดว่าสิ่งที่ทำนั้นยากหรือยิ่งใหญ่กว่าอะไรนะ เราแค่ทำอย่างตั้งใจ สิ่งหนึ่งที่อ๊อฟกับกิ๊ฟคุยกันเสมอในช่วงเริ่มทำแบรนด์นี้มาด้วยกัน เราจะไม่ยกตัวเราเพื่อไปเล่นในเวทีเขา แต่เราจะทำงานอย่างเต็มที่ให้เขาเห็นเราในที่ของเรา ถ้าเราตั้งเป้าเพื่อให้ใครสักคนมาเห็น หรือใครมายอมรับเราเกี่ยวกับแฟชั่น มันจะเหนื่อยและยากเพราะเป็นการก้าวกระโดดสุดๆ เกินไป ที่ผ่านมาเราทำในส่วนของเราไปเรื่อยๆ ให้คนที่ต้องการเห็นได้เห็นเรา ทำไปเถอะมันมีคนเห็น เหมือนอย่างที่ Vogue Italia เห็นเรา”

Rotsaniyom

“เราเคยให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศครั้งหนึ่งว่า โลกในบางมุมมันเล็กมากจนมีคนเห็นในสิ่งที่เราทำจริงๆ และในบางมุมก็กว้างมากจนเราสามารถหาคนที่ชอบเราเจอ เหมือนอย่างตอนเราอยู่ตลาดนัดจัตุจักรครั้งแรก โลกทั้งใบของเราคือจัตุจักรแต่จริงๆ โลกทั้งใบมันไม่ใช่แค่นี้ พอเราก้าวออกมาจากที่ที่หนึ่งเราจะพบว่าโลกทั้งใบไม่ใช่แค่ที่ๆ เรายืนอยู่ สอนให้เรารู้ว่าชีวิตมีทางออกเสมอ มันไปต่อได้เสมอ เช่นกันกับตอนนี้ถ้าเศรษฐกิจบ้านเมืองเราไม่ได้เราจะมองว่าโลกทั้งใบคือประเทศเรา เรารู้สึกว่าเด็กรุ่นใหม่ต้องรับรู้เรื่องนี้ไว้เยอะๆ เราเคยเป็นเด็กมาก่อน เรารู้ว่าบางครั้งการที่เราให้ความสำคัญกับอะไรก็ตามเราจะคิดว่าสิ่งนั้นคือทั้งหมดของชีวิตที่มี และพอผ่านมาได้เราจะรู้ว่าสิ่งนั้นก็อยู่แค่ช่วงเวลาหนึ่ง”

“เรื่อง showroom ที่ปารีสฟังดูยิ่งใหญ่แต่จริงๆ ไม่ได้ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นหรอก โลกนี้มันกว้างมากจนสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น multistore เหล่านี้เป็น multistore ที่ดีจริงๆ เป็นกำลังใจให้กับเราที่จะพัฒนาคุณภาพและรักษาสิ่งที่เราทำเราเชื่อ และเรื่องคุณภาพเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับพวกเรามาก เพราะยังมีอีกหลาย multistore ดีๆ ทั้งโลกที่เขายังไม่เลือกซื้อของเราไปเพราะโจทย์นี้เหมือนกัน เราก็ต้องปรับไปเรื่อยๆ ถ้าเป็นเมื่อก่อนตอนเด็กที่เราเคยโดยว่าเรื่องคุณภาพเหมือนกัน ตอนนั้นเราตอบแค่ว่าเราไม่สนใจเราขายสไตล์เราไม่ได้ขายคุณภาพ แต่พอมาตอนนี้ จะคิดแบบนั้นไม่ได้แล้ว ความจริงสอนเราว่าไม่ดีกว่าหรอถ้าเสื้อผ้ามาสไตล์และมีคุณภาพไปพร้อมกัน ถ้าตอบโจทย์ง่ายๆ นี้ไม่ได้ก็ไม่ต่อที่ไหนแล้ว เราบอกตัวเองแบบนี้อยู่”

Rotsaniyom

ภาพ: Rotsaniyom

Rules

  1. ตื่นเช้าต้องกินกาแฟ ตกบ่ายก็ยังต้องกินกาแฟอีก
  2. ต้องรู้จักแบ่งเวลาพักเบรกระหว่างงานและครอบครัว
  3. การบ้างานสำหรับเรามันเป็นเรื่องความรับผิดชอบมากกว่า เราได้รับมอบหมายสิ่งไหนมาเราก็เพียงทำให้ดี

rotsaniyom.com
Facebook | therotsaniyom

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ลักษิกา จิรดารากุล

ช่างภาพที่ชอบกินบะหมี่ ถูกชะตากับอาหารสีส้ม และรักกะเพราไก่ใส่แครอท

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load